Categories
AROUND CHIANG RAI TRAVEL

อบจ.เชียงรายลุยแม่สรวยปรับเส้นทางท่องเที่ยว มุ่งแก้โจทย์ดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมาเติบโตในปี 2569

ถนนพร้อม คนพร้อม เมืองพร้อม เชียงรายเร่งปรับเส้นทางรับฤดูล่องแพเปียกแม่สรวย ชี้ท่องเที่ยวปี 2568 รายได้ทะลุ 5.15 หมื่นล้าน แต่ต่างชาติลดลงเป็นโจทย์ปี 2569

เชียงราย, 13 กุมภาพันธ์ 2569 – ภาพของเชียงรายในฤดูท่องเที่ยวไม่ได้หยุดอยู่แค่ทะเลหมอกบนยอดดอยหรือคาเฟ่กลางเขา หากกำลังขยับสู่เกมการท่องเที่ยวที่วัดกันด้วยรายละเอียดเล็ก ๆ ที่มีผลต่อความปลอดภัยและประสบการณ์ของผู้คนอย่างเป็นรูปธรรม นั่นคือถนน เส้นทาง และระบบบริการหน้างาน

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 15.00 น. ณ จุดล่องแพเปียกแม่สรวย อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการเตรียมความพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวกิจกรรมล่องแพเปียกแม่สรวย โดยมีผู้นำท้องที่ท้องถิ่นให้การต้อนรับ พร้อมกำชับหน่วยงานช่างของ อบจ. ให้เร่งปรับเกลี่ยและบดอัดเส้นทางสัญจรที่ชำรุดเสียหาย เพื่อรองรับฤดูกาลท่องเที่ยวธรรมชาติที่มักพีคในช่วงอากาศร้อนและวันหยุดต่อเนื่อง

การลงพื้นที่ครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางตัวเลขภาพใหญ่ที่สะท้อนว่าเชียงรายยังคง “เดินหน้า” ในมิติการท่องเที่ยว โดยสถิติทั้งปี 2568 ระบุว่าเชียงรายมีนักท่องเที่ยวรวม 6,463,147 คน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 2.88 และสร้างรายได้รวม 51,540.09 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.36 ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ตัวเลขต่างชาติกลับลดลงทั้งจำนวนคนและรายได้ กลายเป็นโจทย์เชิงนโยบายที่ต้องแก้ให้ตรงจุดในปี 2569

ประเด็นเด่นที่สะท้อนจากข้อมูลหน้างานและตัวเลขทั้งจังหวัด

ภาพรวมจากข้อมูลที่ได้รับชี้ชัดถึงสามแกนสำคัญที่เชื่อมโยงกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แกนแรกคือโครงสร้างพื้นฐานเป็นเงื่อนไขของความปลอดภัยและความเชื่อมั่น กิจกรรมท่องเที่ยวกลางแจ้งอย่างล่องแพเปียกจะเติบโตได้ ต้องเริ่มจากการเดินทางที่ปลอดภัยและสะดวก โดยเฉพาะเส้นทางหลักและทางเชื่อมเข้าสู่จุดกิจกรรม

แกนที่สองคือเศรษฐกิจท่องเที่ยวของเชียงรายยังพึ่งพาคนไทยเป็นฐานหลักอย่างชัดเจน นักท่องเที่ยวชาวไทยคิดเป็น 89.2 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนผู้มาเยือน และสร้างรายได้คิดเป็น 86.3 เปอร์เซ็นต์ของทั้งจังหวัด

แกนที่สามคือสัญญาณต่างชาติลดลงเป็นความเสี่ยงที่ต้องวางกลยุทธ์เชิงรุก เพราะการลดลงร้อยละ 15.13 ในด้านจำนวน และร้อยละ 12.89 ในด้านรายได้ ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่สะท้อนความเปราะบางของตลาดที่อาจกระทบธุรกิจท่องเที่ยวบางกลุ่มโดยตรง

ลงพื้นที่แม่สรวย ปรับถนนก่อนเปิดฤดูล่องแพ เป้าหมายคือเที่ยวสนุกต้องปลอดภัย

ที่จุดล่องแพเปียกแม่สรวย นายก อบจ.เชียงราย เน้นให้สำนักช่างนำเครื่องจักรกลหนักเข้าพื้นที่ ปรับเกลี่ยและบดอัดเส้นทางที่ชำรุด เพื่อให้ผิวจราจรเรียบและลดความเสี่ยงอุบัติเหตุ โดยเฉพาะช่วงที่นักท่องเที่ยวเดินทางหนาแน่น

สาระสำคัญของคำสั่งการคือการทำให้ “เส้นทางถึงแหล่งท่องเที่ยว” กลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ที่ดี ไม่ใช่ด่านทดสอบความอดทนของผู้เดินทาง เพราะเมื่อถนนเสียหาย ไม่ได้กระทบแค่คนมาเที่ยว แต่กระทบคนในพื้นที่ที่ต้องใช้เส้นทางเดียวกันในการดำรงชีวิต

ในคำกล่าวที่อ้างอิงจากข้อมูลที่ได้รับ นายก อบจ.เชียงราย ระบุว่า กิจกรรมล่องแพเปียกแม่สรวยเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของจังหวัดในช่วงฤดูร้อน มีประชาชนและนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาจำนวนมาก จึงมอบหมายให้เจ้าหน้าที่เร่งนำรถเกรดเดอร์และรถบดอัดเข้าดำเนินการปรับปรุงผิวจราจรในเส้นทางหลักและเส้นทางเชื่อมต่อให้เรียบเนียน ปลอดภัย และได้มาตรฐาน พร้อมย้ำว่าการดำเนินการไม่เพียงอำนวยความสะดวกด้านการท่องเที่ยว แต่ยังช่วยให้ประชาชนในพื้นที่สัญจรและขนส่งสินค้าเกษตรได้สะดวกขึ้น สอดคล้องแนวทางบำบัดทุกข์ บำรุงสุข และการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนผ่านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

จุดประสานงานนักท่องเที่ยว แนวคิดบริการแบบครบวงจรที่ต้องทำให้เกิดจริง

นอกจากงานถนน อีกประเด็นที่ถูกหยิบย้ำคือสวัสดิภาพของนักท่องเที่ยว โดยมีแนวทางประสานกับท้องถิ่นเพื่อจัดตั้งจุดบริการและจุดประสานงาน อาทิ จุดปฐมพยาบาล และจุดอำนวยความสะดวกหน้างาน

ข้อสังเกตเชิงนโยบายคือ “ศูนย์ประสานงาน” จะสร้างความเชื่อมั่นได้จริงก็ต่อเมื่อมีองค์ประกอบครบ ทั้งคน อุปกรณ์ การสื่อสาร และมาตรฐานปฏิบัติ ไม่ใช่เพียงป้ายหรือโต๊ะบริการ เพราะกิจกรรมริมแม่น้ำหรือกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวของนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ต้องมีระบบรองรับเหตุฉุกเฉินอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ความสนุกไม่แลกมากับความเสี่ยง

ตัวเลขท่องเที่ยวปี 2568 โตต่อเนื่อง รายได้ขยับแรงกว่าจำนวนคน

สถิติการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงรายตลอดช่วง 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2568 ระบุว่ามีนักท่องเที่ยวรวม 6,463,147 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 2.88 และรายได้รวม 51,540.09 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.36 สะท้อนว่าเม็ดเงินเติบโตเร็วกว่า “หัวคน” ซึ่งมักตีความได้ว่าการใช้จ่ายเฉลี่ย หรือรูปแบบสินค้าและบริการท่องเที่ยว มีแนวโน้มมูลค่าสูงขึ้น หรือมีสัดส่วนกิจกรรมที่สร้างรายได้มากขึ้นในระบบเศรษฐกิจท้องถิ่น

เมื่อแยกตามกลุ่มนักท่องเที่ยว พบว่า

นักท่องเที่ยวชาวไทย 5,765,564 คน คิดเป็นสัดส่วน 89.2 และสร้างรายได้ 44,460.27 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 86.3

นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 697,583 คน คิดเป็นสัดส่วน 10.8 และสร้างรายได้ 7,079.82 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 13.7

ในเชิงโครงสร้าง นี่คือข้อเท็จจริงสำคัญที่ทำให้เชียงรายต้องอ่านเกมให้ขาดว่า ฐานตลาดหลักคือคนไทย และการยกระดับประสบการณ์ท่องเที่ยวในจังหวัดต้องยังคงตอบโจทย์คนไทยเป็นหลัก ขณะเดียวกันก็ต้องออกแบบการดึงต่างชาติกลับมาแบบจำเพาะกลุ่ม ไม่ใช่หว่านกว้าง

ต่างชาติลดลงทั้งคนทั้งเงิน สัญญาณที่จังหวัดต้องตอบให้เร็ว

ข้อมูลเปรียบเทียบระบุว่า หากพิจารณาเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติในปี 2568 พบว่าจำนวนนักท่องเที่ยวลดลงร้อยละ 15.13 และรายได้ลดลงร้อยละ 12.89 เมื่อเทียบกับปี 2567

ประเด็นนี้มีนัยต่อชุมชนและผู้ประกอบการบางประเภทโดยตรง โดยเฉพาะธุรกิจที่พึ่งพาการใช้จ่ายของต่างชาติ หรือธุรกิจที่อยู่ในเส้นทางท่องเที่ยวหลักที่เคยรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นกลุ่มใหญ่ เพราะแม้รายได้รวมจังหวัดยังโต แต่การ “โตแบบไม่เท่ากัน” อาจทำให้บางพื้นที่หรือบางอาชีพได้รับผลกระทบมากกว่าที่ตัวเลขรวมสะท้อน

อ่านฤดูกาลจากตัวเลข เดือนคนเยอะไม่เท่ากับเดือนรายได้สูง

ข้อมูลรายเดือนชี้ให้เห็นภาพการท่องเที่ยวที่ไม่ใช่เส้นตรง

เดือนมกราคมมีนักท่องเที่ยวชาวไทยมากสุด 644,347 คน และสร้างรายได้ 4,885.26 ล้านบาท ขณะที่เดือนกันยายนมีนักท่องเที่ยวชาวไทยน้อยสุด 330,826 คน และสร้างรายได้ 2,601.18 ล้านบาท

เมื่อดูเฉพาะรายได้ พบว่าเดือนธันวาคมเป็นเดือนที่ทำรายได้สูงสุด แม้จำนวนคนจะน้อยกว่าเดือนมกราคม

ส่วนฝั่งต่างชาติ เดือนธันวาคมมีนักท่องเที่ยวต่างชาติมากสุด 83,236 คน สร้างรายได้ 1,081.34 ล้านบาท ขณะที่เดือนกันยายนมีนักท่องเที่ยวต่างชาติน้อยสุด 37,754 คน สร้างรายได้ 393.42 ล้านบาท

ข้อสรุปเชิงปฏิบัติการคือ จังหวัดและผู้ประกอบการควรใช้ข้อมูลนี้ในการออกแบบปฏิทินท่องเที่ยวแบบยืดหยุ่น แยกแผน “เพิ่มจำนวนคน” ออกจากแผน “เพิ่มรายได้ต่อหัว” เพราะสองเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องเกิดพร้อมกันเสมอ

