Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

เซ็นทรัลเชียงราย ร่วมคัดแยกแก้วน้ำพลาสติกใช้แล้วนำไปทำ ‘ขาเทียม’

 

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2567 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย นำโดยนายสายัณห์ นักบุญ ผู้อำนวยการ พร้อมด้วยทีมจิตอาสา CSR ได้จัดกิจกรรมมอบแก้วน้ำพลาสติกใช้แล้วที่ได้จากการคัดแยกขยะภายในศูนย์การค้า ภายใต้โครงการ “คัดแยกแก้วน้ำพลาสติกใช้แล้ว” เพื่อบริจาคให้กับมูลนิธิขาเทียม โรงพยาบาลแม่ลาว อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย โดยแก้วน้ำพลาสติกที่บริจาคมีน้ำหนักรวมทั้งสิ้น 800 กิโลกรัม ซึ่งจะถูกนำไปใช้ในกระบวนการผลิตขาเทียมสำหรับผู้พิการทางการเคลื่อนไหว รวมถึงส่วนที่เหลือจะถูกจำหน่ายเพื่อนำรายได้มาเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ป่วยที่ขาดแคลน

ในงานมอบบริจาคครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากนายนพณัช บุญสุข นักกายภาพบำบัดชำนาญการ, นางสาวกาญจนา เชื้อเมืองพาน นักกิจกรรมบำบัดชำนาญการ, นายเทพบุตร ปัญธรรม ช่างทำขาเทียม และนายเศรษฐวัฒน์ รีรักษ์ ผู้ช่วยนักกายภาพบำบัด เป็นผู้แทนจากโรงพยาบาลแม่ลาวมารับมอบ ณ ชั้น G ของศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย

การบริจาคแก้วน้ำพลาสติกในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นของเซ็นทรัล เชียงราย ที่ต้องการมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมและสนับสนุนการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับผู้พิการ โครงการดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นการส่งเสริมให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและรักษาสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นการช่วยเหลือผู้ป่วยที่ต้องการขาเทียมในการกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของการสร้างสังคมที่น่าอยู่สำหรับทุกคน

โดยทางศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงรายมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือผู้พิการทางด้านขา โดยการบริจาคแก้วน้ำพลาสติกใช้แล้วเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ต้องการขาเทียม นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมให้ชุมชนตระหนักถึงความสำคัญของการคัดแยกขยะและการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน

การร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจและองค์กรการกุศลในการช่วยเหลือผู้พิการถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการสร้างสังคมที่มีความเท่าเทียมและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ผู้พิการทางการเคลื่อนไหวที่ได้รับขาเทียมจากมูลนิธิขาเทียมจะสามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้ การบริจาคแก้วน้ำพลาสติกไม่เพียงแต่ช่วยลดขยะในสิ่งแวดล้อม แต่ยังสามารถนำกลับมาใช้ในกระบวนการผลิตขาเทียมที่มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ

มูลนิธิขาเทียม โรงพยาบาลแม่ลาว เป็นองค์กรที่ทำงานเพื่อช่วยเหลือผู้พิการทางการเคลื่อนไหว โดยมีภารกิจในการจัดหาขาเทียมและบริการฟื้นฟูสมรรถภาพให้กับผู้ป่วยที่ขาดแคลนทรัพยากร โครงการดังกล่าวได้รับความสนับสนุนจากหลายภาคส่วน ทั้งจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงชุมชนท้องถิ่น ซึ่งต่างมุ่งมั่นในการสร้างสังคมที่มีความเท่าเทียมและสนับสนุนผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ

ในอนาคต ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงรายจะยังคงเดินหน้าในโครงการ CSR ต่าง ๆ เพื่อสร้างสังคมที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม การสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือในชุมชนเพื่อช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักขององค์กรในการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน

การบริจาคแก้วน้ำพลาสติกจำนวน 800 กิโลกรัมในครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการมีส่วนร่วมในกิจกรรมเพื่อสังคมและการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน เพื่อให้ชุมชนสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีคุณภาพและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกัน นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการสร้างสังคมที่น่าอยู่และมีความเข้าใจในความสำคัญของการดูแลกันและกัน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

โรงเรียนนวัตกรรมสังคม ‘ไร่รื่นรมย์’ เพื่อสังคมที่มุ่งเน้นการพัฒนาชุมชน

 

เมื่อวันที่ 9-11 สิงหาคม พ.ศ. 2567 สำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง โดย อาจารย์กฤษณ์ ขนาบศักดิ์ ผู้ช่วยคณบดีสำนักวิชานวัตกรรมสังคม และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ปฐมพงศ์ มโนหาญ รองคณบดีสำนักวิชานวัตกรรมสังคม ได้จัดกิจกรรมโรงเรียนนวัตกรรมสังคม (Field school) ณ ไร่รื่นรมย์ อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย โดยมีนักศึกษาจำนวน 16 คน จากสาขาวิชาการพัฒนาระหว่างประเทศเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้

กิจกรรมโรงเรียนนวัตกรรมสังคมมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้แนวคิดและการดำเนินงานของกิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise) ผ่านการศึกษาภาคสนาม โดยไร่รื่นรมย์เป็นหนึ่งในกิจการเพื่อสังคมที่มุ่งเน้นการพัฒนาชุมชน สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับเกษตรกรในพื้นที่ พร้อมทั้งส่งเสริมแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals หรือ SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ

ในวันที่ 1 ของกิจกรรม นักศึกษาได้รับฟังบรรยายจากผู้ก่อตั้งไร่รื่นรมย์ เกี่ยวกับแนวคิดการจัดตั้งและการดำเนินงานในฐานะกิจการเพื่อสังคม พร้อมทั้งวิเคราะห์แนวคิดดังกล่าวเชื่อมโยงกับ SDGs ซึ่งมีเป้าหมายหลักในการแก้ไขปัญหาความยากจน ส่งเสริมการศึกษา การใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน รวมถึงการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม นักศึกษาได้มีโอกาสอภิปรายและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทของกิจการเพื่อสังคมในชุมชนท้องถิ่น และการที่ชุมชนมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ ของไร่

ในวันที่ 2 นักศึกษาได้ลงพื้นที่ทำกิจกรรมในรูปแบบเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Circular Green Economy หรือ BCG) ภายในไร่รื่นรมย์ ซึ่งเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม กิจกรรมประกอบด้วยการเรียนรู้การจัดการระบบการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ การบริหารจัดการน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ และการศึกษาแนวทางการทำเกษตรอินทรีย์ (Organic Farming) ซึ่งเป็นการปลูกพืชและเลี้ยงปศุสัตว์โดยปราศจากการใช้สารเคมี การเกษตรอินทรีย์นี้เป็นหนึ่งในแนวทางที่ส่งเสริมสุขภาพของทั้งผู้บริโภคและเกษตรกรในชุมชน รวมถึงเป็นการปกป้องสภาพแวดล้อมจากมลพิษทางเคมี

ไร่รื่นรมย์ถือเป็นแบบอย่างที่ชัดเจนของการพัฒนากิจการเพื่อสังคมที่มีความยั่งยืน เนื่องจากไม่เพียงแต่จะสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจ แต่ยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในชุมชนโดยรอบ นักศึกษาได้เห็นถึงการนำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนผ่านการทำฟาร์มแบบออร์แกนิกและการจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การทำฟาร์มแบบออร์แกนิกเป็นการปลูกพืชที่ไม่ใช้สารเคมีซึ่งนอกจากจะลดการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังช่วยรักษาความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ การเลี้ยงปศุสัตว์ภายใต้แนวทางนี้ก็เป็นส่วนสำคัญในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ในวันที่ 3 นักศึกษาได้สัมผัสประสบการณ์การทำงานภาคปฏิบัติกับชุมชนท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด ได้มีส่วนร่วมในการศึกษาแนวทางการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนโดยใช้แนวคิดจาก SDGs มาเป็นแนวทางในการดำเนินงาน การพัฒนาอย่างยั่งยืนในพื้นที่ชนบทและชุมชนท้องถิ่นเป็นเป้าหมายสำคัญของไร่รื่นรมย์ที่มีความสอดคล้องกับเป้าหมายที่ 12 ของ SDGs คือ การสร้างการบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน ซึ่งไร่รื่นรมย์ได้ประสบความสำเร็จในการส่งเสริมชุมชนในพื้นที่ให้มีความเข้มแข็ง ผ่านการมีส่วนร่วมของชุมชนในกระบวนการพัฒนา โดยชุมชนได้รับประโยชน์จากการพัฒนากิจการเกษตรร่วมกับไร่รื่นรมย์ เช่น การจัดตั้งกลุ่มเกษตรกรและการสร้างเครือข่ายการค้าชุมชนที่เข้มแข็ง

กิจกรรมโรงเรียนนวัตกรรมสังคมในครั้งนี้ได้สร้างความเข้าใจให้นักศึกษาเห็นถึงความสำคัญของกิจการเพื่อสังคมที่มีเป้าหมายในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ พร้อมทั้งส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การพัฒนาอย่างยั่งยืนตามกรอบ SDGs โดยเฉพาะเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน การส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมในระดับท้องถิ่น นอกจากนี้ นักศึกษายังได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการศึกษาและทำงานในอนาคต

การจัดกิจกรรมครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งความพยายามของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงในการสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ที่มีความเข้าใจในบทบาทของกิจการเพื่อสังคมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งจะช่วยสร้างสรรค์แนวทางการพัฒนาใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมในอนาคต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE FEATURED NEWS

CEA หนุนศักยภาพเชียงราย ‘เมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบ’ ยูเนสโก

 

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน)หรือ CEA ในฐานะหน่วยงานร่วมขับเคลื่อนเมืองสร้างสรรค์ เชียงราย ภายใต้เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ขององค์การยูเนสโก (UNESCO Creative Cities Network: UCCN) ร่วมเปิดงาน “Chiang Rai Sustainable Design Week 2024” หรือ “เทศกาลเชียงรายเมืองออกแบบเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน 2567” ซึ่งจัดเป็นครั้งที่ 3 ภายใต้แนวคิด “Chiang Rai Creature” หรือ “สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าเมือง” ระหว่างวันที่ 9 – 15 สิงหาคม 2567 ณ อาคาร OTOP ศาลากลางจังหวัดเชียงรายหลังแรก โดยมีนายพุฒิพงศ์ ศิริมาตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานเปิดงาน ร่วมด้วย นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย และ ดร. อรรชกา สีบุญเรือง ประธานกรรมการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ร่วมเปิดงานเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2567 มุ่งชูศักยภาพของเชียงรายในการเป็น ‘เมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบ’ ที่โดดเด่นในฐานะหนึ่งในเครือข่ายสมาชิกเมืองสร้างสรรค์ขององค์การยูเนสโก (UCCN, Chiang Rai City of Design) พร้อมตอกย้ำการพัฒนาเชียงรายให้เป็นเมืองที่ใช้ ‘ความคิดสร้างสรรค์’ และ ‘การออกแบบ’ ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของเมืองเชียงราย

นอกจากนี้ CEA ยังได้เป็นประธานเปิดงานกิจกรรม “สล่ากาแฟ” หรือ “Chiang Rai Specialty Coffee Showcase” และ “ธุลีกาศ” หรือ “SMOG” โดยมี ดร. ชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กล่าวเปิดงาน ทั้ง 2 กิจกรรมมุ่งเน้นการส่งเสริมสินทรัพย์ในพื้นที่ของจังหวัด และทดสอบแนวคิดการใช้งานออกแบบเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนในเชียงราย  โดยเป็นความร่วมมือระหว่าง CEA กับนักสร้างสรรค์ จาก 69 องศา ภาคีเครือข่ายธุรกิจกาแฟของเชียงราย และ FabCafe Bangkok  

ดร. อรรชกา สีบุญเรือง ประธานกรรมการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กล่าวว่าสำหรับ CEA ซึ่งเป็นหน่วยงานกลางที่สนับสนุนและส่งเสริมเมืองสร้างสรรค์ขององค์การยูเนสโกทุกเมืองในประเทศไทย การพัฒนา ‘เมืองสร้างสรรค์’ เป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของ CEA โดย ‘เชียงราย’ ได้รับการประกาศเป็นสมาชิกเมืองสร้างสรรค์ขององค์การยูเนสโกด้านการออกแบบในปี 2566 นับเป็นการเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ ๆ ให้กับเชียงรายในการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม CEA จึงมุ่งมั่นที่จะใช้องค์ความรู้และเครือข่ายในการส่งเสริมเชียงรายให้เป็นต้นแบบเมืองสร้างสรรค์ระดับสากล และเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศให้เติบโตและพัฒนาอย่างยั่งยืน

“CEA เล็งเห็นโอกาสและศักยภาพของเชียงรายในการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพด้านการออกแบบของเชียงราย โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างระบบนิเวศทางความคิดสร้างสรรค์ที่เข้มแข็ง ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ระหว่างนักออกแบบท้องถิ่น และประยุกต์ใช้การออกแบบเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ การร่วมผลักดันเมืองเชียงรายในฐานะเครือข่ายสมาชิกเมืองสร้างสรรค์ขององค์การยูเนสโกนี้ จะช่วยเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ และยกระดับภาพลักษณ์ของเชียงรายให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล” 

CEA ร่วมจัดกิจกรรมภายใต้ “Chiang Rai Sustainable Design Week 2024”

“Chiang Rai Sustainable Design Week 2024” หรือ “เทศกาลเชียงรายเมืองออกแบบเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน 2567” จะเป็นเวทีสำคัญในการแสดงศักยภาพของเชียงรายในฐานะเมืองสร้างสรรค์ รวมถึงมอบโอกาสให้นักสร้างสรรค์ ผู้ประกอบการ เครือข่ายชุมชน สถาบันการศึกษา และหน่วยงานภาครัฐและเอกชนจากเชียงรายและพื้นที่ใกล้เคียง ได้พบปะ แลกเปลี่ยนไอเดีย มุมมอง และประสบการณ์ พร้อมส่งต่อแรงบันดาลใจให้แก่คนรุ่นใหม่ ด้วยการสร้างโอกาสในเรียนรู้และทดลองผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์หลากหลายรูปแบบ เพื่อออกแบบและพัฒนาเมืองเชียงรายไปด้วยกัน

เทศกาลฯ เป็นความร่วมมือระหว่าง CEA ร่วมกับสำนักงานจังหวัดเชียงราย สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เทศบาลเมืองเชียงราย มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง นักสร้างสรรค์ และหน่วยงานเครือข่ายภาคเอกชนในจังหวัดเชียงราย ทั้งนี้ CEA ได้นำร่องจัด 3 กิจกรรมภายใต้เทศกาลฯ โดยร่วมกับพันธมิตรอย่าง FabCafe ฺBangkok, 69 องศา และ MAYDAY! จัดงานที่ส่งเสริมการใช้ความคิดสร้างสรรค์และการออกแบบเพื่อส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนในพื้นที่ มุ่งผลักดันเชียงรายใน 3 มิติ ให้เป็นทั้งเมืองน่าอยู่ น่าลงทุน และน่าท่องเที่ยว ได้แก่

  1. เมืองน่าอยู่ –SMOG I ธุลีกาศ โดยร่วมกับ FabCafe Bangkok กิจกรรมเสวนา โชว์เคสและเวิร์กช็อปที่จะมานำเสนอแนวทางเปลี่ยนขยะที่เกิดจากกิจกรรมทางการเกษตร ให้กลายเป็นสินทรัพย์ ผลิตภัณฑ์ หรือบริการที่สร้างความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ให้กับนักสร้างสรรค์ ซึ่งนอกจากจะสร้างมูลค่าแล้ว ยังช่วยลดปัญหาฝุ่นและไฟป่าซึ่งพบบ่อยในเชียงราย ทั้งยังส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
  2. เมืองน่าลงทุน –Chiang Rai Specialty Coffee Showcase I สล่ากาแฟ โดยร่วมกับ 69 องศา และเครือข่ายธุรกิจกาแฟ กิจกรรมเสวนาและเวิร์กช็อปที่เชิญชวน Coffee Lover มาเพิ่มทักษะด้าน “กาแฟ” สินทรัพย์ที่โดดเด่นของเชียงราย พร้อมส่งเสริมกาแฟให้เป็นสินค้าเกษตรมูลค่าสูง โดยเฉพาะกาแฟพิเศษ (Specialty Coffee) ของเชียงราย ให้ทั้งรสชาติดีและมีคุณภาพ ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กาแฟของไทย 
  3. เมืองน่าเที่ยว –Chiang Rai MOVE I วน “เวียง” เจียงฮาย โดยร่วมกับ MAYDAY!  และองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เทศบาลเมืองเชียงราย และสถาบันการศึกษาในจังหวัดเชียงราย EV Bus Chiang Rai และบัสซิ่ง ทรานสิท กับ Go Go Bus นำเสนอเส้นทางเดินรถทั้งหมด 2 สาย โดยใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) ร่วมกันสร้างแนวคิดการออกแบบขนส่งสาธารณะ ที่ครอบคลุมพื้นที่และเชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะที่มีอยู่เดิม เพื่อให้คนเจียงฮายเดินทางได้สะดวกสบายและสนุกยิ่งขึ้น ผู้ที่สนใจสามารถทดลองใช้งาน Go Go Bus ได้ฟรีตลอดเทศกาลฯ

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมหลากหลายที่สะท้อนถึงการมีส่วนร่วมของชุมชน และศักยภาพของคนในพื้นที่ในการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ได้แก่ การจัดแสดงนิทรรศการและโชว์เคสจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน สถานศึกษา และผู้ประกอบการ การสัมมนาทางวิชาการด้านการออกแบบสร้างสรรค์ รวมถึงตลาด Design Market ที่รวบรวมสินค้าดีไซน์และแบรนด์ที่สะท้อนศักยภาพพื้นถิ่นอย่างสร้างสรรค์ ตอบสนองการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น เครื่องแต่งกาย ไลฟ์สไตล์ ของแต่งบ้าน อาหารสร้างสรรค์ Green Market & Local Spa และกิจกรรมเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ต่าง ๆ เช่น เวิร์กช็อป เสวนา ดนตรีและการแสดง และกิจกรรมเดินแบบแฟชั่นผ้าไทย ผ้าพื้นถิ่น ในแนวคิดเชียงรายสร้างสรรค์ ณ ลานธรรม ลานศิลป์ ถิ่นพญามังราย

CEA เชื่อมั่นว่าเทศกาลฯ จะจุดประกายไอเดียใหม่ ๆ เปิดโอกาสให้นักสร้างสรรค์ได้นำเสนอผลงานที่ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนให้ดียิ่งขึ้นผ่านการออกแบบ นับเป็นการส่งเสริมศักยภาพของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ สร้างเครือข่ายพันธมิตรด้านการออกแบบ รวมถึงสร้างสรรค์องค์ความรู้ สนับสนุนและพัฒนาศักยภาพของผู้คนและธุรกิจในย่าน เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจและการลงทุนใหม่ ในการส่งเสริมและผลักดันเชียงราย ให้เป็นเมืองสร้างสรรค์ขององค์การยูเนสโก ด้านการออกแบบอย่างยั่งยืน และมาร่วมขับเคลื่อน ‘สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าเมือง’ ผ่าน ‘การออกแบบ’ และ ‘ความคิดสร้างสรรค์’ ในเมืองที่เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์อย่างเชียงราย ให้เป็นเมืองสร้างสรรค์ที่น่าอยู่ น่าลงทุน น่าท่องเที่ยว และเติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งหมดนี้ยังเป็นการตอกย้ำบทบาทของ CEA ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งต่อไป” ดร. อรรชกา กล่าวทิ้งท้าย

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน): สศส. หรือ Creative Economy Agency (Public Organization): CEA จัดตั้งขึ้นเมื่อ 14 สิงหาคม 2561 โดยการยกระดับ TCDC ขึ้นเป็นองค์การมหาชนในกำกับดูแลของสำนักนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อให้เป็นพลังขับเคลื่อนไปสู่เศรษฐกิจที่สมดุลและยั่งยืนในระยะยาว หนึ่งในภารกิจที่สำคัญของ CEA คือการสร้างย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นจริง โดยการส่งเสริมและพัฒนาพื้นที่ที่เอื้อต่อบรรยากาศสร้างสรรค์และการเริ่มต้นธุรกิจใหม่ ตลอดจนมีความตั้งใจที่จะเชื่อมโยงสู่ชุมชนโดยรอบให้ใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น CEA ยังทำหน้าที่ส่งเสริมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ให้เติบโต จากการพัฒนาศักยภาพและเชื่อมโยงเครือข่าย เพื่อให้ใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นเครื่องมือยกระดับธุรกิจและคุณภาพชีวิตของคนไทย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ Creative Economy Agency (Public Organization)

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: Chiang Rai Sustainable Design Week 

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

เซ็นทรัลเชียงราย ร่วมจัดนิทรรศการ จัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

 

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2567 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงรายได้เข้าร่วมจัดนิทรรศการ “โครงการส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายอย่างยั่งยืน จ.เชียงราย” ณ หอประชุมสมเด็จย่า มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเสริมสร้างความตระหนักและกระตุ้นการมีส่วนร่วมในเรื่องการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงรายได้จัดบูธเพื่อแสดงการจัดการขยะที่มีระบบและเป็นระเบียบ รวมถึงการจัดการขยะที่มาจากศูนย์การค้าแต่ละประเภท เพื่อให้เห็นถึงการดำเนินงานและความมุ่งมั่นในการรักษาสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ยังได้เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับ “6 Actions for One Planet” ซึ่งเป็นโครงการของ Central Pattana ที่มุ่งเน้นการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน

อีกหนึ่งไฮไลต์ของการจัดนิทรรศการคือการแสดงผลิตภัณฑ์ที่ทำจากกากกาแฟ ซึ่งเป็นผลจากความร่วมมือกับ Sub Contract ที่มีส่วนร่วมในการผลิตผลิตภัณฑ์เหล่านี้ การใช้กากกาแฟซึ่งเป็นวัสดุที่มักถูกทิ้งเป็นขยะเพื่อนำมาสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ แสดงให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์ในการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ในงานนี้ ได้รับเกียรติจากว่าที่ ร.ต. ศราวุธ จันทวงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เข้าชมบูธและกล่าวชื่นชมในความร่วมมือของเซ็นทรัลเชียงรายในการส่งเสริมและจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ ความร่วมมือของภาคีเครือข่ายในครั้งนี้ถือเป็นการสร้างแรงผลักดันสำคัญในการรักษาสิ่งแวดล้อมและสร้างสรรค์การพัฒนาที่ยั่งยืนในจังหวัดเชียงราย

การจัดนิทรรศการในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นการกระตุ้นให้ประชาชนและองค์กรต่าง ๆ ตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาสิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างความยั่งยืนให้แก่สังคมและโลกของเราในอนาคต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

จารึกชื่อ ณิรวัฒน์ รอง ผอ.สกสว. ในหอเกียรติยศ พสวท. ปี 67

 

 

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2567, ดร.ณิรวัฒน์ ธรรมจักร์ รองผู้อำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์
วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ได้รับคัดเลือกให้จารึกชื่อในหอเกียรติยศ พสวท. และได้รับมอบเสื้อ DPST Hall of Fame จาก นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในโอกาสที่ได้รับคัดเลือกจากสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ให้จารึกชื่อไว้ในหอเกียรติยศ พสวท. “DPST Hall of Fame“ ประจำปี 2567 เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติ ผู้สำเร็จการศึกษาทุน พสวท. ที่สร้างสรรค์ผลงานวิจัยดีเด่น หรือเป็นผู้นำในการบริหารและพัฒนางานวิทยาศาสตร์ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ในงานครบรอบ 40 ปี ทุนพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ทุน พสวท.) ภายใต้แนวคิด “การสร้างกำลังคน พสวท. เพื่อพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทยอย่างยั่งยืน” ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ

ดร.ณิรวัฒน์ เผยว่า “รู้สึกเป็นเกียรติเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับคัดเลือกให้จารึกชื่อในหอเกียรติยศ พสวท. ในปีนี้ และรับมอบเสื้อ DPST Hall of Fame จากท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการร่วมกับพี่ๆ พสวท. ที่ได้รับคัดเลือกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งหลายๆ ท่านเป็นนักวิจัยที่มีชื่อเสียง หรือไม่ก็เป็นผู้บริหารระดับสูงในสถาบันการศึกษาและหน่วยงานต่างๆ ของรัฐ”

“ทั้งนี้ ต้องขอขอบคุณโครงการ พสวท. ที่ได้ให้โอกาส ตั้งแต่ทุนการศึกษาในโครงการพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตั้งแต่ระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โอกาสที่ได้รับการดูแลและสั่งสมประสบการณ์ต่างๆ มากมาย ทั้งจากครูบาอาจารย์ เจ้าหน้าที่โครงการใน สสวท. พี่ๆ และเพื่อนๆ ในโครงการ อันนำมาซึ่งแรงบันดาลใจและโอกาสอื่นๆ ที่ตามมาจนกระทั่งจบการศึกษาระดับปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด” ณิรวัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย

ปัจจุบัน ดร.ณิรวัฒน์ ดำรงตำแหน่ง ผู้บริหารระดับสูงที่ สกสว.โดยทำหน้าที่ขับเคลื่อนนโยบายและจัดสรรงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงบประมาณด้านการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงการพัฒนากำลังคนด้าน ววน. โดยจะขอทำหน้าที่ตนเองอย่างเต็มที่ เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัยและนวัตกรรม ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญต่อการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าต่อไป

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

วช.ปักธง Soft Power หนุนตั้งฮับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหาร

 

รศ. ดร.พรรณี สวนเพลง ผู้บริหารจัดการศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญทางด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหาร เปิดเผยว่า สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้เปิดตัวโครงการ ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหาร (Hub of Talent Gastronomy Tourism) ในงาน อว.แฟร์: SCI POWER FOR FUTURE THAILAND มหกรรมส่งเสริมการใช้ประโยชน์ อววน. มุ่งใช้ “อาหารเป็นตัวช่วยสร้างการท่องเที่ยวระดับท้องถิ่น”

ทั้งนี้ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหารไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการลิ้มลองอาหารเท่านั้น แต่เป็นการเดินทางเพื่อสัมผัสประสบการณ์ทางด้านอาหารในแต่ละพื้นที่ โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือ ความบันเทิงและสันทนาการ ทั้งการรับประทานอาหาร เยี่ยมชมสถานที่ทำอาหาร เทศกาลอาหาร ตลาด งานแสดงและสาธิตการทำอาหาร หรือกิจกรรมการท่องเที่ยวต่าง ๆ ที่สัมพันธ์กับอาหาร ที่ครอบคลุมไปถึงการผลิต ซึ่งเชื่อมโยงไปสู่การท่องเที่ยวเชิงเกษตร เยี่ยมชมแหล่งผลิตแบบพื้นถิ่น การเลือกสรรวัตถุดิบจากแปลงเกษตรต่าง ๆ การปรุงอาหาร ซึ่งนำเสนอผ่านรูปแบบของครัวเปิด หรือการให้นักท่องเที่ยวมีส่วนร่วมในกิจกรรมการปรุงอาหารไปจนถึงขั้นหลังการบริโภค ซึ่งต่อยอดไปสู่การผลิตสินค้าที่ระลึกเพิ่มมูลค่า ตลอดจนการจัดการเศษอาหารเหลือทิ้งด้วยวิธีการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน

รูปแบบการจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหารตลอดห่วงโซ่นี้ จะเป็นโอกาสอันดีให้นักท่องเที่ยวได้เติมเต็มประสบการณ์ เก็บเกี่ยว วัฒนธรรมท้องถิ่น และสัมผัสกิจกรรมท่องเที่ยวอันหลากหลายที่เกี่ยวเนื่องมาจากอาหาร ซึ่งสอดแทรกประโยชน์ให้เกิดกับสังคมเศรษฐกิจของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแต่ละภูมิภาค โดยมี 4 เสาหลักเป็นองค์ประกอบ คือ การผลิตอาหารและการเกษตร เรื่องเล่าอาหาร ผลิตภัณฑ์อาหารส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งประเทศไทยมีความโดดเด่นและเอกลักษณ์ของอาหารไทยอันเกิดจากรากเหง้าของความเป็นเมืองพหุวัฒนธรรม ผสมผสานการใช้เครื่องเทศ วัตถุดิบ กรรมวิธีการผลิต การประยุกต์อาหารจากหลายชาติให้เข้ากับวัตถุดิบในท้องถิ่นไทย ผนวกกับการคิดค้นกรรมวิธีการปรุง ความประณีตในการจัดตกแต่งอาหาร งานแกะสลักที่เริ่มมีลักษณะเฉพาะในราชสกุลของกลุ่มชนชั้นสูงตามวังของขุนนางต่าง ๆ ในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้นและตอนกลาง จึงทำให้อาหารไทยในปัจจุบันมีความหลากหลาย รสชาติกลมกล่อม และมีรูปร่างหน้าตาอาหารที่ดูน่ารับประทาน ที่สามารถนำไปสู่การสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจภาคธุรกิจอาหารและการท่องเที่ยว ตามนโยบายของรัฐบาลในการใช้ “วัฒนธรรมอาหารไทย” เป็นกลไกให้เกิด Soft Power  บนพื้นฐานของทุนมนุษย์ที่เข้มแข็งยอมเป็นส่วนสำคัญต่อการแข่งขันกับตลาดโลก

“การจัดตั้งศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญในครั้งนี้จึงมีส่วนสำคัญในการนำองค์ความรู้เชิงวิชาการ ศักยภาพของนักวิทยาศาสตร์การอาหาร นักวิชาการการท่องเที่ยวและแขนงอื่น ๆ มาช่วยเพิ่มศักยภาพและเสริมความเข้มแข็งตลอดห่วงโซ่อุปทาน รวมศาสตร์ด้านอาหารและการท่องเที่ยวเพื่อการพัฒนาสังคมและประเทศอย่างยั่งยืน” รศ. ดร.พรรณีระบุ

ทั้งนี้ กิจกรรมหนึ่งที่สำคัญในงาน อว.แฟร์ คือ การฝึกอบรมและการทดสอบ โดยได้รับเกียรติจาก ดร.จันทร์จนา ศิริพันธ์วัฒนา ผู้จัดการสวนดุสิตโฮมเบเกอรี่ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต มาให้ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสุขาภิบาลอาหาร รวมถึงสำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำ กรมอนามัย ที่ร่วมเปิดการทดสอบแก่ผู้สัมผัสอาหาร เพื่อขึ้นทะเบียนผ่านการอบรมหลักสูตรสำหรับผู้ประกอบกิจการตามกฎกระทรวงสุขลักษณะของสถานที่จำหน่ายอาหาร โดยผู้ผ่านเกณฑ์จะได้รับหนังสือรับรองผู้สัมผัสอาหารเป็นเครื่องยืนยันถึงความเชี่ยวชาญและมาตรฐานของบุคลากรในการให้บริการอาหาร ซึ่งเป็นอีกก้าวหนึ่งที่สำคัญในการยกระดับความเชี่ยวชาญของบุคลากรการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหารสู่มาตรฐานสากล และส่งเสริมการสร้าง Soft Power ด้านอาหารไทยที่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

เตรียมจัดเทศกาลกาแฟล้านนาตะวันออก 17-18 ส.ค. นี้ ที่เซ็นทรัลเชียงราย

 

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2567  ที่ ห้องไลบรารี่ โรงแรมเฮอริเทจ เชียงราย อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย ได้จัดงานแถลงข่าว “เทศกาลกาแฟล้านนาตะวันออก สวรรค์ของเมืองกาแฟ” (Eastern Lanna Coffee Fest 2024) ณ ลานกิจกรรมชั้น G ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงราย ซึ่งงานนี้จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์กาแฟและพัฒนาเชื่อมโยงตลาดเมล็ดกาแฟของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 ซึ่งประกอบด้วยจังหวัดเชียงราย จังหวัดพะเยา จังหวัดแพร่ และจังหวัดน่าน 

โดยได้ภายในงานมีางสุภาพรรณ หมั่นเจริญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย  นายอดิศร จันทรประภาเลิศ เกษตรและสหกรณ์จังหวัดเชียงราย นางสาวการะเกด นันทศรีนนท์ ส่วนจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ผู้แทนศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (Agritech and Innovation Center :AIC) จังหวัดเชียงราย  นายวัชรพันธ์ ปัญญาคำ 93degree Coffee อ.เชียงของ จ.เชียงราย ตัวแทนเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ  นายพงษ์ศิลา คำมาก กรรมการและประชาสัมพันธ์สมาคมกาแฟพิเศษไทย ร่วมกันแถลงความพร้อม ในการจัดเทศกาลกาแฟล้านนาตะวันออก “สวรรค์ของเมืองกาแฟ” กิจกรมส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์กาแฟและพัฒนาเชื่อมโยงตลาดเมล็ดกาแฟคุณภาพ โครงการเพิ่มขีดในการแข่งขันการเกษตรระดับภูมิภาค ร่วมถึงมีการสาธิตการขงกาแฟ โดย คุณ จุติเสฏฐ์ ลิ้มพชรพล (อเล็กข์) เจ้าของร้าม Alexta Coffee Roaster ให้ผู้ร่วมงานแถลงข่าวได้ชมกันอย่างทั่วถึง

กาแฟเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 โดยสร้างมูลค่าให้กับพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 721 ล้านบาทต่อปี กาแฟที่ปลูกในพื้นที่นี้ยังมีส่วนช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในระบบเกษตรแบบยั่งยืน ด้วยการปลูกร่วมกับพืชอื่นๆ ทั้งไม้ผลและป่าธรรมชาติ จึงเรียกได้ว่าเป็นกาแฟรักษาป่า นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังมีนโยบายลดการใช้สารเคมีทางการเกษตร และส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกในระบบเกษตรอินทรีย์มากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาของภาคเหนือและกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 ที่ว่า “ท่องเที่ยวบนพื้นฐานวัฒนธรรมร่วมสมัย ยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตร สิ่งแวดล้อมยั่งยืนสู่เศรษฐกิจมั่นคง”

การขับเคลื่อนอย่างมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในภาคีเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม สถาบันการศึกษา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้ช่วยยกระดับสินค้าเกษตรปลอดภัยสู่เกษตรอินทรีย์ มีการพัฒนาตั้งแต่กระบวนการผลิตต้นน้ำด้วยการส่งเสริมเกษตรกรปลูกในระบบเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ กลางน้ำด้วยการแปรรูปให้เป็นสินค้าเกษตรมูลค่าสูง และพัฒนาเกษตรกรให้เป็นผู้ประกอบการกาแฟคุณภาพที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม และปลายน้ำด้วยการประชาสัมพันธ์และขยายช่องทางการตลาด

กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 (เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน) มีการปลูกกาแฟที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในรูปแบบเกษตรอินทรีย์ทั้งที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน Organic Thailand /PGS และแบบวิถีพื้นบ้านที่ไม่ใช้สารเคมีแต่มีข้อจำกัดในการออกใบรับรองมาตรฐาน รวมทั้งแบบเกษตรปลอดภัย (GAP) ที่มีการใช้สารเคมีอย่างจำกัด ซึ่งมีหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ส่งเสริมและพัฒนามาตรฐาน เกษตรกรส่วนใหญ่จำหน่ายในรูปแบบเชอรี่และสารกาแฟ (Green bean) ให้กับพ่อค้าคนกลางหรือโรงคั่ว

เพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ชาติด้านการแข่งขันของภาคเกษตร เน้นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตในภาคเกษตรไปสู่สินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง โดยการใช้ประโยชน์จากอัตลักษณ์ในแต่ละพื้นที่ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในกระบวนการผลิต สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดเชียงราย จึงได้รับอนุมัติจากกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 ให้ดำเนินกิจกรรมส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์กาแฟ และพัฒนาเชื่อมโยงตลาดเมล็ดกาแฟคุณภาพ

ภายใต้กิจกรรมหลักส่งเสริมช่องทางการตลาดของสินค้าเกษตรอินทรีย์สู่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 โครงการเพิ่มขีดในการแข่งขันการเกษตรระดับภูมิภาค โดยดำเนินการร่วมกับมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เพื่อพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะสมและสร้างตราสินค้ากาแฟของเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟคุณภาพ ประชาสัมพันธ์และนำเสนอกาแฟคุณภาพของเกษตรกรต่อผู้บริโภคและเชื่อมโยงตลาดเมล็ดกาแฟคุณภาพ

มีเกษตรกรเป้าหมายจำนวน 27 รายจาก 4 จังหวัด (เชียงราย 17 ราย พะเยา 4 ราย แพร่ 4 ราย น่าน 2 ราย) ซึ่งเกษตรกรทั้ง 27 ราย ได้ผ่านการอบรมการทดสอบรสชาติของกาแฟ หรือ Cupping ภายใต้กิจกรรมสนับสนุนการยกระดับผลผลิตกาแฟสู่มาตรฐานและการพัฒนาอัตลักษณ์เพื่อสร้างมูลค่า โดยส่งเสริมให้เกษตรกรแบ่งผลผลิตบางส่วนมาทำกาแฟคุณภาพหรือกาแฟพิเศษ (Special Coffee)

สำหรับการจัดงานเทศกาลกาแฟล้านนาตะวันออก Eastern Lanna Coffee Fest 2024 “สวรรค์ของเมืองกาแฟ” มีการประชาสัมพันธ์นำเสนอกาแฟคุณภาพให้แก่ผู้บริโภคได้รู้จักอย่างแพร่หลาย กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 17-18 สิงหาคม 2567 ณ ลานกิจกรรมชั้น G ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงราย

กิจกรรมภายในงานประกอบด้วย การออกบูธประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์กาแฟคุณภาพ การเจรจาธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการกาแฟ/เกษตรกรและนักธุรกิจที่สนใจ การจัดนิทรรศการแสดงผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่ได้รับการพัฒนา พร้อมทั้งกิจกรรม workshop สาธิตให้ความรู้เกี่ยวกับกาแฟ เช่น การคัดเมล็ดกาแฟตามมาตรฐานสมาคมกาแฟ การชิมกาแฟสำหรับคอกาแฟและนักท่องเที่ยว การทำสครับกาแฟ ชิมกาแฟจากแหล่งปลูกต่างๆ ของ 4 จังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 ฟรีทุกวัน พร้อมกิจกรรมการแสดงบนเวที การร่วมสนุกเล่นเกมส์ลุ้นรับของรางวัล

งานเทศกาลกาแฟล้านนาตะวันออกนี้ไม่เพียงแต่เป็นการส่งเสริมการตลาดกาแฟคุณภาพในประเทศ แต่ยังเป็นการยกระดับกาแฟของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 ให้เป็นที่รู้จักในระดับโลก เศรษฐกิจของจังหวัดเชียงรายจะได้รับผลกระทบที่ดีจากการจัดงานนี้ และการส่งเสริมการปลูกกาแฟที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคงและสร้างความยั่งยืนในการพัฒนาพื้นที่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและการผลิตกาแฟคุณภาพในอนาคตมี

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดเชียงราย โทร. 053-718970

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

SONP จับมือพันธมิตร ร่วมพัฒนาสร้างผู้ผลิตข่าวรุ่นเยาว์

 

สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (SONP) ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ( สวทช. หรือ NSTDA), บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) และ มูลนิธิเอสซีจี  จัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการผู้ผลิตข่าวดิจิทัลรุ่นเยาว์ หรือ Young Digital News Providers รุ่นที่ 8 ประจำปี 2567 ขับเคลื่อนพัฒนาวิชาชีพและส่งเสริมจริยธรรมสื่อเพื่อสร้างระบบนิเวศสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ สำหรับนิสิต นักศึกษา ในวันที่ 16-18 สิงหาคม 2567 ณ ศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี บริหารจัดการหลักสูตรโดย สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ มีวัตถุประสงค์ เพื่อถ่ายทอดความรู้ในทุกมิติของการผลิตข่าวบนโลกดิจิทัล อาทิ ทิศทางในการนำเสนอข่าวสารและพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคดิจิทัล, การใช้เครื่องมือบนเครือข่ายสังคมออนไลน์อย่างมีประสิทธิภาพ, แนวทางการสร้างตัวตนบนสื่อออนไลน์, เรียนรู้จริยธรรมการนำเสนอข่าวที่ถูกต้องและเหมาะสม, การวางแผนการตลาด ประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ข่าว และสื่อสังคมออนไลน์ ลงพื้นที่ฝึกปฏิบัติจริงภายใต้โจทย์ “Climate Crisis กู้วิกฤติโลกเดือด” ในงาน Sustain Asia Week 2024 พร้อมต่อยอดส่งผลงานเข้าประกวดในเวที ประกวดรางวัลข่าวดิจิทัล ประจำปี 2567 ในหมวดหมู่ “ผู้ผลิตข่าวรุ่นเยาว์” ที่จะจัดขึ้นในปลายปีนี้

 

นายนันทสิทธิ์ นิตย์เมธา นายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (SONP) เปิดเผยถึงการเตรียมความพร้อมของโครงการฯ ดังกล่าว ในระหว่างการประชุมประจำเดือนกรกฎาคม 2567 ว่า ในปีนี้ได้รับความร่วมมือจากวิทยากรแถวหน้าระดับประเทศ ประกอบด้วย คุณวรรณสิงห์ ประเสริฐกุล ผู้ผลิตรายการสารคดีและผู้ก่อตั้ง เถื่อนChannel , คุณอรรถพล ไข่ทอง หรือ เบลล์ ขอบสนาม ผู้ก่อตั้งเพจขอบสนาม , คุณชุตินธรา วัฒนกุล บรรณาธิการบริหารข่าวออนไลน์ สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส และคุณอัยยา ตันติเสรีรัตน์ Head of Partnership & Co-Managing Director บริษัท เทลสกอร์ จำกัด, Influencer สายข่าว คุณธัญญารัตน์ ถาม่อย ผู้ประกาศข่าว PPTV

 

ในปีนี้ มีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการจากสถาบันระดับอุดมศึกษา จำนวน 13 สถาบัน รวม 25 ทีม ทางคณะกรรมการได้คัดเลือกผู้ที่มีสิทธิเข้าร่วมโครงการ โดยมีรายชื่อดังต่อไปนี้

มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตสมุทรสาคร         

  1. นายนนทภูมิ จิตต์สถาน
  2. นางสาวพรหมพร ศุภสร
  3. นายพศวัต อินต๊ะเสาร์
  4. นางสาวสุกฤตา วิเศษฤทธิ์

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์       

  1. นางสาวธีมาพร มาลาล้ำ
  2. นายนันทิพัฒน์นพ โสภณ
  3. นางสาวอารยา กฤตาคม
  4. นางสาวปุญญิศา อำนวย

 

มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต          

  1. นางสาวจุฬารัตน์ สุขเสน
  2. นางสาวเสาวลักษณ์ หนูเมือง
  3. นายปุญญพัฒน์ สาธุ
  4. นายสมประสงค์ เรือนทอง

 

มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี      

  1. นางสาวฐาปนี เสนารักษ์
  2. นางสาวสุธิดา แจ่มเจริญ
  3. นางสาวสไลลา เจริญวัย
  4. นายธีระ บุญเสริม

 

มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา          

  1. นายศิววุฒิ แซ่ลิ้ม
  2. นายเกียรติชัย ศรีสุข
  3. นายรักษ์สิทธิ์ จินดาเจริญโต
  4. นายธนวรชัย ยิ่งวิทูร

 

มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร     

  1. นางสาวอารียา ถวิลกิต
  2. นางสาวพนิตธิดา วงค์นคร
  3. นายกีรติ เรืองเดช
  4. นางสาวสุวนันท์ นพกาล

มหาวิทยาลัยบูรพา        

  1. นายสิรวิชญ์ สุนันท์วิริยาภรณ์
  2. นางสาวนพวรรณ วรรณสกุล
  3. นางสาวตุลยดา โพธิ์มณี
  4. นางสาวพรชนิตา พงษ์พันธ์

 

มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย        

  1. นางสาวธารหงส์ เหมือนประสาท
  2. นางสาวปีย์วรา ศรีมุล
  3. นางสาวโยธกา พันธุ์เธียร
  4. นางสาววิมลรัศมิ์ ฮวบนรินทร์

 

สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์

  1. นางสาวมณีรัตน์ คุ้มวงศ์
  2. นางสาวจุฑามาศ ติธรรมม
  3. นายจักรพันธ์ ปานหลิม
  4. นายธีรวัฒน์ แก่นจันทร์

 

มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ เขตรังสิต       

  1. นางสาวสุภาวดี บุญทนาวงค์
  2. นางสาวธัญยพร ช่างสอน
  3. นางสาวแพรวา หมื่นขันธ์
  4. นางสาวอารดา วงศ์แสนใส

 

มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม     

  1. นายวรากร บัวงาม
  2. นายนนทพัทธ์ สาฤทธิชัย
  3. นายสุทิวัส ขยันการ
  4. นายยุทธการ รัตนะ

มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี  

  1. นางสาวพัทริกา พรมชะนะ
  2. นางสาวโชติกา คชรินทร์
  3. นางสาวจิรพร กรปรีชา
  4. นางสาวอลิสา คชายุทธ

 

มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา

  1. นายณัฏฐากร ขวัญสังข์
  2. นายปรเมษฐ์ จอมหนองแปน
  3. นายกิตกนก สวัสดี
  4. นายพูศักดิ์ แดงสี

 

ทั้งนี้ ทางสมาคมฯ จะแจ้งรายละเอียดให้กับผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมอบรม ตามประกาศรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกอย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นการยืนยันอีกครั้ง

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ 081 700 2601 คุณธัญฉัต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (SONP)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

ม.แม่ฟ้าหลวง อบรมการท่องเที่ยว โดยชุมชนเพื่อเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

 

เมื่อวันที่ 21 – 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2567 ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง โดย อ.ดร.ธนิกุล จันทรา คณบดีสำนักวิชานวัตกรรมสังคม และ อ.ดร.ประดิษฐ์ ชินอุดมทรัพย์ หัวหน้าศูนย์วิจัยนวัตกรรมสังคมเชิงพื้นที่ ได้จัดโครงการอบรม Train the Trainers: Community-Based Tourism under the BCG Economy Model ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากกองความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างและแบ่งปันความรู้ความเข้าใจในเรื่องการท่องเที่ยวโดยชุมชน ภายใต้โมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมีผู้เข้ารับการอบรมทั้งข้าราชการและนักธุรกิจจากประเทศเมียนมาร์ กัมพูชา และลาว จำนวน 18 ราย มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงมุ่งหวังให้โครงการนี้เป็นการสร้างความประทับใจและ Soft Power ให้กับประเทศไทย รวมทั้งส่งเสริมมิตรภาพและความร่วมมือที่มีมาอย่างยาวนานระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน

ในระหว่างโครงการ คณะผู้เข้ารับการอบรมได้เข้าเยี่ยมชมและศึกษาดูงาน ณ ไร่รื่นรมย์ บ้านแม่กำปอง และบ้านท่าขันทอง รวมทั้งเข้าพักและเรียนรู้เนื้อหาภาคบรรยายที่โรงแรมไดมอนด์ปาร์คอินน์รีสอร์ท จังหวัดเชียงราย การจัดกิจกรรมเหล่านี้ไม่เพียงแต่สร้างรายได้และเศรษฐกิจหมุนเวียนให้กับผู้ประกอบการในจังหวัดเชียงราย แต่ยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงชุมชนที่ยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ตลอดระยะเวลาของโครงการ ผู้เข้ารับการอบรมมีความประทับใจในโครงการและจังหวัดเชียงราย โดยได้รับความรู้และประสบการณ์ที่สามารถนำไปต่อยอดเพื่อพัฒนาประเทศของตนได้ต่อไปในอนาคต การเสริมสร้างเศรษฐกิจไทยที่นำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนนั้นต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา การท่องเที่ยว หรือการพัฒนาชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่เศรษฐกิจดิจิทัลและการเปลี่ยนแปลงทางสังคมเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

มิตรภาพที่ยั่งยืนระหว่างประเทศไทยกับประเทศเมียนมาร์ กัมพูชา และลาว เป็นสิ่งที่ต้องรักษาและพัฒนาให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น การแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ในด้านการท่องเที่ยวโดยชุมชน และการสร้างสรรค์โมเดลเศรษฐกิจที่ยั่งยืนจะเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือและพัฒนาที่ยั่งยืนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ด้วยการนำความรู้ที่ได้รับจากโครงการนี้กลับไปใช้ ผู้เข้ารับการอบรมจะสามารถพัฒนาประเทศของตนในด้านการท่องเที่ยวเชิงชุมชนและเศรษฐกิจที่ยั่งยืนต่อไปในอนาคต การเสริมสร้างความร่วมมือและมิตรภาพระหว่างประเทศเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาที่ยั่งยืน และโครงการอบรมนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการนำแนวคิดดังกล่าวมาปฏิบัติให้เกิดผลในทางที่เป็นรูปธรรม

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักวิชานวัตกรรมสังคม

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

บพข. ผนึกกำลังภาคเอกชน ยกระดับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

 

เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2567, แผนงานกลุ่มการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) จัดเวทีเสวนา “การยกระดับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพสู่การรองรับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในระดับสากล” ในงาน อว.แฟร์ : SCI POWER FOR FUTURE THAILAND มหกรรมส่งเสริมการใช้ประโยชน์ อววน. โดยได้รับเกียรติจาก ดร.วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของไทย และการบรรยายพิเศษ” และ ผศ.สุภาวดี โพธิยะราช ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส สกสว. และประธานอนุกรรมการแผนงานการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ บพข. บรรยายในหัวข้อ “แนวทางการยกระดับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพสู่การรองรับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในระดับสากล” ณ ห้อง 211 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

 

 

ดร.วีระศักดิ์ กล่าวว่า “มูลค่าโดยรวมของอุตสาหกรรม Wellness Economy ของโลกลดลงในช่วง COVID-19 แต่หากมองภาพในระยะยาวปี 2020-2025 จะพบว่าอุตสาหกรรมนี้โดยรวมมีแนวโน้มกลับมาเติบโตอีกครั้ง โดยเฉลี่ยต่อปีจะเติบโตสูงถึงประมาณ 10% และเมื่อเจาะลึกลงไปเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) พบว่าเติบโตเฉลี่ยต่อปีสูงถึง 21% และจากการสำรวจของ Medical Tourism Index 2020-2021 ความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ พบว่า ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับที่ 17 จาก 46 ประเทศ ซึ่งประเทศมีศักยภาพในการเป็นผู้นำทางด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพได้ หากผสมผสานความเป็นไทย (Thainess) ที่มีจุดแข็งทางด้านวัฒนธรรมและประชาชนที่เป็นมิตร สามารถสร้างความรู้สึกและประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้ที่มาเยือนได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหาซื้อได้

“การออกแบบงานวิจัยให้ตอบสนองความต้องการของเทรนด์การนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพแบ่งเป็น
2 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มผู้ที่มองหาประสบการณ์ท่องเที่ยวเพื่อดูแลสุขภาพกายและใจของตัวเองเป็นหลัก ผู้ประกอบการสามารถนำเสนอบริการไม่ว่าจะเป็น การอาบป่า (Forest Bathing) หรือการเข้าป่าเพื่อบำบัดและใช้เวลาท่ามกลางธรรมชาติ ไปจนถึง การท่องเที่ยวเพื่อการนอนหลับ (Sleep Tourism) และ 2) กลุ่มผู้ที่ต้องการเดินทางท่องเที่ยวเป็นหลัก แต่มองหาช่วงเวลาพักผ่อนระหว่างนั้น เช่น บริการให้คำปรึกษาโดยบำบัดออนไลน์สำหรับแขกผู้เข้าพัก เป็นต้น”ดร.วีระศักดิ์ กล่าวเสริม

 

ผศ.สุภาวดี กล่าวว่า “แผนงานท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ บพข. เห็นความสำคัญของการวิจัยด้านท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ด้วยการพัฒนากรอบแนวคิดการวิจัยเพื่อรองรับตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง โดยสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการร่วมกันทั้งภาควิชาการ ภาครัฐ และภาคธุรกิจ ได้แก่ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัตน์ สมาคมสปาไทย และสมาพันธ์สมาคมสปาแอนด์เวลเนสไทย ร่วมกับนักวิจัยเพื่อพัฒนาศักยภาพการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในประเทศไทย ซึ่งผลความสำเร็จในวันนี้ มีผู้ประกอบการที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GHA Well Hotel 1 แห่ง และผู้ประกอบการที่ได้รับการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัย GBAC Star 9 แห่ง ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับสากลที่สร้างความมั่นใจแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามายังประเทศไทย นอกจากนี้ได้วางแผนขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว ผ่านการสนับสนุนการจัดเตรียมความพร้อมทางด้าน Supply และส่งเสริมการตลาดในกลุ่ม Wellness, Rehab & Retreat, Longstay และ Tourism for All เพื่อขยายโอกาสทางการตลาดและเชื่อมโยงธุรกิจบริการอื่นๆได้”

“แผนงานท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ พร้อมด้วยเครือข่าย มีเป้าหมายสำคัญร่วมกันคือ
ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ สร้างรายได้ให้กับประเทศ รวมถึงทำอย่างไรให้เกิดการบูรณาการ นำงานวิจัยมาใช้ประโยชน์ภายใต้ความร่วมมือกับผู้ประกอบการ การออกแบบแผนงานทางด้านตลาด ในกลุ่มการท่องเที่ยวเพื่อคนมั้งมวล หรือ Tourism For All ซึ่งผลลัพธ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ในปี 2570 ผลตอบแทนจากการลงทุน Return on Investment หรือ ROI ต้องขยับได้ 3.5 เท่า หรือประมาณ 3-4 พันล้านบาท และในอนาคต ปี 2567-2570 กลุ่มการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนจะเป็น Key หลักในการขับเคลื่อน เพื่อเข้าสู่กระบวนการ Net Zero Pathway และเชื่อมกับมาตรฐานสากลต่อไป สำหรับด้านของการตลาดเป็นภารกิจของหน่วยงานหลักอย่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. โดยมีนักวิชาการ คณะนักวิจัยกลุ่มท่องเที่ยว บพข.หนุนเสริม ทั้งด้านของ Market Foresight และการสำรวจเทรนด์ในปัจจุบัน ตลอดจนสนับสนุนการจัดเตรียมความพร้อมด้าน Supply ในการรองรับนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ผ่าน Soft Power ต่อไป” ผศ.สุภาวดี กล่าวทิ้งท้าย

 

สำหรับเวทีเสวนา “การยกระดับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพสู่การรองรับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในระดับสากล เป็นเวทีที่รวมพลังนักวิชาการด้านสุขภาพแถวหน้าของเมืองไทย ผนึกกำลังผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวผู้คร่ำหวอดในวงการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ ประกอบด้วย ศ.ดร.เกียรติคุณ วิภาดา คุณาวิกติกุล รองอธิการบดี ส่วนวิทยาศาสตร์สุขภาพ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ และผอ.ชุดแผนงานการยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง บพข. รศ.ดร.ศิวฤทธิ์ พงศกรรังศิลป์ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และหัวหน้าโครงการการพัฒนาการตลาดของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการในพื้นที่อันดามันและพื้นที่เชื่อมโยงรองรับนักท่องเที่ยวกลุ่มฟื้นฟูสุขภาพ ดร.เกษวดี พุทธภูมิพิทักษ์ หัวหน้าโครงการการยกระดับและส่งเสริมผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวเพื่อฟื้นฟูสุขภาพสำหรับตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงภูมิภาคเอเชียตะวันออก คุณนิธิ สืบพงษ์สังข์ ผู้ประกอบการนำเที่ยวบริษัท Nutty’s Adventures พร้อมด้วย คุณชวนัสถ์ สินธุเขียว ประธานสมาพันธ์สมาคมสปาแอนด์เวลเนสไทย โดยมี ผศ.อนพัทย์ หนองคู ผู้ประสานงานแผนงานท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ บพข. เป็นผู้ดำเนินรายการ

ศ.ดร.เกียรติคุณ วิภาดา เผยว่า “การผลักดัน Wellness Tourism ประเทศไทยให้สำเร็จ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการพัฒนาต่อยอด ทั้งด้านของการพัฒนาด้านคุณภาพ มีการส่งเสริมนวัตกรรม เทคโนโลยีทั้งด้านผลิตภัณฑ์และบริการที่เน้นความเป็นไทย และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาควิชาการกับองค์กรภาครัฐ ภาคเอกชนและผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศ”

รศ.ดร.ศิวฤทธิ์ กล่าวว่า ในเวทีแห่งนี้เราทุกคนมองไปในทิศทางเดียวกัน คือ การท่องเที่ยวคุณค่าสูง ซึ่งจะนำไปสู่การท่องเที่ยวมูลค่าสูงต่อไป นำไปสู่การสร้างรายได้ให้กับประเทศ ผลงานที่ทำ ณ ขณะนี้การต่อยอดจากฐานงานเดิมในปีที่ผ่านมา โดยโฟกัสที่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Health Tourism) คือ การเดินทางท่องเที่ยวเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามในแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและวัฒนธรรมและมีการประกอบกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในด้านต่างๆ ในพื้นที่อันดามัน ได้แก่ 1) การท่องเที่ยวเชิงส่งเสริมสุขภาพ (Wellness Tourism) ทำคนดีให้ไม่ป่วย 2) การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism) ทำให้คนป่วยหายดี และ 3) การท่องเที่ยวเชิงบําบัดสุขภาพ และ (Rehabilitation Tourism) เพิ่มพลังให้แข็งแรง

“ประเทศไทยได้รับการยอมรับจากนานาชาติอย่างมากทั้งคุณภาพด้านการดูแลรักษา พร้อมกับศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยวและผลิตภัณฑ์ทางการท่องเที่ยว พบว่ามูลค่าการตลาดการท่องเที่ยวเชิงส่งเสริมสุขภาพ มีมูลค่า 34.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 24 จาก 218 ทั่วโลก และได้อันดับ 9 จาก 45 ประเทศในภูมิภาค เนื่องจากประเทศไทยนั้นมีปัจจัยด้านบวกอื่น ๆ อีกมากมาย ทั้ง ค่ารักษาที่ไม่สูง ภูมิปัญญาท้องถิ่น แพทย์แผนไทย นวดไทยตามวิถีถิ่น แหล่งท่องเที่ยว ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ รวมทั้งเรามี SOFT POWER ของไทยที่เป็นทุนที่แข็งแรงของเรา เป็นต้น” รศ.ดร.ศิวฤทธิ์ กล่าวเสริม

ด้าน ดร.เกษวดี กล่าวว่า  สำหรับตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงภูมิภาคเอเชียตะวันออก เราได้นำผลงานวิจัยภายใต้แผนงานการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ บพข. ซึ่งเป็น Stock of Knowledge นับตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบัน มาต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์ (Research Utilization) เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวเชิงฟื้นฟูให้เข้าถึงตรงใจนักท่องเที่ยวในหลายกลุ่มเป้าหมาย เช่น จีน ฮ่องกง ไต้หวัน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ผ่านการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าต่างๆ อาทิ ITE Hong Kong 2024 และงาน Road Show ในหลายประเทศ โดยได้รับร่วมมือและการสนับสนุนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และ สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) ซึ่งทุกครั้งได้รับการตอบรับอย่างดีเป็นที่พึงพอใจ นอกจากนี้ ยังได้มีการแนะนำผลิตภัณฑ์ฯ เข้าสู่ตลาดผ่าน BNI ซึ่งเป็น B2B Platform และไม่นานเกินรอ เราจะนำเสนอผลิตภัณฑ์ฯ นี้ ที่งาน Travel Show ในเกาหลีใต้ และ ITB ASIA  ที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งจะเป็นช่องทางสำคัญในการเชื่อมต่อกับนักท่องเที่ยวระดับโลก

ด้านของ ชวนัสถ์ ประธานสมาพันธ์สมาคมสปาแอนด์เวลเนสไทย เผยว่า ตลาดสุขภาพที่เฟื่องฟู คือ การที่ผู้บริโภคมุ่งที่จะใช้จ่ายไปกับผลิตภัณฑ์และบริการมากขึ้น รวมถึงการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์เพื่อปรับปรุงสุขภาพ สมรรถภาพทางกาย โภชนาการ รูปร่างหน้าตา การนอนหลับ และการ เจริญสติ เช่น กำหนดลมหายใจ การนั่งสมาธิ และการเดินสมาธิ เป็นต้น

ขณะที่นายนิธิ จาก บริษัท Nutty’s Adventures เผยว่า Tourism For All – All For Tourism การท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล คือ การสร้างทุกโอกาสเพื่อคนทุกคนได้เดินทางท่องเที่ยว ต้องสร้างความตื่นรู้และความเข้าใจ รวมถึงการทำงานร่วมกันจากทุกภาคส่วน ปัจจุบันมีการทำงานร่วมกับ รพ.ศิริราช เพื่อดูว่าโปรแกรมที่โรงพยาบาลมี สามารถที่จะต่อยอดเป็นแพ็คเก็จการท่องเที่ยวอย่างไร และมองว่าทำอย่างไรให้คนมาใช้บริการได้รับการต้อนรับที่ดีกลับไป นี่คือสิ่งสำคัญ ในอนาคตอันใกล้เราจะมีการจัด FAM Trip เพื่อที่จะเตรียมความพร้อมในการที่จะรองรับนักท่องเที่ยวทั้งเพื่อคนทั้งมวลอย่างดีที่สุดต่อไป

ในการยกระดับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพสู่การรองรับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในระดับสากลนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องนำองค์ความรู้จากภาควิชาการมาหนุนเสริมการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนและผู้ประกอบการทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยที่ผ่านมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2562-2567 แผนงานท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ บพข.มีนักวิจัยกว่า 85 คนจากกว่า 20 มหาวิทยาลัย ที่ได้รับการสนับสนุนทุนจาก บพข. ให้ดำเนินงานวิจัยที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ออกแบบผลิตภัณฑ์ทางการท่องเที่ยวเพื่อรองรับความต้องการของนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง พร้อมทั้งนำผลิตภัณฑ์ไปขายจริงในงาน Trade Show และ Road Show ต่างประเทศเพื่อเชื่อมโยงตลาดในระดับสากล ซึ่งในเดือนตุลาคมนี้คณะนักวิจัยจาก บพข.นำโดยผศ.สุภาวดี โพธิยะราช จะมีภารกิจนำผลงานวิจัยทางด้านสปาและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ไปนำเสนอในงาน South by Southwest (SXSW) 2024 ที่เมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย เป็นหนึ่งงานสำคัญที่เปิดโอกาสในการสร้างเครือข่ายและผลักดันการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของประเทศไทยสู่ระดับสากลต่อไป

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : แผนงานการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ บพข.

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News