Categories
FEATURED NEWS

Whoscall เผยคนไทยตกเป็นเหยื่อ มิจฉาชีพเฉลี่ย 36,000 บาทต่อคน

 
 

บริษัท โกโกลุก (Gogolook) ผู้นำด้านเทคโนโลยีเพื่อความเชื่อมั่น (TrustTech) ผู้พัฒนาแอปพลิเคชัน Whoscall ร่วมกับองค์กรต่อต้านกลโกงระดับโลก Global Anti-Scam Alliance (GASA) และ ScamAdviser เปิดรายงานสถานการณ์การหลองลวงจากมิจฉาชีพในประเทศไทย (State of Scams in Thailand) ประจำปี 2567 เผยถึงรูปแบบการหลอกลวงที่เปลี่ยนแปลงและส่งผลกระทบต่อคนไทย ผ่านการสำรวจความคิดเห็นของคนไทยกว่า 9,360 คนจากหลากหลายกลุ่มประชากรตลอด 1 ปี ที่ผ่านมา

    แมนวู จู ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โกโกลุก (ประเทศไทย) กล่าวว่า “แม้จะมีความพยายามในการ ป้องกัน ภัยมิจฉาชีพอย่างต่อเนื่องทั้งจากภาครัฐและเอกชน แต่ประเทศไทยยังคงประสบกับปัญหาจากการ หลอกลวง และความพยายามในการหลอกกลวงจากมิจฉาชีพ รายงานที่เราได้จัดทำ ร่วมกับ GASA และ Scam Adviser ในปีนี้แสดงให้เห็นถึงระดับความถี่ของการหลอกลวงที่เพิ่มขึ้นรวมไปถึง ข้อมูลเชิงลึกกลลวงใหม่ๆ จากมิจฉาชีพ และผลกระทบที่เกิดขึ้น โดยพบว่ามูลค่าความเสียหายที่เหยื่อถูกหลอกจากมิจฉาชีพเฉลี่ยสูงถึง 1,106 เหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 36,000 บาทต่อคนในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา

 

การหลอกลวงเกิดบ่อยขึ้น และมีมูลค่าความเสียหายมากขึ้นแม้ว่าคนจะรู้ทันมิจฉาชีพ

    รายงานระบุว่ากว่า 1 ใน 4 หรือ 28% ของผู้ตอบแบบสอบถามตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ทั้งนี้พบว่าคนไทยมีความระมัดระวังในการป้องกันตนเองจากมิจฉาชีพมากขึ้น ราว 55% มั่นใจว่ารู้ทันกลลวงของมิจฉาชีพ โดย 44% มีการตรวจสอบหมายเลขโทรศัพท์ และ 37% ใช้แอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่ได้รับ

อย่างไรก็ตาม 89% เผยว่ายังต้องรับมือกับมิจฉาชีพอย่างน้อยเดือนละครั้ง และ 58% ระบุว่าต้องรับมือกับมิจฉาชีพบ่อยขึ้น โดยเกือบ 10% ระบุว่าถูกก่อกวนจากมิจฉาชีพถี่ขึ้นต่อเดือนเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ในขณะที่ 35% ได้รับโทรศัพท์และข้อความหลอกลวงหลายครั้งต่อสัปดาห์

​    รายงานยังพบว่าการโทรเข้าและส่งข้อความผ่านมือถือยังเป็นวิธีการหลอกลวงที่มิจฉาชีพใช้มากที่สุด ตามด้วยโฆษณาออนไลน์ การใช้แอปพลิเคชันต่างๆ สำหรับส่งข้อความ และโพสต์บนโซเชียลมีเดีย โดย 5 ช่องทางที่ มิจฉาชีพใช้มากที่สุดในการหลอกลวง ได้แก่ Facebook 50% ตามด้วย Line 43%, Messenger 39%, TikTok 25% และ Gmail 20%

 

ในส่วนของการได้รับคืนเงินที่ถูกมิจฉาชีพหลอกไปนั้นทำได้ยากขึ้นเมื่อเทียบกับปีผ่านมา ผลสำรวจพบว่ากว่า 1 ใน 3 หรือ 39% สูญเสียเงินภายใน 1 ชั่วโมงหลังจากได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพ โดยมีเหยื่อเพียง 2% ได้เงินที่ถูกหลอกไปคืนทั้งหมด แต่มีเหยื่อมากถึง 71% ไม่สามารถนำเงินที่สูญเสียไปกลับคืนมาได้ และ 73% ระบุว่าได้รับผลกระทบทางจิตใจอย่างรุนแรงหลังจากถูกหลอก

 

การขโมยข้อมูลส่วนบุคคลและการใช้เทคโนโลยี AI เป็นวิธีการหลอกลวงที่แพร่หลาย

    การขโมยข้อมูลส่วนบุคคล (Identity Thef) และการใช้เทคโนโลยี AI เป็นรูปแบบกลโกงที่มิจฉาชีพใช้มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ผลสำรวจระบุว่าการขโมยข้อมูลส่วนบุคคลโดยการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อหลอกให้เหยื่อโอนเงินเป็นกลลวงที่พบมากที่สุดถึง 22% แซงหน้าการหลอกลวงให้ซื้อสินค้าซึ่งอยู่ที่ 19% ตามมาด้วยการออกใบแจ้งหนี้ปลอมหรือการหลอกให้ชำระหนี้ที่ 16% และการหลอกให้ลงทุน 14% ตามลำดับ

 

นอกจากนี้ รายงานระบุว่าคนไทยมีความตระหนักรู้มากขึ้นว่ามิจฉาชีพนำเทคโนโลยี AI มาเป็นเทคนิคใหม่ในการ เขียนข้อความสร้างบทสนทนาเลียนแบบเสียง รวมถึงสร้างภาพของบุคคลหรือสถานการณ์หลอกลวงในรูปแบบต่างๆ โดย 66 % ของผู้ตอบแบบสอบถามมั่นใจว่าเคยได้รับข้อความที่เขียนโดยใช้เทคโนโลยี AI

    จอริจ อับบราฮัม ผู้จัดการทั่วไป Global Anti-Scam Alliance (GASA) กล่าวว่า “รายงานสถานการณ์การหลองลวงจากมิจฉาชีพในประเทศไทยฉบับนี้แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อปรับปรุงมาตรการป้องกัน เพิ่มการดำเนินการที่เข้มงวดและสร้างความตระหนักรู้ให้แก่ประชาชนเกี่ยวกับภัยจาก มิจฉาชีพ จากความสูญเสียทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาลและผลกระทบทางจิตใจที่เกิดขึ้นต่อผู้เสียหายทำให้เรา จำเป็นต้องร่วมมือกันเพื่อปกป้องประชาชนและฟื้นความเชื่อมั่นในการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัล”

 เพื่อรับมือกับภัยคุกคามจากมิจฉาชีพที่เพิ่มขึ้นบริษัท โกโกลุก (ประเทศไทย) จึงให้ความสำคัญกับการออกมาตรการในระยะยาว เพื่อป้องกันกลลวงในรูปแบบที่เน้นการจัดการความเสี่ยงและเสริมสร้างความระมัดระวัง ให้แก่ประชาชนจากการให้ความรู้ ตลอดจนมุ่งพัฒนาเครื่องมือที่ทันสมัยเพื่อรับมือกับกับภัยคุกคามจากมิจฉาชีพที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มีการผสานเทคโนโลยี AI เพื่อพัฒนาฟีเจอร์ ใหม่บนแอปพลิเคชัน Whoscall ทั้งเวอร์ชั่นฟรีและพรีเมียมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อปกป้องผู้ใช้งานทุกคน

    “นอกเหนือจากฟีเจอร์ Caller ID และ Smart SMS Assistant ที่เป็นด่านหน้าในการป้องกันสายโทรเข้า และข้อความหลอกลวงแล้ว ปัจจุบัน Whoscall ได้เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ เช่น ID Security (เช็กข้อมูลรั่วไหม) เพื่อช่วยตรวจสอบความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลเช็ก Auto Web Checker เพื่อปกป้องผู้ใช้จากการคลิกลิงก์ฟิชชิ่งรวมไปถึง Scam Alert ศูนย์รวมข้อมูลเตือนภัยกลโกงมิจฉาชีพแห่งแรกในไทยอีกด้วย” แมนวู กล่าวปิดท้าย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : บริษัท โกโกลุก (ประเทศไทย)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

เซเว่น อีเลฟเว่น มอบอาหารฮาลาล ช่วยชุมชนมุสลิมน้ำท่วมเชียงราย

 

เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2567 เวลา 10.00 น. นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วย นายราชัน รุจิพรรณ ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดเชียงราย และนายวิเชียร สิริสิทธิวงษ์ รองประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดเชียงราย,นายปรีชา อนุรักษ์ คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดเชียงราย, ร.ต.ท.ทัศน์ ดำรงเมือง คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดเชียงราย เป็นผู้แทนรับมอบสิ่งของช่วยเหลือจากบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) โดยมีนายชัชวาล นวลยิ่ง และ นางสาว ปัญชิกา บุรีจันทร์ ผู้จัดการเขตปฏิบัติการ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) เป็นตัวแทนส่งมอบอาหารที่มีเครื่องหมายฮาลาล เพื่อนำไปช่วยเหลือพี่น้องชาวเชียงรายที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัยในพื้นที่การส่งมอบในครั้งนี้ เซเว่น อีเลฟเว่น ได้ร่วมมือกับสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ ในการนำอาหารและสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นไปแจกจ่ายให้กับผู้ประสบภัยน้ำท่วม โดยมุ่งเน้นการช่วยเหลือชาวชุมชนอิสลามในจังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความต้องการอาหารที่ผ่านการรับรองมาตรฐานฮาลาล รวมถึงกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้

 
 นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า จากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในหลายอำเภอของจังหวัดเชียงราย ประชาชนในชุมชนต่างได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยเฉพาะกลุ่มชาวไทยมุสลิมที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ เนื่องจากโรงครัวที่จัดทำอาหารช่วยเหลือในพื้นที่ส่วนใหญ่มักจะขาดแคลนเมนูอาหารฮาลาล ทำให้หลายครอบครัวไม่สามารถรับอาหารได้ครบถ้วน 
 

ทางเซเว่น อีเลฟเว่น จึงได้จัดเตรียมอาหารพร้อมรับประทานที่มีตราฮาลาลมามอบให้ในครั้งนี้ เพื่อให้กลุ่มชาวมุสลิมในชุมชนสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือได้อย่างเท่าเทียมกับกลุ่มอื่น ๆ โดยมีการแบ่งสัดส่วนอาหารไปยังในเขตพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น

 
 นายราชัน รุจิพรรณ ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า การส่งมอบอาหารในครั้งนี้ถือเป็นความตั้งใจของภาคเอกชนในการช่วยเหลือและสนับสนุนผู้ประสบภัยให้สามารถผ่านพ้นวิกฤตไปได้ พร้อมทั้งเป็นกำลังใจให้กับทุกครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะกลุ่มชาวมุสลิมที่มีความต้องการอาหารตามหลักศาสนา เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงการช่วยเหลือได้อย่างเท่าเทียมกัน
 
 
 นายปรีชา อนุรักษ์ คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดเชียงราย กล่าวว่าการส่งมอบอาหารที่มีเครื่องหมายฮาลาลยังถือเป็นการสร้างความเท่าเทียมและการเปลี่ยนแปลงในแง่บวกสำหรับชุมชนอิสลามที่อาจจะได้รับการจัดสรรอาหารที่ไม่ตรงตามข้อกำหนดทางศาสนาบ่อยครั้ง ซึ่งในส่วนนี้ก็เข้าใจในสถานการณ์วิกฤต

 

นายชัชวาล นวลยิ่ง ผู้จัดการเขตปฏิบัติการ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เราตระหนักถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่ประสบอุทกภัยในครั้งนี้ จึงได้จัดเตรียมอาหารพร้อมรับประทานที่ผ่านการรับรองฮาลาลเพื่อสนับสนุนชุมชนมุสลิมในพื้นที่ และเราหวังว่าอาหารที่เรามอบให้นี้จะสามารถช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและเป็นกำลังใจให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบในครั้งนี้ได้บ้าง”
 

ในพื้นที่จังหวัดเชียงรายขณะนี้ ยังมีประชาชนอีกหลายกลุ่มที่ได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัย โดยเฉพาะในอำเภอแม่สาย และอำเภอเมือง ที่ยังคงมีความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วมซ้ำอีก การส่งมอบอาหารในครั้งนี้ถือเป็นการแสดงถึงความห่วงใยและความตั้งใจของภาคเอกชนในการช่วยเหลือและสนับสนุนผู้ประสบภัยให้สามารถผ่านพ้นวิกฤตไปได้ พร้อมทั้งเป็นกำลังใจให้กับทุกครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะกลุ่มชาวมุสลิมที่มีความต้องการอาหารตามวิถีทางศาสนา เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงการช่วยเหลือได้อย่างเท่าเทียมกัน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

อบรมผลิตหัวพันธุ์มันฝรั่งปลอดโรค เสริมแกร่งเกษตรกรไทย

 

เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2567 เวลา 08.30 – 16.30 น. กรมวิชาการเกษตร ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) จัดอบรมหลักสูตร “การถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตหัวพันธุ์มันฝรั่งปลอดโรคชั้นพันธุ์หลัก (G0) และชั้นพันธุ์ขยาย (G1) ภายใต้การปฏิบัติทางเกษตรที่ดี (GAP) สำหรับหัวพันธุ์มันฝรั่ง” ณ โรงแรมเอ็ม บูทีค รีสอร์ท จังหวัดเชียงราย โดยมีผู้เข้าร่วมอบรมทั้งจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมถึงเกษตรกรผู้ปลูกมันฝรั่งในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนจำนวน 90 คน

การอบรมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพในการผลิตหัวพันธุ์มันฝรั่งปลอดโรคที่ได้มาตรฐาน GAP ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าหัวพันธุ์จากต่างประเทศ ลดต้นทุนการผลิต และเสริมสร้างศักยภาพให้กับเกษตรกรในประเทศ นำไปสู่การผลิตหัวพันธุ์มันฝรั่งที่มีคุณภาพสูง รองรับความต้องการของอุตสาหกรรมการแปรรูปมันฝรั่งภายในประเทศได้อย่างเพียงพอ

ภายในงานได้รับเกียรติจากนายนิสิต บุญเพ็ง ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรที่สูงเชียงราย กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมอบรม และดร.วิชญา ศรีสุข รักษาการผู้อำนวยการศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย เป็นประธานกล่าวเปิดงาน พร้อมทั้งแสดงความสำคัญของการพัฒนาหัวพันธุ์มันฝรั่งให้มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล เพื่อตอบสนองความต้องการในภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมแปรรูป

การอบรมในครั้งนี้ประกอบด้วยหัวข้อบรรยายที่หลากหลายและครอบคลุมทุกมิติของการผลิตมันฝรั่งปลอดโรค โดยมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ อาทิ

  • ดร.อรทัย วงค์เมธา ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเชียงใหม่ บรรยายเรื่อง “การผลิตหัวพันธุ์มันฝรั่งปลอดโรคชั้นพันธุ์หลัก (G0) และชั้นพันธุ์ขยาย (G1)”
  • นายวัฒนนิกรณ์ เทพโพธา นักวิชาการเกษตรชำนาญการ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรที่สูงเชียงราย บรรยายเรื่อง “การตรวจรับรองแปลงผลิตหัวพันธุ์มันฝรั่งตามมาตรฐานสินค้าเกษตร มกษ. 5705-2565 และ GAP PM 2.5 Free”
  • นางสาวรุ่งนภา ทองเคร็ง นักวิชาการโรคพืชชำนาญการพิเศษ กลุ่มวิจัยโรคพืช สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร บรรยายเรื่อง “การป้องกันกำจัดศัตรูมันฝรั่งร่วมกับการใช้ชีวภัณฑ์ในฤดูฝน”

การบรรยายแต่ละหัวข้อได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมเป็นอย่างมาก เนื่องจากสามารถนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในแปลงปลูกมันฝรั่งได้จริง ช่วยให้เกษตรกรสามารถผลิตหัวพันธุ์มันฝรั่งที่มีคุณภาพสูงขึ้น ลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคพืช และเพิ่มผลผลิตต่อไร่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ยังมีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความคิดเห็นระหว่างผู้เข้าร่วมอบรมทั้งจากหน่วยงานวิชาการ บริษัทแปรรูป และกลุ่มเกษตรกร เพื่อหาทางพัฒนาระบบการผลิตและการจัดการแปลงมันฝรั่งอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานและเกษตรกรในการพัฒนาศักยภาพการผลิตมันฝรั่งปลอดโรคในประเทศไทย

การอบรมครั้งนี้ถือเป็นการส่งเสริมการพัฒนาเกษตรกรไทยให้มีความสามารถในการผลิตหัวพันธุ์มันฝรั่งที่ได้มาตรฐาน สามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างยั่งยืน และช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มรายได้ในระยะยาว

ทั้งนี้ กรมวิชาการเกษตรยังคงมุ่งมั่นในการถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ที่ทันสมัยให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างรากฐานการผลิตที่เข้มแข็งและยั่งยืนให้กับภาคเกษตรกรรมไทยต่อไปในอนาคต.

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กรมวิชาการเกษตร

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

ทอท. ชม สนามบินเชียงรายต้าน 72 ชั่วโมง ทีมเจ้าหน้าที่รับมือวิกฤตน้ำท่วมเชียงราย

 

เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2567 ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ได้สัมภาษณ์ นาวาอากาศตรี สมชนก เทียมเทียบรัตน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย เกี่ยวกับการบริหารจัดการสนามบินในช่วงวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ทั่วจังหวัดเชียงรายเมื่อวันที่ 12 กันยายนที่ผ่านมา โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดจากฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่ รวมถึงพื้นที่รอบสนามบินแม่ฟ้าหลวงที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการคมนาคมทางอากาศของจังหวัดและการเดินทางของนักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไป

นาวาอากาศตรี สมชนก เปิดเผยว่า เมื่อเกิดสถานการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ ทีมงานของท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงได้ดำเนินการตามแผนการป้องกันและแก้ไขปัญหาฉุกเฉินที่วางไว้ โดยได้ติดตามและประเมินสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อให้แน่ใจว่าสนามบินจะยังคงให้บริการได้อย่างปลอดภัย ทั้งนี้ การจัดการน้ำรอบสนามบินได้มีการติดตั้งระบบระบายน้ำทั้งในเขตการบิน ทางวิ่ง และคลองระบายน้ำรอบท่าอากาศยาน เพื่อป้องกันน้ำท่วมที่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของอากาศยาน

และวันที่ 12 กันยายน ซึ่งเป็นวันที่สถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงที่สุด ระดับน้ำโดยรอบสนามบินเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทีมงานต้องเร่งประสานงานกับหน่วยงานภายนอกเพื่อจัดหารถบริการขนส่งผู้โดยสารที่ไม่สามารถเดินทางเข้าออกสนามบินได้ รวมถึงจัดทีมช่วยเหลือผู้โดยสารที่ยังคงติดค้างอยู่ในสนามบิน โดยจัดหาอาหาร น้ำดื่ม และพื้นที่พักพิงชั่วคราวให้กับผู้โดยสาร พร้อมกันนี้ยังมีการประสานงานกับสายการบินต่าง ๆ เพื่อให้ผู้โดยสารได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์และตารางบินที่ถูกปรับเปลี่ยนได้อย่างทันท่วงที

แม้ระดับน้ำจะท่วมถึงเขตการบินและบริเวณทางวิ่งของสนามบินในบางช่วง แต่ทีมงานสามารถควบคุมและลดความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ รวมถึงการวางแผนรับมือสถานการณ์ล่วงหน้าที่ครอบคลุมทั้งการดูแลบ้านพักเจ้าหน้าที่ที่อยู่ติดกับแม่น้ำกก ซึ่งถือเป็นจุดเสี่ยงสำคัญ ทีมงานทุกคนต้องทำงานติดต่อกัน 72 ชั่วโมงโดยไม่มีการพักเบรกเพื่อควบคุมสถานการณ์ไม่ให้น้ำเข้าท่วมถึงอาคารผู้โดยสาร และสามารถทำให้สนามบินกลับมาเปิดให้บริการได้อย่างรวดเร็วหลังจากน้ำลด นาวาอากาศตรี สมชนก กล่าว

และนอกจากการจัดการในสนามบินแล้ว ทางท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงยังได้ส่งทีมจิตอาสาออกช่วยเหลือประชาชนในชุมชนรอบสนามบินและพื้นที่ประสบภัยในจังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และผู้พิการที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ทีมจิตอาสาได้ลงพื้นที่แจกจ่ายถุงยังชีพ อาหาร น้ำดื่ม และอุปกรณ์ที่จำเป็น รวมถึงการประสานงานเพื่อขนย้ายผู้ป่วยติดเตียงไปยังที่ปลอดภัย

นาวาอากาศตรี สมชนก กล่าวเพิ่มเติมว่า การรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงได้เรียนรู้ถึงวิธีการจัดการวิกฤตอย่างรอบด้าน แม้จะเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในระดับความรุนแรงเช่นนี้ แต่ด้วยความร่วมมือของทุกฝ่าย ทั้งเจ้าหน้าที่ท่าอากาศยาน เจ้าหน้าที่บำรุงรักษา และหน่วยงานภายนอก ทำให้สามารถผ่านพ้นวิกฤตมาได้อย่างปลอดภัย เขายังเน้นย้ำว่าทีมงานทุกคนทำงานด้วยความทุ่มเทและเสียสละ เพื่อให้สนามบินกลับมาเปิดให้บริการได้อย่างเร็วที่สุดโดยไม่กระทบต่อความปลอดภัยของผู้โดยสารและอากาศยาน หลังจากสถานการณ์คลี่คลายจะมีการประชุมวางแผนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเตรียมการรับมือกับปัญหาน้ำท่วมในอนาคต เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย โดยจะมีการเสริมระบบระบายน้ำรอบสนามบิน รวมถึงการวางแผนเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำในเขตการบิน เพื่อให้สนามบินสามารถเผชิญหน้ากับทุกสถานการณ์ได้อย่างมั่นใจ

ทั้งนี้ นาวาอากาศตรี สมชนก เทียมเทียบรัตน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ยังได้ฝากถึงนักท่องเที่ยวและผู้ใช้บริการสนามบินแม่ฟ้าหลวงว่า สนามบินแม่ฟ้าหลวงยังคงพร้อมให้บริการเต็มรูปแบบและมีความปลอดภัย ด้วยมาตรการป้องกันและแผนเผชิญเหตุที่ได้เตรียมไว้อย่างรอบคอบ และยืนยันว่าท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงพร้อมต้อนรับผู้โดยสารทุกคนในช่วงฤดูท่องเที่ยวที่กำลังจะมาถึง โดยจะดูแลทุกท่านด้วยมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูงสุดเพื่อให้การเดินทางของทุกคนเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย

 

นาวาอากาศตรี สมชนก กล่าวปิดท้ายว่า “แม้เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้จะเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ แต่เราพร้อมปรับตัวและเรียนรู้เพื่อให้การบริหารจัดการสนามบินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมสร้างความมั่นใจให้กับผู้โดยสารและนักท่องเที่ยวทุกคน ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงจะยังคงทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการเดินทางที่ปลอดภัยและพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ในอนาคตอย่างแน่นอน”

 

โดยพลตำรวจเอก วิสนุ ปราสาททองโอสถ ประธานกรรมการ ทอท.  หรือบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (บหาชน) หมายเลขที่ ทอท. 15942 /2567 ออกหนังสือเมื่อวันที่ 17 กันายน 2567 ขอชมเชย นาวาอากาศตรี สมชนก เทียมเทียบรัตน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงรายและพนักงานในสังกัดทุกท่าน

จากสถานการณ์อุทกภัยรุนแรงในพื้นที่จังหวัดเชียงราย รวมถึงเขตท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเซียงราย ในระดับวิกฤติ และปรากฎข้อมูลว่า เจ้าหน้าที่ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย (พชร.) ได้มี การบริหารจัดการแก้ปัญหาสถานการณ์วิกฤติดังกล่าวตามขั้นตอน เพื่อลดระดับและบรรเทาความเสียหายลง และเมื่อสามารถรักษาระดับสถานการณ์ไว้ได้ ยังมีการจัดทีมจิตอาสา ออกให้ความช่วยเหลือประชาชน ที่ประสบอุทกภัยจนสามารถช่วยบรรเทาความเดือดร้อนผู้ประสบภัยน้ำท่วม โดยเฉพาะ เด็ก คนขรา ผู้ป่วยติดเตียง รวมถึงผู้พิการ ในบริเวณชุมชนรอบท่าอากาศยาน รวมถึงพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมในจังหวัด จนปรากฏภาพ เผยแพร่ทางสื่อมวลชนและสังคมออนไลน์โดยทั่วไป

การดำเนินการดังกล่าว นับว่าเป็นการบริหารสถานการณ์วิกฤติอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังสร้างภาพลักษณ์และความสัมพันธ์อันดีแต่แก่ประชาชน ชุมชน รวมถึงสาธรณชนทั่วไปจนเป็นที่ประจักษ์ อันจะ นำมาซึ่งความร่วมมือจากประชาชน หน่วยงาน องค์กรต่างๆ ในระดับพื้นที่และภูมิภาคเป็นอย่างยิ่งนั้น ในนามคณะผู้บริหาร บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) ขอแสดงความชื่นชม นาวาอากาศตรี สมชนก เทียมเทียบรัตน์ ผู้อำนวยการทำอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย และพนักงานในสังกัดทุกท่าน ที่ได้ร่วมแก้ไขสถานการณ์ และเสียสละตนเองเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนจนสถานการณ์คลี่คลาย เป็นที่ประทับใจและได้รับการชื่นชมจากสาธารณชนและสังคมทั่วไปเป็นอย่างยิ่ง พร้อมถือโอกาสนี้ ส่งกำลังใจ และพร้อมสนับสนุนให้ทำนสามารถก้าวผ่านสถานการณ์วิกฤติครั้งนี้ให้ผ่านพันไปด้วยความเรียบร้อย

ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก อีกทั้งเดชะพระบารมี อันแผ่ไพศาลแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ได้โปรด ดลบันดาลคุ้มครองให้ท่านและพนักงาน ลูกจ้างทุกคน ปฏิบัติงานด้วยความปลอดภัย มีพลังกาย พลังใจ พร้อมจะปฏิบัติหน้าที่ให้บังเกิดสัมฤทธิ์ผลในสิ่งสิ่งอันพึงปรารถนาทุกประการ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

เซ็นทรัลพัฒนา ส่งมอบของช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมแม่สาย เชียงราย

 

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) นำโดยนายสายัณห์ นักบุญ ผู้อำนวยการ พร้อมด้วยทีมผู้บริหารและอาสาสมัครจากศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย ได้ร่วมกันมอบสิ่งของอุปโภคบริโภคที่จำเป็นเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย สิ่งของที่มอบประกอบไปด้วย ข้าวสาร อาหารแห้ง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำดื่ม นมสำหรับเด็ก ผ้าอ้อมสำเร็จรูป ผ้าอนามัย ผงซักฟอก สบู่ แชมพู ยาสีฟัน และของใช้จำเป็นอื่นๆ รวมมูลค่ากว่า 30,000 บาท

การมอบสิ่งของครั้งนี้มี พล.ต. อนุมาศ พินิจชอบ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาภาค 3 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองทัพไทย และ พ.อ.ณัฐวุฒิ ดวงจรัส เสนาธิการกองบัญชาการโรงเรียนช่างฝีมือทหาร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ เป็นผู้รับมอบ เพื่อส่งต่อสิ่งของเหล่านี้ไปยังประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ดังกล่าว

การสนับสนุนในครั้งนี้ถือเป็นการแสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อสังคมของบริษัทเซ็นทรัลพัฒนา ซึ่งได้ร่วมมือกับกองทัพไทยในการช่วยเหลือและฟื้นฟูความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ที่ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

ธนพิริยะเดินหน้าฟื้นฟูแม่สายหลังน้ำท่วม พร้อมขยายสาขาเพิ่ม

 

เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2567 นางอมร พุฒิพิริยะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนพิริยะ จำกัด (มหาชน) หรือ TNP ซึ่งเป็นผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกค้าส่งสินค้าอุปโภคบริโภคในเขตจังหวัดเชียงรายและจังหวัดใกล้เคียง ได้เปิดเผยถึงเหตุการณ์น้ำท่วมรุนแรงในพื้นที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ที่เกิดจากอิทธิพลของพายุไต้ฝุ่นยางิ ซึ่งพัดผ่านจาก สปป.ลาวตอนบน ภาคเหนือตอนบน และรัฐฉานในประเทศเมียนมา โดยนางอมรกล่าวว่า ขณะนี้ระดับน้ำได้ลดลงสู่ภาวะปกติแล้ว แต่ทิ้งความเสียหายมากมายต่ออาคารบ้านเรือนและพื้นที่ทางการเกษตร

ก่อนหน้านี้ในช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2567 เหตุการณ์น้ำท่วมระลอกแรกที่เกิดจากร่องความกดอากาศต่ำพาดผ่านบริเวณจังหวัดน่าน แพร่ และพะเยา ได้ส่งผลกระทบต่อธนพิริยะซูเปอร์มาร์เก็ต สาขา อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย แต่ขณะนี้สาขาดังกล่าวได้กลับมาเปิดให้บริการตามปกติแล้ว อย่างไรก็ตาม สำหรับพื้นที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนักจากอุทกภัย จำเป็นต้องมีการฟื้นฟูครั้งใหญ่ โดยนางอมรกล่าวว่า “ที่แม่สายได้รับความเสียหายอย่างมาก เราจำเป็นต้องระดมเครื่องสูบน้ำเพื่อล้างโคลนออก และเตรียมการฟื้นฟูอย่างเร่งด่วน”

นางอมรยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้อาหารและน้ำดื่มมีเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน แต่สิ่งที่ต้องเร่งจัดหาคือวัสดุก่อสร้างสำหรับการซ่อมแซมอาคารบ้านเรือนที่เสียหายจากน้ำท่วม รวมถึงเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีพ สาขาที่แม่สายคาดว่าจะสามารถกลับมาเปิดให้บริการได้ในสัปดาห์หน้า

สำหรับผลกระทบทางธุรกิจจากเหตุการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้ บริษัท ธนพิริยะ จำกัด (มหาชน) ได้ทำประกันภัยครอบคลุมความเสียหายทั้งหมดไว้แล้ว โดยวงเงินประกันครอบคลุมประมาณ 4 ล้านบาท จากสาขาที่ได้รับผลกระทบหลายแห่ง

อย่างไรก็ตาม นางอมรยืนยันว่าการดำเนินธุรกิจของบริษัทในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2567 จะยังคงเป็นไปตามแผนเดิม โดยบริษัทมีแผนขยายสาขาเพิ่มเติมจากเดิมที่มีอยู่ 47 สาขา และ 1 ศูนย์ค้าส่งสินค้า มาเป็น 51 สาขา โดยตั้งแต่ต้นปี 2567 บริษัทได้ทยอยเปิดสาขาใหม่ในพื้นที่ จ.พะเยา และเชียงรายอย่างต่อเนื่อง

ในส่วนของผลประกอบการไตรมาสที่ 2/2567 บริษัทมีกำไรสุทธิ 42,253,000 บาท ส่วนผลประกอบการครึ่งแรกของปี 2567 (มกราคม-มิถุนายน) บริษัทมีกำไรสุทธิ 87,153,000 บาท โดยบริษัทยังคงรักษาอัตราการเติบโตตลอดทั้งปีนี้ไว้ที่ร้อยละ 15 ตามเป้าหมายที่วางไว้

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : บริษัท ธนพิริยะ จำกัด

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

CPCRT ร่วมใจช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม แจกถุงยังชีพเชียงราย

 

เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2567 เวลา 15.00 น. ธุรกิจ CPCRT (ธุรกิจพืชครบวงจร ข้าว ขนส่งและบริการ) ในเครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้ร่วมส่งมอบความห่วงใยและความช่วยเหลือให้กับผู้ประสบภัยน้ำท่วมในจังหวัดเชียงราย โดย CPCRT ได้มอบข้าวตราฉัตร จำนวน 1,720 กิโลกรัม และสิ่งของจำเป็นที่บรรจุลงในถุงยังชีพ เช่น ยาพาราเซตามอล, เกลือแร่, อาหารกึ่งสำเร็จรูป, น้ำดื่มซี.พี. และข้าวตราฉัตร เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ต่าง ๆ ของจังหวัดเชียงราย

นอกจากนี้ CSR SPIRIT จิตอาสาในเครือเจริญโภคภัณฑ์ยังได้ร่วมมือกับ CPCRT ในการจัดบูธแจกจ่ายข้าวไข่เจียวตราฉัตรให้กับประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับความเดือดร้อน โดยมีการแจกจ่ายอาหารจำนวนทั้งสิ้น 1,000 กล่อง ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากจิตอาสาในการประกอบอาหารและแจกจ่ายให้กับชาวบ้าน เพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวกในเรื่องของอาหาร และช่วยให้พวกเขาได้รับพลังใจในช่วงเวลาที่ยากลำบากจากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้

สถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดเชียงรายครั้งนี้ถือเป็นเหตุการณ์ที่มีผลกระทบต่อประชาชนเป็นวงกว้าง หลายพื้นที่ได้รับความเสียหาย ทั้งจากการที่น้ำป่าไหลหลากและน้ำในแม่น้ำล้นตลิ่ง ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากต้องอพยพจากบ้านเรือน และขาดแคลนสิ่งของจำเป็นในชีวิตประจำวัน การสนับสนุนจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงการช่วยเหลือจากเครือเจริญโภคภัณฑ์ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับชาวบ้าน

CPCRT พร้อมกับเครือเจริญโภคภัณฑ์ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการให้ความช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์วิกฤต โดยการส่งมอบข้าวตราฉัตรและสิ่งของจำเป็นต่าง ๆ เป็นการส่งมอบความห่วงใยและกำลังใจให้กับผู้ประสบภัยในพื้นที่ พร้อมทั้งมีการประกาศให้ความช่วยเหลือต่อเนื่องอย่างเป็นระบบ เพื่อลดความเดือดร้อนและให้ความช่วยเหลือในทุกมิติ

สุดท้าย CPCRT และ CSR SPIRIT จิตอาสา เครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้เน้นย้ำว่า การช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในครั้งนี้เป็นเพียงก้าวแรกในการยื่นมือช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ และเครือเจริญโภคภัณฑ์จะคงเดินหน้าสนับสนุนและร่วมฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยเพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติโดยเร็วที่สุด พร้อมส่งกำลังใจและความหวังให้กับทุกคนว่า “เราจะผ่านเหตุการณ์นี้ไปด้วยกัน”

ในช่วงนี้ จึงขอเชิญชวนภาคส่วนต่าง ๆ รวมถึงจิตอาสาทั้งหลาย ร่วมมือร่วมใจกันในการฟื้นฟูชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม เพื่อให้สถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว และให้ประชาชนได้รับความช่วยเหลืออย่างทั่วถึง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : CPTG.CSR.PR@CPTG.CO.TH

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

‘ดูโฮม’ ร่วมใจสู้ภัย น้ำท่วมเชียงราย มอบสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัย

 

เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2567 ที่ผ่านมา บริษัท ดูโฮม จำกัด (มหาชน) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ดูโฮม” ศูนย์ค้าปลีกและค้าส่งวัสดุก่อสร้าง ซ่อมแซม และตกแต่งบ้าน ได้ร่วมงานแถลงข่าวการช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยในจังหวัดเชียงราย โดยการส่งมอบสิ่งของจำเป็นให้แก่ผู้ประสบภัยในพื้นที่ดังกล่าว นำทีมโดย คุณพรธนเกียรติ ยอดแก้วเปีย ผู้จัดการดูโฮม สาขาเชียงราย และ คุณดาริกา เชี่ยววุฒิกุล ผู้จัดการ (อาวุโส) แผนกประชาสัมพันธ์และภาพลักษณ์องค์กร เป็นตัวแทนในการมอบสิ่งของอุปโภคบริโภคแก่ นายพุฒิพงศ์ ศิริมาตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ณ ห้องจอมกิตติ ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดเชียงราย

 

สถานการณ์น้ำท่วมเชียงรายกระทบหนัก ประชาชนขาดแคลนสิ่งของจำเป็น

จากสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในจังหวัดเชียงรายตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้หลายพื้นที่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก บ้านเรือนของประชาชนถูกน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน ทำให้ทรัพย์สินเสียหาย และสิ่งของจำเป็นในการดำรงชีวิตเริ่มขาดแคลน ส่งผลให้ชุมชนในหลายพื้นที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

ดูโฮม ในฐานะองค์กรที่มีความห่วงใยและติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่อย่างใกล้ชิด ได้รับทราบถึงความทุกข์ร้อนของพี่น้องชาวจังหวัดเชียงราย จึงได้จัดเตรียมสิ่งของอุปโภคบริโภคที่จำเป็น เช่น อาหารแห้ง น้ำดื่ม และเครื่องใช้พื้นฐาน เพื่อมอบให้แก่จังหวัดเชียงราย นำไปจัดสรรให้แก่ผู้ประสบอุทกภัย โดยหวังว่าจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและเป็นกำลังใจให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ

 

ดูโฮมมุ่งมั่นช่วยเหลือชุมชน ฟื้นฟูและบรรเทาความเดือดร้อน

นอกจากนี้ ดูโฮมยังได้เน้นย้ำถึงการติดตามสถานการณ์ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุดที่สุด โดยเฉพาะการจัดสรรสิ่งของให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือในพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมอย่างหนัก เช่น การจัดเตรียมอาหาร น้ำดื่ม และเครื่องใช้พื้นฐาน เพื่อให้ผู้ประสบภัยสามารถดำรงชีวิตได้ในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้

ดูโฮมได้แสดงเจตนารมณ์ในการช่วยเหลือชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ด้วยความหวังว่าสิ่งของที่ได้มอบไปนั้นจะช่วยบรรเทาความทุกข์ร้อนให้แก่พี่น้องชาวเชียงราย และเป็นกำลังใจให้ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้อย่างรวดเร็ว

 

การร่วมมือของทุกภาคส่วนในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย

นอกจากการส่งมอบสิ่งของช่วยเหลือจากดูโฮมแล้ว ทางจังหวัดเชียงรายยังได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งจากภาครัฐและเอกชน เพื่อร่วมกันฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย โดยการระดมความช่วยเหลือทั้งในรูปแบบของเงินทุนและสิ่งของจำเป็น เพื่อให้ความช่วยเหลือถึงมือผู้ที่เดือดร้อนได้อย่างทั่วถึง

การช่วยเหลือในครั้งนี้สะท้อนถึงความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่ต้องการเห็นการฟื้นฟูและการบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องชาวเชียงราย ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการส่งมอบสิ่งของเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งกำลังใจและความหวังให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบให้สามารถกลับมายืนหยัดได้อย่างมั่นคง

 

ดูโฮม ยืนหยัดเคียงข้างชุมชน เสริมสร้างความแข็งแกร่งเพื่ออนาคต

ดูโฮมยังคงมุ่งมั่นที่จะอยู่เคียงข้างชุมชน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ยากลำบาก ด้วยความมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือและฟื้นฟูชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในครั้งนี้ การส่งมอบสิ่งของที่จำเป็นในการดำรงชีวิตถือเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและชุมชน ซึ่งเป็นแนวทางที่ดูโฮมดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : บริษัท ดูโฮม จำกัด (มหาชน)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

โครงการ “สอนน้องสู้ไฟ” ปีที่ 4 จัดโดย ‘เซ็นทรัลเชียงราย’

 

เมื่อวันศุกร์ที่ 6 กันยายน 2567 นายสายัณห์ นักบุญ ผู้อำนวยการศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ทีมไฟร์แมน (Fireman) และพนักงานอาสาจากศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย ได้จัดโครงการ “สอนน้องสู้ไฟ” ปีที่ 4 ขึ้น ณ โรงเรียนวัดจอเจริญสุขุมวาท ซึ่งเป็นโรงเรียนวัดเอกชน ในระบบประเภทสามัญศึกษา ตั้งอยู่ในบ้านจอเจริญ ตำบลดอนศิลา อำเภอเวียงชัย จังหวัดเชียงราย กิจกรรมนี้มุ่งเน้นการให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันเพลิงไหม้และการใช้อุปกรณ์ดับเพลิงให้กับเด็กนักเรียนและบุคลากรของโรงเรียน

กิจกรรมเพื่อเสริมสร้างความรู้ด้านความปลอดภัย

โครงการ “สอนน้องสู้ไฟ” ที่จัดขึ้นในปีนี้ถือเป็นการดำเนินการต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 โดยมีเป้าหมายสำคัญในการสร้างความรู้และความเข้าใจในการป้องกันเพลิงไหม้ให้กับเยาวชน บุคลากรทางการศึกษา รวมถึงชุมชนในพื้นที่ใกล้เคียง ทั้งนี้ทีมงานจากเซ็นทรัล เชียงราย ได้นำเสนอทั้งในส่วนของภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ซึ่งรวมถึงการสาธิตวิธีการใช้ ถังดับเพลิง ประเภทต่างๆ ที่เหมาะสมกับสถานการณ์ที่แตกต่างกัน

การเรียนรู้ในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเสริมสร้างความปลอดภัยในโรงเรียนเท่านั้น แต่ยังมุ่งให้เด็กๆ ได้รับทักษะที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในกรณีที่เกิดอุบัติการณ์เพลิงไหม้ นักเรียนและบุคลากรจะสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างถูกต้อง

การสอนและการปฏิบัติจริง

ในภาคทฤษฎี ทีมงานได้ให้ความรู้เกี่ยวกับสาเหตุของเพลิงไหม้ การป้องกันเหตุการณ์อัคคีภัยในสถานที่ต่างๆ เช่น ในบ้านหรือโรงเรียน และการใช้ ถังดับเพลิง อย่างถูกต้อง โดยเฉพาะการใช้ถังดับเพลิงในกรณีที่เกิดเพลิงไหม้เบื้องต้น นอกจากนี้ ยังมีการให้ความรู้เกี่ยวกับประเภทของถังดับเพลิง เช่น ถังดับเพลิงชนิดผงเคมีแห้ง ชนิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และชนิดน้ำยาโฟม รวมถึงวิธีการเลือกใช้ถังดับเพลิงที่เหมาะสมกับประเภทของเพลิงไหม้แต่ละชนิด

ในภาคปฏิบัติ นักเรียนและครูได้ร่วมเรียนรู้ผ่านการทดลองใช้งานถังดับเพลิงจริง โดยทีมงานไฟร์แมนได้สาธิตการใช้งานทีละขั้นตอน พร้อมอธิบายวิธีการจับและใช้ถังดับเพลิงอย่างปลอดภัย การฝึกซ้อมนี้มุ่งเน้นให้ทุกคนสามารถจัดการกับเหตุการณ์เพลิงไหม้เบื้องต้นได้อย่างมั่นใจ และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มอบสิ่งของเพื่อสนับสนุนการป้องกันภัยในโรงเรียน

นอกจากการสอนและสาธิตการป้องกันเพลิงไหม้แล้ว ทีมงานจากศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย ยังได้มอบสิ่งของที่จำเป็นสำหรับโรงเรียน เพื่อสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุและอัคคีภัยในอนาคต โดยของที่มอบให้ ได้แก่ ถังดับเพลิง ชนิดต่างๆ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการป้องกันเพลิงไหม้ และหลอดไฟเพื่อการใช้งานในพื้นที่ของโรงเรียน ตลอดจนสิ่งของอุปโภคบริโภคเพื่อสนับสนุนการดำรงชีวิตประจำวันของนักเรียน

การรับมอบสิ่งของในครั้งนี้ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจาก อาจารย์โชติวิทย์ ปัญโญ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดจอเจริญสุขุมวาท พร้อมด้วยคณะครูและนักเรียนที่ให้การต้อนรับทีมงานเซ็นทรัล เชียงรายอย่างเป็นกันเอง งานนี้ไม่เพียงแต่เสริมสร้างความรู้ด้านความปลอดภัยเท่านั้น แต่ยังแสดงถึงความร่วมมือและความรับผิดชอบขององค์กรเอกชนในการส่งเสริมสังคมที่ปลอดภัยและน่าอยู่

ความสำคัญของโครงการ “สอนน้องสู้ไฟ” ต่อสังคม

โครงการ “สอนน้องสู้ไฟ” เป็นโครงการที่สะท้อนถึงความใส่ใจขององค์กรเอกชนอย่างเซ็นทรัล เชียงราย ที่มุ่งสร้างสรรค์สังคมที่ปลอดภัยและมีความพร้อมในการรับมือกับอัคคีภัย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เป็นโรงเรียนและชุมชนที่มีเด็กๆ อาศัยอยู่ โครงการนี้ไม่เพียงแค่ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันเพลิงไหม้เท่านั้น แต่ยังเป็นการปลูกฝังให้เยาวชนได้เรียนรู้การจัดการกับสถานการณ์ฉุกเฉินด้วยความรอบคอบและถูกต้อง

ในยุคที่สังคมต้องเผชิญกับปัญหาหลายประการ ความรู้ด้านความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนควรมี โครงการนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของการเสริมสร้างความรู้ให้กับเด็กๆ และชุมชน เพื่อให้พวกเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีทักษะในการป้องกันตนเองและสามารถรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันได้อย่างมั่นใจ

สรุป

โครงการ “สอนน้องสู้ไฟ” ปีที่ 4 ของเซ็นทรัล เชียงราย ได้ดำเนินการเป็นอีกหนึ่งโครงการที่มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อสังคมและชุมชน โดยการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการป้องกันเพลิงไหม้ และการใช้ถังดับเพลิงอย่างถูกต้องให้กับนักเรียนและบุคลากรในโรงเรียนวัดจอเจริญสุขุมวาท การดำเนินการนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับโรงเรียนเท่านั้น แต่ยังช่วยส่งเสริมความร่วมมือระหว่างองค์กรเอกชนและชุมชนในการสร้างสังคมที่ปลอดภัยยิ่งขึ้นในอนาคต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

ทีมวิจัยเตือนเฝ้าระวังพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา เผยน้ำท่วมนาข้าวเสียหายกว่า 1.6 พันลบ.

 

รศ. ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ ประธานแผนงานวิจัยแผนงานการขับเคลื่อนแนวทางการใช้ประโยชน์ด้านการบริหารจัดการน้ำ ระยะที่ 1 ซึ่งได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ภายใต้กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เปิดเผยว่า คณะวิจัยได้คาดการณ์น้ำเขื่อน น้ำท่า น้ำท่วม ล่วงหน้า 2 สัปดาห์ โดยใช้ฝนคาดการณ์ของสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) ร่วมกับงานน้ำเขื่อนโดยมหาวิทยาลัยมหิดล งานน้ำท่าของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน และงานน้ำท่วมของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกันคาดการณ์ว่าวันที่ 8 กันยายน 2567 ปริมาณน้ำที่จังหวัดนครสวรรค์จะเพิ่มขึ้นถึง 2,180 ลบ.ม.ต่อวินาที หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องเฝ้าระวัง (เนื่องจากจะเกิดผลกระทบต่อพื้นที่ริมแม่น้ำ และค่าเกิน 2,000 ลบ.ม.ต่อวินาที ตามเกณฑ์การจัดการน้ำที่จังหวัดนครสวรรค์จะเป็นการจัดการน้ำระดับชาติ)

 

 

ผลจากการวิเคราะห์ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2567 พบว่าพื้นที่น้ำท่วมในลุ่มน้ำเจ้าพระยามีขนาด 407,311 ไร่ ครอบคลุมจังหวัดเชียงราย พะเยา ลำพูน แพร่ สุโขทัย น่าน และลำปาง โดยส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ พื้นที่การเกษตร พื้นที่ริมสองฝั่งแม่น้ำสายหลักและสายรอง รวมถึงพื้นที่อยู่อาศัยบางส่วน คาดว่าพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมในปีนี้อาจจะแผ่ขยายออกไปอีกในช่วงต้นเดือนกันยายนในบริเวณเส้นทางน้ำหลากไหลผ่าน รวมถึงพื้นที่ตามแนวเส้นทางผันน้ำทางตอนกลางของประเทศสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาบางส่วน

 

ทั้งนี้ สถานการณ์น้ำของเขื่อนหลักในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ประกอบด้วย เขื่อนภูมิพล มีเปอร์เซ็นต์ปริมาณน้ำเก็บกัก 47% (ปริมาตรเก็บกักที่รับได้ 7,104 ล้านลบ.ม. เขื่อนสิริกิติ์ มีเปอร์เซ็นต์ปริมาณน้ำเก็บกัก 78% (ปริมาตรเก็บกักที่รับได้ 2,110 ล้านลบ.ม. เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน มีเปอร์เซ็นต์ปริมาณน้ำเก็บกัก 46% (ปริมาตรเก็บกักที่รับได้ 503 ล้านลบ.ม. เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีเปอร์เซ็นต์ปริมาณน้ำเก็บกัก 28% (ปริมาตรเก็บกักที่รับได้ 688 ล้านลบ.ม. เขื่อนกิ่วคอหมา มีเปอร์เซ็นต์ปริมาณน้ำเก็บกัก 89% (ปริมาตรเก็บกักที่รับได้ 18 ล้านลบ.ม.

 

 

“ข้อมูลผลกระทบจากน้ำท่วม ประเมินผล ณ วันที่ 4 กันยายน 2567 ทั้งประเทศไทย พบว่ามีพื้นที่น้ำท่วมรวมทั้งสิ้น 749,511 ไร่ ส่งผลกระทบด้านเศรษฐกิจในพื้นที่ปลูกข้าว 355,255 ไร่ คิดเป็นมูลค่า 1,608 ล้านบาท โดยพื้นที่ 4 จังหวัดภาคเหนือได้รับผลกระทบมากที่สุด รองลงมาคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลาง จังหวัดที่มีข้าวเสียหายมากที่สุดคือ อุตรดิตถ์ มูลค่า 323.7 ล้านบาท รองลงมาคือ พิจิตร และนครพนม มูลค่า 266.3 ล้านบาท และ 243.1 ล้านบาทตามลำดับ มีพื้นที่ถนนได้รับผลกระทบรวมระยะทาง 508.9 กม. ขณะที่ผลกระทบด้านสังคมทำให้มีผู้ประสบภัย 123,603 คน” รศ. ดร.สุจริตกล่าวสรุป

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News