Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

มฟล.สร้างเครือข่าย ชวนชุมชนเฝ้าระวังน้ำ-เกษตรอินทรีย์ ในเชียงราย

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงผนึกเทศบาลนครเชียงราย จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ สร้างเครือข่ายชุมชนเฝ้าระวังคุณภาพน้ำ รับมือมลพิษแม่น้ำกก สู่การดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

เชียงราย, 14 มิถุนายน 2568 – ท่ามกลางวิกฤตปัญหามลพิษและโลหะหนักในแม่น้ำกก ที่ยังเป็นปมร้อนต่อเนื่องในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ภาคีภาครัฐและสถาบันการศึกษาชั้นนำในท้องถิ่นเดินหน้ารุกหนักสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน นำโดยศูนย์นวัตกรรมสมุนไพรครบวงจร มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ที่ร่วมกับเทศบาลนครเชียงราย จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ “การเฝ้าระวังคุณภาพน้ำชุมชน (กรณีศึกษามลพิษแม่น้ำกก)” ณ ศูนย์การเรียนรู้เชียงรายเมืองอาหารปลอดภัย เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2568

สร้างองค์ความรู้-เสริมทักษะคนท้องถิ่น สู้ภัยมลพิษน้ำ

การอบรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ “เกษตรปลอดภัยด้วยวิทยาศาสตร์พลเมือง” ที่เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนและภาคประชาสังคม มุ่งสร้างเครือข่ายประชาชนที่มีทักษะในการติดตาม ตรวจสอบ และจัดการปัญหามลพิษทางน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะประเด็นการปนเปื้อนของโลหะหนักที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตของประชาชนในเขตลุ่มน้ำกก

พิธีเปิดได้รับเกียรติจาก พ.จ.อ.อัษฎางค์ วิเศษวงศ์ษา ปลัดเทศบาลนครเชียงราย ปฏิบัติหน้าที่นายกเทศมนตรีนครเชียงราย พร้อมด้วย รศ.ดร.ระวิวรรณ์ เจริญทรัพย์ หัวหน้าศูนย์นวัตกรรมสมุนไพรครบวงจร มฟล. ที่กล่าวต้อนรับและเน้นย้ำถึงวัตถุประสงค์ของกิจกรรม วางกรอบการอบรมให้เน้นทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ

ลงลึก 5 หัวใจสำคัญ ฝึกทักษะเฝ้าระวัง-จัดการน้ำเสีย

เนื้อหาหลักสูตรแบ่งเป็น 5 ช่วงสำคัญ ได้แก่

  1. ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับสารพิษในน้ำ ให้ชุมชนเข้าใจถึงภัยเงียบที่แฝงมากับสายน้ำ
  2. ฝึกปฏิบัติเครื่องมือเฝ้าระวัง ชี้แนะการใช้ test kit และอุปกรณ์เบื้องต้นสำหรับตรวจสอบคุณภาพน้ำในท้องถิ่น
  3. การประดิษฐ์เครื่องกรองน้ำอย่างง่าย ถ่ายทอดเทคโนโลยีภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่การกรองสารพิษเบื้องต้น
  4. การเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่ปนเปื้อน สอนแนวทางปรับวิธีการผลิต ลดความเสี่ยงในการปนเปื้อนเข้าสู่ห่วงโซ่อาหาร
  5. การสร้างเครือข่ายชุมชนเฝ้าระวังที่ยั่งยืน เสริมพลังให้ชุมชนร่วมกันติดตาม แจ้งเตือน และส่งต่อข้อมูลสู่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศแลกเปลี่ยนความรู้เชิงลึก

งานอบรมครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนองค์ความรู้จากคณาจารย์และนักวิจัยชั้นนำจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงและสถาบันพันธมิตร อาทิ

  • ผศ.ดร.อภิสม อินทรลาวัณย์ สำนักวิชาการจัดการ บรรยายภาพรวมสถานการณ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  • รศ.ดร.โกวิทย์ นามบุญมี สำนักวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ อธิบายผลกระทบของโลหะหนักต่อสุขภาพ
  • ผศ.ดร.ไกรลักษณ์ ฟักแก้ว สำนักวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ ให้แนวทางลดการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม
  • ผศ.ดร.ธรากร มณีรัตน์ สำนักวิชาวิทยาศาสตร์ วิเคราะห์แนวทางปรับปรุงคุณภาพดินและน้ำสำหรับการปลูกพืชสมุนไพร
  • ดร.ประเดิม วณิชชนานันท์ จากทีมวิจัย BIOTEC/สวทช. เสนอแนวคิดเสริมศักยภาพของพืชสมุนไพรทนพิษ เช่น ฟ้าทะลายโจร

ตลอดทั้งวัน นอกจากการบรรยายแล้วยังมีการฝึกปฏิบัติจริง การทดลองใช้อุปกรณ์ รวมถึงการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ตรงจากเกษตรกรและเครือข่ายชุมชนในพื้นที่ ถือเป็นเวทีแห่งการเรียนรู้ร่วมที่ชูบทบาทของชุมชนเป็นศูนย์กลาง

ก้าวสำคัญสู่การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมเชิงรุก

ผลจากกิจกรรมอบรมครั้งนี้ไม่เพียงแต่เพิ่มทักษะการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำ แต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการสร้างเครือข่าย “นักวิทยาศาสตร์พลเมือง” ที่จะมีส่วนร่วมตรวจสอบ ติดตาม แจ้งเตือน และผลักดันให้ภาครัฐเข้ามาแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุดในอนาคต

การทำงานร่วมระหว่างมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงกับเทศบาลนครเชียงราย และภาคีเครือข่ายท้องถิ่น เป็นตัวอย่างการสร้างพลังสังคมเพื่อแก้ไขวิกฤตน้ำและสุขภาวะชุมชนอย่างยั่งยืน ทั้งยังตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพน้ำและสุขภาพประชาชนในระยะยาว

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ศูนย์นวัตกรรมสมุนไพรครบวงจร มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
  • เทศบาลนครเชียงราย
  • สำนักวิชาการจัดการ/สำนักวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายเฝ้าระวังเข้ม ประมง-PCD ลุยตรวจสารหนูในแม่น้ำ ชี้อันตรายต่อสุขภาพ

ประมงเชียงรายจับปลาตรวจโลหะหนักในแม่น้ำกก-สาย ชลประทานสนับสนุนปรับระดับน้ำ – กรมควบคุมมลพิษเผยพบสารหนูเกินมาตรฐานต่อเนื่อง แนะประชาชนเลี่ยงใช้น้ำโดยตรงในพื้นที่เสี่ยง

เชียงราย, 14 มิถุนายน 2568 –สถานการณ์คุณภาพน้ำในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน โดยเฉพาะจังหวัดเชียงราย ยังคงได้รับการจับตามองอย่างเข้มข้น หลังพบการปนเปื้อนของสารโลหะหนักในแม่น้ำสายหลักอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจอย่างเร่งด่วน เพื่อคลี่คลายปัญหาและสร้างความมั่นใจแก่ประชาชนในพื้นที่

จับปลาตรวจสอบสารปนเปื้อนและโรคในแม่น้ำสายหลัก

เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2568 นายณัฐรัฐ พรเดชอนันต์ ประมงจังหวัดเชียงราย เปิดเผยว่า ขณะนี้นักวิจัยจากกรมประมง ร่วมกับศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดพะเยา และศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดเชียงราย ได้ลงพื้นที่จับปลาจากแม่น้ำกกและแม่น้ำสายอย่างต่อเนื่อง เพื่อเก็บตัวอย่างปลานำไปตรวจสอบทั้งด้านโรคและสารโลหะหนัก โดยดำเนินการคัดแยก ชั่ง-วัด และจำแนกชนิดปลาอย่างเป็นระบบ ก่อนจะส่งมอบตัวอย่างให้กองวิจัยและพัฒนาสุขภาพสัตว์น้ำ และกองตรวจสอบคุณภาพสัตว์น้ำ ดำเนินการวิเคราะห์ต่อไป

