Categories
ECONOMY

จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย 2569 TDRI ชี้ทางรอดต้องปรับโครงสร้าง ปลุกความเชื่อมั่นดึงดูดการลงทุน

เศรษฐกิจ–ท่องเที่ยวไทย 2568–2569 จุดเปลี่ยนประเทศไทยท่ามกลางวิกฤตศักยภาพ และโจทย์ใหญ่ “ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ”

ประเทศไทย, 14 มกราคม 2569 – ปลายปี 2568 ที่ผ่านมา ขณะที่ห้างสรรพสินค้าและแหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศคึกคักด้วยแสงไฟปีใหม่ ตัวเลขบนกระดาษจากหน่วยงานเศรษฐกิจกลับสะท้อนภาพอีกด้านหนึ่งของประเทศไทย นั่นคือ “การเติบโตที่ชะลอตัวเรื้อรัง” ทั้งในภาคการท่องเที่ยวและโครงสร้างเศรษฐกิจโดยรวม เสียงเตือนจากนักวิชาการ ภาคธุรกิจ และองค์กรวิจัยระดับชาติเริ่มดังขึ้นว่า หากปี 2569 ประเทศไทยยังไม่ “ยกเครื่องโครงสร้าง” อย่างจริงจัง โอกาสหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลางอาจถูกเลื่อนไปไกลถึงช่วงปี 2070

ในเวลาเดียวกัน ข้อมูลฐานทุนในภูมิภาคก็ส่งสัญญาณบางอย่างที่น่าคิด ยอดเงินฝากภาคเหนือ ณ เดือนพฤศจิกายน 2568 จากข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า เชียงใหม่เป็นจังหวัดที่มีเงินฝากรวมสูงสุดถึง 306,184 ล้านบาท ตามมาด้วยเชียงราย 87,844 ล้านบาท และนครสวรรค์ 65,556 ล้านบาท ขณะที่จังหวัดปลายแถวอย่างแม่ฮ่องสอนมีเงินฝากเพียง 7,731 ล้านบาท ความต่างระดับเช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวกระจุกตัวอยู่เพียงบางเมือง ขณะที่หลายพื้นที่ยังรอการเชื่อมโยงสู่กระแสหลักของเศรษฐกิจประเทศ

วิกฤตท่องเที่ยวไทยปี 2568 จำนวนนักท่องเที่ยวกลับมา แต่รายได้และโครงสร้างตลาด “สั่นคลอน”

ตลอดปี 2568 ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามา 32,974,321 คน สร้างรายได้รวมจากการใช้จ่ายราว 1.53 ล้านล้านบาท ตัวเลขนี้แม้ดูสูงในเชิงปริมาณ แต่เมื่อแยกดูรายประเทศกลับพบ “ภาพที่ไม่สมดุล” อย่างชัดเจน

5 อันดับตลาดนักท่องเที่ยวหลัก ได้แก่

  1. มาเลเซีย 4,520,856 คน ลดลง 8.71%
  2. จีน 4,473,992 คน ลดลงรุนแรงถึง 33.55%
  3. อินเดีย 2,487,319 คน เพิ่มขึ้น 16.82%
  4. รัสเซีย 1,898,837 คน เพิ่มขึ้น 8.80%
  5. เกาหลีใต้ 1,555,227 คน ลดลง 16.79%

ด้านรายได้จากการใช้จ่าย นักท่องเที่ยวจีนยังครองอันดับหนึ่งที่ 249,875 ล้านบาท แต่ลดลงถึง 31.54% ขณะที่รัสเซีย อินเดีย และสหราชอาณาจักรกลับแสดงศักยภาพการใช้จ่ายสูงขึ้น โดยอังกฤษมีอัตราเติบโตของรายได้จากการท่องเที่ยวถึง 21.70%

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า “ตลาดจีน” ซึ่งเคยเป็นเสาหลักของท่องเที่ยวไทยกำลังอยู่ในภาวะเปราะบางจากทั้งความกังวลด้านความปลอดภัย ภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศ และการแข่งขันจากจุดหมายปลายทางอื่นในภูมิภาค ขณะที่ตลาดใหม่อย่างอินเดียและรัสเซียกำลังขึ้นมาเป็นฐานสำคัญ แต่ยังต้องอาศัยการออกแบบนโยบายและบริการให้สอดรับกับพฤติกรรมการท่องเที่ยวที่แตกต่างจากนักท่องเที่ยวจีนอย่างมีนัยสำคัญ

ภาคเอกชนด้านท่องเที่ยวชี้ว่า ช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 รายได้รวมจากการท่องเที่ยวในภาพใหญ่หดตัวลงราว 3.3% โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวระยะใกล้จากอาเซียนที่ยังไม่กลับมาฟื้นเต็มที่ แม้มาตรการ “เที่ยวดีมีคืน 2568” จะช่วยดันยอดจองในเมืองรองเพิ่มขึ้นราว 3.5% ก็ตาม

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “จะดึงนักท่องเที่ยวกลับมาให้เหยียบ 40 ล้านคนได้เมื่อใด” แต่คือ “จะออกแบบเศรษฐกิจท่องเที่ยวอย่างไรให้สร้างรายได้คุณภาพสูง กระจายสู่ท้องถิ่น และไม่ฉุดทรัพยากรของประเทศให้ทรุดโทรมลงไปกว่านี้”

TDRI เตือนแรง ไทยโตต่ำสุดในอาเซียน – หากไม่เร่งปรับโครงสร้างอาจต้องรอปี 2070 ถึงหลุดกับดักรายได้ปานกลาง

ในเวทีเสวนาเศรษฐกิจต้นปี 2569 นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้ฉายภาพที่ชัดเจนว่าปัญหาหลักของเศรษฐกิจไทยไม่ได้เป็นเพียง “อาการชะลอตัวชั่วคราว” แต่คือ “ศักยภาพที่ลดลงเรื่อย ๆ”

ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ยเพียงราว 2% ต่อปี ต่ำที่สุดในอาเซียน ทั้งที่ในอดีตเคยเติบโตเฉลี่ย 7% หากยังเดินด้วยความเร็วเท่านี้ การก้าวขึ้นเป็นประเทศรายได้สูง (รายได้เฉลี่ยต่อหัวราว 14,000 ดอลลาร์ต่อปี) จะต้องรอจนถึงปี 2070 หรือช้ากว่านั้น แต่หากสามารถเร่งศักยภาพการเติบโตให้เฉลี่ย 5% ต่อปี ไทยจะมีโอกาสพ้นกับดักรายได้ปานกลางได้เร็วขึ้นในราวปี 2041

นายสมเกียรติชี้ให้เห็นปัจจัยสำคัญ 3 ด้านที่บั่นทอนศักยภาพเศรษฐกิจไทย ได้แก่

  1. โครงสร้างประชากรสูงวัย – ปี 2568 เป็นปีที่ “เด็กเกิดน้อยกว่าคนตาย” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 มีเด็กเกิดใหม่เพียง 416,000 คน ต่ำสุดในรอบกว่า 76 ปี ส่งผลให้แรงงานทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพลดลงอย่างต่อเนื่อง
  2. กับดักงานรายได้ต่ำ – ไทยไม่ได้ขาดแคลนงาน แต่ขาดแคลน “งานที่ดี” ที่มีรายได้เหมาะสม มีสวัสดิการ และโอกาสก้าวหน้า ผลประโยชน์จากการเติบโตตกอยู่กับทุนมากกว่าแรงงาน ทำให้ภาคครัวเรือนและ SMEs ต้องเผชิญหนี้สูงและสินเชื่อหดตัว
  3. ปัญหาคอร์รัปชันและนิติธรรม – อันดับความโปร่งใสของไทยถดถอยลงต่อเนื่อง เสี่ยงกลายเป็นศูนย์กลางธุรกิจสีเทาและการฟอกเงิน ซึ่งบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

เขาทิ้งท้ายอย่างชัดเจนว่า “โจทย์เมืองไทยไม่ใช่ว่าเราไม่มีงานทำ แต่เป็นว่ามี ‘งานที่ดี’ ไม่พอ” พร้อมเสนอให้รัฐบาลหันมาเน้นการเพิ่มผลิตภาพ การยกระดับทักษะแรงงาน และการลดกฎระเบียบที่ขวางการลงทุน มากกว่าพึ่งพานโยบายกระตุ้นการใช้จ่ายชั่วคราว

Reinvent Thailand เสียงเอกชนเรียกร้อง “ยกเครื่องประเทศ 5 มิติ”

เสียงจากภาคการค้าก็สะท้อนไปในทิศทางเดียวกัน นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ระบุว่า ภาคธุรกิจมีความกังวลอย่างยิ่งต่อภาพรวมเศรษฐกิจในช่วง 1–2 ปีข้างหน้า จึงเสนอแนวคิด “Reinvent Thailand” ซึ่งประกอบด้วย 5 ภารกิจหลักในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ได้แก่

  1. ปฏิรูปรัฐราชการและปราบคอร์รัปชัน
    ลดความซ้ำซ้อนของหน่วยงานภาครัฐ กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น และผลักดันรัฐบาลดิจิทัล–AI Government เพื่อจำกัดการใช้ดุลพินิจที่เปิดช่องทุจริต โดยเฉพาะในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างซึ่งยังมีต้นทุนแฝงสูง
  2. สร้างเศรษฐกิจใหม่บนฐานดิจิทัลและสีเขียว
    ลดการพึ่งพาเครื่องยนต์เศรษฐกิจเดิมที่อ่อนแรง เช่น อุตสาหกรรมที่ถูกสินค้าราคาถูกจากจีนถล่ม และการท่องเที่ยวราคาต่ำ หันไปลงทุนในเศรษฐกิจดิจิทัล เทคโนโลยีสะอาด และอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อรับมือกติกาโลกใหม่อย่างมาตรการภาษีคาร์บอน (CBAM)
  3. ปฏิรูปการคลังและสวัสดิการ
    รักษาวินัยการคลัง คุมหนี้สาธารณะที่อยู่ราว 65% ของ GDP ให้ยั่งยืน ปรับโครงสร้างภาษีให้รองรับสังคมสูงวัย และจัดสรรงบประมาณไปยังสวัสดิการที่สร้างผลิตภาพ มากกว่านโยบายแจกเงินระยะสั้น
  4. ยกระดับทักษะแรงงานและการศึกษา
    ปฏิรูปการศึกษาเพื่อสร้างคนไทยที่มีทักษะระดับโลก ใช้เทคโนโลยีและ AI Learning เพื่อลดจำนวนเด็กหลุดจากระบบ ทุ่มทรัพยากรในการ Reskill–Upskill แรงงานให้รองรับอุตสาหกรรมใหม่และบริการสุขภาพชั้นสูง (Wellness Economy)
  5. ลดความเหลื่อมล้ำและเสริมพลัง SMEs
    ผลักดันให้ธุรกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบภาษีอย่างเป็นธรรม ลดการผูกขาดในบางอุตสาหกรรม เสริมศักยภาพ SMEs ให้เป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญ และเดินหน้าปราบปรามคอร์รัปชันอย่างจริงจังเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระบบกฎหมาย

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบัน FKII เสริมว่า ปี 2569 คือ “ปีชี้เป็นชี้ตายของการปฏิรูป” หากประเทศไม่เริ่มขยับในปีนี้ โอกาสฟื้นตัวในทศวรรษหน้าจะยิ่งห่างไกล พร้อมเตือนว่า “ถ้าปล่อยให้เลยปี 2569 ไป ประเทศไทยอาจไม่มีกำลังพอที่จะยืนขึ้นใหม่ได้อีก”

 แว่นขยายภูมิภาค เงินฝากภาคเหนือ และคำถามเรื่องความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่

ขณะที่ระดับชาติกำลังถกเถียงเรื่องการเติบโตและโครงสร้างเศรษฐกิจ ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยเกี่ยวกับ “ยอดเงินฝากกรายจังหวัด ภาคเหนือ (พ.ย. 2568)” ก็ให้ภาพสะท้อนอีกมิติหนึ่งของความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่

  • เชียงใหม่มีเงินฝากสูงสุด 306,184 ล้านบาท
  • เชียงรายตามมาเป็นอันดับ 2 ที่ 87,844 ล้านบาท
  • นครสวรรค์และพิษณุโลกมีเงินฝากราว 65,556 และ 65,251 ล้านบาทตามลำดับ
  • จังหวัดขนาดกลางอย่างลำปาง เพชรบูรณ์ ตาก และกำแพงเพชร มีเงินฝากระหว่าง 28,965–43,742 ล้านบาท
  • ส่วนแม่ฮ่องสอนอยู่รั้งท้ายที่ 7,731 ล้านบาท ต่ำที่สุดในภาคเหนือ

ตัวเลขเหล่านี้บอกกับเราว่า “ทุนทางการเงิน” กระจุกอยู่ในไม่กี่จังหวัดซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางการท่องเที่ยว การศึกษา และบริการ ขณะที่จังหวัดภูเขาหรือชนบทลึกยังมีฐานทุนในระบบการเงินต่ำมาก การขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจระดับชาติ หากไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริงนี้ อาจยิ่งทำให้ช่องว่างระหว่างเมืองหลักกับเมืองรองขยายตัว

ในมุมของนักวิเคราะห์ นี่คือเหตุผลว่าทำไมการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น รถไฟทางคู่เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ การขยายท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง หรือการพัฒนาเมืองรองด้านท่องเที่ยว จึงควรถูกออกแบบอย่าง “เชื่อมโยงและกระจายโอกาส” เพื่อให้ทุนไหลออกจากเมืองใหญ่สู่ชุมชนและจังหวัดโดยรอบ มากกว่าการดึงเงินจากภูมิภาคเข้าสู่ศูนย์กลางเพียงด้านเดียว

จาก Volume สู่ Value ข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์สู่ปี 2569

บนฉากทัศน์ที่เต็มไปด้วยความท้าทายทั้งในและนอกประเทศ ข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์ที่นักวิชาการและภาคเอกชนเห็นร่วมกันคือ ประเทศไทยต้อง “เปลี่ยนวิธีคิด” จากยุคที่เน้นตัวเลขปริมาณ ไปสู่ยุคที่เน้น “คุณภาพและมูลค่าเพิ่ม”

ในภาคท่องเที่ยว แนวคิด “Values over Volume” กำลังถูกผลักดันอย่างจริงจัง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) วางเป้าหมายเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง เช่น ตลาดสิงคโปร์ที่ตั้งเป้าจำนวนนักท่องเที่ยว 1.12 ล้านคนในปีนี้ พร้อมโปรโมตสินค้าบริการที่เน้น Wellness และ Luxury มากกว่าการลดราคาดึงยอดจำนวนเพียงอย่างเดียว

ภาคธุรกิจเรียกร้องให้รัฐบาลใช้กลไกการเงินภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพ สนับสนุนผู้ประกอบการให้ใช้ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (BCG) และ Local Sourcing ลดการพึ่งพาการนำเข้าและต้นทุนโลจิสติกส์ที่ถูกกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์โลก

ขณะที่ฝั่งนโยบายสาธารณะ นักเศรษฐศาสตร์เสนอให้หันมาให้ความสำคัญกับ “คุณภาพของงาน” และ “ผลิตภาพแรงงาน” มากกว่าการรักษาตัวเลขการจ้างงานเพียงด้านเดียว การลงทุนในทักษะใหม่ การศึกษาที่มีคุณภาพ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลจึงเป็นกุญแจสำคัญที่ต้องเดินคู่ไปกับการปฏิรูประบบราชการและการต่อต้านคอร์รัปชัน

ปี 2569 – ปีตัดสินใจของประเทศไทย

เมื่อมองจากข้อมูลท่องเที่ยว เศรษฐกิจมหภาค และฐานทุนในภูมิภาค ภาพรวมที่ปรากฏชัดคือ ประเทศไทยกำลังอยู่บน “จุดเปลี่ยน” ที่ซับซ้อนที่สุดในรอบหลายทศวรรษ การพึ่งพาเครื่องยนต์เดิมอย่างการท่องเที่ยวราคาถูก การผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ และการใช้งบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น อาจไม่เพียงพออีกต่อไป

ทางรอดของประเทศ ดูจะอยู่ที่การกล้าตัดสินใจ “ยกเครื่องโครงสร้างเศรษฐกิจ” อย่างจริงจัง ตั้งแต่การปฏิรูประบบราชการ ปราบคอร์รัปชัน ยกระดับการศึกษาและทักษะแรงงาน ปรับระบบภาษีและสวัสดิการให้รองรับสังคมสูงวัย ไปจนถึงการสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลและสีเขียวที่แข่งขันได้ในเวทีโลก

สำหรับประชาชนและภาคธุรกิจ ปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงอีกหนึ่งปีในปฏิทิน แต่คือปีที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันตั้งคำถามว่า “เราจะยอมให้ประเทศเดินด้วยความเร็ว 2% ต่อไป อีก 40 ปี หรือจะร่วมกันเร่งเครื่องให้ถึง 5% ด้วยการปรับโครงสร้างอย่างเจ็บปวดแต่จำเป็น”

คำตอบสุดท้ายอาจไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขประมาณการ GDP เพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่ความกล้าหาญทางการเมืองและฉันทามติของสังคมว่าจะเลือกอนาคตแบบใดให้ประเทศไทยในทศวรรษหน้า

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (สถิตินักท่องเที่ยว 2568 และรายได้)
  • สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) และ AOT (ทิศทางอุตสาหกรรมการบิน)
  • ศูนย์วิจัย TDRI โดยนายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ (รายงานภาวะเศรษฐกิจระยะยาว)
  • กกร. และหอการค้าไทย (ยุทธศาสตร์ Reinvent Thailand)
  • กรมการปกครอง (สถิติจำนวนการเกิดและการตายของประชากรไทย)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

เศรษฐกิจเชียงรายปี 2569 คาดขยายตัวร้อยละ 2.0 ชูท่องเที่ยว-การค้าชายแดนเป็นเครื่องยนต์หลัก

เชียงรายบนทางแพร่งแห่งการเติบโต เจาะลึกยุทธศาสตร์เศรษฐกิจปี 2569 และการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานสู่ศูนย์กลางล้านนา

เชียงราย, 14 มกราคม 2569 – ท่ามกลางภูเขา หมอกหนา และพรมแดนการค้าสำคัญของลุ่มน้ำโขง เชียงรายกำลังก้าวเข้าสู่ “จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง” ทางเศรษฐกิจอีกครั้ง ปี 2568 เศรษฐกิจจังหวัดขยายตัวร้อยละ 1.6 และคาดว่าจะเร่งขึ้นเป็นร้อยละ 2.0 ในปี 2569 โดยมี “การใช้จ่ายภาครัฐ–การท่องเที่ยว–การค้าชายแดน” เป็นเครื่องยนต์หลัก ขณะเดียวกันก็ต้องเผชิญโจทย์ใหญ่เรื่องหนี้ครัวเรือน PM2.5 และความผันผวนของเศรษฐกิจประเทศเพื่อนบ้าน บทวิเคราะห์นี้พาไปสำรวจเศรษฐกิจเชียงรายในมิติที่ลึกกว่าตัวเลข เพื่อมองเห็นทั้งโอกาสและข้อจำกัดบนทางแพร่งแห่งการเติบโตของจังหวัดเหนือสุดแดนสยาม บรรยากาศหน้าหนาวของเชียงรายในต้นปี 2569 ไม่ได้มีเพียงนักท่องเที่ยวที่จับจองเกสต์เฮาส์คับคั่ง หากยังมี “ตัวเลขเศรษฐกิจ” ที่ถูกหยิบมาพิจารณาอย่างใกล้ชิดในห้องประชุมศาลากลางจังหวัด จากรายงานประมาณการเศรษฐกิจจังหวัดเชียงราย ปี 2568 และแนวโน้มปี 2569 ไตรมาสที่ 4/2568 ของสำนักงานคลังจังหวัดเชียงราย เศรษฐกิจจังหวัดในปี 2568 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 1.6 และมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นสู่ร้อยละ 2.0 ในปี 2569 โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากภาคบริการ การใช้จ่ายภาครัฐ และการค้าชายแดน

รายงานฉบับดังกล่าวสะท้อนชัดว่า เชียงรายกำลังอยู่ “บนทางแพร่งของการเติบโต” ระหว่างด้านหนึ่งซึ่งเป็นศักยภาพของเมืองชายแดนที่เชื่อมโยงการค้าและการท่องเที่ยวระดับอนุภูมิภาค กับอีกด้านหนึ่งคือความเปราะบางจากโครงสร้างเศรษฐกิจชนบท หนี้ครัวเรือน และความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมที่กดทับคุณภาพชีวิตประชาชน

ภาพรวมเศรษฐกิจเชียงราย ฟื้นตัวในจังหวะระมัดระวัง

ตัวเลขจากฝ่ายวิเคราะห์ระบุว่า ในมุมมองด้าน “อุปทาน (การผลิต)” เศรษฐกิจเชียงรายปี 2568 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 3.4 และเร่งขึ้นเล็กน้อยเป็นร้อยละ 3.7 ในปี 2569 ขับเคลื่อนโดยภาคบริการ ภาคเกษตร และภาคอุตสาหกรรมที่เริ่มปรับตัวดีขึ้นตามลำดับ ขณะที่ด้าน “อุปสงค์ (การใช้จ่าย)” คาดว่าปี 2568 จะเติบโตร้อยละ 5.1 และขยับเป็นร้อยละ 6.0 ในปี 2569 โดยมีการใช้จ่ายภาครัฐ การค้าชายแดน และการลงทุนภาคเอกชนเป็นตัวนำ

รายงานยังชี้ว่า “ภาคบริการ” มีสัดส่วนสูงสุดของผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) คิดเป็นราวร้อยละ 64.84 ของมูลค่าทางเศรษฐกิจทั้งหมดของเชียงราย ขณะที่ภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมทำหน้าที่เป็นฐานรากสำคัญของครัวเรือนและการจ้างงานในชนบท

ในมิติด้านเสถียรภาพ ปี 2568 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของเชียงรายคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ -0.1% ก่อนจะขยับขึ้นเป็น 0.5% ในปี 2569 สะท้อนภาวะราคาสินค้าที่ทรงตัวใกล้ศูนย์ ขณะที่ตลาดแรงงานยังอยู่ในเกณฑ์ตึงตัว โดยคาดว่าปี 2568 จะมีผู้อยู่ในกำลังแรงงานที่มีงานทำประมาณ 620,898 คน และเพิ่มเป็นราว 629,370 คนในปี 2569 อัตราการว่างงานอยู่ในระดับต่ำราว 0.6–1.4% แสดงให้เห็นว่าเชิงปริมาณ “งานยังมี” แต่คุณภาพรายได้และหนี้ครัวเรือนยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องจับตา

เครื่องยนต์ภาครัฐและโครงสร้างพื้นฐาน งบประมาณที่แปรเปลี่ยนเป็น “เส้นเลือดเศรษฐกิจ”

หากมองให้ลึกลงไป สิ่งที่โดดเด่นที่สุดในโครงสร้างเศรษฐกิจเชียงรายเวลานี้คือ “บทบาทของภาครัฐ” ในฐานะเครื่องยนต์หลัก ในปี 2568 รายงานคาดว่าการใช้จ่ายภาครัฐของจังหวัดจะเติบโตถึงร้อยละ 16.2 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 17.4 ในปี 2569 ตามการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีและการเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน

เม็ดเงินจำนวนมากกำลังถูกผลักเข้าไปในโครงการคมนาคมที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาถนนสายหลักและสายรองตามแนวระเบียงเศรษฐกิจเหนือ–ใต้ (R3A) ที่เชื่อมเชียงรายกับแขวงบ่อแก้วของ สปป.ลาว และรัฐฉานของเมียนมา ไปจนถึงโครงการรถไฟทางคู่สายเด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ ซึ่งเมื่อแล้วเสร็จจะเปลี่ยนโฉมโครงสร้างการขนส่งสินค้าทั้งในและนอกประเทศ

โครงการเหล่านี้ไม่ใช่เพียงการสร้างถนนหรือรางรถไฟเพิ่ม แต่คือ “การเปิดเส้นเลือดเศรษฐกิจใหม่” ให้ทุนการค้า การท่องเที่ยว และโลจิสติกส์ไหลเวียนเข้าสู่เชียงรายลึกลงไปถึงระดับอำเภอและหมู่บ้าน หากบริหารจัดการโครงข่ายเชื่อมต่อได้ดี จะช่วยลดต้นทุนขนส่งสินค้าเกษตร ขยายโอกาสการลงทุนอุตสาหกรรมแปรรูป และดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงจากจีน ลาว และเมียนมาได้มากขึ้น

บริการและการท่องเที่ยว ลมหายใจหลักของเศรษฐกิจจังหวัด

หนึ่งในตัวเลขที่สะดุดตาที่สุดในรายงาน คือจำนวน “นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าเชียงราย” ปี 2568 คาดว่าจะอยู่ที่ 6,440,445 คน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 6,880,542 คนในปี 2569 หรือเติบโตราวร้อยละ 6.8 โดยได้รับแรงหนุนจากการจัดงานระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง อาทิ การประชุม AIPH Spring Meeting 2025 และ PATA Destination Marketing Forum 2025 ที่ช่วยยกระดับภาพลักษณ์จังหวัดสู่สายตานักเดินทางและนักลงทุนต่างชาติ

จำนวนผู้โดยสารผ่านท่าอากาศยานนานาชาติแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ก็มีทิศทางสอดคล้องกัน โดยคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 6.3 มีจำนวนผู้โดยสารรวมกว่า 2,049,467 คนในปี 2569 การเติบโตของเที่ยวบินและผู้โดยสารสะท้อนให้เห็นว่าเชียงรายกำลังขยับบทบาทจาก “เมืองปลายทาง” สำหรับท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ไปสู่ “ศูนย์กลางคมนาคมและท่องเที่ยว” ของล้านนาตอนบนอย่างเป็นรูปธรรม

ภาคบริการซึ่งกินสัดส่วนมากกว่าครึ่งของ GPP ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากคลื่นนักท่องเที่ยวดังกล่าว ทั้งธุรกิจโรงแรม ที่พัก โฮมสเตย์ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ คาเฟ่ชุมชน ไปจนถึงผู้ประกอบการทัวร์และของที่ระลึกในอำเภอท่องเที่ยวหลัก เช่น เมืองเชียงราย แม่สาย แม่จัน เชียงของ และเชียงแสน

อย่างไรก็ดี การเติบโตของการท่องเที่ยวก็ทำให้เกิดคำถามสำคัญต่อภาครัฐและท้องถิ่นว่า “เชียงรายพร้อมแค่ไหน” ในการรองรับปริมาณคนและยานพาหนะที่เพิ่มขึ้น โดยไม่กระทบต่อคุณภาพชีวิตคนในพื้นที่ ทั้งด้านการจราจร ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม

แก้ปมระบบขนส่งมวลชน จากเมืองผ่านสู่เมืองที่เชื่อมทุกอำเภอ

เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2569 ที่ห้องประชุมพวงแสด ศาลากลางจังหวัดเชียงราย นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางพัฒนาระบบขนส่งมวลชนของจังหวัด เพื่อ “คลี่คลายปม” การเดินทางที่เริ่มแน่นขนัดทั้งในเขตเมืองและเส้นทางสู่แหล่งท่องเที่ยว

ที่ประชุมมีการหารือถึงการจัดระบบรถโดยสารและขนส่งสาธารณะให้มีความสะดวก ปลอดภัย และครอบคลุมพื้นที่มากขึ้น โดยเป้าหมายคือทำให้การเดินทางจากตัวเมืองไปยังอำเภอชายแดน เช่น แม่สาย เชียงของ และเชียงแสน สะดวกขึ้น และลดการพึ่งพารถยนต์ส่วนบุคคล ซึ่งส่งผลต่อทั้งภาวะรถติดและมลพิษทางอากาศ

โจทย์สำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงการสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ แต่รวมถึงการทำให้โครงสร้างพื้นฐานเดิม “ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ” ผ่านการบูรณาการระหว่างจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้ประกอบการขนส่งเอกชน

เกษตรกรรมและอุตสาหกรรม ฐานรากเศรษฐกิจที่ต้องปรับตัวสู้ความผันผวน

เชียงรายยังคงเป็นจังหวัดเกษตรกรรมสำคัญของภาคเหนือ รายงานคาดว่าภาคเกษตรกรรมจะขยายตัวเพิ่มจากร้อยละ 3.4 ในปี 2568 เป็นร้อยละ 4.1 ในปี 2569 โดยมีแรงหนุนจากปริมาณน้ำที่เพียงพอและโครงการบริหารจัดการน้ำของภาครัฐ

ตัวอย่างเช่น ผลผลิตข้าวในจังหวัดคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 7.4 ในปี 2569 โดยมีราคาเฉลี่ยราว 9,701 บาทต่อตัน ขณะที่ยางพารามีแนวโน้มราคาฟื้นตัวอยู่ที่ประมาณ 59,673–60,867 บาทต่อตัน และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์คาดว่าราคาจะขยับขึ้นเป็นราว 8.60 บาทต่อกิโลกรัม ตัวเลขเหล่านี้ช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร แต่ก็ต้องไม่ลืมว่ารายจ่ายด้านปุ๋ย ยา และค่าแรงยังคงสูง

รายได้เกษตรกรโดยรวมตามดัชนีรายได้ภาคเกษตร (Chiangrai Farm Income Index) ที่นำเสนอในรายงาน แสดงสัญญาณฟื้นตัวหลังจากชะลอลงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ความผันผวนของราคาสินค้าเกษตรโลก ภัยแล้ง หรือเหตุการณ์น้ำหลากเฉียบพลันยังคงเป็นปัจจัยที่อาจหักหัวเรือเศรษฐกิจชนบทได้ทุกเมื่อ

ในด้านอุตสาหกรรม รายงานระบุว่า ปี 2568 เชียงรายมีโรงงานอุตสาหกรรมจดทะเบียนประมาณ 677–682 โรง และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 691 โรงในปี 2569 โดยส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมแปรรูปเกษตร วัสดุก่อสร้าง และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว เช่น โรงแรม ศูนย์ประชุม และธุรกิจบริการโลจิสติกส์ การใช้ไฟฟ้าภาคอุตสาหกรรมมีแนวโน้มขยายตัวตามการเปิดโรงงานใหม่และการลงทุนขยายกำลังการผลิต

การเติบโตในสองภาคส่วนนี้จึงไม่ใช่เพียงตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ “ความอยู่รอด” ของครัวเรือนชนบทและแรงงานในระบบอุตสาหกรรมขนาดกลาง–ย่อม ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องเผชิญความผันผวนทั้งด้านราคาและต้นทุนอย่างต่อเนื่อง

การใช้จ่าย การลงทุน และการค้าชายแดน แรงขับเคลื่อนจากอุปสงค์ด้านในและด้านนอก

ในฝั่ง “อุปสงค์” รายงานคาดว่าการใช้จ่ายภาครัฐจะเป็นเครื่องยนต์หลัก ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 1.8 ในปี 2568 และปรับเพิ่มเป็น 3.2 ในปี 2569 สอดคล้องกับการฟื้นตัวของตลาดแรงงานและการท่องเที่ยว

การลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวจากร้อยละ 2.4 ในปี 2568 เป็นร้อยละ 3.4 ในปี 2569 โดยเฉพาะในธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมแปรรูปเกษตรที่ได้รับประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานและการค้าชายแดน

ด้านการค้าชายแดน รายงานประเมินว่ามูลค่าการค้าจะขยายตัวจากร้อยละ 2.9 ในปี 2568 เป็นร้อยละ 3.2 ในปี 2569 โดยอาศัยด่านแม่สาย เชียงของ และเชียงแสนเป็นประตูหลักสำหรับการนำเข้า–ส่งออกสินค้าไปยังเมียนมา ลาว และจีนตอนใต้ อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนทางการเมืองและความมั่นคงในประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งมาตรการด้านภาษีและกฎระเบียบการนำเข้า–ส่งออก ยังเป็นตัวแปรสำคัญที่อาจทำให้ตัวเลขการค้าเหวี่ยงได้ในช่วงสั้น

ขณะเดียวกัน รายงานก็สะท้อน “สัญญาณเตือน” ด้านกำลังซื้อภายในประเทศ จากข้อมูลจำนวนรถยนต์จดทะเบียนใหม่ในปี 2568 ที่คาดว่าจะหดตัวร้อยละ -6.0 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สอดคล้องกับภาวะหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูงและภาระดอกเบี้ยที่กดทับความสามารถในการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน

ปัจจัยสนับสนุนและปัจจัยเสี่ยง ภาพสองด้านของเหรียญเศรษฐกิจเชียงราย

รายงานของสำนักงานคลังจังหวัดเชียงรายสรุป “ปัจจัยสนับสนุน” ที่จะช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตในช่วงปี 2568–2569 ไว้หลายประเด็น อาทิ

  1. การดำเนินนโยบายด้านสวัสดิการและการช่วยเหลือเกษตรกรของรัฐบาล ที่ช่วยพยุงรายได้ฐานราก
  2. การขับเคลื่อนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ทั้งในระดับประเทศและระดับจังหวัด
  3. โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวและกิจกรรม MICE ที่ทำให้เชียงรายเป็นที่รู้จักในเวทีนานาชาติ
  4. แนวนโยบายระดับจังหวัดที่เน้นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การค้าชายแดน และเศรษฐกิจสีเขียว

ในอีกด้านหนึ่ง รายงานก็ชี้ให้เห็น “ปัจจัยเสี่ยง” ที่อาจฉุดรั้งการเติบโต ได้แก่

  • ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและภาวะถดถอยในประเทศคู่ค้า ซึ่งกระทบต่อตลาดการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม
  • ภัยธรรมชาติ ทั้งภัยแล้งและอุทกภัยที่เกิดถี่ขึ้นจากผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • ปัญหา PM2.5 และหมอกควันข้ามแดนในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งกระทบต่อสุขภาพประชาชน ภาพลักษณ์การท่องเที่ยว และค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข
  • หนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ครัวเรือนจำนวนมากต้องจำกัดการบริโภคและการลงทุนในระยะยาว

ปัจจัยสนับสนุนและปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้เปรียบเสมือน “แรงดึงสองทิศทาง” ที่จะกำหนดว่า เศรษฐกิจเชียงรายในปี 2569 จะเติบโตอย่างมั่นคงหรือสะดุดในจังหวะสำคัญ

“Chiang Rai Brand” และการสร้างมูลค่าเพิ่ม จากสินค้าเกษตรสู่ Soft Power ท้องถิ่น

อีกหนึ่งยุทธศาสตร์ที่จังหวัดเชียงรายให้ความสำคัญ คือการสร้าง “มูลค่าเพิ่ม” ให้กับสินค้าและบริการของคนในพื้นที่ ผ่านตราสัญลักษณ์ “Chiang Rai Brand” ที่ผู้ว่าราชการจังหวัด นายชูชีพ พงษ์ไชย ผลักดันให้เป็นเครื่องหมายการันตีคุณภาพมาตรฐานระดับสากล ทั้งในเชิงสินค้าและบริการ

จากการประชุมคณะกรรมการรับรองล่าสุด มีผู้ประกอบการผ่านเกณฑ์การรับรองถึง 26 ราย รวม 49 ผลิตภัณฑ์ แบ่งเป็นกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม 15 ราย รวม 35 ผลิตภัณฑ์ ผ้าและเครื่องแต่งกาย 7 ราย และกลุ่มการท่องเที่ยว–โรงแรมอีกหลายราย การได้รับตรา Chiang Rai Brand ไม่ได้หมายถึงเพียงความสวยงามของโลโก้บนบรรจุภัณฑ์ แต่เป็น “ใบเบิกทาง” ที่ช่วยให้สินค้าและบริการของเชียงรายเข้าสู่ห้างสรรพสินค้า โมเดิร์นเทรด ตลอดจนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซได้ง่ายขึ้น

ในมุมมองเศรษฐกิจมหภาค นี่คือยุทธศาสตร์ Soft Power ที่เชื่อมโยงกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ซึ่งหากสามารถยกระดับมาตรฐานคุณภาพ การตลาด และเรื่องเล่าของสินค้าได้อย่างเป็นระบบ ย่อมช่วยให้รายได้กระจายลงสู่ผู้ประกอบการรายย่อยและวิสาหกิจชุมชนมากขึ้น

มิติคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจที่เติบโตต้องไม่ทิ้งคนข้างหลัง

แม้ตัวเลข GDP และ GPP จะบ่งชี้ทิศทางการเติบโต แต่สำหรับประชาชนในจังหวัดแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ “คุณภาพชีวิตที่จับต้องได้” รายงานเศรษฐกิจจึงไม่อาจละเลยประเด็นสิ่งแวดล้อมและสังคม

ปัญหา PM2.5 ในช่วงฤดูเผาไร่และหมอกควันข้ามแดนยังเป็นภัยเงียบที่กระทบทั้งเศรษฐกิจและสุขภาพ การที่จังหวัดต้องการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงและจัดงานนานาชาติอย่างต่อเนื่อง ทำให้การจัดการปัญหามลพิษทางอากาศกลายเป็น “เงื่อนไขสำคัญ” ของความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

ขณะเดียวกัน การเติบโตที่อาศัยการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่จำเป็นต้องมาพร้อมกับการมีส่วนร่วมของชุมชน การดูแลสิทธิที่ดิน และการชดเชยผลกระทบที่เป็นธรรม เพื่อไม่ให้เกิดภาวะ “เติบโตบนความเหลื่อมล้ำ” ซึ่งทำให้บางกลุ่มได้รับประโยชน์จากโครงการมากกว่าคนส่วนใหญ่

เชียงรายบนทางแพร่งแห่งการเติบโต – จากเมืองผ่านสู่ประตูเศรษฐกิจล้านนา

เมื่อพิจารณาจากตัวเลขและยุทธศาสตร์ในรายงานประมาณการเศรษฐกิจจังหวัดเชียงรายปี 2568 และแนวโน้มปี 2569 จะเห็นได้ว่า เชียงรายกำลังก้าวผ่านบทบาท “เมืองผ่าน” ที่ผู้คนแวะเพียงชั่วครู่ ไปสู่สถานะ “ประตูเศรษฐกิจล้านนาและลุ่มน้ำโขง” ที่มีความสำคัญทั้งในมิติการค้า การท่องเที่ยว และโลจิสติกส์

เครื่องยนต์หลักในวันนี้คือ การใช้จ่ายภาครัฐและโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงทั้งทางถนน รถไฟ และการบิน ประกอบกับภาคบริการและการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวอย่างแข็งแรง ขณะที่ภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมยังต้องเร่งยกระดับประสิทธิภาพและมูลค่าเพิ่มเพื่อรับมือการแข่งขันและความผันผวนของตลาดโลก

อย่างไรก็ตาม ทางแพร่งของเชียงรายไม่ได้มีเพียงเส้นทางสู่ “การเติบโตเชิงตัวเลข” แต่อีกเส้นทางหนึ่งคือ “การเติบโตอย่างยั่งยืนและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ซึ่งต้องอาศัยการบริหารจัดการหนี้ครัวเรือน การลดความเหลื่อมล้ำ การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม และการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับชุมชนชายแดนที่เผชิญความเสี่ยงมากเป็นพิเศษ

สำหรับผู้กำหนดนโยบาย นักลงทุน และประชาชนที่ติดตามสถานการณ์ เศรษฐกิจเชียงรายปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงชุดตัวเลข แต่คือ “สัญญาณเตือนและโอกาส” ว่าหากทุกภาคส่วนสามารถใช้จังหวะนี้ในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับศักยภาพพื้นที่ เมืองเหนือสุดแห่งนี้อาจก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของล้านนาและอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงได้อย่างแท้จริงในทศวรรษหน้า

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • ภาพ : KANJO Review
  • รายงานประมาณการเศรษฐกิจจังหวัดเชียงราย ปี 2568 และแนวโน้มปี 2569 ไตรมาสที่ 4/2568 ข้อมูล ณ เดือนธันวาคม 2568 กลุ่มงานนโยบายและเศรษฐกิจจังหวัด สำนักงานคลังจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

กาแฟ GI ไทยยอดขายเฉียด 1,500 ล้าน! ดอยช้างเชียงรายติด Top 4 โชว์ศักยภาพราคาพรีเมียมระดับโลก

กาแฟ GI ไทยฟีเวอร์! ปี 2568 ยอดขายเฉียด 1,500 ล้านบาท “ดอยช้าง” ยืนหนึ่งเชียงราย ติด Top 4 สะท้อนพลังอัตลักษณ์ถิ่นกำเนิดสู่เศรษฐกิจฐานราก

เชียงราย, 13 มกราคม 2569 — เช้าวันหนึ่งบนแนวเขาสูงของเชียงราย กลิ่นหอมจากเมล็ดกาแฟคั่วใหม่ยังคงเป็น “ภาษาเงียบ” ที่บอกเล่าความเปลี่ยนแปลงของชุมชนได้ชัดเจนกว่าคำโฆษณาใด ๆ เพราะวันนี้กาแฟไม่ได้เป็นเพียงพืชเศรษฐกิจของพื้นที่สูง แต่กำลังกลายเป็น “สินค้าที่มีเรื่องเล่า มีตัวตน และมีราคาที่สูงขึ้นอย่างมีเหตุผล” ผ่านกลไกสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI)

ภาพใหญ่ของประเทศยืนยันแนวโน้มดังกล่าว เมื่อ กรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ในปี 2568 กาแฟ GI ของไทยที่ขึ้นทะเบียนแล้ว 11 รายการ จาก 8 จังหวัด สามารถทำยอดขายรวมได้ถึง 1,497 ล้านบาท โดยกาแฟ 5 อันดับแรกกวาดยอดขายรวมกัน 1,318 ล้านบาท สะท้อนความนิยมของตลาดที่กำลังให้คุณค่ากับ “แหล่งที่มา” และ “มาตรฐาน” อย่างจริงจัง

ในรายชื่อ Top 5 นั้น “เชียงราย” ปรากฏตัวอย่างโดดเด่นผ่าน กาแฟดอยช้าง ที่ทำยอดขาย 160 ล้านบาท ครอง อันดับ 4 ของประเทศ แม้มีปริมาณการผลิตเพียง 75 ตัน แต่กลับทำราคาเฉลี่ยหน้าร้านได้ถึง 1,600 บาท/กิโลกรัม สูงสุดในกลุ่ม Top 5 และยังได้รับการขึ้นทะเบียน GI ในต่างประเทศ รวมถึง สหภาพยุโรปและญี่ปุ่น — ตอกย้ำว่า “คุณภาพและความน่าเชื่อถือ” สามารถชนะเกมปริมาณได้ในตลาดพรีเมียม

แกนหลักของความสำเร็จ GI ทำให้ “เรื่องเล่า” กลายเป็น “มูลค่า”

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ระบุว่า ความโดดเด่นของกาแฟ GI คือ “อัตลักษณ์เฉพาะถิ่น” ที่เกิดจากสภาพดิน ภูมิอากาศ ความสูงจากระดับน้ำทะเล ตลอดจนภูมิปัญญาการเพาะปลูกและการแปรรูป ซึ่งทำให้สินค้าแตกต่างและมีมูลค่าเพิ่ม ส่งผลให้ราคาขายสูงขึ้นจากก่อนขึ้นทะเบียนอย่างมีนัยสำคัญ

ในเชิงแนวคิดระดับสากล องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) อธิบายว่า GI คือเครื่องมือคุ้มครอง “ความเป็นเอกลักษณ์ทางภูมิศาสตร์” ของสินค้า โดยช่วยสร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภคและเพิ่มมูลค่าผ่านชื่อเสียงของพื้นที่ผลิต ซึ่งผู้ประกอบการที่ทำตามมาตรฐานร่วมกันในพื้นที่ GI จะได้รับประโยชน์ร่วมกัน

เชียงรายในสมการกาแฟไทย จากแหล่งปลูกสู่ “แบรนด์ถิ่นกำเนิด” ที่ต่อยอดได้จริง

สำหรับเชียงราย การมี GI ในหมวดกาแฟอย่างน้อย 2 รายการที่ถูกกล่าวถึงในหลายเวที ได้แก่ กาแฟดอยช้าง และ กาแฟดอยตุง ทำให้จังหวัดไม่ได้แข่งขันด้วย “เมล็ดกาแฟ” เพียงอย่างเดียว แต่แข่งขันด้วย “ความหมายของถิ่นกำเนิด” และความสามารถในการคุมคุณภาพตลอดห่วงโซ่

ข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐด้านเกษตรระดับจังหวัดระบุว่า เชียงรายมีพื้นที่ปลูกกาแฟประมาณ 9,436 ไร่ และให้ผลผลิตราว 604 ตัน/ปี สะท้อนฐานการผลิตที่ยังมีศักยภาพต่อยอด หากออกแบบให้มูลค่าเพิ่มไหลกลับสู่เกษตรกรและชุมชนได้มากขึ้น

ในกรณี “ดอยตุง” แหล่งข้อมูลของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงระบุว่า กาแฟดอยตุงได้รับการขึ้นทะเบียน GI ตั้งแต่ปี 2549 และเน้นระบบตรวจสอบย้อนกลับตลอดกระบวนการผลิต ซึ่งเป็นหัวใจของตลาดพรีเมียมยุคใหม่ ที่ผู้บริโภคถามหาความโปร่งใสมากพอ ๆ กับรสชาติ

ดอยช้าง” อันดับ 4 ของประเทศ ผลิตน้อย แต่ราคาสูง—เพราะมาตรฐานและตลาดปลายทาง

หากมองเพียง “ปริมาณผลิต” ดอยช้างอาจดูเป็นผู้เล่นรายเล็ก เพราะตัวเลขปี 2568 อยู่ที่ 75 ตัน เทียบกับพื้นที่อื่นที่ผลิตเป็นหลัก “หลายร้อยถึงหลายพันตัน” แต่ตลาดกลับตอบแทนด้วยราคาเฉลี่ย 1,600 บาท/กก. และยอดขาย 160 ล้านบาท

กรมทรัพย์สินทางปัญญาอธิบายคุณลักษณะเด่นของกาแฟดอยช้างว่าเป็นอาราบิก้าปลูกบนความสูงประมาณ 1,000–1,700 เมตร มีระบบการผลิตเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและการควบคุมคุณภาพรอบด้าน ทำให้ได้รสชาติกลมกล่อม มีความเปรี้ยวสดชื่นเบา ๆ แฝงความหวาน และกลิ่นหอมโดดเด่น

จุดเปลี่ยนสำคัญอีกด้านคือ “การคุ้มครองในต่างประเทศ” โดยสื่อธุรกิจไทยรายงานว่าไทยได้ผลักดันให้ดอยช้างและดอยตุงจดทะเบียน GI ในญี่ปุ่นสำเร็จ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงด้านการเลียนแบบชื่อเสียง และเพิ่มความมั่นใจให้ผู้นำเข้า/ผู้บริโภคในตลาดพรีเมียม

ภาพรวมไทย Top 5 กาแฟ GI ปี 2568 สะท้อนการแข่งขัน “คุณค่า” มากกว่าปริมาณ

ข้อมูลของกรมทรัพย์สินทางปัญญาระบุ Top 5 ยอดขายกาแฟ GI ปี 2568 ได้แก่

  1. กาแฟดอยสวนยาหลวงน่าน 526 ล้านบาท (2,257 ตัน)
  2. กาแฟระนอง 262 ล้านบาท (947 ตัน)
  3. กาแฟเขาทะลุ (ชุมพร) 234 ล้านบาท (390 ตัน)
  4. กาแฟดอยช้าง (เชียงราย) 160 ล้านบาท (75 ตัน)
  5. กาแฟถ้ำสิงห์ชุมพร 136 ล้านบาท (120 ตัน)

ข้อสังเกตเชิงนโยบายคือ ตลาดยังมีลักษณะ “กระจุกตัว” เพราะ 5 อันดับแรกทำยอดรวม 1,318 ล้านบาท จากยอดรวมทั้งระบบ 1,497 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนสูงมาก ซึ่งสะท้อนว่า “ความเข้มแข็งด้านมาตรฐาน–การตลาด–การเข้าถึงผู้บริโภค” คือปัจจัยชี้เป็นชี้ตาย มากกว่าการมีชื่อ GI เพียงอย่างเดียว

ในเวลาเดียวกัน นโยบายภาครัฐยังเดินหน้าใช้กรอบ “Quick Big Win” เพื่อเร่งการสร้างมูลค่าเพิ่มและการขยายตลาดในและต่างประเทศ โดยย้ำการคุมคุณภาพ การคุ้มครองชื่อ GI และการสร้างความสามารถแข่งขันอย่างยั่งยืน

มิติระดับโลก เมื่อกาแฟโลกผันผวน สินค้า “มีที่มา” ยิ่งได้เปรียบ

บริบทโลกทำให้เรื่อง “ที่มาและมาตรฐาน” มีน้ำหนักมากขึ้น เพราะตลาดกาแฟโลกเผชิญแรงกดดันจากสภาพอากาศและอุปทานตึงตัว โดยรายงานข่าวต่างประเทศชี้ว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การผลิตได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วในประเทศผู้ผลิตหลัก และตลาดมีภาวะการบริโภคสูงกว่าการผลิตต่อเนื่องหลายปี

อีกด้านหนึ่ง ผู้นำขององค์การกาแฟระหว่างประเทศ (ICO) เคยให้มุมมองว่าความตึงตัวของอุปทานอาจเริ่มคลี่คลายได้ในราวไม่กี่ปีข้างหน้า หากการปลูกใหม่เริ่มให้ผลผลิตและสภาพอากาศเอื้ออำนวย แต่ก็ยังขึ้นกับความผันผวนด้านภูมิอากาศเป็นสำคัญ

ในสภาพเช่นนี้ “กาแฟที่พิสูจน์ได้ว่ามาจากไหน ผลิตอย่างไร และคุมมาตรฐานได้จริง” จึงมีแต้มต่อ—ไม่ใช่แค่กับผู้บริโภค แต่รวมถึงผู้นำเข้า ร้านกาแฟ และผู้ค้าที่ต้องบริหารความเสี่ยงด้านคุณภาพและความน่าเชื่อถือของซัพพลาย

โอกาสของเชียงราย—ทำอย่างไรให้มูลค่าเพิ่ม “ถึงมือคนปลูก” มากขึ้น

คำถามสำคัญที่ตามมาหลังตัวเลขสวยหรู คือ “รายได้เพิ่มขึ้นกระจายถึงเกษตรกรและชุมชนมากน้อยเพียงใด” เพราะ GI จะทำงานได้เต็มที่ก็ต่อเมื่อระบบคุมมาตรฐานเข้มแข็ง โปร่งใส และชุมชนมีอำนาจต่อรองในห่วงโซ่มูลค่า

สำหรับเชียงราย โจทย์จึงไม่ใช่แค่การรักษาอันดับในตารางยอดขาย แต่คือการต่อยอดจาก “ชื่อเสียงดอยช้าง–ดอยตุง” ไปสู่ 3 เรื่องหลัก

  1. ยกระดับระบบตรวจสอบย้อนกลับ ให้ผู้บริโภคเห็นคุณค่าและยอมจ่ายต่อเนื่อง
  2. พัฒนากลไกแบ่งปันมูลค่าเพิ่ม ระหว่างผู้ปลูก–ผู้แปรรูป–ผู้ทำตลาดอย่างเป็นธรรม
  3. ขยายตลาดพรีเมียมอย่างมีวินัย เพื่อรักษาความเชื่อมั่น ไม่ให้ “ขยายเร็วเกินมาตรฐาน”

มุมมองของ WIPO สนับสนุนว่า GI ช่วยสร้างชื่อเสียงและมูลค่าให้สินค้าท้องถิ่นได้ แต่ต้องอาศัย “มาตรฐานร่วม” และ “วินัยของผู้ผลิตในพื้นที่” เพื่อคงคุณภาพอย่างต่อเนื่อง

กาแฟ GI ไม่ใช่แค่รสชาติ—แต่เป็นยุทธศาสตร์เศรษฐกิจที่ชุมชนจับต้องได้

ตัวเลขยอดขาย 1,497 ล้านบาท ในปี 2568 อาจเป็นข่าวดีของประเทศ แต่สำหรับเชียงราย “ข่าวที่สำคัญกว่า” คือการที่ ดอยช้าง พิสูจน์แล้วว่าโมเดลกาแฟพรีเมียมบนพื้นที่สูงสามารถสร้างมูลค่าจริงในตลาด—และยังมีช่องให้ขยายผลไปสู่ชุมชนอื่น ๆ หากระบบมาตรฐาน การตลาด และการกระจายรายได้เดินไปพร้อมกัน

เมื่อโลกให้คุณค่ากับ “ของแท้จากถิ่นกำเนิด” มากขึ้นทุกปี เชียงรายจึงไม่ได้แข่งขันในสนามกาแฟเพียงอย่างเดียว แต่กำลังแข่งขันในสนาม “ความน่าเชื่อถือของชุมชน” และ “เศรษฐกิจฐานรากที่มีศักดิ์ศรี”—สนามที่หากทำสำเร็จ จะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตคนบนดอยอย่างยั่งยืนกว่าตัวเลขยอดขายรายปี

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์  
  • สำนักงานเกษตรและสหกรณ์ จังหวัดเชียงราย (OPS MOAC Chiang Rai)
  • International Coffee Organization (ICO) / Reuters
  • WIPO  
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

จากพืชทางเลือกสู่พืชยุทธศาสตร์! เชียงรายนำทัพยางพาราภาคเหนือ บุกตลาดอุตสาหกรรมยานยนต์จีน

เหตุใดเชียงรายจึงถูกมองว่าเป็น “หัวใจยางพาราภาคเหนือ” และยุทธศาสตร์ชายแดนไทย–จีนผ่านเชียงรายจะกำหนดอนาคตของเกษตรกรกว่า 9 หมื่นครัวเรือนใน 5 จังหวัดภาคเหนืออย่างไร

เชียงราย,9 มกราคม 2569 – ท่ามกลางความผันผวนของราคายางพาราในตลาดโลกและการแข่งขันที่รุนแรงจากประเทศเพื่อนบ้าน ภาพใหม่ของ “ยางพาราภาคเหนือ” กำลังปรากฏชัดขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในจังหวัดเชียงราย ซึ่งไม่ใช่เพียงพื้นที่ปลูกหน้าใหม่ แต่กำลังก้าวขึ้นเป็น “ประตูการค้า” เชื่อมยางพาราไทยสู่มณฑลยูนนานของจีน ผ่านโครงข่ายด่านชายแดน เส้นทาง R3A–R3B และลุ่มแม่น้ำโขง ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า ในปี 2567 ภาคเหนือมีปริมาณผลผลิตยางพารารวม 293,853 ตัน คิดเป็นร้อยละ 6 ของผลผลิตยางทั้งประเทศราว 4.81 ล้านตัน โดยเชียงรายเป็นจังหวัดที่มีผลผลิตสูงสุด 83,909 ตัน มากกว่าจังหวัดอื่น ๆ ในกลุ่มภาคเหนืออย่างชัดเจน ทั้งยังมาจากครัวเรือนเกษตรกรถึง 27,801 ครัวเรือน สะท้อนบทบาทของยางพาราในฐานะ “พืชเศรษฐกิจตัวใหม่” ที่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจชนบทของจังหวัดชายแดนแห่งนี้อย่างมีนัยสำคัญ

จากพืชทางเลือกสู่พืชยุทธศาสตร์ ภูมิทัศน์ใหม่ของยางพาราไทย

ในระดับประเทศ ยางพารายังคงเป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรส่งออกสำคัญที่สุดของไทย โดยไทยครองสถานะผู้ผลิตและผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลกเคียงคู่กับอินโดนีเซียและเวียดนาม แม้จะต้องเผชิญความท้าทายจากราคาที่ผันผวน การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และการแข่งขันจากยางสังเคราะห์ รวมถึงวัสดุทดแทนประเภทอื่น แต่ประมาณการปี 2568 ยังชี้ให้เห็นว่าปริมาณการผลิตของไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.9 เป็นราว 4.93 ล้านตัน แม้พื้นที่กรีดได้จะลดลงเล็กน้อยเหลือประมาณ 22.45 ล้านไร่ สะท้อนว่าผลผลิตต่อไร่และประสิทธิภาพการจัดการสวนมีแนวโน้มดีขึ้น

ทิศทางดังกล่าวสัมพันธ์โดยตรงกับ “การย้ายฐานปลูก” จากภาคใต้และภาคตะวันออกขึ้นสู่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา การขยายตัวของสวนยางในพื้นที่ใหม่มิใช่เพียงผลจากราคายางในอดีตที่อยู่ในระดับดี แต่ยังสะท้อนยุทธศาสตร์เชิงพื้นที่ของภาครัฐและสถาบันเกษตรกรที่ต้องการใช้ศักยภาพด้านภูมิอากาศ ดิน และโลจิสติกส์ของดินแดน “เหนือสุดแดนสยาม” รองรับความต้องการตลาดจีนซึ่งเป็นผู้ซื้อยางรายใหญ่ที่สุดของไทยในปัจจุบัน

ข้อมูลการส่งออกระบุว่า ในปี 2567 ไทยส่งออกยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางไปจีนมูลค่าประมาณ 4.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยส่วนใหญ่เป็นยางแปรรูปขั้นกลาง เช่น ยางแท่งและยางผสม เพื่อนำไปใช้ในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ภายใต้นโยบาย “Made in China 2025” ที่เน้นการผลิตสินค้าเทคโนโลยีระดับสูงและอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ การพึ่งพาตลาดจีนในระดับสูงเช่นนี้ทำให้ “ระเบียงการค้าไทย–จีนผ่านภาคเหนือ” กลายเป็นสมการสำคัญของอนาคตยางพาราไทย

เชียงราย จากแผนที่การผลิตสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์ยางพาราภาคเหนือ

เมื่อพิจารณาข้อมูลระดับจังหวัด จะเห็นภาพบทบาทของเชียงรายอย่างชัดเจน ภาคเหนือมีจังหวัดที่ถือเป็นฐานการผลิตยางพาราหลัก 5 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย น่าน พิษณุโลก พะเยา และเพชรบูรณ์ โดยมีผลผลิตรวม 248,103 ตัน จากครัวเรือนเกษตรกร 90,793 ครัวเรือน เฉลี่ยผลผลิตต่อครัวเรือน 2.73 ตันต่อปี โดยเชียงรายมีผลผลิตสูงสุด 83,909 ตัน ตามมาด้วยพิษณุโลก 61,730 ตัน น่าน 51,774 ตัน พะเยา 35,815 ตัน และเพชรบูรณ์ 14,875 ตัน

เฉพาะเชียงรายเอง นอกจากจะมีผลผลิตมากที่สุดแล้ว ยังมีจำนวนครัวเรือนผู้ปลูกมากถึง 27,801 ครัวเรือน หรือราวหนึ่งในสี่ของครัวเรือนปลูกยางภาคเหนือทั้งหมด ผลผลิตเฉลี่ยต่อครัวเรือนอยู่ที่ประมาณ 3.02 ตันต่อปี สูงกว่าค่าเฉลี่ยรวมของ 5 จังหวัด ซึ่งสะท้อนประสิทธิภาพการจัดการสวนและโครงสร้างสถาบันเกษตรกรที่เข้มแข็งในพื้นที่

ที่สำคัญ วงจรผลผลิตรายเดือนของเชียงรายยัง “สอดคล้อง” กับจังหวะความต้องการอุตสาหกรรมยางของจีนอย่างน่าสนใจ ข้อมูลร้อยละผลผลิตรายเดือนชี้ว่า ในช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคม เชียงรายมีผลผลิตรวมกว่า 32,000 ตัน หรือมากกว่าหนึ่งในสามของผลผลิตทั้งปี โดยเดือนพฤศจิกายนและธันวาคมแต่ละเดือนมีสัดส่วนร้อยละ 13.06 ของทั้งปี และเดือนตุลาคมร้อยละ 12.16 ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่โรงงานอุตสาหกรรมจีนมักเร่งการผลิตเพื่อรองรับคำสั่งซื้อปลายปีและช่วงเทศกาล

โครงสร้างผลผลิตที่ “หนาแน่นปลายปี” นี้ ทำให้เชียงรายกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญต่อการวางแผนโลจิสติกส์ส่งออกยางไปจีน เนื่องจากสามารถรวบรวมปริมาณสินค้ามากพอสำหรับการจัดส่งทางบกและทางน้ำอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันยังช่วยลดความเสี่ยงด้านการเก็บสต็อกยาวนานของสถาบันเกษตรกร

5 จังหวัดยางพาราภาคเหนือ เครือข่ายใหม่ของเศรษฐกิจชายแดน

แม้เชียงรายจะเป็นหัวใจหลัก แต่การเติบโตของยางพาราภาคเหนือไม่ได้เกิดขึ้นโดดเดี่ยว หากเป็นผลจาก “เครือข่ายจังหวัด” ที่เกื้อหนุนกันในเชิงโลจิสติกส์และการรวบรวมผลผลิต

  • น่าน มีจำนวนครัวเรือนปลูกยางสูงที่สุดในกลุ่ม 5 จังหวัดถึง 30,850 ครัวเรือน แต่ให้ผลผลิตรวม 51,774 ตัน ทำให้ผลผลิตต่อครัวเรือนเฉลี่ยต่ำกว่าเชียงราย สะท้อนบทบาทของยางในฐานะ “เครื่องมือกระจายรายได้” สู่ครัวเรือนรายย่อยจำนวนมาก
  • พิษณุโลก ได้รับอานิสงส์จากทำเลที่ตั้งเป็นจุดตัดของระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก–ตะวันตก (EWEC) ทำหน้าที่คล้ายศูนย์รวบรวมและกระจายสินค้าไปยังเชียงราย ก่อนส่งต่อเข้าสู่จีน
  • พะเยาและเพชรบูรณ์ แม้จะมีผลผลิตน้อยกว่า แต่ความได้เปรียบด้านระยะทางสู่ด่านชายแดนเชียงรายและบทบาทในการปรับเปลี่ยนการใช้ที่ดินจากพืชไร่ที่ให้ผลตอบแทนต่ำมาเป็นพืชยืนต้นมูลค่าสูง ทำให้สองจังหวัดนี้เป็น “ฐานสนับสนุน” สำคัญของระบบยางพาราภาคเหนือ

ภาพรวมของทั้ง 5 จังหวัดจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มตัวเลขผลผลิต หากแต่เป็นการก่อรูป “ภูมิภาคยางพาราใหม่” ที่มีเชียงรายเป็นศูนย์กลางด้านการตลาดและโลจิสติกส์ ขณะที่น่าน พิษณุโลก พะเยา และเพชรบูรณ์ทำหน้าที่เป็นฐานการผลิตและแหล่งรวบรวมวัตถุดิบ

 

ประตูเชียงราย ภาษี 0% และระเบียงการค้าสู่ยูนนาน

จุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดของอุตสาหกรรมยางพาราภาคเหนือ คือการเจรจาความร่วมมือทางการค้าระหว่างเครือข่ายสถาบันเกษตรกรไทย หน่วยงานรัฐ และผู้ประกอบการจีน ที่นำไปสู่ “โครงการนำร่องส่งออกยางพารา 300 ตัน” ผ่านด่านชายแดนเชียงราย โดยได้รับสิทธิภาษีนำเข้าอัตรา 0%

เดิมที การส่งออกยางไปจีนผ่านเส้นทางภาคใต้ต้องแบกรับภาษีนำเข้าราวร้อยละ 20 หรือประมาณ 7,500 บาทต่อตัน ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของยางไทยด้อยกว่าแหล่งผลิตอื่นในภูมิภาค แต่เมื่อโครงการนำร่องดังกล่าวสามารถลดภาษีลงเหลือ 0% ได้สำเร็จ ผลที่เกิดขึ้นมีอย่างน้อยสามประการ

  1. ทำลายกำแพงภาษี และลดต้นทุนรวมของห่วงโซ่อุปทาน
    ยางจากภาคเหนือสามารถเข้าแข่งขันในตลาดจีนได้ทันที โดยไม่ต้องผ่านการขนส่งทางเรือจากภาคใต้ซึ่งมีต้นทุนสูงกว่า
  2. ลดบทบาทพ่อค้าคนกลาง และเพิ่มอำนาจต่อรองของเกษตรกร
    การขายตรงจากสถาบันเกษตรกรสู่โรงงานจีนทำให้ราคาที่เกษตรกรได้รับใกล้เคียงราคาตลาดจริงมากขึ้น ลดช่องว่างจากค่าหัวคิวและต้นทุนทางการตลาดที่ไม่จำเป็น
  3. สร้างความมั่นคงด้านโลจิสติกส์
    การใช้ด่านเชียงของ เส้นทาง R3A และท่าเรือเชียงแสนในแม่น้ำโขง ทำให้การขนส่งยางไปจีนตอนใต้มีระยะทางสั้นลง ใช้เวลาเดินทางน้อยลง และสามารถวางแผนการส่งออกเป็นรอบ ๆ ตามจังหวะผลผลิตของเชียงรายและจังหวัดใกล้เคียงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในเชิงยุทธศาสตร์ ระเบียงการค้าผ่านเชียงรายยังสอดรับกับนโยบายของรัฐบาลไทยที่กำหนดให้จังหวัดเชียงรายเป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zone – SEZ) ครอบคลุมพื้นที่อำเภอแม่สาย เชียงแสน และเชียงของ ปัจจุบันมีโรงงานใน SEZ เชียงรายรวม 333 แห่ง เงินลงทุนกว่า 2,663 ล้านบาท และจ้างแรงงานราว 2,190 คน ส่วนหนึ่งเป็นอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตรและโลจิสติกส์ที่สามารถต่อยอดสู่การตั้งโรงงานแปรรูปยางในอนาคต

นวัตกรรมจากพื้นที่ ถนนยางพาราและการขยายอุปสงค์ภายในประเทศ

การเติบโตอย่างยั่งยืนของยางพาราภาคเหนือไม่อาจพึ่งการส่งออกเพียงอย่างเดียว หากต้องสร้างอุปสงค์ภายในประเทศควบคู่กันไป หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการพัฒนา “ถนนยางพาราดินซีเมนต์” ในจังหวัดเชียงราย โดยความร่วมมือระหว่างการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) และองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย

เทคโนโลยีดังกล่าวใช้ยางพาราสดผสมกับดินและซีเมนต์เพื่อสร้างถนนชนบทที่มีความยืดหยุ่นสูง ทนทานต่อสภาพอากาศ และลดปัญหาฝุ่นจากถนนลูกรัง การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานลักษณะนี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศ แต่ยังลดต้นทุนการขนส่งผลผลิตเกษตรจากสวนไปยังจุดรวบรวม และเปิดโอกาสให้หมู่บ้านห่างไกลเชื่อมต่อกับเครือข่ายการค้าชายแดนได้สะดวกขึ้น

เมื่อเชื่อมกับบทบาท SEZ และท่าเรือเชียงแสน ถนนยางพาราในชนบทเชียงรายจึงไม่ได้เป็นเพียงโครงการพัฒนาท้องถิ่น หากเป็นชิ้นส่วนหนึ่งของ “โครงข่ายโลจิสติกส์ยางพารา” ที่เชื่อมตั้งแต่ระดับหมู่บ้านไปจนถึงตลาดจีน

ไทยบนเวทีการแข่งขัน แรงกดดันจาก CLMV และโจทย์คุณภาพ

แม้ภาคเหนือจะมีศักยภาพสูง แต่การขยายพื้นที่ปลูกยางพาราในภูมิภาคนี้ต้องเผชิญการแข่งขันจากประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่ม CLMV โดยเฉพาะเวียดนามและลาว ซึ่งมีทั้งต้นทุนแรงงานต่ำและการลงทุนโดยตรงจากจีนในสวนยางและโรงงานแปรรูป

งานวิเคราะห์เชิงโครงสร้างของ สศก. ชี้ว่า เวียดนามมีผลผลิตต่อไร่สูงกว่าไทยราวร้อยละ 36 ขณะที่ค่าจ้างแรงงานในไทยสูงกว่าคู่แข่งประมาณสองเท่า ส่งผลให้ราคาวัตถุดิบยางของไทยสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านร้อยละ 10–30 ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ไทยไม่อาจแข่งขันด้วย “ราคา” เพียงอย่างเดียว หากต้องเน้น “คุณภาพและมาตรฐาน” ผ่านระบบสถาบันเกษตรกรที่เข้มแข็งและการแปรรูปเพิ่มมูลค่า

ในบริบทนี้ ภาคเหนือ โดยเฉพาะเชียงราย มีโอกาสก้าวสู่การเป็น “ศูนย์กลางยางพารามาตรฐานสูง” เพื่อรองรับอุตสาหกรรมอนาคตของจีน ตั้งแต่ยางสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า อุปกรณ์การแพทย์ ไปจนถึงชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านความร่วมมือกับบริษัทแปรรูปในยูนนานและเขตเศรษฐกิจตามแนวแม่น้ำโขง ซึ่งมีความต้องการวัตถุดิบคุณภาพสูงต่อเนื่อง

ความเสี่ยงที่ต้องเผชิญ ราคาโลกลมแรง ภูมิอากาศแปรปรวน แรงงานขาดแคลน

แม้ภาพอนาคตจะดูมีศักยภาพ แต่การผลักดันยางพาราให้เป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ของภาคเหนือก็ยังเผชิญปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน

  1. ความผันผวนของราคาโลก
    ราคายางผูกพันใกล้ชิดกับราคาน้ำมันดิบและภาวะเศรษฐกิจโลก เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัว ความต้องการยางอุตสาหกรรมย่อมลดลง ราคาในตลาดโลกจึงยังมีแนวโน้มผันผวนสูง
  2. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
    ภัยแล้งที่รุนแรงขึ้นและการระบาดของโรคใบร่วงชนิดใหม่อาจกระทบผลผลิตในแต่ละปีอย่างคาดเดาได้ยาก แม้ปี 2567 จะได้อานิสงส์จากปริมาณน้ำฝนที่เพียงพอ แต่ในระยะยาวเกษตรกรจำเป็นต้องปรับตัวด้านสายพันธุ์ การจัดการสวน และระบบน้ำอย่างจริงจัง
  3. ปัญหาขาดแคลนแรงงาน
    สังคมสูงวัยในภาคเกษตรและการไหลออกของแรงงานสู่ภาคบริการ ทำให้การหาแรงงานกรีดยางมีต้นทุนสูงขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งอาจกระทบความสามารถในการแข่งขันของสวนยางรายย่อยในเชียงรายและจังหวัดใกล้เคียง
  4. ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์
    ความตึงเครียดทางการเมืองหรือมาตรการด้านความมั่นคงในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง อาจส่งผลกระทบต่อการเปิด–ปิดด่านชายแดน การตรวจเข้มขนส่งสินค้า และต้นทุนโลจิสติกส์ในภาพรวม

ข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์ ให้ยางพาราเป็น “เสาหลักใหม่” ของเศรษฐกิจเชียงราย

เมื่อมองภาพรวมทั้งในระดับเชียงราย ภาคเหนือ ประเทศไทย และภูมิภาค การผลักดันยางพาราให้เป็นพืชเศรษฐกิจใหม่จำเป็นต้องเดินบน “สามขา” ควบคู่กัน คือ

  1. เสริมความเข้มแข็งของสถาบันเกษตรกร
    การรวบรวมผลผลิต การต่อรองราคา การจัดการคุณภาพ และการเชื่อมต่อกับโรงงานในจีนจำเป็นต้องดำเนินผ่านสหกรณ์หรือกลุ่มสถาบันเกษตรกรที่มีธรรมาภิบาล โปร่งใส และมีข้อมูลรองรับ การขยายผลจากโครงการนำร่องส่งออก 300 ตันควรตั้งอยู่บนฐานข้อมูลต้นทุน–ผลตอบแทนที่ชัดเจน เพื่อให้เกษตรกรเห็นประโยชน์จากการรวมกลุ่ม
  2. ยกระดับสู่การแปรรูปและนวัตกรรม
    เชียงรายและ 5 จังหวัดภาคเหนือควรใช้โอกาสจากเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษและเครือข่ายแม่น้ำโขง ดึงดูดการลงทุนโรงงานแปรรูปยางคุณภาพสูง เชื่อมต่อกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและสินค้าไฮเทคของจีน ลดความเสี่ยงจากการเป็นเพียงผู้ขายวัตถุดิบ
  3. บริหารความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและแรงงาน
    ภาครัฐควรสนับสนุนเทคโนโลยีสวนยางที่ใช้แรงงานน้อยลง การจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ และการวิจัยสายพันธุ์ทนแล้ง–ทนโรค ขณะเดียวกันต้องออกแบบนโยบายแรงงานภาคเกษตรที่เหมาะสมกับโครงสร้างประชากรสูงวัยในชนบท

หากยุทธศาสตร์เหล่านี้เดินหน้าอย่างจริงจัง ยางพาราจะไม่ได้เป็นเพียง “พืชทดแทน” ในพื้นที่สูงของภาคเหนือ แต่จะกลายเป็น “เสาหลักใหม่” ของเศรษฐกิจชายแดนไทย–จีน โดยมีเชียงรายเป็นจุดศูนย์กลางเชื่อมเกษตรกรกว่า 9 หมื่นครัวเรือนใน 5 จังหวัด เข้ากับห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมโลกอย่างแท้จริง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, “ยางพารา ร้อยละและปริมาณผลผลิตเป็นรายเดือน รวมทั้งประเทศ รายภาค และรายจังหวัด ปี 2567”
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

เจาะแผน ททท.เชียงราย 2569 ชูแนวคิด Values over Volume แก้เกมเศรษฐกิจภาคเหนือด้วยเศรษฐกิจสร้างสรรค์

เชียงราย 2569 “เที่ยวลึก-ใช้จ่ายจริง” ยุทธศาสตร์ใหม่ของ ททท.เชียงราย ผลักเมืองเหนือสุดสู่ Wellness & Creative City ท่ามกลางเศรษฐกิจเปราะบางภาคเหนือ

การวิเคราะห์ภาพรวมจากข้อมูลสัมภาษณ์นางสาวยุรีพรรณ แสนใจยา ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย ประกอบกับรายงานเศรษฐกิจภาคเหนือของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวระดับประเทศของ ททท. สะท้อน “โจทย์เดียวกัน” อย่างชัดเจน คือ ภาคเหนือและเชียงรายไม่สามารถพึ่งพาการเติบโตแบบ “ปริมาณคนล้วน ๆ” ได้อีกต่อไป แต่ต้องขยับไปสู่ “เศรษฐกิจการท่องเที่ยวคุณภาพสูง (High-Value Economy)” ที่ผูกกับ Wellness, Creative Tourism, BCG Economy และ Future Food

เชียงรายจึงถูกวางบทบาทใหม่จาก “เมืองทางผ่าน – เมืองชะโงกทัวร์” ไปสู่ “เมืองที่ต้องตั้งใจมาอยู่ – มาใช้เวลา – มาใช้จ่าย” ผ่านยุทธศาสตร์ Values over Volume และการออกแบบเส้นทางเชิงประสบการณ์ (Experiential & Story-based Routes) ที่ ททท.เชียงรายร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นและส่วนกลางพยายามผลักดันอย่างเป็นระบบ

รายงานข่าวชิ้นนี้จะพาผู้อ่านไล่จาก “เสียงในพื้นที่” ของ ททท.สำนักงานเชียงราย เชื่อมกับ “ภาพใหญ่เศรษฐกิจภาคเหนือ” ของ ธปท. และ “ทิศทางการท่องเที่ยวไทย 2569” ของ ททท.ส่วนกลาง ก่อนจะกลับมาคลี่ว่า โอกาสและความเสี่ยงของเชียงรายในปี 2569 สำหรับผู้ประกอบการและชุมชนอยู่ตรงไหน และควรเตรียมตัวอย่างไร

บทบาทใหม่ของ ททท.เชียงราย จากดันยอดคนเที่ยว สู่ดันยอด “การใช้จ่ายและการพักค้าง”

เชียงราย, 4 มกราคม 2569 – นางสาวยุรีพรรณ แสนใจยา ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย ให้ภาพทิศทางการทำงานในปี 2569 อย่างตรงไปตรงมาว่า บทบาทของ ททท.ในพื้นที่ไม่ได้มีเป้าหมายแค่ “พาคนมาเที่ยวให้ได้มากที่สุด” แต่ต้องทำให้ “คนที่เดินทางมาเชียงราย ใช้จ่ายจริงในพื้นที่ และพักค้างในจังหวัดให้ได้”

คุณยุรีพรรณ อธิบายว่า พฤติกรรมนักท่องเที่ยวยุคใหม่ ทั้งไทยและต่างชาติ เปลี่ยนจากการ “ชะโงกทัวร์ – แวะเช็คอินสถานที่ยอดฮิตแล้วกลับ” ไปสู่การท่องเที่ยวแบบ “เจาะลึกซึ้ง” ที่ต้องการเรียนรู้เรื่องราว วิถีชีวิต และการมีส่วนร่วมกับชุมชน

ดังนั้น ททท.เชียงราย จึงเลือก “สินค้าและเส้นทางท่องเที่ยว” ที่มีคุณภาพสูง (High-End / High-Value Products) และมีเนื้อหาประสบการณ์ชัดเจนมาเป็นตัวเดินเกม ไม่ใช่แค่การรวบรวมสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังมาเรียงต่อกัน

ยุรีพรรณย้ำว่า การนำเสนอโปรดักต์ของเชียงรายในปี 2569 จะเน้น “การท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์และความยั่งยืน” เชื่อมธรรมชาติ ภูเขา โครงการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ วิถีกลุ่มชาติพันธุ์ และอาหารท้องถิ่นเข้าด้วยกันอย่างมีกลไกเศรษฐกิจรองรับ

จากไร่ฝิ่นสู่ไร่กาแฟ ดอยตุง – ผาฮี้ – ผาหมี ตัวอย่างเส้นทาง “Story ที่ขายได้จริง”

หนึ่งในตัวอย่างเส้นทางที่ยุรีพรรณยกขึ้นมา คือ เส้นทางเชื่อม “ดอยตุง – ผาฮี้ – ผาหมี” ซึ่งสะท้อนแกนคิดสำคัญของ ททท.เชียงราย คือ “เล่าเรื่องให้ชัด – เชื่อมเศรษฐกิจท้องถิ่นให้ได้”

จุดเริ่มต้นอยู่ที่โครงการพัฒนาดอยตุงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งใช้แนวคิด “เลิกปลูกฝิ่น – สร้างทางเลือกใหม่” ให้กับชุมชนชาติพันธุ์อาข่าในพื้นที่ดอยผาฮี้และผาหมี จากเดิมที่เคยพึ่งพาพืชเสพติด มาเป็นการปลูกกาแฟและพืชเศรษฐกิจอื่นที่ถูกกฎหมายและยั่งยืนกว่า

ปัจจุบัน นักท่องเที่ยวที่ขึ้นดอยตุงไม่เพียงชมพระตำหนัก สวนแม่ฟ้าหลวง หรือถ่ายรูปทะเลหมอกเท่านั้น หากแต่ถูกชักชวนให้ “ต่อเส้นทาง” ไปยังผาฮี้เพื่อจิบกาแฟบนวิวหลักล้าน จากนั้นเลี้ยวไปผาหมีเพื่อชิมอาหารถิ่นอย่าง “รากชู” และเข้าร่วมเวิร์กชอปทำอาหาร เช่น น้ำพริกรากชู หรือ “โมจิดอย” ที่ใช้ข้าวเหนียวพื้นถิ่นมาทำของหวานแบบใหม่

เครื่องมือสำคัญคือ “คอนเซ็ปต์สินค้าที่เล่าเรื่องได้ (Story-based Products)” ที่ทำให้การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวไม่ได้จบลงแค่ค่าอาหารหรือค่าที่พัก แต่แปลงเป็น “ประสบการณ์” ซึ่งผู้มาเยือนรู้สึกว่ามีคุณค่า และยินดีจ่ายในราคาที่สูงขึ้น

แผนที่ใหม่เชียงราย แบ่งโซนท่องเที่ยวตามพฤติกรรมจริงของนักเดินทาง

เพื่อรองรับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่แตกต่างกัน ททท.เชียงรายพัฒนา “แผนที่การท่องเที่ยวจังหวัดเชียงรายแบบแบ่งโซน” แทนการนำเสนอเส้นทางแบบตายตัวที่มักไม่สอดคล้องกับเวลาพำนักของนักท่องเที่ยว

โซนหลักที่ถูกออกแบบ ได้แก่

  • โซนเหนือ ดอยแม่สลอง ดอยตุง ผาฮี้ ผาหมี ถ้ำหลวง วัดและแลนด์มาร์กเหนือสุดในสยาม เหมาะกับนักท่องเที่ยวที่ต้องการภูเขา หมอก กาแฟ และวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์
  • โซนตะวันออก เชียงแสน ริมน้ำโขง เชียงของ เวียงแก่น ภูชี้ฟ้า ผาตั้ง เส้นทางชมซากุระและวิวแม่น้ำโขง เหมาะสำหรับผู้ที่รักสายน้ำ เส้นขอบฟ้า และการเชื่อมไปยังประเทศเพื่อนบ้าน
  • โซนตะวันตก บ่อน้ำพุร้อนแม่จัน รีสอร์ตระดับ 5 ดาว และชุมชนบ้านหล่อโยของกลุ่มชาติพันธุ์อาข่าที่กำลังเป็นที่นิยมในกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ

การขายเป็น “โซน” แทน “เส้นทางตายตัว” ช่วยให้นักท่องเที่ยวที่มีเวลาพักต่างกัน เช่น 3 วัน 2 คืน หรือ 4 วัน 3 คืน สามารถ “ออกแบบทริปของตนเอง” ได้โดยไม่ต้องย้อนเส้นทางเดิม และช่วยกระจายตัวนักท่องเที่ยวไปยังอำเภอรอบนอก ไม่กระจุกในตัวเมืองเชียงรายเพียงจุดเดียว

ในเชิงเศรษฐกิจ นั่นหมายถึง “การกระจายเม็ดเงิน” ไปสู่ชุมชนและผู้ประกอบการรายย่อยในหลายพื้นที่มากกว่าที่เคยเป็นมา

ทำงานเป็นทีม ททท. – การกีฬา – อพท. – จังหวัด เดินคู่ขนานซัพพลาย–ดีมานด์

ยุรีพรรณอธิบายโครงสร้างการทำงานว่า การขับเคลื่อนท่องเที่ยวเชียงรายไม่ได้อยู่บนบ่าของ ททท.เพียงหน่วยงานเดียว แต่เป็น “งานทีม” ที่ต้องเดินไปพร้อมกันระหว่างหน่วยงานในและนอกกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ได้แก่

  • สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด พัฒนาแหล่งท่องเที่ยว กิจกรรม และสิ่งอำนวยความสะดวก (ดูแล “ซัพพลาย”)
  • องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) พัฒนาพื้นที่และเส้นทางเฉพาะ ให้พร้อมขายในมิติความยั่งยืน
  • ททท. ทำหน้าที่ “การตลาด” เลือกสินค้าและเส้นทางที่พร้อม แล้วนำไปเสนอขายกับทั้งตลาดนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างประเทศ ผ่าน ททท.สำนักงานในต่างประเทศ

ตัวอย่างชัดเจนคือ อพท.เสนอเส้นทางพิเศษ 5 เส้นให้ ททท.นำไปทดลองลงพื้นที่จริง เมื่อพบว่ามีศักยภาพ จึงถูกยกขึ้นเป็น “โปรดักต์ขาย” ในตลาดในและต่างประเทศ

ด้านจังหวัดเชียงรายและการกีฬาแห่งประเทศไทย ก็มีแผนจัดกิจกรรมกีฬาและวัฒนธรรม เช่น งานวิ่ง งานปั่นจักรยาน หรือกิจกรรมสามแผ่นดินช่วงสงกรานต์ เพื่อสร้าง “แม่เหล็กอีเวนต์” ขณะที่ ททท.เชียงรายจะใช้กิจกรรมเหล่านี้เป็นแกนดึงนักท่องเที่ยว และเติมคอนเทนต์เรื่องกิน อยู่ เที่ยว ให้ครบวงจร

นางสาวยุรีพรรณ แสนใจยา ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย

ตัวเลขไม่โกหก นักท่องเที่ยวต่างชาติหายไป 15% – ทำไมไฟลต์ตรงสิงคโปร์–เชียงรายจึงสำคัญ

จากสถิติของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาในช่วงเดือนมกราคม–พฤศจิกายน 2568 ตัวเลข “ผู้เยี่ยมเยือนรวม” ของเชียงรายยังเป็นบวก โดยจำนวนผู้เยี่ยมเยือนเพิ่มขึ้นราว 2.76% และรายได้รวมจากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นประมาณ 3%

อย่างไรก็ตาม เมื่อ “แยกดู” ระหว่างนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ จะพบว่า

  • นักท่องเที่ยวไทยเติบโตเป็นบวก
  • นักท่องเที่ยวต่างชาติ “ลดลงประมาณ 15%”

นี่คือสัญญาณเตือนสำคัญสำหรับจังหวัดที่มีศักยภาพชายแดน และเคยเป็นปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มที่เชื่อมต่อจากเชียงใหม่ ลาว หรือจีนตอนใต้

ท่ามกลางตัวเลขดังกล่าว การเปิดเที่ยวบินตรงสายการบินสกู๊ต (Scoot) เส้นทางสิงคโปร์–เชียงราย จึงมีนัยสำคัญมาก

  • สิงคโปร์ถือเป็นตลาด Short-haul ที่มีกำลังซื้อสูง ชอบธรรมชาติ อาหาร และวัฒนธรรมท้องถิ่น
  • ระยะทางสั้น ทำให้นักท่องเที่ยว “มาเมื่อไรก็ได้” และสามารถเดินทางซ้ำบ่อยครั้ง หากมีความประทับใจในบริการและประสบการณ์

ยุรีพรรณเชื่อว่า หากเชียงรายสามารถ “จัดระบบบริการ–ที่พัก–ร้านอาหาร–คอนเทนต์ท่องเที่ยว” ให้พร้อมรองรับกลุ่มนี้ได้อย่างมืออาชีพ เที่ยวบินตรงสิงคโปร์–เชียงรายจะช่วยชดเชยการหดตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มอื่น และกลายเป็นฐานสร้างรายได้คุณภาพในระยะยาว

ภาพใหญ่เศรษฐกิจภาคเหนือ โตช้ากว่าประเทศ – แต่ยังมีโอกาสถ้าจับเทรนด์ Wellness & BCG ให้ได้

ในอีกฟากหนึ่งของเวที นายณัฏฐ์ ลุมพิกานนท์ ผู้อำนวยการธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ ได้ฉายภาพเศรษฐกิจภาคเหนือในเวทีเสวนาเชิงนโยบายว่า

  • เศรษฐกิจภาคเหนือเติบโตเฉลี่ยราว 2.7% ต่อปี ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั้งประเทศที่ 3.5%
  • ช่วงปี 2567–2568 ภาคเหนือเติบโตเฉลี่ยเพียง 0.6% สาเหตุสำคัญมาจากราคาพืชผลเกษตร เช่น ข้าว ลำไย ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปรับตัวต่ำลงเป็นประวัติการณ์ ทำให้รายได้เกษตรกรลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
  • ภาคการผลิตบางส่วนได้รับผลกระทบจากปัจจัยเฉพาะหน้าจากการปิดปรับปรุงโรงงานเครื่องดื่ม ขณะที่ภาคบริการและการท่องเที่ยวก็ชะลอตัวในช่วงไตรมาสที่ 3 ก่อนกลับมาฟื้นเล็กน้อยในปลายปี

เขาระบุ “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ของภาคเหนือไว้ 4 ประการใหญ่ ได้แก่

  1. เทคโนโลยีการผลิตดั้งเดิม มูลค่าเพิ่มต่ำ และพึ่งพาสินค้าเกษตรไม่กี่ตัว
  2. แหล่งท่องเที่ยวและเม็ดเงินท่องเที่ยวกระจุกตัวในไม่กี่จังหวัด โดยเฉพาะเชียงใหม่และเชียงราย
  3. โครงสร้างประชากรเข้าสู่สังคมสูงวัยเร็ว สัดส่วนแรงงานอายุ 60 ปีขึ้นไปในภาคเหนืออยู่ที่ 17.1% สูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ
  4. ธุรกิจส่วนใหญ่เป็น Micro SME รายได้เฉลี่ยไม่เกิน 400,000 บาทต่อปี เข้าถึงสินเชื่อยาก ขาดระบบบริหารและบัญชีที่เป็นมาตรฐาน ทำให้ไม่สามารถยกระดับธุรกิจได้เต็มที่

อย่างไรก็ดี ธปท.ภาคเหนือชี้ให้เห็น “โอกาสใหม่” ที่สอดคล้องกับทิศทางของ ททท.อย่างชัดเจน ได้แก่

  • เทรนด์ Wellness Tourism ที่สร้างมูลค่าใช้จ่ายเฉลี่ยสูงกว่าการท่องเที่ยวทั่วไปประมาณ 60%
  • เทรนด์ BCG Economy ที่เน้นเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว
  • เทรนด์ Future Food & Functional Food เช่น น้ำลำไยสกัดช่วยการนอนหลับ ไส้อั่วไร้ไขมัน เบอร์เกอร์โปรตีนจากพืช ซึ่งภาคเหนือมีฐานวัตถุดิบเกษตรรองรับอยู่แล้ว

สำหรับเชียงราย ซึ่งเป็นหนึ่งในจังหวัดหลักของภาคเหนือ การขยับไปสู่เมือง Wellness & Creative City จึงไม่ได้เป็นเพียง “แนวคิดสวยงาม” แต่สอดรับโดยตรงกับโจทย์เศรษฐกิจระดับภูมิภาค

ทิศทางท่องเที่ยวไทย 2569 เป้า 34.9 ล้านต่างชาติ – รายได้ 2.79–2.8 ล้านล้าน – เน้น Values over Volume

ในระดับประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ตั้งเป้ารายได้จากการท่องเที่ยวรวมปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 2.79–2.8 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น

  • รายได้จากตลาดต่างประเทศ 1.63 ล้านล้านบาท (เพิ่มขึ้นราว 8% จากปี 2568)
  • รายได้จากตลาดในประเทศ 1.16 ล้านล้านบาท (เพิ่มขึ้นราว 1%) จากคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวไทย 210.43 ล้านคน-ครั้ง (เพิ่มขึ้น 3%)

ในฝั่งตลาดต่างประเทศ ททท.ตั้งเป้าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 34.9 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4% จากปี 2568 ที่หลายฝ่ายประเมินว่าน่าจะปิดปีที่ราว 33 ล้านคน หลังตัวเลขสะสมวันที่ 1 มกราคม–21 ธันวาคม 2568 อยู่ที่ 31.75 ล้านคน

กลยุทธ์หลักที่ ททท.จะใช้ขับเคลื่อน คือ “Values over Volume” หรือการไม่ไล่ตัวเลขจำนวนนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่เน้นคุณภาพการใช้จ่ายและมูลค่าทางเศรษฐกิจแทน ผ่าน “เศรษฐกิจคุณภาพสูง (High-Value Economy)” 5 แกน ได้แก่

  1. Wellness Economy – ผลักดันไทยเป็นจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิต รองรับกลุ่ม Silver Age ผู้เกษียณ และนักท่องเที่ยวสาย Healing / Prevention
  2. Subculture Economy – เจาะกลุ่ม Niche เช่น Film Maker, Sports Tourism, Yacht & Cruise, Private Jet ฯลฯ
  3. Night Economy – สร้างสีสันยามค่ำคืนที่ปลอดภัย แตกต่าง และยืด “ชั่วโมงเศรษฐกิจ” ของเมือง
  4. Tax-Free Economy – ผลักดันมาตรการด้านภาษี เช่น Instant Tax Refund และการลดภาษีนำเข้า เพื่อผลักดันไทยสู่การเป็น Luxury Destination
  5. Prompt-pay Economy – ทำให้การชำระเงินดิจิทัลรวดเร็ว ปลอดภัย ยกระดับภาพลักษณ์ไทยในฐานะ Digital-friendly Destination

สำหรับเชียงราย แนวคิดดังกล่าวเชื่อมโดยตรงกับสิ่งที่ ททท.เชียงรายกำลังทำอยู่ ทั้งในด้านการออกแบบเส้นทาง Wellness & Experience, การเชื่อมกับ Sports Tourism (เช่น อีเวนต์วิ่ง–ปั่นระดับนานาชาติ) และการใช้วัฒนธรรมชาติพันธุ์เป็น Soft Power ดึงกลุ่ม Niche

จีน – ลิซ่า – และ Soft Power ไทย โอกาสที่เชียงรายต้องเตรียมตัวรับ

รายงานของ ททท.ส่วนกลางสะท้อนว่า แม้ตลาดจีนจะชะลอตัวอย่างหนักในปี 2568 (หลายเดือนตัวเลขลดลง 30–40% เมื่อเทียบรายปี) แต่ในปี 2569 ททท.คาดว่าจำนวน “นักท่องเที่ยวจีนเที่ยวไทย” จะกลับมาฟื้นตัวไม่ต่ำกว่า 40% หรือแตะระดับ 6.7 ล้านคน

ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากสองด้าน

  1. การเสด็จเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เมื่อกลางเดือนพฤศจิกายน 2568 ซึ่งสร้างความประทับใจและกระแสเชิงบวกต่อภาพลักษณ์ประเทศไทยในสังคมจีน
  2. การที่ “ลิซ่า – ลลิษา มโนบาล” ศิลปินระดับโลก รับบท “Amazing Thailand Ambassador” ในปี 2569 เพื่อถ่ายทอดเสน่ห์ความหลากหลายของเมืองไทยในมุมมองใหม่ให้คนรุ่นใหม่ทั่วโลก

สำหรับเชียงราย ซึ่งมีจุดแข็งด้านธรรมชาติ ภูเขา วัฒนธรรม และชายแดน แนวโน้มการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีนและกระแส Soft Power ไทย จึงเป็นโอกาสสำคัญ หากสามารถเตรียมความพร้อมด้านภาษา บริการ และโปรดักต์ที่ตอบโจทย์กลุ่มคุณภาพ เช่น กลุ่มตามรอยธรรมชาติ–วัฒนธรรม หรือกลุ่มครอบครัวที่ต้องการประสบการณ์เรียนรู้เชิงลึก

โอกาส–ความเสี่ยงของเชียงรายในปี 2569 เมืองที่ต้อง “คิดใหม่ ทำใหม่” ไปพร้อมเศรษฐกิจภาคเหนือ

เมื่อนำข้อมูลทั้งหมดมาประกอบกัน จะเห็นภาพที่ชัดเจนว่า

  • เชียงรายมี “สินทรัพย์” ครบ – ทั้งภูเขา แม่น้ำ วัฒนธรรมชาติพันธุ์ เมืองชายแดน การเชื่อมต่อ R3A–R3B และสายการบินที่สนใจเปิดเส้นทางบินตรง
  • ระบบเศรษฐกิจภาคเหนือยังคงเปราะบาง – ทั้งจากราคาพืชผล หนี้ครัวเรือน โครงสร้างแรงงานสูงวัย และธุรกิจ Micro SME

คำถามเชิงยุทธศาสตร์จึงไม่ใช่แค่ว่า “จะเอานักท่องเที่ยวมาให้เยอะที่สุดเท่าไร” แต่คือ “จะทำให้ทุกการเดินทางมาที่เชียงรายมีมูลค่าต่อชุมชนแค่ไหน และทำได้ยั่งยืนเพียงใด”

ในบริบทนี้ ผู้ประกอบการ–ชุมชนในเชียงรายจำเป็นต้อง

  • ใช้ “Storytelling ของท้องถิ่น” ให้เป็นจุดขาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดอยตุงเลิกปลูกฝิ่น วิถีอาข่าที่เปลี่ยนมาเป็นกาแฟ อาหารถิ่นอย่างรากชู หรือภูมิปัญญาโมจิดอย
  • ยกระดับมาตรฐานบริการให้สอดคล้องกับภาพลักษณ์ Wellness & Creative City และมาตรฐาน BCG Economy
  • เตรียมพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง ทั้งด้านภาษา ระบบชำระเงินดิจิทัล และประสบการณ์ที่ตอบโจทย์การพักค้างและการใช้จ่ายที่มีความหมาย

ในอีกด้าน ภาครัฐส่วนกลางและหน่วยงานท้องถิ่นต้องประคอง “สมดุลระหว่างการเติบโตกับความยั่งยืน” ทั้งเรื่องฝุ่นควัน PM 2.5 ที่กระทบภาพลักษณ์การท่องเที่ยวในช่วงต้นปี การคมนาคมสาธารณะในพื้นที่ภูเขา และการรักษาอัตลักษณ์วัฒนธรรมไม่ให้ถูกทำให้เป็นสินค้าอย่างผิวเผินเกินไป

จาก “เมืองทางผ่าน” สู่ “เมืองที่ต้องมาสัมผัสด้วยตัวเอง”

เมื่อฟังเสียงจากห้องสัมภาษณ์ที่ ททท.เชียงราย อ่านรายงานเศรษฐกิจจาก ธปท. และมองไปยังกรอบยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวของ ททท.ส่วนกลาง ภาพเดียวกันค่อย ๆ ชัดขึ้นว่า

เชียงรายในปี 2569 กำลังยืนอยู่บน “จุดเปลี่ยน” สำคัญระหว่างการเป็นเพียง “เมืองทางผ่าน ที่ใคร ๆ แวะชะโงกดูแล้วจากไป” กับการเป็น “เมืองที่ผู้คนต้องตั้งใจมาสัมผัส ลงมือทำ เรียนรู้ และใช้เวลาอยู่กับมัน”

หาก ททท.เชียงราย หน่วยงานรัฐท้องถิ่น ภาคธุรกิจ และชุมชนสามารถขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน – เชื่อม Story ของดอยและแม่น้ำเข้ากับ Wellness & BCG, ใช้ Soft Power วัฒนธรรมและศิลปะล้านนา, และพัฒนาเศรษฐกิจท่องเที่ยวที่ให้ “คุณค่า” มากกว่า “แค่รูปสวยบนหน้าฟีด” – เชียงรายอาจไม่เพียงเป็น “เหนือสุดในสยาม” ในเชิงภูมิศาสตร์เท่านั้น แต่ยังอาจกลายเป็นหนึ่งใน “แนวหน้าของเมืองท่องเที่ยวคุณภาพสูง” ของประเทศไทยในยุคเศรษฐกิจใหม่ด้วย

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • บทสัมภาษณ์นางสาวยุรีพรรณ แสนใจยา ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย
  • รายงานบรรยายของนายณัฏฐ์ ลุมพิกานนท์ ผู้อำนวยการธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ เรื่อง “เศรษฐกิจภาคเหนือ เป็น..อยู่..คือ.. โอกาสและความท้าทาย” ครอบคลุมข้อมูล GDP ภาคเหนือ โครงสร้างเศรษฐกิจ ปัญหาเชิงโครงสร้าง BCG Economy, Wellness Tourism, Future Food และโอกาสการค้าชายแดนไทย–ลาว–จีน
  • สถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติของสำนักเศรษฐกิจท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
  • คำให้สัมภาษณ์ของนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
  • ข้อมูลประกอบจากเวทีเสวนา “Building Network with Border Reporters / Regional Media Workshop” จัดโดยสำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ว่าด้วยโครงสร้างเศรษฐกิจภาคเหนือ หนี้ครัวเรือน สังคมสูงวัย และโอกาสการเติบโตอย่างยั่งยืนผ่าน Wellness Tourism และ Future Food
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY TOP STORIES

เจาะลึกแผนพัฒนา 5 ปี ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ยกระดับสู่ Smart Airport และประตูเศรษฐกิจเหนือสุดของไทย

ท่ามกลางกระแสการแข่งขันของธุรกิจการบินและแรงกดดันให้สนามบินทั่วโลกยกระดับ

เชียงราย, 2 มกราคม 2569 –  “สนามบินอัจฉริยะ” ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย (CEI) กำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้ง นาวาอากาศเอก สกรรจ์ อุดล ผู้เชี่ยวชาญ 9 และรักษาการผู้อำนวยการท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย มองว่าสนามบินแห่งนี้ไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียง “สนามบินปลายทางท่องเที่ยว” หากแต่กำลังวางยุทธศาสตร์ 5 ปีเพื่อยกระดับเป็นส่วนหนึ่งของโครงข่ายท่าอากาศยานในเครือบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ที่มุ่งสู่มาตรฐานสนามบินชั้นนำของโลก ทั้งด้านผู้โดยสาร ขนส่งสินค้า และความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม

ในเวลาเดียวกัน ระดับส่วนกลาง AOT ก็กำลังอยู่ในช่วง “ทรานส์ฟอร์มองค์กร” ขนานใหญ่ ทั้งในมิติการลงทุน โครงสร้างรายได้ การบริหารสินทรัพย์ ไปจนถึงการสร้างความเชื่อมั่นในตลาดทุน ซึ่งล้วนส่งแรงสะเทือนมาถึงสนามบินภูมิภาคอย่างเชียงรายโดยตรงจากระดับรันเวย์ที่แม่ฟ้าหลวง เชียงราย สู่ห้องประชุมบอร์ด AOT และมุมมองของนักลงทุนสถาบัน ก่อนกลับมาคลี่ให้เห็นว่า สนามบินจังหวัดเล็กๆ ในภาคเหนือแห่งนี้กำลังกลายเป็นชิ้นส่วนสำคัญของจิ๊กซอว์ “การบินไทยบนเวทีภูมิภาค” อย่างไร

แม่ฟ้าหลวง เชียงราย จากสนามบินท่องเที่ยว สู่ประตูเศรษฐกิจเหนือสุดของไทย

“ปัจจุบันเรายังมี Capacity อีกมาก โดยเฉพาะเที่ยวบินแบบ Direct Flight ทั้งขนาดเครื่องและจำนวนเที่ยวบิน เราเปิด 24 ชั่วโมง เป็นสนามบินนานาชาติพร้อมให้บริการตลอดเวลา” นาวาอากาศเอก สกรรจ์ อุดล ย้ำภาพรวมการดำเนินงานของท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ในช่วงต้นปี 2569

ตัวเลขผู้โดยสารเฉลี่ยต่อวันที่เคยอยู่ในระดับ “ห้าพันปลาย ๆ” กำลังก้าวขึ้นแตะ “เจ็ดพันคนต่อวัน” สะท้อนทั้งการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวเชียงราย และศักยภาพของสนามบินในการรองรับนักเดินทางเพิ่มเติมได้อีกพอสมควร

เชียงรายในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายเชิงท่องเที่ยวธรรมชาติ หากแต่เริ่มขยับบทบาทสู่ “เมืองอีเวนต์ระดับภูมิภาค” มากขึ้น กิจกรรมปั่นจักรยานทางไกล “Chiangrai Road Classic 2025” เป็นหนึ่งในตัวอย่างของอีเวนต์ที่ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ประกาศตัวเป็น “ด่านแรกของการต้อนรับ” นักปั่นจากทั้งในและต่างประเทศ โดยสนามบินยืนยันความพร้อมด้านการอำนวยความสะดวก การขนส่งอุปกรณ์กีฬา และการดูแลด้านความปลอดภัย

ในภาพกว้างของจังหวัดเชียงราย สนามบินแห่งนี้จึงทำหน้าที่มากกว่าจุดรับ–ส่งผู้โดยสาร แต่เป็น “โครงสร้างพื้นฐานแกนกลาง” ของเศรษฐกิจจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นภาคท่องเที่ยว การค้า การลงทุน หรือแม้แต่โลจิสติกส์ชายแดนที่เชื่อมต่อไปยัง สปป.ลาว เมียนมา และจีนตอนใต้

แผน 5 ปี ขยายเทอร์มินอล–รันเวย์–ระบบเชื่อมต่อ คิดล่วงหน้าให้ไกลกว่าการท่องเที่ยว

แม่ฟ้าหลวง เชียงราย วันนี้อยู่ใน “ปีแรก” ของแผนพัฒนา 5 ปีที่ออกแบบมาเพื่อรองรับอนาคตโดยตรง

นาวาอากาศเอก สกรรจ์ อธิบายว่า แผนดังกล่าวเริ่มต้นจาก “การจ้างออกแบบ” ทั้งในส่วนหน้า (Landside/Terminal) และส่วนเขตการบิน (Airside) เพื่อให้การลงทุนในระยะถัดไปตอบโจทย์ทั้งผู้โดยสารและอากาศยานอย่างแท้จริง

หัวใจสำคัญของแผนมีอย่างน้อยสามมิติ

  1. อาคารผู้โดยสารใหม่
    • ท่าอากาศยานอยู่ระหว่างการออกแบบเทอร์มินอลใหม่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารในระยะยาว
    • แนวคิดการออกแบบจะเน้น “การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ” เพื่อลด Carbon Footprint ตามมาตรฐานที่ AOT และสมาคมสนามบินนานาชาติ (ACI) กำหนด
  2. การขยายเขตการบิน (Airside Expansion)
    • มีแผนขยายทางวิ่ง (Runway) และทางขับ (Taxiway) เพื่อรองรับทั้งเครื่องบินขนาดใหญ่และจำนวนเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้น
    • การจัดสรรหลุมจอดจะคำนึงถึงศักยภาพรองรับอากาศยานขนาดกลางถึงใหญ่ รวมถึงเครื่องบินขนส่งสินค้า (เช่น แบบ B767-300SF) ที่อยู่ในแผนหารือกับสายการบินคาร์โก
  3. การเชื่อมต่อ “บก–ราง–อากาศ”
    • แม้โครงการรถไฟรางคู่ในพื้นที่ภาคเหนือจะยังไม่ได้เชื่อมต่อถึงตัวสนามบินโดยตรง แต่จังหวัดเชียงรายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งหารือร่วมกัน เพื่อออกแบบระบบเชื่อมต่อระหว่างรถยนต์ ระบบราง และท่าอากาศยานให้ “ราบรื่นไร้อุปสรรค” ภายใน 2–3 ปีข้างหน้า
    • เป้าหมายคือทำให้การเดินทางระหว่างตัวเมือง แหล่งท่องเที่ยวหลัก และสนามบินเกิดความต่อเนื่อง เพื่อรองรับทั้งคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวต่างชาติ

แผนพัฒนา 5 ปีของท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย จึงไม่ใช่แค่การ “ขยายให้ใหญ่ขึ้น” แต่คือการวางโครงสร้างพื้นฐานใหม่เพื่อรองรับบทบาทที่กำลังเปลี่ยนจากสนามบินท่องเที่ยวปลายทาง สู่จุดเชื่อมต่อสำคัญของโครงข่ายการบินและโลจิสติกส์ในภาคเหนือ

นาวาอากาศเอก สกรรจ์ อุดล ผู้เชี่ยวชาญ 9 และรักษาการผู้อำนวยการท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย

Smart & Green Airport เมื่อเทคโนโลยี–พลังงานสะอาด กลายเป็นภารกิจหลัก

ในโลกสนามบินยุคใหม่ มาตรฐานไม่ได้วัดจาก “จำนวนเที่ยวบิน” เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึง “ความฉลาด” และ “ความเขียว” ของการบริหารจัดการด้วย แม่ฟ้าหลวงเชียงราย ถูกบูรณาการเข้าอยู่ในโปรแกรมด้านสิ่งแวดล้อมของ ACI และนโยบายลดคาร์บอนของ AOT อย่างเต็มตัว นาวาอากาศเอก สกรรจ์ ระบุว่า สนามบินมีแผนระยะยาวที่จะติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Farm) และออกแบบอาคารใหม่เพื่อลดการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล

“เราอยู่ในโปรแกรมของ ACI ในการลด Carbon Footprint และลดการใช้พลังงาน ระยะยาวเรามีแผนติดตั้งโซลาร์ฟาร์ม และออกแบบอาคารใหม่เพื่อช่วยประหยัดพลังงาน” เขาอธิบายภาพรวมเชิงสิ่งแวดล้อมของสนามบิน

ในมิติ “Smart Airport” หลังโควิด-19 ท่าอากาศยานในเครือ AOT รวมถึงแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ได้นำระบบไบโอเมตริกส์ (Biometrics) และคีออสสำหรับ Self Check-in มาใช้จริงแล้ว

  • ผู้โดยสารที่ลงทะเบียนใช้งาน Biometrics สามารถเช็คอินและเดินผ่านจุดตรวจได้อย่างต่อเนื่อง ไม่จำเป็นต้องแสดงบัตรประชาชนทุกด่าน
  • ระบบนี้ช่วยลดเวลาแออัดหน้าเคาน์เตอร์ และทำให้ผู้โดยสารในช่วงชั่วโมงเร่งด่วนช่วงเช้าและค่ำสามารถ “ไหลผ่านระบบ” ได้ดีขึ้น

เทคโนโลยีดังกล่าวทำให้สนามบินขนาดไม่ใหญ่เช่นแม่ฟ้าหลวง เชียงราย สามารถ “ยืดขีดความสามารถเชิงคุณภาพ” ให้ทัดเทียมสนามบินเมืองใหญ่ แม้ยังมีข้อจำกัดด้านพื้นที่กายภาพอยู่ก็ตาม

ความปลอดภัย–ความเชื่อมั่น ซ้อมแผน–บูรณาการทุกหน่วยงานรับเทศกาลปีใหม่

อีกหนึ่งมิติที่ถูกย้ำอย่างชัดเจนในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 คือ “ความปลอดภัย” ในเขตสนามบิน ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับภาพลักษณ์ของเชียงรายในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยว

ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ได้ร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงและความปลอดภัยหลายหน่วยงาน ได้แก่

  • สถานีตำรวจภูธรบ้านดู่
  • ด่านตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ
  • กองบังคับการท่องเที่ยว 2 (สถานีตำรวจท่องเที่ยว 2)

เพื่อฝึกซ้อมการตรวจพบ “วัตถุต้องสงสัย” ในเขตพื้นที่ท่าอากาศยาน โดยมุ่งยกระดับความพร้อมทั้งด้านแผนเผชิญเหตุ การประสานงานระหว่างหน่วยงาน และการอำนวยความสะดวกผู้โดยสารในสถานการณ์จริง

การซ้อมแผนดังกล่าวไม่ใช่เพียง “พิธีการตามระเบียบ” แต่มีเป้าหมายสำคัญ 3 ประการ คือ

  1. สร้างความมั่นใจให้กับผู้โดยสารและนักท่องเที่ยวในช่วงที่มีปริมาณการเดินทางหนาแน่น
  2. ทำให้เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยเข้าใจบทบาทของตนเองเมื่อเกิดเหตุ และลดความสับสนในการสั่งการ
  3. ยกระดับท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ให้ยืนอยู่บนมาตรฐานเดียวกับสนามบินหลักของประเทศในเครือ AOT

ด้านจังหวัดเชียงราย ผู้ว่าราชการจังหวัดได้ย้ำว่า จังหวัดได้บูรณาการทุกภาคส่วนทั้งด้านความปลอดภัย การคมนาคม และการบริการด้านการท่องเที่ยว เพื่อรองรับประชาชนและนักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยตั้งเป้าสร้าง “ความประทับใจและความอุ่นใจ” ให้ผู้มาเยือนทุกคน

CEI สู่ Cargo Hub ภูมิภาค ดีล K-Mile Air และโอกาสธุรกิจโลจิสติกส์เหนือ

หาก “ผู้โดยสาร” คือภาพที่ประชาชนทั่วไปเห็นชัดที่สุด การ “ขนส่งสินค้า” หรือ Cargo กลับเป็นอีกเส้นเลือดหนึ่งของสนามบินที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว

ในช่วงปลายปี 2568 – ต้นปี 2569 ผู้อ่านในแวดวงการบินจับตาเป็นพิเศษเมื่อ นาวาอากาศเอก สกรรจ์ และทีมงานท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ให้การต้อนรับ นายพรรษิษฐ์ สาสุนีย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เค-ไมล์ แอร์ จำกัด (K-Mile Air) ซึ่งถือเป็น “สายการบินขนส่งสินค้าทางอากาศรายแรกของไทย” ที่เชี่ยวชาญด้านสินค้าด่วนพิเศษ และให้บริการเป็นหลักในภูมิภาคเอเชีย

ทั้งสองฝ่ายได้หารือแนวทางความเป็นไปได้ในการใช้ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย เป็น “ฐานปฏิบัติการบิน (Base)” สำหรับเครื่องบินคาร์โก รวมถึงการจัดสรรสิ่งอำนวยความสะดวกหลายมิติ เช่น

  • พื้นที่ลานจอดอากาศยานสำหรับเครื่องบินแบบ B767-300SF
  • ความพร้อมด้านซ่อมบำรุงอากาศยาน
  • การให้บริการเติมเชื้อเพลิงอย่างต่อเนื่อง
  • การจัดสรรพื้นที่สำนักงานและพื้นที่จัดเก็บอุปกรณ์ภาคพื้น (Ground Support Equipment – GSE) ในโซนที่ใกล้หลุมจอด เพื่อให้การปฏิบัติการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ทั้งท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย และ K-Mile Air ต่างแสดงความเชื่อมั่นในศักยภาพของสนามบิน ว่าสามารถรองรับการปฏิบัติการบินและการเติบโตของธุรกิจขนส่งสินค้าทางอากาศในอนาคตได้

หากดีลนี้เดินหน้าเต็มตัว เชียงรายจะไม่ได้เป็นเพียง “เมืองปลายทางท่องเที่ยว” แต่จะได้รับบทบาทใหม่ในฐานะ “ประตูขนส่งสินค้าทางอากาศ” เชื่อมโยงสินค้าเกษตร อุตสาหกรรมเบา และสินค้าโลจิสติกส์จากภาคเหนือออกสู่ตลาดภูมิภาค

MRO และห่วงลงทุน โปรเจ็กต์ใหญ่ที่ยังต้องการ “จังหวะและความเชื่อมั่น”

อีกหนึ่งโครงการสำคัญที่ถูกจับตา คือ แผนก่อสร้างศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (Maintenance, Repair and Overhaul – MRO) ในพื้นที่สนามบินเชียงราย

นาวาอากาศเอก สกรรจ์ ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า โครงการ MRO ยังอยู่ในช่วง “เดินต่อ” แต่ต้องเผชิญแรงเหวี่ยงจากปัจจัยภายนอกหลายด้าน โดยเฉพาะผลกระทบเชิงเศรษฐกิจหลังโควิด-19 ที่ทำให้นักลงทุนจำนวนไม่น้อยต้องชะลอการตัดสินใจ

อย่างไรก็ดี เขาแสดงความเชื่อมั่นว่า ภายใน 7–8 เดือนข้างหน้า โครงการจะสามารถกลับมาเดินหน้าก่อสร้างได้อีกครั้ง หากทุกฝ่ายมองเห็นแนวโน้มฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการบิน และโมเดลธุรกิจของศูนย์ซ่อมบำรุงมีความคุ้มค่าเพียงพอ

สำหรับเชียงราย การมีศูนย์ MRO อยู่ในพื้นที่ไม่เพียงเพิ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่ยังสร้าง “งานทักษะสูง” ให้กับแรงงานท้องถิ่น และช่วยผลักดันจังหวัดให้กลายเป็นหนึ่งในฐานอุตสาหกรรมการบินของภาคเหนืออย่างแท้จริง

AOT บนเวทีตลาดทุน เมื่อสนามบินเชียงรายอยู่ภายใต้ร่มยุทธศาสตร์ใหญ่

แม้เนื้อข่าวส่วนใหญ่จะโฟกัสที่เชียงราย แต่ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงไม่ได้ยืนอยู่ลำพัง หากอยู่ภายใต้ร่มยุทธศาสตร์ของ AOT ซึ่งเป็นผู้บริหารท่าอากาศยานหลักของประเทศ

ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยล่าสุด (ปิดสมุดทะเบียนเดือนธันวาคม 2568) สะท้อนว่า AOT ยังคงเป็น “สินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐาน” ที่นักลงทุนสถาบันให้ความสนใจอย่างมาก

โครงสร้างผู้ถือหุ้นใหญ่ 5 อันดับแรกของ AOT ได้แก่

  1. กระทรวงการคลัง – 10,000,000,000 หุ้น (70.00%)
  2. บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด – 468,872,380 หุ้น (3.28%)
  3. กองทุนรวมวายุภักษ์หนึ่ง – 345,959,000 หุ้น (2.42%)
  4. สำนักงานประกันสังคม – 195,775,520 หุ้น (1.37%)
  5. SOUTH EAST ASIA UK (TYPE C) NOMINEES LIMITED – 171,637,725 หุ้น (1.20%)

ที่น่าสังเกตคือ กองทุนรวมวายุภักษ์หนึ่งได้เพิ่มสัดส่วนถือหุ้น AOT จาก 1.26% (สิ้นปี 2567) เป็น 2.42% ในสิ้นปี 2568 หรือเกือบ “เท่าตัว” แม้ในช่วงเดียวกัน ราคาหุ้น AOT จะปรับตัวลดลงประมาณ 7.56% สะท้อนมุมมองว่า กองทุนดังกล่าวมอง AOT เป็นสินทรัพย์ที่ควร “สะสมในระยะยาว” มากกว่าการมองเพียงความผันผวนระยะสั้นของราคา

นอกจากวายุภักษ์แล้ว ผู้บริหาร AOT ยังระบุว่า มีกองทุนต่างชาติโดยเฉพาะ “กองทุนแห่งชาติจากฮ่องกง” เดินทางเข้าพบเพื่อขอรับฟังข้อมูลปัจจัยพื้นฐานและโอกาสเติบโตของบริษัทโดยตรง ซึ่งเชื่อมโยงกับแผนขยายโอกาสทางธุรกิจผ่านความร่วมมือกับท่าอากาศยานระดับโลก การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการสร้าง Synergy เพื่อเติบโตร่วมกัน

ในด้านประมาณการผลประกอบการ ฝ่ายวิจัยของบริษัทหลักทรัพย์หลายแห่ง เช่น เอเซียพลัส และ หยวนต้า (ประเทศไทย) ประเมินว่า AOT มีแนวโน้มกำไรสุทธิเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ จากปัจจัยสำคัญคือ

  • การปรับขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออก (PSC) สำหรับผู้โดยสารระหว่างประเทศเป็น 1,120 บาทต่อคน ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ราวเดือนเมษายน 2569
  • การเจรจาสัมปทาน Duty Free และผลตอบแทนขั้นต่ำต่อหัว (MG) ที่ดีกว่าคาด
  • ปริมาณผู้โดยสารในเครือสนามบินทั้ง 6 แห่งที่เร่งตัวขึ้นตามการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการบินโลก

บล.หยวนต้า ประเมินว่า กำไรสุทธิของ AOT ในปีงบประมาณ 2568/2569 อาจแตะระดับ 22,000 ล้านบาท และเร่งตัวต่อไปที่ราว 28,000 ล้านบาทในปี 2569/2570 หากสมมติฐานด้าน PSC และ MG เดินตามแผน

แม้ฝ่ายวิเคราะห์บางแห่งให้คำแนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” ที่ราคาเป้าหมายราว 50–55 บาทต่อหุ้น แต่สำหรับสนามบินอย่างแม่ฟ้าหลวง เชียงราย สิ่งสำคัญไม่ใช่ราคาหุ้นในกระดาน หากคือ “ความต่อเนื่องของการลงทุนและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน” ที่ได้รับอานิสงส์จากความเชื่อมั่นในระดับบริษัทแม่

วิสัยทัศน์ใหญ่ของ AOT และแรงสะเทือนมาถึงสนามบินเชียงราย

ในระดับกลยุทธ์องค์กร AOT กำหนด “เป้าหมายการพัฒนาองค์กร” ไว้อย่างชัดเจน ทั้งด้านคุณภาพบริการ ความเป็นสนามบินอัจฉริยะ และความยั่งยืนทางรายได้ เป้าหมายสำคัญสามารถสรุปได้ 4 ประการ ได้แก่

  1. สนามบินในเครือ AOT ต้องเป็นสนามบินชั้นนำระดับโลก มีการให้บริการที่ดีเยี่ยม
  2. เป็นสนามบินอัจฉริยะ (Smart Airport) และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
  3. เป็นบริษัทที่มีรายได้ยั่งยืน และได้รับความเชื่อถือในตลาดทุน
  4. มีธรรมาภิบาล การบริหารความเสี่ยง และคุณธรรมในการดำเนินงาน

ภายใต้วิสัยทัศน์นี้ ผู้บริหารระดับสูงของ AOT เคยระบุว่า บริษัทกำลังก้าวเข้าสู่ “Classical Model ทางธุรกิจ” คือองค์กรขนาดใหญ่ที่มีต้นทุนสูง จำเป็นต้อง “Transform ทั้งองค์กร” ให้คล่องตัว โปร่งใส และสามารถลงทุนอย่างฉลาด (Smart Investment) เพื่อรองรับ Demand ผู้โดยสารในอนาคต

สำหรับแม่ฟ้าหลวง เชียงราย แนวนโยบายเช่นนี้หมายความว่า

  • สนามบินต้องยกระดับคุณภาพบริการให้สะท้อนมาตรฐานเดียวกับสนามบินหลัก เช่น สุวรรณภูมิ และดอนเมือง ทั้งด้านประสบการณ์ผู้โดยสาร (Customer Experience) และมาตรฐาน ACI / ASQ / Skytrax
  • การลงทุนทุกโครงการ ตั้งแต่ขยายเทอร์มินอล ติดตั้งโซลาร์ฟาร์ม ไปจนถึงโครงการ MRO และฐานคาร์โก ต้องพิสูจน์ได้ว่า “คุ้มค่า” และสอดคล้องกับทั้งยุทธศาสตร์ส่วนกลาง และศักยภาพเฉพาะพื้นที่ของเชียงราย
  • สนามบินภูมิภาคอย่างเชียงรายต้องบริหาร “รายได้ที่เกี่ยวกับการบิน” (Aero) และ “รายได้ที่ไม่เกี่ยวกับการบิน” (Non-Aero) ให้สมดุล ทั้งจากสัมปทานเชิงพาณิชย์ พื้นที่ค้าปลีก และการใช้ประโยชน์ที่ดินรอบสนามบิน

ทั้งหมดนี้ทำให้แม่ฟ้าหลวง เชียงราย อยู่ในสถานะ “สนามบินเล็กที่มีวิสัยทัศน์ใหญ่” เพราะทุกก้าวเดินไม่ได้สะท้อนเพียงตัวจังหวัด หากสะท้อนความพยายามของทั้งองค์กร AOT ในการยืนหยัดอยู่ในตำแหน่ง “Aviation Hub ระดับภูมิภาค” ของไทยในระยะยาว

เชียงราย–ภาคเหนือ–ประเทศไทย สนามบินหนึ่งแห่ง เชื่อมสามระดับความหมาย

หากจัดสัดส่วนภาพรวมของเรื่องนี้ตามกรอบการมอง 3 ระดับ จะเห็นบทบาทของท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ชัดเจนยิ่งขึ้น

  1. ระดับจังหวัดเชียงราย
    • สนามบินคือ “เส้นเลือดหลัก” ของการท่องเที่ยว การค้าชายแดน และกิจกรรมอีเวนต์ระดับนานาชาติ
    • แผนพัฒนา 5 ปี การเตรียมฐานคาร์โก และโครงการ MRO สะท้อนว่าเชียงรายกำลังก้าวจากเมืองท่องเที่ยวสู่เมืองโครงสร้างพื้นฐานด้านการบินของภาคเหนือ
  2. ระดับภาคเหนือและอนุภูมิภาค
    • CEI เป็นหนึ่งในจุดเชื่อมโยงสำคัญของโครงข่ายสนามบินในภาคเหนือ ร่วมกับสนามบินหลักอื่นของ AOT
    • หากฐานคาร์โกและศูนย์ซ่อมบำรุงเดินหน้า เชียงรายมีโอกาสกลายเป็น “หลังบ้านโลจิสติกส์” ที่รองรับสินค้าและบริการจากจังหวัดรอบข้าง และประเทศเพื่อนบ้านในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง
  3. ระดับประเทศและตลาดทุน
    • ผลการดำเนินงานและยุทธศาสตร์ของ AOT ส่งผลโดยตรงต่อทิศทางการลงทุนและการพัฒนาในสนามบินภูมิภาค
    • ความสนใจของกองทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศต่อหุ้น AOT เป็นตัวชี้วัดหนึ่งของความเชื่อมั่นต่อการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานการบินของไทยในระยะยาว

สนามบินที่เปิด 24 ชั่วโมง กับคำถาม 5 ปีข้างหน้าของเชียงราย

ในวันนี้ ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ยังคงเปิดไฟส่องรันเวย์ 24 ชั่วโมง เพื่อรองรับเที่ยวบินที่อาจมาถึงได้ทุกเวลา ตัวเลขผู้โดยสารเฉลี่ยวันละ 7,000 คน บอกเราอย่างหนึ่งว่า เชียงรายไม่ได้อยู่ชายขอบแผนที่การเดินทางอีกต่อไป

แผน 5 ปีในการขยายเทอร์มินอลและรันเวย์ โครงการ Smart & Green Airport การเจรจากับ K-Mile Air เรื่องฐานคาร์โก และโครงการ MRO ที่รอจังหวะกลับมาดำเนินการ ล้วนเป็นภาพ “อนาคต” ที่กำลังถูกออกแบบอยู่บนฐานของ “ปัจจุบัน” ที่ฟื้นตัวอย่างมั่นคง

คำถามสำคัญในช่วง 5 ปีจากนี้คือ

  • เชียงรายจะสามารถแปร “วิสัยทัศน์บนเอกสาร” ให้กลายเป็น “การเปลี่ยนแปลงในพื้นที่จริง” ได้มากน้อยเพียงใด
  • ชุมชนท้องถิ่น ภาคธุรกิจ และภาคการท่องเที่ยวจะมีส่วนร่วมอย่างไรในการใช้ประโยชน์จากการยกระดับสนามบินครั้งนี้
  • และในวันที่ AOT ก้าวสู่การเป็นองค์กรใน Classical Model ที่ต้องเลือกลงทุนอย่างรอบคอบ สนามบินเชียงรายจะถูกมองเป็น “ต้นทุน” หรือ “โอกาส” ของประเทศในระยะยาว

สิ่งที่ชัดเจนแล้วในวันนี้ คือ ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ไม่ได้ยืนรอผู้โดยสารอย่างเงียบงัน หากกำลังก้าวออกไป “เชื้อเชิญสายการบินใหม่ โอกาสใหม่ และบทบาทใหม่” เข้ามาเชื่อมต่อกับรันเวย์ของจังหวัดเชียงราย – จังหวัดเหนือสุดของไทยที่กำลังขยับเข้าใกล้จุดตัดสำคัญของการบิน การค้า และการท่องเที่ยวในภูมิภาคมากขึ้นทุกวัน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียยนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • บทสัมภาษณ์ นาวาอากาศเอก สกรรจ์ อุดล ผู้เชี่ยวชาญ 9 และรักษาการผู้อำนวยการท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย เกี่ยวกับทิศทางสนามบินปี 2569 แผนพัฒนา 5 ปี การบริหาร Capacity ผู้โดยสาร และการนำเทคโนโลยี Biometrics มาใช้
  • บริษัท เค-ไมล์ แอร์ จำกัด (K-Mile Air Company Limited)
  • ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)
  • บริษัทหลักทรัพย์ เอเซียพลัส และบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด
  • บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

ดีเดย์เที่ยวบินปฐมฤกษ์ Scoot TR670 สิงคโปร์-เชียงราย เชื่อมโลกสู่ล้านนา ดันเป้านักท่องเที่ยวคุณภาพปี 2569

สิงคโปร์–เชียงราย ดีเดย์เที่ยวบินปฐมฤกษ์ “Scoot TR670” เปิดฟ้าเหนือ สานยุทธศาสตร์เมืองน่าเที่ยว–ตลาดคุณภาพสิงคโปร์ เป้าหมาย 1.12 ล้านคน ปี 2569

เชียงราย, 1 มกราคม 2569 – แสงไฟส้มอ่อนของยามค่ำบนรันเวย์ท่าอากาศยานนานาชาติแม่ฟ้าหลวง เชียงราย สะท้อนผ่านม่านน้ำโค้งขนาดใหญ่จากรถดับเพลิงสองคันที่ยืนขนาบหัว–ท้ายรันเวย์ ขณะที่อากาศยานแบบ Embraer E190-E2 ของสายการบินต้นทุนต่ำสัญชาติสิงคโปร์ “Scoot” ค่อย ๆ แล่นผ่าน “อุโมงค์น้ำ” (Water Salute) ตามธรรมเนียมสากลการต้อนรับเที่ยวบินสำคัญ

ภายในลำเครื่องคือผู้โดยสารกว่า 100 ชีวิตจากท่าอากาศยานชางงี สิงคโปร์ ที่เดินทางสู่เชียงรายด้วยเที่ยวบินตรง TR670 เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การบินของจังหวัด ท่ามกลางอัตรา Load Factor เที่ยวปฐมฤกษ์สูงถึงร้อยละ 94 บ่งชี้ดีมานด์ที่จับต้องได้จริง มิใช่เป็นเพียงตัวเลขในเอกสารแผนการตลาด

ที่บริเวณอาคารผู้โดยสารขาเข้าระหว่างประเทศ นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นาวาอากาศเอก สกรรจ์ อุดล ผู้เชี่ยวชาญ 9 และรักษาการผู้อำนวยการท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย นางสาวภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) พร้อมด้วยผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรท่องเที่ยวในพื้นที่ ยืนเรียงแถวร่วมต้อนรับผู้โดยสารทุกคนด้วยรอยยิ้มและของที่ระลึกในโอกาสขึ้นปีใหม่ 2569

เบื้องหน้าคือพิธีต้อนรับเที่ยวบินปฐมฤกษ์ แต่เบื้องหลัง คือ “ยุทธศาสตร์ฟื้นและยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยวไทย” ที่ถูกเร่งเครื่องอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการเปิดเส้นทางบินใหม่ “สิงคโปร์–เชียงราย” ในจังหวะที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวยังอยู่ระหว่างการปรับตัวหลังปี 2568

ฉากเปิดบนรันเวย์เชียงราย จาก Water Salute สู่สัญญาณเชื่อมโลก–ล้านนา

เวลา 18.40 น. ของวันที่ 1 มกราคม 2569 เที่ยวบิน TR670 จากสิงคโปร์แตะล้อที่รันเวย์เชียงราย ก่อนเคลื่อนตัวผ่านอุโมงค์น้ำต้อนรับอย่างสมเกียรติ จากนั้นผู้โดยสารทยอยเดินเข้าบริเวณผู้โดยสารขาเข้าระหว่างประเทศ ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นแบบล้านนา

ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย จัดเตรียมของที่ระลึกและพิธีการพิเศษเนื่องในโอกาสปีใหม่ เพื่อให้ “ก้าวแรกบนผืนแผ่นดินเชียงราย” ของผู้โดยสารเที่ยวบินปฐมฤกษ์ เป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำ ซึ่งไม่เพียงสะท้อนการต้อนรับเชิงวัฒนธรรม หากยังเป็นการสื่อสารภาพลักษณ์ “เมืองน่าเที่ยว–ผู้คนเป็นมิตร” ให้ตรงกับความคาดหวังของตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพจากสิงคโปร์

นาวาอากาศเอก สกรรจ์ อุดล ในฐานะผู้บริหารสนามบิน ย้ำผ่านการให้สัมภาษณ์ว่า ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงมีความพร้อมรองรับเที่ยวบินและผู้โดยสารระหว่างประเทศที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร และมาตรฐานความปลอดภัยด้านการบินระดับสากล พร้อมบูรณาการทำงานกับหน่วยงานตรวจคนเข้าเมือง ศุลกากร หน่วยรักษาความปลอดภัย และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การเดินทางเข้า–ออกเชียงรายเป็นไปอย่างสะดวกและปลอดภัย

ภาพรวมของเที่ยวบินปฐมฤกษ์จึงไม่ใช่เพียง “พิธีเปิดเส้นทางบินใหม่” แต่คือการประกาศว่าจังหวัดเชียงรายพร้อมยกระดับบทบาทจากเมืองท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและธรรมชาติ สู่ “จุดหมายปลายทางระดับนานาชาติ” ที่เชื่อมโดยตรงกับศูนย์กลางการบินและการเงินสำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างสิงคโปร์

ตารางบิน Scoot SIN–CEI  แผนเชื่อมต่อสัปดาห์ละ 5 เที่ยวบิน

ตามแผนปฏิบัติการของสายการบิน Scoot เส้นทาง สิงคโปร์ (SIN) – เชียงราย (CEI) – สิงคโปร์ (SIN) จะให้บริการอย่างน้อยถึงวันที่ 28 มีนาคม 2569 รวมสัปดาห์ละ 5 เที่ยวบิน ด้วยอากาศยานแบบ Embraer E190-E2 ความจุ 112 ที่นั่ง โดยแบ่งตารางบินดังนี้

  • เที่ยวบิน TR670 / TR671
    • ขาเข้า SIN → CEI เวลา 18.40 น.
    • ขาออก CEI → SIN เวลา 19.25 น.
    • ทำการบินทุกวันจันทร์ วันพฤหัสบดี และวันศุกร์
  • เที่ยวบิน TR660 / TR661
    • ขาเข้า SIN → CEI เวลา 08.00 น.
    • ขาออก CEI → SIN เวลา 08.35 น.
    • ทำการบินทุกวันอังคาร และวันเสาร์

การออกแบบตารางบินเช้า–เย็นในลักษณะนี้ เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวชาวสิงคโปร์และผู้โดยสารต่อเครื่องจากจุดหมายอื่น สามารถเลือกเวลาเดินทางให้สอดคล้องกับกิจกรรมในเชียงราย ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติบนดอยสูง กิจกรรมชา–กาแฟ และการเดินทางต่อทางบกไปสู่สามเหลี่ยมทองคำหรือจังหวัดใกล้เคียง

ในทางกลับกัน ผู้ประกอบการในเชียงรายก็มีโอกาสใช้เที่ยวบินเหล่านี้เชื่อมต่อออกไปยังตลาดโลกผ่านชางงี ซึ่งเป็นศูนย์กลางการบินที่เชื่อมกับหลากหลายเส้นทางระหว่างประเทศ โดยเฉพาะภูมิภาคเอเชียตะวันออก เอเชียใต้ และโอเชียเนีย

ภาพใหญ่ของท่องเที่ยวไทยปี 2568–2569 จากแรงกระแทกสู่การเน้น “คุณภาพ”

การเปิดเส้นทางบินสิงคโปร์–เชียงรายเกิดขึ้นในจังหวะที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเพิ่งสรุปภาพรวมสถานการณ์ท่องเที่ยวปี 2568 โดยระบุว่า ประเทศไทยมีรายได้รวมจากการท่องเที่ยว (นักท่องเที่ยวต่างชาติ + ไทยเที่ยวไทย) จำนวน 2,703,335 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 1.26 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

หากแยกตามแหล่งที่มา พบว่า

  • นักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 32,974,321 คน ลดลงร้อยละ 7.23 สร้างรายได้ 1,536,574 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 4.71
  • ไทยเที่ยวไทย 202.37 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.70 สร้างรายได้ 1,166,761 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.69

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนภาพ “การฟื้นตัวที่ยังไม่เต็มศักยภาพ” โดยเฉพาะในตลาดต่างชาติหลักบางตลาด เช่น จีน ที่จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงถึงร้อยละ 33.55 และรายได้จากนักท่องเที่ยวจีนลดลงกว่า 31.54% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา แม้บางตลาด เช่น อินเดีย รัสเซีย และสหราชอาณาจักร จะเติบโตทำสถิติใหม่ แต่โดยรวมยังไม่สามารถชดเชยการหดตัวของบางตลาดใหญ่ได้เต็มที่

นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่า แม้ตัวเลขรวมจะลดลง แต่จำนวน “นักท่องเที่ยวคุณภาพ” มีแนวโน้มเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ กระทรวงฯ จึงวางยุทธศาสตร์ปี 2569 ให้เน้น “การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพและสุขภาพ” เพื่อดึงกลุ่มมูลค่าสูง พร้อมรักษาฐานนักท่องเที่ยวเดิมให้กลับมาเที่ยวซ้ำ ด้วยประสบการณ์รูปแบบใหม่ ในขณะที่การยกระดับความปลอดภัยถูกกำหนดให้เป็นหัวใจหลักของการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก

การเปิดเที่ยวบินตรงสิงคโปร์–เชียงรายภายใต้กรอบคิดนี้ จึงไม่ใช่แค่การเพิ่มเส้นทางบิน แต่เป็นส่วนหนึ่งของการ “ปรับพอร์ตตลาด” ไปสู่กลุ่มที่ใช้จ่ายสูง เดินทางถี่ และมองหาเมืองรอง–เมืองน่าเที่ยวที่มีเอกลักษณ์อย่างเชียงราย

ตลาดสิงคโปร์ โปรไฟล์นักท่องเที่ยวคุณภาพสูง–เดินทางซ้ำ–ใช้จ่ายต่อทริปสูง

ข้อมูลจาก ททท. ระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม–31 ธันวาคม 2568 มีนักท่องเที่ยวชาวสิงคโปร์เดินทางเข้าสู่ประเทศไทยจำนวน 967,341 คน ทำให้ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมอันดับต้น ๆ ของตลาดสิงคโปร์ รองจากมาเลเซียและอินโดนีเซีย

พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวชาวสิงคโปร์มีลักษณะที่สำคัญหลายประการ ได้แก่

  • ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริป 45,629 บาทต่อคน
  • ระยะเวลาพำนักเฉลี่ย 4.72 วัน
  • เดินทางด้วยตนเอง (Free Independent Traveler – FIT) สูงถึงร้อยละ 97.59
  • เป็นกลุ่มเดินทางซ้ำ (Revisit) สูงถึงร้อยละ 83.80
  • ช่วงเดินทางสูงสุดในรอบปีอยู่ในช่วงเทศกาลคริสต์มาส–ปีใหม่ และเดือนมิถุนายน ซึ่งตรงกับช่วงปิดภาคเรียนในสิงคโปร์

ในมุมของ ททท. ตลาดสิงคโปร์ถูกจัดเป็น “ตลาดคุณภาพระยะใกล้” ที่มีศักยภาพด้านการใช้จ่ายต่อหัวสูง โดยเฉพาะในกลุ่ม Health & Wellness, Luxury, Honeymoon & Wedding และ Sport Tourism การมีเส้นทางบินตรงสู่เมืองรองอย่างเชียงราย จึงช่วยสร้าง “ข้อเสนอปลายทาง” ที่หลากหลายกว่าการเดินทางสู่เมืองหลัก เช่น กรุงเทพฯ หรือภูเก็ตเพียงอย่างเดียว

สำหรับปี 2569 ประเทศไทยตั้งเป้าต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวสิงคโปร์เพิ่มขึ้นเป็น 1,123,000 คน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 7 จากปีก่อนหน้า เป้าหมายนี้เชื่อมตรงกับการเปิดเส้นทางบิน Scoot สู่เชียงราย ซึ่งถูกใช้เป็น “คันโยก” ด้านอุปทาน (supply) เพื่อรองรับดีมานด์ที่เพิ่มขึ้น

เชียงรายในสายตา ททท. และ Scoot เมืองน่าเที่ยว–เมืองเอกลักษณ์–เมืองเชื่อมประสบการณ์

นางสาวภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ ททท. ย้ำว่า เที่ยวบินปฐมฤกษ์สิงคโปร์–เชียงราย เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการเชื่อมโยงการเดินทางระหว่างสิงคโปร์กับภาคเหนือของไทย โดยเฉพาะการกระจายนักท่องเที่ยวจากเมืองหลักอย่างเชียงใหม่ มาสู่ “เมืองน่าเที่ยวศักยภาพ” อย่างเชียงราย

เชียงรายถูกมองว่าเป็นเมืองที่มีเอกลักษณ์ชัดเจน ทั้งในมิติของ

  • แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เช่น วัดร่องขุ่น วัดพระแก้ว วัดพระสิงห์
  • ธรรมชาติบนดอยสูงและพื้นที่ชายแดน เช่น ดอยตุง ดอยช้าง สามเหลี่ยมทองคำ
  • กิจกรรมเชิงสุขภาพและวิถีล้านนา เช่น กิจกรรมชงชาในไร่ชาบนดอย การทำกระดาษสา การนวดย่ำข่าง

เพื่อต่อยอดศักยภาพดังกล่าว ททท. และพันธมิตร ได้วางแผนจัดกิจกรรมทางการตลาดควบคู่กับเที่ยวบินใหม่อย่างเป็นระบบ ทั้งในมิติเชิงสื่อและเชิงการขาย โดยมีตัวอย่างสำคัญ ได้แก่

  • การจัดแคมเปญส่งเสริมการขายร่วมกับสายการบิน Scoot
  • การจัด Media Familiarization Trip เชิญสื่อมวลชนและ KOLs จากสิงคโปร์ จำนวน 3 ราย เดินทางมากับเที่ยวบินปฐมฤกษ์ เพื่อสัมผัสประสบการณ์ในเชียงรายจริง เน้นเส้นทางคาเฟ่ในเมือง กิจกรรมชงชา ไร่ชาบนดอย วัดร่องขุ่น ดอยตุง การทำกระดาษสา และนวดย่ำข่าง
  • การจัด Agents Familiarization Trip เชิญตัวแทนบริษัทนำเที่ยวเข้าพื้นที่เพื่อทำ Product Testing ก่อนนำไปจัดขายเป็นแพ็กเกจสู่ตลาดสิงคโปร์
  • การต่อยอดผ่านโครงการ Thailand Summer Blast กระตุ้นให้นักท่องเที่ยวสิงคโปร์เดินทางเข้าเชียงรายในฤดูท่องเที่ยว

การตลาดเชิงรุกลักษณะนี้ทำให้เที่ยวบินไม่ใช่เพียงช่องทางเดินทางเท่านั้น หากยังเป็น “แพลตฟอร์ม” เชื่อมโยงผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวใหม่ ๆ ของเชียงรายสู่สายตากลุ่มเป้าหมายคุณภาพในสิงคโปร์

คู่สามี–ภรรยาชาวอินเดีย คุณสุรัตน์ และคุณเคตัน

เสียงจากผู้โดยสารเที่ยวบินแรก เมื่อ “เชียงราย” ขยับจากแผนที่สู่ประสบการณ์จริง

น้ำหนักของนโยบายใด ๆ ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว จะถูกพิสูจน์ผ่าน “เสียงของนักเดินทาง” ที่ปลายทาง ในเที่ยวบินปฐมฤกษ์ TR670 ผู้สื่อข่าวได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้โดยสารทั้งชาวต่างชาติและคนไทยที่อาศัยในสิงคโปร์ ซึ่งให้ภาพสะท้อนที่น่าสนใจต่อบทบาทใหม่ของเชียงราย

คู่สามี–ภรรยาชาวอินเดียที่อาศัยอยู่ในสิงคโปร์ เล่าว่า เหตุผลหลักของการเดินทางครั้งนี้คือ “วัดและสามเหลี่ยมทองคำ”

พวกเขาบอกว่า ชื่นชอบประเทศไทยเป็นทุนเดิม ทั้งด้านวัด อาหาร และวัฒนธรรม เคยไปเชียงใหม่มาแล้ว และครั้งนี้ตัดสินใจเลือกเชียงรายเป็นจุดหมายใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องการไปวัดร่องขุ่น วัดสีน้ำเงิน (Blue Temple) และสามเหลี่ยมทองคำ พร้อมย้ำว่าจะกลับไปแนะนำเพื่อน ๆ ที่สิงคโปร์ให้มาเที่ยวเชียงรายเพิ่มเติม

คุณวิกกี้และคุณหมู คนไทยทำงานในสิงคโปร์

ด้านคนไทยที่ทำงานและอาศัยอยู่ที่สิงคโปร์อย่างคุณวิกกี้และคุณหมู เล่าว่า ครอบครัวเฝ้ารอเส้นทางบินตรงสิงคโปร์–เชียงรายมานาน เพราะก่อนหน้านี้ หากต้องการพาครอบครัวมาเที่ยวเชียงราย ต้องบินเข้ากรุงเทพฯ ก่อนแล้วต่อเครื่องภายในประเทศ ทำให้เสียเวลาและค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น

พวกเขายอมรับว่า เมื่อทราบข่าวเปิดเส้นทางนี้ล่วงหน้าราว 6 เดือน จึงตัดสินใจจองทันที และถือโอกาสนัดพบพ่อแม่จากกรุงเทพฯ มารวมตัวกันที่เชียงรายในโอกาสปีใหม่ โดยมีแผนเดินทางไหว้พระตามวัดสำคัญ และลิ้มลองอาหารพื้นเมืองอย่างขนมจีนน้ำเงี้ยวและข้าวซอย

คำบอกเล่าจากผู้โดยสารทั้งสองกลุ่ม ไม่เพียงยืนยันศักยภาพของเชียงรายในฐานะจุดหมายปลายทาง หากยังสะท้อนว่า “เส้นทางบินตรง” สามารถเปลี่ยน “ความตั้งใจ” ให้กลายเป็น “การเดินทางจริง” ได้ทันที เมื่อเงื่อนไขด้านเวลาและความสะดวกถูกปลดล็อก

มองจากมุมโลก สมรภูมิการบินเอเชีย–บทเรียนจาก 10 เส้นทางคับคั่งของโลก

ในระดับโลก ข้อมูลจากบริษัทด้านข้อมูลการบิน OAG ระบุว่า ปี 2025 เส้นทางบินระหว่างประเทศที่มีปริมาณที่นั่ง (Seat Capacity) สูงที่สุด 10 อันดับแรกของโลก ส่วนใหญ่เป็นเส้นทางในเอเชียถึง 7 เส้นทาง สะท้อน “การฟื้นตัวที่แข็งแกร่ง” และบทบาทของภูมิภาคต่ออุตสาหกรรมการบินโลก

5 อันดับแรก ได้แก่

  1. ฮ่องกง–ไทเป 6,832,683 ที่นั่ง
  2. ไคโร–เจดดาห์ 5,753,491 ที่นั่ง
  3. กัวลาลัมเปอร์–สิงคโปร์ 5,574,409 ที่นั่ง
  4. โซล อินชอน–โตเกียว นาริตะ 5,069,779 ที่นั่ง
  5. โซล อินชอน–โอซาก้า คันไซ 4,959,596 ที่นั่ง

ในกลุ่มอาเซียน เส้นทาง กัวลาลัมเปอร์–สิงคโปร์ ถูกจัดเป็นหนึ่งในเส้นทางคับคั่งที่สุดของโลก และกลับมามีปริมาณที่นั่งเทียบเท่าปี 2019 พร้อมค่าตั๋วเฉลี่ยต่ำที่สุดราว 62 ดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนการแข่งขันด้านราคาที่เข้มข้น ขณะที่เส้นทาง กรุงเทพฯ–ฮ่องกง ติดอันดับที่ 8 ของโลกด้วยปริมาณที่นั่ง 4,169,125 ที่นั่ง

เมื่อเชื่อมโยงกับเส้นทางสิงคโปร์–เชียงราย จะเห็นว่า สิงคโปร์ทำหน้าที่ “โหนดหลัก” ในเครือข่ายการบินที่หนาแน่นที่สุดแห่งหนึ่งของโลก การเชื่อมเชียงรายเข้ากับโหนดนี้ แม้ในระยะแรกปริมาณที่นั่งยังห่างไกลจากเส้นทางหลักข้างต้น แต่ในเชิงยุทธศาสตร์ นับเป็นการ “เสียบปลั๊กเมืองรองเข้าระบบนิเวศการบินโลก” ผ่านฮับที่มีศักยภาพสูง

นั่นหมายความว่า หากเชียงรายสามารถพิสูจน์ความนิยมและอัตราบรรทุกผู้โดยสารได้อย่างต่อเนื่องในระยะทดลองบิน มีความเป็นไปได้ที่ในอนาคตจำนวนเที่ยวบินหรือขนาดอากาศยานอาจถูกขยายเพิ่มขึ้น ตอบรับทั้งการท่องเที่ยวและธุรกิจที่เติบโต

โอกาสและความท้าทาย CEI ในฐานะประตูสู่ล้านนาและเศรษฐกิจฐานราก

การมาถึงของเที่ยวบินปฐมฤกษ์ Scoot TR670 เปิดโอกาสเชิงเศรษฐกิจและสังคมให้เชียงรายในหลายมิติ

ด้านโอกาส

  1. กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากโดยตรง
    นักท่องเที่ยวสิงคโปร์ที่มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยสูงกว่า 45,000 บาทต่อทริป และนิยมเดินทางเอง จะกระจายรายได้ไปยังผู้ประกอบการท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม บูทีคโฮเทล โฮมสเตย์ ร้านอาหาร คาเฟ่ ไกด์ท้องถิ่น รถเช่า รวมถึงชุมชนท่องเที่ยวที่จัดกิจกรรมเชิงประสบการณ์
  2. ยกระดับแบรนด์ “เชียงรายเมืองน่าเที่ยว” ในตลาดสากล
    การบินตรงจากชางงี ซึ่งเป็นสนามบินที่ได้รับการจัดอันดับสูงสุดของโลกด้านคุณภาพบริการอย่างต่อเนื่อง ช่วยยืนยันว่าเชียงรายมีศักยภาพเพียงพอจะถูกเชื่อมเข้ากับฮับระดับโลกในเชิงการตลาดและภาพลักษณ์
  3. เปิดโอกาสต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่ม
    กลุ่ม Revisit จากสิงคโปร์ที่เคยเที่ยวเมืองไทยหลายครั้งแล้ว จะมองหา “ประสบการณ์ใหม่” เชิงลึก อาทิ Wellness Retreat บนดอยสูง กิจกรรมชา–กาแฟ การเรียนรู้วัฒนธรรมล้านนาเชิงลึก และเส้นทาง Overland–Fly & Drive มุ่งสู่เชียงใหม่ พะเยา หรือลาวตอนเหนือ

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญที่เชียงรายต้องเผชิญประกอบด้วย

  1. การรักษาสมดุลระหว่างปริมาณ–คุณภาพ–ความยั่งยืน
    หากจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วโดยขาดการวางแผนด้านสิ่งแวดล้อมและการจัดการแหล่งท่องเที่ยว อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและคุณภาพชีวิตคนในพื้นที่
  2. การยกระดับมาตรฐานบริการให้สอดคล้องกับตลาดคุณภาพ
    นักท่องเที่ยวสิงคโปร์ให้ความสำคัญกับคุณภาพบริการ ความตรงต่อเวลา และความปลอดภัย การพัฒนาทักษะด้านภาษาและการบริการของบุคลากรในสถานประกอบการ จึงเป็นโจทย์ร่วมของภาครัฐและเอกชนในพื้นที่
  3. การแข่งขันกับเมืองปลายทางอื่นในไทยและภูมิภาค
    เชียงรายต้องสร้าง “ความแตกต่างที่จับต้องได้” เมื่อเทียบกับเชียงใหม่ ภูเก็ต หรือจุดหมายอื่นในอาเซียน ทั้งในด้านคอนเทนต์การท่องเที่ยวและคุณค่าทางจิตใจที่ผู้มาเยือนจะได้รับกลับไป

ในบริบทนี้ การผสาน “เที่ยวบินตรงคุณภาพ” เข้ากับ “ผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวที่ลึกและจริง” จะเป็นหัวใจของการทำให้เชียงรายก้าวจากเมืองน่าเที่ยวในแผนที่ สู่เมืองที่อยู่ใน “ประสบการณ์ประจำปี” ของนักท่องเที่ยวสิงคโปร์และตลาดอื่น ๆ ในอนาคต

เที่ยวบินเล็กบนแผนที่โลก แต่ก้าวใหญ่ของเชียงรายบนเส้นทางเมืองน่าเที่ยวคุณภาพ

เที่ยวบินปฐมฤกษ์ TR670 จากสิงคโปร์สู่เชียงรายในค่ำคืนแรกของปี 2569 อาจเป็นเพียงเที่ยวบินหนึ่งในเครือข่ายการบินอันหนาแน่นของโลก แต่สำหรับเชียงราย มันคือ “จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง” ที่ทำให้จังหวัดเล็ก ๆ ทางเหนือสุดของไทยก้าวเข้าสู่เครือข่ายการเชื่อมต่อระดับนานาชาติอย่างแท้จริง

เมื่อมองร่วมกับภาพใหญ่ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยปี 2568 ที่ยังเผชิญแรงท้าทาย ทั้งการหดตัวของบางตลาดหลักและการแข่งขันจากประเทศเพื่อนบ้าน การขยับสู่ตลาดคุณภาพอย่างสิงคโปร์ ผ่านเมืองรองที่มีศักยภาพอย่างเชียงราย จึงเป็นทั้ง “กลยุทธ์กระจายความเสี่ยง” และ “กลยุทธ์ยกระดับมูลค่า” ในเวลาเดียวกัน

เสียงหัวเราะของครอบครัวที่ได้มาพบกันกลางหุบเขาเชียงรายหลังรอเที่ยวบินตรงมานานนับปี เสียงตื่นเต้นของนักท่องเที่ยวชาวอินเดียที่เตรียมตัวไปวัดร่องขุ่น วัดสีน้ำเงิน และสามเหลี่ยมทองคำ คือหลักฐานเชิงมนุษย์ว่าการเชื่อมต่อทางอากาศ ไม่ได้เชื่อมแค่สนามบินกับสนามบิน หากเชื่อม “ความฝัน–ความทรงจำ–และโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ” เข้าด้วยกัน

ภารกิจหลังจากนี้ จึงไม่ใช่เพียงการรักษาเส้นทางบินให้เดินหน้าอย่างต่อเนื่อง หากคือการทำให้ทุกเที่ยวบินที่แตะล้อบนรันเวย์แม่ฟ้าหลวง เชียงราย กลายเป็นจุดเริ่มต้นของประสบการณ์การเดินทางที่มีคุณค่า ทั้งสำหรับนักท่องเที่ยว ชุมชน และเศรษฐกิจท้องถิ่นในระยะยาว

ในปีที่ประเทศไทยตั้งเป้าต้อนรับนักท่องเที่ยวสิงคโปร์ 1.12 ล้านคน เที่ยวบินเล็กอย่าง TR670 จึงอาจเป็นหนึ่งใน “เครื่องยนต์เงียบ” ที่ช่วยผลักดันให้เป้าหมายนี้เข้าใกล้ความจริง พร้อมวางรากฐานให้เชียงรายยืนอยู่ในแถวหน้าของเมืองน่าเที่ยวคุณภาพของไทยบนเวทีโลก

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • ภาพ : กีรติ ชุติชัย / GATC Thailand
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
  • ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

ทุนยูนนานเสนอเส้นทาง 180 กม. เชื่อมไทย-ลาว-จีน เล็งลงทุนศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้าเชียงของรูปแบบ PPP

ศึกทุเรียนชายแดนจีน–ทุนยูนนานรุกโลจิสติกส์ เชียงราย เปิดเกม “คุณภาพ–โครงสร้างพื้นฐาน” ปักหมุดประตูการค้าลุ่มโขงของไทย

เชียงราย / กรุงเทพฯ, 2 มกราคม 2569 – ช่วงโค้งสุดท้ายปลายปี 2568 ไม่ได้เป็นเพียงฤดูกาล “ทุเรียนทะลักด่านจีน” ตามที่สังคมคุ้นชิน หากแต่กลายเป็นเวทีวัดศักยภาพ “คุณภาพสินค้าเกษตรไทย” ท่ามกลางการแข่งขันกับประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนาม ขณะเดียวกัน ภายในห้องประชุมกระทรวงคมนาคมที่กรุงเทพฯ ทุนรัฐวิสาหกิจจากมณฑลยูนนานของจีน กำลังเสนอแนวคิดร่วมลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเชื่อม “ยูนนาน–ลาว–เชียงของ” ระยะทางราว 180 กิโลเมตร พร้อมทั้งสนใจเข้าร่วมโครงการศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งสินค้าเชียงของในรูปแบบ PPP

สองภาพที่ดูเหมือนคนละเรื่อง – “ตัวเลขตู้คอนเทนเนอร์ทุเรียน” ที่ด่านจีน กับ “แผนลงทุนโลจิสติกส์ข้ามพรมแดน” – แท้จริงแล้วเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง เพราะต่างสะท้อนโจทย์ร่วมเดียวกัน คือ ไทยจะรักษาและเพิ่มบทบาทของตนในฐานะ “ประตูการค้าผลไม้และสินค้าเกษตรสู่จีนตอนใต้และลุ่มแม่น้ำโขง” ได้อย่างไร ในบริบทที่การแข่งขันเข้มข้นขึ้นทุกปี

ศึกทุเรียนชายแดนจีนปลายปี 2568 ปริมาณสูสี แต่คุณภาพชี้เป็น–ชี้ตาย

ข้อมูลสถานการณ์การค้าผลไม้ ณ ด่านชายแดนจีน วันที่ 29 ธันวาคม 2568 ชี้ให้เห็นภาพการแข่งขันของทุเรียนไทยและเวียดนามอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในตลาดทุเรียนที่ยังคงเป็น “ดาวเด่น” ของการส่งออกผลไม้ไทย–เวียดนามไปจีน

ตัวเลขสรุประบุว่า

  • เวียดนามสามารถปล่อยรถบรรทุกทุเรียนผ่านด่านจีนได้รวม 51 ตู้ มากกว่าไทยเพียง 1 ตู้
  • ไทยส่งออกทุเรียนผ่านด่านรวม 50 ตู้ กระจายผ่าน 3 เส้นทางหลัก ได้แก่
    • ด่านโหย่วอี้กวาน (ทางรถยนต์) 30 ตู้ (โดยยังมีรถรอผลตรวจอีก 53 ตู้)
    • ด่านโม่ฮาน (R3A ทางรถยนต์) 15 ตู้
    • ด่านรถไฟโม่ฮาน (ทางรถไฟลาว–จีน) 5 ตู้
  • สถานะ “Pending” ของไทยรวมทุกด่านอยู่ที่ 76 ตู้ ต้องลุ้นผลตรวจในวันถัดไป

หากดูเพียง “จำนวนตู้ที่ผ่านด่าน” เวียดนามอาจถูกมองว่า “เฉือนชนะ” ไทยเล็กน้อย แต่เมื่อพิจารณาเชิงคุณภาพ ภาพที่ปรากฏกลับต่างออกไปอย่างมีนัยสำคัญ

รายงานระบุว่า ในวันเดียวกันนั้น ทุเรียนเวียดนามถูก “ตีกลับ (Return)” ถึง 7 ตู้ ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนปัญหาทั้งด้านมาตรฐานคุณภาพสินค้า และ/หรือเอกสารประกอบการนำเข้า ในขณะที่ฝั่งไทย “ยังไม่มีรายงานการถูกตีกลับ” ในวันดังกล่าวจึงอาจสรุปสถานการณ์ปลายปีได้อย่างกระชับว่า “ปริมาณสูสี แต่คุณภาพไทยยังนิ่งกว่า”

ตัวเลข “7 ตู้ที่ถูกตีกลับ” ของเวียดนามไม่ได้หมายถึงเพียงต้นทุนการขนส่งที่สูญเปล่า หากยังส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของสินค้าจากแหล่งต้นทาง รวมถึงสร้างความระมัดระวังมากขึ้นให้กับผู้นำเข้าและด่านตรวจในจีน ซึ่งในทางอ้อมอาจบีบบังคับให้ผู้ส่งออกต้องยกระดับการควบคุมคุณภาพมากกว่าที่เคยเป็นมา

ไทยเน้นมาตรฐาน–กระจายเส้นทาง ยุทธศาสตร์ยืนระยะในตลาดจีน

ฝั่งไทย แม้ยอดปล่อยตู้ในวันดังกล่าวจะตามคู่แข่งเพียงเล็กน้อย แต่ภาพรวมเชิงกลยุทธ์กลับสะท้อนแนวโน้มที่มั่นคงกว่า ทั้งในมิติ “การไม่ถูกตีกลับ” และ “การกระจายเส้นทางโลจิสติกส์”

การแบ่งช่องทางส่งออกทุเรียนไทยผ่าน 3 เส้นทางหลัก ได้แก่

  1. ด่านโหย่วอี้กวาน (ทางรถยนต์) – ทำหน้าที่เป็น “ประตูหลัก” ด้วยยอดปล่อย 30 ตู้ และยังมีรถ Pending ถึง 53 ตู้ แสดงให้เห็นถึงความหนาแน่นของปริมาณสินค้าในเส้นทางนี้
  2. ด่านโม่ฮาน (ทางรถยนต์ R3A) – ส่งผ่านได้ 15 ตู้ สะท้อนบทบาทของเส้นทางพรมแดนลาว–จีนที่เริ่มมีน้ำหนักมากขึ้นสำหรับทุเรียนไทย
  3. ด่านรถไฟโม่ฮาน (ลาว–จีน) – แม้เพียง 5 ตู้ในวันดังกล่าว แต่เป็นสัญญาณของ “ทางเลือกโลจิสติกส์” ที่ไทยเริ่มใช้ระบบรางเพื่อลดต้นทุนและเวลาในระยะยาว

การไม่ถูก “ตีกลับ” แม้แต่ตู้เดียวในวันนั้น เป็นผลลัพธ์ของการคัดเลือกและควบคุมมาตรฐานด้านคุณภาพอย่างเข้มงวด ตั้งแต่สวน แพ็กเฮาส์ ผู้ส่งออก จนถึงกระบวนการเอกสาร ซึ่งอาจหมายถึงต้นทุนต่อหน่วยที่สูงขึ้นบ้าง แต่แลกมาด้วย “ความเชื่อมั่น” ของผู้นำเข้าจีนที่มองไทยในฐานะแหล่งสินค้าพรีเมียม

สำหรับเกษตรกรและผู้ส่งออกไทย ตัวเลขเหล่านี้จึงเป็นทั้ง “แรงกดดัน” และ “แรงขับเคลื่อน” ในคราวเดียวกัน – กดดันให้ต้องรักษามาตรฐาน และขับเคลื่อนให้หาช่องทางลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์และเวลาในการขนส่งเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน

และนี่เองที่ทำให้ “โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและโลจิสติกส์” กลายเป็นตัวแปรสำคัญในการชิงความได้เปรียบในระยะยาว

จากห้องประชุมกระทรวงคมนาคม ทุนยูนนานเหลียวมองไทย–ลาว–จีน ผ่าน “เชียงของ”

เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2568 ที่กระทรวงคมนาคม กรุงเทพฯ นายรัชพงศ์ ชูแก้ว เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมร่วมกับคณะผู้แทนจากรัฐวิสาหกิจมณฑลยูนนาน Yunnan Communications Investment & Construction Group Co., Ltd. พร้อมด้วยตัวแทนภาคเอกชน อาทิ สมาคมการค้าอุตสาหกรรมและการเกษตรไทย–ยูนนาน โดยมีหน่วยงานด้านนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร และกองการต่างประเทศร่วมรับฟัง

สาระสำคัญของการหารือ คือ การแลกเปลี่ยนข้อมูลและข้อเสนอความร่วมมือด้านโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น ระบบราง ถนน สะพาน อุโมงค์ ระบบโลจิสติกส์ และทางหลวงอัจฉริยะ รวมถึงการบริหารจัดการข้อมูลและเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อต่อยอดการเชื่อมต่อด้านคมนาคม การค้า และโลจิสติกส์ระหว่างไทย–จีน

ฝ่ายไทยโดยกระทรวงคมนาคมย้ำว่า ความร่วมมือด้านโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมระหว่างไทย–จีน มีความสำคัญอย่างยิ่งในการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ขณะที่มณฑลยูนนานถือเป็น “จุดยุทธศาสตร์สำคัญ” ในการเชื่อมจีนตอนใต้กับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นส่วนหนึ่งของกรอบความร่วมมืออนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

ฝ่ายยูนนานนำเสนอประสบการณ์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในจีน และแสดงความสนใจที่จะเข้ามามีส่วนร่วมลงทุนในไทย โดยเฉพาะในโครงการที่มีศักยภาพเชื่อมโยงเศรษฐกิจระดับภูมิภาค

แนวคิดเส้นทางใหม่ 180 กิโลเมตร และศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้าเชียงของ

ข้อเสนอสำคัญที่น่าจับตาจากฝั่งจีนในที่ประชุมครั้งนี้ คือแนวคิดการพัฒนา “เส้นทางเศรษฐกิจเชื่อมโยง ไทย–สปป.ลาว–จีน” ผ่านแนวเส้นทาง บ่อเต็น–ห้วยทราย–เชียงของ ระยะทางประมาณ 180 กิโลเมตร

สาระหลักของข้อเสนอ คือ

  • มองว่าเส้นทาง R3A เดิมมีข้อจำกัดด้านสภาพถนน และจำนวนช่องจราจร ซึ่งอาจไม่เพียงพอต่อการขยายตัวของการค้าและปริมาณรถขนส่งสินค้าในอนาคต
  • เสนอการพัฒนาระบบถนนและโลจิสติกส์ใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเชื่อมต่อระหว่างมณฑลยูนนาน สปป.ลาว และภาคเหนือของไทย โดยเฉพาะที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย
  • แสดงความสนใจ “ร่วมลงทุนในรูปแบบเอกชนร่วมลงทุน (PPP)” ในโครงการศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งสินค้าเชียงของ ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการของหน่วยงานไทย

ศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งสินค้าเชียงของถูกออกแบบให้เป็น “จุดยุทธศาสตร์โลจิสติกส์” สำหรับถ่ายโอนสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรม ระหว่างระบบขนส่งต่างรูปแบบ เช่น รถบรรทุก เรือ และในอนาคตอาจเชื่อมต่อกับระบบราง เพื่อรองรับการขยายตัวของการค้าในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

หากการร่วมลงทุนเกิดขึ้นจริง เชียงของจะไม่ได้เป็นเพียง “ด่านผ่านชายแดน” แต่จะพัฒนาบทบาทเป็น “ศูนย์กลางรวม–กระจายสินค้า” (Logistics Node) ที่มีผลต่อทั้งต้นทุนและเวลาการขนส่งของสินค้าไทย โดยเฉพาะผลไม้จากภาคเหนือและภาคอื่นๆ ที่มุ่งหน้าเข้าสู่ตลาดจีนตอนใต้

นัยสำคัญต่อเชียงราย จากเมืองชายแดนสู่ “Logistic & Agri–Gateway”

เมื่อเชื่อมโยงสองเส้นเรื่อง – ศึกทุเรียนชายแดนจีน กับข้อเสนอการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน – เข้าด้วยกัน ภาพที่เห็นชัดคือ “เชียงรายและเชียงของ” กำลังถูกวางให้เป็นจุดยุทธศาสตร์ของการค้าผลไม้และสินค้าเกษตรในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

ผลดีที่คาดการณ์ได้ มีทั้งในระดับประเทศและระดับจังหวัด เช่น

  1. ตอกย้ำภาพลักษณ์สินค้าพรีเมียมของไทย
    การที่เวียดนามมีปัญหาถูกตีกลับ 7 ตู้ ในขณะที่ไทยยังไม่ถูกตีกลับในวันเดียวกัน ทำให้ทุเรียนไทยมีโอกาสตอกย้ำสถานะของตนในฐานะ “สินค้าคุณภาพสูง” ในสายตาของผู้นำเข้าจีน หากไทยสามารถรักษามาตรฐานนี้ได้ต่อเนื่อง จะช่วยให้สามารถยืนอยู่ใน “เซกเมนต์บน” ของตลาด แม้ต้องเผชิญการแข่งขันด้านราคาอย่างหนักก็ตาม
  2. ลดต้นทุน–เวลา ด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย
    การลงทุนพัฒนาเส้นทางใหม่จากบ่อเต็น–ห้วยทราย–เชียงของ และศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้าที่เชียงของ จะช่วยให้การขนส่งสินค้าเกษตรจากภาคเหนือไปยังจีนตอนใต้มีทางเลือกมากขึ้น ลดการพึ่งพาเส้นทาง R3A เพียงเส้นเดียว และเปิดทางให้ใช้รูปแบบขนส่งหลากหลาย ทั้งทางถนน ทางเรือ และทางรางในอนาคต
  3. เสริมบทบาทเชียงรายในฐานะ Logistic City และเมืองเกษตรเพื่อการส่งออก
    เชียงรายไม่ได้มีเพียงด่านชายแดน หากยังมีพื้นที่เกษตรสำคัญ ทั้งพืชเมืองหนาว กาแฟ ชา และผลไม้คุณภาพสูง การมีโครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์ที่เชื่อมกับจีนอย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยเพิ่มโอกาสให้เกษตรกรในจังหวัดและภูมิภาคใกล้เคียงสามารถเข้าถึงตลาดจีนได้รวดเร็วขึ้น และอาจต่อยอดสู่สินค้าตัวอื่นนอกจากทุเรียนในระยะยาว

อย่างไรก็ดี การเปิดพื้นที่ให้ทุนต่างชาติ โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจจากประเทศคู่ค้า เข้ามามีบทบาทในโครงสร้างพื้นฐานระดับยุทธศาสตร์ ย่อมมาพร้อมทั้ง “โอกาส” และ “ความเสี่ยง”

ในด้านหนึ่ง ไทยอาจได้รับประโยชน์จากเงินลงทุน เทคโนโลยี และประสบการณ์การบริหารโครงการขนาดใหญ่ของฝ่ายจีน แต่ในอีกด้านหนึ่ง รัฐไทยจำเป็นต้องวางกรอบการกำกับดูแล การแบ่งปันผลประโยชน์ และการคุ้มครองผลประโยชน์ของเกษตรกรและผู้ประกอบการท้องถิ่นอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญกลายเป็นเครื่องมือผูกขาดของทุนใดทุนหนึ่ง

มองไปข้างหน้า เมื่อ “มาตรฐานสินค้า” ต้องเดินไปพร้อม “มาตรฐานโครงสร้างพื้นฐาน”

จากข้อมูลที่ปรากฏในช่วงปลายปี 2568 สามารถสรุปโจทย์เชิงยุทธศาสตร์ของไทย โดยเฉพาะจังหวัดเชียงรายและเชียงของ ไทยต้องรักษาและยกระดับ “มาตรฐานสินค้าเกษตร” โดยเฉพาะทุเรียน ซึ่งเป็นสินค้าธงนำในตลาดจีน เรื่อง “การไม่ถูกตีกลับ” ไม่ใช่เพียงความสำเร็จรายวัน แต่ต้องกลายเป็น “มาตรฐานขั้นต่ำ” ที่ทุกห่วงโซ่การผลิตร่วมกันรับผิดชอบ และจำเป็นต้องลงทุนและดึงการลงทุนใน “โครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์” ที่สอดคล้องกับเป้าหมายการเป็นศูนย์กลางการค้าลุ่มแม่น้ำโขง การพัฒนาเส้นทางใหม่ 180 กิโลเมตรเชื่อมไทย–ลาว–จีน และศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้าที่เชียงของ หากบริหารจัดการอย่างโปร่งใสและรอบคอบ จะเป็นกลไกสำคัญในการลดต้นทุนและเพิ่มความยืดหยุ่นในการส่งออก

สุดท้ายเชียงรายต้องเตรียมตัวเองให้พร้อมในฐานะ “ประตู” ไม่ใช่แค่ “ทางผ่าน” นั่นหมายถึงการพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการท้องถิ่น เกษตรกร ระบบสนับสนุนหลังบ้าน และการวางแผนเมือง–สิ่งแวดล้อม ให้รองรับการเติบโตของการค้าและโลจิสติกส์โดยไม่กระทบต่อคุณภาพชีวิตประชาชน ในปี 2569 ที่กำลังเริ่มต้น ศึกทุเรียนชายแดนจีนจึงมิใช่เพียงการแข่งขันตัวเลขตู้คอนเทนเนอร์ หากแต่เป็นสัญญาณเตือนว่า ประเทศไทย–โดยเฉพาะเชียงรายและเชียงของ–ต้องเร่งผสาน “จุดแข็งด้านคุณภาพสินค้า” เข้ากับ “จุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐาน” เพื่อยืนให้มั่นคงในห่วงโซ่เศรษฐกิจระดับภูมิภาค

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • สรุปสถานการณ์การค้าผลไม้ชายแดนจีน ณ วันที่ 29 ธันวาคม 2568 ข้อมูลปริมาณการส่งออกทุเรียนไทย–เวียดนาม จำนวนตู้ที่ปล่อยผ่านด่าน ด่านโหย่วอี้กวาน ด่านโม่ฮาน ทางรถยนต์ และด่านรถไฟโม่ฮาน รวมถึงตัวเลขตู้ที่ถูกตีกลับของทุเรียนเวียดนาม และจำนวนตู้รอผลตรวจ (Pending) ของฝั่งไทย
  • กระทรวงคมนาคม

 

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

ส่องเทรนด์ท่องเที่ยวปีใหม่ 2569 คนไทยยังปักหมุดภาคเหนือ เชียงรายส่งซอฟต์พาวเวอร์ “ท้องฟ้ามืด” ดึงดูดคุณภาพ

เชียงรายปีใหม่ 2569 ชู “ท้องฟ้ามืด–ปีใหม่ม้ง” ทางรอดท่องเที่ยวท่ามกลางปัจจัยลบ ชี้คนไทยยังปักหมุดเหนือเป็นอันดับหนึ่ง

เชียงราย, 1 มกราคม 2569 – ท่ามกลางสัญญาณชะลอตัวของรายได้ท่องเที่ยวช่วงปีใหม่ 2569 จากปัจจัยลบทางเศรษฐกิจ ภัยพิบัติบางพื้นที่ และความกังวลเรื่องความปลอดภัยของประชาชน ภาพรวมการท่องเที่ยวไทยอาจไม่หวือหวาเท่าปีก่อน แต่จังหวัดเชียงรายยังคงรักษาสถานะ “ปลายทางในฝันของภาคเหนือ” ไว้ได้อย่างมั่นคง พร้อมทดลองเดินเกมใหม่ด้วย “การท่องเที่ยวท้องฟ้ามืด (Dark Sky Tourism)” และการสืบสานประเพณี “ปีใหม่ม้ง” เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวเชิงลึกและเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ

ในเชิงโครงสร้าง ตัวเลขประมาณการจากหน่วยงานด้านเศรษฐกิจชี้ให้เห็นชัดว่า การท่องเที่ยวช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่า–ต้อนรับปีใหม่ยังเผชิญแรงกดดัน ทั้งจากกำลังซื้อที่หดตัวและสถานการณ์ภายในประเทศ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผลสำรวจพฤติกรรมนักท่องเที่ยวไทยกลับสะท้อนโอกาสใหม่ของพื้นที่ที่สามารถออกแบบประสบการณ์ตรงกับความต้องการของคนรุ่นใหม่และครอบครัวที่มองหา “ความหมาย” มากกว่าเพียง “เช็คอิน”

เชียงรายจึงเลือกวางหมากด้วยสองกลยุทธ์หลัก คือ การผลักดัน “ท้องฟ้ามืด” เป็นซอฟต์พาวเวอร์ด้านวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อมควบคู่กับการต่อยอดทุนวัฒนธรรมชาติพันธุ์ ผ่านงานประเพณีปีใหม่ม้งในอำเภอชายแดน เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ และกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม

ภาพใหญ่ของประเทศ รายได้ท่องเที่ยวหดเล็กน้อย ภาคเหนือยังครองใจคนไทย

ข้อมูลคาดการณ์ในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่า–ต้อนรับปีใหม่ ระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม 2568 – 4 มกราคม 2569 ระบุว่า รายได้รวมจากการท่องเที่ยวทั้งจากนักท่องเที่ยวต่างชาติและคนไทยเที่ยวในประเทศคาดอยู่ที่ประมาณ 38,500 ล้านบาท ลดลงราว 3.3% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สะท้อนผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและปัจจัยเสี่ยงด้านสถานการณ์ภายในประเทศที่เริ่มกดดันความเชื่อมั่นของประชาชน

เมื่อลงลึกในโครงสร้างรายได้ พบว่า

  • รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทย คาดราว 23,500 ล้านบาท ลดลงประมาณ 6% เมื่อเทียบรายปี โดยเฉพาะตลาดระยะใกล้อย่างอาเซียนและเอเชียตะวันออกที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่
  • รายได้จากคนไทยเที่ยวในประเทศ คาดราว 15,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยราว 1.2% แสดงให้เห็นว่า “ตลาดคนไทยเที่ยวไทย” ยังเป็นฐานรองรับสำคัญของระบบท่องเที่ยวภายในประเทศ แม้กำลังซื้อโดยรวมจะเผชิญแรงกดดัน

ผลสำรวจพฤติกรรมการท่องเที่ยวปลายปี 2568 จากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ตัวอย่างประชาชน 6,266 รายทั่วประเทศ ชี้ให้เห็นแนวโน้มที่น่าสนใจหลายประการ

ประการแรก ภาคเหนือยังคงเป็นภูมิภาคยอดนิยมที่ประชาชนต้องการเดินทางไปท่องเที่ยวมากที่สุด คิดเป็นสัดส่วนราว 42.90% ตามมาด้วยภาคกลางและกรุงเทพฯ ปริมณฑล และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สาเหตุสำคัญมาจากความต้องการสัมผัสอากาศหนาว ธรรมชาติภูเขา และบรรยากาศเมืองท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมชัดเจน

ประการที่สอง กิจกรรมยอดนิยมเริ่มเปลี่ยนจากการเดินทางแบบ “เช็คอินหลายจุด” มาสู่กิจกรรมที่ใช้เวลาคุณภาพในจุดหมายเดียวมากขึ้น โดยกิจกรรมที่ได้รับความนิยม ได้แก่

  • ท่องเที่ยวธรรมชาติ ผจญภัย และกีฬา ราว 27.8%
  • เที่ยวคาเฟ่และร้านอาหารยอดฮิต ราว 24.9%
  • พักผ่อนอยู่ในที่พักแบบใช้เวลาอย่างสงบ ราว 18%

แนวโน้มนี้สะท้อนว่า นักท่องเที่ยวให้ความสำคัญกับคุณภาพประสบการณ์และความผ่อนคลาย มากกว่าการเดินทางเร่งรีบหลายจุดในหนึ่งทริป

ประการที่สาม งบประมาณต่อทริปส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในช่วง 5,000–10,000 บาทต่อคน ขณะที่ค่าใช้จ่ายหลักถูกใช้ไปกับค่าอาหาร (ประมาณ 29.1%) รองลงมาคือค่าเดินทาง (ราว 26.4%) และค่าที่พัก (ราว 25.9%) สะท้อนโอกาสของผู้ประกอบการด้านอาหารท้องถิ่น ร้านกาแฟ คาเฟ่ และที่พักคุณภาพกลาง–สูงที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวกลุ่มมีกำลังซื้อปานกลางขึ้นไป

ขณะเดียวกัน ความกังวลหลักของนักท่องเที่ยวยังคงเป็นเรื่อง “ความแออัดของสถานที่ท่องเที่ยว” (ราว 22.6%) ตามมาด้วยความกังวลด้านการจราจรและความปลอดภัย–อุบัติเหตุบนท้องถนน ซึ่งยิ่งตอกย้ำให้จังหวัดท่องเที่ยวหลักต้องหาทางออกใหม่ นอกเหนือจากการจัดงานขนาดใหญ่ในพื้นที่ยอดนิยมที่มักประสบปัญหาความหนาแน่นของคนและรถทุกปี

ในบริบทเช่นนี้ เชียงรายจึงเลือกตอบโจทย์ด้วยการสร้าง “โจทย์ใหม่” ให้ตลาด ผ่านการท่องเที่ยวท้องฟ้ามืดและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ แทนการเพิ่มเพียงจำนวนกิจกรรมกลางเมืองหรือแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตเท่านั้น

ท้องฟ้ามืดเชียงราย” เมื่อวิทยาศาสตร์–สิ่งแวดล้อมถูกแปลงเป็นซอฟต์พาวเวอร์

หนึ่งในก้าวสำคัญของเชียงรายช่วงปลายปี 2568 คือการขับเคลื่อนโครงการ “การท่องเที่ยวท้องฟ้ามืดจังหวัดเชียงราย” ซึ่งมุ่งใช้จุดแข็งด้านภูมิประเทศ ภูมิอากาศ และท้องฟ้ายามค่ำคืนที่ยังคงความมืดสนิทในหลายพื้นที่ให้กลายเป็นจุดขายใหม่ด้านการท่องเที่ยวเชิงดาราศาสตร์และการเรียนรู้

เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2568 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) นำโดย นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) กับมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย และสถาบันวิจัยดาราศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อร่วมกันพัฒนา “การท่องเที่ยวท้องฟ้ามืด” ให้เป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจสีเขียวในพื้นที่

สาระสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้ คือการนำผลงานวิจัย “การอนุรักษ์ฟ้ามืด ทางเลือกใหม่สู่การพัฒนาการท่องเที่ยวสีเขียวในจังหวัดเชียงราย (ววน.69)” มาต่อยอดเชิงพื้นที่ โดยมุ่งพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวดูดาวแห่งแรกของจังหวัด ให้เป็นทั้งห้องเรียนกลางแจ้งสำหรับเยาวชน นักศึกษา และนักท่องเที่ยว รวมถึงเป็นแหล่งสร้างรายได้ให้ชุมชนท้องถิ่นอย่างสมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

หัวใจสำคัญของโครงการคือการใช้นวัตกรรมดิจิทัล “ARTSKY” ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มเพื่อการอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดและการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) ผสานกับข้อมูลมลภาวะแสงแบบเรียลไทม์ เพื่อจัดทำ “แผนที่ท้องฟ้ามืดเชียงราย” ช่วยให้หน่วยงานวางแผนจำกัดแสงประดิษฐ์ในพื้นที่สำคัญ เช่น จุดชมดาว เขตภูเขา และชุมชนที่ต้องการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงดาราศาสตร์ในอนาคต

หากโครงการพัฒนาได้อย่างเต็มรูปแบบ เชียงรายจะมีจุดแข็งเพิ่มขึ้นในฐานะ “แหล่งดูดาวระดับสากล” ที่ผูกโยงทั้งมิติการศึกษา การท่องเที่ยว และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งยังช่วยตอบโจทย์ข้อกังวลเรื่อง “ความแออัด” ของนักท่องเที่ยว เนื่องจากแหล่งท่องเที่ยวท้องฟ้ามืดมักตั้งอยู่ในพื้นที่นอกเมืองหรือชุมชนชนบท ที่จำกัดจำนวนผู้เข้าชมในแต่ละรอบเพื่อรักษาคุณภาพท้องฟ้าและความปลอดภัย

ในเชิงเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวท้องฟ้ามืดยังสอดคล้องกับแนวโน้ม “เศรษฐกิจสีเขียว” ที่ให้ความสำคัญกับรายได้ควบคู่การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มักมีระยะพักเฉลี่ยนานกว่า ใช้จ่ายกับที่พักเชิงอนุรักษ์และบริการนำชมคุณภาพสูง ซึ่งเป็นโอกาสของผู้ประกอบการท้องถิ่นที่ปรับตัวทันกับความต้องการของตลาดใหม่

ปีใหม่ม้งเวียงแก่น ทุนวัฒนธรรมชาติพันธุ์เชื่อมเศรษฐกิจชุมชน

ขณะที่แผนพัฒนาท้องฟ้ามืดกำลังขยับในเชิงนโยบาย อีกฟากหนึ่งของจังหวัดเชียงราย บริเวณชายแดนด้านอำเภอเวียงแก่น ประเพณี “ปีใหม่ม้ง” กลับมีบทบาทสำคัญในการแสดงศักยภาพของเชียงรายในฐานะเมืองหลากหลายวัฒนธรรม

เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2568 บริเวณลานอเนกประสงค์บ้านห้วยแล้ง หมู่ 2 ตำบลท่าข้าม อำเภอเวียงแก่น นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย ได้เป็นประธานเปิดโครงการส่งเสริมสืบสานประเพณีปีใหม่ม้ง ประจำปี 2568 โดยมีผู้นำท้องถิ่น ผู้นำกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง และประชาชนในพื้นที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

พื้นที่ดังกล่าวมีกลุ่มชาติพันธุ์ม้งอาศัยอยู่ 3 หมู่บ้าน การจัดงานปีใหม่ม้งจึงไม่ใช่เพียงเทศกาลเพื่อความบันเทิง หากแต่เป็น “พิธีกรรมทางวัฒนธรรม” ที่สะท้อนอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ ตั้งแต่การแต่งกายด้วยชุดผ้าปักลายม้งสีสันสดใส การละเล่นพื้นบ้าน การขับร้องเพลงม้ง ไปจนถึงการแข่งขันกีฬาและกิจกรรมดั้งเดิม อาทิ การแข่งขันยิงหน้าไม้ การแข่งขันตีลูกข่าง การโยนลูกช่วง และการประกวดร้องเพลง–เต้นประกอบเพลงม้ง

จุดเน้นของโครงการนี้คือการทำให้เยาวชนรุ่นใหม่ในชุมชนเห็นคุณค่าของรากเหง้าตนเอง ผ่านการมีส่วนร่วมในกิจกรรมและการเป็นเจ้าของงาน ไม่ใช่เพียงผู้ชม ขณะเดียวกัน นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากตัวเมืองเชียงรายหรือพื้นที่อื่น ก็ได้รับประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่มากกว่าการถ่ายภาพชุดประจำเผ่า เพราะได้เห็นวิถีชีวิตที่ยังมีชีวิตจริงในชุมชน

ในเชิงเศรษฐกิจ งานปีใหม่ม้งยังช่วยสร้างรายได้หมุนเวียนในพื้นที่ ทั้งจากการจำหน่ายอาหารพื้นบ้าน ผลิตภัณฑ์ผ้าปักและสินค้า OTOP ของชุมชน ตลอดจนบริการโฮมสเตย์และที่พักขนาดเล็กที่รองรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการใช้เวลาพักค้างคืน เพื่อสัมผัสวัฒนธรรมในระยะเวลานานกว่าการเดินทางแบบไป–กลับ

เมื่อเชื่อมโยงกับผลสำรวจพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่ระบุว่า “การเที่ยวธรรมชาติและกิจกรรมเชิงวัฒนธรรม” เป็นหนึ่งในกิจกรรมยอดนิยม การลงทุนด้านวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์จึงไม่ใช่เพียงการอนุรักษ์อัตลักษณ์ หากเป็นการสร้าง “สินทรัพย์ทางวัฒนธรรม” ที่สามารถเปลี่ยนเป็นรายได้จริงของชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

บริหารความเสี่ยง–เพิ่มโอกาส เชียงรายบนทางแยกของระบบท่องเที่ยวไทย

แม้ตัวเลขประมาณการรายได้ท่องเที่ยวโดยรวมในช่วงปีใหม่ 2569 จะสะท้อนภาพชะลอตัวเล็กน้อยจากปีก่อน แต่หากมองในมุมโครงสร้างจะเห็นว่า โอกาสใหม่กำลังก่อตัวในภูมิภาคที่สามารถออกแบบสินค้าทางการท่องเที่ยวได้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค

เชียงรายมีจุดแข็งเมื่อเทียบกับจังหวัดอื่นในภาคเหนือ ทั้งในด้านภูมิประเทศที่หลากหลาย ตั้งแต่ภูเขาสูง ชายแดน แม่น้ำ ไปจนถึงชุมชนชาติพันธุ์ และในด้านประวัติศาสตร์–วัฒนธรรมที่มีความลึกและแตกต่าง เมื่อนำมาจับคู่กับข้อมูลจาก สนค. ที่ระบุว่า นักท่องเที่ยวจำนวนมากให้ความสำคัญกับ “คุณภาพประสบการณ์–ความปลอดภัย–ความคุ้มค่า” จังหวัดจึงมีฐานในการออกแบบกลยุทธ์ตอบโจทย์ได้อย่างชัดเจน

การพัฒนา “ท้องฟ้ามืดเชียงราย” ผ่านความร่วมมือระหว่าง อบจ.เชียงราย มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย และสถาบันวิจัยดาราศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นตัวอย่างของการใช้ฐานความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มายกระดับการท่องเที่ยวให้สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจสีเขียว พร้อมทั้งเปิดพื้นที่ใหม่ให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในฐานะเจ้าของทรัพยากรอย่างแท้จริง

ขณะเดียวกัน การส่งเสริมประเพณีปีใหม่ม้งที่อำเภอเวียงแก่น ก็เป็นการยืนยันแนวทาง “ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม” ที่ไม่ได้มองกลุ่มชาติพันธุ์เป็นเพียงวัตถุในการโชว์ แต่ให้ชุมชนเป็นผู้นำการเล่าเรื่องด้วยตัวเอง ก่อให้เกิดความภาคภูมิใจและสร้างรายได้ในระยะยาว ทั้งยังตอบโจทย์นักท่องเที่ยวกลุ่มที่ต้องการประสบการณ์เชิงลึก แตกต่างจากการเที่ยวเมืองหลักเพียงอย่างเดียว

ในระดับประเทศ กระทรวงพาณิชย์ยังคงดำเนินมาตรการควบคุมราคาสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคาในช่วงเทศกาล พร้อมทั้งส่งเสริมการกระจายรายได้สู่ชุมชนผ่านแคมเปญสินค้าชุมชน เช่น โครงการ GI ไทย และแคตตาล็อก GIFTS FOR GAIN ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นมีช่องทางตลาดที่หลากหลายยิ่งขึ้น

เมื่อมาตรการด้านเสถียรภาพราคาเชื่อมกับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงคุณภาพในระดับจังหวัด ภาพรวมของระบบท่องเที่ยวไทยจึงยังมี “ช่องทางฟื้นตัว” อยู่ไม่น้อย หากสามารถรักษาความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย บริหารจัดการความแออัด และคงเสน่ห์ของพื้นที่ไว้ควบคู่กับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น

ปีใหม่ 2569 – ปีที่เชียงรายเริ่มชู “ท้องฟ้ามืด–วัฒนธรรมชาติพันธุ์” เป็นเข็มทิศ

ปีใหม่ 2569 อาจไม่ใช่ปีที่ตัวเลขรายได้ท่องเที่ยวพุ่งทะยานเหมือนช่วงก่อนหน้า แต่สำหรับเชียงราย นี่คือปีที่จังหวัดเริ่มวาง “เข็มทิศใหม่” ให้กับการท่องเที่ยวของตนเองอย่างชัดเจน ทั้งในมิติของวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อมผ่านโครงการท้องฟ้ามืด และในมิติของวัฒนธรรมชาติพันธุ์ผ่านประเพณีปีใหม่ม้งที่เวียงแก่น

ภายใต้ข้อเท็จจริงที่ว่า ภาคเหนือยังคงเป็นปลายทางยอดนิยมของคนไทยถึงกว่า 4 ใน 10 ของผู้ตอบแบบสำรวจ และแนวโน้มการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ–วัฒนธรรมยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง หากเชียงรายสามารถเดินหน้าตามแผนที่วางไว้ ทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง การดูแลความปลอดภัย การจัดการความหนาแน่นของนักท่องเที่ยว และการสร้างโอกาสให้ชุมชนมีส่วนแบ่งจากรายได้ท่องเที่ยวอย่างเป็นธรรม จังหวัดก็มีศักยภาพจะไม่เพียง “รักษาอันดับ” แต่ก้าวขึ้นเป็นต้นแบบของเมืองท่องเที่ยวสีเขียวและเมืองวัฒนธรรมที่มีชีวิตในระดับประเทศได้ในระยะยาว

สำหรับนักท่องเที่ยว การเลือกเดินทางสู่เชียงรายในช่วงปีใหม่ 2569 จึงไม่ใช่เพียงการเดินทางสู่เมืองเหนือเพื่อชมหมอกและดอกไม้ หากแต่เป็นการร่วมเรียนรู้วิธีที่หนึ่งจังหวัดกำลังพยายามเปลี่ยนแรงกดดันด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ให้กลายเป็นโอกาสในการสร้างระบบที่ยั่งยืนกว่าเดิม ทั้งต่อตัวนักท่องเที่ยวเอง ชุมชน และสิ่งแวดล้อม

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์
  • กระทรวงพาณิชย์
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

เชียงรายสู้ศึกปีใหม่ 2569 ผสานประเพณีชาติพันธุ์กับเมืองศิลปะ ดึงนักท่องเที่ยวโตสวนกระแสเศรษฐกิจ

เชียงรายติด Top 3 จุดหมายปีใหม่ 2569 สวนกระแสรายได้ท่องเที่ยวรวมที่คาดหดตัว 2–9%

เชียงราย, 27 ธันวาคม 2568 – ในขณะที่ภาพรวมรายได้การท่องเที่ยวช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 ของประเทศไทยถูกประเมินว่าจะชะลอตัวลง จากผลกระทบทั้งเศรษฐกิจและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศ จังหวัดเชียงรายกลับสร้างภาพจำใหม่ให้วงการท่องเที่ยวไทย ด้วยการก้าวขึ้นมาเป็น “จังหวัดยอดนิยมอันดับ 3” ในกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวไทย และมียอดผู้เยี่ยมเยือนเพิ่มขึ้นถึง 22% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า สวนทางกับรายได้รวมทั้งระบบที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คาดว่าจะหดตัวลงระหว่าง 2–9%

บทบาทของเชียงรายในปีใหม่นี้จึงไม่ได้เป็นเพียง “จังหวัดปลายทาง” แต่กำลังกลายเป็นตัวอย่างของเมืองท่องเที่ยวภูเขาที่สามารถใช้ทุนทางวัฒนธรรมและวิถีชุมชนบนดอยมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ในช่วงเวลาที่ตลาดต่างประเทศยังซบเซา และความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยการเดินทางในภูมิภาคยังเผชิญแรงสั่นสะเทือนอยู่ตลอดเวลา

ภาพใหญ่ปีใหม่ 2569 รายได้รวมลด แต่ “ไทยเที่ยวไทย” ยังยืนได้

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. เปิดเผยการคาดการณ์สถานการณ์ท่องเที่ยวช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 ว่า ในภาพรวมทั้งตลาดต่างประเทศและในประเทศ ระหว่างวันที่ 20 ธันวาคม 2568 – 1 มกราคม 2569 ประเทศไทยคาดว่าจะมีรายได้จากการท่องเที่ยวรวมอยู่ที่ราว 70,105 – 76,500 ล้านบาท ลดลงประมาณ 2–9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

เมื่อลงลึกในรายละเอียด ททท. แบ่งการประเมินออกเป็น 2 ตลาดหลัก ได้แก่

  1. ตลาดต่างประเทศ (20 ธ.ค. 2568 – 1 ม.ค. 2569)
  • คาดจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 1.4–1.5 ล้านคน ลดลง 6–12% เมื่อเทียบปีที่ผ่านมา
  • คาดสร้างรายได้ 51,600–58,000 ล้านบาท ลดลง 4–15%
    ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า แม้ประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ปัจจัยลบหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเหตุอุทกภัยในภาคใต้ซึ่งกระทบเส้นทางหลักของนักท่องเที่ยวมาเลเซีย หรือความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ที่ทำให้หลายประเทศออกคำแนะนำการเดินทาง (Travel Advisory) ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักเดินทางในกลุ่มที่อ่อนไหวต่อประเด็นความปลอดภัย
  1. ตลาดในประเทศ (31 ธ.ค. 2568 – 4 ม.ค. 2569)
  • คาดผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 4.96 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 7%
  • คาดรายได้ท่องเที่ยว 18,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7%
    ตลาดในประเทศจึงกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการประคองอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในช่วงรอยต่อปลายปีนี้ โดยได้รับอานิสงส์จากหลายปัจจัย ทั้งวันหยุดยาว 5 วันติดต่อกัน อากาศหนาวเย็นที่ดึงให้คนไทยออกเดินทางสู่ภาคเหนือ รวมถึงการจัดงานเคาท์ดาวน์ปีใหม่ในหลายจังหวัดทั่วประเทศ

ในเชิงภูมิภาค ททท. ประเมินว่าภาคตะวันออกจะเป็นพื้นที่ที่สร้างรายได้สูงสุดในช่วงปีใหม่ อยู่ที่ประมาณ 3,820 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% รองลงมาคือภาคเหนือ 3,710 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 12% และกรุงเทพมหานคร 3,400 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าพื้นที่ภูเขาและเมืองใหญ่ยังคงเป็นแม่เหล็กสำคัญของ “ไทยเที่ยวไทย”

และในแผนที่การท่องเที่ยวภาคเหนือปีนี้ จังหวัดเชียงรายกำลังกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่น่าจับตา

เชียงรายเบียดขึ้น Top 3 ยอดนิยม คนไทยเที่ยวเพิ่ม 22%

ตามการคาดการณ์ของ ททท. สำหรับช่วงหยุดยาวปีใหม่ 31 ธันวาคม 2568 – 4 มกราคม 2569 จังหวัดที่มีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่

  • อันดับ 1 กรุงเทพมหานคร 502,400 คน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 5%
  • อันดับ 2 อุดรธานี 130,440 คน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 5%
  • อันดับ 3 เชียงราย 97,230 คน-ครั้ง เพิ่มขึ้นสูงถึง 22%

ตัวเลข 97,230 คน-ครั้ง แม้ดูน้อยกว่ากรุงเทพฯ อยู่หลายเท่า แต่เมื่อพิจารณาในเชิง “อัตราการเติบโต” จะเห็นได้ว่าจังหวัดเชียงรายเติบโตสวนกระแสหลายพื้นที่ และขยับตัวเร็วกว่าหลายเมืองท่องเที่ยวหลักในภูมิภาคเดียวกัน

การที่เชียงราย ซึ่งถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม “เมืองรอง” ในหลายมาตรการด้านภาษีท่องเที่ยว กลับกลายเป็นจังหวัดที่มีอัตราการเติบโตของผู้มาเยือนสูงกว่าหลายเมืองใหญ่ เป็นคำตอบในตัวเองว่าทุนทางธรรมชาติและวัฒนธรรมของจังหวัดเริ่มถูกมองเห็นมากขึ้นในสายตาคนไทย

ส่วนหนึ่งมาจากการทำงานเชิงรุกของหน่วยงานภาครัฐและท้องถิ่นที่พยายามสร้างกิจกรรมใหม่ ๆ ให้เชียงรายไม่ใช่เพียงเมืองที่คนแวะมา “ถ่ายรูปครั้งเดียวแล้วผ่านไป” แต่เป็นเมืองที่สามารถวางแผนพักค้างหลายคืน เชื่อมโยงการท่องเที่ยวจากยอดดอยสู่ตัวเมือง และจากตัวเมืองต่อไปยังชุมชนรอบนอก

Soft Power ชาติพันธุ์–ภูเขา–ศิลปะ ฐานรากความสำเร็จ

หนึ่งในองค์ประกอบที่ช่วยผลักดันให้เชียงรายโดดเด่นในช่วงปีใหม่นี้ คือการนำ “ประเพณีบนดอย” มายกระดับเป็น Soft Power ที่จับต้องได้

เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568 เวลา 15.00 น. ณ ลานกิจกรรมศูนย์บริการนักท่องเที่ยวภูชี้ฟ้า บ้านร่มฟ้าไทย ตำบลตับเต่า อำเภอเทิง นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธีเปิดงานประเพณีปีใหม่ม้งตำบลตับเต่าและกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวภูชี้ฟ้า ประจำปี 2568

งานดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26–27 ธันวาคม 2568 มีกิจกรรมทั้งขบวนแห่จาก 14 หมู่บ้าน การแข่งขันยิงหน้าไม้ การตีลูกข่าง การโยนลูกช่วง การตำข้าวปุก และการแสดงศิลปวัฒนธรรมอีกหลากหลายรูปแบบ พร้อมซุ้มนิทรรศการวิถีชีวิตและสินค้าชุมชนของชาวม้งในพื้นที่

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายระบุในพิธีเปิดว่า การจัดงานครั้งนี้ไม่เพียงเพื่อความสนุกสนานของคนในชุมชน แต่มีเป้าหมายชัดเจนในการ “ส่งเสริม ฟื้นฟู และอนุรักษ์ขนบธรรมเนียมประเพณีของท้องถิ่น” ควบคู่ไปกับการเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้แสดงความสามารถเชิงสร้างสรรค์ และสร้างความรักความสามัคคีระหว่างคนในและนอกพื้นที่

เมื่อประเพณีปีใหม่ม้งถูกเชื่อมโยงเข้ากับภูมิทัศน์ของภูชี้ฟ้า จุดชมทะเลหมอกชื่อดังของเชียงราย ฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปีจึงไม่ได้ขายเพียง “วิวสวย” แต่ขายเรื่องราวของผู้คนที่อยู่ร่วมกับภูเขา ทำให้การเดินทางขึ้นดอยของนักท่องเที่ยวไทยมีความหมายลึกซึ้งกว่าเพียงการขึ้นไปดูพระอาทิตย์ขึ้น

ในอีกด้านหนึ่ง การจัดงาน “Amazing Thailand Countdown 2026” ที่เชียงรายได้รับการสนับสนุนจาก ททท. ให้เป็นหนึ่งใน 7 จังหวัดเคาท์ดาวน์ทั่วประเทศ ก็ช่วยเติมสีสันให้ตัวเมืองเชียงรายมีชีวิตชีวาในยามค่ำคืน ทั้งบริเวณหอนาฬิกาเฉลิมพระเกียรติและแลนด์มาร์กสำคัญอื่น ๆ ปลายปีนี้จึงเป็นครั้งที่เชียงรายสามารถเชื่อม “ดอยสูงยามเช้า” เข้ากับ “เมืองศิลปะยามค่ำคืน” ได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น

มาตรการรัฐ–เที่ยวดีมีคืน–เที่ยวบินใหม่ กลไกหนุนเมืองรอง

อีกปัจจัยที่ช่วยขับเคลื่อนให้เชียงรายเติบโตโดดเด่น คือบทบาทของมาตรการภาครัฐด้านภาษีและการเดินทาง โดยเฉพาะโครงการ “เที่ยวดีมีคืน 2568” ซึ่งเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถนำค่าใช้จ่ายด้านท่องเที่ยวมาลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 20,000 บาท โดยหากเลือกเดินทางไปเมืองรองจะได้รับสิทธิ “คูณ 1.5 เท่า”

เชียงรายซึ่งถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเมืองรองในหลายมาตรการ จึงได้ประโยชน์จากการออกแบบนโยบายในลักษณะนี้โดยตรง ทั้งฝั่งผู้ประกอบการที่มีลูกค้าเพิ่มขึ้น และฝั่งผู้เดินทางที่รู้สึกว่าการขึ้นเหนือไปเยือนเชียงราย “คุ้มค่า” ทั้งในเชิงประสบการณ์และภาษี

ควบคู่กันนั้น การเพิ่มเที่ยวบินและเส้นทางบินใหม่ในช่วงปลายปี โดยเฉพาะเที่ยวบินตรงและเที่ยวบินเช่าเหมาลำจากจีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น และยุโรปตะวันออก เข้าสู่กรุงเทพฯ ภูเก็ต และเชียงราย ช่วยคลี่คลายปัญหาคอขวดด้านอุปทานที่ประเทศไทยเผชิญในช่วงฟื้นตัวหลังโควิด เมืองที่มีสนามบินอย่างเชียงรายจึงสามารถรับนักท่องเที่ยวได้โดยตรง ทั้งชาวไทยจากภูมิภาคอื่นและนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ต้องการต่อเครื่องจากเมืองหลัก

ต่างชาติชะลอตัวจากภัยธรรมชาติ–การเมือง แต่ยังมีสัญญาณบวก

อย่างไรก็ดี แม้เชียงรายและเมืองท่องเที่ยวหลายแห่งในไทยจะเดินหน้าสร้างกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติในภาพรวมยังคงเผชิญแรงกดดันอย่างชัดเจน

ททท. รายงานว่า ระหว่าง 20 ธันวาคม 2568 – 1 มกราคม 2569 ความต้องการเดินทางจากต่างประเทศมีแนวโน้มชะลอ โดยเฉพาะตลาดมาเลเซียซึ่งได้รับผลกระทบจากอุทกภัยภาคใต้ ในพื้นที่หลักอย่างอำเภอหาดใหญ่และตลาดกิมหยง ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวมาเลเซียที่เดินทางเข้าไทยในช่วง 1–12 ธันวาคม 2568 ลดลงถึง 27% จากปีก่อน และเมื่อตัดเฉพาะการเดินทางผ่านด่านสงขลาและสตูล ตัวเลขลดลงถึง 48% และ 83% ตามลำดับ

ในขณะเดียวกัน ปัญหาความไม่สงบชายแดนไทย–กัมพูชา ที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม 2568 บริเวณจังหวัดชายแดน 7 แห่งของไทย ก็กลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยบั่นทอนความเชื่อมั่น แม้ไทยจะไม่ได้ถูกประกาศห้ามเดินทางในภาพรวม แต่หลายประเทศได้ออก Travel Advisory ให้หลีกเลี่ยงพื้นที่ชายแดนดังกล่าว ส่งผลให้นักท่องเที่ยวจากตลาดที่อ่อนไหวต่อความเสี่ยงด้านความปลอดภัย เช่น ฮ่องกง เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น จีน และออสเตรเลีย ชะลอการเดินทางในช่วงปีใหม่

อย่างไรก็ดี ยังมีสัญญาณเชิงบวกจากตลาดระยะไกล เช่น ยุโรป อเมริกา และเอเชียใต้ (โดยเฉพาะอินเดีย) ซึ่งมียอดจองล่วงหน้าเพิ่มขึ้นราว 6% เมื่อเทียบปีที่ผ่านมา ขณะที่ภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตานักท่องเที่ยวจีนเริ่มดีขึ้นหลังการเสด็จเยือนจีนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระราชินี สื่อสารถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างสองประเทศ และกระตุ้นการค้นหาข้อมูลการเดินทางมาไทยบนแพลตฟอร์มอย่าง Baidu และ Ctrip เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเส้นทางภูเก็ต กรุงเทพฯ และเชียงใหม่

เชียงรายเอง แม้ยังไม่ติดอันดับ Top 5 เมืองที่นักท่องเที่ยวต่างชาติจองมากที่สุด (ได้แก่ กรุงเทพฯ ภูเก็ต เชียงใหม่ กระบี่ และเกาะสมุย) แต่การมีเที่ยวบินเช่าเหมาลำและเที่ยวบินตรงเพิ่มขึ้นในฤดูกาลนี้ ก็ถือเป็น “การปูทาง” สำหรับการยกระดับบทบาทของจังหวัดบนแผนที่ท่องเที่ยวของชาวต่างชาติในระยะกลางและระยะยาว

ปีใหม่ 2569 เชียงรายในฐานะ “เมืองขุนเขา–วัฒนธรรม–สุขภาวะ”

การที่เชียงรายสามารถเติบโตด้านจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยได้ถึง 22% ท่ามกลางภาพรวมรายได้ท่องเที่ยวทั้งระบบที่คาดว่าจะหดตัวลง 2–9% แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า แนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวที่เน้นการใช้ทุนวัฒนธรรมชาติพันธุ์ ธรรมชาติบนภูเขา และกิจกรรมสร้างสรรค์ในเมือง กำลังเดินมาถูกทาง

จากประเพณีปีใหม่ม้งที่ภูชี้ฟ้า ไปจนถึงกิจกรรมเคาท์ดาวน์ในตัวเมือง และการเชื่อมกับเทศกาลอื่น ๆ ในช่วงเวลาใกล้เคียง เช่น มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 หรือกิจกรรม Learning Space เมืองแห่งการเรียนรู้ ทั้งหมดนี้ช่วยให้เชียงรายไม่ใช่เพียง “จุดหมายปลายทางรูปสวย” แต่เป็นพื้นที่ที่นักท่องเที่ยวสามารถใช้เวลาเรียนรู้ สัมผัสวิถีชีวิต และสร้างความทรงจำร่วมกับชุมชนได้อย่างแท้จริง

เมื่อมองไปข้างหน้า หากจังหวัดสามารถต่อยอดยุทธศาสตร์สู่การเป็น “Wellness City บนขุนเขา” ผสานสุขภาวะกายใจเข้าไว้กับธรรมชาติ ชา กาแฟ อาหารท้องถิ่น และวัฒนธรรมชาติพันธุ์ เชียงรายย่อมมีศักยภาพที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงทั้งไทยและต่างชาติให้กลับมาเยือนซ้ำในระยะยาว

ท่ามกลางโลกที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ เมืองที่ยืนอยู่ได้คือเมืองที่รู้จักตัวเอง เข้าใจทุนของตัวเอง และเล่าเรื่องของตนอย่างตรงไปตรงมา เชียงรายในปีใหม่ 2569 จึงไม่ใช่เพียงจังหวัดที่ “ติด Top 3 ยอดนิยม” แต่เป็นกรณีศึกษาว่าการลงทุนกับวัฒนธรรมท้องถิ่นและความเข้มแข็งของชุมชนบนดอย สามารถแปลงเป็นตัวเลขเศรษฐกิจที่จับต้องได้ แม้ในปีที่ภาพรวมอุตสาหกรรมยังเต็มไปด้วยความท้าทายก็ตาม

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • แถลงข่าวผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME