Categories
TOP STORIES WORLD PULSE

จีนยันส่ง 40 อุยกูร์! ไม่ละเมิดสิทธิฯ UNHCR กลัวจีนโกรธ

สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยชี้แจงกรณีส่งตัว 40 ชาวจีนกลับประเทศ

การดำเนินการของรัฐบาลไทยและปฏิกิริยาระหว่างประเทศ

ประเทศไทย, 2 มีนาคม 2568สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ได้โพสต์ข้อความชี้แจงล่าสุดเกี่ยวกับกรณีการส่งตัวชาวจีนจำนวน 40 คนกลับประเทศจีน หลังมีคำถามจากผู้สื่อข่าวและการแสดงความกังวลจากประเทศและองค์กรระหว่างประเทศบางแห่ง โฆษกสถานทูตจีนได้รวบรวมคำถามและให้คำตอบเพื่ออธิบายถึงรายละเอียดของกรณีดังกล่าว

การส่งตัวชาวจีนกลับประเทศและข้อโต้แย้งด้านกฎหมายระหว่างประเทศ

คำถามแรกที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ การส่งตัวชาวจีนที่ลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายจำนวน 40 คนกลับประเทศจีน ถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่ โฆษกสถานเอกอัครราชทูตจีนชี้แจงว่า บุคคลเหล่านี้เป็นผู้ที่ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ไม่ใช่ผู้ลี้ภัย ดังนั้น การส่งตัวพวกเขากลับประเทศจึงถือเป็นกระบวนการปกติของการบังคับใช้กฎหมายที่สอดคล้องกับหลักมาตรฐานสากล

ทางการไทยและจีนมีหลักฐานยืนยันว่าผู้ถูกส่งตัวไม่ใช่ผู้ลี้ภัย และรัฐบาลไทยดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายการควบคุมการลักลอบอพยพผิดกฎหมายซึ่งได้รับการยอมรับในระดับสากล ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2567 ประเทศขนาดใหญ่หลายแห่งได้ส่งกลับบุคคลที่เข้าเมืองผิดกฎหมายมากกว่า 270,000 คน

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายที่วิพากษ์วิจารณ์มองว่า การส่งตัวบุคคลดังกล่าวอาจเป็นการละเมิดหลักสิทธิมนุษยชนและกฎหมายระหว่างประเทศ โดยองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนและรัฐบาลบางประเทศแสดงความกังวลเกี่ยวกับสวัสดิภาพของผู้ถูกส่งตัวหลังเดินทางกลับจีน

ข้อกังวลเรื่องสิทธิมนุษยชนและการปฏิบัติต่อผู้ถูกส่งตัว

บางประเทศและองค์กรระหว่างประเทศตั้งคำถามว่า บุคคลที่ถูกส่งตัวกลับอาจถูกทรมานและละเมิดสิทธิมนุษยชนเมื่อเดินทางถึงจีน ทางสถานทูตจีนตอบว่า รัฐบาลจีนปฏิบัติตามหลักการปกครองโดยกฎหมาย และยึดมั่นในอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมาน (Convention Against Torture) ที่จีนเป็นภาคีมาตั้งแต่ปี 2529

ทางการจีนยืนยันว่าผู้ที่ถูกส่งตัวกลับได้รับการดูแลและได้กลับสู่ครอบครัวแล้ว นอกจากนี้ รัฐบาลท้องถิ่นของจีนจะให้ความช่วยเหลือด้านอาชีพและการพัฒนาทักษะให้กับบุคคลเหล่านี้ เพื่อให้พวกเขาสามารถกลับเข้าสู่สังคมได้โดยเร็วที่สุด

กรณีซินเจียงและปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้าย

คำถามที่สามเกี่ยวข้องกับ สถานการณ์ในซินเจียง ซึ่งถูกกล่าวถึงว่าเป็นประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนมานานหลายปี โดยมีรายงานเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิของชาวอุยกูร์และชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ

สถานเอกอัครราชทูตจีนระบุว่า ตั้งแต่ปี 1990 เป็นต้นมา เขตปกครองตนเองซินเจียงเผชิญกับภัยคุกคามจากกลุ่มก่อการร้าย รวมถึงขบวนการอิสลามเตอร์กิสถานตะวันออก (ETIM) ซึ่งได้รับการขึ้นบัญชีเป็นกลุ่มก่อการร้ายโดยองค์การสหประชาชาติ ทางการจีนจึงดำเนินมาตรการรักษาความมั่นคงอย่างเข้มงวด ส่งผลให้ซินเจียงไม่มีเหตุการณ์ก่อการร้ายอีกเลยตั้งแต่ปี 2016 เป็นต้นมา

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จากองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนและรัฐบาลบางประเทศให้ความเห็นว่า มาตรการของจีนอาจละเมิดสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพทางศาสนา โดยมีรายงานว่าผู้ที่ถูกส่งตัวกลับอาจเผชิญกับการควบคุมตัวโดยไม่มีการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม

การติดตามชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ถูกส่งตัวกลับในอนาคต

โฆษกสถานทูตจีนยืนยันว่า ทางการจีนยินดีต้อนรับเจ้าหน้าที่ไทยให้เดินทางไปตรวจสอบความเป็นอยู่ของบุคคลที่ถูกส่งตัวกลับ และให้ความมั่นใจว่าพวกเขาจะได้รับโอกาสในการสร้างชีวิตใหม่ในประเทศบ้านเกิดของตน

ข้อพิพาทระหว่างไทย จีน และองค์กรระหว่างประเทศ

รายงานจาก The New Humanitarian เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับบทบาทของ สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ต่อสถานการณ์ของผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ในประเทศไทยที่ถูกควบคุมตัวเป็นเวลานานกว่าสิบปี โดยมีข้อกล่าวหาว่า UNHCR ปฏิเสธที่จะเข้ามามีบทบาทช่วยเหลือ เนื่องจากแรงกดดันจากจีน และความกังวลเกี่ยวกับการลดเงินสนับสนุนจากรัฐบาลจีน

ไทยกับการควบคุมตัวผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์

เอกสารภายในของ UNHCR ที่ถูกเปิดเผยโดย The New Humanitarian ระบุว่า รัฐบาลไทยได้ควบคุมตัวชาวอุยกูร์ 48 คนมาตั้งแต่ปี 2014 โดยไม่มีข้อกล่าวหาอย่างเป็นทางการ ในจำนวนนี้ 5 คนถูกลงโทษจำคุกจากความพยายามหลบหนีในปี 2020 ส่วนที่เหลือ 43 คนถูกควบคุมตัวในศูนย์กักตัวคนต่างด้าวในกรุงเทพฯ โดยถูกตัดขาดจากการติดต่อกับครอบครัว ทนายความ และกลุ่มสิทธิมนุษยชน

UNHCR กับการปฏิเสธบทบาทในการช่วยเหลือ

The New Humanitarian รายงานว่า รัฐบาลไทยได้พยายามขอความร่วมมือจาก UNHCR ตั้งแต่ปี 2015 ให้เข้ามาช่วยแก้ปัญหาผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ที่ถูกกักตัวในไทย แต่ถูกปฏิเสธ สาเหตุหนึ่งมาจากความกังวลว่า จีนอาจลดเงินสนับสนุนต่อ UNHCR หากมีการดำเนินการช่วยเหลือผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์มากเกินไป

บาบาร์ บาลอช โฆษกของ UNHCR ให้สัมภาษณ์ว่า UNHCR ได้หยิบยกประเด็นนี้พูดคุยกับรัฐบาลไทย แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าถึงผู้ลี้ภัยหรือดำเนินการช่วยเหลือโดยตรง นอกจากนี้ เอกสารภายในของ UNHCR ยังระบุว่าหากมีการเข้าไปช่วยเหลือชาวอุยกูร์ในไทย อาจกระทบความสัมพันธ์กับจีนและการดำเนินงานในประเทศจีน

ผลกระทบของอิทธิพลจีนต่อ UNHCR

จากเอกสารภายในของ UNHCR ระบุว่า มีความเสี่ยงที่จีนจะลดเงินสนับสนุนให้กับ UNHCR ซึ่งครอบคลุมถึงโครงการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในหลายประเทศ และอาจส่งผลกระทบต่อเจ้าหน้าที่ UNHCR ที่ทำงานอยู่ในจีน

ฟิล โรเบิร์ตสัน รองผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียของ ฮิวแมนไรท์วอตช์ (Human Rights Watch – HRW) ให้ความเห็นว่า UNHCR ล้มเหลวในการปกป้องผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ เนื่องจากกลัวการตอบโต้จากจีน เขายังระบุว่า รัฐบาลไทยเองพยายามให้ UNHCR มีบทบาทมากขึ้น แต่ UNHCR กลับเลือกที่จะถอยห่างออกจากประเด็นนี้

ข้อกังวลเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน

นักวิเคราะห์ด้านสิทธิมนุษยชนมองว่าการส่งตัวชาวอุยกูร์กลับจีนอาจ ละเมิดหลักการไม่ส่งกลับ (Non-Refoulement) ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของกฎหมายผู้ลี้ภัยระหว่างประเทศ ที่กำหนดให้ ห้ามส่งตัวบุคคลกลับไปยังประเทศที่เขาอาจเผชิญกับอันตรายหรือการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ข้อคิดเห็นจากสองมุมมอง

  • ฝ่ายที่สนับสนุนการส่งตัวกลับ: เห็นว่าการดำเนินการของไทยเป็นไปตามหลักกฎหมายและข้อตกลงระหว่างประเทศ นอกจากนี้ จีนเองมีระบบกฎหมายที่เข้มแข็งในการปกป้องสิทธิของพลเมืองตนเอง
  • ฝ่ายที่คัดค้านและแสดงความกังวล: มีข้อกังวลเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะในกรณีของชนกลุ่มน้อยในซินเจียง ที่อาจไม่ได้รับความเป็นธรรมเมื่อต้องกลับไปอยู่ภายใต้การดูแลของรัฐบาลจีน

สถิติที่เกี่ยวข้องกับข่าว

จากข้อมูลของ สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองแห่งประเทศไทยและองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน พบว่า:

  • ในปี 2567 ประเทศไทยส่งตัวชาวต่างชาติที่ลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายมากกว่า 15,000 คน
  • ประเทศใหญ่บางประเทศมีการส่งตัวบุคคลที่เข้าเมืองผิดกฎหมายกลับประเทศต้นทางมากกว่า 270,000 คน
  • องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนรายงานว่ามีชาวอุยกูร์ประมาณ 1 ล้านคนที่ถูกควบคุมตัวในศูนย์กักกันในซินเจียง
  • รัฐบาลจีนรายงานว่ารายได้เฉลี่ยต่อหัวของประชาชนในซินเจียงเพิ่มขึ้น 6.7% ในปี 2567

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองแห่งประเทศไทย / กระทรวงการต่างประเทศจีน / องค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ / The New Humanitarian

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงราย-ฮิโรชิมา จับมือ! แลกเปลี่ยนพัฒนาเมือง ยกระดับคุณภาพชีวิต

เชียงรายจับมือฮิโรชิมา แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

พัฒนาเมืองแบบยั่งยืน สานต่อความร่วมมือไทย-ญี่ปุ่น

เชียงราย, 1 มีนาคม 2568 – คณะผู้แทนจากสมาคมมิตรภาพไทย-ฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่น ร่วมกับเทศบาลนครเชียงราย จัดประชุมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการพัฒนาเมือง การศึกษา และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เพื่อส่งเสริมแนวทางการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

ความร่วมมือระหว่างไทยและญี่ปุ่นเพื่อการพัฒนาเมือง

เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2568 เทศบาลนครเชียงราย นำโดย นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย พร้อมคณะผู้บริหาร ข้าราชการ ผู้อำนวยการโรงเรียนในสังกัดเทศบาลนครเชียงราย ได้ร่วมต้อนรับคณะผู้แทนจากสมาคมมิตรภาพไทย-ฮิโรชิมา นำโดย นายอะคึซึมิ ซูซูกิ นายกสมาคมมิตรภาพไทย-ฮิโรชิมา พร้อมด้วยคณะนักวิชาการจาก สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งมี รองศาสตราจารย์ ดร.อนุชาติ ศรีศิริวัฒน์ รองเลขาธิการ และ คุณจุไร ชำนาญ ประธานกรรมการประสานงานส่วนภูมิภาคภาค 9 เข้าร่วมประชุม

แนวทางความร่วมมือเพื่อการพัฒนาเมืองเชียงราย

การประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับแนวทางพัฒนาเมืองที่ยั่งยืน โดยมีหัวข้อหลักที่ให้ความสำคัญ ได้แก่:

  1. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเมืองอย่างยั่งยืน
    • การปรับปรุงระบบขนส่งมวลชนให้มีประสิทธิภาพ
    • การพัฒนาพื้นที่สีเขียวและการบริหารจัดการขยะ
    • แนวทางลดมลพิษและส่งเสริมพลังงานสะอาด
  2. การยกระดับคุณภาพการศึกษา
    • การพัฒนาหลักสูตรที่เน้นทักษะอนาคต
    • การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเรียนการสอน
    • ความร่วมมือระหว่างโรงเรียนไทยและญี่ปุ่นในการแลกเปลี่ยนครูและนักเรียน
  3. การพัฒนาเศรษฐกิจและส่งเสริมความเป็นอยู่ของประชาชน
    • ส่งเสริมธุรกิจท้องถิ่นและการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
    • การฝึกอบรมแรงงานให้มีทักษะที่ตรงกับความต้องการของตลาด
    • การส่งเสริมผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในเชียงรายให้สามารถแข่งขันในตลาดสากล
  4. การบริหารจัดการเมืองโดยใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะ (Smart City)
    • การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาบริหารจัดการเมือง
    • ระบบข้อมูลเพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
    • แนวทางป้องกันภัยพิบัติและการจัดการภาวะฉุกเฉิน

ผลกระทบและความคาดหวังจากความร่วมมือครั้งนี้

ความร่วมมือระหว่างเทศบาลนครเชียงรายและสมาคมมิตรภาพไทย-ฮิโรชิมา ถือเป็นก้าวสำคัญในการนำแนวปฏิบัติที่ดีจากประเทศญี่ปุ่นมาปรับใช้ในการพัฒนาเมืองเชียงราย โดยคาดหวังว่าการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในครั้งนี้จะเป็นต้นแบบให้กับชุมชนอื่น ๆ ในประเทศไทย

ข้อคิดเห็นจากสองมุมมอง

  • ฝ่ายที่สนับสนุน: มองว่าความร่วมมือนี้เป็นโอกาสที่ดีในการเรียนรู้แนวทางพัฒนาเมืองจากประเทศที่มีประสบการณ์อย่างญี่ปุ่น ซึ่งจะช่วยให้เชียงรายสามารถพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจของเมืองได้อย่างยั่งยืน
  • ฝ่ายที่กังวล: มีความเห็นว่าการนำแนวทางจากต่างประเทศมาปรับใช้อาจต้องพิจารณาความเหมาะสมกับบริบทของท้องถิ่น และต้องมีการศึกษาให้รอบคอบเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชนในพื้นที่

สถิติที่เกี่ยวข้องกับข่าว

จากข้อมูลของ สำนักงานสถิติแห่งชาติ และ กระทรวงมหาดไทย พบว่า:

  • เชียงรายเป็นจังหวัดที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงสุดอันดับ 5 ของภาคเหนือในปี 2567
  • อัตราการพัฒนาทางการศึกษาในเขตเทศบาลนครเชียงรายเพิ่มขึ้น 12% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา
  • ประชาชนในเขตเมืองเชียงรายมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น โดย 78% ของประชากรมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนสูงขึ้นจากปีก่อน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานสถิติแห่งชาติ / กระทรวงมหาดไทย / สมาคมมิตรภาพไทย-ฮิโรชิมา

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS UPDATE

“อนุทิน” จัดระเบียบสังคม! เข้มสถานบริการ KPI รายงานทุกเดือน

รัฐบาลเดินหน้าจัดระเบียบสังคม มุ่งสร้างความมั่นคงและปลอดภัยให้ประชาชน

กระทรวงมหาดไทยขับเคลื่อนนโยบายจัดระเบียบสังคม เฝ้าระวังและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด

กรุงเทพฯ, 1 มีนาคม 2568 – นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกข้อสั่งการให้มีการขับเคลื่อนการจัดระเบียบสังคมอย่างเข้มข้น โดยเน้นการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด ครอบคลุมประเด็นสำคัญ เช่น สถานบริการ ยาเสพติด การค้ามนุษย์ การครอบครองอาวุธปืน การพนัน และเฝ้าระวังกลุ่มผู้มีอิทธิพล พร้อมกำหนดให้มีการรายงานผลการดำเนินงานทุกเดือน ซึ่งจะถูกนำมาประกอบการประเมินผลปฏิบัติราชการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

มาตรการจัดระเบียบสังคมเพื่อความปลอดภัยของประชาชน

นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และโฆษกกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า กระทรวงมหาดไทยได้ออกแนวทางปฏิบัติเพื่อขับเคลื่อนนโยบายจัดระเบียบสังคม โดยสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการระดับกรม และหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ดำเนินมาตรการอย่างเข้มงวดในพื้นที่ที่อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของตน

แนวทางดำเนินการที่สำคัญ

  1. การควบคุมและตรวจสอบสถานบริการและสถานบันเทิง
    • ตรวจสอบใบอนุญาตการดำเนินกิจการ
    • บังคับใช้มาตรการควบคุมอายุผู้เข้าใช้บริการ
    • ป้องกันการกระทำผิดที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดและอาชญากรรม
  2. การปราบปรามและป้องกันยาเสพติด
    • ดำเนินการปราบปรามขบวนการค้ายาเสพติด
    • สนับสนุนมาตรการฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดให้สามารถกลับคืนสู่สังคมได้
  3. การควบคุมการค้ามนุษย์และแรงงานผิดกฎหมาย
    • ตรวจสอบและดำเนินคดีกับนายจ้างที่ใช้แรงงานผิดกฎหมาย
    • เสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเพื่อช่วยเหลือเหยื่อการค้ามนุษย์
  4. การควบคุมอาวุธปืนและอาชญากรรมรุนแรง
    • ตรวจสอบและดำเนินคดีกับผู้ครอบครองอาวุธปืนโดยผิดกฎหมาย
    • ควบคุมการจำหน่ายและนำเข้าอาวุธปืนอย่างเข้มงวด
  5. การจัดการกับปัญหาการพนันผิดกฎหมาย
    • ปิดกั้นช่องทางการเล่นพนันออนไลน์ที่ผิดกฎหมาย
    • เข้มงวดกับการเปิดบ่อนการพนันที่ไม่มีใบอนุญาต
  6. การติดตามและควบคุมผู้มีอิทธิพลในพื้นที่
    • บังคับใช้กฎหมายเพื่อจัดการกลุ่มผู้มีอิทธิพล
    • สืบสวนและจับกุมเครือข่ายที่กระทำผิด

การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ กระทรวงมหาดไทยได้สั่งการให้ นายอำเภอ ปลัดอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (อส.) ร่วมสนับสนุนและบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ของตน โดยกำหนดให้มีการสืบสวน ตรวจสอบ และบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันและปราบปรามปัญหาสังคมที่ส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อย

การรายงานผลและการประเมินผลการดำเนินงาน

หนึ่งในมาตรการสำคัญคือการ ติดตามและประเมินผลการดำเนินงานทุกเดือน โดยหน่วยงานในพื้นที่ต้องรายงานความคืบหน้าต่อกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้สามารถประเมินผลลัพธ์ของนโยบายได้อย่างเป็นรูปธรรม และปรับปรุงแนวทางการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ข้อคิดเห็นจากสองมุมมอง

  • ฝ่ายที่สนับสนุน: เห็นว่ามาตรการนี้เป็นแนวทางที่จำเป็นต่อการจัดระเบียบสังคม เนื่องจากช่วยลดปัญหาอาชญากรรม สร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน และเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายในระดับท้องถิ่น
  • ฝ่ายที่กังวล: มีความเห็นว่าการบังคับใช้มาตรการที่เข้มงวดมากเกินไป อาจกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน และต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดการใช้กฎหมายโดยมิชอบหรือการดำเนินคดีที่ไม่เป็นธรรม

สถิติที่เกี่ยวข้องกับข่าว

จากข้อมูลของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ กระทรวงมหาดไทย ในปี 2567 พบว่า:

  • คดีอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับอาวุธปืนเพิ่มขึ้น 12% เมื่อเทียบกับปี 2566
  • จำนวนคดียาเสพติดที่ถูกจับกุมเพิ่มขึ้น 8%
  • การพนันออนไลน์ผิดกฎหมายมีมูลค่ากว่า 50,000 ล้านบาทต่อปี
  • ประเทศไทยถูกจัดอันดับให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่ต้องเฝ้าระวังการค้ามนุษย์ระดับ Tier 2 ตามรายงานของสหรัฐอเมริกา

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานตำรวจแห่งชาติ / กระทรวงมหาดไทย / กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
ECONOMY

คนจนลด แต่เสี่ยงเพียบ สศช. ชี้ 24 ล้านคน ส่อจนหลายมิติ

สศช. เปิดเผยสถานการณ์ความยากจนไทย แม้ลดลงแต่ยังมีความเสี่ยงสูง

แนวโน้มความยากจนของไทยในปี 2566 และความท้าทายในอนาคต

เชียงราย, 28 กุมภาพันธ์ 2568 – สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับ สถานการณ์ความยากจนในประเทศไทย ในช่วงการแถลงภาวะสังคมไทย ไตรมาสสุดท้ายของปี 2567 โดยพบว่าแม้ตัวเลขสัดส่วนคนจนในประเทศจะลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงมีความท้าทายและปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง

สถานการณ์ความยากจนหลายมิติในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา สัดส่วนคนจนหลายมิติของประเทศไทยปรับตัวลดลง โดยในปี 2566 มีประชากรที่อยู่ในกลุ่ม คนจนหลายมิติ” รวมทั้งสิ้น 6.13 ล้านคน หรือ คิดเป็น 8.76% ของประชากรทั้งหมด ซึ่งหมายความว่าตัวเลขดังกล่าวลดลงมากกว่าครึ่งเมื่อเทียบกับช่วงปี 2558 – 2566

อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขจะลดลง แต่ประเทศไทยยังต้องเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างที่ทำให้ความยากจนหลายมิติยังคงอยู่ โดยสามารถแบ่งกลุ่มคนจนออกเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่:

  • กลุ่มคนจนด้านตัวเงินเพียงอย่างเดียว
  • กลุ่มคนจนที่ประสบปัญหาทั้งด้านตัวเงินและด้านคุณภาพชีวิต (คนจนหลายมิติ)
  • กลุ่มคนจนที่ประสบปัญหาหลายมิติโดยไม่มีปัญหาด้านตัวเงิน

จำนวนคนจนไทยปี 2566 และแนวโน้ม

จากข้อมูลล่าสุด พบว่า ประเทศไทยมีคนจนรวมทั้งสิ้น 7.17 ล้านคน แบ่งเป็น:

  • คนจนหลายมิติเพียงอย่างเดียว จำนวน 4.78 ล้านคน
  • คนจนด้านตัวเงินเพียงอย่างเดียว จำนวน 1.04 ล้านคน
  • กลุ่มที่ประสบปัญหาทั้ง 2 ด้าน (การเงินและคุณภาพชีวิต) จำนวน 1.35 ล้านคน

ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่ามีประชากรไทยอีกจำนวนมากที่ยังประสบปัญหาด้านคุณภาพชีวิต และกว่า 18.8% ของประชากรที่อยู่ในสถานะ “เกือบจน” มีความเสี่ยงที่จะกลับไปอยู่ในกลุ่มคนจนอีกครั้ง

ความเสี่ยงและปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวัง

แม้สถานการณ์คนจนหลายมิติในประเทศไทยจะดีขึ้น แต่ยังมี คนไทยอีกกว่า 24 ล้านคน หรือ 34.7% ของประชากรที่จัดอยู่ในกลุ่ม เสี่ยงตกเป็นคนจนหลายมิติ” โดยกลุ่มนี้กระจายอยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลางเป็นหลัก

เมื่อวิเคราะห์ตามภูมิภาค พบว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อความยากจนแตกต่างกัน:

  • ภาคเหนือและภาคอีสาน: ปัญหาด้านการไม่มีบำเหน็จ/บำนาญสูงถึง 70.5% ซึ่งสูงกว่าภูมิภาคอื่นที่เฉลี่ยอยู่ที่ 57.4%
  • ภาคกลางและกรุงเทพมหานคร: ปัจจัยที่มีผลกระทบสูงสุดคือ ความมั่นคงทางการเงิน ตามมาด้วยปัญหาด้านความเป็นอยู่และการศึกษา
  • จังหวัดพิษณุโลกและอุตรดิตถ์: แม้จะอยู่ใกล้กัน แต่มีปัญหาต่างกัน โดยพิษณุโลกเผชิญกับปัญหาการจัดการขยะ ขณะที่อุตรดิตถ์มีอัตราการขาดบำเหน็จบำนาญสูง

แนวทางแก้ไขปัญหาความยากจนหลายมิติ

รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินมาตรการเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม โดยมุ่งเน้นไปที่ การสร้างความมั่นคงทางการเงิน และ การเพิ่มคุณภาพชีวิตในด้านต่าง ๆ เช่น:

  1. ส่งเสริมการวางแผนทางการเงิน: กระตุ้นให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการออมและการวางแผนเกษียณ
  2. พัฒนาระบบบำเหน็จ/บำนาญ: ปรับปรุงระบบสวัสดิการเพื่อรองรับประชากรสูงวัย และเพิ่มแรงจูงใจให้แรงงานนอกระบบเข้าร่วม
  3. ลดหนี้สินครัวเรือน: จัดทำโครงการปรับโครงสร้างหนี้ ลดภาระดอกเบี้ย และให้คำแนะนำด้านการบริหารจัดการเงิน
  4. พัฒนาการศึกษาและอาชีพ: เพิ่มโอกาสทางการศึกษาและการฝึกอบรมทักษะเพื่อลดอัตราการว่างงาน
  5. สนับสนุนธุรกิจชุมชน: กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นผ่านโครงการพัฒนาธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)

ข้อคิดเห็นจากทั้งสองมุมมอง

แม้สถานการณ์ความยากจนในไทยจะมีแนวโน้มดีขึ้น แต่ยังมี ข้อท้าทายสำคัญ ที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน นักวิเคราะห์บางรายชี้ว่า มาตรการของรัฐยังไม่เพียงพอ และต้องมีการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจมากขึ้น ขณะที่บางฝ่ายมองว่า รัฐบาลมีความคืบหน้าในการลดความยากจน แต่ต้องปรับนโยบายให้เหมาะสมกับแต่ละภูมิภาคมากขึ้น

สถิติและแหล่งอ้างอิง

จากข้อมูลของ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และ กระทรวงการคลัง ในปี 2566 พบว่า:

  • สัดส่วนคนจนหลายมิติของไทยลดลงจาก 19% ในปี 2558 เหลือ 8.76% ในปี 2566
  • กลุ่มเสี่ยงตกเป็นคนจนหลายมิติอยู่ที่ 24 ล้านคน หรือ 34.7% ของประชากร
  • ภาคเหนือและภาคอีสานมีประชากรที่ขาดบำเหน็จ/บำนาญสูงสุดที่ 70.5%

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สศช. / กระทรวงการคลัง / สำนักสถิติแห่งชาติ

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

เวียงกาหลง GI ดัง! ผู้ว่าฯ เชิญชวนชม สืบสานภูมิปัญญา

ผู้ว่าฯ เชียงราย เยี่ยม “คุณพ่อทัน” ผู้อนุรักษ์เครื่องเคลือบดินเผาเวียงกาหลง

รากฐานอารยธรรมเก่าแก่หลายพันปีที่ควรค่าแก่การสืบสาน

เชียงราย, 27 กุมภาพันธ์ 2568 – นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เข้าเยี่ยมเยียน คุณพ่อทัน ผู้อนุรักษ์และสืบสานมรดกเครื่องเคลือบดินเผาเวียงกาหลง อำเภอเวียงป่าเป้า ซึ่งเป็นศิลปะเครื่องปั้นดินเผาที่มีประวัติยาวนานนับพันปี และเป็นรากฐานอารยธรรมของชุมชนดั้งเดิมตั้งแต่ก่อนยุคพ่อขุนรามคำแหง

ปัจจุบัน เครื่องเคลือบเวียงกาหลง ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของจังหวัดเชียงราย และเป็นที่รู้จักในหมู่นักสะสมเครื่องปั้นดินเผาทั้งในและต่างประเทศ เนื่องจากมีคุณภาพสูง น้ำหนักเบา และมีลวดลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว อย่างไรก็ตาม ภายในจังหวัดเชียงรายเอง กลับยังมีการรับรู้และใช้เครื่องเคลือบเวียงกาหลงในวงจำกัด

ร่วมอนุรักษ์และสืบสานเครื่องเคลือบดินเผาเวียงกาหลง

เพื่อส่งเสริมและรักษามรดกวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่านี้ ผู้ว่าฯ เชียงรายได้เชิญชวนประชาชนและหน่วยงานต่าง ๆ ให้ร่วมกันสนับสนุนเครื่องเคลือบดินเผาเวียงกาหลงผ่านแนวทางดังต่อไปนี้:

  1. เยี่ยมชมและศึกษา ประวัติความเป็นมาของเครื่องดินเผาเวียงกาหลงได้ที่บ้านคุณพ่อทัน หรือแหล่งผลิตอื่น ๆ ในอำเภอเวียงป่าเป้า
  2. สนับสนุนสินค้าท้องถิ่น โดยเลือกซื้อเครื่องเคลือบเวียงกาหลงเป็นของใช้ในบ้าน หรือของฝากในโอกาสต่าง ๆ ปัจจุบันจังหวัดเชียงรายใช้เครื่องเคลือบเวียงกาหลงเป็นของฝากแก่เอกอัครราชทูตและกงสุลที่มาเยือน
  3. ใช้เป็นของรางวัลและเกียรติบัตร เชิญชวนหน่วยงานภาครัฐและเอกชนให้พิจารณานำเครื่องเคลือบเวียงกาหลงมาใช้เป็นโล่รางวัลหรือประกาศเกียรติคุณในงานสำคัญต่าง ๆ

สถิติและผลกระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น

จากข้อมูลของสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงราย พบว่าในปี 2567 มูลค่าการส่งออกเครื่องเคลือบดินเผาเวียงกาหลงเพิ่มขึ้นกว่า 30% โดยมีตลาดหลักอยู่ในประเทศญี่ปุ่นและยุโรป นอกจากนี้ ยังมีความต้องการภายในประเทศเพิ่มขึ้นจากการส่งเสริมให้ใช้เป็นของขวัญและของที่ระลึกอย่างเป็นทางการ

ที่มา: สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงราย, กลุ่มผู้ผลิตเครื่องเคลือบดินเผาเวียงกาหลง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ผู้ว่าฯ เชียงราย นำชิงไถลดการเผา อากาศเป็นของทุกคน

ผู้ว่าฯ เชียงราย นำประชาชนร่วมกิจกรรม “ชิงไถ ลดการเผา” สร้างอากาศบริสุทธิ์

อากาศเป็นของทุกคน เราต้องช่วยกันดูแลรักษา”

เชียงราย, 28 กุมภาพันธ์ 2568 – นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นำประชาชนบ้านหนองเขียว อ.เวียงป่าเป้า ร่วมกิจกรรม ชิงไถ ลดการเผา” ณ บ้านหนองเขียว (หย่อมบ้านแม่ฉางข้าว) หมู่ 10 ตำบลป่างิ้ว อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย โดยมี นางสินีนาฎ ทองสุข นายกเหล่ากาชาดจังหวัดเชียงราย นายพงศ์ศักดิ์ เพชรคงแก้ว นายอำเภอเวียงป่าเป้า หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

ส่งเสริมแนวทางไถกลบ ลดปัญหาการเผา

หลังจากกิจกรรมไถกลบ ผู้ว่าฯ เชียงราย พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกัน หว่านเมล็ดพันธุ์ปอเทือง เพื่อใช้เป็นปุ๋ยพืชสด ช่วยเพิ่มไนโตรเจนและสารอาหารในดิน ป้องกันหน้าดินพังทลาย และสามารถใช้เป็นอาหารเลี้ยงโค กระบือ หมู และสัตว์ชนิดอื่น ๆ ได้อีกด้วย

สร้างฝายชะลอน้ำ เพิ่มความชุ่มชื้นให้พื้นที่ต้นน้ำ

นอกจากนี้ คณะทำงานยังร่วมกัน สร้างฝายชะลอน้ำ เพื่อลดความรุนแรงของกระแสน้ำ ป้องกันการพังทลายของหน้าดิน และกักเก็บน้ำเพื่อใช้ประโยชน์ด้านอุปโภคบริโภคแก่ชุมชน รวมถึงสนับสนุนการเกษตรกรรมและปศุสัตว์บนพื้นที่ต้นน้ำ

ลงพื้นที่ให้กำลังใจประชาชนที่ทำแนวกันไฟ

ผู้ว่าฯ เชียงรายยังได้ลงพื้นที่ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่และประชาชนที่ร่วมกัน ทำแนวกันไฟ ในตำบลป่างิ้ว อำเภอเวียงป่าเป้า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการป้องกันไฟป่าในจังหวัดเชียงราย

เชียงรายฟ้าใส” 3 พื้นที่ 3 ช่วงเวลา

จังหวัดเชียงรายได้ออกประกาศมาตรการ เชียงรายฟ้าใส” ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้:

  1. ช่วงห้ามเผาในที่โล่ง: ตั้งแต่บัดนี้จนถึง 28 กุมภาพันธ์ 2568 การบริหารจัดการเชื้อเพลิงจะดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่รัฐเท่านั้น
  2. ช่วงบังคับใช้มาตรการห้ามเผาเด็ดขาด: ตั้งแต่ 1 มีนาคม – 31 พฤษภาคม 2568 โดยผู้ฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายขั้นสูงสุด
  3. ช่วงฟื้นฟูพื้นที่และเฝ้าระวัง: ดำเนินการหลังจากมาตรการห้ามเผาสิ้นสุดลง เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสร้างความตระหนักแก่ประชาชน

สถิติไฟป่าและผลกระทบด้านมลพิษทางอากาศ

จากข้อมูลของ กรมควบคุมมลพิษ พบว่าในปี 2567 จังหวัดเชียงรายมี จุดความร้อน (Hotspot) กว่า 2,800 จุด ส่งผลให้ค่าฝุ่น PM2.5 ในบางพื้นที่สูงเกิน 100 µg/m³ ซึ่งเกินค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ที่ 50 µg/m³ และก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News