Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

ประมงล่มสลาย-นาข้าวเสี่ยง! จี้รัฐบาลยกระดับ “วาระแห่งชาติ” แก้ปัญหาที่แหล่งกำเนิดสารพิษ

วิกฤตแม่น้ำกก “เหมืองแร่สกปรก” ข้ามพรมแดนคุกคามล้านชีวิตไทย ปมร้อนห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญกับการคัดค้านแผนแก้ปัญหา 173 ล้านบาท

เชียงราย, 7 พฤศจิกายน 2568 – ท่ามกลางกระแสการแสวงหาแร่สำคัญ (Critical Minerals) เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและพลังงานสะอาดของโลก ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและความมั่นคงของมนุษย์ได้ปะทุขึ้นอย่างรุนแรงบริเวณพรมแดนไทย-เมียนมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในลุ่มน้ำกก จังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ ข้อมูลเชิงลึกและภาพถ่ายดาวเทียมล่าสุดได้ยืนยันการขยายตัวของ เหมืองแร่แรร์เอิร์ธและเหมืองทองคำ” ขนาดใหญ่ในรัฐฉาน ภาคตะวันออกของเมียนมา ซึ่งดำเนินการโดยกลุ่มบริษัทที่มีความเชื่อมโยงกับรัฐวิสาหกิจจีน และตั้งอยู่ใกล้กับพรมแดนไทยในระยะที่น่าตกใจ สถานการณ์นี้ไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายแก่ทรัพยากรธรรมชาติในพม่า แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตและเศรษฐกิจของคนไทยกว่าหนึ่งล้านคน

ปัญหาสารพิษโลหะหนักที่ปนเปื้อนลงสู่แม่น้ำกก ไม่ใช่เพียงแค่ความกังวลในท้องถิ่น แต่ได้กลายเป็น วาระของชาติ” และเป็นข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนถึงหายนะของการจัดการห่วงโซ่อุปทานแร่ที่ไม่โปร่งใส ขณะที่รัฐบาลไทยพยายามเสนอทางออกด้วยการสร้างฝายดักตะกอน มูลค่า 173 ล้านบาท ภาคประชาสังคมและชุมชนผู้ได้รับผลกระทบกลับพร้อมใจกันลุกขึ้นคัดค้าน โดยชี้ว่าเป็นการ ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ” ที่ไม่สามารถจัดการกับแหล่งกำเนิดสารพิษที่แท้จริงได้

ปฐมบทแห่งหายนะ สารพิษจากพรมแดน 25 กิโลเมตร

การเปิดเผยข้อมูลโดยมูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่ (Shan Human Rights Foundation – SHRF) เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2568 และการอัปเดตเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 ได้จุดประกายความวิตกกังวลในระดับนานาชาติ ภาพถ่ายดาวเทียมแสดงให้เห็นการขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญของเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในเมืองยอน ทางใต้ของเมืองสาด ภาคตะวันออกของรัฐฉาน พื้นที่ทำเหมืองดังกล่าวอยู่ห่างจากพรมแดนด้านอำเภอแม่ อาย จังหวัดเชียงใหม่ เพียงประมาณ 25 กิโลเมตรเท่านั้น และอยู่ภายใต้การควบคุมร่วมกันของรัฐบาลทหารพม่าและกองทัพว้า (United Wa State Army – UWSA)

สิ่งที่ทำให้เหมืองเหล่านี้เป็นอันตรายอย่างยิ่งคือ วิธีการสกัดแร่แบบชะละลาย ณ แหล่งกำเนิด (in-situ leaching) ซึ่งเป็นวิธีการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธที่ทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง โดยเกี่ยวข้องกับการฉีดสารเคมีจำนวนมากผ่านท่อเข้าไปในเนินเขาเพื่อชะละลายแร่หายากออกมา สารละลายเคมีที่ได้จะถูกส่งไปยังบ่อแต่งแร่ทรงกลมที่เรียงรายอยู่ตามจุดต่าง ๆ ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับเหมืองแรร์เอิร์ธที่ดำเนินการโดยบริษัทจีนในรัฐคะฉิ่น ประเทศเมียนมา ซึ่งเป็นแหล่งผลิตแร่เทอร์เบียม (Tb) และดิสโพรเซียม (Dy) จำนวนมาก

จากการติดตามภาพถ่ายดาวเทียมพบว่า เหมืองแรร์เอิร์ธแห่งหนึ่งทางทิศตะวันออกของแม่น้ำกกเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ช่วงกลางปี 2566 (mid-2023) ขณะที่อีกแห่งทางทิศตะวันตกของแม่น้ำกกเริ่มขึ้นตั้งแต่กลางปี 2567 (mid-2024) ภาพล่าสุดเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2568 แสดงให้เห็นว่าบ่อแต่งแร่ทางทิศตะวันตกได้ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้วและมีการสร้างหลังคาสีดำปกคลุม ส่วนเหมืองฝั่งตะวันออกยังคงดำเนินการต่อเนื่อง โดยมีการสร้างอาคารใหม่หลายหลัง และสามารถมองเห็นสารเคมีเหลว สีน้ำเงินสด” ในบ่อแต่งแร่ผ่านตาข่ายสีดำที่ปกคลุมอยู่ การขยายตัวของการดำเนินงานเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมกับการปล่อย กากของเสียที่มีโลหะหนัก” ไหลลงสู่แม่น้ำกกโดยตรงอย่างต่อเนื่อง

ความเสียหายที่ประเมินค่าไม่ได้ ผลกระทบต่อปากท้องและสุขภาพ

แม่น้ำกกไหลจากเมืองท่าตอน อำเภอแม่ อาย จังหวัดเชียงใหม่ เข้าสู่จังหวัดเชียงราย และไหลลงสู่แม่น้ำโขงที่อำเภอเชียงแสน ผลกระทบข้ามพรมแดนนี้จึงเป็นภัยคุกคามต่อชุมชนริมน้ำทั้งในภาคใต้ของรัฐฉานและภาคเหนือของไทย

สถิติชวนคิดและผลกระทบจริงที่ต้องเร่งคลี่คลาย

ทางการไทยได้พยายามตรวจสอบคุณภาพน้ำในแม่น้ำกกทุกสองสัปดาห์ตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 และพบว่า มีปริมาณสารหนูและตะกั่วเกินมาตรฐานความปลอดภัยหลายครั้ง ยิ่งไปกว่านั้น ดร.สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์ประจำสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ได้เปิดเผยว่า จากการตรวจหาสารโลหะหนักในน้ำประปาในจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ ก็ยังพบสารหนูปนเปื้อนอยู่ทุกครั้ง แม้หน่วยงานภาครัฐจะยืนยันว่าน้ำประปาปลอดภัย แต่การประปาส่วนภูมิภาคกลับต้องพิจารณาของบประมาณสูงถึง 12,000 ล้านบาท เพื่อหาแหล่งน้ำดิบใหม่มาทดแทนแม่น้ำกก เนื่องจากเกินกำลังที่จะกำจัดสารโลหะหนักได้แล้ว

ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสุขภาพต่อชุมชนชาวไทยนั้นปรากฏชัดเจน

  1. การประมงและสุขภาพสัตว์น้ำ นายสายัณห์ ข้ามหนึ่ง ผู้อำนวยการสมาคมแม่น้ำนานาชาติ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่เมื่อ 3-4 วันก่อนการประชุม (6 พ.ย. 68) ยังพบว่าชาวประมงพื้นบ้านจับ ปลากดที่มีตุ่มเล็ก ๆ สีขาว ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับปลาในแม่น้ำกก โดยเฉพาะปลากินเนื้อและปลาที่หากินหน้าดิน นายบุญศรี พนาสง่าวงศ์ ผู้แทนจากชุมชนบ้านแคววัวดำ สะท้อนความจริงอันเจ็บปวดว่า “เมื่อก่อนปลาน้ำกก ติดป้ายไม่ถึง 3 ชั่วโมงปลาก็ขายหมด ตอนนี้ไม่หาแล้วเพราะไม่มีคนซื้อ
  2. การท่องเที่ยวที่ล่มสลาย ชมรมเรือท่องเที่ยวเชียงรายเปิดเผยว่า ในปี 2567 ที่ผ่านมา ผลกระทบจากมลพิษทำให้จำนวนเรือที่ขึ้นทะเบียนกับกรมเจ้าท่า เหลือไม่ถึง 60 ลำ จากเดิมที่มีมากกว่า 300 ลำ ส่วนผู้ประกอบการแพริมน้ำในตำบลท่าตอน ประสบความเสียหายหนัก จากที่เคยลงทุนกว่า 2 ล้านบาทและได้กำไรกว่า 900,000 บาทต่อปี ปีนี้กลับขาดทุนไปถึง 800,000 บาท
  3. ความเสี่ยงทางการเกษตรและสุขภาพมนุษย์ ดร.สืบสกุล ชี้ว่า มีเกษตรกร 14,638 ราย ในเชียงราย และ นาข้าว 130,881 ไร่ ที่ได้รับผลกระทบ และพื้นที่เหล่านี้มีความเสี่ยง 100% ที่จะต้องใช้น้ำปนเปื้อนในการผลิตข้าวนาปรังในเดือนมกราคม 2569 นอกจากนี้ ยังพบว่าเด็ก ๆ ในพื้นที่ที่แอบไปเล่นน้ำมีอาการเป็นตุ่มสีดำ และบางคนมีแผลที่เป็นตุ่มเนื้อออกมา

ความขัดแย้งเชิงนโยบาย ฝายดักตะกอนกับการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด

ในขณะที่ชุมชนกำลังเผชิญกับผลกระทบอย่างหนัก กรมทรัพยากรน้ำได้เตรียมจัด “การประชุมรับฟังความเห็นของประชาชน” ในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 เพื่อทบทวนและกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาน้ำ แนวทางที่ถูกเสนอคือ โครงการสร้าง ฝายดักตะกอน” จำนวน 4 แห่ง ในพื้นที่อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ด้วยงบประมาณ 173 ล้านบาท (ซึ่งลดลงจากแผนเดิม 10 ฝาย)

อย่างไรก็ตาม โครงการนี้กลับถูกคัดค้านอย่างหนักจากเครือข่ายสิทธิชุมชนเชียงรายและสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต โดยผู้นำชุมชนได้รวมตัวกันระดมความเห็นเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 และมีจุดยืนเป็นหนึ่งเดียวว่า ไม่เอาฝายดักตะกอน”

นายกินุ เฉลิมเลี่ยมทอง นายกสมาคมลาหู่ประเทศไทยและนานาชาติ ได้กล่าวถึงความไม่เชื่อมั่นในมาตรการนี้อย่างดุเดือดว่า “การสร้างฝายดักตะกอน ผมไม่มีความหวังเลย คิดว่าไม่สามารถดักสารเคมีสารพิษได้ ตะกอนปนเปื้อนจะไม่หาย และจะไม่ลดลง… การสร้างฝายดักตะกอน เป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ และยังเป็นฝายดักตะกอนพิษที่แรกของโลก เอาความเชื่อมั่นมาจากที่ไหน

นายวุฒิพงษ์ สงวนโชติ นายกสมาคมลาหู่และตัวแทนชาวบ้านในลุ่มน้ำกก ได้ย้ำว่า แม่น้ำกกมีน้ำมหาศาล ดักตะกอนก็ได้แต่ตะกอน ไม่สามารถดักสารพิษได้ ชาวบ้านยังตั้งข้อสังเกตว่า ภาครัฐปกปิดข้อมูลโครงการนี้มาโดยตลอด และเร่งดำเนินการทั้งที่ปัญหาหลักคือสารพิษยังไม่ได้รับการแก้ไข

บริษัทข้ามชาติและห่วงโซ่อุปทานแร่โลก

เพื่อทำความเข้าใจถึงแรงขับเคลื่อนเบื้องหลังหายนะข้ามพรมแดนนี้ จำเป็นต้องตรวจสอบความเชื่อมโยงของกลุ่มทุนที่อยู่เบื้องหลังการทำเหมือง

เหมืองแร่แรร์เอิร์ธและเหมืองทองคำริมแม่น้ำกกในเมืองยอน รัฐฉาน เป็นกิจการของ บริษัท ไชนา อินเวสเมนต์ ไมนิ่ง จำกัด (CIMC) CIMC นั้นอยู่ภายใต้การควบคุมของ บริษัท เซี่ยงไฮ้ ฉือจิน เซียะหวู่ เมทัล รีสอร์สเซส จำกัด (Shanghai Chijin Xiawu Metal Resources Co. Ltd., หรือ Chijin Xiawu) ซึ่งถือหุ้นอยู่ 90% Chijin Xiawu ก่อตั้งขึ้นในเดือนตุลาคม 2565 โดยเป็นกิจการร่วมค้าระหว่างสองบริษัทยักษ์ใหญ่ของจีน

  1. บริษัท ฉือเฟิงโกลด์ (Chifeng Jilong Gold Mining Co., Ltd. – Chifeng Gold) บริษัทผู้ผลิตทองคำเอกชนรายใหญ่ที่สุดในประเทศจีน (ถือหุ้น 51% ใน Chijin Xiawu)
  2. บริษัท เซียะเหมินทังสเตน จำกัด (Xiamen Tungsten Co., Ltd.) เป็นรัฐวิสาหกิจของรัฐบาลจีน และเป็นผู้ผลิตทังสเตนที่สมบูรณ์ที่สุดในจีน รวมถึงเป็นหนึ่งในผู้ผลิตแรร์เอิร์ธรายใหญ่ที่สุดของประเทศ (ถือหุ้น 49% ใน Chijin Xiawu)

การร่วมทุนนี้มีเป้าหมายที่ชัดเจนคือ เพื่อพัฒนาและควบคุมทรัพยากรแรร์เอิร์ธในภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในลาว

กลยุทธ์การขยายตัวในอาเซียน โครงการเหมืองเหมิงคังในลาว

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2567 บริษัท ฉือเฟิงโกลด์ ได้ประกาศการเข้าซื้อหุ้น 90% ของ China Investment Mining (Laos) Sole Co., Ltd. ผ่านบริษัทย่อย (CHIXIA Laos) ด้วยมูลค่ารวม 18,963,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 688 ล้านบาท) บริษัทที่เข้าซื้อนี้มีโครงการสำคัญคือ โครงการแรร์เอิร์ธเหมิงคัง ในแขวงเชียงขวาง ประเทศลาว ซึ่งเป็นเหมืองประเภท “medium heavy rare earth” ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง

ข้อมูลสถิติขนาดโครงการในลาว

  • พื้นที่สัมปทานรวม 50 ตารางกิโลเมตร โดยมีพื้นที่นำร่อง 8 ตารางกิโลเมตร
  • ทรัพยากรแร่ที่พร้อมใช้ (Available Resources) รวม 101,462,900 ตันของสินแร่ และ 25,483.06 ตันของแรร์เอิร์ธออกไซด์
  • กำลังการผลิตที่ออกแบบไว้คือ 3,675 ตันของแรร์เอิร์ธออกไซด์ผสมต่อปี
  • โครงการนี้มีแผนที่จะใช้เทคโนโลยี in-situ leaching เช่นเดียวกับที่ใช้ในรัฐฉาน

ภาพถ่ายดาวเทียมล่าสุดของเหมืองแรร์เอิร์ธในเมืองคำ (Mengkang) ของบริษัทนี้ในลาว ก็แสดงให้เห็น การทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างกว้างขวาง” และมีการปล่อยน้ำเสียลงสู่ลำน้ำขาว (Nam Khao stream) ซึ่งไหลลงสู่แม่น้ำคานและต่อไปยังแม่น้ำโขงที่หลวงพระบาง การขยายตัวทางธุรกิจที่รวดเร็วและการใช้เทคโนโลยีทำลายสิ่งแวดล้อมในรัฐฉานและลาวตอกย้ำความเสี่ยงที่ไทยจะต้องเผชิญในฐานะประเทศปลายน้ำ นอกจากนี้ ดร.สืบสกุลยังตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลสหรัฐอเมริกาเองก็ต้องการให้ไทยเป็นฐานในการแปรรูปแร่สำคัญ เนื่องจากไทยมีแร่สำคัญ 10 ชนิด ซึ่งทำให้ไทยกลายเป็นทางผ่านของห่วงโซ่อุปทานแร่โลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ข้อเรียกร้องเพื่อความมั่นคงของประเทศ วาระแห่งการแก้ไขที่ต้นตอ

นางสาวเพียรพร ดีเทศน์ กรรมการบริหารมูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ Rivers and Rights ได้เน้นย้ำว่าปัญหานี้ต้องถูกยกระดับเป็น วาระแห่งชาติ และเป็นเรื่องของความมั่นคงของประเทศ พร้อมทั้งกล่าวเตือนถึงผลกระทบในระยะยาวว่า หากต้นทางยังไม่หยุด อีก 100 ปี สารปนเปื้อนก็ยังอยู่” และการฟื้นฟูอาจใช้เวลานานถึง 100-200 ปี

จากเวทีระดมความเห็น ภาคประชาสังคมและนักวิชาการได้สรุปข้อเสนอแนะหลักที่ต้องการให้รัฐบาลดำเนินการอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการลงนาม MOU กับสหรัฐฯ ในเรื่องแร่สำคัญ

  1. การแสดงความรับผิดชอบและการเจรจาข้ามพรมแดน เรียกร้องให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แสดงความรับผิดชอบ ต่อปัญหาและดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจังทันที รัฐบาลต้องแสดงความจริงใจด้วยการ ส่งเสียงไปยังรัฐบาลเมียนมา” และใช้เวทีภูมิภาค (เช่น เวทีอาเซียน หรือเวทีระดับโลกตามข้อชี้แนะของสหประชาชาติ) ในการแก้ไขปัญหาแหล่งกำเนิดสารพิษ
  2. ระบบข้อมูลและการตรวจสอบที่โปร่งใส ต้องการระบบตรวจสอบย้อนกลับไปยัง แหล่งแร่สกปรก” ที่นำเข้าจากเมียนมา และให้จัดตั้ง ศูนย์ตรวจสารโลหะหนักประจำจังหวัดเชียงราย” เพื่อให้ชาวบ้านสามารถเข้าถึงผลตรวจที่โปร่งใสได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากปัจจุบันต้องส่งตัวอย่างไปตรวจที่กรุงเทพฯ ซึ่งใช้เวลานานถึง 1 เดือนกว่าจะรู้ผล
  3. การจัดการทรัพยากรน้ำที่ปลอดภัย เรียกร้องให้มีแผนใช้น้ำที่ปลอดภัยสำหรับการผลิตข้าวนาปรังในช่วงเดือนมกราคม 2569 สำหรับพื้นที่ 130,000 ไร่ ที่มีความเสี่ยงสูง
  4. การคัดค้านฝายดักตะกอน ยืนยันจุดยืน ไม่เอาฝายดักตะกอน” และเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนแผนงบประมาณ 173 ล้านบาทดังกล่าว เนื่องจากเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและไม่สามารถกำจัดสารพิษได้

ปัญหาการปนเปื้อนของแม่น้ำกกเป็นมากกว่าเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เป็นปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนและความมั่นคงของห่วงโซ่ชีวิต การที่ชุมชนยืนยันที่จะต่อสู้เพื่อปกป้องสายน้ำหล่อเลี้ยงชีวิตของตน โดยพร้อมใจกันคัดค้านการแก้ปัญหาเชิงประโลมจากภาครัฐ สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวและความต้องการที่จะเห็นการแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนอย่างจริงใจและเป็นมืออาชีพจากรัฐบาล นับเป็นความท้าทายครั้งสำคัญสำหรับประเทศไทยในการจัดการกับมลพิษข้ามพรมแดนและแสดงจุดยืนในเวทีโลกว่าจะยอมให้ไทยเป็นเพียง ทางผ่านของแร่สกปรก” ที่ทำลายอนาคตของคนในประเทศหรือไม่

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • Shan Human Rights Foundation (SHRF):
  • Chifeng Jilong Gold Mining Co., Ltd. (Chifeng Gold):
  • Yicai Global:
  • มูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่ (Shan Human Rights Foundation – SHRF)
  • บริษัท ฉือเฟิงโกลด์ (Chifeng Jilong Gold Mining Co., Ltd.)
  • ดร.สืบสกุล กิจนุกร, อาจารย์ประจำสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
  • นางสาวเพียรพร ดีเทศน์, กรรมการบริหารมูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ Rivers and Rights
  • นายสายัณห์ ข้ามหนึ่ง, ผู้อำนวยการสมาคมแม่น้ำนานาชาติ
  • นายกินุ เฉลิมเลี่ยมทอง, นายกสมาคมลาหู่ประเทศไทยและนานาชาติ
  • เครือข่ายสิทธิชุมชนเชียงราย และตัวแทนชุมชนผู้ได้รับผลกระทบจากลุ่มน้ำกก
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

โรงไฟฟ้าขยะพาน-ป่าหุ่ง เดินหน้า WTE 1.9 พันล้าน! ท้าพิสูจน์ระบบปิดต่อหน้าความกังวลชุมชน

โรงไฟฟ้าขยะ “พาน–ป่าหุ่ง” ศึกใหญ่ระหว่าง “วาระแห่งชาติ” กับ “สิทธิชุมชน” เมื่อเทคโนโลยีระบบปิดต้องพิสูจน์ความไว้ใจต่อหน้าแหล่งน้ำ–โบราณสถาน

เชียงราย, 31 ตุลาคม 2568 — ความพยายามแก้ปัญหาขยะเชิงโครงสร้างด้วย “โครงการบริหารและจัดการขยะมูลฝอยชุมชนเป็นพลังงานไฟฟ้า ระบบปิดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” (Waste-to-Energy: WTE) ขององค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ป่าหุ่ง กำลังเดินทางสู่จุดตัดสินเชิงนโยบายครั้งสำคัญ หลังเวที “รับฟัง–ทำความเข้าใจ” เมื่อ 24 กรกฎาคม 2568 เปิดข้อเท็จจริงและตัวเลขที่ตรงไปตรงมาว่า แม้ “เสียงเห็นด้วย” จะเป็นข้างมาก แต่ “ความวิตก” ต่อผลกระทบด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และพื้นที่อ่อนไหว กลับยังสูงและยังต้องการคำตอบที่ชัดเจนกว่านี้จากรัฐและผู้ลงทุน (เวทีจัดที่โรงเรียนบ้านร่องคตสันปูเลย อ.พาน จ.เชียงราย เวลา 08.30–12.00 น.)

สาระสำคัญเชิงนโยบาย

  1. อย่าข้ามขั้นตอนกฎหมาย: พิสูจน์พื้นที่ “ไม่ขัด CoP–กกพ.–สธ.–มติ ครม.” ด้วยแผนที่/เอกสารโต๊ะเดียวกัน
  2. ทำให้ความโปร่งใส “จับต้องได้”: CEMs เปิดสาธารณะ–Trigger Alarm–Protocol หยุดเครื่อง–เผยแพร่ผลไดออกซิน/โลหะหนัก
  3. คืนประโยชน์ชุมชนอย่างยุติธรรม: กองทุนสิ่งแวดล้อม–ตรวจสุขภาพ–สิทธิการร่วมกำกับ–มาตรการคุ้มครองจุดเปราะบาง

จาก “จุดตั้งเดิม” ติดโบราณสถาน สู่การ “ย้ายพื้นที่” ริมทางหลวงหมายเลข 1

โครงการ WTE ของ อบต.ป่าหุ่งถูกผลักดันในฐานะกลไกหลักของ “คลัสเตอร์ 3” เพื่อรองรับขยะรวม 428.63 ตัน/วัน จาก อปท.ร่วมเครือข่าย 51 แห่ง และเปลี่ยนเป็นไฟฟ้าขนาด 9.9 เมกะวัตต์ (ขายเข้าระบบได้ 8 เมกะวัตต์) โดยใช้ขยะอย่างน้อย 500 ตัน/วัน โครงการออกแบบให้ก่อสร้างบนที่ดินเอกชนไม่น้อยกว่า 45 ไร่ และมีกรอบลงทุน ไม่ต่ำกว่า 1,900 ล้านบาท ระยะสัญญา 25 ปี ภายใต้นโยบายรับซื้อไฟฟ้าพลังงานทดแทน (VSPP ≤10 MW)

เดิม สถานที่ดำเนินการได้รับความเห็นชอบที่ หมู่ 12 บ้านห้วยประสิทธิ์ ต.ป่าหุ่ง แต่ถูก “เบรก” หลังสำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ยืนยันการมีอยู่ของ โบราณสถานสันกู่ และ กู่หัวแมน ในรัศมีที่กฎหมายและระเบียบห้ามตั้งโรงไฟฟ้า ส่งผลให้ อบต.ป่าหุ่งต้อง “ย้ายพื้นที่” ไปยังตัวเลือกใหม่ 3 แห่ง ได้แก่ ม.4 บ้านท่าหล่ม ต.ทานตะวัน, ม.6 บ้านสันไม้ฮาม และ ม.9 บ้านสุขสันติ ต.แม่เย็น ซึ่งทั้งหมดอยู่ใกล้ ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 และจุดเชื่อมโยงไฟฟ้าไปสถานีไฟฟ้าพานวงจร PAN01/PAN02 ได้ภายในรัศมีขยายเขตไม่เกิน 5 กม.

กติกาก่อนเดินหน้า เพดานกฎหมาย “CoP–กกพ.–สธ.” กำหนดเส้นที่ห้ามข้าม

การพิจารณาพื้นที่ใหม่ถูกออกแบบให้ สอดคล้องประมวลหลักปฏิบัติ (Code of Practice: CoP) ปี 2565 สำหรับโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงเผาไหม้กำลังติดตั้งต่ำกว่า 10 MW ซึ่งกำหนดชัดว่า “สถานที่ตั้งต้องไม่ขัดกฎหมายผังเมือง สิ่งแวดล้อม โบราณสถาน และมติ ครม.” และ ต้องไม่ตั้งอยู่ “ใน” หรือ “ใกล้” เขตอ่อนไหวในระยะ 1 กิโลเมตร เช่น อุทยาน/เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า/โบราณสถาน เป็นต้น ยิ่งไปกว่านั้น “แบบรับรองตนเองที่ตั้งโครงการ” ของ กกพ. ยังระบุว่า ห้ามตั้งในพื้นที่ชุ่มน้ำตามมติ ครม. และ ลุ่มน้ำชั้น 1–2 ซึ่งเชื่อมโยงกับข้อกังวลเรื่อง “หนองฮ่าง” พื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญของชุมชนในอำเภอพานโดยตรง (แม้โครงการประกาศ “ระบบปิด–Zero Discharge” แต่เพียงคำประกาศยังไม่เพียงพอต่อการตัดความเสี่ยงเชิงพื้นที่ ต้องพิสูจน์ด้วยผังและมาตรการบริหารจัดการน้ำเสียเชิงประจักษ์)

 

ด้าน หลักเกณฑ์สาธารณสุขเรื่องการฝังกลบกากเถ้าจากการเผา ยังย้ำ “ห้าม” ใช้พื้นที่ชุ่มน้ำระดับชาติ/นานาชาติ ลุ่มน้ำชั้น 1–2 เขตอนุรักษ์ หรือพื้นที่เสี่ยง และต้องคำนึงถึงสภาพธรณีที่มั่นคง (ในทางปฏิบัติ เท่ากับบังคับให้ผู้ออกแบบกำหนด “ปลายทางเถ้าหนัก–เถ้าลอย” ที่ปลอดภัย นอกเหนือจากการว่าจ้างผู้รับกำจัดที่ได้รับใบอนุญาต)

เวที “รับฟัง–ทำความเข้าใจ” เสียงส่วนใหญ่ “ยินดี” แต่ “ความกังวล” ยังไม่ตกเกณฑ์ปลอดภัยทางสังคม

เวทีรับฟัง–ทำความเข้าใจ เมื่อ 24 ก.ค. 2568 มีผู้เข้าร่วมจาก 3 ตำบลในรัศมี 3 กม. 1,552 คน (ไม่นับรวมหัวหน้าส่วนราชการ 34 คน) และส่งคืนแบบประเมิน 1,446 ฉบับ ตัวเลข “เห็นควร” ให้จัดการขยะเป็นเชื้อเพลิงเพื่อผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ 57.26% และ 56.85% “ยินดีให้ดำเนินโครงการ” ขณะที่ 23.17% ไม่ยินดี ทั้งนี้ เมื่อถาม “ความวิตกกังวลภาพรวม” มี 42.95% วิตกเล็กน้อย และ 20.54% วิตกมาก (ตัวเลขนี้สะท้อนโจทย์ด้าน “สังคมยอมรับ” โดยตรง: แม้เสียงสนับสนุนเป็นข้างมาก แต่ความไว้วางใจยังไม่ “ล็อกอิน”) ที่มา: รายงานสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นและทำความเข้าใจฯ ของ อบต.ป่าหุ่ง (ภาคผลการประชุมและแบบประเมิน)

ประเด็นกังวลหลัก จากห้องประชุมคือ

  • มลพิษอากาศ โดยเฉพาะ ไดออกซิน/ฟิวแรน, ก๊าซกรด (HCl/SOx/NOx) และ ฝุ่น PM2.5
  • น้ำชะขยะ ต่อ หนองฮ่าง (พื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญตามมติ ครม.)
  • ความเสี่ยงฉุกเฉิน หากเกิดเหตุ emergency breakdown ในรัศมีที่มีโรงพยาบาล–อนามัย–ศูนย์เด็กเล็ก

คำถามจาก นพ.ตรีวัตน์ วงศ์ขุนสุวรรณ ตัวแทนชุมชน ตอกย้ำโจทย์ กรณีเลวร้ายสุด” (worst case) ว่า รัศมีประเมินผลกระทบและมาตรการฉุกเฉิน เผื่อ” พอสอดคล้องกับความจริงของภูมิประเทศและชุมชนรอบข้างแล้วหรือไม่ (บันทึกคำถาม: ส่วน Q&A เวที 24 ก.ค. 2568 ในรายงานฯ)

คำตอบจากฝั่งโครงการ “ระบบปิด + เตาเผาตะกรับ + CEMs + Zero Discharge” คือกลไกคุมเสี่ยง

ฝั่ง อบต.ป่าหุ่ง และทีมที่ปรึกษาอธิบาย “เทคโนโลยีระบบปิด” โดยใช้ เตาเผาแบบตะกรับเคลื่อนที่ (Moving Grate) ควบคุมอุณหภูมิในเตา 800–1,200°C โดยถือหลัก >850°C นาน ≥2 วินาที เพื่อทำลาย ไดออกซิน/ฟิวแรน ก่อนส่งก๊าซไอเสียผ่าน หม้อไอน้ำ–กำจัดมลพิษ หลายชั้น (ถ่านกัมมันต์–bag filter ฯลฯ) และติดตั้ง ระบบติดตามมลพิษปล่องแบบต่อเนื่อง (CEMs) รวมถึงการออกแบบอาคารรับขยะให้เป็น ความดันต่ำ เพื่อกันกลิ่น/ฝุ่นฟุ้งกระจาย

 

ส่วน น้ำเสีย–น้ำชะขยะ โครงการยืนยันแนวทาง “Zero Discharge” คือรวบรวม–บำบัด (ชีวภาพ/RO) แล้ว หมุนเวียนใช้ภายในโครงการทั้งหมด เช่น ล้างล้อรถ/รดน้ำพื้นที่สีเขียว ไม่ปล่อยสู่แหล่งน้ำสาธารณะ” (อย่างไรก็ดี สำหรับชุมชน คีย์เวิร์ดคือ “หลักฐานเชิงพื้นที่–เส้นทางน้ำ–ความหนาแน่นการกันน้ำ” ไม่ใช่คำประกาศเพียงอย่างเดียว)

กากเถ้า จะแยกเป็น เถ้าหนัก (~15%) และ เถ้าลอย (~3%) จัดส่งบริษัทกำจัดกากที่ได้รับใบอนุญาตจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม (ประเด็นนี้ผูกกับกฎกระทรวงสาธารณสุขเรื่อง “ที่ตั้งแหล่งฝังกลบ” ซึ่งห้ามพื้นที่ชุ่มน้ำ/ลุ่มน้ำชั้น 1–2 ฯลฯ ดังอ้างข้างต้น)

เส้นบาง ๆ” ระหว่าง โครงการสาธารณะจำเป็น กับ ความชอบธรรมทางสังคม

ในเชิงนโยบาย โครงการ WTE ของคลัสเตอร์ 3 ถูกออกแบบเพื่อแก้ปัญหา “ขยะล้น/เผากลางแจ้ง–control dump” ที่กดทับคุณภาพอากาศ–น้ำ–ดินมานาน และเพื่อบูรณาการขยะใหม่ 428.63 ตัน/วัน รวมถึง ขยะสะสม 168,265 ตัน ให้เข้าสู่ระบบกำจัดที่ถูกต้อง และสร้างมูลค่าเพิ่มเป็นไฟฟ้า 9.9 MW ขายเข้าระบบ 8 MW ซึ่งเป็นแนวทางที่หลายจังหวัดเดินหน้าอยู่ (ข้อเท็จจริงนี้สะท้อน “เหตุผลและความจำเป็น” ตามเอกสารรายงาน)

แต่อีกด้าน เส้น “ความชอบธรรมทางสังคม” ถูก กฎหมาย–ระเบียบ กำหนดไว้ชัด ทั้ง CoP 2565, ประกาศ กกพ. 2564, และ กติกาสาธารณสุข ว่าห้ามตั้งในเขตอ่อนไหว และต้องพิสูจน์ ไม่กระทบพื้นที่ชุ่มน้ำตามมติ ครม.” ข้อนี้ทำให้ ผังระบบน้ำ–แนวกันน้ำ–ความสูงท่อปล่อง–ผลแบบจำลองแพร่กระจายมลพิษ กลายเป็น “หลักฐาน” ที่ชุมชนต้องได้เห็น ก่อน ตัดสินใจยินยอมร่วมกัน (free, prior and informed consent ในทางสิทธิชุมชน)

วิเคราะห์ “ความเสี่ยงสาระสำคัญ” ที่ยังต้องตอบให้จบ

  1. ความเสี่ยงเชิงพื้นที่ (Sensitive Receptors)
    พื้นที่เป้าหมายรายล้อมด้วยชุมชน–วัด–โรงเรียน–พื้นที่เกษตรและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การประเมินผลกระทบต้อง “ทำแผนที่ความเสี่ยง” (risk mapping) แสดงบ้านเรือน/โรงเรียน/ศาสนสถาน/ศูนย์เด็ก/สถานพยาบาล และเส้นทางลม–ทางน้ำ ตลอดจนระยะเผื่อกรณีฉุกเฉิน (ข้อกำหนด กกพ.เรื่องระยะห่างสาธารณสถาน 100 เมตร และข้อยกเว้น/ผ่อนผัน หากมี)
  2. คุณภาพอากาศ–ปล่อง–CEMs
    แม้เทคโนโลยีตะกรับ + ถ่านกัมมันต์ + bag filter + CEMs จะเป็นมาตรฐานโลก แต่ความเชื่อมั่นเกิดจาก ข้อมูลเปิดเผยแบบเรียลไทม์ (near-real time) ให้ชุมชนเข้าถึงค่ามลพิษปล่องอย่างต่อเนื่อง พร้อม Trigger Alarm ที่ต่ำกว่ามาตรฐาน (pre-alarm/critical alarm) รวมถึง protocol หยุดเดินเครื่อง อัตโนมัติเมื่อค่าเกินเกณฑ์ (ข้อเท็จจริง: รายงานโครงการระบุถัง–อุปกรณ์ควบคุมหลายชั้นและ CEMs ที่ปากปล่อง)
  3. น้ำชะขยะ–Zero Discharge
    คำว่า “ศูนย์การระบาย” ต้องลงรายละเอียด เส้นทางท่อ–ขีดความสามารถบำบัด–การสำรองไฟ–การสำรองบ่อ–การบริหารกรณีฝนสุดขั้ว ตลอดจน การทดสอบเชิงสภาวะเลวร้ายสุด (stress test) ที่รับประกันว่า “น้ำเสียไม่หลุด” สู่หนองฮ่างและคลองชลประทาน (สัมพันธ์กับข้อจำกัดพื้นที่ชุ่มน้ำตามกฎหมาย)
  4. กากเถ้า–ปลายทาง
    ต้องประกาศ คู่สัญญากำจัดกาก ที่ได้รับอนุญาต, เส้นทางขนส่ง, ใบกำกับ/Manifest, จุดฝังกลบ ที่ไม่ขัดประกาศสาธารณสุข (ห้ามลุ่มน้ำ 1–2, ห้ามพื้นที่ชุ่มน้ำ ฯลฯ) และ ผลทดสอบคุณลักษณะกาก (TCLP) เป็นระยะ เพื่อปิดความเสี่ยงการรั่วไหลในห่วงโซ่
  5. การมีส่วนร่วม–ความเป็นธรรม 절차 (Procedural Justice)
    จากบทเรียนย้ายจุดตั้งเดิมเพราะโบราณสถาน การสื่อสารครั้งใหม่ต้อง “เขย่าความไว้ใจ” ด้วย การเชิญทุกครัวเรือนในรัศมี 3 กม. ให้เข้าถึงข้อมูล ทางเลือกหลายฉากทัศน์ (ทำ/ไม่ทำ/ทำแต่ออกแบบเสริม) พร้อม มาตรการชดเชย–กองทุนสิ่งแวดล้อม–สวัสดิการสุขภาพ ที่คำนวณจาก ปริมาณขยะจริง–โหลดมลพิษจริง ไม่ใช่ตัวเลขประมาณการลอย ๆ (รายงานเวที 24 ก.ค. 2568 ระบุขอบเขตกลุ่มเป้าหมาย–ขั้นตอนประชาสัมพันธ์–กำหนดการประชุมไว้อย่างเป็นทางการ)

ข้อเสนอเชิงนโยบาย “สามชั้นป้องกัน” เพื่อคลี่คลายความเสี่ยงและสร้างฉันทามติ

ชั้นที่ 1: พิสูจน์ความสอดคล้องกฎหมาย–ผังพื้นที่ (Compliance by Design)

  • เผยแพร่ แผนที่ข้อจำกัดกฎหมาย: เส้น 1 กม. จากโบราณสถาน/ศาสนสถาน/สาธารณสถาน, แนวเขตพื้นที่ชุ่มน้ำตามมติ ครม., ลุ่มน้ำชั้น 1–2, เขตคุ้มครองสิ่งแวดล้อม—ซ้อนทับกับผังโครงการให้ประชาชนตรวจสอบได้เอง (สอดคล้อง CoP/กกพ./สธ.)
  • ทำ Micro-Siting Study เปรียบเทียบตัวเลือก 3 พื้นที่ (ท่าหล่ม/สันไม้ฮาม/สุขสันติ) ด้วยดัชนีความเสี่ยงต่ออากาศ–น้ำ–เสียง–การจราจร–สังคม–โบราณสถาน–พื้นที่ชุ่มน้ำ แล้วเปิดผลเปรียบเทียบทางเลือก (รวม “ทางเลือกศูนย์” คือไม่ดำเนินการ)

ชั้นที่ 2: คุมมลพิษแบบโปร่งใส (Performance with Transparency)

  • ติดตั้ง CEMs + ป้ายจอหน้าประตูโรงไฟฟ้า แสดงค่ามลพิษปล่องแบบเรียลไทม์และย้อนหลัง พร้อม แดชบอร์ดออนไลน์ ให้ชุมชนเข้าถึงได้ 24 ชม. และ ระบบเตือนภัยชุมชน เมื่อค่าเข้าโซนเฝ้าระวัง
  • เปิด ผลตรวจไดออกซิน/โลหะหนัก รายไตรมาสจากห้องปฏิบัติการอิสระ พร้อม Protocol หยุดเดินเครื่อง หากค่าพุ่ง และ มาตรการทางปกครอง–สัญญา กรณีฝ่าฝืน
  • ทำ Stress Test น้ำเสีย เผยแพร่ผลทดสอบระบบกัก/บำบัด–สำรองไฟ–สำรองบ่อ รองรับเหตุฝนสุดขั้ว (AR5/AR6) และแผนซ้อมฉุกเฉินกับ รพ.–อนามัย–รพ.สต.–ศูนย์เด็กเล็ก

ชั้นที่ 3: ประโยชน์คืนชุมชน (Benefit-Sharing & Health Safeguard)

  • จัดตั้ง กองทุนสิ่งแวดล้อม–สุขภาพชุมชน บริหารร่วม โดยคิดจาก ตันขยะจริง–ชั่วโมงเดินเครื่องจริง ใช้ตรวจสุขภาพกลุ่มเสี่ยง/ติดตามมลพิษสิ่งแวดล้อม/พัฒนาพื้นที่สีเขียว
  • ทำ Community Monitoring สร้าง “อาสาสมัครเฝ้าระวัง” ที่ผ่านการอบรม เข้าถึงพื้นที่–ข้อมูล–ห้องควบคุม–จุดตรวจมลพิษได้ตามสิทธิ
  • กำหนด มาตรการชดเชย เฉพาะพื้นที่เปราะบาง (โรงเรียน/ศูนย์เด็ก/สถานพยาบาล/แหล่งน้ำชุมชน) เช่น ติดตั้งฟอกอากาศ, ระบบน้ำสะอาดสำรอง, เขตกันชนเขียว

ภาพใหญ่เศรษฐกิจ–สิ่งแวดล้อม “ขยะ” เป็นทั้งวิกฤติและโอกาส — แต่ “ความไว้วางใจ” คือใบอนุญาตตัวจริง

ข้อเท็จจริงจากรายงานชี้ว่า เป้าหมายของโครงการไม่ใช่เพียง “ผลิตไฟฟ้า” แต่เพื่อ หยุดวงจรเผากลางแจ้ง/เทกอง ที่ก่อมลพิษเรื้อรัง พร้อมยกระดับการจัดการขยะของทั้ง อำเภอพาน–พื้นที่รอบข้าง สู่มาตรฐานสากล (Waste-to-Energy แบบระบบปิด) และเพิ่มความมั่นคงพลังงานท้องถิ่น แต่ในโลกความจริง ใบอนุญาตทางสังคม (Social License) คือสิ่งที่ “ซื้อไม่ได้” ต้องใช้ความโปร่งใส–การมีส่วนร่วม–ข้อมูลเชิงประจักษ์แลกมาเท่านั้น

เกมยาวที่ต้อง “ชนะด้วยหลักฐาน”

ตัวเลขบนเวที 24 ก.ค. 2568 ทำให้เห็นว่า “สังคมพร้อมคุย” แต่ ยังไม่พร้อมเชื่อ โครงการ WTE พาน–ป่าหุ่งจึงต้อง ขยับจาก “คำอธิบาย” ไปสู่ “หลักฐาน”—ผังพื้นที่ชัดเจน, แบบจำลองแพร่กระจายมลพิษ, แผน Zero Discharge ที่ทดสอบได้, แผนฉุกเฉิน worst-case ที่ฝึกซ้อมจริง, และระบบ CEMs ที่เปิดเผยต่อสาธารณะ พ่วง “สัญญาสังคม” เรื่องกองทุนสิ่งแวดล้อมและสิทธิการกำกับดูแลโดยชุมชน

เพราะในท้ายที่สุด นอกเหนือจากการพิสูจน์ “สอดคล้องกฎหมาย” (CoP–กกพ.–สธ.) คือการพิสูจน์ว่า โครงการพร้อม อยู่ร่วมกับหนองฮ่าง–ชุมชน–โบราณสถาน อย่างเคารพและรับผิดชอบได้จริง หากทำได้ การจัดการขยะตามวาระแห่งชาติจะไม่ใช่ “ภาระ” แต่คือ ภูมิคุ้มกันสิ่งแวดล้อม ของเชียงรายรุ่นถัดไป

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • รายงานสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นและทำความเข้าใจกับประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย โครงการบริหารและจัดการขยะมูลฝอยชุมชนเป็นพลังงานไฟฟ้า
  • องค์การบริหารส่วนตำบลป่าหุ่ง 
  • สถาบันที่ปรึกษาด้านพลังงาน/วิศวกรรมของโครงการ
  • คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และประมวลหลักปฏิบัติ (CoP 2565)  
  • กระทรวงสาธารณสุข
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

กมธ.ฯ ลุยเชียงราย แม่น้ำกก “น้ำใสแต่ท้องน้ำป่วย” พบสารหนูเกินเกณฑ์ในตะกอนดิน 9 จุด

กมธ.ทรัพยากรน้ำฯ ติดตามมลพิษ “กก–สาย–รวก” น้ำผิวดินกกดีขึ้นแต่ตะกอนยังวิกฤต—เศรษฐกิจเสี่ยงสูญเกือบ 3.8 พันล้าน/ปี ท่ามกลางแรงกดดันเหมืองรัฐฉานเดินหน้าขยาย

เชียงราย, 31 ต.ค. 2568 — รายงานตรวจวัดรอบปลายกันยายนชี้น้ำผิวดินแม่น้ำกก “ผ่านเกณฑ์” แต่ตะกอนดินยังพบสารหนูเกินระดับเพื่อปกป้องสัตว์หน้าดิน 9 จุด ขณะที่แม่น้ำสายยัง “อาการหนัก” ทั้งน้ำและตะกอน ส่วนแม่น้ำรวก–โขง น้ำผ่านเกณฑ์แต่ตะกอนยังน่าห่วง นักวิชาการเตือน “มลพิษในตะกอน” คือระเบิดเวลาที่อาจย้อนปนเปื้อนน้ำอีกระลอก ภาคเกษตร–ประมง–ท่องเที่ยวเสี่ยงเสียหายรวมปีละราว 3,786 ล้านบาท ขณะหน่วยงานสาธารณสุขเร่งเฝ้าระวัง 4 มาตรการ และ กมธ.ฯ สั่งทำแผนแก้ไขระยะสั้น–กลาง–ยาว ด้านมูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่เผยภาพดาวเทียมชี้ เหมืองแรร์เอิร์ธ–ทอง ริมกกในรัฐฉานยังขยายตัวต่อเนื่อง ก่อนการประชุม MRC เดือนพฤศจิกายนนี้ที่เชียงราย

 “น้ำเริ่มใส แต่ท้องน้ำยังป่วย”

การประชุมคณะกรรมาธิการการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ สภาผู้แทนราษฎร วันที่ 31 ตุลาคม 2568 เปิดเวทีให้หน่วยงานส่วนกลาง–ภูมิภาค–จังหวัด ร่วมอัปเดตสถานการณ์คุณภาพน้ำใน แม่น้ำกก–แม่น้ำสาย–แม่น้ำรวก และลำน้ำสาขา ภายหลังตลอดครึ่งปีที่ผ่านมาพื้นที่ชายแดนเชียงราย–เชียงใหม่เผชิญวิกฤตน้ำขุ่นผิดปกติและผลตรวจสารโลหะหนัก “เกินเกณฑ์” หลายจุด กระทบตั้งแต่การอุปโภคบริโภคจนถึงการเพาะปลูกริมน้ำ

รายงานล่าสุดของ สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (เชียงใหม่) ซึ่งเก็บตัวอย่างวันที่ 22–26 กันยายน 2568 ระบุว่า

  • แม่น้ำกก: น้ำผิวดิน “เป็นไปตามมาตรฐาน” ทุกจุด แต่ ตะกอนดิน ยังพบสารหนูเกินระดับเพื่อปกป้องสัตว์หน้าดิน 9 จุด
  • แม่น้ำสาย: ยังน่ากังวล พบสารหนูในน้ำผิวดิน เกินมาตรฐานทุกจุด ที่ช่วง 0.015–0.017 มก./ล. และตะกอนดินเกินระดับปลอดภัยต่อสัตว์หน้าดิน
  • แม่น้ำรวก–แม่น้ำโขง: น้ำผิวดิน “ผ่านเกณฑ์” แต่ผลตรวจตะกอนดิน ทุกจุด ในแม่น้ำรวก และ 3 จุด ในแม่น้ำโขงยังเกินระดับปลอดภัย (แม่น้ำโขงพบช่วง 32–60 มก./กก.)

ข้อสังเกตสำคัญ จากการติดตามหลายรอบคือ “ตัวน้ำบนผิว” อาจฟื้นตัวเร็วเมื่อปริมาณฝน–การเจือจาง–การไหลเวียนดีขึ้น แต่มลพิษใน ตะกอนดิน คือปัญหาเชิงโครงสร้างที่ “ฝังลึก” และสามารถ resuspend หรือ เคลื่อนย้ายย้อนกลับขึ้นมาในคอลัมน์น้ำ เมื่อเกิดกระแสน้ำแรงหรือกิจกรรมรบกวนก้นแม่น้ำ (เช่น การขุดลอก–น้ำหลาก) ทำให้ความเสี่ยงต่อ สัตว์หน้าดิน–ห่วงโซ่อาหาร–การสะสมในสิ่งมีชีวิต ยังไม่สิ้นสุด

เศรษฐกิจชายแดนใต้แรงกดดัน เกือบ 3.8 พันล้าน/ปี เสี่ยงหายไปกับน้ำ

ตัวเลขคาดการณ์ความเสียหายทางเศรษฐกิจที่เผยแพร่โดย Rocket Media Lab และฐานข้อมูลหน่วยงานภาครัฐด้านเกษตร สะท้อนผลกระทบ เป็นรูปธรรม ดังนี้

  • ลุ่มน้ำกก: พื้นที่การเกษตรที่เสี่ยงได้รับผลกระทบ 340,358.73 ไร่ ประเมินความเสียหายปีละราว 3,239,061,808.4 บาท หรือ 13% ของจีดีพีเฉพาะภาคเกษตรจังหวัดเชียงราย
  • ลุ่มน้ำสาย–รวก: พื้นที่เกษตร 63,023.89 ไร่ ความเสียหายปีละประมาณ 547,100,952.5 บาท หรือ 2.19% ของจีดีพีเกษตรจังหวัด

เมื่อรวม สามลุ่มน้ำ ตัวเลขความเสียหายอาจแตะ 3,786,162,760.9 บาท/ปี โดย ข้าว คือพืชเศรษฐกิจที่เสี่ยงที่สุด (คิดเป็น 66.54% ของมูลค่าความเสียหายริมสาย–รวก) เพราะ พื้นที่นาข้าวส่วนใหญ่ติดแม่น้ำ และใช้น้ำแม่น้ำโดยตรงในการทำนาปรัง ยังไม่นับผลต่อ ประมง–เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ซึ่งจังหวัดเชียงรายมีการจับสัตว์น้ำจืดปี 2567 ราว 1,417 ตัน มูลค่า 92.76 ล้านบาท และมี พื้นที่เพาะเลี้ยง 689.17 ไร่ รวม 284 ฟาร์ม ใน 5 ตำบลตามแนวสาย–รวก

นอกเหนือจากภาคเกษตร กิจกรรม ท่องเที่ยวริมน้ำ–ชุมชนตลาดชายแดน (เช่น อ.แม่สาย/ท่าตอน) ก็ได้รับผลกระทบทางอ้อมจากความเชื่อมั่นด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในช่วงเทศกาล–ไฮซีซันที่น้ำคือ “ทรัพยากรภูมิทัศน์” และ “บริการสาธารณะธรรมชาติ” ของพื้นที่

สาธารณสุขเดิน 4 มาตรการ ตรวจ–คัดกรอง–สื่อสาร–บูรณาการ

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย (สสจ.) รายงานการดำเนินการเฝ้าระวังสุขภาพ 4 มาตรการ ได้แก่

  1. อนามัยสิ่งแวดล้อม: เก็บตัวอย่าง น้ำผิวดิน, น้ำประปา, พืชผัก, ปลา ตรวจวิเคราะห์ สารหนู–ตะกั่ว ทุกเดือน
  2. สุขภาพประชาชน: เฝ้าระวังอาการในชุมชน, คัดกรองเชิงรุก, สุ่ม ตรวจปัสสาวะ กลุ่มเสี่ยง
  3. การสื่อสารความเสี่ยง: แจ้งเตือนให้หลีกเลี่ยงใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติโดยตรง และเฝ้าระวังอาการผิดปกติ
  4. บูรณาการภาคี: เชื่อมปฏิบัติการกับหน่วยงานน้ำ–เกษตร–ท้องถิ่น–ประมง

ผลตรวจเดือนเมษายน–ตุลาคม 2568 จากศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1/1 เชียงรายต่อ น้ำอุปโภคบริโภค–น้ำดื่ม–ปลา–พืชผัก ระบุว่า “ไม่พบสารหนูเกินมาตรฐาน” อย่างไรก็ดี พื้นที่ยังมีเสียงเรียกร้องให้ สื่อสารข้อมูลสุขภาพอย่างโปร่งใส และ เข้าใจง่าย โดยเฉพาะกรณีที่เคยมีการกล่าวถึง ปัสสาวะประชาชน 7 ราย เกินค่ามาตรฐาน ซึ่งควรอธิบายบริบท–ระยะเวลา–การติดตามผลซ้ำ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและไม่ให้ประชาชนตื่นตระหนกหรือชะล่าใจ

โต๊ะนโยบายขยับ กมธ.ฯ สั่งทำแผน 3 ระยะ—หน่วยงานน้ำ–สิ่งแวดล้อม–ท้องถิ่น รายงานผลถี่ขึ้น

ในการประชุมคณะกรรมาธิการฯ มีมติให้ทุกหน่วยงานจัดทำ สรุปปัญหา–อุปสรรค–ข้อเสนอ–แผนปฏิบัติ ระยะสั้น–กลาง–ยาว เสนอรัฐบาล เพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขอย่างเป็นระบบ ด้าน สคพ.1 (เชียงใหม่) นำเสนอ 5 ประเด็นหลัก ได้แก่ ภาพรวมคุณภาพน้ำ–มาตรฐานน้ำผิวดิน–ความร่วมมือการตรวจวัด–มาตรการแก้ไขตามกฎหมาย–อุปสรรคและข้อเสนอแนะ ขณะที่ กรมทรัพยากรน้ำ ตรวจประปาหมู่บ้านรอบลุ่มกก 45 แห่ง พบ 3 แห่ง คุณภาพต่ำกว่ามาตรฐาน และเร่งจัดหาน้ำผิวดินใหม่ พร้อมเดินหน้า ระบบสูบ–กระจายน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ 5 โครงการ

ส่วน การประปาส่วนภูมิภาค เฝ้าระวังคุณภาพน้ำสาขาหลัก (เชียงราย–แม่สาย–เชียงแสน–เชียงของ) เพิ่มความถี่การเก็บตัวอย่างต่อเดือน ขณะที่ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ร่วมกับ สสจ.–เกษตรจังหวัด–ประมงจังหวัด ตรวจน้ำประปาชุมชน–พืชผัก–ปลา อย่างต่อเนื่อง

ต้นน้ำรัฐฉาน เหมืองแรร์เอิร์ธ–ทอง “ขยายตัวต่อเนื่อง”

รายงานจาก มูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่ (Shan Human Rights Foundation) เมื่อ 28–30 ตุลาคม 2568 อ้างอิง ภาพดาวเทียมล่าสุด (14 ต.ค. 2568) ยืนยันการขยายตัวของ เหมืองแรร์เอิร์ธ 2 แห่ง และ เหมืองทอง ริมแม่น้ำกกในเมืองยอน รัฐฉาน ประเทศเมียนมา ห่าง อ.ท่าตอน จ.เชียงใหม่ เพียง 30 กม. โดยเฉพาะ วิธีชะละลาย (in-situ leaching) ที่ใช้สารเคมีจำนวนมากฉีดเข้าเชิงเขา เสี่ยงต่อการ รั่วไหลลงแหล่งน้ำ และยากต่อการควบคุม

ภาพถ่ายเปรียบเทียบ พฤษภาคม vs ตุลาคม 2568 ชี้ชัดว่า บ่อแต่งแร่ ฝั่งตะวันตกของกกสร้างเสร็จและมีหลังคาคลุม ขณะฝั่งตะวันออกมี อาคารใหม่หลายหลัง และเห็น ของเหลวสีฟ้า ในบ่อแต่งต่อเนื่อง สอดคล้องกับการประเมินว่า “กิจกรรมแต่งแร่เพิ่มขึ้นอย่างมาก” พร้อมกันนี้ ภาคประชาชนลุ่มน้ำกกไทยได้สื่อสารกรณี สารหนู–แคดเมียม–ตะกั่ว ปนเปื้อน และย้ำผ่านถ้อยคำของภาคีว่า “แม่น้ำเพื่อชีวิต ไม่ใช่แม่น้ำเพื่อความตาย” เพื่อสะท้อนข้อเรียกร้องเชิงจริยธรรมและสิทธิขั้นพื้นฐานของชุมชนปลายน้ำ

เวที MRC เดือนพฤศจิกายน โอกาสยกระดับ “การทูตสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน”

การประชุม MRC ที่จะจัดขึ้นที่เชียงรายในปลายพฤศจิกายน ถูกคาดหวังให้เป็น เวทีนโยบายระดับอนุภูมิภาค ที่ไทยควรใช้เพื่อ

  • เสนอ กลไกแจ้งเตือนและแบ่งปันข้อมูลคุณภาพน้ำข้ามพรมแดนแบบใกล้เวลาจริง
  • ผลักดัน มาตรฐานกิจกรรมเหมืองในลุ่มน้ำสาขาโขง และ ห่วงโซ่ตรวจสอบสารเคมี
  • ตั้ง คณะทำงานร่วมไทย–เมียนมา–จีน บูรณาการ ภาพถ่ายดาวเทียม–ข้อมูลตรวจวัด–การสืบสวนเชิงต้นน้ำ พร้อม แผนลดความเสี่ยงเชิงภูมิศาสตร์ (เช่น พื้นที่กักเก็บ/บ่อพักตะกอน–การกันชนพื้นที่เสี่ยง)

การเยือนพื้นที่ของ สมาชิกพรรคกรีน เยอรมนี ในช่วงเวลาเดียวกัน สะท้อนมิติความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการยกระดับ มาตรฐานการทำเหมืองอย่างรับผิดชอบ และ กรอบสินค้าสะอาด (clean supply chains) ในตลาดโลก

ข้อเสนอเชิงระบบ จาก “ตามแก้” สู่ “ป้องกันก่อนเกิด”

บนฐานข้อมูลและสถานการณ์ปัจจุบัน ข่าวนี้เสนอ “แพ็กมาตรการ” 5 ข้อเพื่อคลายปมระยะสั้น–ยาว

  1. แดชบอร์ดสาธารณะ: เปิดข้อมูล น้ำผิวดิน–ตะกอนดิน–โลหะหนัก รายจุด/รายสัปดาห์ พร้อม metadata วิธีเก็บ–ห้องแล็บ–ความเชื่อมั่น เพื่อให้ภาคประชาชน–เกษตร–ท้องถิ่นติดตามได้
  2. แผนจัดการตะกอนดิน: ศึกษาความเป็นไปได้ของ การกักเก็บ–การห่อหุ้ม (capping)–การขุดลอกแบบเลือกสรร โดยมี EIA/สุขภาพชุมชน กำกับ เพื่อไม่ให้ “การแก้ไข” กลายเป็น “การกวนตะกอน”
  3. โพรโทคอลสุขภาพชุมชน: เพิ่ม biomonitoring กลุ่มเสี่ยง (ตัวอย่างปัสสาวะ/เลือด) แบบสุ่มตัวอย่างซ้ำ พร้อม คัดกรองเชิงรุก และ เจ้าภาพสื่อสารเดียว ลดความกำกวมของคำว่า “ไม่เกินมาตรฐาน” โดยแนบค่าจริง–ช่วงเชื่อมั่น
  4. การทูตสิ่งแวดล้อม: ใช้เวที MRC และความร่วมมือทวิภาคี ผลักดัน มาตรการควบคุมสารเคมีเหมือง และ การตรวจสอบย้อนกลับ ร่วมกับผู้ซื้อแรร์เอิร์ธ–ทองในห่วงโซ่อุตสาหกรรมโลก
  5. มาตรการทางการค้าเชิงเป้าหมาย: พิจารณาแนวทางจำกัดการนำเข้าวัตถุดิบ/สินค้าที่โยงกับกิจกรรมทำลายลุ่มน้ำ (ตามแนวคิดยุติการนำเข้า “CTM” ที่ถูกเสนอ) ควบคู่ แรงจูงใจ สำหรับซัพพลายเออร์ที่ผ่านมาตรฐานสิ่งแวดล้อม

เสียงจากพื้นที่และการบริหารท้องถิ่น

ตลอดหลายเดือนของการเฝ้าระวัง จังหวัดเชียงรายร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ เพิ่มความถี่เก็บตัวอย่าง น้ำผิวดินเดือนละ 2 ครั้ง หลายสาขา และร่วม สำรวจความเสียหาย–ค่าใช้จ่ายเฝ้าระวัง เพื่อวางงบประมาณปีถัดไป สะท้อนความตั้งใจ “เดินงานเชิงรุก” โดยไม่รอเฉพาะระดับส่วนกลาง ในเวทีหารือระดับจังหวัด ผู้แทนหน่วยงานน้ำ–สิ่งแวดล้อม–เกษตร–ประมง ยังรายงานอุปสรรค เช่น งบประมาณ–บุคลากร–การเข้าถึงพื้นที่ต้นน้ำข้ามแดน ซึ่งต้องอาศัย “กลไกกลาง” เชื่อมการทำงานต่อเนื่อง

ในขณะที่ภาคประชาชน–ภาคีลุ่มน้ำสื่อสารเสียงเดียวกันว่า “ต้องการข้อมูลที่เข้าใจง่าย–สม่ำเสมอ และตอบข้อกังวลเฉพาะหน้า” เช่น คำถามว่าพื้นที่ใดควรหลีกเลี่ยงใช้น้ำโดยตรง, พื้นที่ใดควรระวังการบริโภคปลา, คำแนะนำเฉพาะกลุ่มเปราะบาง (เด็ก–หญิงตั้งครรภ์–ผู้สูงอายุ) เพื่อให้ครัวเรือนตัดสินใจได้บนฐานข้อมูลที่เชื่อถือได้

เส้นบาง ๆ ระหว่าง “ฟ้าใส” กับ “ท้องน้ำป่วย”

ภาพรวม ณ ปลายตุลาคม 2568 คือ สัญญาณคลี่คลายบางส่วนของน้ำผิวดิน โดยเฉพาะแม่น้ำกกที่ “เข้าเกณฑ์” หลายจุด แต่ ท้องน้ำยังป่วย เพราะตะกอนดินที่สะสมโลหะหนัก เกินระดับปกป้องสัตว์หน้าดิน หลายจุดใน กก–สาย–รวก–โขง ความเสี่ยงนี้ไม่เพียงกระทบต่อ ระบบนิเวศ แต่ยังทบซ้อนสู่ เศรษฐกิจฐานราก โดยเฉพาะ ข้าว–ประมง–ท่องเที่ยว ในจังหวัดชายแดน ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายใต้ แรงกดดันจากต้นน้ำรัฐฉาน ที่ยังเห็นสัญญาณ “เหมืองขยาย” ชัดเจน

คำตอบเชิงนโยบายจึงไม่อาจหยุดที่ “ตรวจ–แจ้ง–แนะนำ” แต่ต้องยกระดับสู่ ระบบข้อมูลสาธารณะ–แผนจัดการตะกอน–การคุ้มครองสุขภาพ–การทูตสิ่งแวดล้อม–มาตรการการค้า ที่เสริมกันเป็นแพ็กเดียว และใช้เวที MRC ที่เชียงราย เป็นจุดเริ่มต่อรองเชิงหลักการเพื่อคุ้มครองลุ่มน้ำร่วมกันอย่างยั่งยืน

“แม่น้ำเพื่อชีวิต ไม่ใช่แม่น้ำเพื่อความตาย” — ประโยคจากเครือข่ายภาคประชาชนลุ่มน้ำกก อาจเป็นเข็มทิศเชิงคุณค่าที่เตือนให้ทุกฝ่าย “วัดความสำเร็จ” ไม่ใช่แค่จากค่าตัวเลขในห้องแล็บ แต่จาก ความปลอดภัยและศักดิ์ศรีของผู้คนที่อยู่กับน้ำทุกวัน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • คณะกรรมาธิการการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ สภาผู้แทนราษฎร
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (เชียงใหม่)
  • กรมทรัพยากรน้ำ
  • สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย / ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1/1 เชียงราย
  • การประปาส่วนภูมิภาค (สาขาเชียงราย–แม่สาย–เชียงแสน–เชียงของ)
  • สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดเชียงราย / กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  • กรมประมง
  • Rocket Media Lab
  • มูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่ (Shan Human Rights Foundation)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
ENVIRONMENT

ไทยเจ้าภาพ MRC เชียงราย วิกฤติมลพิษข้ามแดนจากเหมืองเมียนมา และข้อกังวล MOU แร่หายากสหรัฐ

เชียงรายปลายปี เวทีนโยบายแม่น้ำโขง หรือจุดเริ่มต้นของข้อเรียกร้องใหม่

เชียงราย, 27 ตุลาคม 2568 — ปลายเดือนพฤศจิกายนนี้ จังหวัดเชียงราย ซึ่งมักถูกพูดถึงในฐานะ “เหนือสุดแดนสยาม” จะกลายเป็นพื้นที่ทางการเมืองเชิงทรัพยากร เมื่อประเทศไทยในฐานะประธานคณะมนตรีคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission: MRC) เตรียมเป็นเจ้าภาพการประชุมคณะมนตรี MRC ครั้งที่ 32 และการประชุมระหว่างคณะมนตรี MRC กับหุ้นส่วนการพัฒนา (Development Partners) ครั้งที่ 30 ในวันที่ 25–27 พฤศจิกายน 2568

เวทีดังกล่าวถือเป็นกลไกความร่วมมือระดับรัฐบาลของประเทศลุ่มน้ำโขง ได้แก่ ไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ภายใต้เป้าหมายร่วมคือการบริหารจัดการน้ำและทรัพยากรที่เกี่ยวข้องอย่างยั่งยืน เพื่อประโยชน์ร่วมกันของประเทศสมาชิกและประชาชนลุ่มน้ำโขง

แต่ปีนี้ บรรยากาศการประชุมไม่ได้ถูกจับตาเพียงในกรอบ “การจัดการน้ำร่วมกัน” เท่านั้น เพราะประเด็นสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำชายแดน ปัญหาความโปร่งใสในการบริหารจัดการเขื่อนบนลุ่มน้ำโขงตอนบน และการเร่งเข้าร่วมห่วงโซ่อุปทาน “แร่ธาตุสำคัญ” ระดับโลก ล้วนถูกหยิบขึ้นมาตั้งคำถามว่าควรต้องกลายเป็นวาระเชิงนโยบาย ไม่ใช่เพียงการรายงานเชิงเทคนิค

ไทยยืนยันกรอบหารือ ปฏิญญากรุงเทพ และแผนกลยุทธ์ MRC 2026–2030

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะมนตรี MRC เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย ครั้งที่ 2/2568 เพื่อเตรียมท่าทีของไทยในเวทีเชียงรายปลายเดือนพฤศจิกายน

สาระสำคัญจากการประชุม คือ การเห็นชอบกรอบการหารือสองประเด็นหลัก ได้แก่

  1. ร่าง “ปฏิญญากรุงเทพ” (Bangkok Declaration) ซึ่งจะถูกเสนอเป็นผลลัพธ์ทางการเมืองของการประชุมสุดยอดผู้นำลุ่มน้ำโขง ครั้งที่ 5
  2. แผนกลยุทธ์ MRC ค.ศ. 2026–2030 ซึ่งจะเป็นกรอบทิศทางการทำงานร่วมกันระหว่างประเทศสมาชิกในช่วงห้าปีข้างหน้า ต่อเนื่องจาก “ยุทธศาสตร์การพัฒนาลุ่มน้ำโขง 2021–2030 และแผนยุทธศาสตร์ MRC 2021–2025” ซึ่งวางหลักการสมดุลระหว่างการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานกับการรักษาสุขภาวะของระบบนิเวศในลุ่มน้ำโขง

ประเด็นเชิงโครงสร้างที่ไทยตั้งใจผลัก คือ ระบบความร่วมมือด้านข้อมูล โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนข้อมูลการบริหารจัดการเขื่อนในลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งถูกมองว่าเป็น “หัวใจของการเตือนภัยล่วงหน้า” ต่อสถานการณ์น้ำหลาก น้ำแล้ง และการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำฉับพลันในพื้นที่ท้ายน้ำ

หน่วยงานไทยเน้นว่า การปล่อยน้ำหรือกักน้ำจากเขื่อนในสายน้ำหลักและสาขาของแม่น้ำโขง ส่งผลโดยตรงต่อวิถีชีวิตประมงพื้นบ้าน นาข้าวริมโขง ที่อยู่อาศัยริมน้ำ และความปลอดภัยของชุมชนลุ่มน้ำกก-สาย-โขงฝั่งไทย โดยเฉพาะเมื่อสภาพภูมิอากาศมีความผันผวนรุนแรงขึ้น และรูปแบบฝน-แล้งไม่สอดคล้องกับฤดูกาลแบบดั้งเดิม

สำนักงานเลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRCS) รวบรวมบทเรียนการทำงานระยะที่ 1 ของโครงการแลกเปลี่ยนข้อมูลการบริหารจัดการเขื่อน ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปี 2565 และกำลังออกแบบระยะที่ 2 ให้มีระบบพยากรณ์น้ำที่แม่นยำขึ้น แจ้งเตือนเร็วขึ้น และสื่อสารถึงระดับชุมชนท้ายน้ำได้ทันก่อนเกิดผลกระทบจริง

กรอบเหล่านี้สะท้อนเป้าหมายของ MRC ในการเป็นเวทีกลางระหว่างรัฐสมาชิก เพื่อร่วมกันจัดการ “แม่น้ำโขงในฐานะทรัพยากรร่วม” มากกว่าจะมองแม่น้ำโขงเป็นทรัพยากรของประเทศใดประเทศหนึ่ง

ประเด็นเร่งด่วนที่ประชาชนผลักขึ้นโต๊ะ สารพิษจากเหมืองแร่รัฐฉาน และความเสี่ยง “อ่างเก็บน้ำพิษ”

แม้กรอบวาระอย่างเป็นทางการจะครอบคลุมความร่วมมือด้านข้อมูลและยุทธศาสตร์การบริหารจัดการลุ่มน้ำ แต่ภาคประชาสังคมและนักวิชาการในพื้นที่ภาคเหนือของไทยย้ำว่า ยังมีประเด็นหนึ่งที่ “ไม่ควรปล่อยให้เป็นเพียงรายงานสถานการณ์” นั่นคือการปนเปื้อนสารโลหะหนักในแม่น้ำชายแดน ซึ่งมีความเกี่ยวพันโดยตรงกับวิถีชีวิตและสุขภาพของคนไทยริมโขง

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยในที่ประชุมคณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทยว่า ขณะนี้ไทยติดตามสถานการณ์คุณภาพน้ำในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำโขงอย่างใกล้ชิด หลังตรวจพบการปนเปื้อนสารโลหะหนักเกินค่ามาตรฐานในบางจุดฝั่งไทย โดยเชื่อมโยงกับกิจกรรมเหมืองแร่ในรัฐฉานของเมียนมา

สารมลพิษดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงปัญหาคุณภาพน้ำเชิงกายภาพ แต่เชื่อมโยงกับคำถามด้านสาธารณสุขและความปลอดภัยอาหาร เนื่องจากแม่น้ำเหล่านี้เป็นทั้งแหล่งน้ำอุปโภคบริโภคและแหล่งปลาธรรมชาติของชุมชนชายแดนตอนเหนือของไทย

สทนช. ระบุว่า ไทยได้ประสานไปยังสำนักงานเลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRCS) เพื่อให้เกิดการตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับเมียนมา และได้ผลักดันให้มี “การติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำร่วมกัน” หรือ Joint Water Quality Monitoring (JWQM) ในระดับภูมิภาค โดยมีผู้แทนจากเมียนมาเข้าร่วม เพื่อวางระบบการวัด การเก็บตัวอย่าง และการประเมินผลกระทบอย่างเป็นทางการร่วมกัน ไม่ใช่เพียงการร้องเรียนแบบทวิภาคีระหว่างไทย–เมียนมา

อย่างไรก็ตาม แม้เมียนมาจะอยู่ในขั้นพิจารณาบันทึกแนวคิด (concept note) เพื่อนำไปสู่การเก็บข้อมูลร่วมในอนาคต ความคืบหน้ายังเป็นไปอย่างช้า ขณะที่ประชาชนริมลุ่มน้ำกก–สาย–โขงในไทยยังคงอาศัยน้ำและปลาในระบบนิเวศเดียวกันทุกวัน

ในจุดนี้ เครือข่ายด้านสิ่งแวดล้อมอย่างมูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ (Rivers and Rights) นำโดย น.ส.เพียรพร ดีเทศน์ แสดงจุดยืนชัดเจนว่า ประเด็นมลพิษโลหะหนักต้องถูกยกขึ้นเป็น “วาระทางการ” บนโต๊ะ MRC ที่เชียงราย มิใช่เพียงบันทึกท้ายห้อง เพราะนี่ไม่ใช่สถานการณ์เชิงเทคนิคอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของความปลอดภัยในชีวิตประจำวันของชุมชนชายแดนไทย

เธอยังเชื่อมโยงปัญหาน้ำปนเปื้อนกับโครงการเขื่อนปากแบงในแม่น้ำโขงตอนบน โดยเตือนว่า หากเดินหน้าเขื่อนตามกรอบเวลาเดิม การเปลี่ยนสภาพแม่น้ำโขงจากแม่น้ำไหลเป็นแหล่งกักเก็บน้ำ อาจทำให้สารโลหะหนักและมลพิษอื่น ๆ จากต้นน้ำฝั่งเมียนมาซึ่งหลุดจากกิจกรรมเหมืองแร่นอกระบบ ไม่ได้ไหลผ่านไป แต่จะตกตะกอนและสะสมอยู่ในร่างน้ำเขื่อน รวมถึงพื้นที่ท้ายน้ำฝั่งไทย เช่น อำเภอเวียงแก่น เชียงของ และเชียงแสน

คำเตือนที่ถูกใช้คือ ภาพของ “อ่างเก็บน้ำพิษ” ซึ่งหมายถึงแอ่งน้ำขนาดใหญ่ที่ทำหน้าที่กักทั้งน้ำและมลพิษไว้หน้าบ้านของคนไทยชายแดน

ข้อเสนอจากฝ่ายภาคประชาชนจึงประกอบด้วยสองเงื่อนไขหลัก

  1. ไทยควรผลักให้มีการหารือร่วมกับเมียนมาอย่างเป็นทางการในกรอบ MRC ต่อการจัดการต้นตอของมลพิษจากเหมืองแร่ ไม่ใช่เพียงเก็บตัวอย่างปลายน้ำ
  2. ไทยควรเสนอให้ชะลอการเดินหน้าเขื่อนปากแบง จนกว่าจะมีคำตอบที่ชัดเจนว่าคุณภาพน้ำในร่างน้ำที่จะถูกกักเก็บและระบายออกสู่ท้ายน้ำปลอดภัยต่อสุขภาพมนุษย์และสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

มุมมองนี้เชื่อมโยงความมั่นคงน้ำ ความมั่นคงอาหาร และความมั่นคงด้านสุขภาพสาธารณะเข้าด้วยกันอย่างชัดเจน

จากน้ำสู่แร่ ทำไมปัญหาแม่น้ำโขงถูกดึงโยงเข้ากับ MOU แร่ธาตุสำคัญไทย–สหรัฐฯ

ในห้วงเวลาเดียวกับที่รัฐบาลไทยกำลังจัดท่าทีสำหรับการประชุม MRC ที่เชียงราย ฝ่ายการเมืองและนักวิชาการระดับภูมิภาคได้ออกมาแสดงความกังวลต่อบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วย “ความร่วมมือในการกระจายห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญระดับโลกและการส่งเสริมการลงทุน” ระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามร่วมกันเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ระหว่างการประชุมอาเซียนที่มาเลเซีย

รัฐบาลไทยให้เหตุผลว่า MOU ฉบับนี้จะช่วยยกระดับประเทศไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์โลก โดยเฉพาะแร่ธาตุสำคัญ (Critical Minerals) และแร่หายาก (Rare Earth Elements: REE) ซึ่งเป็นพื้นฐานของเทคโนโลยีสะอาด เช่น แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ระบบป้องกันประเทศ และชิ้นส่วนแม่เหล็กถาวรในอุตสาหกรรมอวกาศและดาวเทียม

นอกจากนี้ ฝ่ายบริหารย้ำว่า MOU ฉบับนี้ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศ เป็นเพียงกรอบความร่วมมือเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลทางเทคนิค การวิเคราะห์ศักยภาพแหล่งแร่ การสนับสนุนการลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาบุคลากร โดยไทยคาดหวังว่าจะต่อยอดเป็นโอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานหมุนเวียน และห่วงโซ่อุตสาหกรรมสะอาดในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ถูกวิจารณ์อย่างหนัก คือข้อกังวลเรื่อง “อธิปไตยเหนือทรัพยากรใต้ดิน” เพราะตามคำอธิบายของ ส.ส.ฝ่ายค้านในพื้นที่ภาคเหนือ ข้อตกลงระบุให้สหรัฐฯ มีสิทธิเข้าถึงข้อมูลเชิงพิกัดของแหล่งแร่หายากในไทยก่อน และหากพบศักยภาพ ไทยต้องแจ้งสหรัฐฯ โดยเร็วที่สุด พร้อมเปิดช่องโอกาสการลงทุนก่อนผู้เล่นรายอื่น นอกจากนี้ ในการอำนวยความสะดวกด้านการอนุญาตโครงการลงทุน ยังมีถ้อยคำที่ถูกมองได้ว่าอาจ “เร่งกระบวนการอนุมัติให้คล่องตัวมากขึ้น” ในการสำรวจและพัฒนาโครงการที่เกี่ยวข้องกับนักลงทุนสหรัฐฯ

ข้อกังวลนี้ชี้ให้เห็นปัญหาสองชั้น

  • ไทยกำลังยอมให้ต่างชาติเข้าถึงข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์ของทรัพยากรสำคัญ ขณะที่กฎหมายและระบบกำกับการทำเหมืองที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในประเทศยังไม่มีความพร้อม
  • เรากำลังพูดถึงแหล่งแร่ที่หลายส่วนอาจเกี่ยวข้องกับพื้นที่ต้นน้ำของลุ่มน้ำชายแดนไทย–เมียนมา ซึ่งปัจจุบันถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นต้นตอของการปนเปื้อนโลหะหนักในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำโขงฝั่งไทย

นี่คือจุดที่ปัญหาน้ำ และปัญหาแร่ มาบรรจบกันโดยตรง แรร์เอิร์ธไม่ได้เป็นเพียง “โอกาสทางเศรษฐกิจแห่งอนาคต” แต่กำลังถูกมองว่าเป็น “ต้นทางของวิกฤตสิ่งแวดล้อมปัจจุบัน” ของชุมชนลุ่มน้ำชายแดน

 “Critical Minerals” กับสมรภูมิมหาอำนาจ ไทยอยู่ตรงไหนในเกมนี้

ในระดับโลก “Critical Minerals” (แร่ธาตุสำคัญ) คือกลุ่มแร่เชิงยุทธศาสตร์ซึ่งหลายประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น ระบุว่าเป็นทรัพยากรที่จำเป็นต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยีสะอาด การผลิตพลังงานทางเลือก ไปจนถึงยุทโธปกรณ์ทางทหาร โดยกลุ่มแร่หายาก (Rare Earth Elements – REE) ซึ่งประกอบด้วยธาตุโลหะ 17 ชนิด ได้แก่ แลนทาไนด์ทั้ง 15 ชนิด ร่วมกับสแกนเดียมและอิตเทรียม จัดเป็นหัวใจของระบบแม่เหล็กถาวร มอเตอร์รถยนต์ไฟฟ้า กังหันลม เซนเซอร์ทางทหาร และชิปขั้นสูง

จีนยังครองบทบาทเหนือห่วงโซ่แร่หายากโลก ทั้งด้านเหมืองแร่ ตลอดจนการแยกถลุงและการกลั่น ซึ่งเป็นขั้นตอนที่มีความซับซ้อนสูงและสร้างมูลค่าเพิ่มสูงสุด โดยข้อมูลสาธารณะในปี 2024–2025 ระบุว่าจีนผลิตแร่หายากดิบเกือบร้อยละ 70 ของโลก และควบคุมกระบวนการแปรรูปและกลั่นมากกว่าร้อยละ 90 ในหลายกลุ่มธาตุหายาก โดยเฉพาะกลุ่มธาตุหนัก ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญต่ออุตสาหกรรมป้องกันประเทศและยานยนต์ไฟฟ้า

ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา จีนได้เข้มงวดการควบคุมการส่งออกธาตุหายากและเทคโนโลยีการแปรรูปมากขึ้น โดยอ้างเหตุผลความมั่นคงแห่งชาติ พร้อมออกมาตรการควบคุมใบอนุญาตการส่งออก รวมถึงจำกัดการถ่ายทอดความรู้เชิงเทคนิคเกี่ยวกับการสกัดและการผลิตแม่เหล็กถาวรจากแร่หายากให้กับต่างชาติ. แนวทางดังกล่าวถูกวิเคราะห์ว่าเป็นเครื่องมือกดดันทางการค้าและการเมืองต่อสหรัฐฯ และชาติพันธมิตร โดยเฉพาะเมื่อแรร์เอิร์ธเป็นปัจจัยผลิตสำคัญของยุทโธปกรณ์สมัยใหม่

สหรัฐฯ จึงเร่งสร้างเครือข่ายคู่ค้าที่สามารถผลิตหรืออย่างน้อยมีศักยภาพเข้าถึงและรวบรวมแร่ธาตุสำคัญได้โดยไม่ต้องพึ่งจีนเต็มรูปแบบ โดยไทยถูกจัดวางในบทบาท “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์” ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งอยู่กึ่งกลางทั้งตลาดอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่ขยายตัว และแหล่งวัตถุดิบจากเมียนมาและประเทศเพื่อนบ้าน

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ไทยไม่ใช่แค่ประเทศที่ “มีแร่” แต่กำลังถูกมองว่าเป็นจุดเชื่อมระหว่างแหล่งวัตถุดิบ upstream (แหล่งเหมืองในเมียนมาและตามแนวตะเข็บชายแดน) กับตลาดปลายน้ำ downstream (ผู้ผลิตเทคโนโลยีสะอาดและอุตสาหกรรมขั้นสูงที่สหรัฐฯ ต้องการรักษาความสามารถในการแข่งขัน)

คำถามที่ยังค้างคา ใครได้ ใครเสีย จาก MOU

ฝ่ายการเมืองฝ่ายค้าน เช่น นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน ตั้งคำถามตรงไปตรงมาว่า “ประเทศไทยได้อะไร” เมื่อในทางปฏิบัติ ประเทศอาจต้องเปิดข้อมูลเชิงพื้นที่ของแหล่งแร่หายาก ให้สิทธิการเข้าถึงโครงการก่อนผู้เล่นรายอื่น และอำนวยความสะดวกด้านการอนุญาตทางกฎหมายให้กับผู้ลงทุนสหรัฐฯ ในขณะที่ผลประโยชน์ที่ไทยได้รับ ถูกอธิบายกว้าง ๆ ว่าเป็น “โอกาสทางเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมสะอาด และการถ่ายทอดเทคโนโลยี”

เขายังตั้งข้อสังเกตว่า ภายในประเทศยังไม่มีกรอบกฎหมายเฉพาะด้านแร่หายากหรือแร่ธาตุสำคัญที่จะกำหนดเรื่องความปลอดภัยสิ่งแวดล้อม สิทธิชุมชนชายแดน การแบ่งผลประโยชน์ และการตรวจสอบย้อนกลับของห่วงโซ่อุปทาน (supply chain traceability) ว่าแร่ที่ไหลเข้ามาในประเทศมีที่มาถูกต้องหรือเชื่อมโยงกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศเพื่อนบ้านหรือไม่

ประเด็น “การตรวจสอบย้อนกลับ” สำคัญอย่างยิ่ง เพราะในปัจจุบัน แร่ในกลุ่ม Critical Minerals (CTM) ที่เข้าสู่ชายแดนไทย–เมียนมา ไม่ได้มีเพียงการนำเข้าอย่างเป็นทางการ แต่ยังมีการคาดการณ์ว่ามีการนำเข้าแบบไม่เป็นทางการจำนวนมาก ซึ่งหมายความว่า ตัวเลขทางการของกรมศุลกากรอาจเป็นเพียง “ยอดภูเขาน้ำแข็ง” ของปริมาณแร่ที่เคลื่อนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยจริง ๆ

ในเชิงโครงสร้าง นักวิชาการเตือนว่า หากไทยยอมรับบทบาท “ทางผ่านแร่” หรือ “ฐานแปรรูปเบื้องต้น” เพื่อป้อนให้ห่วงโซ่อุตสาหกรรมสะอาดระดับโลก แต่ไม่ยกระดับมาตรการสิ่งแวดล้อม มาตรฐานความปลอดภัยของชุมชน และการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ ไทยอาจไม่ต่างอะไรจาก “จุดยอมรับความเสี่ยง” ที่ต้องรับภาระมลพิษ ขณะที่มูลค่าเพิ่มขั้นสูงและอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจกลับไปอยู่ในมือตลาดปลายทาง

 

มิติสิ่งแวดล้อม บทเรียนจากเหมืองแรร์เอิร์ธโลก

ข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์ในระดับสากลสะท้อนตรงกันว่า การทำเหมืองและการสกัดแร่หายากเป็นกิจกรรมที่สร้างภาระต่อสิ่งแวดล้อมสูงมาก ทั้งการขุดหน้าดิน การชะล้างด้วยสารเคมี และการแยกสกัดจนได้ธาตุเป้าหมายบริสุทธิ์ โดยในบางรูปแบบจะอัดสารเคมีอย่างแอมโมเนียมซัลเฟตลงในชั้นดินหรือหินเพื่อชะละลายโลหะ ก่อนจะสูบน้ำปนสารละลายขึ้นมาผ่านกระบวนการแยกซ้ำหลายรอบ

งานศึกษานานาชาติที่ถูกอ้างถึงอย่างแพร่หลาย เช่น รายงานของ Yale Environment 360 และการทบทวนโดย Harvard International Review ระบุว่า การผลิตแร่หายาก 1 ตัน สามารถปล่อยมลพิษรูปแบบต่าง ๆ ปริมาณสูงมาก ได้แก่ “ฝุ่นโลหะประมาณ 13 กิโลกรัม, ก๊าซของเสีย 9,600–12,000 ลูกบาศก์เมตร, น้ำเสียราว 75 ลูกบาศก์เมตร และกากของเสียกัมมันตรังสีประมาณ 1 ตัน” ซึ่งหมายความว่าหากพื้นที่ขุดไม่มีระบบควบคุมมลพิษ น้ำเสียเหล่านี้จะไหลลงสู่แม่น้ำหรือน้ำใต้ดิน ก่อให้เกิดการปนเปื้อนโลหะหนักและสารกัมมันตรังสีในระบบนิเวศ และส่งผลต่อสุขภาพของชุมชนในระยะยาว

จีนเป็นตัวอย่างที่ถูกหยิบยกบ่อยที่สุดในเวทีสิ่งแวดล้อมโลก เนื่องจากพื้นที่ทำเหมืองแร่หายากจำนวนมากในจีน โดยเฉพาะทางตอนใต้ เคยเผชิญการทำเหมืองผิดกฎหมายหรือกึ่งถูกกฎหมายเป็นเวลายาวนาน ส่งผลให้ดิน น้ำ และอากาศปนเปื้อนในระดับที่บางชุมชนไม่สามารถกลับไปทำเกษตรหรือใช้น้ำผิวดินได้อย่างปลอดภัย จนรัฐบาลจีนต้องเข้มงวดมาตรฐานสิ่งแวดล้อม และในช่วงหลังได้ประกาศควบคุมการส่งออกและการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการสกัดแร่หายาก โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงและการปกป้องสิ่งแวดล้อม

บทเรียนนี้ถูกนักวิชาการสิ่งแวดล้อมในไทยหยิบมาเตือนเช่นกัน โดยชี้ว่าหากไทยจะเดินหน้าสู่การเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุตสาหกรรมแร่หายากและแร่ธาตุสำคัญ จำเป็นต้องมีหลักเกณฑ์สิ่งแวดล้อมที่เข้มข้นตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ได้แก่ ขั้นตอนสำรวจ การขุด การจัดการหางแร่ การบำบัดน้ำเสีย การควบคุมฝุ่นโลหะหนักและสารกัมมันตรังสี ตลอดจนการฟื้นฟูพื้นที่หลังเหมือง ไม่ใช่เพียง “เงื่อนไขรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) บนกระดาษ” แต่ต้องครอบคลุมถึงผลกระทบด้านสุขภาพ (HIA) และการเปิดให้ชุมชนท้องถิ่นมีสิทธิร่วมตัดสินใจ

แนวคิด “การยอมรับทางสังคม” (social license to operate) จึงเริ่มถูกพูดถึงในบริบทไทยมากขึ้น โดยเฉพาะในจังหวัดภาคเหนือ ภาคตะวันตก และภาคใต้ตอนบน ซึ่งถูกระบุว่ามีการพบแหล่งศักยภาพของธาตุในกลุ่มแร่หายากกระจายตัวอยู่หลายพื้นที่ แม้ยังไม่เข้าสู่การทำเหมืองเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ

ช่องว่างเชิงกฎหมาย ใครควบคุม ใครรับผิดชอบ

ประเด็นหนึ่งที่สะท้อนชัดจากเสียงวิจารณ์ คือ ประเทศไทยยังไม่มี “กฎหมายเฉพาะด้านแร่หายาก/แร่ธาตุสำคัญ” ที่ผสานมิติสิ่งแวดล้อม สิทธิชุมชน ความมั่นคง และการแบ่งปันผลประโยชน์ ขณะที่พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 แม้กำหนดขั้นตอนการอนุญาตสำรวจและทำเหมือง แต่ยังไม่พอสำหรับประเด็นใหม่ของศตวรรษที่ 21 เช่น การตรวจสอบย้อนกลับห่วงโซ่อุปทาน (supply chain traceability) หรือมาตรฐาน “แร่สะอาด” ที่คำนึงถึงสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเงื่อนไขทางการค้าสำคัญในสหรัฐฯ และยุโรปอยู่แล้ว

กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ ไทยกำลังพิจารณาเปิดทางคู่วิเทศเพื่อเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแร่ยุทธศาสตร์ระดับโลก ในช่วงเวลาที่ระบบคุ้มครองภายในประเทศยังไม่สมบูรณ์ เมื่อประกอบกับข้อเท็จจริงว่าปลายน้ำของกระบวนการสกัดแร่หายากมีความเสี่ยงปนเปื้อนโลหะหนักและกัมมันตรังสีสูง ยิ่งทำให้คำถามด้านความเป็นธรรมต่อชุมชนชายแดนและชุมชนท้องถิ่นทวีความสำคัญ

นี่คือเหตุผลว่าทำไมทั้งนักการเมืองฝ่ายค้านและนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมต่างเสนอให้รัฐบาล “ชะลอการเปิดเหมืองแร่หายากในประเทศ” จนกว่าจะมีการจัดทำกรอบกฎหมายลูก มาตรการสิ่งแวดล้อม และระบบตรวจสอบสิทธิมนุษยชนที่ชัดเจน

เสียงจากพื้นที่ ภาระที่คนชายแดนไม่ได้เป็นผู้ก่อ

ดร.สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และเครือข่ายปกป้องแม่น้ำกก–สาย–รวก–โขง ตั้งข้อสังเกตว่าสถานการณ์ปัจจุบันกำลังผลักให้ประชาชนในลุ่มน้ำกก-สาย-โขงของไทยต้อง “รับภาระสองชั้น” คือ

  • ชั้นแรก รับมลพิษข้ามพรมแดนจากเหมืองแร่ในเมียนมา ทั้งโลหะหนักและสารพิษที่ปนเปื้อนสู่แม่น้ำต้นน้ำซึ่งไหลเข้าสู่เขตไทย
  • ชั้นที่สอง ต้องถูกคาดหวังให้ยอมรับบทบาทพื้นที่ชายแดนในฐานะส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญระดับโลก ภายใต้กรอบความร่วมมือไทย–สหรัฐฯ ที่ยังไม่มีคำอธิบายชัดเจนเรื่องกลไกปกป้องสิ่งแวดล้อม สิทธิชุมชน และสุขภาพ

เขาเสนอให้รัฐบาลไทยและสหรัฐฯ ต้องเปิดเผยแผนดำเนินการของ MOU อย่างโปร่งใสต่อสาธารณะ พร้อมทั้งยุติการนำเข้าแร่ CTM จากเมียนมาชั่วคราว และเปิดเผยที่ตั้งเหมืองที่เป็นต้นทางของแร่นำเข้า เพื่อพิสูจน์ความเชื่อมโยงระหว่างมลพิษในแม่น้ำฝั่งไทยกับการทำเหมืองต้นน้ำ

ข้อเสนอนี้มุ่งวาง “การคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและสุขภาพประชาชน” เป็นเงื่อนไขตั้งต้น ไม่ใช่ผลพวงที่ต้องมารับภายหลัง

ถ้อยคำที่ถูกใช้สะท้อนมุมมองเชิงสิทธิอย่างชัดเจน นี่ไม่ใช่เพียงการแบ่งปันผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ แต่คือการแบ่งปันความเสี่ยงระหว่างรัฐกับประชาชน

จุดตัดก่อนถึงเชียงราย คำถามสุดท้ายสู่โต๊ะ MRC

เมื่อมองภาพรวม การประชุมคณะมนตรี MRC ที่เชียงรายในวันที่ 25–27 พฤศจิกายน 2568 จึงมีเดิมพันสูงกว่าที่ตัวชื่อการประชุมบอกไว้

ไทยจะสามารถผลักดันให้ปัญหามลพิษโลหะหนักจากเหมืองแร่ในเมียนมา ซึ่งกำลังไหลลงสู่ลุ่มน้ำกก–สาย–โขงและกระทบประชาชนไทยชายแดนภาคเหนือ กลายเป็นวาระหารือเชิงนโยบายระดับภูมิภาคได้จริงหรือไม่ ไม่ใช่เพียงรายงานสถานการณ์ในวาระอื่น และไทยจะยกประเด็น “ความเสี่ยงอ่างเก็บน้ำพิษ” จากการเดินหน้าเขื่อนปากแบงในแม่น้ำโขงตอนบน ขึ้นสู่โต๊ะเจรจาอย่างเป็นทางการได้หรือไม่ โดยชี้ว่าประเด็นนี้ไม่ใช่แค่โครงสร้างพลังงาน แต่คือความปลอดภัยของน้ำที่ชุมชนชายแดนต้องใช้ทุกวัน ส่วนไทยจะสามารถเชื่อม “MOU แร่ธาตุสำคัญ” ที่ลงนามกับสหรัฐฯ ให้สอดคล้องกับหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืนในลุ่มน้ำโขงได้อย่างไร โดยเฉพาะในมิติสิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน การเปิดเผยข้อมูลแหล่งแร่ และการมีส่วนร่วมของประชาชนท้องถิ่น ก่อนจะเร่งวางประเทศไทยไว้ในฐานะจุดเชื่อมของห่วงโซ่อุปทานแร่ระดับโลก

และสี่ คือ รัฐบาลไทยพร้อมหรือยังที่จะยอมรับว่า ความมั่นคงด้านน้ำ ความมั่นคงด้านพลังงาน และความมั่นคงด้านแร่ธาตุสำคัญทางยุทธศาสตร์ ไม่ได้เป็นคนละวาระอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องเดียวกันในสายตาของชุมชนลุ่มน้ำโขง ซึ่งใช้แม่น้ำเพื่อดื่ม กิน ทำมาหากิน และยังต้องอยู่กับผลพวงจากการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐไปอีกหลายสิบปี

การประชุมเชียงรายปลายเดือนพฤศจิกายนจึงไม่ใช่เพียงพิธีการ หากเป็นบททดสอบว่าประเทศไทยจะเจรจาในนามของรัฐเพียงอย่างเดียว หรือเจรจาในนามของประชาชนลุ่มน้ำกก–สาย–โขงด้วย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • Mekong River Commission (MRC) Secretariat: สำหรับข้อมูลการประชุมและ JWQM
  • สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.): สำหรับรายงานสถานการณ์น้ำและการประสานกับเมียนมา
  • Stimson Center: สำหรับข้อมูลเหมืองแร่ในเมียนมาและแผนที่ลุ่มน้ำ
  • Mongabay, Al Jazeera, New York Times, NPR, DW: สำหรับรายงานมลพิษและสถิติผลกระทบ
  • Business & Human Rights Resource Centre และ International Crisis Group: สำหรับข้อมูลเขื่อนปากแบง
  • U.S. Department of State และ White House Fact Sheet: สำหรับรายละเอียด MOU ไทย-สหรัฐ
  • มูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ (Rivers and Rights): สำหรับคำสัมภาษณ์ นส.เพียรพร ดีเทศน์
  • มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง: สำหรับคำสัมภาษณ์ ดร.สืบสกุล กิจนุกร
  • ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย: สำหรับคำสัมภาษณ์ ดร.สนธิ คชวัฒน์
  • พรรคประชาชน: สำหรับคำสัมภาษณ์ นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

วิกฤตแม่น้ำกก-โขงปนเปื้อนพิษเหมืองแร่หายากเมียนมา ภัยคุกคามมูลค่า 1.3 พันล้านบาท

วิกฤตการณ์ข้ามพรมแดน แม่น้ำกก-โขงปนเปื้อนพิษเหมืองแร่หายากเมียนมา ภัยคุกคาม 1.3 พันล้านบาท และคำถามถึงความรับผิดชอบในห่วงโซ่อุปทานโลก

เชียงราย, 21 ตุลาคม 2568 –  ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลและพลังงานสะอาด ที่ขับเคลื่อนด้วย ‘แร่หายาก’ (Rare Earth Minerals) ซึ่งเป็นวัตถุดิบยุทธศาสตร์สำคัญ ภาคเหนือของประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ กำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ การเร่งรัดการทำเหมืองแร่หายากอย่างขาดการควบคุมดูแลในรัฐฉานและรัฐกะฉิ่นของประเทศเมียนมา ได้ส่งผลให้แม่น้ำสายหลักของชาติ อาทิ แม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำรวก ปนเปื้อนด้วยสารพิษและโลหะหนักในระดับอันตราย สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจแก่ประเทศไทยแล้วกว่า 1.3 พันล้านบาท (40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) และนำมาซึ่งความกังวลอย่างยิ่งยวดต่อความมั่นคงทางสุขภาพและความมั่นคงทางอาหารของชุมชนปลายน้ำในประเทศไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม

รายงานข่าวเชิงลึกฉบับนี้ จะพาไปสำรวจถึงความรุนแรงของวิกฤตการณ์ที่กำลังคุกคามชีวิตและระบบนิเวศในอนุภูมิภาค พร้อมทั้งวิเคราะห์ถึงแรงกดดันจากภาคประชาชนต่อรัฐบาลไทยที่ยังคง “ไร้ความคืบหน้า” ในการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม

การขยายตัวของภัยพิบัติที่พุ่งสูง 513 แหล่งเหมืองที่คุกคามลุ่มน้ำโขง

ข้อมูลล่าสุดจากศูนย์วิจัย Stimson Center ซึ่งเป็นคลังสมองที่ไม่แสวงหาผลกำไร เผยให้เห็นภาพความรุนแรงของการขยายตัวของการทำเหมืองแร่หายากในเมียนมาอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมระบุว่า ตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีการค้นพบ แหล่งเหมืองแร่หายากมากถึง 513 แห่ง กระจายตัวอยู่ในลุ่มน้ำสาขาที่ไหลลงสู่แม่น้ำโขง แม่น้ำสาละวิน และแม่น้ำอิรวดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2568 เพียงปีเดียว มีการประเมินว่ามีแหล่งเหมืองใหม่เปิดเพิ่มขึ้นถึง 40 แห่ง ตัวเลขดังกล่าวถือว่าสูงกว่าที่เคยมีการคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้อย่างมาก และสะท้อนถึงความเสี่ยงของการปนเปื้อนข้ามพรมแดนที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

การขยายตัวของเหมืองแร่เหล่านี้มีปัจจัยหลักมาจากความต้องการแร่หายากของโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับมาตรการควบคุมที่เข้มงวดขึ้นของรัฐบาลจีนต่อเหมืองภายในประเทศ ทำให้เมียนมาซึ่งอยู่ภายใต้ภาวะความขัดแย้งและการกำกับดูแลที่หย่อนยานนับตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2564 กลายเป็นแหล่งวัตถุดิบสำคัญในการเติมเต็มช่องว่างในห่วงโซ่อุปทานของจีน

ต้นทุนที่มองไม่เห็น ของเสียพิษ 2,000 ตันต่อแร่ 1 ตัน

กระบวนการสกัดแร่หายากในรัฐฉานและรัฐกะฉิ่นของเมียนมานั้น ส่วนใหญ่ใช้วิธีที่เรียกว่า การชะล้างเฉพาะที่ (in-situ leaching) ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับการทำแฟรกกิง (fracking) คือการฉีดสารละลายเคมีเข้มข้นลงไปใต้ดินผ่านบ่อชะล้าง เพื่อละลายแร่ธาตุที่ผสมอยู่ในดินให้กลายเป็นสารละลายแล้วจึงสูบขึ้นมาเก็บไว้

กระบวนการนี้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงอย่างไม่อาจยอมรับได้

  • มีรายงานที่น่าตกใจว่า การสกัดแร่หายากทุก 1 ตัน จะก่อให้เกิดของเสียที่เป็นพิษโดยเฉลี่ย 2,000 ตัน ซึ่งรวมถึงน้ำเสียที่เป็นกรดประมาณ 200 ลูกบาศก์เมตร (ราว 53,000 แกลลอน) หรือ 75 ลูกบาศก์เมตร (เกือบ 20,000 แกลลอน) และกากของเสียที่ปนเปื้อนกัมมันตรังสีได้ถึง 1–1.4 ตัน
  • เมื่อการทำเหมืองในภูเขาลูกหนึ่งเสร็จสิ้นลงในระยะเวลาประมาณสามปี บ่อเก็บน้ำเสียที่เต็มไปด้วยสารเคมีอันตรายเหล่านี้ก็จะถูกทอดทิ้งไว้ ในช่วงฤดูมรสุม ปริมาณน้ำฝนที่เพิ่มขึ้นจะทำให้น้ำเสียล้นออกจากบ่อและไหลเข้าสู่ลำธารและแม่น้ำสายหลักในบริเวณด้านล่าง มลพิษเหล่านี้จึงถูกพัดพาข้ามพรมแดนลงสู่พื้นที่ปลายน้ำของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง
  • สารพิษที่ถูกตรวจพบ ได้แก่ สารหนู (Arsenic), ไซยาไนด์ (Cyanide), ปรอท (Mercury), ตะกั่ว (Lead), แคดเมียม (Cadmium) และโลหะหนักอื่น ๆ

นายไบรอัน ไอยเลอร์ (Brian Eyler) ผู้อำนวยการโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ Stimson Center ผู้ทำการวิจัยเรื่องนี้ ได้กล่าวเน้นย้ำถึงอันตรายของการปนเปื้อนในพื้นที่ภาคเหนือของไทยว่า “โคลนเหนียว ๆ ที่ท่วมพื้นที่บางส่วนของภาคเหนือของไทยหลังฝนตกหนัก คือสิ่งแรกที่ทีมของผมพบว่ามีการปนเปื้อนในแม่น้ำกก” และเสริมว่า แม่น้ำสายมีระดับมลพิษที่รุนแรงที่สุดเมื่อเทียบกับแม่น้ำกก

แผลพุพองและปลาตาย ผลกระทบต่อชีวิตและสุขภาพในเชียงราย

ผลกระทบทางนิเวศวิทยาจากเหมืองเมียนมาได้แปรเปลี่ยนเป็นวิกฤตสาธารณสุขและความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจที่รุนแรงในชุมชนไทย

วิกฤตน้ำอุปโภคบริโภค ชุมชนในอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ และอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ต้องพึ่งพาแม่น้ำกกและแม่น้ำสายเป็นแหล่งน้ำดิบหลักในการผลิตน้ำประปาเพื่อการบริโภคและใช้ในครัวเรือน การปนเปื้อนที่เกิดขึ้นสร้างความหวาดกลัวอย่างลึกซึ้งให้กับประชาชน อาจารย์ ดร. สืบสกุล กิจนุกร จากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจจากการตรวจสอบน้ำเมื่อช่วงต้นปี 2568 ว่า ผลการทดสอบพบว่ามีการปนเปื้อนของ สารหนูในระดับที่เกินกว่าค่ามาตรฐานสูงสุดตามกฎหมายในทุกจุดที่เก็บตัวอย่าง โดยบางจุดเกินกว่าค่ามาตรฐานถึง 19 เท่า แม้ว่าภายหลังโรงงานผลิตน้ำประปาในเชียงรายหลายแห่งจะต้องหันไปใช้น้ำจากแหล่งน้ำภายในประเทศที่สะอาดกว่าเพื่อหลีกเลี่ยงแม่น้ำกก แต่ชุมชนที่ไม่ได้อยู่ในเขตประปาหลักยังคงต้องใช้น้ำจากแหล่งน้ำที่ปนเปื้อนเพื่อดื่ม ล้าง และว่ายน้ำ ซึ่งนำไปสู่รายงานการเกิด ผื่นคันตามผิวหนัง รวมถึงมีรายงาน ปลาตาย และปลาในแม่น้ำกกมีบาดแผลตามผิวหนัง

ภัยเงียบต่อสุขภาพระยะยาว ดร. สืบสกุล ยังได้เน้นย้ำถึงประเด็นที่ทางการอาจมองข้าม นั่นคือ การสะสมของสารพิษในร่างกายมนุษย์ “ทางการไทยยึดตามค่าสูงสุดที่อนุญาตให้มีสารหนูและโลหะหนักอื่น ๆ ในน้ำได้ หากค่าต่ำกว่าก็ถือว่าปลอดภัย แต่สารหนู ปรอท และตะกั่ว สามารถสะสมในร่างกายและในระยะยาวอาจนำไปสู่โรคมะเร็งและโรคอันตรายอื่น ๆ ได้”

การทำลายฐานเศรษฐกิจท้องถิ่น มลพิษได้สร้างผลกระทบอย่างตรงไปตรงมาต่อเสาหลักทางเศรษฐกิจของภาคเหนือ

  • อุตสาหกรรมการประมง นายเดช นวลใส (Det Nuansai) ชาวประมงวัย 57 ปีในบ้านปากอิง ริมแม่น้ำโขง กล่าวด้วยความท้อแท้ว่า “ผมอาจจะพูดได้ว่า ‘ผมเคยขายปลาของเขา’ ปลาแม่น้ำโขงเคยเป็นปลาที่คนต้องการมากที่สุดและแพงที่สุด แต่ ไม่มีใครอยากซื้อปลาจากแม่น้ำสายนี้อีกแล้ว ทุกคนกลัวว่าปลาจะเต็มไปด้วยสารหนูและสารเคมี”
  • ความมั่นคงทางอาหารและการเกษตร สารเคมีได้ไหลเข้าสู่พื้นที่เกษตรกรรมกว่า 100,000 ไร่ในจังหวัดเชียงราย ที่ทำการเกษตรโดยใช้น้ำจากแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำรวก มีความกังวลว่าโลหะหนักจะปนเปื้อนในผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะ ข้าวนาปี ที่กำลังจะเก็บเกี่ยวในช่วงปลายเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายนนี้
  • ผลกระทบต่อการส่งออก ญี่ปุ่นได้ดำเนินการสั่งห้ามนำเข้า ถั่วแระญี่ปุ่น (Edamame) ที่มาจากพื้นที่นี้เนื่องจากพบการปนเปื้อนสารเคมี และ พริกแดง ก็กำลังเผชิญกับความเสี่ยงที่จะถูกห้ามนำเข้าเช่นกัน

ภาครัฐกับความนิ่งเฉย เสียงเรียกร้อง 10 ข้อที่ยังไร้การตอบสนอง

ท่ามกลางวิกฤตที่ทวีความรุนแรงขึ้น ภาคประชาชนโดยการนำของ เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง ได้ก้าวเข้ามาเติมเต็มช่องว่างที่รัฐบาลยังคงตอบสนองต่อปัญหาอย่างล่าช้าและขาดการสื่อสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภายหลังจากที่รัฐบาลชุดใหม่ได้รับทราบปัญหาอย่างเป็นทางการแล้ว

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 อาจารย์ ดร. สืบสกุล กิจนุกร ได้ยื่นหนังสือเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล และรองนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง โดยมีเนื้อหาสำคัญคือการวิพากษ์วิจารณ์ถึง “ความนิ่งเฉย” และ “ความไม่คืบหน้า” ในการแก้ไขปัญหานี้อย่างเป็นรูปธรรม

ไทม์ไลน์คำสัญญาที่ยังไม่เป็นจริง

เครือข่ายประชาชนฯ ได้ส่งข้อเสนอ 10 ข้อให้รัฐบาลใหม่ดำเนินการภายใน 4 เดือน ตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคม 2568

  1. วันที่ 9 ตุลาคม 2568 นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ลงพื้นที่รับฟังปัญหา พร้อมรับปากว่าจะจัดสรรงบประมาณ 1,000 ล้านบาท เพื่อจัดหาแหล่งน้ำดิบใหม่ทดแทนแม่น้ำกกในการผลิตน้ำประปา
  2. วันที่ 11 ตุลาคม 2568 ร.อ. ธรรมนัส พรมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยืนยันว่าจะเจรจากับผู้ประกอบการเหมืองในรัฐฉาน และจะนำประเด็นนี้เข้าพิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตาม จนถึงปัจจุบัน (21 ตุลาคม 2568) อาจารย์สืบสกุลชี้ว่ายังไม่มีความคืบหน้าใด ๆ ที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังไม่มีการดำเนินการตรวจสอบสารโลหะหนักในผลผลิตข้าวนาปีกว่า 100,000 ไร่ ในจังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญก่อนการเก็บเกี่ยว

นอกจากนี้ การตรวจสอบสารปนเปื้อนของหน่วยงานรัฐยังจำกัดวงแคบเกินไป โดยครอบคลุมเฉพาะพื้นที่ในจังหวัดเชียงราย ทั้งที่ปัญหาแผ่ขยายไปยังจังหวัดเชียงใหม่ด้วย

ข้อเรียกร้องเชิงยุทธศาสตร์ หยุดนำเข้าแร่และเปิดโต๊ะเจรจาจีน

ในบรรดาข้อเสนอ 10 ข้อของภาคประชาชน มีประเด็นเชิงนโยบายและยุทธศาสตร์ที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดน

  1. ยุติการนำเข้าแร่จากเมียนมา (ข้อ 5) เครือข่ายประชาชนเรียกร้องให้ ยุติการนำเข้าแร่ทุกชนิดจากเมียนมา จนกว่าผู้นำเข้าจะสามารถพิสูจน์ได้ว่าแร่ดังกล่าวไม่ได้มาจากเหมืองที่ก่อให้เกิดมลพิษในแม่น้ำ ข้อเรียกร้องนี้มีความหนักแน่นยิ่งขึ้น เมื่อรายงานจากสำนักงานศุลกากรภาค 3 เผยตัวเลขที่น่าฉงนว่า ในปี 2568 เอกชนไทยกว่า 40 ราย ได้นำเข้าสินแร่ผ่านด่านชายแดนภาคเหนือ 4 จังหวัด รวมมูลค่าสูงถึง 9,825.92 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2567 กว่า 7,714.31 ล้านบาท ขณะที่รัฐบาลกลางเมียนมาอ้างว่าไม่เคยอนุญาตให้มีการส่งออกแร่ในรัฐฉานเลย คำถามคือ แร่มูลค่าเกือบหนึ่งหมื่นล้านบาทนี้มาจากเหมืองที่ก่อมลพิษข้ามพรมแดนหรือไม่ และผู้นำเข้ามีหน้าที่ต้องแสดงแหล่งกำเนิดที่ชัดเจน
  2. เจรจาระดับภูมิภาค (ข้อ 8) เรียกร้องให้รัฐบาลไทย เปิดเวทีเจรจาอย่างเป็นทางการกับประเทศเมียนมาและจีน เพื่อเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศตระหนักและรับผิดชอบต่อมลพิษที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในประเทศไทย

“ยุทธศาสตร์ย้อนรอยห่วงโซ่อุปทาน” เพื่อกดดันมหาอำนาจโลก

นักวิชาการหลายฝ่ายต่างชี้ตรงกันว่า กุญแจสำคัญในการแก้ปัญหานี้อยู่ที่ ประเทศจีน เนื่องจากจีนครอบงำตลาดแร่หายากของโลกอย่างเบ็ดเสร็จ โดยเป็นผู้สกัดแร่แรร์เอิร์ธร้อยละ 60 และเป็นผู้แปรรูปหรือกลั่นแร่ขั้นสุดท้ายถึง ร้อยละ 87 ของปริมาณแรร์เอิร์ธทั่วโลก

มีการเสนอแนะให้รัฐบาลไทยใช้ ยุทธศาสตร์ย้อนรอยห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Traceability) เพื่อใช้เวทีการเจรจาระดับภูมิภาค เช่น การประชุมผู้นำความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง (MLC Leaders’ Meeting) ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ ปลายปี 2568 นี้ ในการกดดันจีนให้ตรวจสอบความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทานแร่หายากในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

แม้จีนจะปฏิเสธการเกี่ยวข้องโดยตรงในพื้นที่เหมืองที่ไร้การควบคุมของเมียนมา แต่ข้อเท็จจริงทางยุทธศาสตร์คือ แร่แรร์เอิร์ธจำนวนมหาศาลที่ถูกขุดจากเมียนมานั้น จำเป็นต้องถูกส่งกลับไปกลั่นขั้นสุดท้ายในประเทศจีน เนื่องจากประเทศส่วนใหญ่ยังไม่มีศักยภาพทางเทคนิคในการแปรรูปแร่ให้กลายเป็นออกไซด์ที่พร้อมใช้งานได้

ความพยายามของจีนในการกุมอำนาจในห่วงโซ่อุปทานนี้ถูกตอกย้ำด้วยการที่จีนประกาศห้ามการส่งออกเทคโนโลยีที่ใช้ในการแปรรูปแร่เหล่านี้ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2566 การใช้ยุทธศาสตร์ที่แข็งกร้าวของไทยในการเรียกร้องให้จีนรับผิดชอบในฐานะผู้ครอบงำตลาด (concentration risk) จึงเป็นแนวทางเดียวที่จะปกป้องสิทธิของประชาชนในการมีชีวิตในสิ่งแวดล้อมที่ดี

บทสรุปและความเร่งด่วน

วิกฤตมลพิษเหมืองแร่หายากในเมียนมามิใช่เพียงปัญหาท้องถิ่น แต่เป็นโจทย์ทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจที่ซับซ้อน ซึ่งตอกย้ำถึง “ด้านมืด” ของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่โลกต้องพึ่งพา การทำเหมืองแบบไร้การควบคุมได้เปลี่ยนภูมิทัศน์ของรัฐกะฉิ่นให้กลายเป็นพื้นที่ที่ถูกทำลายโดยสิ้นเชิง และส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงปากท้องและสุขภาพของประชาชนในไทย

นางสาวเพียรพร ดีเทศ (ป้าใฝ่) ผู้อำนวยการองค์กรแม่น้ำและสิทธิ (Rivers & Rights) ได้เตือนว่า สารโลหะหนักที่ปนเปื้อนในระบบนิเวศนั้นต้องใช้เวลาอย่างน้อย 100 ปี ในการย่อยสลายโดยธรรมชาติ หากรัฐบาลไทยยังคงประวิงเวลาในการดำเนินการตามข้อเรียกร้องของภาคประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการจัดหาแหล่งน้ำดิบใหม่ การตรวจสอบผลผลิตเกษตรกรรมกว่าแสนไร่ และการเปิดเวทีเจรจาอย่างจริงจังกับเมียนมาและจีน ความเสียหายที่เกิดขึ้นจะกลายเป็นต้นทุนที่สังคมไทยต้องแบกรับไปอีกหลายชั่วอายุคน และเป็นการยอมจำนนต่อภัยพิบัติข้ามพรมแดนที่คุกคามชีวิตคนหลายล้านคนในลุ่มน้ำโขง

การป้องกันการปนเปื้อนเพิ่มเติมจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งเหนือกว่าการแก้ไขเยียวยา โดยมีหลักฐานชวนคิดถึงความรุนแรงของผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในต่างประเทศ เช่น โรงงานแปรรูปในเมืองเป่าโถวของจีน ที่สร้างมลพิษสะสมมาหลายสิบปี จนเกิดทะเลสาบตะกอนพิษขนาดใหญ่ และส่งผลให้ประชาชนเจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็งและโรคทางเดินหายใจ บทเรียนเหล่านี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความจำเป็นที่ไทยต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาดและเร่งด่วนที่สุด

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • Stimson Center
  • Mongabay
  • อาจารย์ ดร. สืบสกุล กิจนุกร
  •  เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง
  • สำนักงานศุลกากรภาค 3
  • United States Geological Survey (USGS)
  • องค์กร River & Rights (Pianporn Deetes)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

เร่งคลายปม “น้ำประปาหมู่บ้านริมกก” พบ 3 จุดต่ำกว่ามาตรฐาน อบจ.ชี้ระบบไม่ผ่านเกณฑ์

เร่งคลายปม “น้ำประปาหมู่บ้านริมกก” ปนเปื้อนโลหะหนัก ทส.ระดมหน่วยงานลงพื้นที่ 45 แห่ง—พบ 3 จุดต่ำกว่ามาตรฐาน อบจ.ชี้ระบบไม่ผ่านเกณฑ์–ชาวบ้านไม่ชอบคลอรีน ขณะที่ คพ.เร่งตรวจครบ 18 หมู่บ้าน พร้อมหาแหล่งน้ำทดแทน

เชียงราย, 19 ตุลาคม 2568 — กระแสกังวลเรื่อง น้ำประปาหมู่บ้านริมแม่น้ำกก เสี่ยงปนเปื้อนโลหะหนัก จุดประกาย “ปฏิบัติการเร่งด่วน” ของภาครัฐ เมื่อ นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) สั่งการให้ กรมทรัพยากรน้ำ (ทน.) และ กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ลงพื้นที่ตรวจสอบเชิงรุกตลอดแนวลำน้ำในรัศมี 1 กิโลเมตร ทั้งเพื่อคัดกรองระดับความเสี่ยง อุปโภค–บริโภค–เกษตร และเพื่อคลี่คลายข้อเท็จจริงด้วยข้อมูลที่ตรวจสอบได้

ในทางปฏิบัติ สำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 1 ได้สำรวจ “ระบบประปาหมู่บ้าน” รอบลำน้ำกก รวม 45 แห่ง พบว่า ประปาบาดาล 29 แห่ง และ ประปาภูเขา 6 แห่ง “ไม่พบผลกระทบ” จากคุณภาพน้ำ ขณะที่ ประปาที่ใช้น้ำผิวดินจากแม่น้ำกก 10 แห่ง ตรวจพบว่า 3 จุดคุณภาพน้ำต่ำกว่ามาตรฐาน ซึ่งกลายเป็น จุดเร่งด่วน สำหรับการออกแบบแหล่งน้ำทดแทนและมาตรการแก้ไขชั่วคราว–ถาวร

ด้าน องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.) นำโดย นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ. ชี้ “ปัญหาแกนกลาง” คือ ระบบประปาหมู่บ้านจำนวนมากยังไม่ผ่านมาตรฐาน ทั้งในขั้นตอนทำให้น้ำใส (ตกตะกอน) และขั้นตอนฆ่าเชื้อ (คลอรีเนชัน) โดยสะท้อนข้อเท็จจริงในพื้นที่ว่า “ชาวบ้านไม่ชอบกลิ่นคลอรีน” ทำให้หลายแห่ง ใส่สารส้ม–คลอรีนต่ำกว่าที่ควร เพิ่มความเสี่ยงด้านความขุ่นและการปนเปื้อน

ขณะเดียวกัน คพ. นำทีมลงตรวจพื้นที่รายตำบลตามรายงานจุดเสี่ยง 18 แห่ง โดยเริ่มที่ ต.แม่ยาว อ.เมือง เมื่อวันที่ 17 ต.ค. 2568 ตรวจภาคสนาม ไม่พบสารหนูเบื้องต้น พร้อมเก็บตัวอย่างส่งห้องปฏิบัติการเพื่อวิเคราะห์โลหะหนักชนิดอื่น ๆ ต่อไป พร้อมตั้งเป้าตรวจให้ครบ ทุกจุดที่ถูกรายงาน ภายในสัปดาห์หน้า และ ขยายวงตรวจ ไปยังชุมชนใกล้เคียงเพื่อลดความวิตกกังวล

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นบน “ฉากใหญ่” ของลุ่มน้ำกกที่เป็นแหล่งชีวิตของเชียงราย—ตั้งแต่ครัวเรือน เกษตร แหล่งท่องเที่ยว ไปจนถึงสุขภาวะของคนริมฝั่งน้ำ โจทย์จึงไม่ได้มีแค่ “ค่าตรวจหนึ่งครั้ง” หากคือ “ความเชื่อมั่นระยะยาว” ที่ต้องสร้างด้วยระบบมาตรฐาน ข้อมูลเปิดเผย และการร่วมกำกับของชุมชน

ไทม์ไลน์ “เร่งแก้” ตามสั่งการ สำรวจ 45   เร่งแก้ 3   เดินหน้าตรวจครบ 18 จุดเสี่ยง

1) สำรวจ 45 แห่งรอบลำน้ำกก
นายธีระชุณ บุญสิทธิ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ ระบุผลสำรวจว่า ในรัศมี 1 กิโลเมตรจากแม่น้ำกก มีระบบประปาหมู่บ้านรวม 45 แห่ง แบ่งเป็น บาดาล 29, ประปาภูเขา 6 (ทั้งสองกลุ่ม “ไม่พบผลกระทบ”) และ ใช้แหล่งน้ำผิวดินจากกก 10 แห่ง ซึ่งใน 10 แห่งนี้ ตรวจพบ 3 จุดคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐาน จำเป็นต้อง เปลี่ยนแหล่งน้ำ/เสริมการปรับปรุงระบบ อย่างเร่งด่วน

2) แหล่งน้ำทดแทน ระบบกระจายน้ำ
โครงการ ก่อสร้างระบบกระจายน้ำหนองไคร้คราง เพื่อสนับสนุนประปา บ้านสันไทรงาม อ.เวียงเชียงรุ้ง เดินหน้าในฐานะ ทางออกเฉพาะหน้า ด้วยท่อส่งน้ำยาวกว่า 7 กิโลเมตร เพื่อ เพิ่มปริมาณ “น้ำดิบ” สะอาด สำหรับการผลิตประปาชุมชน คาดว่าเมื่อแล้วเสร็จจะ ช่วยประชาชนกว่า 265 ครัวเรือน ส่วนอีก 2 จุดที่ต่ำกว่ามาตรฐาน (บ้านริมกก และบ้านเมืองงิม อ.เมืองเชียงราย) อยู่ระหว่าง สำรวจ ออกแบบ เพื่อเสริมความมั่นคงน้ำ

3) คพ.เร่งตรวจครบ 18 หมู่บ้านเสี่ยง
นายสุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ เปิดเผยว่าได้สั่งการ ตรวจคุณภาพน้ำแบบปูพรม ครอบคลุม 18 แห่ง ที่ถูกรายงาน พบว่า 2 ตัวอย่างแรกที่ ต.แม่ยาว (ระบบประปาภูเขาหมู่ 2 “กะเหรี่ยงรวมมิตร” และระบบประปาบาดาลหมู่ 3 “ห้วยทรายขาว”) ไม่พบสารหนูเบื้องต้นจากชุดตรวจ และได้เก็บตัวอย่างส่งห้องแล็บ ตรวจโลหะหนักชนิดอื่น ๆ ต่อ พร้อม แผนขยายการตรวจ ไปยัง ต.ดอยฮาง ต.รอบเวียง ต.ริมกก ต.เวียงเหนือ ต.ดงมหาวัน ต.หนองป่าก่อ ต.ท่าข้าวเปลือก และ ต.บ้านแซว ภายในสัปดาห์ถัดไป

ภาพจริงในพื้นที่” จาก อบจ.เชียงราย ระบบไม่มาตรฐาน คลอรีน “ใส่น้อย” เพราะชาวบ้านไม่ชอบกลิ่น

นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย ให้ข้อมูลที่สะท้อน “โครงสร้างปัญหา” ว่า หลายหมู่บ้าน ระบบผลิตประปายังไม่เป็นมาตรฐาน โดยเฉพาะ ขั้นตอนตกตะกอน กรอง ฆ่าเชื้อ ทั้งที่การปนเปื้อนโลหะหนักที่ชาวบ้านกังวล มักเดินมาพร้อมความขุ่นของน้ำ ซึ่งต้องอาศัย สารส้ม และ คลอรีน ตามหลักสุขาภิบาลน้ำ แต่ “ในความจริง” หลายหมู่บ้านใส่น้อยกว่าที่เหมาะสม เนื่องจาก ไม่ชอบกลิ่นคลอรีน ส่งผลให้น้ำ ขุ่น เสี่ยงปนเปื้อน มากขึ้น

“ส่วนของระบบการผลิตน้ำประปา เราตรวจร่วมกับ อว. พบว่าน้ำมีค่าสนิมสูงและมีสารปนเปื้อนบ้าง หลายแห่ง ‘ใส่สารส้ม คลอรีนน้อย’ เพราะชาวบ้านไม่ชอบกลิ่น ทำให้องค์ประกอบเสี่ยงมาพร้อมความขุ่นของน้ำ” — นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย

อบจ.เตรียมเดินหน้า ต้นแบบระบบประปาหมู่บ้านมาตรฐาน” 2–3 แห่ง ร่วมกับ กระทรวง อว. เพื่อเป็น โมเดลปรับปรุงอย่างประหยัด ให้ท้องถิ่นอื่นนำไปปรับใช้ พร้อม รณรงค์ลดการใช้สารเคมีการเกษตร ที่รั่วไหลลงดิน แหล่งน้ำ และ แจกเครื่องทดสอบความขุ่น ให้หมู่บ้านเฝ้าระวังเบื้องต้นด้วยตนเอง

ในมิติ ต้นน้ำ ระหว่างประเทศ นายก อบจ.สะท้อนข้อกังวลเรื่อง “กิจกรรมเหมืองแร่ฝั่งเมียนมา” ในลำน้ำกกตอนบน และเสนอให้รัฐบาลไทย เจรจาหารือระบบจัดการของเสีย ร่วมกับฝ่ายเมียนมา เพื่อแก้ปัญหา “เหตุ–ปัจจัย” ต้นทางควบคู่ไปกับ มาตรการปลายน้ำ ภายในประเทศ

คุณภาพน้ำ “โดยรวมพอใช้” แต่เชิงปฏิบัติยังต้องเข้ม MRC-WQMN และการเฝ้าระวังระยะยาว

นอกเหนือจากการตรวจเฉพาะจุดเสี่ยง กรมทรัพยากรน้ำยังใช้ เครือข่ายติดตามคุณภาพน้ำแม่น้ำโขง (MRC – Water Quality Monitoring Network: WQMN) ควบคู่ไปกับการเก็บตัวอย่างที่ สะพานแม่น้ำกก ซึ่งล่าสุดผลวิเคราะห์จาก กองวิจัยพัฒนาและอุทกวิทยา ระบุว่า คุณภาพน้ำโดยรวม “อยู่ในเกณฑ์พอใช้” แต่การเฝ้าระวังต้อง ต่อเนื่อง เข้มข้น โดยเฉพาะใน จุดที่มีฝายรับน้ำ จุดผลิตน้ำประปา และ พื้นที่เกษตร ที่อ่อนไหวต่อการปนเปื้อน

แก่นสำคัญ คือ ต้องทำให้ ข้อมูลคุณภาพน้ำ “เข้าถึงได้” และ “เข้าใจง่าย” ทั้งค่าความขุ่น โลหะหนัก และตัวชี้วัดสุขาภิบาล เพื่อให้ชุมชน สังเกตสัญญาณเสี่ยง และ ร่วมกำกับมาตรฐาน กับหน่วยงานรัฐอย่างมีพลัง

ทำไม “น้ำประปาหมู่บ้าน” สะดุด และควรแก้อย่างไร

วิศวกรรมสุขาภิบาลชี้ว่า ระบบประปาหมู่บ้าน ที่ยั่งยืนต้องครบ 4 วงจร ตั้งแต่ คัดเลือกแหล่งน้ำ ปรับปรุงคุณภาพ ฆ่าเชื้อ คงเหลือคลอรีนในระบบ ประกอบกับ การบำรุงรักษา (O&M) และ การสื่อสารกับผู้ใช้น้ำ อย่างต่อเนื่อง

  1. แหล่งน้ำ หากแหล่งน้ำผิวดิน “มีความขุ่นสูง/ไหลผ่านพื้นที่กิจกรรมเสี่ยง” ต้องมี กระบวนการตกตะกอน กรอง ที่เพียงพอ และ จุดจ่ายคลอรีน ที่ควบคุมได้ ส่วน บาดาล ประปาภูเขา แม้เสถียรกว่า แต่ยังต้องเฝ้าระวัง โลหะหนัก จุลชีพ ตามรอบ
  2. การปรับปรุงคุณภาพ สารส้ม ช่วยจับตะกอน ลดความขุ่น และ คลอรีน ฆ่าเชื้อ แต่ ปริมาณ จุดใส่ ระยะเวลาสัมผัส ต้องพอเหมาะ การ “ใส่น้อยเพราะกลิ่น” ทำให้ฆ่าเชื้อไม่ครบและลด “ความมั่นใจ” ของระบบทั้งสาย
  3. คลอรีนคงเหลือปลายท่อ หลักสุขาภิบาลเน้นให้ มีคลอรีนคงเหลือ ปลายระบบเพื่อความปลอดภัยในท่อจ่าย—ตรงนี้ต้อง สื่อสารกับชุมชน ว่ากลิ่นคลอรีน “เล็กน้อย” คือ เกราะป้องกัน ที่ทำให้น้ำ ปลอดภัยตลอดเส้นทาง
  4. เครื่องมือ คน งบ ประปาหมู่บ้านจำนวนมาก “ทำได้” หากได้รับ งบย่อยเพื่อปรับปรุงไม่น้อย (เช่น ระบบตกตะกอน/กรองพื้นฐาน, ปั๊ม ท่อ, ตู้ควบคุมคลอรีน) ควบคู่กับ การอบรมผู้ดูแลระบบ และ คู่มือ O&M แบบง่าย

การ “วางต้นแบบ” 2–3 แห่งที่ อบจ. จะทำร่วมกับ อว. จึงเป็น ทางเดินที่เหมาะ เพื่อ พิสูจน์แนวทาง งบประมาณ ขีดความสามารถชุมชน ก่อนขยายผลสู่เครือข่ายหมู่บ้านอื่น ๆ

โรดแมป “เชิงบูรณาการ” ทำทันที ทำระยะกลาง ทำยั่งยืน

ทำทันที (1–4 สัปดาห์)

  • เร่งตรวจครบ 18 หมู่บ้านเสี่ยง (คพ. + สธ. + ท้องถิ่น) พร้อม เผยแพร่ผลเป็นรายจุด บนแพลตฟอร์มสาธารณะ
  • ตั้งจุดแจกน้ำสะอาดชั่วคราว/น้ำบรรจุภาชนะ ในพื้นที่ที่ “ต่ำกว่ามาตรฐาน” หรือยังอยู่ระหว่างปรับปรุง
  • ใส่คลอรีน ควบคุมความขุ่น ตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ พร้อม สื่อสารเรื่อง “กลิ่นคลอรีน” ให้เข้าใจร่วมกัน
  • ตั้งฮอตไลน์ จุดร้องเรียน และ คณะทำงานร่วมชุมชน เพื่อติดตามการแก้ไขแบบ day-by-day

ทำระยะกลาง (1–6 เดือน)

  • ต้นแบบประปามาตรฐาน 2–3 แห่ง ร่วม อว. พร้อม คู่มือ O&M และ โปรแกรมอบรมผู้ดูแลระบบ
  • โครงข่ายเซ็นเซอร์ชุมชน (ชุดตรวจความขุ่น/ชุดทดสอบภาคสนาม) รายงานผล ผ่านบอร์ดชุมชน + ออนไลน์ เพื่อสร้าง “การเฝ้าระวังร่วม”
  • เดินหน้าโครงข่ายท่อหนองไคร้คราง   สันไทรงาม และออกแบบระบบทดแทน บ้านริมกก บ้านเมืองงิม
  • สำรวจแหล่งน้ำสำรอง (บาดาล/อ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก/ฝาย) ในรัศมีใช้งานได้จริง เผื่อสถานการณ์ฉุกเฉิน

ทำยั่งยืน (6–24 เดือน)

  • ยกระดับมาตรฐานประปาหมู่บ้านทั้งจังหวัด (จัดงบย่อย “กองทุนยกระดับระบบน้ำอุปโภค–บริโภค”)
  • เปิดข้อมูลคุณภาพน้ำแบบถาวร (แดชบอร์ดสาธารณะ) จาก ทน.–คพ.–สธ.–อบจ.–ท้องถิ่น
  • ความร่วมมือข้ามพรมแดน จัดทำ กรอบหารือด้านสิ่งแวดล้อมลำน้ำกก ร่วมหน่วยงานเมียนมา (ประเด็นเหมือง ของเสีย มาตรการกันตะกอน)
  • รณรงค์เกษตรปลอดการปนเปื้อน (ลดใช้สารเคมี/แนวกันชนริมน้ำ) เพื่อ ตัดต้นตอ “สารลงน้ำ” เชิงระบบ

คำถามปลายข่าวที่สังคมควรถามร่วมกัน

  1. ข้อมูล–ความโปร่งใส ผลตรวจทั้ง 18 หมู่บ้าน จะเผยแพร่ เมื่อใด–รูปแบบใด ให้ประชาชนตรวจสอบได้เอง
  2. มาตรการชั่วคราว พื้นที่ “ต่ำกว่ามาตรฐาน” จะได้รับ น้ำสะอาดทดแทน อย่างไร และใครรับผิดชอบค่าใช้จ่าย
  3. มาตรฐานเดียวกันทั้งจังหวัด ต้นแบบ 2–3 แห่ง จะ ขยายผลทั่วจังหวัด ด้วย งบ–คน–ระยะเวลา อย่างไร
  4. ต้นน้ำระหว่างประเทศ ไทยจะเดินหน้า หารือเมียนมา เรื่องแหล่งกำเนิดมลพิษในลำน้ำกก เมื่อใด–อย่างไร–และใครเป็นเจ้าภาพ

คำถามเหล่านี้คือ “ตัวชี้วัด” ว่าการแก้ปัญหาจะไม่หยุดอยู่ที่ข่าว แต่ เดินต่อ ไปสู่ “ความเชื่อมั่น” ที่ประชาชนสัมผัสได้จริง

เสียงจากพื้นที่–เสียงจากรัฐ จุดร่วมคือ “ความปลอดภัยของคนเชียงราย”

  • ชุมชน ต้องการน้ำที่ ดื่ม กิน ใช้ ได้อย่าง ไร้กังวล และต้องการทราบ ความเสี่ยงจริง แผนสำรอง ช่องทางช่วยเหลือ ที่ชัดเจน
  • ท้องถิ่น (อบจ.–อปท.) ต้องการ งบย่อย–องค์ความรู้–เครื่องมือ เพื่อปรับปรุงระบบประปาหมู่บ้าน ในต้นทุนที่ประชาชนรับได้
  • หน่วยงานรัฐส่วนกลาง (ทน.–คพ.–สธ.) เร่ง ตรวจ–วิเคราะห์–ประสานแหล่งน้ำทดแทน และพัฒนา ระบบข้อมูลเปิด ให้ตรวจสอบได้
  • มิติต้นน้ำ–ข้ามแดน ต้องการ กรอบความร่วมมือ ที่ต่อเนื่อง เพื่อให้ “เหตุ–ปัจจัย” ไม่ย้อนกลับมาเป็นปมซ้ำ

จุดร่วม ของทุกฝ่ายคือ ความปลอดภัยของคนเชียงราย และ ศักดิ์ศรีของลุ่มน้ำกก ที่ต้องคงความอุดมสมบูรณ์—นี่คือเดิมพันที่สูงกว่า “ตัวเลขในใบรายงาน” และต้องชนะด้วย มาตรฐาน–สื่อสาร–และการลงมือทำอย่างโปร่งใส

ยกระดับด้วยมาตรฐาน–ยั่งยืนด้วยความร่วมมือ

กรณี “น้ำประปาหมู่บ้านริมกก” ทำให้เราเห็นภาพ กลไกฉุกเฉิน ของภาครัฐที่ “ติดเครื่องไว” ทั้งการสำรวจ 45 แห่ง การแก้ไขจุดต่ำมาตรฐาน 3 แห่ง การส่งทีม คพ. ตรวจครบ 18 หมู่บ้านเสี่ยง และการหาแหล่งน้ำทดแทน วางระบบกระจายน้ำใหม่ ขณะเดียวกัน “เสียงจริงจากพื้นที่” ช่วยเปิดโปง คอขวดเชิงระบบ ของประปาหมู่บ้าน—ตั้งแต่วิธีคิดเรื่องคลอรีนที่ “ไม่เป็นมิตรต่อจมูก” จนกลายเป็น “ไม่เป็นมิตรต่อสุขอนามัย”—ไปจนถึงโจทย์ต้นน้ำต่างแดน

คำตอบของจังหวัดจึงไม่ใช่ เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง” แต่คือ ทำทั้งหมด” ในจังหวะที่เหมาะสม ตรวจให้เร็ว ช่วยให้ทัน ปรับระบบให้ผ่านมาตรฐาน เปิดข้อมูลให้ตรวจสอบ และเชื่อมมือกับเพื่อนบ้านให้เหตุ ปัจจัยถูกแก้ที่ต้นทาง หากทำได้ครบ “ความเชื่อมั่น” จะกลับมา ท่ามกลางฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปีที่เชียงรายหวังให้ เมืองสุขภาพ–เมืองแห่งสายน้ำ” กลับมาสมชื่อ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมทรัพยากรน้ำ (ทน.) / สำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 1
  • กรมควบคุมมลพิษ (คพ.)
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.)
  • ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ จังหวัดเชียงราย (กระทรวงสาธารณสุข)
  • สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จังหวัดเชียงราย
  • คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (ทส.)
  • Mekong River Commission (MRC) – Water Quality Monitoring Network (WQMN)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

กก.สิ่งแวดล้อมฯ ยกระดับแผนปี 69 คุมเข้มแหล่งกำเนิดมลพิษ เชื่อมโยงข้อกังวลโรงไฟฟ้าขยะท้องถิ่น

ชาวพานร้อง “ชั่งน้ำหนักให้ครบทุกด้าน” เวทีรับฟังโครงการโรงไฟฟ้าขยะ อบต.ป่าหุ่งสะท้อนเสียงกังวลรัฐขยับยกระดับแผนรับมือไฟป่า–หมอกควันปี 2569 คุมเข้มแหล่งกำเนิดมลพิษ เชื่อมโยงโจทย์สิ่งแวดล้อมระดับท้องถิ่นสู่ภาพใหญ่ของประเทศ

เชียงราย, 19 ตุลาคม 2568 — เช้าวันอาทิตย์ที่อากาศโปร่ง ลมหนาวแรกเริ่มพัดผ่านไหล่เขา เสียงเครื่องขยายกำลังเบา ๆ ดังขึ้นที่ ศาลาประชาคม หมู่ 3 บ้านป่าฮ่างงาม ตำบลทานตะวัน อำเภอพาน จุดนัดพบของชาวบ้านสามตำบล ทานตะวัน แม่เย็น และม่วงคำ ที่เดินทางมาร่วมเวทีให้ข้อมูล–รับฟังความคิดเห็นเรื่อง โครงการโรงไฟฟ้าขยะขององค์การบริหารส่วนตำบลป่าหุ่ง (อบต.ป่าหุ่ง) ซึ่งตั้งอยู่ในรัศมีประมาณ 3 กิโลเมตร จากพื้นที่ชุมชน โดยในวันดังกล่าวมีประชาชนเข้าร่วม 449 คน บรรยากาศคึกคักแต่สงบเรียบร้อย มีทั้งผู้สูงอายุ กลุ่มแม่บ้าน เกษตรกร และตัวแทนผู้ประกอบการท้องถิ่น

ภาพตรงหน้าเป็น “ฉากเล็ก” ของการมีส่วนร่วมสาธารณะ แต่ปมประเด็นกลับ “ใหญ่” เพราะไม่ใช่แค่จะ “เอาหรือไม่เอาโรงไฟฟ้าขยะ” หากสะท้อนเรื่อง การจัดการของเสียชุมชน ความมั่นคงทางพลังงาน คุณภาพอากาศ สุขภาพ เศรษฐกิจท้องถิ่น และความเชื่อมั่นของชุมชน ที่ต้องถูกร้อยเรียงเข้าด้วยกันอย่างรอบคอบ

ขณะเดียวกัน “ฉากใหญ่” ของประเทศก็ขยับ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.สิ่งแวดล้อมฯ) ที่ประชุมเมื่อ 15 ตุลาคม 2568 มีมติเห็นชอบมาตรการ รับมือไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ปี 2569 โดยยกระดับการควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษแบบเจาะจงพื้นที่และกิจกรรม (sector-based) หลังผลลัพธ์รอบ 1 พ.ย. 2567–31 พ.ค. 2568 ชี้ให้เห็นว่าคุณภาพอากาศดีขึ้นในหลายมิติ ค่าเฉลี่ยฝุ่นทั่วประเทศลดลง 10% (เหลือ 28 µg/m³), วันที่เกินมาตรฐานลดลง 2% (เหลือ 184 วัน), จุดความร้อนลดลง 25%, พื้นที่เผาไหม้ลดลง 27% แต่ยังต้อง “เร่งต่อเนื่อง” เพื่อให้เป้าหมายปี 2569 เดินหน้าได้จริง

บทข่าวนี้จึงพาไล่สายใยระหว่าง เสียงของชุมชน กับ ยุทธศาสตร์สิ่งแวดล้อมของรัฐ และชวนมอง “ทางเลือก–ทางรอด” ของการจัดการขยะและอากาศสะอาดที่อยู่บนฐานข้อมูลข้อเท็จจริง มาตรฐานวิชาชีพสื่อ และความเป็นกลาง

เวทีชุมชน “ยังไม่เห็นด้วย” แต่ขอข้อมูลครบ ความเสี่ยงชัด มาตรการป้องกันจริงจัง

ตลอดช่วงเช้าถึงบ่าย ตัวแทนผู้จัดเวทีชี้แจง วัตถุประสงค์ของโครงการโรงไฟฟ้าขยะ และเปิดพื้นที่สำหรับถาม ตอบอย่างต่อเนื่อง ประเด็นสำคัญที่ประชาชนส่วนใหญ่สะท้อน ได้แก่

  • ความเสี่ยงด้านอากาศและสุขภาพ ความกังวลเรื่องก๊าซ ฝุ่นละเอียด ไดออกซิน/ฟิวแรน และโลหะหนักจากกระบวนการเผา รวมถึงการรั่วไหลทางอากาศและผลกระทบกับกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจ
  • น้ำ–ดิน–เถ้าก้นเตา/เถ้าลอย ความสามารถในการบำบัดน้ำเสีย การป้องกันการปนเปื้อนสู่แหล่งน้ำชุมชนและพื้นที่เกษตร การจัดการเถ้าลอย (hazardous) และเถ้าก้นเตา (non-hazardous) ให้ถูกต้องตามกฎหมายและมาตรฐาน
  • การคมนาคม–เสียง–กลิ่น ปริมาณรถขนขยะต่อวัน ผลกระทบต่อถนนท้องถิ่น ความปลอดภัยบนท้องทาง และกลิ่นจากสถานีกำจัดขยะ/โรงงาน
  • ความเชื่อมั่นเชิงระบบ “คำมั่น การกำกับ บทลงโทษ” หากไม่ปฏิบัติตาม EIA/EHIA มาตรฐานปล่อง และการรายงานผลสู่สาธารณะ (real-time/รายเดือน) ที่ตรวจสอบได้จริง

ด้วยเหตุนี้ ข้อเสนอหลักในเวทีจึงไปในทิศทาง ยังไม่เห็นด้วย” แต่หากจะเดินหน้าต้อง ทบทวนรอบด้าน และ วางการมีส่วนร่วมที่มากกว่าการรับฟัง ได้แก่ การจัดทำ EIA/EHIA อย่างเข้มงวด, การเปิดเผย ข้อมูลการปล่อย (emission) แบบต่อเนื่อง (CEMS) ที่เข้าถึงได้, แผนคุ้มครองชุมชน (health surveillance), กองทุนสิ่งแวดล้อมท้องถิ่น และ กลไกหยุดเดินเครื่องทันที หากค่าการปล่อยเกินมาตรฐาน

ใจความร่วมของผู้เข้าร่วม “ขอให้หน่วยงานทบทวนโดยให้ผลประโยชน์ชุมชน สิ่งแวดล้อมมาก่อน กำหนดเงื่อนไขป้องกันเข้ม และต้องโปร่งใสตั้งแต่วันแรก”

ผู้แทนภาครัฐย้ำในเวทีว่า พร้อมรับฟังทุกเสียง และขับเคลื่อนตามขั้นตอนที่ถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรม โดยยึด “ประโยชน์ร่วมของพื้นที่และชุมชนโดยรวม” เป็นฐานการตัดสินใจ

ทำไม “ไฟฟ้าจากขยะ” จึงถูกหยิบมาคุย และอะไรคือเงื่อนไขสำคัญ

การผลิตไฟฟ้าจากขยะ (Waste-to-Energy, WtE) มักถูกเสนอในฐานะ “ทางออก” ของปัญหาขยะชุมชนสะสม เพราะมี ข้อดี บางประการ เช่น ลดปริมาณขยะเข้าสู่หลุมฝังกลบ, สร้างไฟฟ้าทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล, และลดก๊าซเรือนกระจกจากการย่อยสลายแบบไร้อากาศในหลุมฝังกลบ อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขสำคัญ ที่ทำให้ WtE “เป็นทางออกจริง” ไม่ใช่เพียงเตาเผา หากคือ “ทั้งระบบ” ได้แก่

  1. การคัดแยกต้นทาง ลดเศษอินทรีย์ที่มีความชื้นสูง เพิ่มค่าความร้อนของขยะเชื้อเพลิง (RDF) ให้เตาเผาทำงานได้มีประสิทธิภาพ ลดการใช้เสริมด้วยเชื้อเพลิงอื่น และลดสารก่อมลพิษจากการเผา
  2. มาตรฐานเทคโนโลยีและการดักจับมลพิษ ระบบบำบัดไอเสียหลายชั้น (เช่น Scrubber/Bag filter/Activated carbon) และ CEMS รายงานต่อเนื่องสู่สาธารณะ
  3. การจัดการเถ้า แยกเถ้าลอย (อันตราย) และเถ้าก้นเตา (ไม่อันตราย) ตามกฎหมาย กำหนดปลายทางชัดเจน (เช่น บ่อฝังกลบอันตรายมาตรฐาน/การใช้ประโยชน์อย่างปลอดภัยที่ผ่านการรับรอง)
  4. ระยะห่าง ทิศทางลม ภูมิประเทศ ออกแบบด้วยข้อมูล microclimate และผังเมือง กำหนดแนวกันชน (buffer) และระบบควบคุมกลิ่น
  5. ธรรมาภิบาล การเปิดเผยข้อมูล ตั้งคณะกรรมการร่วมภาคประชาชน, ระบบร้องเรียนที่ตอบสนองเร็ว, เงื่อนไขหยุดเดินเครื่องอัตโนมัติ, และบทลงโทษจริงจัง

กล่าวอีกนัยหนึ่ง WtE จะ “ยั่งยืน” ได้ต่อเมื่อ ขยับฐานคัดแยก ลดของเสียตั้งแต่ครัวเรือน และใช้โรงงานในบทบาท “ปลายทางที่ปลอดภัย” ไม่ใช่ “ต้นทางของปัญหาใหม่”

 “โรงไฟฟ้าขยะ” กับโจทย์ “อากาศสะอาดภาคเหนือ” รัฐยกระดับแผนปี 2569

แม้โครงการในอำเภอพานจะอยู่ในขั้นรับฟัง แต่เสียงกังวลเรื่องคุณภาพอากาศก็เชื่อมโยงกับ บริบทภาคเหนือ ที่ต่อสู้กับ “ไฟป่า หมอกควัน ฝุ่น PM2.5” มายาวนาน ข้อมูลจาก กรมควบคุมมลพิษ ที่นำเสนอต่อ กก.สิ่งแวดล้อมฯ (15 ต.ค. 2568) สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในฤดูกาล 2567–2568 (1 พ.ย. 67–31 พ.ค. 68) ได้แก่

  • ค่าเฉลี่ยฝุ่นทั่วประเทศ 28 µg/m³ ลดลง 10%
  • จำนวนวันเกินมาตรฐาน 184 วัน ลดลง 2%
  • จุดความร้อน ลดลง 25%
  • พื้นที่เผาไหม้ ลดลง 27%

อย่างไรก็ดี รัฐยังเดินหน้ามาตรการปี 2569 ใน 5 ด้านหลัก เพื่อ “ล็อกแหล่งกำเนิด” ให้เข้มกว่าปีก่อน

  1. พื้นที่เกษตร   จัดการเศษวัสดุเหลือใช้, คุมอ้อยไฟไหม้เข้าโรงงาน, กำหนดพื้นที่ ช่วงเวลาเผาที่จำเป็น พร้อมมาตรการจูงใจลดการเผา
  2. พื้นที่ป่า   บูรณาการแผนป้องกัน ควบคุมไฟป่า ระหว่าง อปท. และ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ (ทส.) ปรับกฎระเบียบการจัดหาเครื่องมือ อุปกรณ์ดับไฟให้คล่องตัว
  3. เขตเมือง   ขยาย Low Emission Zone (LEZ) ครอบคลุมทุกเขตในกรุงเทพฯ เข้มงวด ควันดำไม่เกิน 20% เร่งวินัยบำรุงรักษารถ (น้ำมันเครื่อง/ไส้กรอง)
  4. หมอกควันข้ามแดน   คุมการ นำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปลอดการเผา สอดคล้องประกาศของ กรมการค้าต่างประเทศ มีผล 1 ม.ค. 2569
  5. บริหารจัดการภาพรวม   ของบกลางเสริมงบปกติ, แจ้งเตือนสถานการณ์ผ่าน Cell Broadcast/SMS, ใช้กลไกคณะกรรมการทุกระดับเร่งรัดติดตามผล

เป้าหมาย 2569 ตั้งธง ลดพื้นที่เผาไหม้ในป่าอย่างน้อย 10%, ในเกษตรอย่างน้อย 15%, และให้ ยานพาหนะ โรงงาน สถานประกอบการ ปฏิบัติตามกฎหมาย 100% ขณะที่ภาคเหนือคาดหวังว่าแนวทาง “กำกับแหล่งกำเนิด” จะช่วย ลดวันวิกฤตหมอกควัน และสร้างภาวะอากาศดีในช่วงไฮซีซันท่องเที่ยวได้จริง

เมื่อ “อากาศดีขึ้น” ต้องดีแบบยั่งยืน และชุมชนต้องรู้สึกปลอดภัย

ตัวเลขที่ดีขึ้นในปี 2567–2568 เป็น “สัญญาณเชิงบวก” แต่การยกระดับมาตรการปี 2569 สะท้อนความเข้าใจว่า ตัวแปรฝุ่น ไม่ได้มีเพียง ไฟป่า การเผาเกษตร หากรวมถึง การคมนาคม อุตสาหกรรม การก่อสร้าง และกิจกรรมชุมชน การลดฝุ่นอย่างยั่งยืนจึงต้อง “ผูกแพ็กเกจ” ทั้ง มาตรการควบคุม, แรงจูงใจเศรษฐกิจ, และ วินัยสังคม เข้าด้วยกัน

สำหรับพื้นที่ที่กำลังถกเถียงเรื่องโครงการ WtE อย่างอำเภอพาน การยึด “มาตรฐานสูงสุด” เป็นเงื่อนไขตั้งต้น ไม่ใช่ข้อยกเว้น เช่น

  • กำหนดค่าการปล่อยปลายปล่อง ให้เทียบเคียงมาตรฐานสากลที่เข้มเท่าหรือมากกว่ากฎหมายไทย
  • ติดตั้ง CEMS ที่ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้แบบเรียลไทม์/รายชั่วโมง
  • สุขภาพชุมชน ทำ ฐานข้อมูลสุขภาพก่อนโครงการ (baseline) และติดตามต่อเนื่องโดยหน่วยงานสาธารณสุขอิสระ
  • ความโปร่งใส การกำกับ ตั้งคณะกรรมการอิสระร่วมชุมชน ท้องถิ่น วิชาการ ตรวจติดตามแบบสุ่มไม่แจ้งล่วงหน้า
  • การมีส่วนร่วมที่ต่อเนื่อง ไม่ใช่ “ปรึกษาครั้งเดียว” แต่เป็น วงจรสื่อสาร ตลอดอายุโครงการ รวมถึง กลไกเยียวยา หากมีผลกระทบ

“ความรู้สึกปลอดภัย” จะเกิดได้ก็ต่อเมื่อ ข้อมูลโปร่งใส ตรวจสอบได้ และชุมชนมีอำนาจร่วมกำกับ ไม่ใช่เพียงผู้รับฟัง

ทางเลือกคู่ขนาน “ลด–แยก–ใช้ซ้ำ–รีไซเคิล” เดินพร้อม “ปลายทางที่ปลอดภัย”

ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการของเสียเน้นย้ำว่า ไม่ว่าพื้นที่จะมี WtE หรือไม่ รากฐานของระบบขยะยั่งยืน คือ การลด (Reduce) แยก (Segregate)  ใช้ซ้ำ (Reuse)  รีไซเคิล (Recycle) และเสริมด้วย

  • เศษอาหาร/อินทรีย์ → ทำปุ๋ย/ไบโอแก๊ส ลดความชื้นและกลิ่นของขยะผสม
  • ของมีค่ารีไซเคิล → ดึงออกตั้งแต่ต้นทาง ลดการเผาวัตถุดิบที่มีมูลค่า
  • การศึกษา–แรงจูงใจ → สร้างนิสัยคัดแยกด้วยทั้งรณรงค์และสิ่งจูงใจ (ค่าธรรมเนียมตามปริมาณขยะผสม ส่วนลดสำหรับครัวเรือนคัดแยกดี)

เมื่อ ต้นทางแข็งแรง ปลายทาง ไม่ว่าจะเป็นหลุมฝังกลบสุขาภิบาลหรือโรงไฟฟ้าขยะ ก็จะปลอดภัยและมีประสิทธิภาพขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

 “ฟังให้ครบ อธิบายให้ชัด ลงมือให้โปร่งใส”

จากเวทีชุมชนที่พาน เราเห็น เสียง “ยังไม่เห็นด้วย” ซึ่งไม่ได้ปิดประตู แต่ร้องขอ “หลักประกันความปลอดภัยและความโปร่งใส” ที่จับต้องได้ ขณะเดียวกัน ภาพใหญ่ของประเทศก็กำลังเดินสู่ การจัดการอากาศอย่างเป็นระบบ ในปี 2569 โดยมุ่งคุมแหล่งกำเนิดและเร่งบูรณาการทุกระดับ

จุดคลี่คลายปม อยู่ที่ “กระบวนการและความไว้วางใจ” หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทบทวนโครงการด้วยข้อมูลครบถ้วน, ปรับแบบ เพิ่มเงื่อนไขคุ้มครองชุมชน, เปิดเผยข้อมูลแบบเรียลไทม์, และ ให้ชุมชนมีสิทธิร่วมกำกับอย่างแท้จริง การตัดสินใจ จะเดินหน้า ปรับแก้ หรือยุติ ก็จะได้รับการยอมรับมากขึ้น

ท้ายที่สุด การจัดการขยะและอากาศสะอาด ไม่ใช่โจทย์ที่ “ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง” จะแก้ได้ หากเป็น พันธสัญญาร่วมของทั้งชุมชน–ท้องถิ่น–รัฐ–เอกชน ที่ต้องฟังกันด้วยข้อมูล และลงมือด้วยความโปร่งใส เพื่อให้พาน–เชียงราย และภาคเหนือ เดินสู่ คุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติ

  1. ทำฐานข้อมูลสุขภาพ สิ่งแวดล้อมก่อนโครงการ (Baseline) ตรวจ PM2.5, ไดออกซิน/ฟิวแรนในดิน–น้ำ–อากาศ, โลหะหนัก, และตัวชี้วัดสุขภาพกลุ่มเสี่ยง
  2. ยกระดับการมีส่วนร่วม ตั้ง คณะกรรมการเฝ้าระวังร่วมชุมชน มีอำนาจเข้าถึงข้อมูล CEMS/เข้าตรวจโรงงานแบบสุ่ม
  3. CEMS + Open Data เปิดข้อมูลการปล่อยบนแพลตฟอร์มออนไลน์แบบรายชั่วโมง พร้อมระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติเมื่อเกินค่า
  4. เงื่อนไขหยุดเดินเครื่อง ระบุชัดในใบอนุญาต หากเกินมาตรฐานให้หยุดทันที ตรวจสอบแก้ไขก่อนกลับมาเดินเครื่อง
  5. กองทุนสิ่งแวดล้อมท้องถิ่น จัดสรรเพื่อสุขภาพชุมชน–อากาศสะอาด–วิจัยอิสระ และการเยียวยา
  6. ทางเลือกต้นทาง แผนลดขยะอินทรีย์–ขยายไบโอแก๊สครัวเรือน/ชุมชน–ตั้งสถานีคัดแยกร่วมเอกชน–ให้แรงจูงใจเชิงเศรษฐศาสตร์
  7. เชื่อมยุทธศาสตร์ปี 2569 ของรัฐ ผูกมาตรการพื้นที่เกษตร–ป่า–เมือง เข้ากับแผนท้องถิ่นของพาน–เชียงราย ลดฝุ่นอย่างบูรณาการ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • ข้อมูลเวทีชุมชนอำเภอพาน จ.เชียงราย (19 ต.ค. 2568) เวทีให้ข้อมูล รับฟังความคิดเห็นโครงการโรงไฟฟ้าขยะ อบต.ป่าหุ่ง ณ ศาลาประชาคม ม.3 บ้านป่าฮ่างงาม ต.ทานตะวัน ผู้เข้าร่วมจาก 3 ตำบล (ทานตะวัน–แม่เย็น–ม่วงคำ) รวม 449 คน   รายงานโดยผู้จัดกิจกรรมและผู้แทนชุมชนในพื้นที่
  • กรมควบคุมมลพิษ (คพ.)
  • กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) / คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ
  • กรมการค้าต่างประเทศ (พาณิชย์)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
ENVIRONMENT

วิกฤตแม่น้ำกก พบ “สารตะกั่วเกินมาตรฐาน” 18 หมู่บ้าน กปภ. ทุ่ม 2 พันล้านย้ายแหล่งน้ำดิบ

น้ำกกปนเปื้อนตะกั่ว” ลุกลาม 18 หมู่บ้าน กปภ.ทุ่ม 2 พันล้านย้ายแหล่งน้ำดิบ—ตั้งคำถามย้ายไปใช้น้ำโขง ปลอดภัยจริงหรือไม่? จังหวัดเร่งวางแผนสำรอง–ชุมชนท่องเที่ยวต้นน้ำขาดทุนทะลุล้าน

เชียงราย, 12 ตุลาคม 2568 — วิกฤตคุณภาพน้ำในลุ่มน้ำกกขยับจาก “สัญญาณเตือน” สู่ “ภาวะต้องเฝ้าระวังใกล้ชิด” เมื่อ ผลตรวจของกระทรวงสาธารณสุข ยืนยันการพบ สารตะกั่วเกินค่ามาตรฐาน ใน ประปาหมู่บ้าน 18 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ อำเภอเมือง เวียงชัย เวียงเชียงรุ้ง แม่จัน ดอยหลวง และเชียงแสน ขณะที่ การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ประกาศแผนแก้ปัญหาระยะยาว วงเงินรวมกว่า 2,000 ล้านบาท เพื่อ “ย้ายแหล่งน้ำดิบ” ออกจากพื้นที่เสี่ยง โดยโครงการหลักแบ่งเป็น สายแม่สาย (ย้ายไปใช้น้ำดิบจากแม่น้ำโขง ผลิตน้ำที่ อ.เชียงแสน งบประมาณ 916 ล้านบาท คาดเสร็จปี 2570) และ สายเชียงราย (เปลี่ยนไปใช้น้ำจากโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่ลาว งบประมาณที่เตรียมเสนอ 1,000 ล้านบาท ในปีงบฯ 2571)

อย่างไรก็ดี การตัดสินใจ “ย้ายไปใช้น้ำโขง” จุดกระแสคำถามตามมา เนื่องจาก ข้อมูลคุณภาพน้ำบางช่วงจากกรมควบคุมมลพิษและคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) เคยชี้ถึงการพบ โลหะหนักเกินมาตรฐาน บางตัวในแม่น้ำโขง “ต่อเนื่องในบางช่วงเวลา” ส่งผลให้ภาคประชาชน–ผู้ประกอบการ–ชุมชนริมโขงกังวลว่า การเปลี่ยนแหล่งน้ำ อาจ “ย้ายปัญหา” มากกว่าจะ “ยุติปัญหา” ทว่า ฝ่ายจังหวัด โดย นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ย้ำว่า มีแผนสำรอง โดยเตรียม ต่อท่อสู่น้ำดิบจากแม่น้ำคำ ซึ่ง กรมชลประทาน ได้งบประมาณก่อสร้าง อ่างเก็บน้ำใหม่ แล้ว และเมื่อโครงการของ กปภ. เชื่อมต่อน้ำดิบจากแหล่งใหม่เสร็จ จะสามารถ ขยายพื้นที่บริการ ให้ครอบคลุมชุมชนตามแนวท่อส่งน้ำได้ทันที

ข้อมูลทางสถิติและคุณภาพน้ำ

  • ผลการตรวจพบสารตะกั่วเกินมาตรฐาน: 18 หมู่บ้าน (ตุลาคม 2568)
  • แนวโน้มการเพิ่มขึ้น: มิถุนายน 2568 = 4 หมู่บ้าน → กรกฎาคม 2568 = 6 หมู่บ้าน → ตุลาคม 2568 = 18 หมู่บ้าน
  • ความเสียหายทางเศรษฐกิจ (ผู้ประกอบการ 10 ราย): สูญเสีย 1,006,090 บาท (ปี 2568)
  • จำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุดในช่วงสงกรานต์: 12,000 คนต่อวัน
  • งบประมาณโครงการแก้ไข: 2,000 ล้านบาท (2 โครงการ)

 

ชีวิตที่ถูกคร่าด้วยสารตะกั่ว วิกฤตน้ำประปา 18 หมู่บ้านเชียงราย ต้นเหตุปัญหาและการเปิดเผยครั้งแรก

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2568 สถานการณ์มลพิษในแม่น้ำกก จังหวัดเชียงราย ได้ถูกแสงสว่างเปิดเผยต่อสาธารณชน หลังจากนายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อมูลผลการตรวจน้ำประปาหมู่บ้านริมแม่น้ำกกที่ดำเนินการโดยกระทรวงสาธารณสุข ผลการตรวจพบว่าน้ำประปา 18 หมู่บ้านมีสารตะกั่วเกินค่ามาตรฐาน ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่กลายเป็นระเนาะระนาดในวงการสาธารณะ

ความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่นี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย สารตะกั่วที่ปะปนอยู่ในน้ำที่ผู้คนใช้ในกิจกรรมประจำวันของพวกเขา เช่น การแปรงฟัน ล้างหน้า และล้างอาหาร ถือเป็นภัยอนัตรายต่อระบบประสาท ระบบหลอดเลือด และระบบภูมิคุ้มกันของรางกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเด็กๆ ที่ความเสี่ยงต่อการสะสมสารตะกั่วในร่างกายจะสูงกว่ามากเมื่อเทียบกับผู้ใหญ่

หมู่บ้านที่ประสบปัญหาครอบคลุมเขตพื้นที่กว้างใหญ่ที่สำคัญของจังหวัดเชียงราย รวมถึง หมู่ 2, 3, 4 ตำบลแม่ยาว และหมู่ 3, 4 ตำบลดอยฮาง ในอำเภอเมือง ตลอดจนหมู่บ้านในตำบลรอบเวียง ตำบลเวียงเหนือ ตำบลดงมหาวัน ตำบลท่าข้าวเปลือก ตำบลหนองป่าก่อ และตำบลศรีดอนมูล ที่ท่ืดเดินเข้าไปในอำเภออื่นๆ เช่น เวียงชัย เวียงเชียงรุ้ง แม่จัน ดอยหลวง และเชียงแสน

ความร้ายแรงที่เพิ่มขึ้นทีละเดือน สัญญาณเตือนที่ไม่ได้ยินสะท้อน

สิ่งที่น่าวิตกกังวลยิ่งกว่านั้น คือการที่จำนวนหมู่บ้านที่พบปัญหาสารตะกั่วเกินมาตรฐานไม่ได้หยุดนิ่ง แต่กลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกเดือน ในเดือนมิถุนายน 2568 มีเพียง 4 หมู่บ้านที่มีค่าสารตะกั่วเกินมาตรฐาน แต่ถึงเดือนกรกฎาคมของปีเดียวกัน ตัวเลขนี้ได้ทวีเท่าตัวเป็น 6 หมู่บ้าน และเมื่อถึงเดือนตุลาคม จำนวนนี้ได้พุ่งขึ้นไปถึง 18 หมู่บ้าน

แนวโน้มการเพิ่มขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปของปัญหานี้สะท้อนให้เห็นถึงความลึกซึ้งของสถานการณ์ที่มีอยู่ภายใต้พื้นผิว มันไม่ได้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด แต่เป็นปัญหาที่ค่อยๆ ก้าวหน้าไปโดยระบบสาธารณสุขและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องดูเหมือนจะกำลังสวมหน้ากากว่า “ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี”

นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ โจมตีการไม่ทำหน้าที่ของภาครัฐว่า “รัฐมนตรีและหลายหน่วยงาน พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า น้ำกกไม่ปนเปื้อนและสารหนูต่ำกว่ามาตรฐานแล้ว ตรวจไม่พบสารหนูแล้ว โดยคำพูดเหล่านี้สะท้อนถึงความไม่ใส่ใจในปัญหาอย่างชัดเจน” เขาเน้นว่าประชาชนในพื้นที่กำลังใช้น้ำเป็นพิษในการแปรงฟัน ล้างหน้า ล้างผัก ล้างอาหารและภาชนะที่จะใช้รับประทาน โดยที่ภาครัฐไม่ทำอะไรเลย ทั้งๆ ที่ผลตรวจก็กองวางอยู่ตรงหน้า

แผนแก้ไขระยะยาวของ กปภ. ทุ่ม 2 พันล้านบาท ย้ายแหล่งน้ำดิบ

การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ได้ตอบสนองต่อวิกฤตการณ์นี้ด้วยแผนการแก้ไขปัญหาอย่างกว้างขวาง โดยนายจักรพงศ์ คำจันทร์ ผู้ว่าการ กปภ. เปิดเผยว่า องค์กรได้วางแผนลงทุนกว่า 2,000 ล้านบาทในสองโครงการหลักเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำดิบปนเปื้อนในระยะยาว

โครงการที่หนึ่ง กปภ. สาขาแม่สาย

กปภ. สาขาแม่สายได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างสถานีผลิตน้ำประปาแห่งใหม่ที่อำเภอเชียงแสน ด้วยงบประมาณลงทุน 916.094 ล้านบาท โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนของแม่น้ำสายและแม่น้ำรวก โดยการเปลี่ยนมาใช้น้ำดิบจากแม่น้ำโขงแทน ปัจจุบัน สถานีผลิตน้ำแห่งใหม่นี้คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2570 (พ.ศ. 2570) และจะส่งน้ำประปาไปยังอำเภอแม่จัน อำเภอห้วยไคร้ และอำเภอแม่สาย ซึ่งจะสามารถให้บริการประชาชนได้เพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำในปัจจุบันและรองรับการขยายตัวของชุมชนในอนาคต

โครงการที่สอง กปภ. สาขาเชียงราย

สำหรับ กปภ. สาขาเชียงราย ซึ่งปัจจุบันใช้น้ำดิบจากแม่น้ำกก องค์กรได้ตัดสินใจเปลี่ยนไปใช้แหล่งน้ำใหม่เพื่อลดความเสี่ยง โดยการประสานกับกรมชลประทานเพื่อขอใช้น้ำจากโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่ลาว ที่ตั้งอยู่ในอำเภอแม่ลาว โครงการนี้จะมีการก่อสร้างสถานีผลิตน้ำแห่งใหม่เพื่อส่งน้ำประปามายังตัวเมืองเชียงราย และคาดว่าจะใช้งบประมาณลงทุนราว 1,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างขออนุมัติจัดสรรงบประมาณจากรัฐบาล โดยคาดหวังว่าจะเสนองบประมาณในปีงบประมาณ 2571

ข้อกังวลใหม่ แม่น้ำโขงเป็นแหล่งน้ำที่แท้จริงหรือ?

อย่างไรก็ตาม แนวทางการแก้ไขของ กปภ. กลับเพิ่งเกิดวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่าย เพราะผลการตรวจคุณภาพน้ำของกรมควบคุมมลพิษและคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) ได้พบว่าแม่น้ำโขง ซึ่งจะกลายเป็นแหล่งน้ำดิบใหม่ของ กปภ. นั้น ก็มีสารโลหะหนักปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐานมาอย่างต่อเนื่อง

ความขัดแย้งนี้เปิดเผยให้เห็นถึงปัญหาที่ลึกซึ้งยิ่งกว่า มลพิษในแม่น้ำกดมิใช่เพียงปัญหาในท้องถิ่น แต่เป็นอาการของวิกฤตน้ำในวงกว้างที่ขยายทั่วพื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขง ปัญหาการปนเปื้อนของสารโลหะหนักเกินมาตรฐานในแม่น้ำโขงนั้นมีพื้นฐานมาจากหลายแหล่ง ไม่ว่าจะเป็นจากเหมืองในประเทศพม่า ที่อยู่เหนือขึ้นไปในแม่น้ำโขง หรือจากกิจกรรมอื่นๆ ในลุ่มแม่น้ำ

แผนสำรองและแนวทางการป้องกันของจังหวัด

นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้เข้ามาชี้แจงเรื่องการปนเปื้อนในแม่น้ำโขงว่า กปภ. ได้เตรียมแผนสำรองไว้แล้ว โดยจะมีการต่อท่อไปยังแหล่งน้ำดิบในแม่น้ำคำ ซึ่งกรมชลประทานได้รับการอนุมัติงบประมาณสำหรับสร้างอ่างเก็บน้ำแห่งใหม่แล้ว แม้ว่ากำหนดเวลาสิ้นสุดโครงการนี้ยังไม่ชัดเจน

สำหรับปัญหาการปนเปื้อนสารตะกั่วในน้ำประปาชุมชน (นอกพื้นที่บริการของ กปภ.) รองผู้ว่าราชการกล่าวว่าได้มอบหมายให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเข้าตรวจและเฝ้าระวังคุณภาพน้ำทุกเดือน และจะเข้าไปดูแลแก้ไขทันที นอกจากนี้ เมื่อโครงการเชื่อมต่อน้ำดิบจากแหล่งใหม่ของ กปภ. แล้วเสร็จ จะสามารถขยายพื้นที่บริการไปยังชุมชนต่างๆ ตามแนวท่อส่งน้ำได้ทันที

นายจักรพงษ์ ผู้ว่าการ กปภ. ยืนยันว่าแม้ว่าน้ำดิบจะมีสารปนเปื้อน แต่ กปภ. สามารถผลิตน้ำประปาและควบคุมคุณภาพน้ำเพื่อให้ประชาชนสามารถใช้อุปโภคบริโภคได้อย่างมั่นใจ โดยได้นำนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้ในการกำจัดสารปนเปื้อนและปรับปรุงคุณภาพน้ำ พร้อมทั้งมีการตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างสม่ำเสมอ

วิกฤตเศรษฐกิจขนานไป ชุมชนท่าตอนพังยับ

นอกเหนือจากความเสี่ยงต่อสุขภาพ วิกฤตการณ์แม่น้ำกกได้สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจที่หนักหน่วงต่อชุมชนท้องถิ่นอย่างรุนแรง โดยเฉพาะบ้านแก่งทรายมูล ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่เคยเป็นตัวจุดโฟกัสของนักท่องเที่ยวต่างชาติ

ข้อมูลจากการสำรวจของมูลนิธิร่มโพธิ์ สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต และอาจารย์สืบสกุล กิจนุกร จากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เปิดเผยถึงระดับความเสียหายที่แท้จริง ในปี 2567 ผู้ประกอบการ 10 ราย ในชุมชนบ้านแก่งทรายมูล มีจำนวนซุ้มอาหารรวม 214 ซุ้ม ทำให้เกิดรายได้รวม 2,902,450 บาท หลังหักค่าใช้จ่ายต่างๆ (ค่าจ้างทำซุ้ม วัสดุอุปกรณ์ พนักงาน แม่ครัว ค่าเช่าสถานที่ ค่าซื้อของเข้าร้าน และค่าใช้จ่ายอื่นๆ) จำนวน 2,109,432 บาท พวกเขายังคงมีกำไรถึง 947,000 บาท

แต่สถานการณ์พลิกแพลงอย่างมหาวิบัติเมื่อวิกฤตการณ์ปนเปื้อนในแม่น้ำกกเกิดขึ้น ในปี 2568 จำนวนซุ้มลดลงเหลือเพียง 170 ซุ้ม ต้นทุนรวมยังคงอยู่ที่ 1,120,090 บาท แต่รายได้จากการขายของลดลงโหรดน้อยเหลือแค่ 114,000 บาท ผลสุดท้าย ผู้ประกอบการเหล่านี้ประสบภาวะขาดทุนถึง 1,006,090 บาท ในปีเดียว

ตัวเลขนี้ยังเป็นเพียงตัวอย่างจากผู้ประกอบการ 10 รายในจุดเดียวเท่านั้น ถ้าคำนวณรวมทั้งพื้นที่อำเภอแม่อายที่มีจุดทำซุ้มอาหารเกือบ 4 จุด มีผู้ประกอบการไม่ต่ำกว่า 150 ราย มูลค่าความเสียหายที่รวบรวมได้นี้คิดเป็นเพียงร้อยละ 7 ของจำนวนผู้ประกอบการทั้งหมดในอำเภอแม่อาย สถานการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่า มูลค่าความเสียหายจริงนั้นสูงกว่าตัวเลขอย่างมาก

ทำลายห่วงโซ่เศรษฐกิจที่สร้างมาหลายสิบปี

บ้านแก่งทรายมูล เคยเป็นสถานที่ที่หลั่งไหลไปด้วยชีวิต โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเป็นจำนวนมหาศาล เพราะเสน่ห์ของธรรมชาติลำน้ำกกที่ร่มรื่นสวยงาม แง่งหิน และน้ำใสไหลเย็น ช่วงเทศกาลสงกรานต์ แม่น้ำกกจะกลายเป็นแหล่งรวมตัวของมนุษย์จากหลายพื้นที่ เคยมีนักท่องเที่ยวสูงสุดถึง 12,000 คนต่อวัน

ห่วงโซ่เศรษฐกิจของชุมชนที่สร้างขึ้นมาอย่างยาวนานตั้งแต่ทศวรรษ 2510 ครอบคลุมผู้คนหลากหลายกลุ่ม ไม่เพียงแต่ผู้ประกอบการร้านอาหารและซุ้มอาหาร แต่ยังรวมถึงผู้ขายวัสดุทำซุ้ม แรงงาน พนักงานเสิร์ฟ แม่ครัว ผู้ค้าเล็กน้อย แม่ค้าเร่ และแม่นายจ้างที่บ้าน นอกจากนี้ยังมีเด็กนักเรียนที่ได้ประกอบอาชีพในหน้าซุ้มเป็นรายได้เสริมในช่วงวันหยุดเทศกาล

แต่ปัจจุบันนี้ ชาวบ้านไม่กล้าลงน้ำ ใช้น้ำ หรือหาปลาในแม่น้ำกก ความเสน่ห์ที่เคยดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้หลั่งไหลเข้าสู่ท่าตอนหายไปเสีย นักท่องเที่ยวต่างชาติหายไปเกือบทั้งหมด และภาพลักษณ์การท่องเที่ยวธรรมชาติที่สวยงามของพื้นที่ก็หายไปพร้อมกัน

เสียงร้องขอความช่วยเหลือที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง

ปัญหาที่ผ่านเข้ามาแล้ว เหลือเพียงคำถามเดียวที่หลายผู้ประกอบการ หลายครอบครัวในชุมชนต่างหวังจะฟัง ใครจะเข้ามาช่วยเหลือ? ทางมูลนิธิร่มโพธิ์ และสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต ร่วมกับอาจารย์สืบสกุล กิจนุกร จากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ได้กำลังดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลความเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้นในพื้นที่อย่างละเอียด

ห้องเรียนองค์กรเหล่านี้เตรียมยื่นเรื่องต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เข้ามาพิจารณาแนวทางการช่วยเหลือและเยียวยาผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน แต่จากเหตุการณ์ดังกล่าว เสียงเรียกร้องความเป็นธรรมและความช่วยเหลือเหล่านี้ยังคงอยู่ในห้องอพยพของการไม่ได้ยินในวงการราชการ

สถานการณ์น้ำประปา 18 หมู่บ้านปนเปื้อนสารตะกั่วในเชียงรายนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องเทคนิคเกี่ยวกับคุณภาพน้ำดิบ แต่เป็นปัญหาที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของประชาชน ชุมชน และเศรษฐกิจท้องถิ่นที่กำลังทรุดโทรมอยู่ เราต้องรอดูว่าระบบราชการจะเดินหน้าหรือล่มสลายในการจัดการวิกฤตการณ์ที่ชีวิตของมนุษย์กำลังหันคว่ำ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กระทรวงสาธารณสุข (ผลการตรวจน้ำประปาหมู่บ้าน)
  • การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) – แผนแก้ไขปัญหาระยะยาวและระยะเร่งด่วน
  • สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย
  • กรมควบคุมมลพิษ (ผลการตรวจคุณภาพน้ำแม่น้ำโขง)
  • คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC)
  • กรมชลประทาน (โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่ลาว)
  • สำนักราชการจังหวัดเชียงราย
  • มูลนิธิร่มโพธิ์ (การสำรวจความเสียหายทางเศรษฐกิจ)
  • สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต (การสำรวจความเสียหายทางเศรษฐกิจ)
  • มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (ผ่านอาจารย์สืบสกุล กิจนุกร)
  • นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน จังหวัดเชียงใหม่ (ผู้เปิดเผยปัญหา)
  • นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย
  • นายจักรพงศ์ คำจันทร์ ผู้ว่าการการประปาส่วนภูมิภาค
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
ENVIRONMENT

เวิลด์แบงก์ชี้ “ไทยเสี่ยงภัยพิบัติสูง” โอกาสทองเปลี่ยนวิกฤตสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

เวิลด์แบงก์ชี้ “ไทยเสี่ยงภัยพิบัติสูง” เปิดหน้าต่างแห่งโอกาส เปลี่ยนวิกฤตสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ทางรอดของการเติบโตระยะยาว มุมมองเชิงลึกจากกรุงเทพฯถึงเชียงราย

ประเทศไทย, 7 ตุลาคม 2568 — นาฬิกาสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยกำลังเดินเร็วขึ้นกว่าที่คาด เมื่อ ธนาคารโลก (World Bank) เผยรายงาน Thailand Country Climate and Development Report (CCDR) ฉบับล่าสุด (เมษายน 2568) ชี้ชัดว่าไทยเผชิญความเสี่ยงสูงจากอุทกภัย ภัยแล้ง และคลื่นความร้อน ซึ่งไม่เพียงบั่นทอนคุณภาพชีวิตและความมั่นคงของประชาชน แต่ยังกดทับศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว โดยเฉพาะในพื้นที่เกษตรกรรมและศูนย์กลางเศรษฐกิจจากลุ่มเจ้าพระยาถึงมหานครริมทะเลอย่างภูเก็ต

รายงานระบุว่า แม้ไทยตั้งธงใหญ่คือ ความเป็นกลางทางคาร์บอน” ภายในปี 2593 และ การปล่อยสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)” ภายในปี 2608 แต่ “ระยะทาง” ระหว่างวันนี้กับวันนั้นเต็มไปด้วยหลุมบ่อ น้ำท่วมที่เกิดถี่และรุนแรงขึ้น ระดับน้ำทะเลที่คืบคลานสู่เมืองชายฝั่ง ภัยแล้งที่ยื้อยุดผลผลิตเกษตรภาคเหนือ–อีสาน รวมถึงความเสี่ยงใหม่อย่าง คลื่นความร้อน ที่กระทบแรงงานกลางแจ้งและผู้สูงอายุโดยตรง ขณะเดียวกัน โครงสร้างเศรษฐกิจที่ยังพึ่งพาพลังงานฟอสซิลและอุตสาหกรรมดั้งเดิม ทำให้ไทยต้อง “เร่งจูนโครงสร้าง” ครั้งใหญ่ หากหวังเดินถึงเป้าหมายตามกรอบเวลา

จุดเงยหน้าในภาพซับซ้อนนี้คือข้อเท็จจริงที่ธนาคารโลกย้ำว่า เศรษฐกิจสีเขียวไม่ใช่ต้นทุนอย่างเดียว แต่คือโอกาสทอง” ทั้งการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโลก การยกระดับความสามารถแข่งขัน และการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นผ่านอุตสาหกรรมใหม่ ตั้งแต่ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ไปจนถึง พลังงานสะอาดและประสิทธิภาพพลังงาน หากขับเคลื่อนอย่างมีระบบ ไทยไม่เพียงลดความเสี่ยง แต่ยังสร้างสมดุลการเติบโตที่ทนทานต่อโลกภูมิอากาศใหม่ (new climate normal)

ภาพใหญ่ “ความเสี่ยง–ความหวัง” ที่มาเคาะประตูพร้อมกัน

1) ภัยพิบัติถี่ขึ้น–แรงขึ้น
น้ำท่วมยังเป็นความเสี่ยงอันดับต้นของไทย ทั้งในเมืองใหญ่และพื้นที่เกษตรกรรม ลำน้ำท้องถิ่นรับน้ำไม่ทันเขตเศรษฐกิจแอ่งกระทะรับแรงกระแทกเต็ม ๆ ขณะที่ ภัยแล้ง ในเหนือ–อีสานทำให้สต็อกน้ำเขื่อนตึงมือ เกษตรกรต้องหันมาปรับพืช ลดรอบปลูก หรือยอมรับผลผลิตตกต่ำ สวนทางกับต้นทุนแรงงานและปัจจัยการผลิตที่ยื้อสูง

2) เป้าหมายสุทธิศูนย์–โจทย์โครงสร้าง
ไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกราว 0.88% ของโลก ตัวเลขอาจดูเล็ก แต่ “ความเปราะบาง” ส่งผลเกินสัดส่วน เมื่อเทียบโครงสร้างการตั้งถิ่นฐาน การใช้ที่ดิน และระบบสาธารณูปโภคในพื้นที่เสี่ยง รายงานชี้ว่าการไปให้ถึง Carbon Neutrality 2593 และ Net Zero 2608 ต้องพึ่งการเปลี่ยนผ่านขนาดใหญ่ใน ภาคพลังงาน, อุตสาหกรรม, เกษตร และโครงสร้างพื้นฐานจัดการน้ำ ไม่ใช่เพียงการ “ติดตั้งแผงโซลาร์” เพิ่ม แต่คือการออกแบบระบบใหม่ทั้งห่วงโซ่อุปทานและแรงจูงใจตลาด

3) โอกาสเศรษฐกิจสีเขียว หน้าต่างไม่เปิดค้าง
โลกกำลัง “ลงคะแนนด้วยเงินลงทุน” ให้กับห่วงโซ่ผลิตที่ ปล่อยคาร์บอนต่ำ ประเทศที่เคลื่อนตัวไวจะได้ “ส่วนแบ่งตลาดอนาคต” ทั้งใน EV/แบตเตอรี่/ส่วนประกอบ, พลังงานแสงอาทิตย์–พลังงานชีวภาพ, ไปจนถึง เครื่องใช้ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง และ การท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ หากไทยปรับตัวทัน ตั้งมาตรฐาน, ใช้มาตรการการเงิน–ภาษีที่ถูกจุด, ทำตลาดคาร์บอนโอกาสจะถูกแปลงเป็น การเติบโตใหม่ ที่ยั่งยืน

เวิลด์แบงก์แนะ 3 เสาหลัก ทางด่วนสู่ “เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ”

ปฏิรูปพลังงานผลิตให้สะอาด ใช้ให้คุ้ม

  • เร่งสัดส่วน พลังงานหมุนเวียน ในระบบผลิตไฟฟ้า ควบคู่ การจัดการความผันผวน (grid flexibility) เช่น ระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) และพยากรณ์โหลดอัจฉริยะ
  • ด้าน “อุปสงค์” สนับสนุน ประสิทธิภาพพลังงาน ในอาคาร–อุตสาหกรรมมาตรฐานใหม่ของเครื่องใช้ไฟฟ้า, เข้มงวดฉลากประหยัด, เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อรีโทรฟิต

อุตสาหกรรม–เกษตรคาร์บอนต่ำ

  • ผลักดัน เทคโนโลยีปล่อยต่ำ (low-carbon) ในโรงงานไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด, ไอน้ำประสิทธิภาพสูง, เชื้อเพลิงผสมชีวภาพ, วัสดุหมุนเวียน
  • ภาคเกษตรขยาย การจัดการน้ำอย่างแม่นยำ, พันธุ์พืชทนแล้ง–ทนร้อน, ลด “การเผา” และส่งเสริม ชีวมวล–ปุ๋ยชีวภาพ เพื่อลดการปล่อยจากดิน–ปศุสัตว์ ควบคู่ การตลาดผลิตภัณฑ์เกษตรคาร์บอนต่ำ สร้างมูลค่าเพิ่มแก่ชุมชน

โครงสร้างพื้นฐานรับมือภัยพิบัติ

  • ลงทุน ระบบจัดการน้ำแบบบูรณาการ เก็บ–ระบาย–กัก–ยืดหยุ่น (multi-use storage, retention, floodways) พร้อม สารสนเทศภูมิอากาศ ระดับพื้นที่
  • โครงสร้างพื้นฐานสีเขียว (Nature-based solutions) ป่าต้นน้ำ–พื้นที่ชุ่มน้ำ–แนวกันคลื่นธรรมชาติในชายฝั่งลดความเสี่ยงระยะยาวด้วยต้นทุนคุ้มค่า

จากกรุงเทพฯถึงเชียงราย เมื่อ “ความเปราะบาง” กระทบชีวิตจริง

ภาพรวมประเทศที่เวิลด์แบงก์ฉายยังสะท้อนชัดในจังหวัดปลายแผ่นดินอย่าง เชียงราย—จุดบรรจบแม่น้ำสาย–โขง ที่มีทั้งภูเขา–แอ่งรับน้ำ–ชายแดนการค้าคึกคัก เมืองที่รุ่งด้วย กาแฟ–ชา–ศิลปะ–วัฒนธรรมชนเผ่า–โลจิสติกส์ชายแดน ก็หนีไม่พ้นโจทย์ภูมิอากาศใหม่

  • ภัยแล้งยืดเยื้อ–ฝนทิ้งช่วง ทำให้สวนกาแฟ–ชาเสี่ยงผลผลิตไม่นิ่ง เกษตรกรรับแรงกดดันสองทางน้ำขาด/ศัตรูพืชเพิ่ม
  • น้ำหลากฉับพลัน ในพื้นที่ลาดชัน–ลุ่มน้ำท้องถิ่น กระทบโครงสร้างพื้นฐานชุมชน–การท่องเที่ยว
  • หมอกควัน/PM2.5 ฤดูร้อนปลายหนาวภาพลักษณ์ท่องเที่ยว–สุขภาพประชาชน และแรงงานกลางแจ้ง

ถ้าถามว่า “เชียงรายต้องปรับอะไร” คำตอบอยู่ใน เสาหลักเดียวกันแต่ปรับใช้ให้ตรงบริบท”

  • น้ำ อ่างเก็บ–หนอง–แก้มลิงชุมชน บริหารร่วมกัน เชื่อมข้อมูลฝน–ดิน–พืชแบบเรียลไทม์ให้ “ปลูกพอดี–ใช้น้ำพอเพียง”
  • เกษตร ปลูกผสมผสาน–ร่มเงา–หยุดเผา, ส่งเสริม กาแฟ/ชายั่งยืน เข้าสู่ตลาดพรีเมียมที่ให้ “ค่าเพิ่มจากคาร์บอนต่ำ”
  • เมือง–ท่องเที่ยว จัดการ ทางเดิน–ร่มเงา–จุดพักชุ่มน้ำ–ระบบเตือนภัย สร้างประสบการณ์ ท่องเที่ยวใส่ใจภูมิอากาศ (low-carbon travel) ให้เป็น “แบรนด์เชียงราย”

เศรษฐกิจสีเขียว ไม่ใช่แค่ทางรอดแต่คือ “ทางเลือกที่ฉลาดกว่า”

EV และอุตสาหกรรมยานยนต์ใหม่
ไทยเป็นฐานผลิตยานยนต์เดิม หากยกระดับสายการผลิตสู่ EV/แบตเตอรี่/ส่วนประกอบ ได้มากขึ้นและใช้ ไฟฟ้าสะอาด ในกระบวนการ จะรักษาฐานการจ้างงานและส่วนแบ่งตลาดโลก ขณะเดียวกัน จังหวัดปลายทางอย่างเชียงรายได้อานิสงส์จาก โครงสร้างชาร์จ–ท่องเที่ยว EV-friendly และ โลจิสติกส์ไฟฟ้า สำหรับขนส่งชายแดน

พลังงานสะอาดและประสิทธิภาพพลังงาน
แสงอาทิตย์บนหลังคา (rooftop solar) สำหรับธุรกิจ–ครัวเรือน, ระบบปรับอากาศ–แสงสว่างประสิทธิภาพสูงในโรงแรม–คาเฟ่–แหล่งท่องเที่ยว สร้างผล “ต้นทุนลด–ภาพลักษณ์เพิ่ม” และถ้ารัฐเคาะ มาตรการทางการเงิน เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ/ประกันราคาไฟ/ภาษีเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านจะเร็วขึ้น

ท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำแม่น้ำเดียวกันต่างฝั่งได้ประโยชน์
เชียงรายมีทุนวัฒนธรรม–ศิลป์–เกษตร สร้างเส้นทาง Art–Tea/Coffee–Community แบบ Slow Travel ที่ลดการเดินทางซ้ำซ้อน, ใช้ ยานพาหนะปล่อยต่ำ, เสิร์ฟ อาหารท้องถิ่นจากเกษตรยั่งยืน, และเสนอ คอมเพนเสตคาร์บอน ให้ผู้มาเยือนทั้งสร้างประสบการณ์และรายได้กลับสู่ชุมชน

กลไกการเงิน–ภาษี สวิตช์ที่ทำให้ “ความตั้งใจ” กลายเป็น “การลงทุนจริง”

รายงานเวิลด์แบงก์ย้ำว่า ความสำเร็จอยู่ที่ การจัดลำดับนโยบาย” และ ระดมเงินทุน” ให้ถูกที่ถูกเวลา

  • ตลาดคาร์บอน (Carbon Market) สร้างราคาสำหรับ “การลดปล่อย” ให้ธุรกิจเห็นผลตอบแทนชัด ทั้งในและข้ามพรมแดน (เช่น โครงการปลูกป่า–เกษตรยั่งยืน–รีโทรฟิตอาคาร)
  • ภาษีคาร์บอน/ปรับคาร์บอนข้ามแดน (CBAM) ของคู่ค้า ยิ่งกดดันให้ซัพพลายเชนไทย ใสสะอาด–ตรวจสอบได้ถ้าเตรียมตัวเร็ว เราจะเป็นซัพพลายเออร์ที่คู่ค้าอยากร่วมงาน
  • แรงจูงใจการลงทุนสีเขียว เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ, เร่งลดขั้นตอนอนุญาตโครงการสะอาด, อุดหนุน R&D/สกิลแรงงานให้เอกชนเห็น ความเสี่ยงลด–ผลตอบแทนเพิ่ม”

แผน 12 เดือน” เพื่อเปลี่ยนรายงานให้เป็นผลลัพธ์ (จากส่วนกลางถึงจังหวัด)

ระดับชาติ

  1. อัปเดตแผนพลังงานและแผนภูมิอากาศให้ “เดินสอดรับ” กันระบุเป้า RE, กักเก็บพลังงาน, ประสิทธิภาพพลังงาน แบบมีไทม์ไลน์–งบ–หน่วยงานรับผิดชอบ
  2. เปิดทางตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจและเตรียมความพร้อมเครื่องมือกำกับ (MRV, registry, standard)
  3. ตั้ง “กองทุนเปลี่ยนผ่านสีเขียว” ให้สินเชื่อ/ค้ำประกันโครงการสะอาดของ SME อาคาร/โรงแรม/เกษตร

ระดับจังหวัด (ต้นแบบเชียงราย)
4) จัดทำ Climate Risk Map ระดับตำบล ชี้จุดเสี่ยงน้ำท่วม/แล้ง/ดินถล่ม–PM2.5 และ แผนตอบสนอง รายพื้นที่
5) สร้าง คอมมูนิตี้วอเตอร์แบงก์ หนอง/แก้มลิง/สระเก็บน้ำ บริหารร่วมกับเกษตรกรและเทศบาล เชื่อมข้อมูลฝน–ชลประทาน
6) ทำ Green Hospitality Standard สำหรับโรงแรม–คาเฟ่–ที่พัก ตั้งเป้าลดใช้พลังงาน/น้ำ–จัดการของเสีย–เมนูท้องถิ่น–ทางเลือกวีแกน–ข้อมูลคาร์บอนเมนู
7) ออก เชียงรายคลัสเตอร์ชา/กาแฟยั่งยืน หยุดเผา, ร่มเงา, น้ำหยด, ตรวจย้อนกลับ, รับรองมาตรฐาน ขายสู่ตลาดพรีเมียมและเชื่อมท่องเที่ยว
8) สื่อสาร เตือนภัย–คุณภาพอากาศ–สภาพจราจร แบบเรียลไทม์หลายภาษา (ไทย–อังกฤษ–จีน) ผ่านเว็บ/โซเชียล/QR ในจุดท่องเที่ยว
9) จัด เทศกาลฤดูหนาวคาร์บอนต่ำ ธีมเดียวทั้งเมือง ขนส่งสาธารณะ–ไฟประหยัดพลังงาน–ของที่ระลึกจากวัสดุหมุนเวียน
10) พัฒนา ทักษะแรงงานสีเขียว มัคคุเทศก์เล่าเรื่องภูมิอากาศ–บาริสต้า/เชฟใช้วัตถุดิบท้องถิ่นยั่งยืน–ช่างเทคนิคพลังงานแสงอาทิตย์/ปรับอากาศประหยัดพลังงาน

คำถามกลางเรื่อง “หรือวิกฤตจะเปลี่ยน” ไทยได้จริง?

หัวใจของรายงานเวิลด์แบงก์มิได้บอกเราว่า “ภัยพิบัติจะหนักขึ้น” เท่านั้น แต่ ท้าทายให้เลือก เราจะเป็นเพียงผู้รับผลกระทบ หรือจะเป็น ผู้กำหนดทิศทางใหม่ ด้วยการแปลงวิกฤตเป็นโครงสร้างเศรษฐกิจที่ สะอาดกว่า แข็งแรงกว่า และเป็นธรรมกว่า สำหรับคนส่วนใหญ่

ตัวเลข 0.88% ของการปล่อยโลกอาจทำให้เรารู้สึกว่าไทย “ไม่ได้ปล่อยมาก” ทว่าในวันที่ห่วงโซ่อุปทานโลก วัด คาร์บอนในทุกกิโลวัตต์–ทุกชิ้นส่วน–ทุกกิโลเมตรขนส่ง ความได้เปรียบจะเป็นของผู้ที่ พิสูจน์ได้ ว่าผลิตภัณฑ์–บริการปล่อยต่ำจริง และ ปลอดภัยต่อสภาพภูมิอากาศ นั่นทำให้การปฏิรูปพลังงาน, การเงินสีเขียว, มาตรฐานสินค้า–บริการ และข้อมูลความเสี่ยงระดับพื้นที่ ไม่ใช่ “งานของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง” แต่คือ วาระแห่งชาติ ที่ต้องเดินพร้อมกัน

เชียงราย ด้วยทุนวัฒนธรรมและภูมิประเทศเฉพาะตัว มีโอกาส ก้าวนำ เป็น “เมืองต้นแบบเศรษฐกิจท้องถิ่นคาร์บอนต่ำ” ที่คนทั้งประเทศจับตา เมืองที่จัดการน้ำอย่างรู้ค่า, ทำเกษตร–ท่องเที่ยวเชื่อมชุมชน, ใช้พลังงานคุ้มและสะอาด, สร้างงานทักษะใหม่ให้คนรุ่นใหม่ และส่งออก “เรื่องเล่า” ของการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างเคารพสู่โลก

รายงาน CCDR ของเวิลด์แบงก์ย้ำสองประเด็นพร้อมกัน ความเสี่ยงกำลังสูงขึ้น และ โอกาสกำลังเปิดกว้าง ประเทศไทยมีเวลา ไม่มาก ในการสลับเกียร์จาก “ซ่อมความเสียหายหลังภัยพิบัติ” ไปสู่ “ลงทุนป้องกัน–ปรับตัว–ลดปล่อยเชิงรุก” ยิ่งลงมือเร็ว ต้นทุนยิ่งต่ำ และผลตอบแทนยิ่งมาก ทั้งต่อเศรษฐกิจมหภาคและกระเป๋าสตางค์ของครัวเรือน

คำตอบว่าประเทศไทย และเชียงรายจะ “พร้อม” แค่ไหน อยู่ที่ ความกล้าตัดสินใจ ของภาครัฐ, ความริเริ่ม ของเอกชน, และ พลังร่วม ของชุมชนในพื้นที่ หากทั้งหมดขยับในทิศทางเดียวกัน “วิกฤต” ก็จะกลายเป็น รากฐาน ของเศรษฐกิจใหม่ที่มั่นคงกว่าและยั่งยืนกว่าไม่ใช่แค่คำสัญญาบนเวทีโลก แต่เป็นคุณภาพชีวิตที่คนไทยสัมผัสได้จริง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • World Bank – Thailand Country Climate and Development Report (CCDR)
  • สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ./ONEP)
  • กระทรวงพลังงาน
  • IPCC AR6
  • Global Facility for Disaster Reduction and Recovery (GFDRR) – Thailand Country Profile
  • สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช./NESDC)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
ENVIRONMENT

มลพิษแรร์เอิร์ธเขย่าลุ่มน้ำกก-สาย-โขง จี้รัฐบาลใหม่ยุตินำเข้าแร่จากแหล่งเสี่ยง

มลพิษข้ามพรมแดนจากเหมืองแรร์เอิร์ธ” เขย่าลุ่มน้ำกก–สาย–โขง เวทีจุฬาฯ ชำแหละช่องกฎหมาย ไทยถูกท้าทายทั้งในฐานะ “ผู้รับผลกระทบ” และ “ผู้ได้ประโยชน์” — จี้รัฐบาลใหม่ยุตินำเข้าแร่–ตั้งทีมรัฐ–ประชาชน–ดันเจรจาระดับภูมิภาค

กรุงเทพฯ/เชียงราย, 26 กันยายน 2568 — เช้าวันที่สังคมการเมืองไทยกำลังจับตานโยบายเศรษฐกิจความมั่นคง แต่อีกฟากหนึ่งของเมืองหลวง ณ สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ห้องประชุมชั้น 4 อาคารประชาธิปก–รำไพพรรณี กลับคลาคล่ำไปด้วยเครือข่ายประชาชนจากลุ่มน้ำกก–สาย–โขง นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม กฎหมายระหว่างประเทศ และผู้แทนฝ่ายนิติบัญญัติไทย จุดร่วมของทุกคนชัดเจน—มลพิษข้ามพรมแดน” จากเหมืองแรร์เอิร์ธในเมียนมา ไม่ใช่ข่าวไกลตัวอีกต่อไป แต่คือประเด็นเร่งด่วนที่กระทบ น้ำกิน–น้ำใช้–อาหาร–รายได้–และศรัทธาต่อรัฐ ของประชาชนสองฝั่งพรมแดน

เวทีสัมมนาเรื่อง กรอบกฎหมายและกลไกระหว่างประเทศต่อมลพิษข้ามพรมแดนจากเหมืองแร่แรร์เอิร์ธ” จัดโดย คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับ ศูนย์แม่โขงศึกษา จุฬาฯ และภาคีภาคประชาชนจากพื้นที่ชายแดน จุดประเด็นด้วยคำถามใหญ่ที่ทั้งคมและตรง: เมื่อสารปนเปื้อนจากกิจกรรมเหมือง “นอกเขตแดนไทย” ไหลบ่าเข้าสู่แม่น้ำสายสำคัญอย่าง กก–สาย–โขง และซึมลึกในห่วงโซ่อาหารไทย—เราจะปกป้องประชาชน–ระบบนิเวศ–เศรษฐกิจฐานราก อย่างไร ภายใต้กรอบกฎหมายปัจจุบัน

เสียงจากฝ่ายนิติบัญญัติ “อย่าปล่อยให้กฎหมายไทยอ่อนแรงต่อมลพิษข้ามแดน”

บนเวที นายกัณวีร์ สืบแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม และ รองประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน เปิดประเด็นอย่างตรงไปตรงมา เขาระบุว่า การขุดแรร์เอิร์ธในเมียนมาเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องโดยเฉพาะหลังปี 2564 และประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ “ใครเป็นเจ้าของเหมือง” เท่านั้น แต่อยู่ที่ “ผลกระทบข้ามพรมแดน” ที่ ไทยยังไม่มีกลไกกฎหมายที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ในการป้องกัน–รับมือ–เยียวยา

นี่ไม่ใช่ปัญหาของใครคนใดคนหนึ่ง แต่คือปัญหาโครงสร้างกฎหมายและธรรมาภิบาลระดับภูมิภาค เราต้องส่งเสียงในระดับอาเซียนและประชาคมโลก และในประเทศต้องมีมาตรการชัดเจน—ตั้งแต่การตรวจสอบการปนเปื้อนอย่างโปร่งใส จนถึงการทบทวนนำเข้าแร่จากแหล่งที่ไม่รับผิดชอบ” นายกัณวีร์กล่าว

น้ำเสียง “เร่งด่วน” ของรองประธาน กมธ.กฎหมายฯ สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ที่ตัวแทนชุมชนจาก รัฐคะฉิ่น–เชียงราย–แม่อาย นำหลักฐานและประสบการณ์ตรงขึ้นเล่า—น้ำประปาที่บางช่วงถูกเตือนให้หลีกเลี่ยง, ปลาในแม่น้ำที่ขายยาก, พืชผลบางชนิดถูกปฏิเสธจากผู้ซื้อ ด้วยความกังวลสารโลหะหนัก ขณะที่คำอธิบายจากหน่วยงานรัฐหลายครั้ง ไปคนละทิศ” กับความรู้สึก–ข้อเท็จจริงในพื้นที่

นักวิชาการเตือนไทยไม่ได้เป็น “ผู้เสียหาย” อย่างเดียว—เรายัง “ได้ประโยชน์” จากแร่ด้วย

ดร.สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (เชียงราย) นำเสนอข้อมูลที่ทำให้ห้องประชุมเงียบลงชั่วขณะ เมื่อระบุว่าในปัจจุบัน เมียนมาถูกประเมินว่าเป็นผู้ผลิตแรร์เอิร์ธ “ลำดับ 3 ของโลก” ท่ามกลางความต้องการส่วนผสมสำคัญของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี–พลังงานสะอาด–ยานยนต์ไฟฟ้าที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วโลก ไทยไม่ได้เป็นเพียงผู้รับผลกระทบ แต่ยังได้ประโยชน์จากการนำเข้าแร่” เธอย้ำว่า โครงสร้างนี้ทำให้การแก้ปัญหายากขึ้น เพราะเกิด ความขัดแย้งทางผลประโยชน์ และ ไร้เจ้าภาพ” ในการรับผิดชอบ

สารปนเปื้อนจากเหมืองไม่ได้หยุดที่แม่น้ำ แต่มันไหลเข้าไปในชีวิตประจำวัน—น้ำดิบ–น้ำประปา–ปลา–ข้าว–ผัก และสะสมในร่างกาย เราจึงต้องถามตรง ๆ ว่า วันนี้น้ำกิน–น้ำใช้–อาหารของเราปลอดภัยจริงหรือไม่ และใครกล้ารับผิดชอบในระยะยาว”

ดร.สืบสกุลยกตัวอย่าง วาทกรรมภาครัฐ” ที่สร้างความสับสน: ระบุเตือนประชาชนให้งดใช้น้ำ แต่ พร้อมกันนั้นบอกว่า “ค่าสารหนูไม่เกินมาตรฐาน” เธอชี้ว่าการสื่อสารลักษณะนี้ ไม่พูดความจริงทั้งหมด” เพราะมาตรฐานเป็นเพียง “ค่าเฉลี่ย ณ จุด–เวลา–ตัวอย่าง” ขณะที่ ผลสะสม” ของโลหะหนักในร่างกาย–ดิน–พืชผล เป็นอีกเรื่อง” และกระทบ ห่วงโซ่อาหาร อย่างยากจะควบคุม

10 ข้อเรียกร้องจากเครือข่ายประชาชน แผนเร่งด่วนจาก “ปลายน้ำ” สู่ “ต้นน้ำ”

เวทีจบลงด้วย ข้อเรียกร้อง 10 ข้อ ที่ภาคประชาชนเสนอให้รัฐบาลใหม่ดำเนินการทันที โดยมีทั้งมาตรการเชิงพื้นที่และเชิงโครงสร้าง ได้แก่

  1. ตรวจหาสารปนเปื้อนในดิน พื้นที่เกษตร 12,000 ไร่ ในอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนฤดูกาลเพาะปลูก (ต.ค.)
  2. ตรวจข้าวนาปี ในจังหวัดเชียงราย ก่อนเก็บเกี่ยว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านอาหาร
  3. จัดหาแหล่งน้ำดิบใหม่ สำหรับผู้ใช้น้ำอย่างน้อย 55,000 ราย ในแม่น้ำกก–สาย–รวก โดยประเมินกรอบงบประมาณ 1,200 ล้านบาท
  4. ยกระดับการตรวจประปาหมู่บ้าน ให้สามารถตรวจโลหะหนักได้ต่อเนื่อง–เท่าทันสถานการณ์
  5. จัดหาแหล่งน้ำใหม่ ให้ชุมชนที่ต้องซื้อน้ำกิน เช่น ต.ท่าตอน ต.แม่นาวาง อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่
  6. ตั้งศูนย์ตรวจโลหะหนัก ระดับพื้นที่ ให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลแบบ “เรียลไทม์”
  7. ตั้งคณะทำงานร่วมรัฐ–ประชาชน เพื่อวางแผน ปิดเหมือง (ในมิติเชิงการทูต/กฎหมาย) และ เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ
  8. ยกเลิกการสร้างฝายดักตะกอน ที่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าหรืออาจก่อผลข้างเคียงต่อระบบนิเวศ
  9. เปิดเจรจากับเมียนมาและจีนอย่างเร่งด่วน ภายใต้กรอบทวิภาคี–พหุภาคี
  10. ยุติ/ทบทวนการนำเข้าแร่ ที่มีที่มาจากเหมืองที่ไม่รับผิดชอบ โดยเฉพาะจุดผ่านแดน แม่สาย–แม่สะเรียง–แม่ฮ่องสอน และ ตรวจสอบเส้นทางการค้า–ผู้ได้รับประโยชน์–การส่งออกต่อไปประเทศที่สาม (มีการระบุว่าเกี่ยวข้อง “ไม่ต่ำกว่า 20 บริษัท” ที่ต้องตรวจสอบแหล่งที่มา)

ในภาพรวม ข้อเสนอทั้ง 10 ฝากให้รัฐ ทำ 3 ชั้น” พร้อมกัน—คุ้มครองความปลอดภัยของประชาชน (สุขภาพ/น้ำ/อาหาร), รักษาศรัทธาตลาด (เชื่อมั่นสินค้าเกษตร), และ วางท่าทีระหว่างประเทศ (การเจรจา–มาตรการทางเศรษฐกิจ)

ทำไม “แรร์เอิร์ธ” จึงท้าทายระบบกฎหมาย–นโยบาย

แรร์เอิร์ธเป็นกลุ่มแร่สำคัญต่ออุตสาหกรรมยุคพลังงานสะอาด: แม่เหล็กถาวรในมอเตอร์ EV, กังหันลม, อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์–กลาโหม ความต้องการที่พุ่งขึ้นทำให้แหล่งผลิตในภูมิภาค ลุ่มน้ำโขง–เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถูกจับตามอง ทว่า ห่วงโซ่อุปทานที่ยาว–กำกับดูแลยาก ทำให้ ต้นทุนภายนอก” (น้ำเสีย, ดินปนเปื้อน, สุขภาพชุมชน) ถูกผลักออกไปนอกงบประมาณบริษัท–ข้ามพรมแดน–และกลับมาคิดบัญชีกับสังคมในรูป ค่าใช้จ่ายสาธารณะ (รักษาพยาบาล–น้ำประปา–เยียวยา–โครงสร้างพื้นฐานใหม่)

ในเชิงกฎหมาย–สถาบัน นี่คือโจทย์ มลพิษไร้พรมแดน”: ประเทศผู้รับผลกระทบ ไม่มีเขตอำนาจโดยตรง ในการสั่งการเหมืองต่างแดน แต่ มีภารกิจ ต้องปกป้องประชาชนของตนเอง การอาศัยเพียง “มาตรฐานคุณภาพน้ำ–อาหาร” ในเขตแดนไทยจึงไม่พอ หาก ต้นน้ำ อยู่ต่างประเทศ และ ปลายน้ำ คือชีวิตคนไทย

ทางเลือกเชิงนโยบาย 3 ระยะเวลา–5 คานอำนาจ

เพื่อแปลงข้อเรียกร้องให้เกิดผลจริง นักวิชาการและภาคประชาชนบนเวทีเสนอ “กรอบเดินงาน” ที่สรุปใจความได้ดังนี้

ระยะสั้น (0–6 เดือน):

  • สารสนเทศ–ความโปร่งใส: ปรับระบบสื่อสารความเสี่ยงให้ “พูดความจริงทั้งหมด” — รายวัน/รายสัปดาห์ของค่าตรวจโลหะหนักในน้ำ–ดิน–ปลา–ข้าว, แผนที่จุดเสี่ยง, ข้อมูลภาษาคู่ (ไทย–ชนเผ่า)
  • สุขภาพ–น้ำ–อาหาร: ดำเนินการตามข้อ 1–6 ให้ครบ: ตรวจดิน 12,000 ไร่, ตรวจข้าวนาปีเชียงราย, ตั้งศูนย์ตรวจโลหะหนัก, หาแหล่งน้ำดิบใหม่ให้ 55,000 ครัวเรือน พร้อมงบประมาณเบื้องต้น 1,200 ล้านบาท
  • การค้า–ตลาด: จัดทำฉลาก/เอกสารรับรองผลตรวจเป็นรอบ ๆ ช่วยผู้ผลิตในพื้นที่ฟื้นความเชื่อมั่นตลาด

ระยะกลาง (6–24 เดือน):

  • คณะทำงานร่วมรัฐ–ประชาชน (ข้อ 7): มีอำนาจเสนอคำสั่ง/มาตรการเฉพาะพื้นที่–ข้ามหน่วยงาน, กำกับการเยียวยา
  • กำกับห่วงโซ่แร่: ออก “บัญชีดำ” เหมือง/ผู้ค้า/ผู้นำเข้าที่ไม่ตรวจสอบได้, บังคับใช้กติกา Due Diligence ในการนำเข้าวัตถุดิบเหมือง
  • การทูตเชิงรุก (ข้อ 9): ตั้งโต๊ะคุยเมียนมา–จีน–ลาว ภายใต้กรอบแม่น้ำโขง/อาเซียน–MRC, แลกข้อมูลตรวจวัด–กำกับเหมือง–แผนฟื้นฟู

ระยะยาว (2–5 ปี):

  • กฎหมายแม่บทมลพิษข้ามแดน: เติม “เขี้ยวเล็บ” ให้รัฐไทยใช้มาตรการทางการค้า–สิ่งแวดล้อมกับสินค้าที่ก่อมลพิษต้นทางต่างแดน (จัดเก็บ/ห้าม/จำกัด) โดยไม่ขัดพันธกรณีระหว่างประเทศ
  • เศรษฐกิจหมุนเวียนแร่: ลงทุน รีไซเคิลแรร์เอิร์ธ–นวัตกรรมนำกลับ ลดการพึ่งพาแร่ดิบต้นทางที่เป็นความเสี่ยงเชิงนิเวศ–ภูมิรัฐศาสตร์

คานอำนาจ 5 ตัว ที่ต้องใช้พร้อมกัน: (1) วิทยาศาสตร์ข้อมูล, (2) กฎหมาย–มาตรการการค้า, (3) การทูตพหุภาคี, (4) การมีส่วนร่วมของประชาชน, และ (5) งบประมาณฉุกเฉิน–เยียวยา

น้ำเสียงจากพื้นที่ เมื่อ “ความไม่แน่ใจ” แพงกว่าทุกอย่าง

เครือข่ายประชาชนจาก คะฉิ่น–เชียงราย–แม่อาย ถ่ายทอดสภาวะร่วม: ความไม่แน่ใจ ว่าน้ำที่ดื่ม–ข้าวที่กิน–ปลาที่จับ “ปลอดภัยจริงหรือไม่” ทำให้ค่าใช้จ่ายครัวเรือนพุ่งขึ้น (ซื้อน้ำ/เดินทางไปตรวจ) ขณะรายได้จากพืชผล–ประมงลดลงเพราะความเชื่อมั่นตลาดสั่นคลอน ความไม่แน่ใจ” จึงกลายเป็นภาษีที่มองไม่เห็น สะสมดอกเบี้ยทางเศรษฐกิจ–สังคม–สุขภาพ

“เราไม่ได้ขออะไรเกินจริง แค่ขอให้รัฐพูดตามตรง และทำตามหน้าที่—ตรวจ–เปิดเผย–ปกป้อง–เยียวยา—ให้ไวและจริงจัง” ตัวแทนชุมชนกล่าวบนเวที

มุมกฎหมายระหว่างประเทศ ไทยยืนตรงไหนบนสมการ “อธิปไตย–สิทธิมนุษยชน–สิ่งแวดล้อม”

ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายชี้ว่า แม้หลักอธิปไตยทำให้ไทยไม่อาจสั่งการกิจกรรมในเมียนมาโดยตรง แต่กรอบระหว่างประเทศเปิดช่อง มาตรการฝั่งผู้นำเข้า (import-side measures) ที่ ชอบด้วยกฎหมายการค้า หากพิสูจน์ได้ว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อ คุ้มครองชีวิต–สุขภาพ–สิ่งแวดล้อม และใช้ อย่างไม่เลือกปฏิบัติ พร้อมกันนั้น การเจรจาพหุภาคีกับ ลาว–จีน–เมียนมา ภายใต้กรอบลุ่มน้ำโขง/อาเซียนสามารถผลักดัน กลไกแจ้งเหตุ–สอบสวน–แผนฟื้นฟูร่วม ที่ติดตามได้

ประเด็นชวนคิด (สำหรับผู้กำหนดนโยบาย)

  • ตัวเลข 55,000 ครัวเรือน–งบ 1,200 ล้านบาท: งบระดับนี้เทียบไม่ได้กับ “มูลค่าความเสียหายสะสม” หากปล่อยให้ความไม่แน่ใจดำเนินต่อไปอีกหลายฤดูกาลเพาะปลูก
  • ยุตินำเข้าแร่” เป็นคันโยก: การใช้ อำนาจทางเศรษฐกิจ น่าจะเป็นคันโยกที่รัฐบาลไทยมีมากสุดในการจูงใจให้เกิดการปรับพฤติกรรมต้นทาง แต่ต้องคู่กับ ระบบตรวจสอบย้อนกลับ ที่โปร่งใส เพื่อไม่ให้ภาคอุตสาหกรรมไทย “เปลี่ยนประตูนำเข้า” แล้วปัญหาเดิมยังอยู่
  • สื่อสารความเสี่ยงแบบผู้ใหญ่กับผู้ใหญ่: สังคมยอมรับความจริงที่ซับซ้อนได้ หากรัฐกล้าพูดตรง–เร็ว–มีแผนรับมือ และเปิดพื้นที่ให้ประชาชนร่วมกำกับตรวจสอบ

จากเวทีสัมมนาสู่โต๊ะ ครม.—ถึงเวลาตอบว่า “เราปกป้องคนของเราอย่างไร”

งานวันนี้ไม่ได้จบที่เสียงปรบมือ แต่วางการบ้านขนาดใหญ่ไว้ที่รัฐบาลใหม่: จะยุติการนำเข้าแร่จากเหมืองที่ไม่รับผิดชอบหรือไม่—เมื่อใด—อย่างไร, จะยืนยันความปลอดภัยน้ำ–อาหารให้ประชาชนได้อย่างไร, จะเยียวยา–คุ้มครองเกษตรกรอย่างไร, และ จะวางท่าทีต่อเพื่อนบ้านในลุ่มน้ำโขงอย่างไร เพื่อให้การพัฒนาอุตสาหกรรมโลกสีเขียว ไม่ทิ้งคนปลายน้ำ ไว้ข้างหลัง

ในห้องประชุมของจุฬาฯ วันนี้ ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ นักวิชาการ และเครือข่ายชุมชนได้คลี่แผนที่และชี้พิกัดแล้วว่า เส้นทางสั้น–กลาง–ยาว” คืออะไร เหลือเพียง “เจตจำนง” ของรัฐและ ความสม่ำเสมอของการลงมือทำ ที่จะพิสูจน์ว่า ประเทศไทยสามารถยืนหยัดปกป้อง สุขภาพ–สิ่งแวดล้อม–เศรษฐกิจฐานราก ของประชาชนตนเองได้จริงเพียงใด ท่ามกลางคลื่นอุตสาหกรรมแรร์เอิร์ธที่โหมกระหน่ำทั้งภูมิภาค

สาระย่อ “10 ข้อเรียกร้อง”

  1. ตรวจดิน 12,000 ไร่ (อ.แม่อาย) ก่อนเข้าฤดูปลูก
  2. ตรวจข้าวนาปี (เชียงราย) ก่อนเก็บเกี่ยว
  3. หาแหล่งน้ำดิบใหม่ให้ 55,000 ราย (กก–สาย–รวก) งบ 1,200 ล้านบาท
  4. ยกระดับประปาหมู่บ้านตรวจโลหะหนักได้
  5. หาแหล่งน้ำใหม่ให้ ต.ท่าตอน–ต.แม่นาวาง (แม่อาย)
  6. ตั้งศูนย์ตรวจโลหะหนักในพื้นที่
  7. ตั้งคณะทำงานร่วมรัฐ–ประชาชน ปิดเหมือง–เยียวยา
  8. ยกเลิกฝายดักตะกอน
  9. เปิดเจรจาเมียนมา–จีน เร่งด่วน
  10. ยุติ/ทบทวนการนำเข้าแร่จากเหมืองที่ไม่รับผิดชอบ ตรวจเส้นทางการค้า–ผู้ได้ประโยชน์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร
  • ศูนย์แม่โขงศึกษา และสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (เชียงราย) — ข้อสังเกตทางวิชาการและข้อเสนอเชิงนโยบายโดย ดร.สืบสกุล กิจนุกร
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News