Categories
AROUND CHIANG RAI EDITORIAL

จาก Value over Volume สู่การตลาด Gen Z ถอดบทวิเคราะห์เชียงรายเมืองศิลปะและสุขภาวะระดับสากล

เชียงรายกับโจทย์ “มัดใจ Gen Z” เมื่อเศรษฐกิจท่องเที่ยวต้องชนะด้วยคุณค่า ไม่ใช่จำนวน

เชียงราย, 29 มกราคม 2569 — เชียงรายยามเช้าในฤดูหนาวยังคงมีมนต์เสน่ห์แบบที่เมืองใหญ่ให้ไม่ได้ กลิ่นกาแฟบนดอยผสมกับหมอกบางเหนือแนวเขา วัดสีขาวสะท้อนแสงแดดแรกของวัน และวิถีชุมชนชาติพันธุ์ที่ยังหายใจไปพร้อมผืนป่า แต่ภายใต้ภาพคุ้นตานั้น จังหวัดเหนือสุดของไทยกำลังเผชิญคำถามใหม่ที่หนักกว่า “จะดึงนักท่องเที่ยวให้มาเยอะขึ้นได้อย่างไร”

คำถามใหม่คือ จะทำอย่างไรให้คนรุ่นใหม่อยากมา และอยากกลับมา โดยเฉพาะ Gen Z กลุ่มนักเดินทางที่กำลังขยับจากผู้ตามเทรนด์ สู่ผู้กำหนดทิศทางตลาดท่องเที่ยว ผ่านพฤติกรรมการค้นหาข้อมูลแบบเรียลไทม์บนโซเชียล และการเลือกประสบการณ์ที่ “สะท้อนตัวตน” มากกว่าการเก็บเช็กลิสต์สถานที่

ในเวลาเดียวกัน ประเทศไทยกำลังเผชิญแรงกดดันเชิงโครงสร้างจากปัญหา “เกิดน้อย สูงวัยเพิ่ม” ซึ่งหมายถึงฐานแรงงานและกำลังซื้อในอนาคตที่เปลี่ยนไป เมืองท่องเที่ยวจึงถูกบังคับให้ปรับเกม จากการแข่งกันที่ปริมาณ สู่การสร้าง มูลค่า/รายได้ต่อหัว/ความยั่งยืนของชุมชน

ข่าวชิ้นนี้จึงไม่ใช่เพียงการเล่า “เทรนด์” แต่เป็นบทวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์ว่า เชียงรายควรรับมือกับ Gen Z อย่างไร เพื่อก้าวสู่ยุค Creative & Wellness Tourism ตามกรอบที่ผู้ใช้จัดเตรียม พร้อมเชื่อมกับแนวโน้มสากลจากรายงานเทรนด์การเดินทางปี 2026

จุดเปลี่ยนที่ทำให้ “เชียงรายต้องคิดใหม่” วิกฤตประชากรดันเมืองให้หาเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่ยั่งยืน

สัญญาณวิกฤตประชากรไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ข้อมูลเชิงนโยบายและรายงานที่เกี่ยวข้องสะท้อนภาพรวมว่า ไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ขณะอัตราการเกิดลดลงต่อเนื่อง
ในเชิงเศรษฐกิจ นี่คือแรงสั่นสะเทือนต่อทั้งตลาดแรงงาน การบริโภค และโครงสร้างรายได้ท้องถิ่น

สำหรับจังหวัดที่พึ่งพารายได้ท่องเที่ยว “การท่องเที่ยว” จึงไม่ใช่แค่กิจกรรมบริการ แต่เป็น เครื่องมือพยุงเศรษฐกิจฐานราก และสร้างงานให้คนรุ่นใหม่ในพื้นที่ ตั้งแต่คาเฟ่ โฮมสเตย์ ไกด์ท้องถิ่น งานคราฟต์ ศิลปะร่วมสมัย ไปจนถึงธุรกิจสุขภาวะ

อย่างไรก็ตาม การพึ่งจำนวนคน (Volume) อย่างเดียวมีเพดานชัดเจน ทั้งความแออัด ต้นทุนสิ่งแวดล้อม คุณภาพบริการ และความเสี่ยงการเป็น “เมืองผ่าน” หากประสบการณ์ไม่ลึกพอให้คนอยากอยู่ต่อ

กรอบคิดที่ถูกพูดถึงมากขึ้นในวงการท่องเที่ยวโลกคือ Value over Volume ทำให้คนมา “น้อยลงแต่ใช้จ่ายสูงขึ้น อยู่ยาวขึ้น และกระจายรายได้ลงชุมชนมากขึ้น” ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางที่ผู้ใช้จัดเตรียมว่าเชียงรายกำลังพยายามวางตำแหน่งเป็นเมืองศิลปะและสุขภาวะ

ภาพ Worawit Sunny Hemmarat

ทำไม Gen Z จึงเป็น “กุญแจอนาคต” และทำไมการตลาดแบบเดิมถึงเริ่มไม่พอ Gen Z ไม่ได้เริ่มทริปด้วย Google เสมอไป แต่เริ่มจากฟีดและคอมเมนต์

แนวโน้มสากลสะท้อนชัดว่า คนรุ่นใหม่จำนวนมากใช้แพลตฟอร์มโซเชียลเป็นแหล่งค้นหาคำตอบ ตั้งแต่ “จะกินอะไร” ไปจนถึง “จะไปที่ไหน” และแรงกระเพื่อมนี้ทำให้แม้แต่ผู้เล่นรายใหญ่ในโลกเสิร์ชต้องปรับประสบการณ์ให้ “เหมือนโซเชียลมากขึ้น”

นัยสำคัญต่อเชียงรายคือ การสื่อสารปลายทางต้องเปลี่ยนจาก “โฆษณา” เป็น “คอนเทนต์ที่เชื่อถือได้” และจาก “ภาพสวย” เป็น “เรื่องเล่าที่พิสูจน์ได้”
เพราะสำหรับ Gen Z ความน่าเชื่อถือจำนวนมากเกิดจาก คนเล่าจริง/รีวิวจริง/ประสบการณ์จริง ไม่ใช่คำโปรยเชิงขาย

Authentic Experience “ความจริงแท้” แพ้ไม่ได้

ข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียมวางโจทย์ไว้ชัดว่า Gen Z ไม่ชอบการเที่ยวแบบชะโงกทัวร์ แต่ต้องการสัมผัสวิถีชีวิตและความหมายในพื้นที่ เช่น ชุมชนชาติพันธุ์ วัฒนธรรมกาแฟ งานศิลป์ หรือกิจกรรมที่ “ได้ลงมือทำ” มากกว่า “ได้ถ่ายรูป”

นี่สอดคล้องกับธีมเทรนด์ท่องเที่ยวปี 2026 ที่สะท้อนว่า การเดินทางกำลังกลายเป็นเรื่อง “เฉพาะบุคคล” มากขึ้น และผู้ประกอบการต้องออกแบบประสบการณ์ให้ตอบความคาดหวังเรื่อง “ความคุ้มค่า” และ “ความง่าย” ในทุกขั้นตอน

เชียงรายมีแต้มต่ออะไรในสนาม Gen Z  “ศิลปะ สุขภาวะ ชาติพันธุ์ ธรรมชาติ” ที่เล่าได้ไม่รู้จบ

ในโลกที่ปลายทางแข่งขันกันด้วยความคล้าย เชียงรายมีสินทรัพย์ทางวัฒนธรรมและภูมิทัศน์ที่ “ไม่เหมือนใคร” และสามารถแปลงเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้ หากออกแบบให้ถูก

ศิลปะร่วมสมัย = Soft Power ที่ต่อยอดเป็นเส้นทาง (Route) ได้

เชียงรายมีฐานภาพจำด้านศิลปะอยู่แล้ว แต่โจทย์ใหม่คือ “ทำให้ศิลปะไหลออกจากพิพิธภัณฑ์” ไปสู่คาเฟ่ โฮมสเตย์ เวิร์กช็อป และคอมมูนิตี้อีเวนต์
Gen Z ไม่ได้อยาก “ดูงาน” อย่างเดียว แต่อยาก “มีส่วนร่วม” ให้กลายเป็นคอนเทนต์ที่เป็นตัวเอง

Wellness ที่ไม่น่าเบื่อ สุขภาพแบบประสบการณ์ ไม่ใช่แพ็กเกจผู้สูงวัย

ผู้ใช้ชี้แนวคิดสำคัญว่า Wellness ต้องถูกรีแบรนด์ให้สนุกและร่วมสมัย เช่น น้ำพุร้อนในรูปแบบแคมป์ปิ้ง, กิจกรรมเยียวยาใจ, อาหารท้องถิ่นเพื่อสุขภาพ หรือเครื่องดื่มฟังก์ชัน

จุดนี้เชื่อมกับเทรนด์ปี 2026 ของ Booking.com ที่สะท้อน “การเดินทางเพื่อผิว/เพื่อการนอน/เพื่อสุขภาวะเชิงลึก” และการเปิดรับคำแนะนำจาก AI ของนักเดินทางจำนวนมากในหลายประเทศ

ถอดเทรนด์ปี 2026 ให้เป็น “โปรดักต์ท่องเที่ยวเชียงราย” ที่ขายได้จริง

หัวใจของการรับมือ Gen Z ไม่ใช่การท่องคำว่า “เทรนด์” แต่คือการแปลงเทรนด์ให้เป็น เส้นทาง

กิจกรรม  ระบบบริการ  มาตรฐานความปลอดภัย ที่จับต้องได้

 “Romantasy Retreats” และพลังของบรรยากาศ หมอก ป่า ดอย = ฉากแฟนตาซีที่เชียงรายมีโดยธรรมชาติ

เทรนด์ท่องโลกโรแมนตาซีในปี 2026 ที่ Booking.com สะท้อน (จากการสำรวจผู้เดินทางหลายประเทศ) เปิดมุมใหม่ว่า “เรื่องเล่า” กำลังกลายเป็นแรงจูงใจในการเลือกจุดหมาย
เชียงรายมีวัตถุดิบชั้นยอด เส้นทางดอย, ไร่ชา, ป่าลึกลับ, หมอกหนา, สถาปัตยกรรมวัดร่วมสมัย

สิ่งที่ต้องทำ คือออกแบบเป็น “แพ็กเกจประสบการณ์” ไม่ใช่แค่ที่พัก เช่น

  • เส้นทาง “หมอก ชา หนังสือ” เช็กอินไร่ชา  เวิร์กช็อปชงชา  มุมอ่านหนังสือ  ถ่ายภาพธีมแฟนตาซีแบบไม่ละเมิดวัฒนธรรม
  • กิจกรรมยามค่ำ ดนตรีอะคูสติก/เล่าเรื่องพื้นถิ่น/ดูดาว  มาตรฐานความปลอดภัยชัดเจน
ภาพ Kit Tiphong Prasert

“Turbulence Test” ทริปพิสูจน์ความสัมพันธ์ เปลี่ยนความยากให้เป็นความสนุกแบบมีโครงสร้าง

ผู้ใช้ยกเทรนด์ “ทริปทดสอบความสัมพันธ์” ซึ่งสอดคล้องกับรายงานเทรนด์ปี 2026 ของ Booking.com ที่พูดถึงการเดินทางเป็นแบบทดสอบความเข้ากันได้

เชียงรายสามารถออกแบบเป็นกิจกรรม “ร่วมแรงร่วมใจ” แบบปลอดภัย เช่น

  • เวิร์กช็อปอาหารท้องถิ่น/งานคราฟต์ ทำร่วมกัน แข่งกันอย่างสร้างสรรค์
  • กิจกรรมกู้ชีพพื้นฐาน/CPR เวอร์ชันนักท่องเที่ยว (ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง)
  • ภารกิจเดินป่าเบา ๆ/เส้นทางธรรมชาติที่มีไกด์มาตรฐาน ลดความเสี่ยง

แก่นสำคัญคือ “ความท้าทายต้องถูกควบคุม” ไม่ใช่ปล่อยให้เสี่ยง เพราะ Gen Z ให้คะแนนความปลอดภัยสูง และความผิดพลาดเล็กน้อยสามารถกลายเป็นกระแสลบได้ในชั่วข้ามคืน

 “Glow-cations” และสุขภาวะเชิงลึก ขาย “การกลับบ้านในเวอร์ชันที่ดีขึ้น”

แนวคิดทริปดูแลผิว/การนอน/สุขภาพ (ที่ปรากฏในเทรนด์ปี 2026) เปิดช่องให้เชียงรายสร้างตลาดใหม่ที่ไม่ชนกับเมืองทะเลหรือเมืองบันเทิง
จุดขายของเชียงรายคือ “อากาศ ความสงบ ธรรมชาติ สมุนไพร ภูมิปัญญา” หากทำให้เป็นระบบและสื่อสารอย่างไม่โอเวอร์เคลม

โครงสร้างพื้นฐานและระบบบริการ สิ่งเล็ก ๆ ที่ทำให้ Gen Z “รักหรือเลิก” ปลายทาง

ต่อให้คอนเทนต์ดีแค่ไหน หากระบบบริการไม่พร้อม ทริปอาจจบลงด้วยรีวิวที่ทำลายทั้งเส้นทาง

Digital Friendly จองง่าย จ่ายง่าย สื่อสารง่าย

Gen Z ต้องการความลื่นไหลตั้งแต่จอง เช็กอิน เดินทาง ขอความช่วยเหลือ
การยกระดับที่เห็นผลเร็ว ได้แก่

  • ช่องทางจอง/แชตที่ตอบไว
  • ข้อมูลการเดินทางเป็นแผนที่เดียวจบ (รวมเวลา ค่าใช้จ่าย จุดแวะ)
  • มาตรฐาน Wi-Fi/สัญญาณในจุดท่องเที่ยวหลัก (สื่อสารตามจริง ไม่โฆษณาเกิน)

 

ความปลอดภัยและความเชื่อมั่น เมืองท่องเที่ยวสมัยใหม่ต้อง “มีระบบ”

ผู้ใช้พูดถึงความสำคัญของความปลอดภัยยามค่ำคืน แม้ตัวเลข “อันดับ” บางรายการยังยืนยันไม่ได้ แต่หลักการถูกต้องในเชิงตลาด ความปลอดภัยคือเงื่อนไขขั้นต่ำ ของนักเดินทางรุ่นใหม่
สิ่งที่ทำได้ทันทีคือมาตรฐานแสงสว่าง จุดช่วยเหลือฉุกเฉิน การเดินทางกลับที่พัก และการสื่อสารความเสี่ยง (เช่น PM2.5/สภาพอากาศ) แบบโปร่งใส

โอกาสของผู้ประกอบการเชียงราย เมื่อโลกหัน “ลดแอลกอฮอล์” และมองหาทางเลือกเพื่อสุขภาพ

ผู้ใช้ยกประเด็นอุตสาหกรรมแอลกอฮอล์โลกเผชิญปัญหาสต็อกล้นและดีมานด์ชะลอ ซึ่งมีรายงานและการวิเคราะห์ในสื่อตลาดการตลาดระดับสากลอ้างถึงภาวะสินค้าคงคลังมูลค่าสูงของบริษัทยักษ์ใหญ่
แม้รายละเอียดตัวเลขต้องอ่านจากต้นฉบับเต็มของสื่อการเงิน แต่ “ทิศทาง” ที่ Gen Z ใส่ใจสุขภาพมากขึ้นเป็นแนวโน้มที่วงการท่องเที่ยวและเครื่องดื่มกำลังตอบสนอง

สำหรับเชียงราย นี่คือโอกาสสร้าง “เศรษฐกิจทางเลือก” ที่เข้ากับ Wellness เช่น

  • ชา/คราฟต์โซดาจากผลไม้เมืองหนาว
  • เครื่องดื่มฟังก์ชัน (เน้นข้อมูลโภชนาการ ไม่กล่าวอ้างเกินจริง)
  • กิจกรรมจับคู่เครื่องดื่มกับอาหารพื้นถิ่น (Gastro experience)

ความเสี่ยงที่ต้องพูดให้ครบ ถ้าจะชนะ Gen Z ต้องไม่แพ้เรื่องความยั่งยืนและความจริงใจ

การเร่งเครื่องท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์มีความเสี่ยงสำคัญ 4 ด้าน

  1. วัฒนธรรมถูกทำให้เป็นสินค้า   หากเล่าเรื่องชาติพันธุ์แบบผิวเผิน อาจกระทบศักดิ์ศรีชุมชนและเกิดแรงตีกลับ
  2. สิ่งแวดล้อมและขยะท่องเที่ยว   ยิ่งไวรัล ยิ่งเสี่ยงล้นความจุ
  3. ความเหลื่อมล้ำของรายได้   เม็ดเงินอาจกระจุกที่ผู้เล่นรายใหญ่ หากไม่ออกแบบการกระจายผลประโยชน์
  4. Greenwashing / Wellnesswashing   อ้างความยั่งยืนหรือสุขภาพเกินจริง จะเสียความเชื่อมั่นทันทีในยุคโซเชียล

ดังนั้น “ความจริงแท้” ที่ Gen Z มองหา ต้องถูกพิสูจน์ด้วย ระบบและมาตรฐาน ไม่ใช่สโลแกน

Action Plan 2026 ที่แปลงเป็นงานจริง 

ระดับจังหวัด/เมือง

  • ทำ “เส้นทาง City Hopping” ที่เชื่อมอำเภอแบบ 2–3 วัน (มีแผนที่เดียวจบ)
  • ตั้งมาตรฐานข้อมูลความเสี่ยง (อากาศ/PM2.5/ถนน/ความปลอดภัย) แบบอัปเดต
  • สนับสนุนครีเอเตอร์ท้องถิ่นให้เป็น “ผู้เล่าเรื่องเมือง” อย่างมีจริยธรรม

ระดับผู้ประกอบการ

  • ออกแบบแพ็กเกจตามเทรนด์ Romantasy / Turbulence / Glow-cations / Quiet nature
  • ทำบริการ “ถ่ายคอนเทนต์ได้ง่าย” (มุม แสง เรื่องเล่า) แต่ต้องไม่รบกวนชุมชน
  • สร้างสินค้า/เครื่องดื่มทางเลือกเพื่อสุขภาพเป็นรายได้เสริม

ระดับชุมชน

  • ทำกติกาการท่องเที่ยวชุมชน (ความเป็นส่วนตัว, การถ่ายภาพ, การแต่งกาย, ขยะ)
  • สร้างกิจกรรมที่ชุมชน “เป็นเจ้าของ” ไม่ใช่เป็นเพียงฉากหลัง

เชียงรายจะชนะ Gen Z ได้ ไม่ใช่เพราะ “มีของดี” แต่เพราะ “ทำของดีให้เป็นประสบการณ์ที่คนอยากเล่า”

ในวันที่โลกเดินทางเร็วขึ้นและเทรนด์เปลี่ยนไว เมืองท่องเที่ยวไม่ได้แข่งกันที่จำนวนแลนด์มาร์ค แต่แข่งกันที่ “คุณค่าหลังการเดินทาง”   นักท่องเที่ยวกลับบ้านแล้ว หายใจได้ลึกขึ้น นอนหลับได้ดีขึ้น มีแรงบันดาลใจมากขึ้น และรู้สึกว่าเงินที่จ่ายไป “คุ้ม” เพราะได้ประสบการณ์ที่เป็นตัวเองจริง ๆ

เชียงรายมีแต้มต่อครบทั้งธรรมชาติ ศิลปะ ชาติพันธุ์ และสุขภาวะ แต่การมัดใจ Gen Z จะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อจังหวัดและผู้ประกอบการร่วมกันแปลงแต้มต่อเหล่านี้เป็น เส้นทางที่ชัด บริการที่ลื่นไหล มาตรฐานที่ไว้ใจได้ และเรื่องเล่าที่ซื่อสัตย์

เพราะในยุคที่การตัดสินใจอยู่บนปลายนิ้ว ความจริงแท้ ไม่ได้เป็นแค่คอนเซ็ปต์
มันคือ “เงื่อนไขของการรอดและโต” ของเมืองท่องเที่ยวทั้งเมือง

สถิติ/ข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้อง

  • ไทยเผชิญแนวโน้มเกิดน้อย สูงวัยเพิ่ม (ภาพรวมเชิงโครงสร้างประชากร)
  • Booking.com เผยกรอบเทรนด์ท่องเที่ยวปี 2026 จากการสำรวจผู้ตอบแบบสอบถามหลายประเทศ (ใช้เป็นฐานคิดออกแบบโปรดักต์/บริการ)
  • แนวโน้มคนรุ่นใหม่ใช้แพลตฟอร์มโซเชียลเป็นแหล่งค้นหาข้อมูลมากขึ้น กระทบวิธีทำการตลาดท่องเที่ยว
  • สัญญาณตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เผชิญแรงกดดันจากดีมานด์ที่ชะลอและภาระสินค้าคงคลังในกลุ่มบริษัทใหญ่ (สะท้อนโอกาสเครื่องดื่มทางเลือก/สุขภาพ)
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • Booking.com – Travel Predictions 2026 (press release/ข้อมูลวิธีวิจัยและกรอบแนวโน้ม)
  • สรุปเทรนด์ปี 2026 ที่อ้างอิง Booking.com (สื่อ/บทความที่รวบรวมประเด็น)
  • UNFPA/รายงานที่เกี่ยวข้องกับแนวโน้มประชากรและสังคมสูงวัย (ใช้ประกอบกรอบวิเคราะห์โครงสร้าง)
  • Wired – บทวิเคราะห์พฤติกรรมการค้นหาข้อมูลของคนรุ่นใหม่บนโซเชียลและผลต่ออุตสาหกรรมเสิร์ช (ใช้ประกอบกรอบพฤติกรรม Gen Z)
  • WARC – บทสรุปประเด็นตลาด/แรงกดดันฝั่งอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (อ้างถึงการวิเคราะห์สื่อการเงิน)
  • ข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม ชุดตัวเลข/ตัวอย่างเส้นทาง/ตัวอย่างสถานที่และแนวคิดเชิงยุทธศาสตร์ของเชียงราย (ใช้เป็น “กรอบวิเคราะห์และข้อเสนอ” ในข่าวชิ้นนี้)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
ECONOMY

สถิตินักท่องเที่ยวพะเยาพุ่ง 10% เตรียมรับอานิสงส์สนามบินใหม่ เชื่อมโยงเศรษฐกิจภาคเหนือตอนบน

ถอดรหัส “พะเยาโมเดล” เมื่อเมืองรองโตสุดเหนือด้วยอีเวนต์และเดิมพันอนาคตด้วยสนามบินภูมิภาค

พะเยา/ภาคเหนือตอนบน, 24 มกราคม 2569 — หากภาพจำเดิมของพะเยาคือ “เมืองผ่าน” ระหว่างเชียงใหม่–เชียงราย ปี 2568 กำลังส่งสัญญาณว่าเมืองเล็กสามารถ “ย้ายตัวเองขึ้นมาอยู่บนแผนที่เศรษฐกิจการท่องเที่ยว” ได้จริง เมื่อจังหวัดเร่งเครื่องด้วยอีเวนต์ขนาดใหญ่ต่อเนื่อง จนได้ผลลัพธ์การเติบโตเชิงสถิติที่โดดเด่น (นักท่องเที่ยว +10.18% รายได้ +12.82% ตามข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียม) และในปี 2569 กำลังต่อยอดไปสู่โจทย์ที่ใหญ่กว่าเดิม การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานสู่ “ท่าอากาศยานภูมิภาค” ที่อำเภอดอกคำใต้ (ข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม)

แต่คำถามที่สังคมต้องการคำตอบไม่ใช่แค่ “พะเยาโตแค่ไหน” หากคือ โตแบบไหน และ ใครได้ประโยชน์ เพราะในอีกด้านหนึ่ง เศรษฐกิจท่องเที่ยวไทยกำลังเผชิญความผันผวนของตลาดต่างชาติ ขณะที่แรงหนุนระยะสั้นจากอีเวนต์อาจกลายเป็น “ยอดพุ่งแล้วแผ่ว” หากไม่ถูกเปลี่ยนเป็นการใช้จ่ายที่กระจายตัวลงสู่ชุมชนและธุรกิจฐานรากได้จริง

ต่างชาติเริ่มคึก แต่ยังเป็นจังหวะ “กลับมาเป็นระลอก”

ต้นปี 2569 ตัวเลขรายสัปดาห์สะท้อนว่าต่างชาติยังเป็นเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย โดยช่วง 12–18 ม.ค. 2569 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทย 749,725 คน และที่สำคัญคือ จีนกลับขึ้นอันดับ 1 (88,360 คน) ตามด้วยรัสเซีย มาเลเซีย อินเดีย และเกาหลีใต้
สัญญาณนี้มีนัยต่อภาคเหนือ 2 ชั้น

  • ชั้นแรก คือ “ความเชื่อมั่นในการเดินทาง” เริ่มฟื้น จีนกลับมาเป็นแรงหนุนของทั้งประเทศ
  • ชั้นที่สอง คือ “การแข่งขันแย่งนักท่องเที่ยว” จะเข้มขึ้น เมืองรองที่ไม่มีจุดขายชัดและไม่มีแผนปฏิบัติการรองรับ อาจถูกดูดกลับไปสู่เมืองหลัก

ในภาพรวม ตัวเลขสะสมที่ผู้ใช้จัดเตรียม (1–18 ม.ค. 2569 ต่างชาติ 1.87 ล้านคน รายได้ 92,641 ล้านบาท) ถูกใช้เป็นกรอบอธิบายว่า “ท่องเที่ยวไทยยังเป็นเครื่องยนต์ต้นปี” อย่างไรก็ตาม ในเชิงข่าวเชิงลึก การนำตัวเลขรายได้ไปตีความต้องทำอย่างระมัดระวัง เพราะตัวเลขรายได้รวมมักมีวิธีคำนวณและสมมติฐานประกอบ เมื่อใช้เป็น “ฐานตัดสินใจเชิงนโยบาย” ยิ่งต้องเปิดเผยที่มาและวิธีคำนวณให้ชัดเพื่อความโปร่งใส

 “อีเวนต์นำทาง” ทำให้เมืองรองไม่ต้องรอเศรษฐกิจไหลมาเอง

สิ่งที่พะเยาทำในปี 2568 ตามข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม คือการใช้ “Big Event Marketing” เป็นคันเร่ง เปลี่ยนเมืองจาก Transit City เป็น Destination City โดยวางกิจกรรมให้เกิด “เหตุผลในการมา” และ “เหตุผลในการค้างคืน” พร้อมสร้างการรับรู้ผ่านกระแสสังคมและการเดินทางเป็นกลุ่มครอบครัว

หัวใจของโมเดลนี้ไม่ใช่การจัดงานให้ยิ่งใหญ่เพียงครั้งเดียว แต่คือ ความถี่ + ความต่อเนื่อง + ธีมที่จำได้ เพื่อทำให้การท่องเที่ยว “มีฤดูกาลมากกว่าหนึ่งช่วง” และดึงให้เกิดการจับจ่ายในหลายหมวด เช่น ที่พัก ร้านอาหาร คาเฟ่ ของฝาก และบริการท้องถิ่น

หากย้อนไปดูโครงสร้างตลาดท่องเที่ยวของพะเยาในข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม (เช่น ปี 2566 นักท่องเที่ยวรวม 1,009,648 คน รายได้ 2,290 ล้านบาท) จะเห็นการพึ่งพาตลาดในประเทศเป็นหลัก ขณะที่ต่างชาติยังมีสัดส่วนต่ำ ซึ่งสอดคล้องกับโจทย์เมืองรองส่วนใหญ่ “โตง่ายจากไทยเที่ยวไทย แต่โตยากในต่างชาติถ้าเดินทางไม่สะดวกและไม่มีผลิตภัณฑ์รองรับ”
นี่จึงเป็นเหตุผลที่พะเยาพยายามดันโครงสร้างพื้นฐานควบคู่ เพื่อไม่ให้อีเวนต์เป็นเพียงไฟแฟลชที่สว่างเร็วแล้วดับเร็ว

เดิมพันเกมยาว สนามบินพะเยา โครงสร้างพื้นฐานที่ต้องตอบคำถามความคุ้มค่า

แนวคิดท่าอากาศยานพะเยา (อ.ดอกคำใต้) ในข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียมถูกวางเป็น “ประตูบานใหม่” ของเศรษฐกิจท่องเที่ยว–การแพทย์–สุขภาพ โดยมีรายละเอียดทั้งด้านวิศวกรรม งบประมาณ และไทม์ไลน์
ในเชิงขั้นตอนภาครัฐ ประเด็นที่ตรวจสอบได้และมักปรากฏในเอกสารทางการคือ “กระบวนการรับฟังความคิดเห็น/การศึกษา” ซึ่งกรมท่าอากาศยานมีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อโครงการท่าอากาศยานพะเยาไว้ในเอกสารเผยแพร่สาธารณะ

อย่างไรก็ดี ในฐานะข่าวเชิงลึก ผลประโยชน์ของสนามบินไม่ได้เกิดขึ้นอัตโนมัติจากการมี “รันเวย์” แต่เกิดจากการออกแบบระบบนิเวศต่อไปนี้ให้เชื่อมถึงกันจริง

  • ดีมานด์ (Demand) มีผู้โดยสารพอให้สายการบินอยู่ได้
  • ซัพพลาย (Supply) ที่พัก บริการ การเดินทางต่อ (Last-mile) และมาตรฐานความปลอดภัย
  • ผลิตภัณฑ์ (Product) เมืองต้องขายอะไร วัฒนธรรม ธรรมชาติ สุขภาพ อาหาร หรือประชุมสัมมนา
  • การกระจายรายได้ (Distribution) เงินต้องลงชุมชน ไม่กระจุกอยู่ผู้เล่นไม่กี่ราย
  • ผลกระทบ (Externalities) ที่ดิน เสียง สิ่งแวดล้อม น้ำท่วม การชดเชย ต้องมีมาตรการรองรับ

ประเด็นนี้ทำให้ “เสียงสนับสนุน” และ “เสียงกังวล” สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นกลาง
ฝ่ายสนับสนุนมักมองว่า สนามบินจะย่นเวลา เพิ่มการเข้าถึง และต่อยอดการท่องเที่ยวคุณภาพ
ฝ่ายกังวลจะถามเรื่อง “ซ้ำซ้อนกับสนามบินใกล้เคียง” “ความคุ้มค่าการลงทุน” และ “ภาระทางการคลัง/การเวนคืน”
โจทย์เชิงนโยบายจึงอยู่ที่การทำให้สนามบิน หากเดินหน้า เป็น โครงสร้างพื้นฐานเพื่อประชาชน ไม่ใช่เพียง “โครงการก่อสร้าง”

ความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์กับเชียงราย แข่งขันจริงหรือเสริมกัน?

ความน่าสนใจของภาคเหนือตอนบนคือ “เมืองไม่ได้โตเดี่ยว” การโตของพะเยาย่อมเชื่อมโยงกับเชียงรายและเชียงใหม่ในฐานะเมืองหลักที่มีสนามบินและระบบท่องเที่ยวพร้อมกว่า
เมื่อดูสัญญาณของเชียงรายจากข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียมก่อนหน้า (เช่น รายได้ท่องเที่ยวทั้งปี 2568 ทะลุ 51,540 ล้านบาท และติดอันดับรายได้ระดับประเทศ) ภาพรวมสะท้อนว่าเชียงรายมีฐานเศรษฐกิจท่องเที่ยวใหญ่กว่า แต่การขยายตัวของเมืองรองอย่างพะเยาสามารถเกิดในรูปแบบ “แบ่งเบา” และ “เติมเต็ม” ได้ หากวางตำแหน่งต่างกัน

  • เชียงรายแข็งในมิติ “ประสบการณ์เมืองท่องเที่ยวครบวงจร” และการเชื่อมชายแดน
  • พะเยาอาจชู “ความสงบ คุณภาพชีวิต วัฒนธรรมริมกว๊าน” และต่อยอดสุขภาพ/การพักฟื้น

การแข่งขันที่แท้จริงจึงไม่ใช่ “แย่งกันเอง” แต่คือ “ภาคเหนือจะชนะเมืองท่องเที่ยวภูมิภาคอื่นอย่างไร” ในวันที่นักท่องเที่ยวมีตัวเลือกมากขึ้น และความคาดหวังสูงขึ้น

ถ้าพะเยาจะชนะระยะยาว ต้องเปลี่ยนอีเวนต์ให้เป็นเศรษฐกิจถาวร

ปี 2568 พะเยาพิสูจน์แล้วว่า “อีเวนต์” ทำให้เมืองรองถูกมองเห็น และทำให้ตัวเลขโตได้
ปี 2569–257x จะเป็นบททดสอบว่า เมืองจะเปลี่ยน “กระแส” ให้เป็น “ระบบ” ได้หรือไม่

ถ้า “พะเยาโมเดล” จะเป็นต้นแบบจริง ความสำเร็จควรถูกวัดด้วย 3 คำถามง่าย ๆ แต่ตอบยาก

  1. รายได้ที่เพิ่มขึ้น ลงไปถึงผู้ประกอบการรายย่อย แค่ไหน
  2. นักท่องเที่ยวที่มาเพราะงาน กลับมาอีก หรือไม่ (Revisit)
  3. เมืองมี “เหตุผลให้ค้างคืน” เพิ่มขึ้นจริงหรือยัง (Length of Stay)

และหากโครงสร้างพื้นฐานอย่างสนามบินเดินหน้าต่อ คำถามสำคัญที่สุดคือ
สนามบินจะทำให้ประชาชนได้อะไร มากกว่าได้เห็นอาคารใหม่”
เพราะสุดท้าย โครงการที่ชนะใจสังคม ไม่ใช่โครงการที่ใหญ่ที่สุด แต่คือโครงการที่ทำให้ชีวิตคนดีขึ้นอย่างจับต้องได้ และตรวจสอบได้

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา: รายงานสถิติการท่องเที่ยวรายจังหวัดปี 2568 และสัปดาห์ 1-18 ม.ค. 69
  • กรมท่าอากาศยาน: แผนความคืบหน้าและการศึกษา EIA โครงการท่าอากาศยานพะเยา
  • ttb analytics / KResearch: บทวิเคราะห์มาตรการ “เที่ยวดีมีคืน” และการฟื้นตัวของเมืองรอง
  • กองทุน ววน. (สกสว.): ยุทธศาสตร์ “Wellness City” และนวัตกรรมสมุนไพรในพื้นที่ภาคเหนือ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME