Categories
WORLD PULSE

ออสเตรเลียแบนโซเชียลเด็กต่ำกว่า 16 ควบคุมด้วยค่าปรับมหาศาล”

รัฐบาลออสเตรเลียเสนอกฎหมายแบนโซเชียลมีเดียเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี พร้อมค่าปรับสูงถึง 49.5 ล้านดอลลาร์

เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2567 สำนักข่าวต่างประเทศ Reuters รายงานว่า รัฐบาลฝ่ายซ้ายกลางของออสเตรเลียได้เสนอร่างกฎหมายใหม่ต่อรัฐสภา ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อจำกัดการใช้งานโซเชียลมีเดียสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี โดยมีบทลงโทษสำหรับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่ละเมิดกฎหมาย ด้วยค่าปรับสูงสุดถึง 49.5 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือประมาณ 1,100 ล้านบาท

แผนการยืนยันอายุที่เข้มงวดที่สุด

รัฐบาลออสเตรเลียมีแผนทดลองใช้ ระบบยืนยันอายุ ที่อาจรวมถึงการใช้ข้อมูลทางชีวภาพ เช่น การสแกนนิ้ว หรือ การยืนยันด้วยข้อมูลจากรัฐบาล เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่าเกณฑ์สามารถเข้าถึงโซเชียลมีเดียได้ ซึ่งถือว่าเป็นมาตรการควบคุมการใช้งานโซเชียลมีเดียที่เข้มงวดที่สุดเท่าที่เคยมีมา

ที่สำคัญ กฎหมายดังกล่าวกำหนดเกณฑ์อายุไว้ที่ 16 ปี โดยไม่มีข้อยกเว้นสำหรับเยาวชนที่ได้รับความยินยอมจากผู้ปกครองหรือเยาวชนที่มีบัญชีใช้งานอยู่ก่อนแล้ว

ส่งผลกระทบต่อแพลตฟอร์มหลัก

มาตรการใหม่นี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อแพลตฟอร์มยอดนิยม เช่น อินสตาแกรม (Instagram) และ เฟซบุ๊ก (Facebook) ของบริษัทเมตา (Meta) รวมถึง ติ๊กต็อก (TikTok) ของไบต์แดนซ์ (ByteDance), X ของอีลอน มัสก์ และ สแนปแชท (Snapchat) โดยกฎหมายจะกำหนดให้แพลตฟอร์มเหล่านี้ต้องมีมาตรการยืนยันอายุและป้องกันการเข้าถึงของเด็กที่อายุต่ำกว่า 16 ปี

ผลกระทบต่อสุขภาพจิตและความปลอดภัย

นายกรัฐมนตรี แอนโทนี อัลบาเนซี กล่าวว่า การใช้โซเชียลมีเดียมากเกินไปสร้างความเสี่ยงต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตของเยาวชน โดยเฉพาะเด็กผู้หญิงที่อาจได้รับผลกระทบจากเนื้อหาเกี่ยวกับรูปร่างและความงามที่เป็นอันตราย และเด็กผู้ชายที่อาจเผชิญกับเนื้อหาที่สร้างความเกลียดชังต่อเพศหญิง

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรียืนยันว่า เด็ก ๆ ยังคงสามารถใช้งานแอปพลิเคชันส่งข้อความ เกมออนไลน์ และบริการเพื่อการศึกษา เช่น Headspace, Google Classroom และ YouTube ได้ตามปกติ

กฎหมายที่ยุติธรรมและปกป้องความเป็นส่วนตัว

รัฐบาลเน้นย้ำว่ากฎหมายนี้ไม่ได้มุ่งลงโทษเด็กหรือผู้ปกครอง แต่เป็นการกำหนดมาตรฐานสำหรับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เพื่อให้มีมาตรการยืนยันอายุที่เหมาะสม พร้อมทั้งกำหนดข้อบังคับด้านความเป็นส่วนตัวอย่างเข้มงวด เช่น การกำหนดให้แพลตฟอร์มทำลายข้อมูลที่รวบรวมไว้เพื่อปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้

เปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ

การเสนอกฎหมายของออสเตรเลียครั้งนี้ถือว่าเข้มงวดที่สุดในโลก โดยกำหนดอายุขั้นต่ำที่ 16 ปี ซึ่งสูงกว่าประเทศอื่น ๆ เช่น ฝรั่งเศส ที่เคยเสนอจำกัดอายุการใช้งานโซเชียลมีเดียไว้ที่ 15 ปีเมื่อปีที่ผ่านมา และ สหรัฐอเมริกา ที่มีการขอความยินยอมจากผู้ปกครองสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีมานานหลายทศวรรษ

เสียงสะท้อนและความร่วมมือจากฝ่ายต่าง ๆ

พรรคฝ่ายค้านในออสเตรเลียสนับสนุนร่างกฎหมายนี้อย่างเต็มที่ ในขณะที่พรรคกรีนและกลุ่มอิสระเรียกร้องให้รัฐบาลให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลกระทบของกฎหมาย

ในส่วนของผู้ประกอบการ นาย นีล ฟาร์มิโล เจ้าของร้านอาหาร Kiwi Kitchen ในเมืองวังเวียง ประเทศลาว ซึ่งเป็นจุดท่องเที่ยวยอดนิยม กล่าวว่า แม้การใช้มาตรการเหล่านี้อาจสร้างความกังวลในช่วงแรก แต่เขาหวังว่าจะช่วยปกป้องเยาวชนในระยะยาว

สรุป

การเสนอกฎหมายแบนโซเชียลมีเดียสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีของออสเตรเลียเป็นก้าวสำคัญในการปกป้องเยาวชนจากผลกระทบด้านลบของการใช้งานโซเชียลมีเดีย แม้จะมีความท้าทายในการดำเนินการ แต่เป้าหมายของรัฐบาลคือการสร้างความปลอดภัยและความมั่นคงทางจิตใจสำหรับเด็กและเยาวชนในอนาคต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : Reuters

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
SPORT

มวยไทยซอฟต์พาวเวอร์ ฟื้นเศรษฐกิจ สร้างอนาคตนักมวยรุ่นใหม่

“บิ๊กเอ” สานต่อโครงการมวยไทยซอฟต์พาวเวอร์ ฟื้นเศรษฐกิจ เพิ่มมูลค่า 2,334 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2567 ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 4 อาคารเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา การกีฬาแห่งประเทศไทย ผศ.พิมล ศรีวิกรม์ หรือ “บิ๊กเอ” ประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านกีฬา ได้เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านกีฬา ครั้งที่ 1/2567 โดยมีผู้ร่วมประชุมจากหลายภาคส่วน เช่น นายชลิตรัตน์ จันทรุเบกษา รองประธานฯ และคณะอนุกรรมการอื่น ๆ เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

สรุปผลงานปี 2567 สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเกินเป้า

การประชุมในครั้งนี้ได้สรุปผลการดำเนินโครงการ “มวยไทย ซอฟต์พาวเวอร์” ในปีงบประมาณ 2567 ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นปีแรกของโครงการที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยมีกิจกรรมหลากหลายที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศสูงถึง 2,334 ล้านบาท เกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ นอกจากนี้ยังเพิ่มจำนวนนักมวยไทยอาชีพชาวไทยได้มากถึง 6,065 คน และนักมวยไทยอาชีพชาวต่างชาติอีก 4,540 คน พร้อมทั้งพัฒนาผู้ฝึกสอนมวยไทยทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนการนำมวยไทยไปสอนในโรงเรียนทั่วประเทศ

งบประมาณปี 2568 สูงถึง 643 ล้านบาท พร้อมโครงการใหม่

สำหรับแผนงานในปีงบประมาณ 2568 “บิ๊กเอ” เปิดเผยว่าจะมีงบประมาณสูงถึง 643 ล้านบาท ซึ่งจะมุ่งเน้นโครงการเด่น ๆ ได้แก่

  1. โครงการมวยไทย FOR ALL (ฟอร์ ออลล์):
    โครงการต่อเนื่องจากปีที่แล้ว โดยจะมีครูมวยไทยจำนวน 500 คน กระจายตัวอยู่ในค่ายมวยทั่วประเทศ ครูเหล่านี้จะเปิดสอนมวยไทยให้แก่ผู้สนใจทั่วไปฟรี โดยแบ่งเป็น 25 คาบเรียน เรียนจบรับประกาศนียบัตร คาดว่าจะสร้างนักมวยหน้าใหม่เพิ่มขึ้นอีก 100,000 คน

  2. โรดโชว์มวยไทย มาสเตอร์คลาส:
    การนำนักมวยไทยชื่อดังไปเปิดสอนในต่างประเทศ รวมถึงการขึ้นทะเบียนค่ายมวยในต่างประเทศ เพื่อดึงดูดนักมวยชาวต่างชาติให้มาฝึกฝนและพาครอบครัวมาท่องเที่ยวในไทย เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศ

  3. มวยไทยลีก:
    เตรียมจัดการแข่งขันมวยไทยลีกในประเทศไทย โดยจะมีการหารือในครั้งต่อไปเพื่อกำหนดรูปแบบการแข่งขันที่เหมาะสม

ความสำเร็จและเป้าหมายอนาคต

“บิ๊กเอ” กล่าวถึงความสำเร็จของโครงการที่ผ่านมาในปี 2567 ว่ามวยไทยไม่เพียงแต่เป็นกีฬาแต่ยังเป็น “ซอฟต์พาวเวอร์” ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวและสร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศ อีกทั้งยังเป็นการอนุรักษ์และเผยแพร่วัฒนธรรมไทยสู่สายตาชาวโลก เป้าหมายของปี 2568 คือการขยายฐานของมวยไทยให้ครอบคลุมทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมทั้งพัฒนาโครงการใหม่ ๆ เพื่อสร้างมูลค่าและความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมมวยไทย

การประชุมในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของการขับเคลื่อนมวยไทยในฐานะซอฟต์พาวเวอร์ที่สามารถสร้างเศรษฐกิจและส่งเสริมวัฒนธรรมไทยอย่างต่อเนื่อง โดยมีแผนงานที่น่าติดตามในอนาคต ซึ่งคาดว่าจะสร้างทั้งนักมวยหน้าใหม่และโอกาสใหม่ ๆ ให้กับอุตสาหกรรมมวยไทยในระดับสากล

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านกีฬา

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

อบจ.เชียงราย คืนรอยยิ้มชาวชุมชน ช่วยเหลือผู้ประสบภัยแม่สาย

ทวงคืนรอยยิ้มชาวแม่สาย อบจ.เชียงรายลงพื้นที่ฟื้นฟูหลังสาธารณภัย

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2567 เวลา 09.00 น. นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยนายอนุชา ยอดเชียงคำ สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เขต 1 อำเภอแม่สาย พร้อมหัวหน้าส่วนราชการและบุคลากรของ อบจ.เชียงราย ได้ลงพื้นที่อำเภอแม่สาย เพื่อดำเนินการตามโครงการช่วยเหลือประชาชน เยียวยาและฟื้นฟูหลังเกิดเหตุสาธารณภัยในพื้นที่ ซึ่งเป็นการดำเนินงานครั้งที่ 4 ภายใต้เป้าหมายสำคัญในการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนผู้ประสบภัย

การลงพื้นที่ช่วยเหลือและฟื้นฟู

ในครั้งนี้ อบจ.เชียงราย ได้ลงพื้นที่ในตำบลแม่สาย ครอบคลุมหลายหมู่บ้าน ได้แก่

  • หมู่ 1 บ้านเหมืองแดงใต้
  • หมู่ 3 บ้านสันผักฮี้
  • หมู่ 4 บ้านเวียงหอม
  • หมู่ 5 บ้านสันมะนะ
  • หมู่ 6 บ้านป่ายางชุม
  • หมู่ 9 บ้านสันทราย
  • หมู่ 11 บ้านสันทรายใหม่

รวมจำนวนผู้ได้รับการช่วยเหลือกว่า 1,900 ราย โดยมีผู้นำท้องที่และผู้นำชุมชนในพื้นที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

รายละเอียดการช่วยเหลือ

การมอบความช่วยเหลือในครั้งนี้ อบจ.เชียงราย ได้จัดสรรงบประมาณเพื่อเยียวยาด้านการดำรงชีพ 4 รายการ ตามหลักเกณฑ์การใช้จ่ายเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2563 ซึ่งประกอบด้วย:

  1. ค่าเครื่องนุ่งห่ม รายละไม่เกิน 1,100 บาท
  2. ค่าเครื่องมือประกอบอาชีพ เท่าที่จ่ายจริง ครอบครัวละไม่เกิน 11,400 บาท
  3. ค่าเครื่องครัวและอุปกรณ์ประกอบอาหาร เท่าที่จ่ายจริง ครอบครัวละไม่เกิน 3,500 บาท
  4. ค่าเครื่องนอน รายละไม่เกิน 1,000 บาท

ความห่วงใยจากนายก อบจ.เชียงราย

นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ ได้กล่าวให้กำลังใจผู้ประสบภัยทุกคน พร้อมเน้นย้ำถึงความพร้อมของ อบจ.เชียงราย ในการให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติม หากมีผู้ที่ประสบภัยแล้วยังไม่ได้รับการเยียวยาหรือรายชื่อตกหล่น สามารถแจ้งความจำนงได้ที่องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หรือเทศบาลตำบลในพื้นที่ เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เป็นผู้ดำเนินการยื่นเรื่องให้คณะกรรมการจังหวัดเชียงรายพิจารณาอีกครั้ง

ฟื้นฟูความเป็นอยู่ด้วยพลังชุมชน

โครงการช่วยเหลือประชาชนครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในระยะสั้น แต่ยังส่งเสริมให้ประชาชนมีโอกาสฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ด้วยการสนับสนุนอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการดำรงชีพและการประกอบอาชีพ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนและสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนในระยะยาว

อบจ.เชียงราย ยังคงยืนยันถึงความมุ่งมั่นที่จะดูแลพี่น้องประชาชนในพื้นที่ให้กลับมามีรอยยิ้มและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอีกครั้ง พร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการสร้างชุมชนที่มั่นคงและปลอดภัย

ประชาชนที่ได้รับผลกระทบและยังไม่ได้รับการช่วยเหลือ สามารถติดต่อ อบจ.เชียงราย หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ของตน เพื่อขอรับการเยียวยาเพิ่มเติมได้ตลอดระยะเวลาโครงการ.

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
WORLD PULSE

สองสาวออสซี่เสียชีวิต เหตุดื่มแอลกอฮอล์ปนเปื้อนเมทานอลในลาว

สองนักท่องเที่ยวออสเตรเลียเสียชีวิตจากพิษเมทานอลในลาว เหตุการณ์กระทบท่องเที่ยววังเวียง

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2567 สำนักข่าว KTSM-9 TV ในรัฐเทกซัส สหรัฐอเมริกา รายงานว่าเหตุการณ์การเสียชีวิตของนักท่องเที่ยวจากพิษเมทานอลที่วังเวียง ประเทศลาว ยังคงสร้างความเสียใจให้แก่ครอบครัวและชุมชนชาวต่างชาติอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด มีรายงานว่านางสาวฮอลลี่ โบว์ลส์ วัย 19 ปี นักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลีย ที่ป่วยหนักหลังจากดื่มแอลกอฮอล์ปนเปื้อนเมทานอล เสียชีวิตในโรงพยาบาลที่กรุงเทพฯ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์นี้เพิ่มขึ้นเป็น 6 ราย

การเสียชีวิตของโบว์ลส์

ครอบครัวของโบว์ลส์ได้ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจและระบุว่า “เราขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับการสูญเสียของฮอลลี่ ผู้ที่นำความสุขมาสู่ทุกคนที่ได้รู้จักเธอ” โบว์ลส์ป่วยหนักและต้องใช้เครื่องช่วยชีวิตตั้งแต่เกิดเหตุเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2567 หลังจากออกไปดื่มกับเพื่อนร่วมกลุ่มที่ “Nana Backpacker Hostel” และกลับมาในสภาพอาการแย่

รายละเอียดเหตุการณ์

สำนักงานตำรวจท่องเที่ยววังเวียงรายงานว่าได้มีการควบคุมตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องหลายราย รวมถึงผู้จัดการและเจ้าของโฮสเทล แต่ยังไม่มีการตั้งข้อหาอย่างเป็นทางการ ในขณะที่สถานทูตสหรัฐอเมริกาได้ออกคำเตือนสุขภาพถึงความเสี่ยงของการปนเปื้อนเมทานอลในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในพื้นที่ โดยระบุว่าอาจเกิดจากการเติมเมทานอลเป็นสารแทนเอทานอลในบาร์บางแห่ง หรือจากกระบวนการกลั่นแอลกอฮอล์ที่ไม่ได้มาตรฐาน

เหยื่อจากหลายประเทศ

เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจากหลายประเทศ ได้แก่ นักท่องเที่ยวออสเตรเลีย 2 ราย คือ นางสาวฮอลลี่ โบว์ลส์ และนางสาวเบียนกา โจนส์ ผู้เสียชีวิตก่อนหน้าในโรงพยาบาลที่กรุงเทพฯ รวมถึงผู้เสียชีวิตจากอังกฤษ อเมริกา เดนมาร์ก และผู้ป่วยอีกหลายรายที่คาดว่าได้รับผลกระทบจากพิษเมทานอล

ผลกระทบต่อการท่องเที่ยววังเวียง

วังเวียง เมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องกิจกรรมผจญภัยและสถานบันเทิงสำหรับนักท่องเที่ยวแบกเป้ กลายเป็นจุดสนใจในทางลบจากเหตุการณ์นี้ ผู้ประกอบการในพื้นที่ต่างแสดงความกังวลถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อชื่อเสียงของเมือง “มันเป็นเหตุการณ์ที่น่าเศร้า ผมเชื่อว่าไม่มีใครตั้งใจให้เกิดเรื่องนี้ แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันเกิดขึ้นแล้ว” นีล ฟาร์มิลอย เจ้าของร้านอาหาร Kiwi Kitchen ในวังเวียงกล่าว

มาตรการป้องกัน

เหตุการณ์นี้ทำให้มีการเรียกร้องให้หน่วยงานท้องถิ่นเพิ่มมาตรการควบคุมคุณภาพของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงการให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการเกี่ยวกับอันตรายจากเมทานอล นอกจากนี้ยังเป็นการส่งสัญญาณให้กับนักท่องเที่ยวว่าควรระมัดระวังในการเลือกบริโภคเครื่องดื่ม โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ไม่มีการควบคุมมาตรฐานที่ชัดเจน

คำเตือนและบทเรียน

พิษเมทานอลเป็นอันตรายที่เกิดขึ้นได้จากการใช้สารทดแทนราคาถูกในกระบวนการผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะสมองบวม ตาบอด และเสียชีวิต การเสียชีวิตของโบว์ลส์และโจนส์เป็นเครื่องเตือนใจถึงความเสี่ยงที่แฝงอยู่ในแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยม

นักท่องเที่ยวจากทุกประเทศที่วางแผนเดินทางไปยังลาวควรปฏิบัติตามคำแนะนำด้านความปลอดภัย และตรวจสอบแหล่งที่มาของเครื่องดื่มอย่างถี่ถ้วน เพื่อป้องกันการเกิดเหตุการณ์ที่น่าเศร้าเช่นนี้ในอนาคต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ktsm

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
FEATURED NEWS

กรุงเทพฯ เคาะงานกาชาดประจำปี 2567 11-22 ธันวาคมนี้ ณ สวนลุมพินี

 

สภากาชาดไทย เชิญร่วมสัมผัสประสบการณ์ Amazing ในงานกาชาดประจำปี 2567

เตรียมตัวให้พร้อมกับงานกาชาดสุดยิ่งใหญ่แห่งปี! สภากาชาดไทยขอเชิญทุกท่านร่วมสนุก อิ่มอร่อย และทำบุญในงาน กาชาดประจำปี 2567 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-22 ธันวาคม 2567สวนลุมพินี ตั้งแต่เวลา 11.00-22.00 น. และพิเศษในวันสุดท้าย ขยายเวลาความสุขจนถึง 23.00 น.

สำหรับผู้ที่ไม่สามารถเดินทางมาร่วมงานได้ ก็ยังสามารถเพลิดเพลินกับกิจกรรมออนไลน์ได้ที่ www.iredcross.org ตลอด 24 ชั่วโมง

กิจกรรมไฮไลต์ในงานที่ไม่ควรพลาด:

  1. เฉลิมพระเกียรติฯ “ทศมราชา 72 พรรษา ถวายพระพร”
    ชมการแสดงแสงสีเสียงสุดตระการตา ที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยเทคโนโลยีและศิลปะอันวิจิตร

  2. ลุ้นเสี่ยงโชค พร้อมได้บุญ
    ร่วมสนุกกับกิจกรรมเสี่ยงทายที่ไม่เพียงแต่ให้คุณลุ้นโชคใหญ่ แต่ยังได้ร่วมทำบุญสนับสนุนกิจกรรมของสภากาชาดไทย

  3. อิ่มอร่อยกับสตรีทฟู้ดหลากหลาย
    ลิ้มรสอาหารจานเด็ดจากร้านอาหารสภากาชาดไทยและร้านสตรีทฟู้ดชื่อดัง รวมกว่า 100 ร้านค้า ตั้งแต่เมนูอาหารไทยพื้นบ้านไปจนถึงของหวานสุดฟิน

  4. สนุกสนานกับเกมการละเล่นและกิจกรรมบันเทิง
    พบกับเกมการละเล่นแบบไทยดั้งเดิมและกิจกรรมสนุกสนานที่จัดเตรียมไว้เพื่อทุกคนในครอบครัว พร้อมการแสดงดนตรีและศิลปะวัฒนธรรมสุดประทับใจ

พิเศษสำหรับผู้เข้าร่วมงานออนไลน์

ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน ก็สามารถเข้าร่วมกิจกรรมออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ www.iredcross.org ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพลิดเพลินกับการช้อปสินค้าออนไลน์ การร่วมประมูลของที่ระลึก และกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย

เหตุผลที่คุณต้องไม่พลาดงานนี้:

  • ได้บุญ ได้สุข: งานกาชาดเป็นกิจกรรมที่มีเป้าหมายหลักเพื่อช่วยเหลือผู้ยากไร้และสนับสนุนกิจกรรมของสภากาชาดไทย
  • ความบันเทิงครบครัน: ทั้งการแสดง แสง สี เสียง และกิจกรรมสนุกๆ ที่เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย
  • อาหารเลิศรส: พบกับอาหารและขนมที่หาทานได้ยาก รวมถึงเมนูพิเศษเฉพาะในงาน

ติดตามกิจกรรมเพิ่มเติม:
อย่าลืมติดตามอัปเดตความสนุกและเบื้องหลังการจัดงานได้ที่ TikTok: @redcrossfair

มาร่วมสร้างความทรงจำสุดประทับใจไปด้วยกันในงานกาชาดปี 2567 ทั้งที่สวนลุมพินีและออนไลน์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สภากาชาดไทย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
ENVIRONMENT

สนุกกับ Low Carbon Tourism เที่ยวรักษ์โลก : เพื่ออนาคตยั่งยืน

#แอ่วล้ำแอ่วเหลือ: เที่ยวแบบรักษ์โลก สนุกแบบ Low Carbon Tourism

ในยุคที่โลกของเรากำลังเผชิญกับภาวะโลกร้อน ผลกระทบของมันไม่ได้อยู่แค่ในข่าวสารที่เราได้ยินเท่านั้น แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อชีวิตประจำวันของเราอย่างชัดเจน ซึ่งต้นเหตุหลักมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตของมนุษย์ รวมถึงการเดินทางท่องเที่ยวที่ไม่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม โครงการส่งเสริมเส้นทางท่องเที่ยวลดคาร์บอน หรือ Low Carbon Tourism จึงเกิดขึ้นเพื่อสร้างความตระหนักรู้ และส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ทั้งสนุกและรับผิดชอบต่อโลกใบนี้

Low Carbon Tourism: เที่ยวสนุกแบบมีความรับผิดชอบ

หลายคนอาจสงสัยว่า “การท่องเที่ยวเกี่ยวอะไรกับการลดคาร์บอน?” คำตอบคือ ทุกกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเดินทาง ทั้งการใช้พาหนะที่ปล่อยมลพิษ การบริหารจัดการของเสียในแหล่งท่องเที่ยว หรือแม้แต่การเลือกซื้อสินค้าในท้องถิ่น ล้วนส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมทั้งสิ้น การเปลี่ยนพฤติกรรมการท่องเที่ยวเพียงเล็กน้อย เช่น การเลือกเดินทางด้วยรถยนต์ไฟฟ้าหรือรถสาธารณะ การเข้าพักในโฮมสเตย์ที่มีมาตรฐานการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม หรือการเข้าร่วมกิจกรรมที่สนับสนุนชุมชนท้องถิ่น สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมาก

นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า สภาวะโลกร้อนในปัจจุบันส่งผลกระทบทั้บเรื่องมลพิษและก๊าซเรือนกระจก จนทำให้โลกกำลังก้าวเข้าสู่สภาวะโลกเดือด ซึ่งในอนาคตอันใกล้หากทั้งโลกไม่ช่วยกันลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนในทุกกิจกรรมของการดำเนินชีวิต จะส่งผลให้สภาพอากาศและสมดุลทางธรรมชาติแปรปรวน ซึ่งเป็นอันตรายต่อมนุษย์และสิ่งมีชีวิตต่างๆ ทั้งหมดบนโลก รวมถึงในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่มีการเชื่อมโยงระหว่างกิจกรรมการท่องเที่ยวกับสิ่งแวดล้อม เริ่มตั้งแต่ออกเดินทางโดยใช้พาหนะต่างๆ ตลอดจนการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมของสถานประกอบการ ทำให้พบว่ามีบทบาทสำคัญที่ก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจกมากขึ้น

โครงการส่งเสริมเส้นทางท่องเที่ยวลดคาร์บอน

กรมการท่องเที่ยวได้ริเริ่มโครงการนี้ด้วยวัตถุประสงค์ที่มุ่งเน้นให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่นักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ และชุมชนท้องถิ่น เห็นความสำคัญของการใช้พลังงานและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ กิจกรรมที่เกิดขึ้นในโครงการมีหลากหลาย ตั้งแต่การจัดอบรมพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวลดคาร์บอน การสร้างต้นแบบเส้นทางท่องเที่ยวที่ได้มาตรฐาน เช่น เส้นทางโฮมสเตย์ไทย หรือการท่องเที่ยวโดยชุมชน ไปจนถึงการเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวระหว่างจังหวัดในหลายภูมิภาคของประเทศไทย ซึ่งมี 11 เส้นทางทั่วประเทศครอบคลุมทุกภูมิภาคของไทย ประกอบด้วย เส้นทางขอนแก่น – ชัยภูมิ, อุดรธานี – หนองคาย, เลย – เพชรณ์, จันทบุรี – ตราด, กาญจนบุรี – ราชบุรี, สมุทรสงคราม – สมุทรสาคร, เชียงราย – พะเยา, เชียงใหม่ – ลำปาง, อุทัยธานี – นครสวรรค์, กระบี่ – สุราษฎร์ธานี และภูเก็ต – พังงา

ตัวอย่างเส้นทางที่น่าสนใจ ได้แก่

  • เชียงราย – พะเยา: ดื่มด่ำกับธรรมชาติและวิถีชีวิตชุมชน
  • อุดรธานี – หนองคาย: สัมผัสวัฒนธรรมอีสานและความสวยงามของแม่น้ำโขง
  • กระบี่ – สุราษฎร์ธานี: ชมทะเลสวยและการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล

ร่วมมือเพื่อความยั่งยืน

โดยการท่องเที่ยวแบบ Low Carbon ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องลดความสนุก แต่เป็นการเพิ่มมิติใหม่ของการท่องเที่ยวที่ใส่ใจโลกและช่วยสร้างความยั่งยืน ทุกก้าวเดินของเรา ไม่ว่าจะเป็นการเลือกที่พัก การเดินทาง หรือกิจกรรมในท้องถิ่น ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลโลกใบนี้ให้คงอยู่เพื่อคนรุ่นต่อไป

อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวทิ้งท้ายว่า กิจกรรมประชาสัมพันธ์ต้นแบบเส้นทางท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำที่กรมการท่องเที่ยว จัดขึ้นในครั้งนี้ มุ่งหวังให้นักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการทุกภาคส่วน และชุมชนท่องเที่ยว เกิดความตระหนักรู้ในเรื่อง การลดก๊าซคาร์บอนที่เกิดจากทุกกิจกรรมในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อรับผิดชอบต่อส่วนรวมของคนในพื้นที่ สร้างเครือข่ายด้านการท่องเที่ยวให้เชื่อมโยงกันทั่วประเทศ ซึ่งจะนำไปสู่การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพและยั่งยืนอย่างแท้จริงตามกระแสและกฎระเบียบใหม่ของโลก

วัดร่องขุ่น อ.เมือง จ. เชียงราย

ชมวัดร่องขุ่น ศิลปะงดงามแห่งความยั่งยืน

หากพูดถึงจุดหมายปลายทางที่ทั้งงดงามและเปี่ยมด้วยแรงบันดาลใจ วัดร่องขุ่น จังหวัดเชียงราย คงเป็นหนึ่งในสถานที่ที่อยู่ในใจของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ด้วยความวิจิตรตระการตาของสถาปัตยกรรมที่ออกแบบโดยอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) วัดร่องขุ่นจึงกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดึงดูดผู้คนจากทั่วสารทิศ

ความโดดเด่นของวัดแห่งนี้อยู่ที่การออกแบบอันมีเอกลักษณ์ ใช้เวลาสร้างสรรค์ยาวนานกว่า 13 ปี โดยสะท้อนถึงความรักในชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ซึ่งถือเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการก่อสร้าง ทุกมุมมองของวัดล้วนเต็มไปด้วยรายละเอียดที่ถ่ายทอดความหมายเชิงศาสนาอย่างลึกซึ้ง

นอกจากความงดงาม วัดร่องขุ่นยังยึดมั่นในแนวทางการรักษาสิ่งแวดล้อม ด้วยการจัดการขยะที่เป็นระบบ เช่น การคัดแยกขยะ การใช้เตาเผาขยะไร้ควัน และการส่งถุงพลาสติกจากนักท่องเที่ยวไปรีไซเคิล นี่คือตัวอย่างที่ดีของการท่องเที่ยวที่ไม่เพียงแต่สนุก แต่ยังใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม

ข้อมูลเพิ่มเติม:

  • เวลาเปิด-ปิด: 08.00 – 17.00 น.
  • ค่าเข้าชม: คนไทยเข้าชมฟรี, ชาวต่างชาติ 100 บาท
สิงห์ปาร์ค อ.เมือง จ. เชียงราย

สถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตร มีพื้นที่เกษตรกรรม ไร่ชา และธรรมชาติที่สวยงามในพื้นที่กว่า 8,000 ไร่ ในช่วงฤดูหนาวมีทุ่งดอกคอสมอส ทุ่งปอเทือง และผลไม้ เช่น สตรอว์เบอร์รี่ พุทราพันธุ์ซื่อหมี่ และชาสูตรพิเศษนานาชนิดที่เป็นสูตรเฉพาะจากไร่
และยังมีกิจกรรมให้เช่าจักรยานปั่นภายในไร่ การโหนซิปไลน์ ชมไร่ชาในมุมสูงรอบทิศ 360 องศา รถรางบริการนำเที่ยวชมในไร่ตามจุดต่าง ๆ และให้อาหารสัตว์ เช่น ยีราฟ ม้าลาย อย่างใกล้ชิด

ในการเดินทางท่องเที่ยวที่เน้นการรักษาสิ่งแวดล้อมและเส้นทางท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ, สิงห์ปาร์ค ในจังหวัดเชียงรายนับเป็นหนึ่งในสถานที่ที่น่าสนใจที่สุด ที่นี่ไม่เพียงแต่เป็นสถานที่ที่สวยงามทางธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังเป็นแบบอย่างของการทำการเกษตรอย่างยั่งยืนและมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

สิงห์ปาร์คได้ส่งเสริมการปลูกพืชและปลูกป่าร่วมกับชุมชน เพื่อลดการเผาป่าและการทำไร่เลื่อนลอย ซึ่งช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์และควันไฟฟ้าควันอื่นๆ ที่เป็นผลพวงจากกิจกรรมเหล่านี้ นอกจากนี้ การร่วมมือกันเหล่านี้ยังช่วยให้ชุมชนมีสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้น ถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

การดูแลแหล่งน้ำกว่า 50 บ่อที่สิงห์ปาร์คนั้นเป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญในการรักษาความสมดุลของระบบธรรมชาติและเป็นแหล่งน้ำสำคัญที่รองรับกิจกรรมการเกษตรในพื้นที่ รวมถึงการใช้เป็นแหล่งน้ำในการช่วยเหลือเหตุการณ์ดับไฟป่าที่อาจเกิดขึ้นได้

อีกทั้งการควบคุมการใช้สารเคมีต่างๆ ถือเป็นการปกป้องชุมชนและสิ่งแวดล้อมจากการสัมผัสสารเคมีที่อาจเป็นอันตราย การปฏิบัติการอย่างเข้มงวดนี้เป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นของสิงห์ปาร์คที่จะรักษาสุขภาพของชุมชนและความสมดุลของระบบนิเวศในพื้นที่

การเยือนสิงห์ปาร์คในเชียงรายจึงไม่เพียงแต่ให้ประสบการณ์ท่องเที่ยวที่สวยงามและผ่อนคลายเท่านั้น แต่ยังเป็นการสนับสนุนการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนที่ช่วยให้ทั้งชุมชนและสิ่งแวดล้อมได้รับประโยชน์ร่วมกัน นี่คือการท่องเที่ยวนอกเส้นทางที่จะทำให้ผู้เยี่ยมชมได้รับการตระหนักรู้เกี่ยวกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมอีกด้วย.

ข้อมูลเพิ่มเติม:

  • เวลาเปิด-ปิด: 08.30 – 18.00 น.
    ค่าเข้าชม:
  • รถรางนำเที่ยว ผู้ใหญ่ 150 บาท เด็กสูงไม่เกิน 110 เซ็นติเมตร 50 บาท เวลา 09.00-16.00 น.
  • ค่าเช่าจักรยาน รอบละ 2 ชั่วโมง ราคา 200 บาท เวลา 08.30-17.00 น.
  • ค่าเช่าจักรยานไฟฟ้า (E-bike) รอบละ 2 ชั่วโมง ราคา 300 บาท
  • รถกอล์ฟส่วนตัวขึ้นอยู่กับจำนวนที่นั่ง ระยะเวลา 2 ชั่วโมง ราคา 600-1,500 บาท
  • ค่าเช่ารถ ATV ระยะเวลา 40 นาที ราคา 1,200 บาท ระยะเวลา 1.20 ชั่วโมง ราคา 1,400 บาท
  • Zip Line คนละ 300 บาท เวลา 11.00–17.00 น.
  • สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า รอบละ 1.30 ชั่วโมง ราคา 300 บาท
  • กิจกรรมปีนผา ราคา 150 บาท เปิดทุกวัน เวลา 09.00-18.00 น.
ชุมชนบ้านโป่งแดง อ.พาน จ.เชียงราย

สำรวจการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำที่ชุมชนบ้านโป่งแดง อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย

การท่องเที่ยวชุมชนบ้านโป่งแดงให้คุณได้เห็นแง่มุมใหม่ของการเกษตรที่ก้าวหน้าแต่ยังคงรักษาสิ่งแวดล้อม พร้อมสัมผัสวิถีชีวิตของชาวบ้าน ซึ่งได้พัฒนาจากการเกษตรแบบดั้งเดิมสู่เกษตรอัจฉริยะ หรือ “Smart Farming” ที่ใช้เทคโนโลยีทันสมัยในการจัดการและปรับปรุงคุณภาพการผลิตให้มีประสิทธิภาพสูง.

 

ทัวร์ชมศูนย์การเรียนรู้ Smart Farm and Smart Home

การเยี่ยมชมศูนย์ศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับ Smart Farm and Smart Home ที่บ้านโป่งแดงจะให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้ระบบสั่งงานด้วยมือถือในการบริหารจัดการเกษตรกรรม ช่วยให้คุณเข้าใจวิธีการทำงานและประโยชน์ของเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม.

ชมการแปรรูปสมุนไพรเพื่อเพิ่มมูลค่า

ในการเดินทางครั้งนี้ คุณจะได้ชมการสาธิตการแปรรูปสมุนไพรที่ทางชุมชนได้พัฒนาขึ้น เพื่อเพิ่มมูลค่าของผลผลิตทางการเกษตร การเรียนรู้วิธีการเหล่านี้จะทำให้เห็นถึงความสำคัญของการนำความรู้และเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น.

สัมผัสวิธีการผลิตข้าวเกรียบว่าวแบบดั้งเดิม

ตอนหนึ่งของการท่องเที่ยวที่ทำให้คุณได้สัมผัสความเป็นมาของอาหารพื้นบ้าน คือการดูการผลิตข้าวเกรียบว่าว ที่ยังคงรักษากรรมวิธีแบบดั้งเดิมไว้อย่างดี การรับชมขั้นตอนเหล่านี้ให้ความรู้สึกที่แท้จริงของวัฒนธรรมอาหารและการใช้ชีวิตที่ยั่งยืน.

เดินป่าและกิจกรรมยิงหนังสติ๊กปลูกป่า

การเดินทางผ่านป่าชายเขาและร่วมกิจกรรมยิงหนังสติ๊กปลูกป่าเป็นการกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวได้มีส่วนร่วมโดยตรงกับการอนุรักษ์ธรรมชาติและการฟื้นฟูป่าไม้.

พักผ่อนที่น้ำพุร้อน

ปิดท้ายวันด้วยการแช่น้ำพุร้อนให้ร่างกายได้ผ่อนคลาย สนุกสนานกับการท่องเที่ยวได้อย่างเต็มที่โดยไม่รู้สึกเหนื่อยล้าจากกิจกรรมทั้งหมด.

การเดินทางท่องเที่ยวที่บ้านโป่งแดงไม่เพียงมอบประสบการณ์ที่สนุกสนานและสร้างความผ่อนคลายเท่านั้น แต่ยังให้ความรู้และมุมมองใหม่ๆ ในการใช้ชีวิตร่วมกันกับโลกและชุมชนท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม.

ท่าเรือวัดติโลกอาคาม อ.เมือง จ.พะเยา

ท่าเรือวัดติโลกอาคาม: จุดเริ่มต้นของการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ

ท่าเรือวัดติโลกอาคาม ตั้งอยู่ในจังหวัดพะเยา เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่โดดเด่นในเรื่องของการรักษาสิ่งแวดล้อม ด้วยการดำเนินการที่มุ่งหวังให้เป็นเส้นทางท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ ซึ่งการเลือกใช้พลังงานทดแทนและการเดินทางด้วยการขนส่งที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด ถือเป็นหัวใจหลักในการสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ยั่งยืนและไม่ทำลายธรรมชาติ

กิจกรรมใส่บาตรข้าวเหนียว: ประเพณีที่เชื่อมโยงกับชุมชน หนึ่งในกิจกรรมที่สำคัญในท่าเรือวัดติโลกอาคามคือการใส่บาตรข้าวเหนียว ซึ่งเป็นประเพณีที่ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความเชื่อและวัฒนธรรมของชุมชน แต่ยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่มีความยั่งยืน โดยกิจกรรมนี้จะช่วยให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสวิถีชีวิตท้องถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์

ความยั่งยืนในการท่องเที่ยวริมกว๊านพะเยา การท่องเที่ยวริมกว๊านพะเยาเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่เน้นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม กว๊านพะเยาเป็นแหล่งน้ำสำคัญที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ การสนับสนุนให้ผู้มาเยือนท่องเที่ยวด้วยการเดินทางที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้จักรยานหรือการเดินเท้า เป็นวิธีที่ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนและรักษาความงามของแหล่งท่องเที่ยวนี้

การเดินทางคาร์บอนต่ำในพื้นที่: วิธีการเดินทางที่ดีต่อสิ่งแวดล้อม 

ในการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ การเลือกการเดินทางที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นสิ่งสำคัญ ผู้ท่องเที่ยวสามารถเลือกใช้จักรยาน เดินเท้า หรือรถสาธารณะที่มีการปล่อยคาร์บอนต่ำ นอกจากนี้ การใช้ยานพาหนะไฟฟ้าหรือพลังงานทดแทนก็เป็นทางเลือกที่ดีในการเดินทางไปยังท่าเรือวัดติโลกอาคามและริมกว๊านพะเยา การเลือกกิจกรรมท่องเที่ยวที่รักษาสิ่งแวดล้อม การเลือกกิจกรรมที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถทำได้ การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เช่น การเยี่ยมชมศูนย์การเรียนรู้ธรรมชาติ การเข้าร่วมกิจกรรมปลูกต้นไม้ หรือการใช้ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติที่ย่อยสลายได้ง่าย เป็นตัวอย่างของกิจกรรมที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำ ข้อดีของการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ การท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำไม่เพียงแต่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังช่วยส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่น อีกทั้งยังทำให้ผู้ท่องเที่ยวได้รับประสบการณ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาธรรมชาติ

ประโยชน์ของการมีส่วนร่วมในกิจกรรมใส่บาตรข้าวเหนียว

การเข้าร่วมกิจกรรมใส่บาตรข้าวเหนียวไม่เพียงแต่ช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนและนักท่องเที่ยว แต่ยังเป็นการส่งเสริมการใช้ชีวิตอย่างมีคุณธรรมและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวในรูปแบบที่ยั่งยืนการสนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่นผ่านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน การท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่นโดยการส่งเสริมให้ชุมชนใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ การสนับสนุนธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น การผลิตสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับธรรมชาติ ช่วยเสริมสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชน

การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในบริเวณกว๊านพะเยา กว๊านพะเยาเป็นพื้นที่ที่ได้รับการอนุรักษ์อย่างดี การท่องเที่ยวในบริเวณนี้ไม่เพียงแต่ช่วยรักษาความงามของแหล่งน้ำสำคัญ แต่ยังช่วยสร้างความตระหนักในเรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติ โดยการท่องเที่ยวที่มีความรับผิดชอบ บทบาทของชุมชนในการส่งเสริมการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ ชุมชนเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ พวกเขามีบทบาทในการให้ข้อมูล การแนะนำกิจกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน

ท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ: ข้อแนะนำในการวางแผนท่องเที่ยว ในการวางแผนท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ ควรคำนึงถึงการเลือกกิจกรรมที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม การเลือกใช้ยานพาหนะที่ลดการปล่อยคาร์บอน และการพิจารณาความยั่งยืนของการเดินทาง การรักษาความสะอาดในพื้นที่ท่องเที่ยว การรักษาความสะอาดในพื้นที่ท่องเที่ยวเป็นสิ่งสำคัญ การจัดกิจกรรมทำความสะอาด หรือการใช้ผลิตภัณฑ์ที่สามารถย่อยสลายได้ง่าย ช่วยลดการสะสมของขยะและรักษาความงามของสถานที่ท่องเที่ยว การลดการใช้พลังงานในการท่องเที่ยว การลดการใช้พลังงานในระหว่างการท่องเที่ยวสามารถทำได้โดยการใช้แหล่งพลังงานทดแทน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ การเดินทางด้วยจักรยาน หรือการเข้าพักในที่พักที่มีการใช้พลังงานจากแหล่งที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

อนาคตของการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำในจังหวัดพะเยา การท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำในจังหวัดพะเยามีแนวโน้มที่จะเติบโตในอนาคต เนื่องจากการสนับสนุนจากทั้งภาครัฐและชุมชนท้องถิ่น การส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนจะช่วยรักษาความสมดุลของธรรมชาติและกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะยาว

บ้านดอกบัวท่าวังทอง อ.เมือง จ.พะเยา จังหวัดพะเยา

กิจกรรม เยี่ยมชมตลาดชุมชน / ชมสวนเศรษฐกิจพอพียง / workshop eco print  /สาธิตกาทำอาหารพื้นเมือง

การท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นในปัจจุบัน โดยเฉพาะเส้นทางท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสนับสนุนวิถีชีวิตชุมชน หนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจคือ เส้นทางการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำของชุมชนบ้านดอกบัวท่าวังทอง ในตำบลท่าวังทอง อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา ซึ่งเป็นเส้นทางที่ผสมผสานการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และการรักษาสิ่งแวดล้อมเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว การท่องเที่ยวเส้นทางคาร์บอนต่ำที่ชุมชนบ้านดอกบัวท่าวังทอง จังหวัดพะเยา เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสธรรมชาติและวิถีชีวิตชุมชนอย่างแท้จริง โดยไม่ละเลยความสำคัญของการรักษาสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนในระยะยาว ถ้าคุณกำลังมองหาประสบการณ์ท่องเที่ยวที่แตกต่างและมีคุณค่า เส้นทางนี้คือคำตอบที่สมบูรณ์แบบ!

กิจกรรมที่น่าสนใจในบ้านดอกบัวท่าวังทอง

  1. เยี่ยมชมตลาดชุมชน
    ตลาดชุมชนบ้านดอกบัวเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทาง ที่นี่นักท่องเที่ยวสามารถเลือกซื้อสินค้าออร์แกนิกและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นที่ผลิตขึ้นโดยชาวบ้าน และงานหัตถกรรมที่สื่อถึงเอกลักษณ์ของชุมชน

  2. ชมสวนเศรษฐกิจพอเพียง
    เรียนรู้วิถีชีวิตที่พึ่งพาตนเองผ่านสวนเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งจัดแสดงการทำเกษตรอินทรีย์ การใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน และการปลูกพืชผักที่หลากหลายภายในพื้นที่เล็ก ๆ เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร

  3. Workshop Eco Print จากธรรมชาติ
    หนึ่งในกิจกรรมยอดฮิตคือการทำ Eco Print โดยใช้ใบไม้หรือดอกไม้พิมพ์ลวดลายลงบนผ้า นักท่องเที่ยวจะได้เรียนรู้กระบวนการที่ละเอียดอ่อน ตั้งแต่การเลือกใบไม้ในท้องถิ่น เช่น ใบสัก ใบมะม่วง ใบละหุ่ง จนถึงการนำผ้าไปนึ่งที่อุณหภูมิและเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้ได้ลวดลายและสีสันที่ไม่ซ้ำกัน

  4. สาธิตการทำอาหารพื้นเมือง
    สัมผัสเสน่ห์ของอาหารพื้นบ้านภาคเหนือผ่านการสาธิตและลงมือทำอาหารด้วยตนเอง เมนูยอดนิยม เช่น ส้มตำ  ตำมะม่วง  หรือจะลาบ ก็สร้างประสบการณ์ที่เต็มไปด้วยรสชาติและความอบอุ่นจากชาวบ้าน

  5. เรียนรู้วิถีชุมชนคนลุ่มน้ำอิง
    ชุมชนบ้านดอกบัวตั้งอยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำอิง นักท่องเที่ยวจะได้เรียนรู้ระบบนิเวศที่เชื่อมโยงระหว่างเขา ป่า นา และน้ำ พร้อมกับการใช้ชีวิตที่พึ่งพาธรรมชาติอย่างยั่งยืน

การส่งเสริมการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำเพื่อความยั่งยืน

กรมการท่องเที่ยวให้ความสำคัญกับการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวที่ยั่งยืน โดยการสนับสนุนและอบรมผู้ประกอบการให้มีความรู้เกี่ยวกับการจัดการก๊าซเรือนกระจก และลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในทุกขั้นตอน นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้ชุมชนและนักท่องเที่ยวมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น การลดการใช้พลาสติก การจัดการขยะอย่างเหมาะสม และการใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์สูงสุด

เส้นทางนี้ ส่งเสริมการอนุรักษ์ธรรมชาติ: การท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

  • สนับสนุนชุมชนท้องถิ่น: รายได้จากการท่องเที่ยวถูกกระจายกลับไปยังชุมชน ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่
  • สร้างประสบการณ์ที่ยั่งยืน: นักท่องเที่ยวจะได้รับประสบการณ์ที่ลึกซึ้งและเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตดั้งเดิม

เครดิตภาพ : กีรติ ชุติชัย

ข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI ENTERTAINMENT VIDEO

เชียงรายชวนสัมผัสความงดงาม “เทศกาลสีสันกาสะลอง 2024”

เทศกาลสีสันกาสะลอง 2024 งานที่รวมความงดงามของศิลปวัฒนธรรมและความสร้างสรรค์ของชาวเชียงรายไว้ในที่เดียว!”

“จุดเด่นในปีนี้ คือ ต้นคริสต์มาสหมอกพันวา งานคราฟต์สุดพิเศษที่รังสรรค์จากภูมิปัญญาท้องถิ่น ด้วยดอกไม้เมืองหนาวกว่า 9 สายพันธุ์ เช่น ดอกรองเท้านารีดอยตุง ดอกกุหลาบพันปี และดอกนางพญาเสือโคร่ง ผสมผสานวัฒนธรรมตะวันตกและตะวันออกได้อย่างลงตัว

สัมผัสการแสดงพิเศษ ‘The Legendary of Flower’ โชว์ดนตรีสดสไตล์ Lanna Music & Orchestra ที่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อเทศกาลนี้โดยเฉพาะ

“อย่าพลาดกับ กาสะลองไนท์มาร์เก็ต ตลาดกลางคืนที่รวบรวมอาหารพื้นเมืองล้านนา เมนูพิเศษจากดอกไม้นานาชนิด และอาหารหาทานยากจากพี่น้องชาติพันธุ์ 6 ชนเผ่า

“นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรม 5 Senses Experience ที่มอบประสบการณ์ครบทุกประสาทสัมผัส ทั้งสัมผัสดอกไม้เมืองหนาว ร่วม Workshop จัดดอกไม้ และเพลิดเพลินกับเสียงดนตรีพื้นบ้าน”

“เทศกาลนี้จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและฟื้นฟูเศรษฐกิจเชียงรายในช่วงฤดูหนาว พร้อมยกระดับจังหวัดเชียงรายสู่การเป็น ‘ดินแดนแห่งศิลปะและดอกไม้’ ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก”

“มาร่วมสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษในเทศกาล ‘สีสันกาสะลอง 2024’ ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 มกราคม 2568 ที่ลานหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย เข้าร่วมงานฟรี!” “แล้วเจอกันในงานเทศกาลสีสันกาสะลอง 2024 มาแอ่วเหนือ ชมดอกไม้ สัมผัสศิลปะ และสร้างความทรงจำดี ๆ ไปด้วยกัน!

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

เทศกาลสีสันกาสะลอง 2024 สุดยิ่งใหญ่ ที่เซ็นทรัลเชียงราย

เปิดงานเทศกาลสีสันกาสะลอง 2024 ที่เชียงราย ต้นคริสต์มาสหมอกพันวาแห่งเดียวในไทย

วันที่ 21 พฤศจิกายน 2567 ที่ลานหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย จังหวัดเชียงราย ได้เปิดตัวเทศกาลสีสันกาสะลอง 2024 อย่างยิ่งใหญ่ ภายใต้คอนเซปต์ “Chiang Rai The Sense of Art” ซึ่งปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 4 โดยมีจุดเด่นที่ ต้นคริสต์มาสหมอกพันวา” ขนาดความสูง 15 เมตร สัญลักษณ์แห่งเทศกาลปีใหม่ที่รังสรรค์จากภูมิปัญญาท้องถิ่น ผสมผสานเสน่ห์วัฒนธรรมตะวันตกและตะวันออกอย่างลงตัว ซึ่งเทศกาลนี้จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและฟื้นฟูเศรษฐกิจในช่วงฤดูหนาวของจังหวัดเชียงราย โดยเน้นการนำเสนอศิลปวัฒนธรรมล้านนาและการสนับสนุนผลิตภัณฑ์ชุมชนในพื้นที่

ไฮไลต์สำคัญในเทศกาล

  1. ต้นคริสต์มาสหมอกพันวา
    ต้นคริสต์มาสนี้เป็นงานคราฟต์มาสเตอร์พีซที่ออกแบบร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง โดยนำดอกไม้เมืองหนาวจากดอยตุงและพื้นที่ใกล้เคียงจำนวน 9 สายพันธุ์ เช่น ดอกรองเท้านารีดอยตุง ดอกกุหลาบพันปี ดอกนางพญาเสือโคร่ง ดอกกาแฟ และดอกวนิลา มาประดับตกแต่งต้นคริสต์มาสด้วยวัสดุธรรมชาติ เช่น ผ้าดิบย้อมสีธรรมชาติ และลูกสนที่ทำจากทางมะพร้าว สะท้อนถึงความงดงามของธรรมชาติและภูมิปัญญาท้องถิ่น
  2. การแสดง “The Legendary of Flower”
    โชว์พิเศษที่ผสมผสานดนตรี Lanna Music & Orchestra พร้อมบทเพลงที่แต่งขึ้นเฉพาะสำหรับเทศกาลนี้
  3. กิจกรรมพิเศษ 5 Senses Experience
    มอบประสบการณ์ครบทุกประสาทสัมผัส ทั้งการสัมผัสดอกไม้เมืองหนาว การชิมอาหารที่รังสรรค์จากดอกไม้ การฟังดนตรีพื้นบ้าน และการร่วมกิจกรรมสนุก ๆ เช่น Workshop จัดดอกไม้ และ Face Paint
  4. สีสันกาสะลองไนท์มาร์เก็ต
    ตลาดกลางคืนที่เต็มไปด้วยอาหารพื้นเมืองล้านนา เมนูดอกไม้จากพี่น้องชาติพันธุ์ และงานฝีมือจากชุมชน

ความร่วมมือจากหลายภาคส่วน

การจัดงานในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากทั้งภาครัฐและเอกชน ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย ร่วมกับ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ (โครงการพัฒนาดอยตุง), จังหวัดเชียงราย, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงราย, การท่องเที่ยวและกีฬาเชียงราย, องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย, เทศบาลนครเชียงราย, กระทรวงวัฒนธรรม, วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย, ขัวศิลปะ และ สิงห์เลม่อนโซดา พร้อมพันธมิตรอีกมากมาย โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างภาพลักษณ์ของเชียงรายให้เป็น ดินแดนแห่งศิลปะและดอกไม้” ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

นอกจากนี้ จังหวัดเชียงรายยังได้รับการยกย่องจาก UNESCO ในปี 2566 ให้เป็น เมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบ” (Creative City of Design) ทำให้เทศกาลนี้เป็นอีกหนึ่งจุดเด่นที่สะท้อนพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์และอัตลักษณ์ท้องถิ่นของจังหวัด

ตอกย้ำความเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก

เทศกาลสีสันกาสะลองไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมทางวัฒนธรรม แต่ยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่นอย่างยั่งยืน โดยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ชุมชน เช่น งานฝีมือดอกไม้เมืองหนาวที่ปลูกบนดอยตุงและดอยช้างมูบ ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูงของจังหวัดเชียงราย

นักท่องเที่ยวสามารถเข้าร่วมงานได้ตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2567 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2568 โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่มีกิจกรรมเฉลิมฉลองอย่างหลากหลาย

ประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและชุมชน

นอกจากการสร้างความสุขให้กับนักท่องเที่ยว เทศกาลนี้ยังสร้างรายได้ให้กับชุมชนท้องถิ่น โดยเฉพาะเกษตรกรและผู้ผลิตงานฝีมือจากพื้นที่ใกล้เคียง ทั้งนี้ การสนับสนุนจากนักท่องเที่ยวยังช่วยส่งเสริมให้ชาวเขาและกลุ่มชาติพันธุ์สามารถรักษาและพัฒนาวัฒนธรรมของตนได้อย่างยั่งยืน

งานคราฟต์มาสเตอร์พีซหนึ่งเดียวในไทยอย่าง “ต้นคริสต์มาสหมอกพันวา”

เป็นผลงาน “ต้นคริสต์มาสหมอกพันวา” ดเป็นการร่วมมือและได้รับการออกแบบโดย มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ (โครงการพัฒนาดอยตุง) ภายใต้คอนเซปต์ ang Rai The Sense of Art” เชียงราย ดินแดนแห่งดอกไม้และศิลปะ โดยหยิบแรงบันดาลใจ มาจากอัตลักษณ์ท้องถิ่นของจังหวัดเชียงราย พร้อมคัดสรรดอกไม้เมืองหนาว 9 สายพันธุ์  ได้แก่ ดอกรองเท้านารีดอยตุง, ดอกรองเท้านารีพริ้นเชสสังวาลย์, ดอกกุหลาบพันปี, เสี้ยวดอกขาว หรือเสี้ยวป่า, ดอกกาแฟ, ดอกนางพญาเสือโคร่ง หรือซากุระเมืองไทย, พวงแสด,ดอกวนิลา และดอกชาน้ำมัน มาเนรมิตตกแต่งในรูปแบบ Local Handicraft บนต้นคริสต์มาส ที่เต็มไปด้วยความหมาย

  • ดอกรองเท้านารีดอยตุง : ดอกไม้ท้องถิ่นใกล้สูญพันธุ์โดยสมสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชนนี (สมเด็จย่า) ทรงมีพระราชดำริให้เพาะเลี้ยงและปลูกคืนปีเมื่อปี พ.ศ. 2537 โครปัจจุบัน ได้ขยายไปทั่วทั่งป่าดอยตุง
  • ดอกรองเท้านารีพริ้นเซสสังวาลย์ : ดอกไม้พันธุ์ผสมระหว่างดอกรองเท้านารีอ่างทอง เป็นพันพันธุ์ดอกไม้ที่สมเด็จย่าได้พระราชดำริให้นำมาผสมกัมกับดอกรองเท้านารีดอยตุง
  • ดอกกุหลาบพันปี: นางเอกประจำถิ่นบนดอยตุง ที่ออกดอกเฉพาะช่วงเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์
  • เสี้ยวดอกขาวหรือเสี้ยวป่า: ดอกไม้ป่าที่ออกดอกเฉพาะบนพื้นที่ดอยสูงจากระดับน้ำทะเล 500-1,200 เมตร
  • ดอกนางพญาเสือโคร่ง หรือซากุระเมืองไทย: ดอกไม้ที่ออกดอกเฉพาะบนพื้นที่ดอยสูงจากระดับน้ำทะเล 1,500-2,000 เมตร
  • ดอกกาแฟ: มีลักษณะเป็นพวงสีขาวและเป็นพืชเศรษฐกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก ทำให้เกิดเศรษฐกิจที่ดี ชาวเขามีรายได้ และหันมาปลูกกาแฟมากขึ้น
  • พวงแสด: ดอกไม้ประจำจังหวัดเชียงราย ลักษณะเป็นเถาเลื้อยขนาดใหญ่ ออกดอกเป็นพวงสีส้มอมเหลือง
  • ดอกวนิลา: พืชเศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูงของดอยตุง สร้างงานและสร้างรายได้เป็นจำนวนมากให้กับชาวเขา
  • ดอกชาน้ำมัน: พืชที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงดำริให้มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงและมูลนิธิชัยพัฒนา ศึกษาวิจัยและนำมาปลูกเพื่อทำเป็นพืชเศรษฐกิจ ดำริให้มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงและมูลนิธิชัยพัฒนา ศึกษาวิจัยและนำมาปลูกเพื่อทำเป็นพืชเศรษฐกิจ

ข้อมูลการเข้าร่วมงาน

เทศกาลนี้จัดขึ้นที่ลานหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย และเปิดให้เข้าชมฟรี สำหรับสมาชิก The1 ที่ช้อปสินค้าภายในศูนย์ครบ 10,000 บาทขึ้นไป จะได้รับของที่ระลึกสุดพิเศษ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
เว็บไซต์เซ็นทรัลพัฒนา

มาร่วมสัมผัสบรรยากาศแห่งความสุขในเทศกาลสีสันกาสะลอง 2024 แล้วสร้างความทรงจำพิเศษในหน้าหนาวนี้ไปด้วยกัน!

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายมอบโค-กระบือกว่า 1,600 ตัว สร้างอาชีพยั่งยืนให้เกษตรกร

จังหวัดเชียงรายจัดพิธีมอบกรรมสิทธิ์และไถ่ชีวิตโค-กระบือกว่า 1,600 ตัว มูลค่ากว่า 55 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2567 ณ หอประชุมที่ว่าการอำเภอแม่ลาว ตำบลป่าก่อดำ อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย ได้มีการจัดพิธีมอบกรรมสิทธิ์และไถ่ชีวิตโค-กระบือ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ วันที่ 28 กรกฎาคม 2567 โดยมี นายรุ่งโรจน์ ตันวุฒิ นายอำเภอแม่ลาว เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายพืชผล น้อยนาฝาย ปศุสัตว์จังหวัดเชียงราย กล่าวรายงาน และผู้แทนจากหน่วยงานราชการ หัวหน้าส่วนราชการ เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ และประชาชนในพื้นที่ร่วมงานอย่างคับคั่ง

ความสำคัญของโครงการมอบกรรมสิทธิ์โค-กระบือ

พิธีดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ ซึ่งริเริ่มโดย พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522 โดยกรมปศุสัตว์เป็นหน่วยงานหลักที่รับสนองพระราชดำริ โครงการนี้มุ่งช่วยเหลือเกษตรกรให้มีโค-กระบือไว้ใช้แรงงานในไร่นา และเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร

สำหรับในปีนี้ จังหวัดเชียงรายได้มอบกรรมสิทธิ์และไถ่ชีวิตโค-กระบือจำนวน 1,642 ตัว โดยแบ่งเป็นโคจำนวน 1,173 ตัว และกระบือจำนวน 469 ตัว รวมมูลค่ากว่า 55,217,750 บาท

รายละเอียดและเป้าหมายของโครงการ

การดำเนินงานครั้งนี้มุ่งช่วยเหลือเกษตรกรที่ปฏิบัติตามเงื่อนไขโครงการเป็นกรณีพิเศษ ได้แก่ เกษตรกรที่ส่งคืนลูกตัวแรกให้กับโครงการ และอยู่ในสัญญามาไม่น้อยกว่า 3 ปี จำนวน 796 ราย โดยโค-กระบือที่ได้รับมอบกรรมสิทธิ์ในครั้งนี้ จะถูกนำไปใช้ในกิจกรรมต่างๆ เช่น

  • ใช้แรงงานในไร่นา
  • การผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากมูลสัตว์
  • การทำแก๊สชีวภาพ
  • การอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น

ผลสำเร็จและการต่อยอดโครงการ

จากการดำเนินงานที่ผ่านมา โครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ ได้ช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดเชียงรายมากกว่า 6,000 ราย โดยปัจจุบันยังมีเกษตรกรในความดูแลของโครงการกว่า 2,000 ราย โครงการนี้ไม่เพียงช่วยแก้ปัญหาความยากจนของเกษตรกร แต่ยังส่งเสริมการใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงควบคู่กับการบูรณาการการทำงานในพื้นที่ สร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนเกษตรกร

แนวทางการดำเนินงานในอนาคต

กรมปศุสัตว์ยังคงมุ่งเน้นการทำงานร่วมกับชุมชน ส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มเพื่อบริหารจัดการโครงการให้มีความยั่งยืน โดยเน้นการใช้ทรัพยากรในพื้นที่อย่างคุ้มค่า พร้อมสนับสนุนกิจกรรมที่เสริมสร้างรายได้ เช่น การขายปุ๋ยจากมูลสัตว์ และการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากโค-กระบือ

สรุป

การมอบกรรมสิทธิ์และไถ่ชีวิตโค-กระบือในครั้งนี้ เป็นการแสดงถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่มีต่อเกษตรกรไทย และสะท้อนถึงความสำคัญของโครงการธนาคารโค-กระบือ ที่ช่วยส่งเสริมการดำรงชีวิตอย่างยั่งยืน และพัฒนาชุมชนให้มีความมั่นคงในทุกมิติ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

ทะเลหมอกยะฟู จุดหมายใหม่ท่องเที่ยวธรรมชาติที่เชียงราย

“ดาวบนดิน ทะเลหมอกยะฟู ดอยบ่อ” การเปิดประตูสู่แหล่งท่องเที่ยวใหม่แห่งเชียงราย

เมื่อวันพุธที่ 20 พฤศจิกายน 2567 เวลา 17.30 น. ณ สถานที่ท่องเที่ยวทะเลหมอกยะฟู (จุดชมวิวดอยบ่อ) บ้านห้วยน้ำตก หมู่ที่ 19 ตำบลแม่ยาว อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ได้มีพิธีเปิดโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวทะเลหมอกยะฟู ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 อย่างเป็นทางการ โดยมีนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย หัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ ผู้นำท้องถิ่น และประชาชนในตำบลแม่ยาว เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

การส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวทะเลหมอกยะฟู

ทะเลหมอกยะฟู ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่บ้านห้วยน้ำตก หมู่ที่ 19 ตำบลแม่ยาว เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีความโดดเด่นด้านธรรมชาติ ด้วยทิวทัศน์ที่งดงามของทะเลหมอกในยามเช้า ท่ามกลางอากาศเย็นสบาย และความเงียบสงบของป่าเขา การพัฒนาทะเลหมอกยะฟูให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายบริหาร ฝ่ายสภา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และกลุ่มพี่น้องชาติพันธุ์ชนเผ่าในพื้นที่ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาให้เกิดการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน พร้อมส่งเสริมวัฒนธรรมและประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ของชุมชน

เป้าหมายและความสำคัญของโครงการ

โครงการนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อประชาสัมพันธ์และส่งเสริมให้ทะเลหมอกยะฟูเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ทั้งในระดับประเทศและต่างประเทศ นอกจากนี้ยังเป็นการเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวใกล้เคียง เช่น ดอยบ่อ น้ำตกแม่สาด และชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ในตำบลแม่ยาว เพื่อสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวที่หลากหลายและมีความเป็นเอกลักษณ์

ส่งเสริมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจชุมชน นอกจากการส่งเสริมการท่องเที่ยว ทะเลหมอกยะฟูยังมุ่งเน้นการอนุรักษ์และสืบสานประเพณีวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ เช่น การจัดแสดงการละเล่นพื้นบ้าน การจัดจำหน่ายสินค้าหัตถกรรมพื้นเมือง และอาหารท้องถิ่น เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ และเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนในตำบลแม่ยาวอย่างยั่งยืน

การมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน

การจัดงานในครั้งนี้เกิดขึ้นได้จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายบริหาร ฝ่ายสภา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่ ทุกฝ่ายมีเป้าหมายร่วมกันที่จะพัฒนาทะเลหมอกยะฟูให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับชาวเชียงราย

แหล่งท่องเที่ยวในอนาคต

ทะเลหมอกยะฟูไม่เพียงแต่จะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เหมาะสำหรับการชมวิวทะเลหมอกในยามเช้า แต่ยังมีแผนการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่ยั่งยืน พร้อมกิจกรรมต่างๆ ที่นักท่องเที่ยวสามารถเข้าร่วมเพื่อสัมผัสวิถีชีวิตของชุมชนและความงดงามของธรรมชาติ

สรุป

โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวทะเลหมอกยะฟู เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของจังหวัดเชียงรายในการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ ด้วยเป้าหมายที่จะสร้างรายได้ให้กับชุมชน อนุรักษ์วัฒนธรรม และเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลายในตำบลแม่ยาวและพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อให้ทะเลหมอกยะฟูกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญของนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศในอนาคต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE