Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

งบช่วยเหลือกว่า 600 ล้านบาท! เชียงรายสรุปผลฟื้นฟูหลังน้ำท่วมระยะที่ 2

เชียงรายติดตามฟื้นฟูหลังอุทกภัยระยะที่ 2 สรุปงบช่วยเหลือกว่า “600 ล้านบาท” เดินหน้ายกระดับคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบางจากเยียวยาเร่งด่วนสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

เชียงราย, 17 กันยายน 2568 — ห้องประชุม “จอมกิตติ” ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดเชียงรายตัวแทนจากหน่วยงานส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทุกสายตาจับจ้องไปยังวาระเดียวกัน—การติดตามความคืบหน้าการฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยระยะที่ 2 ควบคู่กับ แผนพัฒนาคุณภาพชีวิตเชิงคุณภาพ ที่มุ่งยกระดับโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคมให้กลุ่มเปราะบาง หลังจังหวัดเผชิญวิกฤตอุทกภัยครั้งใหญ่ในช่วงปลายปี 2567

การประชุมที่มี นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน มิใช่เพียงพิธีการสรุปตัวเลข หากแต่เป็น “จุดเปลี่ยน” จากงานบรรเทาทุกข์ฉุกเฉิน สู่การวางรากฐานพัฒนาอย่างยั่งยืนของชุมชนพื้นที่เสี่ยงทั้งลุ่มน้ำกก—อิง—โขง โดยมีหน่วยงานเจ้าภาพด้านสังคม เศรษฐกิจ สาธารณสุข ที่อยู่อาศัย และโครงสร้างพื้นฐาน เข้าร่วมรายงานความคืบหน้าอย่างพร้อมเพรียง

“ผมย้ำกับทุกหน่วยงานว่า ความช่วยเหลือต้อง เร็ว ถูกต้อง ครบถ้วน และเดินหน้าไปด้วยกันถึงเส้นชัยของการพัฒนา ไม่ใช่หยุดที่ปลอบประโลมระยะสั้น” ผู้ว่าราชการจังหวัดกล่าวในที่ประชุม สะท้อนทิศทางการทำงานแบบ “เยียวยาเชื่อมพัฒนา” ที่จังหวัดต้องการเห็นผลเป็นรูปธรรม

บาดแผลจากน้ำ และพลังความร่วมมือที่ล้นหลาม

กันยายน–ตุลาคม 2567 น้ำท่วมฉับพลัน ดินโคลนถล่ม และวาตภัย สร้างความเสียหายเป็นวงกว้างในเชียงราย ครัวเรือนกว่า 35,124 ครัวเรือน ได้รับผลกระทบ มีผู้เสียชีวิต 12 ราย บ้านพังเสียหายทั้งหลัง 73 หลัง เหตุการณ์ครั้งนั้นผลักให้ทุกภาคส่วนขยับอย่างพร้อมเพรียง—ตั้งแต่ มติคณะรัฐมนตรี, กองทุนช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี, เงินทดรองราชการในอำนาจผู้ว่าราชการจังหวัด, ไปจนถึง งบ อปท. และ กองทุนรับบริจาคจังหวัดเชียงราย เพื่อระดมทรัพยากรให้ถึงมือประชาชนโดยเร็วที่สุด

หนึ่งปีผ่านไป จังหวัดสรุปผลการดำเนินงาน “ระยะที่ 2” ได้อย่างชัดเจน ดังนี้

1) เงินช่วยเหลือตามมติ ครม. (17 ก.ย. และ 8 ต.ค. 2567)

  • ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ครบ 35,124 ครัวเรือน
  • วงเงินรวม 316,116,000 บาท
  • จ่ายครบทุกครัวเรือนแล้ว

2) กองทุนช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยจังหวัดเชียงราย พ.ศ. 2567 (เงินบริจาค)

  • ยอดบริจาครวม 9,839,079.03 บาท
  • จ่ายค่าวัสดุก่อสร้างบ้าน 174 หลัง รวม 8,370,000 บาท
  • สมทบค่าดำรงชีพเพิ่มเติม ผู้ประสบภัยบ้านพังทั้งหลัง 160 ราย รวม 1,398,000 บาท
  • เบิกรวม 9,768,000 บาท

3) เงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2562 (ในอำนาจผู้ว่าฯ)

  • วงเงินขยาย 100 ล้านบาท ช่วยเหลือแล้ว 98,056,678.50 บาท
  • วงเงินขยายเพิ่มเติม 300 ล้านบาท ช่วยเหลือแล้ว 295,240,930 บาท

4) ค่าล้างทำความสะอาดดินโคลน (หลังน้ำลด)

  • ขอรับความช่วยเหลือ 17,384 ครัวเรือน และ ให้ความช่วยเหลือครบ 17,384 ครัวเรือน
  • วงเงินรวม 173,840,000 บาทเสร็จสิ้นแล้ว

5) กองทุนช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี

  • ผู้เสียชีวิต 12 ราย ได้รับเงินช่วยเหลือรวม 1,080,000 บาท
  • บ้านเสียหายทั้งหลัง 73 หลัง ได้รับรวม 12,490,006 บาท
  • อนุมัติและจ่ายแล้วรวม 13,570,006 บาท

6) งบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย

  • รวมการช่วยเหลือ 120,084,535 บาท
    • อบจ.เชียงราย จ่าย 48,937,375 บาท
    • เทศบาลนครเชียงราย จ่าย 26,707,500 บาท
    • อปท.อื่น ๆ จ่าย 44,439,660 บาท
  • ทั้งหมดเสร็จเรียบร้อยแล้ว

เมื่อนำรายการสำคัญมาร้อยเรียง เรามองเห็น “โครงข่ายนิตย–การเงิน” ที่เชื่อมต่อกันอย่างเป็นระบบตั้งแต่ระดับคณะรัฐมนตรีจนถึงอบต.ปลายน้ำ เงินบางส่วนมุ่งเยียวยาเร่งด่วน (เช่น ค่าดำรงชีพและค่าล้างโคลน) เงินบางส่วนวางรากฐานระยะยาว (เช่น วัสดุก่อสร้างบ้านและโครงสร้างพื้นฐานจำเป็น) ภาพรวมนี้สะท้อนความสามารถในการ “ซ่อมเมือง—ซ่อมคน” ของจังหวัดภายใต้กรอบกฎหมายที่มีอยู่

งบฯ ถึงมือครบแต่โจทย์ใหม่คือ “ความยั่งยืน”

ในเชิงปริมาณ ตัวเลขข้างต้นตอบคำถามสำคัญสามประการ

  1. ถึงมือใคร—เมื่อไหร่: จังหวัดยืนยันว่า ช่วยเหลือครบทุกครัวเรือน 35,124 ครัวเรือน ทั้งตามมติ ครม. และมาตรการเสริมจากแหล่งอื่น ๆ
  2. ช่วยเรื่องอะไร—มิติไหน: เงินถูกจัดสรรเพื่อ ยังชีพ—ที่อยู่อาศัย—ทำความสะอาด—ชดเชยความสูญเสีย ครบทั้ง 4 ช่วงวงจรภัยพิบัติ (ก่อน—ระหว่าง—หลัง—ฟื้นฟู)
  3. โปร่งใสแค่ไหน: ตัวเลขแยกรายโครงการ/แหล่งที่มา พร้อมสถานะ “เสร็จแล้ว” หลายส่วน ชี้ถึงการบริหารงานที่มี เอกสารอ้างอิงและหลักฐานการจ่าย ตรวจสอบย้อนกลับได้

แต่ในเชิงคุณภาพ โจทย์ระยะถัดไป คือการทำให้ครัวเรือนที่พึ่งพาน้ำ—ดิน—พื้นที่ทำกิน กลับมายืนได้ด้วยตนเอง โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ได้แก่ ผู้สูงอายุ คนพิการ เด็กและสตรี ผู้มีรายได้น้อย เกษตรกรรายย่อย และแรงงานนอกระบบ ซึ่งสูญเสียทรัพย์สินและเครื่องมือประกอบอาชีพจากน้ำหลากครั้งก่อน

ผู้ว่าราชการจังหวัดทิ้งท้ายในที่ประชุมว่า “ฟื้นบ้าน–ฟื้นถนนแล้ว ต้องฟื้น รายได้ และ โอกาส ให้เขา เราจะวัดผลการทำงานจากคุณภาพชีวิต ไม่ใช่จากยอดเบิกจ่ายเท่านั้น”

จากเยียวยาเร่งด่วน สู่แผน “พัฒนาคุณภาพชีวิตเชิงคุณภาพ” ของกลุ่มเปราะบาง

วาระสำคัญในห้องประชุมคือ รายงานผลการปฏิบัติตามแผนพัฒนาคุณภาพชีวิตเชิงคุณภาพ ซึ่งจังหวัดทำคู่ขนานกับภารกิจซ่อมแซมระยะสั้น เป้าหมายคือ “สร้างเสริมความเท่าเทียมทางโอกาสและเศรษฐกิจ” ผ่าน 4 แนวทางหลักที่หน่วยงานรับผิดชอบได้เสนอความคืบหน้า ดังนี้

  1. ฟื้นอาชีพ—เข้าถึงทุน
  • จัดแพ็กเกจเครื่องมือทำกินให้ครัวเรือนเปราะบางในพื้นที่ลุ่มน้ำที่ได้รับผลกระทบ
  • เชื่อมกองทุนหมู่บ้าน/ธนาคารเพื่อการเกษตร/สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อเสริมสภาพคล่องอย่างถูกกฎหมาย
  • ฝึกอบรมทักษะอาชีพทางเลือกในช่วงฤดูฝน/น้ำหลาก เช่น แปรรูปอาหารท้องถิ่น การตลาดออนไลน์ของชุมชน
  1. ที่อยู่อาศัย—มาตรฐานปลอดภัย
  • บูรณาการวัสดุก่อสร้างจากกองทุน/เงินบริจาคกับแบบบ้านปลอดภัยราคาประหยัด
  • ยกระดับระบบเตือนภัยและจุดอพยพชั่วคราวในชุมชนเสี่ยง เพื่อปกป้องผู้สูงอายุและผู้พิการ
  1. สุขภาพ—สังคม—การคุ้มครอง
  • ทีมสหวิชาชีพลงพื้นที่ติดตามโรคเรื้อรัง สุขภาพจิตหลังภัยพิบัติ และสิทธิประโยชน์ประกันสุขภาพ
  • ตั้ง “อาสาสมัครดูแลกลุ่มเปราะบาง” เครือข่ายหมู่บ้าน/วัด/โรงเรียน เพื่อประสานความช่วยเหลือทันทีเมื่อเกิดเหตุ
  1. โครงสร้างพื้นฐาน—ข้อมูลเสี่ยงภัย
  • เร่งซ่อมเส้นทางหลัก–รอง พร้อมจุดคอขวดที่ซ้ำซาก
  • พัฒนาแผนที่เสี่ยงดินถล่ม–น้ำท่วมระดับตำบล เชื่อมฐานข้อมูลหน่วยงานและแอปพลิเคชันแจ้งเตือนชุมชน

แม้รายละเอียดเชิงนโยบายของแต่ละโครงการยังอยู่ระหว่างเร่งรัดงบประมาณและกำหนดตัวชี้วัด แต่ทิศทางโดยรวมทำให้เห็น “สะพานเชื่อม” ระหว่างงบเยียวยาในปีแรก กับงบพัฒนาคุณภาพชีวิตที่จะเริ่มเห็นผลใน 12–24 เดือนข้างหน้า โดยเฉพาะเป้าหมาย “รายได้คืนถิ่น—หนี้ลด—ความสามารถรับมือภัยพิบัติสูงขึ้น”

บทเรียนจากงบ 600 ล้านบาท สิ่งที่ทำได้ และสิ่งที่ต้องทำต่อ

หนึ่งปีหลังวิกฤต เชียงรายได้พิสูจน์แล้วว่ากลไกงบประมาณหลายชั้นสามารถขับเคลื่อนพร้อมกันได้ หากมีระบบติดตามและผู้รับผิดชอบชัดเจน สิ่งที่เห็นชัดจากการสรุปผลครั้งนี้ ได้แก่

  • ความครอบคลุม: เงินช่วยเหลือแตะทุกมิติ ตั้งแต่ค่าครองชีพ—ที่อยู่อาศัย—ทำความสะอาด—ชดเชยความสูญเสีย
  • ความรวดเร็ว: หลายโครงการ “เสร็จสิ้น” พร้อมหลักฐานการจ่ายและรายชื่อผู้ได้รับสิทธิ
  • ความโปร่งใส: ตัวเลขละเอียด แยกแหล่งที่มา—ประเภทช่วยเหลือ—จำนวนครัวเรือน

อย่างไรก็ดี บททดสอบรอบถัดไป อยู่ที่

  1. การติดตามผลระดับครัวเรือน—ครัวเรือนเปราะบางมีรายได้กลับมาที่ระดับก่อนเกิดภัยหรือไม่? เครื่องมือทำกินที่ได้รับยังใช้งานได้ดีและเหมาะกับบริบทหรือไม่?
  2. การจัดการความเสี่ยงซ้ำซาก—จุดที่น้ำหลาก/ดินถล่มซ้ำ ๆ ได้รับการแก้ไขเชิงโครงสร้างแล้วหรือยัง (เช่น การระบายน้ำ จุดอุดตัน แนวป้องกันดินไหล)
  3. การบูรณาการข้อมูล—แผนที่เสี่ยงภัยระดับหมู่บ้าน–ตำบล และข้อมูลสิทธิประโยชน์ของประชาชน ต้องเข้าถึงง่าย ใช้งานได้จริง และปรับปรุงสม่ำเสมอ
  4. ความพร้อมของท้องถิ่น—อปท.จำเป็นต้องมี “งบเผื่อฉุกเฉิน” และแบบแผนปฏิบัติการที่ซ้อมจริง เพื่อให้ระยะเวลาจาก “เกิดเหตุ” ถึง “รับเงิน/รับของช่วยเหลือ” สั้นที่สุด

เสียงจากห้องประชุม นโยบายที่ต้องไปต่อ

ในช่วงท้ายของการประชุม ผู้ว่าราชการจังหวัดสั่งการ 3 ประเด็นสำคัญ

  • เร่งปิดบัญชีคงค้าง ของโครงการที่ยังอยู่ระหว่างเบิกจ่าย พร้อมเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณะเพื่อรักษาความเชื่อมั่น
  • ขับเคลื่อนแผนพัฒนาคุณภาพชีวิตเชิงคุณภาพ ให้เห็นผลเร็ว โดยกำหนดตัวชี้วัดที่วัดได้จริง เช่น รายได้เฉลี่ยครัวเรือนเปราะบาง จำนวนผู้ได้งานทำหลังฝึกอาชีพ อัตราการเข้าถึงบริการสุขภาพ และเวลาตอบสนองเมื่อเกิดเหตุ
  • ซ้อมแผนภัยพิบัติประจำปี ร่วมกันทุกภาคส่วน—ตั้งแต่โรงเรียน วัด ชุมชน จนถึงผู้ประกอบการ—เพื่อย่นเวลาและลดความสูญเสียเมื่อเกิดเหตุ

“ประชาชนต้องเห็นว่า รัฐ ‘อยู่ตรงนั้น’ และ ‘อยู่ต่อไป’ จนชีวิตกลับมาดีกว่าเดิม นี่คือมาตรวัดความสำเร็จที่แท้จริงของเรา” ผู้ว่าฯ กล่าวย้ำ

คลี่คลายปมจากน้ำท่วมสู่ความเท่าเทียมทางโอกาส

สาระสำคัญของวันนั้นไม่ได้จบลงที่ยอดงบประมาณ หากแต่เริ่มต้นด้วย แนวคิดใหม่ ว่า “ภัยพิบัติ” ไม่ใช่เพียงเหตุไม่คาดฝันที่ต้องเยียวยา แต่เป็น หน้าต่างโอกาส ให้ปรับระบบเศรษฐกิจ—สังคมให้รองรับคนตัวเล็กได้ดีขึ้น แผนพัฒนาคุณภาพชีวิตเชิงคุณภาพที่เชียงรายกำลังผลักดัน จึงตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า ชุมชนที่เข้มแข็ง คือวัคซีนต้านภัยรอบต่อไป

ในเชิงปฏิบัติ นั่นหมายถึงการทำงานที่ ข้ามกำแพงหน่วยงาน (สาธารณสุข—พม.—แรงงาน—เกษตร—การศึกษา—ปกครอง) ให้มุ่งไปที่ “ผลลัพธ์ครัวเรือน” มากกว่า “ผลผลิตโครงการ” และยึด “เสียงของพื้นที่” เป็นเข็มทิศ เพื่อให้การลงทุนสาธารณะทุกบาทตอบโจทย์ชีวิตจริง

เชียงรายได้ก้าวพ้น “จุดพีคของน้ำ” มาแล้ว แต่กำลังยืนอยู่หน้าประตูด่านใหม่—การทำให้ครัวเรือนเปราะบางยืนได้ด้วยตัวเอง ตัวเลขงบกว่า 600 ล้านบาท ที่ผ่านมือหน่วยงานต่าง ๆ ในปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าระบบราชการไทยสามารถขับเคลื่อนเพื่อประชาชนได้จริงเมื่อมีเป้าหมายร่วมและระบบติดตามที่เข้มแข็ง

สิ่งที่ต้องจับตาหลังจากนี้ คือผลลัพธ์เชิงคุณภาพว่า รายได้กลับมาไหม? หนี้ครัวเรือนลดหรือไม่? สุขภาพกายใจดีขึ้นเพียงใด? และเมื่อฝนใหญ่ครั้งต่อไปมาเยือน ชุมชนเชียงรายจะ “พร้อมกว่าเดิม” แค่ไหน หากจังหวัดรักษาจังหวะการทำงานแบบที่เห็นในห้องประชุมวันนั้นไว้ได้—จากเยียวยา สู่การพัฒนา และสู่ ความเท่าเทียมทางโอกาส—เชียงรายก็อาจไม่เพียง “ผ่านพ้นน้ำ” แต่จะ “ผ่านพ้นความเปราะบาง” ไปด้วยพร้อมกัน

ข้อมูลตัวเลขสำคัญ

  • ผู้ได้รับผลกระทบ: 35,124 ครัวเรือน / ผู้เสียชีวิต 12 ราย / บ้านเสียหายทั้งหลัง 73 หลัง
  • มติ ครม. ช่วยเหลือรวม: 316,116,000 บาท (ครบทุกครัวเรือน)
  • กองทุนจังหวัด (บริจาค): ยอด 9,839,079.03 บาท | จ่ายแล้ว 9,768,000 บาท
  • เงินทดรองราชการ (พ.ศ. 2562): 98,056,678.50 บาท และ 295,240,930 บาท (สองวงเงินขยาย)
  • ค่าล้างดินโคลน 17,384 ครัวเรือน: รวม 173,840,000 บาท (เสร็จสิ้น)
  • กองทุนช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี: รวม 13,570,006 บาท
  • งบ อปท. รวม 120,084,535 บาท (อบจ. 48,937,375 | เทศบาลนครเชียงราย 26,707,500 | อปท.อื่น 44,439,660)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • จังหวัดเชียงราย – ศาลากลางจังหวัดเชียงราย: รายงานการประชุม “สรุปรายงานผลการดำเนินโครงการ/กิจกรรมภายใต้แผนปฏิบัติการ และระบบติดตามการฟื้นฟูเยียวยาพื้นที่ประสบอุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม ระยะที่ 2” ณ ห้องประชุมจอมกิตติ วันที่ 15 กันยายน 2568
  • มติคณะรัฐมนตรี วันที่ 17 กันยายน 2567 และ 8 ตุลาคม 2567 เรื่องแนวทางและกรอบวงเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยจังหวัดเชียงราย
  • กองทุนช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี: หลักเกณฑ์และผลการจ่ายช่วยเหลือกรณีผู้เสียชีวิตและบ้านเสียหายทั้งหลัง จังหวัดเชียงราย ปีงบประมาณ 2567–2568
  • ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ รายงานผลการจ่าย ของ อบจ.เชียงราย เทศบาลนครเชียงราย และ อปท. ในจังหวัด
  • ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการใช้ เงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2562 และเอกสารสรุปการเบิกจ่ายจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS UPDATE

เตรียมตัวให้พร้อม กฎหมายใหม่ “ห้ามดื่มหลังร้านปิด” มีผลบังคับใช้ 8 พ.ย. 68

กฎหมายใหม่ “ห้ามดื่มหลังเวลาขาย” เริ่มใช้ 8 พ.ย. 2568 ปรับเป็นพินัยสูงสุด 10,000 บาท—ธุรกิจ-ผู้บริโภคปรับตัวอย่างไร

ประเทศไทย, 16 กันยายน 2568 – หลังถกเถียงยืดเยื้อเรื่องการ “ปลดล็อกเวลา” เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ประเทศไทยก้าวสู่หมุดหมายกฎหมายครั้งสำคัญเมื่อ พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา และจะมีผลบังคับใช้เมื่อครบ 60 วัน นับแต่ 9 กันยายน 2568 ซึ่งตรงกับวันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 โดยสาระใหม่ที่จับตาคือ ห้ามผู้บริโภคดื่มในสถานที่เชิงพาณิชย์ระหว่างเวลาห้ามขาย” ฝ่าฝืน ปรับเป็นพินัยไม่เกิน 10,000 บาท สะท้อนทิศทางการคุมแอลกอฮอล์ที่เข้มขึ้นและไปกระทบพฤติกรรม “นั่งแช่” โดยตรง.

เส้นเวลาและภาพรวมกฎหมาย “รีเซ็ต” โครงสร้างกำกับ แต่ยังคงช่วงเวลาห้ามขาย

กฎหมายฉบับใหม่ปรับโครงสร้างอำนาจกำกับหลายส่วน ยืนยันกรอบเวลาห้ามขายตามกฎหมายแม่ปี 2551 และกฎรองที่ออกตามอำนาจเดิม ขณะเดียวกันยัง ยกเลิกประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 253 (พ.ศ. 2515) ที่เคยเป็นฐานเวลาห้ามขายยุคแรก เพื่อทำให้กฎหมายเป็นเอกภาพและทันสมัยขึ้น แต่ “แกนเวลา” ไม่ได้คลายอัตโนมัติ เพราะภาครัฐยืนยันว่า ยังคงใช้ข้อกำหนดเวลาห้ามขายเดิม ตามประกาศนายกรัฐมนตรีและคำสั่งกฎหมายลูกที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน.

ประเด็น “ปลดล็อกขายเวลา 14.00–17.00 น.” ที่แพร่ในสื่อสังคม ได้รับการยืนยันว่าเป็นข้อมูลบิดเบือน โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ชี้ชัดว่าไทยยังห้ามขายในช่วงเวลาดังกล่าว (ยกเว้นพื้นที่/กิจการที่ได้รับยกเว้นตามกฎหมาย) ภายใต้อำนาจตามมาตรา 28 ของ พ.ร.บ. ปี 2551 และประกาศนายกรัฐมนตรีฉบับล่าสุด.

ขณะเดียวกัน สำนักข่าวของรัฐบาลสรุปสาระสำคัญของประกาศนายกรัฐมนตรีเรื่องเวลาห้ามขายและ กลุ่มกิจการ/พื้นที่ที่ “ได้รับยกเว้น” รวม 18 ประเภท เช่น เขตปลอดอากร ร้านปลอดภาษีในสนามบิน หรือพื้นที่ที่กฎหมายเฉพาะอนุญาต—ข้อมูลนี้ยังคงมีผลหลัง 8 พ.ย. 2568 จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง.

หัวใจฉบับใหม่ “ห้ามดื่มในเวลาห้ามขาย” โฟกัสที่ผู้บริโภค

มาตรา 32 (ใหม่) กำหนดชัดว่า “ห้ามผู้ใดบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสถานที่หรือบริเวณที่ขาย/จัดบริการเพื่อประโยชน์ทางการค้า ในเวลาห้ามขาย” จากเดิมที่กฎหมายเน้นควบคุม “ผู้ขาย” เป็นหลัก จึงอุดช่องว่างสถานการณ์ “ร้านปิด แต่ลูกค้ายังนั่งดื่มต่อ” ให้กลายเป็นความผิดโดยตรงในฝั่งผู้บริโภค.

ในแง่บทลงโทษ มาตรา 37/1 (ชุดบทบัญญัติใหม่) ระบุให้ฝ่าฝืน ปรับเป็นพินัย” ไม่เกิน 10,000 บาท ซึ่งเป็นมาตรการทางปกครอง ไม่ใช่คดีอาญา จุดมุ่งหมายคือสร้างวินัยและยับยั้งพฤติกรรมรวดเร็ว ลดภาระกระบวนการยุติธรรม แต่ยังคงน้ำหนักทางกฎหมายเพียงพอให้เกิดการปฏิบัติตาม

สรุปให้ชัด: หลังร้านหยุด “ขาย” ตามเวลาห้ามขายแล้ว ลูกค้า ก็ห้าม “ดื่ม” ในพื้นที่ร้านด้วย การ “นั่งแช่” จึงเสี่ยงถูกเปรียบเทียบปรับทันทีเมื่อกฎหมายมีผลใช้.

ทำไมต้องเข้มขึ้น บทเรียนจากโซเชียลคอสต์และความเสี่ยงสาธารณสุข

หลายงานวิชาการชี้ว่า การจำกัดเวลาขายและลดการบริโภคในช่วงดึกสัมพันธ์กับการลดอุบัติเหตุ อาชญากรรม และภาระสาธารณสุข ตลอดจนความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากแอลกอฮอล์ โดยแนวโน้มการปฏิรูปในต่างประเทศก็เดินในทิศทางเดียวกัน นี่จึงเป็นเหตุผลเชิงนโยบายที่ไทยเลือก “ย้ายแรงกดดัน” มาฝั่งพฤติกรรมผู้ดื่มในช่วงเวลาเสี่ยง แทนที่จะรับภาระไว้กับผู้ประกอบการเพียงด้านเดียว.

บทสะท้อนจากพื้นที่ท่องเที่ยว ช่วงไฮซีซันต้องจัดระเบียบใหม่

ในเมืองท่องเที่ยวหลัก ร้านอาหาร บาร์ และคาเฟ่ที่พึ่งพายอดขายช่วงหัวค่ำถึงดึก ต้องปรับกระบวนการ ตั้งแต่กำหนด “Last order” ให้ชัด, ปิดบิลก่อนเวลาห้ามขาย, และ ยุติการดื่มในพื้นที่ร้าน ให้ครบถ้วน เพื่อไม่ให้ลูกค้าเผลอทำผิดโดยไม่เจตนา การชี้แจงหน้าร้าน/ในเมนู รวมถึงการฝึกพนักงานจึงเป็น “เส้นเลือดฝอย” สำคัญของการปฏิบัติตามกฎหมายใหม่.

ภาคธุรกิจบางส่วนมองว่า รายได้จากลูกค้ากลุ่ม “นั่งยาว” อาจหายไปบ้าง แต่หากสื่อสารและออกแบบประสบการณ์การรับประทานอาหาร เครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์ หรือกิจกรรมทางเลือกในชั่วโมงท้าย ๆ ก็อาจ แปลงความเสี่ยงเป็นโอกาส โดยเฉพาะร้านที่มีจุดขายเรื่องอาหาร บริการ และดนตรีสดคุณภาพ

กลไกการบังคับใช้ “พนักงานเจ้าหน้าที่” เดินคู่สื่อสารสาธารณะ

การบังคับใช้หลักยังอยู่กับ พนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ภายใต้กรมควบคุมโรคและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยกฎหมายใหม่ เพิ่มเครื่องมือทางปกครอง (เช่น การสั่งปรับเป็นพินัย) ควบคู่กับมาตรการด้านโฆษณา/การสื่อสารการตลาดที่เข้มขึ้น ทั้งหมดนี้อาศัยการสื่อสารให้เข้าใจตรงกัน เพื่อลดความสับสนจากข้อมูลที่คลาดเคลื่อนในสื่อสังคม—กรณี “ปลดล็อก 14.00–17.00 น.” คือบทเรียนล่าสุดที่รัฐต้องชี้แจงอย่างเป็นระบบ.

ผลกระทบเป็นวงกว้าง ผู้บริโภครับภาระ “ความรับผิดชอบส่วนบุคคล” มากขึ้น

สำหรับผู้ดื่ม กฎหมายใหม่ เลื่อนจุดรับผิดชอบ มาอยู่กับพฤติกรรมบุคคลอย่างชัดเจน ต่อไปนี้การ “นั่งดื่มต่อ” หลังร้านหยุดขาย ไม่ใช่เพียงเรื่องมารยาทหรือระเบียบภายใน แต่เป็น ความผิดตามกฎหมาย ที่มีค่าปรับชัดเจน ส่งผลให้ผู้บริโภคต้องรู้เวลาและ หยุดดื่มให้ทัน เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงทางกฎหมาย ขณะที่สำหรับผู้ค้าปลีก การวางระบบหน้าร้าน และการประชาสัมพันธ์ คือกุญแจ ให้ลูกค้าเข้าใจและร่วมมือ

“10 คำถามยอดฮิต” ที่ควรรู้ก่อนกฎหมายมีผล

  1. เริ่มบังคับใช้เมื่อใด8 พ.ย. 2568 (ครบ 60 วันจาก 9 ก.ย. 2568).
  2. ห้ามอะไรเพิ่ม – ห้าม “ดื่มในเวลาห้ามขาย” ในสถานที่เชิงพาณิชย์ เช่น ร้านอาหาร บาร์ ผับ คาราโอเกะ ฯลฯ.
  3. ถ้าฝ่าฝืนปรับเป็นพินัยไม่เกิน 10,000 บาท สำหรับผู้บริโภคตามมาตรา 37/1. Multi DOPA
  4. ช่วงเวลา 14.00–17.00 น. ขายได้หรือไม่ – โดยหลัก ยังห้ามขาย ยกเว้นพื้นที่/กิจการที่ได้รับยกเว้นตามกฎหมายและประกาศนายกรัฐมนตรี.
  5. ร้านปิดบิลทันเวลา แต่ลูกค้ายังจิบ – เมื่อเข้า “เวลาห้ามขาย” แล้ว ห้ามดื่มต่อในพื้นที่ร้าน เพื่อไม่ให้เข้าข่ายความผิดของผู้บริโภค.
  6. สนามบิน/ดิวตี้ฟรี/เขตปลอดอากร – อยู่ในกลุ่ม “ได้รับยกเว้น” ตามเงื่อนไขประกาศที่ยังมีผล.
  7. มีการยกเลิกประกาศคณะปฏิวัติ 253 จริงหรือไม่ – จริง แต่โครงสร้างเวลาห้ามขายยังอยู่ผ่านกฎหมาย/ประกาศที่ใช้บังคับปัจจุบัน.
  8. โฆษณา/การตลาดเข้มขึ้นอย่างไร – ฉบับใหม่เพิ่มข้อห้ามและอำนาจกำกับด้านสื่อสารการตลาดมากขึ้น รายละเอียดจะตามกฎหมายลูก.
  9. ใครบังคับใช้ – พนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ. ปี 2551–2568 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประสานตำรวจในทางปฏิบัติเมื่อจำเป็น.
  10. ธุรกิจควรทำอะไรทันที – ปรับ SOP เวลา “Last order/เคลียร์โต๊ะ”, ป้ายแจ้งลูกค้า, อบรมพนักงาน,

คืนสุดท้ายก่อนยุคใหม่

ลองนึกภาพเย็นศุกร์ย่านท่องเที่ยวเหนือสุด—เสียงแก้วกระทบกันเบา ๆ ก่อนพนักงานเดินมาบอกรอบสุดท้าย “อีกสิบนาทีเข้าช่วงห้ามขายนะคะ” ลูกค้าบางโต๊ะยกมือขอเช็กบิล ขณะอีกโต๊ะเปลี่ยนเป็นม็อกเทลและของหวาน ร้านเปิดเพลงช้าลง แต่บรรยากาศยังคลอด้วยบทสนทนา กฎหมายไม่ได้ปิดไฟเมือง แต่ชวนทุกฝ่าย ขยับจังหวะ ให้พอดีกับกรอบกติกาใหม่ เมืองยังสนุกได้—อย่างรับผิดชอบ

ข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์

  • ผู้ประกอบการ: ทำ “คู่มือ 1 หน้า” ติดหน้าร้าน อธิบายเวลาห้ามขาย/ห้ามดื่ม และขั้นตอนเคลียร์โต๊ะ ฝึกทีมงานให้สื่อสารสุภาพแต่ชัดเจน
  • ผู้บริโภค: วางแผนการดื่มตามเวลา แปลง “ชั่วโมงท้าย” เป็นของหวาน/เครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์ ลดความเสี่ยงทางกฎหมาย
  • ภาครัฐ: สื่อสารสม่ำเสมอ ลดความสับสน และจัดทำ FAQ กลางหลายภาษาในพื้นที่ท่องเที่ยว พร้อมประเมินผลหลังบังคับใช้ 3–6 เดือน

 

นี่ไม่ใช่เพียงการขยับถ้อยคำในกฎหมาย แต่คือการ ย้ายสมดุลความรับผิดชอบ จากผู้ขายมาสู่ผู้บริโภคในชั่วโมงเสี่ยง เป็นการ “รีเซ็ตมารยาทสังคม” เชื่อมเศรษฐกิจท่องเที่ยวกับสาธารณสุขให้เดินไปด้วยกัน เมื่อ 8 พ.ย. 2568

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ราชกิจจานุเบกษา: พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 – ประกาศ 9 ก.ย. 2568, มีผลหลัง 60 วัน.
  • ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (สำนักนายกรัฐมนตรี/กระทรวงดิจิทัลฯ)
  • iLaw
  • สำนักงานกฎหมาย/ราชการที่เผยแพร่สรุปกฎหมาย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS UPDATE

องค์กรไทยเผชิญความเสี่ยง! Jobsdb เตือนเมิน Gen Z พลาดรถด่วนเศรษฐกิจดิจิทัล

Jobsdb by SEEK เตือนองค์กรไทย “อย่าเมิน Gen Z” – เสี่ยงขาดนวัตกรรมและมุมมองใหม่ พลาดรถด่วนตลาดแรงงานยุคดิจิทัล

ประเทศไทย, 13 กันยายน 2568 – ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจดิจิทัลเร่งสปีดและการแข่งขันระหว่างประเทศดุเดือดที่สุดรอบทศวรรษ สัญญาณเตือนสำคัญดังขึ้นจาก Jobsdb by SEEK แพลตฟอร์มหางานชั้นนำของไทย: องค์กรที่มองข้ามหรือกีดกันแรงงาน Gen Z กำลังยืนอยู่บน “จุดเสี่ยง” ที่จะเสียเปรียบคู่แข่งทั้งในด้าน นวัตกรรม และ มุมมองสดใหม่ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักของการเติบโตในเศรษฐกิจยุคใหม่

สัญญาณนี้อาจไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับผู้บริหารที่ติดตามแนวโน้มแรงงาน แต่ความคมชัดของข้อสรุป—และจังหวะเวลา—ทำให้สารดังกล่าวดังเป็นพิเศษในวันนี้ เพราะขณะที่หลายองค์กรยังพยายามดึงพนักงานกลับออฟฟิศแบบเต็มรูปแบบ และใช้เกณฑ์ประเมินผลแบบเดิมกับโจทย์ธุรกิจชุดใหม่ Gen Z กลับเดินเข้ามาพร้อมชุดความคาดหวังที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง

ดวงพร พรหมอ่อน กรรมการผู้จัดการ Jobsdb by SEEK ประเทศไทย ย้ำในบทสัมภาษณ์ว่า “องค์กรไทยต้องเปิดใจว่า Gen Z ไม่ได้ทำงานเพื่อค่าตอบแทนอย่างเดียว พวกเขาให้ความสำคัญกับ โอกาสพัฒนาในสายอาชีพอย่างต่อเนื่อง ความยืดหยุ่นในการทำงาน คุณภาพชีวิต และค่านิยมองค์กรที่สอดคล้อง หากเราสร้างวัฒนธรรมที่ตอบโจทย์ได้ จะได้เปรียบชัดเจนในการดึงดูด–รักษาคนเก่งกลุ่มนี้”

Gen Z ไม่ได้ขอแค่ “ข้อเสนอเงินเดือน” แต่ขอ “ข้อเสนอการเติบโตของชีวิต”

ภาพใหญ่ที่ Jobsdb by SEEK ถ่ายทอดคือ Gen Z โตมากับเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว พวกเขามักคาดหวังว่าองค์กรจะก้าวทันทั้งเครื่องมือและแนวโน้มใหม่ อยู่กับข้อมูล (data) ได้ คล่องกับแพลตฟอร์ม และพร้อมทดลองแนวทางที่ไม่คุ้นชินกับวิถีเดิม หากองค์กรยังเชื่อว่า “ทำอย่างที่เคยทำมา” แล้วจะได้ผลเช่นเดิม นั่นเท่ากับมองข้าม “ความพิเศษ” ของแรงงานรุ่นนี้ไปโดยไม่ตั้งใจ

สิ่งที่ Gen Z ให้ความสำคัญเป็นลำดับต้น ได้แก่

  • เส้นทางเติบโต: งานที่เปิดพื้นที่ให้เรียนรู้ทักษะใหม่ มีโค้ชหรือพี่เลี้ยงชัดเจน เห็นภาพอนาคตใน 12–24 เดือนข้างหน้า
  • ความยืดหยุ่นและคุณภาพชีวิต: โหมดทำงานแบบรีโมต/ไฮบริดตามลักษณะงาน สนับสนุนสุขภาพจิต เวลาทำงานที่เน้นผลลัพธ์มากกว่า “การนั่งเฝ้าเวลา”
  • ค่านิยมองค์กร: ความรับผิดชอบต่อสังคม–สิ่งแวดล้อม ความโปร่งใส ความเท่าเทียม และบรรยากาศทำงานที่ “ปลอดภัยทางจิตใจ” (psychological safety)
  • เทคโนโลยีทันสมัย: แพลตฟอร์มงานที่คล่องตัว เครื่องมือดิจิทัลที่ช่วยให้ทำงานฉลาดขึ้น ไม่ใช่หนักขึ้น

นี่คือ “ข้อเสนอคุณค่า” ที่แตกต่างจากยุคที่งานถูกกำหนดด้วยสถานที่และเวลามากกว่าผลลัพธ์ การพูดคุยกับ Gen Z จึงไม่ใช่แค่เรื่องแพ็กเกจค่าตอบแทน แต่คือบทสนทนาว่าพวกเขาจะ เติบโตไปกับองค์กรอย่างไร

2 มิติความเสี่ยง หากองค์กรยัง “ปิดประตู” ใส่ Gen Z

Jobsdb by SEEK ระบุชัดว่าการกีดกันหรือมองข้าม Gen Z ทำให้องค์กรเสียเปรียบอย่างน้อยสองมิติ

  1. นวัตกรรมและมุมมองใหม่หายไป – Gen Z คล่องกับสื่อดิจิทัล เข้าใจผู้ใช้รุ่นใหม่ รู้จังหวะและภาษาแพลตฟอร์ม หากไม่มีคนกลุ่มนี้ องค์กรจะช้าลงในการปรับตัวทั้งผลิตภัณฑ์ การตลาด และบริการลูกค้า
  2. วิกฤตคนเก่งในระยะยาว – เมื่อ Gen Z กำลังขึ้นมาเป็นสัดส่วนหลักในตลาดแรงงาน การไม่รองรับความคาดหวังของพวกเขาเท่ากับปฏิเสธฐาน talent ขนาดใหญ่ องค์กรจะเผชิญ ช่องว่างกำลังคน ที่เติมเท่าไรก็ไม่เต็ม

ในทางกลับกัน Jobsdb by SEEK ก็ชี้ว่า Gen Z เองต้องปรับตัว: เปิดใจเรียนรู้การทำงานร่วมกับรุ่นพี่ พัฒนาทักษะเทคโนโลยีไปพร้อมกับ soft skills เช่น การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม และวุฒิภาวะเมื่อรับ feedback

จาก “ความต่าง” สู่ “ความร่วมมือ” แนวทางปฏิบัติสำหรับองค์กรไทย

เพื่อไม่ให้พลาดรอบใหญ่ของตลาดแรงงานยุคดิจิทัล Jobsdb by SEEK แนะนำ สามแกนปรับตัว ที่ทำได้ทันทีและเห็นผลในทางปฏิบัติ

1) สร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ร่วมรุ่น

  • Reverse mentoring: ให้คนรุ่นใหม่ถ่ายทอดความรู้ด้านดิจิทัล/วิธีคิดแบบแพลตฟอร์ม ขณะคนรุ่นพี่ถ่ายทอดบริบทธุรกิจ เครือข่าย และการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์
  • เส้นทางทักษะ (skills pathway): ทำแผนพัฒนารายบุคคล (IDP) ที่ผูกกับเป้าหมายงานจริง มี checkpoint ชัดเจนทุกไตรมาส
  • พื้นที่ทดลอง (sandbox): อนุญาตให้ทีม cross-function ทดลองไอเดียเล็กๆ บนงบประมาณและขอบเขตที่ควบคุมได้ เพื่อเร่งวงจร “คิด–ทำ–เรียนรู้”

2) ทำงานแบบยืดหยุ่นแต่ชัดเจนเรื่องผลลัพธ์

  • Hybrid by design: กำหนดหลักเกณฑ์กะทัดรัดว่า งานประเภทใดต้องออนไซต์/ทำรีโมตได้แค่ไหน ลดการตีความส่วนบุคคล
  • วัดผลด้วย OKR/KPI ที่สะท้อนคุณค่าจริง มากกว่าตัวชี้วัดเชิงเวลา
  • สนับสนุนสุขภาวะ: จัดบริการดูแลสุขภาพจิต/โค้ชชิ่งผู้จัดการ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยทางจิตใจ

3) สื่อสารโปร่งใส เปิดพื้นที่เสียงของทุกเจเนอเรชัน

  • ฟอรัมภายในรายเดือน ให้ถาม–ตอบแบบตรงไปตรงมา
  • Surveys สั้นแต่ถี่ เพื่อติดตามอุณหภูมิทีม และสื่อสารผล–แนวทางแก้ไขกลับไปเสมอ
  • นโยบายต่อต้านอคติข้ามรุ่น (age bias) พร้อมตัวอย่างพฤติกรรมที่คาดหวัง

ผลลัพธ์ที่มักเกิดขึ้นจากโมเดลนี้คือองค์กรไม่ต้อง “เลือกข้างรุ่น” แต่ได้ ประโยชน์จากทุกรุ่น: ประสบการณ์เชิงลึกของ Gen X, พลังบริหารจัดการของ Gen Y และความสดใหม่คล่องดิจิทัลของ Gen Z

 “Gen Z เปลี่ยนงานบ่อย เอาแน่เอานอนไม่ได้?”

Jobsdb by SEEK ชี้ว่าปรากฏการณ์เปลี่ยนงานเร็วในบางตำแหน่ง เป็นผลจากแรงกดดันของตลาดดิจิทัล ที่จังหวะเรียนรู้และเติบโตก้าวกระโดด ความคาดหวังเรื่อง “เส้นทางเติบโต” และ “โอกาสลองของจริง” จึงสูง ถ้าองค์กรทำให้เห็นทางชัดเจน มีคำมั่นเรื่องทักษะ–บทบาท–ค่าตอบแทนตามผลงาน Gen Z พร้อมผูกพัน ไม่ต่างจากรุ่นใด การมองด้วย “เลนส์ปัจเจก” (ดูคนเป็นรายคน) แทน “เลนส์เหมารวมรุ่น” จะทำให้ได้ภาพที่ยุติธรรมกว่า

ภาพใหญ่ตลาดแรงงานไทย ทำไมต้องเร่งตอนนี้

ภูมิทัศน์แรงงานไทยกำลังเผชิญ หลายคลื่นเปลี่ยนผ่านพร้อมกัน—ดิจิทัลทรานส์ฟอร์มเมชัน, การใช้งาน AI/ระบบอัตโนมัติ, การแข่งขันดึงตัวคนเก่งระดับภูมิภาค, โครงสร้างประชากรสูงวัย และความคาดหวังเรื่อง ESG/ความยั่งยืน—เมื่อรวมกันแล้ว องค์กรต้องการ ทักษะผสม ที่ได้ทั้ง “คิดธุรกิจเป็น” และ “คล่องเทคโนโลยี” โดยธรรมชาติของทักษะผสมนี้ Gen Z มีแต้มต่อ เพราะเติบโตมากับแพลตฟอร์มและการเรียนรู้ด้วยตนเองบนโลกออนไลน์

การตัดสินใจวันนี้จึงไม่ใช่แค่ “จะจ้าง Gen Z มากน้อยแค่ไหน” แต่คือจะ ออกแบบระบบนิเวศงาน ให้ทุกเจเนอเรชันทำงานร่วมกันได้ดีแค่ไหน—เพราะ ความเร็วของนวัตกรรม จะขึ้นอยู่กับ “ความเร็วในการเรียนรู้ร่วมกัน” ของทั้งองค์กร

เปิดพื้นที่ให้รุ่นใหม่—ได้มากกว่าคน ทำได้มากกว่าภาพลักษณ์

สารจาก Jobsdb by SEEK ไม่ได้มุ่งตำหนิองค์กรที่ยังลังเลกับการเปลี่ยนแปลง แต่ชี้ชัดว่าการเมิน Gen Z มีต้นทุนแฝง ที่อาจไม่เห็นทันที: ความคิดสร้างสรรค์ถดถอย ผลิตภัณฑ์ล้าจังหวะลูกค้า การตลาดไม่เข้าแพลตฟอร์ม และรอยรั่วบุคลากรในอีก 2–3 ปีข้างหน้า ในมุมกลับ เพียงองค์กรยอม เปิดพื้นที่–เปิดใจ–เปิดระบบ ให้การทำงานร่วมรุ่นเกิดขึ้นจริง แรงงานรุ่นใหม่จะไม่ใช่ “ตัวแปรเสี่ยง” แต่เป็น ตัวเร่ง ให้ธุรกิจเดินเร็วขึ้น ฉลาดขึ้น และยั่งยืนขึ้น

“ท้ายที่สุด เป้าหมายไม่ใช่จะเอาใจรุ่นไหนเป็นพิเศษ แต่คือการสร้างวัฒนธรรมที่คนทุกเจเนอเรชันรู้สึกว่าตนเอง เติบโต และ มีคุณค่า กับงาน” ดวงพร พรหมอ่อน ทิ้งท้าย “เมื่อเราทำได้ องค์กรก็จะมีทั้ง คนเก่ง และ อนาคต ไปพร้อมกัน”

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • Jobsdb by SEEK ประเทศไทย
  • SEEK Asia – Employer/Jobseeker Insights
  • สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.)
  • องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ประเทศไทย
  • World Economic Forum – Future of Jobs Report
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

มทบ.37-เทศบาลนครเชียงรายผนึกกำลัง ยกระดับ “ถ้ำตุ๊ปู่” สู่พื้นที่ปลอดภัย

มทบ.37–เทศบาลนครเชียงราย–กอ.รมน.–โรงเรียนสหศาสตร์ศึกษา ลงนามยกระดับ “ถ้ำตุ๊ปู่” สู่พื้นที่สาธารณะปลอดภัยและแหล่งเรียนรู้เชิงพุทธ คิกออฟโมเดลท่องเที่ยว–ชุมชน–ความมั่นคง “เชียงรายเมืองปลอดภัย”

เชียงราย, 12 กันยายน 2568 — แสงยามบ่ายสะท้อนหน้าผาหินของ “ถ้ำตุ๊ปู่” ในตำบลริมกก—พื้นที่ที่ครั้งหนึ่งชาวบ้านต่างจดจำในฐานะ “จุดเสี่ยง”—กำลังเปลี่ยนบทบาทอย่างเป็นทางการ เมื่อ 4 หน่วยงานหลักของจังหวัดจับมือกันลงนามบันทึกความร่วมมือเพื่อพัฒนาให้ที่นี่เป็น พื้นที่สาธารณะปลอดภัย–ปลอดยาเสพติด–ปลอดภัยต่อการท่องเที่ยว” และยกระดับเป็น แหล่งเรียนรู้เชิงพระพุทธศาสนา ควบคู่การเป็น พื้นที่กิจกรรมของเยาวชนและชุมชน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

พิธีลงนามจัดขึ้นเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2568 โดยมี พลตรีจักรวีร์ เสนีย์วรยุทธ์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 37, นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย, พันเอกพักตร์พงษ์ เงสันเทียะ หัวหน้ากลุ่มงานนโยบาย แผน และการข่าว กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดเชียงราย (กอ.รมน.) และ ดร.ประพันธ์ ทรรศนียากร ผู้จัดการโรงเรียนสหศาสตร์ศึกษา เข้าร่วมลงนามพร้อมข้าราชการ ครู นักเรียน และประชาชนในพื้นที่

จาก “จุดเสี่ยง” สู่ “พื้นที่เรียนรู้” พลิกวิกฤตเป็นโอกาสของเมือง

ภาพจำในอดีตของถ้ำตุ๊ปู่—พื้นที่รกร้าง มีเหตุอาชญากรรม และเกี่ยวพันปัญหายาเสพติด—คือฉากหลังที่ทุกภาคส่วนต้องการปิดฉาก พลตรีจักรวีร์กล่าวบนเวทีว่า แม้ทหารจะมีภารกิจป้องกันประเทศและดูแลชายแดน แต่ภารกิจเสริมสร้างความมั่นคงภายในและความเข้มแข็งของชุมชนคืองานหลักเช่นกัน “โครงการดี ๆ ที่เปลี่ยนพื้นที่เสี่ยงให้เป็นพื้นที่เรียนรู้และเศรษฐกิจชุมชน เราพร้อมสนับสนุนเต็มที่ ทั้งวิทยากร วินัยเยาวชน และกิจกรรมตามศาสตร์พระราชา หากสำเร็จจะขยายเป็นเครือข่ายสู่พื้นที่อื่นได้”

ด้าน นายวันชัย จงสุทธานามณี ย้ำว่า บทเรียนสำคัญจาก น้ำท่วมใหญ่เมื่อปีที่แล้ว ทำให้เทศบาลต้อง “เปลี่ยนปัญหาเป็นโอกาส” ใช้การพัฒนาพื้นที่เป็นเกราะป้องกันความเสี่ยง และทำให้ถ้ำตุ๊ปู่กลายเป็น แหล่งเรียนรู้ของนักเรียนและเยาวชนเชียงราย เป็นพื้นที่สีขาวที่ลดละเลิกการเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด และเป็น พื้นที่ท่องเที่ยวปลอดภัย สำหรับประชาชนและนักเดินทาง

พันเอกพักตร์พงษ์ เงสันเทียะ จากกอ.รมน. จังหวัดเชียงราย ระบุว่า โครงการนี้เชื่อมตรงกับพันธกิจสร้างความปรองดอง ยึดโยงสถาบันหลักของชาติ และแก้ปัญหายาเสพติดอย่างเป็นระบบ “เราจะบูรณาการกำลังกับ มทบ.37 และเทศบาลนครเชียงราย รวมถึงเครือข่ายชุมชน ให้กลไกป้องปรามยาเสพติดเดินคู่ไปกับกิจกรรมดี ๆ ของพื้นที่”

ส่วน ดร.ประพันธ์ ทรรศนียากร สะท้อนประสบการณ์ในฐานะ “คนริมพื้นที่” ที่อยู่กับโรงเรียนสหศาสตร์ศึกษามายาวนานว่า ถ้ำตุ๊ปู่เคยเป็นพื้นที่อันตราย มีคดีอาชญากรรมและปัญหายาเสพติดมาก่อน การร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่รอคอยเพื่อ สร้างพื้นที่ปลอดภัยใกล้โรงเรียน และเปิดโอกาสให้ชุมชนมีอาชีพ มีรายได้จากการท่องเที่ยว “โรงเรียนมีนักเรียนกว่า 7,000 คน จาก 12 ชาติพันธุ์ พร้อมร่วมมือเต็มที่ทั้งกิจกรรมนักเรียน อาสาสมัครชุมชน และการดูแลพื้นที่ในชีวิตประจำวัน”

โมเดล “สามราง” เพื่อความยั่งยืน ความปลอดภัย–การท่องเที่ยว–ชุมชนมีส่วนร่วม

สาระในบันทึกความร่วมมือกำหนดทิศทางพัฒนาพื้นที่ด้วยแนวคิด “สามราง” ที่ต้องเดินพร้อมกัน

  1. ความปลอดภัยเชิงระบบ – จัดระเบียบพื้นที่ให้ปลอดภัย ปราศจากยาเสพติด เพิ่มแสงสว่าง กล้องวงจรปิด ทางเดิน–ทางจักรยาน ระบบเตือนภัยเบื้องต้นช่วงฝนหลงฤดู รวมถึงการลาดตระเวนร่วมระหว่างเทศบาล–ทหาร–ชุมชนในช่วงเวลาความเสี่ยง เพื่อกด “ต้นทุนโอกาส” ของอาชญากรรมลงให้ต่ำสุด
  2. การท่องเที่ยว–เรียนรู้เชิงพระพุทธศาสนา – เน้นการตีความคุณค่าทางศาสนา วัฒนธรรม และธรรมชาติของถ้ำตุ๊ปู่ ออกแบบเส้นทางเรียนรู้ ห้องเรียนธรรมชาติ จุดพัก–ป้ายความรู้สองภาษา และกิจกรรมไหว้พระ–นั่งสมาธิอย่างเหมาะสมกับสิ่งแวดล้อม สอดคล้องแนวคิด ท่องเที่ยวปลอดภัยและมีความหมาย (meaningful & safe tourism)
  3. ชุมชนมีส่วนร่วม–เศรษฐกิจฐานราก – เปิดพื้นที่ให้ชุมชนจัดกิจกรรมกีฬาและศิลปะของเยาวชน ตลาดชุมชนในวันเทศกาล โซนผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นมาตรฐานสะอาด และระบบอาสาสมัครดูแลพื้นที่ (พื้นที่สีขาว) เพื่อให้รายได้หมุนเวียนในท้องถิ่น สร้างงานระยะยาวมากกว่ารายได้เฉพาะกิจ

แผนปฏิบัติ 3 ระยะ ทำทันที–ยกระดับ–สถาปนาระบบ

เพื่อให้เป้าหมายเป็นรูปธรรม ที่ประชุมร่วมกำหนดกรอบเวลาทำงานคร่าว ๆ ดังนี้

  • ระยะสั้น (0–6 เดือน): เคลียร์พื้นที่เสี่ยง–กำจัดจุดอับ ทำความสะอาดใหญ่ (Big Cleaning) ติดตั้งไฟส่องสว่าง จุดฉุกเฉิน–กล้องวงจรปิด จัดเส้นทางเดิน–วิ่ง–ปั่นชั่วคราว ทดสอบ “เวรยามร่วม” ระหว่างชุมชน–เทศบาล–ทหาร และเปิดกิจกรรมนำร่องของนักเรียน/เยาวชน (เช่น โยคะเช้า, ดนตรีเย็นวันศุกร์)
  • ระยะกลาง (6–18 เดือน): ปรับภูมิทัศน์ถาวร–จัดโซนการใช้ประโยชน์ (โซนปฏิบัติธรรม โซนเรียนรู้ โซนกีฬา โซนตลาดชุมชน) ติดตั้งป้ายความรู้–ทางเดินปลอดภัย รองรับผู้สูงวัย/ผู้ใช้รถเข็น สร้าง ศูนย์เรียนรู้ชุมชน ขนาดกะทัดรัด และกำหนด “ปฏิทินกิจกรรม” รายไตรมาสเพื่อให้คนกลับมาใช้พื้นที่สม่ำเสมอ
  • ระยะยาว (หลัง 18 เดือน): พัฒนาเครือข่ายเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมจุดใกล้เคียง (วัด เสน่ห์ชุมชน ตลาดเช้า) จัดเทศกาลประจำปีเชิงวัฒนธรรม–ศาสนา สร้างระบบ “กองทุนดูแลพื้นที่” จากรายได้กิจกรรมและ CSR เอกชน วางระบบเก็บ–วิเคราะห์ข้อมูลผู้ใช้พื้นที่เพื่อปรับปรุงบริการอย่างต่อเนื่อง

ตัวชี้วัดความสำเร็จ (KPI) ที่วัดได้และสื่อสารได้

เพื่อหลีกเลี่ยง “โครงการสวยบนกระดาษ” ฝ่ายปฏิบัติการเสนอชุดตัวชี้วัดที่จับต้องได้ ได้แก่

  • ความปลอดภัย: จำนวนเหตุทะเลาะวิวาท/อาชญากรรม/เหตุเกี่ยวกับยาเสพติดในรัศมีพื้นที่ ลดลงต่อเนื่องเทียบฐานปี 2567–2568
  • การใช้พื้นที่: จำนวนผู้ใช้พื้นที่รายวัน/รายสัปดาห์, สัดส่วนเยาวชนและครอบครัว, ชั่วโมงกิจกรรมการเรียนรู้/สันทนาการ
  • เศรษฐกิจชุมชน: มูลค่าการซื้อขายตลาดชุมชน/ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น, จำนวนผู้ประกอบการชุมชนที่เข้าร่วม, รายได้เฉลี่ยต่อกิจกรรม
  • ความพึงพอใจ: คะแนนประสบการณ์ผู้ใช้ (ความสะอาด ความปลอดภัย ความสะดวกในการเข้าถึง) ผ่านแบบสอบถามสั้นบนจุดบริการ/QR
  • สิ่งแวดล้อม: ดัชนีความสะอาด–ขยะตกค้าง, สภาพพืชพรรณพื้นถิ่น, คุณภาพน้ำฝน–น้ำผิวดินรอบพื้นที่ (เก็บตัวอย่างรายไตรมาส)

เสียงสะท้อนจากเวทีคำประกาศเจตนารมณ์

พลตรีจักรวีร์ เสนีย์วรยุทธ์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 37: “ทหารพร้อมสนับสนุนทุกด้าน ทั้งวิทยากร วินัย และองค์ความรู้เศรษฐกิจพอเพียง หากพื้นที่นี้สำเร็จ เราจะขยายเครือข่ายสู่จุดอื่น เพื่อให้ความมั่นคงภายในยืนบนฐานชุมชนที่เข้มแข็ง”

นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย: “เราจะเปลี่ยนวิกฤตน้ำท่วมเมื่อปีที่แล้วให้เป็นโอกาส สร้างพื้นที่เรียนรู้ของเยาวชน และกำหนด ‘เขตปลอดยาเสพติด–ปลอดภัยต่อการท่องเที่ยว’ ให้ประชาชนมั่นใจ”

พันเอกพักตร์พงษ์ เงสันเทียะ กอ.รมน. จ.เชียงราย: “กอ.รมน.จะผนึกกำลังกับทุกภาคส่วน ขับเคลื่อนงานความมั่นคงควบคู่กิจกรรมสร้างสรรค์ ลดปัจจัยเสี่ยงยาเสพติดในระดับชุมชน”

ดร.ประพันธ์ ทรรศนียากร ผู้จัดการโรงเรียนสหศาสตร์ศึกษา: “เรามีนักเรียนกว่า 7,000 คน 12 ชาติพันธุ์ พร้อมเป็นพลังร่วมพัฒนา ให้ถ้ำตุ๊ปู่เป็นพื้นที่ปลอดภัยของลูกหลานและเป็นแหล่งอาชีพใหม่ของชุมชน”

มองไปข้างหน้า เงื่อนไขความสำเร็จและความเสี่ยงที่ต้องบริหาร

แม้โมเดล “ถ้ำตุ๊ปู่–เมืองปลอดภัย” จะเริ่มต้นบนความพร้อมของภาคีหลัก แต่ความสำเร็จระยะยาวขึ้นกับการบริหารความเสี่ยง 4 ประการ

  1. งบประมาณบำรุงรักษา – แสงสว่าง–กล้อง–ทางเดิน–ภูมิทัศน์ ต้องการค่าใช้จ่ายดูแล จึงควรมี “กองทุนพื้นที่” ที่มีรายได้หมุนเวียนจากตลาดชุมชน งานเทศกาล และความร่วมมือเอกชน (CSR) เพื่อลดภาระงบปกติของท้องถิ่น
  2. การเข้าถึงสำหรับทุกคน – ผังพื้นที่ควรเป็นมิตรกับผู้สูงวัย ผู้ใช้รถเข็น และเด็กเล็ก พร้อมจุดพัก–ห้องน้ำสะอาด–แนวทางความปลอดภัยยามค่ำคืน เพื่อให้พื้นที่ “มีคนใช้จริง” ตลอดวัน
  3. สมดุลสิ่งแวดล้อม–วัฒนธรรม – การพัฒนาเชิงท่องเที่ยวควรรักษาบริบทพุทธ–วัฒนธรรมท้องถิ่น ไม่เชิงพาณิชย์เกินสมควร และเฝ้าระวังผลกระทบต่อธรรมชาติ (ขยะ เสียง แสงรบกวน)
  4. ข้อมูล–ความต่อเนื่อง – ตั้ง “แดชบอร์ดพื้นที่” รวบรวมสถิติความปลอดภัย การใช้พื้นที่ รายได้ชุมชน และความพึงพอใจ เผยแพร่สาธารณะรายไตรมาส เพื่อสร้างความโปร่งใส และคงแรงสนับสนุนจากสังคม

เชื่อมโยงยุทธศาสตร์เมือง “เชียงรายเมืองปลอดภัย” ที่วัดได้จริง

การลงนามครั้งนี้สะท้อนแนวโน้มการพัฒนาเมืองยุคใหม่ที่ไม่ได้แยก “ความมั่นคง–ท่องเที่ยว–คุณภาพชีวิต” ออกจากกัน แต่ ผสานเป็นสมการเดียว ผ่านพื้นที่สาธารณะคุณภาพ การมีส่วนร่วมของโรงเรียน/ชุมชน และกลไกลดปัจจัยเสี่ยงยาเสพติด เหตุผลที่ ถ้ำตุ๊ปู่ ถูกยกเป็นต้นแบบ เพราะตั้งอยู่ในเมือง–เข้าถึงง่าย–เชื่อมเครือข่ายสถานศึกษาและชุมชนได้จริง หากพัฒนาได้ผล จะกลายเป็น คู่มือปฏิบัติ” สำหรับขยายผลสู่พื้นที่เสี่ยงอื่นในจังหวัด

ท้ายที่สุด ความสำเร็จจะไม่ได้พิสูจน์ด้วยพิธีลงนาม หากแต่ด้วย ภาพใหม่ยามค่ำ ที่คนเดิน–ปั่น–สวดมนต์–เล่นกีฬา–ขายของพื้นถิ่น ระหว่างแสงไฟที่พอเพียงและกล้องที่ทำงานจริง พร้อมเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ ที่กลับมาเป็นเจ้าของพื้นที่—นี่ต่างหากคือ “ตัวชี้วัด” ที่ประชาชนสัมผัสได้

ไทม์ไลน์–แผนปฏิบัติการ “ถ้ำตุ๊ปู่”

  • ก.ย.–ต.ค. 2568: Big Cleaning, ติดไฟส่องสว่าง/กล้องวงจรปิด, จัดเส้นทางเดิน–วิ่ง–ปั่นนำร่อง, จัดเวรยามร่วม
  • พ.ย. 2568–มี.ค. 2569: ปรับภูมิทัศน์, ป้ายความรู้สองภาษา, ศูนย์เรียนรู้ขนาดย่อม, ปฏิทินกิจกรรมรายไตรมาส
  • เม.ย. 2569 เป็นต้นไป: เทศกาลประจำปีเชิงวัฒนธรรม–ศาสนา, เครือข่ายเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมจุดใกล้เคียง, กองทุนดูแลพื้นที่

พิธีลงนามความร่วมมือพัฒนา “ถ้ำตุ๊ปู่” ไม่ใช่แค่การประกาศโครงการท่องเที่ยวใหม่ หากคือ “ข้อตกลงทางสังคม” ที่จะเปลี่ยนพื้นที่เสี่ยงให้เป็นพื้นที่เรียนรู้และเศรษฐกิจชุมชน โดยมี ทหาร–ท้องถิ่น–ความมั่นคง–โรงเรียน เป็น 4 เสาหลัก ข้อท้าทายหลังจากนี้คือการทำให้ ระบบดูแลพื้นที่ เดินเองได้—มีงบดูแลสม่ำเสมอ มีอาสาสมัครชุมชน มีข้อมูลเปิดเผย และมีการมีส่วนร่วมของเยาวชนอย่างต่อเนื่อง หากเชียงรายรักษาวินัยนโยบายและจัดการความเสี่ยงได้ดี ถ้ำตุ๊ปู่” จะเป็นบทพิสูจน์ว่าเมืองปลอดภัย สร้างได้จากพื้นที่จริง ไม่ใช่แค่คำขวัญ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • มณฑลทหารบกที่ 37 (มทบ.37)
  • เทศบาลนครเชียงราย
  • กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดเชียงราย (กอ.รมน.)
  • โรงเรียนสหศาสตร์ศึกษา
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

สนามบินแม่ฟ้าหลวง เชียงรายคว้ารางวัล “สุดยอดสุขาสาธารณะแห่งปี 2568”

แม่ฟ้าหลวง–เชียงรายคว้ารางวัล “สุดยอดสุขาสาธารณะแห่งปี 2568” ยกระดับมาตรฐานสนามบิน–ความเชื่อมั่นนักเดินทาง

เชียงราย, 8 กันยายน 2568 – “หนึ่งในความสำคัญของท่าอากาศยานคือความสะอาดของห้องสุขา” น.ต.ดร.สมชนก เทียมเทียบรัตน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย (ทชร.) กล่าวย้ำต่อหน้าผู้แทนหน่วยงานรัฐและเอกชน ระหว่างพิธีรับรางวัล สุดยอดสุขาสาธารณะแห่งปี 2568” เมื่อวันที่ 5 กันยายนที่ผ่านมา รางวัลดังกล่าวมอบโดย ศูนย์อนามัยที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่ กรมอนามัย ภายใต้กรอบมาตรฐาน ส้วมสาธารณะไทย (HAS) ซึ่งชี้วัดคุณภาพในสามมิติหลักคือ Healthy–Accessibility–Safety หรือ สะอาด–เพียงพอ/เข้าถึงได้–ปลอดภัย ตามเกณฑ์ของกรมอนามัย เพื่อยกระดับสุขาภิบาลสาธารณะและความปลอดภัยของผู้ใช้บริการสถานที่สาธารณะทั่วประเทศ โดยเกณฑ์การคัดเลือก “สุดยอดส้วมฯ” ของเขตสุขภาพที่ 1 ประจำปีนี้ยังได้กำหนดกติกาและแนวทางประเมินไว้อย่างเป็นทางการด้วย

ภาพวันรับรางวัลหลักฐานของการทำงานเชิงระบบ

พิธีมอบรางวัลจัดขึ้นที่ห้องประชุม “ตอบแทนคุณแผ่นดิน” ของท่าอากาศยาน โดยมีผู้บริหารท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ผู้แทนด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ และบริษัทบริการภาคพื้น เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน รางวัลนี้สะท้อนผลลัพธ์จากการทำงานต่อเนื่องทั้งด้านดูแลความสะอาด การเพิ่มความสะดวกผู้โดยสาร และการบริหารความปลอดภัยในพื้นที่ห้องสุขา ซึ่งทชร.ระบุว่าผ่านเกณฑ์ประเมินครบถ้วน ทั้งมิติการบริหารจัดการ, ความเป็นต้นแบบ/แหล่งเรียนรู้ และการจัดสภาพแวดล้อม–นวัตกรรมบริการ ทำคะแนนรวม 91 คะแนน จากผู้เข้าร่วมประเมิน 7 สถานที่ ในเขตสุขภาพเดียวกัน

แม้ตัวเลขคะแนนจะเป็นเพียง “ผลลัพธ์ปลายทาง” แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือกระบวนการ “หน้าบ้าน–หลังบ้าน” ที่เข้มงวด ตั้งแต่ความถี่การทำความสะอาดแบบเชิงรุก การจัดโครงสร้างพื้นฐานแบบแตะน้อย (touchless) ไปจนถึงระบบตรวจสอบคุณภาพและการตอบสนองต่อคำร้องเรียนอย่างทันท่วงที ซึ่งเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับคำแนะนำของภาคอุตสาหกรรมสนามบินระดับสากลที่เน้นความสะอาดพื้นที่สัมผัสร่วม โดยเฉพาะห้องสุขา อ่างล้างมือ และอุปกรณ์จ่ายสบู่/น้ำยาฆ่าเชื้อในรูปแบบไร้สัมผัส

ทำความเข้าใจ “HAS”มาตรฐานไทยที่ขับเคลื่อนด้วยสุขาภิบาลและความปลอดภัย

มาตรฐานส้วมสาธารณะไทย (HAS) เป็นกรอบประเมินที่กรมอนามัยใช้ผลักดันคุณภาพห้องน้ำสาธารณะในประเทศอย่างต่อเนื่อง เน้น 3 แกนหลัก ได้แก่

  • Healthy (สะอาด): เน้นความสะอาดพื้น–ผนัง–สุขภัณฑ์ การกำจัดของเสีย และระบบระบายอากาศ
  • Accessibility (เพียงพอ/เข้าถึงได้): จำนวนห้อง–การแยกเพศ–ความพร้อมใช้งาน รวมถึงการออกแบบเพื่อคนพิการ/ผู้สูงอายุ
  • Safety (ปลอดภัย): แสงสว่าง เพดาน–พื้นไม่ลื่น ป้ายสัญลักษณ์ชัดเจน รวมถึงความปลอดภัยด้านอาชญากรรม/การคุกคาม

กรอบดังกล่าวผ่านการรณรงค์และยืนยันโดยกรมอนามัยมายาวนาน พร้อมคู่มือ/เอกสารเผยแพร่มาตรฐาน และในหลายจังหวัดก็มีการจัดประกวด–ประเมิน “สุดยอดส้วมฯ” ต่อเนื่องเพื่อยกระดับพื้นที่สาธารณะให้เป็นต้นแบบ ขณะที่ในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 1 (ภาคเหนือบน) ก็มีเอกสารกติกาการคัดเลือกฉบับทางการสำหรับปี 2568 ซึ่งทำให้กระบวนการคัดเลือกโปร่งใสและตรวจสอบได้

ทำไม “ห้องน้ำ” จึงกำหนดประสบการณ์สนามบิน

สำหรับสนามบินเชิงพาณิชย์ ห้องสุขาไม่ใช่ “พื้นที่ท้ายอาคาร” แต่เป็นจุดสัมผัสสำคัญที่ผู้โดยสารใช้ซ้ำหลายครั้ง ตั้งแต่ก่อนเช็กอิน ก่อนผ่านความปลอดภัย ไปจนถึงหน้าประตูขึ้นเครื่อง งานวิชาชีพด้านท่าอากาศยานยืนยันว่า การลงทุนในสุขาภิบาลและเทคโนโลยีไร้สัมผัสในห้องสุขา ช่วยยกระดับความรู้สึกปลอดภัยและประสบการณ์โดยรวม โดยเฉพาะยุคหลังโควิดที่ผู้โดยสารให้ความสำคัญด้านสุขอนามัยอย่างยิ่ง แนวปฏิบัติของสมาพันธ์สนามบินนานาชาติ (ACI) จึงแนะนำให้ติดตั้งอุปกรณ์ไร้สัมผัสในห้องสุขา และเพิ่มจุดล้างมือ/เจลฆ่าเชื้อในจุดคอขวดต่าง ๆ ของกระบวนการผู้โดยสาร

ในต่างประเทศ สนามบินหลายแห่งยังติดตั้งระบบ “Smart Restroom” เพื่อรับฟังเสียงผู้ใช้แบบเรียลไทม์และปิดช่องว่างบริการอย่างฉับไว ซึ่งถูกยกเป็นกรณีศึกษาด้านประสบการณ์ผู้โดยสารในบทความวิชาชีพของ ACI สะท้อนทิศทางการจัดการเชิงข้อมูล (data-driven) ที่สนามบินไทยสามารถต่อยอดได้

“91 คะแนน” บอกอะไร ถอดบทเรียนจากเช็กลิสต์ถึงระบบงาน

คะแนนรวมที่ทชร.ได้รับ สะท้อนวัฒนธรรมความปลอดภัยและความสะอาดที่ฝังอยู่ในขั้นตอนปฏิบัติงาน ตั้งแต่

  1. การบริหารจัดการสิ่งปฏิกูล–ความสะอาดเชิงรุก
    กำหนดความถี่ทำความสะอาดตามปริมาณผู้ใช้จริง ปรับรอบให้ถี่ในช่วงพีกไฟลต์ ติดตามคุณภาพด้วยการสุ่มตรวจและบันทึกผลอย่างมีหลักฐาน
  2. โครงสร้างพื้นฐานเพื่อการเข้าถึง
    จำนวนห้องสุขาเพียงพอ การจัดทางสัญจร–ป้ายชัดเจน และห้องน้ำสำหรับผู้ใช้รถเข็น/ผู้สูงอายุ รวมถึงอุปกรณ์ช่วยพยุงและพื้นผิวกันลื่น
  3. ความปลอดภัยและการสื่อสาร
    ไฟส่องสว่าง กล้องวงจรปิดในโถงทางเดิน (ไม่นำเข้าพื้นที่ส่วนตัว) ป้ายแจ้งเหตุ–เบอร์ฉุกเฉิน รวมถึงการทำความเข้าใจข้อพึงปฏิบัติแก่ผู้โดยสารหลายภาษา

หลักคิดและรายการตรวจเหล่านี้สอดคล้องกับองค์ความรู้ของกรมอนามัยเรื่อง HAS ซึ่งใช้กันทั่วประเทศ และเชื่อมโยงกับแนวปฏิบัติด้านสุขอนามัยของอุตสาหกรรมสนามบินระดับสากล

เสียงจากผู้บริหารสนามบิน “สะอาด–เข้าถึง–ปลอดภัย คือคำมั่นสัญญา”

น.ต.ดร.สมชนก ระบุในพิธีว่า “หนึ่งในความสำคัญของท่าอากาศยานคือความสะอาดของห้องสุขา” พร้อมขอบคุณเจ้าหน้าที่ส่วนหน้า–ส่วนหลัง และหน่วยงานคู่ภาคีที่ร่วมกันยกระดับมาตรฐานจนได้รับการยอมรับระดับเขตสุขภาพ นับเป็น “รางวัลรวมหมู่” ของบุคลากรที่อยู่ด่านหน้าทุกวัน ตั้งแต่แม่บ้าน วิศวกร ไปจนถึงทีมบริการผู้โดยสาร

จากแนวโน้มผู้โดยสารที่ฟื้นตัวและเส้นทางบินที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง บทบาทของทชร.ในฐานะประตูเศรษฐกิจภาคเหนือฝั่งตะวันออกยิ่งเด่นชัด สนามบินดังกล่าวอยู่ภายใต้การบริหารของ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) – AOT และเป็นหนึ่งในเครือข่ายสนามบินหลักของประเทศ ซึ่งมีภารกิจควบทั้ง “ความปลอดภัย–คุณภาพบริการ–ประสิทธิภาพการดำเนินงาน” เพื่อรองรับอุปสงค์การเดินทางและการท่องเที่ยวที่เติบโต.

มิติท่องเที่ยว–เศรษฐกิจห้องน้ำดี สร้างประสบการณ์ดีกว่าเดิม

เชียงรายเป็นเมืองท่องเที่ยวที่เติบโตต่อเนื่อง การยกระดับคุณภาพห้องสุขาในสนามบินจึงมีนัยสำคัญต่อ “ภาพจำแรก–สุดท้าย” ของนักเดินทาง เพราะผู้โดยสารจำนวนมากเข้าห้องน้ำอย่างน้อยหนึ่งครั้งก่อนหรือหลังเที่ยวบิน การพบห้องสุขาที่สะอาด ปลอดภัย และเข้าถึงได้ ช่วยลด “ความเครียดการเดินทาง” และสร้างความรู้สึกไว้วางใจต่อระบบบริการโดยรวม ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่หนุนให้เกิดการกลับมาใช้บริการซ้ำ และการบอกต่อในเชิงบวก โดยแนวทางของอุตสาหกรรมท่าอากาศยานก็ชี้ให้เห็นว่า การจัดวางจุดล้างมือ–แอลกอฮอล์ที่เพียงพอและระบบไร้สัมผัสในห้องสุขามีผลต่อความรู้สึกปลอดภัยและคุณภาพประสบการณ์อย่างมีนัยสำคัญ

เชื่อมโลกมาตรฐานสากลกับมาตรฐานไทย ทางเดินต่อจากนี้

รางวัล “สุดยอดสุขาสาธารณะฯ” คือจุดเริ่มของการยกระดับรอบใหม่ มากกว่าคำว่าจบภารกิจ ทชร.สามารถต่อยอดได้ในหลายมิติ เช่น

  • ยกระดับระบบไร้สัมผัส: โถสุขภัณฑ์–ก๊อกน้ำ–สบู่–กระดาษเช็ดมือแบบอัตโนมัติ รวมถึงประตูเข้า–ออก เพื่อ “ลดสัมผัส ลดความเสี่ยง” ตามแนวปฏิบัติที่ ACI แนะนำไว้สำหรับอาคารผู้โดยสารสมัยใหม่
  • ข้อมูลหน้างานแบบเรียลไทม์: นำระบบแจ้งเตือนคุณภาพ/การทำความสะอาด–นับผู้ใช้–แบบประเมินสั้น ๆ ติดหน้าห้องน้ำ เพื่อปรับรอบงานอย่างยืดหยุ่น คล้ายกรณีศึกษาสนามบินต่างประเทศที่ ACI เคยเผยแพร่
  • การสื่อสารหลายภาษา–สัญลักษณ์สากล: ป้ายแนะนำการใช้และช่องทางร้องเรียน–แจ้งเหตุที่เข้าใจง่าย ครอบคลุมผู้โดยสารต่างชาติ ผู้สูงวัย และผู้พิการ

รางวัลที่มากกว่าถ้วยเชิดชู เป็น “ภูมิคุ้มกันองค์กร”

  1. มิติผู้โดยสาร: ห้องสุขาที่ดีลดจุดสะดุดในการเดินทาง ย่นเวลาแช่อยู่ในคิว เพิ่มความรู้สึกปลอดภัยและความมั่นใจ
  2. มิติการดำเนินงาน: เช็กลิสต์ HAS ทำหน้าที่เป็น “แบบตรวจซ้ำ” ให้ทีมงานหมุนวงล้อ PDCA อย่างเป็นระบบ ทำให้การดูแลห้องสุขาไม่ขึ้นกับคนใดคนหนึ่ง แต่ยึดมาตรฐานร่วม
  3. มิติเศรษฐกิจ–ภาพลักษณ์เมือง: สนามบินอยู่หน้า–ท้ายประสบการณ์ท่องเที่ยว ความประทับใจพื้นที่สาธารณะช่วยต่อเติมแบรนด์จุดหมายปลายทาง
  4. มิตินโยบายสาธารณะ: HAS ทำให้ “สุขาภิบาล” กลายเป็นวาระจับต้องได้ หน่วยงานท้องถิ่น–เอกชนสามารถสมัครเข้าร่วมประเมินและยกระดับสถานที่ตนเอง เกิดการแข่งขันเชิงคุณภาพที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ.

จากความสะอาดสู่ความเชื่อมั่น

การได้รางวัล “สุดยอดสุขาสาธารณะแห่งปี 2568” สะท้อนว่าท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย กำลังเดินบนเส้นทาง สะอาด–เข้าถึง–ปลอดภัย” อย่างมีระบบและตรวจสอบได้ พร้อมต่อยอดสู่เทคโนโลยี–ข้อมูล–นวัตกรรมบริการที่ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ใช้สนามบินทุกกลุ่ม ในวันที่การเดินทางแข่งขันกันด้วย “ประสบการณ์” รายละเอียดอย่างห้องสุขา คือสมรภูมิเล็กที่ชี้ชะตาความประทับใจใหญ่ของเมืองและประเทศ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข
  • ศูนย์อนามัยที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่
  • บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT)
  • กพท. (CAAT) eAIP Thailand, แฟ้มข้อมูลสนามบิน (Operator: Airports of Thailand PLC).
  • Airports Council International (ACI)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

เชียงรายคว้ารางวัล Hall of Fame ย้ำธงยั่งยืนบนเวทีอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

ททท. ประกาศผล “รางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ครั้งที่ 15” ย้ำธง Sustainability – เชียงรายคว้าทั้ง Hall of Fame และรางวัลดีเด่น กางตัวเลข 151 ผู้ชนะ พร้อมโรดแมปยกระดับมาตรฐานสู่สากล

กรุงเทพฯ / เชียงราย, 5 กันยายน 2568 – เวที “รางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย” หรือ Thailand Tourism Awards ซึ่งจัดโดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินทางสู่ปีที่ 30 พร้อมประกาศรายนามผู้คว้ารางวัลประจำครั้งที่ 15 อย่างเป็นทางการ ปีนี้มีไฮไลต์สำคัญคือการเปิดตัว รางวัลแห่งความยั่งยืน (Thailand Tourism Sustainability Awards)” เพื่อเชิดชูผู้ประกอบการที่ทำคะแนนด้านการบริหารจัดการความยั่งยืนสูงเป็นพิเศษ สะท้อนทิศทางใหม่ของอุตสาหกรรมไทยที่มุ่งสู่มาตรฐานสากลและเป้าหมายคาร์บอนต่ำ

พิธีพระราชทานรางวัล ซึ่งจะจัดขึ้นวันที่ 27 กันยายน 2568 ณ โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year 2025 โดยปีนี้มีผู้ประกอบการคุณภาพที่ผ่านเกณฑ์เข้มข้น รวม 151 ราย ครอบคลุม 4 สถานะรางวัล ดังนี้

  • รางวัลยอดเยี่ยม (Thailand Tourism Excellence Awards) จำนวน 17 ราย
  • รางวัลดีเด่น (Thailand Tourism Outstanding Awards) จำนวน 59 ราย
  • รางวัลแห่งความยั่งยืน (Thailand Tourism Sustainability Awards) จำนวน 69 ราย
  • และ รางวัลเกียรติยศ Hall of Fame สำหรับผู้ที่รักษามาตรฐาน “ยอดเยี่ยม” ต่อเนื่อง 3 ครั้ง จำนวน 6 ราย

รางวัลที่ไม่ใช่แค่ถ้วย แต่คือมาตรฐานของประเทศ

นางสาว ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. ระบุว่า รางวัลครั้งนี้มีเป้าหมายชัดในการ “ยกระดับคุณภาพ” และ “ยึดโยงความยั่งยืน” ให้เป็นแกนหลักของการท่องเที่ยวไทย โดยเกณฑ์ตัดสินครอบคลุม 4 มิติ คือ คุณภาพสินค้าและบริการ, การบริหารจัดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและมีความรับผิดชอบ, ความเป็นเลิศด้านธุรกิจ, และ บทบาทองค์กรที่สนับสนุนระบบนิเวศท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ผลลัพธ์ที่ได้จึงไม่เพียงสะท้อน “ความดีเยี่ยมของวันนี้” แต่ยังขับเคลื่อน “มาตรฐานวันพรุ่งนี้” ให้ทั้งอุตสาหกรรมเดินไปในทิศเดียวกัน

ในเชิงปฏิบัติ คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใช้ทั้งการตรวจเอกสาร, การสัมภาษณ์ภาคสนาม, และการประเมินเชิงหลักฐาน เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ชนะ “ทำจริง” ไม่ใช่เพียง “ทำสวย” พร้อมผลักดันให้เกิดผลกระทบเชิงบวกต่อ เศรษฐกิจ–สังคม–สิ่งแวดล้อม อย่างสมดุล

เชียงรายบนโพเดียม ความภาคภูมิใจที่มาพร้อมความรับผิดชอบ

ปีนี้ จังหวัดเชียงราย ติดโผคว้ารางวัลสำคัญหลายรายการ โดยเฉพาะ โรงแรม เดอะ ริเวอร์รี บาย กะตะธานี คอลเล็คชั่น ที่สร้างประวัติศาสตร์ให้จังหวัด ด้วยการ

  • คว้า รางวัลเกียรติยศ Hall of Fame ในประเภท รีสอร์ต (Resort) หลังรักษามาตรฐาน “ยอดเยี่ยม” ต่อเนื่อง 3 ครั้ง
  • คว้า รางวัลยอดเยี่ยม (Excellence Awards) ในประเภท ที่พักนักท่องเที่ยว (Accommodation) อีกหนึ่งตำแหน่ง

ขณะที่ ชุมชนไทลื้อศรีดอนชัย คว้า รางวัลดีเด่น (Outstanding Awards) ในประเภท แหล่งท่องเที่ยว (Attraction) สะท้อนพลังของการท่องเที่ยวโดยชุมชนที่รักษาอัตลักษณ์ท้องถิ่น ควบคู่การจัดการนักท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ

ภาพรวมเหล่านี้ตอกย้ำว่าเชียงรายไม่ได้เป็นเพียง “จุดหมายปลายทางยอดฮิต” แต่กำลังก้าวสู่บทบาท “ต้นแบบการท่องเที่ยวคุณภาพ–ยั่งยืน” ของภาคเหนือ ที่เชื่อม ธรรมชาติ, วัฒนธรรม, และ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เข้าด้วยกันอย่างมีระบบ

Hall of Fame 6 ราย บทพิสูจน์ของความสม่ำเสมอ

นอกจากเชียงราย ยังมีผู้ได้รับ Hall of Fame รวม 6 ราย อันได้แก่

  1. พิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนา (เชียงใหม่) – ตอกย้ำบทบาทการอนุรักษ์มรดกล้านนาที่มีชีวิต
  2. วิสาหกิจชุมชนกลุ่มโฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่น (สุโขทัย) – โมเดลท่องเที่ยวโดยชุมชนที่มีระบบ
  3. วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวย่านเมืองเก่าภูเก็ต (ภูเก็ต) – การจัดการย่านประวัติศาสตร์สู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์
  4. โรงแรม เดอะ ริเวอร์รี บาย กะตะธานี คอลเล็คชั่น (เชียงราย) – โรงแรมที่ยืนระยะทั้งคุณภาพบริการและการบริหารจัดการ
  5. เล็ทส์ รีแล็กซ์ สปา ทองหล่อ (กรุงเทพฯ) – ธุรกิจสปาที่ขยับจาก “ดี” ไปสู่ “มาตรฐาน”
  6. รายการนำเที่ยว “สัมผัสเมืองไทยไร้พรมแดนจากเหนือจรดใต้ สำหรับนักท่องเที่ยวผู้พิการทางการเห็น” – ตัวอย่างความเป็นเลิศด้าน การเข้าถึง (Accessibility) และ การไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

รายนามเหล่านี้สะท้อนภาพกว้าง: ความเป็นเลิศอาจเกิดได้ทุกห่วงโซ่ ตั้งแต่พิพิธภัณฑ์ ชุมชน เมืองเก่า โรงแรม สปา ไปจนถึง “โปรแกรมทัวร์เพื่อผู้พิการทางการเห็น” ซึ่งย้ำว่าความยั่งยืนหมายรวมถึง “ความเท่าเทียมในการเข้าถึง” มิใช่เฉพาะสิ่งแวดล้อม

เปิดตัว “รางวัลแห่งความยั่งยืน” 69 ราย ขยับจากคำประกาศสู่ดัชนีวัดผล

ครั้งแรกของเวทีที่เพิ่มหมวก Thailand Tourism Sustainability Awards โดยมอบให้ผู้ที่ทำคะแนนด้าน Sustainability & Responsibility Excellence สูงเป็นพิเศษ การขยับครั้งนี้มีนัยสำคัญ เพราะแปลว่า “ความยั่งยืน” ไม่ใช่เพียง Checklist แต่ถูกยกระดับเป็น “ดัชนีวัดคุณภาพ” เทียบเท่าประสบการณ์นักท่องเที่ยว

เมื่อบวกรวมกับรางวัลหลักในสาขา แหล่งท่องเที่ยว, การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ, โปรแกรมทัวร์, องค์กรสนับสนุนการท่องเที่ยว, และที่พัก ตัวเลข 69 รางวัลด้านความยั่งยืน จึงทำหน้าที่เป็น “ไฟเขียว” ให้ตลาดรับรู้ว่า สินค้าและบริการเหล่านี้ ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม, คุ้มครองมรดกวัฒนธรรม, และ กระจายรายได้สู่ชุมชน อย่างเป็นรูปธรรม

เกณฑ์ที่เข้มขึ้น จำนวนรางวัลที่กระชับลง สัญญาณของคุณภาพมาก่อนปริมาณ

เมื่อเทียบกับรอบที่ผ่านมา จำนวนผู้ได้รับรางวัลปีนี้ 151 ราย ถือว่า “กระชับ” กว่าเดิมอย่างชัดเจน แปลอย่างตรงไปตรงมาว่าเกณฑ์เข้มขึ้น เพื่อยกระดับ “ฐานคุณภาพ” ให้สูงขึ้นอีกขั้น การคัดให้เหลือ “ผู้เล่นตัวจริง” ช่วยให้สัญลักษณ์ กินรี” ยังคงความน่าเชื่อถือในสายตาตลาดทั้งในและต่างประเทศ ธุรกิจที่ได้ตรานี้จึงไม่ใช่แค่ “ดี” แต่ต้อง “ดีอย่างยั่งยืน” และ “ดีอย่างสม่ำเสมอ”

ผลประโยชน์ที่จับต้องได้ทำไมธุรกิจอยากได้รางวัลนี้

นอกจากเกียรติภูมิ ผู้ได้รับรางวัลจะได้รับ สิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรมการตลาดของ ททท., ได้ ส่วนลดค่าร่วมงานส่งเสริมการขาย, และได้รับการ ประชาสัมพันธ์บนสื่อหลักของ ททท. ตลอดจนสื่อพันธมิตร การสนับสนุนในเชิงพาณิชย์เช่นนี้ทำให้รางวัลไม่ใช่ “โล่บนชั้น” แต่เป็น “เครื่องมือเพิ่มยอดขาย” และ “คูปองเจาะตลาดใหม่” ที่หลายธุรกิจใช้ต่อยอดโอกาสทันที

เล่าเรื่องด้วยตัวเลข ภาพรวมรางวัลครั้งที่ 15

  • ปีที่จัด: ครบ 30 ปี ของโครงการรางวัล
  • ผู้ได้รับรางวัลรวม: 151 ราย
  • แบ่งเป็น: Excellence 17, Outstanding 59, Sustainability 69, Hall of Fame 6
  • พิธีพระราชทาน: 27 กันยายน 2568 ที่ แกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ
  • เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์: ยึด Sustainability, Inclusivity, และ Quality เป็นแกนกลาง

ตัวเลขสั้นๆ เหล่านี้ทำหน้าที่เป็น “สัญญาณตลาด” ให้ผู้ซื้อทัวร์, แพลตฟอร์ม OTA, และพันธมิตรต่างประเทศ รับทราบว่าไทยกำลังขยับฐานมาตรฐานไปอีกระดับ

The Riverie by Katathani
ชุมชนศรีดอนชัยไทลื้อ จ.เชียงราย sridonchai tailue Community, Chiangrai

รางวัลในฐานะ “นโยบายสาธารณะเชิงแรงจูงใจ”

  1. สร้างมาตรฐานเดียวกันทั้งห่วงโซ่
    รางวัลบีบให้ผู้ประกอบการ “ทบทวนทั้งองค์กร” ตั้งแต่การบริการหน้าเคาน์เตอร์ไปจนถึงระบบหลังบ้าน เช่น การจัดการของเสีย, การลดพลังงาน, การคุ้มครองเด็กและแรงงาน, ไปจนถึงการเข้าถึงสำหรับผู้พิการ เกณฑ์เดียวกันนี้ทำให้คุณภาพ “เทียบเคียงได้” ในระดับประเทศ
  2. ขยายประเด็นสังคมสู่แกนหลักธุรกิจ
    การยก Accessibility ขึ้นเวที Hall of Fame ชี้ว่าการท่องเที่ยวของไทยกำลังหันหน้าหาผู้เดินทางกลุ่มใหม่ที่ต้องการประสบการณ์แบบ “ไม่กีดกัน” ซึ่งเป็นทั้งความถูกต้องและโอกาสทางธุรกิจ
  3. จูงใจให้ลงทุนด้านยั่งยืน
    ตรรกะง่ายๆ คือ “ลงทุนก่อน–ได้คืนทีหลัง” เพราะเมื่อผ่านเกณฑ์ยากของ Sustainability แล้ว ธุรกิจจะได้ทั้งตรารับรอง, PR, และโอกาสจับคู่เจรจาในงานการตลาดของรัฐ ซึ่งคุ้มกับต้นทุนที่ลงไป
  4. วางรางรอเชื่อมมาตรฐานสากล
    การพัฒนาเกณฑ์ที่สอดคล้องกับแนวทางขององค์กรระดับโลก ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยพร้อมรับการตรวจสอบจากคู่ค้าต่างประเทศ และรองรับกฎระเบียบใหม่ เช่น นโยบายสิ่งแวดล้อมของตลาดยุโรปในอนาคต

เล่าเชียงรายให้จบเรื่อง จากคุณภาพรายจุด สู่แบรนด์จุดหมายปลายทาง

การที่เชียงรายได้ทั้ง Hall of Fame และ รางวัลดีเด่น ในปีเดียว ส่งสัญญาณว่า “ระบบนิเวศปลายทาง” ของจังหวัดกำลังแข็งแรงมากขึ้น การมีโรงแรมคุณภาพสูงยืนระยะผนวกกับชุมชนที่บริหารจัดการนักท่องเที่ยวได้อย่างรับผิดชอบ ทำให้ “ภาพรวมปลายทาง” น่าเชื่อถือ ทั้งต่อ นักท่องเที่ยวคุณภาพ, บริษัททัวร์ต่างประเทศ, และ นักลงทุนสายท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ–วัฒนธรรม

หากภาครัฐท้องถิ่นต่อยอดด้วยแผนการตลาดปลายทางที่เน้น ประสบการณ์ยั่งยืน, ทัวร์เดินเท้าประวัติศาสตร์, เส้นทางกาแฟ–ชา, และ กิจกรรมชุมชนที่วัดผลได้ เชียงรายสามารถ “ต่อแขน” จากรางวัล ไปสู่ รายได้ต่อหัวที่สูงขึ้น และ ฤดูกาลท่องเที่ยวที่ยาวขึ้น ได้ไม่ยาก

โรดแมปหลังรับรางวัล ทำอย่างไรให้ “ถ้วย” กลายเป็น “ธุรกิจโต”

  • ปรับ Product ให้สอดรับตรากินรี: ออกแพ็กเกจใหม่ที่เล่า “Sustainability Story” ให้ชัด
  • ทำ Data Dashboards: วัดคาร์บอนและผลกระทบชุมชนแบบรายไตรมาส เพื่อใช้สื่อสารกับตลาดต่างประเทศ
  • Co-branding กับ ททท.: ใช้สิทธิ์ร่วม Road Show / Trade Show เพื่อเปิดตลาดระยะกลาง–ไกล
  • สร้างความร่วมมือปลายทาง: โรงแรม–ชุมชน–แหล่งท่องเที่ยววัฒนธรรม ทำเส้นทางร่วมกัน เพื่อเพิ่มเวลาพำนักและการใช้จ่ายเฉลี่ย

ข้อสังเกตเชิงสื่อสาร ทำอย่างไรให้ผู้บริโภครับรู้ “คุณภาพ–ยั่งยืน” อย่างเข้าใจง่าย

แม้ตรากินรีจะทรงพลัง แต่ “เรื่องยาก” อย่างความยั่งยืนยังต้องสื่อสารให้ง่ายและจับต้องได้ ทางออกคือ

  • ใช้ ป้าย/QR ในสถานที่ บอก “เราลดอะไรได้เท่าไร” และ “เงินคุณไปช่วยใคร”
  • เลือก ภาพเล่าเรื่องสั้นๆ เช่น ช่างฝีมือในชุมชน, การฟื้นฟูท้องน้ำ, หรือการเข้าถึงสำหรับผู้พิการ
  • ทำ คอนเทนต์ก่อน–หลัง รับรางวัล เพื่อให้ลูกค้าเห็นเส้นทางพัฒนา ไม่ใช่ภาพสำเร็จรูปเพียงช่วงเดียว

จากรางวัลสู่แรงขับอุตสาหกรรม

เวที Thailand Tourism Awards ครั้งที่ 15 ยืนยันว่ารางวัลไม่ใช่เพียงเกียรติยศ แต่คือ เครื่องมือเชิงนโยบาย ที่ทำให้อุตสาหกรรมยกระดับ คุณภาพ, สร้าง ความยั่งยืน, และขยาย ความเท่าเทียมในการเข้าถึง ไปพร้อมกัน ปีนี้ 151 ราย ที่ผ่านเกณฑ์เข้มข้นและ 69 ราย ที่โดดเด่นด้านความยั่งยืนคือ “ตัวตั้งต้น” ของมาตรฐานใหม่ซึ่งจะสะท้อนกลับไปยังห่วงโซ่การท่องเที่ยวทั้งระบบ

ในสมรภูมิตลาดโลกที่แข่งด้วย “คุณค่า” มากกว่า “ราคา” ประเทศไทยต้องเดินเกมต่อด้วยการ วัดผลที่โปร่งใส, เล่าเรื่องที่ชัด, และ เชื่อมมาตรฐานสากล อย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาสถานะ “จุดหมายปลายทางในใจ” ของนักเดินทางทั่วโลก และที่สำคัญ เพื่อให้การเติบโตนั้น ยั่งยืนและเป็นธรรม กับทั้งผู้ประกอบการ ชุมชน และธรรมชาติ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

TEI นำร่อง “ปฏิบัติการร่วมเมืองคู่ขนาน” แก้ปัญหาหมอกควันชายแดน เชียงราย-พะเยา

TEI จับมือท้องถิ่น–อุทยานฯ เดินเครื่อง “เมืองคู่ขนาน” ลดจุดเผา สกัด PM2.5 ข้ามแดน ภาคเหนือวางกลไกปฏิบัติการร่วมตรงจุด

เชียงราย/พะเยา, 31 สิงหาคม 2568  — ปลายฤดูฝนที่ภาคเหนือยังฉ่ำเมฆ ฝุ่นควันอาจดูห่างไกลสายตา แต่ในสมุดบันทึกภารกิจของสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ช่วง 27–29 สิงหาคม 2568 กลับเป็นต้นทางของ “ฤดูกาลเตรียมพร้อม” อันเข้มข้น ทีมงานนำโดย คุณวิลาวรรณ น้อยภา หัวหน้าโครงการ ขยับลงพื้นที่ แนวชายแดน จ.เชียงราย–พะเยา เพื่อพัฒนา “กลไกร่วมเชิงปฏิบัติการ” กับเทศบาล อบต. อุทยานฯ และชุมชนท้องถิ่น ภายใต้กรอบ ยุทธศาสตร์ฟ้าใส (CLEAR Sky Strategy) ที่เน้นแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ตั้งแต่การลดการเผาในที่โล่ง การจัดการเศษวัสดุการเกษตร ไปจนถึงการออกแบบความร่วมมือ “เมืองคู่ขนาน” ให้ทำงานสอดรับกับพื้นที่เพื่อนบ้านนอกพรมแดน

ภาพแรกของการทำงานคือการ “ฟัง” TEI เปิดวงพูดคุยกับผู้นำชุมชน เกษตรกร และเจ้าหน้าที่ภาครัฐระดับพื้นที่ เพื่อวินิจฉัยต้นทุน–ข้อจำกัดของแต่ละอำเภออย่างละเอียด เป้าหมายไม่ใช่ “แผนใหญ่ฉบับเดียวใช้ได้ทุกที่” แต่คือ แผนย่อยที่จำเพาะกับภูมิประเทศ–ภูมิงาน–ภูมิคนนั้นๆ แล้วค่อยเชื่อมเข้าหากันเป็นระบบเดียวในระดับลุ่มน้ำและแนวชายแดน

เจาะลึก “ต้นทุนพื้นที่” สู่แผนจุดเดียว–ลิงก์หลายจุด

จากการสำรวจและหารือภาคสนาม TEI สรุป “จุดตั้งหลัก” ใน 5 พื้นที่เป้าหมาย ดังนี้

1) เทศบาลตำบลศรีดอนชัย (อ.เชียงของ จ.เชียงราย)
หัวใจคือ ข้าวและฟางหลังเกี่ยว ที่เป็นก้อนปัญหาซ้ำซากทุกปลายปี TEI เห็นศักยภาพการบริหารจัดการร่วม—ตั้งแต่การรวบรวม แยกประเภท และวางระบบขนส่ง–แปรรูป—เพื่อ ลดแรงจูงใจในการเผา และเปลี่ยนภาระเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจในชุมชน แนวทางปฏิบัติจึงย้ำ “ร่วมกันทำ” ระหว่างเทศบาล–กลุ่มเกษตรกร–เอกชนท้องถิ่น

2) เทศบาลตำบลครึ่ง (อ.เชียงของ จ.เชียงราย)
พื้นที่มี ทุนทางนิเวศครบ ทั้งดิน–น้ำ–ป่า และชุมชนเข้มแข็ง สิ่งที่ต้องเร่งคือการ ยกระดับความร่วมมือข้ามตำบล ให้เดินจังหวะเดียวกันจากต้นน้ำถึงปลายน้ำ เช่น การนัดหมายช่วงไถกลบ/เก็บเศษวัสดุ การทำแนวกันไฟเชื่อมต่อกัน และการแจ้งเตือนก่อนเกิดเหตุในระดับกลุ่มบ้าน

3) เทศบาลตำบลบุญเรือง (อ.เชียงของ จ.เชียงราย)
ป่าชุ่มน้ำบ้านบุญเรือง คือ “ทรัพย์สินส่วนรวม” ที่ชุมชนดูแลได้ดีอยู่แล้ว TEI เสนอการต่อยอดด้วย การประเมินทรัพยากรเชิงระบบ (สำรวจพืช–สัตว์–บริการระบบนิเวศ) ควบคู่แผนจัดการไฟป่าเชิงป้องกัน ให้ป่าชุ่มน้ำทำหน้าที่เป็น buffer ลดไฟแล้ง–ควัน และเป็นแหล่งเรียนรู้ของเยาวชน

4) อบต.ตับเต่า (อ.เทิง จ.เชียงราย)
จุดแข็งคือ ความร่วมมือข้ามแดนที่มีอยู่เดิม ทั้งด้านแนวกันไฟและกิจกรรมวัฒนธรรม TEI มองโอกาส ยกระดับเป็นกลไก 4 อำเภอคู่ขนาน ฝั่งไทยให้ชัดเจนขึ้น เพื่อให้การทำงานในแนวเขตชายแดน “ต่อกันติด” ทั้งข้อมูล จุดเฝ้าระวัง และกำลังอาสาสมัคร อนาคตหากประสานประเทศเพื่อนบ้านแบบจุดต่อจุด จะช่วยลดไฟ–ควันข้ามแดนได้จริง

5) อุทยานแห่งชาติภูซาง (จ.พะเยา)
บทบาทของ อุทยานฯ สำคัญทั้งทางตรงและทางอ้อม ทางตรงคือ ควบคุมไฟป่าเชิงป้องกัน ด้วยแนวกันไฟ/ลาดตระเวน ทางอ้อมคือ สร้างพื้นที่เรียนรู้กับชุมชนเกษตร รอบนอก—แลกเปลี่ยนวิธีจัดการเศษวัสดุการเกษตรที่ไม่เผา และตั้ง “แนวปฏิบัติที่ดี (Good Practices)” ร่วมกัน ลดโอกาสไฟป่าลามจากพื้นที่เกษตรเข้าสู่พื้นที่อนุรักษ์

ภาพรวมที่ปรากฏคือ แพตเทิร์นเดียวกันในบริบทต่างกัน”: ถ้าจะแก้หมอกควันแบบยั่งยืน ต้องจัดการตั้งแต่ เศษวัสดุ–ไฟป่า–ข้ามแดน พร้อมกัน และต้องทำให้ หลายวงทำงานเป็นวงเดียว

ทำไมต้องเร่งวันนี้ ทั้งที่วิกฤตหนักสุดอยู่ใน “หน้าแล้ง” พรุ่งนี้

แม้ เดือนกุมภาพันธ์–เมษายน จะเป็น “หน้าวิกฤตฝุ่น” ของภาคเหนือ แต่ งานเตรียมพร้อม ต้องเริ่มตั้งแต่ปลายฤดูฝน–ต้นฤดูหนาว ด้วยเหตุผล 3 ประการ

  1. หน้าที่และฤดูกาลเกษตร: หลังเก็บเกี่ยวคือช่วงตัดสินใจว่าจะ “เผาหรือไม่เผา” ถ้าจัดระบบรวบรวม–ขน–แปรรูปได้ทัน จะลดการเผาได้มากก่อนถึงหน้าแล้ง
  2. โครงข่ายไฟป่า: แนวกันไฟต้องทำก่อนใบไม้ร่วงและเชื้อเพลิงสะสม การฝึกอาสา–ตั้งจุดเฝ้าระวัง–ซ้อมเหตุ ต้องจบก่อน “สัปดาห์แดง”
  3. การประสานข้ามพื้นที่: การนัดจังหวะงานพร้อมกัน—ตำบลข้างเคียง อำเภอข้างเคียง และ เมืองคู่ขนาน—ต้องใช้เวลาเจรจาและซ้อมงานหลายรอบ

ด้วยกรอบคิดนี้ TEI จึงเลือก “ลงมือในฤดูกาลที่สงบ” เพื่อ ลดปัญหาในฤดูกาลที่ปะทุ

เมืองคู่ขนาน” คืออะไร และสำคัญอย่างไรกับควันข้ามแดน

คำว่า เมืองคู่ขนาน (Twin/Parallel Border Towns) ในโครงการนี้หมายถึง กลุ่มพื้นที่ชายแดนฝั่งไทย ที่ทำงาน “เป็นฝั่งเดียวกัน” และเตรียมพร้อมสำหรับการเชื่อมประสานกับ พื้นที่ฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน ที่มีระบบเกษตร–ป่า–เส้นทางควันเชื่อมกันอยู่แล้ว จุดแข็งของโมเดลนี้คือ

  • เจรจาเรื่องยากในขนาดเล็ก: เริ่มจากชุมชน–ตำบลที่เผชิญปัญหาร่วมกันจริง กำหนด “กติกาเล็กๆ ที่ทำได้เลย” เช่น วันงดเผา การแจ้งเตือนก่อนเผา การแชร์จุดรวบรวมเศษวัสดุ
  • ขยายผลขึ้นระดับใหญ่: เมื่อหลายวงเล็กทำงานได้จริง จึงยกระดับเป็น ระดับอำเภอ–จังหวัด และค่อยเชื่อม ประเทศ–ประเทศ
  • ลดการโทษกันเอง: เมื่อมีข้อมูลร่วม (วัน–เวลา–ทิศทางลม–จุดร้อน/Hotspot) การสื่อสารพลิกจาก “โทษกัน” เป็น “แก้ด้วยกัน”

ในเชิงนโยบาย โมเดลนี้สอดรับ กรอบความร่วมมือด้านหมอกควันข้ามแดนของอาเซียน และแนวคิด One Health/One Air ที่เชื่อมสุขภาพคน–ป่า–การเกษตรเข้าด้วยกัน

กติกาอากาศของไทยเส้น 37.5 µg/m³ ที่ต้องไม่ข้าม

การจัดการ PM2.5 ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คือ มาตรฐานคุณภาพชีวิตที่กฎหมายกำหนด โดยประเทศไทยกำหนด ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงของ PM2.5 ที่ 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งเข้มขึ้นกว่ามาตรฐานเดิมในช่วงก่อนหน้า การวางแผนเชิงปฏิบัติการจึงต้องมี เป้าหมายเชิงตัวเลข” ให้วัดผลได้ ทั้งจำนวน วันเกินมาตรฐาน ในช่วงวิกฤต จำนวน จุดความร้อน (hotspot) ในเขตรับผิดชอบ และ พื้นที่เฝ้าระวัง ที่ต้องลดเหตุซ้ำซ้อน

บทเรียนสำคัญจากหลายเมืองคือ: หาก “ย้ายเศษวัสดุ–จัดการไฟ–สื่อสารเตือนล่วงหน้า” ได้ล่วงหน้าก่อน 4–6 สัปดาห์ จำนวนวันเกินมาตรฐานสามารถลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้ภูมิอากาศไม่เป็นใจ

แปลแผนให้เป็นงาน 5 วงปฏิบัติการที่ทุกพื้นที่ทำร่วมกันได้

จากข้อสรุปภาคสนาม TEI และภาคีท้องถิ่นเห็นพ้อง 5 วงงาน ที่จะขับเคลื่อนไปพร้อมกัน โดยปรับวิธีตามบริบทพื้นที่

  1. วงเศษวัสดุการเกษตร: ทำบัญชีปริมาณ–ช่วงเวลา–พิกัดแหล่งกำเนิด วางจุดรวบรวมร่วม และตารางเคลื่อนย้ายให้ทัน “หน้าตัดสินใจ” ของเกษตรกร
  2. วงไฟป่าเชิงป้องกัน: วางผังแนวกันไฟเชื่อมตำบล–อำเภอ กำหนดพื้นที่ซ้อม–วันปฏิบัติการ และช่องทางสื่อสารเหตุจริง
  3. วงข้อมูลร่วม: สรุป “แดชบอร์ดชุมชน” ที่ดูเข้าใจง่าย—จำนวน hotspot/วัน–สัปดาห์, จุดเสี่ยง, แผนที่ทางเลือกขนเศษวัสดุ—เพื่อให้ทุกฝ่ายเห็นภาพเดียวกัน
  4. วงสื่อสารสาธารณะ–สุขภาพ: ปรับข้อความให้กระชับ เข้าใจง่าย แจ้ง “วันสีส้ม–สีแดง” ล่วงหน้า แนะการป้องกันตนเองสำหรับกลุ่มเสี่ยง
  5. วงเมืองคู่ขนาน–ข้ามแดน: นัดคุยระดับผู้นำท้องถิ่นที่ติดกันตามแนวชายแดน วาง “กติกาปฏิบัติร่วม” ที่เริ่มได้เลย เช่น ช่วงเวลาห้ามเผา–ช่องทางแจ้งเตือน–การขอแรงสนับสนุนเมื่อเหตุลุกลาม

ทุกวงงานมีเงื่อนไขเดียวกัน: ต้องมีเจ้าภาพชัด–กำหนดเวลา–วัดผลได้ และรายงานต่อกันอย่างสม่ำเสมอ

เรื่องเล่าจากพื้นที่เมื่อ “ป่าชุ่มน้ำ” กลายเป็นห้องเรียนอากาศ

ที่ บ้านบุญเรือง ป่าชุ่มน้ำที่ชุมชนดูแลร่วมกันหลายปี ถูกกล่าวถึงในวงคุยว่าเป็น ตัวกันชนฝุ่น–ไฟ” โดยธรรมชาติ จุดแข็งนี้เปิดโอกาสให้พื้นที่กลายเป็น ห้องเรียนอากาศสะอาด” ของเด็กๆ ในตำบล—เรียนรู้การวัดคุณภาพอากาศเบื้องต้น แผนที่ลม และการใช้ธรรมชาติช่วยธรรมชาติ ชาวบ้านบอกตรงกันว่า เมื่อเห็นคุณค่าร่วม “ควัน” ก็ไม่ใช่เรื่องของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของทั้งหมู่บ้าน

แรงจูงใจ–งบประมาณ–พรมแดนที่มองไม่เห็น

การเปลี่ยนจาก “เผาเพราะเร็วและง่าย” ไปสู่ “จัดการอย่างเป็นระบบ” ต้องการ แรงจูงใจที่ชัด ทั้งในรูปแบบความสะดวก (จุดรับ–รถขน–ค่าใช้จ่ายไม่สูงกว่าการเผา) และในรูปแบบ “ผลได้” กับชุมชน ขณะเดียวกัน งบประมาณดูแลระยะยาว เป็นโจทย์สำคัญ—แนวกันไฟ/อุปกรณ์/ค่าดูแล—ต้องไม่ใช่งบปีต่อปีที่กระท่อนกระแท่น ส่วนมิติข้ามแดนคือ เส้นควันไม่มีด่านตรวจ แม้จะทำดีฝั่งไทย หากลมพัดพาเหตุจากข้างนอกเข้ามา ปัญหาก็ยังเกิด การคุย “เมืองคู่ขนาน” จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็น เงื่อนไขของความสำเร็จ

จากแผนที่ปักหมุด สู่ระบบที่เดินได้เอง

การลงพื้นที่ของ TEI รอบนี้ ไม่ใช่พิธีเปิดโครงการ หากคือขั้นตอน “วิเคราะห์–ออกแบบ–นัดหมายปฏิบัติ” ที่ยึดเป้าหมายร่วมคือ ลดการเผาและจุดความร้อนในฤดูวิกฤต ให้ได้มากที่สุด ด้วยการทำงานพร้อมกัน 5 วงใน 5 พื้นที่ และยกระดับสู่ เมืองคู่ขนาน ของภาคเหนือ แนวทาง CLEAR Sky Strategy ย้ำหลัก 3 ข้อ

  • Evidence-led: ตัดสินใจจากข้อมูลจริงของพื้นที่ ไม่ใช่สูตรสำเร็จจากที่อื่น
  • People-first: ทำให้ประชาชน–เกษตรกร “อยากร่วม” เพราะง่ายขึ้นและคุ้มขึ้น
  • Alliances: สร้างพันธมิตรแนวราบ (ชุมชน–ท้องถิ่น–อุทยานฯ) และแนวดิ่ง (อำเภอ–จังหวัด–ประเทศเพื่อนบ้าน)

ปลายฤดูฝนปีนี้จึงเป็นมากกว่าช่วงพักหายใจของเมืองเหนือ แต่เป็น หน้าต่างเวลา ที่หน่วยงาน–ชุมชนต้องใช้ให้คุ้มที่สุด เพื่อให้เมื่อฤดูควันวนมาอีกครั้ง เมืองชายแดนจะไม่ยืนอยู่ลำพัง

เช็คพอยต์ความสำเร็จที่ชัด วัดได้ และสื่อสารได้

  1. ลดจำนวน hotspot ในเขตเป้าหมายเทียบค่าเฉลี่ย 3 ปีย้อนหลัง
  2. ลดวันเกินมาตรฐาน PM2.5 (24 ชม. > 37.5 µg/m³) ในช่วง ก.พ.–เม.ย.
  3. เพิ่มอัตราการจัดการเศษวัสดุที่ไม่เผา (เช่น รวบรวม–ส่งต่อ–แปรรูป) ต่อพื้นที่เพาะปลูก
  4. ความถี่ของการซ้อม/ปฏิบัติการไฟป่าเชิงป้องกัน และเวลาตอบสนองเมื่อเกิดเหตุ
  5. จำนวนข้อตกลงเมืองคู่ขนานที่ลงมือจริง (เช่น วันงดเผาร่วม–ช่องทางแจ้งเตือน–แผนทางเลือก)

เมื่อประชาชนเห็น “เข็มวัด” ขยับลงและชีวิตประจำวันดีขึ้น ความไว้ใจต่อระบบก็จะขยับขึ้นตาม

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI)
  • เทศบาลตำบลศรีดอนชัย/เทศบาลตำบลครึ่ง/เทศบาลตำบลบุญเรือง (อ.เชียงของ จ.เชียงราย)
  • องค์การบริหารส่วนตำบลตับเต่า (อ.เทิง จ.เชียงราย)
  • อุทยานแห่งชาติภูซาง (จ.พะเยา) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
  • กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  • กรอบความร่วมมือหมอกควันข้ามแดนอาเซียน
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

เชียงรายพร้อมรับมือ “คาจิกิ” วอร์รูม 24 ชม. เตือนฝนหนัก-น้ำหลาก

เชียงรายยกระดับรับมือ “คาจิกิ” วอร์รูมพร้อม 24 ชม. เฝ้าระวัง 25–27 ส.ค. เสี่ยงฝนหนักมาก–น้ำหลาก จุดเสี่ยงเชิงเขาและลุ่มต่ำต้องระมัดระวัง

เชียงราย, 25 สิงหาคม 2568 — ท้องฟ้าตอนบ่ายคล้อยของเชียงรายมืดสลัวเร็วกว่าปกติ กลุ่มเมฆหนาตาเคลื่อนตัวจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือ—เป็นสัญญาณเดียวกับที่ประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยา “ฉบับที่ 9 (212/2568)” ย้ำเมื่อคืนวาน (24 ส.ค.) ว่า ไต้ฝุ่น “คาจิกิ” บนทะเลจีนใต้ตอนบนกำลังเดินหน้าเข้าสู่แผ่นดินเวียดนาม จากนั้นจะอ่อนกำลังผ่านลาวและเข้าถึงภาคเหนือของไทย โดยจังหวัด เชียงราย อยู่ใน “หน้าต่างความเสี่ยง” ช่วง 25–27 สิงหาคม 2568 คาดมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่และลมแรง โดยเฉพาะบริเวณใกล้เส้นทางเดินพายุและพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่าน

พร้อมกันนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิด วอร์รูม (War Room) รับมือพายุ “คาจิกิ” ตลอด 24 ชั่วโมง ขานรับนโยบายรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (ผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ) กระจายเครื่องจักรกลสาธารณภัยล่วงหน้า กำหนด ศูนย์ ปภ. เขต 9 พิษณุโลก เป็นจุดระดมทรัพยากรสนับสนุนภาคเหนือ พร้อมแจ้งเตือน 58 จังหวัด เฝ้าระวังฝนหนัก น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม และคลื่นลมแรงในช่วง 24–27 ส.ค. 68 โดยในภาคเหนือระบุชื่อ เชียงราย ในบัญชีเฝ้าระวังของวันที่ 25–27 ส.ค. อย่างชัดเจน

เส้นทางพายุ “คาจิกิ” และหน้าต่างความเสี่ยงของเชียงราย

ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยาเมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 24 ส.ค. 68 ระบุว่า พายุไต้ฝุ่น “คาจิกิ” มีศูนย์กลางห่างเมืองวิญ (เวียดนาม) ราว 450 กม. ที่พิกัด ละติจูด 17.6°N ลองจิจูด 109.9°E ความเร็วลมใกล้ศูนย์กลางประมาณ 150 กม./ชม. เคลื่อนที่ทางทิศตะวันตกค่อนไปทางเหนือเล็กน้อยราว 20 กม./ชม. คาดขึ้นฝั่งเวียดนามตอนบนและอ่อนกำลังเป็นพายุโซนร้อนใน 25 ส.ค. ก่อนลดระดับเป็นดีเปรสชันเข้า สปป.ลาว เช้าวันที่ 26 ส.ค. และมีแนวโน้มอ่อนกำลังเป็น หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรง เคลื่อนเข้าสู่ฝั่งไทยบริเวณ จ.น่าน ในช่วงเย็นวันเดียวกัน

สำหรับ เชียงราย การประเมินของกรมอุตุนิยมวิทยาระบุให้อยู่ในช่วงได้รับผลกระทบระหว่าง 25–27 ส.ค. โดยร่วมกับจังหวัดภาคเหนืออื่น ๆ เช่น แพร่ พะเยา น่าน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แม่ฮ่องสอน และอุตรดิตถ์ ทั้งนี้คำเตือนสำคัญคือ ฝนตกหนักถึงหนักมาก ลมแรง และฝนสะสม” ที่เพิ่มโอกาสเกิด น้ำท่วมฉับพลัน–น้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะ พื้นที่ลาดเชิงเขา พื้นที่แนวทางน้ำไหลผ่าน และพื้นที่ลุ่มต่ำในเขตเมือง ซึ่งมักท่วมขังซ้ำซาก

ตัวเลขชวนคิด: พายุระดับไต้ฝุ่นด้วยลมใกล้ศูนย์กลาง 150 กม./ชม. แม้เมื่ออ่อนกำลังบนบกจะลดลงเร็ว แต่ “มวลความชื้น” ที่ติดมากับระบบยังทำให้เกิดฝนหนักเป็นบริเวณกว้างได้ โดยเฉพาะเมื่อโครงสร้างภูมิประเทศเป็นภูเขาสลับลุ่มน้ำ—ลักษณะเด่นของภาคเหนือ

กลไกฉุกเฉิน “วอร์รูม” และการระดมทรัพยากร—เชียงรายในเครือข่ายช่วยเหลือภาคเหนือ

ปภ. เปิด วอร์รูมส่วนกลาง เฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง นัดประชุมติดตามสถานการณ์ทุกวัน และ สั่งการศูนย์ ปภ. เขต ระดมชุดปฏิบัติการพร้อมเครื่องจักรกลสาธารณภัยเข้าประจำ “พื้นที่เสี่ยง” ล่วงหน้า โดยกำหนด ศูนย์ ปภ. เขต 9 พิษณุโลก เป็น Staging Area รับผิดชอบการสนับสนุนภาคเหนือ ขณะเดียวกันเครื่องจักรกลจาก ศูนย์ ปภ. เขต 2 สุพรรณบุรี และ เขต 16 ชัยนาท ได้เคลื่อนเข้าสู่แนวรับภาคเหนือแล้ว

สาระสำคัญของคำสั่งการ ได้แก่

  • ให้ 76 จังหวัดและ กทม. ปฏิบัติตามแผนเผชิญเหตุ เตรียมอพยพประชาชนเมื่อจำเป็น ดูแลปัจจัยยังชีพ และรายงานสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง
  • ให้ แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยง ล่วงหน้า หากแนวโน้มรุนแรง พร้อมจัดทีมเผชิญเหตุเข้าพื้นที่ทันที
  • หากมีการประกาศเขตให้ความช่วยเหลือกรณีฉุกเฉิน ให้ จังหวัดรายงาน–ขอขยายวงเงินทดรองราชการ โดยเร็ว เมื่อวงเงินเดิมไม่พอ
  • ให้ประชาชน ติดต่อสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชม. และติดตามการแจ้งเตือนผ่านแอป THAI DISASTER ALERT

สำหรับ เชียงราย โครงสร้างการรับมือในจังหวัดจะขับเคลื่อนโดยจังหวัดและท้องถิ่นร่วมกับแขนขาของ ปภ., สาธารณสุข, แขวงทางหลวง/ชลประทาน, ตำรวจ/ทหาร, ผู้นำหมู่บ้าน/อปพร. และเครือข่ายอาสาสมัคร—รูปแบบ “บูรณาการ” ที่ต้องพร้อมยกกำลังสูบ–เครื่องผลักดันน้ำ–รถบรรทุกสูง–ไฟส่องสว่าง–เรือท้องแบน และเวรเฝ้าระวังจุดเสี่ยงตลอดคืนในห้วงฝนหนัก

เชียงรายต้องระวัง “ตรงไหน–เมื่อไร–อย่างไร” แผนที่ความเสี่ยงเชิงสถานการณ์

แม้ประกาศจะไม่ระบุจุดพิกัดรายตำบล แต่จากลักษณะพื้นที่ ภูเขาสลับลุ่มน้ำ ของเชียงราย แนวทางปฏิบัติที่ “ลดความเสี่ยงได้จริง” มีดังนี้

  1. ช่วงเวลาความเสี่ยงสูง (25–27 ส.ค.)
  • ก่อนฝนมา: เคลียร์ท่อ–รางระบายน้ำหน้าอาคาร–ตลาด–ชุมชน, เก็บของสูง, เตรียมกระสอบทรายจุดลุ่มต่ำ
  • ระหว่างฝนจัดต่อเนื่อง: หลีกเลี่ยงการสัญจรผ่าน แนวทางน้ำไหลผ่าน–ใต้สะพาน–ทางเชิงเขา, งดเที่ยวชม น้ำตก/แก่ง และอย่าจอดรถในจุดที่เคยท่วมซ้ำ
  • หลังฝน: ระวัง ไฟฟ้ารั่ว–ถนนทรุด–ดินอุ้มน้ำ และแจ้งเหตุผ่าน 1784 หากพบความเสียหาย
  1. ครัวเรือนเสี่ยงพิเศษ
  • ผู้สูงอายุ–ผู้ป่วยติดเตียง–เด็กเล็ก ควรเตรียม ยาประจำตัว, อาหารพร้อมทาน 1–2 วัน, ไฟฉาย, วิทยุ, power bank, เอกสารสำคัญใส่ซองกันน้ำ
  • เกษตรกรตรวจแนว คันนา–ทางน้ำเข้าสวน–โรงเรือน, ย้ายเครื่องมือและสารเคมีขึ้นที่สูง ปิดฝาภาชนะทุกครั้ง
  1. ธุรกิจ–โรงแรม–ค้าชายแดน
  • สำรวจ จุดเสี่ยงท่วมขังในลานจอด–ชั้นใต้ดิน, เตรียมปั๊มน้ำ–เครื่องไฟสำรอง
  • อัปเดตข้อมูลให้ลูกค้า–แขกพัก และวางแผนเส้นทางเลี่ยง ถนนต่ำ–ทางผ่านลำห้วย หากต้องรับ–ส่งสนามบิน

ข้อเท็จจริงจากประกาศ 3 ประเด็นที่ชาวเชียงรายควรรู้

1) พายุจะอ่อนกำลังเมื่อขึ้นฝั่ง แต่ฝนยัง “หนัก” ได้
เมื่อ “คาจิกิ” แตะฝั่งเวียดนาม แรงลมจะลด แต่ มวลไอน้ำ จะป้อนเข้าภาคเหนือ–อีสานอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดฝนวงกว้าง โดยเชียงรายถูกย้ำอยู่ในช่วงเสี่ยง 25–27 ส.ค.

2) พื้นที่เสี่ยงหลักคือ “ลาดเชิงเขา–ลำทางน้ำ–ลุ่มต่ำ”
ฝนสะสมคือปัจจัยชี้ชะตา หากฝนตกหนักต่อเนื่องหลายชั่วโมง โอกาสเกิด น้ำป่า–น้ำหลาก เพิ่มขึ้นทันที โดยเฉพาะใกล้ทางน้ำไหลผ่าน

3) คลื่นลมแรงกระทบโดยอ้อม
แม้เชียงรายไม่ติดทะเล แต่การขนส่งระหว่างภูมิภาคอาจได้รับผลกระทบจาก ทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูง 2–3 เมตร (ฝนฟ้าคะนองอาจเกิน 3 เมตร) ส่งผลต่อโลจิสติกส์สินค้า/ท่องเที่ยวทะเลที่เชื่อมโยงกับภาคเหนือ

มาตรการภาครัฐและสิทธิประชาชน ต้องรู้–ต้องใช้

  • ศูนย์โควต้าเครื่องจักรกลสาธารณภัย: จังหวัดสามารถร้องขอเสริมกำลังจาก ศูนย์ ปภ. เขต 9 พิษณุโลก ซึ่งทำหน้าที่คล้ายคลังยุทธภัณฑ์เพื่อกระจายไปพื้นที่ภาคเหนือ
  • งบช่วยเหลือฉุกเฉิน: หากประกาศเป็นเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน จังหวัดสามารถ ขอขยายวงเงินทดรองราชการ เพื่อเยียวยาเร่งด่วน
  • ช่องทางรับแจ้งเหตุและแจ้งเตือน:
    • สายด่วนนิรภัย 1784 (ปภ.) ตลอด 24 ชม.
    • แอป THAI DISASTER ALERT (แจ้งเตือนพิบัติภัย)
    • 1182 และ 0-2399-4012-13 (กรมอุตุนิยมวิทยา)
    • เว็บไซต์ tmd.go.th (ประกาศ–เรดาร์–พยากรณ์)

คำถามที่พบบ่อย” ในห้วงฝนหนัก

Q: ฝนจะ “หนักแค่ไหน” ในเชียงราย?
A: ประกาศระบุ “หนักถึงหนักมาก” ในช่วง 25–27 ส.ค. ความหนักขึ้นกับตำแหน่งเมฆฝนและภูมิประเทศ จุดสำคัญคือ “ฝนสะสม” หากฝนตกต่อเนื่องหลายชั่วโมง พื้นที่เชิงเขา/แนวลำน้ำต้อง เตรียมอพยพชั่วคราว ตามสัญญาณเตือนของท้องถิ่น

Q: ถ้าอยู่คอนโด/ตึกสูงในเขตเมือง ยังเสี่ยงหรือไม่?
A: เสี่ยงน้อยกว่าลุ่มต่ำ แต่ให้ระวัง ไฟฟ้าลัดวงจร–น้ำรั่วซึม–ลิฟต์ และการสัญจรเข้า–ออกอาคาร หากรอบอาคารเป็นแอ่งรับน้ำ

Q: ต้องกักตุนอาหารยาวนานหรือไม่?
A: โดยทั่วไป 1–2 วัน สำหรับครัวเรือนในจุดเสี่ยงเพียงพอ สิ่งสำคัญคือ ยาประจำตัว–น้ำดื่ม–ไฟฉาย–Power Bank และ เอกสารสำคัญใส่ซองกันน้ำ

Q: หากน้ำเริ่มหลากเข้ารวดเร็ว ควรทำอย่างไร?
A: ตัดไฟฟ้าเฉพาะวงจรในจุดที่น้ำท่วมถึง (หากทำได้อย่างปลอดภัย), ย้ายขึ้นที่สูง, อย่าฝืนเดินลุยน้ำเชี่ยว, โทร 1784 หรือ 1669 กรณีฉุกเฉินทางการแพทย์

บทเรียน “น้ำท่วมฉับพลัน” กับเมืองชายขอบภูเขา

เชียงรายเป็นจังหวัดที่ ภูมิประเทศสูง–ต่ำสลับซับซ้อน การเผชิญฝนหนักช่วงสั้น ๆ อาจนำไปสู่ “น้ำหลากเร็ว” จากหุบเขาเข้าสู่ชุมชน ขณะที่เขตเมืองลุ่มต่ำมีความเสี่ยง ท่วมขังเฉียบพลัน หากท่อระบายน้ำรับไม่ทัน เมื่อเชื่อมปัจจัยเหล่านี้เข้ากับ “คาจิกิ” ที่พา มวลไอน้ำขนาดใหญ่ เข้าภาคเหนือ ภาพรวมจึงไม่ใช่คำถามว่า “จะตกหรือไม่” แต่คือ “ฝนสะสมจะกี่ชั่วโมง–กี่รอบ” และ “จุดคอขวดการระบายน้ำอยู่ตรงไหน” การ ลดความเสี่ยงเชิงพฤติกรรม เช่น งดผ่านทางลุ่มต่ำ/เชิงเขาในห้วงฝนจัด และการ พร้อมอพยพชั่วคราว เมื่อมีประกาศเตือน จึงเป็นตัวแปรที่ประชาชนควบคุมได้ทันที

ภาครัฐในระดับพื้นที่—ตั้งแต่จังหวัด เทศบาล อบต. จนถึงหมู่บ้าน—จำเป็นต้อง เปิดข้อมูลจุดเสี่ยงและจุดปลอดภัยให้ชัดเจน ตั้งจุดเวรยามเฝ้าระวังน้ำ 24 ชม. ใน 2–3 วันที่เสี่ยงสูง รวมถึง ซ้อมแผนอพยพแบบเร็ว (Quick Evac) กับครัวเรือนเปราะบางในชุมชน หากปฏิบัติพร้อมกันทั้ง “ฝั่งประชาชน–ฝั่งรัฐ” โอกาสสูญเสียจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

 “คาจิกิ” คือบททดสอบระบบเตือนภัย—แผนพร้อม ชีวิตปลอดภัย

25–27 สิงหาคม 2568 คือช่วงเวลาที่เชียงรายต้อง ตั้งการ์ดสูง ประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยาชี้ชัดว่าเชียงรายอยู่ในแถบฝนหนักถึงหนักมาก ขณะที่กลไกส่วนกลางนำโดย ปภ. ได้เปิดวอร์รูมและระดมทรัพยากรล่วงหน้าแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่คือ การลงมือในระดับครัวเรือนและชุมชน—เคลียร์ระบายน้ำ เตรียมของยังชีพ เฝ้าระวังข่าวเตือน และพร้อมอพยพเมื่อจำเป็น

“ฝนจะผ่านไป แต่การเตรียมพร้อมจะอยู่กับเรา” หากเชียงรายผ่านห้วงนี้ด้วย ข้อมูลที่ถูกต้อง–การตัดสินใจที่รวดเร็ว–และความร่วมมือของทุกฝ่าย เมืองจะยืนหยัดได้โดยไม่ต้องแลกด้วยความสูญเสียที่ป้องกันได้

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กรมอุตุนิยมวิทยา
  • กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)
  • กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

ลุ้นโฮงยาไทยเปิด “Premium Clinic” ในห้างเซ็นทรัลเชียงราย ลดแออัด-ยกระดับบริการสุขภาพ

โฮงยาไทย” สู่เมือง พา Premium Clinic ลงห้าง ทางเลือกใหม่เพื่อลดแออัด-ยกระดับประสบการณ์สุขภาพของชาวเชียงราย

เชียงราย, 24 สิงหาคม 2568 — ภาพพื้นที่ “Premium Clinic” หรือที่คนเชียงรายคุ้นปากว่า “โฮงยาไทย” นอกเขตรพ.หลัก—คลินิกแนวคิดใหม่ที่กำลังจะเปิดให้บริการในอนาคตอันใกล้ เป้าหมายชัดเจน ทำให้การพบแพทย์ “ใกล้-ง่าย-เร็วขึ้น” และช่วยกระจายผู้ป่วยนอกจากโรงพยาบาลใหญ่

แม้รายละเอียดบริการและกำหนดเปิดอย่างเป็นทางการยังไม่ประกาศ แต่โครงร่างภาพใหญ่เริ่มชัด โครงการเตรียมใช้พื้นที่ Unit 234 ชั้น 2 เซ็นทรัลเชียงราย ออกแบบสถาปัตยกรรมเสร็จแล้วและกำลังก้าวสู่ขั้นตอนปรับปรุง ภายใต้สาระสำคัญอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ช่วยลดความหนาแน่นของโรงพยาบาลหลัก และรองรับไลฟ์สไตล์เมืองท่องเที่ยวและชายแดนของเชียงราย ที่การเดินทาง การทำงาน และการจับจ่ายในศูนย์การค้ามักเกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน

ทำไม “คลินิกในห้าง” จึงเป็นคำตอบของเมือง?

ถ้า “โรงพยาบาล” คือฐานทัพหลักของระบบสุขภาพ “คลินิกนอกพื้นที่” ก็เปรียบเสมือนป้อมหน้าเมืองเข้าถึงง่าย คล่องตัว และตอบโจทย์บริการที่ไม่ซับซ้อน การดึงบริการบางส่วนไปไว้ในศูนย์การค้า มีข้อดีเชิงระบบอย่างน้อย 4 ประการ

  1. ลดการเดินทาง-เวลาเสียโอกาส
    ผู้ป่วยที่อาการไม่ฉุกเฉินเช่น ติดตามอาการโรคเรื้อรัง รับยา ตรวจสุขภาพประจำปี ฉีดวัคซีนไม่จำเป็นต้องฝ่ารถติดเข้ารพ.หลัก สามารถใช้เวลาว่างก่อน-หลังเลิกงาน หรือระหว่างทำธุระในห้างมารับบริการได้ทันที
  2. กระจายภาระงานบุคลากร
    เมื่อเคสเบาถูกย้ายออกจากโรงพยาบาลใหญ่ ทีมแพทย์-พยาบาลสามารถโฟกัสกับเคสซับซ้อน ผู้ป่วยฉุกเฉิน หรือการผ่าตัดได้มากขึ้น สอดคล้องกับแนวคิด “ลดแออัดผู้ป่วยนอก (OPD congestion)” ที่กระทรวงสาธารณสุขผลักดันต่อเนื่อง ทั้งผ่านระบบนัดหมาย/หน้าต่างบริการเฉพาะกิจ และทางเลือกบริการที่ยืดหยุ่นกว่าเดิม
  3. ยกระดับประสบการณ์ผู้รับบริการ (patient experience)
    ศูนย์การค้ามีที่จอดรถ ทางเดินสะดวก ห้องน้ำ ร้านค้า ร้านอาหาร โซนครอบครัว รวมถึงโรงแรมรอบข้าง เหมาะอย่างยิ่งกับผู้สูงอายุ ผู้ปกครองที่พาเด็กมาตรวจ หรือญาติที่ต้องรอผู้ป่วย
  4. เชื่อมเทคโนโลยีสุขภาพเข้ากับชีวิตประจำวัน
    การนัดหมายล่วงหน้า การจ่ายยาปลอดสัมผัส การชำระค่าบริการดิจิทัล หรือแม้แต่ Telemedicine สำหรับเคสติดตามผลทั้งหมดนี้ทำได้คล่องขึ้นในบรรยากาศ “บริการในเมือง” ซึ่งประเทศไทยมีบทเรียนการใช้เทเลเมดิซีนเพื่อลดการแออัดและเพิ่มการเข้าถึงมาต่อเนื่องตั้งแต่โควิด-19 และกำลังต่อยอดในระบบบริการปกติ

โฮงยาไทย” ในความทรงจำของเมือง กับบทใหม่ที่กำลังจะเริ่ม

คนเชียงรายเรียกโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ว่า “โฮงยาไทย” มาหลายทศวรรษ สถาบันแห่งนี้เป็นโรงพยาบาลหลักของจังหวัดบทบาท “เสาหลัก” แห่งระบบสุขภาพที่รับส่งต่อจากอำเภอ พรมแดน และนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ความหมายเชิงวัฒนธรรมของชื่อ “โฮงยาไทย” จึงมากกว่าสถานพยาบาล แต่คือความไว้ใจของชุมชนที่ส่งต่อรุ่นสู่รุ่น การขยายบริการสู่ศูนย์การค้า จึงไม่ใช่การ “ออกจากชุมชน” แต่คือการ “เข้าไปใกล้ชุมชน” มากยิ่งขึ้น  

เชื่อมโยงกับนโยบายชาติ “Premium Clinic” ของรัฐ—อีกเครื่องมือหนึ่งเพื่อลดแออัด

ตลอดปี 2567–2568 กระทรวงสาธารณสุขสื่อสารแนวทาง คลินิกพรีเมียม (Premium Clinic)” ในโรงพยาบาลรัฐบางแห่ง—บริการทางเลือกที่เร็วขึ้น มีความสะดวกสบายเพิ่มขึ้น และมีค่าบริการตามกรอบกฎหมาย โดยยืนยันควบคู่ว่า สิทธิพื้นฐานของประชาชน (เช่น บัตรทอง/ประกันสังคม/ข้าราชการ) ยังคงอยู่ครบถ้วน คลินิกพรีเมียมจึงเป็น “ช่องทางเสริม” ที่ช่วยแก้จุดปวดเรื่องคิวและเวลารอ โดยมีการรายงานความคืบหน้าและติดตามผลในระดับนโยบายอย่างต่อเนื่อง

เมื่อจับภาพรวม การตั้ง Premium Clinic ของ “โฮงยาไทย” ในศูนย์การค้าจึงสอดคล้องกับกรอบเชิงนโยบายของประเทศที่มุ่งให้ระบบบริการ “ยืดหยุ่น-ทันสมัย-เลือกได้” โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

บริการที่คาดหวัง ไม่ฉุกเฉิน แต่สำคัญต่อคุณภาพชีวิต

แม้โรงพยาบาลยัง ไม่ได้ประกาศ รายละเอียดรายการบริการและเวลาเปิด-ปิดอย่างเป็นทางการ แต่จากธรรมชาติของคลินิกนอกเขตรพ.หลักในหลายพื้นที่ และแนวโน้มบริการผู้ป่วยนอกยุคใหม่ บริการที่ “มีแนวโน้ม” เหมาะสมกับรูปแบบ Premium Clinic ได้แก่

  • ตรวจติดตามโรคเรื้อรังที่ควบคุมได้ เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันผิดปกติ (ผู้ป่วยอาการคงที่/ไม่มีภาวะฉุกเฉิน)
  • คลินิกเวชศาสตร์ครอบครัว/เวชปฏิบัติทั่วไป ตรวจรักษาอาการไม่รุนแรง เจ็บคอ ไอ จาม แพ้อากาศ ผื่น คำปรึกษาพื้นฐาน
  • วัคซีนและส่งเสริมสุขภาพ ตรวจสุขภาพประจำปี คัดกรองความเสี่ยง NCDs ให้คำปรึกษาโภชนาการ/การเลิกบุหรี่
  • บริการนัดติดตาม-รับยา ร่วมกับระบบนัดหมาย/รับยาแบบ Drive-thru หรือส่งยาถึงบ้านในบางกรณี (ขึ้นกับนโยบายของหน่วยบริการในพื้นที่)
  • Telemedicine/Teleconsult (เมื่ออนุญาต) สำหรับการติดตามผลที่ไม่ต้องตรวจร่างกายซับซ้อน

ทั้งหมดนี้เป็น “ตัวอย่างแนวปฏิบัติทั่วไป” ของคลินิกเมืองยุคใหม่ทั่วโลกและสอดคล้องกับบทเรียนไทยด้าน Telemedicine ซึ่งช่วยลดเวลารอ ลดความหนาแน่น และคงคุณภาพการดูแลเมื่อคัดกรองผู้ป่วยอย่างเหมาะสม

ข้อสำคัญ: ผู้ป่วยฉุกเฉิน (เจ็บหน้าอกรุนแรง หอบเหนื่อยเฉียบพลัน อัมพาตเฉียบพลัน อุบัติเหตุเลือดออกมาก ฯลฯ) ต้องไปโรงพยาบาลหลักหรือโทร 1669 ตามมาตรฐานระบบการแพทย์ฉุกเฉิน

มองผ่านเลนส์ “เศรษฐกิจ-สังคม-สุขภาพ” ใครได้ประโยชน์?

ประชาชนทั่วไป
ได้ทางเลือกบริการใกล้ตัว ลดเวลารอ ลดค่าโสหุ้ยจากการเดินทาง ช่วยให้คนทำงาน/ผู้ประกอบการรายย่อย/นักท่องเที่ยวได้รับการดูแลทันเวลา ไม่ปล่อยให้โรคเรื้อรังลุกลาม

โรงพยาบาลจังหวัด (โฮงยาไทย)
สามารถบริหารคิวงานดีขึ้น—แยก เคสเบา-เคสหนัก” อย่างสมเหตุผล เพิ่มความพึงพอใจผู้ป่วย และรักษาคุณภาพการดูแลเคสซับซ้อนได้มากขึ้น

ระบบสุขภาพจังหวัด
เสริมความเข้มแข็งของเครือข่ายบริการ (PCC/รพ.สต./รพช.) ด้วยจุดรับบริการ “ดาวเทียม” ในเมือง เชื่อมข้อมูลกับรพ.หลักได้เร็วขึ้น สร้าง continuity of care ที่ดี

เศรษฐกิจท้องถิ่นและการท่องเที่ยว
เชียงรายเป็นเมืองท่องเที่ยวและประตูการค้าชายแดน การมีบริการสุขภาพมาตรฐานในโลเคชันที่เข้าถึงง่ายอย่างศูนย์การค้า ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้นักท่องเที่ยวและนักลงทุน (ข้อมูลสถานที่ศูนย์การค้าจากแหล่งสาธารณะ)

ความคืบหน้า-สิ่งที่ต้องติดตาม

  • ขั้นตอนก่อสร้าง/ตกแต่งภายใน: การออกแบบสถาปัตยกรรมเสร็จแล้ว กำลังเข้าสู่การปรับปรุงพื้นที่
  • กรอบบริการ/เวลาทำการ/ตารางแพทย์: รอประกาศอย่างเป็นทางการจากโรงพยาบาล
  • อัตราค่าบริการ/การใช้สิทธิ: หากอยู่ในกรอบ “คลินิกพรีเมียม” จะเป็น บริการทางเลือก ที่มีค่าธรรมเนียมชัดเจน แต่สิทธิพื้นฐานเดิมยังคงอยู่ (ตามกรอบนโยบายระดับประเทศ)
  • การเชื่อมระบบดิจิทัล: นัดหมายออนไลน์ ชำระเงินดิจิทัล Telemedicine/รับยาต่อเนื่อง—แนวทางที่ไทยมีบทเรียนและงานวิจัยสนับสนุนแล้ว

เสียงสะท้อนจาก “แนวโน้มประเทศ” ลดแออัดให้ได้ผล ต้อง “หลายเครื่องมือพร้อมกัน”

การลดความแออัดผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลรัฐ ไม่ใช่โจทย์ที่แก้ด้วยมาตรการเดียว ศูนย์กลางนโยบายไทยระบุแนวทางผสมผสาน ตั้งแต่ บริหารคิว/นัดหมายล่วงหน้า/ขยายชั่วโมงบริการบางคลินิก/ใช้แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวเป็นด่านหน้า/เชื่อม Telemedicine/และกระจายบริการสู่จุดใกล้บ้านใกล้เมือง ซึ่งสะท้อนอยู่ในทั้งเอกสารวิชาการและการสื่อสารเชิงนโยบายของภาครัฐ

การตั้ง Premium Clinic ในห้าง ของ “โฮงยาไทย” จึงควรอ่านควบคู่ไปกับมาตรการอื่น ๆ ไม่ใช่ตัวแทนของการ “แปรรูปบริการ” หากแต่เป็น ทางเลือกเสริม” ที่เติมช่องว่างประสบการณ์ผู้รับบริการ—โดยที่สิทธิพื้นฐานยังอยู่ครบถ้วนตามกฎหมายและนโยบาย

ความคาดหวังที่สมเหตุผลคืออะไร?

  1. ความโปร่งใสเรื่องค่าบริการและการใช้สิทธิ
    การสื่อสารชัดว่าบริการใดอยู่ในแพ็กเกจพรีเมียม/ค่าใช้จ่ายประมาณการเท่าไร/ประชาชนที่ใช้สิทธิบัตรทองหรือสิทธิอื่น ๆ มีทางเลือกอะไร—คือหัวใจของการยอมรับ
  2. มาตรฐานวิชาชีพและความต่อเนื่องของข้อมูล
    ระบบเวชระเบียนเดียวกัน/การส่งต่อระหว่างคลินิกกับรพ.หลักแบบไร้รอยต่อ/มาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัย—ยิ่งแน่น ยิ่งสร้างความเชื่อมั่น
  3. สมดุลระหว่าง “ความสะดวก” กับ “ความเป็นธรรม”
    คลินิกพรีเมียมเพิ่มทางเลือกความสะดวก แต่ต้องไม่ดึงทรัพยากรสำคัญออกจากการดูแลตามสิทธิพื้นฐาน—การจัดสรรกำลังคนและตารางแพทย์จึงต้องวางแผนอย่างรอบคอบ
  4. การประเมินผลอย่างเป็นระบบ
    วัดจริงว่าคิวรพ.หลักลดลงแค่ไหน เวลาเฉลี่ยผู้ป่วยนอกดีขึ้นเท่าไร ความพึงพอใจ-ความปลอดภัย-ผลลัพธ์สุขภาพของผู้ป่วยเป็นอย่างไร และรายได้-ค่าใช้จ่ายหน่วยบริการสมดุลหรือไม่

ก้าวเล็กในแปลนก่อสร้าง แต่คือก้าวใหญ่ของการดูแลสุขภาพแบบใหม่

จาก “โฮงยาไทย” ในความทรงจำของชาวเชียงราย สู่ Premium Clinic ในศูนย์การค้าใจกลางเมือง—นี่คือตัวอย่างการพลิกมุมมองว่า “การแพทย์ไม่จำเป็นต้องอยู่แต่ในโรงพยาบาล” และ “ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องเสียทั้งวันเพื่อพบแพทย์ 10 นาที” หากออกแบบประสบการณ์ที่ดี เชื่อมโยงเทคโนโลยีและระบบคิวให้ฉลาด การดูแลสุขภาพที่มีคุณภาพสามารถเกิดขึ้นได้ในพื้นที่ที่ผู้คนใช้ชีวิตจริง

ในระยะสั้น โครงการนี้จะเป็น จุดทดสอบ” ว่าเชียงรายสามารถกระจายบริการ ลดแออัด และยกระดับความพึงพอใจของประชาชนได้จริงเพียงใด ในระยะยาว หากโมเดลนี้เดินได้ด้วยความโปร่งใส ยึดมาตรฐานวิชาชีพ และเคารพสิทธิพื้นฐาน—เชียงรายอาจกลายเป็นต้นแบบของ คลินิกเมือง” ที่เมืองอื่น ๆ น่าศึกษาและต่อยอด

สิ่งที่ทุกฝ่ายรอคือ ประกาศอย่างเป็นทางการ เรื่องรายการบริการ เวลาเปิด-ปิด และเงื่อนไขการใช้สิทธิ/ค่าบริการ เมื่อถึงวันนั้น “คลินิกในห้าง” แห่งนี้อาจไม่ใช่เพียงโครงการสวย ๆ ในแปลน แต่จะกลายเป็น ประตูบานใหม่ของระบบสุขภาพ ที่เปิดออกสู่ผู้คนทุกวัน—ใกล้ขึ้น สะดวกขึ้น และเป็นมิตรกับชีวิตมากขึ้น

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เว็บไซต์ทางการโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์: ข้อมูลสถาบัน/บทบาทโรงพยาบาลจังหวัด 
  • สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (สลน.)/สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี 
  • HITAP – Health Intervention and Technology Assessment Program 
  • องค์การอนามัยโลก (WHO) 
  • Hfocus.org 
  • ท้องถิ่นนิวส์
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS UPDATE

“ภูมิธรรม” ชูโรดแมป 8 Quick Wins บีบงานเร่งด่วนเห็นผลใน 90 วัน

“8 Quick Wins” กับโจทย์ใหญ่ของมหาดไทยภายใน 3 เดือน

  • บริบทความเร่งด่วนมี “ตัวเลข” รองรับ: หนี้ครัวเรือนไทยแตะ ราว 91% ของจีดีพี ในไตรมาส 1/2568—ระดับใกล้จุดสูงสุดและยังเป็นแรงกดทับคุณภาพชีวิตประชาชนและกำลังซื้อฐานราก ขณะที่คดีอาชญากรรมออนไลน์ปี 2567 ก่อความเสียหาย หลายหมื่นล้านบาท สวนกระแสความพยายามกวาดล้างของรัฐ อีกด้าน ปัญหายาเสพติดยังรุนแรงต่อเนื่องตามด่านชายแดนและโครงข่ายข้ามชาติ ซึ่งสอดคล้องกับสัญญาณเตือนจาก UNODC/AP ว่าปริมาณ “ยาเสพติดสังเคราะห์” ในภูมิภาคยังสูง การประกาศ “3 ไร้ทุกข์ 5 สร้างสุข” จึงวางโจทย์ตรงกลางระหว่าง ความมั่นคงของชุมชน และ คุณภาพชีวิตเศรษฐกิจครัวเรือน ที่ต้องเห็นผลเป็นรูปธรรมเร็ว ๆ นี้
  • กลไกขับเคลื่อน ทุก 15 วัน กับ คณะกรรมการระดับชาติ ที่รัฐมนตรีตั้งขึ้น โดยมีนายอภิชาติ โตดิลกเวชช์เป็นประธาน ถือเป็น “สวิตช์ความเร็ว” ที่จะทดสอบระบบบังคับบัญชาแบบยกกำลัง—จากส่วนกลางลงถึงจังหวัด อำเภอ และหมู่บ้าน พร้อมกำหนดเส้นตาย 3 เดือน เพื่อปิดดีล “Quick Wins” แรกของกระทรวง
  • หากคิกออฟใหญ่ที่ อิมแพ็ค เมืองทองธานี พร้อมผู้เข้าร่วมกว่า 3,000 คน เป็นการ “ตั้งธง” ทางการเมือง-นโยบายให้ตรงกันทั้งประเทศ คำประกาศ “มหาดไทยต้องดีกว่าเดิม : มองไกล ใจเป็นหนึ่ง เป็นที่พึ่งประชาชน” คือประโยคตั้งเข็มทิศที่ต้องพิสูจน์ด้วยข้อเท็จจริงในพื้นที่ ไม่ใช่เพียงสโลแกน

 “ภูมิธรรม” ชูโรดแมป “8 Quick Wins” บีบงานเร่งด่วนเห็นผลใน 90 วัน ตั้งคกก.ติดตามทุก 15 วัน เร่ง “ไร้ทุกข์”–ต่อยอด “สร้างสุข” ให้ประชาชน

ประเทศไทย, 23 สิงหาคม 2568 — อิมแพ็ค เมืองทองธานี ผู้ว่าราชการจังหวัดถึงนายอำเภอ จากปลัดอำเภอถึงผู้นำท้องถิ่น ตลอดจนหน่วยงานความมั่นคงและภาคีเครือข่าย เมื่อ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก้าวขึ้นเวทีและประกาศคำมั่น มหาดไทยต้องดีกว่าเดิม มองไกล ใจเป็นหนึ่ง เป็นที่พึ่งประชาชน” ก่อนเปิดแผนเร่งด่วน “8 Quick Wins: 3 ไร้ทุกข์ 5 สร้างสุข” พร้อมเส้นตาย “ให้เห็นผลจริงภายใน 3 เดือน” เพื่อยืนยันว่าคำสัญญาจากส่วนกลางจะไม่หยุดแค่พิธีเปิด แต่จะไปต่อถึงปลายน้ำในทุกตำบล หมู่บ้าน และชุมชนทั่วประเทศ

ทำไม “ตอนนี้” และ “เร็ว” จึงสำคัญ

เบื้องหลังคำว่า “Quick Wins” มีเหตุผลเชิงโครงสร้างรองรับ ในระดับครัวเรือน ตัวเลขหนี้ครัวเรือนไทยในไตรมาส 1/2568 อยู่แถว 91% ของจีดีพี ระดับ “สูงติดอันดับโลก” ทำให้ครัวเรือนจำนวนมากเผชิญต้นทุนดอกเบี้ยสูง กำลังซื้อต่ำ และช่องว่างทางโอกาสที่กว้างขึ้น การแก้หนี้ต้องเดินคู่กับการเพิ่มรายได้และการเข้าถึงบริการรัฐที่สะดวก รวดเร็ว และเป็นธรรม เพื่อคลี่คลายความกดดันเชิงสังคมที่ซ้อนอยู่ใต้พรม.

ด้านความปลอดภัย สถิติ อาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์-ล็อตเตอรี่ปลอม-หลอกลงทุนผ่านแอปยังพุ่งสูง สร้างความเสียหายรวม หลายหมื่นล้านบาท ในปีที่ผ่านมา สะท้อนว่าการป้องกันเชิงรุก-ปราบปรามเชิงซ้อน และการฟื้นฟูผู้เสียหายด้วยกระบวนการยุติธรรมที่เข้าถึงง่าย ยังเป็นจิ๊กซอว์ที่ต้องเชื่อมให้ติด ขณะที่ปัญหา ยาเสพติดสังเคราะห์ ไหลข้ามพรมแดนยังไม่คลายสอดคล้องกับรายงานสถานการณ์ภูมิภาคของ UNODC ที่ชี้ว่าปริมาณและการยึดจับในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังอยู่ในระดับสูง

บนฉากใหญ่ของภัยพิบัติและสภาพอากาศสุดขั้ว ประเทศไทยเพิ่งเร่งเครื่องวางระบบ Cell Broadcast System (CBS) เพื่อส่งสัญญาณเตือนภัยพิบัติ “ตรงถึงมือถือ” ครอบคลุมเลขหมายกว่า ร้อยล้านเบอร์—อีกขั้นของการคุ้มครองประชาชนในพื้นที่เสี่ยง หากเครื่องมือพร้อมใช้งานจริงได้ทั่วหน้า ย่อมลดความสูญเสียและยกระดับความเชื่อมั่นต่อรัฐในยามวิกฤต

“3 ไร้ทุกข์” ดับปัญหาเรื้อรังให้ถึงราก

แพ็กแรกของ Quick Wins เน้น “ขจัดทุกข์” 3 เรื่องหลักที่แตะชีวิตผู้คนโดยตรง

  1. เร่งกวาดล้างยาเสพติดเชิงรุก — ตั้งแต่ชายแดนถึงชุมชน ผ่านการบูรณาการตำรวจ-ฝ่ายปกครอง-ทหาร-ป.ป.ส.-สาธารณสุข—ครบวงจร ป้องกัน–ค้นหา–บำบัด–ฟื้นฟู เป้าคือ “No Drugs, No Dealers” ให้เห็นในระดับหมู่บ้าน โดยเน้นตัดเส้นเลือดฝอย (ผู้ค้ารายย่อย/เครือข่ายส่งต่อ) ควบคู่กับทำแผนรายบุคคลให้ผู้เสพกลับสู่ครอบครัวและงานได้อย่างยั่งยืน ลดโอกาสการกลับไปพัวพันซ้ำ
  2. จัดระเบียบสังคม–ปราบผู้มีอิทธิพลและอาชญากรรมยุคใหม่ — กวาดล้าง แก๊งคอลเซ็นเตอร์/หลอกลงทุน/ฟอกเงิน โดยใช้ฐานข้อมูลและการสืบสวนดิจิทัล สั่งการเชื่อม ศูนย์ดำรงธรรม–ตำรวจไซเบอร์–ธนาคาร–กสทช. เพื่อ “ตัดตอนเงิน” ให้ทันก่อนไหลออกนอกระบบ กดดันทั้งบนดิน-ออนไลน์ พร้อมยึดทรัพย์สินเครือข่ายผิดกฎหมายเพื่อนำคืนผู้เสียหาย
  3. ทำให้ทุกพื้นที่ “ปลอดภัยสำหรับทุกคน” — เร่งปรับปรุงไฟส่องสว่าง–CCTV จุดเสี่ยงทางกายภาพ ปรับดีไซน์พื้นที่สาธารณะให้รองรับกลุ่มเปราะบาง และทดสอบใช้งาน CBS เตือนภัยพิบัติระดับจังหวัด/อำเภอควบคู่ระบบแจ้งเตือนเดิม ช่วยลดเวลาตอบสนองในเหตุฉุกเฉิน

“5 สร้างสุข” ต่อท่อคุณภาพชีวิตให้เติบโตยั่งยืน

จาก “ไร้ทุกข์” สู่ “สร้างสุข” กระทรวงวางเป้าสร้างผลบวกเชิงโครงสร้างบน 5 มิติ

  1. แก้หนี้ครัวเรือนอย่างเป็นระบบ — แม้การจัดการหนี้เป็นอำนาจร่วมของหลายหน่วย (ธปท.-คลัง-ยุติธรรม) แต่มหาดไทยจะขับเคลื่อนบทบาท “นายอำเภอ–ท้องถิ่น” เป็น Frontline Broker ทำ คลินิกหนี้ระดับอำเภอ ภายใต้กติกากลาง เชื่อมสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ/พักชำระ/รีไฟแนนซ์ พร้อมเวิร์กช็อป “วินัยการเงิน” ในชุมชน เป้าคือให้ครัวเรือนที่เปราะบางหลุดจากวงจรหนี้นอกระบบและฟื้นศักยภาพรายได้. (ฐานปัญหา: หนี้ครัวเรือนสูงใกล้จุดพีก)
  2. สุขภาวะและการศึกษาชุมชน — ขยายบทบาท อปท.–รพ.สต.–อาสาสมัคร ให้มี “ผู้จัดการดูแลผู้สูงอายุ” ในระดับหมู่บ้าน ส่งเสริม เศรษฐกิจสุขภาพ (อาหารปลอดภัย Farm to Table–อาชีพดูแลผู้สูงวัย) ควบคู่ยกระดับการศึกษาและทักษะอาชีพเยาวชนเชิงพื้นที่ เพื่อ “จับคู่” อุปสงค์–อุปทานแรงงานจริง ลดช่องว่างงานกับความสามารถ.
  3. เมืองคึกคักด้วย Soft Power — หนุน “1 ตำบล 1 Start-up” และกิจกรรมสร้างสรรค์ตามโมเดล 5F (Food–Film–Fashion–Fighting–Festival) ผูกกับอัตลักษณ์ชุมชนและปฏิทินท่องเที่ยวท้องถิ่น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจฐานราก (สอดคล้องกรอบนโยบายรัฐบาลด้าน Soft Power)
  4. บริการรัฐสะดวก–รวดเร็ว — เร่งขยายบริการดิจิทัลของกรมการปกครองและหน่วยในสังกัด ให้ประชาชน “ทำธุระกับรัฐ” ออนไลน์ได้มากขึ้น ลดเอกสาร ลดระยะเวลา ขยายจุดบริการเคลื่อนที่—โดยคิกออฟให้ทุกจังหวัดประกาศ “รายการบริการด่วน” ที่จะปรับปรุงภายใน 90 วันแรกตามเป้า Quick Wins
  5. ยกระดับระบบรับเรื่องร้องทุกข์ — ปรับบทบาท “ศูนย์ดำรงธรรม” ให้เป็น One-Stop Mediation & Resolution เชื่อมฐานข้อมูลกลาง–ติดตามผลแบบเรียลไทม์ ตั้ง KPI การปิดเรื่องในเวลาที่กำหนด และวิเคราะห์ปัญหาเชิงพื้นที่จากดาต้า เพื่อป้องกันการร้องเรียนซ้ำซาก ทั้งนี้ ศูนย์ดำรงธรรมเป็นช่องทางรัฐ–ประชาชนที่มีภาระงานสูงมาโดยตลอด และถูกยกระดับบทบาทอย่างต่อเนื่องในช่วงหลัง.

กลไก–ความเร็ว–การลงมือทำ” ตั้งคณะกรรมการกลาง ติดตามทุก 15 วัน

เพื่อให้โรดแมป “จากเวทีสู่พื้นที่” เดินได้จริง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยประกาศตั้ง คณะกรรมการขับเคลื่อนและติดตามนโยบายของกระทรวงมหาดไทย” มี นายอภิชาติ โตดิลกเวชช์ เป็นประธาน ทำหน้าที่เป็น “พี่เลี้ยง–กำกับ–ติดตาม–รายงานผล” ต่อเนื่อง ทุก 15 วัน โดยมีกลไกจากทุกกรมร่วมเป็นทีมขับเคลื่อนกลาง ขณะเดียวกัน ทุกจังหวัด ต้องตั้งคณะกรรมการลักษณะเดียวกันเป็นมิเรอร์ในระดับพื้นที่ แปลงนโยบายเป็นแผนงาน-โครงการ-ตัวชี้วัดและกรอบเวลาเดียวกันทั้งหมด เพื่อลดปัญหา “แปลนโยบายคนละฉบับ” ที่มักเกิดขึ้นในระบบราชการขนาดใหญ่

“สิ่งที่เราเริ่มวันนี้ ไม่ใช่แค่แผนบนกระดาษ แต่คือพันธสัญญาที่ต้องเห็นผลกับประชาชนในเวลาอันสั้น” — สารจากเวทีคิกออฟซึ่งย้ำ “มหาดไทยต้องดีกว่าเดิม” ว่าต้องวัดได้จริงในชุมชน

ดัชนีวัดผล จะรู้ได้อย่างไรว่าชนะ “เร็วและจริง”

ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายสาธารณะจำนวนมากเห็นพ้องว่า Quick Wins ต้องกำหนด “ตัวชี้วัดที่จับต้องได้” และเปิดเผยต่อสาธารณะอย่างสม่ำเสมอ—เพื่อสร้างแรงกดดันเชิงบวกต่อระบบปฏิบัติการของรัฐ บทเรียนจากคดี อาชญากรรมออนไลน์ ชี้ว่าการ “ตัดตอนช่องทางการเงิน” เร็วขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง อาจลดความเสียหายรวม หลายพันล้านบาทต่อปี ในขณะที่การบูรณาการแก้ ยาเสพติด หากวัดผลที่ “จำนวนผู้ผ่านโปรแกรมบำบัดกลับสู่สังคมได้จริง” และ “จุดเสี่ยงลดลง” (มากกว่าจำนวนจับกุมล้วน ๆ) จะทำให้การลงทุนงบประมาณตอบโจทย์มนุษย์และชุมชนมากขึ้น

ด้านความปลอดภัยสาธารณะ การทดสอบ–ใช้งาน CBS อย่างเป็นระบบ ร่วมกับการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานไฟ–กล้อง และการซ้อมรับมือภัยพิบัติระดับอำเภอทุกเดือน สามารถวัดผลได้จาก เวลาเฉลี่ยในการแจ้งเตือน และ สัดส่วนประชาชนที่ได้รับแจ้งเตือนทันเวลา ซึ่งจะสะท้อน “ความพร้อมของรัฐ” ที่ประชาชนสัมผัสได้โดยตรง

ปิดเกม 3 เดือนอย่างไรให้ “ยั่งยืน”

แม้ Quick Wins จะเน้น “เร็ว” แต่การสร้าง ผลลัพธ์ที่ยั่งยืน ต้องประคอง 3 องค์ประกอบพร้อมกัน
หนึ่ง กลไกสั่งการต้อง “บาง เบา เร็ว” โดยคณะกรรมการระดับชาติช่วย “แก้คอขวด” ให้พื้นที่
สอง งบประมาณและบุคลากรต้อง “ตรงจุด” โดยเฉพาะงานไซเบอร์–ข้อมูล–สังคมสงเคราะห์–บำบัดฟื้นฟู
สาม การสื่อสารสาธารณะต้อง “โปร่งใส ตรวจสอบได้” ผ่านแดชบอร์ดจังหวัด/อำเภอที่อัปเดตราย 15 วัน เท่าจังหวะติดตามผลเพื่อให้ประชาชนร่วมรับรู้และ “ดันหลัง” ระบบราชการจากภายนอก

ในภาพใหญ่ หาก หนี้ครัวเรือน ลดระดับความเปราะบางลงอย่างมีนัย และกราฟ คดีไซเบอร์/ความเสียหาย โค้งลงต่อเนื่อง ขณะจุดเสี่ยงความปลอดภัยและความเสี่ยงจากภัยพิบัติลดลงด้วย CBS+โครงสร้างพื้นฐาน ที่ทำงานได้จริง ก็จะเป็นสัญญาณว่ากระทรวงมหาดไทยเดินบนเส้นทางถูกต้องและประโยค “มหาดไทยต้องดีกว่าเดิม” กำลังเปลี่ยนจากคำประกาศสู่ ความจริงในชีวิตประจำวันของคนไทย

สรุปสาระสำคัญ “8 Quick Wins 3 ไร้ทุกข์ 5 สร้างสุข”

  • 3 ไร้ทุกข์: (1) กวาดล้างยาเสพติดเชิงรุกครบวงจร (2) จัดระเบียบสังคม–ปราบผู้มีอิทธิพลและอาชญากรรมออนไลน์ (3) ทำทุกพื้นที่ให้ปลอดภัยด้วยโครงสร้างพื้นฐานและระบบเตือนภัยสมัยใหม่ (CBS)
  • 5 สร้างสุข: (1) แก้หนี้ครัวเรือนเป็นระบบ (2) เสริมสุขภาวะ–การศึกษาชุมชน (3) เมืองคึกคัก–Soft Power–1 ตำบล 1 Start-up (4) บริการรัฐดิจิทัล สะดวก รวดเร็ว (5) ระบบรับเรื่องร้องทุกข์ยุคใหม่ผ่านศูนย์ดำรงธรรมและดาต้ากลาง.

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กระทรวงมหาดไทย
  • สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย
  • คำกล่าวของ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
  • ข่าวจากสื่อมวลชน
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News