Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายเร่งช่วย พายุถล่ม 300 หลัง ผู้ว่าฯ ลงพื้นที่

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบวาตภัยตำบลแม่อ้อ อำเภอพาน หลังพายุฤดูร้อนถล่มเสียหายกว่า 300 ครัวเรือน

เชียงราย, 21 มีนาคม 2568 – นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยนางสินีนาฏ ทองสุข นายกเหล่ากาชาดจังหวัดเชียงราย/ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดเชียงราย และนายสุรเชษฐ์ พุ้ยน้อย นายอำเภอพาน ได้นำคณะผู้แทนจากหน่วยงานราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานด้านการบรรเทาสาธารณภัย ลงพื้นที่ตำบลแม่อ้อ อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย เพื่อตรวจเยี่ยม ติดตามสถานการณ์ และให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุวาตภัยที่เกิดขึ้นในช่วงค่ำของวันที่ 18 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา

โดยมีการเดินทางไปยังอาคารอเนกประสงค์ประจำหมู่บ้าน หมู่ที่ 17 บ้านแม่แก้วพัฒนา ซึ่งเป็นจุดรวบรวมข้อมูลและศูนย์ประสานการให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ผู้ประสบภัย เพื่อรับฟังรายงานสถานการณ์ล่าสุดจากผู้นำชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งมอบถุงยังชีพและสิ่งของจำเป็นให้แก่ครัวเรือนที่ได้รับความเสียหายจากเหตุพายุฤดูร้อนในครั้งนี้

บ้านเรือนเสียหายกว่า 300 ครัวเรือนในตำบลแม่อ้อ

จากรายงานขององค์การบริหารส่วนตำบลแม่อ้อ พบว่าผลกระทบจากพายุฤดูร้อนซึ่งมีลมกระโชกแรงในช่วงค่ำวันที่ 18 มีนาคมที่ผ่านมา ทำให้บ้านเรือนประชาชนในพื้นที่ตำบลแม่อ้อได้รับความเสียหายอย่างหนัก รวมจำนวนกว่า 300 ครัวเรือน กระจายอยู่ในหลายหมู่บ้าน โดยเฉพาะในเขตบ้านแม่แก้วพัฒนา บ้านใหม่สามัคคี และบ้านใหม่ห้วยทราย ซึ่งมีบ้านเรือนที่หลังคาถูกลมพัดปลิว ไม้กระเบื้องและอุปกรณ์ภายในบ้านได้รับความเสียหาย บางหลังเสียหายทั้งหลังจนไม่สามารถอยู่อาศัยได้

ขณะเดียวกันยังมีรายงานความเสียหายด้านสาธารณูปโภค เช่น สายไฟฟ้าหลุดขาด เสาไฟฟ้าหักโค่น ถนนบางเส้นมีต้นไม้ล้มขวางทางจราจร รวมถึงมีโรงเรือนเกษตรและแปลงเพาะปลูกที่ถูกกระแสลมทำลายจำนวนหนึ่ง ซึ่งอยู่ระหว่างการสำรวจเพิ่มเติมโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

หน่วยงานภาครัฐเร่งสำรวจและฟื้นฟูความเสียหายอย่างเร่งด่วน

ในเบื้องต้น หน่วยงานท้องถิ่น เช่น องค์การบริหารส่วนตำบลแม่อ้อ ได้ประสานกับสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย (ปภ.จ.เชียงราย) เพื่อเร่งจัดส่งกำลังพลและเครื่องมือเข้าเคลียร์พื้นที่ซากปรักหักพัง และจัดหาที่พักชั่วคราวให้กับครัวเรือนที่ไม่สามารถอยู่อาศัยได้ พร้อมเร่งประเมินความเสียหายรายครัวเรือนเพื่อให้ความช่วยเหลือเยียวยาตามระเบียบของทางราชการ

ขณะเดียวกันเหล่ากาชาดจังหวัดเชียงราย และเครือข่ายภาคประชาชน ได้ลงพื้นที่นำถุงยังชีพ ซึ่งประกอบด้วยข้าวสาร อาหารแห้ง น้ำดื่ม ยารักษาโรค และเครื่องนุ่งห่ม แจกจ่ายให้แก่ผู้ประสบภัยโดยตรง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในช่วงวิกฤต

ผู้ว่าฯ ย้ำความห่วงใย พร้อมสั่งการให้ช่วยเหลืออย่างทั่วถึงและรวดเร็ว

ในการพบปะประชาชน นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้กล่าวให้กำลังใจชาวบ้านที่ได้รับความเสียหาย พร้อมเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการการทำงานอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ความช่วยเหลืออย่างครอบคลุมโดยไม่ตกหล่น

“เหตุการณ์ในครั้งนี้ถือเป็นภัยธรรมชาติที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ แต่เราต้องร่วมกันฟื้นฟูอย่างเป็นระบบ โดยเน้นการทำงานที่โปร่งใส ทันต่อสถานการณ์ และเข้าถึงประชาชนในทุกครัวเรือน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ เด็ก ผู้ป่วยติดเตียง และผู้พิการ” นายชรินทร์กล่าว

ภัยพิบัติกับแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นในเขตภาคเหนือ

จากข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยา ระบุว่าช่วงเดือนมีนาคม-เมษายนของทุกปี คือช่วงฤดูเปลี่ยนผ่าน ซึ่งมักเกิดพายุฤดูร้อนในหลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีความเสี่ยงสูงจากกระแสลมร้อนและกระแสลมเย็นปะทะกัน ส่งผลให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และลูกเห็บตกได้

กรณีตำบลแม่อ้อ อำเภอพาน ก็เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เผชิญกับความเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศอย่างฉับพลันในช่วงต้นปี 2568 โดยเหตุวาตภัยครั้งนี้นับเป็นเหตุการณ์ใหญ่ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ภายในระยะเวลาไม่ถึง 3 ปี หลังจากเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันที่เคยเกิดขึ้นในปี 2566 ซึ่งทำให้บ้านเรือนเสียหายกว่า 250 หลังคาเรือน

ความคิดเห็นจาก 2 มุมมอง: บทบาทรัฐและความเข้มแข็งของชุมชน

ฝ่ายสนับสนุนภาครัฐ มองว่า การลงพื้นที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นการแสดงความห่วงใยต่อประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมยอมรับว่าในภาวะวิกฤต รัฐมีบทบาทสำคัญในการระดมสรรพกำลังและงบประมาณเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างทันเวลา ซึ่งสะท้อนถึงความพร้อมของระบบการบริหารจัดการภัยพิบัติของไทยในระดับหนึ่ง

ขณะที่ฝ่ายวิจารณ์ ชี้ให้เห็นว่าการช่วยเหลือผู้ประสบภัยยังคงเผชิญปัญหาการสำรวจที่ล่าช้า การขาดแคลนเครื่องมือหนักและบุคลากรในพื้นที่ และบางรายที่ยังตกหล่นจากการได้รับความช่วยเหลือในระยะเริ่มต้น จึงเสนอให้มีการวางระบบสำรองฉุกเฉินแบบถาวร เช่น การจัดตั้งคลังยังชีพในแต่ละตำบล การฝึกอบรมอาสาสมัครให้สามารถช่วยเหลือเบื้องต้นได้โดยไม่ต้องรอคำสั่งจากส่วนกลาง

เสียงสะท้อนจากทั้งสองฝ่ายชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการเสริมสร้าง “ความพร้อมเชิงระบบ” ทั้งในเชิงโครงสร้าง การสื่อสาร และกลไกความร่วมมือระหว่างรัฐกับชุมชน เพื่อให้การจัดการภัยพิบัติในอนาคตมีประสิทธิภาพและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

สถิติและข้อมูลที่เกี่ยวข้อง

  • จำนวนครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากวาตภัยในตำบลแม่อ้อ ครั้งล่าสุด (มีนาคม 2568): กว่า 300 ครัวเรือน
    ที่มา: องค์การบริหารส่วนตำบลแม่อ้อ, รายงานสถานการณ์ ณ วันที่ 20 มีนาคม 2568
  • เหตุวาตภัยที่เกิดขึ้นในอำเภอพาน ปี 2566 มีบ้านเรือนเสียหายรวม 251 ครัวเรือน
    ที่มา: สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย (ปภ.จ.เชียงราย), รายงานภัยพิบัติประจำปี 2566
  • ช่วงเวลาที่เกิดพายุฤดูร้อนในประเทศไทยส่วนใหญ่: เดือนมีนาคม–เมษายน ของทุกปี
    ที่มา: กรมอุตุนิยมวิทยา, รายงานแนวโน้มสภาพอากาศประจำปี 2567
  • จังหวัดเชียงรายมีครัวเรือนที่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงวาตภัยกว่า 12,000 ครัวเรือน
    ที่มา: กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย, ฐานข้อมูลแผนที่ภัยพิบัติแห่งชาติ พ.ศ. 2566

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย,สำนักงานจังหวัดเชียงราย, สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย, องค์การบริหารส่วนตำบลแม่อ้อ, กรมอุตุนิยมวิทยา, กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

มทบ.37 ครบรอบ 107 ปี จัดพิธีศักการะ เสริมสิริมงคล

มณฑลทหารบกที่ 37 จัดพิธีสักการะและพิธีทางศาสนาเนื่องในวันคล้ายวันสถาปนาหน่วย ครบรอบ 107 ปี สะท้อนบทบาทสำคัญของกองทัพบกในพื้นที่ภาคเหนือ

เชียงราย, 21 มีนาคม 2568 – มณฑลทหารบกที่ 37 (มทบ.37) จัดพิธีสักการะและพิธีทางศาสนาอย่างสมเกียรติ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่หน่วย และรำลึกถึงประวัติศาสตร์อันทรงเกียรติของการก่อตั้งหน่วย เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 107 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 22 มีนาคม 2568 โดยได้จัดพิธีล่วงหน้าในวันที่ 21 มีนาคม 2568 ณ พื้นที่ต่าง ๆ ภายในและโดยรอบค่ายเม็งรายมหาราช จังหวัดเชียงราย โดยมี พล.ต.บุญญฤทธิ์ เกษตรเวทิน ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 37 เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยบุคคลสำคัญจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนเข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง

พิธีในครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อแสดงความเคารพและรำลึกถึงคุณงามความดีของเหล่าทหารกล้าที่ได้อุทิศตนรับใช้ชาติ รวมถึงการประกอบพิธีทางศาสนาเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่หน่วยและกำลังพลในสังกัด สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างกองทัพกับประชาชนในพื้นที่

พิธีกรรมสำคัญตามลำดับเวลาสะท้อนรากฐานทางจิตวิญญาณและประวัติศาสตร์

พิธีในช่วงเช้าของวันที่ 21 มีนาคม 2568 ประกอบด้วยลำดับพิธีกรรมที่มีความหมายลึกซึ้งทางวัฒนธรรมและจิตใจ ดังนี้

  • เวลา 07.09 น. พิธีบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ ดอยเจดีย์ ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็นที่เคารพของทหารและชาวเชียงราย
  • เวลา 08.00 น. พิธีบวงสรวง พ่อขุนเม็งรายมหาราช ณ พระตำหนักพ่อขุนเม็งรายฯ เพื่อแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ผู้ก่อตั้งเมืองเชียงราย
  • เวลา 08.29 น. พิธีบวงสรวง พระญามังรายมหาราช ณ หน้า บก.มทบ.37 เพื่อรำลึกถึงผู้นำผู้สร้างความมั่นคงให้แก่ดินแดนล้านนา
  • เวลา 10.09 น. พิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทาน และเจริญพระพุทธมนต์ ณ อาคารอเนกประสงค์ มทบ.37 โดยมี พล.ท.ศุภอักษร สังประกุล เป็นประธานในพิธีทางศาสนาเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ดวงวิญญาณของวีรชนผู้เสียสละชีวิตในการปกป้องแผ่นดินไทย

พิธีเหล่านี้สะท้อนถึงความเคารพต่อคุณค่าทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และศาสนา ซึ่งเป็นเสาหลักสำคัญของสถาบันทหารบกในการดำรงความมั่นคงทั้งทางกายภาพและทางจิตใจแก่สังคม

การมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน

พิธีดังกล่าวได้รับเกียรติจาก นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย สมาคมแม่บ้าน ทบ. สาขา มทบ.37 ผู้แทนจากหน่วยงานราชการ ภาคเอกชน อดีตผู้บังคับบัญชา หน่วยทหารในพื้นที่จังหวัดเชียงราย สมาคมสื่อมวลชน และตัวแทนชุมชนโดยรอบค่ายเม็งรายมหาราช เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง แสดงให้เห็นถึงบทบาทของ มทบ.37 ในฐานะองค์กรที่ได้รับความเชื่อมั่นและเป็นที่เคารพจากประชาชนในพื้นที่อย่างกว้างขวาง

การรวมตัวของผู้แทนจากหลายภาคส่วนในพิธีแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือที่แน่นแฟ้นระหว่างกองทัพบกกับประชาชนในพื้นที่ ซึ่งนับเป็นรากฐานที่มั่นคงของระบบความมั่นคงในระดับภูมิภาค โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ชายแดนและภาคเหนือตอนบน ซึ่งมีความสำคัญทั้งในด้านความมั่นคง และการพัฒนาประเทศ

บทบาทของ มทบ.37 ในการสร้างความมั่นคงและสนับสนุนการพัฒนาท้องถิ่น

มณฑลทหารบกที่ 37 ถือเป็นหนึ่งในหน่วยทหารสำคัญในพื้นที่ภาคเหนือ โดยมีเขตรับผิดชอบหลักอยู่ในจังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ชายแดนติดกับประเทศเมียนมาและสาธารณรัฐประชาชนจีน ทำให้มีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ต่อการรักษาความมั่นคงของประเทศ

ภารกิจของ มทบ.37 ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะด้านการป้องกันประเทศ หากแต่รวมถึงการช่วยเหลือประชาชนในยามวิกฤต การสนับสนุนภารกิจด้านสาธารณสุข การฟื้นฟูหลังภัยพิบัติ และการส่งเสริมกิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์ เช่น การปลูกป่า สร้างฝายชะลอน้ำ การสนับสนุนการศึกษาผ่านโครงการจิตอาสา รวมถึงการร่วมมือกับหน่วยงานท้องถิ่นในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน

ความเห็นเชิงกลาง: ความเชื่อมั่นและความคาดหวัง

ฝ่ายที่สนับสนุน บทบาทของ มทบ.37 มองว่ากองทัพบกโดยเฉพาะในระดับภูมิภาคมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างเสถียรภาพ ความสงบ และการพัฒนาท้องถิ่น โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนที่มีความเปราะบางทางด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ กองทัพสามารถเข้าไปสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานภาครัฐอื่น ๆ ได้อย่างทันท่วงที รวมถึงมีทรัพยากรบุคคลที่มีวินัยและสามารถปฏิบัติงานภายใต้สถานการณ์วิกฤตได้ดี

ขณะเดียวกัน ฝ่ายที่มีข้อกังวล ก็ได้แสดงความเห็นว่าบางกรณีการดำเนินงานของกองทัพอาจทับซ้อนกับหน้าที่ของหน่วยงานพลเรือน โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาท้องถิ่น หรือโครงการก่อสร้างต่าง ๆ ซึ่งอาจก่อให้เกิดคำถามเรื่องความโปร่งใส และประสิทธิภาพในการใช้งบประมาณ นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้กองทัพเปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็นจากประชาชนให้มากขึ้น เพื่อให้แน่ใจว่าการดำเนินงานของกองทัพเป็นไปตามความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง

ความคิดเห็นที่แตกต่างเหล่านี้สะท้อนถึงความจำเป็นในการถ่วงดุลอำนาจ การมีส่วนร่วม และการตรวจสอบซึ่งเป็นหลักธรรมาภิบาลที่ควรนำมาใช้ในการบริหารงานของทุกภาคส่วน รวมถึงองค์กรด้านความมั่นคงด้วย

สถิติและข้อมูลอ้างอิงที่เกี่ยวข้อง

  • มณฑลทหารบกที่ 37 จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2461 และในปี พ.ศ. 2568 มีอายุครบรอบ 107 ปี
    ที่มา: กองทัพบกไทย, สำนักประวัติศาสตร์กองทัพบก, รายงานประวัติการสถาปนาหน่วย
  • จังหวัดเชียงรายมีแนวชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้านรวมระยะทางกว่า 283 กิโลเมตร
    ที่มา: กรมแผนที่ทหาร, รายงานเขตแดนประเทศไทย พ.ศ. 2566
  • กำลังพลในสังกัด มทบ.37 ณ ปีงบประมาณ 2567 มีประมาณ 1,200 นาย
    ที่มา: กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 3, รายงานสถานะกำลังพลประจำปี พ.ศ. 2567
  • โครงการจิตอาสาของ มทบ.37 ที่ดำเนินการต่อเนื่องในปี 2567 มีมากกว่า 50 โครงการครอบคลุม 9 อำเภอในเชียงราย
    ที่มา: ฝ่ายกิจการพลเรือน มทบ.37, รายงานผลการดำเนินงานประจำปี 2567

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : มณฑลทหารบกที่ 37 (มทบ.37), กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 3, กรมแผนที่ทหาร, สำนักประวัติศาสตร์กองทัพบก

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

“อปพร.” ฮีโร่ ‘เชียงราย’ จัดงาน ยกย่องอาสาสมัครผู้เสียสละ

เชียงรายจัดกิจกรรมวัน อปพร. ประจำปี 2568 ยกย่องอาสาสมัครผู้เสียสละ สร้างขวัญกำลังใจ พร้อมเดินหน้าพัฒนาเครือข่ายเพื่อรองรับภัยพิบัติในอนาคต

เชียงราย, 21 มีนาคม 2568 – ศูนย์อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) จังหวัดเชียงราย ได้จัดกิจกรรมเนื่องใน “วัน อปพร.” ประจำปี 2568 อย่างเป็นทางการ ณ โดมศูนย์พักพิง ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 15 เชียงราย ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย โดยมีนายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และผู้อำนวยการศูนย์ อปพร. จังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สมาชิก อปพร. และภาคีเครือข่ายด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง

เพื่อรำลึกถึงความเสียสละ และเสริมพลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงานแนวหน้า

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อยกย่องและเชิดชูเกียรติแก่เหล่าอาสาสมัคร อปพร. ที่ปฏิบัติภารกิจด้วยความเสียสละในการดูแลความปลอดภัยของประชาชนในยามเกิดภัยพิบัติ รวมถึงการสนับสนุนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในระดับชุมชนและท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นก่อนเกิดภัย ระหว่างเกิดภัย และหลังจากเกิดภัย

ในพิธีเปิดงาน นายชรินทร์ ทองสุข ได้อ่านสารจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เนื่องในวัน อปพร. ประจำปี 2568 ซึ่งกล่าวถึงความสำคัญของบทบาท อปพร. ในการเสริมสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยให้กับสังคม พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐและประชาชนในการเผชิญหน้ากับภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

มอบรางวัลเชิดชูเกียรติอาสาสมัครดีเด่น ประจำปี 2567–2568

ในงานมีพิธีมอบรางวัลเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ที่มีผลงานโดดเด่นในการปฏิบัติหน้าที่ โดยมีการมอบรางวัลในประเภทต่าง ๆ ได้แก่

  • ศูนย์ อปพร. ดีเด่น ประเภทเทศบาลนคร ได้แก่ ศูนย์ อปพร. เทศบาลนครเชียงราย ซึ่งได้รับเงินรางวัล 15,000 บาท พร้อมโล่รางวัล โดยมีนายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย เป็นผู้แทนรับมอบ
  • รางวัล อปพร. ดีเด่น จำนวน 3 ราย ได้แก่
    1. นายอนุสรณ์ อินทวงศ์ (เทศบาลนครเชียงราย)
    2. นายมนัส ปินตา (เทศบาลตำบลดอนศิลา อำเภอเวียงชัย)
    3. นายบุญมี สีใจสา (องค์การบริหารส่วนตำบลสันกลาง อำเภอพาน)
  • รางวัลอาสาสมัครดีเด่น ประจำปี 2567 ได้แก่ นายนพพล ทาเนตร จากองค์การบริหารส่วนตำบลต้า อำเภอขุนตาล

การมอบรางวัลดังกล่าวไม่เพียงเป็นการแสดงความขอบคุณต่อผู้มีบทบาทสำคัญในพื้นที่ แต่ยังเป็นการกระตุ้นและส่งเสริมให้เกิดแรงจูงใจในการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิก อปพร. ทั่วทั้งจังหวัด

สานต่อความเข้มแข็ง สู่อนาคตการบริหารจัดการภัยพิบัติ

ในการกล่าวสุนทรพจน์ในพิธีเปิดงาน นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้กล่าวยกย่องบทบาทของ อปพร. ว่าเป็น “กลไกสำคัญของสังคมไทย” ที่ได้อุทิศตนในการรักษาความปลอดภัยให้กับประชาชนมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 46 ปี พร้อมกล่าวว่า “สิ่งสำคัญในวันนี้คือ การสร้างความพร้อมให้กับ อปพร. ทุกระดับ ให้มีทักษะความรู้ที่ทันสมัย มีระบบการฝึกอบรมที่ตอบโจทย์สถานการณ์ และสามารถปรับตัวได้ทันต่อภัยคุกคามรูปแบบใหม่ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นภัยพิบัติจากธรรมชาติหรือภัยที่เกิดจากมนุษย์”

เขาเน้นย้ำว่า “อปพร. ไม่ใช่เพียงผู้ช่วยเหลือยามเกิดภัย แต่ยังเป็นผู้สร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน และเป็นสะพานเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐและประชาชนในการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน”

บทบาท อปพร. ต่อระบบความมั่นคงในระดับท้องถิ่น

ศูนย์ อปพร. นับเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการบริหารจัดการภัยพิบัติในระดับท้องถิ่น โดยปฏิบัติหน้าที่ทั้งการเฝ้าระวัง แจ้งเตือนภัย ให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น จัดตั้งศูนย์พักพิง และประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐในการฟื้นฟูพื้นที่หลังเกิดเหตุ

ในระดับประเทศ มีอาสาสมัคร อปพร. ทั่วประเทศกว่า 1.2 ล้านคน (อ้างอิงจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย, พ.ศ. 2566) โดยในจังหวัดเชียงรายมีสมาชิก อปพร. อยู่ทั้งสิ้นกว่า 7,500 คน ซึ่งถูกกระจายตัวตามพื้นที่ต่าง ๆ ทั้งในเขตเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล เพื่อดูแลและคุ้มครองชีวิตประชาชนในพื้นที่ห่างไกลที่มักจะเป็นจุดเสี่ยงภัยพิบัติ เช่น น้ำหลาก ดินถล่ม ไฟป่า และอุทกภัยซ้ำซาก

ความเห็นจากสองมุมมอง: สนับสนุน-ท้าทายการดำเนินงาน

ฝ่ายสนับสนุน มองว่า อปพร. เป็นพลังอาสาสมัครที่มีคุณค่าต่อสังคม โดยเฉพาะในช่วงเวลาวิกฤต อปพร. สามารถเข้าถึงพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว และมีความใกล้ชิดกับประชาชนในชุมชน จึงสามารถดำเนินการช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที ซึ่งแตกต่างจากหน่วยงานภาครัฐที่อาจใช้เวลานานกว่าในการจัดกำลังลงพื้นที่

ขณะที่ฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ ชี้ว่า การบริหารจัดการ อปพร. ในหลายพื้นที่ยังขาดระบบสนับสนุนด้านงบประมาณและอุปกรณ์ปฏิบัติงานที่เพียงพอ ทำให้อาสาสมัครต้องใช้ทรัพยากรส่วนตัวในการปฏิบัติภารกิจ รวมถึงบางพื้นที่ยังขาดการฝึกอบรมต่อเนื่อง ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการช่วยเหลือประชาชนลดลง

ข้อเสนอจากทั้งสองฝ่ายสะท้อนถึงความจำเป็นในการจัดสรรทรัพยากรอย่างเหมาะสม ควบคู่ไปกับการวางแผนพัฒนาศักยภาพของ อปพร. ให้ทันสมัยและมีความยั่งยืนมากยิ่งขึ้นในระยะยาว

สถิติและข้อมูลอ้างอิง

  • จำนวนสมาชิก อปพร. ทั่วประเทศ: 1.2 ล้านคน
    ที่มา: กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย, รายงานประจำปี พ.ศ. 2566
  • จำนวนสมาชิก อปพร. จังหวัดเชียงราย: ประมาณ 7,500 คน
    ที่มา: ศูนย์ อปพร. จังหวัดเชียงราย, สถิติ ณ วันที่ 1 มีนาคม 2568
  • ระยะเวลาดำเนินงานของ อปพร. ทั่วประเทศ: มากกว่า 46 ปี
    ที่มา: พระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 และแก้ไขเพิ่มเติม

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย  / ศูนย์ อปพร. จังหวัดเชียงราย / กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

นายกนกมอบทุน เรียนได้ทุกที่ เลี้ยงชีพได้ที่เชียงราย

อบจ.เชียงราย เดินหน้านโยบาย “อยู่ที่ไหนก็เรียนได้ เรียนที่ไหนก็สำเร็จได้ สำเร็จได้ก็เลี้ยงชีพได้” มอบทุนการศึกษาและเงินช่วยเหลือนักเรียนยากจนและด้อยโอกาส

เชียงราย, 20 มีนาคม 2568 – องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) เดินหน้าสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนในพื้นที่ ผ่านโครงการ “ส่งน้องเรียน” ตามนโยบาย “อยู่ที่ไหนก็เรียนได้ เรียนที่ไหนก็สำเร็จได้ สำเร็จได้ก็เลี้ยงชีพได้” โดยมอบทุนการศึกษาและเงินช่วยเหลือให้แก่นักเรียนและนักศึกษาที่มีฐานะยากจนหรือด้อยโอกาส เพื่อสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนสามารถเข้าถึงการศึกษาได้อย่างเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม และเสริมสร้างโอกาสทางการศึกษาสู่ความสำเร็จในอนาคต

อบจ.เชียงราย มอบทุนการศึกษาและเงินช่วยเหลือแก่นักเรียนในพื้นที่

เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2568 เวลา 09.30 น.โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย เป็นประธานในพิธีมอบทุนการศึกษาและเงินช่วยเหลือให้กับนักเรียนและนักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ ทุนการศึกษาและเงินช่วยเหลือสำหรับนักศึกษาและนักเรียนที่ยากจนหรือด้อยโอกาส ประจำปีงบประมาณ 2567 โดยมีนางนภาภัณฑ์ ต่วนชะเอม เลขานุการ อบจ.เชียงราย นายอับดุลกอเด็ร โกบยาหยัง ผู้อำนวยการสำนักการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม อบจ.เชียงราย หัวหน้าส่วนราชการ และนางน้ำผึ้ง สาธรรม รองผู้อำนวยการโรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ร่วมเป็นผู้แทนในการมอบทุนการศึกษาและเงินช่วยเหลือดังกล่าว

โครงการนี้ได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก อบจ.เชียงราย ภายใต้การดำเนินงานของ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ตามแนวทางที่กำหนดใน พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และเป็นไปตาม ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยรายจ่ายเกี่ยวกับทุนการศึกษาสำหรับนักศึกษาและการให้ความช่วยเหลือนักเรียนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2561 เพื่อสนับสนุนให้นักเรียนและนักศึกษาได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม

ช่วยลดภาระผู้ปกครอง เพิ่มโอกาสทางการศึกษา

การมอบทุนการศึกษาในครั้งนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อช่วยเหลือนักเรียนและนักศึกษาที่มีฐานะยากจนหรือด้อยโอกาสในจังหวัดเชียงราย ให้ได้รับการศึกษาโดยไม่มีอุปสรรคทางด้านค่าใช้จ่าย โดยทุนการศึกษาที่มอบให้ในปีนี้มีทั้งหมด 250 ทุน แบ่งออกเป็นทุนละ 10,000 – 30,000 บาท ขึ้นอยู่กับระดับการศึกษาและความจำเป็นของแต่ละบุคคล รวมถึงการให้เงินช่วยเหลือพิเศษสำหรับครอบครัวที่มีปัญหาด้านเศรษฐกิจอย่างรุนแรง

นอกจากนี้ โครงการยังมุ่งเน้นการสนับสนุนด้าน ทุนการศึกษาแบบต่อเนื่อง เพื่อให้นักเรียนและนักศึกษาที่ได้รับทุนสามารถศึกษาต่อจนจบหลักสูตรที่กำหนด และสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปใช้ในการประกอบอาชีพและเลี้ยงชีพตนเองในอนาคตได้

ส่งน้องเรียน” โครงการที่สร้างความเปลี่ยนแปลงทางการศึกษา

อบจ.เชียงรายเล็งเห็นว่า การสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน โครงการ “ส่งน้องเรียน” จึงถูกจัดขึ้นเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับนักเรียนและนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ โดยมุ่งเน้นให้พวกเขาสามารถเรียนจบและเข้าสู่ตลาดแรงงานได้อย่างมีคุณภาพ

จากข้อมูลของ สำนักงานสถิติแห่งชาติ (ปี 2566) พบว่า จังหวัดเชียงรายมีอัตราการออกจากระบบการศึกษาก่อนวัยอันควรสูงถึง 8.5% ซึ่งเป็นหนึ่งในอัตราที่สูงที่สุดในภาคเหนือ ปัจจัยหลักที่ส่งผลให้เกิดปัญหาดังกล่าวคือ ปัญหาความยากจนของครอบครัว และการขาดทุนทรัพย์ในการศึกษา ดังนั้นการสนับสนุนทุนการศึกษาของ อบจ.เชียงราย จึงเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญที่ช่วยลดช่องว่างทางการศึกษาและเพิ่มโอกาสให้เยาวชนสามารถศึกษาต่อได้จนจบการศึกษา

สถิติและข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโอกาสทางการศึกษาในไทย

จากข้อมูลของ ธนาคารโลก (World Bank, 2566) ระบุว่า ประเทศไทยมีอัตราการเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษาเพียง 49% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งอยู่ที่ 55% โดยปัจจัยหลักที่ส่งผลต่ออัตราการเข้าเรียนที่ต่ำคือ ปัญหาค่าใช้จ่ายทางการศึกษา และ ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ

ขณะที่ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (2566) เปิดเผยว่า เด็กไทยที่เกิดในครอบครัวที่มีฐานะยากจน มีโอกาสเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาเพียง 22% เมื่อเทียบกับเด็กที่เกิดในครอบครัวที่มีฐานะดีซึ่งมีโอกาสศึกษาต่อสูงถึง 78%

บทสรุปและแนวทางในอนาคต

การสนับสนุนทุนการศึกษาและเงินช่วยเหลือสำหรับนักเรียนและนักศึกษาที่ยากจนของ อบจ.เชียงราย เป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญที่ช่วยลดช่องว่างทางการศึกษาและเพิ่มโอกาสให้เยาวชนสามารถเข้าถึงการศึกษาได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อถกเถียงเกี่ยวกับ แนวทางการจัดสรรงบประมาณภาครัฐ ว่าควรเพิ่มการสนับสนุนทุนการศึกษาหรือพัฒนาสถาบันการศึกษาให้สามารถรองรับนักเรียนได้มากขึ้น

ทั้งนี้ อบจ.เชียงรายยืนยันว่า จะดำเนินโครงการลักษณะนี้อย่างต่อเนื่อง และพัฒนารูปแบบการช่วยเหลือเพื่อให้ครอบคลุมเยาวชนในพื้นที่มากขึ้น พร้อมทั้งผลักดันให้โครงการนี้เป็นต้นแบบสำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น ๆ ทั่วประเทศ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :  องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย / สำนักงานสถิติแห่งชาติ (2566) / ธนาคารโลก (World Bank, 2566) / สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (2566) / องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (2567)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ช่วยชีวิตฉุกเฉิน ศิริกรณ์เชียงรายอบรมกู้ชีพ 100 คน

สมาคมศิริกรณ์เชียงรายบรรเทาสาธารณภัย จัดอบรมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานในสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสุขภาพในชุมชน

เชียงราย, 20 มีนาคม 2568 – สมาคมศิริกรณ์เชียงรายบรรเทาสาธารณภัย ได้จัดโครงการอบรมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (Basic Life Support: BLS) สำหรับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ตำบลท่าสุด ประจำปีงบประมาณ 2568 โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนหลักประกันสุขภาพเทศบาลตำบลท่าสุด การอบรมจัดขึ้น ณ อาคารอเนกประสงค์ เทศบาลตำบลท่าสุด อำเภอเมืองเชียงราย โดยมีผู้เข้ารับการอบรมจำนวน 100 คน

การช่วยเหลือผู้ป่วยหมดสติ

การอบรมครั้งนี้มุ่งเน้นการให้ความรู้และฝึกปฏิบัติการช่วยชีวิตในกรณีฉุกเฉิน เช่น การช่วยฟื้นคืนชีพ (CPR) การใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าชนิดอัตโนมัติ (AED) การช่วยเหลือผู้ป่วยหมดสติ และการปฐมพยาบาลเบื้องต้นสำหรับอาการเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นในชุมชน โดยมีวิทยากรจากสมาคมศิริกรณ์เชียงรายบรรเทาสาธารณภัย และเจ้าหน้าที่กู้ชีพที่มีความเชี่ยวชาญมาให้ความรู้และฝึกสอน

กองทุนหลักประกันสุขภาพเทศบาลตำบลท่าสุด

การอบรมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้ อสม. และประชาชนในชุมชนมีทักษะที่จำเป็นในการช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินได้อย่างถูกต้องและทันท่วงที ซึ่งจะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตและภาวะแทรกซ้อนจากการบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยกะทันหัน ซึ่งกองทุนหลักประกันสุขภาพเทศบาลตำบลท่าสุดให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพด้านการแพทย์ฉุกเฉินในระดับชุมชน เพราะเชื่อว่าการมีบุคลากรที่สามารถให้การช่วยเหลือเบื้องต้นก่อนถึงมือแพทย์จะช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วยและลดภาระของโรงพยาบาลในพื้นที่ได้อย่างมีนัยสำคัญ

โดยการได้รับความรู้และทักษะจากการฝึกปฏิบัติจริงช่วยให้มีความมั่นใจมากขึ้นในการให้การช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉิน โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ต้องใช้ CPR หรือ AED ซึ่งเป็นทักษะที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในกรณีที่เกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน

มีผู้ป่วยภาวะหัวใจหยุดเต้นฉับพลัน

สถิติที่เกี่ยวข้องกับการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน จากข้อมูลของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ระบุว่าในปี 2567 มีผู้ป่วยภาวะหัวใจหยุดเต้นฉับพลันนอกโรงพยาบาลในประเทศไทยมากกว่า 50,000 ราย แต่มีเพียง 10% เท่านั้นที่ได้รับการช่วยเหลือด้วยการทำ CPR หรือการใช้เครื่อง AED อย่างถูกต้องก่อนถึงโรงพยาบาล ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการเพิ่มพูนทักษะด้านการแพทย์ฉุกเฉินให้กับประชาชนในทุกระดับ

ทั้งนี้ สมาคมศิริกรณ์เชียงรายบรรเทาสาธารณภัยและเทศบาลตำบลท่าสุด ยังคงมุ่งมั่นดำเนินโครงการฝึกอบรมลักษณะนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมศักยภาพของอาสาสมัครและประชาชนในพื้นที่ให้สามารถเป็นกำลังสำคัญในการช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉิน และสร้างเครือข่ายการแพทย์ฉุกเฉินระดับชุมชนที่มีประสิทธิภาพ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สมาคมศิริกรณ์เชียงรายบรรเทาสาธารณภัย /สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) / กองทุนหลักประกันสุขภาพเทศบาลตำบลท่าสุด

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

มทบ.37 รับรองคุณภาพ รพ.ค่ายเม็งรายฯ ก้าวสู่มาตรฐานสากล

คุณภาพเยี่ยม! รพ.ค่ายเม็งรายฯ รับรองมาตรฐาน HA ปี 2568

กรุงเทพฯ, 18 มีนาคม 2568 – โรงพยาบาลค่ายเม็งรายมหาราชเข้ารับรองคุณภาพสถานพยาบาลในงานประชุม HA National Forum ครั้งที่ 25 นายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมวิชาการ HA National Forum ครั้งที่ 25 ของ สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) หรือ สรพ. พร้อมทั้งมอบประกาศนียบัตรการรับรองคุณภาพให้แก่สถานพยาบาลที่ผ่านการรับรอง 446 แห่ง และกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Building Quality and Safety Culture for the Future Sustainability” (สร้างวัฒนธรรมคุณภาพและความปลอดภัย เพื่อความยั่งยืนในอนาคต)

ในเวลา 14.00 น. พ.อ.โกสินทร์ ชัยชำนาญ และ ตัวแทนทีมนำคุณภาพของโรงพยาบาลค่ายเม็งรายมหาราช มณฑลทหารบกที่ 37 (มทบ.37) ได้เข้ารับประกาศนียบัตรรับรองคุณภาพสถานพยาบาลประจำปี 2568 จาก นายเดชอิศม์ ขาวทอง และเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมทางวิชาการระดับประเทศภายใต้ธีม “Building Quality & Safety Culture for the Future Sustainability” โดยบรรยากาศภายในงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

การเปลี่ยนแปลงของระบบสาธารณสุขและความสำคัญของมาตรฐาน HA

นายเดชอิศม์ ขาวทอง กล่าวว่า ระบบสาธารณสุขทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายที่หลากหลาย อาทิ:

  • การเพิ่มขึ้นของประชากรและภาวะสังคมสูงวัย
  • จำนวนผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่เพิ่มขึ้น
  • ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
  • ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีดิจิทัลที่ส่งผลต่อระบบบริการสุขภาพ

จากปัจจัยเหล่านี้ ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับระบบสาธารณสุขต้องร่วมมือกันเพื่อสร้างวัฒนธรรมคุณภาพและความปลอดภัย เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพ และสามารถพัฒนาระบบสุขภาพที่ยั่งยืนในอนาคตได้

การรับรองมาตรฐาน HA และความสำคัญต่อระบบสุขภาพไทย

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขกล่าวต่อว่า ขอชื่นชมและแสดงความยินดีกับสถานพยาบาลที่ได้รับมาตรฐานคุณภาพ HA ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ได้รับการรับรองจาก The International Society for Quality in Health Care External Evaluation Association (ISQuaEEA) ตลอดจนมาตรฐานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น:

  • มาตรฐานระบบสุขภาพระดับอำเภอ
  • มาตรฐานศูนย์บริการสาธารณสุข
  • มาตรฐานสถานพยาบาลปฐมภูมิ

มาตรฐานเหล่านี้ช่วยให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าจะได้รับบริการทางการแพทย์ที่ปลอดภัยและมีคุณภาพสูงสุด

สาระสำคัญของการประชุม HA National Forum ครั้งที่ 25

พญ.ปิยวรรณ ลิ้มปัญญาเลิศ ผู้อำนวยการ สรพ. กล่าวว่า การประชุมวิชาการในปีนี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 18 – 21 มีนาคม 2568 โดยมีเป้าหมายเพื่อ:

  • สร้างการเรียนรู้และแรงบันดาลใจในการพัฒนาคุณภาพสถานพยาบาล
  • เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างบุคลากรทางการแพทย์
  • ส่งเสริมวัฒนธรรมคุณภาพในสถานพยาบาลทั่วประเทศ

กิจกรรมภายในงานประกอบด้วย:

  • การนำเสนอผลงานวิชาการจากสถานพยาบาลกว่า 900 เรื่อง โดยคัดเลือก 21 ผลงานเด่น แบ่งเป็น โปสเตอร์ 18 เรื่อง และ งานวิจัย 3 เรื่อง
  • การประชุมออนไลน์ เพื่อเปิดโอกาสให้บุคลากรทางการแพทย์จากทุกพื้นที่ได้เข้าร่วมโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

จำนวนผู้เข้าร่วมประชุม และผลกระทบต่อระบบสาธารณสุขไทย

มีบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขจากหลายสาขาวิชาชีพเข้าร่วมกว่า 7,500 คน ได้แก่: แพทย์ ,ทันตแพทย์ ,พยาบาล,เภสัชกร ,นักกายภาพบำบัด, นักเทคนิคการแพทย์ ,นักรังสีการแพทย์,เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจากทั้งภาครัฐและเอกชน

รวมถึงองค์กรวิชาชีพและภาคีเครือข่ายทั่วประเทศ เพื่อร่วมกันผลักดันคุณภาพสถานพยาบาลให้สอดคล้องกับมาตรฐานระดับสากล

สถิติที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพสถานพยาบาลในประเทศไทย

ข้อมูลจาก สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (สรพ.) ปี 2567 ระบุว่า:

  • มีโรงพยาบาลที่ผ่านการรับรองคุณภาพมาตรฐาน HA จำนวน 1,243 แห่งทั่วประเทศ
  • มีสถานพยาบาลปฐมภูมิและศูนย์บริการสาธารณสุขที่ผ่านการรับรองกว่า 3,000 แห่ง
  • ร้อยละ 85 ของโรงพยาบาลที่ผ่านการรับรองมีอัตราการลดอุบัติการณ์ของความคลาดเคลื่อนทางการแพทย์ (Medical Errors) ลงอย่างมีนัยสำคัญ

สรุป

โรงพยาบาลค่ายเม็งรายมหาราช (มทบ.37) ได้รับการรับรองคุณภาพสถานพยาบาลประจำปี 2568 ในงานประชุม HA National Forum ครั้งที่ 25 ซึ่งเป็นเวทีสำคัญที่ส่งเสริมมาตรฐานด้านคุณภาพและความปลอดภัยของระบบบริการสุขภาพไทย การประชุมครั้งนี้ยังเป็นโอกาสให้สถานพยาบาลทั่วประเทศแลกเปลี่ยนความรู้และแนวปฏิบัติที่ดีเพื่อพัฒนาโรงพยาบาลให้มีมาตรฐานสูงขึ้น นำไปสู่การสร้างระบบสุขภาพที่ยั่งยืนในอนาคต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (สรพ.), 2567 ,ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

มอบแสงสว่าง โครงการแว่นตา ช่วย 400 ผู้สูงวัยเชียงราย

 กระทรวง พม. ร่วมมือกับมูลนิธิสงเคราะห์เด็กของสภากาชาดไทย และห้างแว่นท็อปเจริญ มอบแว่นสายตาให้ผู้สูงวัยด้อยโอกาส

กรุงเทพฯ, 19 มีนาคม 2568 – หอประชุมภูชี้ฟ้า โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 62 จังหวัดเชียงราย นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เป็นประธานในพิธีเปิด โครงการแว่นตาผู้สูงวัยในสมเด็จพระเทพรัตนฯ เพื่อให้บริการตรวจวัดสายตาและประกอบแว่นให้แก่ผู้สูงวัยที่อยู่ในสภาวะยากลำบากและมีปัญหาด้านสายตา

โดยมีผู้เข้าร่วมงานสำคัญ ได้แก่

  • นายอนุกูล ปีดแก้ว ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
  • รศ.พญ.นวลจันทร์ ปราบพาล กรรมการอำนวยการและเลขาธิการมูลนิธิสงเคราะห์เด็กของสภากาชาดไทย
  • นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ
  • นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย
  • นายนพศักดิ์ ตรีพรชัยศักดิ์ ประธานกรรมการเจ้าหน้าที่บริหาร ห้างแว่นท็อปเจริญ
  • นางสินีนาฏ ทองสุข นายกเหล่ากาชาดจังหวัดเชียงราย

พร้อมด้วย คณะผู้บริหารกระทรวง พม. หัวหน้าส่วนราชการ และประชาชนในพื้นที่ ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีเปิดโครงการนี้

เป้าหมายของโครงการ และการดำเนินการ

นายวราวุธ ศิลปอาชา กล่าวว่า โครงการแว่นตาผู้สูงวัยในสมเด็จพระเทพรัตนฯ เป็นความร่วมมือระหว่าง กระทรวง พม., มูลนิธิสงเคราะห์เด็กของสภากาชาดไทย และห้างแว่นท็อปเจริญ เพื่อให้บริการตรวจวัดสายตาและประกอบแว่นสำหรับผู้สูงวัยที่มีอายุ ตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป ที่มีปัญหาด้านสายตา โดยในครั้งนี้มีจำนวน 400 คน ที่ได้รับการคัดเลือกจาก ศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูง จังหวัดเชียงราย เพื่อเข้ารับบริการตรวจวัดสายตาประกอบแว่นจาก ทีมผู้เชี่ยวชาญและเครื่องมือที่ทันสมัยของห้างแว่นท็อปเจริญ

โครงการนี้ ได้รับพระราชทานพระราชานุญาตให้ใช้ชื่อโครงการแว่นตาผู้สูงวัยในสมเด็จพระเทพรัตนฯ และเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ วันที่ 1 มกราคม 2552 โดยมีการต่อระยะเวลาดำเนินโครงการทุก 5 ปี เพื่อเป็นพระราชกุศล ปัจจุบันอยู่ในระยะที่ 5 ของโครงการ (1 มกราคม 2568 – 31 ธันวาคม 2572)

ประโยชน์ของโครงการและผลกระทบเชิงบวก

โครงการนี้มุ่งเน้นให้ผู้สูงวัยที่อยู่ในภาวะยากลำบาก สามารถมองเห็นได้ชัดเจนขึ้น ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในด้านต่าง ๆ ได้แก่:

  • สุขภาพและความเป็นอยู่ – สามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้สะดวกขึ้น ลดอุบัติเหตุจากการมองเห็นไม่ชัดเจน
  • เศรษฐกิจและอาชีพ – ผู้สูงวัยสามารถกลับมาทำงานได้บางส่วนหรือช่วยเหลือครอบครัวได้มากขึ้น
  • สังคมและจิตใจ – ทำให้ผู้สูงวัยมีความมั่นใจในตนเอง ลดภาวะซึมเศร้าและความโดดเดี่ยว

โครงการนี้สะท้อนถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ที่ทรงห่วงใยสุขภาพสายตาของประชาชนไทย โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงวัยที่ขาดโอกาส” นายวราวุธ กล่าว

ความคิดเห็นจากฝ่ายต่าง ๆ

ในมุมของภาครัฐ กระทรวง พม. และภาคีเครือข่ายต่างเห็นพ้องว่าโครงการนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของ ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรการกุศล ที่สามารถช่วยเหลือประชาชนในระดับชุมชนได้อย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายที่ตั้งข้อสังเกตบางส่วน มองว่าโครงการนี้ยังครอบคลุมไม่ทั่วถึงในระดับประเทศ และอาจต้องมีการขยายโครงการให้ครอบคลุมพื้นที่ห่างไกลมากขึ้น พร้อมทั้ง เพิ่มจำนวนผู้ได้รับสิทธิ์ให้มากขึ้นในอนาคต

สถิติที่เกี่ยวข้องกับปัญหาสายตาในผู้สูงวัย

ข้อมูลจาก กระทรวงสาธารณสุข ปี 2567 ระบุว่า:

  • ประชากรสูงวัยในประเทศไทย (60 ปีขึ้นไป) มีจำนวนกว่า 13 ล้านคน หรือประมาณ 20% ของประชากรทั้งประเทศ
  • ประมาณ 45% ของผู้สูงวัยมีปัญหาด้านสายตา โดยเฉพาะภาวะสายตายาวตามวัย
  • ผู้สูงวัยในพื้นที่ชนบทมีโอกาสเข้าถึงบริการตรวจวัดสายตาเพียง 30% เท่านั้น เนื่องจากข้อจำกัดด้านรายได้และการเดินทาง

สรุป

โครงการแว่นตาผู้สูงวัยในสมเด็จพระเทพรัตนฯ เป็นโครงการที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในประเทศไทย โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่ในสภาวะยากลำบาก การให้บริการตรวจวัดสายตาและแจกแว่นฟรี ช่วยให้ผู้สูงวัยสามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้ดีขึ้นและไม่เป็นภาระของครอบครัว อย่างไรก็ตาม การขยายโครงการให้ครอบคลุมทั่วประเทศเป็นประเด็นที่ควรพิจารณาต่อไป

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย / กระทรวงสาธารณสุข

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ผู้ว่าฯ เชียงรายลงพื้นที่ ช่วยผู้ประสบภัยพายุแม่ลาว

เชียงรายวิกฤต พายุถล่มหนัก รพ.เสียหาย ผู้ว่าฯ เร่งช่วยเหลือ


เชียงราย, 19 มีนาคม 2568 – พายุฤดูร้อนพัดถล่มหลายอำเภอในเชียงราย ส่งผลให้บ้านเรือนและสถานที่ราชการเสียหายหนัก นายรุ่งโรจน์ ตันวุฒิ นายอำเภอแม่ลาว ได้นำเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จิตอาสา และประชาชนในพื้นที่ เร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัย จากเหตุพายุฤดูร้อนที่พัดถล่ม อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย โดยมุ่งเน้น การรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่เสียหายและซ่อมแซมบ้านเรือนประชาชน รวมถึงสถานที่ราชการ เช่น โรงเรียนอนุบาลป่าก่อดำ ตำบลป่าก่อดำ ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนัก อาคารอเนกประสงค์และอาคารเรียนได้รับความเสียหายหลายจุด

พายุที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงเย็นของวันที่ 18 มีนาคม 2568 เวลาประมาณ 18.20 น. ทำให้เกิดฝนตกหนักและพายุลูกเห็บพัดถล่มในพื้นที่อย่างรุนแรง หลายครอบครัวกำลังเร่งซ่อมแซมหลังคาบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายจากแรงลมที่พัดกระหน่ำ

ผู้ว่าฯ เชียงราย ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจผู้ประสบภัย

นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วย นางสินีนาฏ ทองสุข นายกเหล่ากาชาดจังหวัดเชียงราย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจเยี่ยม โรงพยาบาลแม่ลาว ซึ่งได้รับความเสียหายหนักจากพายุ อาคารผู้ป่วยในไม่สามารถรองรับผู้ป่วยเพิ่มเติมได้ โครงสร้างหลังคาของห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ (ห้องแล็บ) เสียหายจนไม่สามารถให้บริการได้ และมีน้ำรั่วซึมในหลายจุด

มาตรการเร่งด่วนของโรงพยาบาลแม่ลาว

เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย โรงพยาบาลแม่ลาวได้ออกประกาศให้ผู้ป่วยที่มีอาการดีขึ้นสามารถกลับบ้านได้ก่อนกำหนด พร้อมทั้ง ประสานโรงพยาบาลเครือข่าย เพื่อรองรับผู้ป่วย ดังนี้:

  • โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ รับผู้ป่วยที่มีภาวะฉุกเฉิน
  • โรงพยาบาลสมเด็จพระญาณสังวร รับผู้ป่วยที่ต้องนอนพักรักษาตัวและมีอาการคงที่
  • โรงพยาบาลพาน ให้บริการตรวจเลือดเร่งด่วน

ทางโรงพยาบาลยังได้เคลื่อนย้าย อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่มีมูลค่าสูง ออกจากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำฝนและไฟฟ้าลัดวงจร พร้อม ประสานเทศบาลตำบลป่าก่อดำ ในการจัดการกับสิ่งกีดขวางที่ส่งผลกระทบต่อการเดินทางเข้าออกโรงพยาบาล ทั้งนี้ ได้มีการ ตั้งศูนย์รายงานการบาดเจ็บ ณ ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลแม่ลาว เพื่อรับแจ้งเหตุและดูแลผู้ได้รับบาดเจ็บจากพายุฤดูร้อน

แผนฟื้นฟูและการช่วยเหลือจากภาครัฐ

นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า อำเภอแม่ลาวได้รับผลกระทบหนักที่สุด และทางจังหวัดพร้อมให้การช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ โดยได้สั่งการให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เร่งสำรวจความเสียหายและดำเนินการแจกจ่ายวัสดุก่อสร้าง เช่น กระเบื้องและอุปกรณ์ซ่อมแซมบ้านเรือน ให้แก่ผู้ประสบภัย

ในส่วนของ โรงพยาบาลแม่ลาว จะเสนอของบประมาณจาก เขตตรวจสุขภาพ เพื่อเร่งซ่อมแซม ขณะที่ สถานศึกษา จะเสนอของบประมาณจาก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และ วัดที่ได้รับผลกระทบ จะได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ จังหวัดเชียงรายได้เปิดให้ประชาชน ลงทะเบียนผู้ประสบภัยผ่านแอปพลิเคชัน “พ้นภัย” เพื่อขอรับความช่วยเหลือเพิ่มเติมจาก สภากาชาดไทย

รายงานความเสียหายจากสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย

สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย (ปภ.) รายงานว่าพายุครั้งนี้เกิดขึ้นในพื้นที่ อำเภอแม่ลาว เป็นหลัก ครอบคลุม 4 ตำบล ได้แก่ ตำบลจอมหมอกแก้ว, ตำบลป่าก่อดำ, ตำบลบัวสลี และตำบลดงมะดะ โดยส่งผลกระทบต่อ:

  • โรงพยาบาลแม่ลาว เสียหายหนักในหลายจุด
  • โรงเรียนอนุบาลจอมหมอกแก้ว หลังคาหอประชุมพังเสียหาย
  • ศาลาการเปรียญวัดดอนจั่น และห้องน้ำวัด ได้รับความเสียหาย
  • ป้ายปั๊ม ปตท. ถูกแรงลมพัดจนได้รับความเสียหาย

มี ผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 ราย จากการถูกป้ายเวทีล้มทับบริเวณหัวไหล่

พายุยังส่งผลกระทบในพื้นที่ อำเภอพาน, อำเภอป่าแดด, อำเภอเวียงเชียงรุ้ง, อำเภอเมืองเชียงราย และเทศบาลนครเชียงราย โดยมีบ้านเรือนเสียหาย รวมอย่างน้อย 15 หมู่บ้านใน 8 ตำบล และมีหน่วยงานราชการเสียหาย 2 แห่ง รวมถึงวัดอีก 1 แห่ง ขณะนี้อยู่ระหว่างการสำรวจเพิ่มเติม

สถิติที่เกี่ยวข้องกับพายุฤดูร้อนในภาคเหนือ

  • พายุฤดูร้อนในภาคเหนือมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 15% ต่อปี เนื่องจากสภาพอากาศแปรปรวน
  • เชียงรายเป็นหนึ่งในจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากพายุฤดูร้อนบ่อยที่สุดในภาคเหนือ โดยเฉลี่ย 5-7 ครั้งต่อปี
  • ในปี 2567 พายุฤดูร้อนสร้างความเสียหายคิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 500 ล้านบาททั่วประเทศ

สรุป

พายุฤดูร้อนที่พัดถล่มจังหวัดเชียงรายส่งผลให้หลายพื้นที่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก โดยเฉพาะ อำเภอแม่ลาว ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ทางจังหวัดเชียงรายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งเข้าช่วยเหลือประชาชนและดำเนินมาตรการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้โดยเร็ว

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย / กรมอุตุนิยมวิทยา ปี 2567

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ม.แม่ฟ้าหลวงปลื้มปีติ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานปริญญา

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ในการพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษามหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ประจำปีการศึกษา 2566 รุ่นที่ 22 พร้อมทรงประกอบพิธีเททองหล่อพระรูป

 
เชียงราย, 18 มีนาคม 2568 – พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ในการพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษามหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ประจำปีการศึกษา 2566 รุ่นที่ 22 โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มัชฌิมา นราดิศร อธิการบดี ทูลเกล้าฯ ถวายสูจิบัตร ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.วันชัย ศิริชนะ นายกสภามหาวิทยาลัย (อธิการบดีผู้ก่อตั้ง) กราบบังคมทูลสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ
 
สำหรับปีนี้ มีผู้สำเร็จการศึกษาเข้ารับพระราชทานปริญญาดุษฎีบัณฑิต มหาบัณฑิต และบัณฑิต เป็นจำนวนกว่า 2,600 คน จากสำนักวิชา แพทยศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ นวัตกรรมสังคม จีนวิทยา การแพทย์บูรณาการ ศิลปศาสตร์ วิทยาศาสตร์ การจัดการ เทคโนโลยีดิจิทัลประยุกต์ อุตสาหกรรมเกษตร นิติศาสตร์ วิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง วิทยาศาสตร์สุขภาพ พยาบาลศาสตร์ และเวชศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ เป็นบัณฑิตชาวต่างชาติ จำนวน 73 คน จากชาวต่างชาติที่สำเร็จการศึกษาในปีนี้ทั้งหมด 116 คน จากหลายประเทศ เช่น จีน, เมียนมา, ศรีลังกา, ภูฏาน, เกาหลี, กัมพูชา, ออสเตรเลีย, แอฟริกาใต้, ญี่ปุ่น, อเมริกา, อินโดนีเซีย, โซมาเลีย เป็นต้น
 
มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเปิดสอน 67 หลักสูตร ใน 15 สำนักวิชา ทั้งระดับอนุปริญญา ปริญญาตรี โท และ เอก จัดการเรียนการสอนโดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อกลาง และมีภาษาที่สองเป็นภาษาจีน ตลอดมานั้น ทำให้บัณฑิตที่จบจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงมีทักษะและความสามารถ ที่จะร่วมพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้า การรับรู้ในวัฒนธรรมที่หลากหลาย เป็นพลเมืองโลกได้อย่างสมบูรณ์ โดยปัจจุบันมีผู้สำเร็จการศึกษากว่า 40,000 คน กระจายการทำงานอยู่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
โอกาสนี้ พระราชทานพระราโชวาทความว่า…พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ข้าพเจ้ามาปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงประจำปีการศึกมา 2566 ในวันนี้. ขอแสดงความชื่นชมต่อผู้ทรงคุณวุฒิและบัณฑิตทุกคนที่ได้รับเกียรติและความสำเร็จ.
 
บัณฑิตทั้งหลายต่างก็สำเร็จการศึกษา สมกับที่ได้ตั้งใจพากเพียรมาโดยตลอดเเล้ว ต่อไปก็ถึงวาระที่จะต้องออกไปทำงาน และดำเนินชีวิตในสังคมร่วมกับผู้อื่น. การที่จะดำเนินชีวิตและประกอบกิจการงาน ให้สำเร็จผลที่ดีที่เจริญได้นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยความคิดที่ดีที่ถูกต้องเป็นพื้นฐาน. ในเรื่องนี้ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร ได้พระราชทานพระบรมราโชวาทไว้ ความว่า “ความคิดนั้นสำคัญมากถือได้ว่าเป็นแม่บทใหญ่ของคำพูดและการกระทำทั้งปวง. กล่าวคือ ถ้าคนเราคิดดี คิดถูกต้องทั้งตามหลักวิชาและคุณธรรม คำพูดและการกระทำก็เป็นไปในทางที่ดีที่เจริญ. แต่ถ้าคิดไม่ดีไม่ถูกต้อง คำพูดและการกระทำก็อาจก่อก่อให้เกิดความเสื่อมเสียหาย ทั้งแก่ตัวเองและส่วนรวมได้. ด้วยเหตุนี้ ก่อนที่บุคคลจะพูดจะทำสิ่งใด จำเป็นต้องหยุดคิดเสียก่อนว่า กิจที่จะทำ คำที่จะพูดนั้นผิดหรือถูก เป็นคุณประโยชน์หรือเป็นโทษเสียหาย เป็นสิ่งที่ควรพูด ควรกระทำ หรือควรงดเว้น. เมื่อคิดพิจารณาได้ดังนี้ ก็จะสามารถยับยั้งคำพูดที่ไม่สมควร หยุดยั้งการกระทำที่ไม่ถูกต้อง พูดและทำแต่สิ่งที่จะสัมฤทธิ์ผลเป็นคุณ เป็นประโยชน์ และเป็นความเจริญ.” จึงขอให้บัณฑิตทุกคน น้อมนำพระบรมราโชวาทที่ได้เชิญมานี้ ไปเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตและประกอบกิจการงานสืบไป.
 
ในพระปรมาภิไทยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขออวยพรให้บัณฑิตทุกคนและผู้ที่มาร่วมในพิธีนี้ทุกท่าน ประสบความสุขสวัสดี และมีความเจริญรุ่งเรืองโดยทั่วกัน.
 
จากนั้น สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีเททองหล่อพระรูปสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ประทับคู่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ณ มณฑลพิธีลานพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระมหิตลาธิเบศรฯ และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี อีกทั้งเพื่อเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของบุคลากรทางการแพทย์และผู้มารับบริการที่ศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ซึ่งจะประดิษฐาน ณ บริเวณด้านหน้าอาคารโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
SOCIETY & POLITICS

ผู้ใหญ่สูบ เด็กป่วย! อันตรายควันมือ 2-3 บุหรี่ไฟฟ้า

บุหรี่ไฟฟ้าภัยร้าย! เด็กปอดพัง IQ ลด

กรุงเทพฯ, 18 มีนาคม 2568 – วงเสวนาเตือนภัยควันบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า ส่งผลร้ายแรงต่อเด็ก

พญ.พิมพ์ชนก จันทร์สวัสดิ์ กุมารแพทย์โรคระบบทางเดินหายใจ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ศูนย์รังสิต) กล่าวในวงเสวนา ร่วมป้องกันเด็กเล็กจากควันบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า” ซึ่งจัดโดย มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ (มสบ.) และได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่โรงแรมเบสท์ เวสเทิร์น จตุจักร กรุงเทพฯ โดยเน้นถึงอันตรายของ ควันบุหรี่มือสองและมือสาม ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเด็กเล็กและทารกในครรภ์

บุหรี่ไฟฟ้า อันตรายกว่าที่คิด

พญ.พิมพ์ชนก อธิบายว่า บุหรี่มวนและบุหรี่ไฟฟ้าล้วนมีสารนิโคติน ซึ่งทำให้เกิดการเสพติด โดยนิโคตินในบุหรี่ไฟฟ้ามักเป็น นิโคตินสังเคราะห์ ที่สามารถเข้าสู่ปอดและกระแสเลือดได้มากกว่าบุหรี่มวน นอกจากนี้ บุหรี่ไฟฟ้ายังมีสารโลหะหนัก เช่น เหล็ก นิกเกิล และแคดเมียม ที่เกิดจากขดลวดภายในอุปกรณ์ ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งและส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจโดยตรง

การสูบบุหรี่ไฟฟ้าเหมือนกับการสูดโลหะหนักเข้าไปเต็ม ๆ ไม่ต่างจากการเดินผ่านร้านอ็อกเหล็กแล้วหายใจเอาสารพิษเข้าไปในปอด” พญ.พิมพ์ชนกกล่าว

บุหรี่ไฟฟ้าซอมบี้ และอันตรายจากสารเสพติดแฝง

อีกหนึ่งประเด็นที่น่ากังวลคือ น้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าในปัจจุบันสามารถผสมสารเสพติด เช่น เอโทมีเดท (Etomidate) และเคตามีน ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์ที่ใช้ในทางการแพทย์ ทำให้เกิดอาการมึนเมาหรือถึงขั้นหมดสติ ทั้งนี้ บุหรี่ไฟฟ้าหลายรูปแบบยังถูกออกแบบให้มีลักษณะคล้ายของเล่น (Toypod) เพื่อจูงใจให้เด็กและเยาวชนทดลองใช้

ผลกระทบของควันบุหรี่ต่อเด็กและทารก

เด็กมี อัตราการหายใจเร็วกว่าผู้ใหญ่ ทำให้รับสารพิษเข้าสู่ร่างกายมากกว่า นอกจากนี้ ปอดของเด็กมีขนาดเล็กกว่าผู้ใหญ่ถึง 100 เท่า ทำให้ได้รับผลกระทบจากควันบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้ามากกว่าผู้ใหญ่หลายเท่า กรณีของเด็ก 12 ปี ในจังหวัดบุรีรัมย์ ที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพียงไม่กี่เดือนจนปอดพังและต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วนเป็นตัวอย่างของอันตรายที่เกิดขึ้นจริง

หากเด็กจำนวนมากต้องเผชิญกับภาวะปอดล้มเหลว แต่ยังไม่มีการรักษาที่เหมาะสม เช่น การปลูกถ่ายปอด ประเทศอาจเผชิญปัญหาสุขภาพในระดับวิกฤติ” พญ.พิมพ์ชนกกล่าว

ควันบุหรี่มือสองและมือสาม ภัยเงียบที่เลี่ยงไม่ได้

ควันบุหรี่มือสอง คือควันที่ผู้ไม่สูบต้องสูดดมจากผู้ที่สูบบุหรี่หรือบุหรี่ไฟฟ้าโดยตรง ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างร้ายแรง เช่นเดียวกับ ควันบุหรี่มือสาม ซึ่งหมายถึงสารพิษที่ตกค้างตามเสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ และในอากาศภายในบ้านหรือรถยนต์

กรณีตัวอย่าง คุณตาผู้สูบบุหรี่ ซึ่งพาหลานเข้ารักษาในห้อง ICU เนื่องจากอาการหอบหืดกำเริบอย่างรุนแรง เมื่อแพทย์ขอให้เลิกบุหรี่ ผู้ตาตอบว่า ‘เดี๋ยวก็แก่ตายแล้ว’ แต่เมื่อแพทย์อธิบายว่า หลานอาจเสียชีวิตก่อนเพราะผลกระทบจากควันบุหรี่ สุดท้ายจึงยอมเลิกสูบ และสุขภาพของเด็กดีขึ้น

เราไม่มีทางสูบบุหรี่โดยไม่ทำร้ายผู้อื่นได้ เพราะสารพิษจากบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า ไม่ได้หายไปไหน แต่ยังคงตกค้างและกระจายอยู่ในอากาศที่ทุกคนต้องสูดดม” พญ.พิมพ์ชนกกล่าวทิ้งท้าย

สถิติที่เกี่ยวข้องกับควันบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าในเด็ก

ข้อมูลจาก กระทรวงสาธารณสุข ปี 2567 ระบุว่า:

  • เด็กไทยกว่า 30% อาศัยอยู่ในครัวเรือนที่มีผู้สูบบุหรี่หรือบุหรี่ไฟฟ้า
  • จำนวนเด็กที่เข้ารับการรักษาด้วยโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจจากควันบุหรี่เพิ่มขึ้น 15% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
  • องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ควันบุหรี่มือสองเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตกว่า 65,000 รายต่อปีในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีทั่วโลก

สรุป

การสูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าไม่เพียงเป็นอันตรายต่อตัวผู้สูบเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะควันบุหรี่มือสองและมือสามที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ การตระหนักถึงผลกระทบเหล่านี้และการออกมาตรการป้องกันที่เข้มงวด จะช่วยลดความเสี่ยงและสร้างสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยขึ้นสำหรับเด็กไทยในอนาคต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงสาธารณสุข, 2567 / คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ศูนย์รังสิต)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE