Categories
NEWS UPDATE

นายกฯ ย้ำรัฐบาลพร้อมทำงานใช้จ่ายงบฯ ให้เหมาะสม

 

วันนี้ (6 กันยายน 2566) เวลา 10.00 น. ณ บริเวณโถงกลาง ชั้น 1 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษวันนี้ เป็นการพบปะหารือพูดคุยกันครั้งแรกของคณะรัฐมนตรีชุดนี้ โดยยังไม่ได้มีการสั่งการอะไร แต่ได้ให้แนวทางในการทำงานของรัฐบาลนี้ซึ่งเป็นรัฐบาลของประชาชนในการที่จะทำงานเพื่อประชาชน โดยยึดหลักกฎหมาย ความชอบธรรม และการใช้จ่ายงบประมาณให้เป็นไปอย่างเหมาะสม รวมถึงการให้เกียรติข้าราชการในการสั่งการและทำงานร่วมกัน เพราะข้าราชการถือเป็นภาคส่วนที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนประเทศและนโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาลให้เกิดผลเป็นรูปธรรมตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ดังนั้นการปูนบำเหน็จต่าง ๆ ต้องให้เกิดความเป็นธรรม โดยให้พิจารณาจากผลงานเป็นสำคัญ ไม่ใช่ได้มาจากการซื้อขายตำแหน่ง ซึ่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทุกคนให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างมาก
 
นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการขับเคลื่อนนโยบายเรื่องการขนส่งคมนาคมว่า รัฐบาลจะดูเรื่องนี้ทั้งหมดทั้งทางน้ำ ทางบก ทางอากาศ และทางราง โดยในเรื่องของรถไฟฟ้าต้องดำเนินการให้เกิดการเชื่อมต่อทุกสายอย่างเป็นระบบ และให้ใช้บัตรโดยสารใบเดียวเพื่อความสะดวกในการใช้บริการของประชาชน รวมถึงจะมีการพิจารณาถึงค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมว่าจะเป็นเท่าไร ให้สอดคล้องกับงบประมาณของรัฐบาลที่มีอยู่ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและเกิดประโยชน์ต่อประชาชน
 
นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการมอบหมายให้รัฐมนตรีตอบคำถามกรณีที่จะมีการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาในวันจันทร์ที่ 11 กันยายน 2566 ว่า หากกระทรวงใดเกี่ยวข้องและถูกพาดพิง หรือต้องการข้อมูลรายละเอียดในเชิงลึก เชื่อมั่นว่ารัฐมนตรีทุกคนได้มีการเตรียมความพร้อมไว้แล้ว
 
พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีย้ำถึงการให้ความสำคัญต่อปัญหาด้านการเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์เอลนีโญว่า เรื่องการเกษตรและปากท้องของประชาชนไทยทุกคนเป็นเรื่องที่รัฐบาลนี้ตระหนักและให้ความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการขยายตลาด และการเพิ่มรายได้ โดยเฉพาะการเพิ่มรายได้สุทธิให้เกษตรกร เช่น การเปิดตลาดใหม่ ๆ การเพิ่มประสิทธิภาพในการเพาะปลูก และการลดต้นทุนการผลิต รวมถึงการส่งออกก็มีส่วนสำคัญในการเพิ่มรายได้ แต่ต้องพิจารณาไม่ให้ส่งผลกระทบต่อความเพียงพอในการบริโภคภายในประเทศด้วย ทั้งนี้ เรื่องของการเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์เอลนีโญก็เป็นอีกหนึ่งที่รัฐบาลนี้ตระหนักและให้ความสำคัญ โดยในการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดแรกในวันที่ 13 กันยายน 2566 นี้ จะมีการหารือเกี่ยวกับการเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์เอลนีโญด้วย โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะได้รวบรวมข้อมูลดังกล่าวเพื่อนำเสนอต่อที่ประชุมต่อไป ขณะเดียวกันในวันที่ 8-9 กันยายนนี้ นายกรัฐมนตรีก็มีกำหนดการที่จะเดินทางลงพื้นที่จังหวัดขอนแก่น อุดรธานีและหนองคาย เพื่อรับทราบปัญหาและรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย จึงขอเวลาให้ทำงานก่อน
 
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ว่า จะนั่งเป็นประธาน ก.ตร. ด้วยตนเอง โดยกำลังอยู่ระหว่างหาวันเวลาที่เหมาะสมในการที่จะประชุม ก.ตร. ว่าจะเป็นวันใด
 
ส่วนจะมีการใช้โอกาสในการเดินทางเยือนต่างประเทศเพื่อดึงดูดให้นักลงทุนและต่างประเทศสนใจและเดินทางมาประเทศไทยมากขึ้นหรือไม่นั้น นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เป็นโอกาสหนึ่งในการดำเนินการเรื่องนี้ โดยขณะนี้ กระทรวงการต่างประเทศกำลังรวบรวมรายชื่อผู้นำประเทศต่าง ๆ ที่จะไปเข้าพบ รวมถึงการนัดหมายที่จะพบปะกับนักธุรกิจระดับโลกด้วย เพื่อรับทราบถึงสิ่งที่ต่างประเทศต้องการเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมีอะไรบ้าง

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS UPDATE

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเปิดงาน “เทศกาลน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์” ณ ศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์

 
เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2566  ที่ผ่านมา เวลา 09.00 น. สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดงาน “เทศกาลน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์” โดยความร่วมมือของมูลนิธิชัยพัฒนา และบริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ณ ควอเทียร์ คิว สเตเดียม ชั้น M ศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์ กรุงเทพมหานคร
 
“เทศกาลน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์” เป็นความร่วมมือระหว่างมูลนิธิชัยพัฒนาและบริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด จัดขึ้นเพื่อสนองพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ได้พระราชทานพระราชดำริให้มูลนิธิชัยพัฒนาร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ศึกษาการปลูกต้นชาน้ำมันสายพันธุ์ Camellia oleifera บนพื้นที่สูงของประเทศไทย เพื่อฟื้นฟูป่าเสื่อมโทรม ภายใต้โครงการศึกษาและพัฒนาการปลูกชาน้ำมัน อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย โดยเริ่มการปลูกและขยายพันธุ์ในเขตพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ
 
ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกต้นชาน้ำมันในพื้นที่บ้านปางมะหันและบ้านปูนะ อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย กว่า 3,464 ไร่ คิดเป็นต้นชาน้ำมัน 623,397 ต้น ประชาชนได้รับประโยชน์กว่า 3,305 คน จาก 30 หมู่บ้าน ซึ่งราษฎรเหล่านี้มีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจากการดูแลต้นชาน้ำมัน และส่งผลผลิตเข้าสู่โรงงาน ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำมันเมล็ดคามีเลียและน้ำมันพืชอื่น อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เพื่อผลิตเป็นน้ำมันบริโภคที่มีประโยชน์ต่อคนไทย จึงเรียกได้ว่าการปลูกต้นชาน้ำมันนี้ ต้นทางคือการฟื้นป่า ปลายทางคือน้ำมันเมล็ดคามีเลียคุณภาพ ก่อเกิดประโยชน์แก่ราษฎรได้อย่างแท้จริง
 
โอกาสนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเปิดงาน “เทศกาลน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์” โดยทรงวางสัญลักษณ์รูปหัวใจบนขวดน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์ และทรงวาดภาพขวดน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์ ลงบนสัญลักษณ์รูปหัวใจ พระราชทานเป็นที่ระลึกในการจัดงาน พร้อมทั้งทรงปรุงอาหารโดยใช้น้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์ เป็นส่วนประกอบ โดยทรงปรุงเมนู “ไข่เจียววังสระปทุม (ไข่เจียวสวรรค์)” พระราชทานแก่ผู้ที่มาร่วมงาน
 
จากนั้น ทอดพระเนตรนิทรรศการบอกเล่าเรื่องราวน้ำมันเมล็ดคามีเลีย และการจัดแสดงผ้าไหมย้อมสีธรรมชาติจากเปลือกของผลชาน้ำมัน สายพันธุ์คามีเลีย โอลีเฟร่า โดยกลุ่มทอผ้าไหมจากศูนย์เรียนรู้หม่อนไหมของมูลนิธิชัยพัฒนา ณ บ้านโนนเสาเล้า อำเภอบ้านเขว้า จังหวัดชัยภูมิ รวมถึงงานศิลปะ Heart Installation จากศิลปินรับเชิญภายใต้คอนเซ็ปต์ “Born from Heart, Made for Health”
 
ก่อนเสด็จพระราชดำเนินกลับ ได้ทรงพระดำเนินไปยังพื้นที่จัดงานบริเวณควอเทียร์ อเวนิว ชั้น G เพื่อทอดพระเนตรร้านค้าต่างๆ ประกอบด้วย ร้านภัทรพัฒน์ มูลนิธิชัยพัฒนา ร้านค้าภายในกูร์เมต์ มาร์เก็ต และร้านพันธมิตรที่เข้าร่วมงาน อาทิ ครัวการบินไทย ร้านตั้งใจย่าง ร้านปาท่องโก๋เสวยคาเฟ่ ร้านผัดไทยไฟทะลุ ฯลฯ
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : มูลนิธิชัยพัฒนา

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS UPDATE

ไฟไหม้อุโบสถไม้อายุ 100 ปี เหลือแต่เสาไม้ อ.แม่สรวย จ.เชียงราย

เมื่อช่วงเช้ามืดวันที่ 26 ส.ค.2566 เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง อ.แม่สรวยจ.เชียงราย ได้รับแจ้งจากผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านปางอาณาเขต หมู่ 6 ต.แม่พริก อ.แม่สรวย จ.เชียงราย ว่าได้เกิดเหตุไฟไหม้ภายใน วัดปางอาณาเขต ต.แม่พริก อ.แม่สรวย

ซึ่งเป็นวัดประจำหมู่บ้าน จึงได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่อาสารักษาดินแดน (อส.) อ.แม่สรวย พร้อมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่นำรถดับเพลิงไประงับเหตุโดยมีชาวบ้านจำนวนมากช่วยกันดับไฟล่วงหน้าอยู่ก่อนแล้ว

เมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึงพบไฟได้โหมลุกไหม้พระวิหารภายในวัดอย่างหนัก เมื่อสอบถามชาวบ้านทราบว่ามีผู้เห็นไฟไหม้ตั้งแต่เวลาประมาณ 03.30 น. และโหมลุกไหม้เฉพาะในส่วนของพระวิหาร ขณะที่โดยรอบมีกุฏิพระสงฆ์และสามเณรรวมทั้งสิ่งปลูกสร้างต่างๆ อยู่ด้วย ทำให้เจ้าหน้าที่และชาวบ้านได้ช่วนกันเข้าฉีดพ่นน้ำเพื่อดับอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันไม่ให้ลุกลามออกไป

จนกระทั่งเวลา 05.30 น. จึงสามารถควบคุมเพลิงเอาไว้ได้ แต่พบว่าพระวิหารถูกไฟไหม้จนเสียหายทั้งหลัง โดยเหลือเพียงต้นเสาไม้ที่ยืนต้นอยู่แต่ดำเป็นตอตะโก ส่วนหลังคาและพนังซึ่งเป็นไม้ถูกเผาจนทลายลงมากับพื้นทั้งหมด กระนั้นยังเหลือผนังด้านที่เป็นคอนกรีตและพระพุทธรูปที่เป็นองค์พระประธานรวมทั้งอริยสาวกเบื้องซ้ายและขวาที่ยังคงเหลืออยู่และไม่ถูกไฟไหม้

ทั้งนี้พระวิหารดังกล่าวมีอายุความเป็นมามากกว่า 100 ปี โดยสร้างจากไม้เกือบทั้งหลังทำให้เมื่อเกิดการลุกไหม้จึงลุกลามได้ง่ายและเกิดความเสียหายอย่างหนักดังกล่าว

ซึ่งหลังเกิดเหตุทางฝ่ายปกครอง อ.แม่สรวย เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แม่สรวย เบื้องต้นคาดว่าสาเหตุเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร แต่เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานจะได้เข้าตรวจสอบเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป

ขณะที่ทางคณะสงฆ์ ต.แม่พริก ได้เดินทางไปให้กำลังใจทางพระสงฆ์และสามเณรรวมถึงชาวบ้านหมู่บ้านปางอาณาเขตแล้ว.

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS UPDATE

อุโมงค์ลอดใต้แม่น้ำแห่งแรกของไทยเชื่อมฝั่งธน-เกาะรัตนโกสินทร์

 

วันที่ 20 สิงหาคม 2566 น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากการที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เร่งผลักดันโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมและขนส่งของประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติ โดยได้ติดตามทุกโครงการของรถไฟฟ้ามหานคร ให้การก่อสร้างเป็นไปตามแผนและมีความสำเร็จให้ตรงตามเวลาตามเป้าหมาย
 
น.ส.ทิพานัน กล่าวว่า ทั้งนี้หนึ่งในสายรถไฟฟ้าที่เป็นเส้นทางการเดินทางและใกล้แหล่งท่องเที่ยวชุมชนเก่าคือ สายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายช่วง หัวลำโพง-บางแค เป็นโครงการเชื่อมต่อจากรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล ไปฝั่งธนบุรี ความพิเศษของเส้นทางระหว่างสถานีสนามไชยกับสถานีอิสรภาพ เป็นเส้นทางผ่านอุโมงค์ลอดใต้แม่น้ำเจ้าพระยาแห่งแรกของประเทศไทย เป็นระยะทางประมาณ 200 เมตร โดยพล.อ.ประยุทธ์ได้เป็นประธานในพิธีเปิดเดินเครื่องหัวเจาะอุโมงค์รถไฟฟ้าลอดใต้แม่น้ำเจ้าพระยา (Eastbound TBM Launching Ceremony) โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายฯ สัญญา 2 ช่วงสถานีสนามไชย – สถานีท่าพระ เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2558 กระทั่งแล้วเสร็จสามารถเปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2562  เป็นต้นมา ตรงนี้เป็นเส้นทางที่สะดวกในการเชื่อมระหว่างพระนคร (เกาะรัตนโกสินทร์) ไปยังฝั่งธนบุรี และเป็นจุดแหล่งท่องเที่ยวสำคัญระดับโลกของไทย แหล่งสถานศึกษา 3 มหาวิทยาลัย (ม.ศิลปากร วังท่าพระ-ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์-คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล วังหลัง) และโรงพยาบาลขนาดใหญ่หลายแห่ง จึงทำให้เส้นทางนี้สามารถลดปัญหาการจราจร ประชาชนเดินทางได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยเป็นอย่างมาก
 
“โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินช่วงสถานีสนามไชย-สถานีอิสรภาพ รถไฟฟ้าจะต้องผ่านอุโมงค์ลอดใต้แม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งใช้เวลาเพียง2 นาที แต่ต้องก่อสร้างด้วยเทคนิคพิเศษ เนื่องจากเป็นการขุดอุโมงค์ลอดใต้แม่น้ำเจ้าพระยา ที่มีความลึกเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 20 เมตร และตัวอุโมงค์รถไฟฟ้าขุดลึกลงไปจากก้นแม่น้ำอีก 10 เมตร หรือลึก 30 เมตรจากผิวดิน โดยในบางช่วงที่ลึกที่สุดจะลึกไปถึง 38 เมตรเทียบเท่าตึก 10 ชั้น โดยที่บริเวณจุดกลางแม่น้ำเจ้าพระยาจะมีความลึก 30.86 เมตรใต้ท้องน้ำและลึก 9.71 เมตรจากใต้ท้องน้ำถึงหลังอุโมงค์ พิกัดจุดกลางแม่น้ำเจ้าพระยาห่างจากสถานีสนามไชย 323.92 เมตร“ น.ส.ทิพานัน กล่าว
 
น.ส.ทิพานัน กล่าวว่า รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายฯ นี้ ผ่านย่านเมืองเก่า รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จึงมีความตั้งใจที่จะให้มีแผนพัฒนาให้มีการออกแบบสถาปัตยกรรมที่วิจิตรทั้งภายนอกและภายในให้สอดรับกับบริบทในพื้นที่นั้นๆ ซึ่งมีความสวยงามมีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมผสมเข้าไปด้วย เช่น  สถานีวัดมังกร  สถานีสนามไชย สถานีอิสรภาพ สถานีสามยอด จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าแวะชมไปด้วย
 
“การเชื่อมความเจริญใต้น้ำเจ้าพระยา ขยายความเจริญสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งฝั่งธนบุรีและเกาะรัตนโกสินทร์ ฝั่งพระนคร เป็นการเชื่อมสู่มหานครแห่งความสุข เชื่อมคนสองฝั่งเมืองเข้าด้วยกันอย่างลงตัวเป็นความทันสมัยที่ไม่หลงลืมวัฒนธรรมความเป็นไทยที่จะสอดแทรกไว้ตามสถานีต่างๆ  ถือเป็นวิสัยทัศน์ที่อนุมัติงบประมาณและเป็นผลงานการพัฒนาของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่มีความมุ่งมั่นให้ประชาชนสามารถเข้าถึงระบบรถไฟฟ้าได้มากขึ้น และยกระดับเชื่อมการเดินทาง ล้อ-ราง-เรือ ได้สะดวกสบายยิ่งขึ้น พร้อมกับส่งเสริมการท่องเที่ยวและการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนด้วย” น.ส.ทิพานัน กล่าว

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักนายกรัฐมนตรี

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS UPDATE

เตือน! อย่าหลงเชื่อมิจฉาชีพหลอกลงทุน อ้างตลาดหลักทรัพย์และก.ล.ต.

 

วันที่ 20 สิงหาคม 2566 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีมีการส่งต่อบนสื่อออนไลน์เรื่อง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนเทรดทองเริ่มต้น 1,999 บาท พร้อมระบุว่าจะมีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลและจะได้กำไรร้อยละ 15 – 30 ต่อวันนั้น

ทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแจ้งว่า หน่วยงานไม่มีเสนอการลงทุน เป็นข้อมูลปลอมที่มีการแอบอ้างชื่อ และตราสัญลักษณ์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รวมถึงข่าวสารต่าง ๆ ที่เผยแพร่นั้น ทางหน่วยงานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้น
 
นอกจากนี้ ยังมีข่าวปลอมเรื่อง สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ชวนลงทุนหุ้นส่วนของบริษัทจดทะเบียนแห่งหนึ่ง เริ่มต้น 1,199 บาท โดยแอบอ้างว่าสามารถเป็นผู้ถือหุ้นรายย่อยได้ โดย ก.ล.ต. แจ้งว่า ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเพจดังกล่าว รวมถึงเป็นการชักชวนลงทุนโดยแอบอ้างใช้ชื่อบริษัทจดทะเบียน และสัญลักษณ์ของ ก.ล.ต. โดยไม่ได้รับอนุญาต
 
“ขอเตือนพี่น้องประชาชนอย่าหลงเชื่อการชักชวนลงทุนทางสื่อสังคมออนไลน์ และให้พี่น้องประชาชนตรวจสอบข้อมูล ข้อเท็จจริงจากหน่วยงานที่มีการกล่าวอ้างถึงหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อนเผยแพร่และส่งต่อข้อมูลดังกล่าวในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดและความสับสนขยายในวงกว้าง สำหรับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประชาชนสามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.set.or.th หรือโทร. SET Contact Center 0 2009 9999 สำหรับข่าวสารของ ก.ล.ต. สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.sec.or.th หรือ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. SEC Help Center 1207” นางสาวรัชดาฯ กล่าว
 
ทั้งนี้ รัฐบาลโดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ได้เร่งรัดและติดตามการดำเนินการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีมาอย่างต่อเนื่อง โดยดีอีเอสได้บูรณาการการทำงานกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดความเสียหาย บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน รวมถึงมีการจับกุมผู้กระทำความผิด และดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้อง ดังนี้
 
ในปี 2565 มีการดำเนินคดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในต่างประเทศ 8 ครั้ง จับกุมผู้ต้องหา 166 คน ปิดกั้นการโทรและ SMS หลอกลวง 118,530 หมายเลข อายัดบัญชีม้า 58,463 บัญชี ปิดกลุ่มโซเชียลมีเดียซื้อขายบัญชีม้า 8 กลุ่ม ดำเนินคดีหลอกลงทุน ระดมทุน และหลอกลวงทางการเงิน 657 คดี จับผู้ต้องหา 673 ราย ปราบพนันออนไลน์ 318 คดี จับผู้ต้องหา 461 ราย ปิดเว็บพนัน 1,830 เว็บ ดำเนินคดีซื้อหลอกขายสินค้าบริการออนไลน์ 263 คดี จับผู้ต้องหา 270 ราย
 
ในส่วนของการดำเนินการตาม พ.ร.ก. มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 ซึ่งมีการบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม 2566 ข้อมูล ณ วันที่ 23 มิถุนายน มีดังนี้
 
– ปิดกั้น SMS/เบอร์โทร.หลอกลวงรวม 188,915 รายการ ปิดกลุ่ม facebook ซื้อขายบัญชีม้า 19 กลุ่ม อายัดบัญชี 101,904 บัญชี แจ้งรายชื่อบุคคล/เจ้าของบัญชีธนาคารที่ใช้กระทำความผิด 993 รายชื่อ และดำเนินคดีบัญชีม้า ซิมม้า 219 คดี ผู้ต้องหา 216 คน
 
– ดำเนินคดีผู้ที่หลอกลวงลงทุน-ระดมทุนออนไลน์และหลอกลวงทางการเงิน 740 คดี/ผู้ต้องหา 762 ราย
 
– ดำเนินคดีการพนันออนไลน์ 662 คดี/ผู้ต้องหา 774 ราย พร้อมปิดกั้น 2,334 เว็บไซต์
 
– ดำเนินคดีผู้หลอกลวงซื้อขายสินค้าบริการออนไลน์ 331 คดี ผู้ต้องหา 347 ราย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักนายกรัฐมนตรี

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS UPDATE

“ประยุทธ์” หนุนศึกษาสร้างฐานปล่อยยานอวกาศ หลังพบไทยมีศักยภาพ

 
วันนี้ 6  สิงหาคม  2566  น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เร่งขับเคลื่อนนโยบายอวกาศของรัฐบาลให้เป็นรูปธรรม เพื่อพัฒนาและใช้ประโยชน์จากกิจการอวกาศ เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน โดยได้สนับสนุนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างจัดตั้งท่าอวกาศยานในประเทศไทยคือ ฐานสำหรับการส่งและรับยานอวกาศ หรือ spaceport  เนื่องจากหากประเทศไทยมีท่าอวกาศยานของเราเอง จะก่อให้เกิดความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีอวกาศ  ทั้งยังเกิดการสร้างรายได้ทางตรงจากอุตสาหกรรมอวกาศ  ซึ่งอุตสาหกรรมการบินและอวกาศ หรือ Aerospace Industry ถูกกำหนดให้เป็น 1 ใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ และถือเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ส่งผลไปถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ จึงเป็นฟันเฟืองที่สำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศ

น.ส.ทิพานัน กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ ได้เน้นย้ำให้ศึกษารายละเอียดรอบด้าน อย่างรอบคอบและระมัดระวังที่สุด ทั้งความคุ้มค่าและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอื่น ทั้งนี้ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ได้เริ่มศึกษาความเป็นไปได้ตั้งแต่ปลายปี2565 ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาศึกษาอีกประมาณ 1-2 ปี  โดยเบื้องต้นพบว่าประเทศไทยมีศักยภาพที่มีความเหมาะสมถึง 5 คุณสมบัติ ได้แก่ 1.การอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร มีผลต่อการนำส่งอวกาศยานที่จะช่วยลดการสิ้นเปลืองของพลังงาน  2.มีทะเลขนาบ 2 ฝั่งซ้าย-ขวา มีมุมปล่อยอวกาศยานได้หลากหลายแบบ  3.มีแนวชายฝั่งที่เป็นคาบสมุทร สามารถกำหนดจุดหรือ Drop Zone ที่ไม่กระทบกับพื้นที่บนฝั่ง และยังสามารถออกเก็บกู้วัตถุที่ตกลงมาได้ง่าย  4.มีระบบโลจิสติกส์ที่เข้าถึงง่าย หลายหลาย มีระบบท่าเรือน้ำลึกและท่าอากาศยาน  5.ไม่มีภัยพิบัติรุนแรง  ซึ่งทำให้ไทยมีโอกาสและแนวโน้มที่จะเกิดโครงการนี้ได้จริง


น.ส. ทิพานัน กล่าวว่า หากท่าอวกาศยานในประเทศไทย จัดตั้งได้สำเร็จจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางอวกาศขนาดใหญ่ นอกจากจะยกระดับวิทยาศาสตร์อวกาศ เทคโนโลยีอวกาสแล้ว ยังส่งเสริมและผลักดัน ธุรกิจอวกาศ อุตสาหกรรมอวกาศ ยกระดับเศรษฐกิจและสังคมและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง เช่น อุตสาหกรรมการบินและอวกาศ อุตสาหกรรมการผลิตอุตสาหกรรมพลังงาน อุตสาหกรรมปิโตรเคมี อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เป็นต้น เกิดอาชีพใหม่เพิ่มขึ้นอีกกว่า300-400 อาชีพ อาทิ ช่างประกอบจรวด ช่างประกอบเพย์โหลด ช่างขัดท่อจรวด ช่างอิเล็กทรอนิกส์ระบบจรวด ช่างไฟฟ้าระบบจรวด เจ้าหน้าที่ตรวจสอบการนำเข้าจรวด พนักงานขายตั๋วเที่ยวบินไปอวกาศฯลฯ ซึ่งยังไม่เคยมีเกิดขึ้นในประเทศไทย  ถือเป็นวิสัยทัศน์ที่ล้ำสมัย นำไปสู่ความการยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน และยังทำให้ประเทศไทย เป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจอวกาศแห่งภูมิภาคเอชีย-แปซิฟิกได้ ” น.ส.ทิพานัน กล่าว


“ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ ได้ริเริ่มวางรากฐานพัฒนาด้านอวกาศไทยมาโดยตลอด เช่น ผลักดันให้มี ร่างกฎหมายอวกาศหรือพระราชบัญญัติกิจการอวกาศ พ.ศ. …. และผลักดันให้เกิดแผนแม่บทอวกาศแห่งชาติ พ.ศ.2566 – 2580 (National Space Master Plan 2023 – 2037) ขึ้นเพื่อพัฒนาและใช้ประโยชน์จากกิจการอวกาศเพื่อความมั่งคั่ง มั่นคง ยั่งยืน ของประเทศไทย ให้แข่งขันกับนานาประเทศได้”น.ส. ทิพานัน กล่าว
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักนายกรัฐมนตรี

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS UPDATE

กรมศุลกากรสกัดจับน้ำมันดีเซลและเฮโรอีน ลักลอบนำเข้าและส่งออกนอกประเทศ

เมื่อวันศุกร์ที่ 4 สิงหาคม 2566 เวลา 14.30 น. นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ ที่ปรึกษาด้านการพัฒนาและบริหารการจัดเก็บภาษี ในฐานะโฆษกกรมศุลกากร เป็นประธานในการแถลงข่าวกรณีกรมศุลกากรจับกุมน้ำมันดีเซลจำนวน 114,000 ลิตร มูลค่า 3,641,160 บาท ลักลอบนำเข้ามาราชอาณาจักร และยึดเฮโรอีนเตรียมส่งออกนอกราชอาณาจักรซุกซ่อนอยู่ภายในซองแผ่นประคบร้อน น้ำหนักรวมสิ่งห่อหุ้ม 3.5 กิโลกรัม มูลค่า 10.5 ล้านบาท ณ บริเวณคลังของกลาง กรมศุลกากร

นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ ที่ปรึกษาด้านการพัฒนาและบริหารการจัดเก็บภาษีในฐานะโฆษกกรมศุลกากร เปิดเผยว่า นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมศุลกากร ได้ให้ความสำคัญในการปราบปรามการลักลอบนำเข้าน้ำมันโดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ จึงมอบหมายให้นายพงศ์เทพ บัวทรัพย์ รองอธิบดี รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านการพัฒนาระบบควบคุมทางศุลกากร นายถวัลย์ รอดจิตต์ ผู้อำนวยการกองสืบสวนและปราบปราม พร้อมเจ้าหน้าที่กรมศุลกากร ติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างต่อเนื่องและใกล้ชิด จนเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2566 เวลาประมาณ 21.00 น. เจ้าหน้าที่กองสืบสวนและปราบปราม กรมศุลกากร ร่วมกับเจ้าหน้าที่จากศูนย์ปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปนม.ตร.) ได้ทำการตรวจค้นรถบรรทุกน้ำมันจำนวน 3 คัน ที่บริเวณริมถนนบางนา – ตราด ขาเข้า กม.37 ต.บางสมัคร อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา เนื่องจากได้รับแจ้งจากสายลับว่าจะมีรถบรรทุกน้ำมัน โดยภายในรถมีน้ำมันที่มีเมืองกำเนิดต่างประเทศและไม่มีเอกสารการผ่านพิธีการศุลกากรโดยถูกต้องจะขับผ่านมาบริเวณดังกล่าว

ผลการตรวจค้นพบน้ำมันดีเซล จำนวน 114,000 ลิตร มูลค่า 3,641,160 บาท เบื้องต้นไม่มีหลักฐานการผ่านพิธีการศุลกากรและเอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ จึงยึดน้ำมันของกลางและยานพาหนะที่ใช้กระทำความผิด จำนวน 3 คัน ซึ่งยานพาหนะมีมูลค่าประมาณ 7,700,000 บาท รวมมูลค่าของกลางทั้งหมดประมาน 11,341,160 บาท นำส่งกรมศุลกากร เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
              
กรณีดังกล่าวเป็นการนำของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากรเข้ามาในราชอาณาจักร หรือช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้ ซึ่งของอันตนพึงรู้ว่ามิได้ผ่านพิธีการศุลกากรอันเป็นกระทำความผิดตาม มาตรา 242  หรือ มาตรา 246 ประกอบ มาตรา 166 และ มาตรา 167 แห่ง พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560

สำหรับสถิติในการจับกุมการลักลอบนำน้ำมันเชื้อเพลิง (ดีเซล) เข้ามาในราชอาณาจักร ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2565 – ปัจจุบัน (กรกฎาคม 2566) มีจำนวน 642 รายปริมาณ 440,168 ลิตร มูลค่ากว่า 10,834,000 บาท ทั้งนี้ กรมศุลกากรจะให้ความสำคัญกับการปราบปรามการลักลอบนำน้ำมันเชื้อเพลิง(ดีเซล)เข้ามาในราชอาณาจักร เพื่อเป็นการปกป้องสังคมและสร้างความมั่นคงให้เศรษฐกิจของประเทศต่อไป

โฆษกกรมศุลกากร กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า นอกจากนี้ กรมศุลกากรยังได้ให้ความสำคัญในภารกิจปกป้องสังคม ให้ปราศจากการลักลอบนำเข้าสิ่งผิดกฎหมายและยาเสพติด จึงให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกรมศุลกากร เพิ่มความเข้มงวดเป็นพิเศษในการป้องกัน สกัดกั้นยาเสพติดให้โทษ และบูรณาการกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอื่นทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง จนเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2566 ณ ศูนย์ไปรษณีย์สุวรรณภูมิ กรมศุลกากรพบกล่องพัสดุด่วนพิเศษระหว่างประเทศ ต้นทางจากเขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ปลายทางเขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน จำนวน 1 หีบห่อ มีความน่าสงสัยจึงให้เจ้าหน้าที่ภายใต้การกำกับดูแลของนายพงศ์เทพ บัวทรัพย์ รองอธิบดี รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านการพัฒนาระบบควบคุมทางศุลกากร นายถวัลย์ รอดจิตต์ ผู้อำนวยการกองสืบสวนและปราบปราม และนายจักกฤช อุเทนสุต ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรตรวจสินค้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ร่วมกับชุดปฏิบัติการ AITF (AIRPORT INTERDICTION TASK FORCE) ประกอบด้วย กรมศุลกากร สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด และศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ ร่วมกันวิเคราะห์ความเสี่ยงในการลักลอบส่งของต้องห้ามต้องกำกัดออกนอกราชอาณาจักร และทำการตรวจสอบพัสดุดังกล่าว ซึ่งสำแดงชนิดสินค้าเป็น PILL PATCH , COUGH PILLS , SNACK น้ำหนักรวม 10.790 กิโลกรัม จากการตรวจสอบสินค้า PILL PATCH จำนวน 12 ถุง (แผ่นประคบร้อน) พบร่องรอยการถูกปิดผนึกใหม่ด้วยความร้อน โดยภายในแต่ละถุงบรรจุซองย่อยอีก จำนวน 4 ซอง รวมทั้งสิ้น 48 ซอง มีร่องรอยการปิดผนึกใหม่เช่นกันทุกซอง จึงได้เปิดซองออกตรวจสอบพบยาเสพติดให้โทษประเภท 1 เฮโรอีน (Heroine) ซุกซ่อนอยู่ภายใน น้ำหนักรวมสิ่งห่อหุ้ม 3.5 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 10.5 ล้านบาท
        
โดยการกระทำดังกล่าว เป็นการกระทำความผิดตามมาตรา 242,244 ประกอบมาตรา 252 ซึ่งเป็นของอันพึงต้องริบ ตามมาตรา 166 และ มาตรา 167 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 และประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 จึงส่งให้ผู้ที่เกี่ยวของดำเนินคดีต่อไป
        
สำหรับสถิติจับกุมยาเสพติดกรมศุลกากร ตั้งแต่ประจำปีงบประมาณ 2566  – ปัจจุบัน (ตุลาคม – กรกฎาคม 2566)  มีจำนวน 148 ราย มูลค่า 1,022,513,880 บาท

นอกจากประเด็นดังกล่าวข้างต้น โฆษกกรมศุลกากร ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ การนำเงินตราไทยและเงินตราต่างประเทศ ออกไปนอก และเข้ามาในราชอาณาจักร

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กรมศุลกากร

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS UPDATE

“อนุพงษ์” สั่งทุกจังหวัดใช้กฎหมาย ขออนุญาตสร้างอาคารไม่ป้องกันไฟ

วันนี้ (3 ส.ค. 66) พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า กระทรวงมหาดไทยโดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น มีหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ขอความร่วมมือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ให้เข้มงวดในการตรวจสอบการขออนุญาตก่อสร้างอาคารให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ หลักเกณฑ์ และหนังสือสั่งการที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันมิให้เกิดเหตุที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ชีวิต ร่างกายหรือทรัพย์สิน หรืออาจไม่ปลอดภัยจากอัคคีภัย ดังกรณีเหตุเพลิงไหม้โกดังเก็บสินค้าดอกไม้เพลิงที่อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส ตามที่ปรากฏข่าว เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2566

พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า จากเหตุเพลิงไหม้โกดังเก็บสินค้า ตามที่ปรากฏในข่าวที่มีการลักลอบนำดอกไม้เพลิงมาเก็บไว้บริเวณบ้านมูโนะ หมู่ที่ 1 ตำบลมูโนะ อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2566 ที่ผ่านมานั้น ซึ่งต่อมาได้เกิดเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก และเพื่อเป็นการเฝ้าระวัง ป้องกันเหตุ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนในลักษณะนี้ จึงได้สั่งการให้ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น มีหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ขอความร่วมมือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่ง ดำเนินการให้ความสำคัญในการพิจารณาอนุญาตก่อสร้างอาคารตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 อย่างเคร่งครัด และให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นตรวจสอบ สอดส่องดูแล หากเห็นว่าอาคารมีสภาพหรือมีการใช้งานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สิน หรืออาจไม่ปลอดภัยจากอัคคีภัย หรือก่อให้เกิดเหตุรำคาญหรือกระทบกระเทือนต่อการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นสั่งให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคาร ปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องตามความจำเป็นและเป็นธรรมแก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคาร และหากเจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง และเจ้าพนักงานท้องถิ่นเห็นว่าเป็นกรณีฉุกเฉินที่ไม่อาจรอช้าไว้ได้และมีความจำเป็น ให้มีคำสั่งตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 47 (พ.ศ. 2540) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ข้อ 7 ห้ามใช้อาคารทั้งหมดหรือบางส่วนจนกว่าจะได้รับการปรับปรุงแก้ไข

พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่ออีกว่า นอกจากนี้ ยังได้กำชับให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แจ้งเตือนหรือประชาสัมพันธ์ผ่านหอกระจายข่าว และช่องทางการประชาสัมพันธ์ทุกหน่วยงาน เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องครบถ้วน เพื่อช่วยดูแล ป้องกัน และเฝ้าระวัง สอดส่องดูแลอาคาร หรือสถานที่ต่าง ๆ ในชุมชน โดยเฉพาะอาคารที่ถูกดัดแปลงหรือไม่มั่นคงแข็งแรง รวมถึงวัสดุ สิ่งของ หรือสิ่งผิดปกติที่เก็บไว้ในอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาตจนอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน ขอให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานที่รับผิดชอบทันที เพื่อป้องกันเหตุที่อาจก่อให้เกิดอันตราย มิให้เกิดขึ้น

“หากพี่น้องประชาชนพบเห็น อาคารหรือสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน สามารถแจ้งข้อมูลได้ที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด ศูนย์ดำรงธรรมอำเภอ หรือโทรศัพท์สายด่วนหมายเลข 1567 โทรฟรีตลอด 24 ชั่วโมง หรือเว็บไซต์ damrongdhama.dopa.go.th หรือแอปพลิเคชั่น Dopa Help ทั้งระบบ Android และ iOS” พลเอก อนุพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้าย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงมหาดไทย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS UPDATE

สธ.เฝ้าระวังมลพิษจากโกดังพลุระเบิด รัศมี 500 เมตร พบน้ำยังมีปัญหา!

 วันนี้ (1 สิงหาคม 2566) นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงการดูแลผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุโกดังเก็บพลุและดอกไม้ไฟระเบิด ที่ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ว่า เหตุระเบิดดังกล่าวเป็นการเผาไหม้ของดินปืน อาจทำให้เกิดมลพิษทางอากาศ รวมถึงปนเปื้อนต่อสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะในแหล่งน้ำได้ ล่าสุด นพ.ชัยวัฒน์ พัฒนาพิศาลศักดิ์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนราธิวาส ได้รายงานความคืบหน้าการตรวจเฝ้าระวังผลกระทบมลพิษในสิ่งแวดล้อม โดยคณะกรรมประสานงานสาธารณสุขระดับอำเภอ (คปสอ.) ทั้ง 13 อำเภอใน จ.นราธิวาส ศูนย์อนามัยที่ 12 ยะลา และสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 12 สงขลา ได้ลงพื้นที่ร่วมคัดกรองผลกระทบด้านสุขภาพ เก็บตัวอย่างน้ำเพื่อวิเคราะห์คุณภาพทางกายภาพ เคมี และแบคทีเรีย รวมถึงตรวจวัดคุณภาพอากาศ คุณภาพแหล่งน้ำใช้ โดยเครื่องมือวัดภาคสนาม ณ จุดเกิดเหตุและรัศมี 500 เมตรโดยรอบ พบว่าไม่มีปัญหาด้านคุณภาพอากาศ ส่วนคุณภาพน้ำยังไม่เหมาะสมทั้งการอุปโภคและบริโภค จึงเสนอให้ใช้แหล่งนำจากพื้นที่ใกล้เคียง เช่น ประปา อบต. และน้ำบาดาลโรงเรียนมูโนะ เป็นต้น


          นพ.โอภาสกล่าวต่อว่า ส่วนการดูแลเยียวยาจิตใจผู้ได้รับผลกระทบ ทีม MCATT จากศูนย์สุขภาพจิตที่ 12 โรงพยาบาลจิตเวชสงขลาราชนครินทร์ และ 13 อำเภอของ จ.นราธิวาส ลงพื้นที่เยียวยาจิตใจผู้ได้รับผลกระทบ 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.ผู้บาดเจ็บที่รักษาตัวในโรงพยาบาลสุไหงโก-ลก 10 ราย เป็นผู้ใหญ่ 8 ราย มีความเสี่ยงด้านสุขภาพจิต 7 ราย และเด็ก 2 ราย มีความเสี่ยงด้านสุขภาพจิตทั้ง 2 ราย 2.ครอบครัวผู้เสียชีวิต 1 ครอบครัว ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 2 ราย ประเมินบุตรของผู้เสียชีวิตจำนวน 2 ราย มีความเสี่ยงด้านสุขภาพจิตทั้ง 2 ราย และ 3.ผู้ได้รับผลกระทบในหมู่ที่ 1 และหมู่ที่ 5  จำนวน 241 ราย เป็นผู้ใหญ่ 209 ราย มีความเสี่ยงด้านสุขภาพจิต 43 ราย เด็ก 32 ราย มีความเสี่ยงด้านสุขภาพจิต 8 ราย รวมผู้มีความเสี่ยงทางสุขภาพจิตทั้งหมด 62 ราย ซึ่งทุกรายทีม MCATT ได้ให้การปฐมพยาบาลจิตใจเบื้องต้นแล้ว สำหรับครอบครัวของผู้เสียชีวิต ยังได้รับการดูแลเพิ่มเติมด้วย Crisis intervention หรือการช่วยให้วางแผนรับมือความเครียดรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น และในรายที่พบความเสี่ยงด้านสุขภาพจิต จะส่งต่อให้ทีม MCATT ในพื้นที่ประเมินตามมาตรฐานการดูแลเยียวยาจิตใจผู้ประสบภัยพิบัติ พร้อมทั้งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การช่วยเหลือต่อไป

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงสาธารณสุข

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS UPDATE

รัฐบาลเชิญชวนคนไทย ลด ละ เลิกเหล้าเข้าพรรษา สร้างภูมิคุ้มกันร่างกาย

วันที่ 31 กรกฎาคม 2566 น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า  เนื่องด้วยวันเข้าพรรษาของทุกปี เป็นวันงดดื่มสุราแห่งชาติ ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 2 ส.ค. 66 กระทรวงสาธารณสุขได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภาคประชาสังคมและเครือข่ายงดเหล้า จัดกิจกรรมเพื่อรณรงค์ให้คนไทย ลด ละ เลิกการดื่มแอลกอฮอล์ ภายใต้คำขวัญ “ไกลเหล้า ไกลโรค ไกลอุบัติเหตุ”
 
ในโอกาสนี้ รัฐบาลจึงขอเชิญคนไทยทุกคนร่วมลด ละ เลิก เหล้า หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดตลอดเทศกาลเข้าพรรษาที่จะมาถึง ให้ช่วงเวลานี้เป็นจุดเริ่มต้นในการดูแลสุขภาพ ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคร้ายต่างๆ  ซึ่งข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก ระบุว่าทุกปีทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตจากพิษของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ประมาณ 3 ล้านคน และเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคมากกว่า 230 ชนิด  นอกจากนี้ ยังช่วยลดโอกาสที่เกิดความสูญเสียกับครอบครัวและสังคมโดยรวมจากอุบัติเหตุ ที่นำมาซึ่งการบาดเจ็บ พิการ หรือเสียชีวิตก่อนวัยอันควรซึ่งไม่สามารถประเมินเป็นมูลค่าความเสียหายได้
 
 น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า การลด ละ เลิก เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยังช่วยลดรายจ่ายภาคครัวเรือนได้มาก ซึ่งข้อมูลจากศูนย์วิจัยปัญหาสุรา ด้านพฤติกรรมการดื่มสุราของประชากรไทย ปี 65 ระบุว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แนวโน้มค่าใช้จ่ายในการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 64 เหล่านักดื่มต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดื่มเพิ่มขึ้นจากในปี 60 เกือบ 2 เท่า โดยผู้ดื่มหนักเป็นประจำ มีค่าใช้จ่ายการดื่มสุราเฉลี่ยสูงถึง 3,722 บาทต่อเดือน
 
ทั้งนี้ ที่ผ่านมารัฐบาลได้มีแนวนโยบายที่เกี่ยวข้องกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้มีความสมดุลระหว่างมิติทางเศรษฐกิจ และมิติของสังคม โดยมิติทางเศรษฐกิจนั้นได้มีกฎกระทรวงที่ลดข้อจำกัดทางกฎระเบียบการอนุญาตให้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่เดือนพ.ย.65 เพื่อประโยชน์ในการรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่น และลดการผูกขาดทางการตลาด แต่ขณะเดียวกันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ได้มีการขับเคลื่อนให้มีการบังคับใช้ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 เพื่อจำกัดไม่ให้กิจกรรมที่มาจากการแข่งขันทางธุรกิจกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมการดื่มที่มากขึ้น
 
ตลอดจนขับเคลื่อนการรณรงค์เพื่อสร้างความรอบรู้ผลกระทบต่อสุขภาพที่มาจากการดื่มแอลกอฮอล์ ทั้งทางตรงและทางอ้อมให้ประชาชนอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่ต้องเน้นการป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ เช่น ควบคุมจุดจำหน่าย ความหนาแน่นของร้านค้า การกำหนดโซนนิ่ง เป็นต้น

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักนายกรัฐมนตรี

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News