Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

บททดสอบความมั่นคงน้ำ แรร์เอิธไหลข้ามแดนจากจีน สู่สารหนูในแม่น้ำชายแดนไทย

แรร์เอิธ” กับสองด้านของเหรียญ เมื่อโรงงานโลกอยู่ในจีน แต่ความเสี่ยงไหลข้ามพรมแดนมาถึงลุ่มน้ำกก—สาย—รวก—โขง

เชียงราย, 25 กันยายน 2568 — บนเวทีวิชาการที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เสียงนักวิชาการดังประสานกันในประเด็นเดียว—“แร่หายาก” หรือ แรร์เอิธ ที่ทำให้โลกก้าวสู่ยุคพลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมอัจฉริยะ กลับเดินทางมาพร้อมคำถามใหญ่เรื่องสิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน และความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานโลก

รายงานเชิงลึกชิ้นนี้พาไล่เรียงตั้งแต่ภูมิทัศน์ตลาดโลกของแรร์เอิธแปรรูปในช่วงปี 2563–2568 ไปจนถึง “จุดปะทุ” ภาคสนามในภาคเหนือไทย ว่าทำไมการที่จีนยังคง “ครองโรงงานแปรรูปของโลก” จึงไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจมหภาค แต่โยงใยถึงน้ำกินน้ำใช้บนโต๊ะอาหารชุมชนลุ่มน้ำกก–สาย–รวก–โขง และเหตุใดเสียงเรียกร้องให้ “กล้าหยุดนำเข้าแร่” จึงเริ่มดังขึ้นในไทย

โครงเรื่องของอุตสาหกรรม เหมืองกระจาย “แต่คอขวดยังรวมศูนย์”

บทสรุปสำหรับผู้บริหาร—ภาพใหญ่ของตลาดในช่วง 2563–2568 ชี้ชัดว่า “โลกขุดได้มากขึ้น แต่แปรรูปได้กระจุกตัวเท่าเดิม” การผลิตแร่ต้นน้ำ (เหมือง) เพิ่มจากราว 240,000 ตัน (REO) ในปี 2563 เป็นราว 390,000 ตัน ในปี 2567 ขณะที่โควตาการผลิตของจีนเพิ่มจาก 140,000 เป็น 270,000 ตัน ในช่วงเดียวกัน ประเทศอย่างสหรัฐฯ และออสเตรเลียก็เร่งเครื่องผลิตเพิ่มขึ้นเช่นกัน

ทว่าตัวเลขสวยงามข้างต้น “หลอกตา” ได้ง่าย เพราะ วัตถุดิบจำนวนมากยังถูกส่งกลับไปแปรรูปในจีน ซึ่งครอบครองขีดความสามารถด้าน การแยก–กลั่น (separation & refining) มากกว่า 90% ของโลก และสำหรับแรร์เอิธประเภทหนัก (HREs ที่จำเป็นต่อแม่เหล็กสมรรถนะสูงใน EV และกังหันลม) จีนคุมได้เกือบทั้งหมดแตะ 99.9% ความจริงนี้คือคอขวดเชิงยุทธศาสตร์—ใครคุมโรงแยก คนนั้นคุมหัวใจเทคโนโลยีสะอาด

สัญญาณที่ต้องใส่ใจ คือ ความต้องการ “ปลายน้ำ” โตก้าวกระโดด—EV มียอดขายโลกทะลุ 14 ล้านคัน (2566) และมีแนวโน้มพุ่งต่อเนื่อง ขณะที่การติดตั้ง กังหันลม และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ผู้บริโภคขยายตัวต่อเนื่อง ยิ่งดันความต้องการ Nd–Pr–Dy–Tb สำหรับแม่เหล็ก NdFeB ให้สูงขึ้น แต่ฝั่งอุปทานปลายน้ำกลับ “ผูก” อยู่กับประเทศเดียวเป็นหลัก—ตลาดจึงเปราะบางกว่าที่เห็นจากตัวเลขเหมือง

เรื่องเล่าสองระดับ เหมืองต้นน้ำดูหลากหลาย—ปลายน้ำยัง “จีนเป็นศูนย์กลาง”

ชั้นแรก: เหมือง
ตัวเลขผลผลิตจากหลายประเทศทำให้ดูคล้ายความเสี่ยงถูกเฉลี่ยออก แต่ความจริงส่วนใหญ่ยังเป็น “เหมืองป้อนโรงงานจีน” สหรัฐฯเอง แม้จะผลิตแร่เพิ่ม แต่ในช่วงต้นของรอบอุตสาหกรรมก็ยังส่งออกวัตถุดิบหรือพักสต็อก เพื่อกลับเข้าสู่สายการแยก–กลั่นต่างประเทศ

ชั้นสอง: แปรรูป
ตลาดปลายน้ำต่างหากคือ หัวใจ—จีนถือไพ่เหนือกว่าในโรงแยก–กลั่น ตั้งแต่ “ออกไซด์บริสุทธิ์” ไปจนถึง โลหะผสม และ “ชิ้นส่วนแม่เหล็กถาวร” สำหรับมอเตอร์ EV และเจเนอเรเตอร์พลังลม ความได้เปรียบนี้ไม่ได้มาจากแค่ “โรงงานใหญ่” แต่คือ ห่วงโซ่ความรู้ เทคโนโลยี และระบบนิเวศอุตสาหกรรม ที่ต่อกันครบทั้งต้น–กลาง–ปลาย จนทำให้ ต้นทุน–ผลผลิต–คุณภาพ กลายเป็นกำแพงสูงสำหรับผู้เล่นใหม่

ประโยคชวนคิด: ในอุตสาหกรรมที่ “ธาตุหนึ่งเกิดพร้อมอีกธาตุหนึ่ง” การเร่งผลิตเพื่อ Nd–Pr (แม่เหล็ก) จะดันให้ Ce–La ทะลักเกินใช้การ—วันนี้โลกผลิต Ce–La คิดเป็นสัดส่วนกว่า 60% ของอุปทาน แต่ใช้จริงเพียงราว 20% ผลคือ “ส่วนเกินเรื้อรัง” ที่ทำให้ผู้ผลิตต้องแบกรับต้นทุนบริหารสต็อก–โลจิสติกส์เพิ่ม โดยไม่ได้มูลค่าเพิ่มเท่ากัน

พลวัตราคา เมื่อภูมิรัฐศาสตร์ “ขยับคันโยก”

ระหว่าง 2563–2568 ราคาออกไซด์สำคัญผันผวนรุนแรง—นีโอดีเมียม จากประมาณ $49/kg (2563) พุ่งแตะราว $98 (2564) ก่อนอ่อนลงแถว $56 (2567) ฝั่ง ดิสโพรเซียม–เทอร์เบียม ที่เป็น HREs ก็แกว่งแรงตามวัฏจักรและ “ข่าว” นโยบาย

บทเรียนคลาสสิกคือ ปี 2553 เมื่อจีนจำกัดส่งออก ราคาพุ่งหลายเท่าตัว และรอบล่าสุด เมษายน 2568 ที่รายงานว่ามีการจำกัดการส่งออกธาตุสำคัญบางชนิดเป็นมาตรการตอบโต้ทางการค้ากับสหรัฐฯ—ตลาดตอบสนองทันที ความผันผวนที่ไม่ใช่แค่ “อุปสงค์–อุปทาน” แต่เกี่ยวกับ อำนาจต่อรอง ชั้นเชิงทางการค้า และความมั่นคงเทคโนโลยี

ทางหนีทีไล่ของโลก สร้างกำลังการแปรรูป–รีไซเคิล–วัสดุทดแทน

  • สร้างขีดความสามารถในประเทศ: สหรัฐฯ เร่งโครงการแยก–กลั่นที่ Mountain Pass (MP Materials) เริ่มเดินเครื่องผลิตออกไซด์ Nd–Pr แยกชนิดในปี 2566 เคลื่อนตามกรอบหนุนจาก IRA / CHIPS
  • ตั้งพันธมิตร ห่วงโซ่กระจาย: จับมือ แคนาดา กรีนแลนด์ และพันธมิตรแร่สำคัญ เพื่อลดการพึ่งพาแหล่งเดียว
  • เทคโนโลยีแยก–กลั่นรุ่นใหม่: แนวทางอย่าง RapidSX และเทคนิคแยกขั้นสูงที่หวังลดต้นทุน–ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม
  • รีไซเคิล: วันนี้อัตรารีไซเคิลแรร์เอิธยังต่ำกว่า 5% แต่การสกัดแม่เหล็กใช้แล้วจาก e-waste/กังหันลมปลดระวาง เริ่มโชว์ศักยภาพการกู้คืน Nd–Dy เกิน 90% ในระดับทดลอง
  • วัสดุทดแทน/สถาปัตยกรรมมอเตอร์: บางค่ายรถปรับใช้แม่เหล็ก เฟอร์ไรต์ หรือพัฒนา มอเตอร์เหนี่ยวนำ ลดพึ่งแรร์เอิธในบางรุ่น

จากโรงงานโลกสู่แนวหน้าชายแดน “แร่พิษ” ที่ไหลตามสายน้ำ

สิ่งที่เปลี่ยนเวทีเสวนาในเชียงรายให้เงียบลงชั่วคราว ไม่ใช่กราฟตลาดโลก แต่คือข้อมูลภาคสนาม

22 กันยายน 2568 สำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จัดเสวนา แร่พิษไหลข้ามพรมแดน: กฎหมาย การตรวจสอบย้อนกลับ และสิทธิในการคุ้มครอง แม่น้ำกก–สาย–รวก–โขง” นักวิชาการหยิบงานศึกษาที่ชี้ว่ามีจุดทำเหมืองแรร์เอิธหลายสิบจุดในรัฐฉาน/คะฉิ่นของเมียนมา ตามแนวลุ่มน้ำกก–สาย ซึ่งไหลเชื่อมถึงฝั่งไทย

ข้อมูลชวนคิดที่ทำให้คนฟังขมวดคิ้ว

  • น้ำประปา: มีรายงานการตรวจพบ สารหนู–แบเรียม ในทุกครั้งที่สุ่มตรวจ (แม้ “ไม่เกินเกณฑ์”) ขณะที่ การประปาส่วนภูมิภาค ยอมรับว่ากำลังหา แหล่งน้ำดิบใหม่ เพื่อผลิตน้ำประปา—คำถามจึงดังขึ้น: ถ้าปลอดภัยจริง เหตุใดต้องย้ายแหล่งน้ำ?
  • สินค้าเกษตร: นาข้าวกว่า 100,000 ไร่ ในลุ่มน้ำกก–สาย พบการปนเปื้อนสารหนู/แคดเมียมในตัวอย่างจำนวนหนึ่ง (ส่วนใหญ่ “ไม่เกินเกณฑ์”) แต่กลับทำให้เกษตรกร กว่า 1,000 ราย เสี่ยงสะดุด ใบรับรอง GAP เพราะเงื่อนไขน้ำชลประทานต้อง “ปราศจากความเสี่ยง” ตามมาตรฐานกระทรวงเกษตรฯ
  • ปลาในแม่น้ำ: พบปรอทในระดับ “ไม่เกินเกณฑ์” แต่ ความเสี่ยงสะสม จากการบริโภคต่อเนื่องเป็นโจทย์ใหญ่ที่หลักประกัน “ไม่เกินมาตรฐาน” อาจตอบไม่ได้ครบ

ดร.สืบสกุล กิจนุกร (มฟล.) สรุปตรงไปตรงมาว่า โจทย์นี้ไม่ใช่เกมสถิติ แต่คือ ความไว้วางใจสาธารณะ และสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีของประชาชน เขาชี้ว่ามีอย่างน้อย 20 บริษัท ไทยที่นำเข้าแร่จากเมียนมาผ่าน เชียงราย–แม่ฮ่องสอน–ตาก และเสนอ ไม้ตายทางเศรษฐกิจ” ให้รัฐบาลไทย พิจารณายุติการนำเข้า แร่จากพื้นที่เสี่ยงเป็นสัญญาณต่อรองบนโต๊ะเจรจาระหว่างประเทศ—หลังการหารือหลายรอบก่อนหน้าไม่คืบ

ดร.พีท หอมชื่น (จุฬาฯ) อธิบายเชิงเทคนิคว่า การทำเหมืองแบบสารละลาย–กรด หาก บ่อกักสารเคมี ไม่ได้มาตรฐานหรือถูกน้ำท่วม อาจรั่วไหลลงชั้นน้ำใต้ดินและสายน้ำได้ง่าย “ฝายดักตะกอน” อาจจับทรายได้ แต่ โลหะหนักที่ละลายน้ำ ต้องการวิธีจัดการที่มากกว่าการ “กั้นทางไหล”

อาจารย์อริศรา เหล็กคำ (มฟล.) ดึงบทเรียน คดี Trail Smelter ที่ใช้เวลาพิสูจน์ 30 ปี ว่า รัฐหนึ่งต้องไม่ก่อความเสียหายข้ามพรมแดน และย้ำว่าหากไทยต้องการผลในทางกฎหมายระหว่างประเทศ ต้อง เก็บหลักฐานวิทยาศาสตร์ต่อเนื่อง ด้วยมาตรฐานสากล—ตั้งแต่ตัวอย่างน้ำ ดิน ปลาตะกอน จนถึง “ลายนิ้วมือแร่” ที่ชี้ย้อนสู่เหมืองต้นทางได้

ฝ่าย Human Rights Club (มฟล.) เน้นสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี (UN รับรองปี 2565) ว่าไม่ได้เป็น “ค่านิยม” หากคือ สิทธิขั้นพื้นฐาน เด็กในชุมชนที่เล่นน้ำไม่ได้—ไม่ใช่ข่าวเล็ก แต่คือ “สัญญาณเตือน” ของวิถีชีวิตที่สูญเสีย

และ ธารา บัวคำศรี (Climate Connectors) ชี้ “ความย้อนแย้งยุคพลังงานสะอาด”—โลกอยากปลดคาร์บอน จึงต้องใช้แรร์เอิธมากขึ้น แต่ถ้าต้นทางผลิต ไร้มาตรฐาน ภาระสิ่งแวดล้อมและสิทธิชุมชนย่อมทวีคูณ เขาเสนอให้ไทย ยกระดับระบบตรวจสอบย้อนกลับ (traceability) ระดับภูมิภาค และใช้เวทีอาเซียนผลักมาตรฐานร่วม ต้านตลาดมืด ของแร่จากพื้นที่เสี่ยง

“Connect the Dots” แบบไทย จากชายแดนสู่โต๊ะนโยบาย

เมื่อปัญหามีทั้ง “น้ำ–แร่–สิทธิ” ปะปนกัน ข้อมูลแยกส่วนจากหลายหน่วยงานยิ่งทำให้สังคมสับสน นักวิชาการจึงเสนอแนวทางเชิงระบบ:

  1. ตั้งศูนย์ตรวจโลหะหนัก “รายจังหวัด” (เชียงราย) เพื่อให้ผลตรวจน้ำ–ผัก–ปลา–ปัสสาวะ ออกได้ รวดเร็ว ไม่ใช่รอ 15–30 วัน จากห้องแล็บส่วนกลาง—ข้อมูล “ย้อนหลัง” แทบใช้จัดการเหตุการณ์ปัจจุบันไม่ได้
  2. ตรวจผลผลิตก่อนเก็บเกี่ยว นาปี 100,000 ไร่—หากเสี่ยง ให้ สั่งพักเก็บเกี่ยวพร้อมเยียวยา เพื่อปกป้องผู้บริโภค–เกษตรกร–แบรนด์ “ข้าวเชียงราย”
  3. เร่งงบ 1,000 ล้านบาท หาแหล่งน้ำดิบใหม่ หากหน่วยผลิตประปายืนยัน “คุณภาพยังได้” แต่ การย้ายแหล่งน้ำ อาจเป็นคำตอบเชิงปฏิบัติการที่ “ตรงไปตรงมา” ต่อความกังวลของสาธารณะ
  4. ยกระดับการทูตสิ่งแวดล้อม—ผลักประเด็น EIA ข้ามพรมแดน บนโต๊ะร่วมไทย–เมียนมา และเวทีอนุภูมิภาค/อาเซียน พร้อมแนวทาง ยุตินำเข้าแร่จากพื้นที่เสี่ยง เป็น “แรงจูงใจ” ให้เกิดความร่วมมือที่จริงจัง

ประโยคตรงใจคนพื้นที่: “ถ้า ‘ไม่เกินมาตรฐาน’ แล้วเหตุใดยังต้องย้ายแหล่งน้ำ? หาก ‘พ้นภัย’ จริง เหตุใดเกษตรกรถึงยังเสี่ยงเสีย GAP?”—คำถามที่รัฐต้องตอบด้วย การกระทำ มากกว่าคำอธิบายทางสถิติ

เชื่อมโลกกับบ้านเราทำไมตลาดแรร์เอิธโลกถึงเกี่ยวกับข้าวชาวเชียงราย

หนึ่ง—เพราะ แรร์เอิธเป็น “วิตามิน” ของเทคโนโลยีสะอาด EV และกังหันลมต้องใช้แม่เหล็ก NdFeB ที่ผูกกับ HREs อย่าง Dy–Tb ซึ่งแปรรูปกระจุกในจีน หากแหล่งวัตถุดิบรอบข้างจีน (รวมเมียนมาบางส่วน) ผลิตไร้มาตรฐาน มลพิษย่อม ไหลตามภูมิประเทศ และเส้นทางการค้า

สอง—ไทยอาจ ไม่ใช่เหมือง แต่เป็น ทางผ่าน/จุดแปรรูปบางช่วง และตลาดปลายทางของสินค้าเกษตร–อาหาร—เมื่อภาพความเสี่ยง “แม่น้ำ–น้ำประปา–นา–ปลา” เริ่มซ้อนทับ ความเชื่อมั่นผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศคือ ทุนสำคัญ ที่ต้องรักษา

สาม—โลกกำลังตั้งมาตรฐาน ESG/สิทธิมนุษยชนเชิงธุรกิจ เข้มขึ้น ห่วงโซ่อุปทานที่ ตรวจสอบย้อนกลับไม่ได้ จะเผชิญ ความเสี่ยงเชิงพาณิชย์ มากขึ้น ทั้งด้านการเงิน การค้า และชื่อเสียง

แก้เกมคอขวดโลก–ปกป้องแนวหน้าไทย

ต่อภาครัฐ

  • วาง แพลตฟอร์มข้อมูลรวมศูนย์ แบบ real-time ระหว่างหน่วยงานน้ำ–สิ่งแวดล้อม–สาธารณสุข–การค้า เพื่อ “เชื่อมจุด” ตั้งแต่ แหล่งน้ำ–ผลตรวจ–สินค้าเกษตร–การนำเข้า/ส่งออก
  • ยกระดับมาตรการการค้า: พิจารณา ยุตินำเข้าแร่จากแหล่งเสี่ยง และกำหนดเงื่อนไข traceability เป็น “ใบผ่านทาง” สำหรับสินแร่ข้ามแดน
  • ดัน EIA/EHIA ข้ามพรมแดน เป็นวาระทวิภาคี และหยิบบทเรียน Trail Smelter เป็นกรอบอ้างอิงทางกฎหมาย–วิทยาศาสตร์
  • ลงทุน ศูนย์ตรวจโลหะหนัก ประจำจังหวัดและ เครือข่ายห้องแล็บ ระดับอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เพื่อให้ข้อมูล “ทันสมัย–ใช้ได้จริง”

ต่อภาคธุรกิจ–อุตสาหกรรมปลายน้ำ

  • ทำ แผนที่ห่วงโซ่อุปทาน ลึกกว่าระดับผู้นำเข้า—ลงไปถึง เหมือง–โรงแยก–ผู้ขนส่ง
  • ร่วมลงทุน รีไซเคิลแม่เหล็ก (กังหันลม–e-waste) และพิจารณา วัสดุทดแทน/สถาปัตยกรรมมอเตอร์ ในรุ่นสินค้าบางประเภท
  • กำหนด นโยบายจัดซื้อรับผิดชอบ (Responsible Sourcing) และตรวจสอบ beneficial ownership ของคู่ค้าเพื่อหลีกเลี่ยง “แร่ตลาดมืด”

ต่อจังหวัด–ชุมชน

  • เปิด แดชบอร์ดสาธารณะ แสดงผลตรวจน้ำ–ผลผลิต–ปลา อย่างโปร่งใส เข้าใจง่าย
  • ตั้ง คณะทำงานร่วมพื้นที่ (เกษตรกร–ประปาฯ–สาธารณสุข–สถาบันการศึกษา) เพื่อ “สื่อสารเร็ว–ตัดสินใจพร้อมกัน”
  • สนับสนุน การเฝ้าระวังภาคประชาชน (citizen science) ให้เก็บตัวอย่าง–แจ้งเตือน–ตรวจยืนยันร่วมกับห้องแล็บมาตรฐาน

ถ้าเรากล้าคิด–กล้าทำ

ห่วงโซ่อุปทานแรร์เอิธคือ กระดูกสันหลัง ของการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด โลกต้องการแม่เหล็กประสิทธิภาพสูงมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ “วิธีการ” ที่จะไปถึงเป้าหมาย Net Zero ต้องไม่แลกมากับ น้ำ–นาข้าว–สุขภาพ ของผู้คนริมฝั่งแม่น้ำกก–สาย–รวก–โขง

ประเทศไทยอาจไม่ได้เป็น “โรงงานแปรรูปโลก” แต่มี อำนาจต่อรอง มากกว่าที่คิด—ด้วย นโยบายการค้า ที่เลือกแหล่งแร่รับผิดชอบ, ด้วย ระบบตรวจสอบย้อนกลับ ที่โปร่งใส, และด้วย ความร่วมมือระหว่างประเทศ ที่ยืนบนหลักฐานวิทยาศาสตร์แน่นหนา

ในตลาดโลก 2563–2568 เราเห็นชัดแล้วว่าคอขวดอยู่ตรงไหน—ปลายน้ำ ของการแยก–กลั่นที่รวมศูนย์ เมื่อรู้เช่นนี้ บทบาทของไทยจึงไม่ใช่แค่ “เฝ้าดูกราฟราคา” แต่ต้อง ขยับนโยบาย และ ยกระดับมาตรฐาน เพื่อให้การพัฒนาไม่ทิ้งใครไว้หลัง—โดยเฉพาะคนริมน้ำ

ข้อคิดปิดท้าย: ถ้า EV คืออนาคต และกังหันลมคือความหวัง แม่เหล็กในมอเตอร์คือหัวใจ—หัวใจดวงนี้ไม่ควรเต้นด้วยค่าใช้จ่ายที่ชุมชนชายแดนต้องจ่ายเพียงฝ่ายเดียว

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กระทรวงทรัพยากรแร่ของจีน (MIIT/NDRC)
  • USGS – Mineral Commodity Summaries / Rare Earths
  • International Energy Agency (IEA)
  • Adamas Intelligence / Asian Metal / Roskill (Wood Mackenzie)
  • MP Materials (Mountain Pass)
  • Stimson Center
  • UN – Office of the High Commissioner for Human Rights (OHCHR)
  • กรมควบคุมมลพิษ / กรมทรัพยากรน้ำ / การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.)
  • กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  • มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (สำนักวิชานิติศาสตร์/นวัตกรรมสังคม)
  • คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

น้ำกกไม่เกินมาตรฐาน! คพ.ชี้แจงผลตรวจโลหะหนัก แต่แม่น้ำชายแดนยังวิกฤตสารหนู

คพ.ชี้ “แม่น้ำกก” ไม่พบโลหะหนักเกินมาตรฐาน แต่ “แม่น้ำสาย–รวก” ยังวิกฤตสารหนู บททดสอบความมั่นคงทรัพยากรน้ำชายแดนเหนือ

เชียงราย, 21 กันยายน 2568 — ยามเช้าตรู่บนสันเขาแม่จัน แดดสีทองยังไม่ทันเฉือนหมอกให้ขาวโปร่ง น้ำในลำน้ำกกยังคงมีสีขุ่นจัดอย่างที่ชาวบ้านคุ้นตามาหลายเดือน แม่ค้าแผงผักริมท่าน้ำบอกว่า “น้ำแรงดี แต่น้ำสีไม่ค่อยสวย” ประโยคสั้นๆ นี้สะท้อนความกังวลของชุมชนปลายน้ำที่พึ่งพาแม่น้ำเพื่ออุปโภคบริโภคและยังใช้เลี้ยงชีพในฐานะ “เส้นเลือด” ทางเศรษฐกิจของเชียงราย

ภาพความขุ่นคล้ายน้ำชาดที่เห็น ไม่ได้เท่ากับ “น้ำเสีย” เสมอไป—นั่นคือข้อเท็จจริงชุดแรกที่ผลตรวจวิเคราะห์ล่าสุดของกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ย้ำให้ชัดขึ้น คพ.รายงานว่าแม่น้ำกกและลำน้ำสาขาหลักมีคุณภาพน้ำโดยรวม “อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน” ด้านโลหะหนัก โดยเฉพาะ “สารหนู (As)” ไม่เกินค่าเกณฑ์อ้างอิง 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตรในทุกจุดที่ตรวจ ในขณะที่ “แม่น้ำสาย” และ “แม่น้ำรวก” บริเวณชายแดนไทย–เมียนมา ยังพบค่าสารหนูเกินมาตรฐานอย่างต่อเนื่องหลายจุด ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนวิกฤตแหล่งน้ำข้ามพรมแดนที่ยังต้องเร่งแก้ไขเชิงระบบและเชิงการทูตควบคู่กันไป

สีขุ่นที่ชวนตั้งคำถาม กับข้อเท็จจริงที่ต้องแยกแยะ

ตั้งแต่ไตรมาสสองปีนี้ ชาวเชียงรายคุ้นกับข่าว “น้ำกกขุ่น” จนหลายคนโยงไปถึงการทำเหมืองแร่หายาก (rare earth) ฝั่งต้นน้ำในเมียนมา ซึ่งสื่อชายแดนรายงานต่อเนื่องว่าอาจพาสารแขวนลอยและโลหะหนักไหลลงสู่ลำน้ำ โดยเฉพาะช่วงฝนหลงฤดูและมรสุมที่ทำให้ปริมาณน้ำท่าพุ่งสูงผิดปกติ แม้ความเชื่อมโยงเชิงสาเหตุจำเป็นต้องพิสูจน์ด้วยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ แต่ก็เพียงพอให้หน่วยงานไทยต้องตั้ง “การเฝ้าระวังเชิงรุก” เป็นวาระเร่งด่วนมาตั้งแต่กลางปี

เพื่อคลี่คลายข้อกังวล คพ.ตั้ง “แผนตรวจติดตามพิเศษ” เก็บตัวอย่างน้ำเดือนละ 2 ครั้ง และตะกอนดินเดือนละ 1 ครั้ง (ช่วง พ.ค.–ก.ย.) ครอบคลุมแม่น้ำกก 15 จุด (KK01–KK15) ลำน้ำสาขา (แม่น้ำฝาง–ลาว–กรณ์–สรวย) รวมถึงแม่น้ำสาย 3 จุด และแม่น้ำรวก 2 จุด ตลอดจนตรวจในแม่น้ำโขง 3 จุด ให้ได้ภาพ “เชิงพื้นที่และเชิงเวลา” ที่มากพอสำหรับประเมินแนวโน้มความเสี่ยง

10 รอบตรวจ วัดได้อะไร “กกไม่เกิน–สายเกิน” และบทเรียนจากฤดูฝน

ผลตรวจครั้งที่ 10 (18–22 ส.ค. 2568) คพ.สรุปว่า

  • แม่น้ำกกและลำน้ำสาขา: ค่าสารหนู “ไม่เกิน” เกณฑ์มาตรฐานทุกจุด แม้ค่าความขุ่นและสีออกน้ำตาลแดงยังสูงตามฤดูกาลและอิทธิพลพายุช่วงปลายก.ค.–ส.ค.
  • แม่น้ำสาย: พบ “สารหนูเกิน” มาตรฐานทั้ง 3 จุด ได้แก่ บ้านหัวฝายและสะพานมิตรภาพแม่น้ำสายแห่งที่ 2 (0.022 มก./ล.) และบ้านป่าซางงาม (0.020 มก./ล.)
  • แม่น้ำรวก: เกินมาตรฐานทั้ง 2 จุด คือ RU01 สถานีสูบน้ำเกาะช้าง และ RU02 ปลายน้ำก่อนลงโขง (0.011 มก./ล. เท่ากัน)

คพ.วิเคราะห์เบื้องต้นว่า ปริมาณน้ำท่าที่เพิ่มขึ้นมากในฤดูฝนช่วย “เจือจาง” มลพิษในหลายพื้นที่ จึงเห็นภาพแม่น้ำกก “ผ่านมาตรฐาน” ต่อเนื่องในรอบหลังๆ แต่บริเวณแม่น้ำสาย–รวก ซึ่งใกล้แหล่งกำเนิดมลพิษ อาจได้รับอิทธิพลจากต้นน้ำมากกว่า จึงยังเกินมาตรฐานแม้ปริมาณน้ำสูง

เกณฑ์อ้างอิงสำคัญ: ไทยกำหนดมาตรฐานคุณภาพน้ำผิวดินสำหรับ “สารหนู” ไม่เกิน 0.01 มก./ล. ตามประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ซึ่งใช้เป็นฐานพิจารณาความเสี่ยงเชิงสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของแหล่งน้ำผิวดินทั่วประเทศ

น่าสังเกตว่า ก่อนหน้าการตรวจรอบล่าสุด สื่อสาธารณะและนักกิจกรรมชายแดนเคยเผยแพร่ผลตรวจในบางช่วงที่ “แม่น้ำกก” เองมีค่าโลหะหนักเกินมาตรฐาน ณ บางจุด ซึ่งตอกย้ำว่าภาพรวมคุณภาพน้ำ “แปรตามฤดูกาลและสภาพภูมิศาสตร์” การอ่านค่าต้องดูเป็น “ชุดข้อมูลต่อเนื่อง” ไม่ใช่หยิบเฉพาะช่วงที่ช็อกความรู้สึกประชาชนมาอธิบายทั้งระบบ

ชายแดน–ข้ามพรมแดน เมื่อปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่รู้จักเส้นเขตแดน

ข้อเท็จจริงที่ยากที่สุดของปัญหาแหล่งน้ำภาคเหนือคือ “มันไม่ได้เกิดอยู่ฝ่ายเดียว” แหล่งกำเนิดมลพิษจำนวนมากอยู่ “นอกเขตอำนาจไทย” เช่น กิจกรรมเหมืองแร่หายากและการใช้สารเคมีในเขตอุตสาหกรรมเหมืองของเมียนมา ซึ่งสื่อชายแดนรายงานต่อเนื่องว่าเล็ดลอดสู่ระบบนิเวศและลำน้ำสาขาที่ไหลลงกก สาย และรวก สู่พรมแดนไทย–เมียนมา

เพราะฉะนั้น “มาตรการไทยล้วนๆ” เช่น เพิ่มความถี่ตรวจหรือสั่งเฝ้าระวังสถานีสูบน้ำ แม้จำเป็น แต่ไม่พอ สิ่งที่ต้องเดินคู่กันคือการประสานงานระหว่างรัฐอย่างเป็นระบบ—ตั้งแต่ระดับเจ้าหน้าที่ชายแดนไปจนถึงคณะทำงานร่วมระดับทวิภาคี เพื่อให้เกิด “ข้อปฏิบัติร่วม” ในการควบคุมแหล่งกำเนิดและแจ้งเตือนเมื่อเกิดเหตุผิดปกติปลายน้ำ โดยมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ

เสียงจากเวทีนโยบาย วุฒิสภาลงพื้นที่–จังหวัดสานพลังหน่วยงาน

เมื่อ 19 กันยายน 2568 คณะกรรมาธิการวุฒิสภาที่กำกับงานสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน ลงพื้นที่เชียงราย ประชุมกับผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อหารือสองวาระใหญ่ ได้แก่ (1) การปนเปื้อนโลหะหนักในแม่น้ำกก–สาย–รวก–โขง และ (2) ปัญหาสถานะบุคคลชายแดน โดยย้ำให้ทุกฝ่ายเร่งมาตรการป้องกันผลกระทบสุขภาพและสร้างกลไกติดตามอย่างเป็นรูปธรรม การเคลื่อนไหวทางนิติบัญญัตินี้สะท้อนแรงกดดันจากสังคมว่า “น้ำสะอาด” คือสิทธิขั้นพื้นฐานของคนชายแดนที่รัฐต้องคุ้มครอง

 “สี–ขุ่น–โลหะหนัก” ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

หลายชุมชนผูกโยง “น้ำสีน้ำตาลแดงและขุ่น” เข้ากับ “น้ำเป็นพิษ” โดยอัตโนมัติ แต่ในเชิงวิชาการ สีและความขุ่น บอกถึงตะกอนแขวนลอย แร่ดิน และอินทรียวัตถุ—ไม่ใช่ตัวชี้วัดโลหะหนักโดยตรง โลหะหนักอย่าง “สารหนู” ต้องตรวจแบบเฉพาะทางและเปรียบเทียบกับค่ามาตรฐานจึงสรุปความเสี่ยงได้ นี่คือเหตุผลที่คพ.เน้นตรวจ “โลหะหนัก” ควบคู่ “ตะกอนดิน” และ “คุณภาพกายภาพ” ของน้ำในแผนเดียวกัน เพื่ออ่านแนวโน้มอย่างครบด้าน

ในด้านสุขภาพ ค่าสารหนู 0.01 มก./ล. เป็น “เกณฑ์มาตรฐาน” ที่หลายประเทศใช้เป็นเส้นฐานสำหรับแหล่งน้ำที่เกี่ยวข้องกับการบริโภค ทั้งในบริบทน้ำผิวดินและน้ำดื่ม (หน่วยงานกำกับคุณภาพน้ำดื่มของสหรัฐ เช่น EPA ก็กำหนดเพดานสูงสุดระดับเดียวกัน) ซึ่งสอดคล้องกับฐานคิดสากลด้านพิษวิทยาที่ลดความเสี่ยงในระยะยาวต่อโรคมะเร็งและระบบไหลเวียนโลหิต

ผลต่อเศรษฐกิจชุมชน ต้นทุนซ่อนเร้นของ “ความไม่แน่นอน”

แม้ผลล่าสุดจะยืนยันว่า “แม่น้ำกกยังผ่านมาตรฐานโลหะหนัก” แต่ความไม่แน่นอนที่ลากยาวคือ ต้นทุนซ่อนเร้น ของท้องถิ่น—ตั้งแต่ต้นทุนผู้ผลิตน้ำประปาที่ต้องปรับกระบวนการกรอง–ตกตะกอนเพิ่มในช่วงน้ำขุ่น ไปจนถึงผู้ค้าการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากภาพจำ “น้ำไม่ใส” ของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะกิจกรรมทางน้ำอย่างแพยาง–ล่องเรือซึ่งขาย “ความงามแม่น้ำ” เป็นสินค้า ต้นทุนทางความรู้สึกนี้ แม้ไม่มีตัวเลขเร็วๆ นี้ แต่สะสมเป็น “ต้นทุนชื่อเสียงปลายทาง” ที่สำคัญไม่แพ้ต้นทุนทางวิศวกรรม

ในทางกลับกัน จังหวัดและองค์กรปกครองท้องถิ่นสามารถ “เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส” ได้ หากใช้ข้อมูลวิทยาศาสตร์ที่โปร่งใสและสื่อสารเชิงรุก—เช่น การรายงานค่าคุณภาพน้ำแบบเรียลไทม์, แผนที่จุดเสี่ยงตามฤดูกาล, แนวทางใช้น้ำอย่างปลอดภัยสำหรับครัวเรือนริมฝั่ง—เพื่อลดข่าวลือและเพิ่มความเชื่อมั่นของผู้มาเยือนและนักลงทุน

แผนรับมือเชิงระบบ 5 คานงัดที่ควรทำ “ทันที–ระยะสั้น–ระยะยาว”

  1. ทำให้ข้อมูล “เข้าถึงง่ายและสม่ำเสมอ”
    เผยแพร่ผลตรวจจากคพ.และหน่วยงานท้องถิ่นในรูปแบบแดชบอร์ด แยกตามแม่น้ำ–จุดตรวจ–ไทม์ไลน์ พร้อมคำอธิบายความหมายของค่ามาตรฐาน เพื่อให้ประชาชนอ่านออกและตัดสินใจได้ด้วยตนเอง ลดช่องว่างข่าวลือ
  2. ปกป้องจุดวิกฤต: สถานีสูบน้ำและแหล่งใช้น้ำสาธารณะ
    ในแม่น้ำสาย–รวกที่ยังเกินเกณฑ์ ควรเพิ่มความถี่ตรวจก่อน–หลังสถานีสูบน้ำ, เสริมระบบกรองเฉพาะกิจ และประกาศคำแนะนำการใช้น้ำอย่างชัดเจน (เช่น ใช้เพื่อการเกษตรได้หรือไม่ ต้องพักน้ำ–ตกตะกอนกี่ชั่วโมง) ควบคู่การสำรองแหล่งน้ำชั่วคราวของชุมชน
  3. เจรจาทวิภาคี–เขตแดน
    ตั้งคณะทำงานไทย–เมียนมาด้าน “คุณภาพแหล่งน้ำร่วม” บริหารบนฐานข้อมูลวิทยาศาสตร์ร่วมกัน กำหนดจุดตรวจในฝั่งต้นน้ำ, กลไกแจ้งเตือน, และมาตรการลดผลกระทบจากกิจกรรมเหมือง/อุตสาหกรรมที่อาจปนเปื้อน เพื่อป้องกันก่อนปัญหาจะไหลถึงชายแดน
  4. เสริมมาตรฐานท้องถิ่นให้เกินข้อกำหนดขั้นต่ำ
    แม้มาตรฐานสารหนูไทยกำหนดไว้ที่ 0.01 มก./ล. แต่เทศบาลหรือการประปาท้องถิ่นอาจตั้ง “ระดับเตือนภัยล่วงหน้า” ที่เข้มกว่า เพื่อกระตุ้นมาตรการเชิงป้องกันเร็วขึ้น—แนวคิดที่สอดคล้องกับหลักการระมัดระวังไว้ก่อน
  5. สร้างภูมิคุ้มกันชุมชนด้วยความรู้
    สนับสนุนโครงการ “นักสังเกตน้ำชุมชน” ฝึกให้โรงเรียน–อสม.–สภาเด็กและเยาวชนเก็บตัวอย่างแบบ citizen science ภายใต้มาตรฐานวิชาการ แล้วป้อนข้อมูลสู่ฐานกลาง จะช่วยเพิ่มจุดข้อมูลและสร้างเจ้าของปัญหาที่แท้จริงในพื้นที่

เมื่อข้อมูลวิทยาศาสตร์ต้องแปลเป็น “ความอุ่นใจ”

คำว่า “เกินมาตรฐาน” หรือ “อยู่ในเกณฑ์” เป็นคำวิทยาศาสตร์ที่จำเป็น แต่ยังไม่พอสำหรับปลอบใจชุมชน—เพราะสิ่งที่ครัวเรือนต้องการคือ “ความอุ่นใจ” ว่าจะตักน้ำหุงข้าวได้อย่างปลอดภัย จะพาลูกลงเล่นน้ำหน้าบ้านได้โดยไม่ต้องกังวล สิ่งนี้เกิดขึ้นได้เมื่อการสื่อสารวิทยาศาสตร์เดินคู่กับมาตรการจับต้องได้ เช่น ป้ายแจ้งเตือนที่อ่านง่าย, เสียงตามสายของ อบต., อินโฟกราฟิกสั้นๆ ในไลน์กลุ่มหมู่บ้าน และการตอบคำถามสาธารณะอย่างสม่ำเสมอในวันที่ฝนมามากผิดปกติ

ในอีกฟากหนึ่ง ภาคธุรกิจและการท่องเที่ยว—ตั้งแต่ผู้ประกอบการล่องเรือ–โฮมสเตย์ ไปจนถึงร้านอาหารริมน้ำ—ควรเข้ามาเป็น “หุ้นส่วนสื่อสาร” ให้ข้อมูลตรงกับทางการ เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของเชียงรายในฐานะเมืองท่องเที่ยวธรรมชาติคุณภาพ เหตุเพราะ “ความจริง” ที่ตรวจได้วันนี้ อาจกลายเป็น “ความเชื่อ” ที่อยู่ยาวในใจนักท่องเที่ยวไปอีกนาน

 “เสี้ยวส่วนร้อย” ที่พลิกความเสี่ยง

  • เกณฑ์สารหนูในน้ำผิวดินไทย 0.01 มก./ล. แต่ค่าในแม่น้ำสายรอบล่าสุดอยู่ที่ 0.020–0.022 มก./ล. ซึ่งเป็นเพียง “เสี้ยวส่วนร้อย” ของกรัมต่อลิตร ทว่าในมิติสุขภาพ “เสี้ยวส่วนร้อย” นี้คือความต่างระหว่าง “ผ่านมาตรฐาน” กับ “ต้องเฝ้าระวังเข้มข้น”
  • แม่น้ำรวกทั้งสองจุดแตะ 0.011 มก./ล. แปลว่าขยับเหนือเส้นเกณฑ์เล็กน้อย แต่ถ้ารักษาระดับนี้ต่อเนื่องยาวนาน—โดยเฉพาะในพื้นที่สูบน้ำประปา—จะกลายเป็นความเสี่ยงเรื้อรังที่ต้องจัดการด้วยมาตรการเชิงวิศวกรรมและการบริหารน้ำดิบ
  • ขณะที่ “แม่น้ำกก” ผ่านมาตรฐานโลหะหนักในรอบล่าสุดทั้งหมด 15 จุด แต่ยังคง “สีและความขุ่น” สูง—เตือนว่า การจัดการตะกอนแขวนลอยและการสื่อสารความปลอดภัย ยังสำคัญแม้โลหะหนักไม่เกินเกณฑ์

ทางออกที่สมศักดิ์ศรีเมืองชายแดน โปร่งใส–เชื่อมโยง–เข้มแข็ง

เชียงรายคือประตูสู่ลุ่มน้ำโขงและจีนตอนใต้ การดูแล “แม่น้ำกก–สาย–รวก” ให้สะอาดและมีเสถียรภาพคือภารกิจที่เกินกว่าเรื่องสิ่งแวดล้อม—มันคือ ความมั่นคงของเมืองชายแดน ในมิติอาหาร น้ำดื่ม สุขภาพ และเศรษฐกิจฐานชุมชน

ภาพที่พึงประสงค์ไม่ใช่น้ำใสอย่างเดียว แต่คือ “ระบบที่โปร่งใส” ซึ่งตรวจได้–สื่อสารได้–รับผิดชอบได้ และ “ความร่วมมือที่เชื่อมโยง” ตั้งแต่ครัวเรือน–ท้องถิ่น–ส่วนกลาง–ชายแดนระหว่างประเทศ จนเกิด “ชุมชนเข้มแข็ง” ที่พร้อมรับมือฤดูฝนหน้า และฤดูน้ำหลากที่คาดเดาไม่ได้ยิ่งขึ้นในยุคสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง

วันนี้ เรามีข่าวดีครึ่งหนึ่ง—แม่น้ำกกไม่พบโลหะหนักเกินมาตรฐาน—แต่ก็มีสัญญาณเตือนอีกครึ่งหนึ่งจากแม่น้ำสายและรวกที่ยังเกินเกณฑ์ คำถามไม่ใช่ว่า “จะรอให้ธรรมชาติช่วยเจือจางอีกหรือไม่” แต่คือ “เราจะทำอะไรเพิ่มตั้งแต่วันนี้” เพื่อให้ครั้งที่ 11, 12 และทุกครั้งถัดไป—ตัวเลขยืนยันความปลอดภัยมากขึ้น และความอุ่นใจของคนเชียงรายมากขึ้นตามลำดับ

สรุปสาระสำคัญ

  • ผลตรวจล่าสุด (รอบ 10): แม่น้ำกก–ลำน้ำสาขา ไม่พบสารหนูเกินมาตรฐาน ขณะที่แม่น้ำสาย (0.020–0.022 มก./ล.) และแม่น้ำรวก (0.011 มก./ล.) ยังเกิน ต้องเฝ้าระวังเข้มข้น
  • เหตุปัจจัย: ฤดูฝน–พายุทำให้ปริมาณน้ำท่าสูง ช่วยเจือจาง แต่จุดใกล้แหล่งกำเนิดข้ามพรมแดนยังเกิน—จำเป็นต้องมีความร่วมมือไทย–เมียนมาในระดับนโยบายและวิชาการ
  • นโยบายในประเทศ: วุฒิสภาและจังหวัดระดมหน่วยงานหารือ ย้ำป้องกันผลกระทบสุขภาพและตั้งกลไกติดตามที่วัดผลได้
  • มาตรฐานอ้างอิง: ไทยกำหนดสารหนูในน้ำผิวดินไม่เกิน 0.01 มก./ล. สอดคล้องกับมาตรฐานสากลด้านความปลอดภัยของน้ำ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) 
  • Transborder News 
  • คณะกรรมาธิการวุฒิสภา 
  • ประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ 
  • U.S. EPA – ข้อมูลอ้างอิงสากลเรื่องค่ามาตรฐานสารหนูในน้ำดื่ม (0.010 มก./ล.) เพื่อเทียบเคียงหลักการคุ้มครองสุขภาพระยะยาว
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

แผนพัฒนาเวียงหนองหล่ม กรมชลฯ ยืนยันไม่กระทบสิ่งแวดล้อม พร้อมรับฟังชุมชน

กรมชลประทานชี้แจง “เวียงหนองหล่ม” ย้ำไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม—วางแผนแก้ขาดแคลนน้ำด้วยพื้นที่ 2 โซน อนุรักษ์–พัฒนา พร้อมรับฟังความเห็นชุมชน

เชียงราย, 18 กันยายน 2568 — กระแสวิพากษ์วิจารณ์บนสื่อสังคมออนไลน์กรณี “โครงการอนุรักษ์แบบกรมชลฯ คือการทำลายระบบนิเวศพื้นที่ลุ่มน้ำ” จุดประกายให้เกิดคำถามสำคัญต่อทิศทางการจัดการทรัพยากรน้ำของรัฐ โดยเฉพาะโครงการ พัฒนาแก้มลิงเวียงหนองหล่ม อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ซึ่งกำลังอยู่ในกระบวนการวางแผนพัฒนา ล่าสุด กรมชลประทาน (โครงการชลประทานเชียงราย) ออกแถลงชี้แจงย้ำเจตนารมณ์ว่า โครงการไม่ได้ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนหรือพื้นที่คุ้มครองตามกฎหมาย ไม่กระทบสิ่งแวดล้อมในลักษณะรุนแรง และได้กำหนด พื้นที่อนุรักษ์ กับ พื้นที่พัฒนาแหล่งน้ำ อย่างชัดเจนควบคู่การรับฟังความเห็นประชาชน

การชี้แจงครั้งนี้ไม่ใช่เพียง “ตอบโต้กระแส” หากแต่เป็นจุดเริ่มต้นของบทสนทนาสำคัญว่าด้วย สมดุลระหว่างการพัฒนาและการอนุรักษ์ บนพื้นที่ชุ่มน้ำขนาดใหญ่ราว 14,000 ไร่ ซึ่งมีทั้งความหมายทางนิเวศและความจำเป็นด้านปากท้องของชุมชน

จุดตั้งต้นของปัญหา หนองน้ำตื้นเขิน–กักเก็บน้ำไม่ได้

เวียงหนองหล่มเป็นแอ่งรับน้ำธรรมชาติ เดิมอุดมไปด้วยพืชน้ำและสัตว์น้ำพื้นถิ่น แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเกิด ตะกอนสะสมและวัชพืชปกคลุมหนาแน่น ทำให้ความสามารถในการเก็บกักน้ำถดถอย ส่งผลกระทบต่อ น้ำอุปโภคบริโภคและน้ำเพื่อการเกษตร ในพื้นที่รอบข้าง

สถานการณ์นี้ถูกสะท้อนผ่าน นายกเทศมนตรีตำบลจันจว้า และ ผู้นำชุมชน ที่รวบรวมข้อเท็จจริงและความเดือดร้อนไปยังหน่วยงานรัฐ กระทั่งวันที่ 18 พฤษภาคม 2564 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบ กรอบแผนพัฒนา–อนุรักษ์–ฟื้นฟูกว๊านพะเยาและเวียงหนองหล่ม และมอบหมายให้กรมชลประทานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนพัฒนาเชิงระบบเพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำให้ประชาชน

ใจความสำคัญ “ทำให้พื้นที่ชุ่มน้ำกลับมาทำหน้าที่กักเก็บ–ชะลอน้ำ และเป็นแหล่งน้ำดิบให้ชุมชน โดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมและวิถีชุมชนดั้งเดิม”

กรอบดำเนินงาน ศึกษาผลกระทบ–แบ่งโซน–รับฟังชุมชน

กรมชลประทานระบุว่า ก่อนกำหนดแนวทางพัฒนา ได้จัดทำ รายงานศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น (Reconnaissance Study Report) เพื่อตรวจสอบสถานภาพพื้นที่และความเสี่ยงเชิงนิเวศ ผลเบื้องต้นชี้ว่า พื้นที่โครงการไม่ทับซ้อนป่าสงวนแห่งชาติหรือพื้นที่คุ้มครองตามกฎหมาย และ “ไม่มีผลกระทบเชิงนิเวศในลักษณะรุนแรง” หากดำเนินการตามกรอบมาตรการที่กำหนด

เพื่อลดความกังวลและเพิ่มความโปร่งใส โครงการกำหนด 2 โซนหลัก ดังนี้

  1. โซนอนุรักษ์ – พื้นที่ที่ชุมชนร้องขอให้คงสภาพธรรมชาติ เช่น “ป่าโกงกางน้ำจืด” (Freshwater mangrove) ซึ่งเป็นถิ่นอาศัยของสัตว์น้ำ–นกน้ำ และพืชเฉพาะถิ่น โซนนี้จะ ไม่นำเครื่องจักรเข้าไปรบกวน และจะมีมาตรการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำ–ความหลากหลายชีวภาพอย่างสม่ำเสมอ
  2. โซนพัฒนาแหล่งน้ำ – พื้นที่ที่จะดำเนินการ ขุดลอกตะกอน จัดเก็บพื้นที่รับน้ำ สร้าง อาคารระบายน้ำ–ฝายทดน้ำ–ระบบส่งน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักและกระจายน้ำให้เพียงพอครัวเรือนและเกษตรกรรม โดยคำนึงถึงทางน้ำเดิม แก้มลิงตามธรรมชาติ และการเชื่อมโยงลุ่มน้ำสาขา

นอกจากการแบ่งโซน โครงการยังยืนยันว่ามี เวทีรับฟังความคิดเห็น จากประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่อีกหลายรอบ เพื่อเก็บข้อมูลประกอบการออกแบบในรายละเอียด—ตั้งแต่ระดับระดับน้ำที่เหมาะสม พื้นที่หลบอาศัยสัตว์น้ำ แปลงพืชอาหารของชุมชน ไปจนถึงตำแหน่งพื้นที่สาธารณะ

เวียงหนองหล่ม” ในสายตาชุมชน ความหวังเรื่องน้ำ กับความกังวลเรื่องธรรมชาติ

เมื่อสืบคำบอกเล่าในพื้นที่ พบสองอารมณ์ที่ดำเนินควบคู่กัน—ความหวัง ว่าชุมชนและเกษตรกรจะมีน้ำเพียงพอมากขึ้น ลดต้นทุนขุดบ่อและซื้อน้ำในหน้าแล้ง และ ความกังวล ว่าการก่อสร้างจะกระทบพื้นที่อาหารของสัตว์น้ำและนกน้ำที่ชาวบ้านคุ้นชิน

การออกแบบเชิง “อยู่ร่วม” จึงเป็นโจทย์กลางของกรมชลประทาน นั่นคือ การยอมรับว่าพื้นที่ชุ่มน้ำไม่ใช่แค่อ่างเก็บน้ำ แต่เป็น ระบบนิเวศ ที่ต้องรักษาจังหวะน้ำขึ้น–ลง เส้นทางอพยพของปลา และพืชน้ำที่ทำหน้าที่ ดูดซับสารอาหาร เพื่อคุณภาพน้ำที่ดี

มาตรการเบื้องต้นที่ถูกหยิบยกในการชี้แจง ได้แก่

  • คงพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญ เป็นเขตอนุรักษ์—งดงานก่อสร้าง–งดเรือเครื่อง–จำกัดการเข้าถึง
  • กำหนดระดับน้ำเชิงนิเวศ (Environmental Flow) ให้ใกล้เคียงสภาพธรรมชาติในฤดูกาลต่าง ๆ
  • ทำแนวกันชน (Buffer) รอบโซนอนุรักษ์ ลดการรบกวนของเสียง–ตะกอน–กิจกรรมท่องเที่ยว
  • ทำทางผ่านสัตว์น้ำ/ช่องเปิด ที่โครงสร้าง เพื่อรักษาการไหลเวียนและการขยายพันธุ์
  • เฝ้าระวังคุณภาพน้ำ–ชีวภาพ ก่อน–ระหว่าง–หลังดำเนินงาน พร้อมเผยแพร่ผลอย่างสม่ำเสมอ

ก้าวย่างนโยบาย จาก “น้ำพอเพียง” สู่ “น้ำอย่างยั่งยืน”

ความสำคัญของเวียงหนองหล่มไม่ได้อยู่แค่พื้นที่ 14,000 ไร่ แต่คือการเป็น ต้นแบบ การจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำของท้องถิ่นที่มีบทบาท “สองหน้าที่”—แก้มลิงรับน้ำ และ ระบบนิเวศอาหาร สำหรับชุมชน

หากการพัฒนาเดินตามกรอบ สองโซน อย่างมีวินัย ผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจ–สังคมที่คาดหวังคือ

  • ความมั่นคงน้ำชุมชน ลดความเสี่ยงน้ำแล้ง น้ำท่วมเฉียบพลัน เพิ่มความเชื่อมั่นการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง
  • ต้นทุนเกษตรลดลง เข้าถึงน้ำใกล้แปลง ลดค่าเครื่องสูบน้ำ–ค่าน้ำมัน และเพิ่มรอบปลูกที่เหมาะสม
  • ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ–เรียนรู้ หากโซนอนุรักษ์รักษาคุณค่าไว้ได้ พื้นที่ศึกษาธรรมชาติ นกน้ำ และพืชน้ำจะกลายเป็นฐานกิจกรรมของโรงเรียน–ชุมชน (โดยไม่รบกวนระบบนิเวศ)
  • ทุนสังคม–สิ่งแวดล้อม เมื่อคนในพื้นที่เห็นประโยชน์จากการรักษาพื้นที่ชุ่มน้ำ ก็มีแรงจูงใจร่วมดูแลในระยะยาว

อย่างไรก็ดี ความยั่งยืนจะเกิดขึ้นจริงได้ต่อเมื่อ การกำกับติดตาม เข้มแข็ง—ทั้งจากรัฐ นักวิชาการ และภาคประชาชน—และมี กลไกสื่อสารข้อมูล ที่ต่อเนื่อง โปร่งใส ตรวจสอบได้

วิเคราะห์เชิงนโยบาย คำตอบของ “สมดุล” อยู่ที่วินัยการปฏิบัติ

การชี้แจงของกรมชลประทานครั้งนี้ตอบโจทย์ หลักการ ได้พอสมควร—ยืนยันไม่อยู่ในเขตคุ้มครอง, ศึกษาผลกระทบเบื้องต้น, แบ่งโซนอนุรักษ์–พัฒนา, รับฟังชุมชน—แต่ ความท้าทาย ยังอยู่ที่ “การลงมือทำ” ที่ต้องรักษาวินัย 4 ประการ

  1. วินัยด้านนิเวศ – การยึดมั่นกรอบโซนอนุรักษ์อย่างเคร่งครัด ไม่ขยายงานก่อสร้างเข้าไปในพื้นที่เปราะบาง แม้ภายหลังจะเกิดแรงกดดันเรื่องประสิทธิภาพกักเก็บน้ำ
  2. วินัยด้านวิศวกรรม–ข้อมูล – ออกแบบระดับน้ำและทางไหลให้สอดคล้องฤดูกาล ขณะที่ เก็บข้อมูลชีวภาพ–คุณภาพน้ำ อย่างต่อเนื่องเพื่อปรับแผนตามหลักฐาน (adaptive management)
  3. วินัยด้านการมีส่วนร่วม – ตั้งคณะกรรมการพื้นที่ที่มี ตัวแทนชุมชน–องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น–นักวิชาการ ร่วมกำกับติดตาม พร้อม แพลตฟอร์มออนไลน์ ที่เผยแพร่ข้อมูลรายไตรมาสให้สาธารณะเข้าถึง
  4. วินัยด้านกฎหมาย–ธรรมาภิบาล – ทุกขั้นตอนต้องสอดคล้องกฎหมายสิ่งแวดล้อม–ผังเมือง–แหล่งน้ำ และเปิดเผยสัญญา–วงเงิน–ผู้รับจ้าง–ผลตรวจรับอย่างโปร่งใส เพื่อป้องกันข้อครหาในอนาคต

เมื่อทั้ง 4 วินัยถูกยึดถือจริง ความขัดแย้ง ระหว่างฝ่ายห่วงนิเวศกับฝ่ายห่วงน้ำกิน–น้ำใช้จะถูกคลี่คลายสู่ พื้นที่กลาง ที่จับต้องได้

เสียงสะท้อนที่ต้องฟัง คำถามเชิงสร้างสรรค์จากสังคม

กระแสในโลกออนไลน์ แม้บางส่วนจะตีความแรง แต่ก็สะท้อนความห่วงใยของสาธารณะต่อพื้นที่ชุ่มน้ำ โครงการเวียงหนองหล่มจึงควรรับ “คำถามสร้างสรรค์” เหล่านี้ไว้ประกอบการดำเนินงาน

  • จะวัดความสำเร็จอย่างไร นอกจากปริมาณกักเก็บน้ำ? ตัวชี้วัดด้านนิเวศ เช่น ชนิดสัตว์น้ำ–นกน้ำที่พบ, พื้นที่พืชน้ำสำคัญ, คุณภาพน้ำเฉลี่ยรายฤดู ควรถูกรายงานคู่กัน
  • กิจกรรมเศรษฐกิจบนพื้นที่ชุ่มน้ำ จะจัดระเบียบอย่างไรไม่ให้รุกล้ำโซนอนุรักษ์? เช่น การเพาะเลี้ยงปลาในกระชัง การท่องเที่ยวเรือถีบ
  • ภาวะน้ำแล้ง–ฝุ่นควัน ภาคเหนือจะถูกบูรณาการแผนอย่างไรกับโครงการนี้? เช่น การใช้พื้นที่ชุ่มน้ำเป็นแหล่งชะลอเถ้าฝุ่น/เพิ่มความชื้นในพื้นที่โดยรอบ
  • เยาวชน–โรงเรียน จะเข้าไปมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำ–ความหลากหลายชีวภาพได้อย่างไร เพื่อสร้างความเป็นเจ้าของร่วม

คำถามเหล่านี้หากได้รับคำตอบผ่าน เวทีสาธารณะ และ รายงานความคืบหน้าเป็นระยะ จะช่วยยกระดับความไว้วางใจ และทำให้โครงการเดินหน้าอย่างมีฉันทามติ

พูดให้ชัด โครงการนี้ “ไม่ใช่การถม–ปิด–ตัดขาดธรรมชาติ”

สารที่กรมชลประทานต้องการสื่อมีอยู่ 3 ประเด็น

  1. ไม่ใช่การปิดพื้นที่ชุ่มน้ำ แต่คือการ ปรับปรุงประสิทธิภาพกักเก็บ ในโซนที่เหมาะสม พร้อม คงพื้นที่อนุรักษ์ ตามที่ชุมชนร้องขอ
  2. ไม่ทับซ้อนป่าสงวน/พื้นที่คุ้มครอง และ ผ่านการศึกษาผลกระทบเบื้องต้น แล้ว
  3. มีกลไกรับฟังความคิดเห็น และจะเดินหน้าอย่างรอบคอบ หลักฐานตั้งต้นคือมติ ครม. ปี 2564 ที่กำหนดให้บูรณาการหน่วยงานหลายส่วน ทั้งการอนุรักษ์และการพัฒนา

ถ้อยแถลงนี้หากแปรเป็น “ภาคปฏิบัติ” อย่างซื่อสัตย์ โครงการเวียงหนองหล่มย่อมเป็นได้ทั้ง แหล่งน้ำหล่อเลี้ยงชุมชน และ ห้องเรียนธรรมชาติ ของเชียงราย

สมดุลที่ต้องทำให้เห็น—ไม่ใช่แค่พูดให้ฟัง

กรณีเวียงหนองหล่มสะท้อนโจทย์ร่วมของสังคมไทย—เราจะพัฒนาทรัพยากรน้ำอย่างไม่ทำลายธรรมชาติได้อย่างไร คำตอบจากเอกสารและเวทีชี้แจงวันนี้ คือ การจัดโซน–การศึกษาผลกระทบ–การมีส่วนร่วมของชุมชน แต่สิ่งที่จะชี้ชัดคือ การลงมือทำอย่างมีวินัยและโปร่งใส ในวันพรุ่งนี้

หากเชียงรายทำสำเร็จ เวียงหนองหล่มจะกลายเป็น ต้นแบบการจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำแบบ “สองโซน–สองคุณค่า” ที่ทั้งดูแลปากท้องและรักษาธรรมชาติ ขณะเดียวกันก็เป็นบทเรียนว่าความไว้วางใจสาธารณะเกิดขึ้นได้จาก ข้อมูลที่เปิดเผย–กลไกตรวจสอบ–และผลสัมฤทธิ์จริง เท่านั้น

“น้ำพอเพียงกับธรรมชาติสมบูรณ์—ไม่ใช่สิ่งที่จะต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่คือสองด้านของเหรียญเดียวกัน ที่ต้องขัดเกลาให้กลมกลืนด้วยข้อมูลและวินัย”

กล่องข้อมูลโครงการ (Key Facts)

  • ชื่อโครงกา โครงการพัฒนาแก้มลิงเวียงหนองหล่ม พร้อมอาคารประกอบ
  • ที่ตั้ง ตำบลจันจว้า อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย
  • ขนาดพื้นที่ ประมาณ 14,000 ไร่ (พื้นที่ชุ่มน้ำธรรมชาติเดิม)
  • ปัญหาหลัก ตื้นเขิน–วัชพืชหนาแน่น ทำให้กักเก็บน้ำไม่ได้เพียงพอ
  • มติ ครม. 18 พฤษภาคม 2564 เห็นชอบกรอบแผนพัฒนาอนุรักษ์–ฟื้นฟูกว๊านพะเยาและเวียงหนองหล่ม
  • กรอบดำเนินงาน ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น (Reconnaissance Study), แบ่ง โซนอนุรักษ์ และ โซนพัฒนาแหล่งน้ำ, รับฟังความคิดเห็นประชาชน
  • มาตรการหลัก ขุดลอกในโซนพัฒนา, ก่อสร้างอาคารระบายน้ำ–ฝายทดน้ำ–ระบบส่งน้ำ, จัดทำแนวกันชนและเฝ้าระวังคุณภาพน้ำ–ความหลากหลายชีวภาพ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมชลประทาน – โครงการชลประทานเชียงราย
  • มติคณะรัฐมนตรี วันที่ 18 พฤษภาคม 2564
  • เทศบาลตำบลจันจว้า และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

ป่าไทยลด 0.03% สัญญาณเตือนถึงเชียงรายและเศรษฐกิจสีเขียวทั้งภาคเหนือ

เชียงรายเปิดหน้าต่างเศรษฐกิจสีเขียว เมื่อ “ป่าลดลงเพียง 0.03%” สะเทือนโซ่อุปทานทั้งภาคเหนือ และส่งสัญญาณถึงทั้งประเทศ

เชียงราย, 17 กันยายน 2568 — เช้าวันฝนโปรยบาง ๆ ที่ดอยตุง นักท่องเที่ยวหยุดยืนมองทะเลหมอกในมุมเดิม แต่เรื่องเล่าที่เปลี่ยนไปคือสถิติ “พื้นที่ป่าไม้ประเทศไทยปี 2567” ซึ่งชี้ว่าประเทศมีพื้นที่ป่า คิดเป็น 31.46% ของแผ่นดิน หรือ ราว 101.78 ล้านไร่ ลดลงจากปีก่อน –0.03% (หรือ ประมาณ 32,884 ไร่). ตัวเลขเพียงเศษเสี้ยวเปอร์เซ็นต์อาจดูเล็กน้อยในข่าวรายวัน หากมองด้วยสายตาของเศรษฐกิจฐานทรัพยากร โดยเฉพาะเมืองชายขอบอย่าง เชียงราย ที่รายได้ท่องเที่ยว เกษตรบนพื้นที่สูง อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ตลอดจนคุณภาพน้ำต้นลำน้ำกก–อิง ล้วนผูกกับผืนป่า “ความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ” นี้กำลังทดสอบภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจของทั้งจังหวัดและภาคเหนือ

สถิติเชิงโครงสร้าง ทศวรรษที่ป่าเพิ่มไม่ทันป่าที่หายไป

ภาพรวม 10 ปี (พ.ศ. 2558–2567) ประเทศไทยมี “ป่าเพิ่ม” 331,951.68 ไร่ แต่ “ป่าลด” 832,080.72 ไร่ สะท้อนความจริงเชิงโครงสร้างว่า ความพยายามฟื้นฟูยังไล่ไม่ทันแรงกดดันจากการใช้ที่ดินและภัยเสี่ยงเดิม ๆ

เหตุผลของการ “เพิ่มขึ้น” มาจาก

  • การขยายตัวของป่าไม้ตามธรรมชาติ
  • การปลูกป่าเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
  • การปลูกป่าเพื่ออนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ

เหตุผลของการ “ลดลง” ได้แก่

  • การเปลี่ยนการใช้ประโยชน์ที่ดินจากป่าไปเป็นกิจกรรมอื่น
  • ไฟป่า ซึ่งยังเป็นความเสี่ยงเดิมที่กำเริบซ้ำ
  • โครงการพัฒนาที่ใช้พื้นที่ป่า ซึ่งแม้มีวัตถุประสงค์ทางเศรษฐกิจสังคม แต่กระทบ “ทุนธรรมชาติ” ต้นทาง

มุมมองเศรษฐกิจ กระดูกสันหลังรายได้

  1. ต้นทุน–ผลตอบแทนของผืนป่าต่อเศรษฐกิจเชียงราย
    เชียงรายเป็นหนึ่งในฐานเศรษฐกิจท่องเที่ยว–เกษตรคุณภาพของภาคเหนือ โครงข่ายแหล่งน้ำจากพื้นที่ป่าต้นน้ำหล่อเลี้ยงการปลูกชา–กาแฟ–ผลไม้เมืองหนาวและเกษตรอินทรีย์ที่กำลังโตในหุบเขา การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ชุมชนชาติพันธุ์ และเส้นทาง “ซิตี้วอล์กธรรมชาติ” กลายเป็นรายได้กระจายสู่โฮมสเตย์ รถรับจ้าง ร้านอาหารท้องถิ่น และหัตถกรรม. เมื่อป่าหายไปทีละน้อย โซ่อุปทานนี้เผชิญ ต้นทุนแฝง ทั้งความเสี่ยงน้ำหลาก–แล้งยาว คุณภาพอากาศช่วงฤดูร้อน และค่าใช้จ่ายดูแลสุขภาพนักท่องเที่ยวที่สูงขึ้น ซึ่งล้วน “กัดกำไร” แบบไม่ส่งเสียง
  2. ความเสี่ยงไฟป่ากับต้นทุนควัน
    แม้สถิติปีล่าสุดชี้ว่าประเทศลดลงสุทธิเล็กน้อย แต่ ภาคเหนือ โดยเฉพาะพื้นที่สูงยังแบกรับความเสี่ยงไฟป่าและหมอกควันทุกปี ต้นทุนธุรกิจท่องเที่ยวฤดูแล้ง–ร้อนของเชียงราย (ตั้งแต่ยกเลิกทริป ไปจนถึงประกันสุขภาพนักเดินทาง) แปรผันตาม “จำนวนวันคุณภาพอากาศดี” ซึ่งขึ้นกับความสามารถในการควบคุมไฟป่าและการจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่ป่าและพื้นที่กันชน
  3. โอกาสทางเศรษฐกิจจากป่า
    ในอีกด้าน ป่าที่ “คงอยู่และเพิ่มขึ้น” กำลังกลายเป็นสินทรัพย์เศรษฐกิจใหม่ ทั้ง อุตสาหกรรมท่องเที่ยวยั่งยืน (eco–experience), เกษตร–วนเกษตรมูลค่าสูง (ชา–กาแฟพืชพื้นถิ่น), แนวทาง การชำระค่าสบริการระบบนิเวศ (Payments for Ecosystem Services) และ ตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจ ที่เริ่มได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการท้องถิ่น. สำหรับเชียงราย เมืองที่แบรนด์ “อากาศดี–ธรรมชาติสวย–วัฒนธรรมเข้ม” คือห่วงโซ่มูลค่าหลัก การรักษาผืนป่าจึงไม่ใช่เรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว แต่คือ ยุทธศาสตร์สร้างรายได้.
  4. ความสามารถแข่งขันระดับจังหวัด
    ข้อมูลจังหวัดที่ “ป่าเพิ่มขึ้น” เช่น พะเยา น่าน แพร่ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และหลายจังหวัดภาคกลาง–ตะวันออก สะท้อนบทเรียนว่าการจัดการป่าแบบมีส่วนร่วมและการวางแผนใช้ที่ดินเชิงพื้นที่ช่วย “อุดรอยรั่ว” ได้จริง จังหวัดที่ทำสำเร็จสามารถต่อยอดสู่ เศรษฐกิจสีเขียว ตั้งแต่สินค้า GI–เชิงวัฒนธรรม ไปถึงท่องเที่ยวโลว์คาร์บอน. เชียงรายซึ่งตั้งอยู่ระหว่างโหนดท่องเที่ยวสำคัญ (ดอยตุง–แม่สาย–แม่ฟ้าหลวง–แม่จัน–แม่สาย) ยิ่งต้องเร่ง “เปลี่ยนความได้เปรียบด้านภูมิประเทศให้เป็นความได้เปรียบทางเศรษฐกิจ” ผ่านการรักษาผืนป่า

เชียงรายในสมการภาคเหนือ ที่ต้องชัด

แม้รายชื่อจังหวัดที่ “ป่าเพิ่ม” ปีล่าสุดจะไม่ได้ระบุ เชียงราย แต่บริบทของจังหวัดก็นั่งอยู่ใจกลางโจทย์ของภาคเหนือซึ่งยัง สูญเสียพื้นที่ป่ามากที่สุด โดยสรุปภาคเหนือมีพื้นที่ป่าคิดเป็น 63.19% ของทั้งภูมิภาค (ประมาณ 37.95 ล้านไร่) แต่ ลดลงถึง 29,883.91 ไร่ ในปี 2567 — ตัวเลขนี้คือสัญญาณเตือนตรงถึงเชียงรายว่า “ภูมิภาคที่เราอยู่กำลังเสียแต้ม”

สามเหตุผลที่เชียงรายต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ

  • แหล่งน้ำต้นทุนเศรษฐกิจ ลุ่มน้ำกก–อิง–โขงตอนบนรับน้ำจากป่าอนุรักษ์ในอำเภอแม่ฟ้าหลวง แม่สาย แม่จัน ไกลไปถึงแนวชายแดน หากพื้นที่ป่ากันชนบางลง ความเสถียรของน้ำเพื่อเกษตร–ท่องเที่ยว–อุตสาหกรรมอาหารเครื่องดื่มย่อมผันผวน
  • คุณภาพอากาศ = ความเชื่อมั่นท่องเที่ยว รีวิว–การตัดสินใจของนักท่องเที่ยวยุคใหม่ผูกกับดัชนีอากาศดี (AQI). เมืองที่ควบคุมไฟป่าและควันได้ จะกลายเป็น “เดสติเนชันหน้าร้อน” ของครอบครัว–นักกีฬา–นักเดินป่า ซึ่งใช้จ่ายสูงกว่าค่าเฉลี่ย
  • การเงินสีเขียวกำลังไหลสู่ท้องถิ่น โครงการปลูกป่า/ดูแลเชื้อเพลิง–คาร์บอนเครดิต–ธุรกิจท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ เริ่มมีสถาบันการเงิน–บริษัทรายใหญ่สนับสนุน. เชียงรายที่มีเครือข่ายชุมชนเข้มแข็งสามารถเป็น “พอร์ตโฟลิโอต้นแบบ” ดึงเงินลงทุนสีเขียวเข้าสู่หมู่บ้านหุบเขา

ทางปฏิบัติที่จับต้องได้สำหรับเชียงราย

  • จัด ผังใช้ที่ดินระดับตำบล–ลุ่มน้ำย่อย ที่กั้น “แนวกันชนชุมชน–ป่า” ชัดเจน และกำหนดโควตาเชื้อเพลิงเพลิงไฟ (fuel management) รายฤดูกาล
  • ยกระดับ วนเกษตรมูลค่าสูง (ชา–กาแฟ–แมคคาเดเมีย–ผลไม้เมืองหนาว) ควบคู่มาตรฐานสิ่งแวดล้อม เพื่อวางตำแหน่งราคาพรีเมียม
  • สร้าง เส้นทางท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ (city walk–ปั่นจักรยาน–เดินป่าเบา ๆ) เชื่อมพิพิธภัณฑ์ ศิลปะร่วมสมัย และวิถีชาติพันธุ์ โดยตั้งเป้าการใช้จ่ายต่อหัวเพิ่มผ่านแพ็กเกจประสบการณ์
  • พัฒนาระบบ ข้อมูลไฟป่า–เชื้อเพลิง แบบเรียลไทม์สำหรับผู้ประกอบการท่องเที่ยว/เกษตร เพื่อวางแผนฤดูกาล–กิจกรรม ลดความเสี่ยงยกเลิกการเดินทา

ภาพใหญ่ที่เชียงรายต้องร่วมขับเคลื่อน

ภาคเหนือระดับภูมิภาคปี 2567 มีสัญญาณผสม — ป่ามากในสัดส่วนพื้นที่ แต่ยัง ลดลงสุทธิ มากที่สุด. เมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น

  • ภาคตะวันตก มีป่า 58.82% ของพื้นที่ภูมิภาค และ ลดลง 12,448.71 ไร่
  • ภาคใต้ มีป่า 24.33%, ลดลง 5,224.55 ไร่
  • อีสาน มีป่า 14.89%, ลดลง 732.61 ไร่
  • ภาคตะวันออก มีป่า 21.84%, เพิ่มขึ้น 4,373.59 ไร่
  • ภาคกลาง มีป่า 21.57%, เพิ่มขึ้น 11,032.01 ไร่

บทเรียนของภาคกลาง–ตะวันออกคือ “การจัดการเชิงพื้นที่–สิทธิประโยชน์ทางเศรษฐกิจ” ทำให้ป่ากลับมาได้จริง ทั้งจากการฟื้นตัวธรรมชาติและการปลูกป่าเศรษฐกิจ–อนุรักษ์. ภาคเหนือสามารถยืมเครื่องมือเดียวกัน แต่ต้องเสริมด้วย นวัตกรรมจัดการเชื้อเพลิง–ไฟป่า และทางเลือกทำกินช่วงหน้าแล้ง เพื่อตัดวงจรไฟซ้ำซาก

สัญญาณต่างจังหวัด–บททดสอบมหานคร

ในระดับประเทศ จังหวัดที่ป่าเพิ่มขึ้น ครอบคลุมทั้งเหนือ–กลาง–อีสาน–ตะวันออก เช่น พะเยา น่าน แพร่ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ อุทัยธานี ชัยนาท ลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง นครปฐม ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา สระแก้ว ชลบุรี ระยอง ชุมพร สตูล หนองคาย บึงกาฬ ชัยภูมิ ขอนแก่น กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด นครราชสีมา บุรีรัมย์ และสุรินทร์ — แสดงให้เห็นว่าการเพิ่มพื้นที่ป่า “ทำได้ในหลายภูมิประเทศ” เมื่อมีเป้าหมายร่วมและเครื่องมือเหมาะสม

อย่างไรก็ตาม ประเทศยังมี สองจังหวัดที่ไม่พบพื้นที่ป่าเลย ได้แก่ นนทบุรี และ ปทุมธานี. นี่คือโจทย์ของมหานครที่ต้องสร้าง สมดุลระหว่างความหนาแน่นเมืองกับพื้นที่สีเขียวสาธารณะ–ป่าเมือง และเชื่อมโยงกับการลดความร้อนเกาะเมือง/คุณภาพอากาศ ซึ่งสุดท้ายสะท้อนกลับไปยังความสามารถดึงดูดนักลงทุน–แรงงานทักษะ

จากกราฟตัวเลขสู่เส้นทางออก

ตัวเลข –0.03% ในปีเดียว อาจไม่ทำให้ระบบเศรษฐกิจล้มครืน แต่ “ทิศทาง 10 ปีที่ป่าลดยังมากกว่าเพิ่ม” คือสัญญาณว่าประเทศต้อง เปลี่ยนเกียร์. สำหรับเชียงราย ปมที่ต้องคลี่คือ “จะเปลี่ยนข้อได้เปรียบจากภูมิประเทศ ให้เป็น ข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน แบบยั่งยืนได้อย่างไร”

แนวทางเชิงยุทธศาสตร์ที่สามารถเดินได้ทันที

  1. วางแผนเศรษฐกิจบนฐานลุ่มน้ำ กำหนดโซนนิ่งกิจกรรมเศรษฐกิจ (เกษตร–ท่องเที่ยว–บริการ) พิงความสามารถของป่าต้นน้ำและอุทกวิทยา แทนการวางแผนตามเส้นแบ่งเขตการปกครอง
  2. ทำข้อตกลง “บริการระบบนิเวศ” ระหว่างเมือง–ดอย ผู้ประกอบการในเมืองร่วมจ่ายค่าดูแลป่า–เชื้อเพลิงผ่านกลไกกองทุนหรือเครดิต เพื่อแลกกับน้ำสะอาด–อากาศดีและแบรนด์เมืองสีเขียว
  3. เร่งมาตรฐานท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ โรงแรม–ทัวร์–คาเฟ่วิวป่าตั้ง KPI ด้านการจัดการขยะ พลังงานหมุนเวียน และการชดเชยคาร์บอน เชื่อมสินค้า GI–วัฒนธรรมชาติพันธุ์
  4. ยกระดับวนเกษตรเป็นอุตสาหกรรมภูมิภาค เชื่อมโซ่อุปทานชา–กาแฟ–ผลไม้เมืองหนาวกับโรงคั่ว–โรงแปรรูป–โลจิสติกส์เย็น เพื่อดันมูลค่าเพิ่มและลดแรงกดดันบุกรุกป่า
  5. ข้อมูลเปิด–แจ้งเตือนไฟป่าแบบใกล้ชิดธุรกิจ ตั้ง “แดชบอร์ดจังหวัด” ให้ผู้ประกอบการวางแผนกิจกรรม–กำลังคน และสื่อสารนักท่องเที่ยวแบบเรียลไทม์

เมื่อ “ป่ากลายเป็นทุน” เศรษฐกิจเชียงราย–ภาคเหนือ–ประเทศไทยจะปิดวงจรดีขึ้น ป่าสมบูรณ์→น้ำ–อากาศดี→ท่องเที่ยว–เกษตรคุณภาพ→รายได้ชุมชน–งบดูแลป่า→ป่ากลับมา. นี่คือสมการที่สร้าง ความมั่งคง–มั่งคั่ง–ยั่งยืน ได้พร้อมกัน

กล่องตัวเลขชวนคิด

  • พื้นที่ป่าประเทศไทย ปี 2567: 31.46% ของประเทศ หรือ ประมาณ 101,785,271.58 ไร่
  • การเปลี่ยนแปลงจากปี 2566: –0.03% (–32,884.18 ไร่)
  • สะสม 10 ปี (2558–2567): ป่า เพิ่ม 331,951.68 ไร่, ป่า ลด 832,080.72 ไร่
  • ภาคเหนือ: ป่า 63.19%, ลด 29,883.91 ไร่ (มากสุด)
  • ภาคกลาง: ป่า 21.57%, เพิ่ม 11,032.01 ไร่ (เพิ่มมากสุด)
  • จังหวัดไร้ป่า: นนทบุรี, ปทุมธานี

“ป่าลดลงเพียง –0.03%” อาจถูกเลื่อนผ่านสายตาในวันยุ่ง ๆ แต่สำหรับเชียงรายที่ยืนอยู่บนหัวใจของเศรษฐกิจสีเขียวภาคเหนือ มันคือคำถามใหญ่ของ รายได้และความน่าอยู่ ในอนาคตอันใกล้. ตัวเลขทศนิยมสองตำแหน่งกำลังบอกเราว่า ถึงเวลาต้องเลิกมองป่าเป็น “ฉากหลังท่องเที่ยว” แล้วเริ่มมองเป็น “สินทรัพย์ทางเศรษฐกิจที่ต้องบริหารแบบมืออาชีพ” — หากทำได้ เมืองปลายทางอย่างเชียงรายจะไม่เพียงรอดจากฤดูหมอกควัน แต่จะกลายเป็น ต้นแบบมหานครสีเขียวของภูมิภาค ที่ทำให้ “ธรรมชาติ” สร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างความภูมิใจให้คนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม: ข้อมูลสัดส่วนและพื้นที่ป่าไม้ปี 2567, การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าไม้ 10 ปี, สถิติรายภูมิภาคและรายจังหวัด
  • มูลนิธิสืบนาคะเสถียร: รายงานสถานการณ์ป่าไม้และสิ่งแวดล้อมไทยปี 2567 และข้อมูลเชิงวิเคราะห์ด้านภัยคุกคาม–ไฟป่า
  • กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช: ข้อมูลเขตป่าอนุรักษ์ ภัยไฟป่า และมาตรการจัดการเชื้อเพลิง
  • สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.): กรอบนโยบายการพัฒนาคาร์บอนต่ำและบริการระบบนิเวศ
  • องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.): แนวทางท่องเที่ยวเชิงนิเวศ–คาร์บอนต่ำที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ภาคเหนือ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

“เวียงหนองหล่ม” รอยต่อความมั่นคงน้ำกับความทรงจำชุมชน แผน 3.88 พันล้าน

เวียงหนองหล่ม “พรุทุ่งหญ้า” รอยต่อความมั่นคงน้ำกับความทรงจำของชุมชน เมื่อแผน 3.88 พันล้าน ปะทะเสียงนกอพยพและระฆังปางควาย

เชียงราย, 11 กันยายน 2568— ยามเช้าที่เวียงหนองหล่ม หมอกบางคลี่คลุมแนวหญ้ากก ดวงตากลมของนกแสกทุ่งหญ้าเฝ้ามองผืนน้ำตื้นที่ครั้งหนึ่งเคยพรั่งพร้อมด้วยลูกปลา ปูนา และแมลงน้ำ—โซ่อาหารที่เลี้ยงทั้งนกอพยพและคนท้องถิ่นมาหลายชั่วคน แต่วันนี้ภาพจำดั้งเดิมกำลังไหวกระเพื่อม ท่ามกลางคันดินใหม่และเรือขุดที่ขะมักเขม้นตาม “แผนแม่บทพัฒนา-ฟื้นฟูเวียงหนองหล่ม” งบประมาณรวม 3,880.85 ล้านบาท ซึ่งเพิ่งเดินหน้าต่อเนื่องในช่วงสองปีที่ผ่านมา ภายใต้ความตั้งใจ “แก้แล้ง-ลดท่วม” และเพิ่มศักยภาพกักเก็บน้ำให้พอกับความต้องการการเกษตรและชุมชนโดยรอบกว่า 10,000 ครัวเรือน/11,000 ไร่ ตามกรอบงาน 65 โครงการย่อย ของภาครัฐ

โหนดเรื่อง (Nut graf) พื้นที่ชุ่มน้ำ “สำคัญระดับชาติ” ที่ยืนอยู่กลางสมการยาก

เวียงหนองหล่มตั้งอยู่ในแอ่งเชียงแสน คร่อมอำเภอแม่จัน–เชียงแสน จังหวัดเชียงราย ครอบคลุมพื้นที่ราว 14,000–14,457 ไร่ ได้รับมติคณะรัฐมนตรี (1 ส.ค. 2543) ให้เป็น “พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับชาติ” (Nationally Important Wetland) ด้วยคุณค่าด้านนิเวศและวัฒนธรรม—แหล่งอาศัยของนกอพยพ และฐานทรัพยากรอาหารของชุมชนพื้นที่ต่ำเหนือสุดของประเทศ

ในเชิงนโยบายระหว่างประเทศ เวียงหนองหล่มไม่ได้ถูกขึ้นทะเบียนเป็น “แรมซาร์ไซต์” โดยตรง แต่ตั้งอยู่ในแอ่งเดียวกับ หนองบงคาย (Chiang Saen Lake) เขตห้ามล่าสัตว์ป่าที่เป็น Ramsar Site ลำดับที่ 1101 (5 ก.ค. 2544) ซึ่งยืนยันสถานะ “หัวใจความหลากหลายชีวภาพ” ของทั้งลุ่มน้ำเชียงแสน ดังนั้น แม้สถานะกฎหมายต่างกัน คุณค่าทางนิเวศ “เชื่อมถึงกัน” ทั้งระบบ และเป็นเหตุผลว่าทำไมแผนใดๆ ต่อเวียงหนองหล่มจึงต้องเทียบชั้นมาตรฐานอนุรักษ์สากลอย่างระมัดระวัง

ไทม์ไลน์บนพรุ จาก “มติ-แผน” สู่ “เครื่องจักร-คันดิน”

  • 30 ต.ค. 2562: รัฐบาลเห็นชอบให้เร่งพัฒนาเวียงหนองหล่ม บูรณาการหลายหน่วยงาน ภายใต้มาตรการแก้น้ำท่วม-แล้งของลุ่มน้ำกก–โขงตอนบน
  • 2564–2568: คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) รับรอง แผนแม่บท 65 โครงการ วงเงินรวม 3,880.85 ล้านบาท (หลายช่วงสัญญา) เน้นงานดิน โครงสร้างระบายน้ำ ปรับปรุงลำน้ำ และยกระดับการจัดการน้ำในพื้นที่ชุ่มน้ำ
  • ปลายปี 2565–2567: กรมชลประทานแจงเป้าหมาย “เพิ่มความจุกักเก็บจาก 8 เป็น 20 ล้าน ลบ.ม.” เพื่อรองรับเมือง–เกษตร–ภัยพิบัติ รวมถึงเชื่อมแผนท่องเที่ยว-อนุรักษ์ในบางโซน (หอชมนก/เส้นทางเรียนรู้) ควบคู่ “กิจการพลเมืองน้ำ” ในพื้นที่ริมหนอง
เป็นพื้นที่เลี้ยงควายที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย โดยชาวเวียงหนองหล่มแต่ละชุมชนรวมตัวจัดตั้งเป็น “ปางควาย” รวมแล้วมีกว่า 100 ปาง แต่ละปางมีควาย 450-490 ตัว จึงถูกยกให้เป็นพื้นที่อนุรักษ์ควาย การเลี้ยงควายที่นี่เป็นการเลี้ยงตามธรรมชาติ และทำประมงของเกษตรกรที่หาอยู่หากินในพื้นที่มาหลายร้อยปี โดย : Save Gurney Pitta

ฝั่งรัฐชี้ว่า ความเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศทำให้ฝนสวิง น้ำหลากเร็ว แล้งยาวนาน แหล่งเก็บน้ำกระจุกตัวแบบเดิม “ไม่พอ” การขุดลอก-เปิดทางน้ำและสร้างคันดิน “จำเป็น” เพื่อสะสมฝนหลวงและน้ำหลากเข้าพื้นที่ชุ่มน้ำแก้มลิง ก่อนปล่อยกลับให้ชุมชนยามแล้ง รวมทั้งลดน้ำท่วมพื้นที่ลุ่มทางทิศใต้ของหนอง

เมื่อ “ทุ่งหญ้า-ผืนน้ำตื้น” ถูกแทนที่ด้วย “อ่างลึก-คันดินสูง”

ขณะที่เครื่องจักรก้าวหน้าตามแผน เสียงคัดค้านจากชุมชน “ปางควาย” และกลุ่มชาวประมง–หาของป่าเริ่มดังขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2566–2568 ด้วยข้อกังวลหลัก 3 ประการ

  1. ความลึก-คันดิน: แกนนำชุมชนระบุว่า “สิ่งที่ทำจริงลึกเกินตกลง” กระทบพฤติกรรมสัตว์น้ำ–หญ้าน้ำ–การลงกินน้ำของควาย มีจุดที่คันดินสูงจน “ควายลงน้ำไม่ได้” และ “ปิดทับทางน้ำเดิมบางแขนง” ข้อกล่าวหานี้ปรากฏในรายงานภาคสนามและคลิปเสียงสะท้อนสื่อหลายเจ้า—เป็นปมที่หน่วยงานต้องเคลียร์ “ตัวเลข-แบบก่อสร้าง-EIA/IEE ที่อัปเดตล่าสุด” ให้สาธารณะเข้าใจ ตรงกันทุกฝ่าย
  2. วิถี “ปางควาย”: เวียงหนองหล่มคือศูนย์รวมปางควายมากกว่า “2,000 ตัว” (ข้อมูลปี 2566–2567) เลี้ยงแบบเปิดในทุ่งหญ้า–หนองตื้น เมื่อภูมิทัศน์เปลี่ยนเป็นอ่างลึกและคันดินยาว วิถีเลี้ยง-หญ้าอาหาร-จุดลงน้ำจืดถูกบีบตัว ชาวบ้านห่วง “ต้นทุนอาหารเพิ่ม–สุขภาพฝูงแย่ลง” และ “เอกลักษณ์ปางควายล้านนา” ที่สร้างรายได้ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาจค่อยๆ หายไป
  3. แหล่งหากินนกอพยพ–นกหายาก: Eastern Grass Owl (นกแสกทุ่งหญ้า) เคยถูกบันทึกในเขตเชียงราย–เชียงแสน รวมถึงภาพถ่ายภาคสนามของนักดูนกบริเวณหนองหล่ม/ปริมณฑล หาก “น้ำลึก-กระแสลมเปลี่ยน–กอหญ้าหาย” จะซ้ำเติมการลดลงของพื้นที่ทำรัง-หากินของนกในสกุลทุ่ง–กก–อ้อ ขณะเดียวกันบรรดาเหยี่ยวทุ่ง (Eastern Marsh / Pied Harrier) ที่เคยรวมหลับนอนฤดูหนาวก็ต้องการทุ่งกว้างน้ำตื้นเป็นฐานหาอาหาร—ปรากฏการณ์ที่หลายกลุ่มอนุรักษ์กลัวว่าจะ “ซบเซา” หากภูมิทัศน์เปลี่ยนเร็วเกินไป

ฝั่งรัฐ–หน่วยงาน ยืนยันวัตถุประสงค์ “เพิ่มความมั่นคงน้ำ” และอ้าง “ช่วยชุมชน”

กรมชลประทานและหน่วยงานท้องถิ่นชี้ว่า โครงการทั้งหมดถูกออกแบบ “เพื่อชุมชน” ลดท่วม–เพิ่มน้ำ โดยระบุประโยชน์ 3 ระดับ: (1) เกษตรมีน้ำต้นทุนตลอดปี, (2) เมือง–ชุมชนปลอดภัยมากขึ้นจากน้ำหลากฉับพลัน, (3) เกิดโครงสร้างพื้นฐานรองรับกิจกรรมเศรษฐกิจ–ท่องเที่ยวเชิงนิเวศในพื้นที่ที่เหมาะสม พร้อมยืนยันว่าการก่อสร้างหลายช่วง “พยายามคงสมดุลนิเวศ” และ “มีการหารือชุมชน” อย่างต่อเนื่อง โดยมีภาพข่าวและคำชี้แจงทางการหลายครั้งตั้งแต่ปลายปี 2565 ถึงกลางปี 2567 สนับสนุนจุดยืนดังกล่าว

อย่างไรก็ดี องค์กรอนุรักษ์อย่าง มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ออกแถลงการณ์เรียกร้อง “ทบทวนรูปแบบงานดิน” และ “จัดสรรโซนนิเวศเฉพาะ (Ecological Zoning)” ที่คุ้มครอง ทุ่งน้ำตื้น-กอหญ้า ให้พอสำหรับนก–ควาย–ปลาน้ำจืด และทำระบบติดตามผลกระทบทางนิเวศ (Ecological Monitoring) อย่างเปิดเผย ซึ่งสะท้อนว่ากระบวนการมีส่วนร่วมและการกำกับดูแลยัง “มีช่องว่าง” ที่รัฐต้องเร่งอุด

“เวียงหนองหล่ม” ถือเป็นหมุดหมายสำคัญสำหรับนักดูนกทั่วโลกด้วยเช่นกัน ด้วยเพราะเป็นแหล่งทำรังวางไข่สำคัญของนกแสกทุ่งหญ้า Eastern Grass Owl นกประจำถิ่นที่หาได้ยากมากของไทย และมีสถานะใกล้การสูญพันธุ์ Endangered (EN) ส่วนในฤดูหนาวก็เป็นแหล่งรวมตัวกันนอนของนกอพยพ เช่น เหยี่ยวทุ่งพันธุ์เอเชียตะวันออก Eastern Marsh Harrier และ เหยี่ยวด่างดำขาว Pied Harrier จำนวนนับร้อยตัวติดต่อกันมานานนับสิบปี รวมถึงเหยี่ยวทุ่งพันธุ์ยูเรเซีย Western Marsh Harrier อีกด้วย ที่ช่วยกำจัดหนูนา, แมลงศัตรูพืชให้เกษตรกร ได้ประหยัดการใช้ยาฆ่าศัตรูพืชไปหลายร้อยล้านบาททุกปี โดย : Save Gurney Pitta

 “เวียงหนองหล่ม” กับมาตรฐานพื้นที่ชุ่มน้ำ—เรากำลังรักษาอะไร?

ด้วยสถานะ “พื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญระดับชาติ” (ตามมติ ครม. 2543) เวียงหนองหล่มมีคุณค่าหลักคือ ภูมิทัศน์น้ำตื้น–ทุ่งหญ้า–พืชน้ำ ที่รองรับความหลากหลายชีวภาพและวิถีหากินแบบดั้งเดิม การพัฒนาแบบ “อ่างเก็บน้ำลึก–คันดินสูง–เขื่อนดินยาว” จึงต้องอธิบายให้สังคมเห็น “เหตุผลเชิงนิเวศ” ว่าจะยังรักษาองค์ประกอบเหล่านี้ไว้ได้อย่างไร มิฉะนั้น “เราจะรักษาแต่ชื่อ แต่สูญเสียเนื้อแท้” ของพื้นที่ชุ่มน้ำไปทีละน้อย

 “น้ำของใคร—ประโยชน์ของใคร” และภาระตรวจสอบแบบมีส่วนร่วม

อีกปมคือธรรมาภิบาลน้ำ แผนแม่บท 65 โครงการย่อย ในระยะหลายปี ย่อม “ซับซ้อน–กระจายสัญญา” การเปิดเผยข้อมูลแบบอ่านง่าย (ดัชนีงานดิน–ความลึก–แนวคันดิน–ตารางน้ำเข้า-ออก–ตัวชี้วัดนิเวศ) จะทำให้ประชาชนร่วมตรวจสอบได้จริง ลดอคติและข่าวลือ ตัวอย่างการสื่อสารข้อมูลเชิงระบบของหน่วยงานกลาง (กนช./กรมชลประทาน) ในช่วงปลายปี 2565 ที่เคยแถลงชุดใหญ่ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่เมื่อ “งานภาคสนาม” เดินไปไกลกว่า “เอกสาร” ข้อมูลก็ต้อง “ตามทันพื้นที่” อย่างสม่ำเสมอ เพื่อไม่ให้ความไม่ไว้วางใจลุกลามเป็นความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง

เสียงจากพื้นที่ (Key voices) และสถิติที่ชวนคิด

  • 2,000+ ตัว: ประมาณการฝูงควายในโซนแม่จัน–เวียงหนองหล่มที่ได้รับผลกระทบตามข่าวโทรทัศน์ช่วงกลางปี 2566 สะท้อนให้เห็น “ต้นทุนดูแลฝูง” ที่จะเพิ่มขึ้น เมื่อภูมิทัศน์เปลี่ยนจากทุ่ง–หนองตื้น สู่โครงสร้างน้ำลึก–คันดินสูง โดยเฉพาะฤดูแล้งที่หญ้าธรรมชาติขาดตอน
  • นกแสกทุ่งหญ้า (Eastern Grass Owl) และ เหยี่ยวทุ่ง (Eastern Marsh / Pied Harrier) เป็น “ดัชนีชีวภาพ” ของทุ่งชุ่มน้ำ เมื่อพื้นที่กอหญ้า–น้ำตื้นลดลง โอกาสกลับมารวมฝูงในฤดูหนาวย่อมลดลงตามไปด้วย—ประเด็นที่ชมรมดูนกและนักวิทยาศาสตร์พลเมืองติดตามต่อเนื่องในภาคเหนือ
  • 20 ล้าน ลบ.ม.: เป้าหมายความจุอ่างตามแผนรัฐ ช่วยลดเสี่ยงน้ำแล้ง–หลาก แต่คำถามคือ “จะทำอย่างไรให้ 1 ลบ.ม. ของน้ำใหม่” ไม่แลกมาด้วย “1 หน่วยบริการนิเวศ” (การหากินของปลา–นก–ควาย) ที่หายไป—ซึ่งต้องแก้ด้วย “การออกแบบพื้นที่ชุ่มน้ำเชิงนิเวศ (Ecohydrology)” มากกว่า “ขุดลอกอย่างเดียว”
ที่นอนของนกเหยี่ยวทุ่งในเวลากลางคืน ซึ่งจะรวมตัวกันนอนพร้อมกันหลายร้อยตัว พอตอนเช้ามืดก็จะบินออกไปหาอาหาร ทิ้งไว้แต่โพรงในทุ่งหญ้าเช่นนี้ ซึ่งลักษณะพื้นที่ปลอดภัยสำหรับนกเช่นที่หนองหล่ม แทบไม่เหลือแล้วในประเทศไทย โดย : Save Gurney Pitta

โรดแมปสามชั้น “หยุดคิด–ปรับแบบ–ร่วมบริหาร”

  1. หยุดคิดก่อนทำ (Pause & Verify): หยุดช่วงงานที่มีข้อร้องเรียนสูง (ความลึก–แนวคันดิน) เพื่อตรวจแบบจริง-ก่อสร้างจริง โดยเปิดพื้นที่สาธารณะร่วมตรวจ (ชุมชน-นักวิชาการ-สื่อ) พร้อมติดตั้ง “ไม้บรรทัดน้ำ/ไลดาร์ฉากตัด” แสดงระดับงานแบบเรียลไทม์ให้ประชาชนดูได้ (Dashboard)
  2. ปรับแบบ (Redesign for Ecology): กำหนด “โซนคุ้มครองนิเวศ” อย่างเป็นทางการ—ไม่น้อยกว่า X% ของพื้นที่ต้องรักษาน้ำตื้น/กอหญ้า, ทำ “ลาดลงน้ำสำหรับควาย” ทุกระยะ Y เมตร, เจาะ “คอขวดปลา” ให้ปลาอพยพได้, ปลูกพืชกก-อ้อฟื้นฟูแนวกันชน และกำหนด “กรอบน้ำขึ้น-ลงรายฤดู” ให้คงเสถียรภาพต่อแหล่งอาหารนก
  3. ร่วมบริหาร (Co-management): ตั้ง “คณะกรรมการพื้นที่ชุ่มน้ำเวียงหนองหล่ม” รวม อปท.–กรมชลฯ–กนช.–ชุมชน–นักวิชาการ–ภาคธุรกิจ–กลุ่มดูนก เพื่อร่วมวางแผนเขตใช้ประโยชน์–เขตอนุรักษ์, งบเยียวยาปางควาย–ชาวประมง, และแผนท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่แบ่งปันรายได้กลับสู่การดูแลพื้นที่

แนวทางนี้ไม่ขัดกับ “เป้าหมายน้ำ” แต่จะยกระดับโครงการจาก “โครงสร้างวิศวกรรม” สู่ “ภูมิทัศน์น้ำที่มีชีวิต” รองรับทั้งน้ำ–นก–ปลา–ควาย–คน และที่สำคัญ—ลดความขัดแย้ง ด้วยการให้สิทธิข้อมูลและอำนาจตัดสินใจร่วมแก่ผู้มีส่วนได้เสีย

มองจากไกล แต่ไม่ไกลเกินใจ ทำไมเวียงหนองหล่มจึงเป็น “เรื่องใหญ่ของสังคมไทย”

เวียงหนองหล่มคือบททดสอบสำคัญของการพัฒนา “พื้นที่ชุ่มน้ำ” ในศตวรรษที่เผชิญทั้งวิกฤตอากาศและวิกฤตความไว้วางใจ หากพัฒนาได้สมดุล เราจะได้ “แบบเรียน” ที่ยืนยันว่าไทยสามารถ “สร้างความมั่นคงน้ำ” โดยไม่ทำลาย “บริการนิเวศ” และ “ความทรงจำของชุมชน” แต่หากสะดุด เราอาจสูญทั้งทุนธรรมชาติและทุนสังคมไปพร้อมกัน

บทสรุปของข่าวนี้จึงไม่ใช่การชี้นิ้ว หากคือการวางโจทย์สาธารณะร่วมกัน: น้ำเพื่อใคร–โดยใคร–อย่างไร และคำตอบที่ยั่งยืนที่สุดย่อมเกิดจาก ข้อมูลโปร่งใส–วิทยาศาสตร์เข้มแข็ง–และการมีส่วนร่วมจริง ของคนที่อยู่กับหนองหล่มมานานกว่าร้อยปี

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมชลประทาน
  • คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) / กรุงเทพธุรกิจ
  • ONEP/CHM–Thailand
  • Ch3Plus
  • Workpoint Today / The Lanner
  • มูลนิธิสืบนาคะเสถียร
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
ENVIRONMENT

ภูเขาน้ำแข็ง A23a สลายตัว สัญญาณเตือนจากขั้วโลกถึงวิกฤตโลกร้อน

สัญญาณเตือนจากขั้วโลก “A23a” ยักษ์น้ำแข็งที่กำลังสลายตัว—เงื่อนปมภูมิอากาศโลกร้อนและบทเรียนเชิงระบบจากแอนตาร์กติกา

  • ข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้: A23a เป็นภูเขาน้ำแข็งขนาดมหึมาที่แยกตัวจากแนวน้ำแข็ง Filchner–Ronne เมื่อปี 1986 จมติดอยู่กับพื้นทะเลเวดเดลนานหลายทศวรรษ ก่อนหลุดลอยและเริ่ม “เดินทาง” ตามกระแสน้ำในช่วงปี 2023–2024 มุ่งสู่เส้นทาง “Iceberg Alley” ผ่านเกาะเซาท์จอร์เจีย และมีแนวโน้มแตกตัว/หดตัวอย่างต่อเนื่องในปี 2025 ตามภาพถ่ายดาวเทียมและรายงานของหน่วยงานวิทยาศาสตร์ชั้นนำ (BAS, NASA)
  • สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์เห็นร่วมกัน: การแยกตัวและสลายตัวของภูเขาน้ำแข็งเป็น “ธรรมชาติ” ของขั้วโลก แต่ อัตรา/ความถี่ ของปรากฏการณ์น้ำแข็งขนาดใหญ่ที่หลุดและละลายเร็วขึ้นสัมพันธ์กับภาวะโลกร้อน โดยเฉพาะ “มหาสมุทรที่อุ่นขึ้น” ซึ่งกัดเซาะฐานแนวน้ำแข็ง (ice shelves) และทำให้ระบบเปราะบางยิ่งขึ้น
  • แกนวิทยาศาสตร์ที่ต้องเข้าใจ: การละลายของ “แนวน้ำแข็งที่ลอยน้ำ” ไม่ยกน้ำทะเลขึ้นโดยตรง แต่แนวน้ำแข็งทำหน้าที่ หนุน-พยุง” (buttress) ธารน้ำแข็งบนแผ่นดิน หากแนวน้ำแข็งแตก/หายไป ธารน้ำแข็งบนบกจะไหลลงทะเลเร็วขึ้นและ ทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นทางอ้อม ซึ่งคือจุดเชื่อมโยงจากภูเขาน้ำแข็งสู่ความเสี่ยงชายฝั่งโลก
  • สิ่งที่ยังต้องติดตาม: ผลกระทบต่อเคมี/อุณหภูมิ/ความเค็มของน้ำและห่วงโซ่อาหารทะเลแอตแลนติกใต้ เมื่อยักษ์น้ำแข็งปล่อย “น้ำจืดเย็น” ปริมาณมหาศาลลงสู่ทะเลในเวลาสั้น ๆ และการตอบสนองของสภาพอากาศท้องถิ่นรอบเกาะเซาท์จอร์เจีย—หัวเรื่องที่ทีมเรือสำรวจของ BAS ลงพื้นที่เก็บข้อมูลอยู่ในช่วงปี 2024–2025

ปลายทางของ “ยักษ์น้ำแข็ง” และจิ๊กซอว์ภูมิอากาศโลก

ทวีปแอนตาร์กติกา, 11 กันยายน 2568 – ยามที่ลมขั้วโลกพัดปะทะคลื่นแอตแลนติกใต้ แผ่นน้ำแข็งสีขาวนวลขนาดใหญ่เท่ามหานครค่อย ๆ แยกตัวเป็นริ้วเล็ก ราวกับเรือไม้โบราณที่ชะลอคอนเสิร์ตสุดท้ายก่อนลาจาก—นั่นคือภาพปิดฉากของ A23a หนึ่งในภูเขาน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยติดตาม บันทึกชีวิตของมันเริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 1986 เมื่อหลุดจากแนวน้ำแข็ง Filchner–Ronne แล้วจมติดพื้นทะเลเวดเดลอยู่นานกว่า 30 ปี กระทั่งหลุดลอยออกสู่กระแสน้ำอันเชี่ยวกรากรอบแอนตาร์กติกาในทศวรรษที่ผ่านมา และทยอย “ผอมลง” อย่างเห็นได้ชัดเมื่อเคลื่อนผ่านเกาะเซาท์จอร์เจีย—ประตูสู่คอคอดน้ำแข็งชื่อ Iceberg Alley เส้นทางสุดท้ายก่อนแตกสลายเป็นเศษเสี้ยวที่ระบบติดตามดาวเทียมเริ่มนับยากขึ้นทุกที

เส้นทางชีวิต A23a จากยักษ์ติดก้นทะเลสู่ก้อนน้ำแข็งร่อนเร่

  • ค.ศ. 1986–ทศวรรษ 2010s: A23a แยกจากหิ้ง Filchner–Ronne แล้ว “ติด” พื้นทะเลลึกในเวดเดลซีอยู่นานหลายสิบปี เพราะหนาและใหญ่เกินกว่าจะลอยอิสระ จนถูกขนานนามว่าราชินีที่เงียบงันของเวดเดลซีในยุคหนึ่ง
  • ค.ศ. 2023–2024: เมื่อขนาด/ความหนาลดลงและสภาพแวดล้อมทะเลเปลี่ยน มันหลุดออกจากจุดยึดและไหลตามกระแสน้ำ Antarctic Circumpolar Current สู่ “Iceberg Alley” ใกล้เกาะเซาท์จอร์เจีย ภาพถ่ายจากดาวเทียมและรายงานภาคสนามยืนยันเสถียรภาพที่ลดลงและแนวโน้มการแตกตัวของแผ่นน้ำแข็งส่วนขอบ
  • ค.ศ. 2025: ขณะเคลื่อนผ่านเซาท์จอร์เจีย แผ่นน้ำแข็งหดตัวและแตกชิ้นหลายครั้ง พื้นที่ลดเหลือราวระดับ “มหานครใหญ่” เท่านั้น เมื่อเทียบกับช่วงเริ่มติดตามที่เคยกินพื้นที่หลายพันตารางกิโลเมตร เหตุการณ์ปีนี้จึงไม่ใช่เพียงภาพธรรมชาติ หากเป็น “ข้อความ” ที่ชัดจากขั้วโลกถึงมนุษยชาติว่า สมการน้ำแข็ง–มหาสมุทร–ภูมิอากาศ กำลังปรับสมดุลครั้งใหญ่

ธรรมชาติ + เร่งปฏิกิริยาจากโลกร้อน เพราะเหตุใดยักษ์น้ำแข็งจึง ‘เปราะ’ ขึ้น

นักวิทยาศาสตร์ย้ำว่า การเกิด–ดับของภูเขาน้ำแข็งเป็นวงจรตามธรรมชาติ แต่คำถามสำคัญในศตวรรษที่ 21 คือ “เร็วขึ้นหรือถี่ขึ้นกว่าปกติหรือไม่” หลักฐานหลายชุดชี้ว่ามหาสมุทรรอบแอนตาร์กติกาอุ่นขึ้นในหลายโซน กระทบ “ท้อง” ของแนวน้ำแข็ง (basal melt) ทำให้หิ้งน้ำแข็งที่ลอยน้ำบางลงและแตกง่ายขึ้น เมื่อ “เบรก” ตามธรรมชาติอ่อนแรง ธารน้ำแข็งบนแผ่นดินก็ไหลลงทะเลเร็วยิ่งขึ้นในระยะยาว นี่คือกลไกที่เชื่อมการเปลี่ยนแปลงของแนวน้ำแข็งกับ ระดับน้ำทะเลโลก อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ข้อเท็จจริงสำคัญ: การละลายของแนวน้ำแข็ง (ซึ่งลอยอยู่แล้ว) ไม่ทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นโดยตรง แต่ การสูญเสียแนวน้ำแข็ง ทำให้ธารน้ำแข็งบนบก “เสียที่ค้ำยัน” และเร่งวิ่งสู่ทะเล—ส่งผลต่อระดับน้ำทะเลในระยะถัดไป นี่คือเหตุผลที่ชุมชนวิทยาศาสตร์เฝ้าดู A23a อย่างใกล้ชิด เพราะมันสะท้อน “สุขภาพ” ของระบบน้ำแข็ง–มหาสมุทรในวงกว้าง ไม่ใช่เพียงชะตากรรมของก้อนน้ำแข็งก้อนเดียว

ผลกระทบลูกโซ่จากความเค็ม–อุณหภูมิของน้ำ สู่ห่วงโซ่อาหารทะเล

การแตกตัวของภูเขาน้ำแข็งขนาดยักษ์เท่ากับการปล่อย “น้ำจืดเย็น” ปริมาณมหาศาลลงทะเลในช่วงเวลาสั้น ๆ ย่อมปรับสมดุล ความเค็ม–ความหนาแน่น–อุณหภูมิ ของน้ำในบริเวณทางผ่าน อาจกระทบตั้งแต่แพลงก์ตอน—ฐานห่วงโซ่อาหาร—ไปจนถึงสัตว์ทะเลขนาดใหญ่ และรูปแบบไหลเวียนท้องถิ่น นักวิจัยจาก เรือ RRS Sir David Attenborough ของ BAS ลงพื้นที่แถบเซาท์จอร์เจียเก็บตัวอย่างน้ำ/ชีวภาพเพื่อประเมินผลกระทบจริง—ชิ้นส่วนหลักของภาพใหญ่ที่ห้องทดลองทั่วโลกกำลังต่อจิ๊กซอว์ร่วมกัน

ทำไม “Iceberg Alley” จึงเป็นฉากสุดท้ายของยักษ์น้ำแข็ง

เส้นทาง Iceberg Alley เป็นเหมือน “คลองส่งน้ำแข็ง” ธรรมชาติ—ภูเขาน้ำแข็งที่หลุดจากแผ่นดินน้ำแข็งแอนตาร์กติกามักถูกกระแส Antarctic Circumpolar Current พาไปสู่แนวนี้ ก่อนจะชน/แตก/ละลาย ระหว่างผ่านหมู่เกาะและน้ำอุ่นขึ้นของแอตแลนติกใต้ A23a จึงเดินตามชะตาเดียวกับยักษ์รุ่นพี่อย่าง A68 (แตกละเอียดในปี 2021) และ A76 (ปี 2023) ที่จบลงในตรอกเดียวกัน แม้ขนาด/รูปร่างแตกต่าง แต่วิถีทางกายภาพคล้ายกันอย่างน่าทึ่ง—บทเรียนประจำทางของน้ำแข็งยักษ์จากขั้วโลก

ประเด็นเชิงวิทยาศาสตร์–นโยบายจากขั้วโลกถึงชายฝั่งเอเชีย

  1. ระดับน้ำทะเล: ความเสี่ยงไม่ได้อยู่ไกล
    แม้ A23a จะละลายอยู่ไกลโพ้น แต่ระบบโลกเชื่อมโยงกันผ่านมหาสมุทรเส้นเดียว การเปลี่ยนแปลงของแนวน้ำแข็ง–ธารน้ำแข็งในแอนตาร์กติกาคือหนึ่งในตัวแปรสำคัญของระดับน้ำทะเลระยะยาว รายงานวิชาการและฐานข้อมูลของ NASA/NSIDC อธิบายตรงกันว่า หากแนวน้ำแข็งเปราะลง ธารน้ำแข็งบนบกหลายสายในแอนตาร์กติกาตะวันตกย่อมมีโอกาสไหลเร็วขึ้น—ผลสะสมแปลความได้เป็น “เซนติเมตร–ทศวรรษ” ของระดับน้ำทะเลในศตวรรษนี้ ซึ่งสะท้อนโดยตรงถึงความเสี่ยงค่อยเป็นค่อยไปของเมืองชายฝั่งทั่วโลก รวมทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  2. ข้อมูล–ดาวเทียม–เรือสำรวจ: ทำไม “การสังเกต” คือเกราะชั้นแรก
    กรณี A23a แสดงให้เห็นบทบาทของภาพถ่ายดาวเทียม (เช่น ภาพจาก NASA Earth Observatory) ในการติดตามพื้นที่/ความหนา/การแตกร้าวของน้ำแข็งแบบเกือบเรียลไทม์ ควบคู่กับการเก็บตัวอย่างภาคสนามจากเรือวิจัย (เช่น RRS Sir David Attenborough) เพื่อไขกลไกทางสมุทรศาสตร์/ชีววิทยาที่ภาพถ่ายมองไม่เห็น สิ่งนี้สำคัญต่อการ “ปรับปรุงแบบจำลอง” ให้น่าเชื่อถือขึ้น—เป็นพื้นฐานต่อการตัดสินใจด้านนโยบายในระดับประเทศ–ภูมิภาค
  3. ความรู้ความเข้าใจของสาธารณะ: แยกแยะ “ธรรมชาติ” กับ “ภาวะโลกร้อนเร่งกระบวนการ”
    การแตกของภูเขาน้ำแข็งขนาดใหญ่ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ในศตวรรษที่อุณหภูมิโลกและมหาสมุทรสูงขึ้น การเกิดซ้ำ/การละลายเร็วขึ้นของน้ำแข็งที่หลุดแล้ว “สื่อสาร” ข้อเท็จจริงว่าโลกกำลังเปลี่ยนแปลงในแบบที่ระบบนิเวศคุ้นเคยน้อยลง—ข้อเท็จจริงที่ BAS, NASA และหน่วยงานวิทยาศาสตร์ต่างชี้มาต่อเนื่อง และย้ำว่าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังเป็น “ยาแก้เหตุ” เพียงชนิดเดียวที่มีอยู่ในมือมนุษย์ตอนนี้

คำถามที่สังคมควรถาม

  • เราจะวัดความเสี่ยงอย่างไร เมื่อ “การสูญเสียแนวน้ำแข็ง” วันนี้อาจแปลเป็นระดับน้ำทะเลสูงขึ้นในอีกหลายทศวรรษ—นานพอจะทำให้ผู้กำหนดนโยบายหลายรุ่นชะล่าใจ แต่สั้นเกินไปสำหรับเมืองชายฝั่งที่จะเตรียมการรับมือแบบค่อยเป็นค่อยไป
  • เราจะลงทุนในข้อมูล/ระบบเตือนภัยเพียงพอหรือยัง ทั้งดาวเทียม (ความละเอียด–ความถี่), เรือสำรวจ, ทุ่นสำรวจน้ำลึก, และศักยภาพสถาบันวิจัยท้องถิ่น เพื่อให้ข้อเท็จจริงไม่ล่าช้าจน “ตามหลัง” การเปลี่ยนแปลง
  • เราจะทำอย่างไรกับความไม่แน่นอน ในแบบจำลอง เมื่อระบบน้ำแข็ง–มหาสมุทรมีปฏิสัมพันธ์ซับซ้อน—คำตอบหนึ่งคือ “เพิ่มการสังเกต–ลดความไม่รู้” เพื่อให้การคาดการณ์ระดับน้ำทะเลและนโยบายปรับตัวมีฐานวิทยาศาสตร์ที่แข็งแรงขึ้น

เมื่อยักษ์ล้มหาย—โลกฝากจดหมายถึงเรา

การสลายตัวของ A23a ไม่ใช่เพียงฉากธรรมชาติ หากคือ จดหมายเตือน” จากขั้วโลกถึงสังคมมนุษย์ ว่ามหาสมุทรที่อุ่นขึ้นกำลังรื้อฟื้นสมดุลใหม่กับน้ำแข็งที่เราเคยคิดว่า “นิ่ง” การรับมือจึงต้องพ้นไปจากการจ้อง “ก้อนน้ำแข็ง” ก้อนใดก้อนหนึ่ง หากต้องมองระบบทั้งหมด—แนวน้ำแข็งที่หนุนธารน้ำแข็ง, มหาสมุทรที่เก็บความร้อน, ห่วงโซ่ชีวภาพที่ไวต่อการเปลี่ยนแปลง และเมืองชายฝั่งที่เป็นแนวหน้าในการรับแรงกระแทก
ดังนั้น นอกเหนือจากการเฝ้าติดตามอย่างเป็นระบบ สิ่งที่เราต้องการคือ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก, การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลและการปรับตัว, และ การสื่อสารวิทยาศาสตร์ที่ซื่อสัตย์และเข้าใจง่าย—เพื่อให้สังคมตัดสินใจบนความจริง ไม่ใช่ความกลัวหรือความเข้าใจคลาดเคลื่อน ยักษ์น้ำแข็งอาจแหลกสลาย แต่ข้อความจากมันชัดเจน—เวลาของการผัดวันประกันพรุ่งหมดแล้ว

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • British Antarctic Survey (BAS)
  • British Antarctic Survey (Newsroom)
  • NASA Earth Observatory
  • NASA Earth Observatory
  • NSIDC (National Snow & Ice Data Center)
  • NOAA Climate
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
ENVIRONMENT

สวนนงนุชพัทยานั่งแท่นที่ปรึกษาภูมิทัศน์เมืองให้รัฐบาลบรูไน รับฉลองครองราชย์ 60 ปี

สวนนงนุชพัทยา “ส่งออกความเชี่ยวชาญ” นั่งที่ปรึกษาภูมิทัศน์ให้รัฐบาลบรูไนฯ ปรับโฉมเมืองรับฉลองครองราชย์ 60 ปี

ชลบุรี/บันดาร์เสรีเบกาวัน — บนผืนดินเขตร้อนของเกาะบอร์เนียว คณะทำงานจากเมืองพัทยาเดินสำรวจแนวถนนสายหลัก ละแวกสวนสาธารณะ และพื้นที่สีเขียวสำคัญในกรุงบันดาร์เสรีเบกาวันอย่างเป็นระบบ ระหว่างวันที่ 17–20 สิงหาคม 2568 ภารกิจครั้งนี้ไม่ใช่ทริปดูงาน แต่คือ “งานจริง” ที่รัฐบาลบรูไนดารุสซาลามเชิญ สวนนงนุชพัทยา ไปทำหน้าที่ ที่ปรึกษาด้านภูมิทัศน์และพัฒนาพื้นที่สีเขียว เพื่อยกระดับภาพลักษณ์เมืองและความพร้อมด้านสิ่งแวดล้อม ก่อนพิธีเฉลิมฉลอง ครองราชย์ครบ 60 ปี ของสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไนฯ ซึ่งกำหนดจัดในปี พ.ศ. 2570

ภารกิจนำโดย นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา พร้อมคณะผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิทัศน์และพฤกษศาสตร์ ได้รับการต้อนรับโดย นายยาง เบอร์โฮมัต ดาโต๊ะ เสรี เซเตีย อาวัง ฮาจี มูฮัมหมัด จูอันดา บิน ฮาจี อับดุล ราชิด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนา (Ministry of Development) และผู้บริหารระดับสูงของบรูไนฯ จุดประสงค์ตรงกัน—รีดีไซน์เมือง” ให้สวยงาม เป็นระเบียบ และเป็นมิตรต่อผู้คน ภายใต้กรอบความร่วมมือที่ตั้งชื่อเรียบง่ายแต่กินใจว่า “Friendship Garden” หรือ “สวนแห่งมิตรภาพ”

“Friendship Garden” จากแนวคิดสู่แผนปฏิบัติ 12 ถนนหลัก–4 สวนสาธารณะ–1 สวนสัตว์–1 สวนพฤกษศาสตร์

สาระการทำงานที่สรุปร่วมกันในเบื้องต้นสะท้อน “โจทย์ครบวงจร” ของการพัฒนาพื้นที่สีเขียวระดับเมือง ได้แก่

  • ปรับปรุงภูมิทัศน์ถนนสายหลักอย่างน้อย 12 สาย: เลือกชนิดไม้ที่เหมาะกับอากาศชื้นร้อนและสภาพดิน เพิ่มร่มเงาแต่ไม่บดบังทัศนวิสัย ออกแบบคอร์ริดอร์สีเขียวที่ต่อเนื่อง (green corridor) และกำหนดจุดพักสายตา/จุดพักคน
  • พัฒนาพื้นที่สาธารณะ “แกนกลางเมือง” 4 แห่ง: ปรับฟังก์ชันสวนสาธารณะให้รองรับครอบครัว ผู้สูงวัย และการละหมาดกลางแจ้ง ปรับระบบทางเดิน–จักรยานให้เข้าถึงได้จริง
  • ยกเครื่องสวนสัตว์และสวนพฤกษศาสตร์: เสริมบทบาทด้านการอนุรักษ์ การเรียนรู้สาธารณะ และเส้นทางตีความธรรมชาติ (interpretive trail) ที่เล่าเรื่องพืชพรรณเขตร้อนและภูมิปัญญาอาเซียน
  • พัฒนาคนก่อนพัฒนาพื้นที่: เปิดช่องให้บุคลากรกรมสิ่งแวดล้อมของบรูไนฯ มาฝึกปฏิบัติงานที่สวนนงนุชพัทยา—เรียนรู้ตั้งแต่เพาะชำ คัดเลือกพันธุ์ ปลูก–ตัดแต่ง–บำรุงรักษา ไปจนถึงวางแผนบูรณะเชิงระบบ

สิ่งที่สาธารณชนจับต้องได้ในช่วงเริ่มต้น คือภาพการร่วม ปลูกต้นไม้เชิงสัญลักษณ์ ระหว่างคณะไทย–บรูไนฯ เพื่อประกาศความร่วมมือระยะยาว ก่อนปิดท้ายภารกิจด้วยการจัดทำ “แนวทางปฏิบัติ” (implementation note) ส่งให้รัฐบาลบรูไนฯ ใช้เป็นกรอบออกแบบเชิงพื้นที่ต่อไป

ทำไม “สวนนงนุชพัทยา” ถึงถูกวางใจให้ทำงานเมืองในอาเซียน

ชื่อของสวนนงนุชไม่ใช่ผู้เล่นใหม่ในเวทีนานาชาติ จุดแข็งที่ต่างประเทศให้การยอมรับประกอบด้วย

  1. ฐานความรู้พฤกษศาสตร์และคอลเลกชันพันธุ์ไม้ขนาดใหญ่
    สวนนงนุชสะสมและแลกเปลี่ยนพันธุ์ไม้จากหลากถิ่นกำเนิดมายาวนาน มีบทบาทในเครือข่ายอนุรักษ์ทั้งไม้ปาล์ม ไซแคด และไม้วงศ์อื่นๆ การคุมคุณภาพ nursery, การเพาะเลี้ยง, และการจัดการแปลงภาคสนาม ทำให้ “ความสวย” ของภูมิทัศน์ยืนบน “วิทยาศาสตร์ของพืช” ไม่ใช่แค่จินตนาการ
  2. ผลงานออกแบบภูมิทัศน์ที่เป็นระบบ
    จาก “สวนท่องเที่ยว” สู่ “โครงสร้างพื้นฐานสีเขียว” (green infrastructure) สวนนงนุชชำนาญการบูรณาการองค์ประกอบแข็ง (hardscape) กับองค์ประกอบพืช (softscape) ให้ใช้งานได้จริง ดูแลง่าย และยั่งยืนในงบประมาณรัฐ
  3. พรีเมียมคิวเรชันด้านพันธุ์พืชหายาก
    ในเชิงการสื่อสาร หน่วยงานเคยเผยแพร่กรณีศึกษาการอนุรักษ์พันธุ์พืชเฉพาะถิ่นและหายากเพื่อนำมาเป็น “ตัวแทนเรื่องเล่า” ให้สาธารณชนสัมผัสบทบาทสวนพฤกษศาสตร์ยุคใหม่—การอนุรักษ์ควบคู่การเรียนรู้ (หมายเหตุ: ตัวเลขอายุและรอบการออกผลของบางชนิดพืชเป็นข้อมูลจากการสื่อสารของสวนนงนุชฯ เอง ต้องตรวจสอบเชิงวิชาการประกอบก่อนใช้นโยบาย)

กล่าวโดยสรุป ความงาม–ความรู้–ความสามารถในการส่งต่อความรู้” คือสามขายึดที่ทำให้เอกชนไทยรายนี้กลายเป็น “ที่ปรึกษาได้” เมื่อประเทศเพื่อนบ้านต้องการยกระดับพื้นที่สีเขียวในเมือง

งานภูมิทัศน์ = งานเมือง = งานคุณภาพชีวิต

การปรับภูมิทัศน์ ไม่ใช่แค่ “จัดสวน” แต่คือการลงทุนใน คุณภาพชีวิต–สุขภาพเมือง–ภาพลักษณ์ประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อบรูไนฯ เตรียมฉลองวาระสำคัญระดับชาติเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ในปี 2570

  • คุณภาพชีวิตและสุขภาพ: ร่มเงาที่ดีช่วยลด “อุณหภูมิเกาะความร้อน” (urban heat island) เส้นทางสีเขียวที่ต่อเนื่องสนับสนุนการเดินและจักรยาน ส่งผลต่อสุขภาพกายและใจ
  • เศรษฐกิจเมืองและการท่องเที่ยว: ภูมิทัศน์ที่มีเอกลักษณ์และกิจกรรมสาธารณะที่ดี ดึงดูดนักท่องเที่ยว–การจัดงาน–กิจกรรมชุมชน เพิ่มการใช้จ่ายในเศรษฐกิจท้องถิ่น
  • ความทรงจำร่วมของสังคม: สวนสาธารณะคือ “ลานกลาง” ที่คนทุกวัยใช้ร่วมกันได้ เป็นเวทีให้ภาคประชาชนมีบทบาทกับเมืองของตน

บรูไนฯ วางบทเรียนเหล่านี้ไว้ในแผนงาน ขณะที่ฝ่ายไทยเสนอ “เครื่องมือดำเนินงาน” เช่น catalog พันธุ์ไม้ ที่เหมาะกับสภาพแวดล้อมและการบำรุงรักษา, คู่มือมาตรฐานงานดูแล (maintenance SOP), และ ปฏิทินฤดูกาล สำหรับการปลูก–ตัดแต่ง–ให้น้ำ–ป้องกันศัตรูพืชอย่างปลอดสาร ตามแนวคิด “ถูกต้น–ถูกที่–ถูกเวลา”

เมื่อถนน–สวน–สถาบัน เชื่อมเป็นเรื่องเดียว

พิธีเฉลิมฉลองครองราชย์ 60 ปี ต้องการ “เวทีของเมือง” ที่เป็นหน้าต่างสู่สายตาโลก ภูมิทัศน์จึงไม่ใช่เพียงฉากหลัง หากคือ ตัวละครหลัก ที่เล่าเรื่องอัตลักษณ์บรูไนฯ—วัฒนธรรมมลายูอิสลามราชวงศ์ (MIB), ความเคร่งครัดแต่เรียบง่าย, และความพิถีพิถันในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ

ถนนหลัก 12 สาย ที่จะถูกปรับภูมิทัศน์ให้เป็น “ทางเดินของเรื่อง” (narrative path) นำสายตาจากสนามบินสู่ศูนย์กลางเมือง ผ่านสวนสาธารณะ 4 แห่ง ที่ชุบชีวิตด้วยกิจกรรมตลอดวัน ไปจนถึง สวนพฤกษศาสตร์ และ สวนสัตว์ ที่อธิบายความหลากหลายของผืนป่าบอร์เนียว การออกแบบที่ดีทำให้ผู้มาเยือน “อ่านเมืองได้” โดยไม่ต้องใช้คำอธิบายมาก

ความท้าทายที่ต้องวางแผน ให้สวย “วันแรก” และสวย “ทุกวัน”

งานเมืองที่ดีไม่ได้จบที่พิธีเปิด สิ่งที่ทีมที่ปรึกษาและรัฐบาลเจ้าของพื้นที่ต้องคุยกันตั้งแต่ต้น คือ ต้นทุนบำรุงรักษา และ ตัวชี้วัดผลลัพธ์ ที่ตรวจวัดได้จริง ตัวอย่างเช่น

  • แผนบำรุงรักษา 3–5 ปี: วางงบและคนให้พอ—กำลังคนสวน, รถ–เครื่องมือ, งบพืชสำรอง–น้ำ–ปุ๋ยอินทรีย์
  • ตัวชี้วัดเมืองสีเขียว: พื้นที่ร่มเงาเฉลี่ยในคอร์ริดอร์, จำนวนผู้ใช้สวน (ผ่านเซ็นเซอร์/การสำรวจ), สัดส่วนพืชพื้นถิ่นเทียบพืชต่างถิ่น, ระยะเวลา “ซ่อม–เปลี่ยน” ที่สั้นลงเมื่อเกิดเหตุ
  • การมีส่วนร่วมภาคประชาชน: กลไก “เพื่อนสวน” (Friends of the Park) อาสาสมัครโรงเรียน–ชุมชน ช่วยดูแล/เฝ้าระวัง พร้อมกิจกรรมเรียนรู้พืชพรรณเป็นรายเดือน

สำหรับไทย ภารกิจนี้ชี้ให้เห็นโอกาสของอุตสาหกรรม บริการองค์ความรู้ (knowledge service export) ที่ซ่อนอยู่—จากพัทยาสู่บันดาร์เสรีเบกาวัน ไทยไม่ได้ “ส่งออกต้นไม้” แต่ “ส่งออกวิธีคิด–วิธีทำงานสวนเมือง”

เชื่อมต่อภูมิภาคมิติความร่วมมือไทย–บรูไนฯ และอาเซียน

การยอมรับของรัฐบาลบรูไนฯ สะท้อนความไว้วางใจต่อศักยภาพภาคเอกชนไทย และเสริมความสัมพันธ์ทวิภาคีในมิติที่จับต้องได้—สิ่งแวดล้อม เมือง และชุมชน ความร่วมมือนี้ยังสอดรับกรอบความร่วมมืออาเซียนที่ให้ความสำคัญกับเมืองยั่งยืน การปรับตัวต่อสภาพอากาศ และสีเขียวเมือง (urban greening) การมี “โครงการที่เห็นผล” ก่อนวาระสำคัญระดับชาติ ย่อมเป็นประโยชน์ต่อภาพลักษณ์ทั้งสองประเทศ

ไทม์ไลน์คร่าวๆ สู่ปี 2570 จากแบบร่างสู่เมืองที่พร้อมต้อนรับโลก

  1. ไตรมาส 3/2568: สำรวจพื้นที่–วิเคราะห์ข้อมูล–ข้อเสนอแนวคิดหลัก (concept) รายจุด
  2. ไตรมาส 4/2568–ไตรมาส 1/2569: ออกแบบรายละเอียด–จัดทำแบบปลูก–กำหนดสเปกพันธุ์ไม้และระบบน้ำ–คำนวณบำรุงรักษา
  3. ไตรมาส 2–4/2569: เริ่มงานก่อสร้าง/ปรับปรุงเฟสแรกในคอร์ริดอร์สำคัญและสวนศูนย์กลางเมือง พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้แก่บุคลากร
  4. ต้นปี 2570: เก็บงานรายละเอียด–ทดสอบระบบรดน้ำ–ไฟ–ป้ายตีความ–ทางเดิน/จักรยาน ก่อนเข้าสู่ช่วง “ใช้งานจริง” รับงานเฉลิมฉลอง

(ไทม์ไลน์ข้างต้นเป็นกรอบเชิงหลักการ อาจปรับตามแผนงานของรัฐบาลบรูไนฯ)

มุมมองเชิงนโยบายบทเรียนที่ไทยควรเก็บเกี่ยว

  • Soft Power จาก “ภูมิทัศน์และความรู้”: ไทยสามารถใช้เอกชน–สถาบันความรู้ด้านพฤกษศาสตร์ เป็นทูตเชื่อมความร่วมมือในภูมิภาค ควบคู่ท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
  • ยกระดับมาตรฐานสวนสาธารณะไทย: นำบทเรียนการกำหนดตัวชี้วัดเมืองสีเขียว–การมีส่วนร่วม–การบำรุงรักษา ไปใช้กับเมืองไทยเอง สร้างมาตรฐานเดียวกันข้ามจังหวัด
  • ต่อยอดเศรษฐกิจสร้างสรรค์สีเขียว: บ่มเพาะธุรกิจออกแบบ–เพาะชำ–วิจัยพืช–สตอรีเทลลิง เพื่อเป็น “ชุดบริการครบ” ที่ขายได้ในตลาดภูมิภาค

จากพัทยาถึงบันดาร์เสรีเบกาวัน—สวนแห่งมิตรภาพที่งอกงาม

โครงการ Friendship Garden ทำให้เห็นว่าภูมิทัศน์ไม่ได้เป็นแค่ภาพสวย แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของคุณภาพชีวิตและศักดิ์ศรีของเมือง เมื่อ สวนนงนุชพัทยา นำความเชี่ยวชาญไปผสานกับโจทย์เมืองของบรูไนฯ เราได้เห็น “ห่วงโซ่คุณค่า” ที่โยงคนสวน นักพฤกษศาสตร์ วิศวกรเมือง ไปจนถึงครอบครัวที่พาเด็กๆ มาเล่นในสวน—ทุกคนคือเจ้าของเมือง ความร่วมมือครั้งนี้จึงมิได้จบลงที่การปลูกต้นไม้หนึ่งต้น แต่เริ่มต้น “ปลูกความสัมพันธ์” ที่จะเติบโตเข้มแข็งไปพร้อมกับเมืองในวาระเฉลิมฉลองครองราชย์ 60 ปี ที่กำลังจะมาถึง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สวนนงนุชพัทยา (Nong Nooch Tropical Garden, Pattaya)
  • กระทรวงการพัฒนา (Ministry of Development), รัฐบรูไนดารุสซาลาม
  • กรมสิ่งแวดล้อม รัฐบรูไนดารุสซาลาม —
  • สำนักงานโครงการฉลองวาระครองราชย์ 60 ปี (ข้อมูลสำนักรัฐบาลบรูไนฯ)
  • เอกสารแนะนำด้านสวนพฤกษศาสตร์/ภูมิทัศน์ของสวนนงนุชพัทยา
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

เวทีเชียงรายชำแหละวิกฤต “แรร์เอิร์ทข้ามพรมแดน” เตือนฟื้นฟูธรรมชาติกินเวลา 100 ปี

เวทีเชียงรายชำแหละวิกฤต “แรร์เอิร์ทข้ามพรมแดน” นักวิจัยคะฉิ่นเตือนฟื้นฟูธรรมชาติอาจกินเวลา 50–100 ปี แนะไทยเร่งตั้งการ์ด ตรวจน้ำ–คัดกรองแร่ และเปิดเจรจากลุ่มชาติพันธุ์

เชียงราย, 26 สิงหาคม 2568 — ยามเย็นปลายฤดูฝน เม็ดฝนจางๆ เคล้าสายลมเหนือพัดผ่านลุ่มน้ำกก ผู้คนหลากวัยแน่นหอจัดแสดงของ พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเมืองเชียงราย ศูนย์กลางศิลปะที่วันนี้กลายเป็น “เวทีนโยบายสาธารณะฉุกเฉิน” กับเสวนา จากคะฉิ่นถึงไทย: เหมืองแร่แรร์เอิร์ทกับผลกระทบด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม” ผู้ร่วมเสวนาครอบคลุมทั้งนักวิชาการและนักสิ่งแวดล้อมจากไทยและคะฉิ่น อาทิ นายธารา บัวคำศรี (Climate Connector), ผศ.ดร.นัทมน คงเจริญ (คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่), ดร.สงกรานต์ ป้องบุญจันทร์, ดร.สืบสกุล กิจนุกร (มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง), Zung Ting และ Seng Li จาก Shaba Foundation (Kachin State)

แม้ชื่อเวทีจะเริ่มจาก “คะฉิ่น” ที่ดูห่างไกล แต่สารที่ส่งมาถึงชายแดนเหนือของไทยนั้นใกล้กว่าที่คิด—ใกล้เท่า สายน้ำเดียวกัน ที่ไหลจากสันเขาสูงลงสู่ แม่โขง–แม่กก–แม่รวก–แม่สาย ซึ่งบำรุงโลกทั้งการกินอยู่และเศรษฐกิจของเชียงราย

จุดตั้งต้นของสัญญาณเตือน “50–100 ปี” ไม่ใช่คำขู่ แต่คือเวลาฟื้นฟูระบบนิเวศ

ไฮไลท์ที่ทำให้ทั้งห้องเงียบงัน คือคำให้สัมภาษณ์ของ นาย Seng Li นักวิจัยชาวคะฉิ่นจาก Shaba Foundation ที่ระบุอย่างตรงไปตรงมาว่า ผลกระทบสิ่งแวดล้อมจาก การทำเหมืองแรร์เอิร์ท ในคะฉิ่นนั้น รุนแรงลึก ถึงขั้นที่ธรรมชาติอาจต้องใช้เวลา 50–100 ปี จึงจะฟื้นคืนสภาพใกล้เดิมได้ พร้อมเตือนว่า “หลายอย่างในคะฉิ่น สายเกินแก้ ไปแล้ว ไทยจึงต้อง ตื่นตัว ตั้งแต่วันนี้”

สารของเขาไม่ได้เป็นเพียง “เสียงจากต่างแดน” หากเป็นประสบการณ์ตรงจาก พื้นที่ต้นน้ำ ที่กำลังถูกไชทะลวงด้วยกระบวนการ ละลายชะแร่ในชั้นดิน (in-situ leaching) จนหน้าดินพรุน น้ำปนเปื้อน และภูเขากลายเป็นโพรง—ภาพที่สอดรับกับวิดีโอจากแรงงานเหมืองและภาพถ่ายดาวเทียมที่องค์กรสิทธิในรัฐฉานเผยแพร่เมื่อไม่นานนี้

ทำไมเรื่องคะฉิ่นจึง “ถึงเชียงราย” โยงสายธาร—โยงเศรษฐกิจ—โยงความมั่นคงมนุษย์

ดร.สืบสกุล กิจนุกร จากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ขยายภาพให้เห็นความเชื่อมโยงทางภูมิศาสตร์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้: เหมืองแรร์เอิร์ทในรัฐฉาน–คะฉิ่นจำนวนหนึ่งตั้งอยู่ บนลำน้ำสาขา ที่ไหลลงทั้ง สาละวิน และ โขง ก่อนแผ่ผลสะเทือนถึง เชียงราย–เชียงของ–เชียงแสน แน่นอนว่าการปนเปื้อนที่ต้นน้ำ ไม่จำเป็นต้องรุนแรงทันที แต่การสะสมซ้ำซากในฤดูฝน—โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดฝนหนักต่อเนื่อง—อาจทำให้ ตะกอน–โลหะหนัก เดินทางลงสู่ปลายน้ำได้

แม้ปัจจุบัน ข้อมูลการปนเปื้อนเชิงวิทยาศาสตร์บนสาขาแม่น้ำต้นทาง ยังต้องเร่งตรวจสอบอย่างเป็นระบบ แต่ดร.สืบสกุลชี้ว่า งานร่วมกับ คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) พบ โลหะหนักในลำน้ำโขง แล้วในบางช่วงเวลา อีกทั้งเวทียังหยิบยกประเด็น “แร่–สินแร่ที่นำเข้าจากเมียนมา” ซึ่งไทยควรมีมาตรการ คัดกรองสารปนเปื้อน และ ตรวจสอบที่มา (traceability) เพื่อลดความเสี่ยงไม่ให้ แร่สกปรก” หลุดเข้าสู่ห่วงโซ่อุตสาหกรรมของประเทศ

เบื้องลึกเหมืองแรร์เอิร์ทคะฉิ่น–ฉาน เมื่อภูเขาถูกฉีดสารเคมี และระบบอำนาจอ่อนต่อทุน

Zung Ting นักสิ่งแวดล้อมคะฉิ่นที่ทำงานภาคสนามมากว่า 20 ปี เล่าถึงจุดเปลี่ยนว่า หลัง จีนปรับนโยบายควบคุมผลกระทบสิ่งแวดล้อม ภายในประเทศ กิจการ “แรร์เอิร์ท” ส่วนหนึ่งจึง ย้ายฐาน มายังพื้นที่ชายแดน โดยเฉพาะหลัง รัฐประหารเมียนมา ปี 2564 กลไกกำกับดูแลอ่อนแรงลง ความเข้มข้นของการทำเหมือง พุ่งสูงอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันคะฉิ่นคาดว่ามีเหมือง ราว 370 แห่ง หลายแห่งเป็น HREEs (แร่หายากหนัก) ที่มี มูลค่าและความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ สูง ใช้ผลิต แม่เหล็กถาวร–กังหันลม–อุปกรณ์ทหาร–อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง

ผลกระทบที่เห็นชัดและต่อเนื่อง ได้แก่

  • น้ำท่วม–ดินโคลนถล่ม ถี่ขึ้น เพราะโครงสร้างภูเขา “กลวงพรุน” จากการฉีดสารลงชั้นดิน
  • น้ำผิวดิน–น้ำใต้ดิน เปลี่ยนสีและคุณภาพ ชุมชน ขาดแคลนน้ำสะอาด บริโภค
  • ผู้คนเผชิญ โรคผิวหนัง และอาการผิดปกติทางสุขภาพเพิ่มขึ้น
  • ความมั่นคงทางอาหาร ถดถอย: จากเดิมที่ขายสมุนไพร–เครื่องเทศให้จีน กลับถูก ปิดรับซื้อ เมื่อกิจการเหมืองขยาย

ด้านโครงสร้างอำนาจ Seng Li ระบุว่า ปัจจุบันพื้นที่จำนวนมากอยู่ในการควบคุมของ KIO/KIA แต่ ธรรมาภิบาลเหมือง ยังอ่อน ทั้งกระบวนอนุญาตที่ ไม่โปร่งใส, การไม่ฟื้นฟูพื้นที่ หลังทำเหมือง, และข้อพิพาทแรงงานที่ เอนเอียงเข้าข้างทุน โดยเฉพาะทุนจีน เขาชี้ให้เห็น “ด้านสว่าง” เพียงเล็กน้อยว่า ช่องทางการเข้าถึงพื้นที่ของ นักวิชาการและสื่อ ยังพอเป็นไปได้—และควรถูกใช้เพื่อผลักดัน มาตรฐานสิ่งแวดล้อมขั้นต่ำ ที่วัดผลได้จริง

หลักฐานจากอวกาศ SHRF ชี้เหมือง 19 แห่งห่างโขง ~40 กม. ภายใต้ NDAA/เมืองลา เพิ่มพรวดใน 4 ปี

เสวนายังหยิบยกแถลงการณ์ล่าสุดของ Shan Human Rights Foundation (SHRF) ที่เผย ภาพถ่ายดาวเทียม (พ.ค. 2568) และวิดีโอจากแรงงานเหมือง ระบุการกระจายตัวของเหมืองแรร์เอิร์ท 19 แห่ง ในเขตควบคุมของ กองกำลังเมืองลา (NDAA) ใกล้ เมืองยอง ทางตะวันออกของรัฐฉาน ห่างแม่น้ำโขงเพียงราว 40 กิโลเมตร จากเดิมเมื่อ ต้นปี 2564 ตรวจพบบริเวณเดียวกัน เพียง 3 แห่ง (และทยอยร้าง) ปัจจุบันพบว่า 16 แห่งเดินเครื่อง และ อีก 3 แห่งกำลังก่อสร้าง ลักษณะเด่นคือ บ่อสกัดแร่เป็นวงแหวนซ้อน และ ท่อฉีดสารเคมี ลงเชิงเขา น้ำทิ้งจากเหมืองไหลผ่าน คลองน้ำนับ แม่น้ำโหลย (Lwe River) → แม่น้ำโขง ซึ่งหากประกอบกับฝนหนักต่อเนื่อง ก็ยิ่งเพิ่ม โอกาสพัดพาตะกอนปนเปื้อน ลงสู่ ระบบทางน้ำสายหลัก ได้

จากเวทีสู่ข้อเสนอเชิงนโยบาย “การ์ดไทย” ที่ทำได้ทันที

เสียงส่วนใหญ่ในเวทีสรุปไปในทิศทางเดียวกันว่า ไทยต้อง ยกระดับการเฝ้าระวังคุ้มกันความเสี่ยง ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สาธารณสุข และเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยเร่งดำเนินการอย่างน้อย 4 แนวทางหลัก ดังนี้

  1. ตั้งเครือข่ายตรวจคุณภาพน้ำข้ามพรมแดนแบบต่อเนื่อง
    • กำหนด “จุดตรวจหลัก” บน แม่กก–แม่รวก–แม่สาย–แม่โขง ในเชียงราย (เช่น เชียงแสน–แม่สาย–แม่จัน) ตรวจ โลหะหนัก/สารหนู/ค่าความขุ่น เป็น รายสัปดาห์ ช่วงฤดูฝน และ รายเดือน ช่วงปกติ
    • แสดงผลผ่าน แดชบอร์ดสาธารณะ ให้ชุมชนประมง–ผู้ประกอบการท่องเที่ยว–ประชาชนเข้าถึงแบบเรียลไทม์ สร้างความเชื่อมั่นด้วย ข้อมูลเปิด (open data)
  2. คัดกรอง “แร่–สินแร่” ขาเข้าที่ด่านเหนือ
    • เพิ่มขั้นตอน สุ่มตรวจสารปนเปื้อน ในสินแร่–วัตถุดิบที่ผ่านแดนเข้าสู่ไทย โดยเฉพาะสินค้าจำพวก หินดินทราย/ดินสกัด ที่เกี่ยวข้องกับวงจรผลิตแรร์เอิร์ท
    • จัดทำระบบ traceability ครอบคลุม ที่มา–เส้นทาง–ผู้ค้า และเชื่อม มาตรฐานสิ่งแวดล้อม–แรงงาน เพื่อกัน “แร่สกปรก” ออกจากห่วงโซ่อุตสาหกรรมไทย
  3. เปิดโต๊ะคุยกับ “ผู้ควบคุมพื้นที่จริง” ควบคู่รัฐบาลกลางเมียนมา
    • นอกเหนือจากช่องทางทวิภาคีกับรัฐบาลทหารเมียนมา ไทยควร หารือทางเทคนิค กับกลุ่มที่ควบคุมพื้นที่เหมือง เช่น KIO/KIA, NDAA/เมืองลา, และเครือข่ายชาติพันธุ์อื่นๆ เพื่อกำหนด มาตรฐานสิ่งแวดล้อมขั้นต่ำ–ขั้นตอนตรวจร่วม–ช่องทางร้องเรียน ที่ทำงานได้จริงในพื้นที่
  4. ตั้งการ์ดสาธารณสุข–เตือนภัยชุมชน
    • เมื่อพบสัญญาณผิดปกติ (สี–กลิ่น–ค่าความขุ่นของน้ำ, ปลา/สัตว์น้ำตายผิดธรรมชาติ) ให้ แจ้งเตือน งดจับ–งดบริโภคสัตว์น้ำชั่วคราว พร้อมจัดชุดแพทย์ คัดกรองโรคผิวหนัง–ระบบทางเดินอาหาร ลงพื้นที่
    • สนับสนุน ชุดทดสอบชุมชน สำหรับแกนนำท้องถิ่น และจัด งบฟื้นรายได้ ให้กลุ่มประมง–ท่องเที่ยว หากจำเป็นต้องออกประกาศงดกิจกรรมชั่วคราว

เชียงรายต้องระวัง “ตรงไหน–อย่างไร” ใน 3 เดือนข้างหน้า

  • จุดเสี่ยงธรรมชาติ: คลอง–ลำห้วยที่รับน้ำจากแนวป่าชายแดนซึ่งไหลลง แม่กก–แม่รวก–แม่สาย รวมถึง ตอนบนของแม่โขง ในเขตเชียงแสน/เชียงของ
  • สัญญาณเตือนเร็ว: น้ำเปลี่ยนเป็น เขียวใสผิดธรรมชาติ/ขุ่นจัด, มี ตะกอน–ฟอง มากผิดปกติ, พบ ปลาลอยหัว/ตาย เป็นหย่อม
  • สื่อสารชุมชน: ใช้เครือข่าย ผู้ใหญ่บ้าน–เทศบาล–อปพร. ส่งสัญญาณผ่าน ไลน์กลุ่ม/เสียงตามสาย และป้ายเตือนริมน้ำแบบ เข้าใจง่าย
  • ผู้ประกอบการริมน้ำ: แพ–ล่องเรือ–ร้านอาหาร ควรติดตามคำแนะนำจาก สาธารณสุขจังหวัด–สำนักสิ่งแวดล้อมภาค อย่างใกล้ชิด พร้อม ประกาศความปลอดภัย–มาตรการเฝ้าระวัง ต่อผู้ใช้บริการอย่างโปร่งใส

มิติภูมิรัฐศาสตร์ของ “แร่อนาคต” พลังงานสะอาดกับราคาที่ธรรมชาติต้องจ่าย

บทสนทนาในเวทีสะท้อนความย้อนแย้งของโลกยุคเปลี่ยนผ่านพลังงาน: โลกต้องการ แม่เหล็กถาวร–กังหันลม–รถไฟฟ้า มากขึ้น จึงต้องใช้ HREEs มากขึ้น แต่กระบวนการผลิตที่ ไม่รับผิดชอบ กลับผลัก ต้นทุนสิ่งแวดล้อม ไปที่สันเขาและชุมชนชายแดน หากไม่มี มาตรฐานสากล–แรงกดดันผู้ซื้อ–กลไกตรวจสอบแหล่งที่มา ก็เสมือนโลกกำลังขับ “การเปลี่ยนผ่านสีเขียว” ด้วย วัตถุดิบสีเทา

Seng Li เน้นว่า ประเทศผู้นำเข้า—ทั้งรัฐและเอกชน—ควร ตรวจสอบต้นทาง ให้ชัดเจนก่อนซื้อ โดยยึด เกณฑ์สิ่งแวดล้อม–สิทธิมนุษยชน ที่ตรวจได้จริง ขณะที่ฝั่งไทยควร ยืนอยู่บนข้อมูล ที่เก็บเอง ตรวจเอง และเปิดเผยเอง ไม่ใช่รอเพียงรายงานจากภายนอก

ให้ “เชียงราย” เป็นต้นแบบการป้องกันความเสี่ยงข้ามพรมแดนของลุ่มน้ำโขง

ความจริงจากเวทีเชียงรายบอกเรา 3 ประการ

  1. ความเสี่ยงเป็นจริงและเพิ่มขึ้น: หลักฐานภาพถ่ายดาวเทียม–ภาคสนามชี้ว่าการทำเหมืองแรร์เอิร์ท ขยายเร็ว ใกล้แนวแม่น้ำโขง
  2. ผลกระทบลึกและยืดเยื้อ: หากปล่อยให้ธรรมชาติพัง “50–100 ปี” จะไม่ใช่คำคาดคะเน แต่นาฬิกานับถอยหลังของ รุ่นลูก–รุ่นหลาน
  3. ทางออกอยู่ที่การลงมือทำอย่างเป็นระบบ: ตรวจน้ำต่อเนื่อง–คัดกรองแร่ขาเข้า–เจรจากับผู้ควบคุมพื้นที่จริง–สร้างระบบเตือนภัยชุมชน

เชียงราย—เมืองชายแดนที่เชื่อมโลกด้วยสายน้ำ—ไม่ต้องรอให้ “ปัญหาเดินทางมาถึงประตูบ้าน” จึงค่อยเริ่มตั้งการ์ด หากเราเริ่มวันนี้ เมืองศิลป์–เมืองท่องเที่ยว–เมืองเกษตรคุณภาพแห่งนี้จะกลายเป็น ต้นแบบการจัดการความเสี่ยงข้ามพรมแดน ของทั้งลุ่มน้ำโขงได้จริง ไม่ใช่เพียงในหนังสือรายงาน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

4 จังหวัดเหนือเป็นเขตควบคุมมลพิษ! เปลี่ยนโหมดบริหารสู่การแก้ฝุ่น PM2.5 อย่างยั่งยืน

“เขตควบคุมมลพิษ” ใน 4 จังหวัดภาคเหนือ—เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน แม่ฮ่องสอน—ครอบคลุมช่วงเดือนวิกฤตของทุกปี การขยับตัวนี้ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนป้ายชื่อพื้นที่ แต่เป็นการเปลี่ยน “โหมดการบริหาร”

เชียงราย, 20 สิงหาคม 2568 — ปัญหาฝุ่นควันข้ามฤดูกาลในภาคเหนือ—โดยเฉพาะ “ช่วงวิกฤต” ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์–พฤษภาคม—ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สิ่งที่ “ใหม่และสำคัญ” คือกรอบกฎหมายและคำพิพากษาที่กำลังผลักดันให้การแก้ปัญหาเดินหน้าอย่างเป็นระบบและวัดผลได้จริง หลังศาลปกครองสูงสุดสั่งการให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) ใช้อำนาจตามมาตรา 59 แห่ง พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อมฯ เพื่อกำหนด “เขตควบคุมมลพิษ” ใน 4 จังหวัดภาคเหนือ—เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน แม่ฮ่องสอน—ครอบคลุมช่วงเดือนวิกฤตของทุกปี การขยับตัวนี้ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนป้ายชื่อพื้นที่ แต่เป็นการเปลี่ยน “โหมดการบริหาร” จากการรับมือรายวัน ไปสู่การวางแผนแบบมีกลไก บทบาท และหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดชัดเจน ตั้งแต่การจัดทำแผนลดและขจัดมลพิษ ไปจนถึงการติดตามประเมินผลและการสื่อสารความเสี่ยงต่อประชาชนอย่างต่อเนื่อง (อ้างคำพิพากษาและการอธิบายอำนาจตามกฎหมาย)

“ทำความเข้าใจกรอบกฎหมายเดียวกัน และจัดลำดับงานให้เห็นผลทันก่อนฤดูกาลฝุ่นปีหน้า”

ในห้องประชุมชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดเชียงราย ภาพบนจอวิดีโอคอนเฟอเรนซ์เชื่อมผู้บริหาร 4 จังหวัดภาคเหนือเข้าหากัน แนวทางประกาศ “เขตควบคุมมลพิษ” ถูกยกเป็นวาระเร่งด่วนของการประชุมชี้แจง โดยมีนายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน ณ จุดศูนย์กลาง พร้อมด้วยนางกัญชลี นาวิกภูมิ รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ร่วมชี้แจงจากจังหวัดเชียงใหม่ เป้าหมายคือ “ทำความเข้าใจกรอบกฎหมายเดียวกัน และจัดลำดับงานให้เห็นผลทันก่อนฤดูกาลฝุ่นปีหน้า” ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังผูกโยงการทำงานเข้ากับ “วาระแห่งชาติการแก้ปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2568–2570)” เพื่อให้มาตรการภาคพื้นที่ไปในทิศทางเดียวกับยุทธศาสตร์ระดับชาติที่คณะรัฐมนตรีเพิ่งเห็นชอบเมื่อกลางปีนี้

จาก “คำสั่งศาล” สู่ “กลไกกฎหมาย” เขตควบคุมมลพิษหมายถึงอะไร

หัวใจของมาตรา 59 แห่ง พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 อยู่ที่การให้อำนาจรัฐกำหนด “เขตควบคุมมลพิษ” เมื่อปรากฏเหตุให้ต้องควบคุม ลด หรือขจัดมลพิษอย่างเข้มข้นในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง เมื่อประกาศแล้ว กฎหมายจะเปิดสวิตช์มาตรการเฉพาะพื้นที่ ทั้งด้านการควบคุมแหล่งกำเนิด การติดตามคุณภาพอากาศ การสื่อสารความเสี่ยงเชิงรุก และการระดมความร่วมมือข้ามหน่วยงาน โดยมี “แผนปฏิบัติการเพื่อลดและขจัดมลพิษ” ตามมาตรา 60 เป็นเครื่องมือนำทาง ส่วนมาตรา 37–39 วางบทบาทให้จังหวัดจัดทำ “แผนสิ่งแวดล้อมระดับจังหวัด” สอดรับกับสถานการณ์และทรัพยากรที่มี เพื่อไม่ให้แผนบนกระดาษขาดตอนกับการปฏิบัติจริง

ก้าวยาวของกระบวนการยุติธรรม

คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดที่สั่งให้ประกาศเขตควบคุมมลพิษ 4 จังหวัดภาคเหนือ ชี้เหตุผลเชิงสัดส่วนระหว่าง “สิทธิในสุขภาพและชีวิตที่ปลอดภัยของประชาชน” กับ “ประโยชน์สาธารณะด้านภาพลักษณ์และเศรษฐกิจ” และลงท้ายด้วยข้อสั่งการเชิงปฏิบัติให้ใช้อำนาจตามมาตรา 59 ครอบคลุมช่วงเดือนกุมภาพันธ์–พฤษภาคมของทุกปีซึ่งเป็นหน้าต่างเวลาวิกฤตของฝุ่น PM2.5 ในภาคเหนือ การยกระดับปัญหาเข้าสู่กลไกตามกฎหมายจึงเป็นก้าวสำคัญที่จะผูก “ความรับผิดชอบ” เข้ากับ “เส้นตาย” และ “ตัวชี้วัด” อย่างเป็นระบบ แทนการแก้ปัญหาแบบเฉพาะหน้า

ตัวเลขชวนคิด มาตรฐานไทย–แนวทางโลก–ภาวะเสี่ยงสุขภาพ

ประเทศไทยปรับเข้ม “ค่ามาตรฐาน PM2.5 ราย 24 ชั่วโมง” จาก 50 เหลือ 37.5 ไมโครกรัม/ลบ.ม. เพื่อสะท้อนหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์เรื่องผลกระทบสุขภาพและให้เท่าทันสถานการณ์ ในขณะที่แนวทางแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO AQG 2021) เสนอค่าระดับเป้าหมายยิ่งเข้มกว่าไว้ที่ 15 ไมโครกรัม/ลบ.ม.—ตัวเลขสองชุดนี้ช่วยอธิบายว่าเหตุใดพื้นที่ที่ “อยู่ต่ำกว่ามาตรฐานไทย” ยังอาจไม่ “ปลอดภัย” สำหรับกลุ่มเสี่ยง และเหตุใดการสื่อสารความเสี่ยงเชิงรุกจึงสำคัญไม่แพ้มาตรการควบคุมแหล่งกำเนิด

แพทย์เตือนอะไร—และประชาชนควรทำอย่างไร

คู่มือการดำเนินงานของกระทรวงสาธารณสุขต่อสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ที่เผยแพร่ปี 2568 ย้ำให้หน่วยบริการและท้องถิ่นติดตามคุณภาพอากาศแบบรายวัน จัดเตรียมหน้ากากที่มีประสิทธิภาพ (เช่น มาตรฐานเทียบเท่า N95) ให้กลุ่มเปราะบาง ตั้งจุดปลอดฝุ่น (clean air shelter) และสื่อสารคำแนะนำสุขภาพเฉพาะพื้นที่อย่างต่อเนื่อง—ทั้งหมดนี้ต้อง “มาทีมเดียวกัน” ระหว่างฝ่ายสาธารณสุขกับฝ่ายปกครอง เมื่อพื้นที่เข้าสู่สถานะเขตควบคุมมลพิษ.

ฉากประชุมวันนี้ เปิดจอ–ไล่ภารกิจ–นับถอยหลังก่อนฤดูกาลฝุ่น

การประชุมทางไกลที่เชียงรายวันนี้มีสามวาระหลัก (1) ชี้แจงความหมายและผลทางกฎหมายของ “เขตควบคุมมลพิษ” และขั้นตอน/บทบาทของหน่วยงานในพื้นที่ (2) กำหนดกรอบการจัดทำ “แผนปฏิบัติการเพื่อลดและขจัดมลพิษ” (มาตรา 60) ให้ทันบังคับใช้ก่อนฤดูวิกฤตปีหน้า โดยยึดกรอบวาระแห่งชาติ PM2.5 ฉบับที่ 2 (2568–2570) เป็นแกน และ (3) จัดกลไกสื่อสารความเสี่ยงและแจ้งเตือนประชาชนแบบ “หนึ่งเสียง” ตั้งแต่ระดับตำบล/เทศบาลขึ้นมา เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่เข้าใจง่ายและทันเวลา พร้อมมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม เช่น ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก ผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจหรือโรคหัวใจ

การ “จับคู่ภารกิจ–ตัวชี้วัด–เส้นตาย” ถูกย้ำตลอดการประชุม เช่น การนับวันถอยหลังสู่เดือนกุมภาพันธ์—ก่อนถึงเวลานั้น แผนจังหวัดต้องตอบได้ว่า “แหล่งกำเนิดไหนลดเท่าไร ใครรับผิดชอบ และติดตามผลอย่างไร” ขณะที่ภาคประชาสังคมและสถาบันการศึกษาจะเข้ามาเสริมฐานข้อมูลจุลภาคและออกแบบระบบแจ้งเตือนที่ประชาชนเข้าถึงจริง

เมื่อ “เขตควบคุมมลพิษ” ลงสู่พื้นที่จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

การบังคับใช้มาตรการชั่วคราวเฉพาะฤดูกาล : ช่วง ก.พ.–พ.ค. หน่วยงานรัฐสามารถออกเงื่อนไขการควบคุมแหล่งกำเนิดชั่วคราว (เช่น การจำกัดกิจกรรมกลางแจ้งในบางช่วง การเข้มตรวจควันดำ/ควันขาว การห้ามเผาในที่โล่งอย่างมีข้อยกเว้นที่ชัดเจน และการเพิ่มความถี่ตรวจโรงงาน/ลานตากการเกษตร) โดยทั้งหมดต้องยึดหลักความจำเป็นและสัดส่วนตามที่กฎหมายกำหนด และการสื่อสารความเสี่ยงแบบแบ่งระดับ เมื่อค่าฝุ่นเข้าใกล้/เกินมาตรฐาน การแจ้งเตือนต้องระบุ “ทำอะไร–กับใคร–เมื่อใด” เช่น ระดับเตือนกลุ่มเสี่ยงให้หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง พร้อมเปิดจุดปลอดฝุ่นในศูนย์ชุมชน โรงเรียน หรือ รพ.สต. การติดตามและประเมินผลจังหวัดต้องรายงานผลมาตรการตามแผนมาตรา 60 และผนวกเข้ากับแผนสิ่งแวดล้อมจังหวัด (มาตรา 37–39) เพื่อไม่ให้มาตรการเฉพาะฤดูถูก “รีเซ็ตใหม่” ทุกปี

ทั้งหมดนี้คือการทำให้ “ความรับผิดชอบเชิงกฎหมาย” กลายเป็น “ผลลัพธ์เชิงสุขภาพและเศรษฐกิจ” ที่ตรวจสอบได้

มองเชิงระบบ: ทำไม “แผนจังหวัด” ต้องล็อกกับ “วาระแห่งชาติ”
วาระแห่งชาติการแก้ฝุ่น PM2.5 ฉบับที่ 2 (2568–2570) ที่ ครม. เห็นชอบ กำหนดทั้งมาตรการระยะเร่งด่วนและระยะยาว ตั้งแต่การจัดการเชื้อเพลิงการเกษตร (agri-residue) การปรับพฤติกรรมการขนส่งและยานยนต์ การยกระดับการตรวจวัดและเปิดเผยข้อมูล ไปจนถึงความร่วมมือข้ามพรมแดนในประเด็นหมอกควันภูมิภาคลุ่มน้ำโขง การที่ 4 จังหวัดจะยกเครื่องสู่ “เขตควบคุมมลพิษ” จึงต้อง “ล็อกเป้าและภาษานโยบาย” ให้ตรงกับแผนชาติ เพื่อใช้ประโยชน์จากงบกลาง มาตรการจูงใจ และเครือข่ายความร่วมมือที่วางไว้แล้ว ลดการซ้ำซ้อนและเร่งผลลัพธ์ในพื้นที่.

มุมวัดผล ใช้ตัวเลขอะไรติดตามความคืบหน้า

เพื่อให้การขับเคลื่อน “เขตควบคุมมลพิษ” ไม่ใช่แค่คำประกาศ ข่าวชิ้นนี้ขอเสนอ “4 ชุดตัวชี้วัด” ที่จับต้องได้ (และสอดคล้องกับกรอบสาธารณสุข/สิ่งแวดล้อมที่มีอยู่)

  1. คุณภาพอากาศ: จำนวนวัน PM2.5 เกินมาตรฐาน 37.5 µก./ลบ.ม. รายพื้นที่ + ค่าเฉลี่ยความเข้มสูงสุดราย 24 ชั่วโมงในช่วง ก.พ.–พ.ค. (เชื่อม Air4Thai/สถานีเครือข่ายมหาวิทยาลัย)
  2. แหล่งกำเนิด: ปริมาณเชื้อเพลิงการเกษตรที่ถูกนำไปใช้/กำจัดแบบไม่เผา (ตัน) + จำนวนการตรวจโรงงาน/ยานยนต์ควันดำ
  3. สุขภาพ: จำนวนผู้ป่วยกลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจ/หัวใจที่มารับบริการในช่วงเตือนภัย (เชื่อมระบบเฝ้าระวังของ สธ.)
  4. การสื่อสาร: จำนวนการแจ้งเตือนแบบแบ่งระดับและการเข้าถึง (reach) ของประชาชนในช่องทางจังหวัด/อปท.

“คำถามชวนคิด” ระหว่างทาง

– ถ้าค่ามาตรฐานไทย 37.5 ยังสูงกว่าเป้าหมาย WHO ที่ 15 ไมโครกรัม/ลบ.ม. เราจะตั้ง “เป้าหมายภายใน” ที่เข้มขึ้นสำหรับกลุ่มเสี่ยงได้อย่างไร โดยไม่ขัดกฎหมายแต่ทำให้คนปลอดภัยขึ้น
– เรามีข้อมูลเชื้อเพลิงการเกษตรรายพืช–รายอำเภอครบถ้วนหรือยัง เพื่อวางมาตรการจูงใจเศรษฐกิจ (เศษวัสดุไปเป็นพลังงาน/อาหารสัตว์/วัสดุชีวภาพ) แทนการเผา?
– ในฐานะ “เขตควบคุมมลพิษตามฤดูกาล” จะออกแบบมาตรการชั่วคราวที่ “เข้มพอ–ยุติธรรม–ไม่บั่นทอนเศรษฐกิจท้องถิ่น” อย่างไร โดยยึดหลักสัดส่วนตามที่ศาลวางไว้

เสียงจากโต๊ะประชุม

ผู้แทนจังหวัดย้ำแนวเดียวกัน 3 เรื่อง: หนึ่ง—ต้องเร่งทำความเข้าใจบทบาทของทุกหน่วย ทั้งฝ่ายปกครอง ท้องถิ่น สาธารณสุข ตำรวจ หน่วยป่าไม้ และภาคเอกชน เพื่อปิดช่องว่าง “ใครทำอะไร เมื่อไหร่ อย่างไร” สอง—ให้เตรียมแผนปฏิบัติการตามมาตรา 60 โดยเลือก “มาตรการไม่เผา” ที่ทำได้จริงในบริบทพื้นที่ และกำหนดกลไกชดเชย/จูงใจชัดเจน สาม—ให้จัดตั้งศูนย์สื่อสารความเสี่ยงระดับจังหวัด เชื่อม รพ.สต.–เทศบาล–กำนัน/ผู้ใหญ่บ้าน เป็นโครงข่ายแจ้งเตือนเดียวกัน ลดความสับสนของประชาชนช่วงค่าฝุ่นแกว่งวันต่อวัน

ในภาพใหญ่ “เขตควบคุมมลพิษ” ไม่ได้ลดบทบาทประชาชน ในทางกลับกัน มันทำให้ “สิทธิรู้เท่าทัน” และ “สิทธิได้รับการคุ้มครอง” ชัดขึ้น—เมื่อค่าฝุ่นสูงไป ทางการต้องบอกล่วงหน้า ต้องเปิดจุดปลอดฝุ่น ต้องมีหน้ากากเพียงพอ และต้องมีมาตรการบรรเทาเฉพาะกลุ่ม ไม่ใช่ฝากประชาชนแก้ปัญหาด้วยตัวเองเพียงลำพัง

ทางแยกสู่ “ความยั่งยืน”

แม้เขตควบคุมมลพิษจะตอบโจทย์ฤดูกาลวิกฤต แต่การแก้ฝุ่นอย่างยั่งยืนยังพิงปัจจัยโครงสร้าง—เศรษฐกิจการเกษตรที่ลดการพึ่งพาการเผา, ระบบขนส่งที่ปล่อยมลพิษต่ำ, อุตสาหกรรมที่จัดการมลพิษปลายปล่องอย่างโปร่งใส, และความร่วมมือข้ามพรมแดนที่จริงจัง—ทั้งหมดนี้เป็นองค์ประกอบใน “วาระแห่งชาติ PM2.5 (2568–2570)” ที่จังหวัดต้องเชื่อมต่อ ไม่ใช่เดินคู่ขนานคนละทิศ เมื่อคำพิพากษาวางกรอบกฎหมายแล้ว สิ่งที่รออยู่ข้างหน้า คือ “กฎของผลลัพธ์” ที่จะวัดจากอากาศที่เด็กๆ สูดได้อย่างปลอดภัยขึ้นในฤดูกาลหน้า

ข้อเท็จจริงเชิงกฎหมาย (สรุปให้เข้าใจง่าย)

• มาตรา 59: หากมีเหตุจำเป็น รัฐสามารถกำหนดพื้นที่ใดเป็น “เขตควบคุมมลพิษ” เพื่อควบคุม ลด และขจัดมลพิษแบบเข้มข้นตามแผนที่กำหนด
• มาตรา 60: ต้องมี “แผนปฏิบัติการเพื่อลดและขจัดมลพิษ” ระบุมาตรการ ผู้รับผิดชอบ ระยะเวลา และวิธีติดตามผล
• มาตรา 37–39: จังหวัดต้องมี “แผนสิ่งแวดล้อมระดับจังหวัด” เพื่อบูรณาการมาตรการต่างๆ และจัดสรรทรัพยากรให้ต่อเนื่อง
• คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด (ส.ค. 2568): สั่งให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติประกาศ 4 จังหวัดภาคเหนือเป็น “เขตควบคุมมลพิษ” ช่วงเดือน ก.พ.–พ.ค. ของทุกปี โดยอาศัยหลักสัดส่วนเพื่อคุ้มครองสุขภาพประชาชนควบคู่เศรษฐกิจและการท่องเที่ยว

เช็กสุขภาพสาธารณะมาตรฐาน–คำแนะนำ–การปฏิบัติ

อย่าลืมว่า “ค่ามาตรฐาน” ไม่ได้แปลว่า “ปลอดภัยสำหรับทุกคน” มาตรฐานไทย 37.5 µก./ลบ.ม. ช่วยให้หน่วยงานมีเกณฑ์ปฏิบัติ แต่มาตรการดูแลกลุ่มเสี่ยงควรขยับเข้มขึ้นสู่ระดับแนะนำของ WHO ที่ 15 µก./ลบ.ม. โดยเฉพาะช่วงค่าฝุ่นแกว่งสูง การเตรียมแผนหน้ากากคุณภาพ จุดปลอดฝุ่น การแจ้งเตือนกิจกรรมภายนอก (เช่น การงดกิจกรรมกลางแจ้งในสถานศึกษาเมื่อค่า AQI/PM2.5 เกินเกณฑ์) ล้วนอยู่ในคู่มือของ สธ. แล้ว และควรถูกยกเป็น “มาตรฐานจังหวัด” เมื่อสถานะเขตควบคุมมลพิษมีผลใช้

จาก “คำพิพากษา” สู่ “อากาศที่หายใจได้”

การเตรียมประกาศ 4 จังหวัดเหนือเป็น “เขตควบคุมมลพิษ” ไม่ได้ตอบโจทย์เฉพาะหน้าเท่านั้น แต่คือการวางรางเหล็กให้ขบวนการทำงานของรัฐ–ท้องถิ่น–ภาคเอกชน–ภาคประชาชน แล่นไปในทิศเดียวกันภายใต้กรอบกฎหมายเดียวกัน ตัวเลขมาตรฐาน PM2.5 ที่เข้มขึ้น เสียงเตือนจากวงการแพทย์ และคำพิพากษาที่วางหลักสัดส่วน ล้วนมาบรรจบกันที่จุดเดียว: สุขภาพและคุณภาพชีวิตของคนเหนือที่ต้อง “ปลอดภัยขึ้นจริง” ภายในเวลาที่วัดได้—เริ่มจากฤดูกาลหน้า

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด สั่งให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติกำหนด 4 จังหวัดเหนือเป็นเขตควบคุมมลพิษช่วง ก.พ.–พ.ค. ของทุกปี (อ้างอิงข่าวสรุปโดยสำนักข่าวอิศรา, 1 ส.ค. 2568)
  • พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535
  • ค่ามาตรฐานคุณภาพอากาศของไทย (PM2.5 ราย 24 ชม. = 37.5 µก./ลบ.ม.
  • WHO Air Quality Guidelines 2021 – ค่าเป้าหมาย PM2.5 ราย 24 ชม. = 15 µก./ลบ.ม. และเหตุผลด้านสุขภาพ
  • แนวทางกระทรวงสาธารณสุขต่อสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 (พ.ศ. 2568)

 

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

สวนแม่ฟ้าหลวงคว้าตำแหน่ง “เขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืด” แห่งแรกในพื้นที่เอกชนของไทย

ดอยตุงสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ สวนแม่ฟ้าหลวงคว้าตำแหน่ง “เขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืด” แห่งแรกในพื้นที่เอกชนของไทย

เชียงราย, 2 สิงหาคม 2568 – ปัญหามลภาวะทางแสงที่ทำให้ท้องฟ้ายามค่ำคืนสูญเสียความงาม สวนแม่ฟ้าหลวง โครงการพัฒนาดอยตุง จังหวัดเชียงราย กลับสามารถสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไทยทั้งประเทศ เมื่อได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น “เขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดในพื้นที่ส่วนบุคคล” (Dark Sky Conservation Area in a Private Area) อย่างเป็นทางการ ถือเป็นแห่งแรกและแห่งเดียวในประเภทนี้ของประเทศไทย

ความสำเร็จครั้งสำคัญนี้เกิดขึ้นภายใต้การดำเนินงานของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งไม่เพียงแต่ตอกย้ำคุณค่าทางธรรมชาติของดอยตุงที่มีมาช้านาน แต่ยังเป็นการวางรากฐานสำคัญให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ดาราศาสตร์ที่ยั่งยืนในภูมิภาคอาเซียน

เส้นทางสู่ความสำเร็จที่ไม่ง่ายดาย

การได้รับการรับรองในครั้งนี้ผ่านกระบวนการคัดเลือกที่เข้มงวด เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2568 คุณวิสิษฐ์อร รัชตะนาวิน ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาและเผยแพร่องค์ความรู้ ในฐานะตัวแทนมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้เข้ารับมอบโล่รับรองอย่างเป็นทางการในโครงการ AMAZING DARK SKY IN THAILAND #Season 4 ซึ่งเป็นผลงานร่วมกันระหว่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (NARIT)

ความสำเร็จนี้เกิดขึ้นจากการที่พื้นที่สวนแม่ฟ้าหลวงมีแนวทางการจัดการแสงสว่างที่เหมาะสมและเป็นมาตรฐาน โดยไม่ก่อให้เกิดมลภาวะทางแสง (Light Pollution) ทำให้ผู้มาเยือนสามารถชื่นชมความงดงามของท้องฟ้ายามค่ำคืนและดวงดาวนับล้านดวงได้อย่างชัดเจนด้วยตาเปล่า ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากในปัจจุบัน

เกณฑ์มาตรฐานระดับโลกที่ท้าทาย

สำหรับการได้รับการรับรองเป็น “เขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดในพื้นที่ส่วนบุคคล” นั้น NARIT ได้กำหนดเกณฑ์และกระบวนการรับรองที่เข้มงวดตามมาตรฐานสากล ซึ่งประกอบด้วยข้อกำหนดหลักที่ท้าทายดังนี้

ด้วยพื้นที่โล่งที่เหมาะสม สวนแม่ฟ้าหลวงมีพื้นที่โล่งสำหรับจัดกิจกรรมทางดาราศาสตร์ที่สามารถสังเกตการณ์ท้องฟ้าโดยรอบได้มากกว่า 70% ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดขั้นต่ำที่กำหนดไว้

คุณภาพท้องฟ้าของพื้นที่นี้มีค่าความมืดท้องฟ้าสูงถึง 19 magnitude ต่อตารางฟิลิปดา และสามารถสังเกตเห็นวัตถุท้องฟ้าต่างๆ ด้วยตาเปล่าได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นทางช้างเผือก กาแล็กซีอันดรอมีดา และกลุ่มดาวต่างๆ ที่สวยงาม

ในด้านการบริหารจัดการแสงสว่าง สวนแม่ฟ้าหลวงมีการควบคุมที่มีประสิทธิภาพใน 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ การควบคุมทิศทางแสงให้ส่องลงพื้นเท่านั้น การเลือกใช้อุณหภูมิแสงสว่างที่เหมาะสม และการมีระบบควบคุมเวลาเปิด-ปิดที่เข้มงวด รวมถึงการจำกัดความสว่างของแหล่งกำเนิดแสงภายนอกอาคารให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและไม่ก่อให้เกิดแสงรบกวน

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือพื้นที่โดยรอบปราศจากแสงรบกวนจากภายนอก และมีการศึกษาและอธิบายถึงสถานการณ์มลภาวะทางแสงโดยรอบพื้นที่จัดกิจกรรมอย่างละเอียด

มิติใหม่ของการอนุรักษ์ที่ครอบคลุมทุกชีวิต

การเป็นเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดมีความหมายที่ลึกซึ้งกว่าการเป็นเพียงจุดชมดาว เพราะการอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดมีผลกระทบเชิงบวกต่อระบบนิเวศและสุขภาพของมนุษย์อย่างมหาศาล วัฏจักรธรรมชาติของแสงและความมืดเป็นสิ่งจำเป็นพื้นฐานต่อการทำงานของระบบนิเวศโลก

สำหรับสัตว์ป่า แสงประดิษฐ์ในเวลากลางคืนสร้างความเสียหายอย่างมากต่อพฤติกรรมตามธรรมชาติ เช่น การหากิน การอพยพตามฤดูกาล และกระบวนการสืบพันธุ์ที่สำคัญ นกอพยพหลงทางจากเส้นทางการบินที่ใช้มานานนับพันปี แมลงกลางคืนสูญเสียการนำทางจากแสงดวงจันทร์และดวงดาว ส่งผลให้ห่วงโซ่อาหารเกิดความเสียหาย

สำหรับพืชพรรณ กระบวนการสำคัญต่างๆ เช่น การออกดอก การเจริญเติบโต และการสังเคราะห์แสงในเวลากลางคืนก็ได้รับผลกระทบจากแสงประดิษฐ์เช่นกัน

ในส่วนของมนุษย์ แสงประดิษฐ์ที่มากเกินไปในเวลากลางคืนรบกวนการผลิตฮอร์โมนเมลาโทนินที่จำเป็นต่อการนอนหลับที่มีคุณภาพ ส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพทั้งระยะสั้นและระยะยาว เช่น ความเครียด โรคซึมเศร้า และโรคไม่ติดต่อเรื้อรังต่างๆ

การลดมลภาวะทางแสงจึงเป็นมาตรการอนุรักษ์ที่ให้ประโยชน์หลายมิติ ทั้งการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ การปกป้องสุขภาพของมนุษย์ การประหยัดพลังงาน และการลดต้นทุนการดำเนินงานในระยะยาว

ประสบการณ์ท่องเที่ยวใหม่ที่ไม่เหมือนใคร

การขึ้นทะเบียนเป็นเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดครั้งนี้ เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวและผู้สนใจได้สัมผัสกับประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์รูปแบบใหม่ที่พิเศษและหาได้ยากในภูมิภาคนี้ ภายในพื้นที่สวนแม่ฟ้าหลวงมีการออกแบบกิจกรรมกลางคืนที่ผสานความงามของธรรมชาติเข้ากับองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์อย่างลงตัว

กิจกรรมเดินสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพยามค่ำคืนจะให้ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสกับชีวิตสัตว์ป่ากลางคืนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ ได้ฟังเสียงธรรมชาติยามค่ำคืนที่แตกต่างจากกลางวัน และได้เรียนรู้เกี่ยวกับการปรับตัวของสรรพสิ่งเพื่อความอยู่รอดในความมืด

การบรรยายเรื่องดวงดาวโดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจะเป็นการเปิดหน้าต่างสู่จักรวาล ให้ผู้มาเยือนได้เรียนรู้เกี่ยวกับดาวเคราะห์ ดาวฤกษ์ กาแล็กซี และปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ต่างๆ ที่สามารถสังเกตได้จากท้องฟ้าดอยตุง พร้อมทั้งเข้าใจถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ท้องฟ้ายามราตรี

เพื่อรักษาคุณภาพของสิ่งแวดล้อมและมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับผู้เข้าร่วม กิจกรรมทั้งหมดจะมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้าเป็นระยะ และเปิดให้เฉพาะผู้ที่ลงทะเบียนล่วงหน้าเท่านั้น เพื่อควบคุมจำนวนผู้เข้าชมให้เหมาะสมและไม่ส่งผลกระทบต่อความสมดุลของระบบนิเวศ

โอกาสและความท้าทายในอนาคต

ความสำเร็จของสวนแม่ฟ้าหลวงในการกลายเป็นเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดแห่งแรกในพื้นที่เอกชนของไทย เป็นต้นแบบที่มีค่าอย่างยิ่งสำหรับพื้นที่อื่นๆ ที่มีศักยภาพในการพัฒนาในทิศทางเดียวกัน อย่างไรก็ตาม การขยายผลให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาวยังต้องการการดำเนินการในหลายมิติ

การพัฒนากฎหมายและข้อบังคับระดับชาติเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วน รัฐบาลควรพิจารณาการออกกฎหมายเฉพาะด้านมลภาวะทางแสงที่มีฟันเขี้ยวในการบังคับใช้ เพื่อให้มีกรอบการดำเนินงานที่ชัดเจนและครอบคลุมทั่วประเทศ

การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนเป็นอีกปัจจัยสำคัญ NARIT และ ททท. ควรขยายความร่วมมือกับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โรงแรม รีสอร์ท และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งเสริมการลงทุนในการปรับปรุงระบบแสงสว่างให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และพัฒนาแพ็กเกจการท่องเที่ยวเชิงดาราศาสตร์ที่หลากหลายและน่าสนใจ

การให้ความรู้และสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชนเป็นรากฐานสำคัญของการอนุรักษ์ ควรมีการรณรงค์อย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับผลกระทบของมลภาวะทางแสงต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และมรดกทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะการสร้างความเข้าใจให้กับชุมชนท้องถิ่นซึ่งเป็นผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับพื้นที่เหล่านี้มากที่สุด

การบูรณาการกับการวางแผนการใช้ที่ดินและการพัฒนาเมืองเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรพิจารณาการรวมข้อกำหนดและมาตรฐานด้านมลภาวะทางแสงเข้ากับแผนการพัฒนาพื้นที่ต่างๆ ทั้งในเมืองและชนบท เพื่อป้องกันการเกิดมลภาวะทางแสงใหม่และรักษาคุณภาพของท้องฟ้ายามค่ำคืนไว้สำหรับอนุชนคนรุ่นหลัง

มรดกอันล้ำค่าสำหรับคนไทยทุกคน

การขึ้นทะเบียนสวนแม่ฟ้าหลวงเป็นเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดไม่ใช่เพียงความสำเร็จของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เพียงหน่วยงานเดียว แต่เป็นความภาคภูมิใจและมรดกอันล้ำค่าที่มอบให้กับธรรมชาติและคนไทยทุกคน ความสำเร็จนี้เป็นสัญลักษณ์ของการที่ประเทศไทยสามารถนำแนวคิดการอนุรักษ์ในมิติใหม่มาปฏิบัติได้จริง และเป็นต้นแบบให้กับภูมิภาคอาเซียนและนานาประเทศ

ในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และมลภาวะทุกรูปแบบกำลังคุกคามวิถีชีวิตของมนุษย์และสรรพสิ่ง การที่เรายังคงสามารถมองเห็นดวงดาวบนท้องฟ้าได้เหมือนที่บรรพบุรุษของเราเคยมองเห็น ถือเป็นสิ่งที่มีค่าอย่างล้ำลึก

สวนแม่ฟ้าหลวงแห่งนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่สวนสาธารณะหรือแหล่งท่องเที่ยวธรรมดา แต่เป็นหน้าต่างสู่จักรวาลที่เปิดให้เราได้สัมผัสถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ เป็นห้องเรียนกลางแจ้งที่สอนให้เราเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม และเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เตือนใจเราให้ตระหนักถึงหน้าที่ในการรักษาและปกป้องความงามของโลกใบนี้ให้คงอยู่ตลอดไป

การที่เราจะร่วมกันปกป้องความมืดแห่งท้องฟ้ายามค่ำคืน และแสงแห่งดวงดาวนับล้านดวงให้คงอยู่สำหรับลูกหลานของเราในอนาคต นั่นคือภารกิจสำคัญที่สวนแม่ฟ้าหลวงได้เปิดทางไว้ให้เราทุกคนได้เดินตาม

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์: ข่าวสารและข้อมูลการขึ้นทะเบียนเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืด
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.): ข้อมูลโครงการ AMAZING DARK SKY IN THAILAND
  • สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (NARIT): ข้อมูลการรับรองเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดและเกณฑ์การพิจารณา
  • โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ: ข้อมูลพื้นฐานและปรัชญาการดำเนินงาน
  • International Dark-Sky Association (IDA): ข้อมูลการรับรองเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดประเภทต่างๆ และมาตรฐานสากล
  • เอกสาร “เขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดในพื้นที่ส่วนบุคคล: แนวทางปฏิบัติ ประโยชน์ และโอกาสในประเทศไทย”
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News