ไตรมาส 4 และไตรมาส 1 ช่วงทองของเชียงราย ความท้าทายคือทำให้ทองยาวขึ้น

ข้อมูลอัตราส่วนตามไตรมาสระบุว่า การท่องเที่ยวของเชียงรายเติบโตสูงสุดในไตรมาส 4 ช่วงตุลาคมถึงธันวาคม คิดเป็นร้อยละ 28.7 และมีสัดส่วนใกล้เคียงกับไตรมาส 1 ช่วงมกราคมถึงมีนาคม คิดเป็นร้อยละ 28.7 เช่นกัน

นี่คือหลักฐานเชิงตัวเลขว่าการท่องเที่ยวเชียงรายยังคงเป็นเกมของฤดูกาล โดยเฉพาะปลายปีถึงต้นปี ขณะที่ช่วงกลางปีอาจต้องพึ่งกิจกรรมเฉพาะทางเพื่อกระตุ้นการเดินทาง

ดังนั้นการปรับปรุงถนนและระบบบริการในแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ เช่น แม่สรวย จึงไม่ใช่แค่งานซ่อมบำรุง แต่เป็นส่วนหนึ่งของการ “ยืดฤดูกาล” ให้จังหวัดสามารถรับนักท่องเที่ยวได้อย่างมั่นคง และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาช่วงพีคมากเกินไป

ผลต่อชุมชนและเศรษฐกิจฐานราก ถนนหนึ่งเส้นมีความหมายมากกว่าการเดินทาง

ในพื้นที่จริง ถนนที่ดีไม่ได้แปลว่าเที่ยวสะดวกเท่านั้น แต่หมายถึงต้นทุนชีวิตที่ลดลงของชาวบ้าน การเข้าถึงบริการสาธารณะ การขนส่งผลผลิต และความสามารถในการเชื่อมต่อกับตลาด

หากการท่องเที่ยวถูกใช้เป็นเครื่องมือพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน การลงทุนที่เห็นผลเร็วที่สุดมักเริ่มจากสิ่งพื้นฐานที่สุด เพราะนักท่องเที่ยวจำนวนมากไม่ได้ตัดสินใจจากคำโฆษณาเพียงอย่างเดียว แต่ตัดสินใจจากความรู้สึกปลอดภัย ความสะดวก และการดูแลเมื่อมาถึงพื้นที่

การกำหนดให้มีจุดปฐมพยาบาล จุดประสานงาน และการปรับถนนก่อนฤดูกาลท่องเที่ยว จึงเป็นภาพของการบริหารจัดการที่ชุมชนได้ประโยชน์ร่วมกัน ทั้งในวันที่มีนักท่องเที่ยวและในวันที่เป็นวันปกติของคนท้องถิ่น

สถิติสำคัญที่ควรรู้สำหรับการวางแผนปี 2569

  • จำนวนนักท่องเที่ยวรวมปี 2568 เท่ากับ 6,463,147 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 88
  • รายได้รวมจากการท่องเที่ยวปี 2568 เท่ากับ 51,540.09 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 36
  • นักท่องเที่ยวชาวไทย 5,765,564 คน สัดส่วน 2
  • รายได้จากนักท่องเที่ยวชาวไทย 44,460.27 ล้านบาท สัดส่วน 3
  • นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 697,583 คน สัดส่วน 8
  • รายได้จากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 7,079.82 ล้านบาท สัดส่วน 7
  • ต่างชาติลดลงเมื่อเทียบปีก่อน จำนวนลดลงร้อยละ 13 และรายได้ลดลงร้อยละ 12.89
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สถิติการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย ปี 2568 ข้อมูล ณ วันที่ 19 มกราคม 2569
  • ศูนย์วิจัยและพัฒนาการท่องเที่ยว CTRD สถาบันวิจัยพหุศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้จัดทำสรุปและเผยแพร่ข้อมูลสถิติที่ใช้ประกอบรายงาน
  •  องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายยกระดับมาตรการงดเผา 86 วัน เริ่ม 14 ก.พ. – 10 พ.ค. นี้ ตั้งเป้าลดจุดความร้อน 40%

เชียงรายยกระดับห้ามเผา 86 วัน เริ่ม 14 กุมภาพันธ์ รับมือฝุ่น PM2.5 ชูอากาศสะอาดเป็นทุนสุขภาพและท่องเที่ยว

เชียงราย, 9 กุมภาพันธ์ 2569 – ที่ห้องปฏิบัติงานผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย บรรยากาศการประชุมดูเหมือนเป็นกิจวัตรของฝ่ายปกครองในฤดูแล้ง แต่ประโยคที่ถูกย้ำซ้ำในที่ประชุมกลับสะท้อนเดิมพันที่ใหญ่กว่าเรื่องไฟและควัน เพราะสิ่งที่เชียงรายกำลังต่อรองอยู่คือ “ลมหายใจ” ของผู้คนในเมืองท่องเที่ยวและเมืองชายแดน ที่ต้องอยู่กับหมอกควันทุกปี และต้องเสี่ยงต่อโรคทางเดินหายใจในช่วงที่อากาศปิด

นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกำหนดมาตรการเข้มงวดงดเผาในที่โล่งรับมือฝุ่นละออง PM2.5 ปี 2569 โดยมีนายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

หัวใจของมาตรการปีนี้อยู่ที่การ “ยกระดับ” จากขอความร่วมมือไปสู่คำสั่งเข้ม โดยจังหวัดแบ่งช่วงดำเนินการเป็น 2 ระยะ ระยะแรกตั้งแต่ 1 มกราคม ถึง 13 กุมภาพันธ์ เป็นช่วงขอความร่วมมือให้บริหารจัดการเชื้อเพลิง ไถกลบ ทำปุ๋ย และหลีกเลี่ยงการเผาในที่โล่ง ระยะที่สองเป็นช่วงวิกฤตตั้งแต่ 14 กุมภาพันธ์ ถึง 10 พฤษภาคม รวม 86 วัน ที่กำหนดห้ามเผาทุกชนิดโดยเด็ดขาด ครอบคลุมพื้นที่เกษตร การจัดการเศษวัสดุทางการเกษตร ขยะมูลฝอย และวัชพืช ผู้ฝ่าฝืนต้องรับโทษตามกฎหมาย

ผู้ว่าราชการจังหวัดย้ำในที่ประชุมว่า การป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 ต้องพึ่งพาความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการสื่อสารประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเข้าใจและร่วมมืออย่างจริงจัง เพื่อให้เชียงรายมีอากาศที่ปลอดภัยต่อเด็ก ผู้สูงอายุ และกลุ่มเปราะบาง รวมถึงไม่ให้กระทบต่อภาพลักษณ์ท่องเที่ยวและรายได้ชุมชน ข้อความเชิญชวนที่ระบุในเอกสารแนบยังสะท้อนเจตนารมณ์ทางสังคมว่า “สิ่งสำคัญคือความร่วมมือของพี่น้องประชาชนชาวเชียงรายทุกคน ทุกภาคส่วน ร่วมด้วยช่วยกันทุกวิถีทางเพื่อสร้างคุณภาพอากาศที่ดีให้กับลูกหลานคนเชียงราย รวมถึงนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาเที่ยวจังหวัดเชียงรายด้วย”

เป้าหมายลดจุดความร้อนและลดวันฝุ่นเกินมาตรฐาน

มาตรการห้ามเผาไม่ได้ตั้งขึ้นเพื่อ “ความเรียบร้อย” ทางปกครองเท่านั้น แต่มีตัวชี้วัดที่จังหวัดประกาศเป็นเป้าหมายเชิงผลลัพธ์ชัดเจน โดยตั้งเป้าลดจุดความร้อนลง 30 ถึง 40 เปอร์เซ็นต์ และลดจำนวนวันที่ฝุ่นเกินมาตรฐาน 15 ถึง 30 เปอร์เซ็นต์

คำว่า “เกินมาตรฐาน” ในเชิงวิชาการสาธารณสุขอ้างอิงเกณฑ์ค่าฝุ่น PM2.5 ของประเทศไทย ซึ่งประกาศและเผยแพร่โดยกรมควบคุมมลพิษ โดยมาตรฐานค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงถูกปรับเป็น 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และค่าเฉลี่ยรายปี 15 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร การประกาศเป้าหมายลดจำนวนวันเกินมาตรฐานจึงมีความหมายตรงกับการลดความเสี่ยงต่อสุขภาพในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่เพียงทำให้ “ตัวเลขสวย”

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ ความยากของเชียงรายไม่ได้อยู่แค่การหยุดเผาในจังหวัด แต่อยู่ที่การทำให้มาตรการ “เกิดผลจริง” ภายใต้ภูมิประเทศแบบแอ่งล้อมเขา และอิทธิพลหมอกควันข้ามแดนที่จังหวัดควบคุมได้จำกัด

บทเรียนปี 2568 จุดความร้อนลดมาก แต่ไฟไหม้จริงลดน้อย

เอกสารแนบได้ยก “รายงานการวิเคราะห์พลวัตจุดความร้อนและการจัดการวิกฤตหมอกควัน จังหวัดเชียงราย พ.ศ. 2568” เป็นฐานบทเรียนสำคัญที่ทำให้ปี 2569 ต้องยกระดับมาตรการ จุดที่ถูกชูเป็นสาระหลักคือความย้อนแย้งระหว่างจำนวนจุดความร้อนกับพื้นที่เผาไหม้จริง

รายงานระบุว่าในช่วงฤดูไฟป่า 1 กุมภาพันธ์ ถึง 8 พฤษภาคม ปี 2568 จังหวัดเชียงรายลดจุดความร้อนสะสมจาก 3,885 จุดในปี 2567 เหลือ 611 จุดในปี 2568 ลดลงร้อยละ 84.3 แต่พื้นที่เผาไหม้จริงลดลงเพียงร้อยละ 16.33 จาก 62,521 ไร่ เหลือ 52,311 ไร่ ตามข้อมูลในเอกสารแนบ ซึ่งสะท้อนว่าความถี่ของการจุดไฟอาจลดลง แต่การลุกลามต่อครั้งรุนแรงขึ้น

หากแปลความเป็นภาษานโยบาย นี่คือคำเตือนว่า การใช้จำนวนจุดความร้อนเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จเพียงตัวเดียวอาจไม่พอ เพราะไฟที่เริ่มจากจุดเล็กอาจขยายเป็นวงกว้างก่อนถูกตรวจพบหรือเข้าถึงพื้นที่ดับไฟได้ โดยเฉพาะพื้นที่ภูเขาสูง ป่าลึก และแนวรอยต่อเกษตรที่เข้าถึงยาก

ดาวเทียมและข้อมูลจุดความร้อน เครื่องมือที่ทำให้การสั่งการเร็วขึ้น แต่ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด

การติดตามจุดความร้อนของไทยมีฐานข้อมูลดาวเทียมที่หน่วยงานรัฐใช้งานอย่างต่อเนื่อง โดย GISTDA ให้บริการข้อมูลจุดความร้อนจากระบบตรวจวัดหลายแหล่ง รวมถึง VIIRS ที่มีความละเอียดระดับประมาณ 375 เมตร ซึ่งถูกใช้อย่างแพร่หลายเพื่อการเฝ้าระวังและวิเคราะห์เชิงพื้นที่ เอกสารวิชาการของกรมส่งเสริมการเกษตรยังอธิบายการใช้ข้อมูลจากดาวเทียมและระบบตรวจจับความร้อนเพื่อสนับสนุนการจัดการพื้นที่เกษตรและการเฝ้าระวังการเผา

แต่บทเรียนจากตัวเลขปี 2568 ก็บอกอีกด้านว่า ต่อให้ตรวจพบไวขึ้น หาก “เข้าถึงพื้นที่ช้า” หรือมีเชื้อเพลิงสะสมมาก ไฟเพียงครั้งเดียวก็อาจสร้างพื้นที่เผาไหม้จำนวนมากได้ จึงทำให้ปี 2569 ต้องเน้นทั้งการห้ามเผาและการจัดการเชื้อเพลิงทางเลือก เช่น ไถกลบ ทำปุ๋ย การจัดการเศษวัสดุทางการเกษตร และการกำกับขยะและวัชพืชไม่ให้กลายเป็นเชื้อไฟ

ฝุ่นข้ามแดน และเมืองในแอ่ง ลมหายใจที่ไม่ได้ขึ้นกับการเผาในจังหวัดอย่างเดียว

แม้เชียงรายจะควบคุมการเผาในพื้นที่ได้ดีขึ้นในบางช่วง แต่เอกสารแนบย้ำชัดว่าฝุ่นควันข้ามแดนยังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญจากพื้นที่ใกล้เคียง เมื่อทิศทางลมเปลี่ยน เมืองชายแดนอย่างแม่สายและเชียงของจึงมีความเสี่ยงสูงกว่าพื้นที่อื่น

ขณะเดียวกัน “รูปทรงภูมิประเทศ” ทำให้มลพิษสะสมง่าย ในช่วงฤดูแล้งภาคเหนือมักเกิดอุณหภูมิผกผัน ทำให้มวลอากาศอุ่นปิดทับอากาศเย็นด้านล่าง เปรียบเหมือนฝาชีครอบที่กักฝุ่นไว้ใกล้พื้นดิน เมื่อควันจากการเผาในพื้นที่รวมกับหมอกควันข้ามแดน จึงทำให้ค่าฝุ่นพุ่งขึ้นได้แม้จำนวนจุดความร้อนจะไม่สูงมากนัก นี่คือเหตุผลที่มาตรการปี 2569 ไม่ได้สื่อสารแค่เรื่อง “ห้ามเผา” แต่พยายามโยงไปสู่ “ความห่วงใยสุขภาพ” และ “รายได้ท่องเที่ยว” เพื่อทำให้การร่วมมือเกิดขึ้นจริงในระดับครัวเรือน

สุขภาพประชาชนเป็นตัวตั้ง ห้องปลอดฝุ่นและการป้องกันเชิงรุก

มาตรการด้านสาธารณสุขเป็นอีกเสาหลักที่ช่วยลดความเสี่ยงเฉียบพลันในวันที่ค่าฝุ่นสูง โดยข้อมูลระบุว่าจังหวัดมีห้องปลอดฝุ่นกระจายตามหน่วยบริการและพื้นที่สาธารณะ รวม 903 แห่ง ขณะที่กรมอนามัยเผยแพร่แนวทางการจัดทำห้องปลอดฝุ่นอย่างเป็นระบบ เช่น การปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิด ลดช่องรั่ว ทำความสะอาดแบบเช็ดถู และหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ก่อฝุ่นเพิ่ม

เมื่อวางสองส่วนนี้คู่กัน ภาพของเชียงรายจึงไม่ใช่จังหวัดที่ “ประกาศห้าม” แล้วจบ แต่เป็นจังหวัดที่พยายามสร้างเกราะป้องกันให้คนอยู่ได้ในช่วงวิกฤต ขณะเดียวกันก็กดปุ่มเข้มเพื่อกดต้นเหตุที่มักกลับมาซ้ำในฤดูแล้ง

เศรษฐกิจท่องเที่ยวและความเชื่อมั่นของเมือง การต่อสู้ที่วัดผลในสายตาคนนอกพื้นที่

สำหรับเชียงราย คุณภาพอากาศไม่ใช่เพียงประเด็นสิ่งแวดล้อม แต่เป็น “ภาพลักษณ์เมือง” ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยว และส่งต่อไปถึงรายได้ของร้านค้า โฮมสเตย์ คนทำทัวร์ และชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในหลายอำเภอ

นี่คือเหตุผลที่ผู้ว่าราชการจังหวัดสื่อสารด้วยภาษาที่จับต้องได้ วาเลนไทน์ปีนี้ การส่งต่อความรักไม่ใช่ดอกไม้หรือของขวัญ แต่เป็นการลดควัน ลดเผา เพื่อให้คนในบ้านและคนที่มาเยือนหายใจได้สะดวกขึ้น หากมาตรการ 86 วันทำให้ท้องฟ้ากลับมาใสจริง เมืองจะได้ประโยชน์พร้อมกันทั้งสุขภาพและเศรษฐกิจ หากทำไม่สำเร็จ ผลกระทบจะย้อนกลับมาหาคนในพื้นที่ก่อนเสมอ โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ

จุดท้าทายที่ต้องจับตา การบังคับใช้กฎหมายและทางเลือกของเกษตรกร

แกนท้าทายของการห้ามเผาทุกชนิดโดยเด็ดขาดคือการทำให้คน “มีทางเลือก” มากพอจะปฏิบัติตาม เพราะในพื้นที่เกษตร การเผามักถูกมองว่าเป็นวิธีจัดการเศษวัสดุที่เร็วและต้นทุนต่ำ มาตรการปี 2569 จึงพยายามผลักทางเลือก เช่น ไถกลบ การทำปุ๋ย และการจัดการวัชพืชอย่างเหมาะสม

อีกด้านหนึ่งคือการบังคับใช้กฎหมายที่ต้องเที่ยงธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ และทำควบคู่กับการสื่อสารเชิงเข้าใจ เพื่อไม่ให้มาตรการกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างรัฐกับชุมชน การตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์และการดำเนินมาตรการเชิงรุกตามที่เอกสารแนบระบุ จึงเป็นส่วนที่จะชี้ว่าเชียงรายจะ “คุมเกม” ได้จริงแค่ไหนในช่วงวิกฤต 86 วัน

บทสรุปจากสนามจริง อากาศสะอาดคือความปลอดภัยที่ต้องสร้างร่วมกัน

ภาพรวมมาตรการปี 2569 ของเชียงรายจึงเป็นการยกระดับจากบทเรียนปี 2568 ที่ชี้ว่า ลดจุดความร้อนได้มากไม่เท่ากับลดความเสียหายได้มากเสมอ ปีนี้จังหวัดเลือกเดินเกมเข้มด้วยการห้ามเผาทุกชนิดตลอด 86 วัน พร้อมตั้งเป้าลดจุดความร้อนและลดวันฝุ่นเกินมาตรฐาน และพยายามประคองผลกระทบด้วยการสื่อสาร การจัดการเชื้อเพลิงทางเลือก และการดูแลสุขภาพผ่านแนวคิดห้องปลอดฝุ่น

ทางสถิติ แต่คือการทำให้ “วันธรรมดา” ของคนเชียงรายกลับมาหายใจได้เต็มปอด และทำให้เมืองที่อยู่ท่ามกลางภูเขาและพรมแดนมีความเชื่อมั่นพอจะต้อนรับผู้มาเยือนได้โดยไม่ต้องลุ้นว่าท้องฟ้าจะกลายเป็นสีเทาเมื่อไร

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กรมควบคุมมลพิษ ข้อมูลมาตรฐาน PM2.5 ของประเทศไทย
  • สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ องค์การมหาชน ข้อมูลระบบและฐานข้อมูลจุดความร้อน
  • กรมส่งเสริมการเกษตร เอกสารวิชาการเกี่ยวกับการใช้ข้อมูลดาวเทียมและการติดตามจุดความร้อนในบริบทภาคเกษตร
  • กรมอนามัย แนวทางการจัดทำห้องปลอดฝุ่นเพื่อรับมือฝุ่น PM2.5
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI EDITORIAL

ท่องเที่ยวเชียงรายปี 67 เสถียรภาพสูง แต่สะดุดแรงในไตรมาส 3

เชียงราย–ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเหนือ ปี 2567 เสถียรภาพสูงทั้งปีแม้สะดุดในไตรมาส 3 — บทเรียนจากพฤติกรรมเดินทางของคนไทยและแรงดูดต่างประเทศ

เชียงราย, 19 กันยายน 2568 —  กองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้เปิดนำข้อมูลสถิติปี 2567 (ที่ผ่านคณะกรรมการสถิติฯ) สรุปรายได้และค่าใช้จ่ายการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทย ปี 2567 ในปีที่การแข่งขันด้านท่องเที่ยวเข้มข้นทั้งภายในประเทศและกับ “เอเชียใกล้บ้าน” เชียงรายยังคง “ยืนระยะ” ด้วยฐานผู้เดินทางรวมทั้งปี 6.28 ล้านคน-ครั้ง ใกล้เคียงปีก่อนแทบทุกมิติ ขณะที่โครงสร้างค้างคืนยังเป็นจุดแข็งสำคัญของจังหวัด แต่ “หุบเขาดีมานด์” ในไตรมาส 3 กลับฉายภาพชัดว่าจังหวัดจำเป็นต้องเร่งยุทธศาสตร์เฉพาะฤดูกาล เพื่ออุดรอยรั่วรายได้และยื้อการใช้เวลาของนักท่องเที่ยวให้อยู่กับพื้นที่นานขึ้น

นิยามศัพท์สำคัญ (อังกฤษ–ไทย) ที่ใช้ในข่าวนี้

  • Visitor (ผู้เดินทางทั้งหมด/คน-ครั้ง): จำนวน “คน-ครั้ง” ที่เดินทางเข้าพื้นที่ในช่วงเวลาหนึ่ง ครอบคลุมทั้งผู้ค้างคืนและไป–กลับในวันเดียว
  • Tourist (นักท่องเที่ยวค้างคืน): ผู้เดินทางที่ “พักค้างคืน” อย่างน้อย 1 คืนในพื้นที่ปลายทาง
  • Excursionist (นักทัศนาจร/ไป–กลับวันเดียว): ผู้เดินทางที่ “ไม่ค้างคืน” เข้า–ออกภายในวันเดียว

สิ่งที่ตัวเลขกำลังบอกเรา

  1. เชียงรายทั้งปี 2567 “ทรงตัวอย่างมีนัย”
    ผู้เดินทางรวม (Visitor) อยู่ที่ 6,282,437 คน-ครั้ง ลดลงเพียง -0.18% จากปี 2566 (6,293,758) โดยในนั้นเป็น นักท่องเที่ยวค้างคืน (Tourist) 4,541,553 คน-ครั้ง (-1.48%) และ นักทัศนาจรไป–กลับ (Excursionist) 1,740,884 คน-ครั้ง (+3.39%). ภาพรวมจึงสะท้อนว่า “ค้างคืนลดเล็กน้อย แต่ทริปสั้นขยายตัว” — สอดคล้องกับพฤติกรรมหลังโควิดที่ผู้คนเลือกทริปกระชับและยืดหยุ่น แต่ยังยอมค้างคืนหากมีประสบการณ์เฉพาะทางให้ทำจริง
  2. โครงสร้างดีมานด์ของเชียงรายยังชัดว่าเป็น “เมืองค้างคืน”
    ค้างคืน 72.29% ไป–กลับ 27.71% ของผู้เดินทางทั้งหมด นี่คือทุนสำคัญทางเศรษฐกิจ เพราะ “ค้างคืน” เชื่อมลูกโซ่รายได้ที่ยาวกว่า (ที่พัก–อาหาร–กิจกรรม–ขนส่งท้องถิ่น–สินค้าชุมชน) และพร้อมต่อยอดเป็น “คืนที่สอง–สาม” หากมีแพ็กเกจและโลจิสติกส์ที่ดีพอ
  3. ฤดูกาลคือของจริง Q1/Q4 พีก แต่ Q3 เป็นหุบเขา
  • Q1: Visitor +6.55%, Tourist +6.39%, Excursionist +6.91% — อานิสงส์ฤดูหนาวและเทศกาล
  • Q2: Visitor +3.20%, Tourist +1.38%, Excursionist +8.44% — ทริปครอบครัว/ทัศนศึกษา/งานชุมชนหนุนฐาน
  • Q3: Visitor -9.61%, Tourist -12.03%, Excursionist +0.52% — จุดอ่อนของปี ช่วงปลายฝน–เปิดเทอม–และวันหยุดที่ถูก “แย่ง” โดยทริปต่างประเทศ
  • Q4: Visitor -2.63%, Tourist -2.60%, Excursionist -2.73% — ดีแต่ยังไม่เท่าปีก่อน สะท้อนการแข่งขันภายในภาคเหนือและกับปลายทางต่างประเทศ
  1. น้ำหนักของเชียงรายต่อภาคเหนือ “โดดเด่นในตลาดค้างคืน”
    ทั้งปี เชียงรายคิดเป็น ~15.05% ของ Visitor ภาคเหนือ, ~16.67% ของ Tourist, และ ~12.00% ของ Excursionist. อีกนัยหนึ่ง: เชียงรายคือ “หัวรถจักรตลาดค้างคืน” ของภาคเหนือโดยธรรมชาติ
  2. แรงดูดจากต่างประเทศ: 11.72 ล้านเที่ยวออกเดินทาง/ปี, 4.31 แสนล้านบาท
    ปี 2567 คนไทยเดินทางออกต่างประเทศ 11,720,634 เที่ยว ใช้จ่ายรวม 431,483.16 ล้านบาท จุดหมายท็อป 5 ได้แก่ จีน, มาเลเซีย, ลาว, ญี่ปุ่น, กัมพูชา—ตัวเลขนี้บอกชัดว่าการแข่งขันของเชียงราย ไม่ได้สู้กันเฉพาะในประเทศ แต่ต้อง “ชิงกลับ” เม็ดเงินจากต่างประเทศด้วยประสบการณ์ที่ ทัดเทียม/ต่างอย่างมีคุณค่า และโลจิสติกส์ที่ ไร้รอยต่อพอๆ กัน

จากหน้าหนาวถึงปลายฝน—และสิ่งที่หายไปกลางปี

ต้นปี เชียงรายรับบท “เมืองโรแมนติกของฤดูหนาว” อย่างเต็มภาคภูมิ เส้นทางยอดฮิตจากเมือง–แม่จัน–แม่สาย–เชียงแสน ครึกครื้นด้วยคาเฟ่กาแฟพิเศษ ไร่ชา และกิจกรรมวัฒนธรรมร่วมสมัย นักเดินทางจำนวนมากเลือกค้างคืนเพื่อ “ตื่นรับหมอกยามเช้า” และเวิร์กช็อปชุมชนช่วงบ่าย—สะท้อนจากอัตราขยายตัวของค้างคืนใน Q1

พอเข้าฤดูร้อนของ Q2 เม็ดเงินไม่ได้วูบ แต่ “สั้นลง” ทริปวันเดียว/หนึ่งคืนมาแรง—อาจเพราะตารางชีวิตคนเมืองกลับสู่โหมดทำงานและเรียน นักท่องเที่ยวเลือกกิจกรรมที่จบในครึ่งวัน–หนึ่งวันมากขึ้น ร้านอาหารท้องถิ่น พิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ และตลาดชุมชน จึงเป็น “ปลายทางระยะสั้น” ที่ยังคงคึกคัก

หากมองข้ามไตรมาส 3 ไม่ได้—นี่คือช่วงที่กราฟสั่นแรงที่สุด ค้างคืนลดลงสองหลัก อุปสงค์อ่อนตามฤดูกาลฝน บวกกับ “แรงดูดต่างประเทศ” ที่สะดวกและราคาพอๆ กัน ทำให้ปลายทางในประเทศ (รวมเชียงราย) เสียส่วนแบ่ง “เวลาและงบประมาณ” ของคนไทยไปให้ “เอเชียใกล้บ้าน” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ปลายปีใน Q4 เมืองกลับมามีชีวิตชีวา บรรยากาศเทศกาลและอากาศเย็นดึงคนกลับมาอีกครั้ง แต่ตัวเลขยัง “ต่ำกว่าปีก่อนเล็กน้อย” สะท้อนสองเรื่องพร้อมกัน (1) จังหวัดเหนืออื่นๆ เปิดเกมหนัก และ (2) ผู้บริโภคจำนวนหนึ่ง “ชิมรส” ต่างประเทศจนคุ้นกับความง่าย–ความครบ–บัตรรวมสิทธิ์ (Pass/Bundle) จึงคาดหวังมาตรฐานคล้ายกันเมื่อเที่ยวในไทย

เชียงรายในกระจก “ภาคเหนือ” โตทั้งภูมิภาค แต่สนามแข่งขันหนาแน่น

ภาคเหนือทั้งปี 2567 โตในทุกหมวด (Visitor +2.70%, Tourist +2.57%, Excursionist +2.94%). จังหวะไตรมาสของภูมิภาค “สอดคล้อง” กับเชียงราย: พีกที่ Q1/Q4 และชะลอใน Q3. นี่หมายความว่าปัญหาไม่ได้เป็น “เฉพาะจังหวัด” หากแต่เป็น “วัฏจักรทั้งภูมิภาค” ที่ต้องแก้ด้วย ปฏิทินเทศกาลเหนือที่ไม่ซ้อนกัน และ บัตรผ่านหลายจังหวัด (Cross-Northern Pass) ให้ผู้เดินทาง “อยู่นานขึ้น–ใช้จ่ายมากขึ้น–ไปหลายเมืองขึ้น”

สมการเศรษฐกิจท่องเที่ยวเชียงรายจากตัวเลขจริง

  • Demand Composition (โครงสร้างดีมานด์): ค้างคืน 72.29% / ไป–กลับ 27.71% ⇒ สมเหตุสมผลที่จะเดินเกม “เพิ่มมูลค่าต่อทริป” ผ่านกิจกรรมเชิงลึก (workshop คราฟต์–กาแฟพิเศษ–เส้นทางสุขภาพ–ศิลปะร่วมสมัย–ประวัติศาสตร์ชายแดน) และออกแบบ Route 2–3 คืน เชื่อมหลายอำเภอ
  • Seasonality (ฤดูกาล): พีคชัดใน Q1/Q4 และ “ดิป” ใน Q3 ⇒ ต้องมี “สินค้าฤดูฝน” ที่แข็งแรงจริง ไม่ใช่แค่โปรฯ ส่วนลดห้องพัก
  • Regional Positioning (ภาพในภาคเหนือ): เชียงรายเด่นด้านค้างคืนเมื่อเทียบสัดส่วนทั้งภูมิภาค ⇒ ควรสื่อสารตัวเองชัดว่าเป็น เมืองค้างคืนคุณภาพสูง”
  • Outbound Pressure (แรงดึงต่างประเทศ): คนไทยเที่ยวนอก 11.72 ล้านเที่ยว ใช้จ่าย 4.31 แสนล้านบาท ⇒ เมืองต้อง “เทียบเคียงได้” ทั้ง ราคา–ความสะดวก–ความพิเศษของประสบการณ์

ข้อเสนอเชิงปฏิบัติ (ทำได้จริงจากข้อมูลที่มี)

1) “อุโมงค์ฤดูฝน Q3” — ปิดรูรั่วรายไตรมาส

  • เทศกาลเฉพาะทาง ก.ค.–ก.ย.: กาแฟ/ชา single origin เชียงราย (cupping–roasting–ดริปไร่), งานศิลป์ร่วมสมัย–หัตถกรรม, กีฬาเส้นทาง (วิ่งเทรล/ปั่น), ดนตรี–หนังกลางไร่
  • แพ็กเกจ “ไป–กลับสู่ค้างคืน”: คูปองชุด “1 คืนที่คุ้มที่สุด” = ที่พัก + workshop ชุมชน + อาหารชาติพันธุ์ + พิพิธภัณฑ์/แกลเลอรี
  • โลจิสติกส์ไร้รอยต่อ: เที่ยวบิน/รถไฟ/รถทัวร์คุณภาพสูง–ต่อรถท้องถิ่น–บริการรับ–ส่งกิจกรรม กดจองครั้งเดียวจบ

2) “เปลี่ยน Excursionist เป็น Tourist” — จากทริปสั้นสู่ค้างคืน

  • โปรแกรม 24–48 ชั่วโมง มี “กิจกรรมเย็น–เช้าตรู่” เป็นตัวบังคับเชิงบวก
  • Bundle/Pass ที่รวมสิทธิ์หลายบริการ (ที่พัก + กิจกรรม + ขนส่งท้องถิ่น) ในราคาเดียว พร้อมการันตีคิว/ยืดหยุ่นการเปลี่ยนวัน

3) “Route 2–3 คืน เชื่อมอำเภอ” — สร้างเหตุผลให้อยู่ต่อ

  • เมือง–แม่จัน–แม่สาย–เชียงแสน–แม่ลาว ด้วยธีม ประวัติศาสตร์ชายแดน/วัฒนธรรมร่วมสมัย/กาแฟ–ชา/สุขภาพ
  • กำหนด ตราสัญลักษณ์คุณภาพโฮสต์ชุมชน สร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภค

4) “One Trip–Two Countries” — ใช้จุดแข็งเมืองชายแดน

  • แพ็กเกจเชื่อมประสบการณ์ข้ามพรมแดน (ภายใต้กรอบความร่วมมือที่มี) เช่น วัฒนธรรม–อาหารชาติพันธุ์–ตลาดชายแดน–พิพิธภัณฑ์ชายแดน–ล่องน้ำยามเย็น
  • เน้น participatory tourism ให้ผู้เดินทางได้ “ลงมือทำ” กับชุมชน

