Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายจ่ายแล้วเงินล้างโคลนท่วม ครัวเรือนละหมื่น

จังหวัดเชียงรายจ่ายเงินค่าล้างโคลนให้ผู้ประสบภัยน้ำท่วม หลังคาเรือนละ 10,000 บาท

เชียงราย – 26 มีนาคม 2568 ที่อาคารเจียงแสน ศูนย์ประชุมนครเชียงราย (GMS) นายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วย นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เดินทางมาตรวจความเรียบร้อยและร่วมแจกจ่ายเงินค่าล้างโคลนจำนวนครอบครัวละ 10,000 บาท ให้แก่ประชาชนผู้ประสบอุทกภัยในเขตเทศบาลนครเชียงราย โดยมีผู้ได้รับการช่วยเหลือทั้งสิ้น 7,483 ครัวเรือน

การสนับสนุนงบประมาณเพื่อการฟื้นฟู

จากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปลายปี 2567 จังหวัดเชียงรายได้ยื่นขอการสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมจากรัฐบาลเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย ซึ่งได้รับการอนุมัติเงินทดรองราชการในอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัด วงเงินรวม 300 ล้านบาท สำหรับใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพ และค่าล้างทำความสะอาดดินโคลน รวมถึงซากวัสดุในที่อยู่อาศัย

ทั้งนี้ การจัดสรรงบประมาณแบ่งเป็น 134,776,273 บาท สำหรับอำเภอแม่สาย และ 157,370,976 บาท สำหรับอำเภอเมืองเชียงราย รวมทั้งสิ้น 292,143,249 บาท โดยจะดำเนินการแจกจ่ายให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 2 เมษายน 2568

เสียงจากฝ่ายปกครองและการดำเนินการต่อเนื่อง

นายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่าการช่วยเหลือครั้งนี้ถือเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น แม้ว่าจังหวัดเชียงรายจะได้รับงบประมาณช่วยเหลือก่อนหน้านี้แล้วกว่า 100 ล้านบาท แต่ยังไม่เพียงพอเนื่องจากมีจำนวนผู้ได้รับผลกระทบมาก

ด้าน นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย กล่าวว่า เทศบาลนครเชียงรายได้ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยในหลายด้าน ทั้งการฟื้นฟูและการเยียวยาเบื้องต้น แต่เนื่องจากงบประมาณท้องถิ่นมีจำกัด การได้รับการสนับสนุนเงินจากจังหวัดครั้งนี้จะช่วยให้การฟื้นฟูดำเนินไปได้อย่างรวดเร็วขึ้น

นอกจากนี้ เทศบาลยังมีแผนการป้องกันระยะยาว โดยเตรียมโครงการก่อสร้างแนวตลิ่งตลอดแม่น้ำกก ระยะทางกว่า 10 กิโลเมตร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำและป้องกันน้ำท่วมในอนาคต

ขั้นตอนการขอรับเงินค่าล้างโคลน

ประชาชนที่ได้รับสิทธิ์สามารถยื่นขอรับเงินได้โดยใช้เอกสารดังนี้:

  • บัตรประชาชนตัวจริงและสำเนาบัตรประชาชนที่รับรองสำเนาถูกต้อง
  • กรณีมอบอำนาจ ต้องมีสำเนาบัตรประชาชนของผู้มีสิทธิ์และผู้รับมอบอำนาจ พร้อมหนังสือมอบอำนาจที่ลงลายมือชื่อครบถ้วน
  • เอกสารทั้งหมดต้องยื่นต่อเจ้าหน้าที่ ณ จุดบริการที่กำหนด

ความเห็นที่เป็นกลางจากทั้งสองฝ่าย

  • ฝ่ายประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ : ประชาชนส่วนใหญ่แสดงความขอบคุณต่อการสนับสนุนจากภาครัฐที่สามารถช่วยบรรเทาความเดือดร้อนได้ทันเวลา อย่างไรก็ตาม หลายครัวเรือนยังคงกังวลเกี่ยวกับการฟื้นฟูในระยะยาว เนื่องจากการทำความสะอาดบ้านเรือนและการซ่อมแซมโครงสร้างยังคงต้องใช้เวลาและทรัพยากรเพิ่มเติม
  • ฝ่ายหน่วยงานรัฐ : ฝ่ายราชการยืนยันว่าพร้อมให้การช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ทั้งด้านการฟื้นฟูที่อยู่อาศัยและการเตรียมโครงการป้องกันน้ำท่วมในอนาคต นอกจากนี้ ยังเตรียมการขอรับงบประมาณเพิ่มเติมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดหาเครื่องใช้ในครัวเรือนและอุปกรณ์จำเป็นให้แก่ผู้ประสบภัยต่อไป

สถิติที่เกี่ยวข้องและแหล่งข้อมูล

  • จำนวนผู้ได้รับการช่วยเหลือในเขตเทศบาลนครเชียงราย: 7,483 ครัวเรือน (สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย)
  • งบประมาณที่ใช้ในการช่วยเหลือ: 292,143,249 บาท (สำนักงบประมาณจังหวัดเชียงราย)
  • ความเสียหายที่เกิดขึ้นในพื้นที่อำเภอเมืองและอำเภอแม่สาย: มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 500 ล้านบาท (กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

หอมหัวใหญ่ถูก เชียงรายหาทางออก พยุงราคาเกษตรกร

ผู้ว่าฯ เชียงรายเร่งแก้ราคาหอมหัวใหญ่ตกต่ำ จับมือพาณิชย์ดันราคาสู่ความยั่งยืน

ปัญหาหอมหัวใหญ่ราคาตกต่ำสะเทือนเกษตรกรเชียงราย

เชียงราย,วันที่ 26 มีนาคม 2568 – ห้องประชุมเวียงกาหลง ชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดเชียงราย มีการจัดประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาเกษตรกรระดับจังหวัด ครั้งที่ 1/2568 โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงราย นำโดย นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วย นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุม

หนึ่งในวาระหลักของการประชุมคือ การหารือแนวทางแก้ไขปัญหาราคาหอมหัวใหญ่ตกต่ำ ซึ่งเป็นผลผลิตทางการเกษตรสำคัญของอำเภอเวียงป่าเป้า ที่กำลังเข้าสู่ช่วงเก็บเกี่ยวและออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก

แนวทางการแก้ไขปัญหาด้านราคาแบบเร่งด่วน

เกษตรกรผู้ปลูกหอมหัวใหญ่ในปีการผลิต 2567/68 ได้ร้องเรียนเรื่องราคาผลผลิตตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง จึงเสนอให้ภาครัฐเร่งหามาตรการช่วยเหลือ ซึ่งที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบให้ บริหารจัดการผลผลิตในช่วง 2 สัปดาห์แรกที่ผลผลิตออกสู่ตลาด ด้วยการกระจายผลผลิตไปยังผู้บริโภคภายในจังหวัด

โดยกำหนดราคาขายอยู่ที่ 12 บาทต่อกิโลกรัม พร้อมตั้งเป้าหมายกระจายผลผลิตจำนวน 271 ตัน ขณะเดียวกันกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน จะเข้ามารับซื้อเพิ่มอีก 500 ตัน รวมผลผลิตที่ได้รับการบริหารทั้งหมดอยู่ที่ 751 ตัน

การสนับสนุนจากภาครัฐเพื่อรักษาเสถียรภาพราคา

แผนงานดังกล่าวมุ่งหวังให้สามารถ ดึงผลผลิตออกจากระบบตลาดส่วนหนึ่ง เพื่อพยุงราคาซื้อขายของหอมหัวใหญ่ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับต้นทุนของเกษตรกร ช่วยลดแรงกดดันและป้องกันไม่ให้ราคาตกต่ำลงไปกว่านี้

ในที่ประชุมยังได้หารือการขอรับสนับสนุนงบประมาณจาก กองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) โดยเสนอในโครงการเชื่อมโยงการกระจายผลผลิตออกนอกพื้นที่แหล่งผลิต-

ขยายแผนช่วยเหลือสินค้าเกษตรอื่น

ไม่เพียงแต่หอมหัวใหญ่เท่านั้น ที่ประชุมยังได้ติดตามความเคลื่อนไหวของสินค้าเกษตรอื่นในพื้นที่ อาทิ ลิ้นจี่ฮงฮวย สับปะรด และลำไย ซึ่งกำลังจะออกสู่ตลาดในเร็ว ๆ นี้ โดยมีมติให้เร่งเสนอแผนเพื่อรองรับสถานการณ์ราคาตกต่ำที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

โครงการกระจายผลผลิตเหล่านี้จะช่วยให้เกษตรกรมีช่องทางระบายสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ และลดความเสี่ยงที่เกิดจากตลาดผันผวน

เสียงสะท้อนจากเกษตรกรในพื้นที่

ตัวแทนเกษตรกรอำเภอเวียงป่าเป้า ได้แสดงความพึงพอใจกับแผนการของจังหวัดที่มุ่งเน้นช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเรียกร้องให้มีการดำเนินการอย่างรวดเร็ว เนื่องจากผลผลิตหอมหัวใหญ่เริ่มทะยอยเข้าสู่ตลาดแล้ว

ในขณะเดียวกัน เกษตรกรบางรายยังมีความกังวลเรื่องต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ทั้งค่าปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และแรงงาน ซึ่งยังไม่ได้รับการเยียวยาโดยตรงจากโครงการนี้

ความเห็นจากฝ่ายราชการ

ฝ่ายราชการยืนยันว่าทางจังหวัดพร้อมทำงานเชิงรุก ร่วมกับหน่วยงานระดับชาติ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุดต่อเกษตรกร โดยตั้งเป้าจะประเมินผลของมาตรการในช่วง 2 สัปดาห์ เพื่อวางแผนระยะกลางและยาว

นอกจากนี้ จังหวัดเชียงรายจะพัฒนาระบบข้อมูลการผลิตและการตลาดให้แม่นยำมากขึ้น เพื่อใช้เป็นแนวทางวางแผนการผลิตในฤดูกาลถัดไป ลดความเสี่ยงจากปัญหาซ้ำซาก

สรุปภาพรวมสถานการณ์และทิศทางในอนาคต

สถานการณ์ราคาหอมหัวใหญ่ตกต่ำในปี 2568 ถือเป็น บททดสอบสำคัญ ของทั้งเกษตรกรและหน่วยงานภาครัฐในการทำงานเชิงระบบ โดยการบริหารจัดการผลผลิตในระยะสั้นร่วมกับแผนระยะยาวน่าจะเป็นคำตอบที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจฐานรากได้

อย่างไรก็ตาม การสร้างเสถียรภาพให้กับภาคเกษตรต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งด้านนโยบายการค้า การเงิน และการส่งเสริมความรู้ให้แก่เกษตรกร

สถิติและข้อมูลอ้างอิง

  • ราคาหอมหัวใหญ่ ณ เดือนมีนาคม 2568 เฉลี่ยอยู่ที่ 6-8 บาท/กิโลกรัม (แหล่งข้อมูล: กรมการค้าภายใน)
  • ต้นทุนเฉลี่ยของการปลูกหอมหัวใหญ่ในภาคเหนือ อยู่ที่ประมาณ 7.50 บาท/กิโลกรัม (แหล่งข้อมูล: สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร)
  • ผลผลิตหอมหัวใหญ่จังหวัดเชียงราย ปี 2567/68 คาดการณ์ไว้ที่กว่า 10,000 ตัน (แหล่งข้อมูล: สำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงราย)

ทัศนคติที่เป็นกลางจากทั้งสองฝ่าย

ฝ่ายเกษตรกร มองว่ามาตรการช่วยเหลือที่ออกมายังไม่ครอบคลุมต้นทุนที่แท้จริง แต่ก็เป็นก้าวแรกที่น่ายินดี ขณะที่ ฝ่ายภาครัฐ เห็นว่าต้องอาศัยเวลาปรับตัว และย้ำว่ารัฐบาลไม่ทอดทิ้งเกษตรกร พร้อมเดินหน้าสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง

ความร่วมมือที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้เมื่อมี การรับฟังซึ่งกันและกัน และดำเนินการอย่างต่อเนื่องโดยยึดเกษตรกรเป็นศูนย์กลาง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
ECONOMY

ลดค่าครองชีพ พาณิชย์คุมราคา เข้มสินค้าจำเป็นทั่วประเทศ

พาณิชย์เดินหน้าคุมราคาสินค้า จัดโครงการลดค่าครองชีพทั่วประเทศ รับมือเศรษฐกิจครัวเรือนช่วงต้นปี 2568

ประเทศไทย, 26 มีนาคม 2568 – กระทรวงพาณิชย์โดยการนำของนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เร่งออกมาตรการควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภค พร้อมเดินหน้าโครงการลดราคาสินค้าจำเป็น เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางในสังคมในช่วงที่เศรษฐกิจยังอยู่ในภาวะฟื้นตัว

เฝ้าระวังราคาสินค้า – ย้ำไม่ให้ผู้บริโภคถูกเอาเปรียบ

นายพิชัย เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมการค้าภายในและสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคาหรือกักตุนสินค้า พร้อมทั้งเร่งประชาสัมพันธ์มาตรการแจ้งเบาะแสผ่านสายด่วน 1569 โดยประชาชนสามารถร้องเรียนหากพบเห็นการจำหน่ายสินค้าในราคาสูงเกินสมควร

ราคาสินค้าสำคัญยังทรงตัว – อาหารสดหลายรายการปรับลดลง

จากข้อมูล ณ วันที่ 25 มีนาคม 2568 โดยกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ราคาสินค้าหลายรายการยังทรงตัว หรือปรับลดลงจากเดือนก่อนหน้า เช่น

  • ไข่ไก่คละหน้าฟาร์ม อยู่ที่ 3.20 บาทต่อฟอง
  • ไข่ไก่เบอร์ 3 ราคาขายปลีกเฉลี่ย 3.50 บาทต่อฟอง
  • ไก่มีชีวิตหน้าฟาร์ม อยู่ที่ 40-41 บาทต่อกิโลกรัม
  • น่องติดสะโพกไก่ ราคาเฉลี่ย 78.81 บาทต่อกิโลกรัม
  • อกไก่ติดหนัง ราคาเฉลี่ย 79.50 บาทต่อกิโลกรัม
  • สุกรมีชีวิตหน้าฟาร์ม อยู่ที่ 79.70 บาทต่อกิโลกรัม

ในกลุ่มผักสด ราคาส่วนใหญ่ทรงตัว โดยผักที่ราคาลดลง ได้แก่ ผักคะน้า กะหล่ำปลี ผักกาดขาว ถั่วฝักยาว และมะละกอดิบ ขณะที่ผักบางชนิด เช่น ผักชีและกระชาย มีการปรับขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากเป็นช่วงปลายฤดูกาลผลิต

ขับเคลื่อนโครงการลดค่าครองชีพ ครอบคลุมทุกกลุ่ม

เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย กระทรวงพาณิชย์ได้จัดทำโครงการต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น

  • โครงการชูใจ วัยเก๋า 60+ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 มกราคม – 30 เมษายน 2568 มอบส่วนลดพิเศษให้ผู้สูงอายุ ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคในราคาประหยัด โดยคาดว่าจะลดภาระค่าครองชีพรวมกว่า 10,000 ล้านบาท และกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่ากว่า 30,000 ล้านบาท
  • โครงการ Back to School 2025 เพื่อรองรับนักเรียน นักศึกษาในช่วงเปิดเทอม โดยร่วมกับร้านค้าทั่วประเทศ มอบส่วนลดสำหรับอุปกรณ์การเรียน เครื่องแบบ และสินค้าไอที
  • รถโมบายธงฟ้าเคลื่อนที่ และงานธงฟ้า มีการจัดงานจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดกว่า 50 จุดในเขตกรุงเทพฯ และขยายไปยังต่างจังหวัดอย่างครอบคลุมทุกภูมิภาค

คุมเข้มราคาสินค้า มีบทลงโทษชัดเจน

กระทรวงพาณิชย์ยังคงเข้มงวดกับการควบคุมราคาสินค้าและบริการ หากพบการกระทำผิด เช่น การฉวยโอกาสขึ้นราคา การกักตุน หรือปฏิเสธการขายสินค้า จะมีบทลงโทษตามกฎหมาย จำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่พาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง

ความคิดเห็นจากสองมุมมอง

ฝ่ายสนับสนุน
เห็นว่ามาตรการของกระทรวงพาณิชย์มีส่วนช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุและครอบครัวที่มีรายได้น้อย การออกโครงการลดราคาสินค้าในช่วงเปิดเทอมถือว่าตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายได้ดี ขณะที่การควบคุมราคาสินค้าพื้นฐานช่วยให้ตลาดยังคงสมดุลระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภค

ฝ่ายที่ตั้งข้อสังเกต
แม้จะมีโครงการลดราคาสินค้า แต่ยังมีข้อท้วงติงว่าโครงการบางส่วนครอบคลุมพื้นที่จำกัด และไม่ได้ครอบคลุมสินค้าทุกหมวดที่จำเป็น เช่น ค่าเช่าที่อยู่อาศัย ค่าเดินทาง หรือสินค้าสดบางประเภทที่ราคาผันผวนรวดเร็ว การติดตามและควบคุมราคาในตลาดจริงยังต้องอาศัยกลไกภาคประชาชนและเทคโนโลยีเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ

สถิติที่เกี่ยวข้อง (มีนาคม 2568)

ประเภทสินค้า

ราคาขายเฉลี่ย

แนวโน้ม

ไข่ไก่คละหน้าฟาร์ม

3.20 บาท/ฟอง

ทรงตัว

ไก่มีชีวิตหน้าฟาร์ม

40-41 บาท/กก.

ลดลงเล็กน้อย

น่องติดสะโพก

78.81 บาท/กก.

ลดลง

สุกรมีชีวิตหน้าฟาร์ม

79.70 บาท/กก.

ทรงตัว

ผักคะน้า

25.00 บาท/กก.

ลดลง

ผักชี

120.00 บาท/กก.

เพิ่มขึ้น

กระชาย

90.00 บาท/กก.

เพิ่มขึ้น

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ (ประกาศราคาสินค้ารายสัปดาห์ ณ วันที่ 25 มีนาคม 2568)

  • เว็บไซต์กระทรวงพาณิชย์ www.commerce.go.th

  • สำนักงานสถิติแห่งชาติ – รายงานดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนมีนาคม 2568

  • สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

‘พิสันต์’ ดันภาพปิดทอง สินค้าศาสนาระดับจังหวัดเชียงราย

เชียงรายเดินหน้ายกระดับผลิตภัณฑ์ศาสนา “ภาพเทคนิคการปิดทอง” หวังปั้นสินค้าระดับจังหวัด สร้างรายได้ชุมชน

เชียงราย, 24 มีนาคม 2568 – จังหวัดเชียงราย โดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับแนวทางการยกระดับและพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ในมิติศาสนาให้เป็นสินค้าระดับจังหวัด ภายใต้โครงการพลังบวรในมิติศาสนา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ “ภาพเทคนิคการปิดทอง” ของชุมชนคุณธรรมพลังบวรวัดดงชัย ตำบลทุ่งก่อ อำเภอเวียงเชียงรุ้ง ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อสร้างอาชีพและรายได้ให้แก่ชาวบ้านในพื้นที่

เวทีประชุมบูรณาการรัฐ–ศาสนา–ชุมชน

การประชุมจัดขึ้นในวันจันทร์ที่ 24 มีนาคม 2568 เวลา 13.30 น. ณ ห้องประชุมวัดดงชัย โดยได้รับความเมตตาจากพระครูวิสิฐวรนารถ เจ้าคณะอำเภอเวียงเชียงรุ้ง และเจ้าอาวาสวัดดงชัย เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วยนายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย เป็นประธานฝ่ายฆราวาส พร้อมผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งจากภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคการศึกษา และผู้นำชุมชน เข้าร่วมประชุมเพื่อร่วมกันวางแนวทางและกำหนดบทบาทของแต่ละหน่วยงานในการสนับสนุนผลิตภัณฑ์เชิงศาสนาให้เกิดความยั่งยืน

ภาพเทคนิคการปิดทอง – อัตลักษณ์ทางศิลป์ควบศรัทธา

ผลิตภัณฑ์ภาพเทคนิคการปิดทอง ถือเป็นศิลปกรรมพื้นถิ่นที่ผสมผสานศรัทธาในพระพุทธศาสนาเข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งชุมชนวัดดงชัยมีการสืบทอดมาช้านาน โดยเฉพาะในรูปแบบของการวาดภาพพระพุทธเจ้า เทวดา และสัญลักษณ์มงคลต่าง ๆ ประดับตกแต่งวัด รวมถึงการจัดทำเป็นของที่ระลึกและงานประณีตศิลป์เพื่อใช้ในงานบุญ งานประเพณี และงานพิธีกรรมทางศาสนา

ด้วยศักยภาพที่มีอยู่ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงรายจึงได้เสนอแนวทางผลักดันให้ผลิตภัณฑ์นี้ก้าวสู่การเป็น “สินค้าระดับจังหวัด” ที่มีเอกลักษณ์ สะท้อนอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม และสามารถต่อยอดเชิงเศรษฐกิจให้กับชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

หน่วยงานภาครัฐหนุนหลัง สนับสนุนงบ–องค์ความรู้

กรมการศาสนาได้จัดสรรงบประมาณภายใต้โครงการพลังบวรในมิติศาสนา เพื่อสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความทันสมัย และสามารถเข้าถึงตลาดระดับจังหวัดหรือระดับประเทศได้ โดยมีแผนการอบรมเชิงปฏิบัติการแก่กลุ่มช่างในพื้นที่ พร้อมกับส่งเสริมการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ การสร้างแบรนด์ และเชื่อมโยงกับช่องทางการตลาดออนไลน์และออฟไลน์ในอนาคต

นอกจากนี้ ยังมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมสนับสนุน อาทิ

  • สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดเชียงราย ดำเนินการเชื่อมโยงกลุ่มผลิตภัณฑ์เข้าสู่ระบบ OTOP
  • สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงราย สนับสนุนการวิเคราะห์ตลาดและแผนกลยุทธ์การขาย
  • สำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย ส่งเสริมการบูรณาการผลิตภัณฑ์เข้ากับเส้นทางท่องเที่ยววัฒนธรรม
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดและองค์การบริหารส่วนตำบล เตรียมจัดสรรงบประมาณสนับสนุนงานฝึกอบรมและการพัฒนาเครื่องมืออุปกรณ์ที่ใช้ในกระบวนการผลิต

โรงเรียนในพื้นที่ร่วมขับเคลื่อนการเรียนรู้ สร้างแรงบันดาลใจสู่เยาวชน

ในการประชุมครั้งนี้ ยังมีการนำเสนอแผนความร่วมมือกับโรงเรียนบ้านทุ่งก่อ (ใจประชานุเคราะห์) และโรงเรียนวัดดงชัยพิทยา เพื่อบูรณาการองค์ความรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมเข้ากับหลักสูตรท้องถิ่น โดยจัดกิจกรรมฝึกอบรมศิลปะการปิดทองให้แก่เยาวชน เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น และอาจต่อยอดเป็นอาชีพในอนาคต

ความคิดเห็นจากทั้งสองฝ่าย

ฝ่ายสนับสนุน
มองว่าโครงการนี้เป็นต้นแบบของการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากโดยใช้วัฒนธรรมเป็นตัวขับเคลื่อน ไม่เพียงแต่ช่วยอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่ยังสามารถสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนอย่างแท้จริง อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมบทบาทของวัดในฐานะศูนย์กลางการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามแนวทาง “บวร” คือ บ้าน–วัด–โรงเรียน

ฝ่ายตั้งข้อสังเกต
มีความเห็นว่าแม้แนวคิดการต่อยอดศิลปวัฒนธรรมสู่สินค้าเชิงพาณิชย์จะน่าสนใจ แต่ยังต้องคำนึงถึงการรักษาความศักดิ์สิทธิ์และคุณค่าทางจิตใจของผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะในกรณีที่มีการจำหน่ายสู่ตลาดในเชิงพาณิชย์ ควรมีมาตรฐานกำกับดูแลไม่ให้ผลิตภัณฑ์เชิงศาสนาถูกนำไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม หรือขาดความเคารพต่อความเชื่อของประชาชน

สถิติที่เกี่ยวข้อง (อัปเดต ณ วันที่ 24 มีนาคม 2568)

  • จำนวนผลิตภัณฑ์ “ภาพเทคนิคการปิดทอง” ที่มีอยู่ในชุมชน: 57 ชิ้น (สำรวจโดยสำนักงานวัฒนธรรมฯ)
  • กลุ่มช่างศิลป์ในชุมชนที่เข้าร่วมโครงการ: 12 คน
  • จำนวนนักเรียนที่เข้าร่วมฝึกอบรมเบื้องต้น: 38 คน จาก 2 โรงเรียน
  • งบประมาณสนับสนุนจากกรมการศาสนา: 240,000 บาท
  • เป้าหมายยอดผลิตภัณฑ์ที่พร้อมจำหน่ายในปี 2568: 150 ชิ้น
  • เป้าหมายการยกระดับสู่ OTOP ระดับจังหวัด: ภายในไตรมาสที่ 3 ของปีงบประมาณ 2568

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
  • รายงานการประชุมวันที่ 24 มีนาคม 2568 ณ วัดดงชัย
  • สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดเชียงราย
  • กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

เชียงรายรับมือ PM2.5 คุมเผา-แล้งเข้ม สั่งปิดป่าบางพื้นที่

เชียงรายประชุมคณะกรรมการป้องกันภัย ยกระดับมาตรการรับมือฝุ่น PM 2.5 และภัยแล้ง เตรียมการเชิงรุกปกป้องสุขภาพประชาชน

เชียงราย, 25 มีนาคม 2568 – จังหวัดเชียงรายจัดประชุมคณะกรรมการกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ครั้งที่ 1/2568 เพื่อยกระดับมาตรการรับมือสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 และภัยแล้งที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้น โดยมีนายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุม ณ ห้องประชุมธรรมลังกา ศาลากลางจังหวัดเชียงราย โดยมีหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

มาตรการป้องกันและเฝ้าระวังฝุ่น PM 2.5 แบบเข้มข้น

การประชุมได้เน้นย้ำแผนการป้องกันไฟป่าและฝุ่นละออง โดยมีมาตรการเพิ่มความถี่ในการลาดตระเวนพื้นที่เสี่ยง จัดชุดเฝ้าระวัง และบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดกับผู้ฝ่าฝืนคำสั่งห้ามเผาในที่โล่ง ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ป่า พื้นที่เกษตร หรือชุมชนเมือง รวมถึงการควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษ เช่น โรงงาน เตาเผาถ่าน และเตาเผาขยะ พร้อมตั้งจุดตรวจวัดมลพิษจากยานพาหนะในจุดเสี่ยงสำคัญ

ดูแลสุขภาพประชาชนกลุ่มเสี่ยง – แจกหน้ากาก N95 ครอบคลุม

ในด้านสุขภาพประชาชน จังหวัดได้ดำเนินมาตรการแจกจ่ายหน้ากากอนามัย N95 และยาขยายหลอดลมให้กลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ และเด็กในสถานศึกษา พร้อมทั้งจัดบริการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) และจัดระบบส่งยาถึงบ้านเพื่อลดความเสี่ยงในการเดินทาง

หากค่าฝุ่น PM 2.5 เกินระดับ 75.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรต่อเนื่อง 2 วัน จะมีการพิจารณาปรับรูปแบบการเรียนการสอน หรือปิดสถานศึกษาชั่วคราว พร้อมสนับสนุนให้ประชาชนปฏิบัติงานที่บ้าน (Work from Home) และลดกิจกรรมกลางแจ้งในพื้นที่เสี่ยง

นอกจากนี้ ยังมีการจัดทีมแพทย์ 3 หมอ และ อสม. เคลื่อนที่เร็ว ออกตรวจเยี่ยมบ้านประชาชน พร้อมแจกหน้ากากและมุ้งสู้ฝุ่นให้ครอบคลุม โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยติดเตียง

การประชาสัมพันธ์สถานการณ์ฝุ่นและภัยแล้งอย่างต่อเนื่อง

หน่วยงานด้านประชาสัมพันธ์จังหวัด ได้รับมอบหมายให้เร่งกระจายข่าวสารผ่านทุกช่องทาง โดยเฉพาะหอกระจายข่าวในหมู่บ้าน เพื่อแจ้งเตือนประชาชนเกี่ยวกับสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 และแนวทางการปฏิบัติตัวให้ปลอดภัย พร้อมรณรงค์สร้างความเข้าใจเรื่องผลกระทบจากการเผาในที่โล่งที่ยังเป็นปัจจัยสำคัญของปัญหาฝุ่นในภาคเหนือ

ปิดป่า คุมเข้มบุคคลเข้าออก พร้อมวิจัยทางเลือกการเกษตร

เพื่อควบคุมการเผาในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ จังหวัดมีนโยบาย “ปิดป่า” ชั่วคราว ยกเว้นแหล่งท่องเที่ยว โดยพื้นที่ป่าสงวนจะมีการควบคุมบุคคลเข้าออกอย่างเข้มงวด ขณะเดียวกันมีการประสานมหาวิทยาลัยในพื้นที่เพื่อคิดค้นสารอินทรีย์ย่อยสลายเศษวัสดุทางการเกษตร ใช้แทนการเผาในพื้นที่สูง

ด้านการส่งเสริมอาชีพเกษตรกร มีการผลักดันให้เปลี่ยนจากพืชเชิงเดี่ยวเป็นการทำเกษตรผสมผสานหรือเกษตรมูลค่าสูง เพื่อลดการเผาเศษพืชที่ก่อฝุ่นอย่างยั่งยืน

รับมือภัยแล้ง – จัดการน้ำ บูรณาการข้อมูลภาคเกษตร

โครงการชลประทานเชียงรายและการประปาส่วนภูมิภาค ได้รับมอบหมายให้ติดตามระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำธรรมชาติอย่างใกล้ชิด หากพบว่าน้ำมีแนวโน้มต่ำกว่า 50% ต้องแจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้าและจัดแผนสำรองน้ำให้เพียงพอ

สำนักงานเกษตรจังหวัดร่วมสำรวจพื้นที่เพาะปลูก แยกตามการใช้น้ำฝนและน้ำชลประทาน เพื่อใช้ในการวางแผนส่งเสริมพืชใช้น้ำน้อย พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรหลีกเลี่ยงการปลูกข้าวนาปรังในฤดูแล้ง

สำหรับแหล่งน้ำที่ตื้นเขิน มีการเตรียมแผนขุดลอกเร่งด่วน ได้แก่

  • หนองฮ่าง ตำบลทานตะวัน
  • อ่างเก็บน้ำห้วยแก้ว อำเภอพาน
  • ท้ายอ่างเก็บน้ำแม่ฉางข้าว อำเภอเวียงป่าเป้า

สร้างแรงจูงใจชุมชนต้นแบบ – ให้รางวัลหมู่บ้านไร้หมอกควัน

เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการแก้ปัญหาหมอกควัน ผู้ว่าราชการจังหวัดเสนอแนวทาง “หมู่บ้านต้นแบบไร้หมอกควัน” โดยให้รางวัลกับหมู่บ้านที่สามารถจัดการปัญหาไฟป่าและฝุ่น PM 2.5 ได้สำเร็จ สร้างแรงจูงใจและต้นแบบให้กับชุมชนอื่นในพื้นที่

ความร่วมมือภาครัฐและเอกชน – เส้นทางสู่การจัดการภัยพิบัติอย่างยั่งยืน

นอกจากการประสานภายในจังหวัด เชียงรายยังดำเนินการเชื่อมโยงกับภาคเอกชนและหน่วยงานระดับประเทศ เพื่อร่วมกันสนับสนุนการเพาะปลูก การจัดหาแหล่งน้ำสำรอง และส่งเสริมเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ถือเป็นการเตรียมความพร้อมระยะยาวในการบรรเทาผลกระทบจากภัยพิบัติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ความคิดเห็นจากสองฝ่าย

ฝ่ายสนับสนุนมาตรการ
มองว่าการยกระดับมาตรการของจังหวัดเชียงรายในครั้งนี้ถือเป็นความก้าวหน้าอย่างแท้จริง โดยเฉพาะการบูรณาการข้อมูลจากทุกภาคส่วน ตั้งแต่สาธารณสุข เกษตร ไปจนถึงงานชลประทาน ซึ่งเป็นพื้นฐานของการจัดการวิกฤติอย่างรอบด้าน การแจกจ่ายหน้ากากและบริการแพทย์ทางไกลยังแสดงให้เห็นถึงการคำนึงถึงคุณภาพชีวิตประชาชนเป็นหลัก

ฝ่ายที่ตั้งข้อสังเกต
ชี้ว่ามาตรการเหล่านี้ แม้จะมีความรัดกุม แต่หากขาดการบังคับใช้อย่างจริงจังโดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลหรือเขตภูเขา จะไม่สามารถลดปัญหาไฟป่าและฝุ่น PM 2.5 ได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลเรื่องงบประมาณสนับสนุนที่อาจไม่เพียงพอต่อการดำเนินการอย่างครอบคลุมทุกกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้ป่วยติดเตียงในชนบท

สถิติที่เกี่ยวข้อง (อัปเดต 25 มีนาคม 2568)

  • ค่าฝุ่น PM 2.5 เฉลี่ยรายวัน (พื้นที่เมืองเชียงราย): 78–92 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร
  • องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำค่ามาตรฐาน PM 2.5: ไม่เกิน 15 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร
  • พื้นที่ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงไฟป่าและฝุ่นละออง: อำเภอแม่สรวย, เวียงป่าเป้า, แม่ฟ้าหลวง
  • จำนวนอ่างเก็บน้ำที่อยู่ในระดับน้ำต่ำกว่า 50%: 3 แห่ง (ข้อมูลจากโครงการชลประทานเชียงราย)
  • จำนวนหมู่บ้านเป้าหมายในการแจกมุ้งสู้ฝุ่นและหน้ากาก N95: 67 หมู่บ้าน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • ศูนย์อำนวยการแก้ไขปัญหาหมอกควันและไฟป่า จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ
  • สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย
  • สถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศกรมควบคุมมลพิษ
  • รายงานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย ครั้งที่ 1/2568
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ไทย-จีน จับมือ! บริหารน้ำข้ามแดน แม่น้ำโขง-สาย-รวก

ไทย-จีนเดินหน้ากระชับความร่วมมือด้านการบริหารจัดการน้ำข้ามพรมแดน เสริมแกร่งระบบเตือนภัยในลุ่มน้ำสาย-รวก

เชียงราย, 25 มีนาคม 2568 – สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) แถลงต้อนรับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรน้ำแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมหารือความร่วมมือทวิภาคีและพหุภาคีด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านน้ำของชุมชนลุ่มน้ำสายและแม่น้ำรวก ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและจีน

สทนช. – จีน หารือระดับสูง หวังต่อยอดความร่วมมือ

ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือร่วมกับ นายหลี่ กั๋วอิง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรน้ำจีน และคณะ ในโอกาสเยือนประเทศไทยระหว่างวันที่ 20–22 มีนาคม 2568 ว่า การหารือครั้งนี้นับเป็นหมุดหมายสำคัญในการพัฒนาความร่วมมือด้านการบริหารจัดการน้ำระหว่างสองประเทศ

คณะรัฐมนตรีจีนได้เยี่ยมชมสถานีตรวจวัดระดับน้ำแม่น้ำโขงในพื้นที่อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย เพื่อศึกษาแนวทางบริหารจัดการน้ำในเขตชายแดน และเข้าใจบริบทปัญหาน้ำที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนทั้งสองฝั่ง

ความร่วมมือระดับทวิภาคีและพหุภาคี ก้าวสู่ความยั่งยืน

ในระดับทวิภาคี ไทยและจีนได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจด้านทรัพยากรน้ำและการชลประทานร่วมกันผ่านกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยล่าสุด มีการหารือถึงการทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่าง สทนช. กับกระทรวงทรัพยากรน้ำจีน โดยตรง เพื่อเสริมสร้างกลไกความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ในขณะเดียวกัน ระดับพหุภาคีผ่านกรอบความร่วมมือแม่โขง–ล้านช้าง (Mekong–Lancang Cooperation: MLC) ซึ่งประกอบด้วยสมาชิก 6 ประเทศ ได้แก่ ไทย จีน กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม ก็มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมโครงการด้านน้ำอย่างยั่งยืน

โครงการจากกองทุน MLC เสริมรับมืออุทกภัยในลุ่มน้ำสาย–รวก

ที่ผ่านมา สทนช. ได้เสนอโครงการต่อกองทุนพิเศษแม่โขง–ล้านช้าง (MLC Special Fund) และได้รับการอนุมัติให้ดำเนิน “โครงการวิจัยร่วมเพื่อการบริหารจัดการน้ำข้ามพรมแดนด้านอุทกภัยและภัยแล้ง” ในพื้นที่ลุ่มน้ำสาย–รวก ซึ่งเป็นลำน้ำที่ไหลผ่านเขตชายแดนไทยและเมียนมา

แม้โครงการดังกล่าวจะประสบปัญหาในการดำเนินการช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้แผนงานล่าช้า แต่ในปี 2567 สทนช. ได้เสนอ “โครงการเสริมสร้างความยืดหยุ่นของชุมชนเมืองต่ออุทกภัยในสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง” เพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนดังกล่าวในปี 2568 โดยโครงการดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของทางการจีน

ระบบเตือนภัยล่วงหน้า – เครื่องมือสำคัญของประชาชน

หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของความร่วมมือในครั้งนี้ คือการพัฒนา “ระบบแจ้งเตือนอุทกภัยล่วงหน้า (Early Warning System)” ซึ่งจะเชื่อมโยงข้อมูลจากสถานีตรวจวัดน้ำชายแดน และใช้ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision Support System) เพื่อให้เจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนสามารถเตรียมการรับมือกับภัยน้ำท่วมและภัยแล้งได้ทันท่วงที

เลขาธิการ สทนช. กล่าวย้ำว่า ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและข้อมูลระหว่างประเทศจะเป็นกุญแจสำคัญในการรับมือกับสภาวะอากาศที่แปรปรวน และลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นกับชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่เสี่ยง

มุมมองจากสองฝ่าย: ประโยชน์–ข้อควรระวังจากความร่วมมือข้ามพรมแดน

ฝ่ายสนับสนุน
มองว่าความร่วมมือด้านน้ำระหว่างไทย–จีน โดยเฉพาะการพัฒนาโครงการในลุ่มน้ำสาย–รวก ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความมั่นคงด้านน้ำในระยะยาว ทั้งยังเป็นโอกาสดีที่ไทยจะได้เทคโนโลยีทันสมัยจากจีนมาใช้ในการคาดการณ์ภัยพิบัติ ช่วยลดต้นทุนการเยียวยาภายหลัง และปกป้องชีวิตของประชาชนในชุมชนชายแดนที่เผชิญกับน้ำท่วมบ่อยครั้ง

ฝ่ายตั้งข้อสังเกต
แม้การร่วมมือด้านน้ำจะมีข้อดี แต่ก็มีความกังวลเรื่องการเข้าถึงข้อมูลน้ำที่อาจไม่สมดุลระหว่างประเทศต้นน้ำ (จีน) กับปลายน้ำ (ไทย) หากไม่มีความโปร่งใสในการแลกเปลี่ยนข้อมูล หรือไม่มีระบบตรวจสอบที่เข้มแข็ง อาจทำให้การบริหารน้ำไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะในภาวะภัยแล้งที่จีนมีอำนาจในการปล่อยหรือกักเก็บน้ำจากเขื่อนต้นน้ำ

สถิติที่เกี่ยวข้องกับข่าว

  • ปีที่สานความสัมพันธ์ไทย–จีน: ครบรอบ 50 ปี (พ.ศ. 2518–2568)
  • สมาชิกกรอบความร่วมมือแม่โขง–ล้านช้าง (MLC): 6 ประเทศ
  • โครงการจากกองทุนพิเศษ MLC ที่ไทยเสนอปี 2567:
    • โครงการเสริมสร้างความยืดหยุ่นของชุมชนลุ่มน้ำสาย–รวกต่ออุทกภัย
    • ชื่อเต็ม: Strengthening Urban Community Resilience against Flashflood under Changing Climate and Extreme Events in Sai and Ruak Transboundary River
  • ประเทศที่เกี่ยวข้องกับลุ่มน้ำสาย–รวก: ไทย และ เมียนมา
  • พื้นที่ศึกษาระบบเตือนภัยและวางระบบตรวจวัดน้ำ: อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย
  • โครงการที่แล้ว (ปี 2561): โครงการวิจัยร่วมด้านน้ำข้ามพรมแดน ระหว่างไทย–เมียนมา (ลุ่มน้ำสาย–รวก)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)

  • กระทรวงทรัพยากรน้ำ สาธารณรัฐประชาชนจีน

  • เอกสารข้อเสนอโครงการปี 2567 ของ สทนช.

  • กรอบความร่วมมือแม่โขง–ล้านช้าง (Mekong–Lancang Cooperation)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
CULTURE

พะเยา ขุดพบเจดีย์พันปี สร้างรถไฟเด่นชัย-เชียงราย

พบเจดีย์โบราณพันปีแนวรถไฟรางคู่เด่นชัย-เชียงราย กรมศิลป์เร่งตรวจสอบ ชาวบ้านหวั่นมรดกถูกทำลาย

พะเยา, 25 มีนาคม 2568 – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในพื้นที่ก่อสร้างโครงการรถไฟทางคู่สายเด่นชัย–เชียงราย บริเวณใกล้ชุมชนบ้านเจดีย์งามและบ้านสันป่าเป้า ตำบลท่าวังทอง อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา ได้เกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้น เมื่อมีการขุดพบ “ยอดเจดีย์โบราณ 7 ชั้น” คาดว่ามีอายุเก่าแก่กว่า 1,000 ปี โดยชาวบ้านเชื่อว่าโบราณวัตถุชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของวัดพระธาตุนกแซว วัดโบราณที่เคยตั้งอยู่บริเวณดังกล่าว

ล้อมพื้นที่ ขุดเจดีย์เก่า บ่งชี้แหล่งอารยธรรมโบราณ

บริเวณที่พบวัตถุโบราณ มีการล้อมปิดพื้นที่โดยผู้รับเหมาก่อสร้าง พร้อมติดป้ายห้ามบุคคลภายนอกเข้า อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านในพื้นที่ได้สังเกตเห็นการขุดเจาะด้วยรถแบ็กโฮ และพบหลุมที่คาดว่าใช้เตรียมวางหม้อรางรถไฟ

เมื่อชาวบ้านสำรวจเพิ่มเติมกลับพบเศษชิ้นส่วนเจดีย์ลักษณะเป็นหินทรายแกะสลัก ซึ่งยังคงความสมบูรณ์ของศิลปกรรม โดยเฉพาะยอดเจดีย์ทรง 7 ชั้น ที่มีลักษณะทางศิลปะล้านนาเด่นชัด สันนิษฐานว่าเป็นศิลปะจากยุคพุทธศตวรรษที่ 17–18

พระสงฆ์และชาวบ้านร่วมใจ พิธีสูตรถอนก่อนนำไปเก็บรักษา

พระสงฆ์ ผู้นำชุมชน และชาวบ้านในตำบลท่าวังทอง ได้ร่วมกันประกอบพิธีสูตรถอนตามแบบล้านนาโบราณ เพื่อแสดงความเคารพต่อโบราณวัตถุ ก่อนจะทำการขนย้ายชิ้นส่วนที่พบไปยังวัดเจดีย์งาม เพื่อเก็บรักษาและเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์ท้องถิ่นต่อไป

พระครูประจักษ์ เจ้าอาวาสวัดเจดีย์งาม ระบุว่า ชาวบ้านรู้สึกห่วงใยโบราณสถานในพื้นที่ที่อาจจะสูญหายไปกับการก่อสร้างทางรถไฟ โดยไม่ผ่านกระบวนการสำรวจที่เหมาะสม จึงร่วมมือกันขุดค้นและแจ้งเจ้าหน้าที่อย่างเร่งด่วน

กรมศิลปากรเข้าตรวจสอบเบื้องต้น สั่งชะลอการก่อสร้าง

หลังได้รับแจ้งจากประชาชน กรมศิลปากรโดยสำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ ได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบทันที และยืนยันว่าโบราณวัตถุที่พบมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และควรได้รับการอนุรักษ์

ขณะนี้ได้มีคำสั่งให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) หยุดการก่อสร้างชั่วคราวในจุดดังกล่าว เพื่อเปิดทางให้กรมศิลป์ทำการสำรวจทางโบราณคดีอย่างละเอียด โดยจะร่วมมือกับชุมชนในกระบวนการเก็บข้อมูลและศึกษาเชิงลึกต่อไป

แนวรถไฟรุกที่นาเอกชน ชาวบ้านตั้งข้อกังวล

พื้นที่ที่มีการขุดพบยอดเจดีย์นั้น เดิมเป็นที่นาของชาวบ้านซึ่งมีเอกสารสิทธิ์อย่างถูกต้อง แต่ถูกเวนคืนโดยการรถไฟฯ เพื่อใช้ในการวางรางรถไฟสายใหม่ สร้างความกังวลให้กับชาวบ้านว่า อาจมีโบราณสถานอีกจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับการสำรวจ

ชาวบ้านบางรายให้ข้อมูลว่า วัดพระธาตุนกแซวในอดีตเคยเป็นศูนย์กลางศาสนาของชุมชน มีอายุยาวนานกว่าศตวรรษ และคาดว่ามีซากวัดหรืออุโบสถฝังอยู่ใต้ดิน หากไม่มีการสำรวจอย่างรอบคอบ โบราณสถานเหล่านี้อาจถูกทำลายโดยไม่ตั้งใจ

ข้อเสนอจากภาคประชาชน-ขอร่วมเป็นกรรมการสำรวจ

ภาคประชาชนเสนอให้กรมศิลปากรตั้งคณะกรรมการร่วมสำรวจ โดยให้มีตัวแทนจากชาวบ้าน ผู้นำชุมชน และภาควิชาการเข้าร่วม เพื่อให้การทำงานมีความโปร่งใส และสามารถเก็บรักษามรดกทางวัฒนธรรมท้องถิ่นไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พระสงฆ์ในพื้นที่ระบุว่า ความร่วมมือระหว่างรัฐและประชาชนจะทำให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยไม่ทำลายรากเหง้าทางวัฒนธรรมของชุมชนดั้งเดิม

ความคิดเห็นจากสองฝ่าย

ฝ่ายชาวบ้านและภาคอนุรักษ์
ชี้ว่า การขุดเจดีย์และพบโบราณสถานในแนวรถไฟครั้งนี้สะท้อนถึงความจำเป็นในการสำรวจโบราณคดีก่อนเริ่มก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ พวกเขาเรียกร้องให้ทุกโครงการพัฒนาระดับชาติให้ความสำคัญกับมรดกทางวัฒนธรรมอย่างเป็นระบบ

นอกจากนี้ ยังเสนอให้กรมศิลปากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนผังโบราณสถานร่วมกับชุมชน และจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นหรือศูนย์เรียนรู้ เพื่อให้เยาวชนได้ศึกษาและซึมซับประวัติศาสตร์ของบ้านตนเอง

ฝ่ายหน่วยงานรัฐและโครงการรถไฟ

ยืนยันว่าได้ปฏิบัติตามขั้นตอนทางกฎหมาย โดยการเวนคืนที่ดินและเตรียมการก่อสร้างได้ผ่านกระบวนการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) แล้ว อย่างไรก็ตาม หน่วยงานพร้อมรับฟังและปรับแผนงาน หากพบว่าในพื้นที่มีหลักฐานโบราณสถานที่สำคัญ พร้อมทั้งให้ความร่วมมือกับกรมศิลปากรในการหยุดงานชั่วคราวเพื่อศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด

สถิติที่เกี่ยวข้องกับข่าว

  • วันที่พบยอดเจดีย์โบราณ: 25 มีนาคม 2568
  • ลักษณะเจดีย์: เจดีย์ 7 ชั้น หินทรายแกะสลัก ศิลปะล้านนา
  • พื้นที่ตั้ง: บ้านเจดีย์งาม – บ้านสันป่าเป้า ตำบลท่าวังทอง อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา
  • แนวทางรถไฟที่เกี่ยวข้อง: โครงการรถไฟทางคู่ สายเด่นชัย–เชียงราย
  • หน่วยงานรับผิดชอบ: การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)
  • หน่วยงานสำรวจโบราณคดี: กรมศิลปากร สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่
  • พื้นที่ที่เวนคืน: ที่นามีเอกสารสิทธิ์ของชาวบ้าน
  • ความคืบหน้าล่าสุด: หยุดการก่อสร้างชั่วคราว รอการสำรวจเต็มรูปแบบจากกรมศิลป์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • รายงานภาคสนามจากผู้สื่อข่าวท้องถิ่น จังหวัดพะเยา
  • ข้อมูลจากสมาคมอนุรักษ์วัฒนธรรมล้านนา
  • สำนักงานศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่
  • ข้อมูลโครงการจากการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
ECONOMY

หมูแพงขึ้น! ผู้เลี้ยงเผยขาดทุนหนัก ปรับราคาตามกลไกตลาด

ราคาหมูขยับขึ้น! สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติแจงต้นทุน-การควบคุมผลผลิต หนุนราคาสมดุล

ประเทศไทย, 25 มีนาคม 2568 – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ได้เปิดเผยถึงสถานการณ์ราคาสุกรในประเทศ ซึ่งปรับตัวสูงขึ้นในช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา สร้างความสนใจและความกังวลให้กับผู้บริโภคและผู้ค้าในตลาดสด โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ค่าครองชีพของประชาชนยังอยู่ในระดับสูง

ราคาสุกรขยับรับกลไกตลาดหลังขาดทุนยาว

ตลอดปี 2566 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2567 เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรทั่วประเทศประสบภาวะขาดทุนอย่างรุนแรง โดยเฉพาะกลุ่มฟาร์มขนาดเล็กหลายแห่งต้องยุติการดำเนินกิจการ ส่วนฟาร์มขนาดกลางถึงใหญ่ลดจำนวนแม่พันธุ์ลงถึง 40-50% เพื่อลดต้นทุนและความเสี่ยงจากภาวะขาดทุน

ราคาสุกรขุนหน้าฟาร์มในช่วงไตรมาสที่ 4 ปี 2567 อยู่ในระดับที่ทำให้เกษตรกรขาดทุนประมาณ 500-700 บาทต่อตัว โดยช่วงที่ขาดทุนหนักที่สุดคือไตรมาสที่ 3 ของปี 2566 ซึ่งขาดทุนสูงถึงตัวละ 3,600 บาท หรือคิดเป็น 40% ของต้นทุนการเลี้ยงสุกร

ปัจจุบันเริ่มมีกำไรขั้นต้น ราคาหน้าฟาร์มปรับขึ้น

ในช่วงเดือนมีนาคม 2568 ราคาสุกรขุนหน้าฟาร์มปรับตัวเพิ่มขึ้น จนสามารถทำกำไรขั้นต้นได้ประมาณ 13% ซึ่งถือเป็นระดับราคาที่ “ยุติธรรม” ทั้งต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค โดยราคาจำหน่ายปลีกเนื้อสุกรแดงในห้างค้าปลีกอยู่ที่ประมาณ 143 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ราคาที่ตลาดสดอยู่ที่ประมาณ 150 บาทต่อกิโลกรัม

นายสิทธิพันธ์ ระบุว่า การปรับขึ้นของราคาดังกล่าว เป็นไปตามกลไกตลาด ไม่ได้เกิดจากการกำหนดราคาหรือการปั่นราคาแต่อย่างใด พร้อมย้ำว่าผู้เลี้ยงสุกรร่วมมือกับภาครัฐในการควบคุมราคามาโดยตลอด เพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้บริโภคมากเกินไป

ควบคุมปริมาณแม่พันธุ์ หวังรักษาสมดุลตลาด

สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ได้กำหนดแนวทางควบคุมปริมาณแม่พันธุ์สุกรทั่วประเทศในปี 2568 ให้อยู่ในระดับ 1.1-1.2 ล้านตัว เพื่อควบคุมผลผลิตสุกรขุนให้อยู่ที่ระดับประมาณ 21-23 ล้านตัวตลอดปี ซึ่งสอดคล้องกับปริมาณความต้องการบริโภคภายในประเทศ

แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะสุกรล้นตลาด ซึ่งจะกดราคาหน้าฟาร์มให้ต่ำกว่าต้นทุนอีกครั้ง และในทางกลับกัน หากควบคุมผลผลิตได้เหมาะสม จะสามารถรักษาระดับราคาที่ผู้บริโภคสามารถรับได้ และเกษตรกรสามารถอยู่รอ

ความเสี่ยงด้านสุขภาพสัตว์ยังคงมีอยู่

อีกหนึ่งปัจจัยที่ผู้เลี้ยงสุกรต้องเฝ้าระวังคือ สภาพอากาศในช่วงต้นปีที่มีทั้งอากาศร้อนและฝนตก สร้างความเสี่ยงต่อสุขภาพของสุกร ทำให้มีโอกาสเกิดโรคในฟาร์มได้ง่ายขึ้น หากมีการระบาดของโรค อาจส่งผลกระทบต่ออัตราการตายของสุกร และกระทบถึงปริมาณสุกรขุนในระบบ

สมาคมฯ จึงขอความร่วมมือจากผู้เลี้ยงทั่วประเทศให้เพิ่มความระมัดระวังในการบริหารจัดการฟาร์มให้เข้มงวด โดยเฉพาะเรื่องสุขอนามัย การทำความสะอาดฟาร์ม และการใช้วัคซีน เพื่อป้องกันโรคที่อาจเกิดขึ้น

การดูแลผู้บริโภคยังคงเป็นหลักสำคัญ

นายสิทธิพันธ์ ย้ำว่า ผู้เลี้ยงสุกรส่วนใหญ่มีความตั้งใจดูแลผู้บริโภคมาโดยตลอด ทั้งการสนองต่อนโยบายรัฐ การควบคุมราคาสุกร และการร่วมมือในมาตรการของกระทรวงพาณิชย์ โดยเฉพาะในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจของประเทศยังเปราะบาง ผู้เลี้ยงสุกรยังคงดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบ

สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติยืนยันว่า จะพยายามรักษาสมดุลในตลาดให้อยู่ในจุดที่เหมาะสม ระหว่างต้นทุนการเลี้ยงที่แท้จริงและราคาที่ผู้บริโภครับได้ โดยมีการประสานงานกับภาครัฐอย่างต่อเนื่อง

ความคิดเห็นจากทั้งสองฝ่าย

ฝ่ายเกษตรกร มองว่า การปรับขึ้นราคาสุกรในช่วงนี้เป็นเรื่องจำเป็น หลังจากขาดทุนอย่างต่อเนื่องมานานกว่า 1 ปี การได้ราคาที่เริ่มมีกำไรบ้างถือเป็นการประคองอาชีพให้ยืนระยะได้ โดยเฉพาะกลุ่มฟาร์มขนาดกลางและเล็กที่แบกรับต้นทุนมาอย่างยาวนาน

ฝ่ายผู้บริโภค แม้เข้าใจถึงความจำเป็นของผู้ผลิต แต่ก็มีความกังวลว่า ราคาที่เพิ่มขึ้นอาจกระทบต่อค่าครองชีพในภาพรวม โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อยที่พึ่งพาโปรตีนจากเนื้อหมูเป็นหลัก หากราคายืนในระดับสูงต่อเนื่อง จะต้องหาทางเลือกอื่นที่ราคาย่อมเยากว่า

สถิติที่เกี่ยวข้อง (ณ มีนาคม 2568)

  • ราคาจำหน่ายสุกรเนื้อแดง:
    • ห้างค้าปลีก: 143 บาท/กก.
    • ตลาดสดทั่วไป: 150 บาท/กก.
  • ราคาสุกรขุนหน้าฟาร์ม: เพิ่มขึ้น ทำกำไรขั้นต้น ~13%
  • ต้นทุนเฉลี่ยการเลี้ยงสุกร: ประมาณ 3,500-3,800 บาทต่อตัว
  • ขาดทุนหนักสุดในไตรมาส 3/2566: 3,600 บาทต่อตัว
  • จำนวนแม่พันธุ์สุกรที่ควบคุมในปี 2568: 1.1–1.2 ล้านตัว
  • คาดการณ์ผลผลิตสุกรขุนปี 2568: 21–23 ล้านตัว

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ
  • กระทรวงพาณิชย์
  • การสำรวจราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ณ ตลาดสดและห้างค้าปลีกทั่วประเทศ (โดยกรมการค้าภายใน)
  • รายงานสถานการณ์การเลี้ยงสัตว์โดยกรมปศุสัตว์ ประจำไตรมาส 1/2568
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
ECONOMY

เศรษฐกิจไทยส่อแวว ธุรกิจเจ๊งพุ่ง 2,218 แห่ง ใน 2 เดือน

เศรษฐกิจไทยสะเทือน ธุรกิจปิดกิจการ 2,218 แห่งใน 2 เดือนแรกปี 2568

ประเทศไทย, 25 มีนาคม 2568 –  ผู้สื่อข่าวรายงานตัวเลขของประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจครั้งสำคัญ ล่าสุด กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ รายงานว่า ในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2568 (มกราคม-กุมภาพันธ์) มีธุรกิจปิดกิจการแล้วถึง 2,218 แห่ง เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วถึง 16.86% ขณะที่ยอดการจัดตั้งธุรกิจใหม่กลับลดลง 5.09% เมื่อเทียบกับปี 2567

ธุรกิจใหม่ลดฮวบ ทุนจดทะเบียนหดตัว

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า การจัดตั้งธุรกิจใหม่ในเดือนกุมภาพันธ์ มีจำนวนเพียง 7,529 ราย ลดลง 579 ราย หรือ 7.14% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปี 2567 ขณะที่ทุนจดทะเบียนใหม่ลดลงถึง 19.78% เหลือ 16,335 ล้านบาท

เมื่อรวมยอดสะสม 2 เดือนแรกปี 2568 พบว่ามีการจัดตั้งธุรกิจใหม่เพียง 16,391 ราย ลดลงจาก 17,270 รายในปีที่แล้ว โดยมีทุนจดทะเบียนรวม 41,285 ล้านบาท ลดลง 9.85% จากปีก่อน

ธุรกิจยอดนิยมที่ยังเกิดใหม่แม้ภาวะชะลอ

แม้ภาพรวมจะซบเซา แต่ยังมี 3 ประเภทธุรกิจที่ยังได้รับความนิยมในการจัดตั้ง ได้แก่

  1. ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป – 1,319 ราย ทุน 2,762 ล้านบาท
  2. ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ – 1,085 ราย ทุน 4,156 ล้านบาท
  3. ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร – 675 ราย ทุน 1,341 ล้านบาท

ธุรกิจล้มเลิกพุ่งสูง เหตุต้นทุนพุ่ง-เศรษฐกิจชะลอ

สำหรับการเลิกกิจการ 2 เดือนแรก พบว่ามีจำนวน 2,218 ราย เพิ่มขึ้น 320 ราย คิดเป็น 16.86% จากปี 2567 โดยมีทุนจดทะเบียนรวม 7,017 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 656 ล้านบาท หรือ 10.31% ธุรกิจที่เลิกสูงสุด ได้แก่

  1. ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป – 227 ราย ทุน 375 ล้านบาท
  2. ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร – 92 ราย ทุน 274 ล้านบาท
  3. ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ – 87 ราย ทุน 289 ล้านบาท

ธุรกิจนิติบุคคลยังคงดำเนินการกว่า 9.3 แสนราย

ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีนิติบุคคลจดทะเบียนรวม 1,981,221 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 30.61 ล้านล้านบาท ในจำนวนนี้มีนิติบุคคลที่ยังคงดำเนินธุรกิจอยู่ 935,839 ราย คิดเป็น 47% ของนิติบุคคลทั้งหมด โดยเป็นบริษัทจำกัดถึง 737,891 ราย หรือ 78.85% ของธุรกิจที่ยังดำเนินการอยู่

ต้นเหตุธุรกิจสะดุด: ปัจจัยภายใน-ภายนอกบีบตัวเลขติดลบ

อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้การจัดตั้งธุรกิจใหม่ชะลอตัวลง เป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่แน่นอน สงครามและความขัดแย้งระหว่างประเทศ ราคาพลังงานที่สูงขึ้น นโยบายการค้าและภาษีที่เปลี่ยนแปลงจากฝั่งสหรัฐฯ รวมถึงภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้นในประเทศ ล้วนส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการ

นอกจากนี้ ผู้บริโภคเริ่มระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ส่งผลต่อกำลังซื้อในหลายภาคส่วน ทำให้ภาคธุรกิจชะลอการลงทุนและการเริ่มต้นกิจการใหม่

สัดส่วนการตั้งธุรกิจต่อเลิกกิจการ ยังอยู่ในเกณฑ์ดี

แม้สถานการณ์จะน่าเป็นห่วง แต่หากพิจารณาอัตราการจัดตั้งธุรกิจใหม่ต่อการเลิกกิจการยังอยู่ในระดับ 7:1 ซึ่งดีกว่า 5 ปีที่ผ่านมา ที่มีค่าเฉลี่ยเพียง 4:1 ถือเป็นสัญญาณบวกในภาพรวมของเศรษฐกิจไทย

การลงทุนต่างชาติยังไหลเข้าไทยต่อเนื่อง

ในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2568 การลงทุนโดยตรงจากต่างชาติยังเติบโตต่อเนื่อง โดยมีนักลงทุนต่างชาติเปิดกิจการในไทย 73 ราย เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ถึง 68% คิดเป็นเงินลงทุนรวม 35,277 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33% แหล่งทุนหลัก 5 อันดับแรก ได้แก่

  1. ญี่ปุ่น – 38 ราย เงินลงทุน 13,676 ล้านบาท
  2. จีน – 23 ราย เงินลงทุน 5,113 ล้านบาท
  3. สิงคโปร์ – 23 ราย เงินลงทุน 4,490 ล้านบาท
  4. สหรัฐอเมริกา – 19 ราย เงินลงทุน 1,372 ล้านบาท
  5. ฮ่องกง – 16 ราย เงินลงทุน 1,587 ล้านบาท

ธุรกิจที่ได้รับการลงทุน ได้แก่ ศูนย์กระจายสินค้า วิจัยและพัฒนา บริการรับจ้างผลิต รวมถึงธุรกิจเทคโนโลยีและศูนย์ข้อมูล (Data Center)

แนวโน้มเศรษฐกิจและความหวังจากมาตรการรัฐ

หน่วยงานรัฐยังคาดว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปีจะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยมีแรงหนุนจากมาตรการภาครัฐ อาทิ

  • Easy E-Receipt
  • การท่องเที่ยวช่วงฤดูพีค
  • การลงทุนของรัฐในโครงสร้างพื้นฐาน
  • การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย

ทั้งนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าคาดการณ์ว่า การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจตลอดปี 2568 จะสามารถแตะเป้า 90,000–95,000 ราย ได้หากภาครัฐเดินหน้านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง

ความคิดเห็นจากทั้งสองมุมมอง

ฝ่ายสนับสนุน มองว่า ตัวเลขการจัดตั้งธุรกิจยังสูงกว่าการเลิกกิจการอย่างมีนัยสำคัญ แสดงถึงศักยภาพของเศรษฐกิจไทยที่ยังน่าลงทุน ขณะที่การลงทุนจากต่างชาติที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อโครงสร้างพื้นฐานและเสถียรภาพของประเทศไทย

ฝ่ายกังวล ชี้ว่า ตัวเลขการเลิกกิจการที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องสะท้อนถึงแรงกดดันของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะรายย่อยที่รับภาระต้นทุนไม่ไหว หากไม่มีมาตรการช่วยเหลือที่ตรงจุด อาจเห็นการเลิกกิจการมากขึ้นในไตรมาสถัดไป

สถิติที่เกี่ยวข้อง (ม.ค.–ก.พ. 2568)

  • จัดตั้งธุรกิจใหม่: 16,391 ราย (-5.09%)
  • ทุนจดทะเบียนใหม่: 41,285 ล้านบาท (-9.85%)
  • ธุรกิจเลิกกิจการ: 2,218 ราย (+16.86%)
  • ทุนจดทะเบียนเลิก: 7,017 ล้านบาท (+10.31%)
  • นิติบุคคลดำเนินกิจการ: 935,839 ราย
  • การลงทุนจากต่างชาติ: 35,277 ล้านบาท (+33%)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์
  • สำนักข่าวกรุงเทพธุรกิจ วันที่ 25 มีนาคม 2568 
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI TRAVEL

อนันตราเปิดเต็นท์หรู สัมผัสธรรมชาติสามเหลี่ยมทองคำ

อนันตราเปิดตัว The Mekong Explorer Tent เต็นท์แคมป์ลักชัวรี่ใจกลางธรรมชาติสามเหลี่ยมทองคำ

เชียงราย, 25 มีนาคม 2568 – อนันตรา สามเหลี่ยมทองคำ แคมป์ช้าง แอนด์ รีสอร์ท จังหวัดเชียงราย เปิดตัวเต็นท์แคมป์สุดหรูแห่งใหม่ “The Mekong Explorer Tent” อย่างเป็นทางการ ถือเป็นหนึ่งในที่พักแบบเต็นท์ที่หรูหราที่สุดในประเทศไทย ตั้งอยู่บนเนินเขาสูงสุดของรีสอร์ท บนพื้นที่กว่า 16 ไร่ โอบล้อมด้วยป่าไผ่อันเขียวขจี มองเห็นแม่น้ำโขงและทิวทัศน์ของสามประเทศ ได้แก่ ไทย ลาว และเมียนมาร์ ได้อย่างชัดเจนแบบพาโนรามา

เต็นท์สุดหรูสไตล์โคโลเนียลผสานล้านนา

The Mekong Explorer Tent ได้รับแรงบันดาลใจจากนักสำรวจในอดีต ผสานศิลปะตะวันตกแบบโคโลเนียลกับความงามแบบล้านนา ห้องพักออกแบบอย่างประณีตด้วยวัสดุไม้สีเข้ม หนังแท้ และผ้าไหมจิม ทอมป์สัน เพิ่มความหรูหรา กลมกลืนกับธรรมชาติอย่างลงตัว

ภายในประกอบด้วย 2 ห้องนอนขนาดใหญ่ เตียงคิงไซส์ พร้อมห้องน้ำในตัวและอ่างอาบน้ำกลางแจ้งบนระเบียงส่วนตัวขนาด 22 ตารางเมตร รวมพื้นที่ใช้สอย 75 ตารางเมตรต่อห้อง มีสระว่ายน้ำส่วนตัวขนาด 3×5 เมตร รองรับผู้ใหญ่สูงสุด 3 ท่าน และเด็ก 1 คน หรือผู้ใหญ่ 2 ท่านกับเด็ก 2 คน

เปิดประสบการณ์การพักผ่อนเหนือระดับ

แพ็คเกจการเข้าพักเริ่มต้นที่ราคา 110,000 บาทต่อคืน ซึ่งรวมบริการพิเศษมากมาย อาทิ

  • บัตเลอร์ส่วนตัว
  • อาหารเช้าสไตล์ In-Tent Dining
  • ดินเนอร์สุดพิเศษแบบ 3 คอร์ส ณ ห้องอาหารแสมสาร
  • อาหารครบ 3 มื้อ พร้อมเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ไม่จำกัด
  • Sky Bite Adventure ชมทัศนียภาพแม่น้ำโขงและฝูงช้างบนความสูง 40 เมตร
  • เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์หอฝิ่นเพื่อเรียนรู้ประวัติศาสตร์สามเหลี่ยมทองคำ
  • ล่องเรือหางยาวบนแม่น้ำโขง

ของที่ระลึกสะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่น

ในห้องพักมีของที่ระลึกที่สะท้อนวัฒนธรรมและวิถีชุมชนของภาคเหนือ อาทิ

  • ชาสวรรค์บนดิน จากกลุ่มชาวบ้าน
  • ช็อกโกแลตจาก Kad Kokoa จังหวัดเชียงใหม่
  • คุกกี้เนยรูปช้างโฮมเมด
  • ผลิตภัณฑ์เห็ดอบกรอบจากดอยตุง
  • ถุงผ้าทอมือแพรวา อัตลักษณ์ของชนเผ่าภาคเหนือ

ทั้งหมดเลือกใช้วัสดุที่ยั่งยืน สื่อถึงความเอาใจใส่ต่อสิ่งแวดล้อมของรีสอร์ท

กิจกรรมหลากหลายเติมเต็มการพักผ่อน

อนันตราสามเหลี่ยมทองคำ ยังมีกิจกรรมมากมายสำหรับนักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม เช่น

  • Walking with Giants เดินเคียงข้างช้างพร้อมควาญ
  • คลาสเรียนทำอาหารไทย Spice Spoons
  • รับประทานอาหารบนกระเช้าลอยฟ้า Canopy
  • คลาสโยคะ พิลาทิส และแพคเกจสปาทรีตเมนต์ส่วนตัว

เชียงรายยกระดับสู่จุดหมายลักชัวรี่ระดับโลก

การเปิดตัว The Mekong Explorer Tent เป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ของจังหวัดเชียงรายในฐานะแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ โดยเฉพาะในกลุ่มนักท่องเที่ยวระดับบนที่มองหาประสบการณ์พิเศษ และมีศักยภาพในการใช้จ่ายสูง

สถิติที่เกี่ยวข้อง

  • ราคาเริ่มต้นการเข้าพัก: 110,000 บาท/คืน (ข้อมูลจาก Anantara Golden Triangle Elephant Camp & Resort)
  • ขนาดห้องพัก: 75 ตารางเมตร/ห้อง พร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัว
  • จำนวนห้องพักในโครงการ The Mekong Explorer Tent: 1 ยูนิต (เต็นท์แบบ Exclusive)
  • พื้นที่รีสอร์ทโดยรวม: กว่า 16 ไร่ (ข้อมูลจาก อนันตรา เชียงราย)
  • จำนวนกิจกรรมภายในรีสอร์ท: มากกว่า 10 รายการ (ข้อมูล ณ มีนาคม 2568)

Anantara Golden Triangle Unveils The Mekong Explorer Tent: Where Luxury Meets Adventure in the Heart of Northern Thailand

 

Bangkok, 24th February 2025 – Anantara Golden Triangle Elephant Camp & Resort unveils one of Thailand’s most unique and luxurious stays – The Mekong Explorer Tent. The exceptional hillside retreat offers unrivaled panoramic views of Northern Thailand’s breathtaking landscapes, serving as a serene haven for stargazers, nature enthusiasts, and intrepid explorers alike.

Located just 4 km from the iconic Golden Triangle, The Mekong Explorer Tent sits where the borders of Thailand, Laos, and Myanmar converge. Nestled in a 160-acre bamboo forest, the tent offers sweeping views of the verdant jungle, the mighty Mekong River, and the Golden Triangle Asian Elephant Foundation’s 20 rescued elephants roaming below.

The two-bedroom luxury retreat is thoughfully designed with explorers in mind, featuring a tasteful mix of leather, wood, and accents of Jim Thompson fabrics that exude timeless elegance. Handcrafted furniture and locally sourced amenities immerse guests in the region’s rich culture, including locally made, sustainable teas from Sawanabondin, chocolates from Kad Kakao in Northern Thailand, homemade elephant shaped butter cookies, crispy mushrooms in collaboration with DoiTung, and a Praewa cloth bag, traditionally used by hilltribes in the Lanna region. Each spacious bedroom boasts an en-suite bathroom and oversized king-size beds for unparalleled comfort. Outside, two private terraces each feature a 5m x 3m infinity pool and an outdoor bathtub, offering a serene soak amidst nature.

Guests of The Mekong Explorer Tent also enjoy tailored luxuries, including an Explorer’s Arrival via traditional longtail boat, a Sky Bike adventure, full-board gourmet dining, unlimited non-alcoholic beverages, a fully stocked minibar, and access to the Hall of Opium Museum. Additionally, each night’s stay includes a choice of unforgettable activities, such as the Walking with Giants elephant experience, a Spice Spoons cooking class with a local market visit, a 60-minute spa treatment, or a private yoga or Pilates session.

The resort will further elevate its offerings with the introduction of the Mekong Explorer Suites. These suites, inspired by intrepid explorers of the Mekong River, blend Thai Lanna elements with colonial influences. Dark wood paneling, elephant-inspired décor, and antique-style travel trunks evoke a sense of tradition and adventure. Each suite features a balcony with jungle views, a cantilevered Thai daybed, a rain shower, a terrazzo soaking tub, and locally sourced amenities.

The Mekong Explorer Tent is part of the resort’s array of unique luxury accommodations, including the Jungle Bubble and Jungle Bubble Lodge, which offer guests an unforgettable safari-style experience. Guests can dine on a private deck overlooking elephants and enjoy personalized butler service, two bedrooms, and a private plunge pool in these off-the-grid retreats.

 

Anantara Golden Triangle Elephant Camp & Resort is renowned for its commitment to sustainable tourism and wildlife conservation. The resort provides sanctuary for 20 rescued elephants through the Golden Triangle Asian Elephant Foundation, offering guests ethical and educational interactions with these gentle giants. Guests can also enjoy world-class amenities, including luxurious suites, fine dining inspired by the region’s three countries, a rejuvenating spa, and a 30-meter infinity pool overlooking the elephant plains. From birdwatching in the 160-acre bamboo forest to breakfast in the treetops with the Canopy dining experience, every moment at Anantara Golden Triangle is extraordinary. The resort also offers a truly sustainable experience. From the complete elimination of single-use plastic to a reliance on solar power, the resort is also home to its own farm, complete with herb and vegetable gardens, grey Oyster mushroom farm, bee hives, and free-range chickens.

A stay in The Mekong Explorer Tent* starts from $3,800++ per night, including an Explorer’s Arrival, a Sky Bike adventure, full-board gourmet dining, unlimited non-alcoholic beverages, a fully stocked minibar, and access to the Hall of Opium Museum. Additionally, each night’s stay includes a choice of unforgettable activities. For more information and the best available rates, visit anantara.com/en/golden-triangle-chiang-rai, email goldentriangle.ccc@contact.anantara.com, or call +66 53 784 084. For the latest news, follow the resort on Instagram @anantara_goldentriangle

*The Mekong Explorer Tent

  • 2 King Bedrooms 52 sqm with a 22 sqm private balcony, totaling 75 sqm per unit.
  • 2 x oversized king-size beds
  • 2 x bathrooms
  • Outdoor bathtub on the deck for a serene soak amidst nature
  • Private swimming pool measuring L4.8m x W3.15m.
  • Maximum 3 adults & 1 child or 2 adults & 2 children

**The Golden Triangle Luxury Explorer Package includes return luxury airport transfers, full board dining, inclusive of breakfast, lunch and dinner, as well as in-room dining, unlimited non-alcoholic beverages, in-room minibar and admission to the Hall of Opium Museum. Every guest also receives one unforgettable activity for every night stayed including an elephant experience, Spice Spoons cooking class, a 60-minute spa treatment or a 60-minute private yoga or Pilates class.

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • อนันตราสามเหลี่ยมทองคำ แคมป์ช้าง แอนด์ รีสอร์ท – www.anantara.com

  • ข้อมูลรีวิวจาก TripAdvisor และ Booking.com

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News