Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

“ประเสริฐ” ลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย ตรวจ “สายไฟใต้ดิน” เพิ่มความปลอดภัย

 
เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 67 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม เดินทางประชุม ครม.สัญจร ระหว่างวันที่ 18 – 19 มีนาคม 2567 ณ จังหวัดพะเยา ลงพื้นที่ตรวจราชการงานนำสายสื่อสารลงใต้ดิน เทศบาลนครเชียงราย อ.เมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จํากัด (มหาชน) พร้อมด้วย นายสุทธิเกียรติ วีระกิจพานิช ที่ปรึกษารัฐมนตรีฯ นายวัลลภ รุจิรากร เลขานุการรัฐมนตรีฯ นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดีอี นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ นางสาวกรรวี สิทธิชีวภาค อธิบดีกรมอุตุอนิยมวิทยา ดร.ปิยนุช วุฒิสอน ผู้อำนวยการสำนักงาน สถิติแห่งขาติ และผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง
.
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า การนำ สายสื่อสารทุกประเภทลงใต้ดิน ในพื้นซึ่งเป็นตำแหน่งทางยุทธศาสตร์ของนโยบายสำคัญทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวระดับสากลและเป็นระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ ภาคเหนือ (Northern Economic Corridor: NEC – Creative LANNA) เพื่อพัฒนาเป็นฐานเศรษฐกิจสร้างสรรค์หลักของประเทศ รวมถึงการพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดนของจังหวัด ประกอบกับมีแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ จากความสำคัญดังกล่าว เทศบาลนครเชียงราย และเทศบาลตำบลแม่สาย จ.เชียงราย ให้ดูสวยงาม เป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่มีสายไฟฟ้าหรือสายสื่อสารรกรุงรังบดบังทัศนียภาพของสถานที่ท่องเที่ยว และเพื่อความปลอดภัยแก่ประชาชน นักท่องเที่ยว รวมทั้งรองรับการพัฒนาเขตเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ที่จะสร้างรายได้ให้แก่ภาครัฐจากการให้เช่าใช้ท่อร้อยสายหรือสายสื่อสารใต้ดินให้แก่ผู้ให้บริการรายอื่น ๆ อีกด้วย
.
ทั้งนี้ การนำสายสื่อสารทุกประเภทลงใต้ดิน ทำให้เกิดประโยชน์ต่อพื้นที่ ดังนี้
1. ทำให้พื้นที่ของ เทศบาลนครเชียงราย อ.เมืองเชียงราย และ เทศบาลตำบลแม่สาย อ.แม่สาย หรือจุดท่องเที่ยวที่มีการนำสายสื่อสารลงใต้ดินมีทัศนียภาพและสิ่งแวดล้อมที่สวยงาม เพิ่มความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
2. ระบบการสื่อสารและโทรคมนาคมมีประสิทธิภาพ และมีเสถียรภาพมากขึ้น เนื่องจากลดปัญหาผลกระทบที่เกิดจาก การพาดสายบนอากาศ เช่น การถูกสัตว์กัดแทะ การเกิดไฟไหม้
3. สามารถรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมที่สูงขึ้นในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4. เพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจสังคม และขีดความสามารถในการแข่งขันในการก้าวสู่การเป็นผู้นำการขับเคลื่อน และยกระดับการสื่อสาร และดิจิทัลให้กับประเทศ รองรับการพัฒนาเขตเมืองอัจฉริยะ (Smart City) และนโยบายไทยแลนด์ 4.0
5. สร้างรายได้ให้แก่ภาครัฐจากการให้เช่าท่อร้อยสาย และสายสื่อสารใต้ดิน
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

ผู้ว่าฯเชียงราย สั่งคนเผชิญไฟป่า สุขภาพไม่พร้อมให้งดปฏิบัติหน้าที่ทันที

 
เมื่อวันที่ 15 มี.ค. 67 ที่ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการหมอกควันไฟป่าและPM 2.5 จังหวัดเชียงราย ชั้น1 ศาลากลางจังหวัดเชียงราย นายพุฒิพงศ์ ศิริมาตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุม โดยมีนายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ นางอุบลรัตน์ พ่วงภิญโญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย หัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ฯ และนายอำเภอ ผู้แทนนายอำเภอ จากทั้ง 18 อำเภอ ร่วมประชุมผ่านระบบวิดีโอ conference
 
 
ในที่ประชุมฯ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้รับฟังการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมกำชับและเตรียมพร้อมการยกระดับมาตรการ ถึงแม้จุดความร้อนจะน้อยก็ตาม เนื่องจากคุณภาพอากาศในห้วงนี้ เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพและการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง กลุ่มเปราะบาง พร้อมทั้งจะมีการ Kick off ทั้ง 18 อำเภอในวันที่ 20 มีนาคมนี้ เพื่อเป็นการกระตุ้นเน้นย้ำห้ามเผาแก่ประชาชน พร้อมทั้งสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงานโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ ที่เผชิญกับไฟป่า กำชับต้องมีการตรวจสุขภาพเจ้าหน้าที่ดับไฟทุกราย หากเกณฑ์สุขภาพไม่พร้อมที่จะสามารถปฏิบัติงานได้ ให้งดปฏิบัติหน้าที่ทันทีเพื่อเป็นการป้องกันอันตรายในการปฏิบัติงาน พร้อมทั้งการดูแลในเรื่องของสวัสดิการ และค่าตอบแทนหากเกิดอุบัติเหตุหรือเหตุอันใดจากการปฏิบัติงาน
 
.
ทั้งนี้จังหวัดเชียงรายได้สั่งการให้นายอำเภอ ยกระดับการแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ตามที่กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย (กอปภ.จ.ชร.) ได้มีประกาศฯลงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2567 เรื่อง ห้ามการเผาในที่โล่งทุกชนิดโดยเด็ดขาด “76วันปลอดการเผา ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย” ตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ – 30 เมษายน 2567 ทั้งนี้สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย พบว่ายังมีปริมาณฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐานในระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพ ต่อเนื่องติดต่อกันตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2567 เป็นต้นมา จึงให้กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยอำเภอดำเนินการยกระดับปฏิบัติการเพื่อควบคุมการเผาในพื้นที่อย่างเข้มข้น จริงจัง บังคับใช้มาตรการทางกฎหมายห้ามเผาอย่างเด็ดขาด ประสานผู้นำท้องที่ ท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งรัดดำเนินการหาตำแหน่ง และสาเหตุการเกิดจุดความร้อน (Hotspots ) ในพื้นที่ ทั้งนี้ หากพบจุดความร้อนให้เร่งเข้าปฏิบัติการดับไฟโดยทันที 
 
 
เพื่อไม่ให้เกิดการลุกลามและขยายวงกว้าง และเมื่อควบคุมสถานการณ์ได้แล้วให้จัดชุดเฝ้าระวังเพื่อป้องกันการเกิดซ้ำ และในพื้นที่เสี่ยงเกิดไฟป่ารุนแรง หรือเกิดไฟป่าซ้ำซาก ให้เพิ่มรอบการลาดตะเวน และจัดชุดเฝ้าระวังประจำจุดตรวจ จุดสกัด ตลอด 24 ชั่วโมง อีกทั้งให้ประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงพยาบาลชุมชน สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ และหน่วยบริการสาธารณสุขอื่น ๆ ที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ ดำเนินการแจกจ่ายหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ หรือหน้ากากอนามัยชนิด N95 ให้แก่พี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเสี่ยงและกลุ่มเปราะบาง และจัดพื้นที่ปลอดภัย (Safety Zone) หรือห้องปลอดฝุ่นไว้บริการประชาชน รวมทั้งเพิ่มความถี่ในการให้คำแนะนำในการป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพ และช่องทางการเข้ารับบริการห้องปลอดฝุ่น หรือคลินิกมลพิษ จัดชุดเคลื่อนที่เร็ว “อสม. เคาะประตูบ้าน” เพิ่มรอบการตรวจเยี่ยม เพื่อยกระดับการแจ้งข่าวและสื่อสารความเสี่ยงด้านสุขภาพให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งดูแลผลกระทบต่อเด็กและเยาวชนในสถานศึกษา หรือศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ปรับรูปแบบการเรียนการสอน หรือปิดการเรียนการสอนในสถานศึกษา ให้สอดคล้อง เหมาะสมกับสถานการณ์
 
 
.
อีกทั้งกำชับหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ให้ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายโดยเคร่งครัด เพื่อป้องกันและลดมลพิษจากแหล่งกำเนิดต่าง ๆ ทั้งการเผาในที่โล่ง ภาคคมนาคมขนส่ง ภาคอุตสาหกรรมและการก่อสร้าง และประชาสัมพันธ์ ขอความร่วมมือประชาชน ตลอดจนภาคส่วนต่าง ๆ มีส่วนร่วมในการสอดส่อง
ดูแลหมู่บ้าน ชุมชน โดยงดการเผาและงดกิจกรรมที่ก่อให้เกิดฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 พร้อมทั้งสร้างการรับรู้ ให้ประชาชนทราบถึงมาตรการและผลการปฏิบัติของภาครัฐในการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ตลอดจนช่องทางในการรับความช่วยเหลือจากภาครัฐต่อไป
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS UPDATE

“พัชรวาท” สั่ง ปิดป่า – ยกระดับคุมจุดความร้อน 17 จังหวัดภาคเหนือ

 

เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2567  พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุม ผ่านระบบ VDO Conference ติดตามการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือ ร่วมกับ 17 จังหวัดภาคเหนือ สั่งการยกระดับมาตรการที่เข้มงวด ปรับรูปแบบ การจัดกำลังดับไฟป่า “ปิดป่า” ห้ามบุคคลเข้าพื้นที่ป่าอนุรักษ์ และป่าสงวนแห่งชาติในพื้นที่สถานการณ์รุนแรง บังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานปฏิบัติการด้วยความ “แม่นยำ รวดเร็ว ทันท่วงที มีประสิทธิภาพ” ประกอบด้วย 6 มาตรการสำคัญ ได้แก่

 

1) ปรับรูปแบบการจัดกำลังดับไฟป่า ด้วยยุทธวิธีผสมผสานทั้งการตรึงพื้นที่ด้วยจุดเฝ้าระวัง โดยให้วอร์รูมบัญชาการชุดปฏิบัติการดับไฟป่าตลอดเวลาที่มีการเข้าพื้นที่
 
2) ติดตามสถานการณ์จุดความร้อน เมื่อพบต้องเร่งเข้าปฏิบัติการควบคุมสถานการณ์โดยทันที แต่ต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ และงดการใช้อาสาสมัครที่ไม่ได้รับการฝึกปฏิบัติเพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสีย
 
3) สนับสนุนและบูรณาการทำงานอย่างเต็มที่เป็นหนึ่งเดียว กับศูนย์ปฏิบัติการระดับจังหวัดที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นศูนย์กลาง
 
4) “ปิดป่า” ห้ามมิให้บุคคลเข้าไปในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ และป่าสงวนแห่งชาติในพื้นที่สถานการณ์รุนแรง บังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด ยกระดับการจับกุมดำเนินคดีกับผู้ลักลอบจุดไฟเผาป่า
 
5) พื้นที่เกษตร ต้องติดตามเฝ้าระวังประสานงานกับฝ่ายปกครองอย่างใกล้ชิด เพื่อลดและควบคุมไม่ให้เกิดการเผาและหากเกิดต้องควบคุมให้ได้โดยเร็ว
 
6) สื่อสาร แจ้งเตือนสถานการณ์ฝุ่นละอองอย่างทั่วถึง ทันท่วงทีเพื่อให้ประชาชนรับทราบข้อมูลที่รวดเร็ว ถูกต้อง สร้างความรู้ ทำความเข้าใจกับประชาชนให้ปฏิบัติตนตามคำแนะนำที่ถูกต้องเหมาะสม
กระทรวงเกษตรฯ สั่งลุยสยบ PM 2.5 เชียงใหม่ ใช้เทคนิคเด็ด “โปรยน้ำและน้ำแข็งแห้ง”
นายไชยา พรหมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เผยถึงสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM 2.5 ในจังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดอื่นในภาคเหนือ การปฏิบัติการในครั้งนี้ กรมฝนหลวงฯ ได้ใช้ “เทคนิคลดอุณหภูมิในชั้นบรรยากาศผกผันด้วยการโปรยน้ำและโปรยน้ำแข็งแห้งเพื่อเป็นการเจาะช่องบรรยากาศให้สามารถระบายฝุ่นละอองขึ้นต่อไปได้ ” สำหรับผลการปฏิบัติในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 4 – 10 มีนาคม 2567 พบว่า ฝุ่นละอองขนาดเล็ก บริเวณ จ.เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ อุตรดิตถ์ น่าน มีแนวโน้มลดลง
กรมควบคุมโรคแนะ 3 แนวทางคนไทย “รู้-ลด-เลี่ยง” ฝุ่น PM 2.5
กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข แนะนำ 3 แนวทางรับมือและป้องกันฝุ่น PM 2.5 เพื่อให้คนไทยนำไปปรับใช้เพื่อรับมือกับ “ฝุ่น” ที่นับวันก็ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ได้แก่
 
• รู้ : ตรวจสอบสภาพอากาศทุกครั้งก่อนเดินทางออกจากบ้าน ผ่านการติดตามสถานการณ์ฝุ่นละออง PM 2.5 ในแอปพลิเคชัน Air4thai และเพจคนรักอนามัย ใส่ใจอากาศ PM 2.5 หรือติดตามข่าวสารตามช่องทางต่าง ๆ ของหน่วยงานด้านสาธารณสุข
• ลด : การสร้างมลพิษ ลดกิจกรรมที่ก่อให้เกิดฝุ่นละออง PM 2.5 เช่น จุดธูป เผากระดาษ
ปิ้งย่างที่ทําให้เกิดควัน การเผาใบไม้ เผาขยะ เผาพืชผลทางการเกษตร เป็นต้น รวมถึงการติดเครื่องยนต์ในบ้านเป็นเวลานาน
• เลี่ยง : หลีกเลี่ยงการเข้าไปในสถานที่ที่มีฝุ่นละอองสูง การอยู่กลางแจ้ง หรือทำกิจกรรมนอกอาคารเป็นเวลานานในช่วงที่ฝุ่นละออง PM 2.5 มีปริมาณมากกว่า 26 – 37 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรขึ้นไป โดยปราศจากอุปกรณ์ป้องกันฝุ่นละอองในอากาศ
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

ทางลอดใต้ทางรถไฟแบบโค้ง ทางคู่ แห่งแรกของไทย! “เด่นชัย-เชียงของ”

 
เมื่อวันที่12 มีนาคม 2567  รฟท.เปิดภาพทางลอดใต้ทางรถไฟแบบโค้งแห่งแรกของไทย ไซต์ก่อสร้างทางคู่ช่วงเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ เป็นรูปแบบใหม่นวัตกรรมจากสวิตเซอร์แลนด์ ก่อสร้างง่าย ประหยัด ประชาชนสัญจรสะดวก เผยตลอดเส้นทางมี 37 แห่ง เผยภาพรวมก่อสร้างตามแผน เปิดบริการในปี 71
 
 
นายเอกรัช ศรีอาระยันพงษ์ หัวหน้าสำนักงานผู้ว่าการ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า ตามที่ รัฐบาลและกระทรวงคมนาคมได้กำหนดยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศ โดยมุ่งเน้นการเดินหน้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อขยายขีดความสามารถการคมนาคมขนส่งของประเทศให้มีศักยภาพก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค และนายสุรพงษ์ ปิยะโชติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้มอบนโยบายให้การรถไฟฯ เร่งรัดดำเนินโครงการต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบการขนส่งทางราง การอำนวยความสะดวกการเดินทางแก่ผู้โดยสารให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง การเร่งรัดดำเนินโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ และรถไฟทางสายใหม่ให้เสร็จตามแผนที่กำหนด
 
นายนิรุฒ มณีพันธ์ ผู้ว่าการการรถไฟฯ ได้มีการขับเคลื่อนโครงการก่อสร้างระบบรางให้เดินหน้าเป็นไปตามแผนงาน ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถไฟทางคู่ โครงการรถไฟสายใหม่ โครงการรถไฟความเร็วสูง พร้อมกับมุ่งนำนวัตกรรม เทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้อย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการก่อสร้างให้เกิดความคุ้มค่า รวดเร็ว เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
 
 
ในการดำเนินโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ช่วงเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ ระยะทาง 323.10 กิโลเมตร วงเงินลงทุน 72,835 ล้านบาท ซึ่งการรถไฟฯ ได้นำนวัตกรรมเทคโนโลยีสมัยใหม่จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์มาใช้ก่อสร้างทางลอดใต้ทางรถไฟ แบบโค้ง (Railway Arch culvert) ซึ่งเป็นรูปแบบใหม่แห่งแรกในไทยที่มีลักษณะเป็นคอนกรีตหล่อเสริมเหล็กแบบสำเร็จรูปจากโรงงาน สามารถยกไปประกอบติดตั้งได้ง่าย ช่วยลดระยะเวลาการก่อสร้าง ประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่าร้อยละ 20-25 อีกทั้งยังลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการใช้ซีเมนต์ และเพิ่มความสูงและความกว้างของทางลอด (Clearance) ซึ่งประชาชนสามารถสัญจรได้สะดวกมากกว่าการทำทางลอดใต้ทางรถไฟแบบเดิมอีกด้วย
 
 
สำหรับทางลอดใต้ทางรถไฟรูปแบบโค้งดังกล่าวได้สร้างขึ้นแห่งแรกในพื้นที่ตำบลปงป่าหวาย อำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ ซึ่งอยู่ในสัญญาที่ 1 ช่วงเด่นชัย-งาว มีระยะช่วงสะพาน 16.5 เมตร ความยาว 33.5 เมตร มีความสูง 4.2 เมตร ปัจจุบันอยู่ระหว่างก่อสร้างคาดจะใช้เวลาประมาณ 2 เดือนในการสร้างเสร็จ จากนั้นจะมีการสร้างทางลอดใต้ทางรถไฟแบบเดียวกัน ตลอดเส้นทางโครงการฯ ไม่น้อยกว่า 37 แห่ง ซึ่งอยู่ในพื้นที่สัญญาที่ 1 ช่วงเด่นชัย-งาว จำนวน 21 แห่ง สัญญาที่ 2 ช่วงงาว-เชียงราย จำนวน 8 แห่ง และสัญญาที่ 3 ช่วงเชียงราย-เชียงของ อีก 8 แห่ง ขณะเดียวกัน การรถไฟฯ ยังได้พิจารณานำรูปแบบการสร้างทางลอดดังกล่าวไปปรับใช้กับการก่อสร้างโครงการรถไฟทางคู่ในเส้นทางอื่นๆ ซึ่งเมื่อสร้างเสร็จจะช่วยเพิ่มความคุ้มค่าทางการลงทุนเป็นอย่างมาก
 
 

ส่วนความก้าวหน้าโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ ล่าสุดมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูล ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2567 มีรายละเอียด ดังนี้

– สัญญาที่ 1 ช่วงเด่นชัย-งาว ระยะทาง 103.7 กิโลเมตร มูลค่าก่อสร้าง 26,560 ล้านบาท มีกิจการร่วมค้า ไอทีดี-เนาวรัตน์ ประกอบด้วย บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับจ้าง ปัจจุบันมีความคืบหน้าร้อยละ 6.499 ซึ่งเร็วกว่าแผนงานที่กำหนดไว้ร้อยละ 3.443

– สัญญาที่ 2 ช่วงงาว-เชียงราย ระยะทาง 132.3 กิโลเมตร มูลค่าก่อสร้าง 26,890 ล้านบาท มีกิจการร่วมค้าซีเคเอสที-ดีซี 2 ประกอบด้วย บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท บุรีรัมย์พนาสิทธิ์ จำกัด เป็นผู้รับจ้าง ปัจจุบันมีความคืบหน้าร้อยละ 7.766 ซึ่งเร็วกว่าแผนงานที่กำหนดไว้ร้อยละ 0.014

– สัญญาที่ 3 ช่วงเชียงราย-เชียงของ ระยะทาง 87.1 กิโลเมตร มูลค่าก่อสร้าง 19,385 ล้านบาท มีกิจการร่วมค้าซีเคเอสที-ดีซี 3 ประกอบด้วย บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท เชียงใหม่คอนสตรัคชั่น จำกัด เป็นผู้รับจ้าง ปัจจุบันมีความคืบหน้าร้อยละ 5.548 ช้ากว่าแผนงานที่กำหนดไว้ร้อยละ 2.913

ทั้งนี้ โครงการรถไฟทางคู่สายใหม่ ช่วงเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ คาดจะแล้วเสร็จสมบูรณ์พร้อมเปิดใช้บริการได้ในปี 2571 ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางให้แก่ผู้โดยสารและการขนส่งสินค้า สามารถลดระยะเวลาเดินทางเมื่อเทียบกับรถยนต์ได้กว่า 1-1.30 ชม. อีกทั้งยังช่วยเชื่อมโยงระหว่างเศรษฐกิจแนวเหนือ-ใต้ กับอนุภาคลุ่มแม่น้ำโขง และเชื่อมต่อกับเส้นทางรถไฟของ สปป.ลาว ที่มุ่งตรงสู่เมืองคุนหมิง สาธารณรัฐประชาชนจีนได้อีกด้วย ที่สำคัญยังมีทางขนถ่ายสินค้าออกสู่ทะเลทางท่าเรือแหลมฉบัง รองรับนโยบายการจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษเชียงราย (SEZ)

 
 

สำหรับโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ เป็นส่วนหนึ่งในยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของไทย โดยมีจุดเริ่มต้นที่สถานีเด่นชัย จังหวัดแพร่ มุ่งไปทางทิศเหนือผ่านพื้นที่ 59 ตำบล 17 อำเภอ 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดแพร่ ลำปาง พะเยา และสิ้นสุดที่ด่านพรมแดนเชียงของ จังหวัดเชียงราย มีสถานีและป้ายหยุดรถทั้งสิ้น 26 แห่ง ประกอบด้วย สถานีขนาดใหญ่ 4 แห่ง สถานีขนาดเล็ก 9 แห่ง ป้ายหยุดรถ 13 แห่ง และมีย่านกองเก็บและขนถ่ายตู้สินค้า บรรทุกตู้สินค้า 1 แห่ง ที่สถานีเชียงของ บนพื้นที่ 150 ไร่ พร้อมแนวถนนเชื่อมต่อไปยังชายแดนเชียงของ

 

โครงการนี้ได้มีการออกแบบให้มีรั้วกั้นตลอดแนวเส้นทางรถไฟ ไม่มีจุดตัดทางถนนโดยทำสะพานรถยนต์ข้ามและลอดทางรถไฟ (Overpass / Underpass) รวมถึงสะพานลอยสำหรับทางเท้า และทางรถจักรยานยนต์ รวม 254 จุด ช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุบริเวณทางผ่านเสมอระดับ ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญประการหนึ่งของนายปิยะพงษ์ ปิยะโชติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม รวมทั้งสามารถรักษาระดับความเร็วของขบวนรถไฟให้คงที่ มีความปลอดภัย และมีอุโมงค์ทางคู่ตามแนวเส้นทางที่พาดผ่านพื้นที่ภูเขาอีก 4 แห่ง

 

ประกอบด้วย 1. อุโมงค์สอง จังหวัดแพร่ ความยาว 1.2 กิโลเมตร 2. อุโมงค์งาว จังหวัดลำปาง ความยาว 6.2 กิโลเมตร 3. อุโมงค์แม่กา จังหวัดพะเยา ความยาว 2.7 กิโลเมตร 4. อุโมงค์ดอยหลวง จังหวัดเชียงราย ความยาว 3.4 กิโลเมตร รวมระยะทาง 13.5 กิโลเมตร โดยอุโมงค์งาวเป็นอุโมงค์ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย

 

ทั้งนี้ เมื่อก่อสร้างเสร็จ รถไฟทางคู่ ช่วงเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ จะเป็นเส้นทางรถไฟที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีก่อสร้างอันทันสมัย มีทิวทัศน์รอบข้างสวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ อีกทั้งยังช่วยเติมเต็มประสิทธิภาพโครงข่ายการคมนาคมของไทยให้สมบูรณ์ นำพาให้ไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านคมนาคม และโลจิสติกส์ของอาเซียนได้ในอนาคตอันใกล้ต่อไป

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS UPDATE

ตร. เดินหน้าบุหรี่ไฟฟ้า ทั่วประเทศ ชี้ฝ่าฝืนมีโทษหนัก ปรับ 5000 จำคุก 5 ปี

 
เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2567 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พล.ต.ท.นิรันดร เหลื่อมศรี ผู้ช่วย ผบ.ตร. (ปป 2 ) ซึ่งรับผิดชอบงานป้องกันปราบปราม เปิดเผยว่า ได้กำชับรอบโรงเรียนต้องปลอดจากบุรี่ไฟฟ้าด้วยปัจจุบัน มีการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในกลุ่มของเด็กและเยาวชนมีการใช้บุหรี่ไฟฟ้ากันอย่างแพร่หลาย มีช่องทางการจำหน่ายทางออนไลน์ที่สามารถซื้อขายได้ง่าย รัฐบาลจึงให้ความสำคัญในการปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้า โดยให้ทุกหน่วยงานราชการดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง
 
 
พล.ต.ท.นิรันดร กล่าวอีกว่า พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. จึงมีนโยบายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกพื้นที่กวดขันจับกุมการกระทำความผิดเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเด็ดขาด และมอบหมายให้ พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร.(ปป) และ ตนประชุมขับเคลื่อนมาตการในการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า
ร่วมกับผู้บังคับบัญชาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ รอง ผบช.น. , รอง ผบช.ภ. 1-9 รอง ผบช.สอท. รอง บช.ก. และ ผบก.ปคบ. พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ พ.ต.อ.ประทีป เจริญกัลป์ รองเลขาธิการคณะกรรมกาคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งในการประชุมครั้งนี้
 
 
ได้มีการชี้แจงข้อกฎหมาย ฐานความผิดของผู้ลักลอบนำเข้า ผู้จำหน่ายและผู้ครอบครองบุหรี่ไฟฟ้าตลอดจนกำหนด แนวทางในการสืบสวนจับกุม รวมถึงมาตรการประชาสัมพันธ์และให้ความรู้กับชุมชนเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดในระดับพื้นที่ ทั้งนี้ พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร.(ปป)ประธานการประชุม ได้สั่งการให้ทุกหน่วยดำเนินการบังคับใช้กฎหมายเรื่องดังกล่าวอย่างจริงจัง
ดังนี้
(1.) เน้นยำให้ทุก สน.,สภ. สืบสวนจับกุมร้านจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า ในพื้นที่โดยรอบ
โรงเรียน และสถานศึกษาทุกแห่ง ต้องทำให้สถานศึกษาเป็นเขตปลอดบุหรี่ไฟฟ้า
(2.)ให้ทุกหน่วยนำข้อมูลร้านค้าบุหรี่ไฟฟ้าเป้าหมาย ซึ่งมีทั้งร้านจำหน่ายที่มีหน้าร้านและเว็บไซต์ที่จำหน่ายช่องทางออนไลน์ โดยข้อมูลเป้าหมายดังกล่าวเป็นข้อมูลทั่วประเทศ ที่ ตร.ได้รวบรวมจากการข่าว การแจ้งเบาะแสของประชาชนและภาคีเครือข่าย จึงให้ทุกกองบัญชาการนำข้อมูลดังกล่าวมากำหนดเป้าหมายในการเข้าตรวจค้นจับกุม โดยทุกกองบัญชาการจะต้องมีผล
การจับกุมที่เป็นรูปธรรม
(3.) ให้ บก.ปคบ. และ บช.สอท. รับผิดชอบสืบสวนจับกุม ผู้กระทำผิดรายใหญ่
โดยเฉพาะการจำหน่ายในช่องทางออนไลน์ ที่เป็นเครือข่ายระดับประเทศ เพื่อตัดวงจรการกระจายสินค้าไปยังร้านค้ารายย่อย
(4.) ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบถึงข้อกฎหมาย ความผิดและอัตราโทษ
ที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้า และอันตรายจากการใช้บุหรี่ไฟฟ้า โดยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติงานด้านชุมชนสัมพันธ์ ของทุกสถานีตำรวจ ซึ่งต้องเข้าไปให้ความรู้แก่ชุมชน โรงเรียน หรือสถานศึกษาเพิ่มเติมความรู้ในข้อกฎหมายและอันตรายจากการใช้บุหรี่ไฟฟ้าดังกล่าว
 
 
หลังเสร็จสิ้นการประชุม พล.ต.อ. กิตติ์รัฐฯ ขอฝากประชาสัมพันธ์ไปยังพี่น้องประชาชนว่า บุหรี่ไฟฟ้าแทบทุกชนิดมีส่วนผสมของนิโคตินซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกาย การสูบบุหรี่ไฟฟ้านอกจากจะส่งผลต่อสุขภาพแล้ว การมีไว้ในครอบครอง อาจเข้าข่ายเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 ซึ่งโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับเป็นเงินสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือทั้งจำทั้งปรับ และการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในเขตปลอดบุหรี่ เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2560 ซึ่งมีโทษปรับทางพินัยไม่เกิน 5,000 บาทอีกด้วย ทั้งนี้ หากประชาชนพบการกระทำความผิดเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์ยาสูบที่ผิดกฎหมาย สามารถแจ้งข้อมูลเบาะแสได้ที่สถานีตำรวจในพื้นที่ หรือสายด่วน 1599″ ผู้ช่วย ผบ.ตร.กล่าว
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS UPDATE

เปิดภารกิจ นายกฯ วันที่ 15 – 19 มี.ค.นี้ เชียงใหม่ – ลำพูน – พะเยา – ลำปาง

 
เมื่อวันที่ 11 มี.ค. 67 รู้สื่อข่าวรายงานภารกิจ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง มีกำหนดการลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และลำพูน ในวันที่ 15-17 มี.ค.นี้

โดยในวันที่ 16.30 น. นายกฯ เดินทางจากท่าอากาศยาน 2 กองบิน 6 (บน.6) ไปยังท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ จากนั้นเวลา 20.00 น.นายกฯ ประชุมบูรณาการการแก้ปัญหาไฟป่า ฝุ่นPM2.5 ปัญหาสินค้าเถื่อนและปัญหายาเสพติด รวมกับผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ แม่ทัพภาคที่ 3 และผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5

 

ต่อมาวันที่ 16 มี.ค. เวลา 10.00 น. นายกฯ ร่วมลงพื้นที่กับเจ้าหน้าที่ในการจัดการแก้ปัญหาไฟป่า ก่อนที่ในช่วงบ่าย นายกฯ จะติดตามความคืบหน้า การผลักดันสินค้าท้องถิ่นในโครงการพระราชดำริ

จากนั้นในช่วงค่ำ นายกฯ เป็นประธาน เปิดงานโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ และส่งเสริมการท่องเที่ยวกิจกรรมวิถีชีวิตทางสายไหมชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองลีซู ที่สวนเฉลิมพระเกียรติ 82 พรรษา องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่

วันที่ 17 มี.ค.ช่วงเช้านายกฯ พบปะประชาชนและกลุ่มชาติพันธุ์ และเดินทางต่อไปยังบ้านดอนหลวง อ.ป่าซาง จ.ลำพูน เพื่อพบปะประชาชนในพื้นที่ ก่อนที่ช่วงเย็นนายกฯจะเดินทางไปยังคลองแม่ข่า จ.เชียงใหม่ ติดตามประเด็นการพัฒนาแหล่ง และยกระดับสินค้าซอฟต์พาวเวอร์ และช่วงค่ำพบปะพูดคุย กับผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยว ที่ถนนคนเดิน จ.เชียงใหม่

 

ต่อมาในวันที่ 18 มี.ค.นายกฯ ลงพื้นที่จ.พะเยา อาทิ ติดตามสถานการณ์การค้าชายแดนและพัฒนาพื้นที่ก่อสร้างที่ทำการด่านชายแดน CIQ ณ จุดผ่านแดนถาวรบ้านฮวก สักการะอนุสาวรีย์พ่อขุนงำเมือง และวันที่ 19 มี.ค. เป็นประธานการประชุมครม.สัญจร ที่ จ.พะเยา ที่หอประชุมพญางำเมือง มหาวิทยาลัยพะเยา และช่วงบ่ายนายกฯ ลงพื้นที่ตรวจราชการและพบปะประชาชนที่ จ.ลำปาง

 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กรมประชาสัมพันธ์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS UPDATE

บอร์ดแอลกอฮอล์ฯบอร์ดแอลกอฮอล์ฯ เคาะแนวทางคุมเครื่องดื่มสงกรานต์ 2567

 
เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2567 ที่กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ครั้งที่ 2/2567 โดยมี นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร อธิบดีกรมควบคุมโรค และกรรมการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม โดยนพ.ชลน่านกล่าวว่า วันนี้ที่ประชุมมีการพิจารณาเห็นชอบ 2 ประเด็นสำคัญ คือ 
 
 

1.แนวทางการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ. 2567 ตามที่กรมควบคุมโรค ร่วมกับภาคีเครือข่ายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เสนอ ภายใต้แนวคิดรณรงค์ “ขับไม่ดื่ม ดื่มไม่ขับ” โดยบูรณาการร่วมกับแผนปฏิบัติการด้านควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระดับชาติ ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2565-2570) เพื่อป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ 

เนื่องจากเทศกาลสงกรานต์ 2566 ที่ผ่านมา พบว่า ปัจจัยหลักยังมาจากการดื่มแล้วขับ โดยวันที่ 11 – 17 เมษายน 2566 มีผู้ดื่มแล้วขับบาดเจ็บและเสียชีวิตรวม 4,340 ราย เป็นเยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปี 502 ราย และมักเกิดในถนนสายรองมากกว่าถนนสายหลัก 

 

ซึ่งในปีนี้รัฐบาลประกาศจัดกิจกรรม “มหาสงกรานต์ World Songkran Festival” ตั้งแต่วันที่ 1-21 เมษายน 2567 รวม 21 วัน จึงแบ่งการดำเนินงานเป็น 3 ช่วง คือ 

 

  • ช่วงเตรียมความพร้อมก่อนเทศกาล 1-10 เมษายน 
  • ช่วงเทศกาล 11-17 เมษายน 
  • หลังเทศกาล 18-21 เมษายน เน้นมาตรการพื้นที่เล่นน้ำปลอดภัยโดยขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พิจารณาจัดพื้นที่เล่นน้ำสงกรานต์ปลอดภัยไร้แอลกอฮอล์และขอให้คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จังหวัด/กทม. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนรณรงค์ประชาสัมพันธ์ร้านค้าและประชาชนให้ปฏิบัติตามกฎหมาย 

 

โดยส่งเสริมให้นายอำเภอ นักรณรงค์ มีส่วนร่วมและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะเรื่องการห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้แก่เด็กและเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายทุกประเภท (โปรโมชั่น ลด แลก แจก แถม) ห้ามขายนอกเวลาที่กฎหมายกำหนด คือ 11.00 – 14.00 น. และ 17.00 – 24.00 น. และห้ามจำหน่าย/ห้ามบริโภคในสถานที่ที่กฎหมายกำหนด 

 

รวมทั้งมีการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ผู้ขับขี่ที่เกิดอุบัติเหตุทุกราย ด้วยการใช้เครื่องเป่าวัดทางลมหายใจ หากเป่าไม่ได้ให้ส่งเจาะเลือดตรวจที่โรงพยาบาล โดยเฉพาะผู้ขับขี่อายุต่ำกว่า 20 ปี ที่มีแอลกอฮอล์เกินกำหนด คือ มากกว่า 20 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ให้สอบสวนขยายผลดำเนินคดีกับผู้ที่จำหน่ายแอลกอฮอล์ด้วย 

 

นอกจากนี้ ให้เน้นมาตรการป้องปรามพฤติกรรมเสี่ยงในชุมชน เพื่อสกัดกั้นคนเมาออกมาสู่ท้องถนน โดยการตั้งด่านครอบครัวและด่านชุมชน และให้มีการคัดกรองพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของผู้ที่ถูกศาลสั่งคุมประพฤติฐานขับรถขณะเมาสุราทุกราย พร้อมส่งต่อผู้ถูกคุมประพฤติที่ยินยอมเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาที่สถานพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขทุกแห่ง โดยเบิกค่าใช้จ่ายตามสิทธิการรักษา

 

 

2.เห็นชอบร่างระเบียบและคำสั่ง 5 ฉบับ แบ่งเป็น 

 

1) ร่างระเบียบคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ 1 ฉบับ คือ การเลือกและการแต่งตั้งที่ปรึกษาคณะกรรมการนโยบายฯ และร่างคำสั่งคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 4 ฉบับ ได้แก่ เรื่องแต่งตั้งคณะอนุกรรมการร่างและแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย หรืออนุบัญญัติตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกฮอล์ พ.ศ. 2551, เรื่องแต่งตั้งอนุกรรมการพิจารณาการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ฯ, เรื่องแต่งตั้งอนุกรรมการด้านการบำบัดรักษาฟื้นฟูสภาพผู้ติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเรื่องแต่งตั้งคณะทำงานศึกษาข้อมูลประกอบการกำหนดกรอบระยะเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 

 

ซึ่งเป็นไปตามที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2567 มีมติให้คณะทำงานไปทำการศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดกรอบระยะเวลาในการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้านอาหารทั่วไปอย่างรอบคอบ เพื่อดูความเป็นไปได้ในการขยายกำหนดเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สนับสนุนกระตุ้นการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ ซึ่งแม้จะไม่ได้กำหนดกรอบระยะเวลาในการศึกษาข้อมูล แต่เนื่องจากเป็นประเด็นที่อยู่ในความสนใจของสังคม คณะทำงานที่แต่งตั้งชุดนี้จะเร่งรัดให้เร็วที่สุด โดยคำนึงถึงข้อมูลที่ครบถ้วน รอบด้าน

 

 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงสาธารณสุข

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS UPDATE

เตือน “โรคแอนแทรกซ์” พบ 3 ผู้ป่วย ในลาว เหตุกินเนื้อวัว-ควายดิบ

 

เมื่อวันที่ 9 มี.ค.67 น.ส.เกณิกา อุ่นจิตร์  รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี   กล่าวว่า ในขณะนี้กรมปศุสัตว์ได้แจ้งเตือนการพบโรคแอนแทรกซ์ ซึ่งเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนในประเทศลาว โดยมีสาเหตุจากการบริโภคเนื้อโค-กระบือดิบ   โดยเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2567 มีรายงานข่าวต่างประเทศว่าพบผู้ป่วยโรคแอนแทรกซ์ 3 ราย ที่เมืองสุขุมา แขวงจำปาสัก ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งโรคแอนแทรกซ์ (Anthrax) เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน โดยโรคนี้มีสาเหตุจากเชื้อแบคทีเรีย (Bacillus anthracis) สัตว์ที่เป็นโรคนี้ส่วนใหญ่เกิดจากการหายใจเอาสปอร์ของเชื้อแบคทีเรียที่ปนเปื้อนอยู่ในดินหรือหญ้าเข้าสู่ร่างกาย หรือจากการกินน้ำและอาหารที่มีเชื้อปะปนเข้าไป เมื่อเชื้อเข้าตัวสัตว์จะเพิ่มจำนวนมากขึ้น พร้อมสร้างสารพิษทำให้สัตว์ป่วยและตายในที่สุด

 

ทั้งนี้ ระหว่างสัตว์ป่วย เชื้อถูกขับออกมากับอุจจาระ ปัสสาวะหรือน้ำนม เมื่อเปิดผ่าซาก เชื้อสัมผัสกับอากาศ จะสร้างสปอร์ทำให้คงทนในสภาพแวดล้อมได้นาน โค กระบือ แพะ และแกะที่ป่วยจะมีอาการแบบเฉียบพลัน คือจะตายอย่างรวดเร็ว มีเลือดสีดำคล้ำไหลออกตามทวารต่างๆ ซากไม่แข็งตัว สำหรับคนที่ผ่าซากหรือบริโภคเนื้อสัตว์ป่วยด้วยโรคนี้แบบสุกๆ ดิบๆ จะพบแผลหลุมตามนิ้วมือ แขน หรือช่องปาก และมีอาการเจ็บปวดในช่องท้อง โรคนี้ทำให้คนตายได้หากตรวจพบโรคช้า

 

น.ส.เกณิกากล่าวต่อว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยกรมปศุสัตว์ ได้ยกระดับมาตรการเฝ้าระวังป้องกันโรค โดยสั่งการให้ด่านกักกันสัตว์ตามแนวชายแดนไทย-ลาวเข้มงวดตรวจสอบการลักลอบนำเข้าโค กระบือ แพะ และแกะที่มีชีวิต รวมถึงผลิตภัณฑ์ด้วย เตรียมความพร้อมด้านวัคซีนป้องกันโรค และขอความร่วมมือเกษตรกรผู้เลี้ยงโค กระบือ แพะ และแกะ ให้ดูแลสัตว์ของตนเองให้มีสุขภาพสมบูรณ์ แข็งแรง และหมั่นสังเกตอาการสัตว์เลี้ยงของตนเองอยู่เสมอ ขอย้ำให้บริโภคเนื้อสัตว์ที่ผ่านการปรุงสุกและเป็นเนื้อสัตว์ที่ทราบแหล่งที่มาเท่านั้น

 

               “หากเกษตรกรหรือประชาชนทั่วไป พบโค กระบือ แพะ แกะ แสดงอาการป่วยหรือตายผิดปกติโดยไม่ทราบสาเหตุแบบเฉียบพลัน ห้ามเปิดผ่าซาก ห้ามเคลื่อนย้ายซากหรือชำแหละเพื่อการบริโภค ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ อาสาปศุสัตว์  กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือเจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ในพื้นที่ หรือ ผ่านทาง Application DLD 4.0 หรือโทรศัพท์สายด่วน 06-3225-6888 เพื่อให้การช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างทันท่วงที”  รองโฆษกรัฐบาลกล่าว

 

โรคแอนแทรกซ์ หรือชาวบ้านเรียกว่า โรคกาลี เป็นโรคที่รู้จักกันมาแต่โบราณกาล แอนแทรกซ์นับว่าเป็นโรคระบาดสำคัญโรคหนึ่งในพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2499 เป็นโรคติดต่ออันตรายร้ายแรงที่เกิดขึ้นได้ในสัตว์กินหญ้าแทบทุกชนิด ทั้งสัตว์ป่า เช่น ช้าง เก้ง กวาง และสัตว์เลี้ยง เช่น โค กระบือ แพะ แกะ แล้วติดต่อไปยังคนและสัตว์อื่น เช่น เสือ สุนัข แมว สุกร โรคมักจะเกิดในท้องที่ซึ่งมีประวัติว่าเคยมีโรคนี้ระบาดมาก่อน แต่ปัจจุบันเนื่องจากการคมนาคมสะดวกและรวดเร็ว พ่อค้าสัตว์มักจะนำสัตว์ป่วย หรือสัตว์ที่อยู่ในระยะฟักตัวของโรคไปขายในท้องถิ่นอื่น ทำให้เกิดการกระจายของโรคไปไกลๆ ได้ เชื้อนี้ก่อให้เกิดโรคในคน 3 แบบ คือที่ผิวหนัง ที่ปอดจากการสูดดม ที่ทางเดินอาหาร และ oro-pharynx จากการกินเชื้อนี้เข้าไป.

 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กรมปศุสัตว์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

ลำปาง สะท้อนข้อจำกัด กฎหมายป่าไม้ มาตรการห้ามเผา-การจัดการไฟ

เมื่อวันที่ 4 มี.ค. 67 เวลา 09.00 – 16.00 น. ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ สภาผู้แทนราษฎร ได้จัดโครงการ “การสร้างองค์ความรู้ในการจัดการไฟป่าให้กับชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง และข้อจำกัดทางกฎหมาย นโยบายของรัฐ” ณ ชุมชนบ้านกลาง ตำบลบ้านดง อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในการดูแลรักษาและจัดการไฟป่าระหว่างชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่า รวมถึงปัญหาและข้อจำกัดทางกฎหมาย เพื่อนำข้อมูลการจัดการไฟในพื้นที่สู่การพัฒนาแผนการจัดการไฟป่าได้อย่างสอดคล้องกับพื้นที่

 

การแลกเปลี่ยนอภิปรายเรื่อง การสร้างองค์ความรู้ในการจัดการไฟป่าให้กับชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง และข้อจำกัดทางกฎหมาย นโยบายของรัฐ มีตัวแทนแต่ละภาคส่วนร่วมเป็นวิทยากร ได้แก่ พริษฐ์ วัชรสินธุ ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร, ชลธี เชื้อน้อย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดลำปาง, พนมพร ตุ้ยกาศ นายอำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง, ศุกร์ ไทยธนสุกานต์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านดง, สมชาติ รักษ์สองพลู ผู้ใหญ่บ้านชุมชนบ้านกลาง ตำบลบ้านดง อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง, พชร คำชำนาญ มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ โดยมีมานพ คีรีภูวดล กรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ เป็นผู้ดำเนินรายการ

 

ภาคประชาชนสะท้อน ‘กฎหมายป่าไม้-มาตรการห้ามเผา’ ทับวิถีคนอยู่กับป่า สมชาติ รักษ์สองพลู ผู้ใหญ่บ้านชุมชนบ้านกลาง ตำบลบ้านดง อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง กล่าวถึงบริบทชุมชนบ้านกลางว่า เป็นหนึ่งในชุมชนชาติพันธุ์ปกาเกอะญอไม่กี่ชุมชนในอำเภอแม่เมาะ และมีหลักฐานการตั้งอยู่ของชุมชนมานานนับร้อยปี อาจกล่าวได้ว่า ชุมชนตั้งอยู่มาก่อนการมีพ.ร.บ.ป่าไม้ฉบับแรกที่ประกาศใช้ รวมถึงพ.ร.บ.อุทยานฯ ที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนมาเป็นเวลากว่าสามสิบปี นับตั้งแต่การเตรียมประกาศอุทยานแห่งชาติถ้ำผาไท ในปีพ.ศ.2532 เป็นต้นมา จนกระทั่งในปัจจุบัน พื้นที่ที่อยู่อาศัย ที่ทำกิน และพื้นที่ใช้สอยประโยชน์ทั้งหมดของชุมชน ยังอยู่ในเขตพื้นที่เตรียมประกาศอุทยานแห่งชาติถ้ำผาไท นำมาสู่ความกังวลใจในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นที่ป่า ทำให้วิถีชีวิตของคนอยู่กับป่าจำต้องปรับเปลี่ยนไปตั้งแต่มีการเตรียมประกาศอุทยานฯ ถ้ำผาไท

 

“ชุมชนชาติพันธุ์อยู่กับป่าไม่ได้ละเลยเรื่องสิ่งแวดล้อม เราอยู่ เราดูแล เรารักษา ไม่ได้มองว่าป่าเป็นของเราคนเดียว แต่ป่าเป็นของทุกคนทั้งประเทศ แต่พอกฎหมายป่าไม้ออกมากดทับชุมชนเช่นนี้ ทำให้วิถีการอยู่กับป่า และดูแลป่าของเรามันถูกจำกัดไปจากเดิม เพราะการดำรงชีวิตของเราทุก ๆ อย่างมันเกิดขึ้นในป่า เมื่อมีกฎหมายมาทับเรา เราก็กังวลใจ” สมชาติกล่าว

 

นอกจากกฎหมายป่าไม้และพ.ร.บ.อุทยานฯ แล้ว ในระยะเวลาเกือบสิบปีที่ผ่านมา ได้มีปัจจัยสำคัญอีกสิ่งหนึ่งที่ส่งผลต่อชุมชน คือ ‘มาตรการห้ามเผา’ คำสั่งจากจังหวัดที่ประกาศบังคับใช้เพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นควัน PM2.5 แต่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของชุมชนชาติพันธุ์ปกาเกอะญอที่อยู่ในเขตป่า และทำไร่หมุนเวียนซึ่งเป็นแหล่งปลูกข้าวไว้ใช้บริโภคในครัวเรือนตลอดทั้งปี โดยกระบวนการทำเกษตรกรรมแบบไร่หมุนเวียนจำเป็นต้องใช้ไฟในการเผาเตรียมพื้นที่เพาะปลูก ซึ่งจะตรงกับช่วงที่มาตรการห้ามเผาประกาศบังคับใช้ ทางชุมชนจึงทำแผนการจัดการไฟที่ระบุชัดเจนว่า จะมีแปลงไร่หมุนเวียนที่จะเผาอยู่ในพิกัดใด รวมถึงระบุวันเวลาในการเผาที่ชัดเจน ซึ่งแผนการใช้ไฟจะส่งไปแจ้งให้ทางอำเภอทราบ แต่ก็ยังต้องมีการเลื่อนเวลาเผาไร่หมุนเวียนเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับจุดความร้อนในพื้นที่ป่า

 

“นโยบายที่รัฐประกาศออกมา ไม่ได้ให้ชาวบ้านในพื้นที่มีส่วนร่วม ทั้งยังใช้แบบเหมารวมทั่วประเทศ ซึ่งกระทบกับคนที่อยู่กับป่า ทั้ง ๆ ที่เรารักษาด้วยจิตวิญญาณ ทำให้เรากลายเป็นจำเลย ขยับตัวก็ไม่ได้ อยากให้หน่วยงานแยกแยะการใช้ไฟ ไฟแบบไหนเป็นไฟจำเป็นก็ต้องแยก” สมชาติกล่าว

 

 ‘ท้องที่ท้องถิ่น’ พร้อมเดินหน้าพัฒนา หากกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น พนมพร ตุ้ยกาศ นายอำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง กล่าวว่า การใช้ไฟในช่วงมาตรการห้ามเผาสามารถดำเนินการได้ หากมีแผนในการบริหารจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่ที่ควบคุมได้และมีขอบเขตระยะเวลาชัดเจนแจ้งมาทางอำเภอ ซึ่งอาจจะต้องเลี่ยงช่วงระยะเวลาที่มีการตรวจจับจุดความร้อนผ่านทางดาวเทียม เนื่องจากช่วงวิกฤตฝุ่นควัน PM2.5 จุดความร้อนจะถูกนำมาใช้เป็นตัวบ่งชี้จุดกำเนิดฝุ่นควัน เช่น พื้นที่ที่มีจุดความร้อนจำนวนมาก จะถูกเพ่งเล็งว่าเป็นพื้นที่ที่มีการกระทำให้เกิดฝุ่นควัน PM2.5 ทั้งที่ฝุ่นควันเหล่านี้ไม่มีพรมแดนกั้น ดังนั้น ฝุ่นควันที่กำเนินที่จุดหนึ่งจึงสามารถพัดพามายังอีกจุดหนึ่ได้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง

 

ที่ผ่านมาทางอำเภอแม่เมาะถูกเพ่งเล็งเรื่องปริมาณฝุ่นควัน เนื่องจากตรวจพบจุดความร้อนสูงที่จัดในจังหวัดลำปาง ในความเป็นจริงแล้วทั่วทั้งจังหวัดลำปางมีเครื่องตรวจจับความร้อนเพียง 4 เครื่อง ถูกติดตั้งที่อำเภอแม่เมาะ 3 เครื่อง จึงทำให้ข้อมูลจุดความร้อนของจังหวัดลำปางถูกตรวจพบที่อำเภอแม่เมาะสูงมาก

 

ด้านข้อจำกัดการพัฒนาในพื้นที่ป่าที่ทางท้องที่ท้องถิ่นสะท้อนคือ ความยุ่งยากซับซ้อนของขั้นตอน เพราะท้องที่ท้องถิ่นต้องส่งเรื่องไปยังกรมป่าไม้ให้อธิบดีกรมพิจารณาอนุญาตในการพัฒนา ซึ่งน้อยครั้งมากที่จะได้รับอนุญาต แม้มีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2563 เรื่อง ขอผ่อนผันการเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ป่า โดยให้หน่วยงานท้องที่ท้องถิ่นบันทึกข้อมูลการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าโดยระบุพิกัดให้ชัดเจน แล้วส่งข้อมูลไปให้กรมป่าไม้หรือกรมอุทยานแห่งชาติ พิจารณาก่อนเริ่มดำเนินการ แต่ไม่ได้เกิดผลในทางปฏิบัติ เพราะจนกระทั่งปัจจุบัน (พ.ศ.2567) ยังไม่มีหน่วยงานลงมาตรวจสอบในพื้นที่แต่อย่างใด ทั้งที่ในเมื่อมีการผ่อนผันแล้วก็ควรจะอนุมัติให้ดำเนินการในพื้นที่ได้

 

“ส่วนตัวมองว่าจึงมีความยุ่งยากซับซ้อนในกระบวนการขออนุญาตดำเนินการในพื้นที่ป่า อาจจะถ่ายโอนอำนาจการพัฒนาสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานในชุมชน มาให้ระดับจังหวัดตัดสินใจมากกว่าให้ตัดสินใจที่ระดับกรม แม้กระทั่งการทำแนวกันไฟในบางจุดก็ยังไม่สามารถเข้าไปทำได้ เนื่องจากมีข้อจำกัดที่ต้องระมัดระวังกฎหมายป่าไม้เรื่องการเข้าไปแผ้วถางในพื้นที่ป่าทั้ง ๆ ที่เป็นการบริหารจัดการเชื้อเพลิงที่เป็นผลดีต่อการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ” พนมพรกล่าว

 

ศุกร์ ไทยธนสุกานต์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านดง กล่าวว่า ข้อจำกัดสำคัญของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในชุมชนที่อยู่ในเขตป่า คือ ความทับซ้อนในขอบเขตอำนาจของหน่วยงาน แม้ว่าแต่ละหน่วยงานมีขอบเขตหน้าที่ที่ชัดเจนก็จริง แต่เมื่อไปทับซ้อนกับขอบเขตอำนาจของหน่วยงานอื่นก็ทำให้การพัฒนาในพื้นที่ติดขัดได้ อย่างกรณีการทำถนนเข้าชุมชนที่อยู่ในเขตป่า จะมีลำดับขั้นตอนของกระบวนการที่ต้องส่งเรื่องให้กรมป่าไม้หรือกรมอุทยานแห่งชาติที่มีอำนาจตัดสินใจในการดำเนินการในพื้นที่ป่าเสียก่อน หากพิจารณาเห็นชอบแล้วอนุมัติจึงจะดำเนินการได้

“อบต.บ้านดงสนับสนุนการพัฒนาสาธารณูปโภคในเขตพื้นที่ป่า อย่างกรณีถนนทางเข้าชุมชนบ้านกลาง ก็มีการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม EIA แล้ว ส่วนการขอใช้งบประมาณตามขั้นตอน ต้องมีการจับพิกัดในพื้นที่ก่อนจะใช้งบประมาณ ทำให้การดำเนินการเกิดความล่าช้า จนบางทีต้องคืนงบประมาณไปแทนที่จะนำมาใช้ในการพัฒนาในพื้นที่ หลังจากนี้ทางอบต.จะรับพิจารณาจัดทำแผนการดำเนินการให้เป็นข้อบัญญัติของตำบลต่อไป” ศุกร์กล่าว

 

ภาคประชาสังคม ตอก ‘กฎหมายป่าไม้’ กรงขังที่ครอบชุมชนในเขตป่า

พชร คำชำนาญ เจ้าหน้าที่สื่อสารรณรงค์ มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ กล่าวว่า หากมองอย่างผิวเผินจะเห็นว่าชุมชนชาติพันธุ์เหมือนชุมชนทั่วไปในพื้นที่ป่า แต่ในความเป็นจริงแล้วหลายชุมชน หลายพื้นที่ถูกรัฐไทยประกาศกฎหมายทับครั้งแล้วครั้งเล่า อย่างกรณีชุมชนบ้านกลางที่ถูกกฎหมายนโยบายป่าไม้ไทยบังคับใช้ถึงสามครั้ง เริ่มจากการประกาศใช้พ.ร.บ.ป่าไม้ ปีพ.ศ. 2484 เป็นการประกาศทับพื้นที่ชุมชนครั้งแรกว่า ตรงที่ชุมชนดำรงอยู่จะกลายเป็นพื้นที่ป่าไม้ของไทย ครั้งที่สองคือ การประกาศใช้พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ. 2507 และตอกย้ำความชัดเจนอีกครั้งว่า พื้นที่ชุมชนอยู่ในเขตพื้นที่เตรียมการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติถ้ำผาไท เมื่อปี พ.ศ. 2532 ซึ่งผลของการบังคับใช้กฎหมายและคำสั่งเหล่านี้ยังคงดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน

 

 

 

นอกจากกฎหมายนโยบายป่าไม้ที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนชาติพันธุ์ในพื้นที่ป่าแล้ว ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา นับแต่การเริ่มมีปัญหาฝุ่นควัน PM2.5 สิ่งที่ชุมชนชาติพันธุ์ในพื้นที่ป่าต้องเผชิญเพิ่มคือ การถูกเบียดขับจากสังคมเมือง ถูกป้ายสีให้เป็นแพะรับบาปในปัญหาสิ่งแวดล้อม รวมถึงการถูกกล่าวโทษว่าไร่หมุนเวียนที่ต้องใช้ไฟในการทำเกษตรกรรม เป็นสาเหตุของฝุ่นควัน PM2.5 นำมาสู่การบรรจุปัญหาฝุ่นควันอยุ่ในวาระแห่งชาติว่าด้วยการจัดการฝุ่นโดยกรมควบคุมมลพิษ ในยุครัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อปี 2563 ซึ่งในแผนวาระแห่งชาตินี้

 

 

 

มี ‘มาตรการห้ามเผาโดยเด็ดขาด’ บรรจุอยู่ โดยมีกระทรวงมหาดไทยที่มีอำนาจในการมอบหมายมายังผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ละจังหวัด ให้มีอำนาจในการตัดสินใจและออกคำสั่งควบคุมการเผาในจังหวัดได้โดยชอบ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการในพื้นที่ออกลาดตระเวนการใช้ไฟในพื้นที่ป่าถี่ขึ้น หลังปี 2563 พบว่ามีคดีที่เกี่ยวข้องกับไฟป่ามากถึง 600 กว่าคดีที่ถูกจับกุมดำเนินคดีประชาชนในพื้นที่

 

 

ในปี 2567 มีการพัฒนาระบบแอพลิเคชัน Fire D เพื่อเป็นช่องทางลงทะเบียนการขออนุญาตเผาล่วงหน้า เพื่อแก้ไขปัญหาการห้ามเผาอย่างเหมารวม แต่ด้วยระบบ single command ของระบบราชการไทย ที่ทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจในการระงับแผนการใช้ไฟที่เคยขออนุญาตไว้ในระบบ Fire D ได้ หากช่วงนั้นเป็นช่วงที่เกิดวิกฤตฝุ่น PM2.5 อย่างรุนแรง

 

 

 

สะท้อนให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างของรัฐราชการรวมศูนย์ของไทย ที่ทำให้ความพยายามในการดำเนินการแก้ไขปัญหาติดขัดและไม่เป็นไปดังที่ควรจะเป็น

 

 

“หลังฝนแรกโปรยลงมา ฝุ่นควันหายไป ทุกคนอยากมาเที่ยวภาคเหนือ ชื่นชมธรรมชาติที่เขียวขจี โดยลืมซากปรักหักพังที่เกิดกับชุมชนจากมาตรการห้ามเผาในช่วงฝุ่น PM2.5 ข้อเสนอของสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือคือ มาตรการห้ามเผาต้องยกเลิก โดยต้องแยกไร่หมุนเวียนออกจากมาตรการห้ามเผาให้ชัดเจน รวมถึงผลักดันให้การกระจายอำนาจการจัดการพื้นที่ให้ถึงชุมชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่การมอบหมายอำนาจให้ผู้ว่าราชการแบบรัฐราชการรวมศูนย์ที่เป็นอยู่” พชรกล่าว

 

 

 

กมธ.ในนาม ‘ผู้แทนราษฎร’ เห็นพ้อง พร้อมร่วมผลักดันในสภา

พริษฐ์ วัชรสินธุ ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ กล่าวว่า จากการรับฟังเสียงสะท้อนจากภาคประชาชน ท้องที่ท้องถิ่น และภาคประชาสังคม ล้วนเห็นด้วยและมีข้อเสนอ 6 ประเด็นหลัก ๆ ดังนี้

 

 

 

– การประกาศพื้นที่ป่าทับพื้นที่ทำกินที่กระทบต่อประชาชนที่อาศัยอยู่และทำกินมาเป็นระยะเวลานาน ทางพรรคก้าวไกลมีข้อเสนอให้ จัดตั้งกองทุนในการพิสูจน์สิทธิในที่ดิน 10,000 ล้านบาท เพื่อให้พิสูจน์สิทธิในที่ดินที่มีข้อพิพาททั้งหมด และแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น พ.ร.บ.ป่าไม้ 2484 พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ ประมวลกฎหมายที่ดิน และปรับปรุงปัญหาทับซ้อนของแผนที่ให้แล้วเสร็จ ซึ่งขณะนี้อยู่ในการพิจารณาของนายกรัฐมนตรีเนื่องจากเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเงิน

 

– ส่งเสริมพื้นที่นิเวศน์วัฒนธรรม เป็นหนึ่งในแนวทางการบริหารจัดการพื้นที่ร่วมกันระหว่างชุมชนในพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ที่ต้องรักษาระบบนิเวศน์และคงไว้ซึ่งวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ เช่น การแบ่งสัดส่วนพื้นที่ในการบริหารจัดการ โดยกลไกคณะกรรมการที่มาร่วมออกแบบกติกาในการบริหารจัดการพื้นที่ต้องมีสัดส่วนของคนในพื้นที่เป็นหลัก เพื่อช่วยให้การบริหารในพื้นที่เป็นไปอย่างแม่นยำและสอดคล้องกับบริบทในพื้นที่ได้ ซึ่ช่องทางที่จะทำให้เกิดแนวทางนี้คือ การผลักดันกฎหมายชาติพันธุ์

 

– ลดอคติทางชาติพันธุ์ หากปรับมุมมองว่า นโยบายทางวัฒนธรรมมีส่วนเอื้อต่อการดำรงรักษาสิ่งแวดล้อม เช่น กรณีศึกษาจากประเทศแถบละติน-อเมริกา ที่มีการกำหนดเป้าหมายลดอัตราการตัดต้นไม้ในพื้นที่ป่า พบว่าในพื้นที่ที่ให้ชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองในพื้นที่มีส่วนร่วมในกระบวนการ จะมีอัตราการตัดไม้ทำลายป่าจะลดลง

 

– กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น เพื่อให้ท้องที่ท้องถิ่นใกล้ชิดประชาชนในพื้นที่มากที่สุด ขณะนี้มีร่างกฎหมายแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจและงบประมาณ เพื่อให้ท้องถิ่นมีอำนาจในการจัดบริการสาธารณะอย่างมีอิสรภาพมากขึ้น และต้องเพิ่มบุคลากรในระดับท้องถิ่น เพิ่มงบประมาณที่เหมาะสมต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในแต่ละพื้นที่ได้อย่างเต็มศักยภาพ

 

– สวัสดิการโดยรัฐ ในปัจจุบันทางพรรคก้าวไกลพยายามยกระดับอัตราสวัสดิการให้เป็นแบบถ้วนหน้า เพื่อทุกคนเข้าถึงได้ และให้ระดับสวัสดิการสอดล้องกับค่าครองชีพมากขึ้น

– เพิ่มการมีส่วนร่วมทางการเมืองของกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง สามาถทำได้ในหลายช่องทาง เช่น การเพิ่มสัดส่วนผู้แทนราษฎรชาติพันธุ์ การออกแบบกฎกติการอื่น ๆ ที่จะทำให้เสียงสะท้อนของชาติพันธุ์ในประเทศไทยดังขึ้น

 

“หากมองสูงกว่าระดับกฎหมายทั่วไป ให้ไปถึงวาระการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะทำอย่างไรให้สภาร่างรัฐธรรมนูญมีสัดส่วนของชาติพันธุ์มากขึ้น เสนอว่า ให้ออกแบบระบบเลือกตั้งสสร. เป็นแบบบัญชีรายชื่อ เพื่อให้เพิ่มสัดส่วนของประชาชนแต่ละกลุ่มได้หลากหลายมากขึ้น มีกรณีศึกษาประเทศชิลี สำหรับการเลือกตั้งสสร. ที่มีบัตรเลือกตั้งสองใบสำหรับกลุ่มชาติพันธุ์ ว่าจะเลือกตัวแทนจากพื้นที่ หรือตัวแทนจากกลุ่ม ส่วนประชาชนทั่วไปจะมีบัตรเลือกตั้งหนึ่งใบ” พริษฐ์กล่าว

 

หลังกิจกรรมการแลกเปลี่ยนอภิปราย ตัวแทนสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ จังหวัดลำปาง ได้ยื่นหนังสือสองฉบับถึงประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร และประธานคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ สภาผู้แทนราษฎร เพื่อเสนอเพื่อโปรดเร่งดำเนินการปกป้องวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์จากมาตรการห้ามเผาอย่างเร่งด่วน

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS UPDATE

กองทัพเรือ ปฏิบัติการค้นหา ปลดวัตถุอันตราย ‘เรือหลวงสุโขทัย’

 

เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2567 ซึ่งเป็นวันที่ 10 ของปฏิบัติการค้นหาและปลดวัตถุอันตรายเรือหลวงสุโขทัย ซึ่งชุดประดาน้ำ กองทัพเรือไทย บนเรือหลวงมันใน ซึ่งใช้เป็นฐานปฏิบัติการในวันนี้ จอดเรือใกล้จุดที่เรือหลวงสุโขทัยอับปาง มีการดำน้ำ จำนวน 5 เที่ยว โดยมีภารกิจในการค้นหาผู้สูญหาย สำรวจหาพยานหลักฐานต่างๆ และการถอดถอนปืนกล ขนาด 20 มิลลิเมตร

 

โดยผลการปฏิบัติ ไม่พบผู้สูญหาย สามารถทำการถอดถอนปืนกลขนาด 20 มิลลิเมตร ทางกราบขวา นอกจากนั้นยังได้ทำการถ่ายภาพเพื่อหาหลักฐานพยานต่าง ๆ การปฏิบัติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่มีอุปสรรคในการดำเนินการ
และ เมื่อช่วงเช้าวันนี้ กองทัพเรือ ได้ทำการเคลื่อนย้ายท่อยิง Harpoon จำนวน 2 ท่อ และแท่นยิงตอร์ปิโด จำนวน 2 แท่น (6 ท่อ) จากเรือ Ocean Valor ขึ้นสู่รถลำเลียง ไปเก็บรักษาที่ กรมสรรพาวุธทหารเรือ อำเภอสัตหีบจังหวัดชลบุรี
ในขณะที่วานนี้ (1 มีนาคม 2567) เวลา 18.30 น. พลเรือตรี กรวิทย์ ฉายะรถี รองเสนาธิการกองเรือยุทธการ ได้เยี่ยมบำรุงขวัญ นักดำน้ำ ไทยและสหรัฐฯ จำนวน 2 นาย ที่ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย จากการปฏิบัติการดำน้ำ
 
 
สำหรับการปฏิบัติวันพรุ่งนี้ จะมีการปฏิบัติการดำน้ำของชุดปฏิบัติการผสมของกองทัพเรือไทยและกองทัพเรือสหรัฐฯ บนเรือ Ocean Valor ในการค้นหาผู้สูญหายและ ปลดวัตถุอันตราย จำนวน 5 เที่ยว ประกอบด้วย การค้นหาผู้สูญหายในห้องศูนย์ยุทธการ รวมถึงการรวบรวมหลักฐาน และ ปลดขีดความสามารถยุทโธปกรณ์ในห้องศูนย์ยุทธการ โดยรายละเอียดและความคืบหน้าต่างๆจะแจ้งให้ทราบในโอกาสต่อไป
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กองทัพเรือ Royal Thai Navy

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News