5) “Data-led Marketing” — ยิงแคมเปญจากพฤติกรรมจริง

  • รีทาร์เก็ตกลุ่มที่เคยมาช่วง Q1/Q4 ให้ กลับมา Q2/Q3 ด้วยข้อเสนอเฉพาะ (ส่วนลดเวิร์กช็อป, พาสกีฬา, พาสพิพิธภัณฑ์/หอศิลป์)
  • แยกคอนเทนต์ตามโครงสร้างดีมานด์ (ค้างคืน vs ไป–กลับ) เพื่อเพิ่ม conversion

KPI ที่ “ชี้การตัดสินใจ” ได้จริง (มากกว่านับจำนวนคน)

  1. ALOS (Average Length of Stay) — ระยะเวลาค้างคืนเฉลี่ย
  2. ADS (Average Daily Spend) — รายจ่ายเฉลี่ยต่อหัว–ต่อวัน (แยกหมวด)
  3. Experience Yield — รายได้เฉลี่ยต่อการจองกิจกรรม
  4. Weekday–Weekend Mix — สัดส่วนคืนค้างวันธรรมดา vs สุดสัปดาห์
  5. Repeat Visit Rate — อัตรากลับมาเที่ยวซ้ำ
  6. Community Income Share — สัดส่วนรายได้ที่ไหลสู่กิจการชุมชน/วิสาหกิจขนาดเล็ก

สาระสำคัญเชิงนโยบาย หากเป้าหมายระดับจังหวัดย้ายจาก “ยอดผู้มาเยือนรวม” ไปสู่ “ค้างคืน + ค่าใช้จ่ายต่อหัว–ต่อคืน + สัดส่วนรายได้ที่ลงชุมชน” เมืองจะเติบโตเชิงคุณภาพ ลดแรงกดดันทรัพยากร และมีภูมิคุ้มกันในฤดูกาลอ่อน

จุดหมายยอดนิยม (จัดอันดับตามจำนวนเที่ยวออกเดินทาง) — Top 10 ประเทศ/เขตเศรษฐกิจ

  1. จีน: 2,092,699 เที่ยว (สัดส่วน 17.85% ของทั้งหมด), ค่าใช้จ่ายรวม 62,738.40 ลบ.
  2. มาเลเซีย: 1,638,506 เที่ยว (13.98%), 33,686.81 ลบ.
  3. ลาว: 1,214,090 เที่ยว (10.36%), 21,167.99 ลบ.
  4. ญี่ปุ่น: 1,060,914 เที่ยว (9.05%), 47,023.19 ลบ.
  5. กัมพูชา: 757,942 เที่ยว (6.47%), 13,482.36 ลบ.
  6. ฮ่องกง (จีน): 463,217 เที่ยว (3.95%), 14,303.81 ลบ.
  7. เวียดนาม: 417,702 เที่ยว (3.56%), 8,433.64 ลบ.
  8. สิงคโปร์: 393,933 เที่ยว (3.36%), 12,410.03 ลบ.
  9. เกาหลีใต้: 380,383 เที่ยว (3.25%), 15,910.83 ลบ.
  10. ไต้หวัน: 365,825 เที่ยว (3.12%), 12,963.89 ลบ.

Roadmap 6 เดือน จากข้อมูล นโยบาย ผลลัพธ์

เดือน 1–2

  • ทำ data cleanup แยกตามอำเภอ–คลัสเตอร์กิจกรรม
  • จับคู่สินค้า/กิจกรรมปัจจุบันกับ โครงสร้างค่าใช้จ่าย ที่คนไทยคุ้นจากทริปต่างประเทศ (Bundle/Pass/ความยืดหยุ่น/จองง่าย)

เดือน 3–4

  • เปิดตัว Pass 48 ชั่วโมง ในเมืองฮับ ที่พัก 2 คืน + 2–3 กิจกรรมท้องถิ่น + คูปองขนส่ง (ซื้อ–ใช้บนมือถือ)
  • ทำ Weekday Campaign เจาะกลุ่มทำงานยืดหยุ่น/Workation ร่วมมือโรงแรม–คาเฟ่–โคเวิร์กกิงสเปซ

เดือน 5–6

  • วัดผล KPI รายไตรมาส + A/B Test แพ็กเกจ/ช่องทางขาย
  • ขยายโมเดลไป เมือง spoke รอบฮับ เพื่อดัน “คืนที่ 2” ด้วยกิจกรรมเฉพาะถิ่น

ทางรอดมี—ถ้า “ข้อมูลจริง” นำการตัดสินใจ

  • ทุนเดิมที่แข็งแรง ของเชียงรายคือโครงสร้างค้างคืน 72.29% — ต้องต่อยอดด้วยประสบการณ์ลึกและเส้นทางหลายอำเภอ
  • สัญญาณบวกจาก Excursionist (+3.39%) คือบันไดขั้นแรก หากมีชุดกิจกรรม–คูปอง–เวิร์กช็อปที่ “ดีพอจะค้าง”
  • ภาคเหนือทั้งภูมิภาคยังโต แปลว่าดีมานด์มี แต่ต้องจัดพอร์ตอีเวนต์–แพ็กเกจ–โลจิสติกส์ให้ตรงฤดูกาล
  • ยอมรับศึกกับต่างประเทศ แบบเปิดหน้า—เทียบเคียงทั้ง ราคา–ความสะดวก–ความพิเศษ และสื่อสาร “คุณค่าที่ต่างอย่างแท้จริง”

บรรทัดชวนคิด “ถ้าเมืองทำให้ หนึ่งชั่วโมง ของนักท่องเที่ยว มีคุณค่า มากพอ เมืองจะได้เพิ่มทั้ง คืนค้าง และ รายได้ที่กระจาย—นานกว่าฤดูกาล และยั่งยืนกว่าพีกชั่วคราว”

เศรษฐกิจจังหวัด จาก “ตัวเลขผู้มาเยือน” สู่ “รายได้กระจาย”

การวิเคราะห์ผลกระทบเศรษฐกิจท้องถิ่นควรขยับจาก “ยอดผู้มาเยือนรวม” ไปสู่ “ความหนาแน่นรายได้ในห่วงโซ่” (Value Density Along the Chain) โดยโฟกัสว่า “เงิน 1 บาทของนักท่องเที่ยว” กระจายไปยังใครบ้าง:

  • ที่พักขนาดกลาง–เล็ก (SMEs): ได้รับประโยชน์ทันทีเมื่อเพิ่มค้างคืน
  • ผู้ประกอบการขนส่งท้องถิ่น: รายได้เพิ่มเมื่อมีแพ็กเกจเชื่อมเส้นทาง
  • ร้านอาหาร/คาเฟ่ชุมชน: รายได้เพิ่มเมื่อออกแบบเส้นทางธีมอาหารท้องถิ่น
  • พิพิธภัณฑ์/คราฟต์/เวิร์กช็อป: กลายเป็น “ฮับคุณค่า” ที่ผลักดันให้ลูกค้าอยู่ต่อ
  • ชุมชนเกษตร/วิถีชีวิต: ได้ส่วนแบ่งรายได้ตรง (Homestay/Community Tour) และอ้อม (ขายผลิตภัณฑ์ OTOP)

สารหลักเชิงเศรษฐกิจ: ถ้าเมืองขยับ KPI จาก “ยอดคน” ไปสู่ “รายได้ต่อหัว–ต่อคืน และสัดส่วนรายได้ชุมชน” เมืองจะเติบโตเชิงคุณภาพ ลดแรงกดดันทรัพยากร และเพิ่มศักยภาพแข่งขันระยะยาว

เชิงสถิติ (สรุปย้ำตัวเลขสำคัญ)

  • เชียงราย 2567: Visitor 6,282,437 (-0.18%)Tourist 4,541,553 (-1.48%)Excursionist 1,740,884 (+3.39%)
  • สัดส่วนโครงสร้างดีมานด์: ค้างคืน 72.29% / ไป–กลับ 27.71%
  • รายไตรมาส (เชียงราย, 2567):
    • Q1: Visitor +6.55%, Tourist +6.39%, Excursionist +6.91%
    • Q2: Visitor +3.20%, Tourist +1.38%, Excursionist +8.44%
    • Q3: Visitor -9.61%, Tourist -12.03%, Excursionist +0.52%
    • Q4: Visitor -2.63%, Tourist -2.60%, Excursionist -2.73%
  • ส่วนแบ่งเชียงรายต่อภาคเหนือ (ทั้งปี 2567 โดยคำนวณจากผลรวมรายไตรมาส): Visitor ~15.05%Tourist ~16.67%Excursionist ~12.00%
  • ภาคเหนือ 2567 เทียบ 2566: Visitor +2.70%Tourist +2.57%Excursionist +2.94%
  • คนไทยเที่ยวนอก (ม.ค.–ธ.ค. 2567): 11,720,634 เที่ยวออกเดินทางค่าใช้จ่ายรวม 431,483.16 ล้านบาท; Top 5 จุดหมายตามจำนวนเที่ยว: จีน, มาเลเซีย, ลาว, ญี่ปุ่น, กัมพูชา

ปี 2567 ตอกย้ำบทบาทเชียงรายในฐานะ “หัวรถจักรค้างคืนของภาคเหนือ” ด้วยเอกลักษณ์ที่หลายเมืองเลียนแบบยาก—ชายแดน กาแฟ/ชา วัฒนธรรมร่วมสมัย ภูมิประเทศหลากหลาย และชุมชนที่พร้อมเป็นเจ้าบ้าน ตัวเลขบอกชัดว่า จังหวัดยังไปได้ แต่ หุบเขา Q3 คือจุดที่ “เม็ดเงินหล่นหาย” หากไม่เร่งสร้าง สินค้าฤดูฝนซิงค์ปฏิทินอีเวนต์เหนือ–และ ทำให้การตัดสินใจเที่ยวเหนือง่ายพอๆ กับไปต่างประเทศ, ปีหน้าความเสี่ยงอาจเพิ่ม และผู้ประกอบการรายย่อยจะรับแรงสั่นสะเทือนก่อนใคร

ทางรอดไม่ได้อยู่ที่ “ใครมีคนเยอะกว่า” แต่อยู่ที่ “ใครทำให้ หนึ่งชั่วโมง ของนักท่องเที่ยว มีคุณค่ามากกว่า” เมืองที่ทำได้ จะยืดฤดูกาล ลดคอขวดในพีก ดึง Excursionist ให้กลายเป็น Tourist และ เพิ่มรายได้ที่ลงสู่ชุมชนอย่างแท้จริง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายไพรด์ 2025 รวมพลังก้าวสู่ความเท่าเทียม หลากหลายคือความงาม

เชียงรายจัดใหญ่ Chiang Rai Pride Festival 2025 รวมพลังความเท่าเทียม สร้างสังคมหลากหลายอย่างภาคภูมิใจ

เชียงราย, 22 มิถุนายน 2568 – บรรยากาศความคึกคักและความภาคภูมิใจได้แผ่ขยายไปทั่วเมืองเชียงราย เมื่อจังหวัดเชียงรายได้จัดขบวนพาเหรดและงาน Chiang Rai Pride Festival 2025 ภายใต้แนวคิด “ก้าวสู่ความเท่าเทียม : เชียงรายไพรด์” ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงราย – ลานกาสะลอง เมื่อช่วงเย็นของวันอาทิตย์ที่ 22 มิถุนายน 2568 โดยมีผู้นำท้องถิ่น เยาวชน และชุมชน LGBTQIA+ กว่า 1,000 คน เข้าร่วมงานอย่างอบอุ่น

เวทีแห่งความหลากหลาย ก้าวย่างสู่สังคมเท่าเทียม

เทศกาล Chiang Rai Pride 2025 ไม่ใช่แค่เพียงงานเฉลิมฉลอง แต่เป็นการประกาศจุดยืนของจังหวัดเชียงรายในฐานะ “เมืองแห่งความภาคภูมิใจ และความเท่าเทียมของทุกคน” ภายในงานมีขบวนพาเหรดสีสันสดใส นำโดย “นายก นก” อทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย พร้อมทีมน้องๆ สภาเยาวชน อบจ.เชียงราย ที่รวมตัวกันจาก 18 อำเภอ ร่วมเดินขบวนไปพร้อมกับชาวสีรุ้ง ภาคประชาสังคม ผู้นำองค์กรภาครัฐ เอกชน และอินฟลูเอ็นเซอร์ชื่อดังของเชียงราย

ผู้ร่วมงานต่างสวมใส่ชุดแฟนซีและธงสีรุ้งอย่างภาคภูมิใจ สะท้อนถึงการยอมรับในอัตลักษณ์ทางเพศและความหลากหลายอย่างแท้จริง นอกจากนั้นยังมีเวทีปราศรัย การแสดงศิลปวัฒนธรรม และบูธกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ สร้างความเข้าใจเรื่องความหลากหลายทางเพศในทุกมิติ

สร้างสังคมที่เปิดกว้าง และปลอดภัยสำหรับทุกคน

นายก อทิตาธร วันไชยธนวงศ์ ได้กล่าวบนเวทีถึงความสำคัญของการจัดงานว่า “วันนี้นายก นก และน้องๆ สมาชิกสภาเยาวชน อบจ.เชียงราย ที่รวมตัวกันมาจากทั้ง 18 อำเภอ ได้มาแสดงพลังแห่งความเท่าเทียมในความหลากหลาย ร่วมกับพี่น้องประชาชนชาวเชียงราย วันนี้เราได้เห็นแล้วว่าความหลากหลายทั้งหมดนี้ ทำให้จังหวัดเชียงรายของเรามีความงดงาม และมีความสุขค่ะ”

การมีส่วนร่วมของเยาวชนและสภาเยาวชนฯ ในฐานะตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่ร่วมขับเคลื่อนสังคมนี้ สะท้อนให้เห็นว่าแนวคิดความเท่าเทียมทางเพศและการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข เริ่มหยั่งรากลึกและเบ่งบานในพื้นที่เชียงราย

สร้างภาพลักษณ์เชียงราย “เที่ยวได้ทุกสไตล์” เมืองปลอดภัยสำหรับทุกคน

งาน Chiang Rai Pride Festival 2025 ครั้งนี้ จัดขึ้นโดยมูลนิธิเอ็มพลัส ร่วมกับ อบจ.เชียงราย ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงราย และหน่วยงานทั้งภาครัฐ-เอกชน เพื่อส่งเสริมสิทธิความเท่าเทียมทางเพศ สร้างการยอมรับในความหลากหลายของอัตลักษณ์ทางเพศ และเสริมสร้างพลังบวกแก่ชุมชน LGBTQIA+
นอกจากมิติด้านสิทธิและความเท่าเทียมแล้ว เทศกาลนี้ยังช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของเชียงราย ภายใต้นโยบาย “เที่ยวได้ทุกสไตล์ เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปี มีดีทุกอำเภอ” เป็นการเปิดพื้นที่เมืองเชียงรายให้เป็น “Safe Space” หรือพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน โดยไม่แบ่งแยกเพศ เชื้อชาติ หรือความแตกต่างใด ๆ

สีสันงานเทศกาล – กิจกรรมที่สร้างสรรค์และเข้าถึงทุกกลุ่ม

ภายในงาน น้องๆ สภาเยาวชนฯ ได้จัดสรรบูธกิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อสร้างสีสันและให้ข้อมูลด้านสิทธิ LGBTQIA+ แก่ผู้ร่วมงาน อีกทั้ง อบจ.เชียงราย ยังสนับสนุนการจัดงานทั้งในด้านสถานที่และโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การสนับสนุนโดมหลังคาโค้งเพื่ออำนวยความสะดวกและสร้างบรรยากาศงานให้ปลอดภัยและน่าประทับใจ

นอกจากนี้ ยังมีหัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้มีชื่อเสียงร่วมสนับสนุนตลอดงาน ตอกย้ำบทบาทของเชียงรายในฐานะเมืองต้นแบบด้านการเคารพความหลากหลายและความเท่าเทียม

เมืองแห่งความเท่าเทียมต้องเริ่มที่การยอมรับและสนับสนุนอย่างจริงจัง

Chiang Rai Pride Festival 2025 ครั้งนี้ คือบทพิสูจน์สำคัญของการสร้างพื้นที่แห่งความหลากหลายทางเพศและความเท่าเทียมในสังคมไทย โดยเฉพาะในระดับท้องถิ่นอย่างเชียงราย นี่คือก้าวสำคัญที่ช่วยเปิดโลกทัศน์ใหม่ของจังหวัด สร้างความภาคภูมิใจทั้งแก่คนในและนอกชุมชน

การจัดงานนี้ไม่เพียงแต่ตอกย้ำแนวคิด “เชียงราย คือเมืองของทุกคน” แต่ยังผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายในระดับจังหวัดและขยายผลสู่การสร้างสังคมไทยที่เปิดกว้างและปลอดภัยสำหรับทุกกลุ่มอัตลักษณ์ทางเพศในอนาคต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • มูลนิธิเอ็มพลัส
  • ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงราย
  • สภาเยาวชน อบจ.เชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SPORT

วิ่งน้อยร้อยภาพ เชียงราย Sport Tourism ผสานวัฒนธรรม ดันเศรษฐกิจท้องถิ่น

เชียงรายเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนผ่านกิจกรรม “วิ่งน้อย ร้อยภาพ ซึมซาบวิถีชุมชน” สะท้อนพลังการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

เชียงราย,8 มิถุนายน 2568 –  จังหวัดเชียงรายจัดกิจกรรมวิ่งสร้างสรรค์ “วิ่งน้อย ร้อยภาพ ซึมซาบวิถีชุมชน” ซีซั่น 2 เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมควบคู่กับการออกกำลังกาย พร้อมปลุกพลังเศรษฐกิจท้องถิ่นผ่านกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวได้มีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ โดยกิจกรรมในครั้งนี้จัดขึ้น ณ ลานหน้าศาลากลางจังหวัดเชียงราย (หลังเก่า) ถนนสิงหไคล ตำบลเวียง อำเภอเมืองเชียงราย

ภายในงานมีนายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิด โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน และประชาชนกว่า 1,200 คนเข้าร่วม กิจกรรมเริ่มต้นตั้งแต่เช้าตรู่เวลา 05.00 น. และปล่อยตัวนักวิ่งในเวลา 06.30 น. ด้วยเส้นทางระยะทางรวม 7 กิโลเมตร ภายใต้แนวคิด “ชุมชนทัชใจ ตามรอยแลนด์มาร์ค”

เดินวิ่งท่องรอยวัฒนธรรม เชื่อมคนกับชุมชน

เส้นทางการวิ่งถูกออกแบบให้สะท้อนถึงวิถีชีวิต วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ของเมืองเชียงราย โดยนักวิ่งได้แวะจุดเช็กพอยต์สำคัญ 5 แห่ง ได้แก่ ศาลากลางจังหวัดหลังแรก, ลาน ร.5, วัดงำเมือง, วัดพระธาตุดอยจอมทอง และวัดเจ็ดยอด ก่อนเข้าสู่อนุสาวรีย์พ่อขุนเม็งรายมหาราช ที่เป็นปลายทางหลักของกิจกรรม

นอกจากจุดหลักทั้ง 5 แห่ง ยังมีสถานที่เช็กอินอื่นที่ถูกบรรจุไว้ในเส้นทาง เช่น วัดพระแก้ว, วัดมิ่งเมือง, หอนาฬิกาเชียงราย, สถานีขนส่งเชียงรายแห่งที่ 1, ตลาดศิริกรณ์, กำแพงเมืองประตูยางเลิ้ง และ Kyoto Shi Café จุดเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นจุดถ่ายภาพสวยงาม แต่ยังเป็นสื่อกลางเชื่อมโยงเรื่องราวของเมืองกับผู้คนอีกด้วย

การแข่งขันภาพถ่าย สะท้อนอัตลักษณ์ด้วยสายตานักวิ่ง

กิจกรรมไฮไลต์อีกส่วนคือการประกวดภาพถ่ายใน 2 ประเภท ได้แก่ ภาพถ่ายวิถีชุมชน และภาพถ่ายจากกิจกรรมวิ่ง ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 28,000 บาท ซึ่งผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่ต่างใช้โอกาสนี้บันทึกภาพประทับใจผ่านเลนส์ กลายเป็นช่องทางใหม่ในการสื่อสารความงดงามของเชียงรายสู่สาธารณชน

วัฒนธรรมพื้นบ้านเติมชีวิตให้งาน

ในพื้นที่กิจกรรมยังมีกิจกรรมทางวัฒนธรรมพื้นบ้าน เช่น การแสดงฟ้อนล้านนา ดนตรีสด และการจำลองตลาดชุมชน เพื่อให้ผู้ร่วมงานได้สัมผัสวิถีชีวิตแบบพื้นเมืองอย่างใกล้ชิด และร่วมสนุกกับโซนถ่ายภาพกับชาวบ้านในเครื่องแต่งกายล้านนาแบบดั้งเดิม

มิติใหม่ของ Sport Tourism บนพื้นฐานของการมีส่วนร่วม

นายเสริฐ ไชยยานันตา ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย เปิดเผยว่า กิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sport Tourism) ที่เน้นความยั่งยืนและความเชื่อมโยงกับท้องถิ่น โดยใช้กีฬาเป็นสื่อกลางเชื่อมโยงนักท่องเที่ยวกับชุมชน สร้างรายได้กระจายสู่ผู้ประกอบการรายย่อย และส่งเสริมภาพลักษณ์เชียงรายในฐานะเมืองท่องเที่ยวสร้างสรรค์

เชียงรายยืนยันศักยภาพเมืองสร้างสรรค์ เดินหน้าสู่เศรษฐกิจฐานราก

“วิ่งน้อย ร้อยภาพ ซึมซาบวิถีชุมชน” ซีซั่น 2 นับเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ตอกย้ำบทบาทของจังหวัดเชียงรายในฐานะเมืองท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ที่สามารถใช้ทุนทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ท้องถิ่นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและส่งเสริมสุขภาวะประชาชนในเวลาเดียวกัน

จากพลังของการมีส่วนร่วมของชุมชน ภาครัฐ ภาคเอกชน และนักท่องเที่ยว นี่คือโมเดลของการพัฒนาการท่องเที่ยวที่ไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณสูง แต่สร้างผลกระทบเชิงบวกได้อย่างแท้จริง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย
  • งานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สัมภาษณ์โดยตรงจากผู้ร่วมกิจกรรมและเจ้าหน้าที่ ณ วันที่ 8 มิถุนายน 2568
  • สำรวจภาคสนามโดยทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

ศิลปินเชียงรายผนึกสิบสองปันนา สร้างสัมพันธ์ผ่านงานศิลปะ

ศิลปินเชียงรายร่วมสร้างสรรค์งานศิลปะกระชับสัมพันธ์กับศิลปินสิบสองปันนา

เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2568 ศิลปินไทยจากสมาคมขัวศิลปะเชียงรายได้เดินทางไปยังเขตปกครองตนเองสิบสองปันนา มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อศึกษาดูงานและร่วมสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมร่วมกับกลุ่มศิลปินสิบสองปันนา โดยกิจกรรมในครั้งนี้มุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านศิลปะ วัฒนธรรม และพระพุทธศาสนาระหว่างสองเมือง นับเป็นก้าวสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างศิลปินทั้งสองประเทศให้แน่นแฟ้นและยั่งยืน

กิจกรรมสร้างสรรค์และแลกเปลี่ยนความรู้

คณะศิลปินไทยนำโดยสุวิทย์ ใจป้อม ประธานสมาคมขัวศิลปะเชียงราย พร้อมด้วยศิลปินทรงเดช ทิพย์ทอง, เสงี่ยม ยารังษี, พิชิต สิทธิวงศ์, กำธร สีฟ้า และคณะรวม 12 คน ได้ร่วมกับศิลปินสิบสองปันนาในการวาดภาพสถาปัตยกรรมอันโดดเด่น เช่น วัดไทยลื้อ หมู่บ้านชาวไทยลื้อบ้านหัวนา และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในพื้นที่สิบสองปันนา

การแลกเปลี่ยนในครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการสร้างผลงานศิลปะ แต่ยังเป็นการแบ่งปันความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ความเชื่อ และวิถีชีวิตของชาวไทยลื้อ ซึ่งสะท้อนผ่านงานจิตรกรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยผลงานเหล่านี้จะถูกนำมาจัดแสดงในนิทรรศการศิลปะเพื่อประชาสัมพันธ์ความงดงามของวัฒนธรรมท้องถิ่นในทั้งสองประเทศ

กระชับความสัมพันธ์เมืองพี่เมืองน้อง

นายสุวิทย์ ใจป้อม กล่าวว่าศิลปินจากเขตปกครองตนเองสิบสองปันนาและเชียงรายมีความสัมพันธ์กันมาอย่างยาวนานผ่านการแลกเปลี่ยนศิลปะและวัฒนธรรม รวมถึงการศึกษาในด้านพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างสองเมือง

ในครั้งนี้ ศิลปินสิบสองปันนาได้แสดงความยินดีและตั้งใจอย่างยิ่งที่จะเดินทางมายังจังหวัดเชียงรายในอนาคตเพื่อตอบแทนการต้อนรับที่อบอุ่นและมิตรภาพอันดีจากศิลปินไทย การแลกเปลี่ยนนี้ยังเป็นโอกาสที่ดีในการแสดงผลงานศิลปะจากทั้งสองประเทศให้ผู้คนได้ชื่นชม พร้อมทั้งเรียนรู้วิถีชีวิตและวัฒนธรรมของกันและกัน

เชื่อมโยงศิลปะ วัฒนธรรม และการศึกษา

ในฐานะตัวแทนศิลปินไทย นายสุวิทย์ ใจป้อม ยังได้เชิญชวนให้ศิลปินจากสิบสองปันนาเยือนจังหวัดเชียงรายเพื่อร่วมงานด้านศิลปะและวัฒนธรรม โดยไทยพร้อมให้การต้อนรับและจัดกิจกรรมเพื่อสานสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

กิจกรรมในครั้งนี้สะท้อนถึงความตั้งใจของศิลปินทั้งสองฝ่ายในการใช้ศิลปะเป็นสื่อกลางเพื่อกระชับความสัมพันธ์และแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างกันอย่างยั่งยืน

การเดินหน้าความสัมพันธ์ในอนาคต

ความสัมพันธ์ระหว่างศิลปินไทยและศิลปินสิบสองปันนาจะยังคงดำเนินต่อไปผ่านกิจกรรมแลกเปลี่ยนต่างๆ ในอนาคต อันเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างสรรค์ผลงานที่ไม่เพียงแสดงถึงความงดงามของศิลปะ แต่ยังแสดงถึงพลังแห่งความร่วมมือระหว่างสองวัฒนธรรม

กิจกรรมดังกล่าวช่วยส่งเสริมชื่อเสียงของจังหวัดเชียงรายและเขตปกครองตนเองสิบสองปันนาให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล และตอกย้ำถึงความสำคัญของศิลปะในฐานะสะพานเชื่อมโยงวัฒนธรรมและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สมาคมขัวศิลปะเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

โครงการสืบสาน อนุรักษ์ ประเพณีวัฒนธรรม 4 ชนเผ่า ประจำปี 2568 ที่บ้านปางขอน จ.เชียงราย

โครงการสืบสาน อนุรักษ์ ประเพณีวัฒนธรรม 4 ชนเผ่า ประจำปี 2568 ที่บ้านปางขอน จ.เชียงราย

เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2568 ณ สนามโรงเรียนจีนบ้านปางขอน ม.7 ต.ห้วยชมภู อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย ได้มีการจัดพิธีเปิดโครงการ “สืบสาน อนุรักษ์ ประเพณีวัฒนธรรม 4 ชนเผ่า” ประจำปี 2568 ซึ่งได้รับเกียรติจาก นายวิรัตน์ วงศ์มา แรงงานจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธีเปิดงาน โดยมี นายยุทธชัย ไอ่ดอ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยชมภู (อบต.ห้วยชมภู) นำคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ร่วมจัดกิจกรรมในครั้งนี้

บรรยากาศในงานเต็มไปด้วยความสนุกสนานและสีสันสดใสจากการแต่งกายในชุดชนเผ่าของผู้ร่วมงาน ซึ่งประกอบไปด้วยผู้แทนจากหน่วยงานราชการ เอกชน ผู้นำชุมชน และชาวบ้านในพื้นที่จำนวนมาก

ส่งเสริมการเรียนรู้และอนุรักษ์วัฒนธรรมชนเผ่า

นายยุทธชัย ไอ่ดอ กล่าวว่า กิจกรรมสืบสาน อนุรักษ์ ประเพณีวัฒนธรรม 4 ชนเผ่านี้ จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยปีนี้เลือกจัดที่โรงเรียนจีนบ้านปางขอน เพื่อเป็นการสร้างโอกาสให้ประชาชนและเยาวชนได้เรียนรู้ถึงขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรมของชนเผ่าต่าง ๆ ในท้องถิ่น

การจัดงานนี้ยังมีเป้าหมายเพื่อปลูกจิตสำนึกในการอนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรมชนเผ่า รวมถึงนำเสนอวัฒนธรรมเหล่านี้ให้กับนักท่องเที่ยวและสาธารณชนได้รับรู้อย่างกว้างขวาง อีกทั้งยังช่วยประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น

กิจกรรมที่หลากหลายเพื่ออนุรักษ์วัฒนธรรม

กิจกรรมในงานประกอบด้วยนิทรรศการวิถีชีวิตของชนเผ่า 4 ชนเผ่าหลัก ได้แก่

  • ชนเผ่าอาข่า
  • ชนเผ่าลาหู่
  • ชนเผ่าอิ้วเมี่ยน
  • ชนเผ่าลีซู

นอกจากนี้ ยังมีการแสดงวัฒนธรรมประจำชนเผ่า เช่น การละเล่นพื้นบ้าน การเต้นรำตามเทศกาลดั้งเดิม และการแสดงที่ปรับปรุงให้ทันสมัย เพื่อให้สอดคล้องกับยุคปัจจุบัน

ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

นายยุทธชัย กล่าวเสริมว่า งานนี้ได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สมาชิก อบต.ห้วยชมภู รวมถึงเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานราชการต่าง ๆ ในพื้นที่ ทั้งในด้านบุคลากร แรงกาย และแรงใจ

การมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้งานนี้สำเร็จลุล่วง โดยทุกคนได้ร่วมมือกันเพื่อสืบทอดประเพณีอันทรงคุณค่าให้คงอยู่ต่อไป

ส่งเสริมการท่องเที่ยวผ่านวัฒนธรรม

นอกจากจะเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมแล้ว งานนี้ยังเป็นช่องทางสำคัญในการส่งเสริมศักยภาพด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่ อ.เมืองเชียงราย ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยประชาสัมพันธ์วัฒนธรรมชนเผ่า ยังช่วยให้จังหวัดเชียงรายเป็นที่รู้จักในฐานะเมืองที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม

ข้อสรุป

กิจกรรม “สืบสาน อนุรักษ์ ประเพณีวัฒนธรรม 4 ชนเผ่า” เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่แสดงถึงความร่วมมือร่วมใจของประชาชนและหน่วยงานต่าง ๆ ในการสืบทอดวัฒนธรรมอันล้ำค่าให้ยังคงอยู่ และสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้กับการพัฒนาท้องถิ่นในด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

มหกรรมการท่องเที่ยว 4 จังหวัดล้านนา ยกระดับชุมชนอย่างยั่งยืน

งานมหกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนสร้างสรรค์ 4 จังหวัดล้านนาตะวันออก เปิดยิ่งใหญ่ที่เชียงราย

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2567 เวลา 18.00 น. ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย ชั้น G ลาน Grand Hall นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานเปิดงานมหกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนสร้างสรรค์ 4 จังหวัดล้านนาตะวันออก ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวชุมชนที่มีอัตลักษณ์ ยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ และสร้างความยั่งยืนให้แก่ชุมชน

งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-11 ธันวาคม 2567 มีชุมชนท่องเที่ยวจาก 4 จังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 ได้แก่ เชียงราย พะเยา แพร่ และน่าน ร่วมออกบูธรวม 40 บูธ โดยจังหวัดเชียงรายมีจำนวน 20 บูธ จังหวัดพะเยา 2 บูธ จังหวัดแพร่ 6 บูธ และจังหวัดน่าน 12 บูธ

พิธีมอบรางวัลสุดยอดเส้นทางท่องเที่ยวชุมชนสร้างสรรค์ล้านนาตะวันออก
ในพิธีเปิดงานมีการมอบรางวัลการประกวดสุดยอดเส้นทางท่องเที่ยวชุมชนสร้างสรรค์ 4 ประเภท ได้แก่

  1. Responsible & Sustainable Tourism
  • ชนะเลิศ: ชุมชนบ้านศรีบุญเรือง จ.น่าน
  • รองชนะเลิศอันดับ 1: ชุมชนบ้านทุ่งศรี จ.แพร่
  • รองชนะเลิศอันดับ 2: วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวตำบลนางแล จ.เชียงราย
  • รางวัลชมเชย: ท่องเที่ยวชุมชนโป่งแดง จ.เชียงราย
  1. Art & Craft
  • ชนะเลิศ: ชุมชนไทยลื้อบ้านศรีดอนชัย จ.เชียงราย
  • รองชนะเลิศอันดับ 1: วิสาหกิจชุมชนบ้านโคมคำม่วงตื้ด จ.น่าน
  • รองชนะเลิศอันดับ 2: ชุมชนสันป่าเหียง จ.เชียงราย
  • รางวัลชมเชย: ชุมชนบ้านสันทางหลวง จ.เชียงราย
  1. Life and Culture
  • ชนะเลิศ: วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเมืองเชียงแสน จ.เชียงราย
  • รองชนะเลิศอันดับ 1: ชุมชนท่องเที่ยวอีสาน-ล้านนา บ้านจำไก่ จ.พะเยา
  • รองชนะเลิศอันดับ 2: วิสาหกิจชุมชนโฮมสเตย์บ้านท่าขันทอง จ.เชียงราย
  • รางวัลชมเชย: ชุมชนท่องเที่ยววิถีไทยพวน ต.ทุ่งโฮ้ง จ.แพร่
  1. Diversity and Color of Life
  • ชนะเลิศ: บ้านบ่อสวก จ.น่าน
  • รองชนะเลิศอันดับ 1: ชุมชนบ้านดอนทราย จ.แพร่
  • รองชนะเลิศอันดับ 2: ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี บ้านหาดบ้าย จ.เชียงราย
  • รางวัลชมเชย: ศูนย์การเรียนรู้ฮัก อาข่า โฮม จ.เชียงราย

กิจกรรมเสริมสร้างความยั่งยืนและพัฒนาชุมชน
กิจกรรมดังกล่าวไม่เพียงแต่เน้นการส่งเสริมการตลาด แต่ยังเป็นการสร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการของชุมชน ส่งเสริมอาชีพและการกระจายรายได้อย่างยั่งยืน พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ชุมชนแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แชร์ประสบการณ์ และสร้างเครือข่ายระหว่างชุมชนท่องเที่ยวในพื้นที่

งานนี้ได้รับความสนใจจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงนักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไป ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญที่ช่วยยกระดับการท่องเที่ยวชุมชนใน 4 จังหวัดล้านนาตะวันออกอย่างยั่งยืน

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SPORT

ประเพณีแข่งขันเรือพายอำเภอเทิง เสริมท่องเที่ยวเชียงราย

ประเพณีแข่งขันเรือพายอำเภอเทิง คึกคักส่งเสริมท่องเที่ยวและเศรษฐกิจท้องถิ่น

เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2567 ณ อ่างเก็บน้ำบ้านทุ่งโห้ง หมู่ 5 ตำบลเวียง อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ได้จัดงานประเพณีแข่งขันเรือพายประจำปีงบประมาณ 2568 โดยมีนายรังสรรค์ วันไชยธนวงศ์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (ฝ่ายการเมือง) ประจำนายอนุทิน ชาญวีระกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงาน โดยมีนายศราวุธ ค่อมบุญ นายอำเภอเทิง นายกฤษฎา ชัยยา ปลัดอาวุโสอำเภอเทิง นายสวาท สมใจ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเวียง และบรรดาผู้นำท้องที่ ท้องถิ่น รวมถึงประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมงานอย่างคึกคัก

ส่งเสริมประเพณี สร้างการรับรู้ในวงกว้าง

นายสวาท สมใจ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเวียง เปิดเผยว่า งานประเพณีแข่งขันเรือพายนี้จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมและสืบสานประเพณีอันดีงามของอำเภอเทิงให้คงอยู่ต่อไป พร้อมทั้งสร้างการรับรู้ให้กับนักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไปเกี่ยวกับประเพณีท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว นอกจากนี้ยังมุ่งหวังให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ผ่านการส่งเสริมการท่องเที่ยว

การแข่งขันเรือพายที่หลากหลายทีมจากหลายอำเภอ

ในปีนี้มีทีมเรือพายเข้าร่วมการแข่งขันมากกว่า 20 ทีม โดยมาจากหลากหลายพื้นที่ เช่น อำเภอเชียงแสน และอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย รวมถึงทีมจากอำเภอแม่ใจและอำเภอเมือง จังหวัดพะเยา โดยการแข่งขันแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ประเภท ก. และประเภท ข. ซึ่งการแข่งขันรอบคัดเลือกของประเภท ก. ได้เริ่มต้นขึ้นในวันนี้ และประเภท ข. จะเริ่มในวันพรุ่งนี้เช้า โดยผู้ชนะของทั้งสองประเภทจะเข้าไปแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศช่วงบ่าย

ผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจชุมชน

งานครั้งนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนและนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก ทำให้บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความคึกคัก โดยเฉพาะบริเวณที่มีร้านค้าจำหน่ายอาหารและสินค้าท้องถิ่น คาดว่ากิจกรรมในครั้งนี้จะช่วยสร้างรายได้ให้กับพ่อค้าแม่ค้าในพื้นที่ รวมถึงกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี

เกียรติสูงสุดจากถ้วยรางวัลของ รมช.มหาดไทย

สำหรับถ้วยรางวัลในปีนี้ได้รับการสนับสนุนจากนายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.2) ซึ่งถือเป็นเกียรติยศสำหรับทั้งคณะผู้จัดงานและผู้ชนะการแข่งขัน

ประเพณีที่ต้องสืบสานสู่อนาคต

ประเพณีแข่งขันเรือพายของอำเภอเทิงไม่เพียงแต่เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมความสามัคคีในชุมชน แต่ยังเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ช่วยสืบสานวัฒนธรรมประจำถิ่นให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง พร้อมสร้างความภาคภูมิใจให้กับชาวอำเภอเทิงและจังหวัดเชียงราย

งานประเพณีแข่งขันเรือพายอำเภอเทิงในครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จที่สะท้อนให้เห็นถึงการประสานงานของหน่วยงานต่างๆ และความร่วมมือร่วมใจของคนในชุมชนในการสืบทอดวัฒนธรรมและขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นให้เติบโตอย่างยั่งยืน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : อบต.เวียง อ.เทิง จ.เชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

เชียงรายฟื้นฟูเศรษฐกิจ สู่การเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลก

เชียงรายขับเคลื่อนเศรษฐกิจ มุ่งสู่การเป็นเจ้าภาพ PATA DESTINATION MARKETING FORUM 2025

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2567 ณ ห้องประชุมธรรมลังกา ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดเชียงราย นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อพัฒนาและแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจจังหวัดเชียงราย (กรอ.จ.เชียงราย) ครั้งที่ 1/2568 เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน และภาคีเครือข่ายเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

เชียงรายลุ้นเป็นเจ้าภาพ PATA 2025 กระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือในที่ประชุม คือ ความคืบหน้าในการเสนอตัวของจังหวัดเชียงรายให้เป็นเจ้าภาพจัดงาน PATA DESTINATION MARKETING FORUM 2025 ซึ่งหากได้รับการคัดเลือก จะเป็นโอกาสสำคัญในการส่งเสริมภาพลักษณ์ของจังหวัดเชียงรายในเวทีระดับโลก และกระตุ้นเศรษฐกิจในภาคการท่องเที่ยวให้เติบโตอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ผู้ประกอบการและประชาชนในพื้นที่ยังจะได้รับประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ การค้า และการท่องเที่ยวอีกด้วย

ปรับปรุงโครงสร้าง กรอ.เชียงราย เพื่อการทำงานที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ที่ประชุมได้มีการแก้ไขคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการ กรอ.จ.เชียงราย เพื่อให้สอดคล้องกับระเบียบข้อกฎหมายและตำแหน่งปัจจุบันของสมาชิก ทำให้การขับเคลื่อนการดำเนินงานของคณะกรรมการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังได้มีการแจ้งแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินงานของ กรอ.จังหวัด และกรอ.กลุ่มจังหวัด ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 รวมถึงแผนปฏิบัติการและระบบติดตามการฟื้นฟูเยียวยาพื้นที่ประสบอุทกภัย วาตภัยและดินโคลนถล่ม ในจังหวัดเชียงราย ระยะที่ 2 เพื่อให้การฟื้นฟูเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

สถานการณ์เศรษฐกิจเชียงรายล่าสุด

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รายงานภาวะเศรษฐกิจการคลังจังหวัดเชียงราย โดยพบว่าเศรษฐกิจโดยรวมในเดือนกันยายน 2567 หดตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การท่องเที่ยวกลับมีแนวโน้มที่ดีขึ้น โดยในช่วงเดือนมกราคมถึงกันยายน 2567 จังหวัดเชียงรายมีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.39 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สร้างรายได้ให้กับจังหวัดกว่า 33,864.04 ล้านบาท ส่วนมูลค่าการค้าชายแดนและผ่านแดนด้านจังหวัดเชียงราย ในช่วงเดือนมกราคมถึงกันยายน 2567 มีมูลค่าการค้ารวม 95,797.50 ล้านบาท

ผลักดันโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังภัยพิบัติ

ที่ประชุมยังได้พิจารณาข้อเสนอโครงการของภาคีเครือข่าย ส่วนราชการ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดเชียงราย เพื่อฟื้นฟูพื้นที่และเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ปี พ.ศ. 2567 เพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาล นอกจากนี้ ยังได้มีการวางแผนการประชุมคณะกรรมการ กรอ.จ.เชียงราย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 เพื่อติดตามความคืบหน้าของโครงการต่างๆ และวางแผนการดำเนินงานในอนาคต

สรุป

การประชุม กรอ.จ.เชียงราย ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของจังหวัดเชียงรายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน และฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ โดยมีการวางแผนและดำเนินงานอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

  1. จังหวัดเชียงรายมีแนวโน้มที่จะได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพจัดงาน PATA DESTINATION MARKETING FORUM 2025 มากน้อยเพียงใด? การได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพจัดงานดังกล่าวขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ศักยภาพของจังหวัดในการจัดงาน ความพร้อมของสถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวก รวมถึงการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน
  2. การจัดงาน PATA จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงรายอย่างไร? การจัดงาน PATA จะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของจังหวัดเชียงรายในระดับสากล ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยือนมากขึ้น และกระตุ้นเศรษฐกิจในภาคการท่องเที่ยวให้เติบโต
  3. จังหวัดเชียงรายมีแผนการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยอย่างไร? จังหวัดเชียงรายมีแผนปฏิบัติการและระบบติดตามการฟื้นฟูเยียวยาพื้นที่ประสบอุทกภัย วาตภัยและดินโคลนถล่ม ซึ่งจะดำเนินการโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีการจัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนโครงการต่างๆ ที่จะช่วยฟื้นฟูสภาพแวดล้อมและเศรษฐกิจของพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ
  4. ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงรายอย่างไร? ภาคเอกชนมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการท่องเที่ยวและการค้า ซึ่งภาคเอกชนจะร่วมมือกับภาครัฐในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและนักลงทุน
  5. ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในการพัฒนาจังหวัดเชียงรายได้อย่างไร? ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในการพัฒนาจังหวัดเชียงรายได้หลายช่องทาง เช่น การเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ของชุมชน การให้ข้อมูลข่าวสารแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการเลือกผู้แทนที่สามารถสะท้อนความต้องการของประชาชนได้

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE