Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

นักท่องเที่ยวจีนสแกนจ่าย Thai QR สูงสุดอันดับหนึ่ง ดันเชียงรายยกระดับมาตรการความปลอดภัยชายแดน

เชียงรายเดินเกมคู่ เศรษฐกิจชำระเงินข้ามพรมแดนพุ่ง พร้อมยกระดับความมั่นคงคุ้มครองเมืองท่องเที่ยวชายแดน

เชียงราย,29 มกราคม 2569 – ในวันที่คำว่าเมืองท่องเที่ยวไม่ได้วัดกันที่จำนวนคนเดินทางเพียงอย่างเดียว แต่ถูกตัดสินจากความสะดวกในการใช้จ่ายและความมั่นใจด้านความปลอดภัย จังหวัดเชียงรายซึ่งเป็นเมืองชายแดนและเมืองรองที่กำลังเร่งขยับบทบาทในเวทีท่องเที่ยว จึงต้องเดินเกมสองด้านพร้อมกัน ด้านหนึ่งคือการรับแรงส่งของเศรษฐกิจดิจิทัลข้ามพรมแดนที่ทำให้เงินของนักท่องเที่ยว “ไหลเข้าระบบ” ได้ง่ายขึ้น อีกด้านคือการเสริมมาตรการความมั่นคงเชิงพื้นที่ เพื่อคุ้มครองโครงสร้างพื้นฐานสำคัญและภาพลักษณ์เมืองปลายทาง

ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนชัดจากสองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไล่เลี่ยกันในช่วงปลายเดือนมกราคม 2569 โดยเส้นเรื่องแรกมาจากตัวเลขการใช้จ่ายผ่าน Thai QR ของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เติบโตแรง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนซึ่งมียอดใช้จ่ายสูงสุดในเดือนธันวาคม 2568 ขณะที่เส้นเรื่องที่สองคือการประชุมบูรณาการแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาความมั่นคงด้านการก่อการร้ายของจังหวัดเชียงราย ซึ่งระดมหน่วยงานด้านการข่าวและโครงสร้างพื้นฐานร่วมประเมินความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ

ปรากฏการณ์ Cross Border QR เมื่อการท่องเที่ยวไม่สะดุดที่ด่านแลกเงิน

ข้อมูลการชำระเงินข้ามพรมแดนที่ถูกเผยแพร่ในช่วงปลายปี 2568 ชี้ว่า Cross Border QR Payment กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ช่วยลดแรงเสียดทานของการท่องเที่ยว จากเดิมที่นักเดินทางต้องพึ่งเงินสดหรือบัตรเครดิตเป็นหลัก ไปสู่การสแกนจ่ายผ่านแอปจากประเทศต้นทาง ทำให้การใช้จ่ายรายย่อยกระจายตัวลงสู่ร้านค้าและบริการในพื้นที่ได้มากขึ้น

สถิติที่ถูกอ้างถึงโดยสื่อกระแสหลักระบุว่า เดือนธันวาคม 2568 มูลค่าธุรกรรม Cross Border QR Payment ขาเข้าอยู่ที่ 809.74 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 143 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และในบรรดาประเทศผู้ใช้จ่ายผ่าน Thai QR สูงสุด 3 อันดับ จีนครองอันดับหนึ่งด้วยมูลค่า 409.92 ล้านบาท ตามด้วยมาเลเซีย 174.99 ล้านบาท และลาว 70.56 ล้านบาท

หากแปลง “อัตราเพิ่มขึ้น 143 เปอร์เซ็นต์” ให้อยู่ในรูปที่คนทำงานนโยบายและคนทำธุรกิจเห็นภาพเดียวกัน หมายความว่า มูลค่าธุรกรรมเดือนธันวาคม 2568 สูงกว่าเดือนเดียวกันของปีก่อนราว 2.43 เท่า ดังนั้นมูลค่าฐานของเดือนธันวาคม 2567 เมื่อคำนวณย้อนจากอัตราเติบโต จะอยู่ราว 333 ล้านบาทโดยประมาณ ซึ่งเป็นการคำนวณจากตัวเลขการเติบโตที่ถูกเผยแพร่ ไม่ใช่ตัวเลขประกาศใหม่ และมีนัยว่าเศรษฐกิจการชำระเงินข้ามพรมแดน “ขยายตัวเป็นก้าวกระโดด” ในช่วงหนึ่งปี

สำหรับจังหวัดท่องเที่ยวอย่างเชียงราย ความหมายของตัวเลขนี้ไม่ได้จบที่ยอดเงินรวม แต่สะท้อนแนวโน้มพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่ต้องการความสะดวกแบบไร้รอยต่อ และความคุ้นเคยกับระบบสแกนจ่ายที่ทำให้การตัดสินใจซื้อเกิดขึ้นเร็วขึ้น ร้านอาหาร โรงแรม รถรับจ้าง แหล่งท่องเที่ยวชุมชน รวมถึงผู้ประกอบการรายย่อยที่รองรับ Thai QR ได้ จะมีโอกาสรับเม็ดเงินเข้าสู่ระบบบัญชีโดยตรง ลดความเสี่ยงเงินสด และเพิ่มความสามารถในการทำบัญชีหรือขอสินเชื่อในอนาคต

การเชื่อมเครือข่ายการจ่ายเงินกับจีน เมื่อความสะดวกกลายเป็นแรงขับการเดินทาง

อีกชั้นหนึ่งที่ทำให้ Cross Border QR ถูกจับตา คือการขยายความร่วมมือกับผู้ให้บริการชำระเงินรายใหญ่ฝั่งจีนและเครือข่ายระดับสากล โดยข้อมูลที่เผยแพร่ระบุการเชื่อมต่อกับ UnionPay International, Alipay+ และ WeChat Pay ทำให้ผู้เดินทางจากจีนสามารถใช้แอปที่คุ้นเคยสแกนจ่ายในไทยได้

จุดนี้มีนัยต่อเชียงรายในฐานะเมืองชายแดนและเมืองท่องเที่ยว เพราะ “ความง่ายในการจ่าย” มักเดินคู่กับ “ความง่ายในการเดินทาง” และเมื่อการใช้จ่ายเกิดขึ้นได้ทุกจุด ตั้งแต่ร้านเล็กในตลาด ไปจนถึงผู้ให้บริการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ เงินรายย่อยจำนวนมากจะรวมกันเป็นรายได้ฐานรากที่วัดผลได้จริง

ในเชิงระบบ การชำระเงินดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นยังช่วยให้ภาครัฐและผู้ประกอบการมองเห็นพฤติกรรมการใช้จ่ายเป็นภาพรวมมากขึ้น แม้จะไม่ใช่ข้อมูลรายบุคคล แต่ระดับแนวโน้มสามารถนำไปสู่การออกแบบมาตรการส่งเสริมท่องเที่ยวที่ตรงกลุ่ม และสร้างมาตรฐานการบริการที่รองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ดีขึ้น

ด้านที่ต้องไม่มองข้าม เมื่อเมืองชายแดนเจอโจทย์สแกมเมอร์และอาชญากรรมข้ามชาติ

อย่างไรก็ตาม การเป็นเมืองชายแดนทำให้เชียงรายต้องเผชิญความเสี่ยงที่ซับซ้อนกว่าความเป็นเมืองท่องเที่ยวทั่วไป โดยเฉพาะบริบทอาชญากรรมข้ามชาติและเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ซึ่งเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงในระดับนานาชาติ

รายงานข่าวต่างประเทศในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สะท้อนว่าศูนย์หลอกลวงออนไลน์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีขนาดใหญ่และเชื่อมโยงหลายประเทศ โดยมีทั้งมิติการค้ามนุษย์ การบังคับใช้แรงงาน และการฉ้อโกงออนไลน์ที่สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจเป็นวงกว้าง

ในบริบทดังกล่าว จังหวัดท่องเที่ยวชายแดนอย่างเชียงรายจึงมีแรงกดดันสองด้านพร้อมกัน
ด้านหนึ่งต้องดึงรายได้จากการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายข้ามพรมแดนให้เติบโตต่อเนื่อง
อีกด้านต้องทำให้สังคมและนักท่องเที่ยวมั่นใจว่า เมืองปลายทางมีการเฝ้าระวังและบริหารความเสี่ยงด้านความมั่นคงอย่างจริงจัง

เชียงรายยกระดับมาตรการรับมือภัยก่อการร้าย ประชุมบูรณาการประเมินความเสี่ยงเชิงพื้นที่

ท่ามกลางสัญญาณบวกด้านเศรษฐกิจดิจิทัล จังหวัดเชียงรายได้ขยับอีกด้านด้วยการประชุมประสานแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาความมั่นคงด้านการก่อการร้าย เมื่อ 27 มกราคม 2569 ณ ห้องประชุมธรรมลังกา ศาลากลางจังหวัดเชียงราย โดยมีนายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน

สาระสำคัญของการประชุมคือการสร้างความเข้าใจร่วมกันด้านสถานการณ์ แนวโน้มภัยคุกคาม และแนวทางปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุในระดับพื้นที่ โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานด้านการข่าวและความมั่นคงเข้าร่วม รวมถึงพันเอก พรสยาม สุกไสว ผู้อำนวยการกองข่าว ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้ายสากล และผู้แทนสำนักข่าวกรองแห่งชาติร่วมชี้แจงแนวโน้มสถานการณ์

ขณะเดียวกัน การประชุมยังดึงหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในจังหวัดร่วมประเมินความเสี่ยงในมิติที่กว้างกว่าเหตุการณ์ทางกายภาพ โดยครอบคลุมทั้งพลังงาน การสื่อสาร การคมนาคม และความปลอดภัยริมแม่น้ำโขง อาทิ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย สำนักงาน กสทช เขต 34 และหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง รวมถึงหน่วยงานด้านท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อร่วมกันวิเคราะห์จุดเสี่ยงและกำหนดมาตรการป้องกันที่เหมาะสม

โครงสร้างพื้นฐานสำคัญในที่ประชุมมีความหมายมาก เพราะสะท้อนว่าวิธีคิดด้านความมั่นคงไม่ได้มองเฉพาะเหตุรุนแรงรูปแบบเดิม แต่ให้ความสำคัญกับความต่อเนื่องของบริการสาธารณะและระบบสื่อสาร ซึ่งเป็นหัวใจของการจัดการวิกฤตในเมืองท่องเที่ยวและเมืองชายแดน

เศรษฐกิจไร้รอยต่อจะยั่งยืนได้ ต้องมีความเชื่อมั่นแบบไร้รอยต่อเช่นกัน

เมื่อวางภาพสองเหตุการณ์ทับกัน จะเห็นเส้นเชื่อมที่ชัดขึ้น
การชำระเงินข้ามพรมแดนที่เติบโตแรง ทำให้เชียงรายและไทยได้ประโยชน์จากเม็ดเงินนักท่องเที่ยวในระบบที่ติดตามได้มากขึ้น ลดแรงเสียดทานและขยายรายได้ฐานราก
แต่ในเวลาเดียวกัน การเปิดรับการไหลเวียนของผู้คนและเงิน ก็ทำให้โจทย์ความมั่นคงและความปลอดภัยมีความสำคัญเทียบเท่ากัน

นี่คือเหตุผลที่การยกระดับมาตรการรับมือภัยก่อการร้ายและการประเมินความเสี่ยงต่อโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ไม่ควรถูกมองว่าเป็นข่าวความมั่นคงที่อยู่ไกลตัว แต่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้นักท่องเที่ยว “กล้าเดินทาง กล้าใช้จ่าย และอยู่ได้นานขึ้น” โดยไม่ต้องกังวลว่าระบบสาธารณูปโภคหรือการสื่อสารจะสะดุดในยามเกิดเหตุไม่คาดคิด

ประเด็นเด่นที่ต้องจับตา และประเด็นรองที่กระทบชีวิตชุมชน

ประเด็นเด่น

  • Cross Border QR Payment ขาเข้าเดือนธันวาคม 2568 แตะ 809.74 ล้านบาท โต 143 เปอร์เซ็นต์ และจีนเป็นประเทศใช้จ่ายสูงสุด 409.92 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนพฤติกรรมการท่องเที่ยวที่ขับเคลื่อนด้วยความสะดวกในการจ่าย
  • จังหวัดเชียงรายเดินหน้าประชุมบูรณาการรับมือภัยก่อการร้าย ประเมินความเสี่ยงโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เพื่อสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยในพื้นที่

ประเด็นรอง

  • การเติบโตของการชำระเงินดิจิทัลมีผลต่อผู้ประกอบการรายย่อยและการกระจายรายได้ หากร้านค้าในพื้นที่พร้อมรับ Thai QR จะเพิ่มโอกาสเข้าถึงเม็ดเงินนักท่องเที่ยว
  • เมืองชายแดนต้องบริหารความเสี่ยงจากอาชญากรรมข้ามชาติและเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ในภูมิภาค ซึ่งเป็นโจทย์ที่ถูกพูดถึงในระดับนานาชาติ

สิ่งที่ประชาชนและผู้ประกอบการทำได้ทันที เพื่อเก็บโอกาสและลดความเสี่ยง

หนึ่ง ผู้ประกอบการท่องเที่ยวและร้านค้าในเชียงรายทบทวนความพร้อมรับชำระผ่าน Thai QR ให้ครบถ้วน ทั้งป้ายหน้าร้าน ระบบบัญชี และการอบรมพนักงาน
สอง สื่อสารกับนักท่องเที่ยวแบบมืออาชีพ เน้นความชัดเจนเรื่องราคา การคืนเงิน การยืนยันรายการ ลดช่องโหว่การหลอกลวงรูปแบบต่าง ๆ
สาม ชุมชนและองค์กรท้องถิ่นสนับสนุนการซ้อมแผนและช่องทางแจ้งเหตุ เมื่อเกิดเหตุผิดปกติให้ประสานงานได้ทัน
สี่ ติดตามประกาศและแนวทางจากหน่วยงานรัฐด้านความมั่นคงและโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรับรู้มาตรการใหม่และแนวทางปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุ

จากยอดสแกนจ่ายสู่โจทย์ใหญ่ของเมืองท่องเที่ยวชายแดน

ตัวเลข Cross Border QR ที่พุ่งขึ้นในเดือนธันวาคม 2568 คือสัญญาณว่าการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายของต่างชาติ โดยเฉพาะจากจีน กำลังขยับเข้าสู่ยุคที่ความสะดวกคือมาตรฐานพื้นฐาน ไม่ใช่สิ่งพิเศษ และสำหรับเชียงราย โอกาสนี้มีน้ำหนักมาก เพราะสามารถแปลงการเดินทางให้กลายเป็นรายได้ที่กระจายถึงฐานรากได้จริง

แต่โอกาสจะไม่ยั่งยืน หากความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยไม่เดินไปพร้อมกัน การประชุมบูรณาการรับมือภัยก่อการร้ายของจังหวัดเชียงรายในช่วงเดียวกัน จึงสะท้อนว่าพื้นที่กำลังพยายามสร้างเกราะป้องกันเชิงระบบ ทั้งในมิติการข่าว การประสานงาน และการคุ้มครองโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ

สุดท้าย เมืองท่องเที่ยวชายแดนที่แข่งขันได้ในโลกปัจจุบัน ไม่ใช่เมืองที่มีเพียงวิวสวยหรือวัฒนธรรมเด่น แต่คือเมืองที่ทำให้นักท่องเที่ยวใช้จ่ายได้ง่าย และทำให้ประชาชนใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจว่า เมื่อมีความเสี่ยงเกิดขึ้น ระบบจะยังทำงาน และความช่วยเหลือจะยังไปถึง

 

สถิติและข้อมูลสำคัญ

  • ธุรกรรม Cross Border QR Payment ขาเข้า เดือนธันวาคม 2568 มูลค่า 809.74 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 143 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน
  • มูลค่าการใช้จ่ายผ่าน Thai QR เดือนธันวาคม 2568 สูงสุด 3 อันดับ
    จีน 409.92 ล้านบาท
    มาเลเซีย 174.99 ล้านบาท
    ลาว 70.56 ล้านบาท
  • จังหวัดเชียงรายจัดประชุมประสานแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาความมั่นคงด้านการก่อการร้าย เมื่อ 27 มกราคม 2569 ณ ศาลากลางจังหวัดเชียงราย พร้อมประเมินความเสี่ยงต่อโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • บริษัท เนชั่นแนล ไอทีเอ็มเอ๊กซ์ จำกัด (NITMX)
  • ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้ายสากล (ศปภ.)
  • สำนักข่าวกรองแห่งชาติ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

อบจ.เชียงราย แก้ปัญหาน้ำประปาเวียงแก่น ขุดลอกตะกอนมหาอุทกภัยเปิดทางน้ำดิบเลี้ยงโรงพยาบาล

วิกฤตน้ำประปาเวียงแก่น อบจ.เชียงรายลุยขุดลอก “ลำน้ำงาว” กู้ระบบน้ำโรงพยาบาล ชุมชน หลังตะกอนมหาอุทกภัยทับถมหนัก

เชียงราย, 29 มกราคม 2569 — ในวันที่ “น้ำสะอาด” ไม่ได้เป็นเพียงความสะดวกสบาย แต่คือเส้นเลือดของระบบสาธารณสุขและชีวิตประจำวัน เสียงเรียกร้องจากปลายน้ำจึงดังขึ้นพร้อมกันทั้งโรงพยาบาล บ้านเรือน และพื้นที่เพาะปลูกของอำเภอเวียงแก่น เมื่อแหล่งน้ำดิบหลักผลิตประปาเริ่ม “ไม่ทำงาน” อย่างที่ควรเป็น เวลา 14.10 น. นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) พร้อม นางนิตยา ยาละ สมาชิกสภา อบจ.เชียงราย เขตอำเภอเวียงแก่น ลงพื้นที่ติดตามการทำงานของเครื่องจักรกลหนักจาก สำนักช่าง และ กองป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อบจ.เชียงรายฝายลำน้ำงาว หลังโรงพยาบาลเวียงแก่น เพื่อเร่งฟื้นระบบน้ำอุปโภคบริโภคที่กำลังขาดแคลน

ลำน้ำงาว” สายเลือดของเวียงแก่น เมื่อแหล่งน้ำดิบตื้นเขิน โรงพยาบาลคือด่านหน้าที่สะเทือนก่อน

สำหรับคนเวียงแก่น ลำน้ำงาว ไม่ใช่เพียงลำน้ำธรรมชาติ หากเป็น “โครงสร้างพื้นฐาน” ที่หล่อเลี้ยงกิจกรรมเศรษฐกิจและการดำรงชีวิต ตั้งแต่ สวนส้มโอ ข้าว ข้าวโพด ไปจนถึงภารกิจสำคัญที่สุดคือการเป็น แหล่งน้ำดิบหลัก สำหรับผลิตน้ำประปาให้ โรงพยาบาลเวียงแก่น และชุมชนโดยรอบ

ทว่า “บทเรียนหลังน้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2567” ได้ทิ้งร่องรอยที่หนักกว่าภาพความเสียหายบนถนนหรือบ้านเรือน เพราะเมื่อกระแสน้ำพัดพา ตะกอนดินและทรายจำนวนมากจากพื้นที่สูง ลงสู่ลำน้ำ ตะกอนเหล่านี้ทำหน้าที่เหมือน “ฝุ่นควันในระบบหายใจ” ของลำน้ำ สะสมจนตื้นเขิน และไปอุดจังหวะการไหล การกักเก็บ และการสูบน้ำขึ้นระบบประปา

ผลกระทบจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่ “น้ำไหลอ่อน” แต่ลามไปสู่คำถามใหญ่กว่า โรงพยาบาลจะเดินระบบอย่างไร หากขาดน้ำสะอาดต่อเนื่อง? และประชาชนจะรักษาสุขอนามัยขั้นพื้นฐานได้อย่างไร หากน้ำอุปโภคบริโภคไม่พอในช่วงที่ยังต้องฟื้นตัวจากภัยพิบัติเดิม

ในกรอบสาธารณสุขสากล WHO ย้ำว่าความมั่นคงด้านน้ำในสถานบริการสุขภาพเป็นเงื่อนไขพื้นฐานต่อความปลอดภัยผู้ป่วย การควบคุมการติดเชื้อ และคุณภาพบริการ ไม่ใช่ “ทางเลือก”

จุดเปลี่ยนหลังมหาอุทกภัย เมื่อ “ตะกอน” กลายเป็นวิกฤตสาธารณูปโภคที่มองไม่เห็น

จากข้อมูลภาคสนามที่ผู้ใช้จัดเตรียม ระบุว่าอุทกภัยปี 2567 ได้พัดพาโคลนดินจากพื้นที่สูงไหลลงสู่ลำน้ำงาว จน ฝาย/ลำน้ำกลายเป็นจุดรองรับตะกอน มากกว่าจุดกักเก็บน้ำ ส่งผลให้ลำน้ำตื้นเขิน “ในระดับใกล้ตลิ่ง” และทำให้ไม่สามารถสูบน้ำดิบขึ้นมาใช้ได้ตามปกติ

ภาพนี้สะท้อนธรรมชาติของภัยพิบัติยุคใหม่ที่ไม่ได้ “มาแล้วจบ” แต่ทิ้งผลพวงเป็นชั้นๆ ตั้งแต่น้ำท่วม → ดินถล่ม → ตะกอนทับถม → ระบบน้ำล่ม → สุขาภิบาลและเศรษฐกิจชุมชนอ่อนแรง ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมหลายหน่วยงานด้านมนุษยธรรมจึงสรุปบทเรียนซ้ำว่า “ระยะหลังน้ำลด” คือช่วงที่ความเสี่ยงรองพุ่งสูง และต้องใช้ทรัพยากรฟื้นฟูจำนวนมาก

ปฏิบัติการ 29 ม.ค. 2569 ขุดลอก เปิดทางน้ำ วางท่อใหม่ เพื่อให้ “น้ำประปาต้องกลับมาไหล”

ภารกิจที่เกิดขึ้นในเวียงแก่นครั้งนี้ ถูกวางเป็นการแก้ปัญหาเร่งด่วน โดยมีแกนปฏิบัติการ 2 ส่วน

1) ขุดลอกเปิดทางน้ำ คืนสภาพการไหลให้ลำน้ำงาว

เครื่องจักรกลหนักของ อบจ. เข้าดำเนินการขุดลอกตะกอนดิน/ทราย และปรับแนวทางน้ำบริเวณฝายและช่วงที่ตื้นเขิน เพื่อให้กลับมามีน้ำพอสำหรับการสูบและการใช้งาน

2) วาง/ปรับระบบท่อสูบน้ำใหม่ โฟกัส “โรงพยาบาลต้องมีน้ำ”

อีกมาตรการสำคัญคือการปรับปรุงระบบท่อ เพื่อสูบน้ำจากจุดที่ขุดลอกแล้วขึ้นไปใช้ในโรงพยาบาลให้ทันต่อความจำเป็น

ถอดความสาระสำคัญจากหน้างาน นายก อบจ.ชี้ว่าการลงมือครั้งนี้ฟื้นเส้นทางน้ำ

จากสาระที่ผู้ใช้ถ่ายทอดไว้ในส่วน “เจาะลึกเนื้อหาวีดิโอ” สะท้อนประเด็นหลัก 3 ชั้น ดังนี้

  1. ยอมรับความจริงว่าเป็นงานเฉพาะหน้า แต่ต้องทำทันที นายก อบจ.ชี้ว่าการลงมือครั้งนี้เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพราะปริมาณน้ำลดลงเร็ว ขณะที่ตะกอนทับถมสูงมากจนทำให้แหล่งน้ำเดิมใช้งานไม่ได้ ส่งผลให้ประชาชนและโรงพยาบาลได้รับความเดือดร้อนหนัก
  2. ชี้ “ต้นตอ” ว่ามาจากตะกอนหลังน้ำท่วมใหญ่และดินโคลนจากพื้นที่สูง ดินโคลนจากพื้นที่สูงไหลลงลำน้ำงาว ทำให้ฝายที่เคยเก็บกักน้ำ กลายเป็นจุดสะสมตะกอนจนเต็ม
  3. วางแผนปฏิบัติการแบบ “ขุดลอก + ประสานหน่วยงาน + โครงสร้างระยะยาว” อบจ.ดำเนินการขุดลอกและฟื้นเส้นทางน้ำ พร้อมทำเรื่องประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (กรมเจ้าท่า กรมชลประทาน โยธาธิการและผังเมือง) เพื่อเสถียรภาพลาดดิน/โครงสร้าง และเดินหน้าวางระบบท่อใหม่ให้สูบน้ำขึ้นโรงพยาบาลได้อย่างทันท่วงที

สรุปสาระจากคลิปตามข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม ข้อความ “น้ำประปาต้องกลับมาไหล” จึงทำหน้าที่เป็นทั้งคำประกาศเชิงนโยบาย และ “เป้าหมายเชิงวิศวกรรม” ที่ต้องทำให้เห็นผลในระยะสั้น ก่อนฤดูฝนรอบใหม่จะมาถึง

เมื่อ “น้ำประปา” กลายเป็นความมั่นคงด้านสุขภาพ และบททดสอบการกระจายอำนาจ

การแก้วิกฤตครั้งนี้มีนัยมากกว่าเครื่องจักรที่กำลังขุดดิน เพราะสะท้อน “สมรรถนะท้องถิ่น” ใน 3 มิติ

ความเร็วในการตอบสนอง เครื่องจักรท้องถิ่น = นาทีทองของการฟื้นระบบ

ในภาวะวิกฤต โครงสร้างราชการส่วนกลางมักมีขั้นตอนจัดซื้อจัดจ้าง/อนุมัติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การที่ อบจ.มีเครื่องจักรและทีมช่างของตนเอง ทำให้ “เริ่มงานได้ทันที” ซึ่งมีความหมายอย่างยิ่งเมื่อปลายทางคือ โรงพยาบาล ที่ต้องใช้น้ำต่อเนื่อง

ความมั่นคงด้านสาธารณสุข โรงพยาบาลขาดน้ำ = ความเสี่ยงเชิงระบบ

น้ำในโรงพยาบาลไม่ใช่แค่ดื่มกิน แต่รวมถึงการทำความสะอาด การฆ่าเชื้อ ห้องน้ำ การบริการผู้ป่วย และการป้องกันการติดเชื้อ WHO จึงมีกรอบคิดเรื่องการบริหารความเสี่ยงด้านน้ำในอาคาร/สถานบริการสุขภาพเพื่อความปลอดภัยของผู้รับบริการ

เศรษฐกิจฐานราก ผู้ใช้น้ำกลับมาทำการเกษตรได้ = ลดความเสียหายที่ลากยาว

ข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียมระบุชัดว่ากลุ่มผู้ใช้น้ำไม่สามารถส่งน้ำเข้าพื้นที่เกษตรได้ตามปกติ หากระบบกลับมาเดินได้เร็ว จะลดความสูญเสียในพืชเศรษฐกิจและรายได้ครัวเรือน

ขุดลอก” อย่างเดียวไม่พอ การบ้านระยะยาวที่ต้องชัด เพื่อไม่ให้ตะกอนกลับมาซ้ำ

งานขุดลอกเป็น “การเปิดทางน้ำ” ที่จำเป็น แต่ข่าวเชิงลึกต้องตั้งคำถามต่อว่า หลังเครื่องจักรถอนกำลังแล้ว จะทำอย่างไรต่อ เพื่อไม่ให้พื้นที่กลับสู่วงจรเดิมในฤดูฝนหน้า

  1. แผนบริหารตะกอน (sediment management) ต้องมีจุดติดตามว่าตะกอนมาจากช่วงลำน้ำใด พื้นที่ลาดชันใด และมีมาตรการลดการพัดพาอย่างไร (เชื่อมโยงงานฟื้นฟูต้นน้ำ/หน้าดิน)
  2. มาตรฐานงานลำน้ำและความปลอดภัย งานปรับลำน้ำต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อการไหล การกัดเซาะ และชุมชนริมฝั่ง
  3. ระบบเตือนภัย สื่อสารสาธารณะ ประสบการณ์น้ำท่วมรุนแรงในภาคเหนือที่ผ่านมาเป็นเครื่องเตือนว่า “สื่อสารเร็ว” มีความหมายเท่ากับ “เข้าถึงความช่วยเหลือเร็ว”

สิ่งที่ประชาชนและหน่วยงานทำได้ทันที เพื่อไม่ต้องเริ่มใหม่ทุกครั้ง

สำหรับประชาชน/ครัวเรือน

  1. สำรองน้ำและวางแผนใช้น้ำช่วงวิกฤต จัดลำดับความสำคัญ (ดื่ม ทำอาหาร สุขอนามัย)
  2. ติดตามประกาศหน่วยงานท้องถิ่น/โรงพยาบาล เพื่อรับข้อมูลจุดแจกจ่ายน้ำหรือมาตรการเฉพาะหน้า
  3. สุขาภิบาลในช่วงน้ำขาดแคลน ให้ความสำคัญกับความสะอาดภาชนะ น้ำดื่ม และการล้างมือเท่าที่ทำได้ ลดความเสี่ยงโรคจากสุขาภิบาลหย่อนยาน
  4. รวมกลุ่มผู้ใช้น้ำ เกษตรกร แจ้งจุดวิกฤต/จุดสูบที่ใช้งานไม่ได้ เพื่อให้การแก้ไข “ตรงจุด” และไม่ซ้ำซ้อน

สำหรับหน่วยงาน

  1. ทำ “แผนความต่อเนื่องบริการน้ำของโรงพยาบาล” (continuity plan) อิงแนวคิดบริหารความเสี่ยงด้านน้ำในสถานบริการ
  2. จัดระบบข้อมูลลำน้ำหลังน้ำท่วม ทำแผนที่จุดตื้นเขิน จุดเสี่ยงกัดเซาะ จุดสูบ
  3. ประชุมประสานหลายหน่วยงานแบบมีผู้รับผิดชอบชัด (เจ้าท่า ชลประทาน โยธาฯ ท้องถิ่น) เพื่อให้มาตรการระยะยาวไม่สะดุด

คืน “ลมหายใจ” ให้ระบบน้ำเวียงแก่น ก่อนฤดูฝนรอบใหม่จะถามหาความพร้อมอีกครั้ง

ปฏิบัติการขุดลอก ลำน้ำงาว วันที่ 29 มกราคม 2569 จึงไม่ใช่เพียงภาพเครื่องจักรทำงานกลางลำน้ำ แต่คือสัญญาณว่าเชียงรายกำลังพยายามเปลี่ยน “บทเรียนจากมหาอุทกภัย” ให้เป็น “โครงสร้างการรับมือ” ที่จับต้องได้ เริ่มจากสิ่งพื้นฐานที่สุดอย่างน้ำประปา

อย่างไรก็ดี ความสำเร็จจะไม่ได้วัดจากวันที่น้ำกลับมาไหลวันแรกเท่านั้น แต่ต้องวัดจาก ความสามารถในการรักษาระบบให้เดินได้ต่อเนื่อง ผ่านฤดูฝน ผ่านตะกอนรอบใหม่ และผ่านข้อจำกัดงบประมาณ อำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน

ในวันที่ภัยพิบัติอาจกลับมาได้เสมอ คำว่า “น้ำประปาต้องกลับมาไหล” จึงไม่ควรเป็นแค่คำประกาศ แต่ต้องเป็น สัญญาทางนโยบาย ที่มีแผนระยะสั้น กลาง ยาวรองรับ เพื่อให้คนเวียงแก่นไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ทุกครั้งที่น้ำหลาก

สถิติ/ข้อมูลชวนคิด

  • สถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงในภาคเหนือเคยถูกติดตามและรายงานความเสี่ยง/ผลกระทบในช่วงปี 2567–2568 สะท้อนว่าความเสี่ยงไม่ได้อยู่ไกลตัว และต้องมีแผนรับมือระดับพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
  • รายงานสถานการณ์อุทกภัยในไทยจากหน่วยงาน/องค์กรด้านมนุษยธรรมในภูมิภาคมีการสรุปตัวเลขผลกระทบเชิงครัวเรือน/พื้นที่ในบางช่วงของปี 2567 ซึ่งตอกย้ำภาระงานฟื้นฟูหลังน้ำลดและความจำเป็นของโครงสร้างพื้นฐานที่ทนทาน
  • WHO เน้นการจัดการความเสี่ยงด้านน้ำในอาคารและสถานบริการสุขภาพ เพื่อความปลอดภัยผู้ป่วยและความต่อเนื่องของบริการ น้ำในโรงพยาบาลจึงเป็น “ความมั่นคง” ไม่ใช่ “ความสะดวก”
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย)
  • สำนักช่าง อบจ.เชียงราย
  • กองป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อบจ.เชียงราย
  • โรงพยาบาลเวียงแก่น
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

นายก อบจ.เชียงราย นำทีมปฏิบัติการ “โฮงยาใกล้บ้าน Plus” เสริมแกร่ง รพ.สต. หวังลดป่วยหนักกลุ่มโรค NCDs

อบจ.เชียงราย ปักหมุด “อยู่ที่ไหนก็ใกล้หมอ” เติมอาวุธคัดกรอง NCDs ให้ รพ.สต. เวียงป่าเป้า–เชียงของ หวัง “จับให้เจอเร็ว” ลดป่วยเรื้อรังถึงประตูบ้าน

เชียงราย,21 มกราคม 2569  – ในหลายครัวเรือนของเชียงราย ความเจ็บป่วยไม่ได้เริ่มต้นด้วยเหตุฉุกเฉินที่พาไปโรงพยาบาลใหญ่ หากเริ่มจาก “อาการเล็กน้อยที่ถูกมองข้าม” เวียนหัวบ่อยขึ้น เหนื่อยง่ายขึ้น ปลายเท้าชาเล็กน้อย หรือความดันที่ขึ้นๆ ลงๆ จนกลายเป็นความคุ้นชิน กระทั่งวันหนึ่งความคุ้นชินนั้นพาไปสู่คำวินิจฉัยที่เปลี่ยนชีวิตทั้งบ้าน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และโรคเรื้อรังอื่นๆ ในกลุ่ม โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)

ท่ามกลางโจทย์ใหญ่ของระบบสุขภาพที่ต้องแบกรับภาระโรคเรื้อรังอย่างต่อเนื่อง องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) ภายใต้การนำของ นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย เดินหน้าผลักดันนโยบาย อยู่ที่ไหนก็ใกล้หมอ (โฮงยาใกล้บ้าน Plus)” ให้เห็นภาพจริงในระดับชุมชน ผ่านการสนับสนุนอุปกรณ์การแพทย์สำหรับคัดกรองเบาหวานและความดันโลหิตแก่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ในสังกัด อบจ. เพื่อขยาย “บริการปฐมภูมิ” ให้เข้าถึงบ้านคนมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่การเดินทางไปโรงพยาบาลใหญ่ยังมีต้นทุนสูงทั้งเวลา ค่าใช้จ่าย และกำลังของผู้สูงอายุ

จากตัวเลขโลก สู่ความจริงหน้าบ้าน เมื่อ NCDs ไม่ใช่เรื่องไกลตัว

หากมองจากภาพใหญ่ NCDs คือหนึ่งในความท้าทายของระบบสาธารณสุขทั่วโลก รายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) เคยชี้ให้เห็นว่าโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเป็นสัดส่วนการเสียชีวิตจำนวนมากทั่วโลก และเป็นภาระที่กระทบประเทศรายได้ต่ำและปานกลางอย่างหนัก โดยมีความเสี่ยงทับซ้อนกับปัจจัยด้านพฤติกรรม สังคม และความเหลื่อมล้ำ (อ้างอิงภาพรวมจากรายงานสถานการณ์ NCDs ของ WHO)

ขณะที่ในบริบทประชากรสูงวัย WHO ยังสะท้อนภาพเชิงระบบว่า เมื่ออายุเพิ่มขึ้น ภาระโรคและภาวะสูญเสียสุขภาวะ (DALYs) มักถูกขับเคลื่อนโดยกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเป็นสำคัญ ซึ่งทำให้ประเทศและท้องถิ่นต้องยิ่งเน้น “ป้องกัน–คัดกรอง–ควบคุมโรค” ในระดับปฐมภูมิ ไม่ใช่รอรักษาเมื่ออาการหนัก

ภาพใหญ่เหล่านี้ เมื่อตัดกลับมาที่เชียงราย กลายเป็นคำถามเชิงนโยบายที่ตรงไปตรงมา เราจะทำอย่างไรให้คนเจอโรคเร็วขึ้น ก่อนที่โรคจะพาเขาไปถึงภาวะแทรกซ้อน? และ จะทำอย่างไรให้การดูแลโรคเรื้อรังไม่กลายเป็นภาระซ้ำซ้อนที่ผลักคนจนให้จนลง?

คำตอบหนึ่งที่หลายพื้นที่เริ่มเดินไปในทิศทางเดียวกัน คือ “ทำให้หน่วยปฐมภูมิแข็งแรง” และให้เครื่องมือกับด่านหน้าที่อยู่ใกล้ประชาชนที่สุด

อยู่ที่ไหนก็ใกล้หมอ” ในทางปฏิบัติ ไม่ใช่คำขวัญ แต่คือการวางระบบให้ตรวจได้ถึงชุมชน

นโยบาย “อยู่ที่ไหนก็ใกล้หมอ (โฮงยาใกล้บ้าน Plus)” ของ อบจ.เชียงราย ถูกวางให้เป็นหนึ่งในนโยบายเรือธงด้านบริการสุขภาพ โดยย้ำแนวคิดสำคัญว่า “ระยะทางไม่ควรเป็นกำแพงของการรักษา” และ “การคัดกรองคือด่านสำคัญของการลดป่วยหนัก”

ในทางปฏิบัติ นโยบายนี้ถูกขับเคลื่อนผ่านการลงพื้นที่ส่งมอบอุปกรณ์คัดกรองที่จำเป็นต่อการเฝ้าระวังโรคเรื้อรัง โดยมี 2 ปฏิบัติการหลักต่อเนื่องในช่วงวันที่ 19–20 มกราคม 2569 ครอบคลุมอำเภอเวียงป่าเป้า และอำเภอเชียงของ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีทั้งชุมชนเมืองย่อย ชุมชนชนบท และบริบทการเดินทางที่ต่างกัน

ปฏิบัติการที่ 1 เวียงป่าเป้า เสริมเครื่องมือคัดกรองเชิงรุกให้ รพ.สต. 3 แห่ง

เมื่อวันจันทร์ที่ 19 มกราคม 2569 เวลา 10.30 น. อบจ.เชียงรายมอบหมายให้ นายจิราวุฒิ แก้วเขื่อน รองนายก อบจ.เชียงราย พร้อมเจ้าหน้าที่กองสาธารณสุข ลงพื้นที่ อำเภอเวียงป่าเป้า เพื่อส่งมอบอุปกรณ์คัดกรองสุขภาพ ได้แก่ เครื่องวัดความดันโลหิต และ เครื่องเจาะน้ำตาลในเลือดพร้อมแถบตรวจ ณ ห้องประชุม รพ.สต.แม่เจดีย์ โดยมี รพ.สต. ในสังกัด อบจ.เชียงรายเข้ารับมอบ 3 แห่ง ได้แก่

  • รพ.สต.เวียงกาหลง
  • รพ.สต.แม่เจดีย์
  • รพ.สต.แม่เจดีย์ใหม่

การรับมอบมีคณะผู้อำนวยการ รพ.สต. และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในพื้นที่ร่วมรับมอบ เพื่อยกระดับความพร้อมของหน่วยปฐมภูมิในการคัดกรอง เฝ้าระวัง และติดตามกลุ่มเสี่ยง NCDs ในระดับชุมชน (ข้อมูลตามที่ผู้ใช้จัดเตรียม)

ในเชิงข่าว นี่ไม่ใช่เพียงการ “ให้เครื่องมือ” แต่เป็นการ “เพิ่มโอกาส” ให้บุคลากรด่านหน้า โดยเฉพาะ รพ.สต. และ อสม. ที่ทำงานใกล้ชิดกับคนกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง หรือผู้ที่ไม่สะดวกเดินทาง

เพราะสำหรับผู้ป่วยกลุ่มนี้ “การไปโรงพยาบาล” อาจไม่ใช่เรื่องยากเฉพาะค่าเดินทาง แต่หมายถึงคนดูแลที่ต้องลางาน รถที่ต้องหา เวลาและแรงที่ต้องใช้ และความเสี่ยงจากการรอคิวนาน ทั้งหมดคือกำแพงที่ทำให้หลายคนเลื่อนการตรวจออกไปเรื่อยๆ จนโรคเดินนำหน้าไปไกล

ปฏิบัติการที่ 2 เชียงของ   “กระเป๋าโฮงยาใกล้บ้าน” ไปถึง 4 ตำบล

ต่อเนื่องในวันอังคารที่ 20 มกราคม 2569 เวลา 13.30 น. นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย ลงพื้นที่ อำเภอเชียงของ พร้อมคณะผู้บริหาร สมาชิกสภา อบจ. และเจ้าหน้าที่กองสาธารณสุข เพื่อมอบครุภัณฑ์ทางการแพทย์ในรูปแบบ “กระเป๋าโฮงยาใกล้บ้าน” ซึ่งประกอบด้วยเครื่องมือคัดกรองสำคัญ ได้แก่ เครื่องวัดความดันโลหิต และเครื่องเจาะน้ำตาลในเลือดพร้อมแถบตรวจ ให้แก่ รพ.สต. ในสังกัด อบจ.เชียงราย ครอบคลุม 4 ตำบล ได้แก่

  • ต.ห้วยซ้อ
  • ต.ครึ่ง
  • ต.ศรีดอนชัย
  • ต.สถาน

โดยมี นายทวี ครึ่งธิ ผอ.รพ.สต.บ้านห้วยซ้อ พร้อมคณะผู้อำนวยการ รพ.สต. ผู้นำท้องที่ท้องถิ่น และ อสม. ร่วมให้การต้อนรับและร่วมรับมอบ (ข้อมูลตามที่ผู้ใช้จัดเตรียม)

หากเวียงป่าเป้าเป็นภาพของการเสริมกำลัง “ฐานบริการปฐมภูมิ” เชียงของคือภาพของการเน้น “เข้าถึงเป็นเครือข่าย” เพราะบริบทพื้นที่มีการกระจายตัวของชุมชน และความจำเป็นต้องพึ่งพา “ระบบส่งต่อและติดตาม” ที่ทำงานร่วมกันได้ระหว่าง รพ.สต.–อสม.–ผู้นำชุมชน

NCDs ในมุมของคนทำงาน ทำไม “เครื่องวัดความดัน” และ “เครื่องเจาะน้ำตาล” ถึงเป็นหัวใจ

สำหรับคนทั่วไป อุปกรณ์คัดกรองอาจดูเป็น “เครื่องมือพื้นฐาน” แต่สำหรับหน่วยปฐมภูมิ เครื่องมือสองประเภทนี้คือประตูด่านแรกของการคุมเกมโรคเรื้อรัง

  1. ความดันโลหิตสูง มักไม่แสดงอาการชัดในระยะแรก แต่เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคหลอดเลือดสมอง หัวใจ และไต หากคัดกรองเร็วและติดตามต่อเนื่อง จะช่วยลดโอกาสเกิดเหตุการณ์รุนแรงในอนาคต
  2. เบาหวาน เช่นกัน หากปล่อยให้น้ำตาลสูงสะสมโดยไม่รู้ตัว ความเสียหายค่อยๆ เกิดกับเส้นเลือด ปลายประสาท ไต และดวงตา จนเมื่อแสดงอาการชัด บางครั้งก็เป็น “ช่วงที่แก้ยากและแพง” แล้ว

จุดนี้เองที่คำว่า “จับให้เจอเร็ว” มีความหมายทางเศรษฐศาสตร์สุขภาพซ่อนอยู่   การลงทุนกับการคัดกรองและป้องกัน มักใช้ทรัพยากรน้อยกว่าการรักษาภาวะแทรกซ้อน และสำคัญที่สุดคือ ลดความสูญเสียของครัวเรือน ที่ต้องรับภาระดูแลผู้ป่วยระยะยาว

คำกล่าวจากพื้นที่ “อยู่ที่ไหนก็ใกล้หมอ” กับความหมายของความเท่าเทียม

ในกิจกรรมที่เชียงของ นายก อบจ.เชียงรายได้สื่อสารทิศทางเชิงนโยบายว่า อบจ.ให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนทุกช่วงวัย และการทำงานร่วมกับเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อให้บริการสุขภาพเข้าถึงประชาชนได้จริง โดยยึดแนวทาง “อยู่ที่ไหนก็ใกล้หมอ” เป็นแกนการขับเคลื่อน (ตามถ้อยคำและสาระที่ผู้ใช้จัดเตรียม)

ในเชิงวาระสาธารณะ คำกล่าวลักษณะนี้กำลังชี้ให้เห็น “ความคาดหวังใหม่ของประชาชนต่อท้องถิ่น” กล่าวคือ ท้องถิ่นไม่ใช่เพียงผู้จัดบริการสาธารณะด้านกายภาพ แต่กำลังถูกคาดหวังให้เป็น “กลไกสุขภาวะ” ที่ลดความเหลื่อมล้ำได้จริง โดยเฉพาะในจังหวัดที่พื้นที่กว้าง ชุมชนกระจาย และสัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลจากรายงานสถิติระดับจังหวัดของสำนักงานสถิติแห่งชาติ (ชุดรายงานจังหวัดเชียงราย) สะท้อนบริบทโครงสร้างประชากรและสังคมที่ท้องถิ่นต้องรับมือมากขึ้น ทั้งด้านผู้สูงอายุและภาระการดูแลในครัวเรือน ซึ่งทำให้การขยับของ อบจ.เชียงรายในมิติ “สุขภาพใกล้บ้าน” ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมครั้งคราว แต่เป็นการตอบโจทย์โครงสร้างระยะยาว

เวียงป่าเป้า–เชียงของ เลือกพื้นที่อย่างมีนัย ไม่ใช่ทำแบบหว่าน

สองพื้นที่ที่ถูกเน้นในข่าวครั้งนี้สะท้อน “ตรรกะเชิงระบบ” ที่ต่างกันแต่เสริมกัน

  • เวียงป่าเป้า มีชุมชนกระจายหลายตำบลและมีความต้องการบริการปฐมภูมิที่เข้มแข็งเพื่อคัดกรองและติดตามโรคเรื้อรังอย่างต่อเนื่อง การเสริมอุปกรณ์ให้ รพ.สต. 3 แห่งจึงเป็นการเพิ่มกำลัง “จุดบริการ” ให้ทำงานได้คล่องขึ้น
  • เชียงของ เป็นพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับการเดินทาง การค้าชายแดน และการเคลื่อนย้ายของผู้คนในระดับหนึ่ง ทำให้การทำงานสุขภาพชุมชนต้องยึด “เครือข่าย” เป็นแกน   รพ.สต. หลายตำบลทำงานร่วมกับ อสม. และผู้นำชุมชน เพื่อคัดกรองถึงบ้านและส่งต่อเมื่อจำเป็น

ในมุมของงานข่าวเชิงลึก นี่คือรายละเอียดที่ช่วยให้ผู้อ่านเห็นว่า นโยบายเดียวกันสามารถออกแบบ “วิธีทำงาน” ให้เหมาะกับพื้นที่ได้ ไม่ใช่ยกโมเดลเดียวไปใช้ทุกแห่งแบบไม่ดูบริบท

AI, เทคโนโลยี และ “คำถามที่ต้องตอบให้ได้” หากอยากให้ผลลัพธ์เกิดจริง

แม้ข่าวนี้เน้นการมอบอุปกรณ์ แต่ในยุคที่หลายหน่วยงานพูดถึงการใช้เทคโนโลยีและข้อมูลในการดูแลสุขภาพ สิ่งที่สังคมต้องการเห็นควบคู่กัน คือ “ระบบหลังบ้าน” ที่ทำให้อุปกรณ์ทำงานเกิดผลต่อเนื่อง ไม่ใช่ทำให้เกิดภาพข่าวเพียงวันเดียว

คำถามเชิงนโยบายที่ควรถูกวางไว้ในข่าวอย่างตรงไปตรงมา ได้แก่

  1. เวชภัณฑ์สิ้นเปลืองและการซ่อมบำรุง เครื่องเจาะน้ำตาลต้องใช้แถบตรวจอย่างต่อเนื่อง หากแถบตรวจไม่พอ หรือกระบวนการจัดซื้อช้า การคัดกรองจะสะดุดทันที
  2. มาตรฐานการวัดและการสอบเทียบ เครื่องวัดความดันต้องมีความแม่นยำและมีมาตรฐาน เพื่อให้ผลคัดกรองนำไปสู่การรักษาที่ถูกต้อง
  3. การจัดการข้อมูลและระบบติดตาม คัดกรองแล้ว “ต้องตามต่อ” ผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงต้องได้รับการนัดติดตาม การให้คำแนะนำ และการส่งต่อเมื่อเกินศักยภาพปฐมภูมิ
  4. ตัวชี้วัดผลลัพธ์ (Outcomes) ถ้าตั้งเป้า “สกัด NCDs ถึงประตูบ้าน” ควรมีตัวชี้วัดอย่างน้อย 3 ชั้น
    • ชั้นที่ 1: จำนวนคนคัดกรองเพิ่มขึ้นเท่าไร (coverage)
    • ชั้นที่ 2: จำนวนกลุ่มเสี่ยงที่เข้าสู่การติดตามต่อเนื่องเพิ่มขึ้นเท่าไร (continuity)
    • ชั้นที่ 3: ภาวะแทรกซ้อน/การส่งต่อฉุกเฉิน/การนอนโรงพยาบาลลดลงหรือไม่ (impact)

การตั้งคำถามเหล่านี้ไม่ใช่การลดทอนความสำเร็จ แต่เป็นการ “ทำให้ความสำเร็จเดินต่อได้” และนี่คือหัวใจของงานข่าวเชิงนโยบายที่มุ่งประโยชน์สาธารณะ

เมื่อ “สุขภาพ” คือเศรษฐกิจของบ้าน และ “ปฐมภูมิ” คือเกราะของชุมชน

ในท้ายที่สุด ข่าวนี้ไม่ได้พูดถึงเครื่องมือแพทย์เท่านั้น แต่กำลังพูดถึง “ต้นทุนชีวิต” ของผู้คน

เพราะในโลกของ NCDs ความสูญเสียมักค่อยๆ สะสม ค่าเดินทาง ค่ากินอยู่ของผู้ดูแล รายได้ที่หายไปจากการลางาน ภาระหนี้สินในครัวเรือน และความเครียดที่ก่อตัวจนกระทบทั้งสุขภาพกายและใจ

ในภาพใหญ่ WHO เคยเตือนว่าการรับมือโรคไม่ติดต่อเรื้อรังจำเป็นต้องอาศัยมาตรการที่ “ทำได้จริงในระดับประเทศและชุมชน” และหากไม่เร่งดำเนินการ ภาระจะยิ่งเพิ่มขึ้นทั้งด้านชีวิตและระบบเศรษฐกิจ

ดังนั้น การที่ อบจ.เชียงรายเลือกขับเคลื่อน “อยู่ที่ไหนก็ใกล้หมอ” ด้วยการเสริมความพร้อม รพ.สต. และเครือข่าย อสม. จึงเป็นการเดินหมากที่สอดคล้องกับตรรกะสาธารณสุขร่วมสมัย ลดความเหลื่อมล้ำด้วยบริการใกล้บ้าน และลดป่วยหนักด้วยการคัดกรองให้เร็ว

ข่าวดีของวันนี้ กับ “งานหนักของพรุ่งนี้” ที่ต้องเดินต่อ

ภาพข่าวการมอบอุปกรณ์คัดกรองให้ รพ.สต. ในเวียงป่าเป้าและเชียงของ คือสัญญาณเชิงบวกของการยกระดับบริการปฐมภูมิ   ทำให้คนเข้าถึงการตรวจได้ง่ายขึ้น ทำให้หน่วยด่านหน้าทำงานได้มั่นใจขึ้น และทำให้คำว่า “อยู่ที่ไหนก็ใกล้หมอ” มีความหมายมากกว่าถ้อยคำบนป้าย

แต่หากต้องการให้ผลลัพธ์เกิดจริงตามเป้าหมาย “สกัด NCDs ถึงประตูบ้าน” ภารกิจถัดไปคือการทำให้ระบบเดินต่อเนื่อง ตั้งงบเวชภัณฑ์ให้พอ วางมาตรฐานเครื่องมือให้แม่น สร้างฐานข้อมูลให้ติดตามได้ และรายงานผลให้ประชาชนเห็นความเปลี่ยนแปลงเป็นรูปธรรม

ในสนามนโยบายสุขภาพ ความสำเร็จไม่ใช่ “วันที่มอบของ” แต่คือ “วันที่จำนวนคนป่วยหนักลดลง” และถ้าการลงทุนวันนี้ทำให้ชาวเชียงรายวันพรุ่งนี้ “เจอโรคเร็ว รักษาเร็ว และอยู่กับครอบครัวได้นานขึ้น” นั่นจึงเป็นชัยชนะที่แท้จริงของนโยบายสุขภาพใกล้บ้าน

สถิติ/ข้อมูลชวนคิด 

  • ภาระโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเป็นโจทย์ใหญ่ของระบบสุขภาพโลก และเป็นประเด็นที่ WHO ติดตามและรายงานต่อเนื่อง
  • ในบริบทประชากรสูงวัย ภาระการสูญเสียสุขภาวะ (DALYs) จำนวนมากเกี่ยวข้องกับกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และจำเป็นต้องเน้นมาตรการป้องกัน คัดกรอง ดูแลต่อเนื่อง
  • รายงานสถิติระดับจังหวัด (เชียงราย) ของสำนักงานสถิติแห่งชาติสะท้อนบริบทโครงสร้างประชากรและสังคมที่เกี่ยวข้องกับการดูแลกลุ่มเปราะบางและผู้สูงอายุในระยะยาว
  • WHO เคยประเมินว่าหากประเทศต่างๆ นำมาตรการที่ได้ผลมาใช้จริงอย่างทั่วถึง จะสามารถลดการเสียชีวิตจาก NCDs ได้จำนวนมากในทศวรรษหน้า (อ้างอิงข่าวสรุปจากรายงาน WHO)
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย)
  • กองสาธารณสุข อบจ.เชียงราย
  • โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ในสังกัด อบจ.เชียงราย: เวียงกาหลง, แม่เจดีย์, แม่เจดีย์ใหม่ และ รพ.สต.ในพื้นที่ ต.ห้วยซ้อ, ต.ครึ่ง, ต.ศรีดอนชัย, ต.สถาน อ.เชียงของ
  • เครือข่ายอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในพื้นที่
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

พม. ปักหมุดเชียงของโมเดลพื้นที่ปลอดภัย ผนึกเครือข่ายสกัดความรุนแรงในครอบครัว พร้อมดัน AI ดูแลกลุ่มเปราะบาง

พม.ปักหมุด “เชียงของโมเดลพื้นที่ปลอดภัย” ผนึกท้องถิ่น–เครือข่ายสกัดความรุนแรงในครอบครัว ชู 4 นโยบายพร้อมดัน AI ดูแลกลุ่มเปราะบาง

เชียงราย, 19 มกราคม 2569 — ในเมืองชายแดนที่ผู้คนคุ้นชินกับการเดินทางข้ามฝั่งแม่น้ำโขงและการค้าระหว่างประเทศ “ความเปลี่ยนแปลง” ไม่ได้มาในรูปของตัวเลขการส่งออกเพียงอย่างเดียว หากยังปรากฏเงียบ ๆ ในอีกสมรภูมิหนึ่งที่อยู่หลังประตูบ้าน ความรุนแรงในครอบครัว ความเปราะบางของเด็กและสตรี และความเสี่ยงของผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นตามโครงสร้างประชากร

บ่ายวันจันทร์ที่ 19 มกราคม 2569หอประชุมโรงเรียนเชียงของวิทยาคม อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย นาย อัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ลงพื้นที่เป็นประธานเปิดโครงการ สานพลังเครือข่าย สร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว” โดยมี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และ นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ร่วมต้อนรับ พร้อมหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคีเครือข่าย และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

แต่แก่นของงานครั้งนี้ มิได้หยุดอยู่ที่พิธีเปิดหรือภาพถ่ายหน้าเวที หากอยู่ที่คำถามใหญ่กว่า เมื่อสังคมไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย และปัญหาความรุนแรงในครอบครัวยังเกิดซ้ำ โครงสร้างคุ้มครองทางสังคมระดับพื้นที่จะ “ทัน” ความจริงที่ซับซ้อนขึ้นทุกวันได้อย่างไร

พื้นที่ปลอดภัย” ไม่ใช่คำสวยหรู แต่คือระบบที่ต้องทำให้เกิดจริง

ภาพหนึ่งที่ผู้เข้าร่วมจำนวนมากมองเห็นร่วมกันในหอประชุมวันนั้น คือการประกาศ “พื้นที่ปลอดภัย” ให้เป็นวาระร่วมของพื้นที่ชายแดนเชียงของ พื้นที่ที่มีความหลากหลายทางเศรษฐกิจ สังคม และการเคลื่อนย้ายผู้คน

ด้าน พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเชียงราย (พมจ.) สรุปสถานการณ์ท้าทายที่เป็นแรงผลักดันสำคัญให้เกิดโครงการ โดยชี้ไปที่ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่

  1. ปัญหาสังคมผู้สูงวัย ที่เชียงรายกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างชัดเจน
  2. ครอบครัวต่างวัย ช่องว่างระหว่างวัยในครัวเรือนที่นำไปสู่ความไม่เข้าใจกัน
  3. ครอบครัวเปราะบาง และจำนวนผู้ประสบปัญหาทางสังคมที่เพิ่มขึ้น

ในทางนโยบาย คำว่า “พื้นที่ปลอดภัย” จึงถูกวางความหมายให้กว้างกว่าการป้องกันเหตุเฉพาะหน้า แต่หมายถึง “ระบบคุ้มครอง” ที่ต้องครอบคลุมตั้งแต่การเฝ้าระวัง การเข้าถึงบริการ การรับแจ้งเหตุ การส่งต่อ และการติดตามฟื้นฟู ซึ่งทั้งหมดต้องอาศัยทั้งบุคลากรและการประสานงานหลายหน่วยงาน ไม่ใช่ภาระของหน่วยใดหน่วยหนึ่ง

ตัวเลขที่ทำให้ปัญหา “มองเห็นได้” ความรุนแรงในครอบครัวคือเรื่องใกล้ตัวกว่าที่คิด

การผลักดันงาน “พื้นที่ปลอดภัย” มักถูกตั้งคำถามว่าเป็นงานเชิงสัญลักษณ์หรือไม่ คำตอบส่วนหนึ่งอยู่ที่สถิติซึ่งทำให้ “ปัญหาที่อยู่ในบ้าน” ถูกยกขึ้นมาอยู่ในพื้นที่สาธารณะอย่างตรงไปตรงมา

หน่วยงานในสังกัด พม. ที่ทำงานด้านนี้โดยตรงรายงานว่า ในปี 2567 มีผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว 4,833 ราย หรือเฉลี่ย ประมาณ 42 รายต่อวัน (ตัวเลขระดับประเทศ) สถิติดังกล่าวสะท้อนว่า ความรุนแรงไม่ได้เป็น “เหตุการณ์ผิดปกติ” ที่เกิดขึ้นนาน ๆ ครั้ง แต่เป็นความเสี่ยงที่เกิดซ้ำในชีวิตประจำวันของผู้คนจำนวนไม่น้อย

เมื่อวางตัวเลขนี้ไว้ข้าง ๆ ความเป็นจริงของพื้นที่ชายแดนที่ผู้คนทำงานหนัก รายได้ผันผวน และครอบครัวต้องรับมือกับความต่างวัย การดูแลผู้สูงอายุ หรือภาระหนี้สิน “ความรุนแรง” จึงไม่ควรถูกอธิบายอย่างผิวเผินว่าเป็นเพียงปัญหานิสัยหรืออารมณ์ หากเป็นผลลัพธ์ของแรงกดทับหลายมิติที่ต้องการระบบรองรับที่เข้มแข็งกว่าเดิม

เชียงรายกับโจทย์สังคมสูงวัย เมื่อโครงสร้างประชากรเปลี่ยน งานคุ้มครองต้องเปลี่ยนตาม

เชียงรายเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุสูง และนี่ไม่ใช่ “ความรู้สึก” แต่มีข้อมูลรองรับจากหน่วยงานทางการ

  • สำนักงานสถิติจังหวัดเชียงรายรายงาน ร้อยละของผู้สูงอายุ ปี 2567 อยู่ที่ 23.31%
  • ขณะเดียวกัน ชุดข้อมูลด้านสาธารณสุขระดับจังหวัดยังสะท้อนแนวโน้มสัดส่วนผู้สูงอายุที่สูงขึ้น (ขึ้นกับนิยามและฐานข้อมูลที่ใช้)

ความหมายของตัวเลขนี้ในเชิงนโยบายคือ “ภาระการดูแล” จะย้ายจากระบบสาธารณสุขไปสู่ “ครัวเรือน” มากขึ้นเรื่อย ๆ และเมื่อการดูแลตกอยู่ที่ครอบครัว ความเสี่ยงด้านความเครียด ความขัดแย้ง และความรุนแรงก็มีโอกาสเพิ่มตาม หากพื้นที่ไม่มีระบบช่วยเหลือที่เข้าถึงง่ายและไวต่อสถานการณ์จริง

ดังนั้น โครงการพื้นที่ปลอดภัยในเชียงของ จึงถูกอ่านได้ว่าเป็นความพยายาม “ปรับระบบคุ้มครอง” ให้รองรับโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป ไม่ใช่เพียงการแก้เหตุเฉพาะราย

4 นโยบาย “พม. 2569” กับโจทย์ทำให้รัฐลงไปอยู่ในชีวิตจริงของคน

ภายใต้กรอบโครงการ กระทรวง พม. ได้ประกาศแนวทางขับเคลื่อนนโยบาย 4 ประการ (ตามข้อมูลในพื้นที่) ได้แก่

  1. ยกระดับบทบาทองค์กร ให้เป็นองค์กรกำหนดนโยบายสังคมที่มีประสิทธิภาพ
  2. สร้างโอกาสทุกช่วงวัย ให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิและบริการที่พึงได้รับอย่างทั่วถึง
  3. พัฒนานวัตกรรมดิจิทัล และปรับใช้ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลและช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายอย่างเหมาะสม
  4. เสริมพลังเครือข่าย ทำงานร่วมทุกภาคส่วนเพื่อความยั่งยืน

ในเชิงยุทธศาสตร์ การจัดวางนโยบายเช่นนี้มีนัยสำคัญ 2 ด้าน

ด้านแรก: การยืนยันว่าปัญหาสังคมต้อง “บริหารด้วยข้อมูล”
แนวคิดใช้เทคโนโลยี/AI ในงานสังคมของรัฐไม่ใช่เรื่องใหม่เสียทีเดียว โดยภาครัฐไทยมีการผลักดันการเชื่อมโยงฐานข้อมูลเพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางในหลายมิติ ทั้งการคัดกรองและการส่งต่อบริการ

ด้านที่สอง: การยอมรับว่ารัฐส่วนกลางทำคนเดียวไม่ได้
คำว่า “สานพลังเครือข่าย” จึงมีความหมายเชิงปฏิบัติ คือการดึงศักยภาพของจังหวัด อบจ. เทศบาล องค์กรชุมชน โรงเรียน และภาคประชาสังคม เข้ามาเป็นกลไกขับเคลื่อนร่วมกัน เพราะ “ความปลอดภัย” ของเด็กและสตรีไม่เกิดขึ้นจากคำสั่งส่วนกลางเพียงอย่างเดียว หากต้องอาศัยคนในพื้นที่เป็นผู้มองเห็นและเข้าถึงผู้เดือดร้อนก่อนเสมอ

เสียงจากท้องถิ่น อบจ.ประกาศบทบาท “กลไกหลัก” เพื่อสวัสดิการที่ยั่งยืน

หนึ่งในประเด็นที่ทำให้โครงการเชียงของครั้งนี้ถูกจับตา คือการที่ “ท้องถิ่นระดับจังหวัด” แสดงท่าทีรับลูกอย่างเป็นรูปธรรม

นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย ระบุในสาระสำคัญว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัดให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนทุกช่วงวัย และพร้อมสนับสนุนการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่าย เพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัย เข้มแข็ง และยั่งยืน อันจะนำไปสู่การพัฒนาจังหวัดอย่างสมดุลในทุกมิติ (อ้างตามข้อมูลข่าวพื้นที่)

ในเชิงโครงสร้าง นี่สะท้อน “การขยับบทบาทท้องถิ่น” จากผู้สนับสนุนงบ/กิจกรรม ไปสู่ผู้ร่วมออกแบบระบบสวัสดิการในพื้นที่ ซึ่งเป็นทิศทางที่หลายประเทศใช้ในการแก้ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว เพราะผู้ประสบเหตุส่วนใหญ่ต้องการจุดพึ่งใกล้บ้าน เร็ว และปลอดภัย มากกว่าการเดินเรื่องที่ซับซ้อนและใช้เวลานาน

กฎหมายคือหลังพิงของผู้ถูกกระทำ ทำไม “พื้นที่ปลอดภัย” ต้องเชื่อมกับระบบคุ้มครองตามกฎหมาย

การสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เกิดจริง จำเป็นต้องยึด “กลไกทางกฎหมาย” เพื่อคุ้มครองผู้ถูกกระทำ และกำหนดแนวปฏิบัติของหน่วยงานอย่างชัดเจน

ประเทศไทยมี พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 เป็นฐานกฎหมายสำคัญในการคุ้มครองและดำเนินมาตรการต่อความรุนแรงในครอบครัว
นอกจากนี้ การเข้าถึงบริการช่วยเหลือจำเป็นต้องมีช่องทางที่ประชาชนรู้จักและใช้ได้จริง โดย พม. มี สายด่วนศูนย์ช่วยเหลือสังคม 1300 เป็นช่องทางหลักที่ประชาชนสามารถติดต่อเพื่อขอความช่วยเหลือ

เมื่อเชื่อมสามส่วน พื้นที่ (ชุมชน/โรงเรียน/ท้องถิ่น) + กฎหมาย + ช่องทางช่วยเหลือ โครงการพื้นที่ปลอดภัยจึงมีโอกาสขยับจาก “กิจกรรม” ไปเป็น “ระบบคุ้มครอง” ที่จับต้องได้

AI ในงานสังคม โอกาสของการช่วยได้เร็วขึ้น และความเสี่ยงเรื่องข้อมูลส่วนบุคคลที่ต้องไม่มองข้าม

การประกาศใช้ AI/ดิจิทัลในงานดูแลกลุ่มเปราะบาง เป็นประเด็นที่ทั้ง “มีพลัง” และ “มีความเสี่ยง” ในเวลาเดียวกัน

โอกาส: ทำให้การช่วยเหลือเร็วและแม่นยำขึ้น

ในเชิงปฏิบัติ หากรัฐสามารถใช้ข้อมูลเพื่อคัดกรองความเสี่ยง เช่น ครัวเรือนที่มีผู้สูงอายุพึ่งพิงสูง เด็กหลุดจากระบบการศึกษา ผู้ดูแลมีภาระหนี้สินสูง หรือเคยมีประวัติขอความช่วยเหลือ ระบบอาจ “มองเห็นสัญญาณ” ก่อนเกิดเหตุรุนแรง และส่งต่อบริการได้ทันท่วงที

ความเป็นส่วนตัว–การตีตรา–ความพร้อมของคนหน้างาน

แต่อีกด้าน การใช้ข้อมูลรายบุคคลย่อมต้องตั้งอยู่บนหลักการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 (PDPA)
ข้อถกเถียงสำคัญในเชิงนโยบายคือ

  • จะออกแบบระบบอย่างไรไม่ให้เกิดการรั่วไหลของข้อมูล
  • จะป้องกันการตีตราครัวเรือนเปราะบางอย่างไร
  • และจะทำให้บุคลากรในพื้นที่มีทักษะใช้ระบบดิจิทัลได้จริงอย่างไร

หากไม่มี “ธรรมาภิบาลข้อมูล” ที่ชัดเจน โครงการอาจถูกตั้งคำถามมากขึ้นในระยะยาว แม้เจตนารมณ์จะมุ่งช่วยเหลือก็ตาม

ทำไมต้อง “เชียงของ” พื้นที่ชายแดนคือจุดตัดของเศรษฐกิจ การย้ายถิ่น และความเปราะบาง

การเลือกเชียงของเป็นพื้นที่ขับเคลื่อนเชิงสัญลักษณ์มีนัยยะสำคัญ เชียงของเป็นเมืองชายแดนที่มีความเคลื่อนไหวของผู้คนและเศรษฐกิจสูง สถานการณ์เช่นนี้ทำให้ครัวเรือนจำนวนหนึ่งต้องรับมือกับ

  • รายได้ที่ผันผวนตามฤดูกาลและการค้า
  • การแยกกันอยู่ของสมาชิกครอบครัวจากการทำงาน
  • ภาระการดูแลผู้สูงอายุ/เด็กโดยผู้ดูแลเพียงคนเดียวในบางบ้าน

ในบริบทนี้ “พื้นที่ปลอดภัย” จึงไม่ใช่แค่การรับมือความรุนแรง แต่เป็นการสร้าง “ตาข่ายรองรับ” ให้ครอบครัวไม่หลุดจากระบบช่วยเหลือเมื่อเจอวิกฤต

หากจะวัดความสำเร็จ ต้องวัดที่ “หลังเวที” ไม่ใช่ “หน้าเวที”

คำถามที่ผู้สนใจข่าวเชิงลึกมักถามต่อทันทีหลังพิธีเปิดคือ “แล้วต่อจากนี้จะเกิดอะไรขึ้นจริง”

ตัวชี้วัดที่ควรติดตาม (เชิงระบบ) ได้แก่

  1. การเข้าถึงบริการ: จำนวนการแจ้งเหตุ/ขอคำปรึกษาที่เพิ่มขึ้นไม่ควรถูกตีความว่าแย่เสมอไป แต่อาจสะท้อนว่าประชาชน “กล้าขอความช่วยเหลือ” มากขึ้น
  2. ความเร็วในการช่วยเหลือและส่งต่อ: จากรับแจ้งถึงเข้าถึงผู้เดือดร้อน ใช้เวลากี่ชั่วโมง/กี่วัน
  3. คุณภาพของการคุ้มครอง: ผู้ประสบเหตุได้รับความปลอดภัยต่อเนื่องหรือกลับไปเสี่ยงซ้ำ
  4. ความพร้อมของเครือข่าย: ท้องถิ่น โรงเรียน ชุมชน ตำรวจ สาธารณสุข และ พม. ทำงานเชื่อมกันได้จริงหรือยัง
  5. ธรรมาภิบาลข้อมูล: หากใช้ดิจิทัล/AI ต้องมีมาตรการตาม PDPA และแนวปฏิบัติที่ตรวจสอบได้

กล่าวอีกแบบคือ “พื้นที่ปลอดภัย” จะถูกพิสูจน์ในวันที่ไม่มีพิธี ไม่มีเวที แต่มีคนหนึ่งคนต้องการความช่วยเหลือ และระบบต้องตอบสนองได้ทันที

เชียงของโมเดลในวันที่สังคมไทยต้องเลือก “ช่วยให้ทัน” หรือ “ปล่อยให้สายเกินไป”

การเปิดโครงการ “สานพลังเครือข่าย สร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว” ที่เชียงของในวันที่ 19 มกราคม 2569 จึงสะท้อนความพยายามของรัฐในการขยับจากการทำงานเชิงสงเคราะห์ ไปสู่การสร้างระบบคุ้มครองทางสังคมที่ “คิดล่วงหน้า” และ “ทำงานร่วมกัน” มากขึ้น

เมื่อสถิติความรุนแรงในครอบครัวระดับประเทศยังอยู่ในระดับที่น่ากังวล และเมื่อเชียงรายเดินหน้าเข้าสู่สังคมสูงวัยด้วยสัดส่วนผู้สูงอายุที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โจทย์พื้นที่ปลอดภัยจึงไม่ใช่งานเฉพาะกลุ่ม แต่เป็น “โครงสร้างพื้นฐานทางสังคม” ที่เกี่ยวพันกับคุณภาพชีวิตของทุกครัวเรือน

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของเชียงของโมเดลจะไม่ได้ขึ้นกับคำประกาศเรื่อง AI หรือจำนวนหน่วยงานบนป้ายหน้าเวที หากขึ้นกับ “การทำให้ระบบทำงานได้จริง” ภายใต้กรอบกฎหมายที่คุ้มครองผู้ถูกกระทำ และภายใต้หลักคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่รัดกุม

ในท้ายที่สุด พื้นที่ปลอดภัยที่แท้จริง อาจไม่ใช่สถานที่ใดสถานที่หนึ่ง แต่คือวันที่คนในชุมชนเชื่อมั่นว่า “เมื่อเกิดเหตุขึ้น เขาจะไม่ถูกทิ้งให้อยู่ลำพัง” และรัฐกับท้องถิ่นจะไปถึงเขาให้ทัน ก่อนที่ความรุนแรงจะกลายเป็นเรื่องสายเกินแก้

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กฎหมายคุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550
  • สายด่วนศูนย์ช่วยเหลือสังคม พม. 1300
  • อบจ.เชียงราย – องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เกียรติยศนักรบเชียงราย! มทบ.37 กระทำสัตย์ปฏิญาณตนปี 69 สะท้อนบทบาทความมั่นคงชายแดนและศรัทธาสังคม

เกียรติยศใต้ร่มธงชัย” มทบ.37 จัดพิธีกระทำสัตย์ปฏิญาณตนวันกองทัพไทย 2569 สะท้อนวินัยกองทัพ–ศรัทธาสังคม–บทบาทความมั่นคงชายแดนเชียงราย

เชียงราย, 18 มกราคม 2569 — เวลา 15.00 น. ลานพิธีในค่ายเม็งรายมหาราชเงียบลงก่อนเสียงสั่งแถวจะดังขึ้นเป็นจังหวะเดียวกัน ภาพกำลังพลยืนตรงต่อหน้าสัญลักษณ์สูงสุดของหน่วย ธงชัยเฉลิมพล ไม่ใช่เพียงพิธีกรรมประจำปี หากเป็น “ภาษาขององค์กร” ที่กองทัพใช้สื่อสารกับสังคมว่า ความพร้อมรบ ระเบียบวินัย และความยึดมั่นต่อหน้าที่ ยังเป็นแกนกลางของบทบาททหารไทยในห้วงเวลาที่ความมั่นคงทั้งโลกและภูมิภาคผันผวน

พิธีดังกล่าวเป็น พิธีกระทำสัตย์ปฏิญาณตนต่อธงชัยเฉลิมพล เนื่องในวันกองทัพไทย ประจำปี 2569 ของหน่วยทหารในพื้นที่จังหวัดเชียงราย จัดขึ้น ณ ลานผู้กล้าอนุสาวรีย์ผู้เสียสละ ค่ายเม็งรายมหาราช โดยมีผู้แทนฝ่ายปกครองระดับจังหวัดและหัวหน้าส่วนราชการร่วมเป็นสักขีพยาน ตามรายงานการเผยแพร่ข่าวในพื้นที่

แต่หากมองให้ลึกกว่า “ความสง่างามของแถวสวนสนาม” ข่าวนี้กำลังชี้ให้เห็นประเด็นที่กว้างกว่า 1 จังหวัด นั่นคือ ความสัมพันธ์สามเหลี่ยมระหว่าง พิธีกรรมของรัฐ–ความคาดหวังของประชาชน–และนิยามความมั่นคงยุคใหม่ ที่ไม่ได้วัดด้วยกำลังเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึง “ศรัทธา” และ “ความไว้วางใจ” ของสังคมด้วย

พิธีต่อธงชัย เมื่อ “คำปฏิญาณ” ถูกยกเป็นพันธสัญญาเชิงสถาบัน

สาระสำคัญของพิธีอยู่ที่การให้กำลังพล “กล่าวคำสัตย์ปฏิญาณ” ต่อธงชัยเฉลิมพล ซึ่งโดยนัยยะทางวัฒนธรรมองค์กร ธงชัยมิใช่เพียงวัตถุ หากคือที่รวมของเกียรติยศและอัตลักษณ์หน่วย พิธีจึงทำหน้าที่ 2 ชั้นพร้อมกัน

ชั้นแรก คือการ หลอมรวมวินัย ให้เป็นพฤติกรรมร่วม จากการฝึก การปฏิบัติ และการรับคำสั่ง เพื่อให้ทุกคน “เดินไปในจังหวะเดียวกัน” เมื่อเผชิญสถานการณ์จริง
ชั้นที่สอง คือการ ส่งสัญญาณต่อสังคม ว่า กองทัพยังยึดการปฏิบัติหน้าที่เป็นกรอบนำ ไม่ว่าจะเป็นภารกิจด้านความมั่นคง ภารกิจช่วยเหลือประชาชน หรือการสนับสนุนการบริหารจัดการภัยพิบัติในพื้นที่

ในพิธีครั้งนี้ มีการอ่านโอวาทเนื่องในวันกองทัพไทยที่ตอกย้ำ “การยึดมั่นคำปฏิญาณ ความอดทน ความเสียสละ และการยึดประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้ง” ตามถ้อยความที่เผยแพร่ในรายงานข่าว สิ่งที่ต้องอ่านระหว่างบรรทัดคือ โอวาทลักษณะนี้ไม่ใช่เพียง “กำลังใจ” แต่เป็นกรอบวัดผลทางวัฒนธรรม สังคมจะเชื่อถือกองทัพมากน้อยเพียงใด ก็ผูกอยู่กับการที่กำลังพล “ทำได้จริง” ตามคำที่ให้ไว้ต่อสาธารณะ

พลตรี จักรวีร์ เสนีย์วรยุทธ์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 37

ทำไมต้อง 18 มกราคม ความหมายของวันกองทัพไทยในภาพรวมประเทศ

วันกองทัพไทยเป็นวันสำคัญที่ผูกกับความทรงจำทางประวัติศาสตร์ของชาติ และถูกใช้เป็นพื้นที่เชิงสัญลักษณ์เพื่อย้ำบทบาทของกองทัพในฐานะกลไกความมั่นคงของรัฐ แหล่งข้อมูลสาธารณะอธิบายที่มาและความสำคัญของวันดังกล่าว รวมถึงเหตุผลที่ทำให้ “18 มกราคม” ถูกใช้เป็นหมุดหมายร่วมของพิธีในหลายหน่วย

อย่างไรก็ตาม ในโลกข่าวร่วมสมัย ความสำคัญของวันเชิงสัญลักษณ์กำลังถูกทดสอบด้วยคำถามที่เข้มขึ้นจากสังคม
กองทัพในศตวรรษที่ 21 ต้องพิสูจน์อะไร และพิสูจน์ต่อใคร?
คำตอบไม่อาจหยุดอยู่ที่พิธี หากต้องสะท้อนออกมาเป็น “ผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้” โดยเฉพาะในจังหวัดชายแดนอย่างเชียงราย ที่ความมั่นคงไม่ใช่ทฤษฎี แต่เป็นชีวิตประจำวันของชุมชน

เชียงรายในสมการความมั่นคง จังหวัดชายแดนที่ต้องการทั้งความปลอดภัยและความเชื่อมั่น

เชียงรายเป็นจังหวัดที่มีพลวัตสูง ทั้งเศรษฐกิจชายแดน การท่องเที่ยว และการเคลื่อนย้ายผู้คน ทำให้บทบาทหน่วยความมั่นคงมักถูกจับตามากกว่าพื้นที่ชั้นในประเทศ การจัดพิธีในวันกองทัพไทยจึงมีความหมายต่อพื้นที่อย่างน้อย 3 มิติ

  1. มิติความพร้อมของหน่วย แสดงการคงอยู่ของโครงสร้างกำลังพล วินัย และการบังคับบัญชาในพื้นที่
  2. มิติความสัมพันธ์กับฝ่ายปกครอง การมีผู้แทนฝ่ายจังหวัดและหัวหน้าส่วนราชการร่วมพิธีเป็น “ภาพสื่อสาร” ว่าการทำงานด้านความมั่นคงต้องเดินร่วมกับการบริหารราชการแผ่นดิน ไม่แยกส่วน
  3. มิติประชาชน สำหรับคนในพื้นที่ คำว่า “มั่นคง” ไม่ได้หมายถึงการสวนสนาม แต่หมายถึงการลดความเสี่ยงในชีวิตจริง ตั้งแต่ความปลอดภัยในชุมชน การช่วยเหลือฉุกเฉิน ไปจนถึงการประสานงานเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม “ศรัทธาประชาชน” ถูกยกเป็นคำสำคัญในโอวาทและการสื่อสารของพิธีประเภทนี้ เพราะในที่สุดแล้ว ความมั่นคงที่ยั่งยืนต้องมี “ทุนความไว้วางใจ” เป็นฐาน ไม่เช่นนั้นทุกมาตรการจะถูกตั้งคำถามและตีความด้วยความระแวง

โลกที่ตึงเครียดขึ้น ทำให้ “ความพร้อม” ถูกยกเป็นวาระร่วม

การมองพิธีในเชียงรายโดยตัดขาดจากฉากหลังโลก อาจทำให้ข่าวแคบเกินจริง เพราะหลายประเทศกำลังยกระดับการเตรียมพร้อมด้านความมั่นคงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

SIPRI รายงานว่า การใช้จ่ายด้านการทหารทั่วโลกในปี 2023 เพิ่มขึ้นและแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งสะท้อนแนวโน้มที่รัฐจำนวนมากให้ความสำคัญกับความสามารถด้านความมั่นคงมากขึ้นในสภาพแวดล้อมที่ความเสี่ยงระหว่างประเทศสูงขึ้น

ตัวเลขระดับโลกไม่ได้แปลว่า “ต้องทหารนิยม” แต่ช่วยอธิบายว่าทำไมสถาบันความมั่นคงจำนวนมากจึงย้ำเรื่องวินัย การปฏิบัติตามคำสั่ง และความพร้อมเป็นประเด็นหลัก เพราะความเสี่ยงสมัยใหม่มักมาเร็ว กระทบกว้าง และต้องอาศัยระบบที่ทำงานได้จริงในเวลาอันจำกัด

พิธีกรรมสร้างศรัทธาได้แค่ไหน หากชีวิตจริงยังไม่เปลี่ยน

เพื่อรักษาความเป็นกลางตามมาตรฐานวิชาชีพ ข่าวเชิงลึกจำเป็นต้องสะท้อน “สองด้าน” ของภาพเดียวกัน

มุมที่สนับสนุน พิธีคือการค้ำจุนวินัยและขวัญกำลังใจ

ฝ่ายที่ให้คุณค่าจะมองว่า พิธีสัตย์ปฏิญาณต่อธงชัยเป็นการย้ำมาตรฐานวิชาชีพทหาร ทำให้กำลังพลตระหนักถึงภารกิจและความรับผิดชอบ สร้างเอกภาพในหน่วย และสื่อสารความพร้อมต่อสังคม โดยเฉพาะจังหวัดชายแดนที่ต้องการความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย

มุมที่ตั้งคำถาม ศรัทธาต้องวัดจาก “ผลลัพธ์” ไม่ใช่ “พิธี”

อีกด้านหนึ่ง สังคมยุคใหม่จำนวนไม่น้อยจะตั้งคำถามว่าพิธีกรรมจะมีความหมายมากเพียงใด หากประชาชนยังไม่เห็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ เช่น ความปลอดภัยที่ดีขึ้น การช่วยเหลือที่รวดเร็วขึ้น ความโปร่งใสของการใช้งบประมาณ และกลไกตรวจสอบถ่วงดุลที่ทำงานจริง

พูดอีกแบบหนึ่งคือ “พิธี” ทำให้เห็นความพร้อมเชิงรูปแบบ แต่ “ความเชื่อมั่น” เกิดจากความพร้อมเชิงสาระ ซึ่งต้องพิสูจน์ผ่านการทำงานในสถานการณ์จริงอย่างต่อเนื่อง

ทำให้คำสัตย์ปฏิญาณเชื่อมกับภารกิจที่ประชาชนสัมผัสได้

หากมองพิธีวันกองทัพไทยในเชียงรายเป็น “จุดเริ่ม” ไม่ใช่ “จุดจบ” คำถามสำคัญจึงไม่ใช่พิธีจัดยิ่งใหญ่แค่ไหน แต่คือ หลังจากนั้นหน่วยทหารในพื้นที่จะทำให้ประชาชน “เห็น” และ “เชื่อ” ได้อย่างไรว่า คำสัตย์ปฏิญาณไม่หยุดอยู่ที่ลานพิธี

กรอบปฏิบัติที่มักทำให้ศรัทธาเกิดขึ้นจริงในระดับพื้นที่ ได้แก่

  • การทำงานร่วมกับฝ่ายปกครองและหน่วยพลเรือนแบบบูรณาการ ลดความซ้ำซ้อน เพิ่มความเร็วในการช่วยเหลือ
  • การสื่อสารสาธารณะเชิงข้อมูล (ไม่ใช่เพียงภาพพิธี) เช่น สรุปภารกิจช่วยเหลือประชาชน ผลการปฏิบัติ งานป้องกันเหตุ และการรับเรื่องร้องเรียน
  • การรักษาวินัยและมาตรฐานกำลังพลให้สอดคล้องกับความคาดหวังสังคม โดยเฉพาะเรื่องความสุภาพ การใช้อำนาจเท่าที่จำเป็น และความรับผิดรับชอบเมื่อเกิดข้อร้องเรียน

ทั้งหมดนี้ทำให้ “คำสัตย์” ถูกแปลเป็น “ความไว้วางใจ” และทำให้พิธีกรรมมีความหมายมากกว่าเชิงสัญลักษณ์

วันกองทัพไทยในเชียงราย ภาพพิธีที่สะท้อนโจทย์ใหญ่ของประเทศ

พิธีกระทำสัตย์ปฏิญาณตนต่อธงชัยเฉลิมพลของ มทบ.37 ในวันกองทัพไทย 2569 เป็นภาพพิธีที่มีความหมายในตัวเอง ทั้งในเชิงประเพณีทหารและการย้ำวินัยกำลังพล แต่ในเวลาเดียวกัน ข่าวนี้ยังสะท้อนโจทย์ใหญ่ที่กองทัพไทยต้องเผชิญต่อไป คือการทำให้ “ความพร้อม” และ “ความเสียสละ” ที่กล่าวในโอวาท แปลงเป็นผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้จริงในชีวิตประจำวัน

ในโลกที่ความเสี่ยงด้านความมั่นคงไม่ลดลง และภาพรวมการใช้จ่ายด้านการทหารทั่วโลกยังเพิ่มขึ้นตามรายงานของ SIPRI “ศรัทธา” จึงไม่ใช่เรื่องของความรู้สึกเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลรวมของ วินัย + ความโปร่งใส + ประสิทธิภาพ + การยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง หากทำได้ พิธีใต้ร่มธงชัยก็จะไม่ใช่เพียงพิธีประจำปี แต่จะเป็นคำมั่นที่สังคมเชื่อถือได้ และเป็นทุนความมั่นคงที่ยั่งยืนสำหรับเชียงรายและประเทศ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • มณฑลทหารบกที่ 37 (มทบ.37)
  • กองบัญชาการกองทัพไทย (พลเอก อุกฤษฏ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายถูกประกาศเป็น “เขตควบคุมมลพิษ” ยกระดับมาตรการบูรณาการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 เชิงโครงสร้าง

สำหรับชาวเชียงราย ปี 2568 คือปีที่ฝุ่น PM2.5 ไม่ได้เป็น “เหตุการณ์” แต่เป็น “ฤดูกาล”

เชียงราย, 18 มกราคม 2569 — เช้าวันหนึ่งที่หมอกบางควรเป็น “วิวสวย” ของเมืองเหนือ กลับกลายเป็นหมอกอีกชนิดที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่สัมผัสได้ด้วยการไอ แสบตา และความอึดอัดในหน้าอก สำหรับชาวเชียงราย ปี 2568 คือปีที่ฝุ่น PM2.5 ไม่ได้เป็น “เหตุการณ์” แต่เป็น “ฤดูกาล” ที่กลับมาเป็นประจำ และยิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่อปัจจัยภูมิประเทศแบบแอ่งล้อมเขา อากาศปิด และหมอกควันข้ามพรมแดนซ้อนทับกันเป็นชั้น ๆ จนกระทบต่อสุขภาพ เศรษฐกิจท้องถิ่น และภาพลักษณ์การท่องเที่ยวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

รายงานนี้วิเคราะห์ “พลวัตฝุ่น PM2.5 เชียงราย ปี 2568” จากข้อมูลภาครัฐและหน่วยงานที่ตรวจสอบได้ พร้อมอธิบายความหมายของตัวเลขสำคัญ และชี้จุดเปลี่ยนเชิงนโยบายที่ทำให้เชียงรายถูกยกระดับเป็น “เขตควบคุมมลพิษ” เพื่อเพิ่มอำนาจการจัดการแบบบูรณาการในระดับพื้นที่

วัฏจักรฝุ่นแบบ “เริ่มปลายปี–พีคไตรมาสแรก–คลี่ปลายร้อน”

สัญญาณฝุ่นยกตัวชัดตั้งแต่ปลายฤดูหนาวและเริ่มบีบตัวหนักในช่วงไตรมาสแรก โดยภาพรวมประเทศในหลายวันมีค่าฝุ่นอยู่ในระดับ “เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ” ถึง “มีผลกระทบต่อสุขภาพ” ขณะที่บางช่วงพุ่งสูงในหลายจังหวัด (รวมถึงภาคเหนือและลุ่มน้ำโขง) ตามรายงานสถานการณ์ล่าสุดของฝ่ายรัฐบาลเมื่อ 17 มกราคม 2569 ที่ย้ำว่า “สภาพอากาศปิด ลมอ่อน การสะสมมลพิษ และหมอกควันข้ามพรมแดน” ยังเป็นตัวแปรหลัก

สำหรับปี 2568 ข้อมูลรายวันของกรมควบคุมมลพิษสะท้อนภาพ “ค่อย ๆ ไต่ระดับ” ที่คนพื้นที่คุ้นเคย

  • 21 ม.ค. 2568 ภาคเหนือหลายพื้นที่เริ่มมีค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน/เข้าโซนกระทบสุขภาพในบางจุด
  • 24 ม.ค. 2568 แนวโน้มฝุ่นยังทรงตัวในระดับที่ต้องเฝ้าระวังต่อเนื่อง
  • 16 มี.ค. 2568 เป็นหนึ่งในช่วงวิกฤตของฤดูกาล โดยหลายจังหวัดภาคเหนืออยู่ในระดับกระทบสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญ
  • 11 พ.ค. 2568 ภาพรวมหลายพื้นที่ดีขึ้นตามการเปลี่ยนผ่านสภาพอากาศและปัจจัยฤดูกาล

ข้อเท็จจริงที่สำคัญคือ “ฝุ่นไม่ได้เกิดจากเหตุเดียว” แต่เป็นผลรวมของแหล่งกำเนิด (ไฟป่า/เผาในที่โล่ง/กิจกรรมเมือง) ที่ถูก “ล็อก” ด้วยเงื่อนไขอากาศและภูมิประเทศ จนกลายเป็นการสะสมตัวใกล้ระดับการหายใจของมนุษย์

ทำไมเชียงรายสะสมฝุ่นง่าย เมื่อ “อากาศปิด” ทำหน้าที่เหมือนฝาชี

ภาคเหนือโดยเฉพาะพื้นที่ที่เป็นแอ่งและหุบเขา มีช่วงเวลาที่อากาศนิ่งและระบายอากาศต่ำ ซึ่งกรมประชาสัมพันธ์อธิบายปรากฏการณ์ “อุณหภูมิผกผัน (Temperature Inversion)” ว่า ชั้นอากาศอุ่นด้านบนทำหน้าที่เหมือน “ฝา” กดฝุ่นไว้ใกล้พื้น ทำให้ค่าฝุ่นพุ่งขึ้นเร็ว โดยมักเด่นในช่วงเช้าและช่วงอากาศนิ่ง

ขณะที่กรมควบคุมมลพิษมีรายงานเชิงเทคนิคเรื่อง อัตราการระบายอากาศ (Ventilation Rate) ซึ่งระบุว่าในบางวันรูปแบบรายชั่วโมงอาจสูงสุดราว 5,000 m²/s ในช่วงกลางวัน แต่ลดต่ำกว่า 2,000 m²/s ในช่วงเย็น–เช้ามืด และเตือนชัดว่า “การเผาในที่โล่งระหว่างเวลาที่ระบายอากาศต่ำจะส่งผลกระทบมาก”

ประเด็นนี้สำคัญเพราะทำให้ “มาตรการ” ต้องสอดคล้องกับ “จังหวะอากาศ” ไม่ใช่แค่สั่งห้ามเผาแบบเหมารวม หากหน่วยงานรู้ว่าช่วงเวลาใดระบายอากาศต่ำ 

มาตรฐานไทย vs คำแนะนำ WHO ตัวเลขเดียว แต่ความหมายคนละชั้น

ความสับสนที่พบเสมอในพื้นที่คือ “ค่าฝุ่นเท่านี้อันตรายแค่ไหน” เพราะมีทั้งมาตรฐานไทย ค่าเฉลี่ยรายชั่วโมง/24 ชั่วโมง และการสื่อสารแบบสี (เขียว–เหลือง–ส้ม–แดง)

องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดแนวทางคุณภาพอากาศ (Air Quality Guidelines) ฉบับปรับปรุง โดยแนะนำ ค่าเฉลี่ยรายปี PM2.5 = 5 µg/m³ และ ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง = 15 µg/m³ (เป็นค่าคำแนะนำด้านสุขภาพ) ซึ่งเป็น “เป้าหมายเชิงสุขภาพ” ที่เข้มกว่าเกณฑ์ใช้งานเชิงนโยบายของหลายประเทศ

เมื่อรัฐบาลรายงานสถานการณ์ 17 มกราคม 2569 ก็ย้ำในทิศทางเดียวกันว่า หลายพื้นที่ของไทย “ยังสูงกว่าคำแนะนำ WHO หลายเท่า” และขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งเมื่อค่าฝุ่นสูง พร้อมเน้นการสวมหน้ากากมาตรฐาน และการคุ้มครองกลุ่มเสี่ยง

ภาระสาธารณสุข ไม่ใช่แค่ไอ–แต่คือภาระสะสมของระบบ

ฝุ่น PM2.5 กระทบสุขภาพได้ตั้งแต่การระคายเคืองตาและผิวหนัง ไปจนถึงระบบทางเดินหายใจและหัวใจหลอดเลือดในระยะยาว หน่วยงานรัฐจึงมักเน้น “กลุ่มเปราะบาง” เป็นพิเศษ

ข้อมูลข่าวเชิงสาธารณะช่วงต้นปี (รอบการระบาดของฝุ่น) รายงานจำนวนผู้ป่วยสะสมจากกลุ่มโรคที่เกี่ยวข้องกับมลพิษอากาศในภาคเหนือ 127,053 รายใน 4 สัปดาห์แรกของปี (สะท้อนแรงกดดันที่ระบบต้องรับมือในระยะสั้น)

ในเชิงการจัดการความเสี่ยง รัฐบาลและหน่วยงานสาธารณสุขยังคงใช้ “คำแนะนำแบบลดการรับสัมผัส” เป็นแกนหลัก ได้แก่ งดกิจกรรมกลางแจ้งเมื่อค่าฝุ่นสูง สวมหน้ากากที่เหมาะสม และติดตามข้อมูลแบบเรียลไทม์ผ่านระบบของกรมควบคุมมลพิษ เช่น Air4Thai

เศรษฐกิจและการท่องเที่ยว เมืองท่องเที่ยวที่ถูก “ฤดูกาลเสี่ยง” บีบซ้ำทุกปี

เชียงรายมีโครงสร้างรายได้ที่พึ่งพาการท่องเที่ยวและบริการในสัดส่วนสำคัญ เมื่อเข้าสู่ช่วงฝุ่นหนัก “ดีมานด์” มักหายไปทันที โดยเฉพาะตลาดครอบครัว ผู้สูงอายุ และนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ไวต่อคำเตือนด้านสุขภาพ

บทสัมภาษณ์ภาคธุรกิจท่องเที่ยวและผู้ประกอบการท้องถิ่นสะท้อนว่า วิกฤตฝุ่นทำให้รายได้ท่องเที่ยว “หดตัวหนัก” ในบางช่วงถึงระดับที่ผู้ประกอบการมองว่าเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤต และกังวลต่อการฟื้นตัวของเมืองในภาพรวม

ในมุมมหภาค งานศึกษาหลายชิ้นชี้ว่า “ต้นทุนเศรษฐกิจของมลพิษอากาศ” ของไทยอยู่ในระดับสูงมาก ทั้งจากความสูญเสียด้านสุขภาพ ผลผลิตแรงงาน และผลกระทบทางสังคม เช่น รายงานเชิงเศรษฐศาสตร์ที่ประเมินความเสียหายของไทยจาก PM2.5 ในระดับ “หลักล้านล้านบาท” ในบางปีการประเมิน (ขึ้นกับวิธีคำนวณและฐานข้อมูล)

ข้อสังเกตเชิงข่าวคือ แม้ตัวเลขระดับประเทศจะใหญ่มาก แต่ “ความรู้สึกของคนพื้นที่” มักมาในรูปที่จับต้องได้กว่า—จำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง งานอีเวนต์ที่ถูกเลื่อน ร้านค้าที่เงียบ และต้นทุนหน้ากาก/เครื่องฟอกอากาศที่กลายเป็นค่าใช้จ่ายประจำฤดูกาล

จุดเปลี่ยนเชิงนโยบาย “เขตควบคุมมลพิษ” เพิ่มอำนาจจัดการแบบบูรณาการ

หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญของปี 2568 คือการประกาศ/กำหนดให้ จังหวัดเชียงรายเป็น “เขตควบคุมมลพิษ” ซึ่งมีนัยสำคัญด้านการบริหารจัดการ เพราะเปิดช่องให้ใช้มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมแบบบูรณาการมากขึ้น ทั้งการกำหนดแผน/มาตรการเฉพาะพื้นที่ การประสานหลายหน่วยงาน และการจัดลำดับความสำคัญงบประมาณที่ชัดขึ้น

ประเด็นนี้ถูกมองได้สองด้านอย่างเป็นธรรม

  • ด้านสนับสนุน เป็นการยกระดับเครื่องมือรัฐให้ทันกับปัญหาเชิงโครงสร้าง และตอบโจทย์เมืองท่องเที่ยว/ชายแดนที่มีความเสี่ยงเฉพาะตัว
  • ด้านต้องระวัง หากมาตรการเน้นการบังคับใช้โดยไม่สร้างทางเลือกให้เกษตรกรและชุมชน ก็อาจเกิด “ผลักภาระ” ไปยังคนตัวเล็ก และทำให้การเผาเปลี่ยนรูปแบบไปสู่การหลบเลี่ยงการตรวจจับ

 “จุดความร้อนลด” แต่ “พื้นที่เผาจริง” อาจไม่ลดเท่าที่คิด โจทย์ข้อมูลที่ต้องอ่านให้เป็น

หนึ่งในความท้าทายของการสื่อสารสาธารณะเรื่องฝุ่นคือ คนจำนวนมากใช้ “จุดความร้อน (hotspots)” เป็นตัวแทนของ “ความรุนแรง” ทั้งหมด ทั้งที่ในทางเทคนิค จุดความร้อนเป็นเพียงสัญญาณจากดาวเทียม ณ ช่วงเวลาที่ดาวเทียมผ่าน และอาจพลาดการเผาที่ซ่อนอยู่ใต้เรือนยอดหรือเกิดนอกหน้าต่างเวลา

GISTDA เคยอธิบายสัมพันธ์ระหว่าง “จุดความร้อน” กับ “พื้นที่เผาไหม้จริง” ว่ามีความเชื่อมโยง แต่การตีความต้องพิจารณาข้อมูลประกอบ และใช้หลายแหล่งร่วมกันเพื่อให้เห็นภาพการเผาที่แท้จริง

ดังนั้น รายงานผลการลดจุดความร้อน (หากมี) ควรถูกอ่านควบคู่กับข้อมูล “รอยไหม้ (burn scar)” มาตรการลาดตระเวน และคดี/การบังคับใช้จริง ไม่เช่นนั้นตัวเลขที่ดูดีอาจไม่สะท้อนการลดแหล่งกำเนิดอย่างแท้จริง

หมอกควันข้ามพรมแดน ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่กลายเป็นโจทย์ภูมิรัฐศาสตร์

เชียงรายอยู่ในภูมิศาสตร์ที่ใกล้ชายแดน และอยู่ในอิทธิพลลม/สภาพอากาศของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ทำให้ “หมอกควันข้ามแดน” ถูกกล่าวถึงซ้ำ ๆ ในรายงานภาครัฐ และเป็นข้อจำกัดสำคัญของการแก้ปัญหาแบบจังหวัดต่อจังหวัด

ในระดับภูมิภาค อาเซียนมี ASEAN Agreement on Transboundary Haze Pollution (AATHP) ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือเพื่อลดมลพิษหมอกควันข้ามแดน อย่างไรก็ตาม งานเขียนเชิงวิเคราะห์และบทวิจารณ์ในสื่อ/งานวิชาการจำนวนหนึ่งตั้งคำถามถึง “ประสิทธิผลเชิงบังคับใช้” เมื่อหลักการไม่แทรกแซงยังเป็นข้อจำกัดของความร่วมมือแบบ ASEAN Way

ภาพที่เริ่มเห็นมากขึ้นในช่วงหลังคือความพยายาม “ทำงานระดับพื้นที่–ข้ามแดน” ผ่านการประสานงานเชิงเทคนิค การแลกเปลี่ยนข้อมูล และโครงการร่วม (เมืองต่อเมือง/จังหวัดต่อแขวง) ซึ่งอย่างน้อยช่วยลดช่องว่างข้อมูลและเพิ่มความเร็วการตอบสนอง แม้ยังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของปัญหา

ปี 2568 คือปีที่เชียงรายเริ่มมี “เครื่องมือใหม่” แต่ยังต้องชนะ “เงื่อนไขเดิม”

หากต้องสรุปปี 2568 ด้วยประโยคเดียว เชียงรายไม่ขาดมาตรการ แต่กำลังท้าทายเรื่อง “ความสอดคล้องของมาตรการกับความจริงในพื้นที่” ตั้งแต่ภูมิประเทศแบบแอ่ง อุณหภูมิผกผันที่กดฝุ่นไว้ใกล้พื้น ช่วงเวลาระบายอากาศต่ำที่ทำให้การเผาเพียงครั้งเดียวกระทบวงกว้าง ไปจนถึงหมอกควันข้ามพรมแดนที่ทำให้จังหวัดไม่สามารถแก้เกมได้ลำพัง

การยกระดับเป็น “เขตควบคุมมลพิษ” คือสัญญาณว่ารัฐยอมรับความเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างและต้องการอำนาจจัดการแบบบูรณาการมากขึ้น แต่โจทย์ในปี 2569 และต่อจากนี้ คือการทำให้มาตรการ “ลงถึงรายย่อย” ด้วยทางเลือกทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่ทำได้จริง พร้อมการสื่อสารความเสี่ยงที่ตรงไปตรงมา—ไม่ทำให้ตื่นตระหนก แต่ก็ไม่ทำให้ชาชิน

สถิติและตัวเลขชวนคิด (จากแหล่งที่ตรวจสอบได้)

  • WHO แนะนำ ค่าเฉลี่ยรายปี PM2.5 = 5 µg/m³ และ ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง = 15 µg/m³
  • รายงานสุขภาพภาคเหนือช่วงต้นปี ผู้ป่วยสะสมกลุ่มโรคที่เกี่ยวข้องกับมลพิษอากาศ 127,053 รายใน 4 สัปดาห์แรกของปี
  • กรมควบคุมมลพิษชี้ช่วงเวลา “ระบายอากาศต่ำ” มักอยู่ตอนเย็น–เช้ามืด (ต่ำกว่า 2,000 m²/s ในบางรายงานรายวัน) และเตือนว่าการเผาช่วงนี้กระทบมาก
  • งานประเมินเชิงเศรษฐศาสตร์ระดับประเทศระบุ “ต้นทุนความเสียหาย” จาก PM2.5 ของไทยในระดับสูงมาก (ขึ้นกับวิธีประเมิน)
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมควบคุมมลพิษ (PCD) – รายงาน/ข่าวสรุปสถานการณ์ PM2.5 รายวัน และข้อมูลอัตราการระบายอากาศ
  • ระบบ Air4Thai (PCD) – ช่องทางติดตามข้อมูลคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์
  • กรมประชาสัมพันธ์ (PRD) – คำอธิบายปรากฏการณ์อุณหภูมิผกผันและการสะสมฝุ่น
  • สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ONEP) – ข้อมูลการกำหนด/ประกาศพื้นที่ “เขตควบคุมมลพิษ” (เชียงราย)
  • ประชาสัมพันธ์รัฐบาล/สื่อสาธารณะ – รายงานสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 วันที่ 17 ม.ค. 2569 (รองโฆษกฯ) และคำแนะนำสาธารณสุข
  • WHO – Air Quality Guidelines (ค่าคำแนะนำ PM2.5)
  • ASEAN – ASEAN Agreement on Transboundary Haze Pollution
  • งานวิเคราะห์/บทความเชิงนโยบายเรื่องหมอกควันข้ามแดนและข้อจำกัดการบังคับใช้
  • GISTDA – คำอธิบายความสัมพันธ์ “จุดความร้อน” กับ “พื้นที่เผาไหม้จริง”
  • แหล่งข้อมูลเศรษฐศาสตร์ผลกระทบ PM2.5 (ภาพรวมประเทศ)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายระดมพลังชุมชน-ม.แม่ฟ้าหลวง วางแผนจัดการไฟป่าเชิงลุ่มน้ำ สาน “โมเดลห้วยหินลาดใน” สู้วิกฤต PM 2.5

เชียงรายระดมพลังชุมชน-ม.แม่ฟ้าหลวง วางแผนจัดการไฟป่าเชิงลุ่มน้ำ สาน “โมเดลห้วยหินลาดใน” สู้วิกฤต PM 2.5 และรื้อภาพจำเชิงลบต่อกลุ่มชาติพันธุ์

เชียงราย, 14 มกราคม 2569 – ท่ามกลางความกังวลเรื่องหมอกควันและฝุ่นละเอียด PM 2.5 ที่เวียนกลับมาปกคลุมภาคเหนือแทบทุกปี ชุมชนชาติพันธุ์ในลุ่มน้ำกกตอนบนไม่ได้ยืนอยู่ในฐานะ “ผู้ถูกกล่าวหา” เพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป แต่กำลังก้าวขึ้นมารับบท “ผู้ออกแบบแนวทางแก้ปัญหา” ร่วมกับนักวิชาการและหน่วยงานรัฐอย่างเป็นระบบ ผ่านกิจกรรม “การทำแผนในการจัดการไฟป่าทั้งในระดับลุ่มน้ำและระดับชุมชน” ซึ่งจะจัดขึ้นในวันอังคารที่ 13 มกราคม 2569 เวลา 13.00–16.00 น. ณ หอประชุมบ้านห้วยขมนอก หมู่ 10 ตำบลแม่ยาว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย

กิจกรรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “การนำองค์ความรู้และนวัตกรรมการจัดการปัญหาฝุ่นควันและไฟป่าไปขยายผลในพื้นที่เป้าหมายจากภูมิปัญญาชนเผ่าปกาเกอะญอในจังหวัดเชียงราย” ซึ่งสำนักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ดำเนินงานภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างต้นแบบการจัดการไฟป่าที่เดินได้จริงจากฐานชุมชน และเชื่อมร้อยเป็นเครือข่ายลุ่มน้ำอย่างยั่งยืน

สำนักข่าวนครเชียงราย

ไฟป่า–หมอกควัน วิกฤตซ้ำซากที่กระทบทั้งสุขภาพ เศรษฐกิจ และศักดิ์ศรีชุมชน

ในเอกสารโครงการระบุชัดเจนว่า ปัญหาไฟป่าและหมอกควันเป็นโจทย์สำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชนในภาคเหนืออย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ภูเขาสูงและป่าต้นน้ำที่มีชุมชนชาติพันธุ์อาศัยอยู่หนาแน่น ซึ่งมักถูกสังคมมองว่าเป็น “ต้นเหตุของการเผา”

ในเชิงโครงสร้าง ปรากฏการณ์หมอกควันไม่ได้เป็นเพียงควันจากไร่หมุนเวียนหรือการหาของป่าเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวพันกับไฟป่าความรุนแรงสูง การลักลอบเผาเพื่อเปิดพื้นที่ การเผาเศษวัสดุการเกษตร และสภาพภูมิอากาศที่แห้งแล้งยาวนานขึ้น ทว่าบทสนทนาในสังคมมักไปหยุดอยู่ที่การชี้นิ้วไปยังกลุ่มชาติพันธุ์ มากกว่าการมองระบบจัดการไฟทั้งลุ่มน้ำโดยรวม

ภายใต้ความตึงเครียดดังกล่าว ชุมชนลุ่มน้ำกกตอนบน โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ในตำบลแม่ยาว จึงเลือกที่จะใช้ “การลงมือทำ” ตอบคำถามสังคม ด้วยการออกแบบระบบจัดการไฟป่าที่ผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับองค์ความรู้สมัยใหม่ และทำงานร่วมกับหน่วยงานรัฐอย่างเป็นขั้นตอน

จาก “โมเดลห้วยหินลาดใน” สู่ลุ่มน้ำกก เมื่อภูมิปัญญาปกาเกอะญอเป็นฐานของนวัตกรรม

หลักคิดสำคัญของโครงการที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงผลักดัน คือการนำบทเรียนจาก “บ้านห้วยหินลาดใน” ชุมชนปกาเกอะญอที่เป็นต้นแบบการจัดการไฟป่าบนพื้นที่ภูเขาสูง มาปรับใช้ในบริบทของลุ่มน้ำกกตอนบน โดยไม่ยกแบบแผนไปวางทับ แต่เน้นให้แต่ละชุมชนออกแบบ “กติกาไฟ” ของตนเองบนฐานประสบการณ์จริง

โมเดลดังกล่าวมองไฟไม่ใช่ศัตรูที่ต้องกำจัดให้หมดไป หากแต่เป็น “เครื่องมือจัดการระบบนิเวศ” ที่ต้องใช้ให้ถูกเวลา ถูกพื้นที่ และอยู่ภายใต้ข้อตกลงร่วมของชุมชน ทั้งเรื่องการกำหนดเขตห้ามเผา เขตกันไฟแนวกันชน วิธีการสร้างแนวกันไฟอย่างปลอดภัย รวมถึงการจัดเวรเฝ้าระวังและการสื่อสารเมื่อต้องควบคุมไฟหลุดแนว

โครงการจึงกำหนดวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ ได้แก่

  1. ขยายผลต้นแบบการจัดการไฟป่าที่อาศัยภูมิปัญญาปกาเกอะญอจากบ้านห้วยหินลาดใน ไปยังชุมชนเป้าหมายอื่นในจังหวัดเชียงราย
  2. พัฒนาแหล่งเรียนรู้และเครือข่ายอาสาชุมชนที่สามารถจัดการทรัพยากรธรรมชาติและปัญหา PM 2.5 ได้อย่างยั่งยืน
  3. สร้างชุดองค์ความรู้และกระบวนการถ่ายทอด เพื่อใช้เตรียมความพร้อมรับมือไฟป่าและหมอกควันในระดับลุ่มน้ำและระดับชุมชน

เวทีวางแผนร่วม 7 ชุมชนลุ่มน้ำกก จากข้อมูลภาคสนามสู่ “แผนไฟป่า” ฉบับชาวบ้าน

กิจกรรมวันที่ 13 มกราคม 2569 จะเป็นเวทีสำคัญที่อาสาสมัครและผู้นำชุมชนจาก 7 หมู่บ้านในตำบลแม่ยาว ได้แก่ บ้านห้วยขมนอก บ้านห้วยชมภู บ้านขุนน้ำแม่ยาว บ้านสุขเกษม บ้านหนองผักหนาม บ้านสองแควอาข่า และบ้านแสนสุข มาร่วมกันนำเสนอ “แผนจัดการไฟป่าของชุมชน” ต่อเพื่อนบ้านและหน่วยงานภาคี

ผู้เข้าร่วมหลักคือ อาสาสมัครป้องกันไฟป่าลุ่มน้ำกกจาก 6 ชุมชน จำนวน 45 คน และนักวิชาการอาสาสมัครจาก 1 ชุมชน จำนวน 5 คน รวมทั้งสิ้น 50 คน โดยมีตัวแทนหน่วยงานรัฐและภาคประชาสังคมเข้าร่วมแลกเปลี่ยนในช่วงท้ายของเวที เพื่อปรับแผนให้เชื่อมโยงกับมาตรการระดับจังหวัดและระดับลุ่มน้ำอย่างเป็นรูปธรรม

สำนักข่าวนครเชียงราย

กำหนดการเริ่มตั้งแต่เวลา 13.00 น. ด้วยการลงทะเบียนและกล่าวต้อนรับ ชี้แจงวัตถุประสงค์ จากนั้นแต่ละชุมชนจะขึ้นนำเสนอร่างแผนการจัดการไฟป่าของตนเองทีละแห่ง ตั้งแต่การสำรวจพื้นที่เสี่ยง จุดเฝ้าระวัง แนวกันไฟ แผนการลาดตระเวน รวมถึงกลไกการเตือนภัยและการทำงานร่วมกับหน่วยงานภายนอก ก่อนจะเข้าสู่ช่วง 15.00–16.00 น. สำหรับการระดมความคิดเห็นจากภาคีเครือข่ายเพื่อปรับแผนให้พร้อมนำไปใช้จริงในฤดูกาลไฟป่าปีนี้

เสียงจากชุมชน จาก “จำเลยสังคม” สู่ “ผู้พิทักษ์ป่า”

หนึ่งในเสียงสำคัญที่ขับเคลื่อนกระบวนการครั้งนี้คือ นายประวิทย์ ธุระวร ชาวบ้านห้วยขมนอก และประธานป่าชุมชนบ้านแม่ยาว ซึ่งทำงานเฝ้าระวังไฟป่ามายาวนาน เขาเล่าว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา กลุ่มชาติพันธุ์มักถูกสังคมมองว่าเป็นตัวการหลักของการเผาป่า ทั้งที่ในความเป็นจริง ชุมชนเองก็เป็นผู้ได้รับผลกระทบจากไฟแรงสูงและหมอกควันไม่ต่างจากคนในเมือง

“คนข้างนอกมักเห็นแต่ภาพไฟลุกบนดอย แล้วก็โยนความผิดมาที่ชาวเขา แต่ไม่มีใครเห็นว่าเราเองก็เสียป่า สูญเสียแหล่งน้ำ และต้องสูดควันเข้าไปทุกปี” นายประวิทย์สะท้อน พร้อมย้ำว่า เวทีทำแผนครั้งนี้คือโอกาสที่ชุมชนจะลุกขึ้นมาบอกสังคมว่า พวกเขาพร้อมรับผิดชอบต่อทรัพยากรของประเทศ และต้องการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของทางออก

สำหรับเขา การมีแผนจัดการไฟป่าที่ทำร่วมกันอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร และได้รับการรับรองจากหน่วยงานรัฐ จะช่วยลดความคลุมเครือระหว่าง “ไฟตามวิถี” กับ “ไฟที่ผิดกฎหมาย” และเปิดพื้นที่ให้เจ้าหน้าที่กับชุมชนทำงานบนฐานความไว้เนื้อเชื่อใจกันมากขึ้น

เสียงนักวิชาการ “มนุษย์ต้องอยู่กับไฟอย่างถูกวิธี”

ด้าน ผศ.ดร.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ จากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง นักวิชาการผู้ทำงานเคียงข้างชุมชนชาติพันธุ์ในการจัดการไฟภูเขามาอย่างต่อเนื่อง มองว่า การจัดเวทีระดับลุ่มน้ำครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญของการเปลี่ยนมุมมองเรื่องไฟป่าในสังคมไทย

“เราไม่สามารถทำให้ไฟหายไปจากภูเขาได้ แต่เราทำให้ไฟอ่อนลง ควบคุมได้ และไม่ลุกลามจนกลายเป็นภัยพิบัติได้” เขากล่าว พร้อมอธิบายว่า โครงการนี้ใช้ “โมเดลห้วยหินลาดใน” เป็นจุดตั้งต้น แล้วชวนให้แต่ละชุมชนหยิบประสบการณ์ของตนเองมาปรับใช้ สร้างเป็น “ชุดความรู้ใหม่” ที่สะท้อนบริบทจริงของลุ่มน้ำกก

ผศ.ดร.สุวิชานยังชี้ให้เห็นว่า การทำแผนร่วมกันในระดับลุ่มน้ำจะช่วยรื้อถอนมายาคติที่มองกลุ่มชาติพันธุ์เป็นเพียงผู้บุกรุกทำลายป่า เพราะเอกสารแผนงานที่ออกมาจะเป็นหลักฐานยืนยันว่า ชุมชนเหล่านี้กำลังทำงานเชิงระบบ ทั้งการกำหนดเขตป่าต้นน้ำ ป่าใช้สอย แนวกันไฟ และกติกาเรื่องฤดูกาลเผาที่สอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศจริง

แผนจัดการไฟป่าที่ “เห็นคน เห็นป่า และเห็นลุ่มน้ำ”

สาระสำคัญของแผนที่แต่ละชุมชนเตรียมนำเสนอไม่ได้มีเพียงแผนที่แนวกันไฟหรือจุดลาดตระเวน แต่ยังครอบคลุมวิธีคิดในการจัดลำดับความสำคัญของพื้นที่ เช่น พื้นที่ป่าต้นน้ำที่ต้องป้องกันไม่ให้ไฟเข้าอย่างเด็ดขาด พื้นที่ไร่หมุนเวียนที่อนุญาตให้ใช้ไฟภายใต้กติกาเคร่งครัด และพื้นที่เสี่ยงที่ต้องทำแนวกันไฟร่วมกันระหว่างหลายหมู่บ้าน

นอกจากนี้ ยังมีการวางระบบสื่อสารระหว่างหมู่บ้านและกับหน่วยงานรัฐ เช่น การใช้วิทยุสื่อสาร กลุ่มไลน์ หรือการตั้งจุดประสานงานส่วนกลางในตำบลแม่ยาว เพื่อให้การแจ้งเหตุและการระดมกำลังเข้าควบคุมไฟทำได้ทันท่วงที ลดโอกาสที่ไฟจะลุกลามจนกลายเป็นไฟป่าขนาดใหญ่ที่ควบคุมไม่ได้

ในระดับลุ่มน้ำ แผนดังกล่าวจะถูกนำไปใช้ประกอบการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น อุทยานแห่งชาติ หน่วยป้องกันรักษาป่าของกรมป่าไม้ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้มาตรการทางกฎหมายและการปฏิบัติงานภาคสนาม “เดินไปในทิศทางเดียวกัน” กับข้อตกลงของชุมชน ไม่ใช่ต่างคนต่างเดินจนเกิดความขัดแย้งดังที่เคยเกิดขึ้นในอดีต

จากไฟป่าความรุนแรงสูง สู่ระบบจัดการไฟที่ลด PM 2.5 ได้จริง

ในเอกสารโครงการ ระบุผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับไว้อย่างชัดเจน ตั้งแต่ระดับทรัพยากรธรรมชาติไปจนถึงระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ได้แก่

  1. การเกิดรูปแบบการจัดการไฟป่าและฝุ่นควันในพื้นที่สูงที่สอดคล้องกับบริบทภูมินิเวศและวิถีของชุมชน
  2. การลดปริมาณเชื้อเพลิงและการสะสมควันจากไฟป่าที่ไม่อยู่ในการควบคุม อันเป็นสาเหตุสำคัญของ PM 2.5 ในพื้นที่เป้าหมาย
  3. การเสริมสร้างสุขภาวะและคุณภาพชีวิตของประชาชนในลุ่มน้ำกก ผ่านการลดความเสี่ยงจากฝุ่นละอองและไฟป่าความรุนแรงสูง
  4. การพัฒนาศักยภาพผู้นำและอาสาสมัครชุมชนให้มีความมั่นใจในการวางแผนและประสานงานกับหน่วยงานภายนอก
  5. การเชื่อมโยงองค์ความรู้ของชุมชนกับนักวิชาการและหน่วยงานรัฐ ซึ่งจะเป็นฐานข้อมูลสำคัญสำหรับการกำหนดนโยบายด้านการจัดการไฟป่าและหมอกควันในอนาคต

เชียงรายในฐานะ “สนามทดลอง” การจัดการไฟป่าเชิงลุ่มน้ำ

บทบาทของเชียงรายในโครงการครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงจังหวัดที่เผชิญปัญหาไฟป่าและหมอกควัน หากแต่เป็น “สนามทดลองเชิงยุทธศาสตร์” ที่แสดงให้เห็นว่าการจัดการไฟป่าจำเป็นต้องก้าวข้ามแนวคิดแบบสั่งการจากส่วนกลางเพียงทางเดียว

การมีสถาบันการศึกษาอย่างมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงทำหน้าที่ “ตัวกลางทางความรู้” เชื่อมระหว่างชุมชน หน่วยงานรัฐ และภาควิชาการระดับชาติ ช่วยให้กระบวนการจัดการไฟป่ามีทั้งหลักฐานเชิงประจักษ์ การมีส่วนร่วม และความชอบธรรมในสายตาสังคม ขณะเดียวกัน การที่ชุมชนชาติพันธุ์ลุกขึ้นมาจัดทำแผนของตนเอง ก็ทำให้บทสนทนาจากนี้ไปไม่ใช่เพียง “รัฐพูด ชุมชนฟัง” แต่เป็นการแลกเปลี่ยนบนฐานความเท่าเทียมมากขึ้น

แผนไฟป่าจากลุ่มน้ำกก สู่คำตอบใหม่ของวิกฤตหมอกควันภาคเหนือ

เมื่อพิจารณาจากภาพรวม โครงการจัดทำแผนจัดการไฟป่าระดับลุ่มน้ำและชุมชนในตำบลแม่ยาวครั้งนี้ อาจดูเป็นเพียงกิจกรรมหนึ่งบ่ายของอาสาสมัคร 50 คน ทว่าในเชิงยุทธศาสตร์ นี่คือก้าวสำคัญของการสร้าง “สถาปัตยกรรมใหม่” ในการจัดการไฟป่าและฝุ่นควันของภาคเหนือ

หากแผนงานที่ได้จากเวทีวันที่ 13 มกราคม สามารถขับเคลื่อนต่อในภาคสนาม และได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากหน่วยงานรัฐ ก็มีโอกาสสูงที่ลุ่มน้ำกกจะกลายเป็นตัวอย่างของการจัดการไฟป่าที่ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับนโยบายสาธารณะอย่างแท้จริง และหากต้นแบบนี้ได้รับการขยายผลไปยังจังหวัดอื่นในภาคเหนือ วิกฤตหมอกควันที่คนไทยเผชิญมานานอาจเริ่มมี “ทางออกที่มองเห็นได้” มากขึ้น

ท้ายที่สุด การแก้ปัญหาไฟป่าและ PM 2.5 ไม่ได้อยู่ที่การหาคนผิด แต่อยู่ที่การออกแบบระบบที่ทำให้ไฟอยู่ในขอบเขตที่ปลอดภัย ป่าฟื้นตัวได้ ชุมชนมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น และศักดิ์ศรีของกลุ่มชาติพันธุ์ได้รับการยอมรับในฐานะ “ผู้พิทักษ์ผืนป่า” คู่กับสังคมไทยทั้งประเทศ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียงเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • นายประวิทย์ ธุระวร ชาวบ้านห้วยขมนอกและประธานป่าชุมชนบ้านแม่ยาว
  • ผศ.ดร.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ สำนักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
  • มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงและสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ผู้ว่าฯ เชียงรายคิกออฟยุทธศาสตร์ “เชียงรายฟ้าใส” ปี 2569 สกัดไฟป่า PM2.5 ด้วย Single Command

เชียงรายเข้ม! กฎหมายดับไฟป่าโทษสูงสุด 30 ปี พร้อมเปิด 903 ห้องปลอดฝุ่นทั่วจังหวัดปี 2569

เชียงราย, 9 มกราคม 2569 – สนามหน้าศาลากลางจังหวัดเชียงราย แถวขบวนรถดับเพลิง รถบรรทุกน้ำ และชุดลาดตระเวนดับไฟป่าจากทุกอำเภอเรียงตัวอย่างเป็นระเบียบ ท่ามกลางหมอกเช้าบางๆ ที่ยังปกคลุมเหนือยอดเขา นี่ไม่ใช่เพียงพิธีเปิดงานตามฤดูกาล แต่คือ “สัญญาณเริ่มต้นศึกใหญ่” ที่จังหวัดเชียงรายประกาศเดินหน้าเต็มกำลังกับวิกฤตไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 ภายใต้ยุทธศาสตร์ “เชียงรายฟ้าใส ไร้หมอกควัน” สำหรับปี 2569

ภายในพิธี Kick Off นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ย้ำต่อหน้าผู้แทนทุกหน่วยงาน ทหาร ตำรวจ ปกครอง ป่าไม้ สาธารณสุข ผู้นำชุมชน อาสาสมัครกู้ภัย และสื่อมวลชนว่า ปัญหาคุณภาพอากาศไม่ใช่เรื่องของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง หากแต่เป็น “ลมหายใจร่วมกันของคนเชียงรายทุกคน” พร้อมประกาศให้การจัดการมลพิษทางอากาศและไฟป่าเป็น “ภารกิจเร่งด่วนระดับจังหวัด” ที่ต้องขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง

บทเรียนจากปี 2568 จุดความร้อนลดฮวบ แต่รอยไหม้ในป่ากลับเพิ่ม

ก่อนจะเดินหน้าสู่แผนปี 2569 จังหวัดเชียงรายได้ย้อนดูข้อมูลปี 2568 อย่างละเอียด เพื่อไม่ให้การแก้ปัญหาเป็นเพียง “การดับไฟเฉพาะหน้า” หากแต่เป็นการวางยุทธศาสตร์ระยะยาวบนฐานข้อมูลที่ชัดเจน

รายงานจากศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และ PM2.5 จังหวัดเชียงราย ระบุว่า ช่วง 1 กุมภาพันธ์ – 8 พฤษภาคม 2568 จังหวัดเชียงรายสามารถ “ลดจำนวนจุดความร้อน (Hotspots)” ลงได้อย่างมีนัยสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติการณ์

  • ปี 2567 พบจุดความร้อนสะสม 3,885 จุด
  • ปี 2568 ลดลงเหลือเพียง 611 จุด
  • คิดเป็นการลดลง 84.3%

แต่เมื่อหันไปดู “พื้นที่เผาไหม้จริง” จากภาพดาวเทียมกลับพบความจริงอีกด้านหนึ่ง

  • ปี 2567 พื้นที่เผาไหม้รวม 62,521 ไร่
  • ปี 2568 ลดลงเหลือ 52,311 ไร่ ลดลงประมาณ 16.33% เท่านั้น

เมื่อแยกตามลักษณะที่ดิน ข้อมูลยิ่งน่าจับตา

  • พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติที่ถูกเผาเพิ่มขึ้นกว่า 58.8%
  • พื้นที่ป่าอนุรักษ์ถูกเผาเพิ่มขึ้นกว่า 60%
  • การเผาในแปลงข้าวโพดและไร่หมุนเวียนเพิ่มขึ้นกว่า 234%
  • การเผาในพื้นที่นาข้าวเพิ่มสูงขึ้นถึง 354%

กล่าวอีกนัยหนึ่ง แม้ “จำนวนจุดไฟ” จะน้อยลง แต่ “ไฟแต่ละจุดลุกลามกินพื้นที่มากขึ้น” โดยเฉพาะในเขตป่าและพื้นที่สูง ซึ่งเข้าถึงยากและดับยากกว่าเดิม สะท้อนว่าต้นตอสำคัญของปัญหายังเชื่อมโยงกับรูปแบบการใช้ที่ดิน การเตรียมพื้นที่เกษตร และกิจกรรมมนุษย์มากกว่าปัจจัยธรรมชาติเพียงอย่างเดียว

เมื่อมองระดับอำเภอ ภาพความเหลื่อมล้ำยิ่งชัดเจนขึ้น

  • อำเภอเวียงแก่น มีจุดความร้อนมากที่สุด 114 จุด โดยเฉพาะตำบลปอเพียงตำบลเดียวพบถึง 72 จุด
  • อำเภอเวียงป่าเป้า พบ 95 จุด
  • อำเภอพาน พบ 77 จุด

พื้นที่เหล่านี้ล้วนเป็นพื้นที่สูง พื้นที่ป่าสงวน และเขตไร่หมุนเวียนที่มีประวัติการเผาซ้ำซาก ขณะที่อำเภอเมืองเชียงรายและแม่สรวยกลับมีแนวโน้มดีขึ้นจากมาตรการเข้มข้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ภูมิประเทศแอ่งกระทะและ “ฝาชีอากาศ” ที่คลุมเชียงราย

หากถามว่าทำไมไฟป่าและหมอกควันในเชียงรายจึงรุนแรงกว่าหลายพื้นที่ในประเทศ คำตอบหนึ่งอยู่ที่ “ภูมิประเทศและสภาพอากาศ”

เชียงรายเป็นจังหวัดชายแดนที่โอบล้อมด้วยแนวเทือกเขาสูง เป็นเสมือน “แอ่งกระทะ” ทางภูมิศาสตร์ ทำให้การระบายอากาศในช่วงฤดูแล้งเป็นไปอย่างจำกัด รายงานการวิเคราะห์ทางอุตุนิยมวิทยาชี้ว่า ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงพฤษภาคม 2568 อัตราระบายอากาศรายชั่วโมงของเชียงรายมักต่ำกว่า 5,000 ตารางเมตรต่อวินาที โดยเฉพาะช่วงเวลา 18.00–11.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่อากาศเย็นกดทับและลมอ่อน

สภาพเช่นนี้ทำให้เกิดปรากฏการณ์ “อุณหภูมิผกผัน (Temperature Inversion)” ชั้นอากาศอุ่นด้านบนกดทับชั้นอากาศเย็นด้านล่าง ทำหน้าที่เหมือน “ฝาชีครอบเมือง” ดักควันไฟและฝุ่นละออง PM2.5 ไม่ให้ลอยตัวขึ้นสูง กระจายตัวไม่ได้ ฝุ่นจึงสะสมหนาแน่นใกล้พื้นดินและส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพประชาชน

อำเภอเมืองเชียงราย แม่สาย และเชียงของ คือสามพื้นที่ที่ “รับผลเต็มๆ” เพราะตั้งอยู่ตามเส้นทางลมจากลุ่มน้ำโขง เมื่อรวมกับลักษณะภูเขาโอบล้อม จึงไม่ต่างจากการนำควันไฟจากทั้งภูเขาและประเทศเพื่อนบ้านมารวมกันไว้ในแอ่งเดียว

สถิติ PM2.5 ภาพรวมดีขึ้น แต่ชายแดนยังวิกฤต

ด้านคุณภาพอากาศ ภาพรวมของปี 2568 มีแนวโน้มดีขึ้นอย่างชัดเจน

  • ค่าเฉลี่ยฝุ่น PM2.5 ทั้งปีของเชียงรายอยู่ที่ 39.18 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ลดลงจากปี 2567 ที่ 52.63 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร หรือลดลงประมาณ 25.5%
  • จำนวนวันที่ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงเกินเกณฑ์มาตรฐาน (37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) ลดจาก 64 วัน เหลือ 42 วัน หรือลดลงราว 34.4%

หากดูเป็นรายสถานีตรวจวัดภาพจะคมชัดยิ่งขึ้น

  • สถานีตำบลเวียง อำเภอเมืองเชียงราย ค่าเฉลี่ยลดลงราว 30% แสดงถึงผลของมาตรการในเมืองที่เริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรม
  • แต่ที่สถานีตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย กลับยังเป็น “จุดวิกฤต” ของจังหวัด พบวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานถึง 62 วัน และวันที่ 10 เมษายน 2568 ค่าฝุ่นพุ่งสูงสุดถึง 123.3 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร อยู่ในระดับสีแดง “มีผลกระทบต่อสุขภาพ”
  • ที่อำเภอเชียงของ ค่าฝุ่นสูงสุดในช่วงวิกฤตอยู่ที่ประมาณ 94.9 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร แม้ไม่สูงเท่าแม่สาย แต่ก็เกินมาตรฐานอย่างมาก

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนข้อเท็จจริงที่สำคัญว่า แม้มาตรการควบคุมการเผาและจุดความร้อนภายในจังหวัดจะได้ผล แต่ “ฝุ่นจำนวนมากไม่ได้เกิดในเชียงรายเท่านั้น” หากมาจากการเผาในพื้นที่เกษตรและป่าของประเทศเพื่อนบ้านตามแนวลุ่มน้ำโขง ซึ่งถูกลมพัดเข้าสู่พื้นที่ชายแดนไทยอย่างต่อเนื่อง

หมอกควันข้ามพรมแดน ปัญหาที่เชียงรายแก้ลำพังไม่ได้

ข้อมูลจาก GISTDA และหน่วยงานด้านดาวเทียมของไทยชี้ว่า ในช่วงต้นฤดูแล้งปี 2568 มีการสะสมของจุดความร้อนจำนวนมากในเมียนมา ลาว และกัมพูชา ทิศทางลมช่วงดังกล่าวพัดจากทิศเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือเข้าสู่ประเทศไทย ผ่านแนวเทือกเขาและลุ่มน้ำโขงก่อนจะมาสะสมตัวในภาคเหนือตอนบน

ดังนั้นแม้จุดความร้อนในเชียงรายจะลดลงอย่างมาก แต่ควันไฟจากนอกพรมแดนยังไหลทะลักเข้าเมือง โดยจังหวัดชายแดนอย่างแม่สายเปรียบเสมือน “ด่านหน้ารับฝุ่น” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ปัญหานี้จึงถูกยกระดับเป็นประเด็นเชิงนโยบาย ที่ต้องอาศัยทั้งการหารือระดับภูมิภาคในกรอบลุ่มน้ำโขง และกลไกความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน

ยุทธศาสตร์ 2569 Single Command และ 3R Model เดินคู่เทคโนโลยีดาวเทียม

บนฐานข้อมูลดังกล่าว จังหวัดเชียงรายจึงออกแบบยุทธศาสตร์ปี 2569 ให้ “เข้มข้นกว่าที่ผ่านมา” ทั้งในด้านการสั่งการ การป้องกัน การเผชิญเหตุ และการฟื้นฟู โดยใช้แนวคิดหลัก 2 ส่วน คือ Single Command และ 3R Model

1) Single Command – สั่งการจุดเดียว เชื่อมทุกภาคส่วน

จังหวัดได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และ PM2.5 อย่างเป็นทางการ ทำหน้าที่เป็น “สมองกลาง” ในการรวบรวมข้อมูลจากดาวเทียม ระบบแจ้งเหตุ Tamfire ข้อมูลคุณภาพอากาศจากกรมควบคุมมลพิษ และรายงานภาคสนามจากอาสาสมัครและเจ้าหน้าที่ ก่อนจะสั่งการไปยังอำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน

ระบบ Single Command ช่วยให้การตอบโต้เหตุไฟป่าและจุดความร้อนทำได้ “รวดเร็วและแม่นยำ” มากขึ้น เจ้าหน้าที่สามารถเข้าพื้นที่ได้ก่อนที่ไฟจะลุกลามเป็นวงกว้าง ลดโอกาสเกิด Burn Scars ขนาดใหญ่แบบที่เคยเกิดในปีที่ผ่านมา

2) 3R Model – เปลี่ยนพฤติกรรม เปลี่ยนพืช เปลี่ยนเศษวัสดุ

ในมิติการจัดการเชื้อเพลิง จังหวัดเชียงรายนำ 3R Model มาปรับใช้ร่วมกับภาคเกษตรอย่างจริงจัง

  1. Re-Habit – ปรับพฤติกรรม
    รณรงค์ให้เกษตรกรลดและเลิกการเผาในที่โล่ง หันมาใช้วิธีจัดการเศษวัสดุด้วยการไถกลบ ทำปุ๋ยหมัก และทำนาเปียกสลับแห้งซึ่งช่วยลดทั้งควันและก๊าซเรือนกระจก
  2. Replace with High Value Crops – เปลี่ยนเป็นพืชมูลค่าสูง
    จังหวัดผลักดันให้ “กาแฟ” กลายเป็นพืชยุทธศาสตร์บนพื้นที่สูง โดยปี 2568 เชียงรายก้าวขึ้นเป็น ผู้ผลิตกาแฟรายใหญ่ที่สุดของประเทศ ผลผลิตรวมราว 4,850 ตัน การปลูกกาแฟใต้ร่มไม้ ช่วยให้ชาวบ้านหวงแหนป่า ลดแรงจูงใจในการบุกรุกพื้นที่ใหม่ และลดการเผาเพื่อเตรียมพื้นที่ไร่หมุนเวียน
  3. Replace with Alternate Uses – แปรรูปเศษวัสดุ
    เศษฟางข้าว ตอซัง และซากพืชไร่ถูกแปรรูปเป็นปุ๋ยชีวภาพ ชีวมวล และอาหารสัตว์ มีกำลังการจัดการวัสดุเหลือใช้รวมมากกว่า 5 แสนตัน ในปีที่ผ่านมา โดยเพียงเครื่องอัดฟางก็สามารถอัดฟางข้าวได้รวมกว่า 183,000 ตัน

มาตรการ 3R นี้ถูกออกแบบให้เดินคู่กับความร่วมมือจากภาคเอกชน เช่น โครงการ “Zero Burn” และการนำเครื่องจักรกลการเกษตรเข้ามาช่วยจัดการในพื้นที่ที่เข้าถึงยาก ลดภาระแรงงานคนและลดแรงจูงใจในการเผา

กฎหมายเข้ม–สุขภาพต้องมาก่อน ห้องปลอดฝุ่น 903 แห่งทั่วจังหวัด

อีกด้านหนึ่งของยุทธศาสตร์ “เชียงรายฟ้าใส” คือการคุ้มครองสุขภาพประชาชนควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

ในมิติสุขภาพ จังหวัดเชียงรายจัดตั้ง ห้องปลอดฝุ่น (Dust-free Rooms) รวม 903 แห่ง กระจายอยู่ในโรงพยาบาล โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล โรงเรียน และศูนย์ชุมชน สำหรับเป็นที่พักพิงชั่วคราวในวันที่ค่าฝุ่นพุ่งสูง ผู้ที่มีโรคประจำตัว เด็กเล็ก และผู้สูงอายุสามารถเข้ามาใช้พื้นที่ปลอดภัยเหล่านี้ได้

ตลอดปีที่ผ่านมา จังหวัดได้แจกจ่ายหน้ากากอนามัยและหน้ากาก N95 รวมกว่า 1.12 ล้านชิ้น ทั้งยังมีการตรวจสุขภาพอาสาสมัครดับไฟป่าเกือบ 3,700 ราย และลงพื้นที่เยี่ยมบ้านกลุ่มเสี่ยงกว่า 11,000 ราย เพื่อติดตามผลกระทบด้านสุขภาพอย่างใกล้ชิด

ขณะเดียวกัน ด้านกฎหมายก็เข้มงวดไม่แพ้กัน

  • จังหวัดประกาศช่วง “ห้ามเผาโดยเด็ดขาด” ราว 92 วัน ตั้งแต่ 1 มีนาคม – 31 พฤษภาคม ของทุกปี
  • การเผาป่าในเขตอุทยานหรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า มีโทษจำคุกสูงสุด 30 ปี หรือปรับสูงสุด 3 ล้านบาท
  • เกษตรกรที่ยังฝ่าฝืนการเผา จะถูกบันทึกประวัติและ ตัดสิทธิ์รับความช่วยเหลือจากภาครัฐ ตามมาตรการ “ไม่เผา ไม่เสียสิทธิ์”

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายย้ำระหว่างพิธี Kick Off ว่า “การบังคับใช้กฎหมายไม่ใช่เพื่อจับคนของเราเอง แต่เพื่อปกป้องลมหายใจของทั้งจังหวัด หากเราปล่อยให้การเผากลายเป็นเรื่องปกติ สุขภาพ เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวจะเสียหายมากกว่าที่ใครคาดคิด”

เทคโนโลยีดาวเทียม–แอปพลิเคชัน–ข้อมูลเรียลไทม์ อาวุธใหม่ในสมรภูมิหมอกควัน

หนึ่งในหัวใจของยุทธศาสตร์ปี 2569 คือการดึง “เทคโนโลยี” มาเป็นอาวุธหลักในการบริหารจัดการสถานการณ์

จังหวัดเชียงรายใช้ข้อมูลจากดาวเทียม VIIRS และ MODIS เพื่อติดตามจุดความร้อนแบบรายวัน และใช้แนวคิด Time Series วิเคราะห์รูปแบบการเกิดไฟป่าซ้ำซากในแต่ละพื้นที่ ทำให้สามารถคาดการณ์ช่วงเวลาและจุดเสี่ยงล่วงหน้าได้

ระบบ Tamfire ถูกใช้เป็นแพลตฟอร์มแจ้งเหตุและสั่งการในภาคสนาม ขณะที่ประชาชนทั่วไปสามารถติดตามสถานการณ์คุณภาพอากาศผ่านแอปพลิเคชัน Air4Thai และ AirBKK ได้แบบเรียลไทม์ ทำให้ประชาชนมีข้อมูลเพียงพอในการตัดสินใจเรื่องการสวมหน้ากาก หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง หรือใช้บริการห้องปลอดฝุ่นในวันที่ค่าฝุ่นสูง

จากวิกฤตสู่โอกาส เชียงรายฟ้าใสกับเศรษฐกิจสีเขียว

แม้ไฟป่าและหมอกควันจะเป็นวิกฤตซ้ำซาก แต่ในมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ จังหวัดเชียงรายกำลังพยายาม “เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส” ผ่านการผลักดันเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy)

การส่งเสริมกาแฟคุณภาพสูงบนพื้นที่สูง การผลักดันเกษตรกรรมยั่งยืน และการแปรรูปชีวมวลทางการเกษตร เป็นตัวอย่างของการใช้ “เครื่องมือเศรษฐกิจ” แทน “การสั่งห้ามเพียงอย่างเดียว” เพราะเมื่อเกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคงจากพืชมูลค่าสูงและจากการขายเศษวัสดุแทนการเผา พวกเขาย่อมมีแรงจูงใจที่จะร่วมมือกับนโยบาย “จังหวัดไม่เผา” มากขึ้น

ในมุมของภาพลักษณ์ ระยะยาวหากเชียงรายสามารถลดหมอกควันได้อย่างต่อเนื่อง เมืองชายแดนแห่งนี้จะไม่ได้เป็นเพียง “จุดหมายท่องเที่ยวหน้าหนาว” แต่จะกลายเป็น “เมืองท่องเที่ยวสีเขียวที่ห่วงใยสุขภาพ” ซึ่งเป็นเทรนด์สำคัญของนักท่องเที่ยวทั่วโลกยุคหลังโควิด

ศึกยาวของ “เชียงรายฟ้าใส” ที่ต้องสู้ทั้งในจังหวัดและในภูมิภาค

ตัวเลขปี 2568 บอกเราว่า จังหวัดเชียงราย “เดินมาถูกทาง” ในการลดจำนวนจุดความร้อนและค่าฝุ่นเฉลี่ยรายปี แต่ในขณะเดียวกันก็เตือนว่า “สมรภูมิยังไม่จบ” เพราะพื้นที่ป่าที่ถูกเผาและมลพิษจากประเทศเพื่อนบ้านยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องเผชิญในทศวรรษหน้า

ปี 2569 จึงเป็นปีที่เชียงรายยกระดับยุทธศาสตร์ “เชียงรายฟ้าใส” ด้วยการผนึกกำลังทุกภาคส่วน ใช้เทคโนโลยีข้อมูลเป็นฐาน ใช้เศรษฐกิจสีเขียวเป็นแรงขับเคลื่อน ใช้กฎหมายคุมเข้ม และใช้เครือข่ายชุมชนกับอาสาสมัครเป็นด่านหน้าในพื้นที่

เหนือสิ่งอื่นใด การ Kick Off ในวันนี้ไม่ใช่เพียงพิธีเปิดแผนงานราชการ หากเป็นการส่งสารไปถึงคนเชียงรายทุกคนว่า “ลมหายใจของเมืองนี้ อยู่ในมือของเราทุกคน” การงดเผา การแจ้งเหตุไฟป่า การดูแลสุขภาพตนเองและครอบครัว รวมถึงการร่วมกันผลักดันให้ภาครัฐเดินหน้าความร่วมมือระดับภูมิภาค คือส่วนหนึ่งของการคืนท้องฟ้าสีฟ้าให้จังหวัดเชียงรายอย่างยั่งยืน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • ศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และ PM2.5 จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคและกรมควบคุมมลพิษ (ข้อมูลสถานี ต.เวียง, ต.เวียงพางคำ และ ต.เวียง อ.เชียงของ)
  • สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA
  • ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัดเชียงราย
  • จังหวัดเชียงรายและสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

มทบ.37 ผนึกกำลังจิตอาสาฯ ตั้งจุดบริการประชาชนรับปีใหม่ 2569 หน้าแขวงทางหลวงเชียงรายที่ 1

ทหารเป็นที่พึ่งของประชาชน” มทบ.37 ผนึกกำลังจิตอาสาฯ ตั้งจุดบริการรับปีใหม่ 2569 ดูแลความปลอดภัย–อำนวยความสะดวกนักเดินทางสู่เชียงราย

เชียงราย,30 ธันวาคม 2568 – บริเวณหน้าแขวงทางหลวงเชียงรายที่ 1 อำเภอเมืองเชียงราย เต็นท์สีเหลือง–ฟ้าที่มีตราสัญลักษณ์จิตอาสาพระราชทาน และธงหน่วยงานความมั่นคงโบกสะบัดอยู่เคียงข้างกระแสจราจรที่หนาแน่นขึ้นต่อเนื่อง ภาพเหล่านี้กลายเป็น “ด่านแรกของความอุ่นใจ” ให้กับผู้ขับขี่ที่กำลังมุ่งหน้ากลับภูมิลำเนาหรือเดินทางท่องเที่ยวสู่ภาคเหนือในโค้งสุดท้ายก่อนเข้าสู่ปีใหม่ 2569

ภายใต้นโยบาย “ทหารเป็นที่พึ่งของประชาชนในทุกโอกาส” ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน มณฑลทหารบกที่ 37 (มทบ.37) ร่วมกับศูนย์บรรเทาสาธารณภัย มทบ.37 และหน่วยงานภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ–การศึกษา–โครงสร้างพื้นฐาน ร่วมกันจัดตั้ง “จุดบริการประชาชน” ชั่วคราวขึ้น ระหว่างวันที่ 30 ธันวาคม 2568 ถึง 5 มกราคม 2569 เพื่อดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้เส้นทางสายสำคัญที่มุ่งหน้าสู่จังหวัดเชียงราย

จุดบริการเล็ก ๆ บนถนนใหญ่ ในช่วงเวลาที่ความเสี่ยงพุ่งสูง

เวลา 10.00 น. ของวันเดียวกัน พลตรี จักรวีร์ เสนีย์วรยุทธ์ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน มณฑลทหารบกที่ 37 และผู้บัญชาการศูนย์บรรเทาสาธารณภัย มทบ.37 ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจกำลังพลและอาสาสมัครที่ปฏิบัติหน้าที่ ณ จุดบริการหน้าแขวงทางหลวงเชียงรายที่ 1

การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงพิธีการตามวาระเทศกาล แต่คือการ “เช็กความพร้อมทุกจุดสัมผัส” ทั้งด้านบุคลากร ระบบการแพทย์ขั้นต้น การจัดระเบียบจราจร และการให้ข้อมูลเส้นทางแก่ผู้ใช้รถใช้ถนน เพื่อให้จุดบริการแห่งนี้ทำงานได้จริงในฐานะ “ด่านลดความเสี่ยง” บนถนนช่วงปีใหม่ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สถิติอุบัติเหตุของประเทศพุ่งสูงขึ้นทุกปี

ข้อมูลจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยระบุว่า ช่วงเทศกาลปีใหม่ 2567 เกิดอุบัติเหตุทางถนนรวม 2,288 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 2,307 คน และเสียชีวิต 284 คน โดยยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดคือรถจักรยานยนต์ และสาเหตุหลักมาจากขับรถเร็ว ดื่มแล้วขับ และตัดหน้ากระชั้นชิด

ขณะที่ข้อมูลจากสำนักประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย ระบุว่า ในช่วงต้นการรณรงค์ “10 วันอันตรายเทศกาลปีใหม่ 2568” (27–28 ธันวาคม 2567) จังหวัดเชียงรายมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นแล้ว 15 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 15 ราย และเสียชีวิต 1 ราย โดยสาเหตุหลักยังคงมาจากขับรถเร็วเกินกำหนด ดื่มแล้วขับ และหลับใน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์

สถิติเหล่านี้สะท้อนว่าจังหวัดเชียงรายไม่เพียงเป็น “ปลายทางท่องเที่ยวฤดูหนาว” แต่ยังเป็นพื้นที่ที่รัฐต้องลงทุนมาตรการด้านความปลอดภัยทางถนนอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้การเดินทางช่วงเทศกาลปีใหม่จบลงด้วยการสูญเสีย

บูรณาการทุกกำลัง ทหาร–แพทย์–เยาวชน–ช่างเทคนิค บนฐานทางหลวง

การจัดตั้งจุดบริการประชาชนครั้งนี้ มทบ.37 เลือกใช้พื้นที่หน้าแขวงทางหลวงเชียงรายที่ 1 ซึ่งถือเป็นจุดยุทธศาสตร์บนเส้นทางสายหลักเข้าสู่ตัวเมืองเชียงรายและเชื่อมต่อไปยังอำเภอ สำคัญต่าง ๆ ในภาคเหนือ

ภายในจุดบริการ มีการบูรณาการกำลังจากหลายหน่วยงาน ได้แก่

  • จิตอาสาพระราชทาน และกำลังพล มทบ.37 ทำหน้าที่เป็นด่านหน้าในการต้อนรับประชาชน ดูแลความเรียบร้อยโดยรวม และอำนวยความสะดวกในการใช้พื้นที่จอดพัก
  • ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย มทบ.37 สนับสนุนด้านยุทโธปกรณ์และกำลังพลสำหรับรับมือเหตุฉุกเฉิน ทั้งอุบัติเหตุจราจรและเหตุภัยพิบัติอื่นที่อาจเกิดขึ้นจากสภาพอากาศ
  • โรงพยาบาลค่ายเม็งรายมหาราช ส่งเจ้าหน้าที่เสนารักษ์และบุคลากรทางการแพทย์มาประจำจุด เพื่อช่วยตรวจคัดกรองอาการผิดปกติของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร รวมถึงปฐมพยาบาลเบื้องต้นหากเกิดเหตุไม่คาดคิด
  • กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 17 ในพระองค์ฯ (ร.17 พัน 3) เสริมกำลังด้านความปลอดภัยในภาพรวม และพร้อมเข้าช่วยเหลือหากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน
  • นักศึกษาวิชาทหาร มทบ.37 และนักศึกษาจากวิทยาลัยเทคนิคเชียงราย เข้าร่วมในฐานะเยาวชนจิตอาสา ช่วยงานด้านการประสานงาน การให้ข้อมูล การตรวจเช็กสภาพเบื้องต้นของยานพาหนะ และการสร้างบรรยากาศการรณรงค์ที่เป็นมิตรกับประชาชน
  • แขวงทางหลวงเชียงรายที่ 1 ทำหน้าที่เจ้าของพื้นที่ สนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน การจัดการจราจร และการติดตั้งป้ายเตือน–ป้ายให้ข้อมูลเส้นทาง

การทำงานร่วมกันของหน่วยงานเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึง “โมเดลจุดบริการเชิงเครือข่าย” ที่ไม่ได้มีเพียงทหารหรือสำนักงานทางหลวงลุยเดี่ยว แต่เป็นการใช้ศักยภาพของทุกภาคส่วนมาสนับสนุนเป้าหมายเดียวกัน คือ การทำให้ผู้ใช้ถนน “ถึงที่หมายอย่างปลอดภัย”

บริการเล็ก ๆ ที่ช่วยชีวิตคนได้มากกว่าที่คิด

แม้จุดบริการประชาชนจะเป็นพื้นที่ขนาดไม่ใหญ่ แต่ภายในก็ถูกจัดสรรให้รองรับฟังก์ชันสำคัญหลายด้าน

  1. จุดพักรถ–พักคน
    มีการจัดโต๊ะ–เก้าอี้สำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารที่ต้องการพักผ่อนระหว่างทาง พร้อมบริการน้ำดื่มสะอาด ลูกอม และผ้าเย็น เพื่อช่วยลดความล้าและเพิ่มความสดชื่นให้ผู้ขับขี่ การเปิดพื้นที่ให้คนได้ “ยืดเส้นยืดสาย” มีส่วนสำคัญในการลดความเสี่ยงจากอาการหลับใน ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลตามรายงานของหน่วยงานด้านความปลอดภัยทางถนนหลายแห่ง
  2. การแพทย์ขั้นต้นและปฐมพยาบาล
    การมีเสนารักษ์จากโรงพยาบาลค่ายเม็งรายมหาราชประจำจุด ทำให้ประชาชนที่เริ่มมีอาการผิดปกติ เช่น เวียนหัว หน้ามืด หรือมีโรคประจำตัว สามารถขอรับคำแนะนำและการตรวจเบื้องต้นได้ทันที ช่วยลดโอกาสที่ผู้มีภาวะเสี่ยงจะฝืนขับรถต่อไป จนกลายเป็นเหตุร้ายบนท้องถนน
  3. ศูนย์ข้อมูลเส้นทางและเตือนภัย
    เจ้าหน้าที่ที่จุดบริการทำหน้าที่ให้ข้อมูลเส้นทาง จุดเสี่ยงบนถนนช่วงต่อไป รวมถึงแนะนำจุดพักอื่น ๆ และเบอร์ติดต่อกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน ซึ่งสอดรับกับแนวทางระดับประเทศที่เน้นใช้ข้อมูลจราจรและจุดเสี่ยงเพื่อวางมาตรการเชิงป้องกันในช่วงเทศกาลปีใหม่

แม้บริการเหล่านี้จะดูเรียบง่าย แต่ในเชิงสถิติ การเปิดจุดพัก–จุดบริการประชาชนในเส้นทางระยะไกล ถูกใช้เป็นมาตรการหนึ่งในการลดอุบัติเหตุในหลายประเทศ โดยช่วยให้ผู้ขับขี่มีจุดพักที่ปลอดภัย ไม่ต้องจอดในที่มืดหรือพื้นที่เสี่ยง และสามารถประเมินสภาพร่างกายตนเองก่อนออกเดินทางต่อ

กองทัพบกกับบทบาท “ที่พึ่งทางใจ” บนท้องถนน

ในระดับประเทศ กองทัพบกไทยจัดตั้งจุดบริการประชาชนช่วงเทศกาลปีใหม่กว่า 210 แห่งทั่วประเทศ และระดมกำลังพลหลายพันนายเข้าร่วมปฏิบัติหน้าที่ ทั้งการสนับสนุนข้อมูล การแพทย์ และการช่วยเหลืออุบัติเหตุ รวมถึงการป้องกัน–บรรเทาสาธารณภัยในภาพรวม

จุดบริการของ มทบ.37 ที่หน้าแขวงทางหลวงเชียงรายที่ 1 จึงเป็น “จิ๊กซอว์ชิ้นหนึ่ง” ในเครือข่ายความปลอดภัยที่กองทัพบกกำลังปูพรมทั่วประเทศในช่วงปีใหม่ 2569 แต่สิ่งที่โดดเด่นเป็นพิเศษคือการใช้ “จิตอาสาพระราชทาน” เป็นแกนกลางในการขับเคลื่อน

การมีเยาวชน นักศึกษาวิชาทหาร และนักศึกษาช่างจากวิทยาลัยเทคนิคเชียงราย เข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลประชาชน ทำให้จุดบริการไม่ใช่พื้นที่ราชการที่เคร่งขรึม หากแต่เป็น “เวทีเรียนรู้พลเมือง” ที่เยาวชนได้สัมผัสกับการทำงานจิตอาสาในสถานการณ์จริง ได้เรียนรู้ความสำคัญของความปลอดภัยทางถนน และได้ร่วมเป็นฟันเฟืองเล็ก ๆ ในการรักษาชีวิตเพื่อนร่วมสังคม

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว ภาพของกำลังพลทหารและเยาวชนจิตอาสาที่คอยต้อนรับด้วยรอยยิ้ม ให้ข้อมูลเส้นทาง และยื่นผ้าเย็น–น้ำดื่มให้ในวันที่อากาศเย็นจัดและถนนเต็มไปด้วยรถ ก่อให้เกิด “ความรู้สึกมั่นใจ” ว่าระหว่างทางยังมีหน่วยงานของรัฐที่คอยมองเห็นและพร้อมช่วยเหลืออยู่เสมอ

เชียงราย จากประตูการท่องเที่ยว สู่สนามทดสอบมาตรการความปลอดภัย

เชียงรายไม่ได้เป็นเพียงปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวในช่วงหน้าหนาว แต่ยังเป็นจุดเชื่อมต่อการเดินทางระหว่างหลายจังหวัดในภาคเหนือ และเส้นทางข้ามแดนไปเมียนมา–สปป.ลาว ส่งผลให้ปริมาณรถยนต์และรถโดยสารเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงเทศกาล

ในหลายปีที่ผ่านมา จังหวัดเชียงรายจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลร่วมกับหน่วยงานด้านคมนาคม ตำรวจ ทหาร และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ข้อมูลสถิติอุบัติเหตุจาก ปภ. และศูนย์ข้อมูลอุบัติเหตุ ThaiRSC เป็นฐานการวางมาตรการ ทั้งจุดตรวจเมาไม่ขับ จุดพักรถ และการรณรงค์ขับขี่ปลอดภัยในชุมชน

การที่ มทบ.37 ซึ่งมีพื้นที่รับผิดชอบครอบคลุมจังหวัดชายแดนภาคเหนือ เข้ามาจัดตั้งจุดบริการประชาชนร่วมกับแขวงทางหลวงฯ จึงถือเป็นส่วนสำคัญของ “แนวป้องกันอุบัติเหตุเชิงยุทธศาสตร์” เพราะทหารไม่เพียงมีศักยภาพด้านกำลังพลและยุทโธปกรณ์ แต่ยังสามารถบูรณาการเข้ากับระบบสาธารณสุขและโครงสร้างพื้นฐานได้อย่างยืดหยุ่นในช่วงเวลาที่ทรัพยากรของหน่วยงานอื่นถูกใช้งานอย่างเต็มที่

จากงานเทศกาลสู่การลงทุนด้านความปลอดภัยระยะยาว

หากพิจารณาในมุมกว้าง ปฏิบัติการตั้งจุดบริการประชาชนของ ศอ.จอส.พระราชทาน มทบ.37 และภาคีเครือข่ายครั้งนี้ สามารถตีความได้อย่างน้อยสามมิติสำคัญ คือ

  1. มิติด้านความปลอดภัยทางถนน (Road Safety)
    การเพิ่มจุดพักและศูนย์ข้อมูลบนเส้นทางหลัก ช่วยให้ผู้ขับขี่มีทางเลือกหยุดพักอย่างเหมาะสม ลดความเสี่ยงจากความเหนื่อยล้าสะสม และเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ได้ประเมินสภาพร่างกาย–ยานพาหนะของผู้เดินทางบางส่วนก่อนกลับขึ้นถนนอีกครั้ง
  2. มิติด้านความมั่นคงทางสังคม (Social Cohesion)
    การมีทหารและจิตอาสาพระราชทานในพื้นที่บริการสร้าง “สะพานเชื่อม” ระหว่างสถาบันความมั่นคงกับชุมชนในเชิงบวก ภาพของทหารถือถังน้ำ แจกผ้าเย็น หรือช่วยเข็นรถเสียริมทาง สร้างความทรงจำที่แตกต่างจากการมองกองทัพในมิติการปฏิบัติการทางทหารเพียงอย่างเดียว
  3. มิติด้านการพัฒนาเยาวชน (Civic Education)
    การเปิดพื้นที่ให้เยาวชน นักศึกษาวิชาทหาร และนักศึกษาช่างจากวิทยาลัยเทคนิคเชียงราย เข้ามามีบทบาทด้านบริการสาธารณะ ช่วยสร้าง “บทเรียนพลเมือง” นอกห้องเรียน ทำให้เยาวชนมองเห็นผลลัพธ์ของการทำงานอาสาอย่างเป็นรูปธรรม และมีแนวโน้มจะเติบโตเป็นพลเมืองที่ตระหนักถึงความปลอดภัยและความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้นในอนาคต

ในระยะยาว หากจังหวัดเชียงรายและหน่วยงานระดับชาติสามารถเก็บข้อมูลผลลัพธ์จากการตั้งจุดบริการประชาชน ทั้งด้านจำนวนผู้ใช้บริการ ความพึงพอใจ และแนวโน้มสถิติอุบัติเหตุบนเส้นทางที่มีจุดบริการเมื่อเทียบกับเส้นทางที่ไม่มี ก็จะสามารถใช้บทเรียนจาก “จุดเล็ก ๆ” เหล่านี้ไปพัฒนานโยบายความปลอดภัยทางถนนในระดับประเทศต่อไปได้จุดบริการเล็ก ๆ กับภารกิจใหญ่ “พาคนไทยถึงบ้านอย่างปลอดภัย”

ตลอดช่วงวันที่ 30 ธันวาคม 2568 ถึง 5 มกราคม 2569 จุดบริการประชาชนหน้าแขวงทางหลวงเชียงรายที่ 1 จะยังคงทำหน้าที่เป็นทั้ง “จุดพักกาย” และ “จุดพักใจ” ให้กับผู้คนที่สัญจรผ่านไป–มา บนเส้นทางสู่เชียงรายและภาคเหนือ

สำหรับหลายคน การแวะดื่มน้ำ เปลี่ยนคนขับ หรือขอให้เจ้าหน้าที่ตรวจดูสภาพรถเพียงไม่กี่นาที อาจเป็นเพียงเหตุการณ์เล็ก ๆ ระหว่างทาง แต่ในมุมของเจ้าหน้าที่ ศอ.จอส.พระราชทาน มทบ.37 และภาคีเครือข่าย ทุกการแวะพักคือ “โอกาสทอง” ที่จะลดความเสี่ยงและป้องกันการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นข้างหน้า

เมื่อเสียงพลุและดอกไม้ไฟในคืนส่งท้ายปีเก่าดังขึ้น หลายครอบครัวอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่า การที่ทุกคนได้ยืนอยู่พร้อมหน้ากันในค่ำคืนนั้น ส่วนหนึ่งมาจากการทำงานเงียบ ๆ ของเจ้าหน้าที่ตามจุดบริการประชาชนเหล่านี้

ในมุมมองข่าวเชิงลึก ปฏิบัติการของ มทบ.37 ครั้งนี้ อาจไม่ได้แก้ปัญหาอุบัติเหตุทางถนนของประเทศได้ทั้งหมดในทันที แต่เป็น “ก้าวเล็ก ๆ ที่จำเป็น” บนเส้นทางยาวไกลของการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนน และย้ำเตือนให้สังคมเห็นว่า กองทัพยังคงมีบทบาทสำคัญในฐานะ “ที่พึ่งของประชาชน” ในทุกโอกาสและทุกสถานการณ์จริง ๆ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน มณฑลทหารบกที่ 37
  • ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย มณฑลทหารบกที่ 37
  • โรงพยาบาลค่ายเม็งรายมหาราช
  • แขวงทางหลวงเชียงรายที่ 1
  • วิทยาลัยเทคนิคเชียงราย (ข้อมูลผู้ให้ข่าวของผู้ใช้)
  • กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย
  • สำนักประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กองทัพบก
  • ข้อมูลอุบัติเหตุ ThaiRSC
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เปิดมหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 ยกระดับท่องเที่ยวสุขภาวะปลอดบุหรี่ 100%

สายนทีแห่งศรัทธา” ทูลกระหม่อมหญิงฯ เสด็จเปิดมหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025
พลิกโฉมเมืองดอกไม้สู่เมืองท่องเที่ยวสุขภาวะ หนุนเศรษฐกิจฐานรากในยุคท่องเที่ยวโลกชะลอตัว

เชียงราย, 25 ธันวาคม 2568 – ในห้วงเวลาที่ภาคการท่องเที่ยวไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกและการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ยังไม่กลับสู่ระดับก่อนโควิด จังหวัดเชียงรายเลือกตอบโจทย์ด้วย “ดอกไม้ ศิลปะ และสุขภาวะ” ผ่านการจัดงาน มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 (Chiang Rai Flower and Art Festival 2025)” ที่ไม่เพียงเป็นเทศกาลชมดอกไม้ฤดูหนาว หากยังถูกออกแบบให้เป็นกลไกฟื้นเศรษฐกิจฐานราก เชื่อมโยงอัตลักษณ์ 19 กลุ่มชาติพันธุ์กับมาตรการพื้นที่ปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า 100% เพื่อยกระดับภาพลักษณ์เชียงรายสู่ “เมืองท่องเที่ยวคุณภาพที่เป็นมิตรต่อสุขภาพ” อย่างเป็นรูปธรรม

ภาพใหญ่ท่องเที่ยวไทยปลายปี ตัวเลขชะลอ แต่เชียงรายเดินเกมสวนกระแส

รายงานวิเคราะห์ของ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) ประเมินว่า ในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม 2568 – 4 มกราคม 2569 การท่องเที่ยวไทยยังมีปัจจัยลบหลายด้าน ทั้งจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ราคาตั๋วเครื่องบินที่สูงขึ้น และจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่ยังไม่ฟื้น ส่งผลให้รายได้ท่องเที่ยวรวมคาดอยู่ที่ราว 38,500 ล้านบาท ลดลงประมาณ 3.3% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน โดยแบ่งเป็นรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 23,500 ล้านบาท (ลดลง 6%) และรายได้จากนักท่องเที่ยวไทยเที่ยวในประเทศราว 15,000 ล้านบาท (เติบโตเพียง 1.2%)

ในขณะที่ภาพรวมประเทศเผชิญแรงกดดัน ตัวเลขจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ชี้ว่าเดือนธันวาคม 2568 คาดว่าจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยจะอยู่ที่ราว 19.04 ล้านคน-ครั้ง ลดลงประมาณ 1% และรายได้จากการท่องเที่ยวภายในประเทศราว 108,766 ล้านบาท ลดลง 2% เมื่อเทียบกับปีก่อน แม้ยอดสะสมทั้งปีจะยังขยายตัวอยู่บ้าง แต่ทิศทางเดือนส่งท้ายปีสะท้อนสัญญาณชัดเจนว่า นักท่องเที่ยวมีพฤติกรรมใช้จ่ายรัดกุมมากขึ้น

ในบริบทเช่นนี้ งานมหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 จึงไม่ได้เป็นเพียง “เทศกาลฤดูหนาวยอดนิยม” แต่คือยุทธศาสตร์สำคัญที่จังหวัดนำมารองรับเม็ดเงินท่องเที่ยวช่วงโค้งสุดท้ายของปี โดยอาศัยจุดแข็งด้านภูมิอากาศเย็นสบาย ทิวทัศน์ริมแม่น้ำกก และทุนวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์จำนวนมาก ผสานกับนโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ “เที่ยวดีมีคืน 2568” ที่ให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีกับการเดินทางสู่จังหวัดเมืองรอง ซึ่ง ttb analytics ประเมินว่าจะช่วยดันรายได้ภาคโรงแรม จากเดิมที่คาดหดตัว 0.4% ให้กลับมาขยายตัวได้ราว 1.6% โดยเฉพาะในจังหวัดเมืองรองที่มีสัดส่วนรายได้ราว 28% ของทั้งประเทศ

เชียงรายจึงเลือกใช้ “เทศกาลดอกไม้” เป็นเวทีหลักในการแปลงเม็ดเงินนโยบายสู่เศรษฐกิจจริงของชุมชน

พิธีเปิด “สายนทีแห่งศรัทธา” ศิลปะดอกไม้ที่เชื่อมสถาบันพระมหากษัตริย์กับหัวใจคนเมืองเหนือ

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 บรรยากาศริมแม่น้ำกกที่สวนไม้งาม อำเภอเมืองเชียงราย ถูกแต่งแต้มด้วยดอกไม้หลากสีสันต้อนรับพระราชอาคันตุกะสำคัญ เมื่อ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จทรงเป็นองค์ประธานในพิธีเปิด “มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025” ท่ามกลางการเฝ้ารับเสด็จของข้าราชการ ทหาร ตำรวจ แม่บ้านมหาดไทย ผู้นำชุมชน ประชาชน และสื่อมวลชนจำนวนมาก

งานปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิดหลัก สายนทีแห่งศรัทธา ธ สถิตในใจตราบนิจนิรันดร์” เพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและงานหัตถศิลป์ไทยอย่างกว้างขวาง

ในพิธีเปิด นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย และประธานสมาพันธ์องค์การบริหารส่วนจังหวัดภาคเหนือคนล่าสุด ได้กราบทูลรายงานว่า จังหวัดเชียงรายมุ่งพัฒนาเมืองท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ควบคู่กับการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่ โดยใช้เทศกาลดอกไม้ครั้งนี้เป็นเครื่องมือเชื่อมโยงเศรษฐกิจฐานรากกับการอนุรักษ์วัฒนธรรมของกว่า 19 กลุ่มชาติพันธุ์ ที่อาศัยอยู่ในจังหวัด

นอกจากข้าราชการระดับสูงแล้ว ยังมีตัวแทนจากภาคประชาสังคมและสื่อท้องถิ่นเข้าร่วมในพิธี อาทิ มนรัตน์ ก.บัวเกษร ประธานกรรมการบริหารสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ ซึ่งได้รับเข็มที่ระลึกภายในงาน สะท้อนความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐกับสื่อท้องถิ่นในการประชาสัมพันธ์เชียงรายสู่สายตานักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ

งานมหกรรมถูกกำหนดจัดระหว่างวันที่ 18 ธันวาคม 2568 – 7 มกราคม 2569 ครอบคลุมช่วงวันหยุดยาวปีใหม่ที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยของจังหวัดอยู่ในระดับเย็นสบาย เหมาะกับการท่องเที่ยวพักผ่อนรับลมหนาว

“Reflect of Seasons” 4 ฤดูกาล 1 พื้นที่ริมกก ดึงศิลปะ–ชาติพันธุ์–เศรษฐกิจฐานรากมาบรรจบกัน

หัวใจของงานปีนี้คือการออกแบบพื้นที่จัดแสดงในธีม “Reflect of Seasons” แบ่งสวนดอกไม้ออกเป็น 4 โซนตามฤดูกาล ได้แก่ Summer, Rainy, Winter และ Spring ถ่ายทอดความงดงามของไม้ดอกไม้ประดับนานาพันธุ์ ผ่านการจัดภูมิทัศน์ แสง สี เสียง และงานศิลปะร่วมสมัยที่สะท้อนอัตลักษณ์ล้านนา

ผู้มาเยือนสามารถเดินชมดอกไม้ท่ามกลางลวดลายลายไทยประยุกต์ ศิลปะจัดวาง และมุมถ่ายภาพที่ออกแบบให้รองรับทั้งนักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัว กลุ่มคู่รัก นักท่องเที่ยวเชิงศิลปะ ไปจนถึงกลุ่ม Content Creator ที่ต้องการภาพถ่ายคุณภาพสูงสำหรับเผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์

ภายในงานยังมี

  • นิทรรศการพระราชกรณียกิจ ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
  • เวทีการแสดงจากเยาวชนและกิจกรรม “Chiang Rai Talent” เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่แสดงความสามารถ
  • ตลาดสินค้าชุมชนและผลิตภัณฑ์ OTOP จากทุกอำเภอ
  • โซน Food Truck และร้านอาหารพื้นถิ่นที่เปิดให้บริการทั้งกลางวันและกลางคืน

ความโดดเด่นอีกประการหนึ่งคือ การขยายพื้นที่กิจกรรมไปยัง อำเภอเวียงชัย และ อำเภอแม่สาย ผ่านสวนไม้ดอกและกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมที่ถ่ายทอด “เรื่องเล่าท้องถิ่น” ของแต่ละพื้นที่อย่างเฉพาะเจาะจง เช่น การแสดงชาติพันธุ์ลีซูในข่วงวัฒนธรรม และการจำหน่ายสินค้าชุมชนที่ผูกโยงกับเอกลักษณ์ชนเผ่า

การออกแบบงานในลักษณะนี้ ทำให้เทศกาลไม้ดอกไม่จำกัดตัวเองอยู่เฉพาะ “สวนดอกไม้ริมกก” แต่กลายเป็น “เครือข่ายเทศกาล” ที่กระจายรายได้และจำนวนนักท่องเที่ยวออกไปสู่ชุมชนโดยรอบ เพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อย เกษตรกร และกลุ่มชาติพันธุ์สามารถเข้าถึงรายได้จากการท่องเที่ยวได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น

ปฏิบัติการ “งานใหญ่ปลอดบุหรี่” เชียงรายยกระดับมาตรฐานสุขภาพนักท่องเที่ยว

อีกหนึ่งมิติที่สะท้อนการมุ่งสู่เมืองท่องเที่ยวสุขภาวะคือ การยกระดับมาตรการ งานใหญ่ปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า 100%” ภายในพื้นที่จัดงานมหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025

เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2568 นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย มอบหมายให้ นายญาณาฤทธิ์ หนสมสุข และ นายวิมล รู้ทำนอง รองปลัด อบจ. พร้อมบุคลากรกองสาธารณสุข ให้การต้อนรับคณะเจ้าหน้าที่จาก กรมควบคุมโรค, สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย, สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 1 เชียงใหม่, สถานีตำรวจภูธรเมืองเชียงราย และ กรมการปกครองจังหวัดเชียงราย ในการลงพื้นที่ตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายตาม พระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560

การดำเนินงานเชิงรุกดังกล่าวครอบคลุมทั้ง

  • การตรวจเตือนร้านอาหาร ร้านเครื่องดื่ม และจุดให้บริการต่าง ๆ
  • การประชาสัมพันธ์ข้อกฎหมายเกี่ยวกับการจำหน่ายและการสูบผลิตภัณฑ์ยาสูบ รวมถึงบุหรี่ไฟฟ้าในพื้นที่สาธารณะ
  • การจัดระเบียบพื้นที่สูบบุหรี่และป้ายเตือนให้ชัดเจน

เป้าหมายไม่ใช่เพียงการป้องกันการกระทำผิดตามกฎหมาย แต่เพื่อสร้างบรรยากาศของงานให้เป็น “เขตปลอดควัน” ที่เอื้อต่อสุขภาพของเด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ และนักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม สอดคล้องกับแนวทาง “Chiang Rai Wellness City” ที่จังหวัดประกาศชูเป็นยุทธศาสตร์หลักในช่วงปลายปี 2568

มาตรการดังกล่าวยังช่วยเสริมภาพลักษณ์เชียงรายในสายตานักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานสุขภาพและความปลอดภัยของพื้นที่จัดงานขนาดใหญ่ ซึ่งถือเป็นเกณฑ์สำคัญในการเลือกจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวในยุคหลังโควิด

อทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ได้รับเลือกเป็น ประธานสมาพันธ์องค์การบริหารส่วนจังหวัดภาคเหนือ

เศรษฐกิจฐานราก–ศิลปะ–ท่องเที่ยว ฟันเฟืองเล็กจำนวนมากที่ขับเคลื่อนเครื่องยนต์ใหญ่ของจังหวัด

เบื้องหลังทุ่งดอกไม้และแสงสีที่สวยงาม คือโครงสร้างเศรษฐกิจฐานรากที่ถูกออกแบบให้ได้ประโยชน์จากเทศกาลนี้มากที่สุด

  1. การกระจายรายได้สู่ชุมชน
    การจัดพื้นที่ตลาด OTOP และโซน Food Truck ภายในงาน เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อย เกษตรกร และกลุ่มชาติพันธุ์นำผลิตภัณฑ์เข้ามาจำหน่าย ตั้งแต่อาหารพื้นถิ่น งานหัตถกรรม ไปจนถึงผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูป การขยายกิจกรรมไปยังอำเภอเวียงชัยและแม่สายยิ่งช่วยให้รายได้จากนักท่องเที่ยวถูกแบ่งปันไปยังชุมชนรอบนอก ไม่กระจุกตัวอยู่เฉพาะในตัวเมือง
  2. การใช้ทุนวัฒนธรรม (Cultural Capital) เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ
    การแสดงลีซูที่ข่วงวัฒนธรรม การสาธิตงานหัตถกรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ และการเล่าเรื่องผ่านนิทรรศการ ทำให้ “วัฒนธรรม” ไม่ได้ถูกวางแสดงในฐานะสิ่งของโบราณ หากแต่กลายเป็นประสบการณ์ที่นักท่องเที่ยวพร้อมจ่ายเงินเพื่อสัมผัส เพิ่มโอกาสในการขายสินค้าและบริการต่อยอด เช่น โฮมสเตย์ การนำเที่ยวชุมชน หรือเวิร์กช็อปศิลปะ
  3. พลังบูรณาการของภาครัฐ–เอกชน–สถาบันศึกษา
    การจัดงานครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานหลากหลาย ตั้งแต่ อบจ.เชียงราย ททท. สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด หน่วยงานสาธารณสุข สถาบันการศึกษา ไปจนถึงภาคธุรกิจและสื่อท้องถิ่น ความร่วมมือในลักษณะเครือข่ายเช่นนี้ช่วยลดต้นทุนในการจัดงาน กระจายความเสี่ยง และสร้างฐานข้อมูลร่วมที่สามารถนำไปใช้วางแผนเทศกาลในปีต่อ ๆ ไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้านนโยบายมหภาค ttb analytics ประเมินว่า มาตรการ “เที่ยวดีมีคืน 2568” สามารถสร้างเม็ดเงินเพิ่มเติมเข้าสู่ภาคโรงแรมและท่องเที่ยวไทยราว 5,900 ล้านบาท โดยคาดว่า SMEs โรงแรมและที่พักในเมืองรอง ซึ่งกระจายอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ รวมถึงเชียงราย จะเป็นกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์สำคัญ รายได้อาจขยับเพิ่มขึ้นถึง 3.5% เมื่อเทียบปีก่อน หากสามารถดึงดูดทั้งตลาดประชุม–สัมมนา และนักท่องเที่ยวทั่วไปได้อย่างต่อเนื่อง

เทศกาลไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 จึงทำหน้าที่เป็น “ท่อส่ง” เม็ดเงินส่วนหนึ่งจากมาตรการของภาครัฐลงสู่ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการจับจ่ายของนักท่องเที่ยวในพื้นที่จริง

บทบาท อบจ.เชียงราย จากผู้จัดงานดอกไม้สู่ผู้นำเมืองท่องเที่ยวสุขภาวะ

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา “มหกรรมไม้ดอกเชียงราย” เคยถูกมองในฐานะงานเทศกาลชมดอกไม้ฤดูหนาวที่มีชื่อเสียง แต่การปรับโฉมเป็น มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025” ภายใต้การนำของ นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย ทำให้งานนี้ก้าวไปไกลกว่านั้น

การเป็นนายก อบจ.ที่ได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่ง ประธานสมาพันธ์องค์การบริหารส่วนจังหวัดภาคเหนือ สะท้อนบทบาทของ “นายก นก” ในการเชื่อมโยงเชียงรายกับเครือข่ายจังหวัดอื่น ๆ ในภูมิภาค ซึ่งเปิดโอกาสให้เชียงรายนำเสนอศักยภาพด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมในเวทีระดับภูมิภาคมากยิ่งขึ้น

คำกล่าวเชิญชวน “มาเชียงรายรอบนี้ ได้ครบทั้งดอกไม้ ของกิน ของฝาก และวัฒนธรรม” ไม่ได้เป็นเพียงสโลแกนเชิงการตลาด หากแต่สะท้อนวิสัยทัศน์ในการพัฒนาเมืองให้เป็น แพ็กเกจประสบการณ์” ที่รวบทุกมิติของการท่องเที่ยวไว้ในจังหวัดเดียว ตั้งแต่ธรรมชาติ ศิลปะ อาหาร ไปจนถึงสุขภาวะและความปลอดภัย

ในระยะยาว หากเชียงรายสามารถรักษามาตรฐานเทศกาลดอกไม้ให้มีคุณภาพสูง ควบคู่กับการยกระดับมาตรการด้านสุขภาพและการบริหารจัดการนักท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง เมืองแห่งนี้ย่อมมีศักยภาพก้าวสู่การเป็นหนึ่งใน “ศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและสุขภาวะ” ของภูมิภาคลุ่มน้ำโขงได้ไม่ยาก

ดอกไม้ ศรัทธา และความยั่งยืนของเมืองท่องเที่ยว

“มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025” จึงมิใช่แค่ภาพจำของทะเลดอกไม้ริมกก หากแต่เป็นภาพแทนของ “สายนทีแห่งศรัทธา” ที่เชื่อมสถาบันพระมหากษัตริย์ ชุมชนท้องถิ่น ศิลปะชาติพันธุ์ และนโยบายสาธารณะเข้าด้วยกัน ท่ามกลางกระแสการท่องเที่ยวโลกที่ผันผวน

บทความข่าวชิ้นนี้จัดทำขึ้นจากการรวบรวมข้อมูลที่เผยแพร่สาธารณะ รายงานวิจัยเชิงเศรษฐกิจ และคำชี้แจงของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้มีสถานะเป็นงานวิชาการหรือบทความเชิงวิจัย หากมีข้อคลาดเคลื่อนในเชิงวิชาการหรือข้อมูลใดไม่ครบถ้วน ผู้เขียนยินดีอย่างยิ่งหากนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวจะเข้ามาเพิ่มเติมและเสนอแนะ เพื่อให้การใช้ “ดอกไม้และศิลปะ” เป็นเครื่องมือฟื้นเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนเชียงราย เดินไปบนเส้นทางที่มั่นคงและยั่งยืนยิ่งขึ้นในอนาคต

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch)
  • ttb analytics
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME