Categories
FEATURED NEWS

เปิด ‘คุณสมบัติ-ลักษณะต้องห้าม’ ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เตรียมตัวให้พร้อม ก่อนออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง อบต. 11 ม.ค. 69

เคาท์ดาวน์เลือกตั้ง อบต. 2569! กกต. ปูพรมรณรงค์โค้งสุดท้าย ย้ำ “เสียงคุณคือพลังพัฒนาท้องถิ่น” เปิด 3 เช็กลิสต์สกัดการเสียสิทธิ-เตือนกลุ่มย้ายบ้านระวังชวดลงคะแนน

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เดินหน้าปลุกพลังคนไทยเตรียมพร้อมเลือกตั้ง ส.อบต. และ นายก อบต. ในวันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม 2569 ชูประเด็น “ทุกเสียงกำหนดอนาคตชุมชน” พร้อมแนะขั้นตอนตรวจสอบคุณสมบัติละเอียดยิบ โดยเฉพาะกรณีการย้ายทะเบียนบ้านที่อาจทำให้พลาดสิทธิเลือกผู้แทนหมู่บ้านโดยไม่รู้ตัว ย้ำหากไม่ไปใช้สิทธิอาจถูกจำกัดสิทธิทางการเมืองนานถึง 2 ปี

ปักหมุด 11 มกราคม กำหนดทิศทางงบประมาณและคุณภาพชีวิตชุมชน

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกประกาศเชิญชวนประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งรวมพลังออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล (ส.อบต.) และนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (นายก อบต.) ใน วันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม 2569 โดยเน้นย้ำว่าการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นคือรากฐานสำคัญของการพัฒนาชุมชน เพราะการไปใช้สิทธิเลือกผู้แทนคือการร่วมกำหนดงบประมาณ ทิศทางการพัฒนา และคุณภาพชีวิตในชุมชนโดยตรง

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมาพบว่ามีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่พลาดโอกาสในการใช้สิทธิเลือกตั้งเพียงเพราะย้ายทะเบียนบ้านผิดช่วงเวลา หรือไม่ทราบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย กกต. จึงได้สรุป 3 เช็กลิสต์สำคัญ เพื่อให้ประชาชนเตรียมความพร้อมก่อนวันหย่อนบัตร ดังนี้

  1. การตรวจสอบคุณสมบัติและกรณีพิเศษการย้ายทะเบียนบ้าน

ผู้ที่มีสิทธิเข้าคูหาลงคะแนนในครั้งนี้ต้องมีสัญชาติไทย (หากเป็นผู้แปลงสัญชาติ ต้องได้สัญชาติไทยมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี) มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีในวันเลือกตั้ง และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งติดต่อกันไม่น้อยกว่า 1 ปี นับถึงวันเลือกตั้ง

กรณีสำคัญสำหรับผู้ที่ย้ายทะเบียนบ้านภายใน อบต. เดียวกัน แต่ยังไม่ครบ 1 ปี

  • ในเขตเลือกตั้ง (หมู่) ใหม่: จะมีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้งได้เฉพาะ นายก อบต. เท่านั้น แต่ไม่สามารถเลือกสมาชิกสภา อบต. ในเขตใหม่ได้
  • หากประสงค์จะเลือกทั้ง นายก อบต. และ ส.อบต. ในเขตเดิม ต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเดิมติดต่อกันไม่น้อยกว่า 1 ปี และต้องยื่นคำขอเพิ่มชื่อต่อนายทะเบียนอำเภอ ก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 10 วัน โดยวันสุดท้ายคือวันที่ 31 ธันวาคม 2568 หากยื่นสำเร็จจะมีสิทธิลงคะแนนทั้ง นายก อบต. และ ส.อบต. ในเขตเลือกตั้งเดิม
  1. บุคคลต้องห้ามใช้สิทธิเลือกตั้ง

นอกจากคุณสมบัติเบื้องต้นแล้ว หากบุคคลใดมีลักษณะดังต่อไปนี้ กฎหมายกำหนดให้เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง

  • เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช
  • อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง (ไม่ว่าคดีจะถึงที่สุดแล้วหรือไม่)
  • ต้องคุมขังอยู่โดยหมายของศาล หรือโดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย
  • วิกลจริต หรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ

ข้อควรระวัง กกต. เตือนว่าหากผู้ใดรู้อยู่แล้วว่าตนเองไม่มีสิทธิเลือกตั้ง แต่ยังพยายามไปใช้สิทธิหรือลงคะแนน ถือเป็นการกระทำความผิดตามกฎหมาย

ดาบสองคมของการ “นอนหลับทับสิทธิ” กับการถูกจำกัดสิทธิ 2 ปี

การเลือกตั้งเป็นหน้าที่สำคัญของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกคน หากไม่ไปใช้สิทธิและไม่ได้แจ้งเหตุอันสมควรต่อนายทะเบียนอำเภอ หรือแจ้งแล้วแต่เหตุนั้นไม่สมควร จะถูกจำกัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 2 ปี นับแต่วันเลือกตั้งครั้งที่ไม่ไปใช้สิทธิ

สิทธิทางการเมืองที่ท่านจะถูกจำกัด มีดังนี้

  • สิทธิในการสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส. สว. สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น
  • สิทธิในการสมัครรับเลือกเป็นกำนัน และผู้ใหญ่บ้าน
  • สิทธิในการเข้าชื่อร้องขอให้ถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น
  • ห้ามดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมือง และผู้บริหารท้องถิ่นในตำแหน่งต่างๆ เช่น รองผู้บริหาร เลขานุการ หรือที่ปรึกษา
  • ห้ามดำรงตำแหน่งเลขานุการและผู้ช่วยเลขานุการของประธานสภาและรองประธานสภาท้องถิ่น

การสร้างระบบนิเวศการเลือกตั้งที่โปร่งใส

การเลือกตั้ง อบต. ในปี 2569 นี้ กกต. มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีเพื่ออำนวยความสะดวกและรักษาความโปร่งใส ประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลผู้สมัครและหน่วยเลือกตั้งผ่านแอปพลิเคชัน Smart Vote และมีส่วนร่วมในการตรวจสอบสังคมด้วยการแจ้งเบาะแสทุจริตผ่านแอปพลิเคชัน ตาสับปะรด หรือสายด่วน 1444

การเตรียมความพร้อมในมิติต่างๆ ตั้งแต่การตรวจสอบรายชื่อจนถึงการทำความเข้าใจข้อกฎหมายเรื่องการย้ายถิ่นฐาน จะช่วยลดโอกาสการเสียสิทธิโดยไม่ตั้งใจ และนำไปสู่การได้ “คนดี มีความสามารถ” เข้ามาบริหารท้องถิ่นให้เจริญก้าวหน้า

ช่องทางการเข้าถึงข้อมูลและการแจ้งเหตุ

  • ตรวจสอบข้อมูลการเลือกตั้ง แอปพลิเคชัน Smart Vote
  • แจ้งเบาะแสทุจริต สายด่วน 1444 หรือแอปพลิเคชัน ตาสับปะรด
  • ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม เว็บไซต์สำนักงาน กกต. (www.ect.go.th) และเพจสำนักงาน กกต.
  • เอกสารอ้างอิง พรบ. การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

#สร้างสรรค์ประเทศไทยพร้อมใจไปเลือกตั้งอบต

#เลือกตั้งอบต

 

คุณสมบัติของผู้มีสิทธิเลือกตั้งและลักษณะต้องห้าม
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

พลังศรัทธาเชียงราย! เปิดตัวโครงการ “ความรักของนับพันปีแห่งแผ่นดิน” บันทึกพระมหากรุณาธิคุณผ่านงานศิลปะ

ความรักของนับพันปีแห่งแผ่นดิน มหากาพย์ภาพวาดพระบรมสาทิสลักษณ์ถวายความจงรักภักดี ศิลปินชื่อดังริเริ่มโครงการสร้างสรรค์ภาพวาดขนาดใหญ่เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมจัดกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์เพื่อปลูกฝังคุณค่าแก่เยาวชนรุ่นใหม่

เชียงราย,17 ธันวาคม 2568 ที่จังหวัดเชียงราย สมาคมขัวศิลปะร่วมกับสโมสรโรตารีเชียงราย และสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ได้จัดแถลงข่าวเปิดตัวโครงการสร้างสรรค์กิจกรรมถ่ายทอดความจงรักภักดี ภายใต้ชื่อ “ความรักของนับพันปีแห่งแผ่นดิน” โดยมีอาจารย์สุวิทย์ ใจป้อม ศิลปินผู้เชี่ยวชาญด้านการวาดภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ด้วยเทคนิคถ่านแท่ง (Charcoal) เป็นผู้รังสรรค์ผลงานชิ้นสำคัญนี้

โครงการดังกล่าวเกิดขึ้นจากความตั้งใจของศิลปินที่ต้องการถ่ายทอดพระมหากรุณาธิคุณและพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็น “แม่พระของแผ่นดิน” ที่ได้ทรงอุทิศพระวรกายเคียงข้างพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในพระราชกรณียกิจเพื่อประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทยมายาวนานกว่า 6 ทศวรรษ

ความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่ซ่อนอยู่ในทุกมิติ

ผลงานภาพวาดชิ้นนี้ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันในทุกรายละเอียด เพื่อสื่อถึงความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่ลึกซึ้ง ภาพมีความสูง 1.9 เมตร ซึ่งสื่อถึงรัชกาลที่ 9 และมีความยาว 9.3 เมตร หมายถึงพระชนมพรรษา 93 พรรษาของพระองค์ท่าน ตัวเลขเหล่านี้ไม่เพียงแต่สะท้อนความเชื่อมโยงทางประวัติศาสตร์ แต่ยังแสดงถึงความเป็นพระราชินีองค์เดียวในรัชกาลที่ 9 และพระบรมราชินีนาถพระองค์เดียวในประวัติศาสตร์ไทยที่ทรงครองตำแหน่งยาวนานถึง 93 พรรษา

เนื้อหาภาพครอบคลุมเรื่องราวตั้งแต่พระชนมายุวัย การเสด็จพระราชาภิเษกสมรส พระราชกรณียกิจต่างๆ และโครงการพระราชดำริกว่า 4,000 โครงการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาท “แม่พระของแผ่นดิน” ที่ทรงเคียงข้างในหลวงรัชกาลที่ 9 ในการพัฒนาประเทศและบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่พสกนิกรชาวไทยทุกภูมิภาค

การเลือกใช้เทคนิคถ่านแท่งในโทนสีขาว-ดำ มิใช่เป็นเพียงการแสดงฝีมือทางศิลปะ แต่ยังสื่อถึงความคลาสสิก ความเป็นมิตร และแสงแห่งศรัทธากตัญญูที่ปวงชนชาวไทยมีต่อพระองค์ท่าน ซึ่งสอดคล้องกับยุคสมัยแรกเริ่มที่ภาพถ่ายส่วนใหญ่จะเป็นสีขาว-ดำ

อาจารย์สุวิทย์ ใจป้อม กล่าวในการแถลงข่าวว่า “การวาดพระบรมสาทิสลักษณ์ครั้งนี้ ข้าพเจ้าขอน้อมถวายเป็นการแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ภาพนี้ไม่ใช่เพียงงานศิลปะ หากคือการบันทึกพระมหากรุณาธิคุณด้วยหัวใจ เป็น ‘ภาพแทนใจ’ ที่สร้างขึ้นด้วยความรัก ความศรัทธา และความเคารพสูงสุด”

พลังสนับสนุนจากสโมสรโรตารีสากล

โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนหลักจากสโมสรโรตารีสากลภาค 3360 ซึ่งครอบคลุม 14 จังหวัดภาคเหนือ โดยมีสโมสรโรตารีทั้งหมด 65 สโมสร นำโดยดร.จารุวรรณ เต็ชะวุฒิ ผู้ว่าการภาค และสโมสรโรตารีเชียงราย ซึ่งเป็นแกนหลักในการประสานงาน

ดร.จารุวรรณ เต็ชะวุฒิ ผู้ว่าการภาค 3360 สโมสรโรตารีสากล กล่าวว่า “สโมสรโรตารีก่อตั้งมาแล้ว 121 ปี เรามิใช่องค์กรการกุศล แต่เป็นองค์กรเพื่อการลงทุนเพื่อประโยชน์สาธารณะ ภารกิจของโรตารีมี 7 ด้าน ครอบคลุมน้ำสะอาด การศึกษา สุขภาพแม่และเด็ก สิ่งแวดล้อม และการป้องกันโรคระบาด โดยเฉพาะโรคโปลิโอที่เราสามารถลดผู้ป่วยจาก 350,000 คนต่อปีเหลือไม่ถึง 100 คนต่อปีในปัจจุบัน”

ท่านกล่าวเสริมว่า “โครงการนี้สอดคล้องกับภารกิจด้านการศึกษาและส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ็ดภารกิจหลักของโรตารี ในจังหวัดเชียงรายมีสโมสรโรตารีถึง 9 สโมสร ครอบคลุมพื้นที่เชียงราย แม่สาย เชียงแสน เชียงของ และเวียงป่าเป้า ทุกสโมสรพร้อมใจกันสนับสนุนโครงการนี้ด้วยงบประมาณและอุปกรณ์ต่างๆ”

สโมสรโรตารีสากลในปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 1.2 ล้านคนทั่วโลก กระจายอยู่ใน 34,000 สโมสร โดยในประเทศไทยมี 4 ภาค ได้แก่ ภาค 3330 (ใต้) ภาค 3340 (อีสาน) ภาค 3350 (กลาง) และภาค 3360 (เหนือ) ซึ่งภาคเหนือมีสโมสรทั้งหมด 65 สโมสรกระจายใน 14 จังหวัด

นายกสโมสรโรตารีเชียงราย กล่าวว่า “การที่ศิลปินมีความตั้งใจ และสโมสรโรตารีเชียงรายได้ชักชวนสโมสรอื่นๆ รวมถึงภาครัฐและเอกชนมาร่วมกันทำให้โครงการนี้สำเร็จได้ เป็นเรื่องที่น่ายินดี นี่คือหนึ่งในเจ็ดภารกิจของโรตารีด้านการศึกษาและศิลปวัฒนธรรม”

กิจกรรม Art Workshop เพื่อเยาวชนและสังคม

นอกจากการวาดภาพที่คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 เดือน ตั้งแต่ปัจจุบันจนถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2569 แล้ว ทางโครงการยังได้จัดกิจกรรมคู่ขนาน Art Workshop ณ สถานที่วาดภาพ โดยเปิดรับนักเรียนในพื้นที่วันละ 60 คน แบ่งเป็นช่วงเช้า 30 คน และช่วงบ่าย 30 คน

กิจกรรมนี้มีศิลปินจากสมาคมขัวศิลปะเป็นพี่เลี้ยงสอนเทคนิคการวาดภาพ พร้อมถ่ายทอดความรู้เรื่องราวพระราชกรณียกิจ เพื่อให้เยาวชนได้เรียนรู้ศิลปะควบคู่ไปกับการซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ และสร้างสำนึกรักในสถาบันพระมหากษัตริย์

โครงการได้รับความร่วมมือจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 1 ในการประสานงานนำนักเรียนเข้าร่วมกิจกรรม และจัดหาอุปกรณ์การเรียนการสอน นักเรียนที่เข้าร่วมจะได้รับประกาศนียบัตร และมีโอกาสติดตามกระบวนการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะขนาดใหญ่อย่างใกล้ชิด

อาจารย์สุวิทย์กล่าวว่า “ระหว่างที่ผมทำงานอยู่ที่โรงแรมพิมานอินน์ เชียงราย ประมาณ 2 เดือนกว่า จะมีการเปิดให้คนเข้ามาชมและร่วมกิจกรรม Workshop เราอยากให้นี่เป็นจุดรวมของคนเชียงราย เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้และแสดงความจงรักภักดีร่วมกัน”

ภาครัฐให้การสนับสนุนและเตรียมจัดแสดง

นายกำพล จาววัฒนาสกุล ผู้อำนวยการกลุ่มยุทศาสตร์และเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม ปฏิบัติหน้าที่แทนวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า “นี่เป็นงานสักการะพระเกียรติอีกแห่งหนึ่งที่สำคัญมาก กิจกรรมนี้จะเป็นที่จดจำสำหรับเยาวชนและประชาชน และจะถูกบันทึกไว้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ทางสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดจะให้การสนับสนุนด้านการประชาสัมพันธ์ และประสานงานกับเครือข่ายศิลปินและโรงเรียนต่างๆ ในพื้นที่”

ทางกระทรวงวัฒนธรรมโดยสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สสร.) ซึ่งทำงานใกล้ชิดกับศิลปินอยู่แล้ว จะมีส่วนร่วมในการเผยแพร่ผลงานและจัดเก็บเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ในหอจดหมายเหตุต่อไป

แผนการจัดแสดงและความยั่งยืนของโครงการ

เมื่อภาพแล้วเสร็จในกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งตรงกับช่วงเวลาที่หลายหน่วยงานจะจัดพิธีบำเพ็ญกุศลสมาทานพระบรมศพ ภาพจะเปิดให้ประชาชนเข้าชม ณ สถานที่วาดภาพก่อน จากนั้นจะนำไปจัดแสดงในการประชุมใหญ่ของสโมสรโรตารี (District Conference) ที่จะมีสมาชิกจาก 14 จังหวัดภาคเหนือ ประมาณ 400-500 คน เข้าร่วม

ดร.จารุวรรณกล่าวว่า “หลังจากการประชุมใหญ่ เราจะถ่ายทอดภาพนี้ออกสู่สาธารณะทั้ง 65 จังหวัดในประเทศไทย และอาจเผยแพร่ในเวทีสากล เพื่อสะท้อนให้โลกเห็นถึงความรักและความจงรักภักดีที่ปวงชนชาวไทยมีต่อพระองค์ท่าน”

อาจารย์สุวิทย์กล่าวเสริมว่า “ผมเชื่อว่าภาพนี้จะถูกจำลองไปไว้ที่พระเมรุมาศในพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในแต่ละท่ี เพราะภาพนี้สะท้อนถึงพระราชจริยวัตรของพระองค์ท่าน และสะท้อนถึงความรักที่ปวงชนชาวไทยมีต่อพระองค์ท่าน ผมอยากให้ที่นี่เป็นจุดรวมของคนเชียงราย เป็นพื้นที่แสดงความจงรักภักดีร่วมกัน”

ในที่สุด ภาพจะได้รับการจัดเก็บรักษาไว้อย่างถาวรในหอจดหมายเหตุ โดยกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาและระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณตราบนิรันดร์

เส้นทางศิลปินและผลงานที่ผ่านมา

อาจารย์สุวิทย์ ใจป้อม เป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงในวงการศิลปะไทย โดยเฉพาะในการวาดภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ด้วยเทคนิคถ่านแท่ง ผลงานที่ผ่านมาของท่านได้สร้างความประทับใจให้แก่สาธารณชนอย่างกว้างขวาง

ในปี 2559 หลังจากการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ท่านได้ร่วมกับสมาคมขัวศิลปะเชียงราย วาดภาพขนาด 13 เมตร ณ วัดร่องขุ่น ปัจจุบันภาพดังกล่าวประดิษฐานอยู่ที่ศาลาธรรม

ในปี 2560 ท่านได้สร้างสรรค์ภาพขนาด 2 เมตร x 20 เมตร ซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ที่เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร เล่าเรื่องราวพระราชประวัติตั้งแต่พระเยาว์วัยจนถึงการขึ้นครองราชย์ และพระราชกรณียกิจกว่า 4,000 โครงการพระราชดำริ

ท่านเป็นนายกสมาคมขัวศิลปะคนที่ 3 ต่อจากศิลปินแห่งชาติ และได้รับคำแนะนำจากอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติ ในการจัดองค์ประกอบและเลือกเนื้อหาที่จะใส่ในภาพครั้งนี้

ชื่อผลงานที่มีความหมาย

ชื่อผลงาน “ความรักของนับพันปีแห่งแผ่นดิน” ได้รับการออกแบบโดยคุณสุรชัย บุญจรเวท นักออกแบบแบรนด์ผู้มีชื่อเสียง เพื่อให้สื่อถึงความหมายที่ลึกซึ้งของพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ท่านมีต่อแผ่นดิน และความรักที่ปวงชนชาวไทยมีต่อพระองค์ท่านที่สืบทอดมาช้านานนับพันปี

การสนับสนุนจากภาคเอกชน

นอกจากการสนับสนุนหลักจากสโมสรโรตารีแล้ว โครงการยังได้รับการสนับสนุนอุปกรณ์จากบริษัทสีชั้นนำ ได้แก่ TOP FORM และ AB Art ที่พร้อมสนับสนุนโครงการที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างเต็มที่

อาจารย์สุวิทย์กล่าวว่า “งานศิลปะไม่สามารถทำคนเดียวได้ ศิลปินไม่ได้มีเงินมากมาย แต่เมื่อมีผู้ให้โอกาสและยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ งานก็สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ผมรู้สึกเติมเต็มใจมาก สโมสรโรตารีให้ความกรุณาสนับสนุนอุปกรณ์ต่างๆ ไม่ใช่แค่วัสดุ แต่คือการให้โอกาสให้งานนี้สมบูรณ์”

คำกล่าวจากใจของศิลปิน

ในการสัมภาษณ์ อาจารย์สุวิทย์ ใจป้อม กล่าวเสริมว่า “สำหรับข้าพเจ้า ภาพนี้ไม่ใช่เพียงงานศิลปะ หากคือการบันทึกพระมหากรุณาธิคุณด้วยหัวใจ เป็น ‘ภาพแทนใจ’ ที่สร้างขึ้นด้วยความรัก ความศรัทธา และความเคารพสูงสุด เพื่อให้ประชาชนได้ระลึกถึงพระเมตตาธรรมของพระองค์ท่านตราบนิจนิรันดร์ การดำเนินงานในครั้งนี้สำเร็จได้ด้วยแรงสนับสนุนสำคัญจากสโมสรโรตารีเชียงราย ซึ่งร่วมเป็นพลังเบื้องหลังในการส่งเสริมกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติให้เกิดขึ้นอย่างสมพระเกียรติ”

ท่านกล่าวอีกว่า “ข้าพเจ้าขอน้อมสำนึกในเกียรติครั้งนี้ และจะขอเป็นข้าพระบาทผู้จงรักภักดีต่อพระองค์ท่านตราบชีวิต”

บรรยากาศในวันแถลงข่าว

การแถลงข่าวในวันที่ 17 ธันวาคม 2568 มีผู้เข้าร่วมจากหลายภาคส่วน ประกอบด้วย นายกสโมสรจากหลากหลายสโมสรในเชียงราย ศิลปินจากสมาคมขัวศิลปะ สื่อมวลชน และผู้แทนจากหน่วยงานราชการ ได้แก่ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 1 และผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ

บรรยากาศเต็มไปด้วยความประทับใจและความตื้นตันใจ เมื่อผู้เข้าร่วมได้เห็นภาพร่างเบื้องต้นและรับฟังแนวคิดของโครงการ ผู้เข้าร่วมต่างให้ความสนใจและแสดงความพร้อมที่จะสนับสนุนโครงการให้ประสบความสำเร็จ

หลังจากการแถลงข่าว ผู้เข้าร่วมได้เดินทางไปยังสถานที่วาดภาพ ณ โรงแรมพิมานอินน์ เชียงราย เพื่อรับฟังคำอธิบายรายละเอียดเพิ่มเติมจากอาจารย์สุวิทย์ และชมภาพร่างที่กำลังดำเนินการอยู่

ความสำคัญต่อสังคมและเยาวชน

โครงการนี้มิได้เป็นเพียงการสร้างสรรค์งานศิลปะเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือในการปลูกฝังคุณค่าและสำนึกรักในสถาบันพระมหากษัตริย์แก่เยาวชนรุ่นใหม่ ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่เป็นรูปธรรม

การที่เยาวชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรม Art Workshop ได้เห็นกระบวนการสร้างสรรค์งานศิลปะขนาดใหญ่ ได้เรียนรู้เทคนิคการวาดภาพจากศิลปินมืออาชีพ และได้รับรู้ถึงพระราชกรณียกิจต่างๆ จะเป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่าและจดจำได้ตลอดไป

คุณรุ่งวัฒนากล่าวว่า “เราได้ประสานงานกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เครือข่ายศิลปินทางศิลปะ และโรงเรียนต่างๆ เพื่อให้นักเรียนได้เข้ามาศึกษาและร่วมกิจกรรม นี่คือโอกาสทองที่เยาวชนจะได้เรียนรู้ทั้งศิลปะและประวัติศาสตร์ไปพร้อมกัน”

ผลกระทบในวงกว้าง

โครงการ “ความรักของนับพันปีแห่งแผ่นดิน” คาดว่าจะสร้างผลกระทบในวงกว้าง ทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และอาจขยายไปสู่ระดับสากล

ในระดับท้องถิ่น โครงการจะเป็นจุดรวมใจของชาวเชียงรายและภาคเหนือ เป็นสถานที่ที่ประชาชนสามารถมาแสดงความจงรักภักดีร่วมกัน โดยเฉพาะในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีการจัดพิธีบำเพ็ญกุศลสมาทานพระบรมศพ

ในระดับชาติ การจัดแสดงภาพในงาน District Conference และการเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆ จะทำให้คนไทยทั่วประเทศได้รับรู้และร่วมระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ

ในระดับสากล สโมสรโรตารีมีเครือข่ายที่แข็งแกร่งทั่วโลก การเผยแพร่ผลงานนี้จะทำให้นานาชาติได้เห็นถึงความรักและความจงรักภักดีที่ปวงชนชาวไทยมีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

ความท้าทายและการเตรียมความพร้อม

การวาดภาพขนาดใหญ่เช่นนี้ต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ทั้งด้านเทคนิค เวลา และสภาพอากาศ อาจารย์สุวิทย์กล่าวว่า “การทำงานในช่วงหน้าหนาว อากาศเย็นสบาย แต่ต้องระมัดระวังเรื่องความชื้นที่อาจส่งผลต่อวัสดุ เราต้องวางแผนการทำงานอย่างละเอียด และมีทีมงานคอยดูแลสภาพแวดล้อมอย่างใกล้ชิด”

ด้านอุปกรณ์ ทางโครงการได้เตรียมความพร้อมครบถ้วน ตั้งแต่ผืนผ้าใบขนาดใหญ่ ถ่านแท่งคุณภาพสูง ระบบแสงสว่างเพื่อการทำงาน และอุปกรณ์ต่างๆ ที่จำเป็น ทั้งหมดได้รับการสนับสนุนจากสโมสรโรตารีและภาคเอกชน

ด้านความปลอดภัย มีการจัดเจ้าหน้าที่คอยดูแลพื้นที่ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรักษาความปลอดภัยของผลงานและอุปกรณ์ รวมถึงอำนวยความสะดวกแก่ผู้ที่มาเยี่ยมชม

การเชิญชวนประชาชนเข้าร่วม

อาจารย์สุวิทย์กล่าวเชิญชวนประชาชนว่า “ผมอยากเชิญชวนพี่น้องชาวเชียงรายและผู้ที่สนใจ แวะเวียนมาเยี่ยมชมกระบวนการทำงาน มาให้กำลังใจ และมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ครั้งนี้ ตลอดระยะเวลา 2 เดือนกว่า จนถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ จะมีกิจกรรมต่างๆ ให้ได้ร่วมสนุก โดยเฉพาะน้องๆ นักเรียนที่จะได้เรียนรู้ศิลปะและประวัติศาสตร์ไปพร้อมกัน”

ดร.จารุวรรณกล่าวเสริมว่า “เราขอเชิญชวนสมาชิกสโมสรโรตารีทั้ง 65 สโมสรในภาคเหนือ รวมถึงสมาชิกจาก 4 ภาคทั่วประเทศ และประชาชนทั่วไป มาร่วมเป็นสักขีพยานในเหตุการณ์สำคัญนี้ มาร่วมแสดงความจงรักภักดีต่อพระองค์ท่านผ่านงานศิลปะที่ยิ่งใหญ่นี้”

ช่วงเทศกาลและความพิเศษ

อาจารย์สุวิทย์กล่าวอย่างน่าสนใจว่า “ช่วงที่ผมวาดภาพนี้จะครอบคลุมช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ด้วย ถ้าใครอยากมาข้ามปีที่มีความหมาย มาข้ามปีกับภาพความรักของนับพันปีแห่งแผ่นดิน ผมยินดีต้อนรับ เราจะได้ร่วมกันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่อย่างมีคุณค่า”

นี่จึงเป็นโอกาสพิเศษสำหรับประชาชนที่ต้องการใช้เวลาในช่วงเทศกาลอย่างมีความหมาย แทนที่จะไปสถานบันเทิงหรือสถานที่ท่องเที่ยวทั่วไป การมาร่วมกิจกรรมนี้จะเป็นการส่งท้ายปีและต้อนรับปีใหม่อย่างมีคุณค่าและสร้างสรรค์

มิติทางประวัติศาสตร์

โครงการนี้มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์หลายประการ ประการแรก เป็นการบันทึกพระราชกรณียกิจและพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงไว้ในรูปแบบของงานศิลปะที่จะคงอยู่ชั่วกาลนาน

ประการที่สอง เป็นการแสดงออกถึงความรักและความจงรักภักดีของปวงชนชาวไทยที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ผ่านการร่วมมือกันของทุกภาคส่วนในสังคม ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาคประชาชน

ประการที่สาม เป็นตัวอย่างของการใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือในการสร้างสรรค์สังคม ปลูกฝังคุณค่า และถ่ายทอดประวัติศาสตร์ไปสู่คนรุ่นหลัง

คุณรุ่งวัฒนากล่าวว่า “นี่คือเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่จะถูกบันทึกไว้ในหอจดหมายเหตุ เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่คนรุ่นหลังจะได้ศึกษาและเรียนรู้ เราจึงต้องดำเนินการอย่างพิถีพิถันในทุกขั้นตอน”

ภาพอนาคตหลังเสร็จสิ้นโครงการ

เมื่อภาพแล้วเสร็จในกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2569 จะมีแผนการจัดแสดงและเผยแพร่อย่างต่อเนื่อง การจัดแสดงครั้งแรกจะเป็นที่โรงแรมพิมานอินน์ เชียงราย เปิดให้ประชาชนเข้าชมฟรี

จากนั้นจะมีการจัดแสดงในงาน District Conference ของสโมสรโรตารีภาค 3360 ซึ่งจะมีผู้เข้าร่วมประมาณ 400-500 คน จาก 14 จังหวัดภาคเหนือ

ต่อมาอาจมีการนำไปจัดแสดงในงานพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนได้ร่วมน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ

ในที่สุด ภาพจะได้รับการจัดเก็บอย่างถาวรในหอจดหมายเหตุ โดยกระทรวงวัฒนธรรม พร้อมจัดทำเอกสารบันทึกกระบวนการสร้างสรรค์และความหมายของผลงาน เพื่อให้เป็นสมบัติของชาติสืบไป

พลังแห่งความรักและความร่วมมือ

โครงการ “ความรักของนับพันปีแห่งแผ่นดิน” เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของพลังแห่งความรักและความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม จากแนวคิดเล็กๆ ของศิลปินคนหนึ่งที่ต้องการแสดงความจงรักภักดี กลายเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่มีคนหลากหลายภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม

สโมสรโรตารีในฐานะองค์กรเพื่อการลงทุนเพื่อประโยชน์สาธารณะ ได้แสดงบทบาทสำคัญในการสนับสนุนทั้งด้านงบประมาณและการประสานงาน ภาครัฐโดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การสนับสนุนด้านการประชาสัมพันธ์และการจัดเก็บเป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภาคเอกชนสนับสนุนอุปกรณ์และวัสดุ และภาคประชาชนพร้อมเข้าร่วมกิจกรรมและให้กำลังใจ

ผลงานที่จะเกิดขึ้นจึงไม่ใช่ผลงานของศิลปินคนเดียว แต่เป็นผลงานของคนไทยทุกคนที่มีส่วนร่วมทำให้โครงการนี้สำเร็จ เป็นการแสดงออกถึงความรักและความจงรักภักดีที่ปวงชนชาวไทยมีต่อสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็น “แม่พระของแผ่นดิน” ที่ทรงอุทิศพระวรกายเพื่อความสุขของพสกนิกรมาตลอดพระชนมชีพ

ภาพ “ความรักของนับพันปีแห่งแผ่นดิน” จึงมิใช่เพียงผืนผ้าใบที่มีภาพวาด แต่คือการบันทึกความรัก ความกตัญญู และความจงรักภักดีของปวงชนชาวไทยไว้เป็นประวัติศาสตร์ เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณตราบนิรันดร์กาล

รายละเอียดโครงการโดยสังเขป

ชื่อโครงการ: ความรักของนับพันปีแห่งแผ่นดิน

ผู้รังสรรค์: อาจารย์สุวิทย์ ใจป้อม

ขนาดผลงาน: สูง 1.9 เมตร x ยาว 9.3 เมตร

เทคนิค: ถ่านแท่ง (Charcoal) โทนสีขาว-ดำ

ระยะเวลาดำเนินการ: ธันวาคม 2568 – กุมภาพันธ์ 2569 (ประมาณ 2 เดือน)

สถานที่วาดภาพ: โรงแรมพิมานอินน์ เชียงราย

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สมาคมขัวศิลปะ จังหวัดเชียงราย
  • สโมสรโรตารีเชียงราย
  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
FEATURED NEWS

“ในโลกไซเบอร์ ทุกที่คือชายแดน” สกมช. แนะ 3 มาตรการเร่งด่วน เปิดใช้ MFA สกัดแฮกเกอร์

ในโลกไซเบอร์ ทุกที่คือชายแดน” สกมช. ยกระดับเฝ้าระวังภัยไซเบอร์ เตือนรัฐ–เอกชน–ประชาชนเป็นแนวหน้าร่วมกัน

กรุงเทพฯ, 17 ธันวาคม 2568 – ท่ามกลางบรรยากาศความตึงเครียดด้านความมั่นคงในภูมิภาค สมรภูมิที่ไม่อาจมองข้ามอีกต่อไปคือ “สมรภูมิไซเบอร์” ซึ่งไม่มีเส้นเขตแดนให้เห็นด้วยตา พลอากาศตรี อมร ชมเชย เลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) เปิดเผยทิศทางภัยคุกคามและมาตรการรับมือในงานแถลงข่าว “สถานการณ์และแนวโน้มภัยคุกคามในบริบทสถานการณ์ความมั่นคงในปัจจุบัน รวมถึงมาตรการเฝ้าระวังและการรับมือด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของประเทศ” ว่า

“ในโลกไซเบอร์ ทุกที่คือชายแดน”

ประโยคสั้น ๆ แต่สะท้อนความจริงสำคัญว่า ทุกระบบที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต – ตั้งแต่เครือข่ายของหน่วยงานรัฐ โครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ธนาคาร โรงพยาบาล ไปจนถึงโทรศัพท์มือถือของประชาชน – ล้วนสามารถกลายเป็นจุดเปราะบางที่ถูกใช้เป็นทั้ง “เป้าหมายโจมตี” และ “ฐานส่งต่อการโจมตี” ได้ในเวลาเดียวกัน

เลขาธิการ สกมช. ชี้ให้เห็นว่า เมื่อใดก็ตามที่เกิดความขัดแย้งหรือสถานการณ์อ่อนไหวด้านความมั่นคงในโลกจริง แนวรบทางไซเบอร์มักจะถูกดึงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์โดยอัตโนมัติ กลุ่มผู้โจมตีจำนวนไม่น้อยเป็น “Hacktivist” หรือกลุ่มนักรบไซเบอร์ที่อ้างอุดมการณ์ทางการเมืองหรือชาติพันธุ์ ใช้วิธีโจมตีเว็บไซต์และระบบออนไลน์ของฝ่ายตรงข้าม เพื่อแสดงสัญลักษณ์หรือสร้างแรงกดดันเชิงจิตวิทยา

“สิ่งที่เราเห็นชัดคือ ทุกครั้งที่ความตึงเครียดในสนามรบทางกายภาพพุ่งสูง กราฟการโจมตีทางไซเบอร์ ทั้งการยิง DDoS และการเปลี่ยนหน้าเว็บ จะพุ่งตามทันที” พลอากาศตรี อมร ระบุ พร้อมย้ำว่า ประเทศไทยจึงต้องเตรียมตัวให้พร้อมในทั้งสองมิติไปพร้อมกัน

จาก Clickbait สู่ “Ragebait” – เมื่อสงครามข้อมูลเล็งเป้าอารมณ์โกรธ

นอกจากการโจมตีระบบโดยตรงแล้ว เลขาธิการ สกมช. ยังให้ความสำคัญกับ “สงครามข้อมูลข่าวสาร” (Information Operations – IO) ที่พัฒนาไปไกลกว่าการใช้พาดหัวดึงดูดให้คลิกแบบในอดีต

“ตอนนี้เราไม่ได้เจอแค่ Clickbait แต่กำลังอยู่ในยุคของ ‘Ragebait’ คือการโพสต์เนื้อหาที่ตั้งใจปลุกอารมณ์โกรธ ด่า แชร์ด้วยความโมโห เพราะทุกครั้งที่มีการโต้เถียงในคอมเมนต์ อัลกอริทึมจะดันโพสต์นั้นขึ้น ทำให้ฝ่ายที่ต้องการสร้างความแตกแยกมีตัวตนมากขึ้น โดยที่เราไม่รู้ตัว” เขาอธิบาย

สงครามข้อมูลในรูปแบบนี้ ไม่จำเป็นต้องพึ่งปัญญาประดิษฐ์ระดับสูง แต่ใช้ความเข้าใจในพฤติกรรมมนุษย์ผนวกกับกลไกของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ทำให้ข่าวลวง (Misinformation/Disinformation) กลายเป็น “อาวุธที่มองไม่เห็น” ซึ่งกัดกร่อนความเชื่อมั่นและความไว้เนื้อเชื่อใจในสังคมอย่างช้า ๆ

สกมช. จึงจัดให้ “การบิดเบือนข้อมูล” อยู่ในกลุ่มภัยคุกคามหลักที่ต้องเฝ้าระวังเคียงข้างการโจมตีเชิงเทคนิค พร้อมทำงานร่วมกับหน่วยงานด้านสื่อสารมวลชนและศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม เพื่อจำกัดผลกระทบให้ได้มากที่สุด

5 ภัยคุกคามไซเบอร์หลักในห้วงสถานการณ์ไม่ปกติ

บนเวทีแถลงข่าว ThaiCERT ซึ่งเป็นศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ได้สรุป “5 ประเภทภัยคุกคามไซเบอร์หลัก” ที่พบมากในช่วงสถานการณ์ไม่ปกติ ได้แก่ DDoS Attack, Credential Theft, Data Breach/Data Destruction, Data Exposure และ Web Defacement พร้อมแนวทางป้องกันขั้นพื้นฐานสำหรับหน่วยงานและผู้ประกอบการ

  1. DDoS Attack – ยิงทราฟฟิกจนระบบล่ม
    เป็นการระดมส่งคำขอจำนวนมหาศาลเข้าใส่เว็บไซต์หรือระบบบริการ เพื่อให้เซิร์ฟเวอร์ทำงานไม่ไหวและไม่สามารถให้บริการได้ตามปกติ แม้เทคนิคไม่ได้ซับซ้อนมากนัก เพราะสามารถเช่า “บริการยิง DDoS” หรือใช้เครือข่ายเครื่องที่ถูกยึด (Botnet) ได้ แต่หากไม่มีระบบป้องกัน ก็สามารถทำให้บริการที่สำคัญหยุดชะงักได้ทันที
  2. Credential Theft – ขโมยชื่อผู้ใช้และรหัสผ่าน
    เป็นภัยที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการหลอกลวงผ่านอีเมล เว็บไซต์ปลอม (Phishing) และซอฟต์แวร์เถื่อนที่ฝังมัลแวร์ประเภท Information Stealer ซึ่งไม่ได้ขโมยเพียงรหัสผ่าน แต่รวมถึงคุกกี้ล็อกอิน บัญชีกระเป๋าเงินดิจิทัล และข้อมูลสำคัญอื่น ๆ
  3. Data Breach / Data Destruction – เจาะระบบขโมยหรือทำลายข้อมูล
    เมื่อผู้โจมตีได้สิทธิ์ระดับสูงในระบบ (เช่น บัญชีแอดมิน) ก็สามารถเข้าถึงฐานข้อมูล ปรับแต่งสิทธิ์ หรือแม้กระทั่งลบข้อมูลสำคัญออกไปทั้งหมด กรณีนี้มักสร้างความเสียหายรุนแรงทั้งด้านเศรษฐกิจและชื่อเสียงองค์กร
  4. Data Exposure – ข้อมูลรั่วจากการตั้งค่าผิดพลาด
    หลายกรณีไม่ได้เกิดจากแฮกเกอร์ขั้นเทพ หากแต่จากการเปิดพอร์ตหรือบริการบนคลาวด์ทิ้งไว้โดยไม่ได้ป้องกัน การตั้งค่าสิทธิ์แชร์ไฟล์แบบ “สาธารณะ” หรือการไม่เข้ารหัสข้อมูลสำคัญ ทำให้ข้อมูลของลูกค้าหรือประชาชนถูกค้นพบและดึงออกไปได้ง่าย
  5. Web Defacement – เปลี่ยนหน้าเว็บไซต์เพื่อประจานหรือปล่อยข่าวลวง
    มักเป็นเป้าหมายของกลุ่ม Hacktivist ที่ต้องการแสดงตัวว่า “เจาะได้แล้ว” ผ่านการเปลี่ยนโลโก้ ภาพ หรือข้อความบนหน้าเว็บไซต์หลักของหน่วยงาน โดยเฉพาะโดเมน .th และเว็บไซต์ราชการขนาดเล็ก หรือโรงเรียนในภูมิภาค ซึ่งมักมีงบประมาณด้านความมั่นคงต่ำ

ThaiCERT ระบุว่า แม้ในหลายกรณี การโจมตีจะกินเวลาสั้นๆ แต่ผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุนอาจยาวนานกว่านั้นมาก โดยเฉพาะเมื่อภาพหน้าเว็บที่ถูกเปลี่ยน ถูกแชร์กระจายบนโซเชียลมีเดียในเวลาไม่กี่วินาที

พลอากาศตรี อมร ชมเชย เลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ

ศูนย์เฝ้าระวัง 24×7 และเป้าหมาย “แจ้งเตือนภายใน 5 นาที”

เพื่อรับมือกับภัยที่อาจปะทุได้ตลอดเวลา สกมช. และ ThaiCERT ได้จัดตั้งกลไกเฝ้าระวังภัยไซเบอร์ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์ โดยเชื่อมโยงกับหน่วยงานเครือข่ายกว่า 200 หน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชนที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ (Critical Information Infrastructure – CII) เช่น ระบบไฟฟ้า ประปา โทรคมนาคม การเงิน การคมนาคม และสาธารณสุข

หัวใจสำคัญของกลไกนี้ คือ “การตรวจพบ–แจ้งเตือน–ตอบสนอง” ให้ได้เร็วที่สุด ผ่านระบบป้องกันและตรวจจับอย่าง Web Application Firewall (WAF) และระบบวิเคราะห์ทราฟฟิก ซึ่งหากตรวจพบรูปแบบการโจมตีที่เข้าเกณฑ์ จะต้องแจ้งเตือนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใน 5 นาที

พลอากาศตรี อมร ยอมรับว่า ความท้าทายไม่ได้อยู่ที่การเฝ้าระวังเพียงอย่างเดียว แต่คือ “การติดต่อถึงตัวคนที่รับผิดชอบระบบ” โดยเฉพาะนอกเวลาราชการ “เราพยายามย้ำว่าหากหน่วยงานใดได้รับโทรศัพท์จากหมายเลข ThaiCERT ตอนกลางคืน อย่าเพิ่งคิดว่าเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เพราะเบอร์นี้คือด่านหน้าในการแจ้งเตือนเหตุจริง”

ซ้อมแผนระดับชาติ – จำลองไฟดับ โรงพยาบาลล่ม เพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน

อีกหนึ่งมาตรการที่ สกมช. ผลักดันอย่างจริงจังคือ “การซ้อมแผนรับมือภัยไซเบอร์ระดับชาติ” โดยจำลองสถานการณ์วิกฤตหลายรูปแบบ เช่น ระบบโรงพยาบาลล่มจากการถูกโจมตี หรือไฟฟ้าดับเป็นเวลานานในหลายพื้นที่

การซ้อมแผนดังกล่าว ไม่ได้เน้นเพียงการกู้คืนระบบเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมการตัดสินใจเชิงนโยบาย การประสานงานข้ามหน่วยงาน การสื่อสารกับประชาชน และการเรียกใช้แผนสำรอง (Business Continuity Plan – BCP) เพื่อให้ “บริการที่จำเป็นต่อชีวิตประชาชนเดินต่อได้ แม้ระบบดิจิทัลบางส่วนจะถูกโจมตี”

“เราต้องทำให้แน่ใจว่าหากมีเหตุรุนแรงจริง ระบบจำเป็น เช่น โรงพยาบาล ไฟฟ้า น้ำประปา การสื่อสารพื้นฐาน จะยังทำงานได้ ประชาชนต้องไม่รู้สึกว่าบริการของรัฐหยุดชะงัก” เลขาธิการ สกมช. ย้ำ

สถิติสุดสะเทือนใจ รหัสผ่านคนไทยรั่วสะสมกว่า 200 ล้านรายการ

หนึ่งในข้อมูลที่เรียกเสียงฮือฮาในงานแถลงข่าว คือ ตัวเลข “ข้อมูลชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านของคนไทยที่รั่วไหลสะสมกว่า 200 ล้านรายการ” ที่ ThaiCERT ตรวจพบจากแหล่งข้อมูลใต้ดินและตลาดมืดออนไลน์

แม้จะไม่ได้หมายความว่ามีผู้ใช้ 200 ล้านคน (เพราะหลายบัญชีอาจซ้ำกันจากหลายแพลตฟอร์ม) แต่ตัวเลขนี้สะท้อนว่า “การใช้รหัสผ่านเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป”

แหล่งที่มาของการรั่วไหลส่วนใหญ่ ได้แก่

  • การถูกหลอกให้กรอกข้อมูลบนเว็บไซต์ปลอมที่หน้าตาเหมือนเว็บจริงทุกประการ
  • การติดตั้งซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ที่แถมมัลแวร์ขโมยข้อมูลเข้ามาในเครื่อง
  • การใช้รหัสผ่านเดียวกันในหลายบริการ เมื่อแพลตฟอร์มหนึ่งถูกเจาะ แฮกเกอร์จึงสามารถนำชุดรหัสนั้นไปลองบนบริการอื่น ๆ ได้ (Credential Stuffing)

“ตลาดซื้อ–ขายข้อมูลล็อกอินในต่างประเทศมอง ‘บัญชีคนไทย’ เป็นสินค้าที่มีมูลค่าเหมือนกัน เพราะสามารถใช้เจาะทั้งแอปการเงิน บริการออนไลน์ หรือแม้แต่ระบบภายในองค์กร ถ้าเจ้าของบัญชีใช้รหัสซ้ำกัน” ตัวแทน ThaiCERT อธิบาย

3 มาตรการเร่งด่วนสำหรับประชาชนและหน่วยงาน

เพื่อลดความเสี่ยงในระยะสั้น สกมช. และ ThaiCERT เสนอ 3 มาตรการที่ทุกคนสามารถเริ่มได้ทันที

  1. เปิดใช้การยืนยันตัวตนหลายขั้นตอน (MFA)
    ไม่ว่าจะเป็น Google Authenticator, Microsoft Authenticator หรือระบบ OTP ของธนาคาร การเพิ่มชั้นการยืนยันตนถือเป็น “เกราะป้องกันที่คุ้มค่าที่สุด” เพราะแม้รหัสผ่านจะรั่ว แฮกเกอร์ก็ยังไม่สามารถเข้าสู่ระบบได้โดยง่าย
  2. สำรองข้อมูล (Backup) อย่างสม่ำเสมอ
    โดยเฉพาะข้อมูลสำคัญขององค์กร เช่น ฐานข้อมูลลูกค้า เอกสารทางราชการ หรือไฟล์งานสำคัญของธุรกิจ หากเกิดเหตุถูกมัลแวร์เรียกค่าไถ่หรือลบข้อมูล การมีสำเนาที่เข้ารหัสและเก็บแยกจากระบบหลัก จะช่วยให้กลับมาดำเนินงานได้เร็วและลดความจำเป็นในการยอมจ่ายค่าไถ่
  3. อัปเดตระบบและตรวจสอบก่อนเชื่อข่าวออนไลน์
    เลขาธิการ สกมช. ยกตัวอย่างช่องโหว่ประเภท “Zero-click” บนสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ ที่เปิดโอกาสให้ผู้โจมตีส่งไฟล์มัลแวร์มาเก็บในเครื่องผู้ใช้ได้โดยที่เจ้าของเครื่องไม่ต้องกดเปิดข้อความก็ถูกโจมตีได้ ดังนั้นการอัปเดตระบบปฏิบัติการและแอปพลิเคชันจึงไม่ใช่เรื่องน่ารำคาญ แต่คือ “วัคซีนดิจิทัล” ที่ต้องฉีดอยู่เสมอ

ขณะเดียวกัน ประชาชนควรฝึกนิสัย “หยุดคิดก่อนแชร์” โดยตรวจสอบแหล่งข่าวจากหน่วยงานรัฐหรือสื่อที่น่าเชื่อถือ หากพบข้อความปลุกปั่นหรือชวนให้เกลียดชัง ควรหลีกเลี่ยงการมีส่วนร่วมทางอารมณ์ เพราะทุกคอมเมนต์ด่าทอหรือแชร์ด้วยความโกรธ คือ “เชื้อเพลิง” ที่ทำให้ Ragebait ทำงานได้ผลยิ่งขึ้น

ภาครัฐ–เอกชนยังมีช่องโหว่ เว็บเล็ก งบน้อย แต่เป็นเป้าหมายใหญ่

จากการติดตามของ ThaiCERT พบว่า เว็บไซต์ที่ยังถูกโจมตีในลักษณะ Web Defacement และการฝังสคริปต์ไม่เหมาะสมจำนวนไม่น้อย เป็นเว็บไซต์ของหน่วยงานราชการระดับท้องถิ่น โรงเรียน หรือสมาคมเอกชน ที่มักใช้ระบบเว็บสำเร็จรูปหรือ CMS รุ่นเก่า ไม่ได้อัปเดตแพตช์ด้านความปลอดภัย และไม่มีงบประมาณสำหรับบริการป้องกันขั้นสูง

ในหลายกรณี เจ้าของเว็บไซต์ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่า มีหน้าซ่อน (Hidden Page) ถูกสร้างขึ้นไว้เพื่อเผยแพร่เนื้อหาที่ผิดกฎหมายหรือเชื่อมโยงไปยังเครือข่ายฟิชชิ่งระหว่างประเทศ จนกว่าจะได้รับการแจ้งเตือนจาก ThaiCERT

สกมช. แนะนำว่า เว็บไซต์ที่ให้บริการสาธารณะ ควรอยู่หลังระบบป้องกันอย่างน้อยระดับ Web Application Firewall (WAF) หรือบริการ DDoS Protection พื้นฐาน พร้อมทั้งตรวจสอบสุขภาพระบบ (Health Check) เป็นระยะ หากองค์กรไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคเพียงพอ สามารถประสานขอคำปรึกษาไปยัง ThaiCERT ได้โดยตรง

ทุกเครื่องคือแนวหน้า – การป้องกันเริ่มจาก “ดีไซน์นโยบาย” ไม่ใช่แค่ซื้ออุปกรณ์

แม้เทคโนโลยีป้องกันจะมีหลากหลาย ตั้งแต่ระบบเข้ารหัส ขยายสิทธิ์แบบ Zero Trust ไปจนถึงแพลตฟอร์มแชร์ข้อมูลมัลแวร์ (Malware Information Sharing Platform – MISP) ที่ไทยเริ่มนำมาใช้ แต่เลขาธิการ สกมช. ย้ำว่า “หัวใจของความมั่นคงไซเบอร์ไม่ใช่เครื่องมือ แต่คือ ‘การออกแบบและยึดถือวินัยร่วมกัน’”

องค์กรจึงควรเริ่มจากการวิเคราะห์สินทรัพย์สำคัญ (Critical Assets) ของตนเอง วางเกณฑ์ว่า ข้อมูลใดต้องเข้ารหัส ข้อมูลใดต้องจำกัดสิทธิ์เข้าถึง และบัญชีใดบ้างที่ต้องใช้ MFA และการตรวจสอบสองชั้น นอกจากนี้ควรกำหนดขั้นตอนการตอบสนองเหตุ (Incident Response Plan) ให้ชัดเจนว่า หากตรวจพบความผิดปกติ ใครมีหน้าที่ตัดสินใจ ใครเป็นผู้ติดต่อ ThaiCERT และใครเป็นโฆษกในการสื่อสารกับสาธารณชน

ช่องทางแจ้งเหตุและขอคำปรึกษา – ThaiCERT พร้อมรับแจ้ง 24 ชั่วโมง

เพื่อให้ประชาชนและหน่วยงานทุกระดับสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือได้ง่าย สกมช. และ ThaiCERT เปิดช่องทางรับแจ้งเหตุภัยคุกคามไซเบอร์และเหตุสงสัยต่าง ๆ ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านช่องทางดังนี้

ppt17122025

  • โทรศัพท์: 0 2114 3531
  • Line Official: @thaicert
  • Facebook: ThaiCERT
  • Email: thaicert@ncsa.or.th

ผู้ที่พบเห็นเว็บไซต์ต้องสงสัย ข้อความปลอมแปลงที่อ้างชื่อหน่วยงานรัฐ การรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคล หรือได้รับอีเมล–ข้อความที่คาดว่าเป็นฟิชชิ่ง สามารถส่งหลักฐานประกอบ เช่น ภาพหน้าจอ ลิงก์เว็บไซต์ หรือหัวอีเมล มายัง ThaiCERT เพื่อให้ทีมวิเคราะห์และประสานงานต่อกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

เมื่อความมั่นคงไซเบอร์คือเรื่องของทุกคน

จากภาพรวมทั้งหมด การแถลงข่าวครั้งนี้ไม่เพียงแต่ทำหน้าที่ “รายงานสถานการณ์” แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนสังคมไทยว่า ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงแห่งรัฐและความปลอดภัยในชีวิตประจำวันของประชาชนไปแล้ว

ในยุคที่เส้นแบ่งระหว่างโลกจริงกับโลกดิจิทัลเลือนหายไป ทุกคลิก ทุกบัญชีผู้ใช้ และทุกระบบที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของ “แนวหน้าร่วมกัน” หากภาครัฐยกระดับระบบป้องกัน ภาคเอกชนออกแบบบริการโดยคำนึงถึงความปลอดภัยตั้งแต่ต้นทาง และประชาชนเรียนรู้ที่จะไม่ตกเป็นเหยื่อของทั้งมัลแวร์และข่าวลวง โอกาสที่ประเทศไทยจะยืนหยัดอยู่ในสมรภูมิไซเบอร์ได้อย่างมั่นคงก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ในคำเตือนของเลขาธิการ สกมช. ที่ว่า “ในโลกไซเบอร์ ทุกที่คือชายแดน” อาจตีความได้ต่อไปอีกขั้นว่า “ทุกคนคือทหารรักษาชายแดน” – และการเริ่มต้นทำสิ่งเล็ก ๆ ตั้งแต่การเปลี่ยนรหัสผ่าน เปิดใช้ MFA อัปเดตโทรศัพท์ ไปจนถึงหยุดแชร์ข่าวที่ยังไม่ตรวจสอบ คือหน้าที่พื้นฐานที่ไม่มีใครอื่นทำแทนเราได้

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.)
  • ศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (ThaiCERT)
  • บทให้สัมภาษณ์และคำอธิบายของ พลอากาศตรี อมร ชมเชย เลขาธิการ สกมช. ในช่วงถาม–ตอบกับสื่อมวลชน
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TRAVEL

มหกรรมไม้ดอกอาเซียน 2025 ผนึกกำลังขับเคลื่อนเชียงรายสู่ MICE City และ City of Design

ร้อยดวงใจผ่านสี่ฤดู “มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025” ขับเคลื่อนเชียงรายสู่เมืองไมซ์ ท่ามกลางโจทย์ภัยพิบัติและการท่องเที่ยวคุณภาพ

เชียงราย, 16 ธันวาคม 2568 – สภากาแฟครั้งแรกของปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เปิดม่านยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด พร้อมประกาศเจตนารมณ์ยกระดับเชียงรายสู่เมืองแห่งการประชุมและนิทรรศการระดับสากล ขณะที่ต้องเผชิญหน้ากับภัยพิบัติทุกรูปแบบ จากไฟป่า หมอกควัน ไปจนถึงแผ่นดินไหว

เวทีหารือข้อราชการสู่วาระการพัฒนาเชียงราย แสงไฟยามเย็นริมฝั่งแม่น้ำกกค่อยๆสะท้อนผิวน้ำ ท่ามกลางสวนดอกไม้ที่ถูกออกแบบอย่างพิถีพิถันเพื่อเล่าเรื่องราวของเชียงราย บรรยากาศบริเวณสวนไม้งามริมน้ำกก ตำบลริมกก อำเภอเมืองเชียงราย เต็มไปด้วยผู้นำฝ่ายบริหารจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน และภาคีเครือข่ายกว่าหลายสิบหน่วยงาน ที่มาร่วมกันในกิจกรรม “สภากาแฟ” ครั้งที่ 1 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในรูปแบบ Dinner Talk

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้แบ่งออกเป็นสองช่วง โดยช่วงแรกเวลา 17.00 น. เป็นการพบปะหารือข้อราชการ และช่วงที่สองเวลา 19.00 น. เป็นการจัดในรูปแบบ Dinner Talk ที่ผสานบรรยากาศการรับรองแขกผู้มีเกียรติเข้ากับการนำเสนอวิสัยทัศน์การพัฒนาจังหวัดในระยะยาว นับเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคส่วนต่างๆ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและขับเคลื่อนภารกิจจังหวัดอย่างต่อเนื่อง

นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย กล่าวต้อนรับและอธิบายถึงความสำคัญของเวที “สภากาแฟ” ว่าเป็นกลไกที่ช่วยให้การสื่อสารระหว่างจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานความมั่นคง ภาคเอกชน และสื่อมวลชน สั้นลงแต่ลึกขึ้น สามารถหารือได้ตรงประเด็นและต่อยอดไปสู่การลงมือทำได้จริง โดยเฉพาะในยุคที่เชียงรายถูกจับตามองทั้งในมิติการท่องเที่ยวและการบริหารจัดการภัยพิบัติ

นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ซึ่งเพิ่งมาปฏิบัติหน้าที่ที่จังหวัดครบหนึ่งเดือนพอดี (เริ่มตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568) กล่าวว่า เวทีสภากาแฟลักษณะนี้เป็นโอกาสสำคัญในการทำความเข้าใจบริบทและความท้าทายของจังหวัดอย่างรอบด้าน พร้อมแสดงความชื่นชมต่อการทำงานของนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดที่เป็นผู้บริหารผู้หญิงที่เข้มแข็งและมีความสามารถ

เปิดตัว “มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025” ภายใต้แนวคิดแห่งศรัทธา

บนเวทีที่รายล้อมด้วยดอกไม้และงานศิลปะ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดและผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายได้ร่วมกันเปิดตัว “มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025” หรือ Chiangrai Flower and Art Festival 2025 ภายใต้แนวคิด “สายนธีแห่งศรัทธา ธ สถิตในใจตราบนิจนิรันดร์” ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18 ธันวาคม 2568 ถึง 7 มกราคม 2569

นางอทิตาธร อธิบายว่า แนวคิดของงานในปีนี้มิใช่เกิดจากการออกแบบเพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่เกิดขึ้นจากการมองย้อนกลับไปยังบาดแผลและความท้าทายที่จังหวัดเชียงรายเผชิญในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นไฟป่า หมอกควัน ภัยแล้ง น้ำท่วม ไปจนถึงความเสี่ยงจากแผ่นดินไหว เนื่องจากจังหวัดตั้งอยู่บนแนวรอยเลื่อนที่ยังมีการเคลื่อนไหวอยู่

“ในทุกปีหลังจากจบงานมหกรรมไม้ดอกอาเซียนไม่เกินหนึ่งเดือน ดิฉันจะต้องกลับมาคิดว่างานในปีต่อไปเราจะจัดออกมาเป็นรูปแบบไหน แต่ไม่ว่าจะรูปแบบไหนก็จะนำเอาความเป็นเชียงรายมาปรากฏในสถานที่แห่งนี้เพื่อเป็นความภาคภูมิใจของคนเชียงราย สำหรับการจัดงานในปีนี้ ธีมงานออกมาจากปัญหาของจังหวัดเชียงรายที่เราประสบปัญหาภัยเกือบทุกภัย ดังนั้นชาวเชียงรายจะไม่ท้อถอย เราจะต้องลุกขึ้นมายืนแล้วมองตัวเอง ย้อนรอยกลับไปถึงความอุดมสมบูรณ์ของจังหวัดเชียงราย” นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกล่าว

สี่ฤดูกาลแห่งการฟื้นคืนชีวิต

แนวคิดหลักของงานใช้ “สายน้ำ” และ “สี่ฤดูกาล” เป็นสัญลักษณ์หลักเพื่อเล่าเรื่องการฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ของเชียงราย ตั้งแต่ภูมิประเทศ ทิวเขา ลำน้ำ ระบบนิเวศ ไปจนถึงวิถีชีวิตของผู้คนและกลุ่มชาติพันธุ์กว่า 17 กลุ่มที่อาศัยอยู่ร่วมกัน

สวนไม้งามริมน้ำกกถูกแบ่งออกเป็น 4 โซนตาม 4 ฤดู ได้แก่ ฤดูร้อน ฤดูฝน ฤดูหนาว และฤดูใบไม้ผลิ โดยใช้การจัดวางไม้ดอกหลากหลายสายพันธุ์ผสานกับงานประติมากรรม แสง สี เสียง และเทคโนโลยีสมัยใหม่ภายใต้ธีม “เสียงสะท้อนและแสงสะท้อนแห่งกาลเวลา (The Reflex of Season)” ทั้งในยามกลางวันและกลางคืน

นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเน้นย้ำว่า ทุกองค์ประกอบในสวนไม้งามไม่ได้มีไว้เพื่อถ่ายรูปแล้วผ่านไปเท่านั้น แต่ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่ที่ทำให้คนเชียงรายได้ย้อนมองตัวเอง ระลึกถึงความอุดมสมบูรณ์ดั้งเดิมของเมือง และตั้งคำถามร่วมกันว่าจะช่วยกันพลิกฟื้นเชียงรายให้กลับมาสมบูรณ์กว่านี้ได้อย่างไร

การจัดวางดอกไม้ในสวนแห่งนี้แตกต่างจากงานดอกไม้ในจังหวัดอื่น เพราะเชียงรายเป็น “เมืองแห่งการออกแบบ (City of Design)” ภายใต้เครือข่ายสร้างสรรค์ของยูเนสโก จึงมีศิลปินอยู่มากมาย การจัดวางดอกไม้จึงถูกจัดวางด้วยรูปแบบของศิลปะผสานกับความสวยงามของดอกไม้ และในช่วงกลางคืนจะมีการเติมประติมากรรมและเทคโนโลยีนวัตกรรมใหม่เพื่อให้เกิดความตื่นตาตื่นใจ

สามโซนหลัก กระจายรายได้สู่ชุมชน

เพื่อลดการกระจุกตัวของนักท่องเที่ยวเฉพาะในเขตเมืองและกระจายรายได้สู่พื้นที่อื่น องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายได้วางแผนจัดงานครอบคลุม 3 โซนหลัก

โซนที่ 1: อำเภอเมืองเชียงราย – สวนไม้งามริมน้ำกก เป็นพื้นที่หลักในการจัดงานระหว่างวันที่ 18 ธันวาคม 2568 ถึง 7 มกราคม 2569 มีการจัดแสดงไม้ดอก ศิลปะ โซน Food Truck อาหารพื้นถิ่น การจำหน่ายชา กาแฟ และผลิตภัณฑ์ชุมชน รวมถึง “ข่วงวัฒนธรรม” ที่ถ่ายทอดเรือนวิถีชีวิตล้านนาและชาติพันธุ์กว่า 17 กลุ่ม

ทั้งนี้จะได้รับพระกรุณาธิคุณจากทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดงานในวันที่ 22 ธันวาคม ซึ่งไม่เพียงยกระดับภาพลักษณ์ของงานในระดับชาติ แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการรวมดวงใจชาวเชียงรายภายใต้แนวคิด “สายนธีแห่งศรัทธา”

โซนที่ 2: อำเภอเวียงชัย – หนองหลวง จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19 ธันวาคม 2568 ถึง 7 มกราคม 2569 ภายใต้แนวคิด “นทีศรัทธา ธ สถิตในดวงใจตราบนิจนิรันดร์” หนองหลวงเป็นหนองน้ำขนาดใหญ่กว่า 9,000 ไร่ ที่ผูกโยงกับตำนานการล่มสลายของเมืองโยนกไชยบุรี มีเกาะต่างๆ ถึง 7 เกาะ โดยเฉพาะ “เกาะแม่ม่าย” ที่มีเรื่องเล่าตำนานแม่หม้ายและปลาไหลเผือก

การจัดงานในโซนนี้ไม่ได้เป็นเพียงการประดับดอกไม้ แต่ยังเป็นการคืนชีวิตให้กับพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวัฒนธรรม โดยมี ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิด ถือเป็นสัญญาณสำคัญว่ารัฐบาลให้ความสนใจต่อการพัฒนาพื้นที่รอบนอกเมืองอย่างจริงจัง

โซนที่ 3: อำเภอแม่สาย – วัดถ้ำเสาหินพญานาค พื้นที่ชายแดนอย่างแม่สายเคยประสบปัญหาอุทกภัยอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา องค์การบริหารส่วนจังหวัดจึงใช้การจัดงานไม้ดอกที่บริเวณวัดถ้ำเสาหินพญานาคต่อเนื่องจากปีที่แล้ว ตามคำร้องขอของชาวแม่สายที่ต้องการ “รื้อฟื้นชีวิตและเศรษฐกิจพื้นที่” งานจะเปิดในวันที่ 20 ธันวาคม 2568

ประติมากรรมพญานาคเกี้ยวและบรรยากาศของถ้ำเสาหินไม่เพียงดึงดูดนักท่องเที่ยว แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการลุกขึ้นยืนใหม่ของชุมชนชายแดนที่ต้องเผชิญทั้งภัยธรรมชาติและความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจจากการค้าชายแดน

เป้าหมาย “MICE City” และการยกระดับเมือง

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายได้เชื่อมโยงมหกรรมไม้ดอกเข้ากับยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดในภาพรวม โดยระบุว่าเชียงรายในวันนี้ได้รับการยอมรับในฐานะ “เมืองแห่งการออกแบบ (City of Design)” ภายใต้เครือข่ายสร้างสรรค์ของยูเนสโก ซึ่งสะท้อนผ่านจำนวนศิลปินและผลงานศิลปะที่กระจายอยู่ทั่วเมือง

งานมหกรรมไม้ดอกจึงทำหน้าที่เป็น “โชว์เคสกลางแจ้ง” ที่นำศักยภาพด้านการออกแบบของเชียงรายมาแสดงผ่านภูมิทัศน์ดอกไม้ งานประติมากรรม และแสงสีสื่อผสม โดยเชียงรายเลือกใช้ศิลปะและการออกแบบเป็นตัวขับเคลื่อนภาพลักษณ์จังหวัดอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดยังกล่าวถึงทิศทางสำคัญ คือการผลักดันเชียงรายให้เป็น “MICE City” หรือเมืองแห่งการประชุม สัมมนา และนิทรรศการ โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากการที่มีผู้บริหารระดับสูงจากหลายกระทรวงและหน่วยงานสำคัญเดินทางมาศึกษาดูงานและจัดกิจกรรมในเชียงรายอย่างต่อเนื่อง

ผู้ว่าราชการจังหวัดเปิดเผยว่า ในวันที่ 17 ธันวาคม จะมีผู้เข้าร่วมหลักสูตรด้านกระบวนการบริหารยุติธรรมระดับสูงของกระทรวงยุติธรรมเข้ามาจำนวนกว่า 100 ท่าน และในวันที่ 18 ธันวาคม จะมีผู้เข้าร่วมหลักสูตรธรรมาภิบาลด้านการแพทย์ของกระทรวงสาธารณสุขอีกกว่า 40 ท่าน ซึ่งล้วนเป็นผู้บริหารระดับสูงและบิ๊กเนมของประเทศ การต้อนรับกลุ่มผู้นำเหล่านี้ภายใต้บรรยากาศของเทศกาลไม้ดอก จึงเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างประสบการณ์เชิงบวกและต่อยอดสู่ความร่วมมือในอนาคต

โจทย์ภัยพิบัติและการเตรียมความพร้อม

แม้โทนของงานมหกรรมไม้ดอกจะเต็มไปด้วยสีสันและความสวยงาม แต่ทั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดและผู้ว่าราชการจังหวัดต่างย้ำตรงกันว่า “เชียงรายวันนี้ต้องเผชิญโจทย์หนักด้านภัยพิบัติ” ทั้งจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและปัจจัยเชิงโครงสร้าง

นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกล่าวถึงปัญหาไฟป่า หมอกควัน PM2.5 ภัยแล้ง น้ำท่วม และความเสี่ยงแผ่นดินไหวว่า เป็นภัยแทบทุกประเภทที่จังหวัดต้องประสบ และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ต้องคิดธีมงานใหม่ทุกปี โดยย้อนกลับไปที่รากฐานความอุดมสมบูรณ์ของเชียงราย เพื่อให้คนในพื้นที่ได้ร่วมกันทบทวนและหาวิธีฟื้นฟู

ผู้ว่าราชการจังหวัดได้สะท้อนมุมมองเดียวกันในเชิงนโยบาย โดยกล่าวว่าได้รับมอบหมายจากรัฐบาล โดยเฉพาะจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความสำคัญกับ “การป้องกันมากกว่าการเยียวยา” โดยเฉพาะใน 3 มิติหลัก ได้แก่ อุทกภัย ปัญหาไฟป่าและฝุ่นละอองขนาดเล็ก และสารปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม

ผู้ว่าราชการจังหวัดเน้นย้ำว่าองค์การบริหารส่วนจังหวัดเปรียบเสมือนพี่ใหญ่ที่ต้องช่วยบูรณาการกับทุกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการป้องกันก่อนที่จะเผชิญเหตุและทำการฟื้นฟูเยียวยา โดยเฉพาะเรื่อง PM2.5 และอุทกภัย

เมื่อวันเดียวกันนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดได้ร่วมเปิดศูนย์บริหารจัดการข้อมูลด้านน้ำ โดยได้รับความอนุเคราะห์จากดร.รอยบุญ รัศมีเทพ ผู้อำนวยการสถาบันทรัพยากรสารสนเทศน้ำแห่งชาติ ให้ความรู้เกี่ยวกับระบบบริหารจัดการข้อมูลที่สามารถเชื่อมโยงกับพื้นที่จริงได้ ซึ่งจะช่วยในการเตรียมการป้องกันภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า ขณะที่เชียงรายกำลังถูกวางบทบาทให้เป็นจุดหมายปลายทางที่สวยงามของนักท่องเที่ยวที่มีคุณค่า เมืองก็ต้องพร้อมในเวลาเดียวกันที่จะเป็นแนวหน้าในการรับมือผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะยิ่งทวีความซับซ้อนในอนาคต

นายอำเภอคนใหม่ “เชียงรายคือบ้านหลังที่สอง”

อีกหนึ่งเสียงที่น่าสนใจบนเวทีสภากาแฟในค่ำคืนนั้น คือคำกล่าวของนายญาณวุฒิ สุขพิมศรี นายอำเภอเมืองเชียงรายคนใหม่ ซึ่งมาปฏิบัติหน้าที่เป็นวันที่สองพอดี แม้จะไม่ได้เป็นคนเชียงรายโดยกำเนิด แต่ด้วยประสบการณ์ทำงานในจังหวัดเชียงรายรวมกว่า 15 ปี ทั้งในตำแหน่งนายอำเภอหลายอำเภอและตำแหน่งระดับจังหวัด

นายอำเภอเมืองเชียงรายกล่าวว่า “เชียงรายคือบ้านหลังที่สอง” และย้ำถึงความพร้อมที่จะทำงานประสานกับทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน โดยเคยดำรงตำแหน่งพนักงานรองที่อำเภอเมืองเชียงรายเมื่อปี 2550 จากนั้นมาเป็นปลัดอำเภอเมืองเชียงรายเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ก่อนจะไปดำรงตำแหน่งปลัดจังหวัดเชียงราย และออกไปเป็นนายอำเภอที่อำเภอขุนตาล แม่ลาว เวียงชัย และแม่จัน ก่อนจะกลับมาเป็นนายอำเภอเมืองเชียงรายในครั้งนี้

คำกล่าวดังกล่าวมีนัยสำคัญในเชิงโครงสร้างการบริหาร เพราะอำเภอเมืองเชียงรายคือหัวใจของงานมหกรรมไม้ดอก ทั้งในฐานะพื้นที่จัดงานสวนไม้งามริมน้ำกก และในฐานะศูนย์รวมของกิจกรรมด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการบริหารจัดการภัยพิบัติของจังหวัด

บูรณาการ 4 มิติสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

เมื่อมองภาพรวม “มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025” จึงมิใช่เพียงเทศกาลถ่ายรูปกับดอกไม้สวยงาม หากแต่ทำหน้าที่เสมือนแพลตฟอร์มบูรณาการที่เชื่อม 4 มิติหลักเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ

มิติที่ 1: การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจฐานราก การจัดงานกระจายไปยัง 3 โซนหลักใน 3 อำเภอ ช่วยเปิดพื้นที่ให้ชุมชนท้องถิ่น ร้านค้า ผู้ประกอบการชา กาแฟ อาหารพื้นถิ่น และผู้ผลิตสินค้าโอทอป ได้มีโอกาสพบปะนักท่องเที่ยวโดยตรงตลอดช่วงเทศกาล นับเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและสร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างกว้างขวาง

มิติที่ 2: อัตลักษณ์ วัฒนธรรม และชาติพันธุ์ การนำวิถีชีวิตล้านนาและชาติพันธุ์กว่า 17 กลุ่มมาจัดแสดง ณ ข่วงวัฒนธรรมในสวนไม้งาม และการหยิบตำนาน “เกาะแม่ม่าย-เมืองโยนกไชยบุรี” มาเล่าใหม่ผ่านพื้นที่หนองหลวง สะท้อนความพยายามที่จะทำให้การท่องเที่ยวหยั่งลึกลงสู่รากของเรื่องเล่าท้องถิ่น ไม่ใช่เพียงการมาถ่ายรูปผ่านๆ

มิติที่ 3: การวางตำแหน่งเมืองในเวทีประเทศและนานาชาติ การเชื่อมงานดอกไม้เข้ากับสถานะ “City of Design” และเป้าหมายการเป็น “MICE City” ทำให้เชียงรายถูกมองไม่เพียงในมิติเมืองท่องเที่ยวฤดูกาลหนาว แต่เป็นเมืองที่พร้อมรองรับการประชุม สัมมนา และกิจกรรมระดับชาติ-นานาชาติ โดยใช้ศิลปะ การออกแบบ และภูมิทัศน์เป็นจุดแข็ง

มิติที่ 4: การบริหารจัดการภัยพิบัติและความยั่งยืน การพูดถึงไฟป่า หมอกควัน PM2.5 น้ำท่วม ภัยแล้ง และแผ่นดินไหวบนเวทีเดียวกับการเปิดตัวเทศกาลดอกไม้ แสดงให้เห็นว่าผู้บริหารจังหวัดเลือกจะมองความจริงทั้งสองด้านพร้อมกัน คือความสวยงามและความเปราะบางของเมือง และหันมาเน้นการป้องกันล่วงหน้ามากกว่าการรอเยียวยาความเสียหาย

ความท้าทายและโอกาสในอนาคต

การจัดงานมหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 ในครั้งนี้จึงมีนัยสำคัญมากกว่าการจัดงานเทศกาลธรรมดาทั่วไป แต่เป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่าจังหวัดเชียงรายกำลังเตรียมความพร้อมในการยกระดับตัวเองไปสู่มิติใหม่ของการพัฒนา

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายกล่าวย้ำว่า นอกจากผู้บริหารระดับสูงจากส่วนกลางที่จะเข้ามาในช่วงนี้แล้ว ยังมีผู้บริหารองค์การบริหารส่วนจังหวัดจากทั่วประเทศที่เดินทางเข้ามาศึกษาดูงาน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเชียงรายกำลังกลายเป็นต้นแบบในการบริหารจัดการท้องถิ่นที่ผสานการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และการเตรียมรับมือภัยพิบัติเข้าด้วยกัน

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของการขับเคลื่อนเชียงรายสู่เป้าหมายดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับการทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการของทุกภาคส่วน ตั้งแต่ระดับจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน สื่อมวลชน ไปจนถึงประชาชนในพื้นที่

เวทีสภากาแฟที่จัดขึ้นในครั้งนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการสร้างความเข้าใจร่วมกันและหาแนวทางในการทำงานร่วมกัน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่จังหวัดกำลังเผชิญกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายกล่าวทิ้งท้ายว่า “ภายใต้การจัดงานและการใช้งบประมาณขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายนี้ จะก่อให้เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะในจังหวัดเชียงรายของเรา” สะท้อนถึงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนในการทำงานเพื่อประชาชน

ภาพอนาคตของเชียงราย

การเปิดตัวมหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 พร้อมกับการจัดสภากาแฟครั้งแรกของปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จึงเป็นมากกว่าการจัดงานเทศกาล แต่เป็นการวางรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนจังหวัดไปสู่เป้าหมายในระยะยาว

ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า เชียงรายอาจกลายเป็นต้นแบบของเมืองที่สามารถผสานการท่องเที่ยว วัฒนธรรม ศิลปะ และการบริหารจัดการภัยพิบัติเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว โดยใช้อัตลักษณ์ของตัวเองเป็นจุดแข็งในการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ นักลงทุน และผู้ประกอบการจากทั่วโลก

การเป็น “MICE City” จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภาคการท่องเที่ยวและบริการของจังหวัด เนื่องจากกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเพื่อประชุมหรือสัมมนามักมีกำลังซื้อสูงและใช้จ่ายมากกว่านักท่องเที่ยวทั่วไป อีกทั้งยังช่วยกระจายนักท่องเที่ยวให้มาตลอดทั้งปี ไม่เฉพาะช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว

ในขณะเดียวกัน การเตรียมความพร้อมด้านการบริหารจัดการภัยพิบัติอย่างเป็นระบบจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวและนักลงทุนว่า เชียงรายเป็นเมืองที่มีความพร้อมในการรับมือกับความท้าทายต่างๆ และสามารถดูแลความปลอดภัยของผู้คนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 ภายใต้แนวคิด “สายนธีแห่งศรัทธา ธ สถิตในใจตราบนิจนิรันดร์” จึงเป็นมากกว่าเทศกาลดอกไม้ธรรมดา แต่เป็นการร้อยเรื่องราวของความท้าทายและความหวังของจังหวัดเชียงรายเข้าด้วยกัน ผ่านสี่ฤดูกาลที่สะท้อนถึงวัฏจักรของชีวิต ความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ และความเข้มแข็งของผู้คนที่พร้อมจะลุกขึ้นยืนและเดินหน้าต่อไปแม้จะเผชิญกับความยากลำบาก

การกระจายงานไปยัง 3 โซนหลัก ได้แก่ อำเภอเมืองเชียงราย อำเภอเวียงชัย และอำเภอแม่สาย ไม่เพียงช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชน แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณว่าทุกพื้นที่ในจังหวัดมีความสำคัญและมีศักยภาพในการพัฒนาเท่าเทียมกัน

ในขณะที่จังหวัดกำลังมุ่งสู่เป้าหมายการเป็น “MICE City” และเสริมสร้างสถานะ “City of Design” เชียงรายก็ไม่ได้ลืมที่จะเตรียมรับมือกับภัยพิบัติต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงการมองการณ์ไกลและความรับผิดชอบต่อประชาชนของผู้บริหาร

การจัดเวทีสภากาแฟในรูปแบบ Dinner Talk ที่ผสานบรรยากาศที่เป็นกันเองเข้ากับการหารือเรื่องการพัฒนาจังหวัดอย่างจริงจัง แสดงให้เห็นถึงศิลปะการบริหารงานที่สามารถสร้างสรรค์พื้นที่สำหรับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างหน่วยงานต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับผู้ติดตามข่าวเชิงนโยบายและการพัฒนาเมือง การจับตาดูว่าหลังม่านดอกไม้ จังหวัดเชียงรายจะสามารถแปลงบทสนทนาจากเวทีสภากาแฟและฉากอันงดงามในสวนไม้งามริมน้ำกก ให้กลายเป็นมาตรการเชิงรูปธรรมด้านการท่องเที่ยว การจัดการภัยพิบัติ และการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นได้มากน้อยเพียงใด จะเป็นโจทย์สำคัญที่ต้องติดตามกันต่อไปในปี 2569 และปีต่อๆ ไป

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียงเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • ภาพโดย : กีรติ ชุติชัย
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานจังหวัดเชียงราย
  • อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB)
  • สถาบันทรัพยากรสารสนเทศน้ำแห่งชาติ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

90% ไม่สวมหมวก! รองผู้ว่าฯ เชียงรายประชุมด่วน ชี้ปัญหาความปลอดภัยทางถนนเป็น “โจทย์ตลอดทั้งปี” ที่ต้องแก้

เชียงรายคุมเข้มถนนรับปีใหม่ 2569 ดึงพลังชุมชน–ท้องถิ่น ร่วมสกัด “ขับเร็ว–ดื่มแล้วขับ–มอเตอร์ไซค์” หลัง 10 เดือนดับแล้ว 337 ราย

เชียงราย, 16 ธันวาคม 2568 – จังหวัดเชียงรายเดินหน้าขยับมาตรการความปลอดภัยทางถนนรับเทศกาลปีใหม่ 2569 อย่างจริงจัง หลังตัวเลขสถิติอุบัติเหตุในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 สะท้อนภาพ “วิกฤตเงียบ” บนท้องถนนของจังหวัด ทั้งในแง่จำนวนครั้งของอุบัติเหตุ ผู้บาดเจ็บสาหัส และผู้เสียชีวิตที่เฉลี่ยแล้วมากกว่าหนึ่งชีวิตต่อวัน ท่ามกลางรูปแบบพฤติกรรมเสี่ยงที่ยังคงวนเวียนอยู่กับ “ขับรถเร็ว ดื่มแล้วขับ และไม่สวมหมวกนิรภัย”

ภายใต้ภาพรวมดังกล่าว จังหวัดเชียงรายเลือกใช้ “ชุมชน” เป็นด่านหน้าในการเฝ้าระวังและป้องกันอุบัติเหตุในช่วงเทศกาล โดยอาศัยกลไกผู้นำท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นในช่วง 7 วันควบคุมเข้ม ระหว่างวันที่ 30 ธันวาคม 2568 – 5 มกราคม 2569 เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายระยะยาวคือ “เชียงราย เมืองปลอดภัยในทุกช่วงเทศกาล”

จุดตั้งต้นของมาตรการ ตัวเลขที่ไม่มีใครอยากจำ

เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ณ ห้องธรรมลังกา ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดเชียงราย นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจังหวัดเชียงราย ครั้งที่ 2/2568 เพื่อประเมินสถานการณ์ และกำหนดแนวทางป้องกัน–ลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569

รายงานสถานการณ์อุบัติเหตุทางถนนของจังหวัดเชียงราย ระหว่างเดือนมกราคม – ตุลาคม 2568 ระบุว่า ในระยะเวลาเพียง 10 เดือน จังหวัดเชียงรายมีอุบัติเหตุทางถนนเกิดขึ้นแล้ว 1,962 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บสาหัส 1,682 ราย และมีผู้เสียชีวิต 337 ราย หรือเฉลี่ยแล้วมากกว่าหนึ่งชีวิตต้องสูญเสียบนถนนในจังหวัดนี้แทบทุกวัน

เมื่อพิจารณาลึกลงไปในโครงสร้างของอุบัติเหตุ จะพบลักษณะร่วมที่สะท้อน “โจทย์ใหญ่” ด้านความปลอดภัย ดังนี้

  • ผู้ประสบเหตุส่วนใหญ่เป็น “คนในพื้นที่อำเภอที่เกิดเหตุเอง” คิดเป็นร้อยละ 75.08
  • กลุ่มอายุที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดคือช่วง 20–29 ปี คิดเป็นร้อยละ 20.06 สะท้อนความเปราะบางของคนวัยทำงานตอนต้น
  • ช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดคือ 18.01–21.00 น. คิดเป็นร้อยละ 21.20 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเลิกงาน–สังสรรค์ และการเดินทางกลับที่พัก
  • ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดคือ รถจักรยานยนต์ คิดเป็นร้อยละ 86.61 หรือเกือบ 9 ใน 10 ของอุบัติเหตุทั้งหมดเกี่ยวข้องกับมอเตอร์ไซค์
  • ผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ “ไม่ใช้อุปกรณ์นิรภัย” โดยเฉพาะการไม่สวมหมวกนิรภัย สูงถึงร้อยละ 90

ในเชิงพื้นที่ อำเภอเมืองเชียงรายเป็นอำเภอที่มีจำนวนอุบัติเหตุและผู้เสียชีวิตสูงสุด ขณะที่ถนนที่เกิดเหตุสูงสุดเป็นถนนในความรับผิดชอบของกรมทางหลวง คิดเป็นร้อยละ 49.12 รองลงมาคือถนนในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลและหมู่บ้าน คิดเป็นร้อยละ 33.22 แสดงให้เห็นว่าปัญหาไม่ได้จำกัดอยู่แค่ถนนสายหลัก หากครอบคลุมถึงถนนท้องถิ่นที่เชื่อมชุมชนเข้าด้วยกัน

ตัวเลขเหล่านี้ทำให้ที่ประชุมเห็นพ้องว่า ปัญหาความปลอดภัยทางถนนในเชียงราย ไม่ใช่เพียง “เหตุการณ์ในช่วงเทศกาล” หากแต่เป็น “โจทย์ตลอดทั้งปี” ที่ต้องการแนวทางแก้ไขอย่างเป็นระบบ โดยปีใหม่ 2569 ถูกเลือกให้เป็นหมุดหมายสำคัญในการยกระดับมาตรการเชิงรุก

เจาะพฤติกรรมเสี่ยง ขับเร็ว–ดื่มแล้วขับ–ตัดหน้ากะทันหัน

ข้อมูลจากศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจังหวัดเชียงราย ระบุชัดว่า สาเหตุหลักของการเกิดอุบัติเหตุ 3 อันดับแรก ได้แก่

  1. ขับรถเร็วเกินกำหนด – คิดเป็นร้อยละ 62.91
  2. ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้วขับขี่ – คิดเป็นร้อยละ 29.73
  3. การตัดหน้ากระชั้นชิด – คิดเป็นร้อยละ 23.14

เมื่อเชื่อมโยงสาเหตุเหล่านี้เข้ากับโครงสร้างผู้ประสบเหตุที่ส่วนใหญ่เป็นคนในพื้นที่ และอยู่ในวัย 20–29 ปี จะเห็นภาพของ “ความคุ้นเคยที่ชะล่าใจ” คือ การคุ้นเส้นทาง คุ้นถนน คุ้นระยะ และคุ้นกับบรรยากาศการดื่ม–สังสรรค์ในชุมชน รวมถึงความเคยชินกับการไม่สวมหมวกนิรภัย

สำหรับรถจักรยานยนต์ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 86.61 ของอุบัติเหตุทั้งหมด นอกจากจะเป็นยานพาหนะหลักของประชาชนในตัวเมืองและพื้นที่ชนบทแล้ว ยังเกี่ยวพันกับวัฒนธรรมการเดินทางระยะสั้นในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การไปทำงาน ไปสวน ไปตลาด ไปพบเพื่อน หรือร่วมกิจกรรมในหมู่บ้าน การไม่สวมหมวกนิรภัยในบริบทนี้ จึงไม่ใช่แค่การละเมิดกฎหมายจราจร แต่กลับกลายเป็น “พฤติกรรมปกติ” ที่ทวีความเสี่ยงต่อชีวิตในทุกวัน

สำหรับช่วงเวลา 18.01–21.00 น. ที่มีอุบัติเหตุสูงสุดนั้น เป็นช่วงที่ชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่กำลังเปลี่ยนโหมด จากการทำงานสู่การพักผ่อน การทานข้าวนอกบ้าน การพบปะสังสรรค์ และในหลายพื้นที่ของเชียงราย ยังเป็นช่วงเวลาของการเดินทางกลับจากไร่นา รวมถึงการเริ่มต้นกิจกรรมบันเทิงในชุมชน การขับขี่ในสภาพถนนมืด แสงสว่างไม่เพียงพอ ประกอบกับการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จึงยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้สูงขึ้น

เชียงรายในบริบทความปลอดภัยบนถนน เมืองหลัก–ถนนหลัก–ชุมชนเป็นด่านหน้า

แม้ข้อมูลที่นำเสนอจะเป็นสถิติของจังหวัดเชียงรายเพียงจังหวัดเดียว แต่โครงสร้างของปัญหาและพฤติกรรมเสี่ยงที่ปรากฏ สะท้อนภาพร่วมของ “จังหวัดเศรษฐกิจ–ท่องเที่ยวในภาคเหนือ” ที่มีทั้งถนนสายหลักของกรมทางหลวง ถนนเชื่อมหมู่บ้าน และการสัญจรของทั้งคนในพื้นที่และนักเดินทางจำนวนมาก โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่มักมีปริมาณรถเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับเชียงรายเอง อำเภอเมืองเชียงรายซึ่งมีสถิติอุบัติเหตุและผู้เสียชีวิตสูงสุด เป็นทั้งศูนย์กลางการบริหารราชการ ศูนย์กลางเศรษฐกิจ และจุดเชื่อมต่อเส้นทางหลักไปสู่อำเภอรอบนอกและจังหวัดใกล้เคียง การที่ถนนส่วนใหญ่ที่เกิดเหตุอยู่ในความรับผิดชอบของกรมทางหลวง จึงตอกย้ำว่าปัญหาความปลอดภัยไม่ได้อยู่เพียง “ปลายทาง” ที่หมู่บ้าน หากเริ่มตั้งแต่โครงข่ายถนนสายหลักที่รองรับการเดินทางในระดับภูมิภาคด้วย

ในขณะเดียวกัน การที่อุบัติเหตุส่วนใหญ่เกิดกับ “คนในพื้นที่อำเภอที่เกิดเหตุ” มากถึงร้อยละ 75.08 ทำให้ที่ประชุมเน้นย้ำว่า การปรับพฤติกรรมเสี่ยงจำเป็นต้องเริ่มจากชุมชน–ครอบครัว–หมู่บ้าน ไม่ใช่หวังพึ่งการบังคับใช้กฎหมายจากภายนอกเพียงอย่างเดียว

ปรับใช้แนวทางระดับชาติ จากนโยบายบนลงสู่ชุมชนหน้างาน

ในการประชุมครั้งนี้ จังหวัดเชียงรายได้นำแนวทางจากการประชุมคณะกรรมการนโยบายการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2568 มาปรับใช้ในบริบทของพื้นที่ โดยให้ความสำคัญกับ “กลไกในระดับชุมชน” ควบคู่ไปกับ “การเฝ้าระวังบนถนนสายหลัก”

แนวทางสำคัญที่ที่ประชุมเห็นชอบ ได้แก่

  1. ดึงผู้นำชุมชนเป็นกลไกหลัก
    เน้นบทบาทของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ให้เป็น “เจ้าภาพ” ในการประชาสัมพันธ์และตักเตือนพฤติกรรมเสี่ยงของคนในพื้นที่ โดยเฉพาะผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ทั้งในเวทีประชุมหมู่บ้าน กิจกรรมชุมชน และช่องทางการสื่อสารต่าง ๆ ที่ชาวบ้านเข้าถึงได้ง่าย
  2. เฝ้าระวังรถรับจ้างไม่ประจำทางเดินทางเป็นหมู่คณะ
    กำหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มการเฝ้าระวังรถรับจ้างไม่ประจำทาง เช่น รถตู้ รถบัสขนาดเล็ก หรือรถโดยสารที่ใช้เดินทางเป็นหมู่คณะในช่วงเทศกาล เนื่องจากผู้ขับขี่อาจขาดความชำนาญเส้นทาง และอาจไม่ได้ตรวจสภาพรถอย่างเป็นระบบ การเดินทางลักษณะนี้ หากเกิดอุบัติเหตุย่อมมีความเสี่ยงต่อการสูญเสียจำนวนมากในคราวเดียว
  3. สื่อสารเจาะครอบครัว–หัวหน้าคนในบ้าน
    ใช้หัวหน้าครอบครัวและผู้นำชุมชนเป็น “ตัวกลาง” ในการสื่อสารเรื่องผลกระทบของการดื่มแล้วขับ การไม่สวมหมวกนิรภัย และการไม่ปฏิบัติตามกฎจราจร โดยเน้นให้เห็นผลกระทบต่อสมาชิกในครอบครัว ทั้งด้านชีวิต สุขภาพ และภาระทางเศรษฐกิจในระยะยาว

แนวทางดังกล่าวมุ่งสร้าง “แรงกดดันทางสังคมเชิงบวก” ที่ทำให้การขับรถเร็ว ดื่มแล้วขับ หรือไม่สวมหมวกนิรภัย ไม่ใช่พฤติกรรมที่สังคมยอมรับได้อีกต่อไป โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลที่ทุกครอบครัวล้วนต้องการให้สมาชิกเดินทางกลับบ้านอย่างปลอดภัย

ช่วง 7 วันควบคุมเข้มข้น จากมาตรการเชิงตัวเลขสู่การปฏิบัติจริง

สำหรับช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 จังหวัดเชียงรายได้กำหนด “ช่วงรณรงค์และประชาสัมพันธ์” ควบคู่กับ “ช่วงควบคุมเข้มข้น 7 วัน” ระหว่างวันที่ 30 ธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 5 มกราคม 2569

ในทางปฏิบัติ ช่วงเวลานี้จะเป็นเฟสที่จังหวัด–อำเภอ–ท้องถิ่น–ชุมชน ต้องทำงานสอดประสานกันอย่างใกล้ชิด ทั้งในมิติของ

  • การสื่อสารเตือนภัยล่วงหน้าผ่านช่องทางต่าง ๆ ในชุมชน
  • การเฝ้าระวังพฤติกรรมเสี่ยงในหมู่บ้าน โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงาน–วัยรุ่นที่ใช้รถจักรยานยนต์
  • การติดตามดูแลจุดเสี่ยงบนถนนในความรับผิดชอบของกรมทางหลวง และถนนท้องถิ่นในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลและหมู่บ้าน

แม้มาตรการเชิงปฏิบัติในรายละเอียดจะขึ้นอยู่กับการออกแบบของแต่ละพื้นที่ แต่อัตลักษณ์ร่วมของการดำเนินการในปีนี้ คือ การเน้น “ชุมชนเป็นฐาน” พร้อมกับการใช้ข้อมูลเชิงสถิติที่มีอยู่จริงมาชี้เป้าที่ชัดเจน เช่น เส้นทางที่เกิดอุบัติเหตุซ้ำซาก ช่วงเวลาที่ต้องเพิ่มการเฝ้าระวัง และกลุ่มประชากรเสี่ยงตามช่วงอายุ

จากตัวเลขเหยื่อบนถนน สู่คำถามเรื่อง “วัฒนธรรมความปลอดภัย”

สถิติอุบัติเหตุของจังหวัดเชียงรายในรอบ 10 เดือนที่ผ่านมา ไม่เพียงสะท้อนจำนวนครั้งของเหตุการณ์ หากยังชี้ให้เห็นประเด็นเชิงโครงสร้างอย่างน้อย 3 ประการ

หนึ่ง คือ โจทย์เรื่อง “วัฒนธรรมการใช้รถจักรยานยนต์” ในจังหวัดเชียงราย ที่รถจักรยานยนต์กลายเป็นยานพาหนะหลักในการเดินทาง แต่การใช้หมวกนิรภัยยังไม่เป็น “มาตรฐาน” ในชีวิตประจำวัน ตัวเลขร้อยละ 90 ที่ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตไม่ใช้อุปกรณ์นิรภัย จึงเป็นสัญญาณเตือนว่าปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องของการบังคับใช้กฎหมายอย่างเดียว หากเกี่ยวข้องกับทัศนคติและความเคยชินของคนในชุมชนด้วย

สอง คือ ความเปราะบางของคนวัย 20–29 ปี ซึ่งเป็นวัยที่มีพลังในการทำงานและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัด แต่กลับอยู่ในกลุ่มอายุที่มีอุบัติเหตุสูงที่สุดของเชียงราย การสูญเสียในวัยนี้ไม่เพียงกระทบต่อครอบครัว หากยังตัดทอนกำลังแรงงานและทุนมนุษย์ของจังหวัดในระยะยาว

สาม คือ ความสัมพันธ์ระหว่าง “คนในพื้นที่” กับ “ถนนในบ้านตัวเอง” เมื่อผู้ประสบเหตุส่วนใหญ่เป็นคนในอำเภอที่เกิดเหตุ การแก้ปัญหาจึงไม่อาจใช้มาตรการจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการกำกับดูแลกันเองในระดับหมู่บ้าน–ชุมชน ให้ความคุ้นเคยกับถนนไม่กลายเป็นความประมาทที่ต้องจ่ายด้วยชีวิต

ในบริบทนี้ การที่จังหวัดเชียงรายเลือกนำแนวทางระดับชาติ มาพัฒนาเป็นมาตรการที่เน้นชุมชนเป็นฐาน จึงถือเป็นความพยายาม “เปลี่ยนจุดยืน” จากการรอปฏิบัติการบนถนนสายหลัก ไปสู่การเริ่มต้นตั้งแต่หน้าบ้านและในหมู่บ้านของตัวเอง

เป้าหมายระยะยาว เชียงราย เมืองปลอดภัยในทุกเทศกาล

การดำเนินการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 ของจังหวัดเชียงราย จึงไม่ได้จำกัดเพียงการรับมือ “7 วันอันตราย” หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามสร้างภาพรวม “เมืองปลอดภัยในทุกช่วงเทศกาล”

หากมาตรการที่วางไว้สามารถทำให้พฤติกรรมเสี่ยงลดลงได้จริง โดยเฉพาะในกลุ่มเป้าหมายสำคัญอย่างผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์วัย 20–29 ปี และสามารถเพิ่มอัตราการสวมหมวกนิรภัย ลดการดื่มแล้วขับ และลดการขับเร็วบนถนนสายหลักและถนนท้องถิ่น ก็จะช่วยลดทั้งจำนวนอุบัติเหตุ ผู้บาดเจ็บ และผู้เสียชีวิตได้อย่างมีนัยสำคัญในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของมาตรการใด ๆ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “คำสั่ง” หรือ “มติที่ประชุม” เพียงอย่างเดียว หากผูกโยงอยู่กับการตัดสินใจของผู้ขับขี่ทุกคนในทุกครั้งที่สตาร์ตรถ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกสวมหมวกนิรภัย การไม่ดื่มก่อนขับ การไม่เร่งความเร็วเกินจำเป็น หรือการเคารพป้ายจราจรและผู้ใช้ถนนคนอื่น ๆ

ในช่วงปีใหม่ 2569 ที่กำลังจะมาถึง คำถามสำคัญสำหรับเชียงรายจึงอาจไม่ใช่เพียงว่า “จะมีจุดตรวจ–ด่านตรวจเพิ่มขึ้นกี่จุด” แต่คือ “เราจะช่วยกันทำให้คนในครอบครัวและชุมชนของเรา กลับถึงบ้านอย่างปลอดภัยครบทุกคนได้อย่างไร”

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจังหวัดเชียงราย
  • ศาลากลางจังหวัดเชียงราย
  • คณะกรรมการนโยบายการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนแห่งชาติ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

ผู้สูงอายุ 114 คนต่อ 1 เตียง! วิกฤตสุขภาพจิต-เตียงตึงตัวในเชียงราย เร่งใช้ Universal Design และธนาคารเวลาแก้ปัญหา

เชียงรายเผชิญสังคมสูงวัยบนสมรภูมิใหม่ ภาคเหนือ “เปราะบางสุด” ด้านสุขภาพผู้สูงอายุ ระบบเตียง–จิตเวชตึงตัว แข่งกับเวลาออกแบบเมืองที่ไม่ทิ้งคนแก่ไว้ข้างหลัง

เชียงราย, 16 ธันวาคม 2568 – ในขณะที่โลกทั้งใบกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ “หนึ่งในห้าของประชากรโลกอายุเกิน 65 ปี” ตามการคาดการณ์ขององค์การอนามัยโลก (WHO) ภายในปี 2593 ประเทศไทยเองก็ไม่ได้อยู่ไกลจากภาพนั้นมากนัก ตรงกันข้าม ไทยถูกจัดว่าเป็น “สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์” ไปแล้วอย่างเป็นทางการ เมื่อปี 2567 ที่ผ่านมา จากตัวเลขผู้สูงอายุอายุ 60 ปีขึ้นไปกว่า 14 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 20 ของประชากรทั้งประเทศ

เบื้องหลังตัวเลขระดับชาติที่ดูเป็น “ภาพใหญ่ของประเทศ” หากซูมลงมาที่ภาคเหนือ และลึกลงมาที่เชียงราย เมืองชายแดนที่กำลังผลักดันตัวเองสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์ การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จะพบภาพอีกด้านหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือ “ความเปราะบางของผู้สูงอายุ” ที่กำลังก่อตัวและรอวันปะทุ หากทุกภาคส่วนไม่เร่งปรับตัวทันการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างประชากรในครั้งนี้

สังคมสูงวัย จากนิยามระดับโลกสู่โจทย์ใหญ่ของประเทศไทย

องค์การสหประชาชาติให้นิยาม “ผู้สูงอายุ” ว่าคือประชากรทั้งเพศชายและหญิงที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป และจัดระดับ “สังคมผู้สูงอายุ” ออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่

  1. การก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) – เมื่อประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปเกินร้อยละ 10 ของทั้งประเทศ หรืออายุ 65 ปีขึ้นไปเกินร้อยละ 7
  2. สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Complete Aged Society) – เมื่อประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปเพิ่มเป็นร้อยละ 20 หรือประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปเพิ่มเป็นร้อยละ 14
  3. สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด (Super-Aged Society) – เมื่อประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั้งประเทศ

ปัจจุบัน ประเทศไทยอยู่ในขั้น “สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์” แล้วเรียบร้อย โดยในปี 2567 มีผู้สูงอายุ 14,027,411 คน คิดเป็น 20% ของประชากรทั้งประเทศ และยังมีแนวโน้มจะเพิ่มเป็นราว 28% ภายในปี 2578 นั่นหมายความว่า “เกือบหนึ่งในสามของคนไทยจะเป็นผู้สูงอายุ” ในเวลาไม่ถึง 10 ปีข้างหน้า

คำถามสำคัญไม่ใช่เพียงว่า “คนแก่จะมีมากขึ้นเท่าไร” แต่คือ “ผู้สูงอายุเหล่านี้อยู่ที่ไหน สุขภาพเป็นอย่างไร มีรายได้พอหรือไม่ และบ้านที่อยู่ปลอดภัยแค่ไหน” ข้อมูลที่ Rocket Media Lab ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) รวบรวมและวิเคราะห์ในระดับจังหวัดทั่วประเทศ จึงกลายเป็น “สัญญาณเตือนเชิงพื้นที่” ที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับการวางนโยบายท้องถิ่น โดยเฉพาะจังหวัดปลายทางอย่างเชียงราย

ภาคเหนือ แชมป์เปราะบาง “สุขภาพกาย–สุขภาพจิต” ผู้สูงอายุ

จากการวิเคราะห์ข้อมูลระดับจังหวัดทั้งด้านโรคไม่ติดต่อ (NCDs) และทรัพยากรสาธารณสุข พบว่า ภาคเหนือคือภาคที่ผู้สูงอายุมี “ความเปราะบางด้านสุขภาพกาย” สูงที่สุดของประเทศ เมื่อผูกรวมทั้งภาระโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคระบบทางเดินหายใจ รวมถึงศักยภาพของระบบบริการ ทั้งจำนวนอายุรแพทย์ พยาบาล และเตียง

ตัวเลขที่สะท้อนสถานการณ์ได้ชัดคือ

  • ผู้สูงอายุไทยที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานประมาณ 2.33 ล้านคน หรือ 16.61% ของผู้สูงอายุทั้งหมด โดยภาคเหนือมีสัดส่วนอยู่ที่ 17.60% สูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ
  • ผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงรวม 4.89 ล้านคน หรือ 34.92% ของผู้สูงอายุทั้งหมด โดยภาคเหนือขึ้นอันดับหนึ่งด้วยสัดส่วนสูงถึง 44.63%
  • เมื่อรวมโรคไม่ติดต่อหลัก 5 โรค และเปรียบเทียบกับทรัพยากรสาธารณสุข ภาคเหนือได้คะแนน “ความเปราะบางด้านสุขภาพกาย” ต่ำที่สุด คือราว 61.85 คะแนน ต่ำกว่าภาคอื่นทั้งหมด

ในด้านสุขภาพจิต ภาคเหนือก็ยังเป็นภาคที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางสูงที่สุดเช่นกัน โดย

  • ผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคจิตเวช 13 กลุ่มโรค มีจำนวนรวม 271,499 คน หรือ 1.94% ของผู้สูงอายุทั้งหมด แต่ในภาคเหนือสัดส่วนนี้สูงถึง 2.79%
  • เมื่อประเมินร่วมกับทรัพยากรด้านจิตเวช ได้แก่ จำนวนจิตแพทย์ นักจิตวิทยา และเตียงจิตเวช พบว่าภาคเหนือได้คะแนน “ความเปราะบางด้านสุขภาพจิต” ต่ำที่สุดเช่นกัน คือราว 69.95 คะแนน

เมื่อนำสองมิตินี้มารวมกัน ภาคเหนือจึงถูกจัดให้เป็นภาคที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางด้านสุขภาพ “ทั้งกายและจิต” สูงที่สุดของประเทศ โดยมีหลายจังหวัดในภาคเหนือ เช่น แพร่ พะเยา ลำปาง สุโขทัย และกำแพงเพชร ติดอันดับจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรสูง และเผชิญทั้งภาระโรค NCDs สูงและทรัพยากรสาธารณสุขตึงตัว

เชียงราย เมืองชายแดนที่ผู้สูงอายุเกินร้อยคนต้องแบ่งกันใช้เตียงหนึ่งเตียง

แม้ชื่อ “เชียงราย” จะไม่ได้ปรากฏในอันดับหนึ่งของจังหวัดเปราะบางด้านสุขภาพกายเหมือนกำแพงเพชร หรือด้านสุขภาพจิตเหมือนแพร่ แต่ข้อมูลเชิงโครงสร้างกลับสะท้อนสัญญาณเตือนชัดเจนว่า จังหวัดชายแดนแห่งนี้กำลังอยู่ในจุดเสี่ยงที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

จากข้อมูลทรัพยากรสาธารณสุขปี 2567 ของกระทรวงสาธารณสุข เมื่อเปรียบเทียบจำนวนผู้สูงอายุกับจำนวนเตียงโรงพยาบาล พบว่า

  • เชียงรายมีผู้สูงอายุเฉลี่ยประมาณ 114 คนต่อเตียงโรงพยาบาล 1 เตียง
  • ตัวเลขนี้จัดให้เชียงรายเป็นหนึ่งใน 10 จังหวัดที่ผู้สูงอายุต่อเตียงสูงที่สุดของประเทศ

ในทางปฏิบัติ หมายความว่า หากเกิดสถานการณ์โรคระบาดรอบใหม่ หรือมีภาระโรคเรื้อรังสะสมมากขึ้น ผู้สูงอายุเชียงรายจำนวนมากอาจต้องรอเตียงนานขึ้น หรือจำเป็นต้องเดินทางออกนอกจังหวัดเพื่อรับการรักษาในบางกรณี โดยเฉพาะผู้สูงอายุในอำเภอห่างไกลที่ต้องเดินทางเป็นชั่วโมงกว่าจะถึงโรงพยาบาลศูนย์หรือโรงพยาบาลทั่วไป

ยิ่งไปกว่านั้น ในมิติสุขภาพจิต ข้อมูลด้าน “เตียงจิตเวชสำหรับผู้สูงอายุ” ชี้ให้เห็นว่าจังหวัดเชียงรายอยู่ในกลุ่มจังหวัดที่มีผู้สูงอายุเฉลี่ย เกือบ 30,000 คนต่อเตียงผู้ป่วยจิตเวช 1 เตียง ซึ่งเป็นหนึ่งในสัดส่วนที่สูงที่สุดของประเทศ สะท้อนให้เห็น “ช่องว่างขนาดใหญ่” ระหว่างความต้องการดูแลด้านสุขภาพจิตของผู้สูงวัย กับทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดในระบบ

เมื่อเชื่อมกับตัวเลขระดับประเทศที่ระบุว่า ไทยมีแพทย์จิตเวชศาสตร์ผู้สูงอายุเฉพาะทางเพียง 8 คน กระจุกตัวในกรุงเทพฯ ราชบุรี และนครราชสีมา จังหวัดชายแดนภาคเหนืออย่างเชียงรายจึงแทบไม่มีโอกาสเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านนี้โดยตรง จำเป็นต้องพึ่งพาแพทย์จิตเวชทั่วไป พยาบาล และเครือข่ายชุมชนเป็นหลัก

ตัวเลข “ต่ำ” ที่ชวนตั้งคำถาม ทำไมเชียงรายมีผู้สูงอายุที่ “ต้องการผู้ดูแล” เพียง 2.06%?

ท่ามกลางตัวเลขเตียงที่ตึงตัว ทั้งด้านกายและจิต อีกหนึ่งตัวเลขที่น่าคิดคือ ข้อมูลจากการสำรวจประชากรสูงอายุระดับจังหวัดปี 2567 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ซึ่งพบว่า

  • จังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุที่ “ต้องการผู้ดูแล” สูงที่สุดคือสกลนคร (18.32%)
  • ขณะที่ “เชียงราย” เป็นจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุที่ต้องการผู้ดูแล “ต่ำที่สุด” ของประเทศ เพียง 2.06% หรือราว 6,062 คนของผู้สูงอายุทั้งหมดในจังหวัด

ตัวเลขนี้อาจตีความได้สองทาง

  1. เชียงรายอาจมีโครงสร้างครอบครัวและชุมชนที่ยังแข็งแรง ญาติพี่น้องช่วยดูแลกันเอง ผู้สูงอายุจำนวนมากยังช่วยตัวเองได้ในระดับหนึ่ง
  2. หรืออีกด้านหนึ่ง อาจสะท้อนปัญหา “การประเมินและการเข้าถึงระบบคัดกรอง” ที่ยังไม่ทั่วถึง ผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยอาจมีข้อจำกัดในการเดิน เห็น หรือทำกิจวัตรประจำวัน แต่ยังไม่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่ “ต้องการผู้ดูแล” ในเชิงระบบ

สำหรับเชียงราย ซึ่งมีทั้งพื้นที่ภูเขา ชุมชนชนเผ่าพื้นเมือง และบ้านเรือนที่อยู่ห่างจากหน่วยบริการ การสำรวจและคัดกรองผู้สูงอายุให้ครอบคลุมจึงไม่ใช่เรื่องง่าย นี่คือโจทย์ท้องถิ่นที่ต้องอาศัยทั้ง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานสาธารณสุข และเครือข่ายภาคประชาสังคมลงพื้นที่ร่วมกันอย่างจริงจัง

เศรษฐกิจและรายได้ เมื่อผู้สูงอายุภาคเหนือ (รวมเชียงราย) มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อปีมากที่สุดในประเทศ

แม้ข้อมูลด้านเศรษฐกิจของผู้สูงอายุจะไม่ได้ระบุเฉพาะเจาะจงถึงเชียงราย แต่หากมองในระดับภาค ภาคเหนือซึ่งรวมเชียงรายอยู่ด้วย กลับเป็นภาคที่ผู้สูงอายุมีรายได้น้อยกว่า 30,000 บาทต่อปีสูงที่สุดของประเทศ

จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติปี 2567 พบว่า

  • ผู้สูงอายุไทยที่มีรายได้น้อยกว่า 30,000 บาทต่อปี มีจำนวน 2,793,351 คน หรือ 19.91% ของผู้สูงอายุทั้งหมด
  • ภาคเหนือมีสัดส่วนผู้สูงอายุรายได้น้อยกว่าปีละ 30,000 บาทสูงที่สุด คือ 25.52%
  • ในขณะที่ค่าจ้างเฉลี่ยต่อเดือนของผู้สูงอายุที่ยังทำงาน ภาคเหนือเป็นภาคที่ “ค่าจ้างเฉลี่ยต่ำสุด” ของประเทศ ราว 9,413 บาทต่อเดือน

หากเชื่อมตัวเลขเหล่านี้กับโครงสร้างเศรษฐกิจของเชียงราย ซึ่งมีผู้สูงอายุจำนวนมากอยู่ในภาคเกษตรและแรงงานรับจ้างทั่วไป รายได้ที่ไม่แน่นอน และการออมที่จำกัด ย่อมทำให้ผู้สูงวัยจำนวนไม่น้อยเสี่ยงต่อการ “แก่ตัวไปพร้อมหนี้และรายได้ไม่พอเลี้ยงชีวิต”

แม้จะมีระบบบำนาญและเบี้ยยังชีพ เช่น เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 600–1,000 บาทต่อเดือน หรือบำนาญจากประกันสังคมที่มีผู้ได้รับเพียงราว 7–8% ของผู้สูงอายุทั้งหมด แต่เมื่อเทียบกับค่าครองชีพจริงในจังหวัดท่องเที่ยวชายแดนที่ค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รายได้เหล่านี้แทบไม่เพียงพอ หากไม่มีรายได้เสริมจากการทำงานต่อ หรือการอุดหนุนจากลูกหลาน

บ้านที่ไม่พร้อม เมืองที่ยังไม่ทัน ความท้าทายด้านที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุเชียงราย

ระดับประเทศ ข้อมูลชี้ชัดว่า ผู้สูงอายุไทยกว่า 92.89% อาศัยอยู่ในบ้านที่ “ไม่เหมาะสม” กับสภาพร่างกายและความปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นพื้นต่างระดับ บันไดชัน ห้องน้ำลื่น หรือการขาดราวจับและสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐาน ทำให้ในช่วง 6 เดือนก่อนการสำรวจ มีผู้สูงอายุหกล้มนับ เกือบ 800,000 คน ทั่วประเทศ โดยมากกว่า 80% ของการหกล้มเกิดขึ้น “ในบ้านของตนเอง”

แม้เชียงรายจะไม่ใช่จังหวัดที่มีสัดส่วนบ้านผู้สูงอายุไม่เหมาะสมสูงที่สุด แต่การเป็นจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อเตียงสูง และต้องดูแลผู้สูงอายุจำนวนมากในพื้นที่ชนบทและชุมชนบนดอย ยิ่งทำให้ “บ้านที่ไม่ปลอดภัย” กลายเป็นความเสี่ยงสำคัญ เพราะทุกครั้งที่ผู้สูงอายุหกล้ม กระดูกสะโพกหัก หรือบาดเจ็บรุนแรง ระบบโรงพยาบาลและเตียงที่มีอยู่จำกัดจะต้องรับภาระเพิ่มทันที

ในมุมกลับกัน ข้อมูลด้านโครงการปรับสภาพบ้านผู้สูงอายุโดยหน่วยงานรัฐกลับสะท้อนว่า หลายจังหวัด รวมถึงบางจังหวัดในภาคเหนือ ได้รับการปรับปรุงบ้านของผู้สูงอายุน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนผู้สูงอายุทั้งหมด นั่นหมายความว่า “ช่องว่างระหว่างปัญหาและการตอบสนองเชิงนโยบาย” ยังมีอยู่มาก และเชียงรายในฐานะจังหวัดใหญ่ของภาคเหนือ จำเป็นต้องเร่งวางระบบการปรับปรุงที่อยู่อาศัยที่สอดคล้องกับแนวคิดการออกแบบเพื่อทุกคน (Universal Design) ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

จากข้อมูลสู่การลงมือ บทบาทของ สสส. และโมเดลที่เชียงรายสามารถนำมาปรับใช้

ภายใต้วิกฤตสังคมสูงวัยที่กำลังก่อตัว สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้พัฒนาโครงการและกลไกต้นแบบหลายด้าน ซึ่งแม้ยังไม่ปูพรมครอบคลุมทุกจังหวัด แต่ก็เป็น “แบบเรียนสำคัญ” ที่เชียงรายสามารถนำมาปรับใช้ในระดับพื้นที่ได้ เช่น

  1. โครงการ “สูงวัยให้พร้อม ต้องเตรียมก่อน 40”
    เน้นสร้างความตระหนักให้คนทำงานเริ่มดูแลสุขภาพกาย–ใจ และวางแผนการเงินก่อนอายุ 40 ปี เพื่อลดภาระโรค NCDs และปัญหาเศรษฐกิจยามชรา
  2. โครงการ ‘เดินดีไปด้วยกัน’
    พัฒนาระบบเฝ้าระวังและป้องกันกระดูกหักจากการหกล้มในผู้สูงอายุ โดยใช้โมเดล “น่านโมเดล” และขยายผลไป 11 จังหวัด พบว่าอัตราการล้มใหม่–ล้มซ้ำลดลง 10% และผู้สูงอายุ 70% ในพื้นที่นำร่องได้รับการประเมินความเสี่ยง
  3. หลักสูตร “สูงวัยรู้ทันสื่อ” และอาสาสูงวัยเฝ้าระวังสื่อ
    ทำงานใน 10 พื้นที่นำร่อง เช่น พะเยา เลย กระบี่ ตรัง และพื้นที่เมืองบางส่วน เพื่อให้ผู้สูงอายุแยกแยะข่าวปลอม รู้เท่าทันมิจฉาชีพในโลกออนไลน์ ทักษะนี้สำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้สูงอายุในเชียงรายที่ใช้โซเชียลมีเดียติดต่อครอบครัวต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ
  4. ชมรมผู้สูงอายุเข้มแข็ง และ “ธนาคารเวลา”
    ใช้กลไกชุมชน–ชมรมผู้สูงอายุ เป็นศูนย์กลางดูแลกันเอง ทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมทดลองใช้แนวคิด “ธนาคารเวลา” ให้คนในชุมชนช่วยดูแลผู้สูงอายุแล้วสะสมชั่วโมง เพื่อแลกกลับเมื่อถึงเวลาที่ตนเองหรือครอบครัวต้องการความช่วยเหลือ
  5. การสนับสนุน Universal Design และเมืองที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ
    ผ่านศูนย์การออกแบบเพื่อทุกคน (UDC) ในมหาวิทยาลัย 16 แห่ง โครงการขยายขนส่งมวลชนที่เข้าถึงได้ และการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวลในหลายจังหวัด

แม้บางโครงการจะยังไม่ลงลึกถึงเชียงรายโดยตรง แต่ในฐานะจังหวัดที่กำลังพัฒนาตนเองเป็นเมืองท่องเที่ยวและศูนย์กลางโลจิสติกส์ การนำหลักคิดจากโครงการเหล่านี้มาปรับใช้ ทั้งในระดับเทศบาล อบจ. อบต. และภาคเอกชน จะช่วยให้การเตรียมความพร้อมรับมือสังคมสูงวัยมีทิศทางที่ชัดเจนมากขึ้น

เชียงรายและภาคเหนือจะเดินอย่างไรในสังคมสูงวัยที่เปราะบางที่สุดด้านสุขภาพ

เมื่อรวบรวมทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็น

  • สัดส่วนผู้สูงอายุที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • ภาระโรคไม่ติดต่อและความดันโลหิตที่สูงกว่าภาคอื่น
  • สัดส่วนผู้สูงอายุต่อเตียงโรงพยาบาลและเตียงจิตเวชที่ตึงตัว
  • รายได้และการออมของผู้สูงอายุในภาคเหนือที่ต่ำที่สุดของประเทศ
  • บ้านและสภาพแวดล้อมที่ยังไม่เหมาะสมกับร่างกายผู้สูงวัย

ภาพรวมชัดเจนว่า “เชียงรายและภาคเหนือไม่ได้มีเวลาเหลือมากนัก” ในการปรับตัวรับสังคมสูงวัย

แนวทางเชิงระบบที่ควรถูกหยิบขึ้นมาพิจารณาอย่างจริงจัง อาทิ

  1. เสริมกำลังระบบสาธารณสุขระดับจังหวัดและอำเภอ
    • เพิ่มสัดส่วนเตียงและบุคลากรที่มีทักษะดูแลผู้สูงอายุโดยเฉพาะ
    • พัฒนาคลินิก NCDs และคลินิกผู้สูงอายุให้ครอบคลุมทุกอำเภอ
    • สนับสนุน telemedicine สำหรับหมู่บ้านห่างไกลในเชียงราย
  2. ลงทุนในสุขภาพจิตผู้สูงอายุอย่างเป็นระบบ
    • ขยายบริการปรึกษาทางจิตวิทยาและกิจกรรมกลุ่มในโรงพยาบาลชุมชน
    • เชื่อมโยงกับเครือข่ายวัด อสม. และผู้นำชุมชน เพื่อสังเกตสัญญาณซึมเศร้าและความเครียดในผู้สูงวัย
  3. ลดความเปราะบางทางเศรษฐกิจ
    • พัฒนางานและอาชีพเสริมที่เหมาะกับผู้สูงอายุ เช่น งานชุมชน งานท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม งานฝีมือ
    • ส่งเสริมระบบออมสมัครใจในระดับตำบล และโครงการ “ธนาคารเวลา” แบบต้นแบบของ สสส.
  4. เร่งยกระดับที่อยู่อาศัยให้เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ
    • ตั้งเป้าปรับสภาพบ้านผู้สูงอายุในเชียงรายอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยร่วมมือกับวิชาชีพช่างในพื้นที่และมหาวิทยาลัย
    • บูรณาการกับการพัฒนาเมือง เช่น ทางเท้า, ทางลาด, ขนส่งสาธารณะ เพื่อให้ผู้สูงอายุเดินทางได้อย่างปลอดภัย

ท้ายที่สุด การเป็น “เมืองที่พร้อมรับสังคมสูงวัย” ไม่ได้วัดที่จำนวนเตียงหรือจำนวนโครงการที่ถูกเขียนไว้ในแผนเท่านั้น แต่สะท้อนผ่านคำถามง่าย ๆ ว่า

เมื่อผู้สูงอายุคนหนึ่งในเชียงรายล้มป่วย เขาจะเข้าถึงหมอ เตียง และการดูแลได้เร็วแค่ไหน
เมื่อผู้สูงอายุคนหนึ่งเครียด ซึมเศร้า หรือถูกหลอกผ่านสื่อออนไลน์ เขาจะมีใครให้พึ่งพา
และเมื่อผู้สูงอายุคนหนึ่งต้องใช้ชีวิตในบ้านของตัวเองไปจนวันสุดท้าย บ้านหลังนั้น “ปลอดภัยและเป็นมิตร” แค่ไหน

คำตอบเหล่านี้จะเป็นตัวชี้วัดว่า เชียงรายและภาคเหนือ จะก้าวพ้นจากคำว่า “พื้นที่เปราะบางที่สุดด้านสุขภาพผู้สูงอายุ” ไปสู่การเป็น “พื้นที่ต้นแบบที่ไม่ทิ้งผู้สูงอายุไว้ข้างหลัง” ได้จริงหรือไม่

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • การศึกษาพื้นที่เปราะบางต่อผู้สูงอายุในประเทศไทย โดย Rocket Media Lab ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
  • สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง
  • ระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ (Health Data Center – HDC) กระทรวงสาธารณสุข
  • รายงานข้อมูลทรัพยากรสาธารณสุข ประจำปี 2567 สำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุข
  • การสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2567 ระดับจังหวัด สำนักงานสถิติแห่งชาติ
  • รายงานสถานการณ์ผู้สูงอายุไทย ปี 2566 กรมกิจการผู้สูงอายุ และข้อมูลสนับสนุนจากสำนักงานประกันสังคม
  • เอกสารเผยแพร่ขององค์การสหประชาชาติ (UN) และองค์การอนามัยโลก (WHO) ว่าด้วยนิยามสังคมผู้สูงอายุและการคาดการณ์สัดส่วนผู้สูงอายุของประชากรโลกถึงปี 2593
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

เวนคืน 95% เสร็จสิ้น! รถไฟทางคู่ 322 กม. เชื่อมแพร่-พะเยา-เชียงราย วิ่งเร็วกว่าแผน รับบทศูนย์กลางโลจิสติกส์

รฟท.เดินหน้าเมกะโปรเจกต์รถไฟทางคู่ ‘เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ’ 7.2 หมื่นล้าน เปิดใช้ปี 2571 สัญญาเชียงรายวิ่งแซงแผน หนุนเหนือสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์อาเซียน

เชียงราย, 15 ธันวาคม 2568 – เสียงสว่านเจาะทะลุผนังอุโมงค์สองในอำเภอสอง จังหวัดแพร่ ดังสะท้อนก้องไปตามหุบเขาเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ภาพทีมวิศวกรและคนงานยืนปรบมือท่ามกลางฝุ่นหินที่ยังฟุ้งกระจาย ถูกถ่ายทอดผ่านสื่อของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ไปทั่วประเทศ เหตุการณ์เล็ก ๆ ในสายตาคนเมือง กลับมีความหมายใหญ่ในฐานะ “หมุดหมายสำคัญ” ของโครงการรถไฟทางคู่สายใหม่ เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ มูลค่าลงทุนรวม 72,835 ล้านบาท ที่กำลังจะเปลี่ยนภูมิทัศน์การคมนาคมของภาคเหนือและชายแดนไทย–ลาว–จีนไปอย่างสิ้นเชิง

โครงการรถไฟสายประวัติศาสตร์เส้นนี้ ไม่ได้เป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม หากแต่เป็น “โครงข่ายเศรษฐกิจ” ที่จะเชื่อมเส้นเลือดการค้าและการท่องเที่ยวระหว่างจังหวัดแพร่ พะเยา เชียงราย ไปจนถึงด่านพรมแดนเชียงของ สู่ตลาดจีนและอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (GMS) ล่าสุด ภาพรวมความก้าวหน้าทั้งโครงการคืบหน้าสะสมเฉลี่ยราวร้อยละ 46–47 และ รฟท.คาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ได้ภายในปี 2571 ตามกรอบเวลาในสัญญาจ้าง 71 เดือน นับจากวันที่เริ่มงาน 15 กุมภาพันธ์ 2565

ภาพรวมโครงการ 3 สัญญา 322 กิโลเมตร กับความคืบหน้าที่ต่างจังหวะ

โครงการรถไฟทางคู่สายเด่นชัย–เชียงราย–เชียงของมีระยะทางรวมประมาณ 322–323 กิโลเมตร เริ่มต้นที่สถานีเด่นชัย จังหวัดแพร่ (กม. 533+900) และสิ้นสุดที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย (กม. 857+000) แบ่งงานก่อสร้างออกเป็น 3 สัญญาหลัก ดังนี้

  • สัญญาที่ 1 ช่วงเด่นชัย–งาว ระยะทาง 103 กิโลเมตร วงเงินก่อสร้าง 26,560 ล้านบาท ผู้รับจ้างคือกิจการร่วมค้า ไอทีดี–เนาวรัตน์ ปัจจุบันความก้าวหน้าร้อยละ 45.746 ล่าช้ากว่าแผนราวร้อยละ 5.461 โดยอยู่ระหว่างเร่งงานโครงสร้างทางยกระดับและสะพานข้ามแม่น้ำยม พร้อมกับปรับแผนการทำงานให้สอดรับปัญหาเวนคืนในบางช่วง
  • สัญญาที่ 2 ช่วงงาว–เชียงราย ระยะทาง 132 กิโลเมตร วงเงินก่อสร้าง 26,890 ล้านบาท ผู้รับจ้างคือกิจการร่วมค้า ซีเคเอสที–ดีซี2 ความคืบหน้าก่อสร้างร้อยละ 52.280 เร็วกว่าแผนถึงร้อยละ 4.147 สะท้อนศักยภาพการบริหารงานโครงการและการส่งมอบพื้นที่ที่เป็นไปอย่างราบรื่นในจังหวัดพะเยาและเชียงราย
  • สัญญาที่ 3 ช่วงเชียงราย–เชียงของ ระยะทาง 87 กิโลเมตร วงเงินก่อสร้าง 19,385 ล้านบาท ผู้รับจ้างคือกิจการร่วมค้า ซีเคเอสที–ดีซี3 ความก้าวหน้าร้อยละ 40.812 เร็วกว่าแผนร้อยละ 3.222 โดยเน้นงานดิน งานสะพาน และอุโมงค์ดอยหลวงซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญก่อนเข้าสู่ด่านชายแดนเชียงของ

เมื่อถ่วงน้ำหนักตามระยะทาง ทั้งสามสัญญาส่งผลให้โครงการมีความก้าวหน้าสะสมเฉลี่ยราวร้อยละ 46–47 ขณะเดียวกัน หากพิจารณาจากอินโฟกราฟิกความคืบหน้าประจำเดือนพฤศจิกายน 2568 ของ รฟท. จะพบว่าค่าความก้าวหน้าเฉลี่ยยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมี “ความก้าวหน้ารวมทั้งโครงการ” ราวร้อยละ 48.620 สูงกว่าแผนการก่อสร้างสะสมเล็กน้อย แสดงให้เห็นว่าความล่าช้าในบางสัญญาเริ่มถูกชดเชยด้วยความก้าวหน้าที่เร็วกว่าแผนในสัญญาอื่น

นัยสำคัญที่ไม่อาจมองข้ามคือ งานก่อสร้างในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ซึ่งครอบคลุมสัญญาที่ 2 และ 3 มีความคืบหน้ารวม “เร็วกว่ากรอบแผน” รวมกันมากกว่า 7 จุดเปอร์เซ็นต์ สัญญาณนี้สะท้อนว่า “ภาคเหนือปลายทาง” กำลังจะพร้อมรับบทบาทใหม่ในฐานะศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค ก่อนหัวขบวนรถไฟจะออกจากเด่นชัยเสียอีก

พิชิตภูเขาและร่องมรสุม ความท้าทายอุโมงค์ 4 แห่ง และสุดยอดทางยกระดับ

ภูมิประเทศที่เป็นเทือกเขาสลับซับซ้อนของแพร่ พะเยา และเชียงราย ทำให้การออกแบบเส้นทางรถไฟสายนี้เต็มไปด้วยความท้าทายด้านวิศวกรรม รฟท.ต้องก่อสร้างอุโมงค์รถไฟรวม 4 แห่ง ระยะทางรวม 13.90 กิโลเมตร ควบคู่กับทางยกระดับและสะพานขนาดใหญ่จำนวนมาก

ในส่วนของอุโมงค์ ความคืบหน้าสำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 เมื่อทีมวิศวกรสามารถขุดเจาะทะลุ “อุโมงค์สอง” ในอำเภอสอง จังหวัดแพร่ ระยะทาง 1.059 กิโลเมตร ถือเป็นอุโมงค์แห่งแรกของสัญญาที่ 1 และเป็นอุโมงค์ลำดับที่ 3 จาก 4 แห่งของโครงการที่เจาะทะลุสำเร็จ ต่อจากอุโมงค์ดอยหลวง จังหวัดเชียงราย และอุโมงค์แม่กา จังหวัดพะเยา

เหลือเพียง “อุโมงค์งาว” ความยาว 6.211 กิโลเมตร ที่กำลังถูกจับตามองในฐานะอุโมงค์รถไฟที่ยาวที่สุดในประเทศไทย คาดว่าจะเจาะทะลุได้ภายในเดือนกันยายน 2569 อุโมงค์ทุกแห่งออกแบบเป็นอุโมงค์คู่ทางเดี่ยว (Single-Track Tunnel) มีโครงสร้างรองรับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว ระบบระบายน้ำ และอุโมงค์หลบภัยทุกระยะ 240 เมตร เพื่อให้การเดินรถในพื้นที่ภูเขาและร่องมรสุมของภาคเหนือมีความปลอดภัยสูงสุด

นอกจากงานอุโมงค์ โครงการยังมี “สุดยอดทางยกระดับ” ที่ถูกยกให้เป็นไฮไลต์เชิงวิศวกรรมและการท่องเที่ยวในอนาคต ตั้งแต่

  • สะพาน RB35 ประตูล่องแม่น้ำยม ในสัญญาที่ 1 ช่วงเด่นชัย–งาว ซึ่งทอดยาวข้ามแม่น้ำยมและพื้นที่ชุ่มน้ำหลายกิโลเมตร ด้วยความยาวรวมกว่า 2.5 กิโลเมตร รองรับน้ำหลากในฤดูฝน และเปิดทัศนียภาพกว้างของลำน้ำยมจากบนขบวนรถไฟ
  • สะพาน RB144 ข้ามทางหลวงหมายเลข 144 ในสัญญาที่ 2 ช่วงงาว–เชียงราย ที่ออกแบบเป็นสะพานคอนกรีตโค้งข้ามแนวถนนสายหลักและลำน้ำ พร้อมโครงสร้างแบบ Portal Frame เชื่อมทางขึ้นลง การรถไฟมองว่าสะพานแห่งนี้จะกลายเป็นแลนด์มาร์กใหม่ทางด้านวิศวกรรมของจังหวัดพะเยา
  • ทางยกระดับ RB321–333 ช่วงทางเข้าสู่อุโมงค์ดอยหลวง ในสัญญาที่ 3 ช่วงเชียงราย–เชียงของ ที่เส้นทางรถไฟเลื้อยโค้งไปตามไหล่เขาเหนือแม่น้ำกก เป็นส่วนผสมระหว่างวิศวกรรมโครงสร้างและภูมิทัศน์ธรรมชาติที่คาดว่าจะกลายเป็น “จุดชมวิวบนรางเหล็ก” ที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของไทย

ด้วยองค์ประกอบเหล่านี้ รถไฟสายเด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ จึงไม่ได้เป็นเพียงโครงข่ายคมนาคมใหม่ แต่ยังถูกคาดหวังให้เป็น “เส้นทางท่องเที่ยวเชิงภูมิทัศน์” ที่เปิดมุมมองใหม่ของภาคเหนือให้ทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติได้สัมผัสในอนาคต

เวนคืน 9,661 ไร่ ปมเอกสารคลาดเคลื่อนและคำชี้แจงจากกรมที่ดิน

ด้านที่ถูกจับตามองไม่แพ้งานก่อสร้างคือ “กระบวนการเวนคืนที่ดิน” ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 9,661 ไร่ รวมกว่า 8,000 แปลง ใน 4 จังหวัด ได้แก่ แพร่ พะเยา เชียงราย และลำปาง ช่วงที่ผ่านมา มีรายงานข่าวระบุว่าการออกเอกสารรูปแผนที่กระดาษบาง (ร.ว.9) ของกรมที่ดินมีความล่าช้า จากความคลาดเคลื่อนของข้อมูลในเอกสารสัญญา ส่งผลต่อการจ่ายเงินชดเชยให้ประชาชนผู้ถูกเวนคืน

กรมที่ดินจึงออกแถลงชี้แจงว่า การดำเนินการรังวัดและจัดทำ ร.ว.9 เป็นภารกิจที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2565–2566 และโครงการเวนคืนในส่วนที่กรมที่ดินรับผิดชอบได้ “ปิดงาน” แล้วตั้งแต่ปี 2566 พร้อมจัดส่งรูปแผนที่รังวัดและเอกสารทั้งหมดให้การรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อนำไปใช้ทำสัญญาเวนคืนและจดทะเบียนกันเขตในสำนักงานที่ดินพื้นที่ต่าง ๆ

ข้อมูลล่าสุดจากกรมที่ดินระบุว่า

  1. งานเวนคืนกว่า 8,000 แปลง แบ่งเป็นการดำเนินงานจากส่วนกลางร้อยละ 90 และดำเนินการที่สำนักงานที่ดินในพื้นที่ร้อยละ 10
  2. จังหวัดแพร่และเชียงราย ดำเนินการจดทะเบียนแบ่งเวนคืนแล้วเป็นส่วนใหญ่ ไม่พบปัญหาติดขัด ส่วนจังหวัดพะเยายังคงรอจดทะเบียนราว 200 แปลง และจังหวัดลำปาง (สาขางาว) ประมาณ 10 กว่าแปลง
  3. ภาพรวมการจ่ายเงินชดเชยและการจดทะเบียนเสร็จสิ้นแล้วคิดเป็นประมาณร้อยละ 95 ของจำนวนแปลงทั้งหมด

กรมที่ดินยืนยันว่าได้ปฏิบัติตามขั้นตอนและกฎหมายอย่างครบถ้วน และพร้อมประสานรฟท.เพื่อจัดการข้อเข้าใจคลาดเคลื่อนที่อาจเกิดขึ้น ขณะที่ฝั่งรฟท.เองได้เร่งประชุมร่วมกับสำนักมาตรฐานและส่งเสริมการรังวัด (สมส.) เพื่อปรับปรุงข้อมูลในสัญญาและเร่งรัดขั้นตอนที่เหลือ รวมถึงเปิดช่องทางให้ประชาชนผู้ถูกเวนคืนยื่นอุทธรณ์ราคาประเมินได้ตามสิทธิ หากเห็นว่าได้รับค่าชดเชยไม่เป็นธรรม

สถานีเชียงรายและสะพานลอย Universal Design เมืองท่องเที่ยวที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

หนึ่งในภาพที่ถูกเผยแพร่ในช่วงปลายปี 2568 คือ การยกคานสะพานลอยคนเดินข้ามชานชาลาตัวแรกของโครงการ ณ สถานีรถไฟเชียงราย สถานีขนาดใหญ่ที่ถูกออกแบบให้เป็น “หน้าบ้านใหม่” ของเมืองท่องเที่ยวสำคัญของภาคเหนือ

คานสะพานลอยทั้งสองตัว – ตัวแรกยาว 13.23 เมตร และตัวที่สองยาว 9.03 เมตร – ถูกยกติดตั้งอย่างแม่นยำและปลอดภัยบนเสามาตรฐาน ท่ามกลางการคุมงานอย่างใกล้ชิดของวิศวกร รฟท. การยกคานครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของโครงข่ายสะพานลอยคนข้ามชานชาลารวม 12 ตัวตลอดโครงการ แบ่งเป็นแบบ 2 คานสะพานสำหรับสถานีขนาดใหญ่ 3 แห่ง (อย่างละหนึ่งตัวในแต่ละสัญญา) และแบบ 1 คานสะพานสำหรับสถานีขนาดเล็กอีก 9 แห่ง

จุดร่วมสำคัญของสะพานลอยทุกแห่งคือ การออกแบบตามหลัก Universal Design เพื่อให้ทุกกลุ่มประชาชนเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะได้อย่างเท่าเทียม ภายในสะพานลอยจะติดตั้งลิฟต์โดยสารรองรับผู้พิการ ผู้สูงอายุ และผู้ใช้รถเข็น พร้อมด้วยทางลาด ราวจับที่ได้มาตรฐาน และระบบพื้นนำทางสำหรับผู้พิการทางสายตา (Tactile Paving) แนวคิด “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ถูกบรรจุไว้ในระดับโครงสร้างตั้งแต่วันแรกของการออกแบบ

เมื่อโครงการแล้วเสร็จ เส้นทางนี้จะมีสถานีรถไฟ 12 สถานี จุดหยุดรถ 13 แห่ง และลานขนถ่ายสินค้า (Container Yard – CY) รวม 5 แห่งที่เด่นชัย พะเยา ป่าแดด เชียงราย และเชียงของ สถานีเชียงของปลายทางจะทำหน้าที่เป็นประตูเชื่อมการค้าและการขนส่งสินค้าทางรางสู่อาเซียนแผ่นดินใหญ่และจีนตอนใต้ โดยเชื่อมต่อกับสะพานมิตรภาพไทย–ลาว แห่งที่ 4 และโครงข่ายถนนสายเศรษฐกิจ R3A

จากรางเหล็กสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์ โอกาสและความเสี่ยงของเศรษฐกิจเหนือ

ความหมายของรถไฟทางคู่สายเด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ จึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่ “เวลาเดินทาง” ระหว่างจังหวัดเท่านั้น หากแต่เชื่อมโยงกับโครงสร้างเศรษฐกิจภาคเหนือและยุทธศาสตร์ความเชื่อมโยงระดับภูมิภาคอย่างใกล้ชิด

ในมิติด้านโลจิสติกส์ การมีเส้นทางรถไฟเชื่อมจากเด่นชัยซึ่งเป็นจุดบรรจบของสายเหนือ–สายตะวันออกเฉียงเหนือ ไปยังเชียงรายและเชียงของ จะเปิดทางให้ผู้ประกอบการสามารถขนส่งสินค้าเกษตร ผลไม้แปรรูป สินค้าอุตสาหกรรมเบา และสินค้าเพื่อการท่องเที่ยวจากลุ่มน้ำกก–โขง ลงสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์ในภาคกลางได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าการขนส่งทางถนน ขณะเดียวกัน สินค้าจากนิคมอุตสาหกรรมลำพูนและพื้นที่ตอนใน ก็สามารถส่งออกผ่านด่านเชียงของไปยังจีนตอนใต้ได้สะดวกขึ้น

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เศรษฐกิจเตือนว่า การเป็น “ศูนย์กลางโลจิสติกส์” ไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติจากการมีโครงสร้างพื้นฐาน แต่ต้องอาศัยการวางผังเมือง พื้นที่อุตสาหกรรมคลังสินค้า และนโยบายสนับสนุนภาคเอกชนควบคู่กันไป หากพัฒนาพื้นที่รอบสถานีและลาน CY อย่างไร้ทิศทาง อาจเกิดปัญหาการจราจรแออัด การใช้ที่ดินไม่เหมาะสม และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมตามมา

อีกด้านหนึ่ง ปัญหาเวนคืนและการยอมรับของชุมชนยังเป็นโจทย์สำคัญ แม้กรมที่ดินจะระบุว่าการจ่ายเงินชดเชยเสร็จสิ้นไปแล้วราวร้อยละ 95 แต่ผู้ถูกเวนคืนบางส่วนยังอยู่ระหว่างกระบวนการอุทธรณ์ราคา ความโปร่งใสในการประเมินมูลค่าและการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่ารถไฟสายใหม่จะได้รับความไว้วางใจจากผู้คนในพื้นที่มากเพียงใด

หมุดหมายปี 2571 บททดสอบความพร้อมของระบบรางไทย

หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน โครงการรถไฟทางคู่สายเด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ จะก่อสร้างแล้วเสร็จภายในเดือนมกราคม 2571 และเข้าสู่ช่วงทดสอบระบบ ก่อนเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ตลอดเส้นทางในปีเดียวกัน นั่นหมายความว่าภายในเวลาไม่ถึงสามปีข้างหน้า ภาคเหนือของไทยจะมีเส้นทางรถไฟสายใหม่ที่เชื่อมจากด่านชายแดนเชียงของสู่โครงข่ายรถไฟประเทศได้อย่างเต็มรูปแบบ

อย่างไรก็ดี ระหว่างทางยังมีงานท้าทายอีกหลายด้าน ทั้งการเจาะอุโมงค์งาวให้ทะลุภายในกำหนด การติดตั้งระบบรางและระบบอาณัติสัญญาณที่ต้องสอดรับกับมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล รวมถึงการเตรียมบุคลากร ชุมชน และภาคธุรกิจให้พร้อมใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานนี้อย่างสูงสุด

สำหรับคนเชียงรายและจังหวัดใกล้เคียง ภาพของขบวนรถไฟวิ่งลัดเลาะเหนือแม่น้ำยม ผ่านอุโมงค์ดอยหลวง ข้ามแม่น้ำกก และมุ่งหน้าสู่ชายแดนเชียงของ อาจเคยเป็นเพียง “ภาพในอินโฟกราฟิก” ของการรถไฟ แต่วันนี้เสียงเครื่องจักรที่ก้องอยู่ตามแนวเขาและทุ่งนากำลังบอกเราว่า เมกะโปรเจกต์นี้ได้เดินหน้ามาเกินครึ่งทางแล้ว

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “รถไฟจะมาถึงเมื่อไร” หากแต่เป็นว่า “เราเตรียมตัวพร้อมแค่ไหน” ที่จะใช้โอกาสจากรางเหล็กสายใหม่ เปลี่ยนภาคเหนือให้เป็นศูนย์กลางการค้า การท่องเที่ยว และโลจิสติกส์ของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงอย่างแท้จริง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)
  • กระทรวงคมนาคม
  • กรมที่ดิน
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
NEWS UPDATE

ตัวบุคคลชี้ขาด! 59.2% พร้อม “เปลี่ยนใจ” หากพรรคที่ชอบเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ ที่ไม่ถูกใจ

KPI Poll ชี้ 45.7% มองการเมืองแย่ลง! นายกฯ คนใหม่ต้อง “แก้ปัญหาเศรษฐกิจได้จริง” ควบคู่ “ปราบปรามทุจริต”

ประเทศไทย, 15 ธันวาคม 2568 – โพลสะท้อนภาวะ “ไม่พอใจ–คาดหวังสูง” คนไทย 45.7% มองการเมือง “กำลังแย่ลง” ชี้คุณสมบัตินายกฯ คนใหม่ต้อง “แก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องได้จริง” ควบคู่ “ปราบปรามทุจริตคอร์รัปชัน” ในฐานะนโยบายเร่งด่วนอันดับ 1 ขณะที่ประชาชนกว่า 59.2% พร้อม “เปลี่ยนใจ” หากพรรคที่ชอบเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ ที่ไม่ตรงใจ สะท้อนบทบาท “ตัวบุคคล” กลับมามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งอย่างชัดเจน

เสียงจากประชาชน ภาพการเมืองที่ “ยังไม่ดีขึ้น” และความหวังต่อการเลือกตั้งครั้งใหม่

ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองที่ยังเต็มไปด้วยข้อถกเถียงเรื่องเศรษฐกิจ ปากท้อง และความโปร่งใสในการใช้อำนาจรัฐ ศูนย์สำรวจความคิดเห็นสถาบันพระปกเกล้า (KPI Poll) ได้เผยแพร่ผลสำรวจเรื่อง “เสียงประชาชนต่อการเมืองและการเลือกตั้งครั้งใหม่” ซึ่งจัดทำระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2568 จากกลุ่มตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ จำนวน 2,016 คน โดยใช้วิธีสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage sampling) เก็บข้อมูลทั้งการสัมภาษณ์พบหน้าและแบบสอบถามออนไลน์ ภายใต้ระดับความเชื่อมั่นทางสถิติ 95% และค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกินร้อยละ 2.5

รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า และประธานศูนย์ KPI Poll ระบุว่า โครงการสำรวจชุดนี้ไม่ได้มุ่ง “ชี้นำการเมือง” แต่มีเป้าหมายเพื่อ “ฟังเสียงประชาชน” และจัดทำเป็นฐานข้อมูลเชิงวิชาการให้กับนักการเมือง พรรคการเมือง นักวิชาการ และสาธารณชน เพื่อใช้ทำความเข้าใจ “ภูมิทัศน์ความรู้สึกและความคาดหวังของประชาชน” ก่อนเดินเข้าสู่การเลือกตั้งครั้งใหม่อย่างรอบด้าน

เมื่อถามถึงมุมมองต่อการเมืองไทยในภาพรวม “ตอนนี้เป็นอย่างไร” คำตอบส่วนใหญ่สะท้อนภาวะไม่พอใจอย่างชัดเจน ประชาชนร้อยละ 45.7 ระบุว่า “กำลังแย่ลง” ขณะที่อีกร้อยละ 41.5 เห็นว่า “เหมือน ๆ เดิม” มีเพียงร้อยละ 9.3 เท่านั้นที่รู้สึกว่าการเมือง “กำลังดีขึ้น” ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลและปรับโครงสร้างหลายด้านในช่วงที่ผ่านมา แต่ประชาชนส่วนใหญ่ยัง “ไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกที่จับต้องได้” ในชีวิตประจำวัน

ในเชิงสังคมการเมือง ผลสำรวจนี้จึงไม่เพียงสะท้อนความคับข้องใจต่อผลงานรัฐบาล หากยังสะท้อน “ความอ่อนล้าทางความรู้สึก” ของประชาชนที่เฝ้ารอการเปลี่ยนแปลง แต่ยังไม่พบคำตอบที่ชัดเจนจากระบบการเมืองในปัจจุบัน

ผู้นำที่อยากเห็น “แก้ปัญหาเศรษฐกิจได้จริง–ซื่อสัตย์–ฟังเสียงประชาชน”

เมื่อโพลถามถึง “คุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของนายกรัฐมนตรีคนต่อไป” ประชาชนส่วนใหญ่เลือกให้ “ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ” อยู่เหนือทุกอุดมการณ์ทางการเมือง

  • ร้อยละ 36.2 ระบุว่าต้องการผู้นำที่ “แก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องได้จริง”
  • ร้อยละ 17.8 ให้ความสำคัญกับ “ความซื่อตรง” หรือความซื่อสัตย์โปร่งใส
  • ร้อยละ 9.2 ต้องการผู้นำที่ “รับฟังเสียงประชาชน”
  • ร้อยละ 9.0 เน้น “วิสัยทัศน์” ที่ชัดเจน
  • ร้อยละ 8.5 เห็นว่าควร “ยึดมั่นหลักประชาธิปไตย”

ขณะที่คุณสมบัติด้านประสบการณ์บริหารราชการแผ่นดิน การคิดไวตัดสินใจรวดเร็ว หรือการสื่อสารอย่างชัดเจน แม้ถูกมองว่าสำคัญ แต่มีคะแนนรองลงมา สะท้อนว่าประชาชนกำลังมองหาผู้นำที่ “ทำได้จริง” มากกว่าผู้นำที่ “พูดได้ดี”

นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์บางส่วนมองว่า โครงสร้างคำตอบดังกล่าวเชื่อมโยงกับสภาวะเศรษฐกิจที่เปราะบางในหลายปีที่ผ่านมา ทั้งปัญหาหนี้ครัวเรือน ค่าครองชีพ และค่าจ้างที่ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพ ทำให้ประชาชนโฟกัสไปที่ผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจ และความซื่อสัตย์ของผู้นำที่ต้องจัดการงบประมาณและโครงการของรัฐอย่างโปร่งใส

นโยบายเร่งด่วน “ปราบโกง–หนี้ครัวเรือน–ค่าครองชีพ” สามเรื่องใหญ่ที่ต้องเริ่มทันที

แม้ประชาชนจะเน้นให้ผู้นำแก้ปัญหาเศรษฐกิจ แต่เมื่อถามลงลึกถึง “นโยบายเร่งด่วนอันดับแรกที่อยากให้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ดำเนินการ” ผลสำรวจกลับสะท้อนมุมมองอีกมิติหนึ่ง

  • อันดับ 1 คือ “ปราบปรามทุจริตคอร์รัปชัน” ร้อยละ 19.4
  • อันดับ 2 “แก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน” ร้อยละ 16.7
  • อันดับ 3 “ลดค่าครองชีพ” ร้อยละ 16.4
  • ตามมาด้วย “แก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้–กัมพูชา” ร้อยละ 13.1 และ “ปฏิรูปการเมืองทุกระดับ” ร้อยละ 11.7

ตัวเลขเหล่านี้ทำให้เห็นภาพเชื่อมโยงชัดเจนว่า ในสายตาประชาชน “คอร์รัปชัน” ไม่ใช่เพียงปัญหาคุณธรรมของนักการเมือง แต่เป็น “รากเหง้าของปัญหาปากท้อง” เพราะการรั่วไหลของงบประมาณและการใช้ทรัพยากรอย่างไม่โปร่งใส ย่อมทำให้มาตรการช่วยเหลือประชาชนไม่ลงไปถึงประชาชนอย่างเป็นธรรม

การที่ “ปราบโกง” ขึ้นมาเป็นวาระเร่งด่วนอันดับหนึ่งจึงสะท้อนความคาดหวังว่า รัฐบาลใหม่ต้องเริ่มต้นจากการ “ทำให้ระบบสะอาด” ก่อนจะแจกแจงหรือออกมาตรการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจในระยะยาว

การเมืองยุคใหม่ “พรรค” ไม่พอ ต้องมี “ตัวบุคคลที่เชื่อถือได้”

อีกหนึ่งประเด็นที่สำคัญในผลสำรวจครั้งนี้ คือบทบาทของ “ตัวบุคคล” ในการตัดสินใจเลือกตั้งของประชาชน

เมื่อถามว่า “หากพรรคการเมืองที่ท่านชอบเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่ท่านไม่ชอบ ท่านจะเปลี่ยนใจไปเลือกพรรคอื่นหรือไม่” ผลปรากฏว่า

  • ร้อยละ 41.6 ตอบว่า “อาจจะเปลี่ยน”
  • ร้อยละ 17.6 ตอบว่า “เปลี่ยนแน่นอน”
    รวมแล้วกว่า 59.2% พร้อมจะเปลี่ยนใจหากไม่พอใจตัวบุคคลที่พรรคเสนอ

มีเพียงร้อยละ 25.2 ที่ตอบว่า “ไม่น่าจะเปลี่ยน” และร้อยละ 8.7 ที่ยืนยันว่า “ไม่เปลี่ยนแน่นอน” สะท้อนภาพชัดเจนว่า “ความนิยมต่อพรรค” ไม่ใช่หลักประกันว่าจะรักษาฐานเสียงได้ หากชื่อแคนดิเดตนายกฯ ไม่ตอบโจทย์ความเชื่อมั่นของประชาชน

ผลสำรวจยังระบุด้วยว่า การประกาศชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีล่วงหน้ามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจลงคะแนนอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ตอบถึงร้อยละ 68.7 ระบุว่า “มีผลอย่างมาก” หรือ “ค่อนข้างมีผล” ขณะที่มีเพียงร้อยละ 28 โดยประมาณที่เห็นว่าไม่มีผลหรือไม่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ

ในทางปฏิบัติ ตัวเลขดังกล่าวส่งสัญญาณไปยังทุกพรรคการเมืองว่า การคัดเลือกบุคคลที่จะถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ใช่เพียง “ขั้นตอนภายในพรรค” แต่เป็น “ยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง” ที่อาจชี้ขาดผลแพ้–ชนะในสนามจริง

ใครคือคนที่สังคมอยากเห็นขึ้นเวทีดีเบตมากที่สุด

ในส่วนของ “หัวหน้าพรรคที่ประชาชนอยากฟังการดีเบตมากที่สุด” ซึ่งอนุญาตให้ตอบได้ไม่เกิน 3 รายชื่อ ผลสำรวจสะท้อนความสนใจที่กระจายตัวไปยังหลายพรรค ทั้งเก่าและใหม่

  • อันดับ 1 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน) ร้อยละ 16.2
  • อันดับ 2 นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย) ร้อยละ 15.7
  • อันดับ 3 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์) ร้อยละ 14.2
  • อันดับถัดมา ได้แก่ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ (พรรคเพื่อไทย) ร้อยละ 10.8 และคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย) ร้อยละ 6.9

ที่น่าสนใจคือ ยังมีประชาชนอีกร้อยละ 10.9 ที่ตอบว่า “ไม่มีความคิดเห็น” สะท้อนว่า ยังมีกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยที่ “ยังไม่พบตัวเลือกที่ใช่” หรือยังรอดูท่าทีของพรรคการเมืองและผู้นำแต่ละคนต่อไป

โครงสร้างตัวอย่างที่หลากหลาย ภาพสะท้อนจากทุกภูมิภาคและหลากอาชีพ

KPI Poll ยังนำเสนอข้อมูลพื้นฐานของผู้ตอบเพื่อให้การตีความผลสำรวจมีความรอบด้านมากขึ้น โดยพบว่า

  • เพศของผู้ตอบส่วนใหญ่เป็นชายร้อยละ 51.5 และหญิงร้อยละ 47.4
  • ช่วงอายุที่มีสัดส่วนสูงสุดคือ 56 ปีขึ้นไป ร้อยละ 32.3 รองลงมาคือช่วงอายุ 46–55 ปี ร้อยละ 22.5
  • ด้านการศึกษา ผู้ตอบส่วนใหญ่จบระดับปริญญาตรีและสูงกว่าปริญญาตรีรวมกันกว่า 44% ขณะที่กลุ่มอาชีพที่ตอบแบบสอบถามมากที่สุดคือ ข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 20.2

เมื่อพิจารณาตามภูมิลำเนา พบว่ากลุ่มตัวอย่างกระจายอยู่ในทุกภูมิภาค โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีสัดส่วนสูงสุดร้อยละ 33.2 รองลงมาคือภาคกลางร้อยละ 26.6 ภาคเหนือร้อยละ 17.8 ภาคใต้ร้อยละ 13.9 และกรุงเทพมหานครร้อยละ 8.5 สะท้อนว่าผลสำรวจครั้งนี้ไม่กระจุกตัวเฉพาะในเมืองใหญ่ แต่เก็บเสียงประชาชนจากเมืองรองและชนบทจำนวนมากร่วมด้วย

ผล-KPI-Poll-ครั้งที่-1-Dec-2025…

สัญญาณเตือนสำหรับการเมืองไทยก่อนเลือกตั้งครั้งใหม่

หากมองภาพรวม ผลสำรวจ “เสียงประชาชนต่อการเมืองและการเลือกตั้งครั้งใหม่” ของสถาบันพระปกเกล้า สามารถสรุปเป็น “สามสภาวะหลัก” ที่กำลังก่อตัวในสังคมไทย ได้แก่

  1. ไม่พอใจต่อสถานการณ์ปัจจุบัน – เกือบครึ่งของผู้ตอบรู้สึกว่าการเมืองไทยกำลังแย่ลง ขณะที่อีกส่วนใหญ่ก็เห็นว่าไม่ดีไปกว่าเดิม สะท้อนถึง “วิกฤตความเชื่อมั่น” ที่ยังไม่ได้รับการคลี่คลาย
  2. คาดหวังสูงต่อผู้นำและนโยบาย – ประชาชนต้องการผู้นำที่แก้ปัญหาเศรษฐกิจได้จริง ซื่อสัตย์ และฟังเสียงประชาชน พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลใหม่ยก “การปราบปรามทุจริต” ขึ้นเป็นวาระแรกควบคู่กับการแก้หนี้ครัวเรือนและค่าครองชีพ
  3. ให้ความสำคัญกับตัวบุคคลมากขึ้น – ประชาชนส่วนใหญ่พร้อมเปลี่ยนใจจากพรรคที่เคยชอบ หากไม่พอใจชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี แสดงให้เห็นว่าคุณภาพและความน่าเชื่อถือของผู้นำแต่ละคนจะเป็น “ตัวแปรชี้ขาด” ในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ในบริบทเช่นนี้ พรรคการเมืองที่สามารถ “ฟัง” เสียงประชาชนอย่างจริงจัง นำเสนอทางออกเศรษฐกิจที่จับต้องได้ เดินหน้าปฏิรูปกลไกปราบโกงอย่างเป็นรูปธรรม และเสนอแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่ประชาชนเชื่อถือได้จริง ย่อมมีโอกาส “ครองใจ” ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมาก

ผลสำรวจครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงเอกสารตัวเลข แต่เป็น “เข็มทิศ” ที่สะท้อนว่า การเมืองไทยในสายตาประชาชนวันนี้ กำลังต้องการทั้ง “ความหวังใหม่” และ “ความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้” จากทุกฝ่ายในระบบการเมือง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ศูนย์สำรวจความคิดเห็นสถาบันพระปกเกล้า (KPI Poll)
  • สถาบันพระปกเกล้า
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
TOP STORIES

3 สมาคมสื่อแถลงด่วน! ห่วงความปลอดภัยนักข่าวชายแดนไทย-กัมพูชา เร่งกองบรรณาธิการประเมินภาพรวมก่อนส่งทีม

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ ออกแถลงการณ์ร่วมแสดงความห่วงใยสูงสุดต่อความปลอดภัยของบุคลากรสื่อมวลชนที่รายงานข่าวความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

ประเทศไทย,14 ธันวาคม 2568 – ข้อห่วงใยจากองค์กรวิชาชีพสู่มาตรการความปลอดภัยขั้นสูงสุด พร้อมเสนอแนะแนวทางเข้มงวดให้กองบรรณาธิการประเมินสถานการณ์ภาพรวมก่อนมอบหมายงาน และเน้นย้ำใช้ข้อมูลที่เชื่อถือได้จากหน่วยงานราชการทดแทนการลงพื้นที่ด้วยตนเองในกรณีที่จำเป็น เพื่อให้การรายงานข่าวเป็นไปอย่างรับผิดชอบ ควบคู่ไปกับความมั่นคงของประเทศ  องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนที่สำคัญ 3 แห่งของประเทศไทย ได้แก่ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย , สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย , และ สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (SONP) ได้ร่วมกันออกแถลงการณ์ด่วนภายใต้หัวข้อ ข้อห่วงใยสื่อมวลชน ในการลงพื้นที่รายงานข่าวที่มีความเสี่ยง” ซึ่งสะท้อนถึงความตระหนักต่อสถานการณ์ที่มีความอ่อนไหวและเสี่ยงอันตรายบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

แถลงการณ์ดังกล่าวเป็นการแสดงความห่วงใยอย่างยิ่งต่อสวัสดิภาพของผู้สื่อข่าว ช่างภาพ และบุคลากรสื่อมวลชนทุกคน ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่รายงานข่าวสถานการณ์ดังกล่าว องค์กรวิชาชีพเหล่านี้ได้กล่าวชื่นชมการทำหน้าที่อย่างเข้มแข็งและมุ่งมั่นในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน ภายใต้สถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความอ่อนไหว

อย่างไรก็ตาม เพื่อคำนึงถึงความปลอดภัยสูงสุดของบุคลากรสื่อมวลชน องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนจึงได้เสนอแนะแนวทางการทำงานต่อสื่อมวลชนภาคสนามและกองบรรณาธิการ โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเด็นหลักและ 1 แนวทางทดแทนที่สำคัญ:

  1. การประเมินสถานการณ์ภาพรวมก่อนการมอบหมายงาน (Editor’s Responsibility)

องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนได้ขอให้ กองบรรณาธิการและผู้บังคับบัญชา ดำเนินการตรวจสอบและประเมินสถานการณ์ภาพรวมอย่างรอบด้านตลอดเวลา โดยต้องอาศัยข้อมูลจากหลายแหล่งข่าว/ข้อมูลที่เชื่อถือได้ เพื่อนำมาช่วยวิเคราะห์ความจำเป็นในการส่งทีมข่าวเข้าพื้นที่ที่มีความเสี่ยง

  • เหตุผลเชิงนโยบาย: แถลงการณ์ระบุอย่างชัดเจนว่า ผู้สื่อข่าวภาคสนามอาจเห็นสถานการณ์ในมุมมองเฉพาะจุดเท่านั้น ขณะที่การตัดสินใจเชิงนโยบาย (Policy Decision) ที่จะส่งบุคลากรเข้าไปในพื้นที่ ควรพิจารณาจากภาพรวมของสถานการณ์ทั้งหมด ซึ่งเป็นหลักการสำคัญในการบริหารจัดการข่าวในสถานการณ์ความมั่นคง
  1. การให้ความสำคัญกับพื้นที่ปลอดภัยเป็นลำดับแรก (Field Safety First)

หลักการพื้นฐานที่องค์กรสื่อย้ำเตือนคือ การคำนึงถึงสวัสดิภาพของสื่อมวลชนภาคสนามเป็นลำดับแรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่มอบหมายให้เข้าไปในพื้นที่เสี่ยง หรือพื้นที่ที่อาจกระทบต่อความปลอดภัยของชีวิตและยังคงมีการปะทะ หรือมีการใช้อาวุธหนัก

เนื้อหาแนวทางปฏิบัติทางเลือกและการคำนึงถึงความมั่นคง

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และ สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ แสดงความห่วงใยต่อความปลอดภัยของผู้สื่อข่าว ช่างภาพ และบุคลากรสื่อมวลชนทุกท่านที่ปฏิบัติหน้าที่รายงานข่าวสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา พร้อมขอชื่นชมการทำหน้าที่อย่างเข้มแข็ง มุ่งมั่นนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนภายใต้สถานการณ์ที่มีความอ่อนไหวและ

อย่างไรก็ตาม เพื่อคำนึงถึงความปลอดภัยสูงสุดของบุคลากรสื่อมวลชน องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนขอเสนอแนะแนวทางการทำงานต่อสื่อมวลชนภาคสนามและกองบรรณาธิการ ดังต่อไปนี้

  1. การประเมินสถานการณ์ภาพรวมก่อนการมอบหมายงาน : ขอให้กองบรรณาธิการและผู้บังคับบัญชา ตรวจสอบและประเมินสถานการณ์ภาพรวมอย่างรอบด้านตลอดเวลา โดยอาศัยข้อมูลจากหลายแหล่งข่าว/ข้อมูลที่เชื่อถือได้ เพื่อช่วยวิเคราะห์ความจำเป็นในการส่งทีมข่าวเข้าพื้นที่ที่มีความเสี่ยง

ทั้งนี้ เนื่องจากผู้สื่อข่าวภาคสนามอาจเห็นสถานการณ์ในมุมเฉพาะจุด ขณะที่การตัดสินใจเชิงนโยบายควรพิจารณาจากภาพรวมของสถานการณ์ทั้งหมด

  1. การให้ความสำคัญกับพื้นที่ปลอดภัยเป็นลำดับแรก : คำนึงถึงสวัสดิภาพของสื่อมวลชนภาคสนาม กรณีมอบหมายให้เข้าไปในพื้นที่เสี่ยงหรือพื้นที่ที่อาจกระทบต่อความปลอดภัยของชีวิตที่ยังคงมีการปะทะ ใช้อาวุธหนักในสถานการณ์

 

ในกรณีที่จำเป็นต้องรายงานเหตุการณ์จากพื้นที่เสี่ยง ขอแนะนำให้ใช้ข้อมูล ภาพ หรือคลิปวิดีโอจากหน่วยงานราชการหรือเจ้าหน้าที่เชื่อถือได้ เป็นทางเลือกทดแทนการเข้าพื้นที่ด้วยตนเอง เพื่อลดความเสี่ยงและการสูญเสียต่อบุคลากรสื่อมวลชน

ขณะเดียวกัน ในสถานการณ์ด้านความมั่นคงครั้งนี้ อยากให้ผู้ปฏิบัติงานภาคสนามทุกคน รวมทั้งบรรณาธิการให้ความสำคัญกับการตรวจสอบข่าวและภาพที่เกี่ยวข้องกับสถานที่ทางการทหารรวมถึงสถานที่ปลอดภัยสำหรับประชาชน ก่อนเผยแพร่ภาพ เพื่อคำนึงถึงเหตุผลทางด้านความมั่นคง

ทั้งนี้ความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงานด้านสื่อมวลชนคือหัวใจสำคัญควบคู่ไปกับเสรีภาพในการรายงานข่าว ที่ต้องเป็นไปอย่างรับผิดชอบ รอบคอบ และสอดคล้องกับจริยธรรมวิชาชีพสื่อมวลชน

การจัดการความเสี่ยงในสถานการณ์ความขัดแย้ง

แถลงการณ์ร่วมของทั้ง 3 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการยกระดับมาตรฐานการจัดการความเสี่ยง (Risk Management) ในงานข่าวสถานการณ์ความขัดแย้งของประเทศไทย

  1. การยกระดับบทบาทกองบรรณาธิการ:

แถลงการณ์ได้โอนถ่ายอำนาจและความรับผิดชอบในการตัดสินใจขั้นสุดท้ายจากผู้สื่อข่าวภาคสนาม ไปยัง กองบรรณาธิการ” ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจในการตัดสินใจเชิงนโยบาย (Policy Decision) ที่สามารถเข้าถึงและวิเคราะห์ ภาพรวมของสถานการณ์ทั้งหมด” จากหลายแหล่งที่เชื่อถือได้ การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นไปตามหลักการสากลในการรายงานข่าวสงครามหรือความขัดแย้ง ซึ่งถือว่าความปลอดภัยของบุคลากรคือต้นทุนที่ไม่อาจประเมินค่าได้

  1. สื่อสารมวลชนกับความมั่นคงแห่งชาติ:

การเน้นย้ำให้ตรวจสอบภาพถ่ายสถานที่ทางการทหารและที่ปลอดภัยสำหรับประชาชนอย่างละเอียดก่อนเผยแพร่ สะท้อนถึงการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนในฐานะ ผู้รักษาความรับผิดชอบ” ต่อความมั่นคงแห่งชาติในช่วงเวลาวิกฤต ในขณะที่ต้องธำรงไว้ซึ่งเสรีภาพในการรายงานข่าว ซึ่งเป็นบทบาทที่ต้องสร้างสมดุลอย่างชาญฉลาดตามหลักจริยธรรมวิชาชีพ

  1. การใช้ข้อมูลทดแทนที่เชื่อถือได้:

การแนะนำให้ใช้ข้อมูลจากหน่วยงานราชการหรือเจ้าหน้าที่ที่เชื่อถือได้ในกรณีจำเป็น เป็นการยอมรับกลไกความร่วมมือระหว่างสื่อและหน่วยงานความมั่นคง เพื่อให้ประชาชนยังได้รับข่าวสารอย่างต่อเนื่อง แต่ลดความเสี่ยงของบุคลากรสื่อ การใช้แหล่งข้อมูลเหล่านี้ต้องถูกกำกับดูแลอย่างเข้มงวดโดยบรรณาธิการ เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลที่นำมาใช้นั้นเป็น ข้อมูลที่เป็นกลาง และมิได้เป็นเครื่องมือในการโฆษณาชวนเชื่อ

แถลงการณ์ร่วมฉบับนี้ถือเป็นแนวทางปฏิบัติ (Guideline) ที่ชัดเจนและเป็นมาตรฐานเดียวกันสำหรับองค์กรสื่อในประเทศไทย เพื่อให้สามารถรายงานข่าวในพื้นที่เสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพและรับผิดชอบ การให้ความสำคัญกับ ความปลอดภัยควบคู่ไปกับเสรีภาพในการรายงานข่าวที่ต้องมีความรับผิดชอบ” เป็นการยกระดับวิชาชีพสื่อมวลชนไทยให้ก้าวสู่มาตรฐานสากลในการจัดการสถานการณ์ความขัดแย้ง พร้อมทั้งช่วยลดความเสี่ยงในการสูญเสียบุคลากรอันเนื่องมาจากความขัดแย้งในสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ยังคงมีความอ่อนไหว

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย (Thai Journalists Association – TJA)
  • สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย (The Thai Broadcast Journalists Association – TBJA)
  • สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (Online News Providers Association – SONP)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI Deep Dive Verification FEATURED NEWS

สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ผนึกกองทุนสื่อฯ ลุยจัดอบรม Fact Checking & Verification ยกระดับวิชาชีพสื่อมวลชนสกัดกั้นข่าวปลอม

สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์–กองทุนสื่อฯ เปิดห้องเรียน “Fact Checking & Verification”
ยกระดับวิชาชีพสื่อไทย สู้กระแสข่าวปลอม–ข้อมูลบิดเบือนยุค AI

เชียงราย/กรุงเทพฯ, 14 ธันวาคม 2568 –
ท่ามกลางกระแสข่าวลวง ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือนที่แพร่กระจายรวดเร็วบนโลกออนไลน์ในทุกวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นโรคระบาด ภัยพิบัติ หรือความตึงเครียดทางการเมือง ภารกิจของสื่อมวลชนไทยไม่ได้มีเพียง “รายงานให้เร็ว” อีกต่อไป แต่ต้อง “ตรวจสอบให้ลึก และอธิบายให้ชัด” ควบคู่กันไป

ในบริบทดังกล่าว สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (SONP) โดยการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จึงจัดอบรม One Day Training ประจำปี 2568 ครั้งที่ 2 หัวข้อ “Fact Checking & Verification – เรียนรู้กระบวนการตรวจสอบข่าวปลอม ภายใต้กรอบจริยธรรมสื่อมวลชน” ขึ้นเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ณ โรงแรมดิเอมเมอรัลด์ ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพมหานคร โดยมีเป้าหมายให้สื่อมวลชนและผู้ปฏิบัติงานด้านข่าวออนไลน์ มีเครื่องมือและกรอบคิดเพียงพอในการรับมือกับข่าวลวงที่ซับซ้อนขึ้นทุกวัน

โครงการอบรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของ “โครงการความร่วมมือองค์กรสื่อขับเคลื่อนพัฒนาวิชาชีพและส่งเสริมจริยธรรมสื่อ เพื่อสร้างระบบนิเวศสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์” ซึ่ง SONP ร่วมดำเนินการกับกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง โดยเน้นให้ผู้เข้าร่วมไม่เพียงรับฟังบรรยายเชิงทฤษฎี แต่ยังได้ฝึกปฏิบัติจริง ตั้งแต่การตรวจสอบต้นทางข่าว ไปจนถึงการกลั่นกรองเนื้อหาเพื่อสื่อสารเตือนภัยต่อสาธารณะ

เวทีเสวนา “ความท้าทายของสื่อมวลชนไทย ท่ามกลางสถานการณ์ข่าวลวง”

หัวใจของงานอบรมครั้งนี้อยู่ที่เวทีเสวนาในหัวข้อ “ความท้าทายของสื่อมวลชนไทย ท่ามกลางสถานการณ์ข่าวลวง” ซึ่งเปิดพื้นที่ให้ผู้ทรงคุณวุฒิจากหลายภาคส่วน ร่วมถอดบทเรียนจากประสบการณ์ตรง และชี้แนะแนวทางทำงานข่าวในยุคที่เฟคนิวส์กลายเป็น “คู่แข่ง” คนสำคัญของความจริง

ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย

  • ดร.ชำนาญ งามมณีอุดม รองผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์
  • คุณพีรพล อนุตรโสตถิ์ ผู้จัดการศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ บมจ.อสมท
  • คุณนันทสิทธิ์ นิตย์เมธา นายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์

ดำเนินรายการโดย คุณจีรพงษ์ ประเสริฐพลกรัง อุปนายกด้านมาตรฐานวิชาชีพ สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์

การสนทนาบนเวทีสะท้อนภาพเดียวกันว่า ข่าวปลอมในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียง “ข้อความแชร์ต่อ” แบบเรียบง่ายอีกต่อไป แต่ผสานทั้งเทคโนโลยี ปฏิบัติการทางข้อมูล (information operation) และจิตวิทยาสังคมอย่างแนบเนียน จนหลายครั้งสื่อวิชาชีพเองก็อาจตกเป็นเหยื่อ หากขาดทักษะและเครื่องมือในการตรวจสอบ

ดร.ชำนาญ ข่าวจริงคือสิทธิขั้นพื้นฐานในสังคมประชาธิปไตย

ดร.ชำนาญ งามมณีอุดม เปิดมุมมองต่อวิวัฒนาการของข่าวปลอมว่า ปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาใช้สร้างและบิดเบือนข้อมูลอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉินหรือภาวะวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นโรคระบาด ภัยธรรมชาติ หรือความขัดแย้งทางการเมือง

เขาเน้นว่า “พัฒนาการข่าวปลอมในปัจจุบันมีการนำ AI มาใช้ โดยเฉพาะในสถานการณ์ฉุกเฉินและวิกฤตจะมีข่าวเหล่านี้ออกมาเสมอ แต่การตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเป็นหน้าที่ของสื่อมวลชนในการตรวจสอบและเผยแพร่ข่าวจริง”

ดร.ชำนาญชี้ให้เห็นว่า การที่ประชาชนได้รับข่าวจริง ไม่ใช่เพียงเรื่อง “คุณภาพของข้อมูล” แต่คือสิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมืองในสังคมประชาธิปไตย เพราะประชาชนต้องใช้ข้อมูลข่าวสารในการตัดสินใจต่อประเด็นสาธารณะ ทั้งเรื่องสุขภาพ ความปลอดภัย การเมือง และเศรษฐกิจ หากสังคมปล่อยให้ข่าวปลอมครอบงำ การตัดสินใจของประชาชนก็จะตั้งอยู่บนฐานข้อมูลที่ผิดพลาด นำไปสู่ความสูญเสียทั้งชีวิต ทรัพย์สิน และความไว้วางใจต่อสถาบันต่าง ๆ

“การตรวจสอบและเผยแพร่ข่าวจริง เป็นสิ่งที่กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์พยายามส่งเสริม หากสื่อไทยสามารถทำได้ ก็จะช่วยลดความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน และทำให้สังคมไทยได้รับข่าวสารที่ถูกต้องได้ ทางกองทุนฯ พร้อมที่จะสนับสนุนสื่อมวลชนในการทำงานเรื่องนี้” ดร.ชำนาญกล่าวย้ำ

ถ้อยคำดังกล่าวสะท้อนบทบาทใหม่ของกองทุนสื่อฯ ที่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงสนับสนุนโครงการผลิตเนื้อหาสร้างสรรค์ แต่ยังต้องลงทุนกับ “โครงสร้างพื้นฐานด้านความจริง” ผ่านการพัฒนาทักษะตรวจสอบข้อมูลให้กับสื่อและภาคประชาชนอย่างเป็นระบบ

นันทสิทธิ์ ต้องย้อนถาม “เฟคนิวส์คืออะไร – ใครได้อะไร”

ด้าน คุณนันทสิทธิ์ นิตย์เมธา นายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ ชวนผู้เข้าร่วมเวทีตั้งคำถามกลับไปยังต้นตอของปัญหา เขาเสนอว่า ทุกครั้งที่สื่อพบข่าวหรือข้อมูลที่น่าสงสัย ควรถามให้ชัดว่า

  1. เฟคนิวส์คืออะไรในบริบทนั้น – เป็นข้อมูลเท็จทั้งหมด บิดเบือนบางส่วน หรือใช้ข้อเท็จจริงไปในทางที่ทำให้เข้าใจผิด
  2. จุดประสงค์ของการปล่อยข่าวนั้นคืออะไร – เพื่อผลการเมือง ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ หรือเพื่อสร้างกระแสในโลกออนไลน์

“หน้าที่ของสื่อมวลชนคือการนำเสนอข่าว ในยุคนี้ใคร ๆ ก็พูดได้ โพสต์ได้ ใช้เทคโนโลยีขยายเสียงตัวเองได้ แต่แกนหลักของวิชาชีพสื่อมวลชนต้องกลับมาที่จุดเริ่มต้น คือการตรวจสอบความถูกต้อง” เขากล่าว

คุณนันทสิทธิ์ย้ำว่า เทคโนโลยีไม่ใช่อุปสรรค หากถูกใช้ให้ถูกทางก็กลายเป็น “ตัวช่วย” ให้การตรวจสอบรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่สิ่งที่ทำให้สื่อเผชิญแรงกดดันคือสภาพการแข่งขันที่เน้น “ความเร็ว” เป็นตัวชี้วัดหลัก ส่งผลให้หลายสำนักเสี่ยงต่อการตกหลุมพรางข่าวปลอมโดยไม่รู้ตัว

เขายกตัวอย่างว่า ในช่วงข้อพิพาทชายแดนไทย–กัมพูชา เคยมีการแพร่ระบาดของข่าวลวงจำนวนมาก ทั้งภาพเก่า ภาพตัดต่อ และบทวิเคราะห์ที่ไม่มีแหล่งที่มาชัดเจน หากสื่อไม่ตั้งหลักและไม่จัดทีมตรวจสอบอย่างจริงจัง ความสับสนในสังคมจะถูกซ้ำเติมด้วยการรายงานที่ขาดการกลั่นกรอง

“การตรวจสอบข่าวปลอมต้องใช้เวลา ซึ่งสวนทางกับแนวทางทำงานของสื่อยุคปัจจุบันที่เน้นความเร็วเป็นสำคัญ นี่คือความท้าทายที่เราต้องออกแบบกลยุทธ์ให้เหมาะสม” นายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์กล่าว

พีรพล เมื่อข่าวปลอมเริ่มต้นจาก “ต้นทางเทียม” และเสิร์ชเอนจินก็ถูกหลอกได้

คุณพีรพล อนุตรโสตถิ์ ผู้จัดการศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ บมจ.อสมท ซึ่งทำงานด้านการตรวจสอบข้อมูลออนไลน์มาอย่างต่อเนื่อง เตือนว่า สถานการณ์ปัจจุบันไม่ได้มีเพียงข่าวปลอมที่ถูกตัดต่อจากข้อความหรือภาพเดิม แต่มีการสร้าง “โครงสร้างเทียม” ตั้งแต่ระดับเว็บไซต์ งานวิจัย เอกสารวิชาการ ไปจนถึงบุคคลหรือองค์กรต้นทางปลอม

“ตอนนี้มีคนสร้างข้อมูลปลอมตั้งแต่ต้นตอ ทำเว็บไซต์ขึ้นมา ทำเอกสารวิชาการปลอม ทำอินโฟกราฟิก และแม้กระทั่งสร้างเสิร์ชเอนจินปลอม เพื่อหลอกให้เวลาเราค้นหา เราไปเจอแต่ข้อมูลที่เขาอยากให้เห็น นี่คือเทคนิคที่ทำให้สื่อโดนหลอกง่ายที่สุด” เขาอธิบาย

การสร้าง “จักรวาลข้อมูลเทียม” เช่นนี้ ทำให้การตรวจสอบยากขึ้นหลายเท่า เพราะแม้สื่อจะพยายามใช้เครื่องมือค้นหาออนไลน์เพื่อยืนยันข้อมูล แต่สิ่งที่พบอาจเป็นชุดข้อมูลปลอมที่ถูกออกแบบมาล่วงหน้า

คุณพีรพลเสนอว่า การสร้าง “ฐานข้อมูลกลาง” ที่รวบรวมทั้งข่าวลวงที่ตรวจสอบแล้ว วิธีการตรวจสอบ และแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ จะช่วยให้สื่อมีจุดอ้างอิงร่วมกัน ลดโอกาสตกเป็นเหยื่อของปฏิบัติการข่าวลวง พร้อมกันนั้น สื่อควรอธิบายกระบวนการตรวจสอบของตนเองต่อสาธารณะให้ชัดเจน เพื่อสร้างทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ให้กับผู้รับข่าวไปพร้อมกัน

“หากเรามีฐานข้อมูลกลางในการทำงาน ส่วนสื่อทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมอธิบายให้เห็นถึงแหล่งที่มาของข้อมูลและเครื่องมือในการตรวจสอบ จะช่วยสร้างการรับรู้ให้กับประชาชน และเมื่อมีการตรวจสอบมากขึ้น จะนำไปสู่การสร้างพฤติกรรมการตรวจสอบข่าวปลอมเพื่อค้นหาความจริงได้” เขาย้ำ

ห้องเรียนเชิงปฏิบัติการ จาก Reverse Image Search ถึง Fact & Policy Checking

นอกจากเวทีเสวนาเชิงนโยบายแล้ว การอบรม One Day Training ครั้งนี้ยังให้ความสำคัญกับ “ทักษะภาคสนาม” ผ่านการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการสองช่วงหลัก ได้แก่

  1. เครื่องมือตรวจสอบข่าวลวง
  2. Fact & Policy Checking – เรียนรู้กระบวนการตรวจสอบข่าวปลอมตั้งแต่ต้นทาง

ในช่วงการอบรมเรื่องเครื่องมือ คุณณัฐกร ปลอดดี Southeast Asia Digital Verification Editor แห่งสำนักข่าว AFP อธิบายว่า ความสามารถในการตั้งคำถามและการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาเป็นสิ่งสำคัญ แต่หากขาดเครื่องมือดิจิทัลที่เหมาะสม การตรวจสอบก็อาจติดขัดหรือใช้เวลานานเกินไป

เขายกตัวอย่างเครื่องมือหลักที่ผู้สื่อข่าวยุคใหม่ควรรู้จักและใช้เป็นประจำ ได้แก่

  • Reverse Image Search หรือการค้นหาภาพย้อนหลัง เพื่อตรวจสอบว่าภาพที่ถูกแชร์นั้นเคยปรากฏที่ใดมาก่อน ถูกใช้ในเหตุการณ์ใด และมีการดัดแปลงหรือไม่
  • เครื่องมือ Geolocation เพื่อระบุว่าภาพหรือวิดีโอถูกถ่ายที่ใด เมื่อใด โดยเปรียบเทียบภูมิประเทศ ป้ายถนน อาคาร หรือจุดสังเกตต่าง ๆ
  • การใช้ Google Map และแผนที่ออนไลน์อื่น ๆ เพื่อเทียบเคียงมุมภาพ ระยะทาง และตำแหน่งจริง

“เมื่อเรามีทักษะในการตรวจสอบข่าวลวงแล้ว อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือการใช้เครื่องมือในการตรวจสอบข่าวลวง ไม่ว่าจะเป็น Reverse Image Search การใช้ Geolocation หรือการใช้ Google Map ล้วนเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริง” คุณณัฐกรกล่าว

เขายังชี้ด้วยว่า แม้ AI จะถูกใช้สร้างภาพ เสียง และวิดีโอปลอมจำนวนมาก แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผู้พัฒนาเทคโนโลยีก็กำลังสร้างเครื่องมือเพื่อตรวจสอบและติดตามร่องรอยของข้อมูลเท็จเหล่านี้ควบคู่กันไป ดังนั้น สื่อมวลชนจำเป็นต้องอัปเดตความรู้ด้านเทคโนโลยีอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สามารถใช้ “AI สู้ AI” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Thai PBS Verity บทเรียนจากโควิด-19 สู่องค์ความรู้เรื่อง Mis–Mal–Disinformation

ในช่วงท้ายของการอบรม คุณกนกพร ประสิทธิ์ผล ผู้อำนวยการสำนักสื่อดิจิทัล ไทยพีบีเอส ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์จากการจัดตั้งทีม Thai PBS Verity ซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบข่าวปลอมและข้อมูลบิดเบือนบนโลกออนไลน์

เธอเล่าย้อนว่า แนวคิดดังกล่าวเริ่มก่อตัวจริงจังในช่วงการระบาดของโควิด-19 เมื่อสังคมไทยเผชิญ “ข้อมูลท่วม” ทั้งข่าวจริงและข่าวลวงในเวลาเดียวกัน ทำให้ประชาชนจำนวนมากไม่สามารถแยกแยะได้ว่าอะไรควรเชื่อถือ อะไรควรระมัดระวัง

คุณกนกพรอธิบายว่า การทำงานของทีมตรวจสอบข่าวปลอมจำเป็นต้องเข้าใจ “ประเภทของข้อมูล” อย่างชัดเจน แบ่งได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่

  1. Misinformation – ข้อมูลผิดหรือปลอมที่เผยแพร่โดยไม่มีเจตนาร้าย
  2. Malinformation – ข้อมูลจริงบางส่วนที่ถูกนำมาใช้ในบริบทที่มีเจตนามุ่งร้าย เช่น การนำข้อมูลส่วนตัวมาเผยแพร่เพื่อทำลายชื่อเสียง
  3. Disinformation – ข้อมูลบิดเบือนที่ถูกออกแบบอย่างจงใจ เพื่อชักจูงหรือบิดเบือนความเข้าใจของสาธารณะ

การตรวจสอบข้อมูลทั้งสามประเภทต้องใช้ทั้งการสืบสวนหาต้นตอ การเปรียบเทียบกับข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และการอธิบายอย่างเข้าใจง่ายว่า “ส่วนไหนจริง–ส่วนไหนปลอม–ส่วนไหนถูกตัดต่อ” เพื่อให้ประชาชนสามารถเรียนรู้ไปพร้อมกับการเสพข่าว

เธอยังชี้ถึงปัจจัยที่ทำให้ข่าวปลอมแพร่กระจายรุนแรงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตของโซเชียลมีเดียและการปรับอัลกอริทึมที่เน้นข้อมูลกระตุ้นอารมณ์, การใช้ AI ดัดแปลงเนื้อหา, ช่องโหว่ของแพลตฟอร์มที่ยังไม่มีกลไกตรวจสอบเพียงพอ, รวมถึงจิตวิทยาของผู้คนในช่วงวิกฤตที่มักแชร์ข้อมูลเพราะ “กลัวตกข่าว” มากกว่าตรวจสอบก่อนแชร์

“การทำหน้าที่สื่อในปัจจุบัน ต้องไม่คำนึงถึงความเร็วเพียงอย่างเดียว เพราะการนำเสนอข้อมูลด้วยความเร็ว อาจไม่ได้มีความหมายเท่ากับการนำเสนอความจริง” คุณกนกพรกล่าวทิ้งท้าย พร้อมย้ำว่าสื่อทุกสำนักจำเป็นต้องมีอย่างน้อยหนึ่งทีม หรือหนึ่งกลไกภายในองค์กร ที่รับผิดชอบงานตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเป็นระบบ

จากห้องอบรมสู่ห้องข่าว ความหวังต่อระบบนิเวศสื่อปลอดภัย

แม้การอบรม One Day Training จะมีเพียงหนึ่งวัน แต่เนื้อหาที่ผู้เข้าร่วมได้รับสะท้อนชัดว่า “การตรวจสอบข่าวปลอม” ไม่ใช่งานเฉพาะกิจที่ทำเป็นครั้งคราว หากแต่ต้องถูกฝังอยู่ในวัฒนธรรมการทำงานของสื่อมวลชนทุกระดับ ตั้งแต่ผู้สื่อข่าวภาคสนาม บรรณาธิการ ไปจนถึงผู้บริหารองค์กรสื่อ

การสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ การประสานความร่วมมือระหว่างสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ ศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ สำนักข่าวต่างประเทศ เช่น AFP และสื่อสาธารณะอย่างไทยพีบีเอส แสดงให้เห็นว่าการรับมือข่าวปลอมจำเป็นต้องใช้ “พันธมิตรเชิงระบบ” ไม่อาจพึ่งพาเพียงสำนักข่าวใดสำนักข่าวหนึ่งได้

ในระยะยาว หากองค์ความรู้และเครื่องมือจากการอบรมครั้งนี้ถูกส่งต่อไปยังห้องข่าวทั่วประเทศ และถูกปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทท้องถิ่น ย่อมมีโอกาสที่ประชาชนไทยจะได้รับข่าวสารที่ถูกต้องรัดกุมมากขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคข่าวก็ต้องเรียนรู้ที่จะตั้งคำถาม ตรวจสอบ และใช้สิทธิร้องเรียนเมื่อพบข้อมูลที่ส่อไปในทางบิดเบือน

ความท้าทายของสื่อไทยในยุคข่าวลวงจึงไม่ได้อยู่แค่ “จะสู้กับเฟคนิวส์อย่างไร” แต่คือ “จะสร้างสังคมที่เห็นคุณค่าของความจริงร่วมกันได้อย่างไร” และการอบรม Fact Checking & Verification ครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งก้าวที่แสดงให้เห็นว่า ภาคสื่อไทยกำลังพยายามเดินไปในทิศทางนั้นอย่างเป็นรูปธรรม

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (SONP) 
  • กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ 
  • ศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ บมจ.อสมท 
  • สำนักข่าว AFP 
  • สำนักสื่อดิจิทัลและทีม Thai PBS Verity สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส 
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME