Categories
NEWS UPDATE

‘หมอเอก’ ย้ำ ไม่สนับสนุนให้ใครสูบบุหรี่ แต่แก้ปัญหาทับซ้อน ทำสิ่งเดิมๆซ้ำๆ

 
เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2567 ที่ผ่านมา นายแพทย์เอกภพ เพียรพิเศษ หรือ หมอเอก อดีตรองประธานคณะอนุกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการการสาธารณสุขเรื่องปัญหาการควบคุมยาสูบและบุหรี่ไฟฟ้า โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก “หมอเอก Ekkapob Pianpises” เกี่ยวกับข้อเสนอในเรื่องมาตรการการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าจากที่ประชุมคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ระบุว่า
 
 
“มีแต่คนบ้าเท่านั้นที่ทำสิ่งเดิมๆ ซ้ำๆ แต่กลับหวังผลลัพธ์ที่แตกต่าง” จากข้อสรุปของที่ประชุม คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งได้มีข้อเสนอเรื่องมาตรการควบคุม บุหรี่ไฟฟ้า สรุปได้ 5 ข้อ 
1.พัฒนาการจัดการความรู้ 
2.สร้างการรับรู้ 
3.เฝ้าระวังการบังคับใช้กฏหมาย 
4.พัฒนาศักยภาพภาคีเครือข่าย 
5.ยืนยันมาตราการป้องกัน-ปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้า 
 
 
ทั้ง 5 ข้อนั่นก็คือการ doing the same thing over and over (ทำสิ่งเดิมๆ ซ้ำๆ) แล้วเราจะหวังผลลัพธ์ที่แตกต่างได้หรือ? เมื่อแปลความหมายจากข้อเสนอ โดยเฉพาะข้อ 1-4 มีความหมายอะไรแอบแฝงหรือไม่ 
 
 
ข้อ 1-2-4 มีงบประมาณหลักจาก สสส. ปีละกว่า 300 ล้านบาทในการแจกให้ “เครือข่าย” ซึ่งอยากให้สังคมช่วยกันดูว่าเครือข่ายที่ว่าคือใคร คือกลุ่มไหน คือองค์กรไหน แล้วได้เงินไปปีละเท่าไหร่ 
 
ข้อ 3 เป็นหน้าที่หลักของกรมควบคุมโรค และ อนุกรรมการด้านกฏหมายของคณะกรรมการควบคุมยาสูบแห่งชาติ โดยงบประมาณสนับสนุนหน่วยงานควบคุมยาสูบส่วนหนึ่งได้รับจาก สสส. ทั้งงบประมาณทำกิจกรรมต่างๆ และแม้กระทั่งงบประมาณจ้างบุคลากร 
 
นำมาสู่ข้อ 5 คือการเสนอให้ใช้วิธีการเดิมๆ ให้คนกลุ่มเดิมๆ ที่ทำแล้ว “ล้มเหลว” แบบเดิมๆ ?!!! สิ่งต้องทำคือ “การควบคุมยาสูบ” นั่นหมายถึงการลดจำนวนผู้สูบบุหรี่-บุหรี่ไฟฟ้า-ยาเส้น ในภาพรวม โดยต้องมีเป้าหมาย “สังคมไร้ควัน” หมายถึงมีอัตราคนสูบยาสูบน้อยกว่า 5% จากที่ตอนนี้อัตราผู้สูบยาสูบมีประมาณ 17-18% ดังนั้น หากเห็นแก่ประโยชน์ด้านสุขภาพของประชาชน การทำข้อเสนอนโยบายยาสูบจึงควรทำเพื่อประชาชน ไม่ใช่พอเห็นข้อเสนอแล้วเหมือนเรียกร้องให้เพิ่มงบประมาณให้กลุ่มเครือข่ายหน้าเดิมๆ มาทำกิจกรรมเดิมๆ แต่หวังผลลัพธ์ที่แตกต่าง แบบนี้เรียกว่า Insane แต่ประชาชนและผู้ติดตามประเด็นสาธารณสุขไม่ได้ Insane และไม่ได้ Innocent ที่จะตามไม่ทันว่าข้อเสนอนี้ใครได้ประโยชน์ !!!
 
 
ซึ่งเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม หมอเอก อดีตรองประธานคณะอนุกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการการสาธารณสุขเรื่องปัญหาการควบคุมยาสูบและบุหรี่ไฟฟ้า โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กว่า 31 พฤษภาคม ของทุกปีถือเป็นวันงดสูบบุหรี่โลก กับประเทศไทยที่โหมทำกิจกรรมเกี่ยวกับ บุหรี่ไฟฟ้า เหมือนกับจะเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจที่ ความล้มเหลวในการควบคุมยาสูบ ?!!!
 
 
ตั้งแต่ปี 2545 ที่มีองค์กรอย่าง สสส.
ตั้งแต่ปี 2557 มีประกาศแบนบุหรี่ไฟฟ้า
ตั้งแต่ปี 2560 มี พรบ.ควบคุมการบริโภคยาสูบ
 
 
มีงบประมาณประจำ มีงบประมาณรณรงค์จาก สสส. ปีละกว่า 300 ล้านบาท มีเครือข่ายที่เก่งๆ ระดับได้รางวัลจากองค์การอนามัยโลกด้านควบคุมยาสูบเดินทั่วบ้านทั่วเมือง มีทุนวิจัยเรื่องการจัดการยาสูบโดยเฉพาะ ดูเหมือนจะมีพร้อมทุกอย่าง แต่ทำไมตลอด 20-30 ปี ไม่สามารถลดอัตราผู้สูบบุหรี่ได้ ทำไมปล่อยให้บุหรี่ไฟฟ้าระบาดเข้ามาจนมีมูลค่าตลาดมหาศาล ทำไมขึ้นภาษีบุหรี่จนการยาสูบไทยแทบเจ๊ง ส่งผลต่อไปถึงชาวไร่ยาสูบ แล้วปล่อยให้บุหรี่เถื่อนมีสัดส่วนการตลาดมากขึ้นเรื่อยๆ
 
 
แสดงว่าต้องมีอะไรผิดพลาดแล้วล่ะ แต่เราจะเดินย่ำวิธีการเดิมๆ กลุ่มเครือข่ายเดิมๆ อีกหรือ??? ทำงานพลาดเป้ามาร่วม 30 ปี ทั้งที่มีคน เงิน กฏหมาย จะยังให้ทำแบบเดินกันต่ออีกหรือ??? คนที่เป็นองค์กรเอกชนทำงานเกี่ยวกับยาสูบ รวมกลุ่มกันกับอีกหลายองค์กรมาร่วมกันผลักดันและมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ สสส. แล้วหลังจากนั้นก็มาเป็นคนทำกฏหมายควบคุมยาสูบเอง พอมีกฏหมายก็มามีตำแหน่งในคณะกรรมการควบคุมยาสูบเอง มีการรับเงิน สสส. เข้าองค์กรของตน มีการแจกเงิน สสส. ให้กับเครือข่าย มีการใช้เงิน สสส. 
 
 
ไปสนับสนุนงานของราชการบางหน่วย มีการจ้างคนไปทำงานในหน่วยงาน จนหน่วยงานราชการนั้นไม่จำเป็นต้องฟังอธิบดี ไม่ต้องสนใจปลัดกระทรวงก็ได้ เคยมีการสอบหาข้อเท็จจริงโดยกรรมาธิการสาธารณสุขของสภาผู้แทนราษฎรชุดที่แล้วพบว่ามีมูลในประเด็น ผลประโยชน์ทับซ้อน จึงส่งเรื่องต่อให้กรรมาธิการ ปปช. แต่ยังสอบหาข้อเท็จจริงไม่เสร็จก็ต้องหยุดดำเนินการเนื่องจากยุบสภาเสียก่อน ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ในฐานะบุคลากรทางการแพทย์ และในฐานะของผู้ที่ติดตามปัญหาด้านสาธารณสุข ผมย้ำมาโดยตลอดว่า ไม่สนับสนุนให้ใครสูบบุหรี่
 
 
ใครสูบอยู่ก็ควรที่จะเลิก โดยต้องดำเนินการด้วยชุดข้อมูลวิชาการที่ไม่บิดเบือน คำนึงถึงสิทธิของประชาชน และการมองปัญหารวมทั้งรับฟังจากทุกภาคส่วน ในเมื่อชุดความคิดเดิมๆ ในเมื่อคนกลุ่มเดิมๆ ทำงานไม่ได้ตามเป้ามาร่วม 30 ปี เราจะให้โอกาสคนที่ทำพลาดซ้ำๆ ทำงานต่ออีกหรือ? หากอยากเห็นวันงดสูบบุหรี่โลกในอีก 10 ปี หรือ 20 ปีข้างหน้าประเทศไทยเหลือคนสูบบุหรี่น้อยกว่า 5% กลายเป็น ประเทศไร้ควันบุหรี่ ก็ต้องเปลี่ยนชุดความคิดและเปลี่ยนคนที่เป็นเครือข่ายเดิมออกไป แค่วิ่งไล่จับบุหรี่ไฟฟ้ารายย่อย อาจทำให้มีข่าว มีคอนเท้นต์ให้ดูเหมือนได้ทำอะไร แต่เอาเข้าจริงๆ แล้วก็แค่ปิดบังความล้มเหลวของการทำงานที่ผ่านมาเท่านั้น
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS UPDATE

ตำรวจเปิดศูนย์ป้องกัน เล่นพนันทายผลฟุตบอลยูโร 2024 ทุกรูปแบบทั่วประเทศ

 

เมื่อวันที่ 13 มิ.ย.67 เวลา 13.30 น. พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมเตรียมความพร้อมการป้องกันและปราบปรามการลักลอบเล่นการพนันทายผลฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ครั้งที่ 17 หรือ ฟุตบอลยูโร 2024 ณ ห้องประชุม ศปก.ตร.

 

พล.ต.ท.อัคราเดชฯ กล่าวว่า วันที่ 14 มิถุนายน ถึง 14 กรกฎาคม 2567 จะมีการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ครั้งที่ 17 หรือฟุตบอลยูโร 2024 (UEFA European Football Championship 2024) ณ ประเทศเยอรมนี โดยมีการถ่ายทอดสดผ่านสื่อโทรทัศน์และสื่ออื่นฯ ให้ประชาชนได้รับชมการแข่งขันพร้อมกันทั่วโลก สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีความห่วงใย และคาดว่าจะมีผู้ลักลอบเล่นการพนันทายผลฟุตบอล อันอาจเป็นเหตุให้กลุ่มนักเรียน นักศึกษา เยาวชนทั่วไป ตกเป็นเหยื่อเข้าไปเล่นการพนันทายผลฟุตบอล ดังนั้น เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการป้องกันปราบปรามการลักลอบเล่นการพนันทายผลฟุตบอลยูโร 2024 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงได้กำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามการลักลอบเล่นการพนันทายผลฟุตบอลยูโร 2024 ให้ทุกหน่วยปฏิบัติ ดังนี้

 

1. ให้กองบัญชาการตำรวจนครบาล , ตำรวจภูธรภาค 1-9 , กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง , กองบัญชาการท่องเที่ยว , สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง , กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน จัดตั้งศูนย์ป้องกันและปราบปรามการลักลอบเล่นการพนันทายผลฟุตบอลยูโร 2024 โดยมีผู้บัญชาการ หรือรองผู้บัญชาการที่ได้รับมอบหมาย เป็นผู้อำนวยการศูนย์ฯ เริ่มเปิดศูนย์ฯ พร้อมกันทั่วประเทศในวันศุกร์ที่ 14 มิถุนายน 2567 เวลา 10.00 น.

2. จัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบตรวจตราสถานบริการ สถานบันเทิง หรือสถานที่อื่นใดที่เปิดให้บริการรับชมการแข่งขันฟุตบอล เพื่อเป็นการป้องกันปราบปรามและสืบสวนจับกุมอย่างเข้มข้น

3. ให้กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เป็นหน่วยหลักในการตรวจสอบและเฝ้าระวังการกระทำผิดผ่านเว็บไซต์หรือสื่ออินเทอร์เน็ต ที่โฆษณาประชาสัมพันธ์ ชักชวน หรือจัดให้มีการลักลอบเล่นการพนัน หากพบว่ามีการกระทำผิดให้ทำการสืบสวนจับกุม และประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการปิดเว็บไซต์โดยเร็ว

4. บูรณาการการปฏิบัติระหว่างหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อแสวงหาความร่วมมือ แจ้งเบาะแสและข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวกับการลักลอบเล่นการพนันทายผลฟุตบอล ตลอดจนเปิดช่องทางการรับแจ้งเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้โดยง่ายทุกช่องทาง

5. ให้สืบสวนขยายผลดำเนินคดีกับผู้ร่วมกระทำผิด ผู้สนับสนุน นายทุน เจ้ามือหรือเครือข่ายรับพนันทายผลการแข่งขันฟุตบอล ทั้งที่เป็นผู้จัดให้มีการเล่นพนันโดยตรงและรับพนันออนไลน์ หากเป็นความผิดเกี่ยวกับการเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยมีวงเงินหมุนเวียนในการกระทำความผิดรวมกันมีมูลค่าตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป หรือเป็นการจัดให้มีการเล่นการพนันทางออนไลน์ อันเป็นความผิดมูลฐานตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3(9) ให้นำมาตรการการฟอกเงินมาบังคับใช้ทุกกรณีอย่างเคร่งครัด

6. ประชาสัมพันธ์เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนทั่วไปรับทราบถึงโทษของการเล่นการพนัน ตลอดจนการขอความร่วมมือจากสถานศึกษาทุกแห่ง ผู้ปกครองของนักเรียน นักศึกษา เยาวชนให้ช่วยสอดส่องดูแลเอาใจใส่บุตรหลานในปกครอง

7. ให้ทุกหน่วยประสานและสนับสนุนการปฏิบัติกันอย่างใกล้ชิด กรณีที่มีการจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญหรือเป็นคดีที่อยู่ในความสนใจของประชาชน ให้ศูนย์ป้องกันและปราบปรามการลักลอบเล่นการพนันทายผลฟุตบอลยูโร 2024 รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบโดยด่วน รวมถึงการจัดแถลงข่าวในพื้นที่ทันทีโดยให้ดำเนินการตามกฎหมาย ระเบียบและคำสั่งที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การป้องกันและปราบปรามการลักลอบเล่นการพนันทายผลฟุตบอลดังกล่าว เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมสูงสุด

นอกจากนี้ พล.ต.ท.อัคราเดชฯ กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติคาดหวังว่าพี่น้องประชาชนจะรับชมการแข่งขันฟุตบอลยูโร 2024 ในครั้งนี้ อย่างมีความสุข รู้เท่าทัน ไม่ตกเป็นเหยื่อของการพนัน เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ เพื่อสร้างความเข้าใจ และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์ของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ และขอฝากประชาสัมพันธ์กับพี่น้องประชาชน หากมีเบาะแสหรือเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการพนันทายผลฟุตบอล หรืออาชญากรรมอื่น ๆ สามารถแจ้งได้ที่สายด่วน 191 หรือ สายด่วน 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

เปิดรายชื่อ “เลือกสว.67” เชียงราย ผู้ได้รับเลือกระดับอำเภอ เช็คทั้งหมดได้ที่นี่

 

เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 67  ข้อมูลการเลือกสมาชิกวุฒิสภา 2567 หรือ สว. 2567 ในการเลือกระดับอำเภอ ในวันที่ 9 มิ.ย. มีจำนวนผู้มารายงานตัวรอบแรก จำนวน 43,818 คน โดยเป็นชาย 25,459 คน และเป็นหญิง 18,359 คน

จำนวนผู้ได้รับเลือกระดับอำเภอ รอบแรก จำนวน 32,190 คน เป็นชาย 19,754 ราย และ เป็นหญิง 12,436 คน จากนั้นการเลือกในรอบที่ 2 ระดับอำเภอ หรือการจับฉลากแบ่งสายเลือกไขว้ ได้จำนวนผู้ได้รับเลือก เข้าไปสู่การเลือกในระดับจังหวัด จำนวน 23,645 คน โดยเป็นชาย 15,077 คน และเป็นหญิง 8,568 คน

ทั้งนี้ จากจำนวนผู้สมัครรับเลือกเป็น สว.ที่มีคุณสมบัติ ตามกฎหมายและประกาศเป็นบัญชีผู้สมัคร สว. 46,206 คน เมื่อวันที่ 29 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยผู้มีสิทธิ์เลือกหลังการเพิ่มชื่อและถอนชื่อแล้วมีจำนวน 45,753 คน ซึ่งเป็นชาย 26,436 คน และเป็นหญิง 19,317 คน

ซึ่งหลังจากนี้สำนักงาน กกต.รันหมายเลขผู้สมัคร สว.ในรอบการเลือกระดับจังหวัดวันนี้ (10 มิ.ย.67) ส่วนในวันถัดไปจะประกาศลงในเว็บไซต์ของสำนักงาน กกต.และแอปพลิเคชัน “สมาร์ทโหวต” เพื่อให้ประชาชนได้ติดตามตรวจสอบต่อไป

สำหรับผู้ที่ได้รับเลือกระดับอำเภอไประดับจังหวัดรายกลุ่ม 20 กลุ่มสาขาอาชีพ โดยกลุ่มผู้สูงอายุมีผู้ผ่านเข้ารอบระดับจังหวัดมากที่สุด ซึ่งผู้สมัครที่เข้ารอบในแต่ละกลุ่ม ประกอบด้วย

กลุ่มที่ 1 กลุ่มบริหารราชการแผ่นดินและความมั่นคง 1,332 คน

กลุ่ม2 กลุ่มกฏหมายและกระบวนการยุติธรรม 1,171 คน

กลุ่ม 3 กลุ่มการศึกษา 1,975 คน

กลุ่ม4 กลุ่ม สาธารณสุข 1,024 คน

กลุ่ม 5 กลุ่ม กลุ่มอาชีพทำนาปลูกพืชล้มลุก 1,460 คน

กลุ่ม 6 กลุ่มอาชีพทำสวนป่าไม้ ปศุสัตว์ ประมง 1,565 คน

กลุ่ม7 กลุ่มพนักงานหรือลูกจ้างของบุคคลซึ่งมิใช่ส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐ ผู้ใช้แรงงาน 1,261 คน

กลุ่ม 8 กลุ่มประกอบอาชีพด้านสิ่งแวดล้อม ผังเมือง อสังหาริมทรัพย์และสาธารณูปโภคทรัพยากรธรรมชาติพลังงานพลังงาน 756 คน

กลุ่ม 9 กลุ่ม ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมตามกฏหมายว่าด้วยการนั้น 1,057 คน

กลุ่ม 10 กลุ่ม ผู้ประกอบกิจการอื่นนอกเหนือจากกิจการตามกลุ่ม 9 จำนวน 808 คน

กลุ่ม 11 กลุ่มผู้ประกอบธุรกิจหรืออาชีพด้านการท่องเที่ยว 707 คน

กลุ่ม 12 กลุ่มผู้ประกอบอุตสาหกรรม 443 คน

กลุ่ม 13 กลุ่มผู้ประกอบอาชีพด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีการสื่อสารการพัฒนานวัตกรรม 671 คน

กลุ่ม 14 กลุ่มสตรี 1,800 คน

กลุ่ม 15 กลุ่มผู้สูงอายุคนพิการฯ 1,984 คน

กลุ่ม 16 กลุ่ม ศิลปะวัฒนธรรมดนตรีการแสดงและบันเทิง นักกีฬา 1,103 คน

กลุ่ม 17 กลุ่ม ประชาสังคมฯ 1,163 คน

กลุ่ม 18 กลุ่มสื่อสารมวลชน ผู้สร้างสรรค์วรรณกรรม 616 คน

กลุ่ม 19 กลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพอาชีพอิสระ 1,465 คน

กลุ่ม 20 อื่นๆ 1,275 คน

โดยส่งให้ผู้อำนวยการการ เลือกระดับจังหวัด ปิดประกาศ ณ ที่ว่าการอำเภอ และเผยแพร่ในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (ซึ่งจะเผยแพร่ในแอปพลิเคชันสมาร์ทโหวต (Smart Vote) และทางเว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง) ก่อนวันเลือกระดับจังหวัดไม่น้อยกว่า 3 วัน ผู้อำนวยการการเลือกระดับอำเภอหรือผู้ที่ผู้อำนวยการการเลือกระดับอำเภอมอบหมาย จัดทำเอกสารหรือข้อมูลแนะนำตัวของแต่ละกลุ่มที่อยู่ภายในเขตอำเภอของตน จากระบบบริหารจัดการการเลือก พร้อมทั้งแจ้งให้ผู้ได้รับเลือกระดับอำเภอมารับเอกสาร เพื่อให้ผู้ได้รับเลือกระดับอำเภอนำมาในวันเลือกระดับจังหวัด

 

ในพื้นที่จังหวัดเชียงรายได้มีการเตรียมความพร้อมของแต่ละอำเภอ นายพุฒิพงศ์ ศิริมาตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และนายบัลลังก์ ไวทย์ศิริปลัดจังหวัดเชียงราย ร่วมเข้าสังเกตการณ์ที่ว่าการอำเภอแม่จัน มีผู้สมัคร 20 คน ส่วนที่ว่าการอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย มีผู้สมัคร 28 คน ในโอกาสเดียวกันมีนายณรงค์พล คิดอ่าน นายอำเภอแม่สาย มาร่วมสังเกตการณ์ในครั้งนี้ด้วย และผู้สมัครส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอาชีพ เกษตรกร ค้าขาย ข้าราชการ และรับจ้าง
 
 
สำหรับผู้สังเกตการณ์ ต้องเป็นผู้ที่ได้แจ้งรายชื่อไว้กับทาง กกต. มาก่อนแล้ว จึงจะสามารถเข้ามาสังเกตการณ์ในอาคารโดมได้ ส่วนผู้สังเกตการณ์อื่น ที่ไม่ได้แจ้งชื่อมาก่อน จะให้สังเกตการณ์ นอกอาคาร ซึ่งจะมีพื้นที่และเก้าอี้ไว้สำหรับผู้มาสังเกตการณ์
 
 
โดยในเวลา 08.00 น. ผู้สมัครต้องรายงานตัวต่อกรรมการประจำสถานที่เลือกของกลุ่มที่ตนลงสมัคร ส่งมอบโทรศัพท์มือถือและเครื่องมือสื่อสาร และแสดงหลักฐานเป็น บัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรประจำตัวประชาชนที่หมดอายุ หรือหลักฐานอื่นใดของทางราชการหรือหน่วยงานของรัฐที่มีรูปถ่ายและมีเลขประจำตัวประชาชน จากนั้นเวลา 09.00 น. ผอ.การเลือกระดับอำเภอประชุมชี้แจงผู้สมัคร และเริ่มลงคะแนนรอบแรกเป็นการ “เลือกกันเอง” ในกลุ่มอาชีพ โดยผู้สมัครแต่ละคนโหวตได้ไม่เกิน 2 คะแนน จะลงคะแนนให้ตนเองก็ได้ แต่จะลงคะแนนให้บุคคลใดเกิน 1 คะแนนมิได้ ซึ่งในการลงคะแนนต้องเขียนเลขอารบิกลงไปในบัตร ถ้ากลุ่มใดมีผู้สมัครหรือผู้มารายงานตัวไม่เกิน 5 คน ให้ถือว่าทุกคนในกลุ่มนั้นเป็น ผู้ได้รับเลือกขั้นต้น ผ่านเข้าสู่รอบ “เลือกไขว้” ไปโดยปริยาย
 
 
ส่วนการนับคะแนนรอบแรก จะเกิดขึ้น ณ สถานที่เลือกภายหลังการปิดลงคะแนนแล้ว โดยผู้ได้รับคะแนนสูงสุด 5 ลำดับแรกของแต่ละกลุ่ม รวมถึงกลุ่มที่มีผู้สมัครหรือผู้มารายงานตัวไม่เกิน 5 คน ให้เป็นผู้ได้รับเลือกขั้นต้นในกลุ่มนั้น ๆ กรณีกลุ่มใดมีผู้ได้รับคะแนนเท่ากัน จนมีผู้ได้คะแนนสูงสุดเกิน 5 คน ให้ผู้ได้คะแนนเท่ากันจับสลากกันเองเพื่อหาผู้ได้รับเลือกขั้นต้นของกลุ่ม แต่ถ้ากลุ่มใดมีผู้ได้คะแนนไม่ถึง 5 คน ให้เฉพาะผู้ได้คะแนนเป็นผู้สมัครที่ได้รับเลือกขั้นต้นในกลุ่มนั้น จากนั้นผู้สมัครต้องจับสลากเพื่อแบ่งสายให้ผู้ได้รับเลือกขั้นต้นของแต่ละกลุ่มส่งตัวแทนไปจับสลากแบ่งสาย จำนวนไม่เกิน 4 สาย สายละ 3-5 กลุ่ม
 
 
หลังจากนั้นจะเริ่มลงคะแนนรอบสองเป็นการ “เลือกไขว้” กลุ่มอื่นที่อยู่ในสายเดียวกัน โดยผู้สมัครแต่ละคนต้องลงคะแนนให้ผู้สมัครที่มาจากกลุ่มอื่นที่อยู่สายเดียวกันกลุ่มละ 1 คน โดยจะเลือกตนเองหรือผู้สมัครกลุ่มเดียวกับตนเองมิได้
การนับคะแนนรอบสองจะเกิดขึ้น ณ สถานที่เลือกภายหลังการปิดลงคะแนนแล้ว โดยให้ผู้ได้รับคะแนนสูงสุด 3 ลำดับแรกของแต่ละกลุ่ม เป็นผู้ได้รับเลือกระดับอำเภอในกลุ่มนั้น กรณีกลุ่มใดมีผู้ได้รับคะแนนเท่ากัน จนมีผู้ได้คะแนนสูงสุดเกิน 3 คน ให้ผู้ที่ได้คะแนนเท่ากันจับสลากกันเองเพื่อให้ได้ผู้ได้รับเลือกระดับอำเภอในกลุ่มนั้น ถ้ากลุ่มใดมีผู้ได้คะแนนไม่ถึง 3 คน ให้เฉพาะผู้ได้คะแนนเป็นผู้ได้รับเลือกระดับอำเภอ จากนั้นจะประกาศผลนับคะแนนเบื้องต้นหลังเสร็จสิ้นกระบวนการทั้งหมด ผอ.การเลือกระดับอำเภอจะประกาศบัญชีรายชื่อผู้ได้รับเลือกระดับอำเภอ พร้อมจัดส่งให้ ผอ.การเลือกระดับจังหวัดปิดประกาศ ณ ที่ว่าการอำเภอ และเผยแพร่ในระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่อไป
 
 
ทั้งนี้ ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงบัญชีรายชื่อผู้ได้รับเลือกระดับอำเภอ ได้ทางเว็บไซต์สำนักงาน คณะกรรมการการเลือกตั้ง https://senator.ect.go.th/ หรือ แอปพลิเคชันสมาร์ทโหวต (Smart Vote) และ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดทุกจังหวัด หรือสายด่วน 1444
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS UPDATE

นิตยสารชื่อดังให้ไทยติดอันดับ 1 ประเทศที่น่าเยี่ยมชมที่สุดประจำปี 2024

 
เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2567 นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้ขอบคุณทุกการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนประชาชนไทยทุกคนที่เป็นเจ้าภาพที่ดีจนไทยได้รับการจัดให้เป็นอันดับ 1 ประเทศที่น่าเยี่ยมชมที่สุดในปี 2024 (World’s Best Countries To Visit In Your Lifetime, 2024) รวมทั้งเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงทุกปัจจัยที่ส่งเสริมศักยภาพด้านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย

 

ขณะเดียวกัน การจัดอันดับในครั้งนี้ดำเนินการโดยนิตยสาร CEOWORLD ซึ่งเป็นนิตยสารด้านธุรกิจชื่อดัง โดยใช้วิธีจัดอันดับโดยการเก็บข้อมูลความคิดเห็นจากผู้อ่านมากกว่า 295,000 ราย ที่มีต่อ 67 ประเทศ/เขตเศรษฐกิจ และประเทศไทยได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่น่าเยี่ยมชมที่สุด เป็นอันดับ 1 (World’s Best Countries To Visit In Your Lifetime) ในปีนี้ ด้วยคะแนนร้อยละ 72.15

 

โดยทางนิตยสาร CEOWORLD ระบุว่า การท่องเที่ยวในประเทศไทย ทำให้ได้รับประสบการณ์ท่องเที่ยวหลากหลาย เช่น สีสันยามค่ำคืน อาหารอร่อย ศิลปะและวัฒนธรรมที่มีชีวิตชีวา แหล่งช็อปปิ้งที่ขึ้นชื่อ แม่น้ำลำคลองที่คดเคี้ยวอย่างสวยงาม วัดของศาสนาพุทธ ตลาดกลางคืน ตลาดน้ำ และสวนสาธารณะสุดพิเศษ

 

สำหรับผลการจัดอันดับประเทศที่น่าเยี่ยมชมที่สุดประจำปี 2024 โดยนิตยสาร CEOWORLD ที่น่าสนใจ 10 อันดับแรก มีดังนี้

  1. ประเทศไทย ได้คะแนนร้อยละ 15
  2. กรีซ ร้อยละ 22
  3. อินโดนีเซีย ร้อยละ 15
  4. โปรตุเกส ร้อยละ 32
  5. ศรีลังกา ร้อยละ 53
  6. แอฟริกาใต้ ร้อยละ 76
  7. เปรู ร้อยละ 76
  8. อิตาลี ร้อยละ 77
  9. อินเดีย ร้อยละ 65
  10. สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ร้อยละ 38

 

ด้าน นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางทางการท่องเที่ยวของภูมิภาค หรือ Tourism Hub ซึ่งการเป็น Tourism Hub นั้น ถือเป็นหนึ่งในวิสัยทัศน์ประเทศไทยที่รัฐบาลมุ่งนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองในทุกมิติ โดยในปีนี้รัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายรายได้ทางการท่องเที่ยว 3.5 ล้านล้านบาท และจะทวีเพิ่มมากขึ้นในปีต่อ ๆ ไป ด้วย 5 กลยุทธ์สำคัญ คือ

 

การยกระดับประสบการณ์ โปรโมตการท่องเที่ยวไทยในทุกมิติ ประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวไทยก่อนการเดินทาง ให้ข้อมูลสำคัญกับนักท่องเที่ยวตั้งแต่บนเครื่องบิน เพิ่มความรวดเร็วในการให้บริการในสนามบิน สร้างความประทับใจด้วยมัคคุเทศก์ และผู้นำเที่ยวที่มีมาตรฐาน สร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง

 

อีกทั้งยังมีการชูเอกลักษณ์ไทย หรือ เสน่ห์ไทย นำเสนอเรื่องราว และเพิ่มมูลค่าด้วยการนำจุดแข็งทางธรรมชาติ และวัฒนธรรมมาเป็นจุดขาย ได้แก่ Must Beat มวยไทย, Must Eat อาหารไทย, Must Seek วัฒนธรรมไทย, Must Buy ผ้าไทย และ Must See โชว์ไทย นอกจากนี้ เมืองหลัก และเมืองน่าเที่ยว เชื่อมโยงเส้นทางการท่องเที่ยวจากเมืองหลักสู่เมืองใกล้เคียง อาทิ เส้นทาง Lanna Culture เชียงใหม่-ลำพูน-ลำปาง เส้นทาง UNESCO Heritage Trail มรดกไทย มรดกโลก ผ่านเส้นทางสุโขทัย-กำแพงเพชร และนครราชสีมา เส้นทาง NAGA Legacy นครพนม สกลนคร บึงกาฬ ตามรอยตำนานศรัทธาพญานาคเส้นทาง Paradise Islands ตรัง-สตูล หมู่เกาะแห่งอันดามันใต้ สวรรค์แห่งท้องทะเล เส้นทาง The Wonder of Deep South ปัตตานี-ยะลา-นราธิวาส ใต้สุดแห่งสยาม มนต์เสน่ห์แห่งพหุวัฒน

 

ขณะเดียวกันยังมุ่งเน้น Hub of ASEAN เปิดประตูการท่องเที่ยวสู่อาเซียนให้สามารถเชื่อมโยงการเดินทางกับประเทศเพื่อนบ้าน เชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานให้การเดินทางท่องเที่ยว ไร้รอยต่อ

 

ตลอดจน World Class Event Hub ให้ไทยเป็นศูนย์รวม World Class Experience จากการนำ Event ระดับโลกเข้ามาจัดแสดงในประเทศ ทั้งด้านดนตรี กีฬา อาหาร ไลฟ์สไตล์ ศิลปและวัฒนธรรม อาทิ จัดงานวิสาขบูชาโลก ประจำปี 2567 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพSummer Sonic Bangkok 2024, KAWS Arts, Moto GP, Volleyball World Championship เป็นต้น เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว สร้างรายได้และชื่อเสียงให้กับประเทศ

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS UPDATE

‘นิด้าโพล’ เผย 34.35 % ไม่ค่อยพอใจ 9 เดือนรัฐบาลนายกฯ ‘เศรษฐา’

 

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2567 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้เปิดเผยผลการสำรวจของประชาชน เรื่อง “ขอถามบ้าง … 9 เดือน รัฐบาลนายกฯ เศรษฐา” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 4-5 มิถุนายน 2567 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการทำงานของรัฐบาลนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน ในรอบ 9 เดือน การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

 

                จากการสำรวจเมื่อถามถึงความพึงพอใจของประชาชนต่อการทำงานของรัฐบาลนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน ในรอบ 9 เดือน พบว่า ตัวอย่าง

  • ร้อยละ 34.35 ระบุว่า ไม่ค่อยพอใจ เพราะ การบริหารจัดการในเรื่องต่าง ๆ มีความล่าช้า และยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างไปจากเดิม 
  • ร้อยละ 31.69 ระบุว่า ไม่พอใจเลย เพราะ ไม่มีความก้าวหน้าในการทำงานและไม่สามารถทำตามนโยบายที่ได้หาเสียงไว้ 
  • ร้อยละ 25.19 ระบุว่า ค่อนข้างพอใจ เพราะ มีความพยายามผลักดันนโยบายต่าง ๆ ทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น และเห็นผลงานที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหา 
  • ร้อยละ 7.40 ระบุว่า พอใจมาก เพราะ มีความตั้งใจในการทำงาน ช่วยเหลือประชาชน ทำให้ความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น และร้อยละ 1.37 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

               

ด้านความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐบาลนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน ในการแก้ไขปัญหาของประเทศ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 35.95 ระบุว่า ไม่เชื่อมั่นเลย เพราะ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ เกิดขึ้น ผลงานยังไม่ชัดเจน แก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ รองลงมา ร้อยละ 35.04 ระบุว่า ไม่ค่อยเชื่อมั่น เพราะ การทำงานไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ แก้ไขปัญหาไม่ตรงจุด ร้อยละ 22.14 ระบุว่า ค่อนข้างเชื่อมั่น เพราะ มีประสบการณ์ในการทำงาน มีทักษะด้านการบริหาร สามารถทำให้ประเทศพัฒนาขึ้นได้ ร้อยละ 5.42 ระบุว่า เชื่อมั่นมาก เพราะรัฐบาลมีความตั้งใจในการแก้ไขปัญหา มีการบริหารที่ดีสามารถแก้ไขปัญหาของประเทศได้ และร้อยละ 1.45 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

 

                ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นกับรัฐบาลนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน ภายในระยะเวลา 2 เดือน พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 43.44 ระบุว่า นายกฯ เศรษฐา ยังคงอยู่ในตำแหน่งเหมือนเดิม รองลงมา ร้อยละ 15.65 ระบุว่า พรรคร่วมรัฐบาลยังคงเหมือนเดิม ร้อยละ 15.50 ระบุว่า จะมีการปรับคณะรัฐมนตรี ร้อยละ 10.92 ระบุว่า จะมีการยุบสภาเพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่ ร้อยละ 10.46 ระบุว่า จะมีการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี แต่ยังคงมาจากพรรคเพื่อไทย ร้อยละ 6.56 ระบุว่า จะมีการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี โดยนายกฯ คนใหม่จะมาจากพรรคฝ่ายค้าน ร้อยละ 6.11 ระบุว่า จะมีการสลับขั้วทางการเมือง เปลี่ยนรัฐบาล ร้อยละ 4.58 ระบุว่า จะมีการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี โดยนายกฯ คนใหม่จะมาจากพรรคร่วมรัฐบาลปัจจุบัน ร้อยละ 3.21 ระบุว่า สส. ฝ่ายรัฐบาลจะมีจำนวนเพิ่มขึ้น ร้อยละ 3.05 ระบุว่า จำนวนพรรคร่วมรัฐบาลจะลดลง ร้อยละ 2.60 ระบุว่า จำนวนพรรคร่วมรัฐบาลจะเพิ่มขึ้น และ สส. ฝ่ายรัฐบาลจะมีจำนวนลดลง ในสัดส่วนที่เท่ากัน และร้อยละ 12.67 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

 

                เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 8.55 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพฯ ร้อยละ 18.63 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคกลาง ร้อยละ 17.86 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 33.35 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 13.82 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ และร้อยละ 7.79 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออก ตัวอย่าง ร้อยละ 48.09 เป็นเพศชาย และร้อยละ 51.91 เป็นเพศหญิง

 

                ตัวอย่าง ร้อยละ 12.37 อายุ 18-25 ปี ร้อยละ 17.94 อายุ 26-35 ปี ร้อยละ 18.24 อายุ 36-45 ปี ร้อยละ 26.64 อายุ 46-59 ปี และร้อยละ 24.81 อายุ 60 ปีขึ้นไป ตัวอย่าง ร้อยละ 96.26 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 3.28 นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 0.46 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ

 

                ตัวอย่าง ร้อยละ 35.65 สถานภาพโสด ร้อยละ 61.60 สมรส และร้อยละ 2.75 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ ตัวอย่าง ร้อยละ 20.61 จบการศึกษาประถมศึกษาหรือต่ำกว่า ร้อยละ 35.50 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 9.39 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 28.40 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 6.10 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า

 

                ตัวอย่าง ร้อยละ 9.08 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 16.18 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 21.15 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 11.76 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 15.65 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 20.38 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน และร้อยละ 5.80 เป็นนักเรียน/นักศึกษา

 

                ตัวอย่าง ร้อยละ 21.45 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 18.63 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 10,000 บาท ร้อยละ 33.05 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท ร้อยละ 10.76 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท ร้อยละ 4.05 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001-40,000 บาท ร้อยละ 4.20 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 7.86 ไม่ระบุรายได้

 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

ถนน 48 กม. ชมวิวสะพานหนองหลวง สายเชียงราย – อ.ขุนตาล เชื่อม ลาว-จีน

 
เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2567 เพจรมทางหลวง โพสต์แจ้งเปิดวิ่ง! ถนนตัดใหม่ ทล.1421 สายเชียงราย – อ.ขุนตาล จ.เชียงราย ระยะทาง 48 กิโลเมตร เพิ่มประสิทธิภาพคมนาคมขนส่งเดินทางไทย – ลาว – จีน พร้อมจุดชมวิวสะพานข้ามหนองหลวง
 

ความนายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยถึง การดำเนินการพัฒนาโครงข่ายทางหลวงแนวใหม่ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย เพื่อรองรับการคมนาคมและการขนส่งระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งขณะนี้กรมทางหลวงได้ดำเนินการโครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 1421 สายเชียงราย – อ.ขุนตาล แล้วเสร็จตลอดสาย ระยะทาง 48.19 กิโลเมตร เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนให้สามารถเดินทางได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย

 

กรมทางหลวง โดยสำนักก่อสร้างทางที่ 1 ได้ดำเนินการโครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 1421 สายเชียงราย – อ.ขุนตาล มีระยะทางทั้งหมด 48.19 กิโลเมตร โดยที่ผ่านมากรมทางหลวงได้ก่อสร้างแล้วเสร็จรวมระยะทาง 29.19 กิโลเมตร และเปิดให้บริการแก่ประชาชนไปแล้ว ยังคงเหลือ ตอน บ.หัวดอย – บ.ใหม่มงคล เป็นช่วงสุดท้าย มีจุดเริ่มต้นที่ กม.0+000 ของทางหลวงหมายเลข 1152 บริเวณบ้านหัวดอย ตำบลท่าสาย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย และสิ้นสุดที่ กม.19+000 บ.ผางาม ต.ผางาม อ.เวียงชัย จ.เชียงราย รวมระยะทาง 19 กิโลเมตร 
 
 
มีลักษณะการก่อสร้างเป็นแนวทางตัดใหม่และตามแนวทางหลวงหมายเลข 1152 เดิมมีขนาด 2 ช่องจราจร (ไป – กลับ) เป็นแบบมาตรฐานทางชั้นพิเศษ ขนาด 4 ช่องจราจร (ไป – กลับ) ช่องจราจรกว้าง 3.50 เมตร ผิวจราจรและไหล่ทางแบบแอสฟัลต์คอนกรีต แบ่งทิศทางการจราจรแบบเกาะร่องและเกาะกลางแบบยก พร้อมทั้งก่อสร้างสะพานข้ามหนองหลวง จำนวน 2 แห่ง ขนาดความยาว 870 เมตร ความกว้าง 11 เมตร และทางเท้ามีความกว้าง 2.75 เมตร ตลอดแนว ทั้งสองฝั่ง นับเป็นสะพานที่ยาวที่สุดของภาคเหนือที่มีการออกแบบและก่อสร้างจุดจอดรถบริเวณด้านล่างสะพาน พร้อมทางเดินไปจุดเชื่อมต่อขึ้นบันไดไปบนสะพานเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน สามารถเดิน – วิ่งออกกำลังกาย หรือปั่นจักรยาน อีกทั้งเป็นจุดชมทัศนียภาพของนักท่องเที่ยวสร้างมูลค่าต่อท้องถิ่นอีกด้วย ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยในการเดินทางของประชาชน ทางโครงการฯ ได้ดำเนินการติดตั้งป้ายจราจร ป้ายเตือนต่างๆ รวมทั้งไฟฟ้าแสงสว่างตลอดสายทาง วงเงินงบประมาณ 1,088,088,000 บาท
 
 
ปัจจุบันโครงการได้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จ และเปิดใช้บริการให้แก่ประชาชนตลอดสายทางเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการคมนาคมและการขนส่งในภาคเหนือ ลดระยะเวลาในการเดินทาง สนับสนุนการพัฒนาพื้นที่การค้าการลงทุน กระตุ้นเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว เพิ่มประสิทธิภาพการคมนาคมขนส่งระหว่างจังหวัดเชียงราย – สะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 สู่ประเทศเพื่อนบ้าน (R3A) ไทย – สปป.ลาว – สาธารณรัฐประชาชนจีน (คุณหมิง) และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กรมทางหลวง

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS UPDATE

ข้อมูลจากสภาพัฒน์ฯ บอกคนไทย อายุ 15-49 ปี กำลัง “โสด” ถึง 40.5%

 
เมื่อวันที่ 27 พ.ค.2567 สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยถึงเรื่องภาวะสังคมไทยไตรมาสหนึ่ง ปี 2567 โดยข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน (SES) พ.ศ.2566 พบว่าคนไทยครองตัวเป็นโสดมากขึ้น คิดเป็นร้อยละ 23.9 หรือ 1 ใน 5 ของคนไทย และหากพิจารณาเฉพาะช่วงวัยเจริญพันธุ์ตั้งแต่อายุ 15-49 ปีจะมีสัดส่วนมากถึงร้อยละ 40.5 สูงกว่าภาพรวมประเทศเกือบเท่าตัว และเพิ่มขึ้นจาก พ.ศ.2560 (ร้อยละ 35.7) 
 
โดย ร้อยละ 50.9 อยู่ในช่วงอายุ 15 – 25 ปี สัดส่วนการแต่งงานในช่วงวัยเจริญพันธุ์ ปี 2560 -2566 ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง โดยปี 2566 อยู่ที่ร้อยละ ร้อยละ 52.6 ลดลงจากปี 2565 ที่อยู่ที่ร้อยละ 53.2 และลดลงจากปี 2560 อยู่ที่ร้อยละ 57.9 ขณะเดียวกันการหย่าร้างในอัตราที่สูงขึ้น โดยในปี 2566 มีประมาณ 400,000 คู่ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2560 ร้อยละ 22
 
 

โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อการเป็นคนโสดแบ่งได้เป็น 4 ด้าน คือ

1) ค่านิยมทางสังคมของการเป็นโสดยุคใหม่ อาทิ “SINK (Single Income,No Kids)” หรือคนโสดที่มีรายได้และไม่มีลูก” เน้นใช้จ่ายเพื่อตนเอง จากข้อมูล SES ในปี 2566 พบว่า สัดส่วนคนโสด SINK สูงขึ้นตามระดับรายได้ “PANK (Professional Aunt, No Kids)” หรือกลุ่มผู้หญิงโสดอายุ 30 ปีขึ้นไป ที่มีรายได้ อาชีพการงานดีและไม่มีลูก” ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลหลาน เด็กในครอบครัวรอบตัว

 

โดยคนโสด PANK มีจำนวน 2.8 ล้านคน ส่วนใหญ่มีรายได้ดีและจบการศึกษาสูง และ “Waithood” กลุ่มคนโสดที่เลือกจะรอคอยความรักเนื่องจากความไม่พร้อม ไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ ส่วนหนึ่งสะท้อนได้จากคนโสดร้อยละ 40 ที่มีรายได้ต่ำสุด โดยมีสัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 37.7 ส่วนใหญ่เป็นเพศชายมากถึงร้อยละ 62.6 มีระดับการศึกษาที่ไม่สูงนัก ทำให้ความสามารถในการหารายได้จำกัด

2) ปัญหาความต้องการ ความคาดหวังที่ไม่สอดคล้องกัน เป็นผลจากความคาดหวังทางสังคมและทัศนคติต่อการมองหาคู่ของคนที่เปลี่ยนแปลงไป โดยบริษัท มีทแอนด์ลันช์ สาขาประเทศไทย (2021) พบว่าผู้หญิงกว่าร้อยละ 76.0 จะไม่เดทกับผู้ชายที่มีรายได้น้อยกว่า และร้อยละ 83.0 ไม่คบกับผู้ชายที่มีส่วนสูงน้อยกว่า ขณะเดียวกัน ผู้ชายร้อยละ 59.0 จะไม่คบกับผู้หญิงตัวสูงกว่า และอีกว่าร้อยละ 60.0 ไม่เดทกับผู้หญิงที่เคยหย่าร้าง

3) โอกาสในการพบปะผู้คน โดยใน พ.ศ.2566 คนโสดมีชั่วโมงการทำงานสูงกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งประเทศ โดยข้อมูลจาก LFS สำนักงานสถิติแห่งชาติ เฉลี่ยอยู่ที่ 43.2 ชั่วโมง/สัปดาห์ สูงกว่าภาพรวมประเทศ (42.3 เฉลี่ยอยู่ที่ 43.2 ชั่วโมง/สัปดาห์)

อีกทั้งกรุงเทพฯ ยังจัดอยู่ในอันดับที่ 5 ของเมืองที่แรงงานทำงานหนักที่สุดในโลก ทำให้คนโสดไม่มีโอกาสในการมองหาคู่

4) นโยบายส่งเสริมการมีคู่ของภาครัฐยังไม่ต่อเนื่องและครอบคลุมความต้องการของคนโสด โดยนโยบายส่งเสริมการมีคู่ของไทยในช่วงที่ผ่านมายังมีไม่มากนัก โดยเน้นไปที่กลุ่มคนโสดที่มีความพร้อม ขณะที่ ในต่างประเทศมีแนวทางการส่งเสริมการมีคู่ที่ครอบคลุมไปถึงการบรรเทาภาระค่าใช้จ่าย และการสร้างโอกาสในการมีคู่

 

 

ทั้งนี้ มีแนวทางสนับสนุนให้คนมีคู่ ดังนี้

1) การสนับสนุนเครื่องมือการ Matching คนโสด โดยภาครัฐอาจร่วมมือกับผู้ให้บริการพัฒนาแพลตฟอร์ม เพื่อส่งเสริมให้คนโสดสามารถเข้าถึงได้มากขึ้น

2) การส่งเสริมการมี Work-life Balance ทั้งในภาครัฐและเอกชน ทำให้คนโสดมีคุณภาพชีวิตที่ขึ้น และเพิ่มโอกาสให้คนโสดมีเวลาทำกิจกรรมที่ชอบและพบเจอคนที่น่าสนใจมากขึ้น

3) การยกระดับทักษะที่จำเป็นในการทำงาน เพิ่มโอกาสความก้าวหน้าในอาชีพการงานและรายได้ซึ่งคนโสดยังมีโอกาสพบรักจากสถานศึกษาได้อีกด้วย

4) การส่งเสริมกิจกรรมและการมีส่วนร่วมทางสังคมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้คนโสดมีโอกาสพบปะและสร้างความสัมพันธ์ใหม่ ๆได้

 

 

สำหรับปัญหาสุขภาพจิตยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในสังคมไทย โดยข้อมูลจากกรมสุขภาพจิต พบว่า มีผู้ป่วยจิตเวชเข้ารับบริการเพิ่มขึ้น จาก 1.3 ล้านคน ในปี 2558 เป็น 2.9 ล้านคน ในปี 2566 ซึ่งหากพิจารณาในรายละเอียด จะพบประเด็นที่มีความน่ากังวล ดังนี้

1.แม้ว่าประเทศไทยจะมีผู้ป่วยเข้ารับการรักษา 2.9 ล้านคน แต่ผู้มีปัญหาอาจมากถึง 10 ล้านคน ทำให้สัดส่วนผู้มีปัญหาสูงกว่าค่าเฉลี่ยระดับโลก และสะท้อนให้เห็นว่ายังมีผู้ที่ไม่ได้เข้ารับรักษาเป็นจำนวนมาก

2.ผู้มีความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพจิตมีสัดส่วนสูงเช่นกัน โดยระหว่างวันที่ 1 ต.ค.2566 – 22 เม.ย.2567 พบผู้มีความเครียดสูงถึงร้อยละ 15.48 เสี่ยงซึมเศร้า ร้อยละ 17.20 และเสี่ยงฆ่าตัวตายร้อยละ 10.63 ซึ่งแย่ลงกว่าในช่วงปีที่ผ่านมา

3) ปัญหาสุขภาพจิตไม่เพียงกระทบต่อตนเอง แต่ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจมากกว่าที่คาดคิด องค์การอนามัยโลก (WHO) พบว่า ภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลของประชากรทั่วโลก ทำให้วันทำงานหายไปประมาณ 12 พันล้านวัน สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

4) เกือบ 1 ใน 5 ของผู้มีปัญหาสุขภาพจิตไม่สามารถดูแลตนเองได้ ทำให้ครัวเรือนต้องจัดหาผู้ดูแลและเป็นการสูญเสียทรัพยากรบุคคลเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ ยังมีผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง (SMI-V) ไม่ถึง 1 ใน 4 ที่ได้รับการติดตามดูแลและเฝ้าระวังตามแนวทางที่กำหนด

5) สภาพทางเศรษฐกิจและสังคมที่มีความกดดันส่งผลให้คนไทยเป็นโรคซึมเศร้าและโรควิตกกังวลมากขึ้น ในงบประมาณ พ.ศ. 2566 พบสัดส่วนผู้ป่วยกลุ่มโรควิตกกังวลและโรคซึมเศร้า สูงเป็น 2 อันดับแรก สูงกว่าผู้ป่วยติดยาบ้าและยาเสพติดอื่น ๆ รวมกัน

6) การฆ่าตัวตายสูงใกล้เคียงกับช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 พบว่ามีผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายอยู่ที่ 7.94 ต่อประชากรแสนคน ใกล้เคียงช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง (8.59 ต่อประชากรแสนคน)

7) ปัญหาสิ่งแวดล้อม เป็นปัจจัยภายนอกที่ส่งผลต่อสุขภาพจิตภายใน จากการศึกษาในประเทศอังกฤษพบว่า มลพิษทางอากาศส่งผลให้เกิดภาวะซึมเศร้าในเยาวชนเพิ่มขึ้นร้อยละ 20.0 ซึ่งไทยต้องเฝ้าระวังเนื่องจากกำลังประสบปัญหาฝุ่น PM 2.5 สูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก

นอกจากนี้ หากพิจารณาตามช่วงวัย พบว่าวัยเด็กและเยาวชนมีปัญหาสุขภาพจิตที่น่ากังวลหลายเรื่องโดยเฉพาะความเครียด ซึ่งมีสาเหตุหลักจากการเรียนและความคาดหวังด้านการทำงานในอนาคต และสถานะทางการเงินของครอบครัว นอกจากนี้การกลั่นแกล้ง (Bully) ในโรงเรียน เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะซึมเศร้า

วัยทำงานความรับผิดชอบสูง และหลายปัญหารุมเร้า บริษัท Kisi พบว่า ในปี 2565 กรุงเทพฯ อยู่ในอันดับ 5 จาก 100 เมืองทั่วโลกที่มีผู้คนทำงานหนักเกินไป สอดคล้องกับมหาวิทยาลัยมหิดล ที่พบว่า คนกรุงเทพฯ 7 ใน 10 หมดไฟในการทำงาน อีกทั้ง ข้อมูลจากสายด่วน 1323 ของกรมสุขภาพจิต พบว่า ปี 2566 วัยแรงงานขอรับบริการเรื่องความเครียด วิตกกังวล ไม่มีความสุขในการทำงานถึง 5,989 สาย จากทั้งหมด 8,009 สาย

สำหรับ ผู้สูงวัยต้องอยู่กับความเหงาและโดดเดี่ยว สูญเสียคุณค่าในตนเอง ในปี 2566 พบว่า ผู้สูงอายุร้อยละ 84.93 มีความสุขในระดับที่ดีแต่จะลดน้อยลงตามวัย ส่วนหนึ่งเกิดจากการขาดกิจกรรมและบทบาททางสังคม อีกทั้ง ยังพบผู้สูงอายุที่ต้องอยู่คนเดียวเพิ่มขึ้น และมีผู้สูงอายุอีก 8 แสนคน มีภาวะความจำเสื่อม ซึ่งส่วนใหญ่มีปัญหาสุขภาพจิตด้านอื่นร่วมด้วย

สถานการณ์ข้างต้นสะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาสุขภาพจิตต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ทั้งการป้องกันต้องสร้างความเข้มแข็งให้สถาบันทางสังคม โดยเฉพาะสถาบันครอบครัว เน้นเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดี

การรักษา เร่งเพิ่มบุคลากรด้านสุขภาพจิตให้เพียงพอรวมทั้งขยายบริการการรักษาผู้ป่วยจิตเวชในสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด อีกทั้งต้องนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ให้มากขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการบริการ

รวมถึงการติดตามและฟื้นฟูเยียวยา ต้องจัดทำฐานข้อมูลกลางด้านสุขภาพจิตที่ครอบคลุม เร่งติดตามผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงก่อความรุนแรงให้ได้รับการรักษาต่อเนื่อง รวมทั้งพัฒนาระบบสวัสดิการชุมชนและสังคม ในการส่งเสริมการฟื้นฟูสภาพจิตใจและขับเคลื่อนงานด้านสุขภาพจิต

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :  สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS UPDATE

ธนาคารแห่งประเทศไทย เตือนมีคน โอนเงินผิดมาหาเรา อย่าโอนคืนเองเด็ดขาด

 

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2567 ธนาคารแห่งประเทศไทย เผยแพร่ข้อมูลผ่านเว็บไซต์ โอนเงินผิดบัญชี เกิดเรื่องต้องทำอย่างไร?เทคโนโลยีระบบการชำระเงินที่ทันสมัยทำให้การจ่ายหรือโอนเงินกลายเป็นเรื่องง่ายแค่ปลายนิ้วสัมผัส แต่ผู้ใช้บริการเองก็ต้องเพิ่มความระมัดระวังในการใช้งานเช่นกัน เราอาจจะเคยได้ยินเรื่องโอนเงินผิดบัญชี ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่เราโอนผิดเอง หรือมีคนโอนผิดมาที่เรา แล้วไม่รู้ว่าจะต้องแก้ไขอย่างไร Financial Wisdom ฉบับนี้จะมาเล่าถึงวิธีการที่ถูกต้องในการจัดการกับปัญหาเรื่องนี้กัน

 

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า เมื่อมีการโอนเงินผิดขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นการโอนที่สาขาของธนาคาร ทางตู้ ATM หรือ mobile banking ธนาคารจะไม่มีอำนาจในการดึงเงินกลับคืนเข้าบัญชีต้นทาง เว้นแต่ว่าจะได้รับความยินยอมจากผู้รับโอนผิดเท่านั้น ดังนั้น เราจึงต้องมีขั้นตอนการดำเนินการ โดยสามารถแบ่งการโอนเงินผิดได้เป็น 2 กรณีด้วยกัน

 

หากเราโอนเงินผิดบัญชีไปบัญชีคนอื่น ถ้าเป็นคนที่เรารู้จักกันก็สามารถพูดคุยเพื่อขอให้เขาโอนเงินคืนกลับมาให้เราได้เลย แต่ถ้าเป็นคนที่ไม่รู้จักกันจะมีขั้นตอนเพิ่มขึ้นมา อย่างแรก เมื่อเรารู้แล้วว่าเราโอนเงินไปผิดบัญชี ให้เราไปติดต่อธนาคารของเรา (ธนาคารต้นทาง) เพื่อสอบถามว่าธนาคารต้องการเอกสารอะไรบ้าง เนื่องจากแต่ละธนาคารอาจใช้เอกสารไม่เหมือนกัน สิ่งที่เราสามารถเตรียมได้ เช่น ข้อมูลวันเวลา จำนวนเงิน ช่องทางการโอนเงิน ถ้าทำรายการที่ตู้ ATM ก็อาจจะเก็บสลิปใบบันทึกรายการไว้ แต่หากทำผ่าน mobile banking ก็เก็บ e-slip โอนเงินไว้ รวมทั้งอาจจะเตรียมหลักฐานเอกสารอื่น ๆ ที่ธนาคารอาจจะขอ เช่น ใบคำร้องขอตรวจสอบการโอนเงินผิดบัญชี สำเนาบัตรประชาชน หรือหากเป็นการโอนเงินผิดไปต่างธนาคาร ธนาคารบางแห่งอาจร้องขอใบแจ้งความเป็นหลักฐานเพิ่มเติมด้วย

 

เมื่อธนาคารรับแจ้งปัญหาเรียบร้อยแล้วก็จะแจ้งระยะเวลาการดำเนินการให้เราทราบ และจะเป็นผู้ประสานงานติดต่อบัญชีปลายทางเพื่อให้ความยินยอมโอนเงินคืนกลับมาต่อไป ถ้าผู้รับโอนยินยอมคืนเงิน ธนาคารก็จะโอนเงินเข้าบัญชีให้กับเรา แต่ถ้าผู้รับโอนไม่ยินยอมคืนเงินหรือติดต่อไม่ได้ เราสามารถแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อออกคำสั่งทางกฎหมายให้ธนาคารของผู้รับโอนดำเนินการอายัดบัญชี หรือเปิดเผยข้อมูลบัญชีให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินการทางกฎหมายต่อไป

ถ้าเขาโอนผิด

กรณีที่มีเงินโอนผิดเข้ามาในบัญชีของเราซึ่งจะคล้ายกับกรณีที่แล้ว คือถ้าเป็นคนรู้จักกัน ได้พูดคุยกันแล้วพบว่าเขาโอนเงินผิดมาจริง เราก็สามารถที่จะโอนเงินคืนเจ้าของบัญชีได้เลย แต่ถ้าไม่รู้จักกัน ทางที่ดีเราควรจะไปติดต่อธนาคารของเราโดยตรง เพื่อตรวจสอบก่อน ถ้าพบว่าเงินที่โอนเข้ามาผิดบัญชีจริง ๆ ก็ให้ความยินยอมแก่ธนาคารในการโอนเงินกลับไปให้เจ้าของบัญชี

สิ่งที่พึงระวังคือ

เราไม่ควรโอนเงินกลับเอง เพราะอาจจะเป็นกลลวงของมิจฉาชีพที่จะใช้บัญชีเราเป็นทางผ่านในการโอนเงินผิดกฎหมาย หรือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการฟอกเงิน ที่ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ “บัญชีม้า” ก็เป็นได้ โดยมิจฉาชีพจะขอให้โอนเงินเข้าอีกบัญชีหนึ่งซึ่งอาจจะเป็นคนละธนาคาร คนละชื่อบัญชี โดยอ้างเหตุผลว่าโอนผิดบัญชีไปแล้ว ไหน ๆ จะต้องโอนเงินใหม่ ก็ฝากให้เราช่วยโอนเลยแล้วกัน กลายเป็นว่าเราทำเรื่องผิดกฎหมายโดยไม่ได้ตั้งใจ

แต่ถ้าหากมีเงินโอนผิดเข้ามาในบัญชีของเราจริงโดยไม่ใช่กลโกงของมิจฉาชีพ แต่เราเลือกที่จะเพิกเฉย หรือนำเงินที่ได้มาไปใช้ เจ้าของเงินก็สามารถแจ้งความดำเนินคดีกับเราได้เช่นกัน

 

วิธีการป้องกันปัญหาที่ดีที่สุด

ก็คือการตรวจสอบข้อมูลการโอนเงินให้ถูกต้องก่อนยืนยันการโอนเงินทุกครั้ง สิ่งที่ทุกคนจะต้องดู คือ หมายเลขบัญชีหรือหมายเลขพร้อมเพย์ ชื่อบัญชี ชื่อธนาคาร และจำนวนเงินให้ถูกต้องก่อนที่จะกดยืนยันการโอนเงินไป หากเกิดกรณีโอนเงินผิดขึ้นมาจริงๆ ให้ตั้งสติ อย่าหลงเชื่อใครง่ายๆ จนยอมโอนเงินกลับเอง และควรรีบปรึกษาธนาคารเพื่อให้ธนาคารแนะนำว่าต้องดำเนินการอย่างไรจะดีที่สุด.

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ธนาคารแห่งประเทศไทย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

คืบหน้า 85% ถนนโครงการหลวงห้วยโป่ง คาดเดือน ก.ค. 67 นี้ เชียงรายได้ใช้

 

 

เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2567กรมทางหลวงชนบท สร้างถนนสนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยโป่ง จ.เชียงราย กว่า 19 กิโลเมตร คืบหน้า 85% เพิ่มความสะดวกปลอดภัยในการเดินทางให้กับประชาชน พร้อมส่งเสริมเศรษฐกิจ สนับสนุนการขนส่งผลผลิตทางการเกษตรในพื้นที่และการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ

 

นายอภิรัฐ ไชยวงศ์น้อย อธิบดีกรมทางหลวงชนบท เปิดเผยว่า กรมทางหลวงชนบท (ทช.) ได้ดำเนินโครงการก่อสร้างถนนทางหลวงชนบทสายแยก ทล.118 – บ้านทุ่งยาว (ช่วงที่ 1) อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย นับเป็นความภาคภูมิใจของ ทช. ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการได้รับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาท ในการสร้างเส้นทางสนับสนุนพื้นที่ของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยโป่ง อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชนในพื้นที่ สามารถขนส่งผลิตผลทางการเกษตรให้ออกสู่ตลาดได้ทันเวลา
 
 
โครงการก่อสร้างถนนทางหลวงชนบทสายแยก ทล.118 – บ้านทุ่งยาว (ช่วงที่ 1) อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย เป็นเส้นทางเชื่อมจาก ทล.118 (ถนนสายเชียงใหม่ – เชียงราย) จากบริเวณ กม.ที่ 76+100 ด้านซ้ายทาง เข้าสู่อุทยานแห่งชาติขุนแจ โดยผ่านอ่างเก็บน้ำดอยงู บ้านทุ่งยาว บ้านห้วยทราย บ้านปางมะกาด บ้านป่าเมี่ยงม่อนวัด บ้านห้วยคุณพระ และบ้านขุนลาว ประชาชนในพื้นที่ยังใช้เป็นเส้นทางขนส่งสินค้าทางการเกษตร ทช. จึงได้ดำเนินโครงการก่อสร้างถนนใหม่ผิวจราจรคอนกรีตเสริมเหล็ก และผิวจราจรแอสฟัลท์ติกคอนกรีต ขนาด 2 ช่องจราจร กว้างช่องจราจรละ 2 – 2.5 เมตร พร้อมก่อสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก
 
 
3 แห่ง ติดตั้งระบบระบายน้ำ เครื่องหมายจราจร และอุปกรณ์อำนวยความปลอดภัย ตั้งแต่บริเวณช่วง กม.ที่ 2+750 ถึง กม.ที่ 37+702 เป็นช่วง ๆ รวมระยะทาง 19.800 กิโลเมตร ปัจจุบันโครงการดังกล่าวมีความคืบหน้าไปแล้วกว่าร้อยละ 85 ขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างระบบระบายน้ำ งานชั้นโครงสร้างทาง โดยคาดว่าจะดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จสมบูรณ์ภายในเดือนกรกฎาคม 2567 โดยเมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จจะช่วยส่งเสริมการขนส่งระบบโลจิสติกส์ให้สมบูรณ์ตามยุทธศาสตร์ด้านคมนาคม ให้กับประชาชนในพื้นที่ให้สามารถเดินทางได้อย่างสะดวกปลอดภัยในทุกฤดู และยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติในพื้นที่อุทยานแห่งชาติขุนแจได้อีกทางหนึ่ง

 

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

ม่วนจอย เดินจิม ผลไม้ถิ่น สับปะรดลิ้นจี่เจียงฮาย ปี 67

 

เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 67 ที่สวนตุงและโคมนครเมืองเชียงราย นายพุฒิพงศ์ ศิริมาตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานเปิดโครงการตลาดประชารัฐของดีนครเชียงราย 2567 “ม่วนจอย เดินจิม ผลไม้ถิ่น สับปะรดลิ้นจี่เจียงฮาย” โดยมีนายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย นำหัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สื่อมวลชน ตลอดจนประชาชน เข้าร่วมงานอย่างคึกคัก

 

นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย กล่าวว่า เทศบาลนครเชียงราย ได้เห็นความสำคัญในการส่งเสริมและพัฒนาตลาดประชารัฐ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ส่งเสริมการตลาดให้กับผู้ประกอบการ กลุ่มอาชีพและกลุ่มเกษตรกรให้เข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง จึงได้จัดทำโครงการตลาดประชารัฐของดีนครเชียงรายประจำปี 2567 กิจกรรม “ม่วนจอย เดินจิม ผลไม้ถิ่น สับปะรดลิ้นจี่เจียงฮาย” เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์สินค้าเกษตรผลไม้ และสินค้าประจำจังหวัดเชียงรายให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย สามารถกระตุ้นการบริโภคและการขยาย ธุรกิจอันจะนำไปสู่การสร้างรายได้เพิ่มมูลค่าสินค้าให้กับเกษตรกร ชุมชน และผู้ประกอบการอย่างยั่งยืน รวมทั้งเป็นการกระตุ้นสภาพเศรษฐกิจของภาคการท่องเที่ยวเชิงเกษตรของจังหวัดเชียงราย ให้เติบโต เพื่อสร้างพื้นที่ให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคมาพบกันอย่างเป็นธรรมชาติตามแนวทางตลาดประชารัฐ อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนจัดทำตลาดนัดท้องถิ่นสีเขียว โดยการจำหน่ายสินค้าและบริการที่หลากหลายและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
 
 
นายพุฒิพงศ์ ศิริมาตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมและพัฒนา ผลิตผลทางการเกษตรโดยเฉพาะลิ้นจี่และสับปะรด ซึ่งเป็นสินค้าเกษตรที่สำคัญของจังหวัดเชียงราย โดยเป็นการบูรณาการร่วมกับจังหวัดเชียงราย สำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงราย สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงราย และหน่วยงานภาคส่วนอื่นๆ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการตลาด กระตุ้นการบริโภค และสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี และยังเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนเกิดการรวมกลุ่มอาชีพที่หลากหลาย มีอาชีพเสริมเพิ่มพูนรายได้ เกิดการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน นำสินค้าผลิตภัณฑ์ชุมชนมาจำหน่ายหรือแลกเปลี่ยนหมุนเวียนในชุมชน ซึ่งเป็นกระบวนการพัฒนาท้องถิ่น เพื่อสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง พร้อมกล่าวต่อไปว่า ขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมกันจัดงานนี้ขึ้นที่มีนโยบายและมีเจตคติที่ดี ต่อการพัฒนาความอยู่ดี กินดีของประชาชน ในการส่งเสริมภาพลักษณ์สินค้าเกษตรผลไม้ สินค้าประจำจังหวัดเชียงราย และสินค้าพื้นบ้าน ส่งผลให้พี่น้องประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการจำหน่ายผลผลิตต่างๆ
 
 
ทั้งนี้มีการจำหน่ายสินค้าทางด้านเกษตร ผักปลอดสารพิษ ผลไม้ขึ้นชื่อของจังหวัดเชียงราย สินค้า OTOP จากวิสาหกิจชุมชน สินค้าพื้นบ้าน พื้นเมือง สินค้าขึ้นชื่อประจำ จังหวัดเชียงราย รวมถึงอาหารและเครื่องดื่มต่างๆ การร่วมบูรณาการกับหน่วยงานอื่นๆ ได้แก่ พาณิชย์จังหวัดเชียงราย และเกษตรจังหวัดเชียงรายในการออกร้านสินค้าธงฟ้าราคาประหยัดและสินค้าเกษตรแปรรูปมากกว่า 100 ร้าน อีกทั้งภายในงานยังมีกิจกรรมบันเทิง วงดนตรีจากศิลปินในท้องถิ่น กิจกรรมส่งเสริมการขายและลด แลก แจก แถมโปรโมชั่นต่างๆ อีกมากมาย ซึ่งจัดจำหน่ายสินค้าเป็นระยะเวลา 5 วัน ระหว่างวันที่ 22-26 พฤษภาคม 2567
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News