Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

PM 2.5 เชียงราย เทศบาลจับมือสู้ ลงนามความร่วมมือ

เชียงรายเตรียมรับมือฝุ่น PM2.5 เทศบาลนครเชียงรายลงนาม MOU ร่วมกับเทศบาลนครปากเกร็ดและภาคีเครือข่าย

เชียงราย, 4 มีนาคม 2568 – เทศบาลนครเชียงรายเร่งรับมือปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่นครเชียงราย โดยล่าสุดได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับเทศบาลนครปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี และภาคีเครือข่ายต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมแนวทางป้องกันปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย และนายวิชัย บรรดาศักดิ์ นายกเทศมนตรีนครปากเกร็ด เป็นตัวแทนของทั้งสองเทศบาลในการลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือด้านความปลอดภัยจากฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานภาคเอกชน ได้แก่ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) มหาวิทยาลัยเชียงราย สภาเยาวชน อบจ.เชียงราย และบริษัท นิ่มซี่เส็งขนส่ง 1988 จำกัด โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันและแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับฝุ่น PM2.5

ปัญหาฝุ่น PM2.5 ในเชียงราย และความจำเป็นในการแก้ไข

ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 เป็นหนึ่งในปัญหาสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงในจังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเมษายนของทุกปี ซึ่งเกิดจากหลายปัจจัย ได้แก่ การเผาพื้นที่การเกษตร การจราจรที่หนาแน่น และมลพิษจากภาคอุตสาหกรรม โดยจากข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษพบว่า ในช่วงต้นปี 2568 ค่าเฉลี่ยของฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่เชียงรายสูงเกินมาตรฐานที่องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนด ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากต้องเผชิญกับปัญหาทางสุขภาพ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคทางเดินหายใจ

ด้วยเหตุนี้ เทศบาลนครเชียงรายจึงเห็นความจำเป็นในการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน เพื่อพัฒนาแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

เนื้อหาสำคัญของบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU)

บันทึกข้อตกลงความร่วมมือที่ลงนามในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาแนวทางแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ในหลายมิติ โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้:

  1. การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยี
    • มหาวิทยาลัยเชียงรายจะเป็นศูนย์กลางด้านวิชาการในการพัฒนาระบบตรวจวัดคุณภาพอากาศและแจ้งเตือนประชาชนแบบเรียลไทม์
    • เทศบาลนครเชียงรายจะร่วมมือกับเทศบาลนครปากเกร็ดในการใช้โมเดลการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมแบบครบวงจร
  2. การลดมลพิษจากแหล่งกำเนิด
    • รณรงค์ให้เกษตรกรลดการเผาในที่โล่งและหันมาใช้วิธีการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
    • ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดในระบบขนส่งสาธารณะและอุตสาหกรรม
  3. การพัฒนาระบบเตือนภัยคุณภาพอากาศ
    • ติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจวัดค่าฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่เสี่ยง
    • ใช้แพลตฟอร์มออนไลน์และแอปพลิเคชันแจ้งเตือนคุณภาพอากาศให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้สะดวก
  4. การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน
    • ส่งเสริมโครงการ “เชียงรายเมืองปลอดฝุ่น” โดยสนับสนุนให้ประชาชนปลูกต้นไม้และเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมือง
    • จัดกิจกรรมให้ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมแก่เยาวชนและประชาชนทั่วไป
  5. การสนับสนุนด้านงบประมาณและทรัพยากร
    • บริษัท นิ่มซี่เส็งขนส่ง 1988 จำกัด ให้การสนับสนุนด้านงบประมาณในการจัดหาหน้ากากกันฝุ่น PM2.5 ให้กับประชาชนกลุ่มเสี่ยง
    • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) สนับสนุนการจัดหารถพ่นละอองน้ำเพื่อช่วยลดฝุ่นละอองในอากาศ

ความคิดเห็นจากทั้งสองฝั่ง

ฝ่ายที่สนับสนุนมาตรการนี้ มองว่าการลงนาม MOU เป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างเป็นรูปธรรม การบูรณาการความร่วมมือระหว่างองค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษาจะช่วยให้เกิดการพัฒนาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ซึ่งจะส่งผลดีต่อสุขภาพของประชาชนและภาพลักษณ์ด้านสิ่งแวดล้อมของเชียงราย

ฝ่ายที่มองว่ายังมีข้อจำกัด ชี้ว่า แม้ว่าการลงนาม MOU จะเป็นก้าวที่ดี แต่ยังคงมีข้อจำกัดในเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการเผาพื้นที่การเกษตร รวมถึงปัญหาทรัพยากรบุคคลและงบประมาณที่อาจไม่เพียงพอในการดำเนินโครงการในระยะยาว นอกจากนี้ ยังต้องพิจารณาถึงการให้ความรู้และสร้างจิตสำนึกแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างยั่งยืน

สถิติที่เกี่ยวข้องกับปัญหาฝุ่น PM2.5

  • จากรายงานของ กรมควบคุมมลพิษ ในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2568 พบว่า ค่าเฉลี่ย PM2.5 ในพื้นที่เชียงรายสูงถึง 75-100 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งสูงกว่าค่ามาตรฐานของไทยที่กำหนดไว้ที่ 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และสูงกว่ามาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่กำหนดไว้ที่ 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
  • สาเหตุหลักของฝุ่น PM2.5 ในภาคเหนือ มาจากการเผาพื้นที่เกษตรกรรมเป็นสัดส่วนสูงถึง 55% รองลงมาคือการจราจรและอุตสาหกรรม 25% และสาเหตุอื่น ๆ เช่น การก่อสร้างและการเผาขยะ 20%
  • ผลกระทบต่อสุขภาพ ศูนย์วิจัยด้านสุขภาพของมหาวิทยาลัยเชียงราย รายงานว่า อัตราผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจในเชียงรายเพิ่มขึ้น 18% ในช่วงที่ค่าฝุ่น PM2.5 สูงขึ้น โดยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี และผู้สูงอายุ

บทสรุป

การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างเทศบาลนครเชียงรายและเทศบาลนครปากเกร็ด พร้อมภาคีเครือข่าย ถือเป็นแนวทางที่มีศักยภาพในการป้องกันและลดปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างเป็นระบบ อย่างไรก็ตาม ยังต้องมีการติดตามและปรับปรุงแนวทางการดำเนินงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง เพื่อให้เชียงรายสามารถก้าวสู่การเป็นเมืองที่มีคุณภาพอากาศดีขึ้นในอนาคต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : เทศบาลนครเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI WORLD PULSE

ขุดลอกแม่น้ำสาย! ไทย-เมียนมา คืนพื้นที่ ป้องกันน้ำท่วมแม่สาย

ไทยและเมียนมาร่วมมือขุดลอกลำน้ำสาย คืนพื้นที่ลำน้ำ ป้องกันอุทกภัยในพื้นที่ชายแดน

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2568 การขุดลอกและรื้อถอนสิ่งกีดขวางในแม่น้ำสาย บริเวณอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย และเมืองท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา ได้เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยการดำเนินการครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลเมียนมา เพื่อลดปัญหาอุทกภัยและปรับปรุงระบบระบายน้ำของแม่น้ำสายให้สามารถรองรับปริมาณน้ำในฤดูฝนได้ดีขึ้น

ฝ่ายเมียนมาเป็นผู้รับผิดชอบการขุดลอกตั้งแต่ต้นแม่น้ำสายไปจนถึงจุดเชื่อมของแม่น้ำสายกับแม่น้ำรวก ซึ่งอยู่ในบริเวณบ้านป่าแดง ตำบลเกาะช้าง อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ขณะที่ทางการไทยสนับสนุนด้านเทคนิคและร่วมมือกับวิศวกรผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบพนังกั้นน้ำให้มีความมั่นคงถาวร ป้องกันการกัดเซาะและการสูญเสียดินแดนชายฝั่งของทั้งสองประเทศ

ความคืบหน้าการหารือไทย-เมียนมา แก้ปัญหาการรุกล้ำลำน้ำสาย

การหารือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยและเมียนมาเกิดขึ้นตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 โดยมี พลโท ณัฐพงษ์ เพราแก้ว เจ้ากรมกิจการชายแดนทหาร และนายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นตัวแทนฝ่ายไทย ขณะที่ฝ่ายเมียนมามี พลจัตวา โซหล่าย ผู้บัญชาการภาคสามเหลี่ยม และ นายอูมินโก่ ผู้ว่าราชการจังหวัดท่าขี้เหล็ก เป็นตัวแทนหลักในการเจรจา

หนึ่งในมาตรการสำคัญที่ได้รับความเห็นชอบจากทั้งสองฝ่าย คือ การติดตั้งเครื่องมือแจ้งเตือนระดับน้ำหรือเครื่องโทรมาตรอัตโนมัติ จำนวน 4 จุด ได้แก่ บ้านโจตาดา บ้านดอยต่อคำ สะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 1 และสะพานข้ามแม่น้ำรวก ซึ่งคาดว่าจะสามารถแจ้งเตือนอุทกภัยล่วงหน้าได้ 8 – 10 ชั่วโมง

นอกจากนี้ รัฐบาลไทยยังเสนอให้มีการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำลำน้ำ พร้อมทั้งการขุดลอกแม่น้ำให้สามารถรองรับน้ำได้มากขึ้น โดยคณะอนุกรรมการร่วมไทย-เมียนมา (Sub JCR) ได้รับมอบหมายให้ดำเนินแผนการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2567 ทั้งนี้ ฝ่ายเมียนมาแจ้งว่าได้สำรวจสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำลำน้ำแล้วจำนวน 33 บริเวณ และพร้อมทำการรื้อถอนทันทีที่ได้รับคำสั่งจากรัฐบาลกลาง

รายละเอียดพื้นที่ตำบลเกาะช้าง

ตำบลเกาะช้าง ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย มีอาณาเขตติดต่อกับ

  • ทิศเหนือ: ประเทศเมียนมา โดยมีแม่น้ำรวกเป็นแนวกั้นอาณาเขต
  • ทิศใต้: ตำบลศรีเมืองชุม อำเภอแม่สาย
  • ทิศตะวันออก: ตำบลศรีดอนมูล อำเภอเชียงแสน
  • ทิศตะวันตก: ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย

ตำบลเกาะช้างมีพื้นที่ประมาณ 47.35 ตารางกิโลเมตร หรือราว 29,593 ไร่ โดยใช้ประโยชน์ที่ดินดังนี้

  • พื้นที่อยู่อาศัย: 30.82%
  • พื้นที่เกษตรกรรม: 65.23%
  • พื้นที่สาธารณะ: 8.66%

เนื่องจากพื้นที่นี้อยู่ติดแม่น้ำรวกและแม่น้ำสาย ทำให้เกิดปัญหาอุทกภัยเป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะช่วงฤดูฝนเมื่อระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นจากการไหลบ่าของน้ำจากเมียนมาและจีน การขุดลอกลำน้ำและการก่อสร้างพนังกั้นน้ำจึงเป็นแนวทางสำคัญในการป้องกันภัยพิบัติและรักษาความมั่นคงของพื้นที่ชายแดน

สร้างพนังกั้นน้ำสาย ทลายกำแพงเก่า เตรียมขุดลอกป้องกันน้ำท่วม

จ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา เริ่มดำเนินการตามข้อตกลงไทย-เมียนมา ในการสร้างพนังกั้นและขุดลอกแม่น้ำสาย เพื่อป้องกันอุทกภัย โดยนำเครื่องจักรเข้าทลายกำแพงหินเก่าและเตรียมสร้างกำแพงหินคอนกรีตสูงกว่า 2 เมตร

รายงานข่าวระบุว่า การดำเนินการครั้งนี้เป็นไปตามข้อตกลงระหว่างไทยและเมียนมา เพื่อป้องกันอุทกภัยที่เคยเกิดขึ้นครั้งใหญ่เมื่อปลายปี 2567 โดยเมียนมาได้นำเครื่องจักรเข้าทลายกำแพงหินเก่าบริเวณริมฝั่งแม่น้ำสาย ตั้งแต่ชุมชนปงถุนจนถึงบริเวณใกล้สะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 1 รวม 3 จุด จากนั้น มีกำหนดจะสร้างกำแพงหินคอนกรีตสูงประมาณ 17.6 ฟุต หรือ 2 เมตรกว่า เพื่อป้องกันน้ำทะลักและตลิ่งพังทลาย

แนวการสร้างพนังมีระยะทาง 3.960 กิโลเมตร

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีการขุดลอกแม่น้ำสายตามข้อตกลง ระยะทาง 14.45 กิโลเมตร แต่มีการแบ่งเป็นโซนๆ เอาไว้แล้ว โดยมีโซนที่ 1 ระยะทาง 12.39 กิโลเมตร และโซน 2 ระยะทาง 2.06 กิโลเมตร ส่วนแนวการสร้างพนังมีระยะทาง 3.960 กิโลเมตร นอกจากนี้ จะมีการขุดลอกแม่น้ำรวก ระยะทาง 30.89 กิโลเมตร ซึ่งมีข้อตกลงว่าจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือน พ.ค. 2568 ด้วยงบประมาณประมาณ 100 ล้านบาท

สร้างเขื่อนริมน้ำสาย ป้องกันน้ำท่วมแม่สาย

นายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เปิดเผยว่า ทางการเมียนมาได้เริ่มดำเนินการขุดลอกและทำลายสิ่งกีดขวางในแม่น้ำสาย ฝั่งตรงข้ามท่าขี้เหล็กติดกับสะพานแห่งที่ 1 ตามข้อตกลงไทย-เมียนมา เพื่อป้องกันอุทกภัย โดยทางการเมียนมาจะเป็นผู้รับผิดชอบการขุดลอกแม่น้ำสาย ตั้งแต่ต้นแม่น้ำสายไปถึงจุดเชื่อมกับแม่น้ำรวก บริเวณบ้านป่าแดง ต.เกาะช้าง อ.แม่สาย จ.เชียงราย

นอกจากนี้ เมียนมาได้เริ่มก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งบริเวณแม่น้ำสาย จังหวัดท่าขี้เหล็ก ตรงข้ามกับอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย จำนวน 3 จุด ดังนี้:

  • จุดที่ 1 บริเวณใต้สะพานข้ามแม่น้ำสายแห่งที่ 1: ระยะความยาว 60 ฟุต X 2 ฟุต x 17.6 ฟุต
  • จุดที่ 2 บริเวณใต้สะพานข้ามแม่น้ำสายแห่งที่ 1 (จุดที่ 2): ระยะความยาว 140 ฟุต x 2 ฟุต x 17.6 ฟุต
  • จุดที่ 3 บริเวณหลังโรงแรมอารัว: ระยะความยาว 180 ฟุต x 2 ฟุต x 17.6 ฟุต

การดำเนินการครั้งนี้เป็นไปตามข้อตกลงระหว่างไทยและเมียนมา เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นเป็นประจำในพื้นที่ชายแดน และป้องกันการกัดเซาะตลิ่ง

สถานการณ์และผลกระทบของปัญหาการรุกล้ำลำน้ำสาย

ผลกระทบจากอุทกภัยในช่วงปี 2567 ทำให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้างทั้งในเขตอำเภอแม่สายและเมืองท่าขี้เหล็กของเมียนมา จากการสำรวจพบว่า

  • มีบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหายกว่า 6,980 หลัง
  • ดินโคลนท่วมขังในพื้นที่ชุมชน 5 โซน ได้แก่ บ้านสายลมจอย บ้านเกาะทราย บ้านไม้ลุงขน บ้านเหมืองแดง และบ้านปิยพร
  • พื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำสายและแม่น้ำรวกสูญเสียดินแดนจากการกัดเซาะกว่า 20 ไร่

นายอำเภอแม่สายแจ้งต่อนายกรัฐมนตรีว่า ปัจจุบันทางการเมียนมารอเพียงคำสั่งจากรัฐบาลกลางเท่านั้น หากมีคำสั่งอย่างเป็นทางการ การรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างริมฝั่งแม่น้ำสายจะสามารถดำเนินการได้โดยทันที เพื่อให้ลำน้ำสามารถระบายน้ำได้สะดวกขึ้น และลดปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งในระยะยาว

ข้อมูลทางสถิติและข้อคิดเห็นจากทั้งสองฝ่าย

จากสถิติย้อนหลังของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พบว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา พื้นที่แม่สายเผชิญกับอุทกภัยรุนแรงถึง 3 ครั้ง ได้แก่ ปี 2562, 2565 และ 2567 โดยมีปริมาณน้ำท่วมขังเฉลี่ย 1.5 – 2 เมตร ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อบ้านเรือนและพื้นที่เกษตรกรรมคิดเป็นมูลค่ากว่า 500 ล้านบาท

ฝ่ายสนับสนุนโครงการนี้ให้ความเห็นว่า การขุดลอกแม่น้ำสายและแม่น้ำรวกเป็นมาตรการที่จำเป็นเพื่อป้องกันอุทกภัยและลดปัญหาการสูญเสียดินแดนของทั้งสองประเทศ ในขณะที่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยมองว่าการรื้อถอนอาคารและสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนที่อยู่อาศัยบริเวณริมฝั่งแม่น้ำ

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไทยและเมียนมายังคงเดินหน้าหาแนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศ เพื่อให้แม่น้ำสายและแม่น้ำรวกสามารถทำหน้าที่ระบายน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดความเสี่ยงของอุทกภัยในระยะยาว

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย , mgronline , ท้องถิ่นนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

“ธนพิริยะ” กำไรพุ่ง 19% แจกปันผล ขยาย 5 สาขา ปี 68 รายได้โต

ธนพิริยะ (TNP) โชว์ผลประกอบการปี 2567 กวาดรายได้ 2,872 ล้านบาท กำไรโต 19% พร้อมแผนขยายสาขาเพิ่มอีก 5 แห่งในปี 2568

เชียงราย, 4 มีนาคม 2568 – บริษัท ธนพิริยะ จำกัด (มหาชน) หรือ TNP ผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งสินค้าอุปโภคบริโภคในจังหวัดเชียงรายและภาคเหนือตอนบน เปิดเผยผลประกอบการปี 2567 มีรายได้จากการขาย 2,872 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 259.17 ล้านบาท หรือคิดเป็น 9.92% จากยอดขายที่เติบโตอย่างต่อเนื่องและการขยายสาขาใหม่ที่เพิ่มขึ้น โดยสามารถทำกำไรสุทธิได้ 185.54 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.30% เมื่อเทียบกับปี 2566 พร้อมเดินหน้าขยายสาขาเพิ่ม 5 แห่ง ในปี 2568 ตั้งเป้ารายได้เติบโต 10-15%

ผลประกอบการปี 2567

เภสัชกรหญิงอมร พุฒิพิริยะ กรรมการผู้จัดการ TNP เปิดเผยว่า บริษัทสามารถสร้างผลประกอบการที่แข็งแกร่ง โดยมี กำไรขั้นต้น 504.41 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.65% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 17.56% ซึ่งเป็นผลจากการเติบโตของยอดขายและการบริหารต้นทุนสินค้าของบริษัทได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่ต้นทุนการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายบริหารอยู่ที่ 291.67 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.35% ซึ่งเป็นผลจากการขยายสาขาและค่าดำเนินการที่เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ บริษัทได้บันทึกค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับ สินค้าที่เสียหายจากเหตุการณ์อุทกภัยจำนวน 2.64 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ด้วยการบริหารต้นทุนที่รัดกุม ทำให้สามารถสร้างอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 6.41% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า

แผนการขยายสาขาปี 2568

สำหรับปี 2568 TNP ตั้งเป้าเปิดสาขาใหม่เพิ่มอีก 5 แห่ง ทำให้สิ้นปี 2568 จะมีสาขาทั้งหมด 55 แห่ง โดยปัจจุบันบริษัทมี 51 สาขา ครอบคลุมในจังหวัดเชียงราย 40 สาขา เชียงใหม่ 4 สาขา และพะเยา 7 สาขา ล่าสุดได้เปิดให้บริการ สาขาดอยหลวง จังหวัดเชียงราย ไปเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา

TNP มุ่งเน้นสร้างรากฐานที่แข็งแกร่ง พร้อมขยายธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน ตั้งเป้ารายได้เติบโต 10-15% ในปี 2568 โดยบริษัทมีแผนขยายสาขาและเพิ่มสินค้าที่ตอบโจทย์เทรนด์ผู้บริโภค พร้อมพัฒนาคลังสินค้าและโลจิสติกส์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น” เภสัชกรหญิงอมร กล่าว

มติการจ่ายปันผล

TNP มีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลจากผลประกอบการปี 2567 ในอัตราหุ้นละ 0.0525 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 42 ล้านบาท โดยกำหนด รายชื่อผู้ถือหุ้น (Record Date) ในวันที่ 13 มีนาคม 2568 และจ่ายเงินปันผลในวันที่ 23 พฤษภาคม 2568 ทั้งนี้ ต้องรออนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นที่จะจัดขึ้นในวันที่ 25 เมษายน 2568

ธุรกิจค้าปลีกของไทยในตลาดหลักทรัพย์

TNP เป็นบริษัทค้าปลีกและค้าส่งสินค้าอุปโภคบริโภครายแรกของจังหวัดเชียงรายที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เมื่อปี 2558 โดยบริษัทก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2508 ในชื่อ โง้วทองชัย” และขยายกิจการมาอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นบริษัทมหาชนในปัจจุบัน

เปรียบเทียบ 3 หุ้นค้าปลีกภูมิภาคในตลาดหลักทรัพย์

  1. TNPธุรกิจค้าปลีกซูเปอร์มาร์เก็ตในเชียงรายและภาคเหนือ ปัจจุบันมี 51 สาขา และมีแผนขยายเพิ่มเติมในปี 2568
  2. KK (เคแอนด์เค ซุปเปอร์สโตร เซาท์เทิร์น จำกัด มหาชน)ค้าปลีก-ค้าส่งในภาคใต้ ปัจจุบันมี 37 สาขา
  3. MOTHER (มาเธอร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด มหาชน)ค้าปลีกในภาคใต้ (กระบี่-พังงา-สุราษฎร์ธานี) ปัจจุบันมี 20 สาขา และตั้งเป้าขยายเพิ่มเป็น 23-25 สาขา ในปีนี้

ข้อมูลรายได้ย้อนหลัง 5 ปี ของ TNP

ปี

รายได้จากการขาย (ล้านบาท)

กำไรสุทธิ (ล้านบาท)

2563

2,196.1

133.9

2564

2,622.5

192.1

2565

2,433.4

149.0

2566

2,613.4

155.5

2567

2,872.0

185.5 (+19%)

ที่มา: ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)

ข้อมูลเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า TNP มีการเติบโตของรายได้และกำไรอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการขยายสาขาและการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ

มุมมองของนักลงทุนและผู้บริโภค

ฝ่ายสนับสนุน: นักลงทุนและนักวิเคราะห์หลายฝ่ายมองว่า TNP เป็นธุรกิจค้าปลีกที่มีศักยภาพเติบโตต่อเนื่อง เนื่องจากการขยายสาขาและความสามารถในการควบคุมต้นทุนได้ดี โดยเฉพาะการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าในภาคเหนือซึ่งเป็นตลาดหลักของบริษัท

ฝ่ายกังวล: อย่างไรก็ตาม ยังมีนักลงทุนบางกลุ่มที่มองว่า การแข่งขันในธุรกิจค้าปลีกมีความเข้มข้นสูง โดยเฉพาะจากกลุ่มค้าปลีกรายใหญ่ เช่น 7-Eleven, Tesco Lotus และ Big C ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในหลายพื้นที่ ซึ่งอาจกระทบต่อการเติบโตของ TNP ในระยะยาว นอกจากนี้ ภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงไม่แน่นอน อาจส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคได้เช่นกัน

สรุปแนวโน้มธุรกิจ TNP

  • ผลประกอบการปี 2567 แข็งแกร่ง กำไรโต 19%
  • ขยายสาขาเพิ่มอีก 5 แห่งในปี 2568 ตั้งเป้ารายได้โต 10-15%
  • ประกาศจ่ายปันผล 0.0525 บาท/หุ้น คิดเป็นเงินรวม 42 ล้านบาท
  • แนวโน้มเติบโตแข็งแกร่งจากการขยายสาขาและบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ

การเติบโตของ TNP ในปี 2568 ยังต้องติดตามว่าบริษัทจะสามารถรักษาอัตราการเติบโตของรายได้และกำไรได้ตามเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่ ท่ามกลางความท้าทายในธุรกิจค้าปลีกที่มีการแข่งขันสูง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

ย้อนรอยเชียงราย “สร้างบ้านแปงเวียง” เทิดพญามังราย

เชียงรายจัดงานวัฒนธรรม ‘สร้างบ้านแปงเวียง พญามังรายหลวง’ เทิดพระเกียรติปฐมกษัตริย์แห่งล้านนา

เชียงราย, 3 มีนาคม 2568 – จังหวัดเชียงรายจัดงานวัฒนธรรม “สร้างบ้านแปงเวียง พญามังรายหลวง” เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพญามังรายหลวง ปฐมกษัตริย์แห่งล้านนา และเพื่อส่งเสริมการพัฒนาแหล่งเรียนรู้เชิงประวัติศาสตร์ ศาสนา และศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงราย โดยงานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-4 มีนาคม 2568 ณ ลานธรรม ลานศิลป์ ถิ่นพญามังราย หรือศาลากลางจังหวัดเชียงรายหลังแรก

พิธีเปิดงานอย่างยิ่งใหญ่

เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2568 เวลา 18.00 น. ณ ลานธรรม ลานศิลป์ ถิ่นพญามังราย นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธีเปิดงาน โดยมี นางสินีนาฏ ทองสุข นายกเหล่ากาชาดจังหวัดเชียงราย ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดเชียงราย, นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย, หัวหน้าส่วนราชการ, หน่วยงานภาครัฐและเอกชน, เครือข่ายทางวัฒนธรรม และประชาชนเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก

นายชรินทร์ ทองสุข กล่าวว่าการจัดงานครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกถึงพญามังรายหลวง เนื่องในวาระครบรอบ 763 ปีแห่งการก่อตั้งเมืองเชียงราย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาภาคเหนือของไทยให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ การค้า และการท่องเที่ยว

กิจกรรมภายในงาน

งานวัฒนธรรม “สร้างบ้านแปงเวียง พญามังรายหลวง” มีการจัดกิจกรรมที่หลากหลายเพื่อส่งเสริมความรู้และอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น ประกอบด้วย:

  • นิทรรศการเทิดพระเกียรติพญามังรายหลวง
  • เสวนาทางประวัติศาสตร์ เกี่ยวกับการสร้างบ้านแปงเวียงพญามังรายหลวง
  • การเรียนรู้และสาธิตภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เช่น งานหัตถกรรม การแกะสลักไม้ และงานเครื่องเงิน
  • การจำหน่ายผลิตภัณฑ์พื้นบ้าน เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน
  • การแสดงศิลปวัฒนธรรมล้านนา อาทิ การฟ้อนพื้นเมือง ดนตรีพื้นบ้าน และการแสดงโขน

วัตถุประสงค์ของการจัดงาน

การจัดงานวัฒนธรรมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อ:

  1. เทิดพระเกียรติพญามังรายหลวง ปฐมกษัตริย์แห่งล้านนา ผู้ก่อตั้งเมืองเชียงราย
  2. เผยแพร่ความรู้ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ให้แก่เยาวชนและประชาชนทั่วไป
  3. พัฒนาแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรม
  4. ส่งเสริมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงราย ผ่านการนำเสนอเอกลักษณ์ท้องถิ่น
  5. สนับสนุนผู้ประกอบการด้านศิลปวัฒนธรรม และผู้ผลิตสินค้าพื้นเมือง

สถิติที่เกี่ยวข้อง

  • จำนวนนักท่องเที่ยวเชียงราย ปี 2567 อยู่ที่ประมาณ 3.8 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ที่มี 3.2 ล้านคน
  • รายได้จากการท่องเที่ยวในเชียงราย ปี 2567 อยู่ที่ 15,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.5% จากปี 2566
  • เชียงรายมีแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมกว่า 50 แห่ง รวมถึงวัดร่องขุ่น วัดพระแก้ว และอนุสาวรีย์พญามังรายหลวง

งานวัฒนธรรม “สร้างบ้านแปงเวียง พญามังรายหลวง” จึงถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้และสร้างคุณค่าทางประวัติศาสตร์ พร้อมทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงรายให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ทหาร-ป่าไม้เชียงราย ร่วมทำแนวกันไฟ ลด PM 2.5

มณฑลทหารบกที่ 37 บูรณาการร่วมทุกภาคส่วน ทำแนวกันไฟป้องกันไฟป่าในพื้นที่เชียงราย

ปฏิบัติการเชิงรุก ลดปัญหาหมอกควันและไฟป่า

เชียงราย, 3 มีนาคม 2568 – มณฑลทหารบกที่ 37 ร่วมมือกับ เจ้าหน้าที่สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชเชียงราย จัดกำลังพลดำเนินโครงการ ทำแนวกันไฟ ป้องกันไฟป่า” ณ สถานีพัฒนาการเกษตรพื้นที่สูง ตามพระราชดำริ บ้านธารทอง ตำบลแม่เงิน อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย เพื่อป้องกันไฟป่า ลดหมอกควัน และแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ที่เป็นปัญหาสำคัญในช่วงฤดูแล้ง

ประกาศมาตรการเข้มงวด ห้ามเผา 92 วัน ลดปัญหาหมอกควัน

จังหวัดเชียงรายได้ออกมาตรการ ห้ามเผาในที่โล่งทุกชนิดโดยเด็ดขาด” เป็นเวลา 92 วัน ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม – 31 พฤษภาคม 2568 เพื่อควบคุมการเกิดไฟป่าและลดปัญหาหมอกควันในพื้นที่ โดยกำหนดให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันสร้างแนวป้องกันไฟป่า และรณรงค์ให้ประชาชนงดเว้นการเผาในที่โล่งทุกประเภท

ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานและภาคประชาชน

การดำเนินโครงการในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ประกอบด้วย:

  • มณฑลทหารบกที่ 37 โดยมี ร้อยตรี ณัฐพล บุญทับ หัวหน้าชุดปฏิบัติงานประสานการคุ้มครองป้องกันชุมชน สถานีพัฒนาการเกษตรพื้นที่สูง ตามพระราชดำริ บ้านธารทอง นำกำลังพลจิตอาสาเข้าร่วม
  • สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชเชียงราย
  • ชุดปฏิบัติการกิจการพลเรือนที่ 313 กองกำลังผาเมือง
  • ศูนย์ส่งเสริมการควบคุมไฟป่าเชียงราย
  • เจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลแม่เงิน
  • ปลัดอำเภอ หัวหน้ากลุ่มงานความมั่นคง อำเภอเชียงแสน
  • ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนบ้านธารทอง หมู่ 11

แนวป้องกันไฟป่าและมาตรการเพิ่มเติม

ในครั้งนี้ ทีมปฏิบัติการได้ร่วมกันสร้างแนวป้องกันไฟป่าขนาด 4 – 6 เมตร ความยาว ประมาณ 3 – 4 กิโลเมตร บริเวณพื้นที่ป่าทึบที่มีภูเขาสูงชัน และพื้นที่แนวเขตชายป่าที่ติดกับพื้นที่เกษตรของประชาชน ซึ่งมีความเสี่ยงสูงจากการลักลอบเผาป่าเพื่อการเกษตร หรือการเผาเพื่อหาของป่าและล่าสัตว์

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ได้ทำการ ประชาสัมพันธ์และรณรงค์ให้ประชาชนในพื้นที่งดเผาทุกชนิด พร้อมให้คำแนะนำเกี่ยวกับการบริหารจัดการวัสดุที่เป็นเชื้อเพลิงอย่างถูกวิธี เช่น การทำปุ๋ยหมักแบบไม่กลับกอง แทนการเผา การแยกขยะ และ การเก็บกิ่งไม้ใบไม้เพื่อใช้ประโยชน์แทนการเผา เพื่อช่วยลดการเกิดไฟป่าในระยะยาว

ความสำคัญของแนวกันไฟในการป้องกันปัญหาหมอกควัน

แนวกันไฟเป็นมาตรการสำคัญในการป้องกันไฟป่าที่อาจลุกลามจากพื้นที่หนึ่งไปยังอีกพื้นที่หนึ่ง ช่วยลดความเสียหายต่อ ทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศ และสุขภาพของประชาชน จากปัญหาหมอกควันและมลพิษทางอากาศ PM 2.5 ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในภาคเหนือของไทยในทุกปี

ข้อคิดเห็นจากสองมุมมอง

ฝ่ายที่เห็นด้วยกับมาตรการห้ามเผาและทำแนวกันไฟ

  • เห็นว่าการดำเนินมาตรการห้ามเผาและการทำแนวกันไฟเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการลดปัญหาหมอกควันและป้องกันการเกิดไฟป่า
  • การเข้มงวดเรื่องการเผาเป็นแนวทางที่ช่วยลดฝุ่น PM 2.5 และช่วยปกป้องสุขภาพของประชาชนในพื้นที่
  • การบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ และการมีส่วนร่วมของประชาชนจะช่วยทำให้มาตรการเหล่านี้ประสบความสำเร็จ

ฝ่ายที่กังวลเกี่ยวกับมาตรการห้ามเผา

  • กังวลว่าการห้ามเผาโดยไม่มีมาตรการสนับสนุนทางเลือกที่เพียงพอ อาจส่งผลกระทบต่อเกษตรกรที่ต้องพึ่งพาการเผาเพื่อเตรียมพื้นที่การเกษตร
  • การบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดเกินไป อาจส่งผลให้ประชาชนบางส่วนไม่สามารถดำรงชีวิตได้อย่างสะดวก
  • มาตรการเหล่านี้ต้องควบคู่ไปกับการให้ความรู้และการสนับสนุนทางเลือกที่เหมาะสมให้กับประชาชน

สถิติที่เกี่ยวข้องกับข่าว

จากข้อมูลของ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม:

  • จังหวัดเชียงรายมีพื้นที่ป่ารวมกว่า 4.7 ล้านไร่ คิดเป็น 67.4% ของพื้นที่จังหวัด ซึ่งเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่ต้องได้รับการปกป้องจากไฟป่า
  • อัตราการเกิดไฟป่าในภาคเหนือในช่วงฤดูแล้งสูงขึ้นทุกปี โดยในปี 2567 มี จุดความร้อน (Hotspots) กว่า 5,000 จุดทั่วภาคเหนือ โดย เชียงรายติดอันดับ 1 ใน 5 จังหวัดที่มีจุดความร้อนมากที่สุด
  • ค่า PM 2.5 ในภาคเหนือของไทยในช่วงฤดูแล้งมักเกินค่ามาตรฐานของ WHO ซึ่งมีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ
  • มาตรการห้ามเผา 92 วันของจังหวัดเชียงราย เป็นส่วนหนึ่งของแผนลดปัญหาหมอกควันและไฟป่าของรัฐบาล ที่มีการดำเนินการต่อเนื่องมาแล้วหลายปี

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช / กรมควบคุมมลพิษ/ กรมอุตุนิยมวิทยา

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
HEALTH

“วัยรุ่นท้องพุ่ง” อายุ 10-14 ปี ขอคำปรึกษาเพิ่ม รัฐเร่งแก้ปัญหา

ปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นไทยพุ่งสูง รัฐเร่งดำเนินมาตรการป้องกัน

อัตราการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นไทยเพิ่มขึ้น เกินมาตรฐานสากลของ UN

กรุงเทพฯ, 3 มีนาคม 2568 – นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยข้อมูลจาก กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เกี่ยวกับ ปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นไทยในปี 2567 โดยพบว่า อัตราการคลอดบุตรในช่วงอายุ 10 – 14 ปี เพิ่มขึ้นเป็น 0.93 ต่อพันคน ซึ่งสูงกว่าปี 2566 ที่อยู่ที่ 0.77 ต่อพันคน และเกินกว่าเป้าหมายของ องค์การสหประชาชาติ (UN) ที่กำหนดไว้ไม่เกิน 0.7 ต่อพันคน

ยอดขอคำปรึกษาเรื่องตั้งครรภ์ไม่พร้อมเพิ่มขึ้น

ข้อมูลจาก DOH Dashboard ระบุว่า ในปี 2567 มีวัยรุ่นอายุ 10 – 14 ปี ขอรับคำปรึกษาเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ไม่พร้อม ผ่านช่องทางออนไลน์และสายด่วน รวม 46,893 ราย หรือเฉลี่ย 128 รายต่อวัน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2566 ที่มีจำนวน 44,574 ราย

สาเหตุหลักของการตั้งครรภ์ไม่พร้อมในวัยรุ่น

จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่าสาเหตุหลักของปัญหานี้ประกอบด้วย:

  1. ขาดความรู้และความเข้าใจเรื่องเพศศึกษา – วัยรุ่นจำนวนมากไม่ได้รับความรู้เกี่ยวกับการคุมกำเนิดอย่างถูกต้อง ทำให้ไม่สามารถป้องกันตนเองได้
  2. การถูกล่วงละเมิดทางเพศ – เป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เนื่องจากเด็กหญิงวัยต่ำกว่า 15 ปี จำนวนไม่น้อยถูกล่วงละเมิดทางเพศโดยคนใกล้ชิด
  3. ขาดแหล่งให้คำปรึกษาที่เข้าถึงได้ง่าย – แม้ว่าจะมีสายด่วน 1663 และช่องทางออนไลน์ แต่ยังมีเด็กหญิงจำนวนมากที่ไม่รู้ว่าตนเองสามารถขอความช่วยเหลือได้จากช่องทางเหล่านี้

มาตรการเร่งด่วนของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหา

เพื่อลดอัตราการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการเร่งด่วน ดังนี้:

  1. ให้ความรู้เรื่องเพศศึกษาเชิงรุกในโรงเรียนและครอบครัว – สนับสนุนให้โรงเรียนสอนเพศศึกษาอย่างครอบคลุมและส่งเสริมให้พ่อแม่ให้ความรู้กับบุตรหลาน
  2. ขยายช่องทางให้คำปรึกษาที่เข้าถึงง่าย – เปิดช่องทางออนไลน์และโซเชียลมีเดียให้วัยรุ่นสามารถขอคำปรึกษาได้อย่างสะดวก
  3. ส่งเสริมการใช้ถุงยางอนามัยและยาคุมกำเนิด – กระจายถุงยางอนามัยและยาคุมกำเนิดให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น
  4. พัฒนาโครงการช่วยเหลือแม่วัยใส – สนับสนุนให้แม่วัยรุ่นสามารถศึกษาต่อและเข้าถึงโอกาสทางอาชีพ

ข้อคิดเห็นจากทั้งสองมุมมอง

  • ฝ่ายสนับสนุนมาตรการของรัฐ มองว่ามาตรการป้องกันและให้ความรู้เชิงรุกเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อช่วยลดอัตราการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น และสนับสนุนให้เด็กหญิงที่ตั้งครรภ์ไม่พร้อมสามารถเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาและอาชีพ
  • ฝ่ายที่กังวล ตั้งข้อสังเกตว่าปัญหาหลักยังคงอยู่ที่ โครงสร้างสังคมและการล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งต้องการการแก้ไขในเชิงลึกมากกว่าการให้ความรู้และการแจกอุปกรณ์ป้องกันเพียงอย่างเดียว

สถิติที่เกี่ยวข้องกับข่าว

จากข้อมูลของ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข และองค์การสหประชาชาติ (UN) พบว่า:

  • อัตราการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นไทยอายุ 10 – 14 ปี ในปี 2567 เพิ่มขึ้นเป็น 0.93 ต่อพันคน เกินเป้าหมายของ UN ที่กำหนดไว้ไม่เกิน 0.7 ต่อพันคน
  • จำนวนวัยรุ่นที่ขอคำปรึกษาเรื่องตั้งครรภ์ไม่พร้อมเพิ่มขึ้นเป็น 46,893 รายในปี 2567 หรือเฉลี่ย 128 รายต่อวัน
  • เด็กหญิงวัยต่ำกว่า 15 ปี จำนวนมากเป็นเหยื่อของการล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของการตั้งครรภ์ไม่พร้อม
  • UN ระบุว่า ประเทศที่มีอัตราการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นต่ำที่สุดมักมีการให้ความรู้เรื่องเพศศึกษาตั้งแต่อายุยังน้อยและเปิดโอกาสให้วัยรุ่นเข้าถึงบริการอนามัยการเจริญพันธุ์ได้ง่าย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข / องค์การสหประชาชาติ (UN) / DOH Dashboard

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
HEALTH

ศัลยกรรมไทยโต! Gen Z-LGBTQIA+ ลูกค้ากลุ่มใหม่

ตลาดศัลยกรรมความงามไทยโตต่อเนื่อง คนไทยนิยมศัลยกรรมใบหน้า LGBTQIA+ และ Gen Z เป็นกลุ่มลูกค้าใหม่

ธุรกิจศัลยกรรมและเสริมความงามเติบโตต่อเนื่องแม้การแข่งขันสูง

ประเทศไทย, 3 มีนาคม 2568 – การทำศัลยกรรมและเสริมความงามได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย โดยเฉพาะการทำตา จมูก หน้าอก และฉีดโบท็อกซ์ ข้อมูลจาก ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ว่า ในปี 2568 มูลค่าตลาดศัลยกรรมและเสริมความงามของไทยจะอยู่ที่ 76,500 ล้านบาท เติบโต 2.8% จากปีก่อน แม้ว่าอัตราการเติบโตจะใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจและการแข่งขันที่รุนแรง

คลินิกยังครองตลาด แต่โรงพยาบาลมีแนวโน้มเติบโต

โครงสร้างตลาดศัลยกรรมและเสริมความงามของไทยแบ่งออกเป็น คลินิกและโรงพยาบาล ซึ่งปัจจุบัน คลินิกความงามยังคงมีสัดส่วนมากถึง 85% แม้ว่าจะลดลงจาก 90% ในปี 2564 เนื่องจากการแข่งขันด้านราคาที่สูงขึ้น ในขณะที่ โรงพยาบาลมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 15% อันเป็นผลมาจาก จำนวนนักท่องเที่ยวทางการแพทย์ (Medical Tourism) ที่เข้ามาใช้บริการมากขึ้น และความน่าเชื่อถือของมาตรฐานการรักษาและศัลยแพทย์ไทย

พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป การศัลยกรรมได้รับความนิยมมากขึ้น

ปัจจุบัน คนรุ่นใหม่มีทัศนคติที่เปิดกว้างต่อการทำศัลยกรรมมากขึ้น ส่งผลให้การทำศัลยกรรมแบบผ่าตัดเพิ่มขึ้นจาก 75% ในปี 2562 เป็น 79% ในปี 2566 ซึ่งเป็นผลจากเทคโนโลยีที่ทันสมัยขึ้น มีความปลอดภัยสูงขึ้น และใช้เวลาฟื้นตัวที่น้อยลง

ศัลยกรรมยอดนิยมที่คนไทยเลือกทำมากที่สุด

  • แบบผ่าตัด: ตา, จมูก, หน้าอก
  • แบบไม่ผ่าตัด: ฉีดโบท็อกซ์, ไฮยาลูรอน, ยกกระชับใบหน้าและลำคอ

เทรนด์ศัลยกรรมที่กำลังมาแรง

จากการสำรวจพบว่า กลุ่มลูกค้าศักยภาพใหม่ ที่มีแนวโน้มเข้ามาใช้บริการมากขึ้น ได้แก่:

  • กลุ่มเพศทางเลือก (LGBTQIA+)
  • กลุ่ม Gen Z
  • กลุ่มผู้ชาย

โดยการทำศัลยกรรมบน ใบหน้า เป็นที่นิยมมากที่สุด คิดเป็น 47% ของการใช้บริการทั้งหมด

ตลาดผู้สูงอายุ หนุนการทำศัลยกรรมชะลอวัย

ภายในปี 2571 ประเทศไทยจะมีผู้สูงอายุประมาณ 14 ล้านคน โดย 22% ของกลุ่มนี้มีรายได้สูงและอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งคาดว่าจะเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงสำหรับ ศัลยกรรมดึงหน้า, ทำหน้าอก, ดูดไขมัน และลดริ้วรอย

Medical Tourism หนุนธุรกิจศัลยกรรมไทย

ธุรกิจศัลยกรรมในไทยได้รับความนิยมจากชาวต่างชาติ โดยมี อัตราการเติบโตเฉลี่ย 5% ต่อปี สำหรับกลุ่มลูกค้า Medical Tourism ซึ่งกลุ่มลูกค้าหลัก ได้แก่:

  • จีน
  • มาเลเซีย
  • ญี่ปุ่น
  • กลุ่มอาเซียน (CLMV+I) ที่กำลังเติบโต

การทำศัลยกรรมเป็นหนึ่งใน บริการทางการแพทย์ที่ชาวต่างชาตินิยมเข้ามาใช้บริการมากเป็นอันดับ 2 ของไทย เนื่องจากไทยมี มาตรฐานการรักษาสูง แต่มีค่าใช้จ่ายต่ำกว่าเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ เช่น เกาหลีใต้

ความท้าทายและความเสี่ยงของธุรกิจศัลยกรรมในไทย

  1. บุคลากรทางการแพทย์มีจำกัด

ปัจจุบัน ไทยมีศัลยแพทย์ตกแต่งเพียง 500 คน เมื่อเทียบกับ เกาหลีใต้ที่มีศัลยแพทย์มากถึง 2,739 คน ทำให้เกิดการแข่งขันเพื่อดึงบุคลากรทางการแพทย์ ส่งผลต่อต้นทุนธุรกิจที่สูงขึ้น โดยเฉพาะ ศัลยแพทย์ตกแต่งใบหน้าในไทยที่มีเพียง 100 คน

  1. การแข่งขันรุนแรง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
  • ในประเทศไทยมี คลินิกศัลยกรรมกว่า 2,500 ราย และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะคลินิกขนาดเล็ก
  • ต่างชาติเริ่มเข้ามาแข่งขัน เช่น คลินิกจากเกาหลีใต้ที่เข้ามาเปิดสาขาในไทย หรือการที่ชาวไทยนิยมเดินทางไปทำศัลยกรรมในต่างประเทศโดยเฉพาะเกาหลีใต้
  1. ธุรกิจต้องลงทุนด้านเทคโนโลยีเพื่อตอบสนองเทรนด์ความงามที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

การพัฒนาเครื่องมือและเทคโนโลยีใหม่ ๆ มีต้นทุนสูง หากลูกค้ามีจำนวนลดลงอาจกระทบต่อรายได้ของธุรกิจ โดยเฉพาะ กลุ่มลูกค้าที่เน้นความคุ้มค่าและเปรียบเทียบราคา

ข้อคิดเห็นจากทั้งสองฝ่าย

  • ฝ่ายที่สนับสนุน: เห็นว่าธุรกิจศัลยกรรมความงามของไทย มีศักยภาพในการแข่งขันระดับโลก และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในกลุ่ม Medical Tourism ซึ่งเป็นแหล่งรายได้สำคัญของประเทศ
  • ฝ่ายที่กังวล: มองว่าการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์และการแข่งขันที่สูงอาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพการให้บริการ รวมถึงความเสี่ยงจากการลงทุนในเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

สถิติที่เกี่ยวข้องกับข่าว

จากข้อมูลของ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย และกระทรวงสาธารณสุข พบว่า:

  • ปี 2568 มูลค่าตลาดศัลยกรรมและเสริมความงามไทยจะอยู่ที่ 76,500 ล้านบาท โต 2.8%
  • คลินิกความงามครองตลาด 85% ส่วนโรงพยาบาลมีแนวโน้มเติบโตขึ้นเป็น 15%
  • Medical Tourism คาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 5%
  • ศัลยแพทย์ตกแต่งในไทยมีเพียง 500 คน เทียบกับเกาหลีใต้ที่มี 2,739 คน
  • ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางอันดับ 2 ของชาวต่างชาติที่ต้องการศัลยกรรมความงาม

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย / กระทรวงสาธารณสุข / สมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งแห่งประเทศไทย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

สศร. คัดเลือก ‘เชียงราย’ 1 ใน 13 หอศิลป์ พัฒนาสู่ภูมิภาค

สศร. ประกาศผลคัดเลือกหอศิลป์ภูมิภาค 13 แห่ง พัฒนาเครือข่ายศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย

เสริมสร้างพื้นที่ศิลปะในภูมิภาค กระตุ้นการเรียนรู้และพัฒนาเครือข่ายศิลปะร่วมสมัยระดับชาติ

เชียงราย, 3 มีนาคม 2568 – นางเกษร กำเหนิดเพ็ชร รองผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) เปิดเผยว่า สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ได้ประกาศผลการคัดเลือก หอศิลป์และแหล่งเรียนรู้ด้านศิลปวัฒนธรรม หรือพื้นที่ทางศิลปะ (Art Space) ในส่วนภูมิภาค ภายใต้โครงการพัฒนาหอศิลป์ร่วมสมัยสู่ภูมิภาค ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 (รอบที่ 1) โดยมีจำนวนทั้งสิ้น 13 แห่ง ที่ได้รับการคัดเลือก ได้แก่:

รายชื่อหอศิลป์และพื้นที่ทางศิลปะที่ได้รับการคัดเลือก

  1. Grow Home-Stay and Space จ.เชียงราย
  2. พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเมืองเชียงราย จ.เชียงราย
  3. AHIFH: Artist Home International จ.เชียงราย
  4. Gallery Seescape จ.เชียงใหม่
  5. บ้านศิลปะจุมพล อภิสุข จ.น่าน
  6. หออัตลักษณ์นครน่าน วิทยาลัยชุมชนน่าน จ.น่าน
  7. Khontemporary จ.ขอนแก่น
  8. ALIEN Artspace (เอเลี่ยน อาร์ตสเปซ) จ.ขอนแก่น
  9. หอศิลป์คลังจัตุรัส จ.ชัยภูมิ
  10. นัวโรว์ อาร์ตสเปซ (NOIR ROW ART SPACE) จ.อุดรธานี
  11. หอสินกางธ่งมหาสารคาม (หอสิน กธม) จ.มหาสารคาม
  12. หอศิลป์นครสวรรค์ จ.นครสวรรค์
  13. หอศิลป์สงขลา จ.สงขลา

พัฒนาเครือข่ายศิลปวัฒนธรรม เชื่อมโยงสู่ระดับนานาชาติ

นางเกษร กล่าวเพิ่มเติมว่า หอศิลป์และแหล่งเรียนรู้ที่ได้รับคัดเลือกทั้ง 13 แห่ง จะได้เข้าร่วมเป็นภาคีเครือข่าย เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย และร่วมจัดแสดงนิทรรศการ พร้อมทั้งส่งเสริมความร่วมมือระหว่างหอศิลป์ในภูมิภาค โดย สศร. จะทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับหอศิลป์เหล่านี้เป็นระยะเวลา 2 ปี

ภายใต้ข้อตกลงนี้ หอศิลป์ที่ได้รับการคัดเลือกจะได้รับ งบประมาณสนับสนุน สำหรับการจัดนิทรรศการและกิจกรรมศิลปะร่วมสมัย เพื่อเปิดโอกาสให้เด็ก เยาวชน และประชาชนในพื้นที่ได้เข้าถึงศิลปะร่วมสมัยได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังมีเป้าหมายเพื่อ ยกระดับมาตรฐานของหอศิลป์ไทยและผลักดันให้เกิดความร่วมมือระดับนานาชาติ

บทบาทของหอศิลป์ต่อการพัฒนาสังคม

การพัฒนาหอศิลป์ร่วมสมัยในภูมิภาคเป็นกลยุทธ์สำคัญในการ ส่งเสริมการเรียนรู้ทางศิลปะ และกระตุ้นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยพื้นที่เหล่านี้จะทำหน้าที่เป็น ศูนย์กลางการสร้างสรรค์งานศิลปะ สนับสนุนศิลปินท้องถิ่น และเป็นเวทีให้ศิลปินรุ่นใหม่ได้แสดงผลงาน นอกจากนี้ ยังช่วยเสริมสร้างการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในภูมิภาค ซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชนท้องถิ่นได้อีกด้วย

สถิติที่เกี่ยวข้องกับข่าว

จากข้อมูลของ สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) และกระทรวงวัฒนธรรม พบว่า:

  • ปัจจุบันประเทศไทยมีหอศิลป์และพื้นที่ศิลปะร่วมสมัยมากกว่า 80 แห่งทั่วประเทศ
  • ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีโครงการสนับสนุนหอศิลป์ระดับภูมิภาคเพิ่มขึ้นกว่า 50%
  • กว่า 60% ของนักท่องเที่ยวที่มาเยือนประเทศไทยให้ความสนใจกับแหล่งท่องเที่ยวเชิงศิลปะและวัฒนธรรม
  • การลงทุนในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยเติบโตเฉลี่ยปีละ 8-10%

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) / กระทรวงวัฒนธรรม / ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจสร้างสรรค์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
SOCIETY & POLITICS

ข้าวเหนียวมะม่วงดัง! ดันส่งออกมะม่วงไทย เกาหลีใต้อันดับ 1

Soft Power ไทยดันมะม่วงไทยครองตลาดเกาหลีใต้ ส่งออกพุ่งกว่า 132%

ซอฟต์พาวเวอร์ไทยผลักดันมะม่วงขึ้นแท่นสินค้าส่งออกยอดนิยม

ประทเศไทย, 2 มีนาคม 2568 – มะม่วงไทยกำลังกลายเป็นสินค้าส่งออกสำคัญที่ได้รับความนิยมในต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดเกาหลีใต้ซึ่งได้ก้าวขึ้นเป็น ตลาดนำเข้ามะม่วงสดไทยอันดับ 1 จากกระแส Soft Power ไทย ที่แพร่กระจายไปทั่วโลกผ่านโซเชียลมีเดียและวัฒนธรรมอาหาร เช่น ข้าวเหนียวมะม่วง

มูลค่าการส่งออกมะม่วงไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในปี 2567 การส่งออกมะม่วงสดของไทยมีมูลค่ารวม 4,716 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 45.68% โดย 5 ประเทศนำเข้าหลัก ได้แก่:

  1. เกาหลีใต้ มูลค่า 2,931 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 132.7% (คิดเป็น 62.2% ของการส่งออกมะม่วงทั้งหมด)
  2. มาเลเซีย มูลค่า 1,191 ล้านบาท ลดลง 12.8%
  3. ญี่ปุ่น มูลค่า 139 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32.8%
  4. เวียดนาม มูลค่า 131 ล้านบาท ลดลง 15.7%
  5. สปป.ลาว มูลค่า 38 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29.3%

Soft Power ไทยผลักดันมะม่วงเข้าสู่กระแสหลักในต่างประเทศ

นายอนุกูล ระบุว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้มะม่วงไทยเป็นที่นิยมใน เกาหลีใต้ คือกระแส Soft Power โดยเฉพาะ “ข้าวเหนียวมะม่วง” ที่ได้รับความนิยมจากการแพร่กระจายผ่านโซเชียลมีเดียและรายการบันเทิงไทย นอกจากนี้ พฤติกรรมการบริโภคของชาวเกาหลีใต้ที่นิยมรับประทานผลไม้สดหลังอาหาร รวมถึงการบริโภคเป็นอาหารว่าง ทำให้มะม่วงกลายเป็นสินค้าขายดี

อีกปัจจัยที่ส่งผลให้เกาหลีใต้กลายเป็นผู้นำเข้ามะม่วงอันดับหนึ่ง คือ มาตรการลดภาษีของรัฐบาลเกาหลีใต้ ที่ปรับอัตราภาษีนำเข้ามะม่วงจากไทยเหลือ 0% จากเดิม 30% ทำให้ต้นทุนการนำเข้าลดลงและช่วยเพิ่มปริมาณการนำเข้าอย่างมาก

ตลาดต่างประเทศกับแนวโน้มการบริโภคมะม่วงไทย

  • มาเลเซีย: แม้การส่งออกจะลดลง แต่ยังเป็นตลาดสำคัญ โดยนิยมบริโภคผลไม้สดและนำไปทำเครื่องดื่ม เช่น Mango Shake
  • ญี่ปุ่น: มีความต้องการมะม่วงสดเพิ่มขึ้น เนื่องจากกระแสรักสุขภาพและการนำไปใช้ในอุตสาหกรรมขนมหวาน
  • เวียดนาม และ สปป.ลาว: ยังคงเป็นตลาดที่มีศักยภาพ แม้จะมีความผันผวนของปริมาณการนำเข้า

ผลไม้ไทยที่ได้รับอนุญาตนำเข้าจากเกาหลีใต้

ปัจจุบันเกาหลีใต้อนุญาตให้มีการนำเข้าผลไม้จากไทยเพียง 6 ชนิด ได้แก่ มะม่วง, มังคุด, ทุเรียน, กล้วย, มะพร้าว และสับปะรด โดยผลไม้เหล่านี้ได้รับความนิยมในกลุ่มผู้บริโภคเกาหลีใต้ เนื่องจากมีรสชาติหวานอร่อย และได้รับการยอมรับว่ามีคุณภาพสูง

มะม่วงไทยที่ขึ้นทะเบียน GI สร้างจุดขายในตลาดโลก

ขณะนี้ ประเทศไทยมีมะม่วง 12 ชนิดที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่าและความน่าเชื่อถือในตลาดส่งออก ได้แก่:

  • มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองพิษณุโลก
  • มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบางคล้า
  • มะม่วงน้ำดอกไม้คุ้งบางกระเจ้า
  • มะม่วงน้ำดอกไม้สระแก้ว
  • มะม่วงเบาสงขลา
  • มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบ้านโหล๋น
  • มะม่วงยายกล่ำนนทบุรี
  • มะม่วงน้ำดอกไม้สมุทรปราการ
  • มะม่วงมันหนองแซงสระบุรี
  • มะม่วงเขียวเสวยแปดริ้ว
  • มะม่วงขายตึกแปดริ้ว
  • มะม่วงแรดแปดริ้ว

แนวทางส่งเสริมการส่งออกผลไม้ไทย

รัฐบาลไทยกำลังเร่งผลักดัน ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ (Economic Partnership Agreement – EPA) กับเกาหลีใต้ เพื่อขยายโอกาสทางการค้า หากมีการลดภาษีเพิ่มเติม จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทยในการแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ ในตลาดเอเชีย

นายอนุกูล กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับมาตรฐานคุณภาพผลไม้ไทย โดยเน้น

  • การควบคุมคุณภาพสินค้า ให้ได้มาตรฐานส่งออก
  • การสนับสนุนเกษตรกร ในการเพิ่มผลผลิตให้ตรงตามความต้องการของตลาดโลก
  • การพัฒนาบรรจุภัณฑ์และโลจิสติกส์ เพื่อคงความสดใหม่ของผลไม้ไทย

ข้อคิดเห็นจากสองมุมมอง

  • ฝ่ายที่สนับสนุน: มองว่าการที่มะม่วงไทยเป็นที่นิยมในตลาดโลก เป็นผลจากนโยบายส่งเสริมการส่งออกของรัฐบาลไทย และ Soft Power ของวัฒนธรรมอาหารไทยที่แพร่กระจายผ่านสื่อดิจิทัล ทำให้เกษตรกรไทยได้รับประโยชน์โดยตรง
  • ฝ่ายที่วิพากษ์วิจารณ์: มีข้อกังวลว่า ภาครัฐควรส่งเสริมเกษตรกรให้สามารถผลิตสินค้าได้อย่างยั่งยืน และควบคุมมาตรฐานคุณภาพให้คงที่ รวมถึงพัฒนาระบบโลจิสติกส์ให้รองรับปริมาณการส่งออกที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

สถิติที่เกี่ยวข้องกับข่าว

จากข้อมูลของ กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พบว่า:

  • ปี 2567 การส่งออกมะม่วงไทยมีมูลค่า 4,716 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 45.68%
  • เกาหลีใต้เพิ่มปริมาณนำเข้ามะม่วงจากไทยกว่า 132.7% ภายใน 1 ปี
  • ปัจจุบันผลไม้ไทย 6 ชนิดได้รับอนุญาตนำเข้าในเกาหลีใต้
  • การบริโภคผลไม้ไทยในตลาดเอเชียมีแนวโน้มเติบโตขึ้นต่อเนื่อง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

กระทรวงพาณิชย์ / กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ / สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS UPDATE

ให้คะแนนรัฐบาล ‘นิด้าโพล’ เผย 6 เดือน “แพทองธาร” ทำงาน

นิด้าโพลเผยผลสำรวจ 6 เดือนรัฐบาลแพทองธาร ประชาชนพอใจบางนโยบายแต่ยังมีข้อกังวล

ประชาชนให้คะแนนรัฐบาลครบรอบ 6 เดือน – การทำงานของแต่ละกระทรวงแตกต่างกัน

เชียงราย, 2 มีนาคม 2568 – ศูนย์สำรวจความคิดเห็น นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนเกี่ยวกับผลงานของ รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร หลังดำรงตำแหน่งครบ 6 เดือน โดยทำการสำรวจระหว่างวันที่ 24-26 กุมภาพันธ์ 2568 จากกลุ่มตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ รวมจำนวน 1,310 คน

การสำรวจใช้วิธีสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) และเก็บข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยมีค่าความเชื่อมั่นที่ ร้อยละ 97.0 ผลสำรวจสะท้อนความคิดเห็นของประชาชนต่อรัฐบาล รวมถึงการทำงานของกระทรวงต่าง ๆ ในช่วงครึ่งปีแรกของรัฐบาล

ความพึงพอใจต่อภาพรวมการทำงานของรัฐบาล

จากผลสำรวจ 34.58% ของประชาชนระบุว่าไม่ค่อยพอใจ กับการทำงานของรัฐบาล รองลงมา 32.60% ค่อนข้างพอใจ, 20.00% ไม่พอใจเลย และ 12.82% พอใจมาก สะท้อนให้เห็นว่าแม้ประชาชนบางส่วนจะเห็นว่านโยบายบางด้านมีความก้าวหน้า แต่ยังมีข้อกังวลในบางประเด็น

เมื่อถามถึงความพึงพอใจต่อ การทำงานของนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตรโดยตรง พบว่า 32.60% ของประชาชนไม่ค่อยพอใจ, 31.76% ค่อนข้างพอใจ, 22.28% ไม่พอใจเลย และ 13.36% พอใจมาก แสดงให้เห็นว่าความคิดเห็นของประชาชนต่อผลงานนายกรัฐมนตรีมีทั้งบวกและลบอย่างสมดุล

ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาประเทศ

  • 36.41% ของประชาชนระบุว่าไม่ค่อยเชื่อมั่น
  • 26.26% ไม่เชื่อมั่นเลย
  • 25.04% ค่อนข้างเชื่อมั่น
  • 12.29% เชื่อมั่นมาก

แสดงให้เห็นว่าประชาชนยังมีความกังวลเกี่ยวกับแนวทางการแก้ปัญหาประเทศของรัฐบาล แม้ว่าจะมีบางส่วนที่ให้การสนับสนุน

การประเมินผลงานของแต่ละกระทรวง

เมื่อแยกผลสำรวจตาม กระทรวงหลัก ๆ พบว่าประชาชนมีความคิดเห็นที่หลากหลาย โดยมีคะแนนพอใจและไม่พอใจที่แตกต่างกัน

กระทรวงที่ได้รับคะแนนค่อนข้างดี

  1. กระทรวงสาธารณสุข
    • ค่อนข้างพอใจ: 32.45%
    • พอใจมาก: 17.02%
    • ไม่ค่อยพอใจ: 29.16%
    • ไม่พอใจเลย: 19.08%
    • ไม่มีข้อมูล: 2.29%
  2. กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
    • ค่อนข้างพอใจ: 32.14%
    • พอใจมาก: 15.04%
    • ไม่ค่อยพอใจ: 27.25%
    • ไม่พอใจเลย: 17.02%
    • ไม่มีข้อมูล: 8.55%
  1. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
    • ค่อนข้างพอใจ: 33.44%
    • พอใจมาก: 10.76%
    • ไม่ค่อยพอใจ: 31.00%
    • ไม่พอใจเลย: 19.69%
    • ไม่มีข้อมูล: 5.11%

กระทรวงที่ได้รับคะแนนต่ำ

  1. กระทรวงมหาดไทย
    • ไม่ค่อยพอใจ: 36.03%
    • ไม่พอใจเลย: 24.27%
    • ค่อนข้างพอใจ: 26.26%
    • พอใจมาก: 11.91%
    • ไม่มีข้อมูล: 1.53%
  2. กระทรวงกลาโหม
    • ไม่ค่อยพอใจ: 36.56%
    • ไม่พอใจเลย: 21.60%
    • ค่อนข้างพอใจ: 28.63%
    • พอใจมาก: 10.31%
    • ไม่มีข้อมูล: 2.90%
  3. กระทรวงพาณิชย์
    • ไม่ค่อยพอใจ: 35.95%
    • ไม่พอใจเลย: 26.49%
    • ค่อนข้างพอใจ: 25.80%
    • พอใจมาก: 9.39%
    • ไม่มีข้อมูล: 2.37%

ข้อคิดเห็นจากสองมุมมอง

  • ฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาล: เห็นว่ารัฐบาลภายใต้การนำของแพทองธาร ชินวัตร ได้ดำเนินนโยบายหลายด้านที่เป็นประโยชน์ โดยเฉพาะด้านสาธารณสุข การท่องเที่ยว และสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่อาจส่งผลดีในระยะยาว
  • ฝ่ายที่วิพากษ์วิจารณ์: มีข้อกังวลเกี่ยวกับความสามารถในการบริหารจัดการของรัฐบาล โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง นอกจากนี้ยังมีเสียงสะท้อนว่ารัฐบาลยังต้องเร่งแก้ไขปัญหาปากท้องและการบริหารงบประมาณให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

สถิติที่เกี่ยวข้องกับข่าว

จากข้อมูลของ นิด้าโพล และ สำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า:

  • ในช่วง 6 เดือนแรกของรัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร มีการออกนโยบายใหม่กว่า 50 ฉบับ
  • อัตราความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐบาลในช่วงครึ่งปีแรกอยู่ที่ 37.3%
  • กระทรวงที่ได้รับคะแนนความพึงพอใจสูงสุด ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
  • กระทรวงที่ได้รับคะแนนความพึงพอใจต่ำสุด ได้แก่ กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงกลาโหม

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : นิด้าโพล / สำนักงานสถิติแห่งชาติ / สำนักวิจัยเศรษฐกิจและสังคม

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News