ภารกิจสำคัญนี้มีเป้าหมายเพื่อพิสูจน์คุณภาพสัตว์น้ำในระบบนิเวศลุ่มน้ำกก-สาย ซึ่งเป็นทั้งแหล่งอาหารและแหล่งรายได้ของประชาชนในพื้นที่ ว่ามีสารปนเปื้อนเกินเกณฑ์อันตรายหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบโรคต่าง ๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยด้านสุขภาพของผู้บริโภค และความสมบูรณ์ของระบบนิเวศโดยรวม

ชลประทานเชียงรายหนุนภารกิจด้วยการปรับระดับน้ำชั่วคราว

ขณะที่โครงการชลประทานเชียงราย ได้ร่วมสนับสนุนการดำเนินงานดังกล่าว ด้วยการปรับลดระดับเก็บกักน้ำหน้าเขื่อนเชียงรายลงราว 50 เซนติเมตร ในช่วงเช้าของวันที่ 14 มิถุนายน เพื่ออำนวยความสะดวกและเพิ่มความปลอดภัยแก่ทีมปฏิบัติงานที่ต้องจับปลาบริเวณท้ายเขื่อน หลังจากเสร็จสิ้นการเก็บตัวอย่างปลาตามแผนแล้ว ทางชลประทานจะปรับระดับน้ำกลับสู่สภาวะปกติทันที โดยยืนยันว่า การปรับระดับน้ำครั้งนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการส่งน้ำเพื่อการเกษตรหรือกระบวนการผลิตน้ำประปาในพื้นที่แต่อย่างใด

ผลตรวจสารโลหะหนักในน้ำยังเกินมาตรฐานต่อเนื่อง

ด้านกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ได้เผยแพร่รายงานผลการตรวจสอบคุณภาพน้ำในพื้นที่ภาคเหนือ ครั้งที่ 4 ระหว่างวันที่ 26-30 พฤษภาคม 2568 โดยเน้นแม่น้ำสายหลัก ได้แก่ แม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำโขง ตลอดจนแม่น้ำสาขาต่าง ๆ โดยผลตรวจพบว่า

  • แม่น้ำกก ตรวจวัด 15 จุด พบสารหนูเกินค่ามาตรฐานทั้ง 15 จุด ค่าสูงสุด 0.023 มิลลิกรัมต่อลิตร (มาตรฐานไม่เกิน 0.010 มก./ล.)
  • แม่น้ำสาย ตรวจวัด 3 จุด พบเกินค่ามาตรฐานทุกจุด ค่าสูงสุด 0.038 มิลลิกรัมต่อลิตร
  • แม่น้ำโขง ตรวจวัด 2 จุด พบเกินค่ามาตรฐานทั้ง 2 จุด ค่าสูงสุด 0.018 มิลลิกรัมต่อลิตร
  • แม่น้ำสาขา (ฝาง, กรณ์, ลาว, สรวย) คุณภาพน้ำยังเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน

ทั้งนี้ แผนติดตามคุณภาพน้ำปี 2568 ได้มีการเก็บตัวอย่างน้ำเดือนละ 2 ครั้ง (มีนาคม-กันยายน 2568) และเก็บตัวอย่างตะกอนเดือนละ 1 ครั้ง (พฤษภาคม-กันยายน 2568) การเก็บตัวอย่างครั้งที่ 5 ดำเนินการระหว่างวันที่ 9-13 มิถุนายน 2568 ขณะนี้อยู่ระหว่างรอผลวิเคราะห์จากห้องปฏิบัติการ

สถานการณ์ล่าสุดยังพบว่าค่าความขุ่นและสารหนูในแม่น้ำหลายพื้นที่สูงกว่ามาตรฐาน ส่งผลกระทบทั้งต่อสัตว์น้ำ ระบบนิเวศ และอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ หากประชาชนใช้น้ำจากแม่น้ำโดยตรง

ข้อแนะนำประชาชนในพื้นที่เสี่ยง

เพื่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่เสี่ยง กรมควบคุมมลพิษแนะนำให้

  • หลีกเลี่ยงการใช้น้ำจากแม่น้ำโดยตรง ทั้งการอุปโภคและบริโภค
  • หากจำเป็นต้องใช้น้ำ ควรผ่านกระบวนการบำบัดและตรวจสอบคุณภาพก่อนทุกครั้ง
  • งดเว้นกิจกรรมทางน้ำ เช่น การลงเล่นน้ำ หรือจับสัตว์น้ำโดยตรงในจุดที่เสี่ยงสูง

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการตรวจสอบคุณภาพน้ำและผลตรวจของปลาต่อเนื่อง พร้อมทั้งรายงานความคืบหน้าและแจ้งเตือนประชาชนเพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงอย่างเต็มที่

บทวิเคราะห์และแนวโน้มสถานการณ์

การตรวจสอบและติดตามคุณภาพน้ำในลุ่มน้ำกก-สายอย่างใกล้ชิด สะท้อนถึงการบูรณาการทำงานระหว่างหน่วยงานระดับจังหวัดและส่วนกลาง ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ประมงและงานวิจัยสิ่งแวดล้อม เพื่อคลี่คลายปมปัญหาด้านสุขภาพ สาธารณสุข และความมั่นคงทางอาหารในพื้นที่ แม้จะมีมาตรการบรรเทาผลกระทบในระยะสั้น แต่ในระยะยาวยังคงต้องการการแก้ไขปัญหาที่ต้นทาง รวมถึงการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจและระบบแจ้งเตือนอย่างมีประสิทธิภาพในชุมชนริมน้ำ

สถานการณ์นี้จึงเป็นจุดทดสอบการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน ทั้งในด้านการสื่อสารข้อมูลสู่สาธารณะ การเสริมสร้างความมั่นใจต่อมาตรฐานความปลอดภัยของแหล่งอาหารและน้ำ รวมถึงการเร่งรัดผลักดันนโยบายป้องกันมลพิษข้ามพรมแดนอย่างเป็นรูปธรรม

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประมงจังหวัดเชียงราย
  • ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดพะเยา
  • ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดเชียงราย
  • กรมควบคุมมลพิษ
  • โครงการชลประทานเชียงราย
  • รายงานคุณภาพน้ำประจำเดือน พฤษภาคม-มิถุนายน 2568
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

นายกเทศมนตรีเชียงรายลงนาม เปิดประตูสู่โอกาสการศึกษาโลก

นายกเทศมนตรีนครเชียงรายลงนาม MOU กับมหาวิทยาลัยแบคซอก เกาหลีใต้ ยกระดับการศึกษานานาชาติ ผลักดันโอกาสใหม่แก่เยาวชนเชียงราย

เชียงราย, 13 มิถุนายน 2568 – ในยุคที่การศึกษาก้าวไกลไร้พรมแดน การเชื่อมโยงและความร่วมมือระหว่างท้องถิ่นไทยกับสถาบันการศึกษาระดับนานาชาติถือเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญที่ช่วยเปิดโอกาสใหม่ๆ แก่เยาวชนและประชาชนในภูมิภาค ล่าสุด เทศบาลนครเชียงรายนำโดย นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย พร้อมพันจ่าเอก อัษฎางค์ วิเศษวงศ์ษา ปลัดเทศบาลนครเชียงราย ได้ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับ มหาวิทยาลัยแบคซอก (Baekseok University) สาธารณรัฐเกาหลี โดยมีนายชัง จง ฮยอน อธิการบดีมหาวิทยาลัยแบคซอก และนายโช โบ ฮยอน จากโรงเรียนนานาชาติเชียงราย ร่วมลงนามในพิธี พร้อมข้าราชการ และผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดเทศบาลทั้ง 8 แห่ง ณ ห้องประชุมดาวน์ทาวน์ เทศบาลนครเชียงราย

สร้างพันธมิตรการศึกษานานาชาติ ผลักดันอนาคตเด็กเชียงราย

นายวันชัย จงสุทธานามณี เปิดเผยถึงความสำคัญของการลงนามในครั้งนี้ว่า “นี่คือโอกาสสำคัญที่จะสร้างความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมกับสถาบันการศึกษาระดับนานาชาติ เพื่อประโยชน์ของเยาวชนและประชาชนในพื้นที่ และเชื่อมั่นว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของโอกาสใหม่ทั้งในด้านการเรียนรู้ ภาษา วัฒนธรรม และอาชีพที่สามารถดูแลครอบครัวได้”

ความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นประตูให้เยาวชนเชียงรายได้เข้าถึงโอกาสใหม่ในการเรียนต่อและฝึกงานในต่างประเทศ โดยเฉพาะกับมหาวิทยาลัยแบคซอกซึ่งเป็นสถาบันเอกชนคริสเตียนชั้นนำของเกาหลีใต้ ตั้งอยู่ในเมืองชอนัน จังหวัดชุงชองใต้ และมีนักศึกษากว่า 15,000 คน เปิดสอนหลักสูตรระดับปริญญาตรีที่หลากหลาย รองรับการเปลี่ยนแปลงในตลาดแรงงานยุคใหม่

มหาวิทยาลัยแบคซอก ย้ำพันธกิจแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม-ความรู้

นายชัง จง ฮยอน อธิการบดีมหาวิทยาลัยแบคซอก กล่าวในพิธีลงนามว่า “มหาวิทยาลัยแบคซอกมุ่งเน้นการสร้างพันธมิตรทางการศึกษากับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ความร่วมมือกับเทศบาลนครเชียงรายในครั้งนี้ จะเป็นอีกก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความเข้าใจระหว่างประเทศ ผ่านการศึกษาและการแลกเปลี่ยนที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่ายในระยะยาว”

ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวจะนำไปสู่โครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษาและบุคลากร, โครงการฝึกอบรมและศึกษาดูงานร่วมกัน, การแลกเปลี่ยนหลักสูตรหรือเทคโนโลยีทางการศึกษา ตลอดจนการพัฒนาภาษาต่างประเทศและเสริมสร้างทักษะสำคัญที่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่ให้แก่เยาวชนในท้องถิ่น

เปิดประตูสู่โอกาสใหม่ สร้างเครือข่ายเยาวชนเชียงรายสู่เวทีโลก

ตลอดพิธีการ ผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดเทศบาลนครเชียงราย และคณะอาจารย์จากมหาวิทยาลัยแบคซอก ได้ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ต่อบทบาทของการศึกษาระหว่างประเทศ ว่าจะเป็นกุญแจสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพของเยาวชนในจังหวัดเชียงราย ทั้งในด้านความรู้วิชาการ ทักษะอาชีพ การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และโอกาสในการสร้างเครือข่ายกับนานาชาติ

นอกจากนี้ ยังมีการวางแผนจัดกิจกรรมเสริมสร้างการเรียนรู้และเปิดเวทีให้เยาวชนและครูอาจารย์ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกันอย่างต่อเนื่องในอนาคต เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบการศึกษาในท้องถิ่น

บทวิเคราะห์และผลลัพธ์ในระยะยาว

ข้อตกลงครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของเชียงรายในการยกระดับคุณภาพการศึกษาให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล พร้อมทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเยาวชนในภูมิภาคกับแรงงานโลก ทั้งยังช่วยปลูกฝังทัศนคติแบบเปิดกว้าง สนับสนุนความหลากหลายทางวัฒนธรรม และเตรียมพร้อมสู่สังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
สำหรับประชาชนในพื้นที่ นับเป็นโอกาสทองที่บุตรหลานจะได้รับประโยชน์จากโครงสร้างความร่วมมือที่มีศักยภาพสูง ทั้งด้านการศึกษา ภาษา วัฒนธรรม และอาชีพที่ก้าวไกลในยุคโลกาภิวัตน์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เทศบาลนครเชียงราย
  • มหาวิทยาลัยแบคซอก (Baekseok University), สาธารณรัฐเกาหลี
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายจับมือ! เร่งเสริมพัฒนาการเด็กเล็ก มุ่งสู่อนาคตที่สดใส

อบจ.เชียงราย ผนึกกำลัง รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ เดินหน้าพัฒนาศักยภาพเด็กปฐมวัย เตรียมจัดเวทีวิชาการ 18 กรกฎาคม 2568 สร้างอนาคต “เด็กเชียงรายสุขภาพดี-พัฒนาการสมวัย”

เชียงราย, 13 มิถุนายน 2568 –การพัฒนาเด็กปฐมวัยในปัจจุบันได้กลายเป็นประเด็นสำคัญยิ่งที่ทุกภาคส่วนให้ความสนใจ เนื่องจากช่วงวัยแรกเกิดถึง 5 ขวบ ถือเป็น “หน้าต่างแห่งโอกาส” ที่จะวางรากฐานชีวิตให้กับเด็กทั้งในด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และสังคม การพัฒนาศักยภาพเด็กปฐมวัยจึงต้องอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดของทุกฝ่ายในสังคม ไม่เพียงแต่ครอบครัว แต่ยังรวมถึงหน่วยงานภาครัฐ ภาคสาธารณสุข และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ความร่วมมือเพื่ออนาคตของชาติ

เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา คณะผู้แทนจากโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ นำโดยทีมสหวิชาชีพได้เข้าพบนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) ณ ห้องรับรองนายก อบจ. เพื่อหารือแนวทางขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพเด็กปฐมวัยในจังหวัดเชียงราย โดยมีนายไพรัช มหาวงศนันท์ ผู้อำนวยการกองสาธารณสุข และบุคลากร อบจ. ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

จุดเน้นสำคัญของการหารือคือ การเชื่อมโยงและบูรณาการข้อมูล ตลอดจนแนวทางการดำเนินงานร่วมกันระหว่างโรงพยาบาลกับ อบจ. เพื่อช่วยเหลือเด็กกลุ่มเสี่ยงที่มีปัญหาพัฒนาการล่าช้า หรือปัญหาด้านสุขภาพที่ต้องได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง
ฝ่ายโรงพยาบาลได้ถ่ายทอดประสบการณ์เชิงลึกเกี่ยวกับการตรวจคัดกรองพัฒนาการในเด็ก พร้อมทั้งให้ข้อเสนอแนะในการจัดตั้ง “ศูนย์เครือข่ายพัฒนาศักยภาพเด็กปฐมวัย” ระดับจังหวัด ให้มีระบบติดตามและประเมินผลแบบองค์รวม พร้อมแนวทางการบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น โรงเรียน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และองค์กรชุมชน

เดินหน้าสู่เวทีวิชาการ – เปิดเวทีเรียนรู้เพื่อเด็กเชียงราย

ในโอกาสนี้ โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ได้เรียนเชิญนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ ให้ร่วมเป็นวิทยากรในเวทีสัมมนาวิชาการหัวข้อ “อนาคตเด็กเชียงรายมีสุขภาพดีและมีพัฒนาการสมวัย” ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 18 กรกฎาคม 2568 ณ ห้องประชุมใหญ่โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์

เวทีดังกล่าวมุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ระหว่างทีมสหวิชาชีพ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ปกครอง และชุมชน เพื่อ

  • วิเคราะห์ปัญหาและความท้าทายที่เด็กปฐมวัยในจังหวัดเชียงรายเผชิญ
  • กำหนดแนวทางเชิงนโยบายและมาตรการสนับสนุนการพัฒนาเด็กให้มีคุณภาพ
  • สร้างกลไกเครือข่ายดูแลช่วยเหลือเด็กกลุ่มเปราะบางและกลุ่มเสี่ยง
  • ผลักดันการใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีร่วมกับภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อเสริมสร้างทักษะพื้นฐานที่สำคัญในศตวรรษที่ 21

เครือข่ายเข้มแข็ง สู่พัฒนาการเด็กยั่งยืน

การผลักดันประเด็นพัฒนาเด็กปฐมวัยให้เป็นวาระสำคัญของจังหวัดเชียงรายนั้น เป็นตัวอย่างของความร่วมมือระหว่างองค์กรภาครัฐและภาคสุขภาพในระดับพื้นที่ ที่สามารถขยายผลไปสู่จังหวัดอื่นทั่วประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม
นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย ได้เน้นย้ำว่า ความสำเร็จในการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพเด็กจะเกิดขึ้นได้ ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย โดยเฉพาะผู้ปกครองและชุมชนท้องถิ่น ที่ต้องให้ความใส่ใจต่อสัญญาณความเสี่ยงต่างๆ ของเด็ก ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรม สุขภาพ หรือภาวะบกพร่องทางพัฒนาการ พร้อมทั้งเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมมือกันในการพัฒนาเครื่องมือคัดกรอง การอบรมครูพี่เลี้ยง และการสร้างระบบติดตามผลอย่างต่อเนื่อง

การเดินหน้าสู่อนาคต

เวทีวิชาการที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 18 กรกฎาคมนี้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการสร้างพลังขับเคลื่อนเครือข่ายพัฒนาศักยภาพเด็กปฐมวัยอย่างเป็นระบบในจังหวัดเชียงราย ไม่เพียงแต่เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการทางสุขภาพและการศึกษา หากยังเป็นเวทีสร้างแรงบันดาลใจให้กับทุกภาคส่วนในการร่วมสร้าง “อนาคตเด็กเชียงรายที่มีสุขภาพดีและพัฒนาการสมวัย” อย่างแท้จริง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์
  • กองสาธารณสุข อบจ.เชียงราย (13 มิถุนายน 2568)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ธนารักษ์เอื้อราษฎร์ รมช.คลัง มอบที่ดินทำกิน-ที่อยู่ ลดเหลื่อมล้ำแม่สาย

รมช.คลังมอบสัญญาเช่าที่ราชพัสดุ “ธนารักษ์เอื้อราษฎร์” แก่ชาวแม่สาย หนุนความมั่นคงที่ดิน ลดเหลื่อมล้ำ สู่เศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็ง

เชียงราย, 12 มิถุนายน 2568 – นับเป็นอีกก้าวสำคัญของนโยบายด้านที่ดินเพื่อประชาชน เมื่อกระทรวงการคลัง โดยนายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ลงพื้นที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธีมอบสัญญาเช่าที่ราชพัสดุแปลงหมายเลขทะเบียนที่ ชร.1154 ให้กับประชาชนตามโครงการ “ธนารักษ์เอื้อราษฎร์” ซึ่งมีเป้าหมายหลักเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงในที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน ลดความเหลื่อมล้ำด้านทรัพย์สิน และขับเคลื่อนคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืนให้แก่ประชาชนฐานราก

พิธีมอบสัญญาเช่า สู่ชีวิตใหม่ของ 200 ครอบครัวแม่สาย

บรรยากาศที่หอประชุมที่ว่าการอำเภอแม่สายในวันนี้อบอวลด้วยรอยยิ้มและความปลื้มปีติของประชาชน 196 รายที่ได้รับสัญญาเช่าที่ดินราชพัสดุอย่างเป็นทางการ อีก 4 รายได้รับการอนุมัติเพิ่มเติม รวมทั้งสิ้น 200 ราย รวมพื้นที่ประมาณ 31 ไร่ 3 งาน 90 ตารางวา การส่งมอบสัญญาเช่าในครั้งนี้ นอกจากจะสร้างหลักประกันด้านที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินให้แก่ชาวบ้านแล้ว ยังเป็นการขับเคลื่อนเจตนารมณ์ของรัฐในการจัดการทรัพยากรเพื่อสาธารณะอย่างเป็นธรรม

โดยมีนายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมธนารักษ์ นายวรายุทธ ค่อมบุญ นายอำเภอแม่สาย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมเป็นเกียรติ ร่วมแสดงความยินดีกับประชาชนผู้รับสัญญาเช่า

จากนโยบายสู่ความเปลี่ยนแปลงจริง

โครงการ “ธนารักษ์เอื้อราษฎร์” ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่ตอบโจทย์ปัญหาการถือครองที่ดินราชพัสดุในกลุ่มผู้มีรายได้น้อยหรือกลุ่มที่อยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่มาก่อนวันที่ 4 ตุลาคม 2546 โดยการให้สิทธิ์เช่าอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ในอัตราที่เหมาะสม ลดความกังวลเรื่องที่ดินไร้สถานะและปัญหาข้อพิพาท ช่วยสร้างความมั่นคงและเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจ

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กรมธนารักษ์ได้ขับเคลื่อนโครงการนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนฐานรากมีความมั่นใจในชีวิตและอนาคต สามารถเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐาน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนให้เติบโต

รมช.คลัง ชู “ธนารักษ์เอื้อราษฎร์” สร้างสังคมแห่งความเสมอภาค

นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล เน้นย้ำเจตนารมณ์ของรัฐบาลและกระทรวงการคลังในการสร้างความมั่นคงด้านที่ดิน พร้อมขอบคุณทุกหน่วยงานที่ผลักดันและสนับสนุนโครงการจนเกิดผลสำเร็จ ยืนยันว่าจะบริหารจัดการที่ราชพัสดุให้เกิดประโยชน์สูงสุดในด้านที่อยู่อาศัย โอกาสทางเศรษฐกิจ และการเข้าถึงบริการสาธารณะอย่างเท่าเทียม

ตรวจติดตามแผนป้องกันอุทกภัย เสริมความปลอดภัยระยะยาว

ในโอกาสเดียวกัน คณะรัฐมนตรีช่วยว่าการฯ ยังได้ลงพื้นที่สะพานข้ามแม่น้ำสายแห่งที่ 1 เพื่อติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างคันกั้นน้ำในแผนป้องกันอุทกภัยของอำเภอแม่สาย โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยและลดความเสี่ยงจากน้ำท่วมซ้ำซาก สร้างความมั่นใจให้กับประชาชนและยกระดับคุณภาพชีวิตในพื้นที่ชายแดน

สู่สังคมที่มั่นคงและยั่งยืน

การมอบสัญญาเช่าที่ราชพัสดุในวันนี้ จึงเป็นทั้งสัญลักษณ์และกลไกขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงในชีวิตของประชาชนแม่สาย นำไปสู่ความมั่นคงด้านที่ดิน การอยู่อาศัยที่ปลอดภัย การทำกินที่ยั่งยืน และการเข้าถึงโอกาสใหม่ๆ ในเศรษฐกิจฐานราก ถือเป็นจุดเริ่มต้นของความเสมอภาคในสังคมไทยอย่างแท้จริง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย (12 มิถุนายน 2568)
  • กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง
  • กระทรวงการคลัง
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เปิดแผนแม่บ้าน ทบ. มทบ.37 เพิ่มช่องทางขาย เสริมรายได้ครอบครัว

สมาคมแม่บ้าน ทบ. สาขา มทบ.37 ขับเคลื่อนพลังสตรี จัดประชุมใหญ่ครั้งที่ 1/2568 พร้อมส่งเสริมศักยภาพเศรษฐกิจครอบครัวกำลังพล

เชียงราย, 12 มิถุนายน 2568 –  ห้องประชุมพญามังราย กองบัญชาการมณฑลทหารบกที่ 37 (มทบ.37) จังหวัดเชียงราย เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 12 มิถุนายน 2568 พันโทหญิง เยาวเรศ ชูก้าน ปฏิบัติหน้าที่ประธานสมาคมแม่บ้าน ทบ. สาขา มทบ.37 ได้เป็นประธานจัดการประชุมใหญ่สมาคมแม่บ้าน ทบ. สาขา มทบ.37 ครั้งที่ 1/2568 โดยมีสมาชิกสมาคมแม่บ้าน ทบ. จากหลากหลายหน่วยเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง เป้าหมายสำคัญของการประชุมครั้งนี้ไม่เพียงเพื่อแนะนำตัวสมาชิกใหม่และกระชับความสัมพันธ์ในกลุ่มเท่านั้น หากแต่ยังเป็นเวทีสื่อสารแนวนโยบายและทิศทางการดำเนินงานที่สอดคล้องกับพันธกิจของสมาคมแม่บ้านกองทัพบกส่วนกลาง สะท้อนบทบาทของสตรีในฐานะกำลังเสริมสำคัญของกองทัพและครอบครัว

ขับเคลื่อนงานแม่บ้านตามนโยบาย เสริมสร้างความสามัคคีในกลุ่ม

พันโทหญิง เยาวเรศ ชูก้าน ได้กล่าวเน้นย้ำในที่ประชุมว่า สมาคมแม่บ้าน ทบ. สาขา มทบ.37 จะดำเนินภารกิจโดยยึดหลักความร่วมมือและความสามัคคีระหว่างสมาชิก เน้นการปฏิบัติงานที่สอดคล้องกับนโยบายจากสมาคมแม่บ้าน ทบ. ส่วนกลาง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับกำลังพลและครอบครัว รวมถึงขยายผลไปสู่ชุมชนโดยรอบ ตลอดจนให้ความสำคัญกับบทบาทของแม่บ้านในฐานะ “กำลังใจ” และ “ที่ปรึกษา” ในชีวิตครอบครัวทหาร

เสริมสร้างศักยภาพอาชีพ สร้างรายได้มั่นคง ลดรายจ่ายครัวเรือน

หลังการประชุม สมาชิกสมาคมแม่บ้านฯ ได้ร่วมกันเยี่ยมชมมุมกาแฟและโซนจัดแสดงผลิตภัณฑ์ของสมาคมแม่บ้าน ทบ. สาขา มทบ.37 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์และอาชีพเสริม “ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้” ให้กับครอบครัวกำลังพล โดยมีการนำสินค้าหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นงานหัตถกรรม อาหารแปรรูป และสินค้าแฟชั่น ซึ่งเกิดจากฝีมือและความคิดสร้างสรรค์ของสมาชิกแม่บ้านมาจัดแสดง

พันโทหญิง เยาวเรศ ได้ให้ข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์กับสมาชิกในการนำสินค้าเข้าสู่ตลาดยุคใหม่ ด้วยการใช้ช่องทางออนไลน์และสื่อโซเชียลมีเดีย เช่น เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ไลน์ออฟฟิเชียล หรือแม้แต่แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เพื่อให้สินค้าสามารถเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายได้กว้างขึ้น พร้อมสนับสนุนให้มีการปรับแต่งผลิตภัณฑ์ให้ทันสมัย ตอบโจทย์ตลาด เพื่อเพิ่มมูลค่าและยอดขายให้กับครอบครัวกำลังพล

สร้างเครือข่ายแม่บ้าน เข้มแข็งและยั่งยืน

การประชุมในครั้งนี้นอกจากจะเน้นด้านเศรษฐกิจครัวเรือนแล้ว ยังเป็นเวทีเสริมสร้างเครือข่ายระหว่างสมาชิกแม่บ้านจากหน่วยต่าง ๆ เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สนับสนุนซึ่งกันและกัน และขับเคลื่อนกิจกรรมที่ตอบโจทย์ทั้งในด้านสังคมและเศรษฐกิจ ช่วยเติมเต็มคุณภาพชีวิตของครอบครัวทหาร พร้อมเปิดกว้างในการรับฟังข้อเสนอแนะเพื่อนำไปพัฒนาการดำเนินงานต่อไป

พลังสตรีกับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจฐานราก

การดำเนินงานของสมาคมแม่บ้าน ทบ. สาขา มทบ.37 สะท้อนความสำคัญของสตรีในการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากผ่านกิจกรรมเสริมรายได้ และสร้างความแข็งแกร่งของครอบครัวกำลังพล การสนับสนุนให้สมาชิกก้าวสู่ตลาดออนไลน์จึงเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับยุคเศรษฐกิจดิจิทัล และสร้างโอกาสใหม่ให้กับสินค้าและบริการในชุมชนทหาร ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมของจังหวัดเชียงรายในระยะยาว

พ.ท.หญิง เยาวเรศ ชูก้าน ปฏิบัติหน้าที่ ประธานสมาคมแม่บ้าน ทบ. สาขา มทบ.37

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สมาคมแม่บ้าน ทบ. สาขา มทบ.37
  • กองประชาสัมพันธ์ กองทัพบก
  • บก.มณฑลทหารบกที่ 37
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ผู้ว่าฯ เชียงรายยันชัด! แม่น้ำกกใช้เกษตรได้ แนะจัดการดิน-สุขอนามัย

ผู้ว่าฯ เชียงรายลงพื้นที่เวียงชัย สร้างความเชื่อมั่นให้เกษตรกร – ย้ำ “น้ำกกยังใช้ทำเกษตรได้” ภายใต้เงื่อนไขการจัดการดินและสุขอนามัย

เชียงราย,11 มิถุนายน 2568 –  นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยนายบดินทร์ เทียมภักดี นายอำเภอเวียงชัย นายเสน่ห์ แสงคำ เกษตรจังหวัดเชียงราย และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันลงพื้นที่เยี่ยมเยียนและให้กำลังใจเกษตรกรผู้ทำนา ณ หมู่ที่ 8 บ้านไตรแก้ว ตำบลเวียงเหนือ อำเภอเวียงชัย จังหวัดเชียงราย ท่ามกลางความกังวลของประชาชนในประเด็นคุณภาพน้ำในแม่น้ำกก หลังมีรายงานการตรวจพบสารหนูในบางจุด จนเกิดกระแสข่าวและความวิตกกังวลในวงกว้าง

ผลตรวจชี้ “สารหนูในน้ำกก” มีผลต่างกันแต่ควบคุมได้ – ย้ำรัฐโปร่งใส

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายระบุว่า ตามรายงานล่าสุดของสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (สคพ.1) จังหวัดเชียงใหม่ ยืนยันว่า ในน้ำแม่น้ำกกมีการตรวจพบสารหนูเกินค่ามาตรฐานในบางจุดจริง โดยระดับการปนเปื้อนมีความแตกต่างกันตามพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ทางจังหวัดไม่ได้ปิดบังข้อมูล มีการเปิดเผยผลตรวจคุณภาพน้ำจากหน่วยงานที่เชื่อถือได้อย่างต่อเนื่องทุกเดือน เพื่อสร้างความมั่นใจและให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องจากแหล่งทางการโดยตรง

ผู้ว่าฯ ยังย้ำว่า ประชาชนควรรับข้อมูลจากหน่วยงานรัฐที่มีผลแล็บมาตรฐาน และอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย ทั้งนี้ ข้อมูลคุณภาพน้ำและผลตรวจต่าง ๆ จะเผยแพร่สู่สาธารณะผ่านเว็บไซต์ของกรมควบคุมมลพิษและสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอย่างต่อเนื่อง

น้ำประปา “ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน” ใช้อุปโภคบริโภคได้ปลอดภัย

หนึ่งในข้อกังวลสำคัญคือคุณภาพน้ำประปาทั้งระดับการประปาภูมิภาคสาขาเชียงรายและประปาหมู่บ้านในพื้นที่ ซึ่งใช้น้ำดิบจากแม่น้ำกกเป็นต้นทุน จากการลงพื้นที่ตรวจสอบและผลการวิเคราะห์ของศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1/1 จังหวัดเชียงราย และการประปาส่วนภูมิภาคจังหวัดเชียงราย พบว่า น้ำประปาผ่านกระบวนการตกตะกอน กรอง และบำบัดตามหลักวิชาการ ได้คุณภาพปลอดภัยตามมาตรฐาน สามารถใช้อุปโภคบริโภคได้อย่างมั่นใจ

เกษตรจังหวัดเชียงราย นายเสน่ห์ แสงคำ กล่าวเสริมว่า ในประเด็นความปลอดภัยของน้ำเพื่อการเกษตร ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยลดการสะสมของโลหะหนักในพืช คือ “การปรับปรุงคุณภาพดินให้มีค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) ที่เหมาะสม” หากค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) อยู่ที่ 6.5 ขึ้นไป จะช่วยจำกัดการดูดซึมของสารหนูและโลหะหนักเข้าสู่พืชผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผลแล็บ “พืช-สัตว์น้ำ” ในพื้นที่แม่น้ำกกยังไม่พบสารหนูเกินมาตรฐาน

ข้อมูลจากศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ 1/1 จังหวัดเชียงราย ระบุว่าการเก็บตัวอย่างพืชและสัตว์น้ำที่ใช้น้ำจากแม่น้ำกก รวมถึงชนิดที่อาศัยอยู่ในแม่น้ำโดยตรงส่งตรวจในห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐาน พบว่าปริมาณสารหนูในตัวอย่าง “ไม่เกินค่ามาตรฐาน” สะท้อนว่ายังสามารถใช้น้ำจากแม่น้ำกกเพื่อการเกษตรในพื้นที่ได้ตามปกติ

สร้างภูมิคุ้มกันข้อมูล – เน้นรับข่าวสารจากหน่วยงานรัฐ

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายย้ำว่า ประชาชนควรติดตามข้อมูลจากหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย มีผลแล็บและเครื่องมือที่ได้มาตรฐาน ทั้งนี้ขอให้ระวังข่าวลือหรือข้อมูลจากแหล่งที่ไม่ชัดเจน เพราะอาจทำให้เกิดความวิตกกังวลโดยไม่จำเป็น

เน้นสุขอนามัยและแนวทางปฏิบัติสำหรับเกษตรกร

นอกจากประเด็นเรื่องคุณภาพน้ำแล้ว เกษตรจังหวัดเชียงรายยังแนะนำเกษตรกรควรป้องกันตัวเองในระหว่างปฏิบัติงานในพื้นที่น้ำธรรมชาติ เช่น สวมรองเท้าบูทและเสื้อผ้าที่ปกปิดร่างกายให้มิดชิดระหว่างลงแปลงนา เพื่อลดความเสี่ยงจากการสัมผัสหรือสะสมสารเคมีหรือโลหะหนักบนผิวหนังในระยะยาว

เสียงสะท้อนจากชาวนาเวียงชัย – รัฐต้องแก้ปัญหาที่ต้นทาง

เกษตรกรในเวียงชัยยังคงติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิดและเชื่อมั่นในผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เป็นทางการ อย่างไรก็ดี มีข้อเสนอให้ภาครัฐเร่งหามาตรการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษในพื้นที่ต้นน้ำ และวางแนวทางบรรเทาผลกระทบอย่างยั่งยืน

สร้างสมดุลระหว่างความมั่นใจและมาตรการเชิงรุก

สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความจำเป็นของการสื่อสารข้อมูลวิชาการอย่างต่อเนื่อง และการสร้างสมดุลระหว่างความมั่นใจในการประกอบอาชีพของเกษตรกรกับมาตรการควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อมในระยะยาว รัฐจำเป็นต้องเร่งมือแก้ไขปัญหาที่ต้นทาง ควบคู่กับการให้ข้อมูลที่โปร่งใสเพื่อสร้างความเข้าใจและความมั่นใจในหมู่ประชาชน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (สคพ.1) จังหวัดเชียงใหม่
  • ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1/1 จังหวัดเชียงราย
  • การประปาส่วนภูมิภาคสาขาเชียงราย
    (ข้อมูล ณ วันที่ 11 มิถุนายน 2568)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ชาวเมียนมาริมชายแดนแม่สาย เก็บเศษเหล็กสร้างรายได้ ยามทหารช่างทำงาน

ทหารช่างเร่งสร้างพนังกั้นน้ำลำน้ำสาย รับมืออุทกภัยซ้ำซาก แม่สายหวังเห็นผลก่อนฤดูฝนมาเยือน

เชียงราย,10 มิถุนายน 2568 – ความเคลื่อนไหวล่าสุดจากพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา บริเวณลำน้ำสาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ขณะนี้เข้าสู่ช่วงสำคัญของโครงการก่อสร้าง “แนวป้องกันน้ำท่วมถาวร” โดย หน่วยทหารช่างจากจังหวัดราชบุรี ได้ระดมเครื่องจักรและกำลังพลลงพื้นที่ก่อสร้างกำแพงกันน้ำแบบเสาเหล็กเสียบแผ่นคอนกรีต และกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กบริเวณใต้สะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 1 อย่างต่อเนื่อง เพื่อเร่งให้ทันฤดูฝนที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

พื้นที่ดังกล่าวถือเป็นจุดเสี่ยงอุทกภัยซ้ำซาก โดยเฉพาะตลาดสายลมจอย แหล่งค้าขายหลักของแม่สาย ที่เคยได้รับความเสียหายรุนแรงจากน้ำหลากในหลายปีที่ผ่านมา ทั้งในด้านเศรษฐกิจ ชีวิตความเป็นอยู่ และโครงสร้างพื้นฐานของชุมชน ทำให้ภารกิจครั้งนี้เป็นมากกว่างานช่างทั่วไป แต่คือความหวังในการรักษาความมั่นคงของชีวิตชาวบ้าน

ชาวบ้านเฝ้าติดตามใกล้ชิด วางใจใน “แนวเหล็ก-คอนกรีต” ว่าเอาอยู่

ตลอดแนวลำน้ำสาย บรรยากาศการทำงานของทหารช่างเต็มไปด้วยความคึกคัก มีประชาชนจากพื้นที่ใกล้เคียงเดินทางมาดูความคืบหน้าของโครงการด้วยความหวังและกำลังใจ โดยเฉพาะในช่วงวางเสาเข็ม วางคาน และติดตั้งแผ่นคอนกรีต ซึ่งถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการเสริมความมั่นคงของโครงสร้าง

“ทุกปีเราต้องยกของหนีน้ำ จนเหนื่อยใจ ปีนี้ขอให้กำแพงนี้เสร็จก่อนฝนมาเถอะ” เสียงจากแม่ค้าในตลาดสายลมจอยที่สะท้อนความรู้สึกของชุมชนได้อย่างชัดเจน

โครงสร้างแนวกั้นน้ำในครั้งนี้ เป็นแบบผสมผสานระหว่าง เสาเหล็กเสียบแผ่นคอนกรีต กับ กำแพงคอนกรีตเสริมเหล็ก มีจุดเด่นคือรับแรงดันน้ำได้สูง และลดแรงกระแทกของตะกอนและวัสดุที่ไหลตามกระแสน้ำ นอกจากนี้ยังมีการวางแผนเชื่อมต่อโครงสร้างกับถนนและพื้นที่ชุมชน เพื่อป้องกันน้ำรั่วซึมเข้าพื้นที่ด้านหลัง

แรงงานเมียนมาร่วมเก็บเศษเหล็กหารายได้ ท่ามกลางเครื่องจักรที่ทำงานต่อเนื่อง

อีกด้านของโครงการก่อสร้าง คือภาพของแรงงานชาวเมียนมาที่อาศัยอยู่ฝั่งไทย ซึ่งเข้ามามีบทบาทแบบไม่เป็นทางการในพื้นที่ก่อสร้าง โดยอาศัยช่วงเวลาที่รถแม็คโครของทหารขุดเปิดหน้าดินบริเวณริมตลิ่ง ร่วมกันเก็บเศษเหล็กจากโครงสร้างเก่าใต้ดิน โดยบางคนใช้ค้อนทุบแผ่นคอนกรีตเดิมเพื่อดึงเหล็กเส้นออกไปขายในตลาดท้องถิ่น

แม้กิจกรรมนี้จะไม่ได้อยู่ในแผนงานของภาครัฐ แต่สะท้อนให้เห็นถึงอีกมิติหนึ่งของ “การอยู่รอด” ในพื้นที่ชายแดนที่ยังขาดโอกาสทางเศรษฐกิจ แรงงานเหล่านี้ไม่รบกวนงานหลักของทหารช่าง และได้รับความอนุเคราะห์จากเจ้าหน้าที่ที่มองเห็นว่า “ความยากจนไม่ใช่อาชญากรรม” หากอยู่ภายใต้ขอบเขตของความปลอดภัย

ทหารช่างเดินหน้าภารกิจต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง ท่ามกลางฝุ่น โคลน และความหวัง

จากการลงพื้นที่ของทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์ พบว่าหน่วยทหารช่างได้จัดแบ่งกำลังเป็น 2 ผลัด ปฏิบัติงานทั้งกลางวันและกลางคืนอย่างไม่หยุดพัก โดยมีเป้าหมายเร่งรัดโครงการให้เสร็จในระยะเวลาที่กำหนด ก่อนพยากรณ์อากาศจะยืนยันแนวโน้มฝนตกหนักในช่วงปลายเดือนมิถุนายน

เจ้าหน้าที่ในพื้นที่เผยว่า ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมชลประทาน สำนักงานโยธาธิการฯ และองค์การบริหารส่วนตำบล เพื่อเร่งเบิกงบประมาณในส่วนของวัสดุและการขนส่ง รวมถึงร่วมกันวางแผนสำรองรับมือหากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินจากฝนตกก่อนเสร็จสิ้นโครงการ

พนังกั้นน้ำ…มากกว่าการป้องกัน แต่คือการฟื้นความมั่นใจของคนชายแดน

สิ่งที่กำลังก่อสร้างขึ้นริมลำน้ำสาย ไม่ใช่เพียงแค่ “พนังกั้นน้ำ” หากแต่เป็น “เส้นแบ่ง” ระหว่างความสูญเสียซ้ำซากกับโอกาสในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของชุมชน ความร่วมมือระหว่างทหาร วิศวกร และชาวบ้าน สะท้อนให้เห็นว่าภารกิจเชิงวิศวกรรมอาจกลายเป็นเครื่องมือของการฟื้นฟูสังคม

อีกด้านหนึ่ง ปฏิกิริยาของแรงงานเมียนมาที่เข้าเก็บเศษเหล็ก ยังชี้ให้เห็นว่า โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ชายแดนควรพิจารณาเรื่อง “เศรษฐกิจรายย่อย” ควบคู่ไปด้วย เพื่อไม่ให้ความเหลื่อมล้ำในพื้นที่ยิ่งทวีความรุนแรง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • หน่วยทหารช่างราชบุรี
  • กองทัพภาคที่ 3
  • สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดเชียงราย
  • รายงานสภาพอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ผู้ว่าฯ เชียงรายตรวจศูนย์เฝ้าระวังน้ำพิษ เร่งแก้ปนเปื้อนแม่น้ำภาคเหนือ

เชียงรายเร่งตั้งศูนย์เฝ้าระวังคุณภาพน้ำ 4 จุด พร้อมเดินหน้าทำแผนแก้ปัญหามลพิษข้ามพรมแดนจากเหมืองต้นน้ำเมียนมา

เชียงราย, 9 มิถุนายน 2568 สถานการณ์ปนเปื้อนสารโลหะหนักในลำน้ำสำคัญของภาคเหนือ โดยเฉพาะแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำโขง กำลังกลายเป็นประเด็นวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมที่ทุกภาคส่วนต้องเร่งรับมืออย่างจริงจัง ล่าสุด นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยนายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์เฝ้าระวังคุณภาพสิ่งแวดล้อม ณ บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดเชียงราย เพื่อให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน พร้อมเน้นย้ำการดำเนินงานเชิงรุกตามข้อสั่งการของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งแสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์คุณภาพน้ำในพื้นที่ภาคเหนืออย่างต่อเนื่อง

จุดตรวจดังกล่าวถือเป็นหนึ่งใน 4 จุดของศูนย์เฝ้าระวังคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้จัดตั้งขึ้น ครอบคลุมแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำโขง เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลกลางในการวัดคุณภาพน้ำ ตรวจสอบตะกอน และเผยแพร่ข้อมูลต่อประชาชนผ่านระบบป้ายประชาสัมพันธ์แบบเรียลไทม์ พร้อมรับเรื่องร้องเรียนและสร้างการมีส่วนร่วมจากชุมชนในทุกพื้นที่

ศูนย์เฝ้าระวัง 4 จุดในพื้นที่เสี่ยง ครอบคลุม 2 จังหวัด

ศูนย์เฝ้าระวังคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่จัดตั้งขึ้นครอบคลุมพื้นที่ 2 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย และเชียงใหม่ โดยแบ่งเป็น 4 จุดหลัก ได้แก่

  1. สะพานท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ (แม่น้ำกก) – รับผิดชอบโดย กรมทรัพยากรน้ำบาดาล
  2. ศูนย์ราชการเชียงราย อ.เมือง จ.เชียงราย (แม่น้ำกก) – รับผิดชอบโดย กรมควบคุมมลพิษ
  3. ด่านพรมแดนแม่สายแห่งที่ 1 อ.แม่สาย จ.เชียงราย (แม่น้ำสาย) – รับผิดชอบโดย กรมควบคุมมลพิษ
  4. สามเหลี่ยมทองคำ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย (แม่น้ำโขง) – รับผิดชอบโดย กรมทรัพยากรน้ำบาดาล

ศูนย์ทั้ง 4 แห่งมีบทบาทสำคัญในการตรวจวัดสารปนเปื้อน โดยเฉพาะสารหนู ปรอท และแคดเมียม ที่ถูกสันนิษฐานว่าไหลลงมาจากเหมืองแร่ในเขตชายแดนเมียนมา และอาจส่งผลกระทบระยะยาวต่อสุขภาพประชาชน รวมถึงเศรษฐกิจท้องถิ่นที่พึ่งพาแหล่งน้ำธรรมชาติ

กรมควบคุมมลพิษเดินหน้าเจรจาระดับรัฐบาล ร่วมกับเมียนมาและจีน

ในระดับนโยบาย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดย ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงฯ ได้สั่งการให้ กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เร่งตรวจสอบคุณภาพน้ำในลำน้ำกกและลำน้ำสาย พร้อมประสานกระทรวงการต่างประเทศจัดเจรจาอย่างเป็นทางการกับสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาและสาธารณรัฐประชาชนจีน กรณีผลกระทบจากการทำเหมืองที่ต้นน้ำ

นอกจากนี้ รองนายกรัฐมนตรี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดิน ยังได้มอบหมายให้คณะทำงานเร่งหาข้อสรุปในการกำหนดกรอบการเจรจาระหว่างประเทศ เพื่อผลักดันให้การทำเหมืองข้ามพรมแดนอยู่ภายใต้ระบบความรับผิดชอบร่วมกัน

ข้อเสนอเสริมระบบดักตะกอนสารพิษ ก่อนปล่อยน้ำสู่แม่น้ำสายหลัก

นอกจากการติดตามตรวจสอบข้อมูล คพ. ยังได้ร่วมวางแผนกับกรมทรัพยากรน้ำ ออกแบบระบบดักตะกอนบริเวณจุดที่ตรวจพบการปนเปื้อน เพื่อนำตะกอนที่มีโลหะหนักออกจากลำน้ำ ลดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนออกแบบและจัดทำระบบให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

จัดตั้ง “AIM” ศูนย์ข้อมูลกลางแห่งแรกของประเทศ

เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารและลดความสับสนจากการเผยแพร่ข้อมูลหลายช่องทาง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ได้มีข้อสั่งการให้จัดตั้ง “ศูนย์ข้อมูลกลางเพื่อการรับรู้และติดตามสถานการณ์” หรือ Awareness Information Monitoring (AIM) โดยมอบหมายให้ คพ. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การประปาส่วนภูมิภาค กรมอนามัย กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย ดำเนินการรวบรวม วิเคราะห์ และเผยแพร่ข้อมูลคุณภาพน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ น้ำประปาหมู่บ้าน และผลิตผลทางการเกษตรอย่างเป็นระบบ

แต่งตั้งทีมที่ปรึกษาวิชาการ 9 ราย สนับสนุนศูนย์อำนวยการส่วนหน้า

ในการประชุมล่าสุดมีมติแต่งตั้งคณะที่ปรึกษาจำนวน 9 ราย ประกอบด้วยนักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัย และผู้เชี่ยวชาญจากสาขาแวดล้อม ได้แก่ ศ.ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง, นายวิชัย ไชยมงคล, ผศ.ดร.ชิตชล ผลารักษ์, ผศ.ดร.พงศ์พันธุ์ กาญจนการุณ, ดร.ณัฐนนท์ จิรกิจนิมิตร, ดร.สืบสกุล กิจนุกร, อ.ทสิตา สุพัฒนรังสรรค์, อ.ณิชภัทร์ กิจเจริญ และนายอาทิตย์ ภูบุญคง ซึ่งจะทำหน้าที่สนับสนุนการดำเนินงานเชิงวิชาการของศูนย์อำนวยการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำส่วนหน้าในพื้นที่ลุ่มน้ำกกและลุ่มน้ำสาย

จากการตรวจเยี่ยมสู่การเปลี่ยนผ่านเชิงนโยบาย

การลงพื้นที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายในครั้งนี้ มิได้เป็นเพียงการให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ หากแต่เป็นการส่งสัญญาณถึงความเร่งด่วนในการยกระดับระบบเฝ้าระวังและสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง ปัญหามลพิษข้ามพรมแดนจากเหมืองต้นน้ำเมียนมาไม่อาจแก้ไขได้ด้วยมาตรการภายในประเทศเพียงลำพัง ความร่วมมือระดับภูมิภาคจึงเป็นหัวใจสำคัญ

ในขณะเดียวกัน การจัดตั้งศูนย์ข้อมูลกลาง AIM และการสนับสนุนโดยทีมที่ปรึกษาวิชาการ ถือเป็นก้าวสำคัญในการวางรากฐานการจัดการข้อมูลที่โปร่งใส และเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนต่อบทบาทของภาครัฐในการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

วิกฤตน้ำกก 7 ชุมชนรวมพลังสู้ภัยพิษ-น้ำท่วม ชี้รัฐไร้คำตอบ

เชียงรายผนึกพลังชุมชน สู้วิกฤต “น้ำกก-น้ำโขง” ปนเปื้อนสารพิษ ขยายเครือข่ายรับมือภัยพิบัติข้ามพรมแดน

ปัญหาแม่น้ำปนเปื้อนข้ามพรมแดนกลายเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ของชุมชนริมฝั่งน้ำกกและแม่น้ำโขง

เชียงราย, 8 มิถุนายน 2568 – เมื่อเครือข่ายข้อมูลอุทกภัยแม่น้ำกก (คอก.) และองค์กรภาคประชาชนจากจังหวัดเชียงรายรวมตัวเปิดเวทีแลกเปลี่ยน ณ โฮงเฮียนแม่น้ำของ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย หวังต่อยอดการเฝ้าระวังเชิงรุกจากปัญหาน้ำท่วมสู่การรับมือ “น้ำเป็นพิษ” ที่กำลังแทรกซึมเข้าสู่วิถีชีวิตของคนในพื้นที่อย่างเงียบงัน

การรวมตัวของผู้แทนจาก 7 หมู่บ้านสองฝั่งแม่น้ำกก ได้แก่ บ้านร่มไทย, บ้านใหม่หมอกจ๋าม, บ้านผาใต้, บ้านจะคือ, บ้านแคววัวดำ, บ้านผาขวาง และบ้านโป่งนาคำ นับเป็นการรวมพลังท้องถิ่นที่ไม่รอความช่วยเหลือจากรัฐเพียงฝ่ายเดียว โดยในวงเสวนา มีการเปิดเผยถึงสถานการณ์จริงจากพื้นที่ที่ต้องเผชิญภัยน้ำหลากซ้ำซาก รวมถึงการพบสารโลหะหนัก เช่น สารหนู ปรอท และแคดเมียม ซึ่งสันนิษฐานว่ามาจากเหมืองแร่ต้นน้ำฝั่งเมียนมาที่มีมากกว่า 40 แห่งโดยไม่มีข้อมูลเปิดเผย

เสียงจากชุมชน เมื่อแม่น้ำไม่ปลอดภัย ชีวิตต้องสู้เพื่ออยู่กับความจริง

“ตอนนี้เราดื่มน้ำไม่ได้ จับปลามาก็ไม่แน่ใจว่าจะกินได้ไหม ปลูกผักก็ไม่มั่นใจเรื่องดิน” คือคำกล่าวจากชาวบ้านในเวทีที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตที่ต้องพึ่งพาแม่น้ำ แต่กลับถูกบีบให้เผชิญกับสารพิษที่ไร้ชื่อ ผู้คนต้องกลายเป็นแนวหน้ารับผลกระทบโดยไม่มีระบบเตือนภัย ไม่มีข้อมูลจากรัฐที่สามารถตรวจสอบได้ และไม่มีกลไกใดที่สามารถชะลอความเสียหายได้ทันท่วงที

นายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว หรือ “ครูตี๋” ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ เปิดเผยว่า การเฝ้าระวังคุณภาพน้ำโดยภาคประชาชนพบว่าปริมาณตะกอนและโลหะหนักในแม่น้ำโขงเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องจากต้นน้ำในเมียนมาไปจนถึงเชียงของ การเฝ้าระวังจากรัฐยังล่าช้าและไม่มีช่องทางให้ชาวบ้านมีส่วนร่วม ทั้งที่ประชาชนคือผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง

พระมหานิคม มหาภินิกฺขมโน จากวัดท่าตอน จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวอย่างมีพลังว่า “เราเป็นลูกแม่น้ำกก เราจะไม่ยอมให้สิ่งแวดล้อมของลูกหลานเราถูกทำลาย แม้เราจะไม่เห็นผลในรุ่นเรา แต่เราจะส่งต่อการต่อสู้ต่อไป”

การเปลี่ยนแปลงเริ่มจากล่างขึ้นบน สร้างเครือข่ายเฝ้าระวังภัยพิบัติ

ในกิจกรรมครั้งนี้ยังมีการอบรมการวัดระดับน้ำ การตรวจค่าตะกอน และการใช้ไลน์กลุ่มแจ้งเตือนระดับน้ำเพื่อให้ทันต่อสถานการณ์ฉับพลัน โดยมีผู้แทนจากทั้งท้องถิ่น ภิกษุ ผู้นำชุมชน และภาคประชาสังคมเข้าร่วมอย่างเข้มแข็ง นายทาเคโอ โตโยต้า ผู้เชี่ยวชาญจากโครงการเสริมศักยภาพฯ ได้ถ่ายทอดเทคนิคการเตือนภัยที่ใช้ได้จริงในพื้นที่ห่างไกล เพื่อให้เครือข่ายสามารถช่วยเหลือกันเองเมื่อเกิดภัยซ้ำ

ชาวบ้านแต่ละพื้นที่ยังได้แชร์ประสบการณ์น้ำท่วมหนักในปี 2567 ทั้งที่ไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า น้ำขึ้นกว่า 20 เซนติเมตรใน 1 ชั่วโมง และบางพื้นที่ถึงขั้นสูญเสียผู้คนจากความเศร้าหลังภัยพิบัติ ยิ่งตอกย้ำความจำเป็นในการมีระบบเตือนภัยที่แม่นยำและทันท่วงที

รัฐเริ่มขยับ ตั้งศูนย์เฝ้าระวัง 4 จุดในเชียงราย-เชียงใหม่

ในวันเดียวกัน นายนิกร ศิรโรจนานนท์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมคณะ ได้ลงพื้นที่จังหวัดเชียงรายเพื่อติดตามความคืบหน้าในการจัดตั้ง “ศูนย์เฝ้าระวังคุณภาพสิ่งแวดล้อม” รวม 4 จุด ได้แก่

  • จุดที่ 1: ศูนย์การแพทย์แผนไทย อบต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ (แม่น้ำกก)
  • จุดที่ 2: ศาลากลางจังหวัดเชียงราย (แม่น้ำกก)
  • จุดที่ 3: ด่านพรมแดนแม่สาย (แม่น้ำสาย)
  • จุดที่ 4: สามเหลี่ยมทองคำ อ.เชียงแสน (แม่น้ำโขง)

โดยแต่ละจุดจะตรวจสอบคุณภาพน้ำ ตะกอนดิน และสารปนเปื้อน พร้อมแสดงผลแบบเรียลไทม์ผ่านป้ายประชาสัมพันธ์ เพื่อให้ข้อมูลสาธารณะโปร่งใส พร้อมรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนอย่างเป็นระบบ

เส้นทางต่อสู้ของประชาชนเมื่อรัฐยังช้า

แม้การตั้งศูนย์เฝ้าระวังจะเป็นสัญญาณบวก แต่คำถามสำคัญคือ “ทันหรือไม่?” เพราะชาวบ้านยังต้องใช้น้ำ กินปลา และปลูกผักอยู่ทุกวัน ขณะที่สารพิษอาจแพร่กระจายโดยไร้การเตือน

เวทีในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมแลกเปลี่ยนความรู้ แต่คือการส่งสัญญาณเตือนรัฐและสังคมไทยว่า ภัยพิบัติในยุคใหม่ไม่ได้มีเพียงน้ำหลากหรือแผ่นดินไหว แต่รวมถึง “ภัยเงียบ” จากสารพิษที่ไหลมากับสายน้ำ และไม่อาจมองข้ามได้อีกต่อไป

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา
  • กลุ่มรักษ์เชียงของ
  • เครือข่ายข้อมูลอุทกภัยแม่น้ำกก (คอก.)
  • กลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง
  • กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)
  • สัมภาษณ์ภาคสนามโดยสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์
    (เผยแพร่วันที่ 8 มิถุนายน 2568)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News