สำหรับชาวเชียงราย ปี 2568 คือปีที่ฝุ่น PM2.5 ไม่ได้เป็น “เหตุการณ์” แต่เป็น “ฤดูกาล”
เชียงราย, 18 มกราคม 2569 — เช้าวันหนึ่งที่หมอกบางควรเป็น “วิวสวย” ของเมืองเหนือ กลับกลายเป็นหมอกอีกชนิดที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่สัมผัสได้ด้วยการไอ แสบตา และความอึดอัดในหน้าอก สำหรับชาวเชียงราย ปี 2568 คือปีที่ฝุ่น PM2.5 ไม่ได้เป็น “เหตุการณ์” แต่เป็น “ฤดูกาล” ที่กลับมาเป็นประจำ และยิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่อปัจจัยภูมิประเทศแบบแอ่งล้อมเขา อากาศปิด และหมอกควันข้ามพรมแดนซ้อนทับกันเป็นชั้น ๆ จนกระทบต่อสุขภาพ เศรษฐกิจท้องถิ่น และภาพลักษณ์การท่องเที่ยวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
รายงานนี้วิเคราะห์ “พลวัตฝุ่น PM2.5 เชียงราย ปี 2568” จากข้อมูลภาครัฐและหน่วยงานที่ตรวจสอบได้ พร้อมอธิบายความหมายของตัวเลขสำคัญ และชี้จุดเปลี่ยนเชิงนโยบายที่ทำให้เชียงรายถูกยกระดับเป็น “เขตควบคุมมลพิษ” เพื่อเพิ่มอำนาจการจัดการแบบบูรณาการในระดับพื้นที่
วัฏจักรฝุ่นแบบ “เริ่มปลายปี–พีคไตรมาสแรก–คลี่ปลายร้อน”
สัญญาณฝุ่นยกตัวชัดตั้งแต่ปลายฤดูหนาวและเริ่มบีบตัวหนักในช่วงไตรมาสแรก โดยภาพรวมประเทศในหลายวันมีค่าฝุ่นอยู่ในระดับ “เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ” ถึง “มีผลกระทบต่อสุขภาพ” ขณะที่บางช่วงพุ่งสูงในหลายจังหวัด (รวมถึงภาคเหนือและลุ่มน้ำโขง) ตามรายงานสถานการณ์ล่าสุดของฝ่ายรัฐบาลเมื่อ 17 มกราคม 2569 ที่ย้ำว่า “สภาพอากาศปิด ลมอ่อน การสะสมมลพิษ และหมอกควันข้ามพรมแดน” ยังเป็นตัวแปรหลัก
สำหรับปี 2568 ข้อมูลรายวันของกรมควบคุมมลพิษสะท้อนภาพ “ค่อย ๆ ไต่ระดับ” ที่คนพื้นที่คุ้นเคย
- 21 ม.ค. 2568 ภาคเหนือหลายพื้นที่เริ่มมีค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน/เข้าโซนกระทบสุขภาพในบางจุด
- 24 ม.ค. 2568 แนวโน้มฝุ่นยังทรงตัวในระดับที่ต้องเฝ้าระวังต่อเนื่อง
- 16 มี.ค. 2568 เป็นหนึ่งในช่วงวิกฤตของฤดูกาล โดยหลายจังหวัดภาคเหนืออยู่ในระดับกระทบสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญ
- 11 พ.ค. 2568 ภาพรวมหลายพื้นที่ดีขึ้นตามการเปลี่ยนผ่านสภาพอากาศและปัจจัยฤดูกาล
ข้อเท็จจริงที่สำคัญคือ “ฝุ่นไม่ได้เกิดจากเหตุเดียว” แต่เป็นผลรวมของแหล่งกำเนิด (ไฟป่า/เผาในที่โล่ง/กิจกรรมเมือง) ที่ถูก “ล็อก” ด้วยเงื่อนไขอากาศและภูมิประเทศ จนกลายเป็นการสะสมตัวใกล้ระดับการหายใจของมนุษย์
ทำไมเชียงรายสะสมฝุ่นง่าย เมื่อ “อากาศปิด” ทำหน้าที่เหมือนฝาชี
ภาคเหนือโดยเฉพาะพื้นที่ที่เป็นแอ่งและหุบเขา มีช่วงเวลาที่อากาศนิ่งและระบายอากาศต่ำ ซึ่งกรมประชาสัมพันธ์อธิบายปรากฏการณ์ “อุณหภูมิผกผัน (Temperature Inversion)” ว่า ชั้นอากาศอุ่นด้านบนทำหน้าที่เหมือน “ฝา” กดฝุ่นไว้ใกล้พื้น ทำให้ค่าฝุ่นพุ่งขึ้นเร็ว โดยมักเด่นในช่วงเช้าและช่วงอากาศนิ่ง
ขณะที่กรมควบคุมมลพิษมีรายงานเชิงเทคนิคเรื่อง อัตราการระบายอากาศ (Ventilation Rate) ซึ่งระบุว่าในบางวันรูปแบบรายชั่วโมงอาจสูงสุดราว 5,000 m²/s ในช่วงกลางวัน แต่ลดต่ำกว่า 2,000 m²/s ในช่วงเย็น–เช้ามืด และเตือนชัดว่า “การเผาในที่โล่งระหว่างเวลาที่ระบายอากาศต่ำจะส่งผลกระทบมาก”
ประเด็นนี้สำคัญเพราะทำให้ “มาตรการ” ต้องสอดคล้องกับ “จังหวะอากาศ” ไม่ใช่แค่สั่งห้ามเผาแบบเหมารวม หากหน่วยงานรู้ว่าช่วงเวลาใดระบายอากาศต่ำ
มาตรฐานไทย vs คำแนะนำ WHO ตัวเลขเดียว แต่ความหมายคนละชั้น
ความสับสนที่พบเสมอในพื้นที่คือ “ค่าฝุ่นเท่านี้อันตรายแค่ไหน” เพราะมีทั้งมาตรฐานไทย ค่าเฉลี่ยรายชั่วโมง/24 ชั่วโมง และการสื่อสารแบบสี (เขียว–เหลือง–ส้ม–แดง)
องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดแนวทางคุณภาพอากาศ (Air Quality Guidelines) ฉบับปรับปรุง โดยแนะนำ ค่าเฉลี่ยรายปี PM2.5 = 5 µg/m³ และ ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง = 15 µg/m³ (เป็นค่าคำแนะนำด้านสุขภาพ) ซึ่งเป็น “เป้าหมายเชิงสุขภาพ” ที่เข้มกว่าเกณฑ์ใช้งานเชิงนโยบายของหลายประเทศ
เมื่อรัฐบาลรายงานสถานการณ์ 17 มกราคม 2569 ก็ย้ำในทิศทางเดียวกันว่า หลายพื้นที่ของไทย “ยังสูงกว่าคำแนะนำ WHO หลายเท่า” และขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งเมื่อค่าฝุ่นสูง พร้อมเน้นการสวมหน้ากากมาตรฐาน และการคุ้มครองกลุ่มเสี่ยง
ภาระสาธารณสุข ไม่ใช่แค่ไอ–แต่คือภาระสะสมของระบบ
ฝุ่น PM2.5 กระทบสุขภาพได้ตั้งแต่การระคายเคืองตาและผิวหนัง ไปจนถึงระบบทางเดินหายใจและหัวใจหลอดเลือดในระยะยาว หน่วยงานรัฐจึงมักเน้น “กลุ่มเปราะบาง” เป็นพิเศษ
ข้อมูลข่าวเชิงสาธารณะช่วงต้นปี (รอบการระบาดของฝุ่น) รายงานจำนวนผู้ป่วยสะสมจากกลุ่มโรคที่เกี่ยวข้องกับมลพิษอากาศในภาคเหนือ 127,053 รายใน 4 สัปดาห์แรกของปี (สะท้อนแรงกดดันที่ระบบต้องรับมือในระยะสั้น)
ในเชิงการจัดการความเสี่ยง รัฐบาลและหน่วยงานสาธารณสุขยังคงใช้ “คำแนะนำแบบลดการรับสัมผัส” เป็นแกนหลัก ได้แก่ งดกิจกรรมกลางแจ้งเมื่อค่าฝุ่นสูง สวมหน้ากากที่เหมาะสม และติดตามข้อมูลแบบเรียลไทม์ผ่านระบบของกรมควบคุมมลพิษ เช่น Air4Thai
เศรษฐกิจและการท่องเที่ยว เมืองท่องเที่ยวที่ถูก “ฤดูกาลเสี่ยง” บีบซ้ำทุกปี
เชียงรายมีโครงสร้างรายได้ที่พึ่งพาการท่องเที่ยวและบริการในสัดส่วนสำคัญ เมื่อเข้าสู่ช่วงฝุ่นหนัก “ดีมานด์” มักหายไปทันที โดยเฉพาะตลาดครอบครัว ผู้สูงอายุ และนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ไวต่อคำเตือนด้านสุขภาพ
บทสัมภาษณ์ภาคธุรกิจท่องเที่ยวและผู้ประกอบการท้องถิ่นสะท้อนว่า วิกฤตฝุ่นทำให้รายได้ท่องเที่ยว “หดตัวหนัก” ในบางช่วงถึงระดับที่ผู้ประกอบการมองว่าเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤต และกังวลต่อการฟื้นตัวของเมืองในภาพรวม
ในมุมมหภาค งานศึกษาหลายชิ้นชี้ว่า “ต้นทุนเศรษฐกิจของมลพิษอากาศ” ของไทยอยู่ในระดับสูงมาก ทั้งจากความสูญเสียด้านสุขภาพ ผลผลิตแรงงาน และผลกระทบทางสังคม เช่น รายงานเชิงเศรษฐศาสตร์ที่ประเมินความเสียหายของไทยจาก PM2.5 ในระดับ “หลักล้านล้านบาท” ในบางปีการประเมิน (ขึ้นกับวิธีคำนวณและฐานข้อมูล)
ข้อสังเกตเชิงข่าวคือ แม้ตัวเลขระดับประเทศจะใหญ่มาก แต่ “ความรู้สึกของคนพื้นที่” มักมาในรูปที่จับต้องได้กว่า—จำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง งานอีเวนต์ที่ถูกเลื่อน ร้านค้าที่เงียบ และต้นทุนหน้ากาก/เครื่องฟอกอากาศที่กลายเป็นค่าใช้จ่ายประจำฤดูกาล
จุดเปลี่ยนเชิงนโยบาย “เขตควบคุมมลพิษ” เพิ่มอำนาจจัดการแบบบูรณาการ
หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญของปี 2568 คือการประกาศ/กำหนดให้ จังหวัดเชียงรายเป็น “เขตควบคุมมลพิษ” ซึ่งมีนัยสำคัญด้านการบริหารจัดการ เพราะเปิดช่องให้ใช้มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมแบบบูรณาการมากขึ้น ทั้งการกำหนดแผน/มาตรการเฉพาะพื้นที่ การประสานหลายหน่วยงาน และการจัดลำดับความสำคัญงบประมาณที่ชัดขึ้น
ประเด็นนี้ถูกมองได้สองด้านอย่างเป็นธรรม
- ด้านสนับสนุน เป็นการยกระดับเครื่องมือรัฐให้ทันกับปัญหาเชิงโครงสร้าง และตอบโจทย์เมืองท่องเที่ยว/ชายแดนที่มีความเสี่ยงเฉพาะตัว
- ด้านต้องระวัง หากมาตรการเน้นการบังคับใช้โดยไม่สร้างทางเลือกให้เกษตรกรและชุมชน ก็อาจเกิด “ผลักภาระ” ไปยังคนตัวเล็ก และทำให้การเผาเปลี่ยนรูปแบบไปสู่การหลบเลี่ยงการตรวจจับ
“จุดความร้อนลด” แต่ “พื้นที่เผาจริง” อาจไม่ลดเท่าที่คิด โจทย์ข้อมูลที่ต้องอ่านให้เป็น
หนึ่งในความท้าทายของการสื่อสารสาธารณะเรื่องฝุ่นคือ คนจำนวนมากใช้ “จุดความร้อน (hotspots)” เป็นตัวแทนของ “ความรุนแรง” ทั้งหมด ทั้งที่ในทางเทคนิค จุดความร้อนเป็นเพียงสัญญาณจากดาวเทียม ณ ช่วงเวลาที่ดาวเทียมผ่าน และอาจพลาดการเผาที่ซ่อนอยู่ใต้เรือนยอดหรือเกิดนอกหน้าต่างเวลา
GISTDA เคยอธิบายสัมพันธ์ระหว่าง “จุดความร้อน” กับ “พื้นที่เผาไหม้จริง” ว่ามีความเชื่อมโยง แต่การตีความต้องพิจารณาข้อมูลประกอบ และใช้หลายแหล่งร่วมกันเพื่อให้เห็นภาพการเผาที่แท้จริง
ดังนั้น รายงานผลการลดจุดความร้อน (หากมี) ควรถูกอ่านควบคู่กับข้อมูล “รอยไหม้ (burn scar)” มาตรการลาดตระเวน และคดี/การบังคับใช้จริง ไม่เช่นนั้นตัวเลขที่ดูดีอาจไม่สะท้อนการลดแหล่งกำเนิดอย่างแท้จริง
หมอกควันข้ามพรมแดน ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่กลายเป็นโจทย์ภูมิรัฐศาสตร์
เชียงรายอยู่ในภูมิศาสตร์ที่ใกล้ชายแดน และอยู่ในอิทธิพลลม/สภาพอากาศของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ทำให้ “หมอกควันข้ามแดน” ถูกกล่าวถึงซ้ำ ๆ ในรายงานภาครัฐ และเป็นข้อจำกัดสำคัญของการแก้ปัญหาแบบจังหวัดต่อจังหวัด
ในระดับภูมิภาค อาเซียนมี ASEAN Agreement on Transboundary Haze Pollution (AATHP) ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือเพื่อลดมลพิษหมอกควันข้ามแดน อย่างไรก็ตาม งานเขียนเชิงวิเคราะห์และบทวิจารณ์ในสื่อ/งานวิชาการจำนวนหนึ่งตั้งคำถามถึง “ประสิทธิผลเชิงบังคับใช้” เมื่อหลักการไม่แทรกแซงยังเป็นข้อจำกัดของความร่วมมือแบบ ASEAN Way
ภาพที่เริ่มเห็นมากขึ้นในช่วงหลังคือความพยายาม “ทำงานระดับพื้นที่–ข้ามแดน” ผ่านการประสานงานเชิงเทคนิค การแลกเปลี่ยนข้อมูล และโครงการร่วม (เมืองต่อเมือง/จังหวัดต่อแขวง) ซึ่งอย่างน้อยช่วยลดช่องว่างข้อมูลและเพิ่มความเร็วการตอบสนอง แม้ยังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของปัญหา
ปี 2568 คือปีที่เชียงรายเริ่มมี “เครื่องมือใหม่” แต่ยังต้องชนะ “เงื่อนไขเดิม”
หากต้องสรุปปี 2568 ด้วยประโยคเดียว เชียงรายไม่ขาดมาตรการ แต่กำลังท้าทายเรื่อง “ความสอดคล้องของมาตรการกับความจริงในพื้นที่” ตั้งแต่ภูมิประเทศแบบแอ่ง อุณหภูมิผกผันที่กดฝุ่นไว้ใกล้พื้น ช่วงเวลาระบายอากาศต่ำที่ทำให้การเผาเพียงครั้งเดียวกระทบวงกว้าง ไปจนถึงหมอกควันข้ามพรมแดนที่ทำให้จังหวัดไม่สามารถแก้เกมได้ลำพัง
การยกระดับเป็น “เขตควบคุมมลพิษ” คือสัญญาณว่ารัฐยอมรับความเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างและต้องการอำนาจจัดการแบบบูรณาการมากขึ้น แต่โจทย์ในปี 2569 และต่อจากนี้ คือการทำให้มาตรการ “ลงถึงรายย่อย” ด้วยทางเลือกทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่ทำได้จริง พร้อมการสื่อสารความเสี่ยงที่ตรงไปตรงมา—ไม่ทำให้ตื่นตระหนก แต่ก็ไม่ทำให้ชาชิน
สถิติและตัวเลขชวนคิด (จากแหล่งที่ตรวจสอบได้)
- WHO แนะนำ ค่าเฉลี่ยรายปี PM2.5 = 5 µg/m³ และ ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง = 15 µg/m³
- รายงานสุขภาพภาคเหนือช่วงต้นปี ผู้ป่วยสะสมกลุ่มโรคที่เกี่ยวข้องกับมลพิษอากาศ 127,053 รายใน 4 สัปดาห์แรกของปี
- กรมควบคุมมลพิษชี้ช่วงเวลา “ระบายอากาศต่ำ” มักอยู่ตอนเย็น–เช้ามืด (ต่ำกว่า 2,000 m²/s ในบางรายงานรายวัน) และเตือนว่าการเผาช่วงนี้กระทบมาก
- งานประเมินเชิงเศรษฐศาสตร์ระดับประเทศระบุ “ต้นทุนความเสียหาย” จาก PM2.5 ของไทยในระดับสูงมาก (ขึ้นกับวิธีประเมิน)
เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- กรมควบคุมมลพิษ (PCD) – รายงาน/ข่าวสรุปสถานการณ์ PM2.5 รายวัน และข้อมูลอัตราการระบายอากาศ
- ระบบ Air4Thai (PCD) – ช่องทางติดตามข้อมูลคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์
- กรมประชาสัมพันธ์ (PRD) – คำอธิบายปรากฏการณ์อุณหภูมิผกผันและการสะสมฝุ่น
- สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ONEP) – ข้อมูลการกำหนด/ประกาศพื้นที่ “เขตควบคุมมลพิษ” (เชียงราย)
- ประชาสัมพันธ์รัฐบาล/สื่อสาธารณะ – รายงานสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 วันที่ 17 ม.ค. 2569 (รองโฆษกฯ) และคำแนะนำสาธารณสุข
- WHO – Air Quality Guidelines (ค่าคำแนะนำ PM2.5)
- ASEAN – ASEAN Agreement on Transboundary Haze Pollution
- งานวิเคราะห์/บทความเชิงนโยบายเรื่องหมอกควันข้ามแดนและข้อจำกัดการบังคับใช้
- GISTDA – คำอธิบายความสัมพันธ์ “จุดความร้อน” กับ “พื้นที่เผาไหม้จริง”
- แหล่งข้อมูลเศรษฐศาสตร์ผลกระทบ PM2.5 (ภาพรวมประเทศ)
















