Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

แม่สาย-เชียงแสน-เชียงของ 3 บทบาทชัดเจน หนุนเชียงรายสู่ประตูการค้าชายแดน

เชียงรายเร่งเครื่อง NEC–SEZ ปักหมุด “ประตูการค้าและศูนย์กลางโลจิสติกส์ลุ่มน้ำโขง”

เชียงราย, 24 พฤศจิกายน 2568 – ที่ห้องประชุมธรรมลังกา ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดเชียงราย บรรยากาศการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการดำเนินงานระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือ (Northern Economic Corridor – NEC) และเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน (Special Economic Zone – SEZ) เต็มไปด้วยความคาดหวัง

ภายใต้การเป็นประธานของนายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย การประชุมครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการตรวจงานเชิงเอกสาร หากแต่เป็นการ “จัดวางหมาก” เชิงยุทธศาสตร์ เพื่อผลักดันเชียงรายจากจังหวัดชายแดน ให้กลายเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์และการค้าชายแดนที่เชื่อมไทยกับจีน สปป.ลาว และเมียนมา ในระดับอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (GMS) อย่างแท้จริง

จากมติระดับชาติ สู่การลงมือจริงในพื้นที่ชายแดน

เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษเชียงราย (SEZ) ถือกำเนิดจากมติคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตั้งแต่ปี 2558 โดยกำหนดพื้นที่ครอบคลุม 3 อำเภอชายแดน คือ แม่สาย เชียงแสน และเชียงของ รวมพื้นที่กว่า 916 ตารางกิโลเมตร

หลังจากผ่านเวลากว่าหนึ่งทศวรรษ การประชุมครั้งนี้จึงเป็นเหมือน “จุดทบทวนและเร่งเครื่อง” เพื่อประเมินผลการดำเนินงานที่ผ่านมา และจัดวางทิศทางใหม่ให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจภูมิภาคที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

ที่ประชุมได้รับทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อน NEC และ SEZ จังหวัดเชียงรายอย่างเป็นทางการ รวมทั้งสรุปผลการดำเนินงานเขตเศรษฐกิจพิเศษเชียงรายตลอดช่วงที่ผ่านมา ทั้งในมิติพื้นที่ โครงสร้างพื้นฐาน และการเตรียมความพร้อมรองรับการค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน

3 อำเภอ 3 บทบาท: แม่สาย–เชียงแสน–เชียงของ ในยุทธศาสตร์ SEZ เชียงราย

จุดเด่นของการออกแบบ SEZ เชียงราย คือ “บทบาทเชิงยุทธศาสตร์” ที่ชัดเจนของแต่ละอำเภอ ซึ่งไม่ได้เน้นการแข่งขันกันเอง แต่เน้นเสริมกันเป็น “คลัสเตอร์ชายแดน” ที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบ

อำเภอแม่สาย – Trading City
แม่สายถูกวางให้เป็น “เมืองการค้า” หรือ Trading City เต็มรูปแบบ ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการค้า การเงิน และบริการครบวงจร รองรับทั้งร้านค้าปลอดภาษี ศูนย์แสดงสินค้า และศูนย์ข้อมูลการค้าระหว่างประเทศ จุดแข็งสำคัญคือการเป็นด่านชายแดนสำคัญที่เชื่อมโยงการค้าระหว่างไทย–เมียนมา และต่อเนื่องไปสู่จีนตอนใต้

การเสริมบทบาทแม่สายจึงไม่ได้หมายถึงการเพิ่มร้านค้าเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการยกระดับมาตรฐานโครงสร้างพื้นฐานการค้าชายแดน การอำนวยความสะดวกด้านพิธีการศุลกากร และการพัฒนาบริการทางการเงินและโลจิสติกส์ให้มีความทันสมัยมากขึ้น

อำเภอเชียงแสน – Port City ริมโขง
เชียงแสนถูกกำหนดบทบาทเป็น “เมืองท่า” หรือ Port City โดยใช้ศักยภาพท่าเรือแม่น้ำโขงเป็นหัวใจหลัก ทั้งเพื่อการขนส่งสินค้าและการท่องเที่ยวทางน้ำ ควบคู่กับการพัฒนาเมืองให้เป็นเมืองท่องเที่ยวคุณภาพ ศูนย์วัฒนธรรม และแหล่งหัตถกรรมของเชียงราย

บทบาทนี้ทำให้เชียงแสนไม่ได้เป็นเพียงเมืองโบราณหรือพื้นที่ประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็น “ประตูน้ำ” ริมโขง ที่เชื่อมเส้นทางการค้าสินค้าจากจีนตอนใต้ผ่านแม่น้ำโขงลงมาสู่ไทย และเชื่อมต่อไปยังตลาดอื่น ๆ ในภูมิภาค

อำเภอเชียงของ – Logistic City และอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ
เชียงของได้รับการออกแบบให้เป็น “Logistic City” ศูนย์กลางโลจิสติกส์และอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ รวมถึงการแปรรูปสินค้าเกษตร โดยใช้จุดแข็งด้านทำเลที่มีสะพานมิตรภาพไทย–ลาว เชื่อมสู่ สปป.ลาว และจีนตอนใต้ และเป็นปลายทางสำคัญของโครงข่ายคมนาคมใหม่ เช่น โครงการรถไฟทางคู่สายเด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ

เป้าหมายคือการทำให้เชียงของกลายเป็น “จุดเปลี่ยนถ่ายสินค้าและศูนย์ขนส่งมวลชนในอนาคต” ที่เชื่อมโยงระบบขนส่ง บก–น้ำ–ราง ไว้ด้วยกันในจุดเดียว ลดต้นทุนโลจิสติกส์ของผู้ประกอบการ และเปิดโอกาสให้เกิดอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

NEC – ระเบียงเศรษฐกิจเหนือเชื่อม GMS มากกว่าชายแดน แต่คือพื้นที่ยุทธศาสตร์ระดับภูมิภาค

นอกจาก SEZ แล้ว การประชุมยังให้ความสำคัญกับ “ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือ (NEC)” ซึ่งเป็นกรอบการพัฒนาที่มองเชียงรายไม่ใช่เพียงจังหวัดชายแดน แต่เป็นส่วนหนึ่งของระเบียงเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงโครงข่ายเมือง เศรษฐกิจ และโครงสร้างพื้นฐานในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

ที่ประชุมรับทราบสรุปผลการประชุมเชิงปฏิบัติการยกระดับความร่วมมือในการขับเคลื่อน NEC รวมทั้งรายงานการประชุมคณะกรรมการความร่วมมือระหว่างประเทศของจังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงนโยบายระดับชาติ เข้ากับข้อเท็จจริงในพื้นที่และความต้องการของภาคเอกชน

NEC จึงทำหน้าที่เหมือน “โครงร่างใหญ่” ที่กำหนดทิศทางการพัฒนา ขณะที่ SEZ เป็น “พื้นที่นำร่อง” ที่ลงมือทำจริงในระดับพื้นที่ หากทั้งสองกลไกทำงานสอดประสานกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะช่วยให้เชียงรายเดินหน้าไปในทิศทางที่ชัดเจนและต่อเนื่องมากขึ้น

เชื่อมเมือง เชื่อมคน เชื่อมทุน Sister City – ประชุม 4 ประเทศ 10 ฝ่าย – GMS

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ที่ประชุมได้รับทราบ คือ รายงานการระดมความคิดเห็นเพื่อจัดทำแผนความร่วมมือเมืองพี่เมืองน้อง (Sister City) ซึ่งเป็นเครื่องมือสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับเมืองสำคัญในจีน สปป.ลาว และเมียนมา

Sister City ไม่ใช่เพียงพิธีลงนาม หากแต่เป็นกรอบความร่วมมือที่เปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนทั้งด้านการค้า การลงทุน การศึกษา วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว หากเชียงรายสามารถออกแบบความร่วมมือในเชิง “เมืองคู่ขนาน” ที่มีบทบาทเกื้อหนุนกัน เช่น เมืองโลจิสติกส์–เมืองอุตสาหกรรม–เมืองท่องเที่ยว ก็จะช่วยให้การดึงดูดนักลงทุนและนักท่องเที่ยวมีเป้าหมายชัดเจนมากขึ้น

ในเวลาเดียวกัน จังหวัดยังเตรียมแผนจัดการประชุมสัมมนาความร่วมมือ 4 ประเทศ 10 ฝ่าย เขตชายแดน ครั้งที่ 11 ซึ่งเป็นเวทีสำคัญของความร่วมมือด้านเศรษฐกิจชายแดนในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง การมีเวทีเช่นนี้อย่างต่อเนื่อง ช่วยให้ภาครัฐและเอกชนสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูล ปัญหา และโอกาสทางเศรษฐกิจได้อย่างใกล้ชิด

การลงทุนเชิงโครงสร้าง รถไฟทางคู่ – สนามบิน – การค้าชายแดน

การขับเคลื่อน NEC และ SEZ จะไม่สมบูรณ์ หากปราศจากโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการเติบโตในระยะยาว ที่ประชุมจึงเน้นย้ำความเชื่อมโยงกับโครงการลงทุนสำคัญ ทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ

รถไฟทางคู่สายเด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ
โครงการรถไฟทางคู่สายเด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ ที่มีรายงานความคืบหน้าเร็วกว่าแผน และมีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2571 ถูกมองว่าเป็น “เส้นเลือดใหญ่สายใหม่” ที่จะเชื่อมระบบขนส่งทางรางเข้ากับศูนย์โลจิสติกส์เมืองเชียงของโดยตรง ช่วยลดต้นทุนการขนส่งสินค้า เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการชายแดน และเชื่อมโยงการค้าไทยกับตลาดจีนตอนใต้และลุ่มน้ำโขงได้สะดวกยิ่งขึ้น

ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย (CEI)
แผนพัฒนา SEZ ยังสอดคล้องกับแนวทางขยายท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงราย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการรองรับผู้โดยสารสู่ระดับ 6–8 ล้านคนต่อปี พร้อมการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์รอบสนามบิน การยกระดับสนามบินให้เป็น “ฮับการเดินทางและโลจิสติกส์ทางอากาศ” จะช่วยดึงดูดทั้งสายการบิน นักท่องเที่ยว และนักลงทุนให้เลือกเชียงรายเป็นประตูเข้าสู่ภาคเหนือและ GMS มากขึ้น

การค้าชายแดนแม่สาย–เชียงของ
ด้านการค้าชายแดน แม่สายในฐานะ Trading City ยังคงเป็นด่านการค้าที่มีมูลค่าสูง แม้จะเผชิญความผันผวนจากสถานการณ์ในเมียนมา ขณะที่เชียงของยังคงทำหน้าที่เป็นเส้นทางการค้าผ่านแดนที่มีมูลค่าสูงที่สุดของจังหวัด การกำหนดบทบาทเมืองให้ชัดเจน และเชื่อมโยงกับระบบโลจิสติกส์ใหม่ จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งของ “ห่วงโซ่มูลค่า” ตลอดแนวชายแดน

ดึงดูดนักลงทุนจีน จากเวทีประชุม สู่ Business Matching หน้างานจริง

อีกหนึ่งกลไกสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นในที่ประชุม คือ แผนการจัดกิจกรรมต้อนรับคณะผู้แทนนักลงทุนจากประเทศจีน ที่จะเดินทางมาเยี่ยมชมพื้นที่ จัดประชุม และจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ในจังหวัดเชียงรายโดยตรง

กิจกรรมในลักษณะนี้เป็นมากกว่าการนำเสนอข้อมูลเชิงเอกสาร เพราะเปิดโอกาสให้นักลงทุนได้เห็น “พื้นที่จริง ศักยภาพจริง และเครือข่ายจริง” ของเชียงราย ทั้งในเขต SEZ และพื้นที่โดยรอบ หัวใจสำคัญอยู่ที่การเตรียม “ข้อมูลพื้นที่และโครงการลงทุน” ให้ชัดเจน สอดคล้องกับยุทธศาสตร์จังหวัด และตอบโจทย์ความต้องการของผู้ลงทุนในปัจจุบันที่มองหาโลเคชันเชื่อมโยงจีน–ลาว–เมียนมา–ไทยในจุดเดียว

การมี Business Matching ยังช่วยให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นได้พบกับคู่ค้าและพันธมิตรใหม่ ๆ เปิดช่องให้เกิดการร่วมทุน การแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี และการต่อยอดสินค้า–บริการที่มีรากฐานในเชียงราย แต่มีโอกาสเติบโตในตลาดกว้างระดับอนุภูมิภาค

โอกาสและความท้าทาย เมื่อศูนย์กลางโลจิสติกส์หมายถึงคน–ชุมชน–สิ่งแวดล้อม

แม้ยุทธศาสตร์การพัฒนา NEC และ SEZ จะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจมหาศาล แต่ก็ต้องยอมรับว่ามี “โจทย์ท้าทาย” ตามมาด้วย ทั้งในมิติชุมชน สิ่งแวดล้อม และความเหลื่อมล้ำ

การผลักดันเชียงของให้เป็น Logistic City หรือการพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ จำเป็นต้องออกแบบอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้การขยายตัวของระบบโลจิสติกส์และอุตสาหกรรม กลายเป็นภาระต่อทรัพยากรธรรมชาติและคุณภาพชีวิตของชุมชนชายแดน การกำหนดมาตรการคุมเข้มมลพิษ มาตรฐานโรงงาน และระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อมจึงเป็นเรื่องสำคัญ

ในขณะเดียวกัน การเติบโตของเมืองการค้าและเมืองท่า อาจทำให้ราคาที่ดินและค่าครองชีพในบางพื้นที่สูงขึ้น หากไม่มีการวางแผนด้านผังเมือง และการกระจายประโยชน์อย่างเป็นธรรม ความเหลื่อมล้ำระหว่างกลุ่มทุนกับชุมชนพื้นถิ่นอาจขยายกว้าง ดังนั้น การออกแบบนโยบายจำเป็นต้องคำนึงถึง “คนตัวเล็ก” และเศรษฐกิจฐานรากควบคู่ไปกับเม็ดเงินลงทุนขนาดใหญ่

จากห้องประชุมสู่อนาคตเชียงราย การตัดสินใจวันนี้ กำหนดทิศทางหลายทศวรรษข้างหน้า

การประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อน NEC–SEZ ในวันนี้ อาจมองภายนอกเป็นเพียงการประชุมหนึ่งในหลายวาระของจังหวัด แต่แท้จริงแล้ว การกำหนดวิสัยทัศน์ให้เชียงรายเป็น “ประตูการค้าและศูนย์กลางโลจิสติกส์ของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง” คือการตัดสินใจที่มีผลยาวไกลต่อโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมของจังหวัดในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า

หากกลไก NEC, SEZ, Sister City, การประชุม 4 ประเทศ 10 ฝ่าย และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน สามารถเดินไปในทิศทางเดียวกัน เชียงรายจะไม่ใช่เพียงจังหวัดชายแดนปลายทาง แต่จะกลายเป็น “จุดเชื่อม” ที่ผู้คน สินค้า ทุน และความร่วมมือจากหลายประเทศต้องผ่าน

ในทางกลับกัน หากขาดการบูรณาการ ขาดการมีส่วนร่วมของชุมชน และขาดการบริหารจัดการที่โปร่งใส ยุทธศาสตร์เหล่านี้อาจกลายเป็นเพียงแผนงานบนกระดาษ ที่ไม่สามารถเปลี่ยนคุณภาพชีวิตประชาชนได้จริง

เชียงรายบนเส้นทางสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์ GMS – โอกาสที่ต้องบริหารอย่างรอบด้าน

การขับเคลื่อนระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือ (NEC) และเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน (SEZ) ในจังหวัดเชียงราย กำลังยกระดับบทบาทของจังหวัดจาก “ชายแดนตอนบนของไทย” สู่ “ศูนย์กลางโลจิสติกส์และประตูการค้าของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง”

ด้วยการกำหนดบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของแม่สาย–เชียงแสน–เชียงของ การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานทางราง ทางอากาศ และทางน้ำ ตลอดจนกลไกความร่วมมือระดับอนุภูมิภาคอย่าง Sister City และการประชุม 4 ประเทศ 10 ฝ่าย เชียงรายกำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่เต็มไปด้วยทั้งโอกาสและความท้าทาย

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “เชียงรายจะเป็นฮับได้หรือไม่” แต่คือ “เชียงรายจะเป็นฮับแบบไหน และใครจะได้ประโยชน์จากการเป็นฮับนั้นบ้าง” หากการพัฒนาสามารถรักษาสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจ การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม และการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนชายแดนได้พร้อมกัน NEC และ SEZ เชียงรายอาจกลายเป็นต้นแบบการพัฒนาชายแดนไทยในยุคใหม่ ที่ไม่ได้มองชายแดนเป็นเพียงเส้นแบ่ง แต่เป็น “สะพาน” ที่เชื่อมโอกาสของทั้งภูมิภาคเข้ามาสู่คนในพื้นที่อย่างแท้จริง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

ชียงรายเร่ง “คนละครึ่ง พลัส” พยุง OTOP ฝ่าวิกฤตเสี่ยงถดถอยทางเทคนิค

วิกฤตเศรษฐกิจฐานราก เชียงรายเร่ง “คนละครึ่ง พลัส” พยุงผู้ประกอบการ OTOP สู้ถดถอยทางเทคนิค

เชียงราย, 24 พฤศจิกายน 2568 – เชียงรายเสี่ยงซ้ำซ้อน เศรษฐกิจฐานรากอ่อนแรงท่ามกลางภาวะถดถอยทางเทคนิค  เศรษฐกิจระดับฐานรากเชียงรายกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน. ขณะเดียวกัน ประเทศไทยถูกเตือนว่าเสี่ยงเข้าสู่ภาวะ “ถดถอยทางเทคนิค”. ดังนั้น โครงการ “คนละครึ่ง พลัส” จึงถูกใช้เป็นเครื่องมือเร่งด่วน. เป้าหมายคือช่วยพยุงกำลังซื้อและสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการรายย่อยโดยตรง.

อย่างไรก็ตาม สัญญาณเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจกลับน่ากังวลไม่แพ้กัน. ตัวเลขจีดีพีติดลบติดต่อกันสองไตรมาสเริ่มใกล้ความจริง. ขณะที่การลงทุนภาครัฐยังหดตัวต่อเนื่อง. ภาวะนี้ทำให้มาตรการระดับฐานรากต้องทำงานหนักขึ้น. เพราะประชาชนระมัดระวังการใช้จ่ายมากกว่าเดิม.

OTOP เชียงรายตื่นตัว ลงทะเบียนคนละครึ่ง พลัสฝ่าวิกฤต

สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดเชียงรายเดินหน้ารณรงค์เชิงรุก. หน่วยงานเชิญชวนผู้ผลิตและผู้ประกอบการ OTOP ทุกอำเภอเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่ง พลัส”. เป้าหมายชัดเจนคือพยุงธุรกิจฐานรากไม่ให้หยุดชะงัก. พร้อมทั้งเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้าในช่วงที่กำลังซื้ออ่อนแรง.

ข้อมูล ณ วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ระบุชัดว่า มีผู้ประกอบการ OTOP เชียงรายเข้าร่วมแล้ว 260 ราย. เมื่อเทียบกับจำนวนผู้ประกอบการทั้งหมด 2,196 ราย คิดเป็นสัดส่วนกว่า 30.05%. แม้ยังไม่ถึงครึ่ง แต่ตัวเลขนี้สะท้อนการตื่นตัวของผู้ประกอบการฐานรากอย่างมีนัยสำคัญ.

นอกจากนี้ หน่วยงานรัฐในพื้นที่ยังจัดบริการแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ. โดยสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดเชียงรายร่วมกับสำนักงานคลังจังหวัด และธนาคารกรุงไทย. ผู้ประกอบการจึงสามารถสมัคร เข้ารับคำแนะนำ และแก้ไขปัญหาระบบได้ในที่เดียว. รูปแบบนี้ช่วยลดต้นทุนเวลาและการเดินทางของผู้ประกอบการรายเล็กได้จริง.

โครงการคนละครึ่ง พลัส มาตรการระยะสั้นภายใต้งบ 6.7 หมื่นล้านบาท

โครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ถูกออกแบบเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายช่วงปลายปี. วงเงินรวม 6.7 หมื่นล้านบาท ถูกคาดหวังว่าจะหมุนเวียนสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว. อีกทั้งยังช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพประชาชนในภาวะรายได้ไม่โตตามค่าครองชีพ.

ระยะเวลาการใช้สิทธิเริ่มตั้งแต่ 29 ตุลาคม 2568 ถึง 31 ธันวาคม 2568. ช่วงเวลาดังกล่าวถือเป็นฤดูกาลจับจ่ายสำคัญ. ทั้งเทศกาลปีใหม่ และการท่องเที่ยวปลายปีในเชียงราย. ผู้ประกอบการ OTOP จึงมีโอกาสใช้มาตรการนี้เชื่อมต่อกับนักท่องเที่ยวและคนในพื้นที่พร้อมกัน.

อย่างไรก็ดี ผลต่อการผลิตในประเทศยังมีข้อจำกัด. เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการนำเข้าสินค้าสูงในหลายภาคส่วน. ดังนั้น เม็ดเงินที่อัดฉีดผ่านการบริโภคอาจไม่ได้เปลี่ยนภาพเศรษฐกิจระยะยาว. แต่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในระยะสั้น และยืดลมหายใจให้ธุรกิจฐานราก.

เสียงเตือนจากนักเศรษฐศาสตร์  ถดถอยทางเทคนิคและเงินฝืด

รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ ผู้อำนวยการศูนย์ DEIIT ให้ภาพที่น่าคิดกับเศรษฐกิจไทย. เขาประเมินว่า เศรษฐกิจไตรมาสสี่อาจขยายตัวต่ำกว่า 1%. หากจีดีพีไตรมาสนี้หดตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าอีกครั้ง ประเทศจะเข้าสู่ภาวะ “เศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค”. เนื่องจากไตรมาสสาม จีดีพีไตรมาสต่อไตรมาสติดลบไปแล้วที่ -0.6%.

ยิ่งไปกว่านั้น การลงทุนภาครัฐในไตรมาสสามยังติดลบถึง -5.3%. ตัวเลขนี้สะท้อนว่ารัฐยังไม่เร่งใช้จ่ายเท่าที่ควร. ส่งผลให้กลไกกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเดินหน้าอย่างเชื่องช้า. เมื่อประกอบกับกำลังซื้อเอกชนที่อ่อนแรง ภาพรวมจึงยิ่งเปราะบาง.

ในด้านราคา สถานการณ์เงินเฟ้อทั่วไปกลับติดลบต่อเนื่อง. มีการประเมินว่า เงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปีอาจอยู่ที่ระดับ -0.2 ถึง -0.3%. สัญญาณนี้ชี้ว่าประเทศเผชิญความเสี่ยงเงินฝืด. แม้ราคาสินค้าบางรายการดูเหมือนลดลง แต่รายได้ประชาชนกลับไม่เติบโตตาม. ผลลัพธ์คือประชาชนระมัดระวังการใช้จ่ายและเลื่อนการซื้อสินค้าไม่จำเป็นออกไป.

ข้อเสนอเชิงนโยบาย  ไม่ใช่แค่แจกเงิน แต่ต้องเร่งลงทุน

จากมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ มาตรการ “คนละครึ่ง พลัส” เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ. ภาครัฐจำเป็นต้องเร่งการลงทุนควบคู่ไปด้วย. การเดินหน้าโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจะช่วยให้เกิดการจ้างงาน. นอกจากนี้ ยังสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นในห่วงโซ่อุปทาน.

อีกข้อเสนอสำคัญคือ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ระดับ 1%. การลดดอกเบี้ยจะช่วยลดต้นทุนการเงินของภาคธุรกิจและครัวเรือน. อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้ต้องทำอย่างระมัดระวัง. เพราะอาจกระทบต่อเงินทุนเคลื่อนย้ายและค่าเงินบาทในตลาดโลก.

ขณะเดียวกัน นักเศรษฐศาสตร์ชี้ว่า ยังไม่ควรขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มในเวลานี้. เนื่องจากกำลังซื้อประชาชนยังอ่อนแอ. หากรัฐต้องการรายได้เพิ่ม ควรเน้นการลดการรั่วไหลและเพิ่มประสิทธิภาพงบประมาณ. เป้าหมายคือปิดช่องโหว่ให้ได้ปีละ 2–3 แสนล้านบาทแทนการขึ้นภาษี.

โอกาสและความท้าทายของผู้ประกอบการ OTOP เชียงราย

สำหรับผู้ประกอบการ OTOP เชียงราย มาตรการคนละครึ่ง พลัสเปิดทั้งโอกาสและโจทย์ใหม่. ฝั่งหนึ่งคือโอกาสเข้าถึงลูกค้าใหม่ในช่วงที่ทุกคนมองหาความคุ้มค่า. อีกฝั่งคือความจำเป็นต้องพัฒนาคุณภาพสินค้าและการตลาด. เพราะการแข่งขันในระบบดิจิทัลรุนแรงขึ้นทุกปี.

ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการจำเป็นต้องใช้ข้อมูลอย่างชาญฉลาด. ตัวเลขการขาย ช่วงเวลาที่ลูกค้าใช้สิทธิ และประเภทสินค้าที่ขายดี ล้วนเป็นข้อมูลทองคำ. หากนำมาวิเคราะห์อย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้ผู้ประกอบการวางแผนผลิตและสต็อกสินค้าได้แม่นยำขึ้น.

นอกจากนี้ การเชื่อมโยงสินค้ากับเรื่องราวท้องถิ่นเชียงรายยังเป็นจุดแข็งสำคัญ. ไม่ว่าจะเป็นเอกลักษณ์ชาติพันธุ์ วัฒนธรรมล้านนา หรือเส้นทางท่องเที่ยวชายแดน. หากผู้ประกอบการสื่อสารเรื่องราวเหล่านี้ควบคู่กับมาตรการคนละครึ่ง พลัส จะยิ่งเพิ่มมูลค่าทางใจให้สินค้าได้มากกว่าการลดราคาเพียงอย่างเดียว.

คนละครึ่ง พลัส คือกันชนชั่วคราว แต่โครงสร้างต้องเร่งปรับ

ท้ายที่สุดแล้ว โครงการ “คนละครึ่ง พลัส” สำหรับเชียงรายคือกันชนสำคัญในช่วงเศรษฐกิจผันผวน. มาตรการนี้ช่วยพยุงรายได้ผู้ประกอบการ OTOP และบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชนในระยะสั้น. อย่างไรก็ตาม สัญญาณถดถอยทางเทคนิคและความเสี่ยงเงินฝืดยังคงอยู่.

การแก้ปัญหาเศรษฐกิจฐานรากจำเป็นต้องทำมากกว่าการกระตุ้นการใช้จ่าย. รัฐต้องเร่งลงทุน สร้างความเชื่อมั่น และออกมาตรการที่เอื้อต่อผู้ประกอบการรายย่อยในระยะยาว. ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการ OTOP เองต้องปรับตัว พัฒนาสินค้า และใช้ข้อมูลวิเคราะห์อย่างจริงจัง.

หากนโยบายระดับมหภาคเดินคู่กับความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่นได้จริง. เมื่อนั้น เศรษฐกิจฐานรากเชียงรายอาจไม่เพียงแค่ “รอด” จากวิกฤตถดถอยทางเทคนิค. แต่อาจกลับมา “เติบโต” อย่างยั่งยืนบนรากฐานที่แข็งแรงกว่าเดิม.

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดเชียงราย
  • ศูนย์ DEIIT และคำให้สัมภาษณ์ของ รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
ECONOMY

ททท.เปิดยุทธศาสตร์ Amazing 5-Economy เปลี่ยนการท่องเที่ยวจากปริมาณสู่คุณค่า

ททท.เดินหน้า “Amazing 5-Economy” ปรับทิศทางท่องเที่ยวไทยจาก “ปริมาณ” สู่ “คุณค่า” ชูเหนือเป็นสนามทดสอบ โยงเศรษฐกิจมหภาค สนามบิน ซอฟต์พาวเวอร์ หนุนไทยมุ่ง Premium Destination

เชียงราย, 24 พฤศจิกายน 2568 – การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดแผน “Amazing 5-Economy” เพื่อยกระดับประเทศไทยจาก “ดินแดนแห่งรอยยิ้ม” สู่ “ดินแดนแห่งความหมาย” (Value over Volume) เน้นเพิ่ม “คุณค่าและการใช้จ่ายต่อทริป” แทนการไล่ตัวเลขจำนวนนักท่องเที่ยวอย่างเดียว โดยหยิบ 5 เศรษฐกิจเป้าหมาย Wellness, Subculture, Night, Tax-free, Prompt Pay มาประกอบเป็นสถาปัตยกรรมใหม่ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ขณะที่ข้อมูลสนับสนุนจากภาคการบินและสถาบันวิจัยเอกชนชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า “การเติบโตเชิงคุณภาพ” คือคำตอบ หากไทยต้องการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกผันผวนและพฤติกรรมนักเดินทางที่เปลี่ยนไป

รายงานนี้ถอด “แผน 5-Economy” ให้อยู่ในบริบทกว้างขึ้น ตั้งแต่ภาพรวมการเดินทางทางอากาศของภาคเหนือ, สัญญาณจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยเกี่ยวกับรายได้ต่อทริป, ไปจนถึงพิมพ์เขียวเศรษฐกิจมหภาคของธนาคารโลก เพื่อชี้ว่าการยกระดับสู่ Premium Destination ไม่ใช่เพียงแคมเปญการตลาด แต่เป็นยุทธศาสตร์โครงสร้างที่ต้องเดินพร้อมกันทั้งนโยบาย การลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน และทักษะแรงงาน

ไฮไลต์สำคัญ

  • ททท. วาง 5 เศรษฐกิจเป้าหมายเป็น “โครงใหม่” ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ: Wellness / Subculture / Night / Tax-free / Prompt Pay
  • ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้การกลับไปถึงจำนวนนักท่องเที่ยวก่อนโควิดทำได้ยาก ต้องหันมาเพิ่ม ค่าใช้จ่ายต่อทริป ผ่าน MICE, คอนเสิร์ตระดับโลก, กีฬาโลก, Medical & Wellness
  • ดัชนีภาคการบินภาคเหนือ สะท้อนศักยภาพรองรับดีขึ้น: ปีงบประมาณ 2025–2026 ยอดผู้โดยสารรวม ท่าอากาศยานเชียงใหม่ อยู่ที่ 10.20 ล้านคน (+6.87%) และ ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย 2.13 ล้านคน (+3.54%) ตามตารางสรุปในเอกสารประกอบ
  • ธนาคารโลก แนะไทยต้องยกระดับผลิตภาพ (TFP) และเร่งลงทุน R&D ดิจิทัล บริการมูลค่าสูง (สุขภาพ/เวลเนส เศรษฐกิจสร้างสรรค์) เพื่อผลักดันเศรษฐกิจเติบโตเฉลี่ย ≥5% มุ่งเป้าประเทศรายได้สูงปี 2580

เรื่องเล่าจากพฤติกรรมนักเดินทาง จาก “ไปถึง” สู่ “เข้าถึงความหมาย”

ในทศวรรษที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ “เลือกประเทศจากความหมายที่สถานที่นั้นมอบให้” มากกว่าการปักหมุดแลนด์มาร์ก ต้องการประสบการณ์ที่ปลอดภัย เข้าถึงง่าย สอดคล้องวิถีดิจิทัล และสะท้อนตัวตนผ่านวัฒนธรรมร่วมสมัย การวางทิศทาง Value over Volume ของททท. จึงมิใช่เพียงสโลแกน หากเป็นการเคลื่อนจาก Mass Tourism ไปสู่ Quality Tourism ที่ทุนมนุษย์ ทุนวัฒนธรรม และทุนดิจิทัล ทำงานร่วมกันเป็นวงจรเดียว

แผน Amazing 5-Economy จึงตอบโจทย์ “ความหมาย” 5 มิติที่นักท่องเที่ยวตามหา สุขภาพกายใจ (Wellness), อัตลักษณ์ร่วมสมัย (Subculture), ประสบการณ์กลางคืนที่ปลอดภัย (Night), ประสบการณ์ช้อปปลอดภาษี (Tax-free) และ การจ่ายเงินไร้รอยต่อ (Prompt Pay) ซึ่งล้วนเชื่อมกับ ค่าใช้จ่ายต่อทริป โดยตรง

หลักฐานเชิงข้อมูล ท่าอากาศยานภาคเหนือบอกอะไรเรา

สัญญาณจากผู้โดยสารทางอากาศช่วยยืนยันผลของการเชื่อมต่อ (Connectivity) และความพร้อมรองรับ (Capacity) ซึ่งเป็นฐานของการสร้างรายได้คุณภาพสูง โดยข้อมูลสรุปปีงบประมาณ 2025/2026 ของภาคเหนือที่จัดทำประกอบข่าวชิ้นนี้ระบุว่า

  • ท่าอากาศยานเชียงใหม่ (CNX):
    • ปีงบฯ 2025 ผู้โดยสารรวม (Grand Total) 9,383,719 คน (+6.37%)
    • ปีงบฯ 2026 ระหว่างปีสะสม (YTD) 820,382 คน (+12.96%)
    • รวมสองปี (Total) 10,204,101 คน (+6.87%)
  • ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย (CEI):
    • ปีงบฯ 2025 ผู้โดยสารรวม 1,947,014 คน (+2.47%)
    • ปีงบฯ 2026 ระหว่างปีสะสม 187,654 คน (+16.09%)
    • รวมสองปี (Total) 2,134,668 คน (+3.54%)

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อน 3 ประเด็นสำคัญ

  1. โครงสร้างพื้นฐานพร้อมรับ   สนามบินเชียงใหม่และเชียงรายยังเป็น “สองประตูหลักของเหนือบน” ที่รองรับเที่ยวบินเชื่อมกรุงเทพฯ ภูมิภาค และเส้นทางต่างประเทศ ทำให้เส้นทางคุณภาพ (คอนเสิร์ต กีฬาโลก MICE เวลเนส) มีฐานผู้โดยสารรองรับ
  2. โอกาสของเมืองรอง   แรงดึงจากกิจกรรม/อีเวนต์ใหญ่ในพะเยา น่าน แพร่ หรือเชียงราย สามารถ “อาศัย” ศักยภาพสนามบินสองแห่งนี้ในการกระจายตัวนักท่องเที่ยวสู่เมืองรอง สอดรับเป้าหมายของททท. ที่ต้องการกระจายความหนาแน่นและรายได้
  3. ภารกิจเพิ่มรายได้ต่อทริป   แม้ผู้โดยสารเติบโตในอัตรา “บวกอย่างมั่นคง” แต่ความท้าทายคือ การแปลงทุกการเดินทางเป็นการใช้จ่ายมูลค่าสูง ผ่าน 5-Economy ไม่ใช่เพียงจำนวนคน

สนามบินพร้อม แต่รายได้จะโตยั่งยืน ต้องให้ปลายทาง ‘มีความหมาย’ พอให้คนยอมจ่ายแพงขึ้น/อยู่นานขึ้น” – สาระหลักที่ททท. และนักวิจัยเอกชนเห็นพ้อง

มุมมองนักเศรษฐศาสตร์ท่องเที่ยว เมื่อ “จำนวน” เริ่มชนเพดาน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่าในปี 2569 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยราว 34.1 ล้านคน (+4% YoY) ยัง “ต่ำกว่าศักยภาพก่อนโควิด” และ “ค่าใช้จ่ายต่อทริปยังต่ำ” ขณะที่การแข่งขันด้านการท่องเที่ยวรุนแรงขึ้นจากประเทศคู่แข่งในภูมิภาค เอเชีย ตะวันออกกลาง ยุโรป

บทสรุปเชิงนโยบายของสถาบันวิจัยชี้ชัดว่า ประเทศไทยต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายต่อทริป ผ่านสินค้า/ประสบการณ์ที่มี Ticket Size สูง เช่น MICE, คอนเสิร์ตศิลปินโลก, กีฬาโลก, Medical & Wellness พร้อมผลักดัน “เมืองรอง” ด้วยอัตลักษณ์ท้องถิ่น (เช่น GI) และระบบนิเวศการใช้จ่าย (Tax-free, e-Payment) ที่ไร้รอยต่อ ซึ่งสอดรับกับ 5-Economy แทบทุกข้อ

5-Economy ลงในพื้นที่: ทำอย่างไรให้ “คนยอมอยู่นาน จ่ายเพิ่ม”

1) Wellness Economy – จาก “เช็คอิน” สู่ “พักฟื้นและป้องกัน”

ไทยมีทุนเดิมด้านแพทย์ สปา อาหารสุขภาพ และธรรมชาติ การต่อยอดสู่ Medical & Wellness Hub ต้องยกระดับบริการเฉพาะทาง (Longevity / Preventive Care / Rehabilitation) เชื่อมกับ ออนเซ็น/น้ำพุร้อน/สปา คุณภาพสูง และ ดิจิทัลเฮลธ์ (นัดหมาย ชำระเงิน เวชระเบียนสุขภาพบนคลาวด์) ให้ไร้รอยต่อ เพื่อยืดระยะพำนักและค่าใช้จ่ายต่อหัว

2) Subculture Economy – เมืองที่ “มีชีวิต”

ดนตรี แฟชั่น ศิลปะ เกม/คอมมูนิตี้ คือภาษากลางของนักเดินทางเจนใหม่ เมืองเหนือสามารถจัด เทศกาลดนตรี/Arts Week/Street Culture ในช่วง Low Season เพื่อเบี่ยงฤดูกาลท่องเที่ยวและเพิ่ม “เหตุผลใหม่ในการมา” นอกเหนือจากธรรมชาติสวย

3) Night Economy – ชั่วโมงเศรษฐกิจที่มองไม่เห็น

มาตรการ “ความปลอดภัย ความเป็นมิตร ทางเลือกหลากหลาย” สำหรับย่านกลางคืน ทำให้ธุรกิจอาหาร ดนตรี ตลาดค่ำ และศิลปะกลางคืน กลายเป็น เครื่องจักรเพิ่ม ASV (Average Spending per Visit) สำคัญ โดยเฉพาะในเมืองรองที่กลางวันเงียบ

4) Tax-free Economy – ให้การช้อปเป็นประสบการณ์

ห่วงโซ่ Tax-free Ecosystem ตั้งแต่ดิวตี้ฟรีเมือง การคืน VAT   การเชื่อมระบบกับ e-Payment ช่วยดึงกลุ่มกำลังซื้อสูง และทำให้ “การช้อป” กลายเป็นเหตุผลของการเดินทาง

5) Prompt Pay Economy – ปลายทางดิจิทัลที่เป็นมิตร

มาตรฐาน Payment Experience ที่จ่ายได้ทุกที่ ทุกสกุลเงิน (เชื่อม QR Cross-border) ช่วยลดแรงเสียดทานนักท่องเที่ยวต่างชาติ และสร้างภาพลักษณ์ Digital-friendly Destination

เชื่อมโยงเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารโลก–BCG+ และเป้าหมายประเทศรายได้สูง

ภาพใหญ่ของเศรษฐกิจไทยตามรายงาน ธนาคารโลก สะท้อนความเร่งด่วน: อัตราเติบโตเศรษฐกิจเฉลี่ยเพียง 2–2.5% ต่ำกว่าที่จำเป็นต้องรักษา ≥5% เพื่อบรรลุ “ประเทศรายได้สูง ปี 2580” ปัญหาอยู่ที่ ผลิตภาพรวม (TFP) ลดลง, การลงทุนภาคเอกชนชะลอ และกำลังแรงงานทักษะใหม่ยังไม่พอ

ข้อเสนอของธนาคารโลกจึงมุ่ง “ยกเครื่องโครงสร้าง” ด้วยสามขีดความสามารถ (สีเขียว ดิจิทัล บริการ) และห้าเสาอุตสาหกรรมอนาคต ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและความยั่งยืน ตรงกับ “Wellness Economy” ของททท. แทบจะพอดี

ประเด็นสำคัญ คือ การลงทุนและความสอดคล้องเชิงนโยบาย (Policy Alignment)

  • เร่งอัตราการลงทุนรวม (รัฐ+เอกชน) ใกล้ 40% ของ GDP พร้อมผูกพัน R&D นวัตกรรม
  • จัดตั้งกลไกธรรมาภิบาลดิจิทัล รวมศูนย์การประสานงานข้อมูลและ PDPA เพื่อบริการสุขภาพ/ท่องเที่ยวดิจิทัลที่จริงจัง
  • ฝากความยืดหยุ่นต่อภูมิอากาศไว้ในงบประมาณ (BCG+) เพราะน้ำ/อากาศ/ป่า คือสินทรัพย์การท่องเที่ยวโดยตรง

กล่าวอีกอย่าง: 5-Economy จะกลายเป็นเครื่องยนต์การเติบโตได้จริง ก็ต่อเมื่อ “ภาคท่องเที่ยว ดิจิทัล การแพทย์ สิ่งแวดล้อม” เดินพร้อมกันในระดับนโยบายและงบประมาณ

ภาคเหนือคือ “สนามทดสอบ” ที่ดีที่สุด

ทำไมต้องภาคเหนือ โดยเฉพาะ เชียงใหม่–เชียงราย–เมืองรองรอบกว๊านพะเยา/พาน/แพร่/น่าน

  1. ทางอากาศพร้อม – สนามบินเชียงใหม่และเชียงรายรองรับมากกว่า 12 ล้านคน รวมสองปีงบประมาณล่าสุดในภาพรวม (CNX 10.20 ล้าน, CEI 2.13 ล้าน) เป็นฐานพัฒนาเส้นทาง Premium (MICE–Concert–Sports–Wellness) ได้ทันที
  2. สินทรัพย์ทางธรรมชาติ–วัฒนธรรมหนาแน่น   จากน้ำพุร้อน/ภูเขา/ลำน้ำ ไปจนถึงชุมชนชาติพันธุ์ กาแฟ ชา อาหารเหนือ ซึ่งเชื่อมตรงกับ Wellness / Subculture / Night / Gastronomy (ใน Tax-free & PromptPay ช่วยเสริมการใช้จ่าย)
  3. สามารถกระจายสู่เมืองรองได้จริง – ด้วยการเชื่อมถนนดีขึ้นและอีเวนต์ใหญ่ในพะเยา น่าน แพร่ ที่ช่วย “ดึงคนนอนค้าง” นอกเมืองหลัก

เส้นเรื่องสู่ Premium Destination จากสนามบิน…ถึงเงินในกระเป๋าชุมชน

ฉากที่ 1 – เครื่องลงเชียงใหม่
นักท่องเที่ยวต่างชาติลง CNX ด้วยตั๋วคอนเสิร์ตศิลปินโลก + แพ็กเกจสปาพรีเมียม 3 คืน (Wellness + Night) ระบบชำระเงินไร้เงินสดรองรับได้ทุกใบ
ผลลัพธ์: ค่าใช้จ่ายต่อทริปสูงขึ้นโดยธรรมชาติ

ฉากที่ 2 – ต่อรถไปเชียงราย
ผู้โดยสารบินเชื่อม CEI เพื่อร่วมงานวิ่งเทรล/จักรยานทางไกล + รีทรีตสุขภาพบนภูเขา มีเวชระเบียนดิจิทัลเชื่อมโรงพยาบาลเอกชน (Digital Health)
ผลลัพธ์: อยู่ยาวขึ้น ค่าใช้จ่ายโรงแรม อาหาร กิจกรรม เพิ่มขึ้น

ฉากที่ 3   ยืนยิ้มในตลาดค่ำเมืองรอง
คืนสุดท้าย เลือกนอน พะเยา/พาน/แพร่/น่าน เพื่อเที่ยว ตลาดกลางคืน คาเฟ่วิวทะเลสาบ แกลเลอรี พร้อมซื้อสินค้าท้องถิ่นแบบ Tax-free / e-Payment
ผลลัพธ์: รายได้หยดลงชุมชน “เมืองรอง” ได้ส่วนแบ่งจริง

ความท้าทายและความเสี่ยง สิ่งที่ต้องระวังระหว่างทาง

  1. ค่าใช้จ่ายต่อทริปยังต่ำ – หากไม่เร่ง “คอนเทนต์ที่แพงอย่างมีเหตุผล” (MICE–Concert–Sports–Wellness) ASV จะไม่ขยับ
  2. ฝุ่นควัน/น้ำท่วม/ภาวะอากาศ – กระทบฤดูกาลท่องเที่ยว จำเป็นต้องตลาด “ฤดูสีเขียว” และลงทุน BCG+ จริงจัง
  3. ทักษะบริการ–ดิจิทัล – ถ้าแรงงานหน้าบ้าน หลังบ้านยังไม่พร้อม (ภาษา/สุขภาพ/ดิจิทัล/PDPA) จะรับพรีเมียมดีมานด์ไม่ได้
  4. ความสอดคล้องเชิงสถาบัน – หากหน่วยงานเดินไม่พร้อม “5-Economy” จะติดคอขวดที่กฎ งบ ดาต้าเชื่อมกันไม่เสร็จ

ข้อเสนอเชิงนโยบาย/ปฏิบัติการ (เน้นทำได้ทันที)

  1. ตั้ง “Northern Premium Route Board” ระดับภูมิภาค เชื่อมสนามบิน ททท. จังหวัด เอกชน เพื่อจัดพอร์ตอีเวนต์/แพ็กเกจ Premium ข้ามเมือง (Concert–MICE–Sports–Wellness) พร้อมตารางบินและ Campaign ร่วม
  2. Tax-free & PromptPay @ เมืองรอง จัดเขตทดลองคืน VAT/ดิวตี้ฟรีเมือง + Cross-border QR รองรับสกุลเงินหลักในย่านท่องเที่ยว ตลาดค่ำ
  3. Wellness Playbook สำหรับผู้ประกอบการเหนือ: มาตรฐานคลินิก สปา อาหารสุขภาพ + บันไดเชื่อมโรงพยาบาล (นัดหมาย จ่าย เวชระเบียนออนไลน์)
  4. กองทุนย่อย Subculture สนับสนุนเทศกาลศิลปะ ดนตรี ดีไซน์ เชื่อมชุมชน/มหาวิทยาลัย สร้างปฏิทินเมืองที่ “มีชีวิต” ตลอดปี
  5. Green-Season Guarantee สร้างแพ็กเกจรับฤดูฝน (ส่วนลด คอนเทนต์ กิจกรรมธรรมชาติ) พร้อมแผนสื่อสารความปลอดภัยอากาศ เส้นทาง
  6. คน ดิจิทัล ภาษา เปิด Micro-credentials 3 เดือน สำหรับพนักงานท่องเที่ยว: ภาษาอังกฤษจีน/การชำระเงินดิจิทัล/มาตรฐานสุขภาพ PDPA ให้จบแล้ว “ทำงานได้จริง”
  7. ดัชนี ASV รายจังหวัด เผยแพร่รายไตรมาส วัดผล 5-Economy แบบโปร่งใส (ค่าใช้จ่ายเฉลี่ย/คืนพัก/กิจกรรมพรีเมียม) เพื่อขับการแข่งขันเชิงคุณภาพ

เมื่อ “ความหมาย” แปลงเป็น “มูลค่า”

ข้อมูลจากสนามบินภาคเหนือยืนยันว่าระบบรองรับกำลังกลับมาแข็งแรง แต่โจทย์ต่อไปคือการทำให้ทุกเที่ยวบินส่งผลเป็น การใช้จ่ายที่มีความหมาย ผ่าน 5-Economy ของททท. ในขณะเดียวกัน เสียงเตือนจากนักเศรษฐศาสตร์และธนาคารโลกชี้ว่าหากไทยต้องการก้าวสู่ประเทศรายได้สูง การท่องเที่ยวต้องเป็น “เครื่องยนต์บริการมูลค่าสูง” ทำงานประสานกับดิจิทัล สุขภาพ สิ่งแวดล้อม ทักษะคน

กล่าวให้กระชับ  Value over Volume ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็น ทางรอดและทางรุ่ง ของการท่องเที่ยวไทยในทศวรรษหน้า ภาคเหนือในฐานะสนามทดลองเชื่อมอากาศ ธรรมชาติ วัฒนธรรม สุขภาพ จึงพร้อมจะเป็น “เวที” ให้ไทยพิสูจน์ตนว่า Premium Destination สำหรับโลกยุคใหม่ มีอยู่จริงบนผืนแผ่นดินนี้

ภาคผนวกข้อมูล (สรุปตารางผู้โดยสารสนามบินภาคเหนือ ปีงบประมาณ 2025–2026)

แหล่งข้อมูลภาพ/ตารางประกอบข่าว: The Northern Report – “ยอดผู้โดยสารท่าอากาศยานปีงบประมาณ 2025/2026”

ท่าอากาศยานเชียงใหม่ (CNX)

  • 2025: Grand Total 9,383,719, %Change +6.37%
  • 2026 (ระหว่างปีสะสม): Grand Total 820,382, %Change +12.96%
  • รวม: 10,204,101, %Change +6.87%

ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย (CEI)

  • 2025: Grand Total 1,947,014, %Change +2.47%
  • 2026 (ระหว่างปีสะสม): Grand Total 187,654, %Change +16.09%
  • รวม: 2,134,668, %Change +3.54%
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
  • ธนาคารโลก (World Bank)
  • สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)
  • ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
  • นโยบายดิจิทัลภาครัฐ/PDPA
  • แผนยุทธศาสตร์ท่องเที่ยว–สุขภาพดิจิทัล
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY EDITORIAL

กลยุทธ์ ASV เปลี่ยน อ.พาน จาก “เมืองผ่าน” สู่ “เมืองแนะนำ” ก่อนเคาท์ดาวน์พะเยา

พะเยาทุ่ม “งานใหญ่ส่งท้ายปี” ดันเศรษฐกิจท่องเที่ยวพุ่ง ชี้โอกาส “อ.พาน จ.เชียงราย” ปั้นบทบาทเมืองพัก เมืองแนะนำ เสริมเส้นทาง CR–PY ให้ไม่ใช่แค่ “เมืองผ่าน”

เชียงราย, 24 พฤศจิกายน 2568 – บรรยากาศปลายปีในลุ่มน้ำกว๊านกำลังจะคึกคักที่สุดครั้งหนึ่ง เมื่อจังหวัดพะเยาเตรียมเปิดม่านงานระดับเรือธงรับปีใหม่ “AMAZING THAILAND PHAYAO COUNTDOWN Flora Fest 2026” ณ ลานกิจกรรมพ่อขุนงำเมือง ริมกว๊านพะเยา ระหว่าง 28–31 ธันวาคม 2568 ต่อเนื่องจากอีเวนต์กีฬามวยไทยกระแสแรง THAI FIGHT พะเยา วันที่ 21 ธันวาคม 2568 ขณะที่จังหวัดเชียงราย ศูนย์กลางคมนาคมและการท่องเที่ยวของภาคเหนือตอนบน ถูกจับตาในฐานะ ประตูรับ” นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติสู่พื้นที่ กนบ.2 (เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน) โดยเฉพาะ อำเภอพาน ที่อยู่กึ่งกลางเส้นทาง เชื่อม “เมืองหลัก–เมืองรอง” และมีศักยภาพยกระดับจาก “เมืองผ่าน” สู่ “เมืองพัก เมืองแนะนำ” เพื่อยืดเวลาการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวก่อนเข้าร่วมกิจกรรมยามค่ำที่กว๊านพะเยา

ภาพรวมอีเวนต์ “ดอกไม้ วัฒนธรรม ดนตรี ดอกไม้ไฟ” ยกทั้งเมืองสู่เวทีประเทศ

งาน Phayao Countdown Flora Fest 2026 วางคอนเซ็ปต์ “แสงรักแห่งพะเยา เกิดพระเกียรติแม่แห่งแผ่นดิน” ยึดพื้นที่ริมกว๊านพะเยาเป็นฉากหลัง ท่ามกลางสวนดอกไม้และไฟประดับ พร้อมเวทีคอนเสิร์ตศิลปินชื่อดังต่อเนื่องหลายคืนตามกำหนดการประชาสัมพันธ์ของจังหวัด และปิดท้ายด้วย พลุเคาท์ดาวน์ เหนือน้ำกว๊านซึ่งเป็นแลนด์มาร์กสำคัญทางธรรมชาติและวัฒนธรรมของเมือง นัยสำคัญไม่ใช่เพียงจำนวนผู้เข้าร่วม แต่คือการ “รีโพสิชัน” พะเยาจากเมืองท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติสู่ เมืองกิจกรรม เมืองเทศกาล” (Festival City) ที่สร้าง เหตุผลใหม่ในการเดินทาง และ เหตุผลให้พักค้าง เพื่อเพิ่มค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัว (ASV)

ก่อนถึงเคาท์ดาวน์หนึ่งสัปดาห์ พะเยายังจัด THAI FIGHT อีเวนต์กีฬาที่ดึงฐานแฟนมวยไทย-มวยสากลและสายคอนเทนต์ ซึ่งมักก่อให้เกิดการเดินทางแบบ “มาก่อน อยู่นานขึ้น” และ “กลับมาอีก” หากเมืองรองสามารถออกแบบ เส้นทางท่องเที่ยวกลางวัน และ ประสบการณ์ก่อนงาน ได้พอดี

เส้นทางการเดินทาง “ลงเชียงราย ใกล้สุด ลงเชียงใหม่ เที่ยวบินเยอะสุด”

ข้อมูลระยะทางสู่ตัวเมืองพะเยา (วัดตามเส้นทางถนน) สะท้อนบทบาทของ “เชียงราย” เป็นประตูหลักของภูมิภาค

  • สนามบินแม่ฟ้าหลวง เชียงราย (CEI) 90–92 กม., เวลาเดินทาง 1 ชม. 20–30 นาที
  • สนามบินนานาชาติเชียงใหม่ (CNX)   155–160 กม., เวลา 2 ชม. 30–45 นาที
  • สนามบินลำปาง (LPT)   138–141 กม., เวลา 2 ชม.–2 ชม. 15 นาที

ส่วนระยะระหว่าง อำเภอพาน (เชียงราย) ถึง กว๊านพะเยา อยู่ที่เพียง 47–50 กม. ใช้เวลา 45–55 นาที เท่านั้น เมื่อพิจารณาว่าอีเวนต์หลักของพะเยาจัด ช่วงเย็น–ค่ำ, การวางแผนทริปที่ ลงเครื่องเชียงรายช่วงเช้า–เที่ยง แล้ว พัก–เที่ยวกลางวันในอ.พาน ก่อนมุ่งหน้ากว๊านฯ ช่วงเย็น จึงเป็นรูปแบบที่เป็นไปได้สูงสำหรับทั้งนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ

กลยุทธ์หลักในการเพิ่ม ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัว (ASV – Average Spending Value)

ในธุรกิจท่องเที่ยวและบริการอย่างแท้จริง นี่คือ เหตุผลหลัก และ กลยุทธ์ ที่ใช้ในการจูงใจให้ลูกค้าพักค้างคืนนานขึ้น เพื่อเพิ่ม ASV

 

เหตุผลหลัก การพักค้างคืนเพิ่ม ASV ได้อย่างไร

  1. การเพิ่มฐานค่าใช้จ่ายหลัก (ที่พัก):
    • ยิ่งพักนาน รายได้จากค่าห้องพัก/ที่พัก ต่อลูกค้าหนึ่งคนยิ่งสูงขึ้นโดยตรง (ASV = (ค่าห้องพัก + ค่าใช้จ่ายอื่นๆ) / จำนวนลูกค้า)
  2. โอกาสในการขายบริการเสริม (Cross-selling/Upselling) เพิ่มขึ้น
    • ทุก ๆ คืนที่ลูกค้าพัก คือการเพิ่มโอกาสในการใช้บริการอื่น ๆ เช่น สปา, ร้านอาหาร Fine Dining, บาร์, ทัวร์ในท้องถิ่น, บริการซักรีด, หรือซื้อสินค้าที่ระลึก
  3. การใช้จ่ายด้านอาหารและเครื่องดื่ม (F&B) สูงขึ้น
    • ลูกค้าที่พักค้างคืนมีแนวโน้มที่จะรับประทานอาหารที่โรงแรม/รีสอร์ทมากกว่า 1 มื้อ (อาหารเช้า, กลางวัน, เย็น) และดื่มเครื่องดื่มที่บาร์ในช่วงเย็น ซึ่งมีกำไรสูง
  4. ความจำเป็นในการเข้าร่วมกิจกรรม
    • การพักหลายคืนเปิดโอกาสให้ลูกค้าเข้าร่วมกิจกรรมหรือเวิร์คช็อปที่ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม (เช่น คลาสทำอาหาร, ดำน้ำ, เดินป่าพร้อมไกด์)
  5. การเปลี่ยนจาก ‘นักท่องเที่ยว’ เป็น ‘ผู้พักอาศัยชั่วคราว’
    • การพักนานทำให้ลูกค้าผ่อนคลายและกล้าที่จะสำรวจและใช้จ่ายในท้องถิ่นมากขึ้น ทั้งร้านค้า ร้านกาแฟ และแหล่งท่องเที่ยวโดยรอบ

กลยุทธ์เพื่อจูงใจให้ลูกค้า “พักค้างนานขึ้น”

  1. การนำเสนอแพ็คเกจและส่วนลดสำหรับเข้าพักระยะยาว
  • ส่วนลดตามจำนวนคืน (Tiered Discount):
    • เสนอส่วนลดที่จูงใจเป็นพิเศษสำหรับการจอง ตั้งแต่ 3 คืนขึ้นไป หรือ พัก 3 คืน จ่าย 2 คืน” ในช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว (Low Season)
  • แพ็คเกจประสบการณ์ (Experience Packages):
    • สร้างแพ็คเกจที่รวมห้องพักกับบริการเสริมที่มีมูลค่าสูง (เช่น ห้องพัก + สปานวด 90 นาที + ดินเนอร์มื้อพิเศษ 1 มื้อ) เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่าได้ ความคุ้มค่า” หากพักนาน
  1. การสร้างประสบการณ์ที่ไม่สามารถทำได้ภายในวันเดียว
  • กำหนดการเดินทางที่น่าสนใจ (Itinerary):
    • นำเสนอแผนการท่องเที่ยว/กิจกรรมที่ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 วัน เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่าต้องค้างคืนจึงจะเก็บเกี่ยวประสบการณ์ได้ครบถ้วน
  • กิจกรรมเฉพาะเจาะจงสำหรับผู้พักค้างคืน (Exclusive Activities):
    • กิจกรรมพิเศษที่จัดขึ้นในช่วงกลางวันหรือกลางคืนสำหรับแขกที่พักกับเราเท่านั้น (เช่น ทัวร์ชมดาว, คลาสโยคะยามเช้า, การชิมไวน์)
  1. การเพิ่มมูลค่าให้กับห้องพัก (Upselling)
  • การอัปเกรดห้องพักที่น่าดึงดูดใจ:
    • เสนอการอัปเกรดเป็นห้องพักที่หรูหรากว่า (วิวดีกว่า, มีอ่างจากุซซี่, มีพื้นที่นั่งเล่น) ในราคาที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเมื่อลูกค้าตัดสินใจพักนานขึ้น
  • สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้พักระยะยาว:
    • จัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกที่ตอบโจทย์การพักนาน เช่น พื้นที่ทำงาน Co-working Space, เครื่องซักผ้า/อบผ้า, หรือมุมครัวขนาดเล็กในห้องพักประเภท Suite

การจูงใจให้ลูกค้าพักค้างคืนนานขึ้นคือการเปลี่ยนจาก การขายสินค้า (ห้องพัก) ไปสู่ การขายประสบการณ์ (Experience Selling) ซึ่งเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้จากทุกส่วนของธุรกิจ และส่งผลให้ ASV เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

 

มองผ่าน “เลนส์ตัวเลข” พะเยาโตเร็ว เชียงรายฐานแน่น และพานคือ “ตัวคูณการใช้จ่ายระหว่างเส้นทาง”

การเปรียบเทียบผลการท่องเที่ยวปี 2566 ระหว่าง เชียงราย และ พะเยา ชี้ภาพ “ฐาน ศักยภาพ กลยุทธ์” ที่แตกต่างชัดเจน

  • เชียงราย มีนักท่องเที่ยวรวม 6,147,860 คน รายได้ 46,774 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคน (ASV) ราว 7,608 บาท และโตจากก่อนโควิด +64.86%
  • พะเยา มีผู้เยือน 1,009,648 คน รายได้ 2,290 ล้านบาท ASV เฉลี่ย 2,268 บาท สัดส่วนผู้เยือนเป็นคนไทย  95.7% โต +53.59% เทียบก่อนโควิด

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า เชียงราย เป็น “สมอรายได้” ของภูมิภาคจากฐานนักท่องเที่ยวคุณภาพและผลิตภัณฑ์พรีเมียม ขณะที่ พะเยา แม้ตัวเลขปริมาณยังด้อยกว่า แต่ อัตราเติบโต สูงจากนโยบายผลักดัน “เมืองรอง” และการลงทุนด้านซอฟต์พาวเวอร์ กิจกรรมอย่างต่อเนื่อง

หากซูมระดับ อำเภอพาน (แม้ไร้สถิติทางการรายอำเภอ) การประมาณการเชิงอนุรักษนิยม สมมติ 12% ของนักท่องเที่ยวในประเทศที่มาเชียงรายแวะพาน เท่ากับ  650,000 คน ในปี 2566 และด้วย ASV ถ่วงน้ำหนัก 3,000 บาท/คน (สะท้อนพฤติกรรม “กิน ช้อป แวะถ่ายรูป ซื้อของท้องถิ่น”) จะเทียบเท่ารายได้  1,950 ล้านบาท ซึ่ง ใกล้ 85% ของรายได้รวมทั้งจังหวัดพะเยา ในปีเดียวกัน ชี้ว่าพานคือ จุดแวะที่ทำเงินได้จริง หากมีการจัดวางผลิตภัณฑ์ สื่อสารเส้นทางอย่างเป็นระบบ

โครงสร้างพื้นฐาน ถนน 1020 “ตัวเปลี่ยนเกม” และบทของเส้นทาง CR–PY

โครงการก่อสร้าง ถนนสายแยกทางหลวงหมายเลข 1020 บ้านกิ่วแก้ว ระยะ 43.709 กม. งบประมาณ 1,199 ล้านบาท (คาดเสร็จปี 2567) ถูกวางให้เป็น คอขวดที่ถูกปลดล็อก เชื่อมการเดินทาง เชียงราย พะเยา จุน เทิง ให้ไหลลื่น สอดรับยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ ไทย–พม่า–ลาว–จีน ระดับอนุภูมิภาค GMS ผลลัพธ์เชิงท่องเที่ยวคือ เวลาบนถนนลดลง และ โอกาสแวะ พัก จับจ่ายเพิ่มขึ้น โดย อ.พาน จะรับอานิสงส์จาก การเก็งกำไรโครงสร้างพื้นฐาน” (Infrastructure Arbitrage) อย่างชัดเจน

พะเยา เร่ง “มูลค่า” มากกว่า “ปริมาณ” เป้าโตด้วยซอฟต์พาวเวอร์และงบ 300 ล้านบาท

หลังโควิด ภาคเหนือทะลุผู้มาเยือนระดับ 45 ล้านคน (เป้า 2567) และตั้งเป้ารายได้ภูมิภาค 2.09 แสนล้านบาท แนวโน้มประเทศขับเคลื่อนสู่ “Quality Tourism” ดึงต่างชาติคุณภาพ 39–40 ล้านคนในปี 2568 การเป็น เมืองเทศกาล” ของพะเยา จึงทำหน้าที่ เพิ่มระยะพัก เพิ่มราคาที่นักท่องเที่ยวยอมจ่าย (ยก ASV) ควบคู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ Wellness Gastronomy Creative ตามกรอบงบ คณะรัฐมนตรีสัญจร กลุ่ม กนบ.2 รวม 300 ล้านบาท (มีโครงการด้านอาหาร 20 ล้านบาท, ชา–กาแฟ 15 ล้านบาท, โครงสร้างพื้นฐานท่องเที่ยวสร้างสรรค์ 26.12 ล้านบาท, ยกระดับสุขภาพ 15 ล้านบาท ฯลฯ) และ แผน 5 ปี ฉบับทบทวน 2568 จัดสรร 72.6 ล้านบาท เฉพาะกิจกรรมท่องเที่ยว รวมระบบ Application ท่องเที่ยว 6.5 ล้านบาท เพื่อยิงตลาดดิจิทัลให้ตรงกลุ่มคุณภาพ

ความท้าทาย คือ วินัยการส่งมอบ มีรายงานบางโครงการคืบเพียง  45% ถึง 30 ก.ย. 2568 หากล่าช้า ผลคูณรายได้ ASV จะ เบี่ยงเบนจากประมาณการ ทันที

ทำไม “อ.พาน” จึงสำคัญกับความสำเร็จของพะเยาในช่วงเคาท์ดาวน์

  1. ระยะ เวลา พฤติกรรม นักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยจะลงเครื่อง เชียงราย (CEI) เพราะใกล้และเที่ยวบินเพียงพอ ก่อนขยับไปกว๊านพะเยาช่วงเย็น ช่องว่างครึ่งวันถึงบ่าย คือ ชั่วโมงทองของพาน ในการแปรสภาพ “เวลารอ” เป็น “เวลาจับจ่าย”
  2. สินทรัพย์ทางธรรมชาติ อุทยานแห่งชาติดอยหลวง น้ำตกปูแกง และพื้นที่สีเขียวของพาน ตอบเทรนด์ Green Season/Slow Travel และตลาด Wellness Annex ของเชียงรายได้ดี กิจกรรมเบา ๆ กลางวัน เช่น เดินเส้นทางสั้นชมธรรมชาติ ถ่ายภาพวิวเขา สวน ทุ่ง ก่อนไปงานเย็น ไม่เหนื่อย ไม่เปื้อน และสร้างคอนเทนต์
  3. วัฒนธรรม ชุมชน วัดห้วยทรายขาว และงานหัตถกรรม OTOP (ผ้าปัก/สิ่งทอ) ช่วยเล่าเรื่อง “เมืองระหว่างทางที่มีตัวตน” เพิ่มความหมายให้ทริป และเอื้อต่อการใช้จ่ายเล็ก กลางที่กระจายถึงร้านชุมชน

ข้อเสนอ “แพ็กเกจครึ่งวันพาน” เพื่อยืดเวลา ยืดกระเป๋า ก่อนเคาท์ดาวน์พะเยา

ธีม 1 Nature Ease & Snap

  • สายถ่ายรูป เดินสบาย จุดชมวิวทุ่ง สวนริมนา, จุดพักคาเฟ่ชุมชนริมทาง (เน้นกาแฟ ชาน้ำผึ้งท้องถิ่น), เซ็ตเมนู “ขันโตกจิ๋ว” สำหรับ 2–3 คน กลางวัน
  • ใช้เวลารวม 2–3 ชั่วโมง ได้รูป ได้รสชาติ ได้ซื้อของฝาก OTOP ขนาดพกสะดวก

ธีม 2 Culture Bite & Craft

  • แวะวัดห้วยทรายขาว เรียนรู้ลวดลายผ้าปัก 30–45 นาที
  • เวิร์กช็อปลองปัก/ทอแบบ “Mini Try” 1 ชั่วโมง ได้ชิ้นงานเล็กกลับบ้าน
  • ปิดด้วยมื้อเที่ยงอาหารเหนือ (ลาบคั่ว จอผักกาด แกงฮังเล) ขนาด “แชร์ริ่ง” สำหรับกลุ่มเพื่อน

ธีม 3 Wellness Annex (เบา ๆ)

  • เดินป่าเส้นทางง่ายในพื้นที่ดอยหลวงช่วงสาย เที่ยง (ไม่เกิน 90 นาที)
  • ชุดเครื่องดื่มสมุนไพรเย็น สปาเท้า 20 นาทีจากชุมชน (บิลเล็ก เพิ่มความรู้สึกพรีเมียม)
  • เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ตั้งใจ “เคาท์ดาวน์แบบสุขภาพดี”

โจทย์หลักของทั้ง 3 แพ็กเกจ ไม่เหนื่อย ไม่เลอะ ไม่ไกล ใช้เวลารวม 3–4 ชั่วโมง แล้วมุ่งหน้า กว๊านพะเยา ช่วงบ่ายแก่ ๆ เพื่อจับจองพื้นที่คอนเสิร์ตและชมพลุ

เชื่อมงาน เชื่อมเมือง แนะนำ “ศูนย์บริการข้อมูล CR–PY Gateway Phan Stop”

เพื่อให้พานยกระดับจาก “เมืองผ่าน” เป็น “เมืองพัก เมืองแนะนำ” ได้จริง ควรมี ศูนย์บริการข้อมูลริมทาง รูปแบบ Pop-up/Seasonal ติดถนนสายหลัก (แนวทางหลวง 1 หรือจุดทางเชื่อม 1020) ทำหน้าที่

  • แสดง “แผนที่ทริปครึ่งวัน” พร้อม QR Code ไปยัง แอปท่องเที่ยว กนบ.2
  • เสิร์ฟ Welcome Drink ท้องถิ่น (ชา–กาแฟ–น้ำผึ้งมะนาว) บริการห้องน้ำมาตรฐาน
  • ขาย ชุดของฝากราคา 199–299 บาท (ขนม ผ้า ชา) แบบ Grab & Go
  • จอง ยืนยัน แพ็กเกจชุมชน เวิร์กช็อปสั้น เดินป่าทางง่าย เซ็ตอาหารเหนือ

ศูนย์ดังกล่าวจะทำหน้าที่ ยึดนักท่องเที่ยวให้อยู่พาน 1–3 ชั่วโมง ทั้งยังเก็บ ดาต้าท่องเที่ยว เพื่อวิเคราะห์เส้นทาง พฤติกรรมจริง รองรับแคมเปญซ้ำในเทศกาลใหญ่ปีถัดไป

กลยุทธ์สื่อสาร (Communication Playbook) ช่วง 1 เดือนก่อนงาน

1.ข้อความหลัก (Key Messages)

  • “ลงเชียงราย ใกล้พะเยาที่สุด แวะพานครึ่งวัน ได้รูป ได้รส ได้ของฝาก ก่อนเคาท์ดาวน์”
  • “พะเยา เมืองเทศกาล เมืองดอกไม้ / พาน เมืองพัก เมืองแนะนำ (CR–PY Gateway)”

2.ช่องทางและรูปแบบ

  • Short-form Video 30–45 วินาที โชว์ทริปจริง “ลง CEI แวะพาน เข้ากว๊านช่วงเย็น”
  • Influencer/Travel Creator สายครอบครัว สุขภาพ ถ่ายรูปธรรมชาติ
  • แผนที่อินเตอร์แอคทีฟ บนแอป/เว็บ กนบ.2 (ใช้งบ 6.5 ล้านบาทที่จัดสรรเพื่อระบบดิจิทัล)

3.ข้อเสนอเชิงการค้า (Trade Offers)

  • คูปอง ค่าน้ำมัน/เครื่องดื่ม เมื่อเช็กอินจุด “Phan Stop”
  • ส่วนลด 10–15% แพ็กเกจเวิร์กช็อป/อาหารชุมชน เมื่อแสดงตั๋วคอนเสิร์ตเคาท์ดาวน์

บริบทความเสี่ยงและการบรรเทา

  • ฝุ่นควัน (PM2.5) ไตรมาส 1–2 ใช้กลยุทธ์ Green Season และ Wellness นำเสนอกิจกรรมกลางแจ้งเบา ๆ และผลิตภัณฑ์สุขภาพ น้ำพุร้อน (ในแผนยกระดับ) กระจายฤดูกาลเดินทาง
  • ความระมัดระวังการใช้จ่ายของคนไทย ลดการพึ่งพาตลาดในประเทศของพะเยา (ปัจจุบัน  95.7%) ผ่านแคมเปญยิงตลาดต่างชาติที่ลง CEI/CNX โดยจับคู่ เที่ยวบิน แพ็กเกจ และสร้างเส้นทาง CR–Phan–PY ภาษาอังกฤษ–จีน
  • ความไม่แน่นอนการเบิกจ่ายงบ ติดตามความคืบหน้าโครงการ 300 ล้านบาทอย่างใกล้ชิด จัดลำดับความสำคัญโครงการที่ “ยก ASV ได้ทันที” เช่น ปรับปรุงจุดบริการนักท่องเที่ยว, สุขลักษณะ, ไฟ ป้าย ที่จอด ห้องน้ำ, ทดลองเปิด Pop-up Market ริมกว๊านและในพาน

มุมเศรษฐศาสตร์ท่องเที่ยว ทำไม “ASV” คือคำตอบ

ช่องว่าง ASV เชียงราย  พะเยา = 3.4 : 1 หมายความว่า รายได้ 10 ล้านบาท ของเชียงราย ใช้นักท่องเที่ยวน้อยกว่าพะเยา  4.4 เท่า การจะทำให้พะเยา “ทัน” จึงต้องเลิกวิ่งแข่งที่ ปริมาณ แต่ยกระดับ มูลค่า/คน” ด้วยผลิตภัณฑ์คุณภาพ (เทศกาล อาหาร สุขภาพ สร้างสรรค์) และ เมืองพักระหว่างทาง อย่างพาน ทำหน้าที่ “Hedonic Add-on” เติมคุณค่าให้ทริป

ในเชิงปฏิบัติ หากนักท่องเที่ยวที่ใช้จ่ายเฉลี่ย 7,608 บาท/คน ในเชียงราย แวะพานแล้วเพิ่มการใช้จ่ายเพียง 10% ( 760 บาท) ต่อหัว จะเกิด รายได้ประจำ (repeatable revenue) กับผู้ประกอบการชุมชนทันที โดยไม่ต้องเร่ง “จำนวน” จนเกินขีดความสามารถของเมือง

สิ่งที่ อำเภอพาน ควร “ทำทันที” ก่อนถึงสัปดาห์เคาท์ดาวน์

  • คัดเลือก 6–8 จุดแวะ (ธรรมชาติ วัฒนธรรม กิน ช้อป) และกำหนดเวลาอยู่ต่อจุด 20–40 นาที
  • ตั้งจุด “Phan Stop” พร้อม QR เดียวเข้าสู่ “เส้นทางครึ่งวัน คูปอง จองเวิร์กช็อป”
  • ทำสื่อ 3 ภาษา (ไทย–อังกฤษ–จีน) สั้น กระชับ พร้อมภาพถ่าย ถ่ายซ้ำได้จริง
  • ซ้อมเส้นทางรถ ที่จอด ห้องน้ำ เพิ่มปริมาณชั่วคราวช่วง 21 ธ.ค. (THAI FIGHT) และ 28–31 ธ.ค. (Flora Fest) เพื่อทดสอบโหลด
  • เชื่อม Call Center/Chat ของจังหวัด อุทยาน ชุมชน เพื่อรับจอง ตอบคำถามแบบเรียลไทม์

ปลายปีนี้ พะเยา กำลัง “เร่งเครื่อง” จากเมืองธรรมชาติสู่ เมืองเทศกาล ด้วย THAI FIGHT และ Flora Fest–Countdown 2026 ขณะที่ เชียงราย ยังคงบทบาทประตูหลักของภาคเหนือ ด้วยเที่ยวบินและโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อม การเชื่อมสองเมืองด้วยถนน 1020 และการจัดเส้นทาง CR–Phan–PY คือกลยุทธ์ที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ พะเยา ยก ASV, เชียงราย ยืดเวลาพัก, และ อ.พาน เก็บรายได้ระหว่างทาง อย่างมีเกียรติและยั่งยืน

หากทุกชิ้นส่วน “ส่งมอบทันเวลา” และ “เล่าเรื่องร่วมกัน” ปลายปี 2568 อาจไม่ใช่แค่ภาพพลุเหนือน้ำกว๊านที่สวยที่สุด แต่คือ จุดเริ่มต้นของระเบียงท่องเที่ยวคุณภาพ CR–PY ที่ทำให้คำว่า #เมืองพานไม่ใช่เมืองผ่าน เกิดขึ้นจริง

ข้อมูลชวนคิด (Highlights)

  • ระยะ เวลาเดินทาง CEI–พะเยา  90–92 กม./1 ชม.20–30 นาที, พาน–กว๊าน  47–50 กม./45–55 นาที
  • ฐาน 2566 เชียงราย 6.15 ล้านคน/46,774 ลบ., ASV  7,608 บ.; พะเยา 1.01 ล้านคน/2,290 ลบ., ASV  2,268 บ.
  • โครงการขับเคลื่อน งบ ครม.สัญจร กนบ.2 รวม 300 ลบ.; แผน 5 ปี (ทบทวน 2568) จัดงบท่องเที่ยว 72.6 ลบ. และระบบแอป 6.5 ลบ.
  • โครงสร้างพื้นฐาน ถนน 1020 ระยะ 43.709 กม., งบ 1,199 ลบ., เป้าหมายเสร็จ 2567

พฤติกรรมเป้าหมาย “ลงเชียงราย แวะพานครึ่งวัน เข้ากว๊านเย็น” เพิ่มการใช้จ่ายเล็ก กลาง แต่อย่างต่อเนื่อง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • บทความโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • มติคณะรัฐมนตรีสัญจร กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 (กนบ.2) อนุมัติโครงการพัฒนารวมวงเงิน 300 ล้านบาท
  • โครงการก่อสร้างถนนสายแยกทางหลวงหมายเลข 1020 บ้านกิ่วแก้ว ระยะ 43.709 กม. งบ 1,199 ล้านบาท กำหนดเสร็จปี 2567
  • สถิติการท่องเที่ยว จังหวัดเชียงราย ปี 2566 นักท่องเที่ยวรวม 6,147,860 คน รายได้ 46,774 ล้านบาท เติบโต +64.86% เทียบก่อนโควิด   แหล่ง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)/ข้อมูลจังหวัดเชียงราย
  • สถิติการท่องเที่ยว จังหวัดพะเยา ปี 2566 นักท่องเที่ยว 1,009,648 คน รายได้ 2,290 ล้านบาท สัดส่วนคนไทย   95.7%   แหล่ง ททท./ข้อมูลจังหวัดพะเยา
  • สินค้าท่องเที่ยวพรีเมียมเชียงราย (สนามกอล์ฟ/ที่พัก 4–5 ดาว/เส้นทางวัฒนธรรม) และบทบาท “ประตู GMS”   แหล่ง แผนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวจังหวัด/ททท. ภาคเหนือ
  • แผน 5 ปี (ทบทวนปี 2568) กลุ่มกนบ.2 งบด้านท่องเที่ยว 72.6 ล้านบาท และพัฒนาระบบแอป 6.5 ล้านบาท รวมถึงแผนยกระดับแหล่งน้ำพุร้อน สุขภาพ
  • ยุทธศาสตร์ภาคเหนือ เขตเศรษฐกิจพิเศษ/ระเบียงการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ และเป้าหมาย Quality Tourism 2568 – แหล่ง ททท./หน่วยงานเศรษฐกิจการท่องเที่ยว
  • เป้าหมายผู้มาเยือนภาคเหนือ 45 ล้านคน (2567) รายได้ 2.09 แสนล้านบาท และแนวทาง Green Season – แหล่ง ททท.
  • เป้าหมายนักท่องเที่ยวต่างชาติ 39–40 ล้านคน ปี 2568 (ระดับประเทศ) – แหล่ง นโยบายการท่องเที่ยวระดับชาติ/ททท.
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

ไทยเวียตเจ็ทรีสตาร์ต เชียงราย–ภูเก็ต ม.ค. 69 ททท.ชี้ดีมานด์เหนือต่อใต้แรง ภูเก็ต–กระบี่ ติด Top 3

ข่าวดี 2 เด้ง! ไทยเวียตเจ็ทรีสตาร์ต “เชียงราย–ภูเก็ต” ม.ค. 69 รับกระแสดีมานด์เที่ยวเหนือต่อใต้ ททท.ชี้ ภูเก็ต–กระบี่ ติด Top 3 จุดหมายในฝัน ขณะที่ “เชียงราย” ติด Top 5 พร้อมต่อยอดโอกาสเชื่อมเศรษฐกิจท่องเที่ยวสองฟากฝั่ง

เชียงราย/ภูเก็ต, 17–18 พฤศจิกายน 2568 — การท่องเที่ยวไทยได้สัญญาณบวกชัดเจนรับโค้งสุดท้ายของปี เมื่อ สายการบินไทยเวียตเจ็ท แอร์ (Thai Vietjet Air) ประกาศกลับมาเปิดเส้นทางบินตรง เชียงราย–ภูเก็ต ตั้งแต่เดือน มกราคม 2569 เป็นต้นไป เส้นทางนี้ถือเป็น “สะพานอากาศ” ที่เชื่อมสองอัตลักษณ์การท่องเที่ยว เหนือธรรมชาติ–วัฒนธรรม กับ ใต้ทะเล–กิจกรรม เข้าไว้ด้วยกันในไฟลต์เดียว สอดรับผลสำรวจของ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่ยืนยันว่า ภูเก็ต และ กระบี่ ยังเป็นจุดหมายในฝันของคนไทย ขณะที่ เชียงราย ติดอันดับต้น ๆ ของจังหวัดที่อยากไปเช่นกัน

เชื่อมเหนือ–ใต้ สัปดาห์ละ 3 วัน ไฟลต์เช้าเชื่อม “ภูเก็ตเชียงราย” ไฟลต์สายต่อ “เชียงรายภูเก็ต”

ตารางบินที่ประกาศเบื้องต้นของไทยเวียตเจ็ทระบุให้บริการสัปดาห์ละ 3 วัน (จันทร์–พุธ–ศุกร์) ด้วยเครื่องบิน Airbus A320 ตามรายละเอียดดังนี้

  • VZ400 ภูเก็ต เชียงราย ออกเวลา 08:15 น. ถึง 10:20 น.
  • VZ401 เชียงราย ภูเก็ต ออกเวลา 10:50 น. ถึง 13:05 น.

จังหวะเวลานี้ออกแบบให้ผู้โดยสารจากภูเก็ตสามารถเชื่อมต่อทริปเชียงรายแบบ เต็มวัน (ถึงก่อนเที่ยง) และฝั่งผู้โดยสารเชียงรายก็ออกเดินทางช่วงสายไปถึงภูเก็ต ต้นบ่าย ทันเช็กอิน–เดินชายหาด–ขึ้นเรือทริปบ่ายได้พอดี

สาระสำคัญเชิงนโยบายท่องเที่ยว  การจัดตารางบินลักษณะนี้เป็น “ตัวคูณโอกาส” ของสองปลายทาง เพราะย่นย่อเวลาการเดินทางแบบมีต่อเครื่องในกรุงเทพฯ ลดความเหนื่อยล้า และเพิ่ม “เวลาท่องเที่ยวจริง” (effective leisure hours) ซึ่งเป็นปัจจัยชี้ชะตาความพึงพอใจของนักเดินทางรุ่นใหม่

เชียงรายได้อะไร  5 แกนผลบวกระดับพื้นที่ 

  1. ดีมานด์จับคู่ชัด (Demand Matching)  ผลสำรวจ ททท. ชี้ เชียงใหม่–ภูเก็ต–กระบี่–กาญจนบุรี–เชียงราย ติด “จังหวัดที่คนไทยอยากไปมากที่สุด” นั่นหมายถึง เชียงราย อยู่ใน “สมการการตัดสินใจ” ของนักท่องเที่ยวอยู่แล้ว การเปิดเส้นทางตรงไปยัง ภูเก็ต จึงเป็นการ “จับคู่ดีมานด์เหนือต่อใต้” ที่มีฐานจริง ไม่ใช่สร้างดีมานด์ใหม่จากศูนย์
  2. แพ็กเกจ 2 ฤดูกาล 1 ทริป (Two-season Combo)  เชียงรายเด่นช่วงปลายฝนต้นหนาว–หน้าหนาว ส่วนภูเก็ตคือไฮซีซันอันดามัน ตุลาคม–เมษายน เส้นทางตรงเปิดโอกาสทำแพ็กเกจ หนาวเหนือ–ร้อนใต้” 5–7 วัน ครอบคลุม ดอยแม่สลอง/เชียงของ/วัดร่องขุ่น ต่อ อ่าวฉลอง–เกาะพีพี–สิมิลัน สร้างมูลค่าใช้จ่ายต่อทริปสูงขึ้น (length of stay + spending per pax)
  3. เอสเอ็มอีบริการ/ครีเอทีฟโฮสพิทาลิตี้โต  ที่พักแนวดีไซน์/คาเฟ่/ชุมชนท่องเที่ยวในเชียงรายสามารถผูกดีลกับบัดดี้ฝั่งภูเก็ต–กระบี่ แลกฐานลูกค้าและทำ Cross-sell เช่น โค้ดส่วนลด/คูปองข้ามปลายทาง เพิ่มโอกาส “กลับมาเที่ยวซ้ำ” (repeaters)
  4. ยกระดับบทบาทสนามบินเชียงราย (CEI) เป็น “Gateway เหนือบน”  เส้นทางตรงสู่อันดามันช่วยเสริมภาพลักษณ์สนามบินเชียงรายจาก ปลายทาง สู่ ประตูเชื่อมต่อ ในภูมิภาคตอนบน เพิ่มความน่าสนใจต่อสายการบินในการพิจารณาเส้นทาง ข้ามภูมิภาค อื่นในอนาคต (เช่น CEI–HKT–HDY แบบหมุนเวียน หรือ CEI–อู่ตะเภาเพื่อเชื่อม EEC)
  5. จังหวะสื่อสารแบรนด์จังหวัด  เชียงรายมีแคมเปญ “เที่ยวได้ทั้งปี มีดีทุกอำเภอ” การมีไฟลต์ตรงสู่อันดามันเปิดพื้นที่สื่อสารเชิงธีม เหนือ–ใต้ในมือเดียว” สร้างคอนเทนต์การเดินทาง 2 ภูมิภาคใน 1 วิดีโอ/บทความ ช่วยให้ สำนักข่าวท้องถิ่น–เพจท่องเที่ยว–ผู้สร้างคอนเทนต์ ปั้นไวรัลได้ง่ายขึ้น

ดีมานด์ฝั่งใต้แรงต่อเนื่อง  ภูเก็ต–กระบี่ ติด Top 3 จุดหมายในฝัน

ในงาน Networking Function ที่จังหวัดพังงา เมื่อ 7 พฤศจิกายน 2568 ททท. ภูมิภาคภาคใต้เปิดเผยผลสำรวจพฤติกรรมการเดินทางของคนไทยปี 2568 ระบุว่า

  • จังหวัดที่คนไทยอยากไปมากที่สุด (Top 5)  อันดับ 1 เชียงใหม่, อันดับ 2 ภูเก็ต, อันดับ 3 กระบี่, อันดับ 4 กาญจนบุรี, อันดับ 5 เชียงราย
  • จังหวัดที่อยากกลับไปเที่ยวซ้ำ (Top 3)  กรุงเทพมหานคร, เชียงใหม่, กระบี่

โดยเฉพาะ กระบี่ พบสัดส่วนผู้ตอบแบบสอบถามกลุ่ม Gen Z สูงถึง 44.5% สอดคล้องกับเทรนด์ “ประสบการณ์ใหม่ในสถานที่ที่ยังไม่เคยไป” ซึ่งตรงกับจริตคอนเทนต์รีวิว–คลิปสั้น/แนวแอดเวนเจอร์ ทั้งหมวกดับเบิล ทะเล/เกาะ/ดำน้ำ และอาหารท้องถิ่น

ผลต่อเชียงราย  เมื่อปลายทางใต้ติดเทรนด์สูงและปลายทางเหนือ (เชียงราย) อยู่ Top 5 ในฝั่ง “อยากไป” การมีไฟลต์ตรง CEI–HKT จะทำให้ “สองดีมานด์” วิ่งหากันง่ายขึ้น คนเหนือบินไปลัดทะเล คนใต้บินขึ้นดอย เกิดการแลกเปลี่ยนกระแสนักท่องเที่ยวสองทิศ แทนที่จะไหลทางเดียวเข้าสู่กรุงเทพฯ

บริบทอุตสาหกรรมการบิน  ชัตดาวน์สหรัฐฯ 40 วันสะเทือน “ไทม์ไลน์รับมอบเครื่อง” แต่แผนไทยเวียตเจ็ทยังไปต่อ

แม้มีข่าวดีเรื่องเส้นทางข้ามภูมิภาค แต่ ชัตดาวน์รัฐบาลสหรัฐฯ ที่ยืดเยื้อกว่า 40 วัน ได้เขย่าอุตสาหกรรมการบินโลก รวมถึงไทยเวียตเจ็ท จากการ เลื่อนกระบวนการส่งมอบเครื่องบินรุ่นใหม่ (ยกตัวอย่าง 737-8/737 MAX) ทำให้ต้องปรับแผนขยายฝูงบินและเลื่อนการเปิดเส้นทางบางเส้นไป มีนาคม 2569 จากเดิมที่ตั้งใจไว้ช่วงกลางมกราคม ส่งผลกระทบเชิงปฏิบัติการต่อการจัดตารางบินระหว่างประเทศ (เช่น เส้นญี่ปุ่น–เกาหลีใต้) และการบริหารสำรองเครื่อง แต่ในภาพรวม เส้นทางภายในประเทศ–ข้ามภูมิภาคไทย ยังเดินหน้า โดยเฉพาะเส้นที่มีฐานดีมานด์ชัดอย่าง CEI–HKT

ในฝั่งสหรัฐฯ สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติ (FAA) ต้องพักงานเจ้าหน้าที่ส่วนหนึ่งและปรับลดการให้บริการ ทำให้การอนุมัติ/ตรวจรับบางขั้นตอนชะลอ ส่งผลสืบเนื่องต่อผู้ผลิต–สายการบิน–สนามบินทั่วเครือข่ายโลก แม้ล่าสุดมีงบชั่วคราวให้รัฐกลับมาเปิดทำการถึง 30 มกราคม 2569 แต่รอยต่อทางซัพพลายเชนยังต้องใช้เวลา “ไล่ทัน” ตารางเดิม

ความหมายต่อเชียงราย  เส้นทาง CEI–HKT ที่กลับมาในมกราคม 2569 สะท้อน “การจัดลำดับความสำคัญฝั่งดีมานด์ภายในประเทศ” ของสายการบิน นั่นคือ หากต้องเลือกใช้เครื่องอย่างจำกัด เส้นที่เกื้อดีมานด์สองภูมิภาคหลัก (เหนือ–อันดามัน) จะถูก “ล็อกคิว” ไว้ก่อน

ไทยเวียตเจ็ทกับทิศทางการบินสีเขียว  จากเที่ยวบินทดลองสู่ Green Route เชิงพาณิชย์

อีกสัญญาณที่น่าสนใจคือความร่วมมือระหว่าง เวียตเจ็ทไทยแลนด์ กับ OR ในการใช้น้ำมันอากาศยานแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel  SAF) ซึ่งต่อยอดจากเที่ยวบินทดลอง กรุงเทพฯ–ดานัง (11 ก.ค. 2567) สู่การใช้งานเชิงพาณิชย์จริง เช่น เส้น กรุงเทพฯ–ฟูโกว๊ก (สัดส่วนผสม SAF 1%) และมีแผนขยาย Green Route ในไตรมาส 1/2569 เช่น กรุงเทพฯ–คัมรานห์ พร้อมตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วน SAF ≥ 5% ภายในปี 2573 เพื่อมุ่งสู่ Net Zero ตามกรอบ CORSIA

ผลต่อแบรนด์ปลายทาง  แม้เส้นทาง CEI–HKT ยังไม่ประกาศเป็น Green Route โดยตรง แต่กระแส Fly Green จะส่งอานิสงส์เชิงการตลาดแก่ปลายทางที่มี “เรื่องเล่า” ด้านธรรมชาติ–ชุมชน–คาร์บอนต่ำอย่าง เชียงราย (เส้นทางดอย/ชุมชนกาแฟ/ชา–งานหัตถกรรม) ให้สื่อสารเรื่อง “เที่ยวอย่างรับผิดชอบ–ลดคาร์บอน” ได้เด่นขึ้นในแพ็กเกจ สองภูมิภาค หนึ่งความยั่งยืน

สมการ “โอกาส–ความพร้อม”  เชียงรายต้องทำอะไรใน 90 วันแรกก่อน/หลังเปิดบิน

เพื่อให้เม็ดเงินท่องเที่ยวไหลสู่ชุมชนจริง เชียงรายควรจัดการ 5 แพ็กงานเร่งด่วนดังนี้

  1. ผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวสองภูมิภาค (Co-create Product)
    • รวบรวมเส้นทาง 3–5–7 วัน “เหนือ–ใต้” ที่คุ้มเวลาไฟลต์ (เช่น 2 คืนเชียงราย + 3 คืนภูเก็ต/กระบี่)
    • จับคู่ผู้ประกอบการ โฮมสเตย์/รีสอร์ต/เรือทัวร์/ดำน้ำ สร้างแพ็กเกจรวมตั๋วเครื่อง–ที่พัก–เรือ/รถรับส่ง–ไกด์ท้องถิ่น
    • สื่อสาร Storyline ชัด  เช้าเหนือชิมชา–เที่ยงใต้ชิมซีฟู้ด/พระอาทิตย์ขึ้นบนดอย–ตกทะเลอันดามัน
  2. เชื่อมต่อภาคพื้น (First/Last-mile Integration)
    • จัด รถรับ–ส่งสนามบินเชียงราย (CEI) แบบตารางเวลาแน่นอน ครอบคลุมโซน อำเภอเมือง–แม่จัน–แม่สาย–เชียงของ
    • ประสาน รถตู้/แท็กซี่มิเตอร์/รถเช่า ให้มี “เรตราคาแนะนำ” และ QR จ่าย ที่โปร่งใส
    • ฝั่งภูเก็ต เชื่อม ท่าเรือฉลอง/อ่าวปอ ให้ทันรอบเรือบ่าย (หลีกความแออัด)
  3. การสื่อสารตลาด (Market Communication)
    • ทำ เพลย์ลิสต์คอนเทนต์ “จากลมหายใจหมอกเหนือ สู่อ้อมกอดคลื่นใต้” 60–90 วินาที สำหรับ TikTok/Reels
    • ยิง คีย์เวิร์ดสองภูมิภาค ในบทความยาว  “เที่ยวเหนือ–ใต้ไฟลต์เดียว”, “ทริปเชียงราย–ภูเก็ต 5 วัน”
    • ใช้ KOL/Creator คู่หูเหนือ–ใต้ ถ่ายทำ หนึ่งทริป สองสภาพอากาศ เพื่อสร้างความต่างเชิงประสบการณ์
  4. ยกระดับประสบการณ์สนามบิน (Airport Readiness)
    • เพิ่ม เคาน์เตอร์ข้อมูลหลายภาษา (ไทย–อังกฤษ–จีน) พร้อมแผนที่ดิจิทัล/QR เส้นทางเที่ยว
    • สนับสนุน บริการพิเศษผู้สูงวัย/ครอบครัว (รถเข็น–ช่องบริการ–ป้ายชัด) รับการเดินทางข้ามภูมิภาคที่เพิ่มขึ้น
    • ประสาน เจ้าหน้าที่–อาสาสมัครท่องเที่ยว ช่วง 2 สัปดาห์แรกของการเปิดเส้นทาง เพื่อเคลียร์ จุดคอขวด หน้าประตูขาเข้า/รับกระเป๋า
  5. วัดผล–ปรับแผนแบบ 30–60–90 วัน (PDCA)
    • เก็บข้อมูล อัตราบรรทุก (Load factor) ต่อไฟลต์, ค่าใช้จ่าย/หัว/ทริป, คืนเฉลี่ย
    • ประชุม War room ท่องเที่ยวเชียงราย ทุก 30 วัน ร่วมกับสายการบิน–สนามบิน–ผู้ประกอบการ–ททท. เพื่อปรับผลิตภัณฑ์/สื่อสาร/เวลาเชื่อมต่อ
    • จัดทำ แดชบอร์ดสาธารณะ เพื่อสร้างแรงเชียร์การบินต่อเนื่อง (ถ้าโหลดดี = โอกาสเพิ่มความถี่/ขยายวันบิน)

มุมมองผู้ประกอบการ  “ข้ามภูมิภาค” คือทางออกต่อฤดูกาลที่เหลื่อมกัน

ผู้ประกอบการท่องเที่ยวเชียงรายมองว่า การมีเส้นทางตรงสู่อันดามันช่วย “กระจายความเสี่ยงฤดูกาล” เพราะเมื่อฝั่งเหนือเข้าสู่ช่วงโลว์ (หลังเดือนกุมภาพันธ์) ฝั่งอันดามันยังอยู่ในช่วงดีของทะเล ผู้ประกอบการสามารถรักษายอดขายและแรงงานได้ต่อเนื่องจากการขายแพ็กเกจร่วม ส่วนฝั่งภูเก็ต–กระบี่ก็ได้ผลิตภัณฑ์วัฒนธรรม–นิเวศบนดอยมาช่วย “แต่งทริป” ให้แปลกใหม่

จากเครื่องบินสู่เศรษฐกิจฐานราก  เชื่อม “สายบิน–สายลม–สายหมอก–สายคลื่น”

เส้นทาง CEI–HKT ไม่ได้มีความหมายเพียงการเพิ่มเที่ยวบิน แต่คือ โครงสร้างพื้นฐานเชิงเวลา ที่ทำให้ผู้คน แลกเปลี่ยนประสบการณ์–รายได้–วัฒนธรรม ได้เร็วขึ้น หากเชียงรายทำ “การบ้าน 90 วันแรก” ให้แน่น ตั้งแต่พัฒนาผลิตภัณฑ์ การสื่อสารร่วม ไปจนถึงบริการภาคพื้น กระสุนนี้จะวิ่งเข้ากลางเป้าหมาย เที่ยวได้ทั้งปี มีดีทุกอำเภอ” ของจังหวัดได้จริง

ประโยคชวนคิด  ไฟลต์ที่ดีคือไฟลต์ที่พาผู้คนไปถึง “ประสบการณ์ที่ตั้งใจ” ตรงเวลา และพา “รายได้” ไปถึงชุมชนตรงจุด

 

สรุปประเด็นสำคัญ (Key Takeaways)

  • ไทยเวียตเจ็ท กลับมาเปิด เชียงราย–ภูเก็ต ม.ค. 2569 สัปดาห์ละ 3 วัน (จ.–พ.–ศ.) ด้วย A320
  • ททท. ยืนยันดีมานด์  ภูเก็ต–กระบี่ติด Top 3 จังหวัดในฝันของคนไทย ขณะที่ เชียงรายติด Top 5
  • แม้มีแรงสั่นสะเทือนจาก ชัตดาวน์รัฐบาลสหรัฐฯ 40 วัน ต่อไทม์ไลน์รับมอบเครื่องบินใหม่ แต่เส้นทางภายใน–ข้ามภูมิภาคที่ดีมานด์ชัดยังเดินหน้า
  • เวียตเจ็ทไทยแลนด์×OR เดินหน้า SAF/Fly Green มุ่ง Net Zero (SAF ≥ 5% ภายในปี 2573) เปิดโอกาสการตลาด “เที่ยวอย่างรับผิดชอบ” ให้เชียงราย
  • เชียงรายควรเร่ง 5 เพลา  ผลิตภัณฑ์สองภูมิภาค–เชื่อมต่อภาคพื้น–สื่อสารตลาด–ยกระดับสนามบิน–วัดผล/ปรับแผน 30–60–90 วัน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สายการบินไทยเวียตเจ็ท แอร์ (Thai Vietjet Air)
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

65 ปีที่รอคอย รถไฟทางคู่ เด่นชัย–เชียงของ คืบ 46% เร็วกว่าแผน เปิดใช้ปี 2571

“65 ปีที่รอคอย” รถไฟทางคู่เด่นชัย–เชียงของ คืบ 46% เร็วกว่าแผน หนุนเชียงรายเป็น “ประตูโลจิสติกส์ GMS” เปิดใช้ปี 2571

เชียงราย, 16 พฤศจิกายน 2568 — เสียงเครื่องจักรยังดังสม่ำเสมอเหนือแนวสันเขาและหุบลุ่มแม่น้ำกก ขบวนรถบรรทุกคอนกรีต เหล็กโครงสร้างสลับกันเข้าออกไซต์งาน ในวันที่หลายคนเชื่อว่า “ความฝัน 65 ปี” ของภาคเหนือกำลังจับต้องได้จริง—โครงการรถไฟทางคู่สาย เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ ความยาว 323.10 กิโลเมตร งบลงทุน 85,345 ล้านบาท เดินหน้าไปแล้ว 46.112% ณ สิ้นเดือนตุลาคม 2568 เร็วกว่าแผนงานสะสม 0.901 จุดเปอร์เซ็นต์ และ “ล็อกเป้า” เปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ใน ปี 2571 เพื่อเชื่อมไทย–ลาว–จีน และอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (GMS) บนระเบียงเศรษฐกิจเหนือ ใต้ที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง

เมกะโปรเจกต์ที่เดินทางยาวนานกว่า 65 ปี

แนวคิดรถไฟไปเชียงรายเริ่มต้นถูกหยิบยกตั้งแต่ พ.ศ. 2503 ผ่านการศึกษาหลายรอบในยุครัฐบาลต่าง ๆ ทว่าติดค้างอยู่บนกระดาษด้วยข้อจำกัดงบประมาณและลำดับความสำคัญโครงสร้างพื้นฐาน จนกระทั่งรัฐเร่งเครื่อง “ลงทุนราง” ภายใต้ยุทธศาสตร์คมนาคมช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โครงการเด่นชัย–เชียงราย–เชียงของจึงถูก “ปลดล็อก” และเริ่มสัญญาก่อสร้างใน ก.พ. 2565 นับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับระบบรางไทยสู่มาตรฐานโลจิสติกส์ภูมิภาค

โครงสร้าง ผังสถานี 4 จังหวัด 26 สถานี แก้จุดตัด 254 จุด ด้วยมาตรฐานสากล

เส้นทางวิ่งจาก อ.เด่นชัย จ.แพร่ ผ่าน ลำปาง–พะเยา สู่ เชียงราย รวม 26 สถานี (สถานีใหญ่ 4, สถานีเล็ก 9, ป้ายหยุดรถ 13) พร้อมงานโครงสร้าง “ผสมผสาน” ทั้งทางยกระดับ ทางลอด อุโมงค์ และสะพาน เพื่อรักษาความเร็ว ความปลอดภัย ‘บนร่อง ใต้ราง ข้ามราง’ ไปพร้อมกัน ที่สำคัญ โครงการนี้ตั้งเป้า แก้ปัญหาจุดตัดทางรถไฟ 254 จุด ตลอดแนว ทำให้การเดินรถทำได้ปลอดภัย เร็วขึ้น และลดอุบัติเหตุซ้ำซากในชุมชนชนบท เมืองระหว่างทาง นอกจากนี้ ทุกสถานีออกแบบตามหลัก Universal Design เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม ทั้งลิฟต์ ทางลาด พื้นผิวสัมผัส สัญลักษณ์สื่อสารสากลสำหรับผู้สูงอายุ/ผู้ใช้วีลแชร์/ผู้มีข้อจำกัดการมองเห็น การได้ยิน ฯลฯ

เฉพาะ จังหวัดเชียงราย รับระยะทางมากที่สุด ~139.40 กม. พร้อม 11 สถานี ครอบคลุมอำเภอเศรษฐกิจสำคัญ ตั้งแต่ ‘ประตูสู่เมือง’ จนถึง ด่านพรมแดนเชียงของ ที่วางตัวเป็นฮับขนส่งชายแดนสู่ สปป.ลาว–จีน ซึ่งจะเป็นฐานต่อเชื่อมขบวนตู้คอนเทนเนอร์กับลานกองเก็บ บรรทุกตู้ขนาด 150 ไร่ บริเวณ สถานีเชียงของ เพิ่มศักยภาพ “ราง–ถนน–ด่าน” ให้กลายเป็นวงจรโลจิสติกส์ครบห่วงโซ่ในฝั่งเหนือของประเทศ

งานโยธา “วิ่งแซงแผน” และความคืบหน้าอุโมงค์

กราฟความคืบหน้างานโยธาของโครงการในปี 2568 “กระดกขึ้น” ต่อเนื่อง โดยรายงานหลายสำนักระบุภาพรวมถึงสิ้น ต.ค. 2568 แตะ 46.1% เร็วกว่าแผนประมาณ 0.9 จุดเปอร์เซ็นต์ ขณะที่ “หมุดหมาย” ด้านอุโมงค์สำคัญอย่าง อุโมงค์แม่กา ในจังหวัดพะเยา มีรายงานความก้าวหน้าว่า “ทะลุ เดินหน้าเร็วกว่าแผน” ซึ่งหากรักษาโมเมนตัมนี้ไว้ จะช่วยลดแรงกดดันบนงานประกอบราง–ระบบและสถาปัตยกรรมสถานีช่วงท้ายโครงการได้พอสมควร

เชียงราย  ประตูโลจิสติกส์และโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ของ GMS

เมื่อปลายทาง “จอดที่ชายแดน” ความหมายของรถไฟทางคู่นี้จึงไม่ได้จบแค่การโดยสาร ท่องเที่ยว แต่คือ การวางเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ให้เชียงรายและภาคเหนือ—การบรรทุกตู้สินค้าจากฐานผลิตภาคเหนือ–อีสานตอนบน ข้าม สะพานมิตรภาพไทย–ลาว แห่งที่ 4 (เชียงของ–ห้วยทราย) เข้าสู่ สปป.ลาว แล้วเชื่อมต่อ โครงข่ายจีนตอนใต้ และ ระเบียงเศรษฐกิจ GMS ลดต้นทุนโลจิสติกส์–การเสียเวลาด่าน การขนถ่ายซ้ำ โยกน้ำหนักขนส่งจากถนนสู่รางได้อย่างเป็นระบบ และหนุนการลงทุนคลังสินค้า–ดรายพอร์ต–อุตสาหกรรมต่อเนื่องในแนวชายแดนเพิ่มขึ้นในระยะกลาง

ตัวเลขที่ควรรู้

  • จุดรับ–ส่งตู้สินค้า สถานีเชียงของ (150 ไร่)  เพิ่มขีดความสามารถขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ อุปกรณ์ยกขน–ลานพักสินค้า เชื่อม “ราง–ด่าน–ถนน” ได้ต่อเนื่อง
  • เวลาเดินทาง  เมื่อเทียบการเดินทางด้วยรถยนต์ เส้นทางรถไฟใหม่นี้มีการประเมินว่าจะ ประหยัดเวลา ~1–1.5 ชั่วโมง (ขึ้นกับช่วงสถานี–สภาพการจราจร)
  • ความปลอดภัย  การ ยกเลิก/ลดจุดตัด 254 จุด จะลดเหตุข้ามรางผิดกฎหมาย การชนตัดหน้า อุบัติเหตุซ้ำจุดเดิมอย่างมีนัยสำคัญ
  • Universal Design ครบถ้วน  สนับสนุนเมืองท่องเที่ยว สังคมสูงวัยของเชียงราย โดยเฉพาะพื้นที่สถานีหลักในเมือง–รอบมหาวิทยาลัย–จุดเปลี่ยนถ่ายสำคัญ

รางพานักท่องเที่ยวสู่ภูมิทัศน์เหนือ  ขุนเขา–สะพาน–อุโมงค์

แม้ “โลจิสติกส์” จะเป็นพระเอก แต่ “ท่องเที่ยว” คือผู้เล่นสมทบที่มีพลัง—เส้นทางผ่าน ทิวเขา–สะพาน–อุโมงค์ จำนวนมาก จะสร้างประสบการณ์การเดินทางรูปแบบใหม่บนรางอำนวยความสะดวกต่อ “นักเดินทางเชิงธรรมชาติ–คาเฟ่–ไร่องุ่น–ไร่ชา–โฮมสเตย์ลุ่มโขง” อันเป็นสินค้าท่องเที่ยวขึ้นชื่อของเชียงราย–เชียงแสน–เชียงของ ช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชนแนวเส้นทาง และปั้น “รูทท่องเที่ยวข้ามแดน” ที่ต่อเนื่องกับ หลวงพระบาง–บ่อแก้ว ได้ในอนาคต นี่คือ “รายได้ทางอ้อม” ที่โครงสร้างพื้นฐานมักทิ้งความประทับใจยาวนานกว่าเอกสารเชิงเทคนิคเสมอ (สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ผลักดันท่องเที่ยวคุณภาพ ระยะพำนักยาวขึ้น)

ความท้าทาย  งานระบบ–ทดสอบ–ความพร้อมสถานี และการเชื่อมต่อ “ไมล์สุดท้าย”

แต่เมกะโปรเจกต์ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ—ช่วง โค้งสุดท้ายก่อนเปิดใช้ คือบททดสอบจริงของงานระบบ (สัญญาณ อาณัติสัญญาณ ไฟฟ้า สื่อสาร), การทดสอบความปลอดภัยเดินรถ, การซ้อมเดินรถ, และการจัดการ “ไมล์สุดท้าย” ในเมืองใหญ่ เช่น การเชื่อมต่อรถโดยสาร ตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า มอเตอร์ไซค์รับจ้าง รถสองแถว ระบบขนส่งท้องถิ่น ให้ผู้โดยสาร/แรงงาน/นักท่องเที่ยวถึงปลายทางได้สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย หากวางผัง ป้าย ลิฟต์  ทางลาด จุดจอดรับ ส่ง ให้ไหลลื่นตั้งแต่วันแรก ความพึงพอใจผู้ใช้จะ “คูณสอง” จากความใหม่ของสถานีและความรวดเร็วของขบวนรถ (แนวปฏิบัติร่วมสมัยของสถานีรถไฟไทยรุ่นใหม่)

เชื่อมเศรษฐกิจ–ชุมชน  รางต้องเติบโตไปพร้อม “เสียงท้องถิ่น”

รถไฟจะคุ้มค่าเมื่อ “ชุมชนใช้จริง” โครงการนี้พาดผ่าน 59 ตำบล 17 อำเภอ ใน 4 จังหวัด—การเยียวยา ชดเชย จัดการผลกระทบทางสังคม สิ่งแวดล้อม (เช่น เสียง ฝุ่น แนวรั้ว ทางข้าม) ที่สอดคล้อง EIA/EIS เป็นเงื่อนไขสำคัญให้ “ความไว้ใจ” อยู่กับโครงการไปจนเปิดใช้ ตัวอย่างการสื่อสารเชิงรุกในบางพื้นที่ เช่น การเผยแพร่สถานะงานอุโมงค์ การประชาสัมพันธ์ความคืบหน้าอย่างสม่ำเสมอ—สะท้อนธรรมาภิบาลโครงการที่ดี และช่วยลดข่าวลือ ความเข้าใจคลาดเคลื่อน (ซึ่งเคยเป็นอุปสรรคของหลายโครงการในอดีต)

ไทม์ไลน์สู่เป้าหมายปี 2571  สิ่งที่ต้อง “ล็อกให้แน่น”

  1. เร่งปิดงานโครงสร้างหลัก  ทางยกระดับ–ทางลอด–อุโมงค์–สะพาน ให้เสร็จตามกรอบเวลา เพื่อเคลียร์คิวติดตั้งราง–ทางประธาน–รางหลีก–ทางโยก
  2. ติดตั้งระบบอาณัติสัญญาณ–สื่อสาร–พลังงาน  วางระบบให้พร้อมสำหรับการทดสอบเดินรถจริง
  3. ทดสอบ–ทวนสอบ–รับรองความปลอดภัย  เชิญหน่วยงานกำกับ/ผู้เชี่ยวชาญร่วมตรวจสอบระบบก่อนเปิดจริง
  4. บริหารความเสี่ยงจุดตัด 254 จุด  ตรวจรับงานกำแพง สะพานลอย ทางลอด รั้วแนวเขตให้ครบ ใช้จริง
  5. ทำแผนบริการผู้โดยสาร–ไมล์สุดท้าย–ค่าโดยสาร–ตารางเดินรถ  สื่อสารล่วงหน้าให้ประชาชน ภาคธุรกิจวางแผนการเดินทาง/ขนส่งได้ตั้งแต่วันแรกเปิดเดินรถ

ประโยคชวนคิด  “1% ที่แซงแผนบนกราฟอาจเป็นเพียงเส้นบาง ๆ แต่สำหรับชุมชนชายแดน มันคือหลายหมื่นชีวิตที่รอรถไฟเทียบท่า—รอให้รางพาพืชผล สินค้า โอกาส ออกสู่โลกกว้างกว่าถนนสองเลน”

โครงการรถไฟทางคู่ เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ กำลังเดินหน้า “ตามนาฬิกาโครงการ” และ “เร็วกว่าแผนเล็กน้อย” โดยมีนัยสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อ เศรษฐกิจเหนือ–ชายแดน–GMS  ลดเวลาขนส่ง, ลดอุบัติเหตุจุดตัด, ยกระดับการเดินทางมวลชน, ปั้นคลัสเตอร์โลจิสติกส์ ท่องเที่ยว บริการใหม่ให้เชียงรายและจังหวัดแนวเส้นทาง สิ่งที่ท้าทายคือการ ล็อกคุณภาพงานระบบ ความปลอดภัย ไมล์สุดท้าย ให้พร้อมในปี 2571 ซึ่งหากทำได้ โครงการที่ “รอคอย 65 ปี” จะไม่เพียง เปิดเดินรถ แต่จะ เปิดทางเลือกชีวิต–อาชีพ–โอกาส ให้คนเหนืออย่างยั่งยืน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • รถไฟทางคู่ เด่นชัย เชียงราย เชียงของ

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

สนามบินเชียงรายติดตั้งสะพานเทียบอากาศยานใหม่ 2 ตัว: เจาะมาตรการ SRM คุมเข้มความเสี่ยง FOD และยกหนัก

เชียงรายเดินหน้าอัปเกรด “สะพานเทียบอากาศยาน” ยกระดับความปลอดภัย-บริการ เจาะมาตรการ SRM, การสื่อสาร NOTAM และข้อเสนอแนะเชิงระบบ

เชียงราย, 15 พฤศจิกายน 2568 — เพจ GATC Thailand เผยแพร่ภาพความคืบหน้า “โครงการรื้อถอนและติดตั้งสะพานเทียบอากาศยาน (Passenger Boarding Bridges: PBB) จำนวน 2 ตัว” ที่ท่าอากาศยานนานาชาติแม่ฟ้าหลวง เชียงราย (CEI) โดยสนามบินยืนยันแนวทางปฏิบัติตามหลัก การบริหารการเปลี่ยนแปลง (Management of Change: MOC) และ การบริหารความเสี่ยงด้านความปลอดภัย (Safety Risk Management: SRM) ภายใต้ระบบบริหารความปลอดภัยการบิน (SMS) ตามข้อกำหนดขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO Annex 19) และกรอบกำกับดูแลของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ซึ่งจากตัวเลข รายละเอียดเชิงเทคนิคบางส่วนของโครงการ (เช่น การเว้นเขต Fall Zone, รอบการ FOD sweep, ขั้นตอน Crane Lift Plan, รายการทดสอบ PBB ใหม่ และเกณฑ์ทางเทคนิคของผู้ผลิต) อ้างอิงจาก เอกสารโครงการ/ร่างรายงาน MOC–SRM ของท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย และ ข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม ในคำสั่งงานฉบับนี้ ซึ่งผู้สื่อข่าวได้ใช้ประกอบการรายงานเชิงวิเคราะห์ โดยหลีกเลี่ยงการตั้งข้อมูลใหม่ที่ไม่มีแหล่งอ้างอิง การเปลี่ยน PBB เป็น “การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ” ซึ่งตามกรอบ SMS ต้องระบุอันตราย (hazards) ประเมินความเสี่ยงด้วยเมทริกซ์ ICAO 5×5 และกำหนดมาตรการควบคุมก่อน อนุมัติ และหลังการใช้งานจริง เพื่อให้ “ระดับความปลอดภัยที่ยอมรับได้ (ALoS)” คงอยู่ตลอดวงจรโครงการ

ทำไม “สะพานเทียบอากาศยาน” จึงเป็นหัวใจของความปลอดภัยและคุณภาพบริการ

สะพานเทียบอากาศยาน (PBB) คือทางเชื่อมยกระดับระหว่างอาคารผู้โดยสารกับประตูอากาศยาน เป็นจุดสัมผัสสำคัญของผู้โดยสารกับเครื่องบิน หาก PBB มีความพร้อมด้าน โครงสร้าง-กลไก-การควบคุม จะช่วยให้การขึ้น/ลงเครื่องราบรื่น ปลอดภัย และลดเวลาหมุนเวียนเครื่องบิน (turnaround time) ซึ่งส่งผลต่อ ความตรงต่อเวลา (OTP) และ ความพึงพอใจผู้โดยสาร โดยตรง

โครงการที่ CEI มีทั้ง “การรื้อถอน PBB เก่า” และ “ติดตั้ง PBB ใหม่” ในพื้นที่ Airside (ลานจอด/เขตปฏิบัติการอากาศยาน) ซึ่งยังมีเที่ยวบินใช้งานจริง จึงจัดเป็นงานที่ต้องวางมาตรการความปลอดภัยเฉพาะเพื่อป้องกันการรุกล้ำพื้นที่เคลื่อนไหว (movement area), การใช้เครนยกหนัก (heavy lifting) และการเกิด FOD (Foreign Object Debris) หรือ “เศษวัสดุแปลกปลอม” ที่อาจถูกเครื่องยนต์ดูดเข้าไปจนเสียหายรุนแรง

รายงาน SRM ชี้ 2–3 ความเสี่ยงต้นทางสูง ต้องบังคับใช้มาตรการทันที

รายงานการบริหารความเสี่ยงด้านความปลอดภัย (SRM) ของโครงการ (ข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม) ระบุ “อันตรายหลัก” ที่ต้องควบคุมเข้มข้น ดังนี้

  1. FOD (เศษวัสดุแปลกปลอม) — ความเสี่ยงที่เศษโลหะ/เครื่องมือ/วัสดุก่อสร้างหลุดสู่ลานจอดและถูกดูดเข้าเครื่องยนต์อากาศยาน ถูกจัดเป็นความเสี่ยงระดับสูง (ตัวอย่างแนวคิดความรุนแรงตามการบินพลเรือน: FOD อาจก่อ “Hazardous severity”) จึงต้องมี FOD sweep ต่อเนื่อง, คุมเส้นทางขนส่ง (haul routes) และวินัยการเข้าถึง AOA อย่างเคร่งครัด  
  2. การยกหนัก (Heavy Lifting) ด้วยเครน — การชักรอก/เคลื่อนย้าย PBB ในพื้นที่จำกัดใกล้อากาศยานและอาคารผู้โดยสารถูกประเมิน “ความรุนแรงระดับ Catastrophic” จึงต้องมี แผนการยก (Crane Lift Plan) ที่วิศวกรผู้มีคุณสมบัติอนุมัติ, กำหนด Fall Zone ชัดเจน และ หยุดการปฏิบัติการบนลานจอดชั่วคราวช่วง critical lift โดยประสานหอควบคุมการบิน (ATC)
  3. การรุกล้ำพื้นที่ปฏิบัติการ (Airside Incursion) — ยานพาหนะ/บุคลากรก่อสร้างเข้าสู่ movement area โดยไม่ได้รับอนุญาต เสี่ยงต่อการชนกับอากาศยานที่กำลัง taxi/pushback จึงต้องมี low-profile barricades, ระบบอนุญาตขับขี่ในเขต airside, และการคุม “escort” ตลอดเวลา

รายงานยังย้ำว่า หลังติดตั้ง PBB ใหม่ ต้องทดสอบความเข้ากันได้ในการปฏิบัติงาน (operational compatibility) และทดสอบทางเทคนิค/โครงสร้าง (เช่น load test และการควบคุมแรงกดบนลำตัวอากาศยานตามสเปกผู้ผลิต) ให้ผ่านเกณฑ์ก่อนเปิดใช้งานจริง

เครื่องมือกำกับ “มองไม่เห็น” แต่สำคัญ MOC, SRM, AOM และการสื่อสารแบบ NOTAM

ด้วยสถานะ “การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ” สนามบินต้องเดินกระบวนการอนุมัติ 3 ช่วง ได้แก่ Compliance–Control–Completion (ยื่นรายละเอียด/แผนความปลอดภัย–ควบคุมงานจริงตาม SRM–ทดสอบรับรองและปรับปรุงเอกสาร) ภายใต้กรอบ SMS/Annex 19 ของ ICAO และกฎ CAAT  

ส่วน “การสื่อสารข้อจำกัดการใช้งานสนามบิน” ต้องทำผ่าน AIS/NOTAM อย่างทันท่วงที เพื่อให้สายการบิน นักบิน ผู้ควบคุมจราจร และผู้ปฏิบัติงานภาคพื้นรับรู้ตรงกันว่า “ช่วงไหน/หลุมจอดใด/ขอบเขตใด” มีงานก่อสร้างหรือข้อจำกัดเพื่อหลีกเลี่ยงความสับสนและลดอุบัติการณ์ โดยไทยมีการจัดทำ eAIP/NOTAM ภายใต้มาตรฐาน CAAT/AEROTHAI ซึ่งแยก series (เช่น Series A/C) สำหรับประกาศข้อจำกัดสนามบินระหว่างประเทศ/ในประเทศตามลำดับ  

ในทางปฏิบัติ หลายเหตุการณ์ไม่ปลอดภัยในสนามบินทั่วโลกมักเกี่ยวข้อง “ข้อมูลสนามบินช่วงก่อสร้างสื่อสารไม่ชัด” หรือ “แผนภาพพื้นที่จำกัดไม่ครบถ้วน” แนวทางสากลจึงแนะนำ Construction Notice Diagram ควบคู่ NOTAM เพื่อให้เห็นภาพรวมจุดกั้น/เส้นทางวิ่งใหม่อย่างเข้าใจง่าย ลดความคลุมเครือระหว่างงานกับการจราจรอากาศยาน  

มาตรการภาคสนาม จากรั้วกั้นเตี้ยสะท้อนแสง ถึง “FOD Sweep” รายชั่วโมง

เพื่อให้ “ดัชนีความเสี่ยงตกค้าง (Residual Risk)” ลดลงสู่ระดับยอมรับได้ แผนควบคุมในภาคสนามที่ CEI (ข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม) มีทั้งมาตรการ บริหารจัดการพื้นที่ก่อสร้าง และ มาตรการเฉพาะ PBB อาทิ

  • การแบ่งเขตก่อสร้าง (barricading/demarcation) ด้วย low-profile barricades สีสะท้อนแสงตามมาตรฐานการบิน, ป้าย/ไฟเตือนกลางคืน และการติดตั้งล่วงหน้าก่อนเริ่มงานจริง เพื่อให้ผู้ปฏิบัติการภาคพื้นและนักบินสังเกตเห็นได้ชัดเจน
  • AOA access control จำกัดเส้นทางขนส่งวัสดุ (haul routes), อนุญาตเฉพาะบุคลากรที่ผ่านการอบรมขับขี่ในเขต airside, และมี safety officer เฝ้าระวังเฉพาะงานก่อสร้างสนามบิน
  • Crane Lift Plan/Fall Zone แผนยกโดยวิศวกรที่มีคุณสมบัติ, คุมเขตอันตรายห้ามบุคคลอยู่ใต้โหลด, ใช้ qualified rigger และอุปกรณ์ rigging ที่มีตัวล็อกอัตโนมัติ พร้อม “หยุดปฏิบัติการบริเวณใกล้เคียงช่วง critical lift”
  • FOD Control กำหนดรอบ FOD sweep ถี่ขึ้น (ก่อน/ระหว่าง/หลังงานแต่ละช่วง), บังคับเก็บกวาดเส้นทาง haul routes และกำหนดบทลงโทษเรื่องวินัย FOD ไว้ในสัญญาผู้รับเหมา
  • การทดสอบ/รับรอง PBB ใหม่ ดำเนิน docking test, load test และทวนสอบ “ข้อกำหนดของผู้ผลิต” เพื่อยืนยันความเข้ากันได้กับชนิดอากาศยานที่ CEI รองรับ ก่อนบรรจุขั้นตอนใช้งาน/บำรุงรักษาใน คู่มือการดำเนินงานสนามบิน (AOM) ฉบับปรับปรุง

เมื่อนำมาตรการเหล่านี้ไปใช้ตามแผน SRM รายการเสี่ยงสูงหลายรายการ—เช่น FOD/การยกหนัก/การรุกล้ำพื้นที่—จะ “เลื่อนลง” สู่โซนยอมรับได้หรือยอมรับได้แบบมีเงื่อนไข ซึ่งต้องมีการ ติดตามผลต่อเนื่อง และ Post-Implementation Review (PIR) ในระยะ 6–12 เดือน เพื่อตรวจว่ามาตรการยังมีประสิทธิผลจริงในงานประจำวัน (ข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม)

ผู้โดยสาร–สายการบิน–ชุมชนท้องถิ่น ได้อะไร/ต้องรับรู้อะไร

ต่อผู้โดยสาร — ช่วงก่อสร้างอาจมี “ข้อจำกัดการใช้งานหลุมจอด/ประตู” บางช่วงเวลา ผู้โดยสารอาจพบการเปลี่ยนประตูขึ้นเครื่องหรือใช้รถบัสรับส่ง (bus gate) แทน PBB ชั่วคราว แต่มาตรการสื่อสารผ่าน NOTAM/ประกาศสนามบิน ช่วยให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียวางแผนล่วงหน้า ลดผลกระทบความล่าช้า

ต่อสายการบิน/ผู้ปฏิบัติการภาคพื้น — การวางแผน turnaround ต้องประสานหนาแน่นขึ้น โดยเฉพาะช่วง critical lift ที่อาจมี “หยุดการปฏิบัติการบนลานจอดเฉพาะจุด” ชั่วคราว การมี “แผนภาพเขตก่อสร้าง (construction diagram)” ชัดเจนและ brief ร่วมรายสัปดาห์ช่วยให้การขยับหลุมจอด/สลับอุปกรณ์เป็นระเบียบและปลอดภัย

ต่อชุมชน/เศรษฐกิจท้องถิ่น — PBB ใหม่ที่ปลอดภัยและทันสมัยช่วยหนุนภาพลักษณ์ “เมืองท่องเที่ยวคุณภาพ” ของเชียงราย สอดคล้องยุทธศาสตร์ Green/BCG และความต้องการรองรับนักท่องเที่ยวที่เติบโตต่อเนื่องในฐานะ “เมืองรองรายได้สูง” ของประเทศ

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและการจัดการ (เพื่อความปลอดภัย+ประสิทธิภาพระยะยาว)

อ้างอิงรายงานโครงการ/แนวปฏิบัติสากล ประสานกับบริบทสนามบินที่ยังปฏิบัติการจริงตลอดเวลา บทวิเคราะห์นี้เสนอ “สามคานงัด” เพื่อให้ CEI ได้ Safety + Efficiency ไปพร้อมกัน

  1. บูรณาการ SMS ของผู้รับเหมา (Contractor SMS Integration)
    กำหนดให้ผู้รับเหมาหลัก/ผู้ผลิต PBB จัดทำ “Project Safety Plan เฉพาะโครงการสนามบิน” (ไม่ใช่คู่มือองค์กรทั่วไป) ครอบคลุม hazards เฉพาะ เช่น FOD/hot works/rigging/airside driving และ nominate safety officer ที่คุ้นเคยกฎ Part 139/มาตรฐานสนามบินในไทย ข้อกำหนดนี้ช่วยแปลง “ความปลอดภัยโครงการ” ให้กลายเป็น “ความปลอดภัยของระบบ” เมื่อบันทึกลง AOM
  2. ยกระดับเทคโนโลยี PBB/การนำร่องอัตโนมัติ
    พิจารณา PBB ที่รองรับ remote control/automatic docking เพื่อลด human error ระหว่างเชื่อมต่อประตูอากาศยาน และพิจารณา VDGS/AGDGS ในหลุมจอดที่เกี่ยวข้องเพื่อเพิ่มความแม่นยำการเข้าประจำหลุมของอากาศยาน พร้อมทั้งทำ SOP+training แก่ช่าง/ภาคพื้นให้สอดคล้อง (ข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม)
  3. Lifecycle Management และอะไหล่สำรอง (Spares & Warranty)
    จัดสัญญาบำรุงรักษาระยะกลาง–ยาวกับผู้ผลิต PBB ใหม่ (เช่น 3–5 ปี) ควบคุมอะไหล่กุญแจสำคัญและวางแผน “reuse/repurpose” ชิ้นส่วนจาก PBB เก่าที่ปลอดภัยได้ เพื่อลด downtime และต้นทุน รวมถึงวัดผล KPI ความพร้อมใช้งาน (availability) และ Mean Time Between Failures ของ PBB เพื่อดูแลความเสี่ยงตกค้างด้านความต่อเนื่อง

มุมมองมาตรฐาน/กฎระเบียบ “ไม่ใช่แค่ทำให้เสร็จ” แต่ต้อง “ทำให้สอดคล้องและตรวจสอบได้”

MOC/SRM ไม่ใช่เอกสารพิธีการ แต่เป็น “หลักฐานความปลอดภัย” ที่ผู้ตรวจสอบสนามบินของ CAAT ใช้รับรองความพร้อม โดยหลังทดสอบ PBB ใหม่เสร็จ สนามบินต้อง “ปรับปรุง AOM” ให้สะท้อนสภาพจริง—ทั้งขีดความสามารถหลุมจอด/ชนิดอากาศยานที่รองรับ ขั้นตอนปฏิบัติ/บำรุงรักษา และแผนฉุกเฉิน—เพื่อให้มาตรการควบคุมที่เคยเป็น Project Controls ถูกถ่ายโอนเป็น System Controls ของสนามบินในชีวิตจริง

การสื่อสารต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ต้องเดินหน้าควบคู่—โดยเฉพาะการแจ้ง NOTAM ผ่าน AIS ของไทย (CAAT/AEROTHAI) อย่างครบถ้วน ชัดเจน และทันเวลา รวมถึงทำ แผนภาพพื้นที่ก่อสร้าง เผยแพร่ให้สายการบิน/ภาคพื้นใช้ประกอบการวางแผนปฏิบัติการเพื่อลดความเสี่ยงจาก “ช่องว่างข้อมูล”

โครงการรื้อถอนและติดตั้ง PBB ใหม่ 2 ตัวที่ CEI คือ “แบบฝึกหัดความปลอดภัย” ที่สะท้อนความพร้อมของสนามบินไทยในการยกระดับมาตรฐานตาม ICAO/CAAT ในบริบทที่ยังต้อง “บินจริง-ก่อสร้างจริง” พร้อมกัน การคุมเข้ม “สามเสี่ยงหลัก”—FOD, Heavy Lifting, Airside Incursion—ด้วยมาตรการเฉพาะงานสนามบิน (barricading, FOD sweep, crane lift plan, fall zone, haul routes, airside escort) บวกการสื่อสาร NOTAM/AIS ที่ทันเวลา จะลด “ความเสี่ยงเริ่มต้น” ลงสู่ “ความเสี่ยงตกค้างที่ยอมรับได้”

ในเชิงยุทธศาสตร์ การบูรณาการ SMS ของผู้รับเหมา, ยกระดับ เทคโนโลยี PBB/ระบบนำร่อง, และจัดการ วงจรชีวิต PBB อย่างเป็นระบบ จะช่วยให้ CEI ไม่เพียง “ผ่านโครงการ” แต่ “ผ่านการพิสูจน์ระบบ”—ส่งมอบความปลอดภัยและคุณภาพบริการที่สอดคล้องมาตรฐานสากล รองรับการเติบโตของผู้โดยสาร และเสริมภาพลักษณ์เชียงรายในฐานะ “เมืองท่องเที่ยวคุณภาพสูง” อย่างยั่งยืน

แหล่งข้อมูลอ้างอิง (ตรวจสอบได้)

  1. ICAO – Safety Management (Annex 19, SMS concept & framework) ภาพรวมกรอบ Annex 19/SMS และบทบาทของผู้ให้บริการ/ผู้กำกับดูแล (อธิบายโครง SMS, MOC/SRM ในระดับหลักการ). อ้างอิง: ICAO – Safety Management (หน้า overview และ knowledge center)
  2. CAAT – บทความ/หน้าความรู้เรื่อง Safety Management System บทบาทของระบบ SMS ในการยกระดับความปลอดภัยการบินพลเรือนของไทย (แนวคิด/บทบาท/ประโยชน์)
  3. FAA AC 150/5370-2G – Operational Safety on Airports During Construction: แนวทางมาตรฐานสหรัฐฯ สำหรับ “ความปลอดภัยระหว่างก่อสร้างในสนามบินที่ยังปฏิบัติการจริง” ครอบคลุมการกั้นพื้นที่, FOD, งานยกหนัก, การประสานงาน, การแจ้งเตือน ฯลฯ  
  4. AIP/eAIP Thailand – AIS/NOTAM (CAAT/AEROTHAI) โครงสร้าง/ซีรีส์ของ NOTAM ไทย (Series A/C) และรายการ NOTAM ที่ยังมีผล—ตอกย้ำบทบาท AIS/NOTAM ในการสื่อสารข้อจำกัดสนามบินช่วงก่อสร้าง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ท่าอากาศยานนานาชาติแม่ฟ้าหลวง เชียงราย (CEI)
  • GATC Thailand
  • ICAO — กรอบมาตรฐาน Annex 19 (SMS/MOC/SRM) สำหรับการจัดการความปลอดภัยระดับสากล
  • CAAT — หน่วยงานกำกับดูแลความปลอดภัยการบินพลเรือนของไทยและ AIS/eAIP/NOTAM
  • AEROTHAI (AIS/NOTAM) — ผู้ให้บริการข่าวสารการบินและระบบ NOTAM ไทย
  • FAA — เอกสารแนวปฏิบัติความปลอดภัยระหว่างก่อสร้างสนามบิน (AC 150/5370-2G) ซึ่งใช้เป็นอ้างอิงสากลด้านวิธีปฏิบัติ
  •  
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

CP Axtra ทุ่มพลิกโฉม! Lotus’s เชียงราย สู่ Happy Mall ศูนย์รวม Lifestyle Hub

“CP Axtra เร่งเครื่อง Happy Mall” เปิดเกมเชียงราย โมเดลใหม่พลิกโฉมค้าปลีก—จากห้างสู่ศูนย์รวมชีวิตชุมชน

เชียงราย, 13 พฤศจิกายน 2568 – วงการค้าปลีกไทยกำลังอยู่ในห้วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ เมื่อ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CPAXT ขยับจากเกม “ขายของ” ไปสู่เกม “ขายประสบการณ์” ด้วยการพลิกโฉม Lotus’s สู่แนวคิด “Happy Mall”—จุดหมายปลายทางด้านไลฟ์สไตล์และชุมชน (Lifestyle Hub / SMART Community Center) ที่ตั้งใจทำให้ศูนย์การค้าเป็นมากกว่าสถานที่ซื้อสินค้า แต่เป็น “พื้นที่แห่งความสุขของชุมชน” ในทุกวัน

หัวหอกเชิงยุทธศาสตร์ในภูมิภาคเหนือคือ โครงการ Lotus’s Lifestyle Mall เชียงราย บนที่ตั้ง ตลาดนำสวัสดิ์เดิม ใกล้สี่แยกศรีทรายมูล ถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ อำเภอเมือง—ทำเลที่ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า “เหมาะสมต่อการเป็นศูนย์กลางกิจกรรมของเมือง” ทั้งในมิติการจับจ่าย พักผ่อน สุขภาพ และความบันเทิง

สารตั้งต้นโมเดล 4 เสาหลักแห่งความสุข—Complete Offering (ครบจบในที่เดียว),Food Destination (ศูนย์รวมอาหาร),Lifestyle Destination (แฟชั่น ฟิตเนส บันเทิง/โรงภาพยนตร์), และSpace Utilization (บริหารพื้นที่เพื่อกิจกรรมชุมชน/สุขภาพ/สิ่งแวดล้อม) Happy Mall จาก “Transaction” สู่ “Experience”

การเร่งเครื่อง Happy Mall ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนโลโก้หรือรีแบรนด์จาก Tesco Lotus เป็น Lotus’s หากแต่เป็นการย้ายจุดศูนย์ถ่วงของธุรกิจจาก Transaction ไปสู่ Experience—สอดรับความจริงใหม่ของผู้บริโภคที่ “ไปห้างเพื่อใช้เวลา” มากกว่า “ไปห้างเพื่อซื้อของอย่างเดียว”

ในระดับองค์กร CPAXT วางแผน เปิดสาขาใหม่ + ปรับปรุง 31 ศูนย์ ขยายคอนเซ็ปต์ Happy Mall ทั่วประเทศ โดยใช้ โมเดล Hybrid Wholesale ผสานจุดแข็งของ Makro (ค้าส่ง B2B/ซัพพลายเชน/ต้นทุน) เข้ากับ Mall Management ของ Lotus’s เพื่อสร้างรายได้จากค่าเช่าคุณภาพ (คลินิก, ฟิตเนส, ร้านอาหารแบรนด์ดัง, ไลฟ์สไตล์) ควบคู่รายได้ค้าปลีกอาหารที่มั่นคง

โครงสร้างการลงทุนถูกยกระดับด้วยบริษัทโฮลดิ้ง “AGP – Extra Growth Plus” เพื่อเพิ่มความคล่องตัวทางการเงิน รองรับดีลพันธมิตรและการหมุนทรัพย์สินเชิงกลยุทธ์ของศูนย์การค้าในเครือ

เชียงราย เมืองรองศักยภาพสูง—ดีไซน์เป็น Lifestyle Hub ของจริง

Lotus’s Lifestyle Mall เชียงราย ถูกออกแบบบนที่ดิน เกือบ 18 ไร่, อาคาร 2 ชั้น, วาง “แม่เหล็ก” ดึงทราฟฟิกด้วย ตลาดโลตัส และ โรงภาพยนตร์ (คาด 5+ โรง) เพื่อสร้าง “วงจรการใช้เวลา” ตลอดวัน—เช้าเพื่อธุระครัวเรือนและสุขภาพ, กลางวัน/ค่ำเพื่ออาหารและความบันเทิง

ไทม์ไลน์สำคัญ

  • รื้อถอนอาคารเดิม ก.ย.–ต.ค. 2568
  • เริ่มก่อสร้าง พ.ย. 2568
  • ระยะก่อสร้าง 11–12 เดือน
  • คาดเปิดบริการ ปี 2569

แม้ไทม์ไลน์จะกระชั้น แต่การวางองค์ประกอบ Complete Offering (เพิ่มคลินิก/ร้านยา/ฟิตเนส/บริการชุมชน) และ Food & Lifestyle Destination (ศูนย์รวมอาหาร + โรงหนัง) จะขยายฐานลูกค้าทุกวัย โดยเฉพาะครอบครัวและคนทำงานเมืองเชียงรายที่มองหาพื้นที่ใช้เวลากับคนรักมากขึ้น

แตะจุดอ่อนไหวชุมชน—เปลี่ยน “ตลาดนำสวัสดิ์” เป็น “พื้นที่ความทรงจำใหม่”

การทดแทนแลนด์มาร์กอย่าง “ตลาดนำสวัสดิ์” ย่อมมากับความรู้สึกทับซ้อนในชุมชน ระหว่าง “อาลัยอดีต” กับ “ยินดีต่ออนาคต” นักวิเคราะห์ชี้ว่า กุญแจความสำเร็จของ Happy Mall เชียงราย จึงไม่ใช่เพียงคุณภาพร้านค้า แต่คือ วิธีใช้พื้นที่เพื่อสังคม” ตามเสาหลัก Space Utilization—เช่น

  • Happy Community Event แอโรบิก/ตรวจสุขภาพฟรี/ตลาดชุมชนผู้ประกอบการรายย่อย
  • Recycling Market (AXTRA Green Together) ยกระดับพฤติกรรมรักษ์โลก
  • Co-creation Space เวทีเล็กให้โรงเรียน/มหาวิทยาลัย/ชุมชน นำกิจกรรมมา “เล่าเรื่องเชียงราย” ด้วยตัวเอง

แนวทางเช่นนี้ทำให้ มอลล์ = โครงสร้างพื้นฐานทางสังคม (Social Infrastructure) มากกว่าจะเป็น “อาคารเชิงพาณิชย์”—ยิ่งคอนเซ็ปต์นี้บรรลุเป้าหมายความเป็น “ของทุกคน” ได้มากเท่าไร โอกาสสำเร็จของโครงการก็ยิ่งสูงเท่านั้น

เครื่องยนต์คู่ยังแรง ผลประกอบการ–ออนไลน์โต–ขยาย 100 สาขา

ตัวเลข 9 เดือนปี 2568 ของ CPAXT สะท้อนความแข็งแรงของเครื่องยนต์คู่—ค้าส่งและค้าปลีก

  • รายได้รวม 386,050 ล้านบาท
  • กำไรสุทธิ 6,794 ล้านบาท
  • ขยายสาขา 100 แห่ง ทั่วประเทศ
  • ยอดขายออนไลน์ โต 31% YoY (ผนึก B2B + แพลตฟอร์มออนไลน์)
    พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์ Private Label เพื่อเพิ่มมาร์จิ้นและความแตกต่างเชิงสินค้า

ในระดับภูมิภาค บริษัทประกาศร่วมมือพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ (เช่น Ayala ในฟิลิปปินส์) และเข้าซื้อกิจการด้าน Food Service (เช่น Lucky Frozen ภายใต้ Renewed Hope Pte. Ltd.) เพื่อขยายพอร์ตและเสริมความแข็งแกร่งซัพพลายเชนอาหารระดับอาเซียน สอดคล้องภาพการเป็น Regional Retail & Foodservice Leader

ด้านความยั่งยืน บริษัทได้รับการประเมิน MSCI ESG Rating 2025 ระดับ “A” (จาก “BBB” ปีก่อน) สะท้อนความก้าวหน้า ESG และช่วยดึงดูดกลุ่มนักลงทุนสถาบันในมิติระยะยาว

ทำไม “Happy Mall Model” จึงตอบโจทย์ยุคอีคอมเมิร์ซ?

คำตอบสั้นที่สุดคือ—ประสบการณ์นอกบ้าน (Out-of-Home Experiences) แทนที่ออนไลน์ได้ยาก

  • Food Destination การพบปะ/รับประทานอาหารร่วมกัน
  • Lifestyle Destination โรงภาพยนตร์/ฟิตเนส/กิจกรรมเด็กและครอบครัว
  • Complete Offering คลินิก/ร้านยา/ธุรกรรม—บริการสัมผัสจริง
  • Space Utilization งานชุมชน/ตลาดคนตัวเล็ก/กิจกรรมสุขภาพ—สร้าง “ความรู้สึกเป็นเจ้าของ”

ทั้งหมดนี้คือ เกราะกันความโภคภัณฑ์” (Commoditization Defense) ของศูนย์การค้า ที่ทำให้ลูกค้ากลับมาบ่อยด้วยเหตุผลมากกว่าราคา—คือ ความสุข ความสะดวก และความสัมพันธ์กับชุมชน

ภาพใหญ่ปี 2569 17 โครงการ—เพิ่มพื้นที่เช่า >100,000 ตร.ม.—เป้าหมายทราฟฟิก 5,000 ล้านครั้ง/ปี

โรดแมปที่ประกาศ เริ่มทรานส์ฟอร์มตั้งแต่ไตรมาส 4 ปีนี้ ยาวไปทั้งปี 2569 ด้วย ปรับโฉมเดิม 7 แห่ง + โครงการใหม่ 10 แห่ง ในเมืองหลักและเมืองรอง (กทม., ชลบุรี, เชียงใหม่, เชียงราย, หาดใหญ่, ภูเก็ต, นครสวรรค์, ขอนแก่น, เพชรบุรี ฯลฯ) เพื่อสร้างเครือข่าย “Happy Mall ใกล้บ้าน” ให้คนใช้ชีวิตจริงในทุกวัน

ตัวเลขเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ ทราฟฟิก 5,000 ล้านครั้ง/ปี ชี้ถึงความทะเยอทะยานของเครือข่ายมอลล์ที่ต้องการเป็น จุดหมายประจำย่าน” มากกว่า “สถานที่ช้อปปิ้งเป็นครั้งคราว” และการเพิ่มพื้นที่เช่ารวม กว่า 100,000 ตร.ม. จะเป็นฐานรายได้ค่าเช่าให้ Mall Business เด่นชัดขึ้น ขณะที่ซัพพลายเชนอาหารจาก Makro คงความได้เปรียบด้านราคา/คุณภาพสำหรับโซนไฮเปอร์มาร์เก็ต

มุมมองความเสี่ยงและเงื่อนไขความสำเร็จ

  1. ไทม์ไลน์ก่อสร้าง 11–12 เดือนสำหรับโครงการ 18 ไร่ ถือว่า “ท้าทาย” ต้องบริหารสัญญา/ซัพพลาย/แรงงานอย่างรัดกุม เพื่อลดความเสี่ยงเปิดล่าช้า
  2. Tenant Mix & Localization ต้องบาลานซ์แบรนด์ระดับประเทศกับผู้ประกอบการท้องถิ่นให้ “สะท้อนรสนิยมเชียงราย” ไม่ให้เป็นมอลล์ไร้ตัวตน
  3. Community Acceptance การแทนที่ตลาดนำสวัสดิ์จำเป็นต้องมี “แผนสื่อสารชุมชน” ตั้งแต่ต้นทาง—ออกแบบพื้นที่กิจกรรมฟรี/ตลาดชุมชน/ทุนเล็กให้ผู้ค้าเดิมเปลี่ยนผ่าน
  4. ESG & Social Impact ชี้วัดผลลัพธ์สังคมเป็นตัวเลขได้ (จำนวนกิจกรรมสุขภาพ/รายได้ตลาดชุมชน/ปริมาณขยะรีไซเคิล) เพื่อสร้าง “ความ正当” ทางสังคมและรายงานต่อผู้มีส่วนได้เสีย

เชียงรายในภาพโครงสร้าง ทำไมที่นี่? ทำไมตอนนี้?

เชียงรายกำลังอยู่ในลูปอัพเกรดโครงสร้างพื้นฐาน—ทั้ง ขยายสนามบินแม่ฟ้าหลวง (ตั้งเป้าความจุ 6–8 ล้านคน/ปี), รถไฟทางคู่เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ และนโยบายดันเมืองรองด้านท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ สร้าง “แรงหนุน” การบริโภค การเดินทาง การลงทุน

Happy Mall เชียงราย จึงไม่ใช่แค่โครงการค้าปลีก แต่เป็น แพลตฟอร์มเศรษฐกิจเมือง ที่ช่วยกระจายรายได้ สร้างงาน และยกระดับคุณภาพชีวิต หากทำสำเร็จจะเป็น “ต้นแบบเมืองรอง” ที่โคลนได้ทั่วประเทศ

“แม้สภาวะเศรษฐกิจท้าทาย เราเดินเกมยืดหยุ่น—ผสานข้อมูล/AI/ออมนิแชนเนล ขยายสาขาและปรับพื้นที่เช่าในทำเลศักยภาพ เพื่อให้ ‘Happy Mall’ เป็นพื้นที่ความสุขของชุมชน และสร้างโอกาสเติบโตต่อเนื่องในไตรมาสถัดไป”

การทรานส์ฟอร์ม Lotus’s → Happy Mall คือการย้ายอัตลักษณ์จาก “ร้านค้าขนาดใหญ่” เป็น “พื้นที่สาธารณะเชิงพาณิชย์ของชุมชน” ที่คนมาใช้ชีวิตจริง จุดต่างของผู้ชนะในยุคนี้ไม่ใช่ “ใครสินค้าถูกกว่า” แต่คือ “ใครทำให้ผู้คนอยากกลับมาบ่อยกว่า”—ด้วยอาหารที่หลากหลาย ประสบการณ์บันเทิงที่แทนออนไลน์ไม่ได้ บริการสุขภาพจำเป็น และพื้นที่ให้คนท้องถิ่นได้ “เล่าเรื่องของตัวเอง”

เชียงราย จึงกลายเป็น สนามพิสูจน์ ว่า โมเดล “Happy Mall” สามารถทำให้ห้าง “กลายเป็นบ้านหลังที่สองของเมือง” ได้จริงเพียงใด และจะถูกคัดลอกไปยังเมืองรองอื่นอย่างมีความหมายอย่างไรในปี 2569 เป็นต้นไป

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • CP Axtra (CPAXT)
  • Lotus’s Lifestyle Mall เชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

ท่ามกลางวิกฤตโกโก้โลก ไทยฉวยโอกาส ปั้นคลัสเตอร์เชียงราย เน้นแปรรูป-คุณภาพสูง

เชียงรายปั้น “โกโก้พรีเมียม” สู่เวทีโลก คลัสเตอร์ภาคเหนือเดินเกมคุณภาพ—ภาครัฐหนุนเชิงนโยบาย—ตลาดส่งออกพุ่งท่ามกลางภาวะขาดแคลนโกโก้โลก

เชียงราย, 13 พฤศจิกายน 2568 — ในวันที่ “โกโก้โลก” กำลังเผชิญคลื่นสั่นสะเทือนจากภาวะอุปทานตึงตัว ราคาตลาดพุ่งแรง และความเสี่ยงจากสภาพอากาศสุดขั้ว เมืองเหนืออย่างเชียงรายกลับเลือก “อ่านเกม” ต่างจากเดิม—ไม่แข่งที่ปริมาณ แต่ยกระดับ “คุณภาพ” ผ่านโมเดลคลัสเตอร์ แปรรูป และเอกลักษณ์เชิงถิ่น (single origin) เพื่อก้าวจาก “มวยรอง” สู่ “ดาวรุ่งรายใหม่” ในตลาดพรีเมียมโลก

แม้ประเทศไทยยังถูกจัดวางไว้ในฐานะผู้เล่นขนาดเล็กในห่วงโซ่โกโก้โลก—ผลผลิตทั้งประเทศประมาณ 3,000–4,000 ตัน/ปี เทียบกับอุตสาหกรรมโลกกว่า 4,000,000 ตัน/ปี และส่งออกเมล็ดดิบยังต่ำกว่า 1,000 ตัน/ปี—แต่ความได้เปรียบใหม่กำลังก่อตัวอย่างมีนัยสำคัญ ราคาตลาดโลกในเดือนตุลาคม 2567 ขยับสู่ 6.6 ดอลลาร์สหรัฐ/กก. เพิ่มขึ้น 83.3% เมื่อเทียบปีต่อปี ขณะที่ “สินค้าโกโก้แปรรูป” ของไทยทำผลงานโดดเด่นในช่วง 9 เดือนแรกปี 2567 ด้วยมูลค่าส่งออก 74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโต 16.4% โดยตลาดหลักอย่าง ญี่ปุ่น โต 42.2% และ จีน โต 40.3% สะท้อนโอกาสที่ชัดเจนของ “รสชาติ มาตรฐาน เรื่องเล่าเชิงถิ่น” มากกว่าการแข่งขันแบบสินค้าโภคภัณฑ์

ภายใต้ภาพใหญ่ดังกล่าว เชียงราย—จาก “เมืองกาแฟที่คนทั้งโลกคุ้นชื่อ”—กำลังก้าวสู่ “เมืองโกโก้” ผ่านสามคานงัดสำคัญ (1) คลัสเตอร์ที่ทำงานครบห่วงโซ่ (2) โมเดลแปรรูป craft/single origin ที่ใส่ใจการหมัก ตาก คุณภาพถ้วย (cup quality) และ (3) การเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวเชิงเกษตรคุณภาพสูง เพื่อดึงทั้งรายได้และการรับรู้ของผู้บริโภคเข้าหาสินค้า “โกโก้เชียงราย”

จาก “มวยรอง” สู่ “จุดตั้งต้นใหม่”—ตัวเลขที่เปลี่ยนภูมิทัศน์

บทความเชิงวิเคราะห์ของ กรุงเทพธุรกิจ ตั้งคำถามสำคัญว่า “ทำไมเมล็ดโกโก้ไทยยังเป็นแค่ ‘มวยรอง’ ในตลาดโลก?” ทั้งที่ในความจริง เกษตรกรไทยหลายรายพัฒนาคุณภาพจนคว้ารางวัลนานาชาติซ้ำแล้วซ้ำเล่า และบางรายพลิกจากต้นทุน 20–30 บาท/กก. เป็นสินค้าคราฟต์มูลค่า 500–600 บาท/กก. รวมถึงส่งออกได้จริง

คำตอบส่วนหนึ่งอยู่ที่ “โครงสร้างอุตสาหกรรมยังอยู่ในวัยตั้งไข่” — ความรู้หลังเก็บเกี่ยว (post-harvest) และมาตรฐานหมัก ตากยังไม่เท่ากันในแต่ละพื้นที่ พันธุ์ สิ่งแวดล้อม กระบวนการผลิตยังทำให้ “คุณภาพเหวี่ยง” เมื่อคุณภาพไม่นิ่ง ผู้ซื้อรายใหญ่ย่อมลังเล ขณะเดียวกัน “ภาพจำของผู้บริโภค” ในประเทศยังมองโกโก้เป็น “ของหวานรสนม น้ำตาล” มากกว่าจะดื่มโกโก้แท้แบบ specialty ส่งผลให้ร้านโกโก้สเปเชียลตี้ในเมืองใหญ่มีเพียง “หยิบมือ”—เฉลี่ยจังหวัดละไม่เกิน 10 แห่ง ตรงกันข้ามกับร้านกาแฟแบบ slow bar/roaster ที่ผุดขึ้นมากมาย

แต่เมื่อ “ราคาตลาดโลก” พุ่ง 83.3% ในรอบปีล่าสุด—เกมก็เริ่มเปลี่ยน ผู้ผลิตที่เน้นคุณภาพมีแรงจูงใจทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ขณะที่ฝั่งผู้ซื้อเริ่มเสาะหาแหล่งวัตถุดิบใหม่ที่เล่าเรื่อง “terroir” ได้จริง นี่คือช่วงเวลา “หน้าต่างโอกาส” ของเชียงราย

เชียงรายวางหมาก—ปั้นคลัสเตอร์ครบห่วงโซ่และยึด “คุณภาพเป็นเข็มทิศ”

คลัสเตอร์โกโก้ภาคเหนือ (CocoaThai/Cocoa Doi) ในอำเภอแม่จัน—ขับเคลื่อนโดยเครือข่ายฝึกอบรมและการจัดการแปรรูปแบบอินทรีย์—ทำหน้าที่หนุน “กลางน้ำ” ให้เกษตรกรเข้าใจการหมัก การตาก การคัดคุณภาพอย่างเป็นระบบ เพื่อยกระดับจาก “ขายสด ราคาต่ำ” ไปสู่ “ขายเมล็ดหมักมาตรฐาน–มูลค่าสูง” และเชื่อมต่อกับผู้แปรรูป craft/single origin ทั้งในและต่างประเทศ

ขณะที่โครงการ Cocoa Land Chiang Rai บนพื้นที่กว่า 200 ไร่ ที่ห้วยสัก (อำเภอเมือง) ใช้โมเดล “เกษตร–ท่องเที่ยว” สมัยใหม่มีแปลงสาธิต 60 ไร่, พิพิธภัณฑ์โกโก้, ร้านอาหารอินทรีย์ และพูลวิลล่า—ทำให้ผู้บริโภค “สัมผัสประสบการณ์” ก่อนตัดสินใจซื้อ และช่วยสร้าง แบรนด์พื้นที่ (place branding) ให้ “โกโก้เชียงราย” เป็นมากกว่าวัตถุดิบ—แต่คือ “จุดหมายปลายทาง”

ปลายทางของห่วงโซ่ยังมีผู้เล่นแปรรูปคุณภาพอย่าง Boo Chocolate House ในแม่จัน ที่ย้ำหัวใจ “single origin” ให้ชัด—รสชาติ กลิ่น เนื้อสัมผัสที่สะท้อนดิน ฝน ความสูง วิธีหมักเฉพาะถิ่น สิ่งเหล่านี้คือ “ทุนความต่าง” ที่ประเทศผู้ผลิตปริมาณมากทำได้ยาก

ตลาดต่างประเทศตอบรับ—ญี่ปุ่นและจีนโตแรง แคนาดาพุ่งระดับสามร้อยเปอร์เซ็นต์

ข้อมูล 9 เดือนแรกปี 2567 สะท้อนศักยภาพฝั่งดีมานด์อย่างแจ่มชัด—มูลค่าการส่งออกโกโก้และผลิตภัณฑ์ปรุงแต่งของไทยรวม 74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (+16.4% y/y) โดย ญี่ปุ่น โต 42.2% และ จีน โต 40.3% ยังมีตลาดดาวรุ่งอย่าง แคนาดา โตถึง +392%, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ +90.7%, และ สหรัฐฯ +46.3% ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้เพียง “สวยงาม” ทางสถิติ แต่บอกเราว่า ตลาดพรีเมียมกำลัง มองหา โกโก้ที่เล่าเรื่องคุณภาพได้จริง—ซึ่งสอดรับกับทิศทางที่เชียงรายกำลังเดิน

นอกจากนี้ โครงสร้างการค้าของไทยยัง “ปกป้องมูลค่า” โดยธรรมชาติ เพราะ 99% ของการส่งออกเป็น “ผลิตภัณฑ์แปรรูปและช็อกโกแลต” ไม่ใช่เมล็ดดิบ (ซึ่งไทยอยู่อันดับ 68 ของโลก มูลค่าเพียง 0.12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2566) โมเดลนี้ช่วยให้ไทย “หนี” การแข่งขันราคาแบบสินค้าดิบ และ “เข้าใกล้” ผู้บริโภคปลายทางมากขึ้น

จุดเปราะบางที่ต้องแก้—คุณภาพต้องนิ่ง คลัสเตอร์ต้องแน่น ผู้บริโภคต้องเข้าใจ

แม้โครงเรื่องเชิงบวกจะชัดเจน แต่อุปสรรคสำคัญยังมีอย่างน้อยสี่ประการ

  1. มาตรฐานหลังเก็บเกี่ยว (post-harvest) — การหมัก ตาก คัดคุณภาพยังไม่สม่ำเสมอระหว่างแปลง หากคุณภาพเหวี่ยง “แบรนด์ถิ่น” จะสั่นคลอน
  2. โครงสร้างราคารับซื้อ — เกษตรกรจำนวนมากยังขายผลผลิตสด 20–30 บาท/กก. ต่างจากรายที่แปรรูปเองซึ่งทำได้ถึง 500–600 บาท/กก. ช่องว่างนี้สะท้อน “ความรู้ เครื่องมือ ตลาด” ที่ยังเข้าถึงไม่เท่ากัน
  3. รับรู้ของผู้บริโภค — ร้านโกโก้สเปเชียลตี้เฉลี่ยจังหวัดละไม่เกิน 10 แห่ง ทำให้คนส่วนใหญ่ยังเข้าใจโกโก้ผ่าน “ช็อกโกแลตผสมนม–น้ำตาล” มากกว่า “โกโก้แท้” การศึกษาตลาด การสื่อสาร การสร้างประสบการณ์จึงสำคัญ
  4. การรวมกลุ่ม — หากไม่รวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชนหรือคลัสเตอร์ เพื่อรวมมาตรฐาน ต่อรองราคา เล่าเรื่องร่วมกัน ศักยภาพ single origin ระดับโลกจะเกิดได้ยาก

นโยบายรัฐคือคานงัด—เพิ่ม “โกโก้” เข้าคณะอนุกรรมการพืชสวน และขับเคลื่อนปลายน้ำโดยกระทรวงอุตสาหกรรม

ปี 2567 ถือเป็น “จุดเปลี่ยนเชิงสถาบัน” เมื่อคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ เห็นชอบให้เพิ่ม “โกโก้” อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ คณะอนุกรรมการพืชสวน (แต่เดิมดูแลเพียง 5 รายการเมล็ดกาแฟ, กาแฟสำเร็จรูป, ชา, พริกไทย, ลำไย) การยกระดับนี้หมายถึง “กรอบสนับสนุนระยะยาว” และ “มาตรฐานกลาง” ที่จะทำให้โครงสร้างอุตสาหกรรมเติบโตอย่างเป็นระบบ

ขณะเดียวกัน กระทรวงอุตสาหกรรม ได้รับโจทย์ชัดเจนให้เร่งคุณภาพ “กลางน้ำ ปลายน้ำ” ตั้งแต่การยกระดับโรงงานหมัก ตาก การพัฒนา “รสชาติ” เป็นเป้าหมาย (เพราะรสคือหัวใจของตลาดพรีเมียม) ไปจนถึงการนำเทคโนโลยี Smart Farming และโมเดล โรงงานขนาดเล็ก รองรับพื้นที่ปลูกที่เพิ่มขึ้น—ทั้งหมดนี้คือ “ชิ้นส่วน” ของจิ๊กซอว์เดียวกันที่จะช่วยให้ “คลัสเตอร์เชียงราย” ไปไกลกว่าเดิม

เศรษฐศาสตร์เกษตรที่ “ใช่”—แรงจูงใจชัด รายได้รายเดือน และพันธุ์ที่สอดคล้องตลาด

บทเรียนจากพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะ จังหวัดน่าน ชี้ให้เห็นว่าโกโก้ “สร้างรายได้สม่ำเสมอ” ได้—สวนโกโก้อายุ 3–4 ปี มีรายได้ขั้นต่ำ 3,000 บาท/ไร่/เดือน เทียบกับพืชผลตอบแทนต่ำอย่างข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ขายเพียง 7 บาท/กก. ข้อมูลเช่นนี้ ทำให้การ “เปลี่ยนพืช” เกิดขึ้นได้จริงเมื่อ “ความรู้ ตลาด เครื่องมือแปรรูป” พร้อม

ด้านพันธุ์ “ลูกผสมชุมพร 1” ถูกระบุว่าตอบโจทย์ตลาด—ให้ผลผลิตเฉลี่ย 127 กก./ไร่ และมีปริมาณไขมันสูงราว 57% ซึ่งสำคัญทั้งสำหรับอุตสาหกรรมช็อกโกแลตและการสกัดโคโค่บัตเตอร์ เมื่อ “พันธุ์” สอดคล้องกับ “การหมัก–ตาก” ที่เป็นมาตรฐาน โอกาสย่อมขยายตัวทั้งในประเทศและส่งออก

แผนแม่บท 2568–2570 สำหรับเชียงราย—ข้อเสนอเชิงปฏิบัติ

เพื่อเร่งเครื่องให้เชียงราย “ขึ้นชั้น” เป็นเขตเศรษฐกิจโกโก้พรีเมียมของไทยและอาเซียนตอนบน ข้อเสนอเชิงปฏิบัติที่สอดรับตัวเลขและนโยบายมีดังนี้

1) ลงทุนศูนย์หลังเก็บเกี่ยวมาตรฐาน (Fermentation & Drying Hubs)

  • เป้าหมายคุณภาพ “นิ่ง” ทั้งคลัสเตอร์ ลดความเหวี่ยงจากฤดูกาล อากาศ
  • บทบาทเป็นจุดทดสอบคุณภาพ (เช่น bean-cut test/ความชื้น) และศูนย์เรียนรู้ร่วม

2) ระบบรับรองคุณภาพ แบรนด์ถิ่น (GI/Organic/Fair Trade)

  • ยกระดับ “พรีเมียม” และต่อรองราคาได้ดี
  • เชื่อมการสื่อสารตลาดสากลจาก “เมล็ดเชียงราย” สู่ “ประสบการณ์เชียงราย”

3) ตลาดกลางโกโก้ภาคเหนือแบบโปร่งใส

  • เผยแพร่กรอบราคาอิงคุณภาพ—จูงใจให้เกษตรกรลงทุนการหมัก ตาก
  • ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้เล่นรายใหญ่ รายย่อย

4) Agri-Tourism & Cocoa Experience

  • ขยายบทเรียนจาก Cocoa Land ให้เป็น “เส้นทางท่องเที่ยวโกโก้เชียงราย” (Cocoa Route)
  • ร้าน craft/โรงงานขนาดเล็ก/พิพิธภัณฑ์ เวิร์กช็อป สร้างดีมานด์ภายในและภาพจำระดับประเทศ

5) พันธมิตรการค้าต่างประเทศเชิงกลยุทธ์

  • รักษาฐาน ญี่ปุ่น–จีน (คุณภาพ/ความสม่ำเสมอ) พร้อม “เร่งต่อยอด” ตลาดที่โตผิดปกติ เช่น แคนาดา (+392%) และ สหรัฐฯ (+46.3%) ด้วยเส้นทาง single origin เฉพาะถิ่น
  • ใช้ “เรื่องเล่า” เป็นสะพานที่มา ชุมชน ภูมิอากาศ กระบวนการหมัก

ตัวเลข “มีชีวิต”—จากเมล็ดสู่เมือง

จุดแข็งที่หลายประเทศไม่มีคือ “เล่าเรื่องได้ครบ” จากสวนบนดินสูง—แปลงสาธิต—ศูนย์หมัก—โรงงานคราฟต์—คาเฟ่สเปเชียลตี้—พิพิธภัณฑ์—เส้นทางท่องเที่ยว ทั้งหมดนี้ “มัดรวม” เป็นหนึ่งเดียวในเชียงรายได้จริง หากคลัสเตอร์ยึด “คุณภาพเป็นเข็มทิศ” และรัฐช่วย “เร่งเครื่อง เปิดทาง” ในจุดที่เป็นคอขวด (มาตรฐาน ทุนเครื่องมือ ตลาดกลาง) เมืองทั้งเมืองจะได้ประโยชน์จาก “ตัวคูณทางเศรษฐกิจ” ตั้งแต่เกษตรกร ผู้แปรรูป ผู้ประกอบการท่องเที่ยว บริการ โลจิสติกส์

ในโลกที่ราคาโกโก้แกว่งแรง ผู้ชนะไม่ใช่ผู้ผลิตที่ปลูกมากสุดเสมอไป—แต่คือผู้ที่ “ทำให้คุณภาพนิ่ง เล่าเรื่องชัด และส่งมอบประสบการณ์ที่ผู้บริโภคอยากกลับมาซ้ำ” เชียงรายมีชิ้นส่วนทั้งหมดนี้อยู่แล้ว—เหลือเพียง “ประกอบร่าง” ให้แน่นหนา

บทสรุปเชิงนโยบายและภาคปฏิบัติ

  • ระยะสั้น (12 เดือน) ตั้งจุดหมัก ตากมาตรฐานต้นแบบ 1–2 จุด/คลัสเตอร์, วางเกณฑ์คุณภาพร่วม, ทำคู่มือหมัก ตากฉบับชุมชน, ออกแบบสตอรี่ไลน์ “Cocoa Route เชียงราย” สำหรับสื่อและนักท่องเที่ยว
  • ระยะกลาง (18–24 เดือน) เดินเรื่อง GI/Organic และมาตรฐานการค้า, เปิดตลาดกลางคุณภาพ, ทำโครงการจับคู่ธุรกิจกับผู้ซื้อในญี่ปุ่น จีน อเมริกาเหนือ
  • ระยะยาว (36 เดือน) ปั้น “เชียงราย มหานครโกโก้คุณภาพ” เชื่อมคลัสเตอร์น่าน ลำปาง เชียงใหม่ เป็นซูเปอร์คลัสเตอร์ภาคเหนือ สร้างงานวิจัยสายพันธุ์ การหมักเชิงวิทยาศาสตร์ และศูนย์เรียนรู้ระดับนานาชาติ

ข้อควรระวังเชิงยุทธศาสตร์เมื่อราคาตลาดโลกสูง—แรงจูงใจด้าน “ปริมาณ” จะถาโถมเข้ามา แต่เส้นทางที่ยั่งยืนสำหรับเชียงรายคือ “คุณภาพ เรื่องเล่า มาตรฐาน” เพราะนี่คือสิ่งที่ทำให้เราแตกต่าง และป้องกันไม่ให้โกโก้ไทยเดินซ้ำรอย “ทุเรียนสดยุคบูม” ที่สูญเสียความได้เปรียบเชิงแปรรูปให้ประเทศเพื่อนบ้าน

ตัวเลขชวนคิด (จากข้อมูลที่ผู้ขอข่าวจัดมาให้)

  • ราคาตลาดโลก (ต.ค. 2567) 6.6 ดอลลาร์/กก. (+83.3% y/y)
  • กำลังผลิตไทย3,000–4,000 ตัน/ปี; ส่งออกเมล็ดดิบ <1,000 ตัน/ปี
  • ส่งออกสินค้าโกโก้แปรรูป (ม.ค.–ก.ย. 2567) 74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (+16.4%)
    • ญี่ปุ่น +42.2%, จีน +40.3%, เมียนมา +19.4%
    • แคนาดา +392%, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ +90.7%, สหรัฐฯ +46.3%
  • โครงสร้างการส่งออกของไทย: 99% เป็นสินค้าปลายทาง/แปรรูป
  • เมล็ดดิบไทยปี 2566: 0.12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (อันดับ 68 ของโลก)
  • พันธุ์ “ลูกผสมชุมพร 1”: ผลผลิตเฉลี่ย 127 กก./ไร่, ไขมัน ~57%
  • รายได้สวนโกโก้อายุ 3–4 ปี: ~3,000 บาท/ไร่/เดือน (ตัวอย่างพื้นที่น่าน)
  • ราคาเปรียบเทียบข้าวโพดเลี้ยงสัตว์: ~7 บาท/กก.
  • ร้านโกโก้สเปเชียลตี้ในเมืองใหญ่: เฉลี่ยจังหวัดละ ไม่เกิน 10 แห่ง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรุงเทพธุรกิจ: บทความ “ทำไมเมล็ดโกโก้ไทยยังเป็นแค่ ‘มวยรอง’ ในตลาดโลก?”
  • International Cocoa Organization (ICCO
  • กระทรวงพาณิชย์
  • สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)/กรมวิชาการเกษตร
  • เครือข่ายคลัสเตอร์โกโก้ภาคเหนือ (CocoaThai/Cocoa Doi)
  • โครงการ Cocoa Land Chiang Rai
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

ส่องศักยภาพ สนามบินเชียงรายรองรับ 3 ล้านคน ทอท. ย้ำผู้โดยสารโต 2.3%

ทอท.ทุ่มงบ 5,870 ล้านบาท ขยายสนามบินแม่ฟ้าหลวงเชียงราย สร้างอาคารหลังที่ 2 เป้ารองรับ 8 ล้านคนต่อปี คาดเสร็จปี 2575

เชียงราย, 13 พฤศจิกายน 2568 – ท่ามกลางการเติบโตของภาคการท่องเที่ยวและการบินในภาคเหนือที่ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ได้ประกาศเดินหน้าโครงการพัฒนาท่าอากาศยานนานาชาติแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ระยะที่ 1 ด้วยงบประมาณสูงถึง 5,870 ล้านบาท โดยตั้งเป้าหมายเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารจากปัจจุบัน 3 ล้านคนต่อปี เป็น 6-8 ล้านคนต่อปี พร้อมยกระดับเชียงรายให้เป็น “ศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่” (New Economic Hub) ของภาคเหนือและเป็นประตูสู่ภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Subregion: GMS)

การลงทุนครั้งนี้ถือเป็นการตอบรับกับสถานการณ์การเติบโตของจำนวนผู้โดยสารที่กำลังจะเข้าสู่จุดอิ่มตัวของขีดความสามารถเดิมในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ตามข้อมูลของ ทอท. คาดการณ์ว่าท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงรายจะมีผู้โดยสารเต็มขีดความสามารถ 3 ล้านคนภายในปี 2573-2574 ขณะที่โครงการขยายจะแล้วเสร็จในปี 2575 ซึ่งอาจเกิดช่วง “ช่องว่างความแออัด” เป็นระยะเวลา 1-2 ปี ที่อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพการบริการและความสามารถในการแข่งขัน

ตัวเลักดันโครงการขยาย เติบโตช้าแต่ต้องเตรียมพร้อมรับอนาคต

ในปีงบประมาณ 2568 ท่าอากาศยานนานาชาติแม่ฟ้าหลวงเชียงรายมีปริมาณผู้โดยสารรวม 1.94 ล้านคน เติบโตขึ้นในอัตราร้อยละ 2.3 จากปีก่อน พร้อมทั้งมีจำนวนเที่ยวบิน 12,897 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 5.2 แม้ว่าตัวเลขการเติบโตดังกล่าวจะถือว่าอยู่ในระดับที่ชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับช่วงการฟื้นตัวหลังสถานการณ์โควิด-19 และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของท่าอากาศยานในเครือ ทอท. ที่มีอัตราการเติบโตถึงร้อยละ 11.76 ในช่วง 6 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2568

อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์เชิงลึกพบว่า อัตราการเติบโตของเที่ยวบินที่ร้อยละ 5.2 สูงกว่าการเติบโตของผู้โดยสารที่ร้อยละ 2.3 กว่าสองเท่า แสดงให้เห็นว่าสายการบินกำลังเพิ่มความถี่ในการให้บริการเพื่อตอบสนองความต้องการและเตรียมความพร้อมสำหรับการขยายตัวในอนาคต ขณะเดียวกัน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนถึงการพึ่งพาตลาดภายในประเทศเป็นหลัก ซึ่งแตกต่างจากท่าอากาศยานภูมิภาคอื่นๆ เช่น ภูเก็ตและเชียงใหม่ ที่ได้แรงขับเคลื่อนจากการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของตลาดระหว่างประเทศ

ปัจจุบันท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงรายมีอัตราการใช้ขีดความสามารถอยู่ที่ประมาณร้อยละ 64.67 จาก 3 ล้านคนต่อปี ซึ่งยังถือว่าอยู่ในระดับที่สบาย แต่ตามการคาดการณ์ของผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการท่าอากาศยาน การใช้งานที่เกินร้อยละ 70-80 ถือเป็นสัญญาณที่ต้องเริ่มดำเนินโครงการก่อสร้างและขยายเพื่อป้องกันปัญหาคอขวดในอนาคต

รายละเอียดโครงการ ครบวงจรทุกมิติ

โครงการพัฒนาท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ระยะที่ 1 ประกอบด้วยการพัฒนาที่ครอบคลุมทุกมิติ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มงานหลัก ได้แก่

งานเขตการบิน (Airside) มีการก่อสร้างระบบทางขับขนานด้านทิศเหนือและการปรับปรุงทางขับท้ายหลุมจอด ซึ่งมีกำหนดแล้วเสร็จในเดือนมิถุนายน 2568 การปรับปรุงนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเที่ยวบิน โดยเฉพาะในช่วงเวลาเร่งด่วน รวมถึงการเพิ่มหลุมจอดอากาศยานแบบประชิดอาคารอีก 9 หลุม เพื่อรองรับอากาศยานขนาดใหญ่ขึ้นและลดระยะเวลาการปฏิบัติการภาคพื้นดิน

งานอาคารผู้โดยสารและอาคารสนับสนุน ถือเป็นหัวใจสำคัญของโครงการ ประกอบด้วยการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังใหม่ (อาคาร 2) การปรับปรุงอาคารผู้โดยสารหลังเดิม และการก่อสร้างอาคารจอดรถ การพัฒนาครั้งนี้จะช่วยให้สามารถแยกกระบวนการผู้โดยสารระหว่างประเทศและภายในประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยกระดับประสบการณ์ของผู้โดยสารให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

งานระบบสนับสนุนท่าอากาศยาน รวมถึงการก่อสร้างศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (Maintenance, Repair and Overhaul: MRO) การปรับปรุงระบบสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น ถนนภายใน ระบบระบายน้ำ บำบัดน้ำเสีย ประปา และไฟฟ้า รวมถึงการสำรวจและออกแบบคลังสินค้าทดแทนและอาคารซ่อมอุปกรณ์ภาคพื้นดิน

โครงการนี้ตั้งเป้าหมายให้แล้วเสร็จภายในปี 2575 โดยมีเป้าหมายรองรับผู้โดยสารภายในประเทศ 5 ล้านคน และผู้โดยสารระหว่างประเทศ 1 ล้านคน ซึ่งหมายถึงการเพิ่มสัดส่วนผู้โดยสารระหว่างประเทศอย่างมากจากปัจจุบันที่มีเพียง 7,370 คนต่อปี หรือคิดเป็นสัดส่วนต่ำกว่าร้อยละ 1

กลยุทธ์ดึงเที่ยวบินนานาชาติ กุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ

เพื่อให้การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ทอท. ได้วางกลยุทธ์หลายด้านเพื่อดึงดูดสายการบินและผู้โดยสารระหว่างประเทศ

แรงจูงใจทางการเงิน ทอท. ได้จัดตั้ง Marketing Fund โดยเฉพาะสำหรับสนามบินภูมิภาคอย่างเชียงรายและหาดใหญ่ ให้เงินสนับสนุนสูงถึง 300 บาทต่อผู้โดยสารระหว่างประเทศที่มาใช้บริการในเส้นทางบินระหว่างประเทศใหม่ นอกจากนี้ยังมีการเสนอส่วนลดค่าธรรมเนียมการบินร้อยละ 50 เป็นเวลา 3 ปี สำหรับสายการบินที่เปิดเส้นทางบินใหม่ การสนับสนุนทางการเงินในระดับนี้ถูกออกแบบมาเพื่อลดความเสี่ยงในการสำรวจตลาดใหม่ของสายการบิน โดยเฉพาะในการเชื่อมโยงกับกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และ GMS

กลยุทธ์ Dual Hub แอร์เอเชียได้เปิดเส้นทางใหม่ “เชียงราย-สุวรรณภูมิ (CEI-BKK)” ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 โดยเสริมจากเส้นทางเดิม “เชียงราย-ดอนเมือง (CEI-DMK)” การเพิ่มการเชื่อมต่อกับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิซึ่งเป็นศูนย์กลางการบินระหว่างประเทศหลักของประเทศ ช่วยให้ผู้โดยสารต่างชาติสามารถใช้ระบบ Fly-Thru เดินทางมายังเชียงรายทางอ้อมได้ง่ายขึ้น นับเป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างฐานผู้โดยสารระหว่างประเทศก่อนที่โครงสร้างพื้นฐานระยะที่ 1 จะแล้วเสร็จ

การพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ ทอท. ได้เปิดให้เอกชนลงทุนพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์รอบสนามบิน โดยมีพื้นที่แปลงหน้าท่าอากาศยานขนาด 91 ไร่ ที่พร้อมให้สัมปทานสูงสุดถึง 30 ปี สำหรับธุรกิจหลากหลาย เช่น โรงแรม ศูนย์ซ่อมอากาศยาน MRO โครงการแบบ Mixed-use และ Logistics Hub

เชียงราย จุดหมายปลายทางในประเทศยอดนิยม

แม้การเติบโตจะชะลอตัว แต่ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงรายยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญในเครือข่ายการบินภายในประเทศ ตามข้อมูลจาก Flightradar24 เชียงรายติดอันดับ Top 10 สนามบินที่มีเที่ยวบินสูงสุดจากท่าอากาศยานดอนเมือง โดยอยู่ในอันดับที่ 8 รองจากภูเก็ต เชียงใหม่ หาดใหญ่ อุดรธานี สุราษฎร์ธานี กระบี่ และนครศรีธรรมราช ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความต้องการเดินทางภายในประเทศที่มั่นคง

ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ของเชียงรายที่อยู่ในจุดยุทธศาสตร์ของสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ (พม่า ลาว ไทย) ทำให้มีศักยภาพสูงในการเป็นศูนย์กลางการค้าและการเชื่อมต่อในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง นอกจากนี้ จังหวัดเชียงรายยังเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและธรรมชาติที่มีเอกลักษณ์ โดยมีสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงระดับโลก เช่น วัดร่องขุ่น วัดร่องเสือเต้น สามเหลี่ยมทองคำ และดอยแม่สลอง

มุมมองผู้เชี่ยวชาญ ลงทุนวันนี้เพื่ออนาคต

จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกพบว่า แม้ปัจจุบันท่าอากาศยานจะมีอัตราการใช้ขีดความสามารถเพียงร้อยละ 64.67 แต่การลงทุนเชิงป้องกันนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากระยะเวลาในการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่มักใช้เวลานานหลายปี และหากรอจนกระทั่งเกิดปัญหาความแออัดจริงๆ แล้วจึงเริ่มดำเนินการ จะส่งผลกระทบเชิงลบต่อศักยภาพการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดอย่างรุนแรง

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายได้ยืนยันว่าโครงการนี้เป็นการเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำคัญเพื่อรองรับการเติบโตด้านการท่องเที่ยวและการบินในอนาคต ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนบทบาทของเชียงรายจากการเป็นเพียงจุดหมายปลายทางไปสู่การเป็นประตูการค้าและจุดเชื่อมต่อในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นักวิเคราะห์ด้านการบินมองว่า การกำหนดเป้าหมายขีดความสามารถที่ 6 ล้านคนต่อปีนั้นสมเหตุสมผลเมื่อเทียบกับขนาดตลาดและศักยภาพของพื้นที่ โดยเป็นการจัดวางตำแหน่งเชิงกลยุทธ์ในฐานะศูนย์กลางระดับรอง (Secondary Regional Hub) ที่เสริมความแข็งแกร่งในตลาดเฉพาะทาง (Niche Market) ที่เชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้านและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและธรรมชาติในภาคเหนือตอนบน ซึ่งแตกต่างจากท่าอากาศยานหลักอย่างภูเก็ตที่มีแผนขยายไปสู่ 18 ล้านคนต่อปี หรือเชียงใหม่ที่ตั้งเป้า 20 ล้านคนต่อปี

ผลตอบแทนที่คาดหวัง เกินกว่าตัวเลขทางการเงิน

การลงทุน 5,870 ล้านบาทในครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงผลตอบแทนทางการเงินในทันที แต่เป็นการลงทุนที่มองไปถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจในวงกว้าง การเป็น “มหานครการบิน” (Aviation Metropolis) ที่มีขีดความสามารถ 6 ล้านคนต่อปีและมีบริการด้านโลจิสติกส์ครบวงจร จะช่วยสร้างการจ้างงาน กระตุ้นการลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง และเพิ่มรายได้ให้กับชุมชนท้องถิ่น

การพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) และคลังสินค้าจะช่วยให้ ทอท. สามารถเพิ่มรายได้จากกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวกับกิจการการบินโดยตรง ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาวขององค์กรในการปรับสัดส่วนรายได้จากธุรกิจการบิน (Aeronautical) และธุรกิจอื่นๆ (Non-Aeronautical) ให้เป็น 50:50 นอกจากนี้ ผู้โดยสารระหว่างประเทศมักมีศักยภาพในการใช้จ่ายเชิงพาณิชย์สูงกว่า ทำให้รายได้ต่อผู้โดยสารเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ความท้าทายและข้อควรระวัง

ถึงแม้โครงการจะมีศักยภาพสูง แต่ก็มีความท้าทายที่ต้องเผชิญ โดยเฉพาะช่วง “ช่องว่างความแออัด” ระหว่างปี 2573 ถึง 2575 ซึ่งท่าอากาศยานจะเข้าสู่ขีดความสามารถเต็มที่ 3 ล้านคน ขณะที่โครงการขยายยังไม่แล้วเสร็จ ทอท. จะต้องเตรียมมาตรการบริหารจัดการชั่วคราว เช่น การใช้ Remote Bay อย่างมีประสิทธิภาพ การปรับปรุงขั้นตอนการให้บริการ และการบริหารจัดการ Slot เพื่อรักษาคุณภาพการบริการ

นอกจากนี้ ความสำเร็จของโครงการยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการดึงดูดสายการบินระหว่างประเทศให้มาเปิดเส้นทางใหม่ตามเป้าหมาย 1 ล้านคนต่อปี ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยในการผลักดันและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชียงรายในตลาดต่างประเทศอย่างจริงจัง

การบริหารโครงการก่อสร้างให้เป็นไปตามกำหนดเวลาก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ การล่าช้าจะทำให้ช่องว่างความแออัดยาวนานขึ้น ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความสามารถในการแข่งขันของเชียงรายในระยะยาว ดังนั้น การติดตามความคืบหน้าและควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวดจึงเป็นสิ่งจำเป็น

มองไปข้างหน้า เชียงรายบนแผนที่การบินภูมิภาค

โครงการพัฒนาท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ระยะที่ 1 นี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการยกระดับเชียงรายให้เป็นศูนย์กลางการบินที่สำคัญในภูมิภาค การวางรากฐานที่แข็งแกร่งในขณะนี้จะช่วยให้เชียงรายสามารถแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

ความสำเร็จของโครงการจะไม่เพียงแต่สร้างประโยชน์ให้กับ ทอท. และอุตสาหกรรมการบินเท่านั้น แต่จะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาคเหนือ สร้างงาน สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

การเชื่อมโยงกับเมืองใหญ่ในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงและจีนตอนใต้จะเปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ให้กับผู้ประกอบการไทย ขณะเดียวกัน นักท่องเที่ยวต่างชาติจะสามารถเข้าถึงเชียงรายได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่น โรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจบริการต่างๆ

บทบาทของเทคโนโลยีและนวัตกรรม

โครงการในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เน้นการขยายโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการบริหารจัดการท่าอากาศยานสมัยใหม่ อาคารผู้โดยสารหลังใหม่จะได้รับการออกแบบให้รองรับระบบดิจิทัลที่ทันสมัย ตั้งแต่การเช็คอินอัตโนมัติ ระบบตรวจสอบความปลอดภัยที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ไปจนถึงระบบจัดการสัมภาระที่มีประสิทธิภาพ

การใช้ระบบบริหารจัดการอาคารอัจฉริยะ (Smart Building Management System) จะช่วยลดการใช้พลังงาน ประหยัดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของ ทอท. นอกจากนี้ ระบบข้อมูลและการสื่อสารที่ทันสมัยจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ ภายในท่าอากาศยาน ทำให้การให้บริการมีความรวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น

มิติด้านความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม

ท่ามกลางความกังวลด้านสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มมากขึ้นทั่วโลก ทอท. ได้ให้ความสำคัญกับการออกแบบและพัฒนาท่าอากาศยานที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การก่อสร้างอาคารใหม่จะเน้นการใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีระบบบำบัดน้ำเสียที่มีประสิทธิภาพ และการจัดการของเสียอย่างเป็นระบบ

ระบบระบายน้ำและการป้องกันน้ำท่วมได้รับการออกแบบให้รองรับปริมาณน้ำฝนที่เพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การปลูกต้นไม้และจัดภูมิทัศน์รอบบริเวณท่าอากาศยานจะช่วยลดมลพิษทางอากาศและสร้างสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่ นอกจากนี้ ยังมีการวางแผนใช้พลังงานทดแทน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล

การมีส่วนร่วมของชุมชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

ความสำเร็จของโครงการขนาดใหญ่อย่างนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยการดำเนินงานของ ทอท. เพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนท้องถิ่น การประชาสัมพันธ์และการสร้างความเข้าใจกับชุมชนโดยรอบเกี่ยวกับผลกระทบและประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากโครงการเป็นสิ่งสำคัญ

การจ้างงานแรงงานท้องถิ่นในระหว่างการก่อสร้างและการดำเนินงานจะช่วยสร้างรายได้ให้กับครอบครัวในพื้นที่ โครงการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะแรงงานเพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยวจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ในขณะเดียวกัน การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการท้องถิ่นให้มีมาตรฐานและตอบโจทย์นักท่องเที่ยวต่างชาติก็เป็นโอกาสในการสร้างรายได้อย่างยั่งยืน

เปรียบเทียบกับสนามบินภูมิภาคอื่นในภูมิภาคอาเซียน

เมื่อมองในภาพกว้างของภูมิภาคอาเซียน การพัฒนาท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงรายเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงขึ้นในการดึงดูดนักท่องเที่ยวและการลงทุน ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามได้พัฒนาสนามบินในเมืองรองอย่าง ดานัง และเมืองโฮจิมินห์ให้เป็นศูนย์กลางการบินที่สำคัญ ขณะที่เมียนมาก็กำลังพัฒนาท่าอากาศยานในย่างกุ้งและมัณฑะเลย์

การลงทุนของไทยในครั้งนี้จึงเป็นการรักษาความสามารถในการแข่งขันและตอกย้ำบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางการท่องเที่ยวและการบินในภูมิภาค การมีท่าอากาศยานที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพในทุกภูมิภาคของประเทศจะช่วยกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวและลดความเหลื่อมล้ำระหว่างกรุงเทพฯ กับต่างจังหวัด

บทเรียนจากการขยายสนามบินในอดีต

ประสบการณ์จากการขยายท่าอากาศยานภูมิภาคอื่นๆ ของ ทอท. ให้บทเรียนที่มีค่า การวางแผนที่ดีและการคาดการณ์ความต้องการที่แม่นยำเป็นกุญแจสำคัญต่อความสำเร็จ ท่าอากาศยานภูเก็ตซึ่งเคยประสบปัญหาความแออัดอย่างรุนแรงในอดีต ได้รับการขยายและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันสามารถรองรับผู้โดยสารได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

กรณีของท่าอากาศยานเชียงใหม่ก็ให้ข้อคิดสำคัญเช่นกัน การเติบโตของตลาดระหว่างประเทศที่รวดเร็วกว่าที่คาดการณ์ทำให้ต้องมีการปรับแผนและเร่งการพัฒนา สำหรับเชียงราย ทอท. ได้เรียนรู้จากประสบการณ์เหล่านี้และวางแผนให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยเตรียมพร้อมสำหรับการขยายในระยะถัดไปหากความต้องการเพิ่มขึ้นเกินคาดการณ์

ผลกระทบต่อตลาดแรงงานและการศึกษา

การพัฒนาท่าอากาศยานจะส่งผลโดยตรงต่อตลาดแรงงานในพื้นที่ โดยเฉพาะความต้องการบุคลากรที่มีทักษะในอุตสาหกรรมการบิน การบริการ และการท่องเที่ยว สถาบันการศึกษาในจังหวัดเชียงรายและพื้นที่ใกล้เคียงจะได้รับโอกาสในการพัฒนาหลักสูตรและผลิตบุคลากรที่ตรงตามความต้องการของตลาด

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงและสถาบันการศึกษาอื่นๆ สามารถพัฒนาหลักสูตรด้านการจัดการการบิน การบริหารโรงแรมและการท่องเที่ยว การโลจิสติกส์ และธุรกิจระหว่างประเทศ เพื่อรองรับความต้องการบุคลากรในอนาคต การฝึกอบรมวิชาชีพระยะสั้นในด้านต่างๆ เช่น การบริการลูกค้า ภาษาต่างประเทศ และทักษะดิจิทัล จะช่วยเปิดโอกาสให้คนในพื้นที่เข้าสู่ตลาดแรงงานที่มีรายได้ดีขึ้น

แนวโน้มการท่องเที่ยวและโอกาสทางธุรกิจ

ตลาดการท่องเที่ยวโลกกำลังเปลี่ยนแปลงไป นักท่องเที่ยวในปัจจุบันมีความสนใจในการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ วัฒนธรรม และธรรมชาติมากขึ้น เชียงรายมีจุดเด่นในด้านนี้ด้วยมรดกทางวัฒนธรรมล้านนา ชุมชนชนเผ่าที่หลากหลาย และธรรมชาติที่สวยงาม

การเข้าถึงที่สะดวกขึ้นจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ๆ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงที่มีกำลังซื้อดี และมองหาประสบการณ์ที่แตกต่างจากแหล่งท่องเที่ยวหลัก ธุรกิจโรงแรมบูติค รีสอร์ทเชิงนิเวศ ร้านอาหารท้องถิ่น และกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงผจญภัยจะมีโอกาสเติบโตอย่างมาก

นอกจากนี้ การเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์จะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากภาคเหนือไปยังตลาดในจีนและอาเซียนได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม

ข้อเสนอแนะสำหรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

สำหรับผู้ประกอบการในพื้นที่ โอกาสนี้เป็นเวลาที่เหมาะสมในการเตรียมความพร้อมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน คุณภาพบริการ และมาตรฐานสากล การศึกษาตลาดเป้าหมายและความต้องการของนักท่องเที่ยวแต่ละกลุ่มจะช่วยให้สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตรงใจ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการเพื่อแบ่งปันทรัพยากรและความรู้จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

สำหรับภาครัฐ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมต่อ เช่น ถนน ระบบขนส่งสาธารณะ และสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับนักท่องเที่ยว เป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยให้ท่าอากาศยานที่ได้รับการพัฒนาสามารถสร้างประโยชน์สูงสุด การจัดทำแผนพัฒนาเมืองและการบริหารจัดการการเติบโตอย่างยั่งยืนจะช่วยป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการขยายตัวอย่างรวดเร็ว

สำหรับชุมชนท้องถิ่น การเตรียมความพร้อมทั้งด้านทักษะ ภาษา และการบริการจะช่วยให้สามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสที่เกิดขึ้น การอนุรักษ์และส่งเสริมเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมท้องถิ่นจะช่วยสร้างความแตกต่างและดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มองหาประสบการณ์แท้จริง

ข้อมูลสำคัญและสถิติสรุป

  • งบประมาณโครงการ: 5,870 ล้านบาท
  • ขีดความสามารถปัจจุบัน: 3 ล้านคนต่อปี
  • ขีดความสามารถเป้าหมาย: 6-8 ล้านคนต่อปี
  • ผู้โดยสารปีงบ 2568: 1.94 ล้านคน (เติบโต 2.3%)
  • จำนวนเที่ยวบินปีงบ 2568: 12,897 เที่ยวบิน (เติบโต 5.2%)
  • อัตราการใช้ขีดความสามารถปัจจุบัน: 64.67%
  • เป้าหมายผู้โดยสารระหว่างประเทศ: 1 ล้านคนต่อปี
  • กำหนดแล้วเสร็จ: ปี 2575
  • จุดอิ่มตัวขีดความสามารถเดิม: คาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2573-2574

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) – ทอท. (AOT)
  • ท่าอากาศยานนานาชาติแม่ฟ้าหลวง เชียงราย (CEI)
  • Flightradar24
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News