Categories
CULTURE FEATURED NEWS

กรุงศรี ร่วมกับ MUFG สนับสนุน ‘โครงการช้างศิลป์เชียงราย’

 

ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ มิตซูบิชิ ยูเอฟเจไฟแนนเชียล กรุ๊ป (MUFG) สถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นและเป็นกลุ่มสถาบันการเงินชั้นนำของโลก นำโดย Mr.Takashi Waku shima Executive Vice President, Head of Corporate Planning Division of Krungsri ร่วมด้วย นพ.กอบชัย จิตรสกุล นายกสมาคม ฝรั่งเศส เชียงราย และประธานกรรมการบริษัท กรีนวิง จำกัด พร้อมด้วยคณะผู้บริหารของกรุงศรี และ MUFG ร่วมส่งมอบงานปั้นช้างศิลป์เชียงราย จำนวน 8 เชือก เพื่อจัดตั้งใน 6 สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ในประเทศญี่ปุ่น ได้แก่ อาคารทาเคยะกรุงโตเกียว วัดคาคูโอะซัง นิตไทจิเมืองนาโกย่า พิพิธภัณฑ์ศิลปะ เมืองโอตารุ กรุงฮอกไกโด รุสุสึ รีสอร์ท เมืองอะบุตะ กรุงฮอกไกโด กาล่า ยูซาว่าสโนว์ รีสอร์ท เมืองยูซาว่า จังหวัดนิงาตะ และ HOKKAIDO BALLPARK F VILLAGE กรุงฮอกไกโด ทั้งนี้ เพื่อถ่ายทอดความเป็นเอกลักษณ์อันงดงามของช้างไทยผ่านเครือข่ายของ MUFG และยังเป็นการสานต่อสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพระหว่างไทยและญี่ปุ่นอีกด้วย

สำหรับโครงการ “ช้างศิลป์เชียงราย” ริเริ่มขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2558 โดย นพ.กอบชัย จิตรสกุล นายกสมาคมฝรั่งเศสเชียงราย และประธานกรรมการ บริษัท กรีนวิง จำกัด โครงการดังกล่าวจัดตั้งขึ้นด้วยแนวคิดที่ต้องการนำศิลปะสู่ชุมชนห่างไกลเมืองเพื่อให้ทุกคนมีโอกาสเท่าเทียมกันมีชื่อภาษาอังกฤษว่า Art for Community และความที่ช้างเป็นสัตว์ประจำชาติไทยที่มีบทบาทสำคัญอย่างมากในอุตสาหกรรมป่าไม้มาแต่โบราณจึงเป็นที่มาของการถ่ายทอดความเป็นเอกลักษณ์อันงดงามของช้างไทยผ่านงานปั้นช้างศิลป์เชียงราย โดยศิลปินชาวเชียงรายจำนวน 90 ท่าน ได้ร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานบนตัวช้างไฟเบอร์กลาสขนาดความสูง 90 เซนติเมตร จำนวน 90 เชือก ทั้งนี้เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าเชียงรายเป็นเมืองแห่งศิลปะอย่างแท้จริง

 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สมาคมฝรั่งเศสเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

ม.มหิดล สร้างสรรค์‘โดรน 6 ใบพัดสมอง AI’เพื่องานเกษตรอัจฉริยะ

 
ยุคแห่ง “เกษตรอัจฉริยะ” (Smart Farmer) เช่นปัจจุบันที่แข่งขันกันด้วยเทคโนโลยี ทำให้อากาศยานไร้คนขับ หรือ “โดรน” (Drone) กลายเป็นหัวใจสำคัญของเกษตรอัจฉริยะ

ที่ผ่านมา ได้มีการใช้ “โดรน” เพื่อประโยชน์ในด้านต่างๆ อย่างกว้างขวาง ปัจจุบันได้พัฒนาสู่ “โดรน 6 ใบพัด” ที่ช่วยให้สามารถพยุงตัว และรับน้ำหนักบรรทุกได้มากขึ้น

โดยนับเป็นความท้าทายของมหาวิทยาลัยมหิดล ที่ได้สร้างสรรค์พัฒนา “โดรน 6 ใบพัด“ ต้นแบบให้มีความเป็นอัจฉริยะมากขึ้น ด้วยระบบการบินที่ควบคุมโดยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำให้สามารถกะระยะได้แม่นยำมากขึ้นในระยะไกล ผ่านระบบดาวเทียมของ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA

อาจารย์ ดร.รัตนะ บุญประเสริฐ อาจารย์ประจำคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ทำให้ “โดรน 6 ใบพัดสมอง AI“ ตอบโจทย์การทำเกษตรอัจฉริยะแนวใหม่ ให้เป็นไปในทิศทางที่ตรงจุด แบบ “เกษตรแม่นยำ“ (Precision Agriculture) ที่ทำให้โลกประหยัดทรัพยากรได้มากขึ้น

จากการประดิษฐ์และทดลองจนเห็นผล โดยใช้ประโยชน์จาก “โดรน 6 ใบพัดสมอง AI“ ในการพ่นปุ๋ยน้ำแบบแยกกระบอกปุ๋ยอินทรีย์ที่ช่วยในการเจริญเติบโตของพืชเกษตรโดยองค์รวม และปุ๋ยเคมีที่ช่วยเร่งการเจริญเติบโตเฉพาะส่วน ทั้งราก-ผล-ดอก-ใบของพืชเกษตรได้ในคราวเดียว โดยไม่เปลืองแรงงานมนุษย์ ต้นทุน และเวลาเช่นในอดีตที่ผ่านมาต้องพ่นถึง 2 รอบ โดยได้ออกแบบให้ใช้ปริมาณเท่าที่จำเป็น เพื่อลดการสิ้นเปลืองและตกค้างในสิ่งแวดล้อม

จากคุณสมบัติพิเศษของ “โดรน 6 ใบพัดสมอง AI“ ที่สามารถบินแบบกะระยะได้อย่างแม่นยำ พร้อมควบคุมผ่านดาวเทียมแม้จากข้ามทวีป ทำให้การดูแลพืชเกษตรเป็นไปโดยตรงจุด และทั่วถึงมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังสามารถใช้ช่วยในการผสมเกสรพืชเกษตร อาทิ ข้าวโพด และยังสามารถใช้ลมใต้ปีกของ “โดรน 6 ใบพัดสมอง AI“ ในการปัดเป่าความชื้นที่ก่อให้เกิดเชื้อราบนใบพืช ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ชาวสวนยางพาราต้องเผชิญได้ต่อไป ปรับเปลี่ยนได้ตามมุมมองของโจทย์ปัญหา ตามความมุ่งหมายของผู้วิจัยได้ต่อไปอีกด้วย

โดยนับเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจของ “มหาวิทยาลัยมหิดล” ในฐานะ “ปัญญาของแผ่นดิน” ตามปณิธานฯ ที่จะทำให้โลกได้มีนวัตกรรมใหม่เพื่อเกษตรอัจฉริยะใช้กันต่อไปอย่างแพร่หลาย

ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจจากมหาวิทยาลัยมหิดลได้ที่ www.mahidol.ac.th
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

“Help You,Help Me” ปีที่ 5 มอบรางวัล “สื่อบุคคล” ช่วยภาคสังคม

 

โครงการ Help You,Help Me ภายใต้แนวคิด Influencer for Change โดย Tellscore หนึ่งในผู้นำด้านการตลาดอินฟลูเอนเซอร์ เกิดขึ้นด้วยคุณค่าหลัก “คุณช่วยสังคม ให้เราช่วยคุณ” ด้วยความเชื่อว่า พลังของอินฟลูเอนเซอร์/ครีเอเตอร์ สามารถสร้างแรงกระเพื่อมในประเด็นทางสังคมได้อย่างมีนัยยะสำคัญ วัตถุประสงค์หลักเพื่อใช้พลังการสื่อสารของอินฟลูเอนเซอร์/ครีเอเตอร์ บรรเทาปัญหาสังคมที่หลากหลายผ่านคอนเทนต์ที่มีพลังและความคิดสร้างสรรค์ และเพื่อสร้างความตระหนักรู้ด้านการสื่อสารเพื่อภาคสังคมให้อินฟลูเอนเซอร์/ครีเอเตอร์ได้เติบโตไปกับสังคมไทยที่ดีขึ้นด้วย

 

ทั้งนี้ แคมเปญที่ได้รับรางวัลของปี 2567 จะเป็นโครงการที่ผ่านการเลือกสรรโดยคณะกรรมการจากเทลสกอร์ว่ามีความเหมาะสมที่จะใช้สื่อบุคคลสื่อสารระดมการมีส่วนร่วมจากประชาชน ในปีนี้มี 7 แคมเปญเพื่อสังคมที่ได้รับรางวัลมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา ประกอบด้วย 1.โครงการ Hmong Cyber Season 5  (Hmong Cyber Social Enterprise )  2. โครงการ ต้องแฉ MustShare แคมเปญ สังคมยกมือ (แฮนด์วิสาหกิจเพื่อสังคม)3. โครงการ No Tree No Breath No life (มูลนิธิรักษ์ไม้ใหญ่) 4. โครงการ Dao Ethical Gifts  (Dao Ethical Gifts) 5. โครงการ ทุนการศึกษา (มูลนิธิยุวพัฒน์) 6. โครงการ Saturday School  (มูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์) 7. โครงการ Change Journey  (ณ สมดุลย์ฯ ศูนย์สร้างเสริมสุขภาว และพัฒนาสมดุลชีวิตองค์รวม) และรางวัลปีนี้พิเศษตรงที่จะเป็นสื่ออินฟลูเอนเซอร์/ครีเอเตอร์ที่มีจำนวนผู้ติดตามหลักแสนคน (Medium Influencer/Creator) รางวัลละ 3 สื่อบุคคล อีกทั้งยังเน้นช่องทาง Tiktok  เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงกลุ่มผู้ติดตามใหม่ๆ ให้กับภาคีภาคสังคมให้มากที่สุด

 
 คุณวิเชียร พงศธร ประธานกรรมการมูลนิธิเพื่อ “คนไทย” กล่าวว่า การที่โครงการนี้มีความต่อเนื่องสู่ปีที่ 5 ก็เพราะเกิดการยื่นมือเข้ามาช่วยซึ่งกันและกัน  แน่นอนว่า มีองค์กร บุคคลที่ทำงานด้านสังคมอยู่แล้ว แต่เชื่อว่าทุกคนมีศักยภาพในการสร้างการเปลี่ยนแปลงโดยใช้ความรู้ ความเชี่ยวชาญที่มีให้เกิดประโยชน์ และประสานเชื่อมโยงกัน   

 

“ผมคิดว่า ทุกคนสามารถเป็นตัวคูณในการแก้ไขปัญหาสังคมได้ ดังที่เทลสกอร์ได้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการจับคู่สื่อบุคคลให้มาช่วยภาคสังคม ขอขอบคุณทุกองค์กรที่หยิบยื่นทรัพยากรที่มีมาช่วยกันพัฒนาและยกระดับสังคมให้เข้มแข็งขึ้น เป็นสังคมที่ดีแก่คนถ้วนหน้า” ประธานกรรมการมูลนิธิเพื่อ“คนไทย” กล่าว

 คุณสุวิตา จรัญวงศ์ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เทลสกอร์ จำกัด กล่าวว่า ปัญหาสังคมมีหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ผู้สูงวัย คนพิการ หนี้ครัวเรือน หรือสิ่งแวดล้อม ฯลฯ ขณะเดียวกันมีหน่วยงานภาคสังคมที่กำลังทำหน้าที่เป็นแนวหน้าในการชักชวนผู้คนมาร่วมกันแก้ไขปัญหาเหล่านั้น แม้ไม่มีความพร้อมในทุนทรัพย์ หรือองค์ความรู้ที่จะช่วยสร้างการรับรู้และกระจายผลงานให้เกิดการมีส่วนร่วมในวงกว้าง เทลสกอร์จึงขอเติมเต็มช่องว่างที่หายไปด้วยการนำความชำนาญด้านอินฟลูเอนเซอร์ มาร์เกตติ้งเข้าไปเป็นอีกหนึ่งแรงสนับสนุนในการช่วยเหลือสังคมให้ดีขึ้น

 

“สื่อบุคคลในระบบเทลสกอร์ทำหน้าที่เป็นตัวกลางสื่อสารแคมเปญเพื่อสังคมให้เข้าถึงประชาชนทั่วไป จนเกิดกระบวนการทำซ้ำด้านความดี และผลกระทบทางสังคมหรือการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นหลังกระบวนการสื่อสาร ไม่ว่าจะสื่อสารเพื่อช่วยภาคสังคมระดมทุน หรือเชิญชวนประชาชนมาเป็นอาสาสมัคร หรือมาร่วมกิจกรรม” คุณสุวิตากล่าว

 

 คุณสุดาพร สิงหเทพธาดา ผู้จัดการ Dao Ethical Gifts ธุรกิจเพื่อสังคมที่มุ่งเน้นเสริมพลังผู้หญิงเปราะบาง หนึ่งในผู้ได้รับรางวัลกล่าวว่ารู้สึกยินดีที่ได้ร่วมกิจกรรมนี้เพราะต้องการแรงสนับสุนจากสื่ออินฟลูอินเซอร์ที่มีใจมากช่วยสร้างผลกระทบเชิงบวกให้สังคมและขยายผลงานพัฒนาความยั่งยืนและเสริมพลังผู้หญิงกลุ่มเปราะบางด้วยการเชิญชวนสังคมมาอุดหนุนสินค้าฝีมือแม่ๆ เหล่านี้ โครงการ Help You,Help Me ไม่ใช่การแข่งขัน เพราะผู้นำเสนอโครงการทุกท่านต่างเป็นผู้ชนะตัวจริงด้วยคุณค่าที่ทุกคนได้สร้างประโยชน์ให้สังคมอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
 
 
คุณอรยา สูตะบุตร ผู้ร่วมก่อตั้ง Big Trees เปิดใจว่า รู้สึกยินดีที่ครั้งนี้ Big Trees ได้รางวัลเพราะคณะทำงานตั้งใจมาก มีการปรับแก้สไลด์นำเสนอและซ้อมกันหลายรอบถึงขนาดว่าถ่ายคลิปแล้วดูตัวเองด้วยว่าต้องปรับปรุงอย่างไร และเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่มาจากการได้เข้าเวิร์คชอปหัวข้อการนำเสนอโครงการที่ดีจากงาน Good Society  Day ที่ผ่านมา

 

สำหรับอินฟลูเอนเซอร์ที่มาร่วมกิจกรรม Help You,Help Me ปีนี้ อาทิ คุณศศิภัทร์  อิทธิโสภณพิศาล (TikTok: ive_sasi), คุณปริญญาทิพย์  แก้วบัวดี (TikTok: sstangbah), คุณณัฐรดา สุขสุธรรมวงศ์ (TikTok: krutookta_natrada), คุณยุวดี   ปิ่นทองทิพย์  (Facebook: January Pinthongtip) และคุณอัญชิษฐา เรียบร้อย (Facebook: Anchittha Riabroi) รวมทั้งเครือข่ายภาคธุรกิจที่เข้ามาร่วมมือเป็นปีแรก ประกอบด้วย บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล, COBE by SC Asset, บมจ.ซีพี ออลล์, ศูนย์การค้าสยามพารากอน และ SCBX NEXT TECH

 

 ตลอดระยะเวลา 4 ปีของการจัดกิจกรรม Help You, Help Me มีหน่วยงานภาคสังคมเข้าร่วมเสนอโครงการมากกว่า 100 โครงการ และมีโครงการที่ได้รับสนับสนุนสื่ออินฟลูเอนเซอร์โดยไม่มีค่าใช้จ่ายไปแล้วกว่า 24 โครงการ มีอินฟลูเอนเซอร์ร่วมผลิตคอนเทนต์เพื่อช่วยสื่อสารขยายผลไปกว่า 1,200 คน สำหรับใน ปี 2567 นี้ ได้รับความสนใจจาก 25 ภาคีภาคสังคมร่วมส่งนำเสนองาน และมีองค์กรเข้าร่วมกิจกรรมนี้กว่า 30 องค์กร นอกจากนั้น ยังมีผู้นำทางความคิด เช่น ดร.มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอรัปชัน (ประเทศไทย) รวมทั้ง คุณกาวิน ควงปาริชาต ผู้ร่วมก่อตั้ง DOTS COFFEE ร้านกาแฟที่มีผู้พิการทางสายตาเป็นบาริสต้ามาแบ่งปันประสบการณ์ที่ได้รับสนับสนุนสื่อจากโครงการนี้ด้วย

 

สามารถติดตามรายละเอียดโครงการเพื่อสังคมที่ร่วมกิจกรรม Help You,Help Me เพื่อยื่นมือเข้ามาช่วยกันอีกแรง ได้ที่ https://helpyouhelpme.tellscore.com/  หรือรับชมวิดีโอ https://www.youtube.com/watch?v=ruhrQJnf91s

 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : มูลนิธิเพื่อ “คนไทย”

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS SPORT

MY DANCE เชียงราย ส่งน้อง ‘โฟกัส’ “แข่งเต้น” กระหึ่มคว้าที่ 5 ระดับเอเชีย

 

เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2567 ณ Sri Racha Hall ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ศรีราชา จ.ชลบุรี ระหว่างวันที่ 4-7 เม.ย.2567 การแข่งขันเต้นระดับโลก “UDO ASIA PACIFIC STREET DANCE CHAMPIONSHIP 2024” โดยในปีนี้ประเทศไทยได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันที่ จ.ชลบุรี ติดต่อกันเป็นปีที่ 2

 

สถาบัน MY DANCE ACADEMY จากจังหวัดเชียงรายสร้างชื่ออีกครั้งหลัง ส่งน้อง โฟกัส ด.ญ.ศุภกานต์ หลิวชาญพิมพ์ อายุ 7 ปี จากโรงเรียนศิริมาตย์เทวี ซึ่งมีโค้ชผู้ฝึกสอนและออกแบบท่าเต้น สายเมฆ พึ่งอุดม , ภัทรศยา มาลา ทีมครูบริหารสถาบันและทีมครูสถาบัน MY DANCE Instructor Team สามารถที่จะคว้าเหรีญ Top 5 ระดับเอเชียภูมิภาค จากผู้เข้าแข่งขันกว่า 11 ประเทศทั่วเอเชีย ในประเภท SOLO STREET DANCE UNDER 8 ขวบ ปูทางสู่ ROAD TO UDO ASIA Pacific Championship 2024 ของงานแข่งเต้น Street Dance ระดับเอเชียภูมิภาคที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ถือเป็นการลงแข่งครั้งแรกและเหรียญแรกของจังหวัดเชียงราย จากสถาบัน MY DANCE ACADEMY

 

โดยในปี 2567 นี้ประเทศไทยยังได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพในการจัดแข่งขันในของส่วนภูมิภาคเอเชียติดต่อกันเป็นปีที่ 2 ภายใต้ชื่องาน “UDO ASIA PACIFIC STREET DANCE CHAMPIONSHIP 2024″ ซึ่งมีทีมนักเต้น และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งเป็นตัวแทนจาก 11 ประเทศเข้าร่วม เช่น ไทย ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ ดูไบ นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย พม่า เวียดนาม และยังมีผู้เข้าร่วมชมงานรวมกว่า 2,000 คน

 

เพื่อวัตถุประสงค์สำคัญในการคัดเลือกตัวแทนระดับเอเชียแปซิฟิกเข้าสู่การแข่งขันในระดับโลก รวมทั้งส่งเสริมความสามารถในการเต้นของเยาวชนไทย และสนับสนุนให้วงการการเต้น street dance ในประเทศไทย และต่างประเทศเติบโตขึ้น สร้างคุณภาพการเต้นที่ดีต่อเยาวชน และนักเต้น เพื่อสืบสานและส่งต่อกันไปในวงกว้า



สำหรับ UDO : THE UNITED DANCE ORGANISATION คือองค์กรการเต้นสตรีทแดนซ์จากประเทศอังกฤษ ที่จัดการแข่งขันเต้น Street Dance UDO WORLD CHAMPIONSHIP และได้ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2545 มีสมาชิกจาก 30 ประเทศ และได้จัดแข่งขันอย่างต่อเนื่องมานานกว่า 16 ปี

 

ทั้งนี้ ใน 2566 ประเทศไทยได้ส่งเยาวชนเข้าร่วมการแข่งขันที่เมือง “UDO WORLD STREET DANCE CHAMPIONSHIP 2023” ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองแบล็คพูล ประเทศอังกฤษ จนสามารถสร้างผลงานคว้าชัยชนะได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งการแข่งขันดังกล่าวนับว่าเป็นเวทีที่มีชื่อเสียงระดับโลก และยังสามารถดึงดูดนักเต้นให้เข้าร่วมชิงชัยได้มากถึง 3,800 คน จาก 35 ประเทศทั่วโลก

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : MY Dance Academy

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

เซ็นทรัลเชียงราย ร่วมวัฒนธรรมจังหวัด “เปิดศักราชใหม่ ประเพณี ปี๋ใหม่เมือง” ชาวล้านนา

 

เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2567 ณ ลานกาสะลอง ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย คุณสายัณห์ นักบุญ ผู้จัดการทั่วไป  พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร พนักงาน ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย ร่วมเป็นหนึ่งในการเปิดงาน “เปิดศักราชใหม่ ประเพณี ปี๋ใหม่เมือง” ต้อนรับปีใหม่ของชาวล้านนา ร่วมกันสืบสานวัฒนธรรม ประเพณีอันดีงามในช่วงเปลี่ยนศักราชใหม่ ประจำปี 2567 โดยมีคุณพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วยคุณจักรภัทร แสนภูธร อุปนายกสมาคมสื่อมวลชนและนักประชาสัมพันธ์เชียงราย

 

ในกิจกรรม “เปิดศักราชใหม่ประเพณี  ปี๋ใหม่เมือง”จัดขึ้นเพื่อให้ความสำคัญของประเพณีปี๋ใหม่เมือง โดยถือเป็นการเริ่ต้นศักราชใหม่ การร่วมมือกันอย่างศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงรายและ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย  ถือเป็นประเพณีที่ปรากฏในเดือนเมษายน หรือเดือน 7 เหนือ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนศักราชใหม่ การเอาเดือนเมษายนเป็นเดือนแรกของปีนั้น เพื่อทำบุญตักบาตร สรงน้ำพระ ดำหัว เล่นน้ำ และขอพรจากผู้ใหญ่ เป็นสิริมงคลในชีวิต ตามควมเชื่อของชาวเมืองล้านนาเรา

 

โดยภายในงานพบการแสดงเปิดศักราชใหม่เอาฤกษ์เอาชัยกับการแสดงตีกลองสะบัดชัย จำนวน 9 ชุด เปิดรับความเป็นศิริมงคล, การแสดงฟ้อนเล็บ และการแสดงมหาราชันล้านนา  ที่รวมเอาเยาวชนในจังหวัดเชียงราย ที่มีความรักในศิลปะการแสดงพื้นบ้าน มาแสดงภายในงานมากกว่า 50 ชีวิต อย่างสุดอลังการ

 

ซึ่งศูนย์การค้าเซ็นทรัล ทั่วไทย ยังมีการฉลองยิ่งใหญ่ Thailand’s Songkran Festival 2024ยืนหนึ่ง!! World’s Best Culturetainment  #เทศกาลมหาบันเทิงระดับโลกที่ทุกคนรอคอย ปีนี้ จัดยิ่งใหญ่ ครบทุกความมหาบันเทิง ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ทั่วประเทศ  

 

เทศกาลดนตรี & สาดน้ำมหาบันเทิง  #มันส์ที่สุดของที่สุด กับ 30 แลนด์มาร์ก World’s Best Water Fight Entertainment เทศกาลดนตรีและสาดน้ำมหาบันเทิง ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ทั่วไทยสถานที่ดังนี้

 

กรุงเทพฯ ปริมณฑล และภาคกลาง

 เซ็นทรัลเวิลด์, เซ็นทรัล พระราม 2, เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า, เซ็นทรัล เวสต์เกต,  เซ็นทรัล ศาลายา, เซ็นทรัล วิลเลจ,  เซ็นทรัล เวสต์วิลล์, เซ็นทรัล มหาชัย, เซ็นทรัล อยุธยา และเซ็นทรัล นครสวรรค์ 

ภาคตะวันออก

เซ็นทรัล ชลบุรี, เซ็นทรัล พัทยา, เซ็นทรัล มารีนา, เซ็นทรัล ศรีราชา, เซ็นทรัล ระยอง, เซ็นทรัล จันทบุรี

ภาคเหนือ

เซ็นทรัล พิษณุโลก, เซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต, เซ็นทรัล เชียงใหม่, เซ็นทรัล เชียงราย และเซ็นทรัล ลำปาง

ภาคใต้

เซ็นทรัล นครศรี, เซ็นทรัล หาดใหญ่, เซ็นทรัล สมุย, เซ็นทรัล สุราษฎร์ธานี, เซ็นทรัล ภูเก็ต

ภาคอีสาน

 เซ็นทรัล โคราช, เซ็นทรัล ขอนแก่น, เซ็นทรัล อุบล, เซ็นทรัล อุดร

 

เทศกาล #ไทยมหาบันเทิง  ชมการแสดงโชว์เคสสุดพิเศษ “มรดกไทย” ได้รับการยกย่องจาก UNESCO อาทิ   โขน หุ่นละครเล็ก โจหลุยส์ มโนราห์ และนวดไทย ต้นตำรับนวดวัดโพธิ์  และการแสดงวัฒนธรรมไทยที่หาดูได้ยากจากกระทรวงวัฒนธรรม ตลอดจน ขบวนสงกรานต์มหาบันเทิง กิจกรรมสืบสานและอนุรักษ์ประเพณีในท้องถิ่น และส่งเสริมวัฒนธรรมไทยมากมาย

เทศกาล #สุขมหาบันเทิง กิจกรรมเสริมสิริมงคลรับปีใหม่ สรงน้ำสักการะขอพรพระพุทธรูปวัดดัง และพระประจำวันเกิด ครอบคลุมทั่วภูมิภาคไทย

เทศกาล #อร่อยมหาบันเทิง เที่ยวตลาดไทยในบรรยากาศเย็นสบาย ลิ้มลองอาหารไทยซิกเนเจอร์ อาหารไทยพื้นถิ่น และผลไม้ไทย

เทศกาล #แต่งชุดไทยมหาบันเทิง พบกับกิจกรรมรณรงค์การแต่งชุดไทย อนุรักษ์ผ้าไทย ผ้าถิ่น พร้อมชูอัตลักษณ์ท้องถิ่นสนับสนุนสินค้าไทย และกิจกรรมเวิร์กช้อปงานคราฟต์มากมาย

 

และเทศกาล #ช้อปมหาบันเทิง พบกับโปรโมชันสำหรับสมาชิก The 1, Central Life X  และ Tourist มากมาย พบกัน 2 เม.ย. 67 -21 เม.ย. 67 ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ทั่วประเทศ

 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

เปิดประชุมบอร์ด กสว. นัดแรกทำงานบูรณาการแบบไร้รอยต่อ

 
เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2567 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)    จัดการประชุม คณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) หรือ “บอร์ด กสว.” ครั้งที่ 1/2567 ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแต่งตั้ง กสว. ชุดใหม่ เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2567 นำโดย ศาสตราจารย์ นพ.ดร.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานกรรมการ พร้อมด้วยคณะกรรม กสว. ร่วมประชุมนัดแรก โดยประเด็นสำคัญของการประชุมในวันนี้คือ การหารือแนวทางการดำเนินงานทำงานแบบบูรณาการแบบไร้รอยต่อ มุ่งเน้นการขับเคลื่อนงานวิจัยตอบโจทย์การพัฒนาประเทศพร้อมหนุนเสริมงานวิจัยพื้นฐานและประยุกต์ เสริมแกร่งเพื่อให้เกิดความยั่งยืน
 
 

ศาสตราจารย์ นพ.ดร.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธาน กสว. กล่าวว่า การทำงานของ กสว.ชุดปัจจุบันเป็นการดำเนินงานบนฐานที่เกิดขึ้นแล้ว โดยใน 4 ปีนับจากนี้ กสว.จะปั้นให้ชัดคมมากขึ้น มีการพัฒนาที่ต่อเนื่อง จากการหารือกับ Stakeholder ด้าน ววน. ในช่วงที่ผ่านมา เชื่อว่าจะทำให้ระบบวิจัยของประเทศเกิดผลกระทบที่สำคัญและพัฒนาต่อไปได้ จุดนี้ต้องอาศัยโมเมนตัมระบบวิจัยของประเทศ ที่ต้องตั้งเป้าให้ชัดเจนว่าในการปฏิบัติหน้าที่ของ กสว.ชุดนี้ จะเกิดอะไรขึ้น เห็นผลอย่างไร ภายใต้การกำหนดเป้าหมายที่อยู่บนพื้นฐานของหลักคิด ความเชื่อในวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ ววน. ที่เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

โดยเป้าหมายสำคัญที่สุด คือ ทำให้สังคมเชื่อถือระบบวิจัย นักวิจัยเชื่อมั่นระบบขับเคลื่อนการวิจัย เกิดประโยชน์จากงานวิจัย กองทุน ววน.ใช้ทรัพยากรราว 1.7 – 1.9 หมื่นล้านบาท/ปี ใน 5 ปี นี้ กสว. ได้มองเห็นภาพบริหารจัดการ การดูแลทิศทางงบประมาณของประเทศในภาพรวม ขับเคลื่อนอย่างมีทิศทางตามที่ประเทศต้องการ ประกอบด้วย

  1. กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน มีกลไกขับเคลื่อนและสร้างความสำเร็จเห็นผลสัมฤทธิ์ ประชาคมวิจัยมีความเชื่อมั่นในระบบ ววน. เน้นการร่วมหารืออย่างต่อเนื่องกับทุกภาคส่วน การมีส่วนร่วมของเครือข่ายและประชาคมที่เพิ่มเติมจากที่มีอยู่อย่างต่อเนื่อง
  2. กำหนดสัดส่วนงบประมาณที่เหมาะสม เกิดการใช้ประโยชน์ทั้งในระยะสั้น กลาง และยาว ผสานการสร้างประโยชน์และเสริมสร้างความเข้มแข็ง มีความโปร่งใส อยู่บนพื้นฐานสร้างความเสมอภาค แม้อยู่ในสภาวะงบประมาณจำกัด มุ่งให้ทุกภาคส่วนที่เป็นการลงทุนของระบบ ววน. ทั้งประชาชน ประเทศ อุตสาหกรรมได้ประโยชน์ และเห็นความสำเร็จของโครงการสำคัญของประเทศ เช่น แก้ปัญหาสภาพแวดล้อม การสร้างความมั่นคงทางสุขภาพ สนับสนุนให้เกิดรายได้ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการเกษตรสมัยใหม่ เป็นต้น
  3. สร้างการเจริญเติบโตและความเสถียรของกองทุน ววน. ด้วยกลไกของการกำหนดทรัพยากรส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนกิจกรรมที่สำคัญ เป็นชุดโครงการขนาดใหญ่ที่ขับเคลื่อนทั้งห่วงโซ่อุปทาน อาศัยการมีส่วนร่วม demand side approach เช่น แก้ปัญหาเรื่องฝุ่น PM 2.5 ยาและเคมีภัณฑ์ มีวัคซีนเพียงพอ น้ำท่วมน้ำแล้ง โดยระบุระยะเวลาความสำเร็จที่ชัดเจน
  4. มุ่งสร้างการยอมรับให้กับ กองทุน ววน.ให้เป็นที่ประจักษ์ด้วย เข้าถึงและจับต้องได้ ด้วยการมีกลยุทธ์การสื่อสารที่ชัดเจน มีการสื่อสารแบบสองทางที่พร้อมตอบคำถามสำคัญ
  5. ทำให้เกิดความร่วมมือกับกลไกอื่นของประเทศ เช่น ความร่วมมือโดยตรงระหว่างกองทุน ววน.กับกองทุนอื่นๆ ราชบัณฑิตยสภา มหาวิทยาลัย เพื่อให้เกิดผลกระทบที่มากขึ้น รวมถึงมีแนวทางที่ชัดเจนร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียด้วยการทำแผนการปฏิบัติงานที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลง ครบถ้วน และเหมาะสมทั้งกรอบของกระบวนการ กรอบเวลาที่แน่นอน เพื่อให้มหาวิทยาลัยและหน่วยงานวิจัยได้รับผลกระทบจากการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง
  6. การปรับปรุง/แก้ไข กฎระเบียบสำคัญเพื่อให้มีความคล่องตัวมุ่งเน้นการดำเนินงานเป็นสำคัญ และการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

ประธาน กสว.กล่าวเสริม

รศ.ดร.วีระพงษ์ แพสุวรณ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กสว. กล่าวว่า การใช้งบประมาณการวิจัยที่เป็นเครื่องมือสำคัญของการพัฒนา คือ การสร้างภูเขา ไม่ใช่การเทพื้นในแนวราบ จะเห็นความชัดเจน ต้องมีการปักหมุดแบบ Top Down แต่ในขณะเดียวกันก็มีแบบ Bottom Up ได้ด้วย มุ่งที่ผลลัพธ์ผลสัมฤทธิ์มากกว่าการจัดกิจกรรม ผลของการดำเนินงานต้องระบุได้ว่า เกิดผลอย่างไร มากกว่าที่จะระบุว่า ทำอะไรไปแล้ว ที่สำคัญคือ มุ่งการทำงานแบบเชื่อมต่อกับสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) และหน่วยบริหารและจัดการทุน (PMU) ซึ่งทุกหน่วยมีบอร์ด เสนอว่าให้ทำงานแบบใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น

ด้านของ ศาสตราจารย์ ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กสว. ภายหลังจากที่รับทราบแนวทางการดำเนินงานสภานโยบายฯแล้ว กสว.มีหน้าที่ทำให้มีภาพของการวิจัยที่ชัดเจนขึ้น และทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องพึงพอใจ ในปัจจุบันเรามีฐานพื้นฐานมาดีในระดับหนึ่งแล้ว สิ่งที่ต้องดำเนินการต่อการโฟกัส เพื่อให้ฉายภาพได้ว่าจะช่วยสร้างความเข้มแข็งของชาติได้อย่างไร

นอกจากนี้ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ กรรมการผู้แทนหน่วยงาน กล่าวว่า ประเด็นสำคัญของ สกสว.คือการร่วมงานกับ สอวช. อย่างไร้ร้อยต่อ เสนอให้ สกสว. ทำงานอย่างใกล้ชิด เชื่อมการทำงานกับบอร์ด สอวช. เป็นระยะๆ รวมถึงเสนอให้มีกลไกการทำงานขาขึ้นและขาลงเพื่อรับลูกต่อจากสภานโยบาย  โดยมี กสว.ทำหน้าที่ขับเคลื่อนนโยบายตามที่สภานโยบายได้มอบหมาย

ในการนี้ รศ.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ในฐานะกรรมการและเลขานุการ กสว. ให้ข้อมูลว่า คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติงบประมาณกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 รวมจำนวน 19,033,6729 ล้านบาท เป็นงบประมาณที่จัดสรรให้แก่หน่วยรับงบประมาณ 186 หน่วยงาน จำแนกเป็นงบประมาณด้านวิจัยและนวัตกรรม 18,300 ล้านบาท โดยเป็นงบการวิจัยและนวัตกรรม 16,219.14 ล้านบาท ที่สนับสนุนงานเชิงกลยุทธ์ (Strategic Fund) 9,943.41 ล้านบาท และงบประมาณเพื่อสนับสนุนงานมูลฐาน (Fundamental Fund) 6,275.72 ล้านบาท และงบการนำงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ (RU) 2,160.86 ล้านบาท ทั้งนี้ในส่วนของงบประมาณโครงการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) ได้รับการจัดสรร 653.67 ล้านบาท

ทั้งนี้ ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล กรรมการผู้แทนหน่วยงาน เสนอว่า การจัดการงบประมาณในปี 2567 ควรขับเคลื่อนให้ PMU ทำให้ครบตั้งแต่ต้นจนถึงปลาย เป็นเรื่องท้าทาย สิ่งที่อยากให้มุ่งเน้นทำ 15 แผน ให้มีโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากอาจเสนอเป็น Multiyear งบผูกพันโดยเริ่มตั้งแต่ปีนี้เลย ซึ่งน่าจะมีความเป็นไปได้ ในส่วนของการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ (RU) ควรเสนอโครงการที่ใกล้เคียงความจริงเชื่อมโยงโดยตรงกับการวิจัยเชิงกลยุทธ์ (SF) พร้อมเสนอโมเดลรวม RU กับโครงการ SF ทั้งหมด โครงการไหนที่ควรต่อยอดกับยุทธศาสตร์ประเทศได้ เช่นในปี 2567 ถ้าชุดโครงการไหนพร้อมใช้ ก็มีความคุ้มค่าที่จะลงทุนต่อ แต่หากยังอยู่ในห้องแล็บก็อาจยังไม่คุ้มค่านัก และเสนอว่าในปีถัดไปควรมีการติดตามประเมินผลเพิ่มเติมให้คมชัดขึ้นอีก

ทั้งนี้จากการประชุมวันนี้ คณะกรรมการ กสว. มีมติเห็นชอบแนวทางการดำเนินงานตามที่ได้เสนอต่อสภาฯ โดยมีข้อสังเกตตามที่คณะกรรมการ กสว.ได้ให้แนวทางไว้ ทั้งนี้เพื่อการขับเคลื่อนทิศทางตาม Flagship สำคัญ ขอให้มุ่งเน้น  5-10 เรื่องเป็นสำคัญ โดยปรับให้เริ่มดำเนินการได้เลย และเตรียมการสำหรับปี 2568 ในขั้น pre-ceiling ต่อไป

กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเป็นเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนระบบ วิทยาศาสตร์และวิจัยของประเทศ ทำให้เกิดการวิจัยที่ตรงเป้าตรงกับความต้องการของประเทศทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว  โดยมีคณะกรรมการ กสว. ดูแลกำกับทิศทางการขับเคลื่อนที่ทำให้เกิดระบบ เกิดกลไกต่างๆในการจัดสรรทรัพยากรการวิจัย เพื่อที่จะสามารถตอบสนองต่อการพัฒนาประเทศได้อย่างรวดเร็วและยั่งยืนในขณะเดียวกันก็ทำให้นักวิจัยต่างๆมีความคล่องตัวในการปฏิบัติงานรวมทั้งการสร้างฐานวิชาการและการใช้ประโยชน์ โดยต้องทำทั้งในการกำหนดนโยบายและการขับเคลื่อนให้เกิดผล ตลอดจนติดตามและประเมินผลได้ทั้งระบบ รวมทั้งให้ดำเนินการในแต่ละส่วนให้เกิดประโยชน์สูงสุด

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS NEWS

ประชุมบอร์ด SONP เดือนมีนาคม 67 “Agency” อัปเดตเทรนด์เม็ดเงินโฆษณา

 

เมื่อวันที่ 29 มี.ค. 2567 มีการประชุมคณะกรรมการบริหารสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (SONP) สมัยที่ 13 ครั้งที่ 3/2567 ณ ห้องประชุม WR PRIDE ไอพีจี มีเดียแบรนด์ส ประเทศไทย อาคารเอ็มไพร์ ทาวเวอร์ 2 ชั้น 28

โดยมี ดร. สร เกียรติคณารัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อินิชิเอทีฟ ประเทศไทย (Initiative Thailand) และ ดร.ธราภุช จารุวัฒนะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของไอพีจี มีเดียแบรนด์ส ประเทศไทย ให้การต้อนรับ และบรรยายอัพเดทเม็ดเงินโฆษณาในอุตสาหกรรมสื่อ และแนะนำการวางแผนปรับตัวเทรนด์ ปี 2024

 

 

จากนั้น นายนันทสิทธิ์ นิตย์เมธา นายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ เป็นประธานการประชุมประจำเดือนมีนาคม โดยมีวาระที่สำคัญ ได้แก่ รับรองรายงานการประชุมคณะกรรมการบริหารสมาคม สมัยที่ 13 ครั้งที่ 2/2567 รายงานสถานะการเงิน เรื่องสืบเนื่องความคืบหน้าด้านการพัฒนาธุรกิจ ภายใต้โครงการ Premium Publisher Network- PPN

 

 

ส่วนด้านกิจกรรม ได้แก่ แนวทางการสื่อสารผ่านช่องทางต่างๆ ของสมาคมฯ โครงการเรียนรู้กับกูรูออนไลน์ (One Day Training) ปีที่ 8 ครั้งที่ 4 หัวข้อ Cyber Security โดย สมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย ร่วมกับ SRAN

 

นอกจากนี้มีการรายงานความคืบหน้า กิจกรรมประจำปี 2567 อาทิโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการผู้ผลิตข่าวรุ่นเยาว์ รุ่นที่ 8 และโครงการประกวด “รางวัลข่าวดิจิทัลยอดเยี่ยม ประจำปี 2567 ซึ่งมีการรับฟังความคิดเห็นของสมาชิกเพื่อนำไปพัฒนากิจกรรมให้เหมาะสมยิ่งขึ้น

 

ในครั้งนี้นางมนรัตน์ ก.บัวเกษร และ นายกันณพงศ์ ก.บัวเกษร ในฐานะผู้ก่อตั้ง สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ เป็นตัวแทนสื่อภูมิภาคเข้าร่วม รวมถึงเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมครั้งนี้อีกด้วย

 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

ฮักษา คน ดิน น้ำ ป่า กับ บ้านแม่สุภาพ จันแปงเงิน พื้นที่เกษตร

 

เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2567 ณ ศูนย์การเรียนรู้เกษตรยั่งยืน บ้านแม่สุภาพ จันแปงเงิน ตำบลแม่เงิน อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงรายคุณสุภาพและครอบครัว ร่วมกับ มูลนิธิรักษ์ไทย สำนักงานเกษตรอำเภอเชียงแสน สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอเชียงแสน เทศบาลตำบลแม่เงิน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลแม่เงิน และเครือข่ายองค์กรชุมชนในพื้นที่ ร่วมกันจัดกิจกรรม เปิดพื้นที่เรียนรู้ “เกษตรเยียวยา ฮักษา คน ดิน น้ำ ป่า เพื่อความมั่นคงด้านอาหาร” ขึ้น เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการเกษตรกับแกนนำเกษตรกรจากพื้นที่ จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน พะเยา และเชียงราย มากกว่า 160 คน โดยได้รับเกียรติจาก นายปราณพัฒน์ หาญชัย ปลัดอำเภอเชียงแสน จังหวัดชียงราย เป็นประธานในพิธีเปิด

 

นอกจากจะได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ประสบการณ์จากหน่วยงานต่างๆ ตลอดจนแรงบันดาลใจของครอบครัวคุณสุภาพแล้ว ผู้เข้าร่วมยังได้ เรียนรู้ จากฐานการเรียนรู้ เกี่ยวกับการคืนชีวิตให้ดินจากวัสดุธรรมชาติ ฐานการเรียนรู้เกษตรผสมผสนเพื่ออาหารและรายได้ที่มั่นคงและฐานการเรียนรู้การปลูกถั่วเหลืองพืชทางเลือกหลังนา จากแกนนำเกษตรกรตำบลแม่เงิน นอกจากนี้ยังผู้เข้าร่วมทุกคน ยังได้ทานอาหารและขนม ที่นำวัตถุดิบในแปลงเกษตรคุณสุภาพและเครือข่าย เช่น แกงแคไก่ น้ำพริกผักต้ม น้ำผลไม้จากสมุนไพรในแปลง ส้มตำ เป็นต้น

 

คุณรัตนา ศรีธนะ แกนนำเกษตรกร อำเภอจุน จังหวัดพะเยา หนึ่งในแกนนำเกษตรเครือข่ายเกษตรกรในโครงการ She Feed the World กล่าวว่า “เห็ดชั่วโคตร ที่ปลูกต้นไม้ เอาเชื้อเห็ดมาเติม มันยะได้มันยั่งยืน สัตว์เลี้ยงทั้งกบ ปลา ที่มีอยู่สามารถขายได้ในราคาที่สูง และที่สำคัญทุกตารางนิ้วมันสร้างอาหารได้ น่าสนใจมาก” ขณะที่ คุณอัมพร จากจังหวัดพะเยา ย้ำว่า “ฉันติดตามคุณสุภาพ จาก Facebook มานาน วันนี้ได้มีโอกาสมาพื้นที่จริง รู้สึกดีใจมาก และเห็นคุณสุภาพทำในสิ่งที่เฮาฮัก ฮักในสิ่งที่เฮาทำ มันคือความสุข ที่ฉันจะนำไปประยุกต์ใช้ในแปลงตนเองที่พะเยา”

 

สุดท้าย สุภาพ จันแปงเงิน กล่าวย้ำ ว่า เธอและครอบครัวมีความสุข มีอาหารและรายได้ที่มั่นคง นอกจากนี้เธอยังมีส่วนช่วยให้คนในชุมชนได้รวมกลุ่มทำงานร่วมกันทั้งการพัฒนาด้านการเกษตร การส่งเสริมบทบาทผู้หญิง และยุติการใช้ความรุนแรง ที่มีส่วนช่วยให้คนในชุมชนที่เคยประสบกับปัญหาเช่นเดียวกับเธอ มีความสุข หายจากภาวะซึมเซา ติดเตียงได้ เธอและความครัวมีความสุขมากและจะทำมันต่อไป

 

สุภาพ จันแปงเงิน เล่าถึงชีวิตและความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับเธอ เมื่อเธอลุกขึ้นมาเผชิญกับปัญหาที่เธอไม่คิดว่ามีทางออก….

จากความพยายามของ สุภาพ จันแปงเงิน และครอบครัว ที่เริ่มเปลี่ยนแปลงพื้นที่นาที่เธอได้รับมรดกของพ่อแม่ สู่ระบบเกษตรผสมผสาน การส่งเสริมบทบาทหญิงชาย มีหน่วยงานหลายหน่วยงาน เช่น สำนักงานเกษตรอำเภอเชียงแสน สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอเชียงแสน เทศบาลตำบลแม่เงิน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลแม่เงิน ได้เข้ามาสนับสนุนครอบครัวคุณสุภาพ ในการพัฒนาพื้นที่เกษตรเป็นแหล่งเรียนรู้ และหนึ่งในหน่วยงานที่เข้ามาร่วมสนับสนุน คือ โครงการ She Feed the World ดำเนินงานโดย มูลนิธิรักษ์ไทย ภายใต้การสนับสนุนจาก PepsiCo Foundation โดยการประสานงานจาก องค์การแคร์ นานาชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่มีเป้าหมายในการทำงานเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรรายย่อย เพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหารในระดับครัวเรือน ประเทศ และโลก และความมั่นคงด้านรายได้ของครัวเรือน

 

วันนี้ทุกตารางนิ้วในพื้นที่ 3 ไร่ 3 งาน 75 ตาราวาง คือ แหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับระบบนิเวศเกษตรที่อาศัยความเกื้อกูลกันของสิ่งต่างๆในแปลง โดยไม่ใช้สารเคมี มีความหลากหลายของพืช สัตว์ และเห็ดนานาชนิด มีพืชหลายระดับตั้งแต่พืชหัว พืชคลุมดิน พืชและไม้พุ่มขนาดเล็ก ไม้ผลระดับสูง ไม้ผลและไม้ใช้สอยที่เป็นไม้เด่นหรือไม้ที่มีเรือนยอดสูงสุดในแปลง ซึ่งช่วยเกื้อกูลในการเจริญเติบโตของสัตว์ ทั้งหอย สัตว์น้ำ แมงและแมลง นก หนู กระรอก งู ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ สิ่งเหล่านี้ได้สร้างความมั่นคงด้านอาหารและรายได้ใหกับครอบครัว ความสำเร็จนี้ได้รับการยอมรับทั้งในระดับชุมชน ตำบล อำเภอและจังหวัด ซึ่งพิสูจน์ได้จากรางวัลมากมายที่ คุณสุภาพ และครอบครัวได้รับ

 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : มูลนิธิรักษ์ไทย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

บพข. กองทุน ววน. ร่วมกับ CAMP เปิดตัว “Leisure Lanna Super App”

 

วิทยาลัยศิลปะ สื่อและเทคโนโลยี (CAMP) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดตัวแพลตฟอร์มล้านนาสร้างสรรค์ให้เป็น Soft Power สู่สากล ภายใต้ทุนวิจัยจาก บพข. สกสว. โดยกองทุน ววน. พัฒนาแอพพลิเคชั่น ใช้แนวคิด PLAY TRAVEL and EARN โดยใช้ “Leisure Lanna Super App” ต่อยอดเชื่อม TAGTHAi (ทักทาย) ด้วยแนวคิดจากการเล่มเกมมาเปลี่ยนเป็นคะแนนเพื่อแลกส่วนลดในร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ตลอดจนร่วมมือ แอพพลิเคชั่น GOGO และ Hop and Go ของกรีนบัส โลจิสติกส์ท้องถิ่นให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่ ในเขตพื้นที่ 8 จังหวัดล้านนา

 

การพัฒนาแอปพลิเคชัน “Leisure Lanna Super App” ภายใต้โครงการ “การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อสร้างมูลค่าและคุณค่าแก่การท่องเที่ยวเชิงพักผ่อนล้านนา (Creative Leisure Lanna)” โดยมี ดร.ดนัยธัญ พงษ์พัชราธรเทพ เป็นหัวหน้าโครงการ ประยุกต์ใช้แนวคิดของ PLAY TRAVEL and EARN เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว การเดินทาง การแนะนำสถานที่ ร้านค้า ที่พักหรือกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการนำเสนอข้อมูลเชิงการท่องเที่ยว การค้าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงพื้นที่ตลาด (Market Place) ให้กับสินค้ากับแหล่งท่องเที่ยวชุมชน ตลอดจนสร้างเครือข่ายการท่องเที่ยวชุมชนในเขตพื้นที่ 8 จังหวัดล้านนา เตรียมจัดอบรมเชิงปฏิบัติการด้านสื่อสร้างสรรค์ (Creative Content) ทั่วประเทศไทย 4 ภูมิภาค ให้กับ SMEs และท่องเที่ยวชุมชนจำนวน 120 ราย ออกแบบกิจกรรมการ ท่องเที่ยวและนำอัตลักษณ์ชุมชนมาสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ได้ โดยโครงการได้ร่วมมือกับ TAGTHAi (ทักทาย) แพลตฟอร์มบริการด้านการท่องเที่ยวและผู้ประกอบการด้านการขนส่งเพื่อการท่องเที่ยวโดยเชื่อมโยงกับระบบขนส่งสาธารณะในสองระดับคือ ในเขตเมืองเชียงใหม่คือการสร้างความร่วมมือกับระบบขนส่งสาธารณะขนาดเล็ก เช่น Sharing bike เช่น GOGO และผู้ให้บริการท่องเที่ยวด้วยพาหนะขนาดเล็ก เช่น E-Tuk Tuk ของ LoMo ขณะที่เชื่อมโยงสู่แหล่ง ท่องเที่ยวเชื่อมต่อในและนอกเมืองเชียงใหม่ รวมถึงกับจังหวัดโดยรอบผ่านเครือข่ายการให้บริการของระบบขนส่งสาธารณะภาคเหนือบริษัท Green Bus เป็นต้น ทั้งนี้หากสนับสนุนให้การท่องเที่ยวเชื่อมกับระบบขนส่งสาธารณะและเครือข่ายระบบขนส่งสาธารณะขนาดเล็กในเมือง เพื่อมุ่งสู่การสร้าง “Net Zero” ทางการท่องเที่ยว

 

ในการนี้บพข. กองทุน ววน. ร่วมกับ CAMP จัดกิจกรรมเปิดตัวแพลตฟอร์มล้านนา “Leisure Lanna Super App” ในวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ.2567 ณ ห้องประชุมสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้แอปพลิเคชัน “Leisure Lanna Super App” เป็นที่รับรู้สู่สาธารณชนและขับเคลื่อนนำไปใช้เพื่อเป็นแพลตฟอร์มกลางสนับสนุนการใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรม ได้รับเกียรติจากนายสรศักดิ์ วจีสัตย์ รองปลัด อบจ. จังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานในพิธี และผู้แทนจาก สกสว. และ บพข. โดย ผศ.สุภาวดี โพธิยะราช ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส สกสว. และประธานอนุกรรมการแผนงานท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ บพข. กล่าวแนะนำแผนงานกลุ่มท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ บพข. พร้อมทั้งจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์กางเกงข้างคุณภาพสูงเชียงใหม่ผ่านแบรนด์ 1) Thai Global Sourcing Co.,Ltd 2) Lofbaz Company Limited & Dalla Brand และ 3) Lanna Clothes Design Co.,Ltd ด้วยการถ่ายภาพนักศึกษาจีนจำนวน 30 ราย เพื่อนำไปประชาสัมพันธ์บนสื่อสังคมของชาวจีนให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น ปิดท้ายด้วยการเสวนาแนวทางการใช้ประโยชน์แอปพลิเคชัน Leisure Lanna เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและ Soft Power ล้านนา โดยสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ แอปพลิเคชันทักทาย และ CAMT 

 
นายสรศักดิ์ วจีสัตย์ รองปลัด อบจ. จังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานในพิธี กล่าวว่า จังหวัดเชียงใหม่ถือเป็นเมืองการท่องเที่ยวที่สำคัญของภาคเหนือ มีหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนของจังหวัดที่ได้ส่งเสริมการตลาดด้านการท่องเที่ยวเชิงพักผ่อน ซึ่งแอปพลิเคชันการท่องเที่ยว Leisure Lanna จะเป็นสื่อกลางในการรวบรวมข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ของจังหวัดเชียงใหม่ โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการจัดกิจกรรมในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ในการส่งเสริมการตลาดการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ให้เกิดประสิทธิผล เป็นโมเดลในการใช้ดิจิทัลแพลตฟอร์มในการพัฒนาศักยภาพสินค้าและบริการการท่องเที่ยวให้มีความพร้อมในการรองรับและสนับสนุนการเป็นจุดหมายปลายทางที่มีคุณภาพ    
 
 
 
ผศ.สุภาวดี โพธิยะราช ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส สกสว. และประธานอนุกรรมการแผนงานท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ บพข. กล่าวว่า ในภาคของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ กองทุนส่งเสริม ววน. และสกสว. ได้มอบหมายภารกิจให้ บพข. บริหารจัดการแผนงานวิจัยการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งแบ่งออกเป็นแผนงานย่อย 2 แผนงาน  (1) แผนงานการท่องเที่ยวมูลค่าสูง ซึ่งมีกรอบการดำเนินการภายใต้แผนงานย่อย จำนวน 3 ประเด็น ได้แก่ (1.1) การท่องเที่ยวบนฐานมรดกทางธรรมชาติที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (1.2) การยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (1.3) การยกระดับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ และ (2) แผนงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งมีกรอบการดำเนินการเพื่อการยกระดับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์เพื่อเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เน้นการทำงานแบบแผนงานวิจัยเพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจการท่องเที่ยว สร้างรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ประชาชนและผู้ให้บริการในภาคการท่องเที่ยว มุ่งตอบเป้าหมายสำคัญ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายของการท่องเที่ยวที่เน้นคุณค่า ความยั่งยืน เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ
 
         “ทั้งนี้แผนงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ดำเนินการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์มาอย่างต่อเนื่อง มีฐานทุนทางด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม นำ Soft Power 11 สาขา ตามนโยบายของรัฐบาลมาต่อยอดร่วมกับภูมิปัญญาเดิม โดยแผนการดำเนินงานปีพ.ศ. 2566-2570 จะเป็นการเชื่อมโยงนวัตกรรม สร้างสรรค์ธุรกิจรูปแบบใหม่ พัฒนาไปสู่การบูรณาการระหว่างอุตสาหกรรมอื่นๆและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ซึ่งแผนงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ดูแลทั้งระบบนิเวศ พัฒนาสินค้าสร้างสรรค์รูปแบบใหม่ ๆ ผ่านเทคโนโลยีและนวัตกรรมร่วมกับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์อื่น ๆ โดยผลลัพธ์จากงานวิจัยแผนงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ผ่านมา อาทิ เทศกาลยี่เป็ง การท่องเที่ยวทางรถไฟ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหาร 7 ลุ่มน้ำ มวยไทย และผ้าทอ เป็นต้น มีการบูรณาการทำงานร่วมกับผู้ประกอบการและจะดำเนินการขับเคลื่อนต่อไปเพื่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ” ผศ.สุภาวดี กล่าวเสริม
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

กสว.ชุดใหม่รับไม้ต่อ ทำงานแบบบูรณาการ วิจัยตอบโจทย์ประเทศ และพัฒนานักวิจัย

 

สิริฤกษ์” นำทีม กสว.ชุดใหม่ รับไม้ต่อสานงานจากชุดเก่า เน้นการบูรณาการ ววน. กับการพัฒนาด้านอุดมศึกษา ขับเคลื่อนภาพรวมการวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ ร่วมมือจัดทำนโยบายและแผนบูรณาการด้านวิจัยกับหน่วยงานอื่นทั้งภาครัฐและเอกชน พร้อมสานงาน 7 ด้าน ภายใต้แนวคิด ‘สหสัมพันธ์ ความร่วมมือ บูรณาการ การผลิตร่วมกัน’

คณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) ได้จัดการรับส่งมอบงานและหารือแนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมการ กสว. ระหว่างกรรมการชุดเดิมและชุดปัจจุบัน โดยเป็นการประชุมร่วมกันระหว่างคณะกรรมการทั้งสองชุด เพื่อสรุปผลงานที่ได้ดำเนินการมา และหารือแนวทาง ข้อสังเกต คำแนะนำในเรื่องต่างๆ โดยมีคณะผู้บริหารและพนักงานของสำนักงาน สกสว. เข้าร่วมด้วย

ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธาน กสว. กล่าวว่า ขอขอบคุณกรรมการชุดที่ผ่านมาทุกท่านที่ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างสมเกียรติและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อประเทศชาติและหน่วยงาน พร้อมเป็นตัวแทนมอบโล่เกียรติคุณจาก น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อขอบคุณกรรมการ กสว. ที่ครบวาระการปฏิบัติงาน

การรับมอบงานครั้งนี้เพื่อความต่อเนื่องของการดำเนินงาน รับทราบผลการดำเนินงานที่ผ่าน ปัญหา อุปสรรค แลกเปลี่ยนประสบการณ์ พร้อมกับหารือรับคำแนะนำในเรื่องที่คณะกรรมการชุดใหม่จะดำเนินการ โดยสิ่งที่บอร์ดชุดที่ผ่านมาได้ดำเนินการไปแล้วนั้นนับเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่ได้ปฏิรูประบบการวิจัยรูปแบบใหม่ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาซึ่งได้เกิดประโยชน์และวางรากฐานการดำเนินงาน เป็นโอกาสอันดีที่คณะกรรมการชุดใหม่จะได้รับทราบข้อมูล ประสบการณ์ และความคิดเห็นในประเด็นต่าง ๆ เพื่อเป็นบทเรียนในการสานต่อการดำเนินงานและริเริ่มประเด็นใหม่ๆ ที่สำคัญคือการถอดบทเรียนการทำงานในเรื่องใหญ่ ๆ มุ่งเน้นการพัฒนารายได้ใหม่ที่สอดรับกับทิศทางการพัฒนาประเทศ เพื่อขับเคลื่อนให้เห็นผลได้จริงทั้งในระยะสั้น และวางรากฐานการพัฒนาการวิจัยในระยะกลางและระยะยาว โดยในการประชุมในครั้งนี้รู้สึกยินดีอย่างยิ่งว่า คณะกรรมการทั้งสองชุดนี้ได้เห็นว่า กสว. จะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนให้การวิจัยและนวัตกรรมเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาประเทศ เกิดประโยชน์ต่อประชาชน รวมทั้งเป็นการพัฒนานักวิจัยและหน่วยงานวิจัยอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งการสร้างความเข้มแข็งของนักวิจัยทั้งในด้านพื้นฐานและประยุกต์ บูรณาการทุกภาคส่วนให้เกิดประโยชน์ต่อประะทศโดยตรง ซึ่ง กสว.ชุดแรกได้ทำงานหนักอย่างมากในการจัดตั้งระบบ โดย กสว. ชุดใหม่ก็ต้องทำงานต่อและริเริ่มงานเพิ่มขึ้นอีก ทั้งการสร้างฐานวิชาการและการใช้ประโยชน์ โดยต้องทำทั้งในการกำหนดนโยบายและการขับเคลื่อนให้เกิดผล ตลอดจนติดตามและประเมินผลได้ทั้งระบบ รวมทั้งให้ดำเนินการในแต่ละส่วนให้เกิดประโยชน์สูงสุด” 

ขณะที่ ศ.กิตติคุณ นพ.สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ ประธาน กสว.ชุดเก่า เผยว่า เชื่อมั่นว่ากรรมการชุดใหม่จะทำหน้าที่ที่สำคัญนี้ได้ดี ทั้งนี้การทำงานที่ผ่านมา กสว.มีหน้าที่สำคัญ 7 ด้าน คือ ด้านนโยบาย ด้านกองทุนและงบประมาณ ด้านข้อมูลสารสนเทศการวิจัย ด้านการพัฒนาบุคลากรวิจัย ด้านมาตรฐานและจริยธรรม ด้านการพัฒนานวัตกรรมและการใช้ประโยชน์จากผลวิจัย และด้านการพัฒนาระบบการบริหารจัดการงานวิจัยในสถาบันอุดมศึกษา

“การปฏิรูประบบวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรมของประเทศนั้นได้มุ่งออกแบบระบบให้สามารถแก้ปัญหาการทำงานที่ไม่เป็นเอกภาพ มีกลไกการตัดสินใจในระดับที่สูงขึ้น คือ มีสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ และมีการจัดสรรงบประมาณอย่างเหมาะสม เป็นครั้งแรกที่ทำแผนแบบบูรณาการ แต่ถ้าจะทำวิจัยให้ได้ดี ต้องบริหารจัดการทั้งคน เครื่องมือ และระบบ ต้องพร้อมด้วย มองให้ครบทุกด้าน และต้องทำตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำจนบรรลุผล“

คณะกรรมการ กสว. ทั้งสองชุด ยังได้หารือ เรื่อง การบูรณาการด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) กับด้านอุดมศึกษา ความร่วมมือจัดทำนโยบายและแผนบูรณาการด้านวิจัยและนวัตกรรมกับหน่วยงานอื่น ให้เป็นแผนเดียวกับ ววน. โดยเริ่มจากหน่วยงานภาครัฐ และขยายไปสู่ภาคเอกชน
กลไกการขับเคลื่อนให้ ววน. สามารถตอบสนองต่อเหตุการณ์เร่งด่วนได้ ตามที่ได้ทำแล้วในช่วงโควิด-19 นอกจากนี้ยังมีประเด็นการขับเคลื่อนให้โปรแกรมต่างๆ สามารถทำได้อย่างคล่องตัวโดยบรรลุผลตามที่ได้กำหนด มีธรรมาภิบาล โปร่งใส เกิดความคุ้มค่า ซึ่งเป็นเรื่องที่ กสว. ได้ทำหน้าที่คล้ายกับเป็นสำนักงบประมาณด้าน ววน. เน้นผลสัมฤทธิ์จากการใช้จ่ายงบประมาณ ตลอดจนการนำเอาข้อมูลสารสนเทศมาใช้ในการสนับสนุนระบบบริหารจัดการ ตรวจสอบ และติดตามได้อย่างต่อเนื่อง

ก้าวต่อไปของ กสว. คือ การดูแลภาพรวมการวิจัยของประเทศที่สัมพันธ์กับความต้องการของประเทศ เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และการพัฒนารายได้ใหม่ที่สอดรับกับทิศทางการพัฒนาประเทศ พัฒนาสังคม และสร้างความเข้มแข็งของระบบวิจัย เน้นตอบโจทย์เห็นผลได้จริงในระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาวได้อย่างยั่งยืน

 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News