Categories
NEWS NEWS UPDATE

ซูเปอร์โพลเผยประชาชน กว่า 67% อยากให้เร่งกระตุ้นแจกเงินดิจิทัล

 

เมื่อวันที่ 31 มีนาคม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้ก่อตั้งสำนักวิจัย ซูเปอร์โพล เสนอผลสำรวจเรื่อง ความต้องการของประชาชน กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ รวมจำนวน 1,382 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 25-30 มีนาคมที่ผ่านมา

 

ที่น่าพิจารณาคือ เมื่อถามถึงความต้องการของประชาชน พบ 5 อันดับแรก ได้แก่ ประชาชนต้องการให้เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ แจกเงินดิจิทัล แก้ไขปัญหาปากท้อง เสริมสภาพคล่องธุรกิจ ร้อยละ 67.4 ประชาชนต้องการให้เร่งแก้ไขปัญหา แก๊งคอลเซนเตอร์ มิจฉาชีพออนไลน์ โจรไซเบอร์ ร้อยละ 63.9 แก้ไขปัญหาหนี้ ทั้งในและนอกระบบ ร้อยละ 61.8 แก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนทุกมิติ เช่น ยาเสพติด ยกพวกตีกัน ค้าประเวณี ละเลยคุณธรรมจริยธรรม ร้อยละ 60.7 และแก้ไขปัญหายาเสพติด ร้อยละ 60.5

 

ที่น่าสนใจคือ เมื่อสอบถามถึงการสนับสนุนของประชาชนต่อกลุ่มการเมืองฝ่ายการเมือง พบว่า ร้อยละ 30.8 สนับสนุน กลุ่มการเมืองขั้วรัฐบาล อนุรักษ์นิยม ในขณะที่ ร้อยละ 23.0 สนับสนุน กลุ่มการเมืองฝ่ายค้าน กลุ่มเสรีนิยม ที่น่าพิจารณาคือ มากที่สุดหรือร้อยละ 46.2 ระบุว่า กลาง ๆ ไม่ยึดติด ใครทำดีมีประโยชน์ ไม่ฝืนความรู้สึก สนับสนุนฝ่ายนั้น

 

เมื่อแบ่งออกตาม เพศ พบความแตกต่าง คือ ในกลุ่มผู้สนับสนุน กลุ่มการเมืองขั้วรัฐบาล อนุรักษ์นิยม ชายมีอยู่ร้อยละ 33.2 หญิงร้อยละ 28.7 ในกลุ่มผู้สนับสนุน กลุ่มการเมืองฝ่ายค้าน กลุ่มเสรีนิยม ชายมีอยู่ร้อยละ 26.0 หญิง ร้อยละ 20.6 ที่น่าพิจารณาคือ ในกลุ่มกลาง ๆ ไม่ยึดติด ใครทำดีมีประโยชน์ ไม่ฝืนความรู้สึก สนับสนุนฝ่ายนั้น ชายมีอยู่ร้อยละ 40.8 ซึ่งน้อยกว่าหญิงที่มีอยู่ร้อยละ 50.7

 

เมื่อแบ่งออกตามช่วงอายุ พบความแตกต่างที่น่าพิจารณาเช่นกัน คือ ในกลุ่มผู้สนับสนุน กลุ่มการเมืองฝ่ายค้าน กลุ่มเสรีนิยม คนอายุต่ำกว่า 20 ปี มีอยู่ร้อยละ 44.4 ซึ่งมากกว่าทุกกลุ่มช่วงอายุ แต่ในกลุ่มสนับสนุน กลุ่มการเมืองขั้วรัฐบาล อนุรักษ์นิยม พบว่ากระจายกันออกไปในหลายกลุ่มช่วงอายุ เช่น ต่ำกว่า 20 ปีมีอยู่ร้อยละ 36.1 อายุระหว่าง 20-29 ปีมีอยู่ร้อยละ 32.1 อายุระหว่าง 30 – 39 ปี มีอยู่ร้อยละ 35.6 อายุระหว่าง 40 – 49 ปี มีอยู่ร้อยละ 25.7 อายุระหว่าง 50 – 59 ปีมีอยู่ร้อยละ 27.4 และอายุ 60 ปีขึ้นไปมีอยู่ร้อยละ 35.3 ที่น่าสนใจคือ

 

ประชาชนหมู่มากในหลายช่วงอายุยังอยู่ในกลุ่ม กลาง ๆ ไม่ยึดติด ใครทำดีมีประโยชน์ ไม่ฝืนความรู้สึก สนับสนุนฝ่ายนั้น ที่พบมากที่สุดในกลุ่มอายุ 40 – 49 ปี คือ ร้อยละ 54.1 และกลุ่มอายุ 50 – 59 ปี มีอยู่ร้อยละ 53.6

 

ผศ.ดร.นพดล กล่าวว่า ผลโพลชิ้นนี้ชี้ให้เห็นว่า ความต้องการของประชาชนยังเหมือนเดิมคือต้องการให้เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ แจกเงินดิจิทัล แก้ไขปัญหาปากท้อง เสริมสภาพคล่องธุรกิจ และที่มาใหม่แตกต่างไปจากนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีคือ แก้ไขปัญหา แก๊งคอลเซนเตอร์ มิจฉาชีพออนไลน์ โจรไซเบอร์ ดูดเงินของประชาชน

 

เพราะที่ผ่านมาประชาชนรับรู้ว่ารัฐบาลพยายามแก้ไขปัญหาในสามเรื่องได้แก่ ยาเสพติด กับ หนี้นอกระบบ และการแจกเงินดิจิทัล แต่เรื่องสำคัญที่เป็นความต้องการของประชาชนอันดับสองในการสำรวจครั้งนี้คือ แก๊งคอลเซนเตอร์ มิจฉาชีพออนไลน์ โจรไซเบอร์ ดูดเงินของประชาชน เกลื่อนเมืองประชาชนเดือดร้อนไปทั่ว และหนี้ในระบบก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่รัฐบาลและหน่วยงานของรัฐน่าจะนำมาพิจารณาปรับปรุงยกระดับความต้องการของประชาชนที่ต้องเร่งตอบสนองให้ตรงจุด

 

ผู้ก่อตั้งซูเปอร์โพล กล่าวต่อว่า เรื่องความไม่ปลอดภัยทางไซเบอร์ต่อประชาชนแต่ละคนและต่อธุรกิจออนไลน์ รวมถึงความมั่นคงของชาติยังอยู่ในขั้นวิกฤตที่ต้องเร่งแก้ไขโดยเสนอให้ มีการกำหนดกรอบเวลาเมื่อเกิดเหตุร้ายทางออนไลน์ขึ้น รวดเร็วฉับไวต่อการแก้ไขปัญหาแบบเรียลไทม์ กระจายครอบคลุมถึงตัวเจ้าหน้าที่รัฐผู้รับผิดชอบในแต่ละหน้างาน มีกรอบเวลาชัดเจน มีช่องทางสื่อสารอัพเดตให้ประชาชนทราบถึงขั้นตอนในการแก้ไขปัญหามิจฉาชีพออนไลน์ โจรไซเบอร์ โดยเสนอให้มีการประยุกต์ใช้การยกระดับข้อตกลงบริการดูแลประชาชนร่วมกันระหว่างหน่วยงานของรัฐ (Service Level Agreement, SLA)

 

ให้ประชาชนเกิดความอบอุ่นใจ ความรู้สึกปลอดภัยและรู้ได้แบบเรียลไทม์ว่าปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่เกิดขึ้นกำลังอยู่ในขั้นตอนใด ถ้าหากทำได้เช่นนี้ ฐานการสนับสนุนของประชาชนน่าจะเพิ่มขึ้นในการสนับสนุนรัฐบาลและการทำงานของนายกรัฐมนตรีและการแบ่งขั้วแบ่งข้างน่าจะลดลงเหลือเพียงขั้วเดียวคือ ความต้องการของประชาชน

 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักวิจัย ซูเปอร์โพล 

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

ในหลวง-พระราชินี ทรงตัดหวายลูกนิมิตอุโบสถบุญชุ่มรัตนปุรี ศรีธรรมราชา วัดพระธาตุดอยเวียงแก้ว 

 

เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2567 เวลา 15.33 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงตัดหวายลูกนิมิตอุโบสถบุญชุ่มรัตนปุรี ศรีธรรมราชา วัดพระธาตุดอยเวียงแก้ว ตำบลศรีดอนมูล อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย

 

เมื่อเสด็จพระราชดำเนินถึงท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย  นายประเสริฐ  จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ คณะข้าราชการ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ  

 

ต่อจากนั้น ประทับเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินไปยังสนามเฮลิคอปเตอร์ชั่วคราว วัดพระธาตุดอยเวียงแก้ว ตำบลศรีดอนมูล อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ณ ที่นั่น ว่าที่ร้อยตรี ศราวุธ  จันทวงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ คณะข้าราชการ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ  จากนั้น ประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินไปยังที่ประดิษฐานสมเด็จพระคันธาระองค์ปฐม วัดพระธาตุดอยเวียงแก้ว  

 

ครั้นเสด็จพระราชดำเนินถึง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงวางพวงมาลัย ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการท้ายที่นั่งบูชาสมเด็จพระคันธาระองค์ปฐม ทรงกราบ  แล้วประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินไปยังอุโบสถบุญชุ่มรัตนปุรี ศรีธรรมราชา 

 

เมื่อเสด็จพระราชดำเนินถึง นายพุฒิพงศ์  ศิริมาตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ คณะข้าราชการ และประชาชน เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ  จากนั้น เสด็จเข้าอุโบสถ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการทองทิศบูชาพระพุทธเมตตามหาจักรพรรดิรัตนปุรีศรีเชียงแสน พระประธานประจำอุโบสถ ทรงกราบ ทรงศีล ประธานสงฆ์ถวายศีล  

 

เสร็จแล้ว พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กราบบังคมทูลเบิกนายปราเสริฐ  ปราสาททองโอสถ ประธานจัดสร้างอุโบสถบุญชุ่มรัตนปุรี ศรีธรรมราชา เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท กราบบังคมทูลรายงานประวัติความเป็นมาและวัตถุประสงค์ในการจัดสร้างอุโบสถบุญชุ่มรัตนปุรี ศรีธรรมราชา

 

ต่อจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปยังมณฑลพิธีตัดหวายลูกนิมิต ทรงพระสุหร่าย ทรงเจิม ทรงปิดทองลูกนิมิต และทรงตัดสาแหรกลูกนิมิตอุโบสถ และทรงโปรยเหรียญลงในหลุมลูกนิมิต พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา ชาวพนักงานลั่นฆ้องชัย ประโคมสังข์ แตร ดุริยางค์  แล้วทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมถวายพระสงฆ์ ทรงหลั่งทักษิโณทก พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก  

 

จากนั้น พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายอินทพร  จั่นเอี่ยม ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กราบบังคมทูลเบิกผู้มีอุปการคุณในการจัดสร้างอุโบสถ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท รับพระราชทานของที่ระลึก ตามลำดับ  เสร็จแล้ว พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ คณะบุคคลต่าง ๆเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเงิน โดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย และของที่ระลึกแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี 

 

จากนั้น ทรงลงพระปรมาภิไธย และทรงลงพระนามาภิไธยในแผ่นศิลา  แล้วเสด็จพระราชดำเนินไปทรงกราบที่หน้าเครื่องนมัสการ ทรงลาพระสงฆ์   ในโอกาสนี้ พระครูบาบุญชุ่ม ญาณสังวโร อรัญวาสีภิกขุ วัดพระธาตุดอยเวียงแก้ว เฝ้า ถวายของที่ระลึกแด่ พระบาทสมเด็พระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี และถวายเงิน โดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย 

 

จากนั้น เสด็จออกจากอุโบสถ ไปทรงปลูกต้นรวงผึ้งไว้เป็นที่ระลึก  สมควรแก่เวลาจึงประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็พระราชดำเนินไปยังสนามเฮลิคอปเตอร์ชั่วคราว วัดพระธาตุดอยเวียงแก้ว แล้วประทับเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินไปยังท่าอากาศยานนานาชาติแม่ฟ้าหลวง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย เพื่อประทับเครื่องบินพระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินกลับกรุงเทพมหานคร    

  

ในโอกาสนี้ มีราษฎรจำนวนมากมาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ ซึ่งเดินทางมาจากพื้นที่อำเภอต่าง ๆ ในจังหวัดเชียงราย อาทิ อำเภอแม่สาย  อำเภอแม่ฟ้าหลวง รวมถึงจังหวัดใกล้เคียง ต่างพร้อมใจสวมเสื้อสีเหลือง และเครื่องแต่งกายประจำชาติพันธุ์ต่าง ๆ อาทิ  ลัวะ ไทลื้อ  คะฉิ่น  จีนยูนนาน กับทั้งศิษยานุศิษย์ พระครูบาบุญชุ่ม ญาณสังวโร อรัญวาสีภิกขุ ที่เดินทางมาจากจังหวัดท่าขี้เหล็ก สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ซึ่งแต่งกายด้วยชุดประจำชาติพันธุ์ไทใหญ่ ต่างมาร่วมเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทด้วยความจงรักภักดี  และเปล่งเสียง “ทรงพระเจริญ” อย่างกึกก้อง 

 

การนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงแย้มพระสรวล และโบกพระหัตถ์ให้กับราษฎรที่มาเฝ้าทูละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ ยังความปลี้มปีติแก่ราษฎรที่ได้ชมพระบารมี   

 

ในการนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้กองแพทย์หลวง สำนักพระราชวัง ร่วมกับโรงพยาบาลและหน่วยสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย ออกให้บริการด้านสาธารณสุข มอบพิมเสนน้ำและผ้าเย็นพระราชทาน กับทั้งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดตั้งโรงครัวพระราชทาน ประกอบอาหารปรุงสุกใหม่ จัดทำเป็นอาหารกล่อง พระราชทานแก่ราษฎรที่มาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ ยังความปลื้มปีติแก่ราษฎรอย่างหาที่สุดมิได้ 

 

ทั้งนี้ วัดพระธาตุดอยเวียงแก้ว อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย เป็นวัดราษฎร์ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ก่อสร้างขึ้นโดยดำริของพระครูบาบุญชุ่ม ญาณสังวโร อรัญวาสีภิกขุ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา 

 

เมื่อวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๖๖ โดยดำเนินการก่อสร้างอุโบสถบุญชุ่มรัตนปุรี ศรีธรรมราชา ขึ้นเมื่อปี ๒๕๖๕ เป็นศิลปะตามแบบล้านนาบริสุทธิ์ ปัจจุบันได้ดำเนินการก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว เพื่อใช้เป็นสถานที่ประชุมทำสังฆกรรมของพระภิกษุสงฆ์ จัดกิจกรรมและกิจต่าง ๆ ในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา 

 

ภายในวัดแสดงภาพประติมากรรมฝาผนัง พุทธประวัติ ทศชาติ และชีวประวัติ พระครูบาบุญชุ่ม ญาณสังวโร อรัญวาสีภิกขุ เป็นสถานที่ศึกษาหาความรู้ เพื่อให้พุทธศาสนิกชนน้อมนำไปเป็นแบบอย่างในการประพฤติปฏิบัติตน เป็นสถานที่ประดิษฐานพระพุทธเมตตามหาจักรพรรดิรัตนปุรีศรีเชียงแสน พระประธานประจำอุโบสถ และสมเด็จพระคันธาระองค์ปฐม พระพุทธรูปองค์สำคัญของวัดพระธาตุดอยเวียงแก้ว ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา และอาจาริยบูชาแด่ พระครูบาบุญชุ่ม ญาณสังวโร อรัญวาสีภิกขุ เพื่อสืบสานและเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้มีความเจริญมั่นคงสืบไป

 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS NEWS UPDATE

ม.พะเยา แชมป์ 2 ปีติด ใช้หนี้คืน กยศ. ม.แม่ฟ้าหลวง เชียงราย อันดับ 7

 
เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2567  รองศาสตราจารย์ ดร.สุภกร พงศบางโพธิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยพะเยา มอบหมายให้ ดร.วุฒิชัย ไชยรินคำ รองอธิการบดีฝ่ายคุณภาพนิสิต เป็นตัวแทนมหาวิทยาลัยพะเยา เข้ารับมอบโล่ประกาศเกียรติคุณ สถานศึกษาระดับอุดมศึกษาที่มีอัตราชำระหนี้ กยศ. ดีที่สุดอันดับ 1 ของประเทศต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) จัดพิธีมอบประกาศเกียรติคุณแก่สถานศึกษาระดับอุดมศึกษา 25 แห่งและระดับอาชีวศึกษา 25 แห่ง ที่มีอัตราชำระหนี้ดีที่สุดของประเทศ เพื่อเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติ และสร้างขวัญกำลังใจในการดำเนินงานของสถานศึกษา โดยมีนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง และประธานกรรมการ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาเป็นผู้มอบรางวัล ณ ห้องประชุมวายุภักษ์ 4 ชั้น 4 กระทรวงการคลัง
 

นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เปิดเผยว่า “จากการที่กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาได้จัดอันดับข้อมูลสถิติการชำระหนี้ของสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาและระดับอาชีวศึกษาทั่วประเทศที่มีผู้กู้ยืมที่อยู่ระหว่างการชำระเงินคืนกองทุน จึงได้จัดพิธีมอบประกาศเกียรติคุณแก่สถานศึกษาระดับอุดมศึกษาและระดับอาชีวศึกษาที่มีอัตราการชำระหนี้ดีที่สุด 25 อันดับแรกของประเทศ ประจำปี 2566 รวมจำนวนทั้งสิ้น 50 แห่ง เพื่อเป็นการยกย่องเชิดซูเกียรติ และสร้างขวัญกำลังใจในการดำเนินงานของสถานศึกษาที่เข้าร่วมการดำเนินงานกองทุน โดยสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาที่มีอัตราการชำระหนี้ดีที่สุดอันดับที่ 1 ได้แก่

มหาวิทยาลัยพะเยา และได้เรียงลำดับรายชื่อสถานศึกษา 25 อันดับ ดังนี้

1.มหาวิทยาลัยพะเยา

2. มหาวิทยาลัยศิลปากร

3.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร

4. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา

5.มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

6. มหาวิทยาลัยนเรศวร

7.มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง 8. มหาวิทยาลัยมหิดล

9.มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 10. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

11.มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 12. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

13.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี 14.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ

15.มหาวิทยาลัยบูรพา 16. มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

17.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ 18. สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์

19.สถบันเทคโนโลยีพระจอมกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง 20. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก

21.มหาวิทยาลัยขอนแก่น 22. มหาวิทยาลัยทักษิณ

23.มหาวิทยาลัยแม่โจ้ 24. มหาวิทยาลัยเทคนโลยีราชมงคลอีสาน

25.มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

 

สำหรับ สถานศึกษาระดับอาชีวศึกษา ที่มีอัตราการชำระหนี้ดีที่สุดอันดับที่ 1 ได้แก่ วิทยาลัยเทคนิคลำปาง และได้เรียงลำดับรายชื่อสถานศึกษา 25 อันดับ ดังนี้

1. วิทยาลัยเทคนิคลำปาง   

2. วิทยาลัยเทคนิคสว่างแดนดิน  

3. วิทยาลัยเทคนิคอุตรดิตถ์   

4. วิทยาลัยเทคนิคเดชอุดม 

5. วิทยาลัยเทคนิคเชียงราย         

6. วิทยาลัยเทคนิคกันทรลักษ์

7. วิทยาลัยอาชีวศึกษาลำปาง  

8. วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย

9. วิทยาลัยเทคนิคสกลนคร   

10. วิทยาลัยเทคนิคชุมแพ

11. วิทยาลัยเทคนิคนางรอง    

12. วิทยาลัยเทคนิคน่าน   

13. วิทยาลัยเทคนิคสุโขทัย    

14. วิทยาลัยเทคนิคแพร่

15. วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุตรดิตถ์     

16. วิทยาลัยเทคนิคเลย 

17. วิทยาลัยเทคนิคอุบลราชธานี 

18. วิทยาลัยการอาชีพนวมินทราชินีมุกดาหาร 

19. วิทยาลัยเทคนิคเพชรบูรณ์   

20. วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุโขทัย               

21. วิทยาลัยเทคนิคพิจิตร   

22. วิทยาลัยเทคนิคระยอง 

23. วิทยาลัยเทคนิคกำแพงเพชร  

24. วิทยาลัยเทคนิคอำนาจเจริญ 

25. วิทยาลัยเทคนิคพะเยา 

 

ทั้งนี้ มีสถานศึกษาที่เข้าร่วมดำเนินงานกับกองทุนทั่วประเทศกว่า 4,000 แห่ง ซึ่งสถานศึกษาทุกแห่งล้วนเป็นกำลังสำคัญในการสร้างคนให้มีความรู้ ความสามารถ อีกทั้ง ยังช่วยปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมให้แก่นักศึกษา ผู้กู้ยืมมีจิตสำนึกและความรับผิดชอบในการชำระเงินคืนกองทุน เพื่อส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้ผู้กู้ยืมรุ่นต่อไป โดยกองทุนคาดหวังให้สถานศึกษาทุกแห่งได้มีการรณรงค์ส่งเสริมในเรื่องดังกล่าวอย่างต่อเนื่องอันจะส่งผลให้กองทุนเป็นทุนหมุนเวียนที่ให้โอกาสทางการศึกษา เพื่อพัฒนาทุนมนุษย์และสร้างอนาคตให้คนไทย ซึ่งเป็นกำลังสำคัญให้กับประเทศชาติในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืนต่อไป

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS NEWS UPDATE

ชาวนาไทยเฮ ราคาข้าวพุ่งสูงในรอบ 16 ปี ข้าวนาปรังเกี่ยวสดขายได้ 1 หมื่นบาทต่อตัน

 

เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2567 นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์การส่งออกข้าวไทยในไตรมาสแรก 2567 ค่อนข้างราบรื่น และคาดจะมีปริมาณส่งออกข้าว 3 เดือนแรกปีนี้ประมาณ 2.5 ล้านตัน สูงกว่าปีก่อนที่ 3 เดือนแรกส่งออกได้ประมาณ 2 ล้านตัน ปัจจัยจากคำสั่งซื้อล่วงหน้าและค้างส่งมอบจากปลายปี 2566 ประเทศผู้นำเข้าหลักอย่างอินโดนีเซียประกาศเพิ่มนำเข้าอีก 1.6 ล้านตัน จากเดิมประกาศนำเข้าทั้งปีนี้ไว้ 2 ล้านตัน ทำให้ทั้งปีอินโดนีเซียจะนำเข้าเป็น 3.6 ล้านตัน ทั้งนี้ สาเหตุที่อินโดนีเซียนำเข้าข้าวไทยมากขึ้น เนื่องจากความเชื่อถือในการส่งมอบและคงรักษาคุณภาพข้าว ซึ่งเป็นปัจจัยเข้มแข็งของไทย ขณะนี้ราคาส่งออกข้าวขาว 5% ของไทยอยู่ที่ 585 เหรียญสหรัฐต่อตัน ปากีสถาน 580 เหรียญสหรัฐต่อตัน เวียดนามจากเดิม 620 เหรียญสหรัฐต่อตัน เหลือ 570 เหรียญสหรัฐต่อตัน

 

สมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย เผย ราคาข้าวนาปรังที่กำลังออกสู่ตลาดขณะนี้ ถือว่ามีราคาสูงที่สุดในรอบหลายปี โดยราคาข้าวเปลือกเกี่ยวสด ปัจจุบันยังจำหน่ายได้ราคา 10,000 บาท/ตัน ถ้าเป็นข้าวแห้งได้ราคา 11,000 – 12,000 บาท/ตัน แม้ข้าวพื้นนุ่มสายพันธุ์เบอร์ 20 หรือ 80 ที่โรงสีจะปรับลดราคาลงมาที่ตันละ 9,000 บาท แต่ก็ยังถือว่าสูงกว่าปีที่ผ่าน ๆ ทั้งนี้ ราคาปัจจุบัน ทำให้เกษตรกรที่ปลูกข้าวนาปรังมีรายได้มากกว่าทุก ๆ ปีที่ผ่านมา

 

ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ปี 2566 ไทยส่งออกข้าวปริมาณ 8.76 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 13.7% มีมูลค่าเกือบ 5.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 29% ข้าวขาว 5% ราคาเฉลี่ยทั้งปี 587 เหรียญสหรัฐต่อตันขณะที่ กรมการค้าภายใน รายงานราคาข้าวเปลือกทุกชนิดปรับตัวสูงขึ้น โดยข้าวเปลือกหอมมะลิ ความชื้นร้อยละ 15 อยู่ที่ตันละ 14,850 บาท ข้าวเปลือกเจ้า ตันละ 12,300 บาท ราคาข้าวปีนี้ถือว่าเป็นปีทองของเกษตรกรไทย เพราะภัยแล้งทำให้ความต้องการข้าวมากขึ้น เช่น อินโดนีเซีย ซึ่งมีผลผลิตในประเทศลดลงจากเดิม จึงต้องการนำเข้าข้าวเพิ่มขึ้นเป็น 3,600,000 ตัน (เดิม 2,000,000 ตัน)

 

โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายสนับสนุนค่าปุ๋ย โดยใช้หลักคิดตามหลักวิชาการ ว่าเกษตรกรใช้ปุ้ยในอัตราไร่ละ 50 กก. ครัวเรือนละไม่เกิน 20 ไร่ (ครัวเรือนละไม่เกิน 1,000 กก.) เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว

 

สำหรับวิธีการจ่าย “ค่าปุ๋ยคนละครึ่ง” โดยให้เกษตรกรจ่ายค่าปุ๋ยครึ่งหนึ่ง และรัฐบาลสนับสนุนอีกครึ่งหนึ่ง (ในอัตราปุ๋ยไร่ละ 25 กก. ครัวเรือนละไม่เกิน 20 ไร่ คือไม่เกินครัวเรือนละ 500 กก.) โดยงบประมาณรวมอยู่ที่ 33,530 ล้านบาท ลดลงกว่า 20,770 ล้านบาท จากโครงการไร่ละ 1,000 บาท โดยดำเนินโครงการผ่านกรมการข้าว ตรวจสอบสิทธิ์โดย ธ.ก.ส. และมีการส่งมอบปุ๋ยให้กับเกษตรกรในพื้นที่ต่าง ๆ ต่อไป

 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS NEWS UPDATE

มีมติเห็นชอบ ใช้ค่าไฟฟ้างวดใหม่ พ.ค.-ส.ค. 67 เท่าเดิม

 

เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2567 นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า ในการประชุม กกพ.ครั้งที่ 15/2567 (ครั้งที่ 900) วันที่ 27 มี.ค. ที่ประชุมมีมติเห็นชอบค่าเอฟทีเรียกเก็บในงวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2567 คงเดิมที่ 39.72 สตางค์ต่อหน่วย เมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.7833 บาทต่อหน่วยแล้ว ทำให้ค่าไฟฟ้าเรียกเก็บเฉลี่ย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) เป็น 4.1805 บาทต่อหน่วย เท่ากับค่าไฟฟ้าเฉลี่ยในงวดปัจจุบัน

นายคมกฤชกล่าว่า ทั้งนี้ สำนักงาน กกพ. ได้เปิดรับฟังความเห็นผลการคำนวณค่าเอฟทีสำหรับเรียกเก็บในงวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2567 ผ่านทางเว็บไซต์สำนักงาน กกพ. ตั้งแต่วันที่ 8-22 มีนาคม 2567 โดยมีผู้เข้าร่วมแสดงความเห็นจำนวนทั้งสิ้น 147 ความเห็น แบ่งเป็นการแสดงความเห็นต่อค่าเอฟทีตามกรณีศึกษาที่ กกพ. เสนอรวมทั้งสิ้น 61 ความเห็น แสดงความเห็นโดยเสนอค่าเอฟทีอื่นๆ นอกเหนือจากกรณีศึกษารวม 50 ความเห็น และความเห็นในลักษณะข้อซักถามหรือคำถามอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับค่าเอฟทีจำนวน 36 ความเห็น

นายคมกฤชกล่าว่า โดยสรุปผลการรับฟังความคิดเห็น ค่าเอฟทีสำหรับเดือน พฤษภาคม-สิงหาคม 2567 ผ่านช่องทางเว็บไซต์ของสำนักงาน กกพดังนี้ เห็นด้วยกับกรณีศึกษาที่ 1 (ค่าเอฟที 165.24 สตางค์ต่อหน่วย) 4.1% เห็นด้วยกับกรณีศึกษาที่ 2 (ค่าเอฟที 55.72 สตางค์ต่อหน่วย) 5.4% เห็นด้วยกับกรณีศึกษาที่ 3 (ค่าเอฟที 39.72 สตางค์ต่อหน่วย) 32.0% ข้อเสนอค่าเอฟทีอื่นๆ นอกเหนือกรณีศึกษา 34.0% และ ข้อซักถามหรือคำถามอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับค่าเอฟที 24.5%

 

นายคมกฤช ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า การใช้ไฟฟ้าในระบบของ กฟผ. มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจึงจำเป็นต้องนำเข้า LNG เพื่อเป็นเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นในการผลิตไฟฟ้า ดังนั้น ในช่วงฤดูร้อนที่กำลังจะมาถึง สำนักงาน กกพ. จึงขอเชิญชวนผู้ใช้ไฟฟ้าร่วมกันตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ ให้มีสภาพการใช้งานที่ดี เพื่อประหยัดการใช้ไฟฟ้าในช่วงเวลาที่มีสภาพอากาศร้อน

“รวมทั้งการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าได้ง่ายๆ 5 ป. ได้แก่ ปลด หรือถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าลดการใช้ไฟฟ้าเมื่อใช้งานเสร็จ ปิด หรือดับไฟเมื่อเลิกใช้งาน ปรับ อุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้อยู่ที่ 26 องศา เปลี่ยนมาใช้อุปกรณ์ประหยัดไฟเบอร์ 5 ปลูกต้นไม้เพิ่มขึ้นเพื่อลดอุณหภูมิภายในบ้าน ซึ่งทั้ง 5 ป. จะช่วยลดการนำเข้า LNG ลดการเกิดการใช้ไฟฟ้าสูงสุดรอบใหม่ (New Peak Demand) ในระบบไฟฟ้าและยังช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้าเองด้วย” นายคมกฤชกล่าว

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS NEWS UPDATE

ปรับเงินเดือนครู ป.ตรี ไม่น้อยกว่า 18,000 บาท 1 พ.ค.นี้!

 

เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2567 ที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 3/2567 ซึ่งมี พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุม ได้มีมติเห็นชอบการปรับอัตราเงินเดือนของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งเป็นการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 พ.ย. 2566 ที่ได้เห็นชอบแนวทางการปรับอัตราเงินเดือนของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เสนอ

 

โดยข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาจะได้รับการปรับอัตราเงินเดือนใหม่พร้อมกันในวันที่ 1 พ.ค. 2567 และวันที่ 1 พ.ค. 2568 โดยจะแบ่งกลุ่มผู้ที่ได้รับการปรับอัตราเงินเดือนออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

 

กลุ่มที่ 1 การปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุทุกคุณวุฒิ เป็นกลุ่มของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่บรรจุใหม่ ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. 2567 และ 1 พ.ค. 2568

กลุ่มที่ 2 การปรับเงินชดเชยผู้ที่ได้รับผลกระทบ เป็นกลุ่มของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งอยู่ก่อนวันที่อัตราเงินเดือนแรกบรรจุใหม่มีผลใช้บังคับ (วันที่ 1 พ.ค. 2567 และ 1 พ.ค. 2568) และได้รับอัตราเงินเดือนไม่เกินอัตราสูงสุดที่กำหนดให้ได้รับการปรับเงินเดือนชดเชยในแต่ละคุณวุฒิ

สำหรับการปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุทุกคุณวุฒิ จะทยอยปรับเพิ่มปีละ 10% ในปี 2567 และ 2568 และภายใน 2 ปี ผู้ที่บรรจุด้วยคุณวุฒิปริญญาตรีจะได้รับเงินเดือนไม่น้อยกว่า 18,000 บาท และปรับคุณวุฒิอื่น ๆ ให้สอดคล้อง ส่วนการปรับอัตราเงินเดือนชดเชยกลุ่มผู้ที่ได้รับผลกระทบจะดำเนินการปรับอัตราเงินเดือนจำนวน 2 ครั้ง พร้อมกับการปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุ โดยปรับชดเชยเงินเดือนข้าราชการที่เข้ารับราชการก่อนวันที่อัตราเงินเดือนแรกบรรจุที่กำหนดใหม่มีผลใช้บังคับและมีฐานเงินเดือนต่ำกว่าอัตราเงินเดือนแรกบรรจุที่กำหนดใหม่

โดยหลังจากนี้ สำนักงาน ก.ค.ศ. จะดำเนินการแจ้งอัตราเงินเดือนใหม่พร้อมหลักเกณฑ์และวิธีการฯที่เกี่ยวข้องไปยังส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ ทั้งนี้ จะประกาศข้อมูลตัวเลขอัตราเงินเดือนใหม่ให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาทราบพร้อมกับการแจ้งปรับเงินเดือนข้าราชการพลเรือนของสำนักงาน ก.พ. ภายในเดือน เม.ย. 2567

 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

เคาะสันโค้ง 12-16 เม.ย.67 ถนนคนเล่นน้ำ เริ่มเล่นน้ำตั้งแต่ เที่ยงวัน – 4 ทุ่ม

 

เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2567 ที่ประชุมจัดงานสงกรานต์ สันโค้งถนนคนเล่นน้ำ สภ.เมืองเชียงรายประชุมเตรียมการจัดงานสันโค้งถนนคนเล่นน้ำเทศบาลนครเชียงราย กับทาง เทศบาลนครเชียงราย เจ้าของพื้นที่ชุมชนสันโค้งและชุมชนใกล้เคียง การดูแลความปลอดภัยตำรวจกองเมืองเชียงรายสถาบันการศึกษาโรงเรียนสันโค้ง บริเวณถนนโรงเรียนเทศบาลเด่นห้า ถนนด้านหน้าของวิทยาลัยเทคนิคเชียงราย และผลกระทบที่จะเกิดกับโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์

 

โดยที่ประชุมได้สรุปและขอประชาสัมพันธ์ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบดังนี้

1.จัดงานตั้งแต่วันที่ 12-16 เมย.67 กำหนดเวลาเล่นน้ำตั้งแต่ 12.00-22.00 น.ในแต่ละวัน การใช้เสียงหรือเครื่องเสียง การเปิดใช้เสียงขอให้ดังเหมาะสมไม่สร้างความรำคาญให้แก่ชุมชน ปิดเครื่องเสียงหลัง 22.00 น. ให้เจ้าบ้านคอยกำกับดูแลกันก่อนที่ตำรวจจะมาจัดการ

2.มีขบวนแห่วันที่ 14 เมย.67 แห่พระและขบวนแห่สงกรานต์สันโค้งถนนคนเล่นน้ำฯ เวลา 14.00น.-15.30 น.

3.เส้นทางเดินรถสันโค้งน้อยเป็น One way จากแยกโรงบาลมาทางแยกเด่นห้า จะเริ่มปิดเส้นทางเดินรถทางเดียวตั้งแต่เวลา 15.00-20.00น.

4.เปิดให้ใช้ห้องน้ำที่วัดเชตุพน และเปิดให้ชาวบ้านเก็บเงินอำนวยสะดวกค่าเข้าห้องน้ำ

5.การขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้ดำเนินให้ถูกต้องตามกฎหมาย

6.รณรงค์การแต่งกายพื้นเมือง เหมาะสมและการดื่มของมึนเมาให้อยู่ในกรอบของกฎหมาย

 

ขอประชาสัมพันธ์แก่นักท่องเที่ยวและคนมาเล่นน้ำ ร่วมไปถึงความร่วมมือให้ชาวบ้านที่อยู่เส้นทางสันโค้งน้อย ได้ยึดถือปฏิบัติโดยความสามัคคีพร้อมเพรียงกัน ช่วยตกแต่งหน้าบ้านตลอดสายให้สวยงาม เพื่อรักษาภาพลักษณ์ที่ดีงามวัฒนธรรมของเชียงราย งานสงกรานต์สันโค้งถนนคนเล่นน้ำ เทศบาลนครเชียงราย การจัดการที่ดีทำให้งานประสบความสำเร็จเป็นที่ประทับใจแก่นักท่องเที่ยวและทุกๆ ฝ่าย ในการเป็นเจ้าบ้านที่ดี เน้นย้ำประเพณีเล่นน้ำสงกรานต์ที่ดีงาม ขับขี่ปลอดภัย เมาไม่ขับ

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สภ.เมืองเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS UPDATE

นิด้า เผยผลรวมคนสนับสนุน ‘พิธา’ นั่งนายกฯ ‘ก้าวไกล’ แรงความนิยมเพิ่ม

 
เมื่อวันที่ 24 มีนาคม ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจของประชาชน เรื่อง “การสำรวจคะแนนนิยมทางการเมือง รายไตรมาส ครั้งที่ 1/2567” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 11-13 มีนาคม 2567 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป
 

ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจของประชาชน เรื่อง “การสำรวจคะแนนนิยมทางการเมือง รายไตรมาส ครั้งที่ 1/2567” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 11-13 มีนาคม 2567 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปกระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 2,000 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับคะแนนนิยมทางการเมือง การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

 

จากการสำรวจเมื่อถามถึงบุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พบว่า 
  • อันดับ 1 ร้อยละ 42.75 ระบุว่าเป็น นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ (พรรคก้าวไกล) เพราะ มีความกล้าหาญ ตรงไปตรงมา บุคลิกเป็นผู้นำ และเป็นคนรุ่นใหม่ 
  • อันดับ 2 ร้อยละ 20.05 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ 
  • อันดับ 3 ร้อยละ 17.75 ระบุว่าเป็น นายเศรษฐา ทวีสิน (พรรคเพื่อไทย) เพราะ เป็นคนเก่ง มีความรู้ความสามารถ และมีประสบการณ์ด้านเศรษฐกิจ 
  • อันดับ 4 ร้อยละ 6.00 ระบุว่าเป็น นางสาวแพทองธาร (อุ๊งอิ๊งค์) ชินวัตร (พรรคเพื่อไทย) เพราะ เป็นคนรุ่นใหม่ มีทัศนคติที่ดี และมีความเป็นผู้นำ 
  • อันดับ 5 ร้อยละ 3.55 ระบุว่าเป็น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ) เพราะ มีวิสัยทัศน์ดี ซื่อสัตย์ มีความรู้ความสามารถ และมีประสบการณ์ในการทำงาน 
  • อันดับ 6 ร้อยละ 2.90 ระบุว่าเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย) เพราะ เป็นบุคคลที่มีความน่าเชื่อถือ ทำงานด้วยความโปร่งใส และมีประสบการณ์ในการทำงาน 
  • อันดับ 7 ร้อยละ 1.45 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย) เพราะ มีความมุ่งมั่นในการทำงาน ซื่อสัตย์ และมีความเด็ดขาดในการตัดสินใจ 
  • อันดับ 8 ร้อยละ 1.05 ระบุว่าเป็น พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ (พรรคพลังประชารัฐ) เพราะ มีประสบการณ์ในการทำงาน และมีผลงานทางการเมือง ร้อยละ 2.45 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ นายชัยธวัช ตุลาธน (พรรคก้าวไกล) นายวราวุธ ศิลปอาชา (พรรคชาติไทยพัฒนา) นายชวน หลีกภัย (พรรคประชาธิปัตย์) นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน (พรรคประชาธิปัตย์) นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา (พรรคประชาชาติ) นายกรณ์ จาติกวณิช นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส (พรรคเสรีรวมไทย) และ พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง (พรรคประชาชาติ) และร้อยละ 2.05 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

 

               ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่ประชาชนจะสนับสนุนในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 48.45 ระบุว่าเป็น พรรคก้าวไกล อันดับ 2 ร้อยละ 22.10 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย อันดับ 3 ร้อยละ 12.75 ระบุว่า ยังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 4 ร้อยละ 5.10 ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ อันดับ 5 ร้อยละ 3.50 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 6 ร้อยละ 2.30 ระบุว่าเป็นพรรคพลังประชารัฐ อันดับ 7 ร้อยละ 1.70 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย อันดับ 8 ร้อยละ 1.30 ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย และร้อยละ 1.40 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนากล้า พรรคเสรีรวมไทย พรรคประชาชาติ พรรคเพื่อไทยรวมพลัง และพรรคท้องถิ่นไทย และไม่ตอบ/ไม่สนใจ ในสัดส่วนที่เท่ากัน

 

               เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 8.60 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพฯ ร้อยละ 18.55 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคกลาง ร้อยละ 17.95 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 33.45 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 13.75 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ และร้อยละ 7.70 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออก ตัวอย่าง ร้อยละ 48.10 เป็นเพศชาย และร้อยละ 51.90 เป็นเพศหญิง

 

               ตัวอย่าง ร้อยละ 12.90 อายุ 18-25 ปี ร้อยละ 17.80 อายุ 26-35 ปี ร้อยละ 18.95 อายุ 36-45 ปี ร้อยละ 26.65 อายุ 46-59 ปี และร้อยละ 23.70 อายุ 60 ปีขึ้นไป ตัวอย่าง ร้อยละ 95.50 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 3.55 นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 0.95 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ

 

               ตัวอย่าง ร้อยละ 37.35 สถานภาพโสด ร้อยละ 60.35 สมรส และร้อยละ 2.30 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ ตัวอย่าง ร้อยละ 26.65 จบการศึกษาประถมศึกษาหรือต่ำกว่า ร้อยละ 36.50 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 8.00 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 25.20 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 3.65 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า

 

               ตัวอย่าง ร้อยละ 8.30 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 15.20 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 21.60 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 12.95 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 16.60 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 19.80 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน และร้อยละ 5.55 เป็นนักเรียน/นักศึกษา

 

               ตัวอย่าง ร้อยละ 23.45 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 20.75 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 10,000 บาท ร้อยละ 26.75 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท ร้อยละ 8.80 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท ร้อยละ 4.45 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001-40,000 บาท ร้อยละ 4.35 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 11.45 ไม่ระบุรายได้

 
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

เทศบาลนครเชียงรายรับรางวัล ศูนย์ อปพร. ดีเด่น 14 ปีซ้อน

 

เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2567 วันอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มอบโล่ประกาศเกียรติคุณ รางวัลศูนย์อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนนครเชียงรายดีเด่น โดยนายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย ผู้อำนวยการศูนย์อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนนครเชียงราย เข้ารับมอบ ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร

 
ทั้งนี้ นายกเทศมนตรีนครเชียงราย ในฐานะผอ.ศูนย์อปพร.นครเชียงราย ขอขอบคุณพี่น้องอปพร.เทศบาลนครเชียงราย จำนวนกว่า 2,000 คน ซึ่งทางศูนย์อปพร.เทศบาลนครเชียงรายรับรางวัล 14 ปีซ้อน ทุกคนคือ กำลังสำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน และการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข เพื่อร่วมนำพาประเทศ และประชาชนไปสู่ความปลอดภัยอย่างยั่งยืน
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : เทศบาลนครเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

กรมชลประทาน ขุดลอกเวียงหนองหล่มเพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำและพื้นที่สีเขียว

 
เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2567 นายชูชาติ รักจิตร อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทาน เป็นหน่วยงานหนึ่งที่ได้เข้าไปฟื้นฟู “เวียงหนองหล่ม” ในด้านการจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อเป้าหมายการเพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำและพื้นที่สีเขียว ภายใต้แผนหลักการพัฒนา ฟื้นฟู และอนุรักษ์เวียงหนองหล่ม โดยสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ซึ่งหนึ่งในแผนงานที่สำคัญ คือ
 

โครงการขุดลอกเวียงหนองหล่ม เป็นการขุดลอกตะกอนดินประมาณ 2,500 ไร่ เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการเก็บกักน้ำให้มากขึ้น สนับสนุนความต้องการใช้น้ำของประชาชนในพื้นที่และบริเวณใกล้เคียง ทั้งด้านการอุปโภคบริโภการเกษตร และการปศุสัตว์ ได้อย่างเพียงพอ ปัจจุบันแก้มลิงแห่งนี้เก็บกักน้ำได้เพียง 8 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาให้เก็บน้ำได้เพิ่มเป็น 20 ล้าน ลบ.ม. โครงการดังกล่าวมีแผนดำเนินงานในปีงบประมาณ 2565-2568 ซึ่งกรมชลประทานได้เข้าไปดำเนินการขุดลอกตามรูปแบบรายการที่เทศบาลตำบลจันจว้าได้ทำการประชาคมร่วมกับประชาชนในพื้นที่ รวมถึงกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงควายในพื้นที่ด้วย

การขุดลอกตะกอนดินได้ดำเนินการขุดไปแล้วประมาณ 5 ล้าน ลบ.ม. จากแผน 12 ล้าน ลบ.ม. และกำลังดำเนินการในส่วนที่เหลืออย่างต่อเนื่องตามแผนที่วางไว้

 
 นอกจากนี้ กรมชลประทาน ยังได้วางแผนช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงควาย ซึ่งเป็นอาชีพหลักของคนในพื้นที่ โดยได้ทำการปรับพื้นที่แหล่งน้ำให้มีความลาดเอียง (SLOPE) เพื่อให้ควายสามารถเดินขึ้น–ลงแหล่งน้ำได้ พร้อมทั้งนํารถเกรดเดอร์เปิดทางเดินเข้าสู่แหล่งอาหารในพื้นที่ นอกจากนี้ยังได้วางแผนปลูกพืชอาหารสัตว์ ซึ่งเป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่างโครงการชลประทานเชียงราย ปศุสัตว์จังหวัด และเทศบาลจันจว้า ที่ได้วางแผนการปลูกพืชอาหารสัตว์ออกเป็น

2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การปรับพื้นที่บริเวณจุดทิ้งดินให้เป็นแปลงเพาะพันธุ์หญ้าประมาณ 50 ไร่ โดยมีนายอำเภอแม่จัน เป็นประธานการดำเนินกิจกรรม พร้อมจัดทำ MOU ร่วมกับสมาชิกปางควายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินงานดังกล่าว

ส่วนระยะที่ 2 จะทำการเพาะปลูกหญ้าอีกประมาณ 400 ไร่ เพื่อนําไปขยายผลให้แก่กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงควายในระยะยาวต่อไป จะช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนแหล่งอาหารเลี้ยงควาย นอกจากนี้ ทางศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์เชียงราย ปศุสัตว์จังหวัดเชียงราย ปศุสัตว์อำเภอแม่จัน และเทศบาลตำบลจันจว้า ได้ร่วมกันมอบหญ้าแห้งสำรองให้แก่กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงควายบริเวณเวียงหนองหล่ม จำนวน 8,000 กิโลกรัม เพื่อเป็นคลังเสบียงอาหารสัตว์ในการดูแลสัตว์เลี้ยงต่อไป

 

ซึ่ง “เวียงหนองหล่ม” แหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ครอบคลุมพื้นที่ 14,091 ไร่ ในเขต อ.แม่จัน และ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ซึ่งในอดีตเวียงหนองหล่มเป็นแหล่งน้ำที่มีความอุดมสมบูรณ์ที่ใช้ประโยชน์ตามวิถีวัฒนธรรม มีการประกอบอาชีพประมงพื้นถิ่นและการเลี้ยงควายเป็นหลัก แต่ในระยะเวลาต่อมาแหล่งน้ำดังกล่าวกลับมีสภาพตื้นเขิน เนื่องจากการสะสมของตะกอนดินและปัญหาวัชพืชอย่าง ไมยราบยักษ์ ที่แผ่อาณาเขตปกคลุมทั่วหนองน้ำ จนไม่สามารถเก็บกักน้ำได้และเกิดความแห้งแล้งในพื้นที่

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กรมชลประทาน

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News