Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

‘น้ำท่วมเชียงราย’ พ่นพิษเสียหาย กระทบภาคเกษตรสูงถึง 6,412 ล้านบาท

 

เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2567 นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย แสดงความกังวลต่อสถานการณ์น้ำท่วมที่กำลังขยายวงกว้างในพื้นที่ 33 จังหวัดของภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนักจากมวลน้ำจำนวนมหาศาล ทำให้ภาคธุรกิจท่องเที่ยวในพื้นที่ได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง รวมถึงรายได้จากการท่องเที่ยวที่ลดลงอย่างมาก ส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจในพื้นที่

น้ำท่วมเชียงใหม่กระทบหนัก รายได้หายกว่า 2,000 ล้านบาท

นายพัลลภ แซ่จิว รักษาการประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ภาพลักษณ์ของเชียงใหม่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก นักท่องเที่ยวต่างชาติและคนไทยจำนวนมากยกเลิกการเดินทางมายังเชียงใหม่ ส่งผลให้รายได้จากการท่องเที่ยวที่เคยเฉลี่ยเดือนละ 6,000 ล้านบาท เหลือเพียง 200 ล้านบาทต่อวัน คิดเป็นความเสียหายกว่า 2,000 ล้านบาท ในช่วง 10 วันที่ผ่านมา โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติอย่าง อำเภอแม่แตง และ อำเภอแม่ริม ที่เป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของนักท่องเที่ยวก็ได้รับผลกระทบเต็ม ๆ และคาดว่าสถานการณ์นี้จะลากยาวออกไปอีกอย่างน้อย 15 วัน หากไม่มีการฟื้นฟูและสร้างความเชื่อมั่นอย่างรวดเร็ว

น้ำท่วมกระทบภาคเกษตร เชียงรายเสียหายสูงสุด

จากการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากอุทกภัยในครั้งนี้ มูลค่าความเสียหายทั้งหมดกว่า 30,000 ล้านบาท โดยภาคการเกษตรได้รับผลกระทบหนักที่สุด คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 24,553 ล้านบาท หรือคิดเป็น 82.3% ของความเสียหายทั้งหมด ส่วนภาคบริการเสียหายเป็นมูลค่า 5,121 ล้านบาท และภาคอุตสาหกรรม 171 ล้านบาท

สำหรับจังหวัดที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ จังหวัดเชียงราย มีมูลค่าความเสียหายสูงถึง 6,412 ล้านบาท รองลงมาคือ จังหวัดพะเยา 3,292 ล้านบาท และ จังหวัดสุโขทัย 3,042 ล้านบาท ขณะที่จังหวัดเชียงใหม่มีความเสียหายรวม 2,000 ล้านบาท แต่ตัวเลขยังไม่นิ่งและอาจสูงกว่าที่ประเมินในปัจจุบัน

ภาคธุรกิจท่องเที่ยวเรียกร้องมาตรการช่วยเหลือด่วน

นายสนั่นได้เน้นย้ำว่า หอการค้าไทย ได้เร่งหารือกับภาครัฐเพื่อหามาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะภาคธุรกิจท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากเป็นแหล่งรายได้สำคัญของเชียงใหม่ โดยหอการค้าไทยจะร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการสนับสนุนมาตรการช่วยเหลือ ทั้งการจัดหาสินค้าในราคาประหยัด การซ่อมแซมบ้านเรือน และการเยียวยาเชิงเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ หอการค้าไทยยังมีแผนฟื้นฟูภาพลักษณ์การท่องเที่ยว โดยการจัดแคมเปญ “เชียงใหม่ปลอดภัย พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยว” เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกลับมาเยือน หลังสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลาย ซึ่งหากการประชาสัมพันธ์ล่าช้า จะส่งผลกระทบต่อภาพรวมการท่องเที่ยวในช่วงฤดูท่องเที่ยวปลายปี และอาจทำให้รายได้หายไปอีกหลายพันล้านบาท

รัฐบาลเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ทางด้านรัฐบาลได้ประกาศมาตรการช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประสบภัย เช่น โครงการมอบเงินช่วยเหลือ 10,000 บาท สำหรับครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม และ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น สนับสนุนเงินเพิ่มอีก 10,000 บาท เมื่อประชาชนใช้จ่ายครบ 10,000 บาท เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยและเพิ่มเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ รวมถึงรณรงค์ให้ผู้มีรายได้สูงร่วมบริจาคเงิน โดยสามารถนำใบเสร็จไปลดหย่อนภาษีได้ ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจสามารถเดินหน้าต่อไปได้

ข้อเสนอเพื่อรับมือวิกฤตอุทกภัยในอนาคต

นายสนั่นได้เสนอแนวทางในการรับมือกับอุทกภัยในอนาคต โดยเน้นการบูรณาการความช่วยเหลือจากทุกภาคส่วน ทั้งการพัฒนาระบบชลประทาน การออกแบบเมืองที่มีความยืดหยุ่นต่อภัยพิบัติ การประกันภัยเพื่อรองรับความเสี่ยง และการสร้างความตระหนักรู้ในชุมชน เพื่อให้ทุกภาคส่วนมีความพร้อมและสามารถรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

บทสรุป: การฟื้นฟูและการสร้างความเชื่อมั่นสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

การฟื้นฟูภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของจังหวัดเชียงใหม่และเชียงรายหลังน้ำท่วมจะเป็นปัจจัยสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่ หากสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว จะช่วยลดผลกระทบระยะยาวและกระตุ้นการท่องเที่ยวให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งภาครัฐและเอกชนในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวและประชาชนในพื้นที่

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

กรมทางหลวงชนบท สานต่อภารกิจ ถนนและสะพาน พัฒนาโครงข่ายให้สมบูรณ์

 

เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2567 นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม ได้ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากรมทางหลวงชนบท (ทช.) ครบรอบ 22 ปี วันที่ 9 ตุลาคม 2567 พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงคมนาคม โดยมีนายมนตรี เดชาสกุลสม อธิบดีกรมทางหลวงชนบท และคณะผู้บริหารกรมทางหลวงชนบทให้การต้อนรับ ซึ่งภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมที่สำคัญ ได้แก่ พิธีทำบุญตักบาตร พิธีเจริญพระพุทธมนต์ เพื่อความเป็นสิริมงคล พิธีมอบโล่แก่ข้าราชการดีเด่น ข้าราชการผู้ทรงคุณค่าขององค์กร เพื่อเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติ สร้างขวัญ และกำลังใจให้กับบุคลากรที่ปฏิบัติงานดีเด่น รวมทั้งได้มอบทุนการศึกษาให้แก่บุตรของบุคลากรกรมทางหลวงชนบท

พร้อมมอบแนวทางในการดำเนินงาน ซึ่งโดยตลอดทั้งวันได้มีการจัดนิทรรศการถ่ายทอดองค์ความรู้ทางวิชาการ (KM) ภายใต้แนวคิด “สร้าง ซ่อม ส่งเสริม พัฒนา” เพื่อนำเสนอผลการดำเนินงานตลอดปีที่ผ่านมาของกรมทางหลวงชนบท อาทิ สำนักในส่วนกลาง สำนักงานทางหลวงชนบทที่ 1 – 18 และแขวงทางหลวงชนบททั่วประเทศ ณ กรมทางหลวงชนบท บางเขน กรุงเทพฯ

นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมภายใต้การนำของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ด้วยการสร้างระบบการคมนาคมขนส่งให้มีมาตรฐาน และสร้างโอกาสในการเดินทางให้กับคนทุกกลุ่มอย่างทั่วถึง เท่าเทียม พร้อมทั้งสามารถเชื่อมโยงในทุกมิติ ทั้งมิติทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การค้า การท่องเที่ยว การลงทุน เพื่อเพิ่มศักยภาพให้ประเทศไทยเป็นประตู และเป็นศูนย์กลางในการเดินทางของภูมิภาค ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัย เพื่อความอุดมสุขของประชาชน พร้อมทั้งได้กล่าวชื่นชมในการเติบโตของกรมทางหลวงชนบท ตลอด 22 ปีที่ผ่านมา ที่ได้ดำเนินการพัฒนาโครงการต่าง ๆ เชื่อมโยงเป็นโครงข่ายคมนาคมที่สมบูรณ์ ซึ่งจะส่งผลต่อการเดินทางของประชาชนที่สะดวก รวดเร็ว แบ่งเบาการจราจรบนถนนสายหลัก ตลอดจนส่งเสริมการพัฒนาทางเศรษฐกิจการค้า อุตสาหกรรมท่องเที่ยว รองรับการขยายตัวของเมืองในอนาคต

รวมทั้งได้มอบแนวทางการดำเนินงานในการเดินหน้าสานต่อภารกิจก่อสร้างถนนและสะพาน เชื่อมระหว่างถนนสายหลักกับถนนท้องถิ่น เพื่อให้ประชาชนเดินทางจากต้นทางไปสู่ปลายทางได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย พร้อมเน้นย้ำให้เตรียมความพร้อมในการรับมือ ตรวจสอบเครื่องมือ อุปกรณ์ และวางแผนป้องกันสถานการณ์อุทกภัย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชน

นายมนตรี เดชาสกุลสม อธิบดีกรมทางหลวงชนบท เปิดเผยว่า ตลอดปี 2567 ทช. ได้ดำเนินโครงการเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตทางด้านการคมนาคมของประชาชนในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาการคมนาคมระบบโลจิสติกส์ การส่งเสริมเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก และการสนับสนุนเส้นทางเข้าสู่แหล่งท่องเที่ยว อาทิ

  • โครงการก่อสร้างถนนสายแยก ทล.1020 – บ้านกิ่วแก้ว อ.เทิง, จุน จ.เชียงราย, พะเยา งบประมาณ 1,199 ล้านบาท
  • โครงการก่อสร้างขยายถนนชัยพฤกษ์ จ.นนทบุรี งบประมาณ 902 ล้านบาท
  • โครงการก่อสร้างถนนสายแยก ทล.3452 – สี่แยกบ้านสร้าง อ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี ตอนที่ 1 งบประมาณ 999 ล้านบาท และตอนที่ 2 งบประมาณ 900 ล้านบาท
  • โครงการก่อสร้างถนนสาย มห.3019 แยก ทล.212 – บ้านบางทรายใหญ่ อ.เมือง จ.มุกดาหาร งบประมาณ 159 ล้านบาท
  • โครงการก่อสร้างถนนสาย นย.3007 แยก ทล.305 – บ้านคลอง 33 อ.องครักษ์ จ.นครนายก งบประมาณ 350 ล้านบาท
  • โครงการก่อสร้างสะพานข้ามคลองตำมะลัง อ.เมือง จ.สตูล งบประมาณ 190 ล้านบาท
  • โครงการก่อสร้างถนนสาย พร.4001 แยก ทล.1022 – บ้านกลาง อ.เมือง จ.แพร่ งบประมาณ 100 ล้านบาท
  • โครงการก่อสร้างถนนสายแยก ทล.118 – บ้านทุ่งยาว (ช่วงที่ 1) อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย งบประมาณ 090 ล้านบาท

นายมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ทช. พร้อมสนับสนุนนโยบายรัฐบาล และกระทรวงคมนาคมในการส่งเสริมเศรษฐกิจอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ซึ่งมีส่วนช่วยในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยมุ่งดำเนินโครงการก่อสร้างสายทางเพื่อสนับสนุนแหล่งท่องเที่ยวให้ประชาชนเดินทางด้วยความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย อาทิ โครงการก่อสร้างถนนเลียบแม่น้ำโขงนาคาวิถี ช่วงสะพานมิตรภาพไทย – ลาว (แห่งที่ 2) – พระธาตุพนม อ.เมือง, ธาตุพนม จ.มุกดาหาร, นครพนม งบประมาณ 615 ล้านบาท, โครงการก่อสร้างถนนท่องเที่ยวตะนาวศรีคีรีพัฒน์ ช่วงสามแยกถนนชัยพัฒนาตัดกับ ทล.3218 – ทล.4 อ.หัวหิน, ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ งบประมาณ 700 ล้านบาท และช่วงบ้านเขาบันได – บ้านพุน้ำร้อน อ.หนองหญ้าปล้อง, เขาย้อย จ.เพชรบุรี งบประมาณ 720 ล้านบาท ทั้งนี้ ทช. พร้อมที่จะต่อยอดการพัฒนาโครงการเพื่อสนับสนุนแหล่งท่องเที่ยวต่อไป เพื่อมุ่งส่งเสริมเศรษฐกิจที่ดีให้กับประเทศ สร้างโอกาสในการเข้าถึงเส้นทางการคมนาคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตามนโยบายของรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม 

สำหรับในช่วงสถานการณ์อุทกภัยที่ผ่านมา นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้สั่งการให้ ทช. เตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ในทุกมิติ ทั้งมิติด้านเครื่องมืออุปกรณ์ และมิติกำลังเจ้าหน้าที่ พร้อมบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อน และคลี่คลายสถานการณ์ให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว รวมทั้งให้เร่งฟื้นฟูสายทางที่ประสบเหตุอุทกภัยอย่างเร่งด่วน เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้สัญจรได้อย่างปลอดภัย ทั้งนี้ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท ได้เตรียมแผนเผชิญเหตุในการรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยสั่งการไปยังสำนักงานทางหลวงชนบท และแขวงทางหลวงชนบทในพื้นที่เสี่ยงภัย ให้ดำเนินการจัดเตรียมถุงทรายสำหรับใช้ในกรณีฉุกเฉิน พร้อมลงพื้นที่ตรวจสอบสายทางที่ประสบเหตุอุทกภัย เพื่อแก้ไขปรับปรุง และหาแนวทางป้องกันในปีต่อไป รวมทั้งเตรียมการสำรวจสะพานในพื้นที่เสี่ยงกับการเกิดเหตุอุทกภัย เพื่อดำเนินการวางแผน หากมีความจำเป็นต้องยกสะพานให้สูงขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาระยะยาวในอนาคต

อย่างไรก็ตาม กรมทางหลวงชนบท (ทช.) ยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าพัฒนาโครงข่ายทางหลวงชนบท พร้อมสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล และกระทรวงคมนาคม ในการดำเนินการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคมขนส่ง พัฒนาระบบการให้บริการที่สร้างโอกาส และการเข้าถึงให้กับประชาชนอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ตามนโยบาย “คมนาคมเพื่อโอกาสประเทศไทย”

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงคมนาคม

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

ศปช. เร่งฟื้นฟูเส้นทาง-สาธารณูปโภค เชียงใหม่และเชียงราย หลังน้ำท่วมใหญ่

 

เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2567 เวลา 18.30 น. นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยส่วนหน้า (ศปช.) ได้แถลงความคืบหน้าการฟื้นฟูเส้นทางคมนาคมและสาธารณูปโภคในพื้นที่ภาคเหนือ หลังได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมใหญ่ในจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย โดยทางศปช. ได้สั่งการให้กระทรวงคมนาคมเร่งฟื้นฟูระบบขนส่ง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและสามารถลำเลียงความช่วยเหลือเข้าสู่พื้นที่ได้อย่างเต็มศักยภาพ

สถานีขนส่งและรถไฟสายเหนือกลับมาเปิดใช้งานได้ตามปกติ

นายจิรายุ เปิดเผยว่า สถานีขนส่งเชียงใหม่ แห่งที่ 2 และ แห่งที่ 3 ได้กลับมาเปิดให้บริการได้ตามปกติแล้ว เช่นเดียวกับ รถไฟสายเหนือเส้นทางกรุงเทพฯ – เชียงใหม่ ที่สามารถเดินรถได้ตามกำหนด โดยเส้นทางคมนาคมหลักในเขตอำเภอเมืองเชียงใหม่และอำเภอสารภีได้รับการซ่อมแซมและสามารถเปิดใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งช่วยให้การเดินทางและการลำเลียงสินค้ากลับมาสู่สภาพเดิม

การจ่ายน้ำประปาและไฟฟ้าให้ประชาชน

ด้านการจ่ายน้ำประปา นายจิรายุกล่าวว่า การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) สาขาเชียงใหม่ ได้เร่งดำเนินการซ่อมแซมสถานีผลิตน้ำป่าตันจนสามารถจ่ายน้ำได้กว่าร้อยละ 97.97 ของผู้ใช้บริการทั้งหมด รวม 136,616 ครัวเรือน ขณะที่ในพื้นที่เชียงรายได้ซ่อมแซมระบบประปาไปแล้ว 337 จุด จากทั้งหมด 423 จุด คิดเป็นร้อยละ 79.7 คาดว่าจะสามารถจ่ายน้ำได้ครอบคลุมทุกพื้นที่ภายในวันจันทร์นี้

สำหรับการจ่ายไฟฟ้าในพื้นที่ภาคเหนือ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เขต 1 ภาคเหนือ ได้ดำเนินการแก้ไขระบบไฟฟ้าในจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย จนสามารถจ่ายไฟได้เกือบทั้งหมด โดยในจังหวัดเชียงใหม่มีบ้านเรือนที่ได้รับไฟฟ้าแล้วร้อยละ 95 เหลือเพียงบางส่วนในอำเภอสารภี ที่ยังคงต้องรอการซ่อมแซมเนื่องจากน้ำยังท่วมขัง ส่วนที่เชียงรายสามารถจ่ายไฟได้ร้อยละ 99.5 เหลือเพียง 300 ครัวเรือนในอำเภอแม่สายที่อยู่ติดลำน้ำสาย ซึ่งเป็นจุดที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากน้ำท่วม

 
รัฐมนตรีมอบเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัย พร้อมหนุนเครือข่าย OTOP

ในวันเดียวกันนี้ นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะประธาน ศปช. ส่วนหน้า และ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เดินทางลงพื้นที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เพื่อติดตามสถานการณ์และมอบเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยตาม “โครงการพัฒนาชุมชน รวมใจ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม” ใน 7 อำเภอ รวมถึงมอบ เงินกองทุนพัฒนาเด็กชนบทในพระราชูปถัมภ์ฯ ให้กับครอบครัวเด็กที่ประสบภัยน้ำท่วม จำนวน 247 ทุน ทุนละ 1,500 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 370,500 บาท

นอกจากนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยได้ลงพื้นที่เยี่ยมเครือข่าย OTOP และผู้ประกอบการท้องถิ่นในชุมชนเหมืองแดง อำเภอแม่สาย ซึ่งได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม พร้อมมอบถุงยังชีพและอุปกรณ์ทำความสะอาดบ้านเรือน โดยรัฐมนตรีฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า “การพัฒนาและสนับสนุนเครือข่าย OTOP จะเป็นแนวทางในการสร้างรายได้ใหม่หลังสถานการณ์น้ำท่วมผ่านพ้นไป”

เร่งฟื้นฟูระบบสาธารณูปโภค เพื่อคืนความเป็นอยู่ที่ดีให้ประชาชน

ศปช. ยังมอบหมายให้เจ้าหน้าที่เร่งฟื้นฟูเส้นทางและสาธารณูปโภคในทุกพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว โดยเน้นการซ่อมแซมระบบประปา ระบบไฟฟ้า และเส้นทางคมนาคมในจุดที่ได้รับผลกระทบหนัก เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้งานและเพื่อให้การดำเนินชีวิตประจำวันกลับสู่ภาวะปกติ

“เราต้องการให้ประชาชนมั่นใจว่า ศปช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งฟื้นฟูทุกอย่างให้กลับมาสู่สภาพปกติให้เร็วที่สุด เพื่อความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกคน” นายจิรายุกล่าวทิ้งท้าย

บทสรุป: ศปช. เร่งฟื้นฟูทุกด้าน คืนความปกติให้ประชาชน

ศปช. ยังคงเดินหน้าฟื้นฟูเส้นทางและระบบสาธารณูปโภคในพื้นที่น้ำท่วม พร้อมให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายเพื่อคืนความปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่ดีให้ประชาชนในจังหวัดเชียงใหม่และเชียงรายอย่างครอบคลุมและรวดเร็วที่สุด

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

วัดพระธาตุผาเงาแต่งแต้มสีสันถนนสายใหม่ สร้างสรรค์พื้นที่ให้สวยงาม

 

เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2567 ผู้สื่อข่าวรายงาว่าที่วัดพระธาตุผาเงา อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย กำลังดำเนินการปรับปรุงและทำความสะอาดพื้นที่ เพื่อเตรียมปรับโฉมถนนสายหลักหน้าวิหารหลวงพ่อผาเงาให้สวยงาม พร้อมเผยโฉมเป็นถนนสายใหม่ที่ล้ำด้วยวัฒนธรรมและสีสันอันสดใส โดยการปรับปรุงถนนในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ แต่ยังสะท้อนถึงความร่วมมือร่วมใจของชุมชนและทีมงานผู้เชี่ยวชาญในการป้ายสี ที่มุ่งสร้างสรรค์พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ให้เป็นสถานที่ที่งดงามและเต็มไปด้วยพลังบวก

ปรับปรุงถนนหน้าวิหารหลวงพ่อผาเงา: เปลี่ยนขาวเป็นเขียว เติมสีสันให้สบายตา

การปรับปรุงถนนครั้งนี้เริ่มจากการทำความสะอาดพื้นผิวถนนทั้งหมดก่อนเริ่มการ “ป้ายสีถนน” โดยมีการเลือกใช้สีเขียวอ่อนเป็นหลัก เพื่อให้เกิดความรู้สึกสดชื่น สบายตา และเหมาะสมกับบรรยากาศของวัด ในพื้นที่ตั้งแต่ หน้ากุฏิท่านเจ้าคุณ ไปจนถึง ศาลาศรัทธาพุทธบารมี (ศาลาวัตถุมงคล) รวมถึงสี่แยกขึ้นดอย ทั้งนี้ ทีมงานได้ลงมือทำงานอย่างประณีตและพร้อมเพรียง โดยคำนึงถึงความสะอาดและความสวยงามของพื้นที่อย่างสูงสุด

งานแต่งแต้มสีสันครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากทีมงานผู้ชำนาญการป้ายสี “ฝีมือเอกลานธรรม” ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการสร้างสรรค์ลวดลายและปรับปรุงพื้นผิวถนนให้เรียบเนียนและสวยงามตามแบบฉบับของทีมงาน และยังช่วยเสริมความสวยงามให้แก่พื้นที่บริเวณโดยรอบ โดยนอกจากสีเขียวอ่อนแล้วยังมีการใช้สีอื่น ๆ ในการตกแต่งจุดสำคัญต่าง ๆ เช่น ขอบถนนและทางแยก เพื่อเน้นความโดดเด่นและช่วยให้ผู้ที่มาสักการะสามารถมองเห็นเส้นทางได้ชัดเจนมากขึ้น

ความร่วมมือของชุมชนและทีมงาน: สร้างพื้นที่แห่งความสุขและความสามัคคี

โครงการฟื้นฟูถนนสายหลักในวัดพระธาตุผาเงาครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนและความร่วมมือจากคณะสงฆ์ในวัด ประชาชนในชุมชนรอบข้าง รวมถึงหน่วยงานต่าง ๆ ที่มาร่วมมือกันอย่างเต็มกำลัง ทุกคนต่างตั้งใจทำงานเพื่อให้วัดพระธาตุผาเงากลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่งดงามและเป็นที่พักใจของประชาชนในพื้นที่ รวมถึงนักท่องเที่ยวที่มาเยือน

 

นอกจากทีมงานหลักที่ประกอบด้วย ดร.พระมหาศรีพยัคฆ์ สิริวิญฺญู, พระมหาพงษ์เพชร จนฺทโชโต และพระมหาจิราพัด สิริจนฺโท แล้ว ยังมีทีมช่างฝีมือเอกจากหลายจังหวัดที่มาร่วมทำงานด้วยความตั้งใจ การทำงานในแต่ละโซนมีการจัดแบ่งหน้าที่อย่างชัดเจน เช่น

  1. โซนทำความสะอาด: รับผิดชอบการกวาดขยะและเศษดินออกจากพื้นถนน
  2. โซนป้ายสี: ใช้เครื่องมือพิเศษในการเคลือบพื้นผิวถนนให้เรียบเนียน และทาสีใหม่ให้มีความทนทานต่อสภาพอากาศ
  3. โซนจัดแต่งและตกแต่งจุดสำคัญ: ตกแต่งจุดต่าง ๆ ด้วยสีที่มีความสดใส เพื่อเน้นจุดสังเกตและเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ผู้สัญจรในบริเวณดังกล่าว

ถนนใหม่ เติมสีสัน สะท้อนวัฒนธรรมและศิลปะไทย

การฟื้นฟูครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การปรับปรุงถนน แต่ยังเป็นการเพิ่มคุณค่าและเสริมสร้างเอกลักษณ์ให้กับวัดพระธาตุผาเงา ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญทางวัฒนธรรมของจังหวัดเชียงราย การนำสีสันมาแต่งแต้มบนถนน สะท้อนถึงความสวยงามแบบไทย และสร้างความโดดเด่นให้แก่เส้นทางหลักของวัด โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ถนนสายนี้เป็นถนนศิลปะที่ทั้งสวยงามและเต็มไปด้วยคุณค่าทางจิตใจ

เตรียมพร้อมเผยโฉมถนนใหม่: สร้างสรรค์พื้นที่เพื่อความสุขของทุกคน

หลังจากการฟื้นฟูเสร็จสิ้น ถนนสายหลักหน้าวิหารหลวงพ่อผาเงาจะกลายเป็นถนนที่เฉิดฉายด้วยสีสันและความงดงาม ซึ่งนอกจากจะช่วยสร้างความสบายตาให้แก่ผู้ที่มาสักการะแล้ว ยังเป็นการยกระดับพื้นที่ให้มีความโดดเด่นมากขึ้น ทางวัดมีแผนที่จะจัดกิจกรรมพิเศษเพื่อเปิดตัวถนนสายใหม่อย่างเป็นทางการในเร็ว ๆ นี้ โดยประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถติดตามข่าวสารจากวัดได้ผ่านทางสื่อออนไลน์ของวัดพระธาตุผาเงา เพื่อมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการฉลองความสำเร็จของโครงการครั้งนี้

“ความสำเร็จของการฟื้นฟูในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การทำให้ถนนกลับมาสวยงาม แต่ยังเป็นการสร้างความภูมิใจให้กับชุมชนและผู้ที่มีส่วนร่วมทุกคน ที่ได้ช่วยกันสร้างสรรค์พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ให้สวยงามและโดดเด่นขึ้น” ดร.พระมหาศรีพยัคฆ์กล่าว

บทสรุป: วัดพระธาตุผาเงา สร้างสรรค์พื้นที่ด้วยสีสันและความศรัทธา

การฟื้นฟูและปรับปรุงถนนหน้าวิหารหลวงพ่อผาเงาในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ทำให้พื้นที่กลับมาสวยงาม แต่ยังสร้างแรงบันดาลใจและความสุขให้กับผู้ที่มีส่วนร่วมทุกคน ทั้งยังสะท้อนถึงพลังของศิลปะและวัฒนธรรมในการสร้างสรรค์สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งพักใจที่มีความสำคัญในจังหวัดเชียงราย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ฟื้นฟูสวนริมน้ำกก คืนพื้นที่ สวยงามให้ชุมชนชาวเชียงราย

 

เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2567 เทศบาลนครเชียงรายได้จัดกิจกรรมระดมกำลังฟื้นฟูสวนสาธารณะริมน้ำกก โดยมี นายธเนศ โกมลธง รองนายกเทศมนตรีนครเชียงราย เป็นผู้แทนของ นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย ร่วมกับคณะผู้บริหาร สมาชิกสภาเทศบาล (สท.) เจ้าหน้าที่ตำรวจจากหลายหน่วยงาน รวมถึงประชาชนในพื้นที่ชุมชนร่องเสือเต้น ชุมชนฝั่งหมิ่น และชุมชนป่าแดง ร่วมกันทำความสะอาดและฟื้นฟูสวนสาธารณะริมแม่น้ำกกให้กลับมาสะอาดและสวยงามอีกครั้ง หลังจากที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

ภารกิจหลัก: ฟื้นฟูลู่วิ่งและเส้นทางสัญจรริมแม่น้ำ

กิจกรรมการฟื้นฟูครั้งนี้ครอบคลุมระยะทางกว่า 1.6 กิโลเมตร โดยแบ่งออกเป็น 3 โซนหลักตามความเสียหายของพื้นที่ ได้แก่

  1. โซนแรก: ทำความสะอาดพื้นที่ตั้งแต่สะพานข้ามแม่น้ำกกตลอดทั้งเส้นทาง พร้อมเคลียร์ลู่วิ่งด้านบนและด้านล่าง
  2. โซนที่สอง: ฟื้นฟูลู่วิ่ง-ลู่เดินบริเวณด้านบนของสวนสาธารณะ โดยใช้เครื่องจักรขนาดเล็กและกำลังคนในการขนย้ายดินโคลนที่ทับถมบนเส้นทาง
  3. โซนที่สาม: เก็บกวาดเศษดินและต้นไม้ที่ล้มทับกันอยู่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำ โดยเฉพาะในจุดที่มีต้นไม้ใหญ่ขวางทาง ซึ่งต้องใช้เครื่องจักรหนักเข้ามาช่วยเคลื่อนย้าย
ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เสริมกำลังฟื้นฟูพื้นที่

นอกจากทีมเจ้าหน้าที่จากเทศบาลนครเชียงรายแล้ว การฟื้นฟูครั้งนี้ยังได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน เช่น ตำรวจพิสูจน์หลักฐาน ตำรวจท่องเที่ยว ตำรวจภูธรเมืองเชียงราย และตำรวจตระเวนชายแดนกองร้อย 327 รวมถึงเจ้าหน้าที่กองร้อยอาสารักษาดินแดนจาก 37 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งได้ส่งเจ้าหน้าที่และเครื่องจักรเข้ามาช่วยเหลือการฟื้นฟูอย่างเต็มกำลัง เพื่อเร่งฟื้นฟูสวนสาธารณะริมกกให้กลับมาเปิดให้บริการแก่ประชาชนได้อย่างรวดเร็ว

“การทำความสะอาดลู่วิ่งและเส้นทางสัญจรในสวนสาธารณะนี้เป็นการฟื้นฟูพื้นที่ให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติ และช่วยเสริมสร้างความปลอดภัยให้กับผู้ที่มาใช้บริการในอนาคต” นายธเนศ โกมลธง กล่าว

เครื่องจักรและกำลังคนแบ่งงานเป็นโซน เสริมประสิทธิภาพการฟื้นฟู

เครื่องจักรต่าง ๆ ที่นำมาใช้ในครั้งนี้ ได้แก่ รถแบคโฮ รถขุดขนาดเล็ก และรถบรรทุก สำหรับการขนย้ายดินโคลนและซากต้นไม้ที่ล้มทับกันอยู่ นอกจากนี้ ยังมีการใช้ เครื่องตัดกิ่งไม้และเลื่อยไฟฟ้า ในการจัดการกับต้นไม้ใหญ่ที่ขวางทางเดิน และเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงเพื่อขจัดคราบสกปรกบนลู่วิ่งและพื้นผิวถนน การทำงานของแต่ละหน่วยจะแบ่งตามโซนและมีหัวหน้าควบคุมการปฏิบัติงานอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การทำความสะอาดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุมทุกจุด

การทำงานร่วมกันของชุมชน สร้างความสามัคคีและความสุข

บรรยากาศการฟื้นฟูเต็มไปด้วยความร่วมมือร่วมใจจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ประชาชนในพื้นที่ รวมถึงอาสาสมัครที่มาจากชุมชนต่าง ๆ ทุกคนช่วยกันทำความสะอาดอย่างขยันขันแข็ง ทั้งการกวาดดิน ขนย้ายเศษซาก และเก็บขยะริมฝั่งน้ำ ซึ่งนอกจากจะช่วยทำให้สวนสาธารณะกลับมาสะอาดแล้ว ยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีในชุมชนและเสริมสร้างความสามัคคีในหมู่ประชาชนอีกด้วย

“ทุกคนที่มาร่วมงานวันนี้ต่างมีความตั้งใจที่จะช่วยฟื้นฟูสวนสาธารณะให้กลับมาสวยงามอีกครั้ง และเราจะทำให้สวนแห่งนี้เป็นพื้นที่ที่น่าใช้งานทั้งสำหรับคนในชุมชนและนักท่องเที่ยว” นายธเนศกล่าวเสริม

บทสรุป: คืนความสวยงามให้สวนสาธารณะ ฟื้นฟูเมืองเชียงราย

การฟื้นฟูสวนสาธารณะริมน้ำกกครั้งนี้เป็นการเริ่มต้นที่ดีในการฟื้นฟูพื้นที่หลังน้ำท่วม ซึ่งนอกจากจะช่วยคืนความสวยงามให้กับเมืองเชียงรายแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ ทั้งนี้ เทศบาลนครเชียงรายจะยังคงดำเนินการฟื้นฟูพื้นที่อื่น ๆ ต่อไป เพื่อให้เมืองเชียงรายกลับมามีความสวยงามและพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวในช่วงปลายปีนี้

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : เทศบาลนครเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI EDITORIAL

สกสว. หนุนวิศวกรจิตอาสาร่วมฟื้นฟู เมืองเชียงรายอัจฉริยะ ‘รับมือทุกภัยพิบัติ’

 

เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2567 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ได้สนับสนุนทีมวิศวกรจิตอาสาจากสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทยและมูลนิธินายช่างไทยใจอาสา ลงพื้นที่จังหวัดเชียงรายเพื่อตรวจสอบความเสียหายจากเหตุการณ์น้ำท่วมและดินโคลนถล่มในเขตอำเภอเมืองและอำเภอแม่สาย พร้อมวางแนวทางฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน โดยมี ศ. ดร.อมร พิมานมาศ นักวิจัยศูนย์เชี่ยวชาญด้านแผ่นดินไหว สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และนายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย เป็นผู้นำทีม

สำรวจความเสียหายพร้อมวางแผนฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน

ทีมวิศวกรจิตอาสาได้ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายทั้งในเขตอำเภอเมืองและอำเภอแม่สาย โดยมุ่งเน้นการตรวจสอบระบบโครงสร้าง ระบบไฟฟ้า ถนนและบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหาย ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วนในการซ่อมแซมเพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ พร้อมสนับสนุนการสร้างบ้านใหม่ในพื้นที่ปลอดภัย รวมถึงการจัดทำรูปแบบและประมาณราคาในการก่อสร้างเพื่อช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่

นายชูเลิศ จิตเจือจุน อุปนายกสมาคมฯ ได้สรุปสถานการณ์ในอำเภอแม่สายว่าความเสียหายยังคงรุนแรง และคาดว่าต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูอย่างน้อย 3 เดือน เนื่องจากการเข้าถึงพื้นที่ประสบปัญหาเป็นไปได้ยาก ต้องใช้เครื่องจักรขนาดเล็กและการขนส่งด้วยเท้า โดยเฉพาะพื้นที่ริมน้ำที่มีดินโคลนจำนวนมาก ซึ่งต้องมีการวางแผนจัดการน้ำอย่างละเอียดอ่อนเนื่องจากแม่สายเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษและมีความเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางชายแดน

อบจ.เชียงรายร่วมมือวิศวกรวางแผนฟื้นฟูและเสริมความปลอดภัยในพื้นที่

นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.) ได้กล่าวว่า อบจ.เชียงรายจะจัดตั้งคณะทำงานร่วมกับทีมวิศวกรจิตอาสาและหน่วยงานท้องถิ่น เช่น นายอำเภอ กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน เพื่อสำรวจความเสียหายอย่างทั่วถึงในทุกพื้นที่ โดยจุดสำรวจเร่งด่วนได้แก่ บ้านอยู่สุข อ.เวียงแก่น ซึ่งมีบ้านเรือนเสียหายจำนวน 13 หลัง และ บ้านห้วยทรายขาว อ.เวียงป่าเป้า ที่ดินถล่มทำลายบ้านเรือนกว่า 10 หลัง

สำหรับการฟื้นฟูโรงเรียนที่บ้านห้วยหินลาด อ.เวียงป่าเป้า นั้น ทีมวิศวกรได้เสนอแนวทางเสริมโครงสร้างเหล็กพิเศษเพื่อรองรับแรงลมและแรงแผ่นดินไหว หากต้องสร้างโรงเรียนในพื้นที่เดิม ส่วนถนนบริเวณบ้านเมืองงิมที่ได้รับความเสียหายจากแรงดันน้ำจนพนังกั้นน้ำแม่กกแตก ทีมวิศวกรเสนอให้เสริมพนังคอนกรีตและยกคันดินให้สูงขึ้นเพื่อป้องกันน้ำกัดเซาะในอนาคต

เร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว สร้างโมเดลเชียงรายเมืองอัจฉริยะ

แผนการฟื้นฟูระยะสั้นของ อบจ.เชียงราย คือการเร่งฟื้นฟูพื้นที่ให้กลับมามีสภาพใกล้เคียงปกติอย่างน้อย 80% ภายในสิ้นปีนี้ เพื่อเตรียมพร้อมรองรับฤดูกาลท่องเที่ยว โดยอบจ.มีแผนจัดงานมหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงรายริมน้ำกก และกิจกรรมการค้าขายในพื้นที่อำเภอแม่สาย ต.โป่งงาม เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่นของชาติพันธุ์ต่าง ๆ

นอกจากนี้ในระยะยาว ทีมวิศวกรจิตอาสาและ อบจ.เชียงราย ได้เสนอแนวคิด “โมเดลเชียงราย เมืองสิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ” เพื่อปรับปรุงและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อมให้มีความยั่งยืน รวมถึงการวางระบบเตือนภัยที่ครอบคลุมทุกด้าน เช่น แผ่นดินไหว ดินถล่ม น้ำท่วม และฝุ่นควัน PM2.5 โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการเพื่อสร้างความปลอดภัยและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่

การบูรณาการและการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน

การฟื้นฟูครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐาน แต่ยังรวมถึงการจัดทำแผนที่ความเสี่ยงเพื่อการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติในอนาคตอย่างรอบด้าน โดยมี ศ. ดร.รัฐพล เกติยศ รองคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงราย ร่วมเสนอแนวทางในการจัดทำระบบแก้มลิงและการระบายน้ำในพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้สามารถรับมือกับปัญหาน้ำท่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ สกสว. ยังสนับสนุนการวิจัยเพื่อประยุกต์ใช้ข้อมูลทางวิชาการและเทคโนโลยีในการจัดการภัยพิบัติ โดยจะร่วมกับคณะกรรมาธิการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย สภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณในด้านต่าง ๆ และประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การฟื้นฟูเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ (Smart Environment)

โดย ผศ.ดร.รัฐพล เกติยศ รองคณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงราย กล่าวว่าการจัดการเมืองที่คำนึงถึง ผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อมและสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศ และการเตรียมตัวเพื่อรับมือเหตุจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม แผ่นดินไหว ลาดดินถล่ม ฝุ่น PM 2.5 ฯลฯ โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ เช่น การจัดการทรัพยากรน้ำ การดูแลสภาพอากาศ การบริหาร จัดการของเสีย และการเฝ้าระวังภัยพิบัติ ตลอดจนเพิ่ม การมีส่วนร่วมของประชาชนในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ภายใต้แนวคิดการพัฒนา เมืองน่าอยู่ เมืองทันสมัย ให้ประชาชนในเมืองมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความสุข  อย่างยั่งยืน 

บทสรุป: เชียงราย เมืองอัจฉริยะเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

การฟื้นฟูและการพัฒนาพื้นที่เชียงรายครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยแก้ไขปัญหาจากภัยพิบัติ แต่ยังเป็นการวางรากฐานสำหรับการพัฒนาในระยะยาว โดยมีการใช้เทคโนโลยีและการจัดการเมืองอย่างครบวงจร เพื่อให้เชียงรายกลายเป็นเมืองต้นแบบด้านสิ่งแวดล้อมอัจฉริยะและมีความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในอนาคต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

นโยบาย “วัฒนธรรมสร้างอนาคต” ขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติทั่วประเทศ

 

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2567 เวลา 13.00 น. สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงรายได้จัดประชุมถ่ายทอดนโยบายของ นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และ ดร.ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ภายใต้แนวคิด “วัฒนธรรมสร้างอนาคต” (Culture For The Future) ณ ห้องประชุมสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย โดยมี นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุม ร่วมด้วยผู้บริหารระดับสูงและข้าราชการกระทรวงวัฒนธรรมจากทุกหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อระดมความคิดเห็นและนำเสนอแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายในปีงบประมาณ 2568 อย่างเป็นรูปธรรม

วัฒนธรรม: กุญแจสำคัญสู่การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ในการประชุมครั้งนี้ เน้นการวางนโยบายภายใต้ 4 นโยบายหลัก ได้แก่

  1. การอนุรักษ์และฟื้นฟูวัฒนธรรมดั้งเดิม
  2. การส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์จากวัฒนธรรม
  3. การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างชุมชนและหน่วยงานต่าง ๆ
  4. การยกระดับและสร้างสรรค์กิจกรรมทางวัฒนธรรมใหม่ ๆ

โดยมุ่งเน้นแนวทางการทำงานแบบ “รักษาสิ่งเดิม เพิ่มเติมสิ่งใหม่” เพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจวัฒนธรรมให้เป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

วัฒนธรรม: พลังแห่งอนาคตเพื่อสังคมและเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

นโยบายของกระทรวงวัฒนธรรมในปีงบประมาณ 2568 ได้รับการถ่ายทอดผ่านแนวคิด “วัฒนธรรม คือ พลังแห่งอนาคต” โดยยึดหลักการขับเคลื่อน 4 นโยบาย 3 แนวทาง 2 รูปแบบการปฏิบัติ และ 1 เป้าหมายหลัก คือการพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานรากสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยนางสาวสุดาวรรณกล่าวว่า “เศรษฐกิจวัฒนธรรม คือ กุญแจสำคัญที่ปลดล็อกประเทศไทยสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน”

การประชุมถ่ายทอดนโยบายและระดมความคิด

การประชุมในครั้งนี้มีเป้าหมายหลักในการ สร้างความเข้าใจและแนวทางปฏิบัติร่วมกัน ให้กับข้าราชการและบุคลากรสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย โดยมีการแบ่งกลุ่มย่อยตามสายงานเพื่อระดมความคิดเห็น และสรุปนโยบายจากไฟล์เอกสารและสื่อที่ได้รับจากสำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ทั้งนี้ ข้าราชการทุกคนได้นำเสนอแนวทางการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2568 และปีต่อไป เพื่อผลักดันนโยบายวัฒนธรรมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ในทุกพื้นที่

ผู้เข้าร่วมประชุมจากทุกภาคส่วนร่วมระดมความคิด

ผู้เข้าร่วมประชุมครั้งนี้ประกอบด้วย นางพรทิวา ขันธมาลา นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการพิเศษ ผู้อำนวยการกลุ่มยุทธศาสตร์และเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม, นางวนิดาพร ธิวงศ์ นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการพิเศษ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม, นางสาวณพิชญา นันตาดี นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ รักษาการแทนผู้อำนวยการกลุ่มกิจการพิเศษ, นายภัทรพงษ์ มะโนวัน นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ หัวหน้ากลุ่มพิธีการศพที่ได้รับพระราชทาน, นางสาวมธุรส เมืองเสริม นักจัดการงานทั่วไปชำนาญการ หัวหน้าฝ่ายบริหารทั่วไป พร้อมข้าราชการและบุคลากรของสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงรายกว่า 47 คน ที่เข้าร่วมการประชุมอย่างพร้อมเพรียง

เป้าหมายการขับเคลื่อน: เศรษฐกิจวัฒนธรรม สู่การพัฒนาประเทศ

ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าวนอกจากจะเป็นการถ่ายทอดนโยบายจากส่วนกลางแล้ว ยังเป็นการ สร้างแนวทางปฏิบัติในพื้นที่ เพื่อนำไปปรับใช้ให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในแต่ละจังหวัด การประชุมเป็นไปอย่างราบรื่น ทุกคนได้รับความรู้และความเข้าใจที่ชัดเจน นำไปสู่การขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงวัฒนธรรมให้บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายหลักของการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

บทสรุป: วัฒนธรรมสร้างเศรษฐกิจ สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

การประชุมถ่ายทอดนโยบายครั้งนี้เป็นการวางรากฐานในการพัฒนาวัฒนธรรมให้เป็นพลังสำคัญในการสร้างสังคมและเศรษฐกิจที่มั่นคงและยั่งยืน โดยมีการวางแนวทางการปฏิบัติอย่างชัดเจน เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงวัฒนธรรมเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม และสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีให้กับประชาชนในทุกพื้นที่ทั่วประเทศต่อไป

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

น้ำท่วมเชียงราย 9 ก.ย. – 8 ต.ค. 67 เสียชีวิต 14 ราย บาดเจ็บ 3 ราย

 

เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2567 กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงรายรายงานข้อมูลสะสมระหว่างวันที่ 9 ก.ย. – 8 ต.ค. 2567 รวมทั้งสิ้น 13 อำเภอ 64 ตำบล 581 หมู่บ้าน 1 เทศบาลนคร (52 ชุมชน) โดยราษฎรได้รับผลกระทบเบื้องต้น 56,587 ครัวเรือน

  • เสียชีวิต 14 ราย
  • บาดเจ็บ 3 ราย
  • บ้านเรือนราษฎรได้รับผลกระทบ(เสียหายทั้งหลัง) 112 หลัง
  • ตลาดชุมชนเศรษฐกิจ ได้รับผลกระทบ 2 แห่ง
  • ร้านค้า/สถานประกอบการ 92 แห่ง
  • โรงงานอุตสาหกรรม 19 แห่ง
  • พื้นที่เกษตรได้รับผลกระทบ 18,587 ไร่
  • ปศุสัตว์ได้รับผลกระทบ 49,054 ตัว (ได้แก่ โค 1,110 ตัว กระบือ 176 ตัว สุกร 66 ตัว แพะ/แกะ 25 ตัว สัตว์ปีก 47,677 ตัว)
  • สัตว์เลี้ยง 322 ตัว (ได้แก่ สุนัข 145 ตัว แมว 154 ตัว และอื่นๆ 23 ตัว)
  • บ่อปลา 1,074.53 ไร่ ด้านสิ่ง
  • สาธารณประโยชน์ได้รับผลกระทบ ได้แก่ โรงเรียน 42 แห่ง ถนน 42 จุด คอสะพาน 5 จุด และ รพ.สต. 1 แห่ง

รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ผู้อำนวยการกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย ได้สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าไปช่วยเหลือ ซึ่งได้เตรียมการมาเป็นอย่างดีทั้งเครื่องมือ อุปกรณ์เครื่องจักรกล ยุทโธปกรณ์ พร้อมกำลังพลในการเข้าไปช่วยเหลือ อย่างเร่งด่วน แต่เนื่องจากเกิดฝนตกหนักต่อเนื่อง หลายวัน ทำให้วันนี้ (8 ตุลาคม 2567) ได้เกิดน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลันในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะที่ ได้แก่ อ.เมืองเชียงราย อ.เชียงแสน อ.เชียงของ อ.แม่จัน อ.แม่ฟ้าหลวง อ.แม่สาย อ.ดอยหลวง, อ.เทิง อ.เวียงแก่น อ.เวียงป่าเป้า อ.แม่สรวย อ.เวียงชัย และอ.แม่ลาว เกิดน้ำท่วมหนักในรอบหลายปี อย่างไรก็ตาม นายโชตินรินทร์ เกิดสม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสำรวจ และเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วน หากประชาชนต้องการขอความช่วยเหลือ หรือแจ้งเหตุ แจ้งได้ตลอด 24 ชั่วโมง ที่สายด่วน 1784

กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย รายงานสถานที่เกิดเหตุ/ความเสียหาย/การให้ความช่วยเหลือ (เหตุต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 8 ก.ย. 67 และสถานการณ์ในวันนี้ (8 ต.ค. 67) ดังนี้
การให้ความช่วยเหลือ จังหวัดเชียงราย ได้จัดตั้งกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ปี พ.ศ. 2567 เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ในการซ่อมแซมที่อยู่อาศัย และจัดหาปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นในการดำรงชีพ ผ่านทางธนาคาร กรุงไทย สาขาเชียงราย เลขที่บัญชี 504-3-23-732-5 ชื่อบัญชี กองทุนช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ปี พ.ศ. 2567 โดยสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ 1 เท่า ยอดเงินบริจาค ณ วันที่ 8 ต.ค. 67 เวลา 16.30 น. จำนวน 9 9,632,815.42 บาท
 
การดำเนินการให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัย การดำเนินการให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัย อ.แม่สาย แบ่งพื้นที่ดำเนินการเป็น 2 โซนหลัก 6 โซนย่อย โซนหัวฝาย-สายลมจอย/เกาะทราย/ไม้ลุงขน : กระทรวงกลาโหม โซนเหมืองแดง/เหมืองแดงใต้/ ปิยะพร : กระทรวงมหาดไทย
 
ศูนย์พังพิงที่ยังคงให้บริการที่พักพิงชั่วคราวอยู่ จำนวน 3 แห่ง ได้แก่ ศูนย์พักพิงเทศบาลตำบลแม่สาย จำนวน 87 ราย ศูนย์พักพิงวัดถ้ำผาจม 50 ราย ศูนย์พักพิงวัดเหมืองแดง 52 ราย รวมทั้งสิ้น 189 ราย
 
การดำเนินการปิดจุดรอยรั่ว กรมการทหารช่าง วางบิ๊กแบ็ค จำนวน 13 จุด แล้วเสร็จ 12 จุด อยู่ระหว่างดำเนินการ 1 จุด 70% (จุดท่าเจ้ดาว) สำนักงานทหารพัฒนา หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา วางชีทไพล์ 120 ต้น แล้วเสร็จ 30 ต้น รอดำเนินการ จำนวน 90 ต้น การฟื้นฟูระบบจ่ายน้ำประปา
 
แผนการซ่อมแซมระบบประปา 423 จุด ดำเนินการแล้วเสร็จ 337 จุด(79.7%) จุดซ่อมคงค้าง 86 จุด (20.3%) (จุดสำรวจแล้วรอเข้าซ่อม 76 จุด, จุดซ่อมคงค้าง 10 จุด)
 
การจ่ายน้ำเข้าพื้นที่ กปภ. สาขาแม่สาย จ่ายน้ำเข้าพื้นที่บริเวณศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ห้าแยกตลาดพลอย อาคารอเนกประสงค์บ้านเกาะทราย (เฟส 1 ตามแผนการจ่ายน้ำทั้งหมด 3 เฟส) โดยได้ระดมเจ้าหน้าที่จาก กปก.ข.9 และ กปก.สาขาในสังกัดใกล้เคียง เข้าสำรวจ/ซ่อมแซมระบบประปาที่ชำรุด/เสียหาย ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จและสามารถจ่ายน้ำได้อย่างต่อเนื่อง ภายในวันที่ 8 ต.ค. 67 ในส่วนของพื้นที่ในเฟส 2 (ถนนไม้ลุงขน ตลาดพลอย ตลาดไม้ลุงขน เหมืองแดง) และเฟส 3 (เกาะทราย ไม้ลุงขน ผามควาย) กปก. ได้ประสานหน่วยงานฟื้นฟูพื้นที่ เพื่อร่วมกันวางแผนเคลียร์พื้นที่ตามลำดับ และคาดว่าจะสามารถจ่ายน้ำได้ครอบคลุมทุกพื้นที่ภายในวันที่ 14 ต.ค. 67
 
การจ่ายน้ำโดยรถบรรทุกน้ำ กปภ. เติมถังน้ำวัดถ้ำผาจม/ถังบ้านอาข่า แจกจ่ายน้ำพื้นที่หยุดจ่ายน้ำชุมชนเกาะทราย ชุมชนไม้ลุงขน และชุมชนภูผาคำ จำนวน 2 รอบ (รอบเช้าเวลา 06.00-08.00 น. และรอบเย็นเวลา 18.00 – 20.00 น.) เติมรถสุขาสาธารณะ ศูนย์พักพิงวัดพรหมวิหาร
 
กปภ. สาขาแม่สาย สนับสนุนน้ำให้แก่หน่วยงานต่าง ๆ ดังนี้ รถน้ำของ ป4.พัน.104 และพัน สห.31 รถน้ำของ ส.พัน4. เพื่อสนับสนุนให้แก่ชุมชนบริเวณศาลเจ้าพ่อคำแดง รถน้ำของ มทบ.33 เพื่อสนับสนุนให้แก่โรงเรียนไม้ลุงขนฯ รถน้ำของ ร.17 และ ร.17พัน.2 เพื่อสนับสนุนให้แก่ชุมชนไม้ลุงขน โซน 3D รถน้ำของ ป.4 พัน.7 กองพันพัฒนาที่ 3 พัน สร.4 พลร.4 เพื่อสนับสนุนให้แก่ชุมชนหัวฝาย-สายลมจอย
 
– การฟื้นฟูระบบจ่ายไฟฟ้า ค้างจ่ายไฟฟ้าจำนวน 258 หลังคาเรือน การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สาขาแม่สาย ประกาศแผนกำหนดการเข้าตรวจสอบความปลอดภัยของระบบไฟฟ้าภายในบ้าน เพื่อต่อกลับการใช้ไฟ ในพื้นที่บ้านเกาะทราย ม.7, บ้านไม้ลุงขน ม.10 และบ้านเหมืองแดง ม.2 ทั้งนี้ ได้มีประกาศขอความร่วมผู้ใช้ไฟที่ประสงค์ต่อกลับการใช้ไฟในพื้นที่ดังกล่าว รอรับการตรวจสอบฯ ตามกำหนดการดังนี้ วันที่ 7 ตุลาคม 2567 ถนนไม้ลุงขน ตลาดพลอย วันที่ 8 ตุลาคม 2567 เกาะทราย เกาะสวรรค์ ผามควาย วันที่ 9 ตุลาคม 2567เหมืองแดง ซ.6 เหมืองแดง ซ.6 หน้าโรงเรียนไม้ลุงขนฯ
การดำเนินการให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัย อ.เมืองเชียงรายื หมู่บ้านธนารักษ์ กองทัพบก ต.ริมกก อ.เมืองชร. : หน่วยรับผิดชอบ ได้แก่ มทบ.37 และกอ.รมน.จว.เชียงราย ภารกิจดูดโคลนถนนสายหลักภายในหมู่บ้าน 2 สาย นำขยะไปยังที่พักขยะ และฉีดน้ำรีดโคลนออกจากบ้าน รายละเอียดดังนี้ อาคารบ้านเรือนที่ได้รับผลกระทบ 273 หลัง แสดงเจตนาให้เจ้าหน้าที่เข้าดำเนินการ 63 หลัง ดำเนินการฟื้นฟูเรียบร้อยแล้ว 34 หลัง (54%) รอดำเนินดำเนินการ 29 หลัง (46%)
 
วันที่ 5 ต.ค. 67 ยอดสร้างบ้านน็อคดาวน์เพิ่มเติม ณ บ้านกะเหรี่ยงรวมมิตร หมู่ที่ 2 อีกจำนวน 6 หลัง
และซ่อมแซมอีก 4 หลัง รวมเป้าหมายทั้งสิ้น 4 ตำบล 5 หมู่บ้าน บ้านน็อคดาวน์ 28 หลัง ซ่อมแซม 10 หลังการกำจัดเศษวัสดุ ขยะ และดินโคลนตามเส้นทาง จุดพักขยะจำนวน 10 จุด ปริมาณขยะ 57,613 ตัน (ดำเนินการเฉพาะวันนี้ 8,280 ตัน)
 
เทศบาลนครเชียงราย ดำเนินการให้ความช่วยเหลือประชาชน ดังนี้ ให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วมเบื้องต้น ครอบครัวละ 2,500 บาท มอบไปแล้ว 7,590 ครัวเรือน เป็นเงินทั้งสิ้น 18,975,000 บาท คงเหลืออีก 838 ครัวเรือน
เยียวยาตาม มติ ครม. เมื่อวันที่ 17 ก.ย. 2567 มอบไปแล้ว 3,690 ครัวเรือน เป็นเงินทั้งสิ้น 18,450,000 บาท คงเหลืออีก 4,738 ครัวเรือน
 
การดำเนินการให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัย อ.เวียงป่าเป้า เทศบาลตำบลป่างิ้ว พร้อมด้วยฝ่ายปกครองร่วมกันฟื้นฟูทำความสะอาดบ้านเรือนราษฎรและซ่อมแซมสิ่งสาธารณประโยชน์ที่ได้รับความเสียหายจากเหตุอุทกภัย เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2567 ดำเนินการได้ 85% ของพื้นที่ได้รับผลกระทบ
 
องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านโป่ง พร้อมด้วยฝ่ายปกครองร.17พัน.3 ภาคเอกชน และราษฎรในพื้นที่ ร่วมกันฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบบ้านห้วยหินลาด(หย่อมบ้านห้วยทรายขาว) หมู่ที่ 7 ต.บ้านโป่ง
 
การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สาขาเวียงป่าเป้า ซ่อมแซมระบบจ่ายไฟให้กับครัวเรือนในพื้นที่
หย่อมบ้านห้วยไม้เดื่อ บ้านดงหล่ายหน้า หมู่ที่ 7 ต.เวียง และหย่อมบ้านห้วยทรายขาว บ้านห้วยหินลาด หมู่ที่ 7 ต.บ้านโป่ง ผลดำเนินการกู้ระบบไฟฟ้าประมาณ 40%
 
มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย รถประกอบอาหารเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) จัดตั้งโรงครัวพระราชทาน ณ ที่ว่าการอำเภอแม่สาย ตั้งแต่วันที่ 19 ก.ย. 67 เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบัน (วันที่ 8 ต.ค. 67) ประกอบอาหาร จำนวน 2 มื้อ รวมทั้งหมด 3,630 กล่อง ประกอบด้วยเมนู หมูผัดพริกไทยดำ ลาบหมู ผัดคะน้าหมูชิ้น ผัดกระเพราหมูชิ้น ผัดพริกแกงหมูชิ้น ไก่กรอบผัดกระเทียม เพื่อแจกจ่ายให้กับผู้ประสบอุทกภัยอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย
 
ชมรมแม่บ้านมหาดไทย แม่บ้านมหาดไทยร่วมใจฟื้นฟูเชียงราย” จัดตั้งโรงครัว (ครัวแม่บ้านมหาดไทย) เพื่อผลิตอาหาร เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยและดินถล่ม ตลอดจนเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ณ หอประชุมชั้นล่างอาคาร 7 วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย ตั้งแต่วันที่ 2 ต.ค. 67 เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบัน (วันที่ 7 ต.ค. 67)
 
กองบัญชาการกองอาสารักษาดินแดน ได้ส่งกำลังพล สมาชิก อส. จากส่วนกลาง และร้อย อส.จ. จาก 36 จังหวัด กองบังคับการจังหวัด จำนวนไม่น้อยกว่า 1,462 นาย ปฏิบัติภารกิจฟื้นฟูบูรณะพื้นที่ประสบอุทกภัยและช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัย ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2567 เป็นต้นไป จนกว่าจะสิ้นสุดภารกิจ รายละเอียดดังนี้ อ.แม่สาย จ่ายกำลังพล 850 นาย ดำเนินการในพื้นที่บ้านเหมืองแดงใต้ บ้านเหมืองแดง และหมู่บ้านปิยะพร เป้าหมาย 314 หลัง อ.เมืองเชียงราย จ่ายกำลังพล 612 นาย ดำเนินการในพื้นที่ในเขตเทศบาลนครเชียงราย นอกเขตเทศบาลนครเชียงราย (พื้นที่ตำบลแม่ยาว ดอยฮาง ริมกก รอบเวียง ห้วยชมภู และนางแล) และพื้นที่สาธารณะ
 
การสนับสนุนเครื่องจักรกลสาธารณภัยด้านปฏิบัติการ (อุทกภัย) และกำลังพล ของศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต ประจำวันที่ 8 ต.ค. 67 ดังนี้ ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 4 ประจวบคีรีขันธ์ เขต 8 กำแพงเพชร เขต 9 พิษณุโลก เขต 10 ลำปาง เขต 11 สุราษฎร์ธานี และเขต 15 เชียงราย นำหัวลากพร้อมหางลากจูงเครื่องจักรกล รถขุดตักไฮดรอลิคยกสูง รถตักล้อยางเอนกประสงค์ รถขุดล้อยางกู้ภัยปรับฐานล้อ รถตีนตะขาบ รถบรรทุเทท้าย 6 ล้อ 6 ตัน รถบรรทุกขนาดใหญ่ 6 ล้อ รถขุดตักไฮดรอลิค ทั้งชนิดแขนสั้น และแขนยาว ทำการขุดตักขนย้ายดินโคลน เศษวัสดุ สิ่งปรักหักพัง ออกจากบ้านเรือนราษฎรในเขตพื้นที่เทศบาลตำบลแม่สาย อ.แม่สาย จ.เชียงราย และนำหินคลุกเททำทางเข้า-ออกพื้นที่ทิ้งเศษวัสดุ หมู่ที่ 10 ต.แม่สาย อ.แม่สาย จ.เชียงราย
 
ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 8 กำแพงเพชร นำรถบรรทุกน้ำอเนกประสงค์ขนาด 12,000 ลิตร และรถบรรทุกน้ำช่วยดับเพลิง 10,000 ลิตร ร่วมกับ อส. ฉีดล้างทำความสะอาดบริเวณสวนสาธารณะเกาะลอย ต.เวียง อ.เมือง จ.เชียงราย
 
ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 9 พิษณุโลก นำรถบรรทุกน้ำดับเพลิงขนาด 10,000 ลิตร จำนวน 2 คัน และรถบรรทุกน้ำอเนกประสงค์ ขนาด 12,000 ลิตร จำนวน 1 คัน ไปส่งน้ำให้กับประชาชนบ้านกิจโพธิ์ทอง
 
ต.ริมกก ,บริเวณสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดเชียงราย ต.สันทราย และบ้านเมืองงิม หมู่ที่ 4 ต.ริมกก อ.เมือง จ.เชียงราย
ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 15 เชียงราย สนับสนุนยานพาหนะและเจ้าหน้าที่ ปฏิบัติภารกิจ ดังนี้นำรถขุดตักไฮดรอลิค ปรับเส้นทางสัญจร ถนนในพื้นที่บ้านแคววัวดำ ต.แม่ยาว อ.เมือง จ.เชียงราย
 
นำรถปฏิบัติการเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัย รับ – ส่ง กำลังพลกองร้อย อส. จากที่พัก (วัดห้วยปลากั้ง)
มาปฏิบัติงาน คัดแยก บรรจุ และลำเลียงสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัย ณ ศูนย์รับบริจาค ศูนย์ ปภ. เขต 15 เชียงราย
การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดเชียงราย บรรเทาความเดือดร้อนผู้ใช้ไฟฟ้าที่ประสบภัยน้ำท่วม ตามมาตรการ “PEA บรรเทาความเดือดร้อนผู้ใช้ไฟฟ้าที่ประสบภัยน้ำท่วม ในพื้นที่ภาคเหนือ และภาคะวันออกเฉียงเหนือ” ซึ่งเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 24 กันยายน 2567 เห็นชอบมาตรการช่วยเหลือค่าไฟฟ้าแก่ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยและกิจการขนาดเล็ก (ไม่รวมส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ) ที่อยู่ในพื้นที่ที่หน่วยงานราชการประกาศให้เป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติจากอุทกภัย สำหรับค่าไฟฟ้าประจำเดือนกันยายนและเดือนตุลาคม 2567 เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและลดภาระค่าไฟฟ้าให้กับผู้ประสบภัย โดยมีรายละเอียด ดังนี้ไม่เรียกเก็บค่าไฟฟ้า เดือนกันยายน 2567 กรณีชำระแล้ว PEA จะดำเนินการคืนเงินโดยนำไปหักลดจากค่าไฟฟ้าเดือนถัด ๆ ไป ให้ส่วนลดค่าไฟฟ้าร้อยละ 30 ก่อนคํานวณภาษีมูลค่าเพิ่ม ในเดือนตุลาคม 2567
 
ศูนย์พักพิง ที่ยังเปิดศูนย์ฯ ให้บริการที่พักพิงชั่วคราวอยู่ ณ วันที่ 8 ต.ค. 67 รวมทั้งสิ้น 5 แห่ง แบ่งตามขอบเขตการปกครอง ได้แก่ อ.แม่สาย 3 แห่ง/ อ.เวียงป่าเป้า 1 แห่ง/ วันที่ 2 ต.ค. 67 อ.เมืองเชียงราย 1 แห่ง
 
ศูนย์พักพิงฯ ที่มีทีมแพทย์และสาธารณสุขให้บริการด้านการแพทย์ เยียวยาจิตใจ แจกจ่ายยาและเวชภัณฑ์ ทั้งหมด 4 แห่ง
 
รายละเอียดดังนี้ อำเภอแม่สาย ที่ยังเปิดศูนย์ฯ ให้บริการที่พักพิงชั่วคราวอยู่ ณ ปัจจุบัน 3 แห่ง รวมทั้งสิ้น 173 คน (โดยเป็นศูนย์พักพิงฯ ที่มีทีมแพทย์และสาธารณสุขให้บริการ ทั้ง 3 แห่ง) ดังนี้ ศูนย์พักพิงเทศบาลตำบลแม่สาย* คงค้างจำนวน 87 ราย ศูนย์พักพิงวัดเหมืองแดง* คงค้างจำนวน 50 ราย ศูนย์พักพิงวัดถ้ำผาจม* คงค้างจำนวน 36 ราย
อำเภอเวียงป่าเป้า ศูนย์พักพิง อบต.บ้านโป่ง จำนวน 1 แห่ง คงค้างจำนวน 26 คน
 
อำเภอเมืองเชียงราย วันที่ 2 ต.ค. 67 องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เปิดศูนย์อพยพ/พักพิง (ชั่วคราว) ณ อาคารเรียน 10 โรงเรียน อบจ. เชียงราย (ด้านหลังรูปปั้นบัวบาน ผามั่ง)
 
มูลนิธิสมาคมกู้ชีพกู้ภัย อาสาสมัคร จิตอาสาภาคประชาชน ร้านค้า/ผู้ประกอบการ สนับสนุนปฏิบัติการเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัย ให้ที่พักพิงชั่วคราว มอบอาหารปรุงสำเร็จ และถุงยังชีพ
 
วิทยาลัยอาชีวศึกษาและโรงเรียนในเครือ ดำเนินโครงการศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน Fix It Center
ตั้งจุดบริการและจัดชุดเคลื่อนที่ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยจะช่วยซ่อมแซมอุปกรณ์ไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ รวมถึงยานพาหนะที่เสียหาย เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 14 ก.ย. เป็นต้นมา
 
ศูนย์ซ่อมสร้าง Fix it Center ถาวร ซ่อมฟรี เครื่องใช้ไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์ ที่เสียหายจากเหตุอุทกภัย จำนวน 3 แห่ง ดังนี้ ภายในวิทยาลัยเทคนิคเชียงราย อ.เมืองชร. วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย อ.เมืองชร.
จุดบริการบ้านเวียงกือนา หมู่ที่ 2 ต.ริมกก อ.เมืองชร.
 
ช่างซ่อมจิตอาสา
ช่างซ่อมจิตอาสาจังหวัดสมุทรปราการ นำโดยช่างเต้ วัดด่าน ตั้งศูนย์ช่วยซ่อมจักรยานยนต์ที่โดนน้ำท่วม ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ระหว่างวันที่ 3 – 15 ต.ค. 2567 ณ ศูนย์การเรียนรู้ อบจ.เชียงราย สี่แยกศูนย์ราชการ
 
นายอภิวัฒน์ เรืองโรจ และนายสุวิทย์ ขวัญแก้ว สองพี่น้องใจบุญ ที่ขับรถจักรยานยนต์มาจากกรุงเทพมหานครเพื่อช่วยซ่อมรถให้ชาวเชียงรายฟรี โดยได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เกิดเหตุอุทกภัย และตั้งใจอยู่ช่วยต่อจนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น ณ จุดรับซ่อมบริเวณหน้าศูนย์ยามาฮ่าสามแยกทางเข้าวัดฝั่งหมิ่น พิกัด : https://maps.app.goo.gl/fR3Y8Jt11D9BtMGVA
 
วันที่ 17 ก.ย. 67 ทภ.3 จัดตั้ง ศบภ.ทภ.3 ส่วนหน้า ณ ที่ว่าการอำเภอแม่สาย เพื่ออำนวยการประสานงานการให้ความช่วยเหลือประชาชนของหน่วยทหารทุกหน่วย ในพื้นที่ อ.แม่สาย จนถึงปัจจุบัน
 
กองบัญชาการกองทัพไทย จัดตั้งศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองบัญชาการกองทัพไทย ณ โรงเรียนแม่สายประสิทธิ์ศาสตร์ ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย
 
อบจ.เชียงราย ให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วม ด้านดำรงชีพ ดังนี้ ค่าใช้จ่ายด้านดำรงชีพ ได้แก่
ค่าเครื่องนุ่งห่ม รายละไม่เกิน 1,100 บาท ค่าเครื่องมือประกอบอาชีพ เท่าที่จ่ายจริง ครอบครัวละไม่เกิน 11,400 บาท ค่าเครื่องครัวและอุปกรณ์ในการประกอบอาหาร เท่าที่จ่ายจริง ครอบครัวละไม่เกิน 3,500 บาท
 
ค่าเครื่องนอน รายละไม่เกิน 1,000 บาท หลักฐานที่ต้องเตรียม ได้แก่ สำเนาทะเบียนบ้านและบัตรประชาชนของเจ้าของบ้านที่ประสบภัย รูปภาพความเสียหาย กรณีผู้เช่า แนบเอกสารสัญญาเช่า การขอรับความช่วยเหลือ ผ่าน อบต. หรือ ทต. ที่ประสบภัย ในวันและเวลาราชการ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กองป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
 
 อบจ.เชียงราย ฝ่ายสงเคราะห์ผู้ประสบภัย โทร. 053175329 หรือ 053175333 ต่อ 1402 ในวันและเวลาราชการ ลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 17 – 30 ก.ย. 2567 ขยายเวลาถึงวันที่ 15 ต.ค.67
 
การปฏิบัติงานฟื้นฟูบูรณะ และกู้คืนพื้นที่ของจิตอาสาราชทัณฑ์ (จอส.รท.) และเจ้าหน้าที่สังกัดกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม ประจำวันที่ 8 ต.ค. 67 เวลา 08.30 น. เจ้าหน้าที่เรือนจำกลางเชียงรายและกำลังสนับสนุนจากเรือนจำ/ทัณฑสถาน เขต 5 (รจจ.ลำพูน, รจจ.พะเยา ,ทสบ.ลำปาง ,รจอ.แม่สะเรียง, รจก.ลำปางและ รจจ.ฝาง) จำนวน 16 นาย นำผู้ต้องขัง จำนวน 78 ร่วมกิจกรรมบำเพ็ญสาธารณะประโยชน์(ในรูปแบบ CSR) บรรเทาภัยน้ำท่วมพื้นที่จังหวัดเชียงราย ดังนี้ ภารกิจภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ปรับภูมิทัศน์ ขนย้ายสิ่งของ ล้างทำความสะอาดสิ่งของเปื้อนโคลน บ้านเรือนประชาชนหลังน้ำลด จำนวน 8 จุด ภารกิจดำเนินการก่อสร้างบ้านน็อคดาวน์ จำนวน 6 หลัง บ้านเมืองงิม หมู่ที่ 4 ต.ริมกก จำนวน 1 หลัง บ้านจะเด้อ หมู่ที่ 6 ต.ดอยฮาง จำนวน 1 หลัง บ้านกะเหรี่ยงรวมมิตร หมู่ที่ 2 ต.แม่ยาว จำนวน 2 หลัง บ้านแควัวดำ หมู่ที่ 12 ต.แม่ยาว จำนวน 2 หลัง
 
ปรับภูมิทัศน์ ทำความสะอาด ขนย้ายสิ่งของ ขยะหลังน้ำลด และกำจัดดินโคลน ในชุมชนกกโท้งและชุมชนป่าแดง (เขตเทศบาลนครเชียงราย) ต.รอบเวียง อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย
 
ปฏิบัติการดูดโคลนเลนที่อุดตันบริเวณท่อระบายน้ำ ตามตรอก ถนน และจุดต่าง ๆ ที่กีดขวางทางระบายน้ำพื้นที่ประสบอุทกภัยในเขตพื้นที่ในเขตพื้นที่เทศบาลนครเชียงราย ประจำวันที่ 8 ต.ค. 67
 
อบจ.สมุทรปราการ รถดูดโคลน 2 คัน ปฏิบัติงานบริเวณโรงเรียนไม้ลุงขนฯ ต.แม่สาย อ.แม่สาย ปริมาณดินโคลนที่ดูดได้ 184 ลูกบาศก์เมตร
 
เทศบาลนครพิษณุโลก ทำความสะอาดท่อระบายน้ำชุมชนแควหวาย จำนวน 10 บ่อพัก
ยิงหัวลอกท่อระบายน้ำทั้งหมดระยะ 110 เมตร จำนวน 3 เที่ยว ปริมาณดินโคลนที่ดูดได้ 24 ลูกบาศก์เมตร
โดยเทศบาลนครเชียงรายสนับสนุนบุคลากรอำนวยความสะดวกเปิดฝาบ่อพัก
 
เทศบาลตำบลบางปู ปฏิบัติงานบริเวณหมู่บ้านธนารักษ์ กองทัพบก เส้นเมนระยะทางที่ลอก 315 เมตร ขนาดท่อ 80 ซม. และ 60 ซม. ปริมาณดินโคลนที่ดูดได้ 80 ลูกบาศก์เมตร
 
เทศบาลตำบลบางเมือง ดูดโคลนเลน ซอย 8/1 แมนชั่น จำนวน 5 รอบ รอบละ 8,000 ลิตร รวม 40,000 ลิตร
ชุดปฏิบัติการดูดโคลนกรุงเทพมหานคร พร้อมรถดูดโคลน จำนวน 15 คัน ปฏิบัติงานบริเวณหน้าสถานีตำรวจภูธรเมืองเชียงรายจนถึงแยกหลังโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ เริ่ม เวลา 19:00 น. ของวันที่ 8 ต.ค. 67 จนถึงเวลา 8.00 น. วันที่ 9 ตุลาคม 2567 /อยู่ระหว่างดำเนินการโดยจะรายงานผลการปฏิบัติงานให้ทราบอีกครั้ง
บริษัท วอชแอนด์โก Code Clean ให้บริการ ซัก อบ ผ้า น้ำยา ฟรี แก่ผู้ได้รับผลกระทบน้ำท่วม
ตลอด 24 ชั่วโมง และเปิดให้บริการจนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ จำนวน 3 จุด ได้แก่
ณ ลานธรรม ลานศิลป์ ถิ่นพญามังราย หรือลานรัชกาลที่ 5 (ศาลากลางจังหวัดหลังแรก) ตั้งแต่วันที่ 18 ก.ย. 67 เป็นต้นมา ถึงปัจจุบัน
 
ณ สถานีดับเพลิงเทศบาลนครเชียงราย หน้าวัดดงหนองเป็ด ตั้งแต่วันที่ 21 ก.ย. 67 เป็นต้นมา
ถึงปัจจุบัน
 
หน้ามูลนิธิสยามเชียงราย สำนักงานใหญ่ จุด 5 แยก พ่อขุนฯ ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ย. 67 เป็นต้นมา
ถึงปัจจุบัน
 
งานบริการถ่ายบัตรประชาชน : กรมการปกครอง โดยส่วนบัตรประจำตัวประชาชน ศูนย์บริหารการทะเบียนภาค และอำเภอแม่สาย ขยายระยะเวลางานบริการถ่ายบัตรประชาชน จากเดิมตั้งแต่วันที่ 19 – 30 กันยายน 2567 ตั้งแต่เวลา 08.30 – 17.00 น. ขยายระยะเวลาออกไปตั้งแต่วันที่ 1 – 31 ตุลาคม 2567 ในวันและเวลาราชการ ณ สำนักงานเทศบาลตำบลแม่สาย ชั้น 2 งานทะเบียนราษฎร์
 
วันที่ 8 ต.ค. 67 พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ตรวจเยี่ยม
ให้กำลังใจกำลังพลทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัย และดินถล่มในพื้นที่หย่อมบ้านห้วยทรายขาว บ้านบริวารของบ้านห้วยหินลาด ต.บ้านโป่ง อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย พร้อมสั่งระดมความช่วยเหลือ ให้ทหารช่างพร้อมเครื่องมือ เข้าไปฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัย น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม และได้ประสานรถขุดเจาะขนาดเล็กจาก พล.พัฒนา 3 เข้าให้การช่วยเหลือประชาชนเพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ
 
วันที่ 8 ต.ค. 67 เวลา 13.00 น. นางปวีณ์ริศา เกิดสม ภริยารองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วย นายณรงค์พล คิดอ่าน อดีตนายอำเภอแม่สาย นางยุพิน คิดอ่าน อดีตนายกกิ่งกาชาดอำเภอแม่สาย นางสิริพร ศรีจันทร์รักษา รักษาการนายกกิ่งกาชาดอำเภอแม่สาย คณะกรรมการ-สมาชิกเหล่ากาชาดจังหวัดเชียงราย คณะกรรมการและสมาชิกกิ่งกาชาดอำเภอแม่สาย ร่วมกับ โรงพยาบาลแม่สาย สำนักงานสาธารณสุขอำเภอแม่สาย ลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจและมอบถุงยังชีพ ผ้าห่ม หมอน ผ้าอ้อมสำเร็จรูป และสิ่งของจำเป็นแก่กลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัยในพื้นที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย
 
สภากาชาดไทย โดยสำนักงานยุวกาชาด และอาสาสมัครกาชาด จัดโครงการอาสาสมัครกาชาด อาสาสาด้วยใจร่วมฟื้นฟูภัยพิบัติ จังหวัดเชียงราย โดยมีอาสาสมัครกาชาด อาสายุวกาชาด คณะผู้บริหาร ครูในจังหวัดเชียงราย สกร.ระดับอำเภอจาก 18 อำเภอ กลุ่มไฟฟ้าจิตอาสา และสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดพะเยา กว่า 300 คน เข้าร่วม ณ สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดเชียงราย อ.เมืองเชียงราย ซึ่งได้เร่งฟื้นฟูพื้นที่การเรียนรู้ของชุมชน ขนย้ายสิ่งของ ล้างทำความสะอาด รวมถึงซ่อมระบบไฟฟ้า ณ อาคารศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอเมืองเชียงราย เพื่อคืนพื้นที่การเรียนรู้ให้กับเด็กและเยาวชน ได้ทันช่วงเวลาที่จะเปิดภาคเรียน และประชาชนที่จะได้เข้ามาใช้บริการต่อไป
สำนักงานบังคับคดีจังหวัดเชียงราย กรมบังคับคดี มีกำหนดจัดกิจกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ครัวเรือน เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ผู้ประสบอุทกภัยน้ำท่วมขึ้น ในศุกร์วันที่ 11 ตุลาคม 2567 เวลา 08.30 – 16.00 น. ณ สำนักงานบังคับคดีจังหวัดเชียงราย อาคารบูรณาการกระทรวงยุติธรรมจังหวัดเชียงราย ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย โดยลูกหนี้ผู้ประสบอุทกภัยน้ำท่วมและศาลมีคำพิพากษาแล้ว สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมไกล่เกลี่ยดังกล่าวได้ในระหว่าง วันที่ 23 กันยายน 2567 – 22 ตุลาคม 2567 สอบถามเพิ่มเติม สำนักงานบังคับคดีจังหวัดเชียงราย ติดต่อฝ่ายไกล่เกลี่ย เบอร์โทร.053-716080, 053-716081, 095-2363823
 
วันที่ 8 ต.ค. 67 หน่วยงานในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เก็บขนวัสดุดินโคลน ฉีดล้างพื้นที่ ปรับปรุงภูมิทัศน์ ตัดแต่งกิ่งไม้ เก็บขนออกจากพื้นที่ และบำรุงรักษาต้นไม้ตามหลักรุกขวิทยา ณ สวนสาธารณะพรหมราช(สวนสุขภาพ) ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย พื้นที่ดำเนินการประมาณ 20 ไร่ ผลการดำเนินงานวันนี้ จำนวน 10 ไร่ (50%)
วันที่ 8 ต.ค. 67 จังหวัดเชียงราย ได้จัดประชุมคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติจังหวัดเชียงราย ครั้งที่ 9/2567 เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2567 เวลา 13.30 น. ณ ห้องประชุมอูหลง ชั้น 3 ศาลากลางเชียงราย เพื่อให้ความเห็นชอบให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติดังนี้ การพิจารณาให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน 5.4 ด้านการเกษตร (ด้านพืช ด้านประมง ด้านปศุสัตว์) ห้วงภัยระหว่างวันที่ 17 – 30 สิงหาคม 2567 โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดังนี้
 
ด้านพืช ช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่อำเภอพาน จำนวน 668 ราย วงเงินช่วยเหลือ 7,243,077 บาท
ด้านประมง ช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่อำเภอพาน และอำเภอเทิง จำนวน 346 ราย วงเงินช่วยเหลือ 4,580,505.10 บาท ด้านปศุสัตว์ ช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่อำเภอเทิง และอำเภอเวียงแก่น จำนวน 74 ราย วงเงินช่วยเหลือ 506,430 บาท
การพิจารณาการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2567 ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2567 เป็นไปตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2567 รวมทั้งสิ้น 5 อำเภอ จำนวน 3,943 ครัวเรือน จำนวนเงินทั้งสิ้น 19,755,000 บาท ในพื้นที่ดังนี้ อำเภอเวียงป่าเป้าจำนวน 1,858 ครัวเรือน อำเภอเชียงของ จำนวน 28 ครัวเรือน อำเภอแม่สรวย จำนวน 136 ครัวเรือน อำเภอแม่สาย จำนวน 1,233 ครัวเรือน อำเภอเมืองเชียงราย จำนวน 688 ครัวเรือน
 
ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 8 ต.ค. 67 ได้เห็นชอบการทบทวนหลักเกณฑ์ เงื่อนไขและวิธีการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝนปี 2567 ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ โดยสาระสำคัญเป็นการเป็นปรับปรุงหลักเกณฑ์ เงื่อนไขฯ ซึ่ง ครม. มีมติเห็นชอบ เมื่อวันที่ 17 ก.ย. 67 เพื่อให้การช่วยเหลือสอดคล้องกับสถานการณ์อุทกภัยที่ได้ส่งผลรุนแรง เกิดความเสียหายกับประชาชน ให้ครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบได้รับค่าดำรงชีพเป็นกรณีพิเศษ สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องเร่งให้ความช่วยเหลืออย่างโดยเร็วทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไขฯ ที่ได้รับการอนุมัติทบทวนครั้งนี้ จะเป็นการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ทั้งกรณีที่อยู่อาศัยประจำอยู่ในพื้นที่น้ำท่วม ดินถล่ม น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำลันตลิ่ง ไม่เกิน 7 วัน และทรัพย์สินได้รับความเสียหาย หรือที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขังติดต่อกัน เกินกว่า 7 วัน ให้ได้รับเงินช่วยเหลืออัตราเดียว ครัวเรือนละ 9,000 บาท ส่วนผู้ประสบภัยที่ได้รับเงินช่วยเหลือตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 17 ก.ย. 67 ไปแล้ว ให้จ่ายเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมให้ครบ 9,000 บาทต่อไป
 
หมายเหตุ : อัตราการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2567 เดิม ที่ได้รับอนุมัติจาก ครม. เมื่อวันที่ 17 ก.ย. 67 นั้นมี 3 อัตรา ได้แก่
 
กรณีที่อยู่อาศัยประจำอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมขัง ติดต่อต่อกันตั้งแต่ 1 วัน (24 ชั่วโมง) แต่ไม่เกิน 7 วัน และทรัพย์สินได้รับความเสียหาย หรือที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขังเกินกว่า 7วัน แต่ไม่ไม่เกิน 30 วัน ให้ความช่วยเหลือ ครัวเรือนละ 5,000 บาท
 
กรณีที่พักอาศัยอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมขัง ติดต่อกันเกินกว่า 30 วัน แต่ไม่เกิน 60 วัน ให้ความช่วยเหลือ ครัวเรือนละ 7,000 บาท
กรณีที่พักอาศัยอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมขัง ติดต่อกันกว่า 60 ขึ้นไป ให้ความช่วยเหลือ ครัวเรือนละ 9,000 บาท
แนวโน้มสถานการณ์ คาดหมายลักษณะอากาศ (24 ชั่วโมงข้างหน้า) : บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นที่ปกคลุมประเทศไทยตอนบนมีกำลังอ่อนลง แต่ยังคงทำให้ภาคเหนือตอนบนมีอากาศเย็นในตอนเช้า ในขณะที่มีลมฝ่ายตะวันออกพัดปกคลุมภาคเหนือตอนล่าง ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคเหนือยังมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นบางแห่ง สำหรับจังหวัดเชียงราย คาดว่าจะมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ รายละเอียดดังนี้
พื้นที่ฝนเล็กน้อย จำนวน 6 อำเภอ ได้แก่ อ.เมืองเชียงราย/ แม่สรวย/ แม่ลาว/ พาน/ ป่าแดด และเวียงป่าเป้า
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ชาวป่าแดงร่วมมือเทศบาล ล้างถนนคืนความสะอาดชุมชน

 

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2567 เวลา 06.00 น. ที่ชุมชนป่าแดง อ.เมือง จ.เชียงราย เจ้าหน้าที่เทศบาลนครเชียงรายนำโดย นางนัยนา อินทจักร์ รักษาการหัวหน้าสำนักปลัดเทศบาลนครเชียงราย พร้อมทีมงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้รับมอบหมายจาก นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย ให้ลงพื้นที่ร่วมกับประชาชนชุมชนป่าแดง เพื่อทำความสะอาดถนนและพื้นที่สาธารณะที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

น้ำท่วมทิ้งคราบโคลนและสิ่งปนเปื้อน สร้างความเดือดร้อนให้ชุมชน

จากสถานการณ์น้ำท่วมครั้งล่าสุด น้ำที่ไหลผ่านชุมชนป่าแดงได้พัดพาเอา ดิน โคลน และเศษซากต่าง ๆ มาทิ้งไว้บนถนน ทำให้เกิดคราบสกปรกจำนวนมาก ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่ไม่ถูกสุขลักษณะและมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ การลงพื้นที่ในครั้งนี้จึงมุ่งเน้นไปที่การ ล้างทำความสะอาดถนน ขจัดคราบดินโคลน และกำจัดสิ่งปนเปื้อน เพื่อคืนความสะอาดและความปลอดภัยให้กับประชาชนในชุมชน

การทำความสะอาดร่วมกัน สร้างความสามัคคีในชุมชน

กิจกรรมทำความสะอาดครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การฟื้นฟูสภาพแวดล้อม แต่ยังเป็นการสร้างความสามัคคีและความร่วมมือระหว่าง เจ้าหน้าที่เทศบาลและประชาชนในพื้นที่ โดยมีทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุ มาร่วมกันทำความสะอาดอย่างขยันขันแข็ง ตั้งแต่การกวาดถนน ฉีดน้ำล้างพื้น และขนย้ายเศษซากที่ปนเปื้อนไปทิ้งในจุดทิ้งขยะที่เตรียมไว้

“การร่วมแรงร่วมใจกันทำความสะอาดในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้ถนนในชุมชนกลับมาสะอาดอีกครั้ง แต่ยังช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างเพื่อนบ้านและเจ้าหน้าที่อีกด้วย” นางนัยนา อินทจักร์ กล่าวพร้อมรอยยิ้ม โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการร่วมกันดูแลพื้นที่สาธารณะ เพื่อให้ชุมชนกลับมาเป็นสถานที่ที่น่าอยู่อีกครั้ง

กิจกรรมทำความสะอาด ส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิต

การทำความสะอาดครั้งนี้ยังมีเป้าหมายในการ ลดความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายของโรค โดยเฉพาะโรคที่อาจมากับน้ำและสิ่งสกปรก เช่น โรคน้ำกัดเท้า โรคผิวหนัง รวมถึงการป้องกันสัตว์มีพิษต่าง ๆ ที่อาจซ่อนตัวในเศษซากดินโคลน ทั้งนี้ ทางเทศบาลได้จัดเตรียม น้ำยาฆ่าเชื้อและน้ำยาดับกลิ่น เพื่อล้างถนนและพื้นที่สาธารณะ เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติสุขและปลอดภัย

เทศบาลนครเชียงรายยืนยัน พร้อมดูแลชุมชนอย่างต่อเนื่อง

นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย ได้ออกมายืนยันว่า ทางเทศบาลจะไม่หยุดเพียงแค่การทำความสะอาดถนนในครั้งนี้ แต่ยังมีแผนที่จะฟื้นฟูพื้นที่ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งให้การสนับสนุนอุปกรณ์ทำความสะอาดและความช่วยเหลือต่าง ๆ แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม

“ความปลอดภัยและสุขอนามัยของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เราจึงพร้อมให้การสนับสนุนและอยู่เคียงข้างพี่น้องชาวเชียงรายทุกคนจนกว่าสถานการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติ” นายวันชัยกล่าวเสริม พร้อมขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมแรงร่วมใจกันในครั้งนี้

บทสรุป: คืนความสะอาด สร้างความสามัคคี ชุมชนป่าแดงน่าอยู่

การล้างถนนและทำความสะอาดพื้นที่ในครั้งนี้ไม่เพียงแค่ช่วยให้ชุมชนป่าแดงกลับมาสะอาด แต่ยังส่งเสริมให้ประชาชนเกิดความร่วมมือกันในการดูแลพื้นที่สาธารณะ และสร้างความสามัคคีให้กับชุมชนอีกด้วย ทั้งนี้ทางเทศบาลนครเชียงรายยังคงมีแผนการฟื้นฟูชุมชนและการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ชาวบ้านสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีคุณภาพต่อไป

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : เทศบาลนครเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

รองนายกฯ สั่งเร่งฟื้นฟูน้ำท่วมเชียงใหม่-เชียงรายด่วน

 

วันที่ 8 ตุลาคม 2567 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม (ศปช.) แถลงข่าวหลังประชุมคณะกรรมการประเมินสถานการณ์น้ำท่วมและดินโคลนถล่มว่า ในที่ประชุมได้มีการวิเคราะห์สถานการณ์และวางแผนการแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยการประชุมร่วมกันทั้งจากส่วนกลางและศูนย์บัญชาการส่วนหน้าในจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ ผ่านระบบออนไลน์ โดยมีการแจ้งประเด็นสำคัญ 5 ข้อเพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาและป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำในอนาคต

สาเหตุน้ำท่วมหนักเชียงใหม่และแม่สาย

นายภูมิธรรม เปิดเผยว่าสถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้เกิดจากฝนตกหนักในพื้นที่อำเภอเชียงดาวและอำเภอแม่ริมในวันที่ 3 และ 4 ตุลาคม โดยปริมาณน้ำฝนที่ตกครั้งนี้สูงเป็นประวัติการณ์ และมีความรุนแรงมากกว่าหลายร้อยปีที่ผ่านมา ทั้งยังเกิดเหตุการณ์ดินโคลนถล่มในอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ทำให้สถานการณ์อุทกภัยในครั้งนี้รุนแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้ และส่งผลกระทบในวงกว้าง นอกจากนี้น้ำจากอำเภอเชียงดาวที่ไหลมาถึงตัวเมืองเชียงใหม่ใช้เวลานานถึง 30 ชั่วโมง อำเภอแม่แตง 16 ชั่วโมง และอำเภอแม่ริม 6 ชั่วโมง ทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำปิงสะสมและเกิดน้ำล้นตลิ่ง

จำเป็นต้องสร้างเขื่อนป้องกันเมืองและแก้ปัญหาลำน้ำปิง

การประชุมครั้งนี้ได้ข้อสรุปว่าจำเป็นต้องสร้าง เขื่อนขนาดเล็ก เพื่อป้องกันพื้นที่ตัวเมืองเชียงใหม่ พร้อมทั้งให้กระทรวงมหาดไทยและจังหวัดเชียงใหม่ดำเนินการศึกษาความเป็นไปได้ นอกจากนี้ยังพบว่าแม่น้ำปิงมีความตื้นเขินและคดเคี้ยว ส่งผลต่อการระบายน้ำ ทำให้กรมโยธาธิการและผังเมือง รวมถึงกรมเจ้าท่าและกรมปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องร่วมมือกันในการศึกษาเส้นทางน้ำและปรับปรุงพื้นที่ลุ่มน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมในอนาคต

ฟื้นฟูป่าต้นน้ำและจัดการพื้นที่ลุ่มน้ำปิง

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่นายภูมิธรรมกล่าวถึงคือ ปริมาณฝนที่ตกติดต่อกันถึง 5 วันในพื้นที่ลุ่มน้ำปิง ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1A และ 1B ส่งผลให้ป่าต้นน้ำไม่สามารถกักเก็บน้ำได้ดีเหมือนในอดีต เนื่องจากมีการบุกรุกและใช้ประโยชน์ในพื้นที่ผิดกฎหมายมากถึง 5% ทำให้การกักเก็บน้ำลดลง จึงมีคำสั่งให้กรมอุทยานแห่งชาติและกระทรวงมหาดไทยดำเนินการฟื้นฟูป่าต้นน้ำในพื้นที่อย่างจริงจัง

สร้างแผนแก้ไขปัญหาระยะยาวและระยะสั้น

จากสถานการณ์ดังกล่าว นายภูมิธรรมได้มอบหมายให้ที่ประชุมพิจารณาจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อศึกษาแผนการแก้ไขปัญหาในระยะยาวและเฉพาะหน้า โดยมีนายปลอดประสพ สุรัสวดี เป็นที่ปรึกษา เพื่อจัดทำแผนและข้อเสนอแนะต่าง ๆ ภายใน 3 เดือน เพื่อให้สามารถรับมือกับภัยพิบัติในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายได้อย่างรวดเร็ว โดยตั้งเป้าฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยในอำเภอแม่สายที่ได้รับความเสียหายจำนวน 753 หลังคาเรือน ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ตุลาคมนี้ ซึ่งขณะนี้สามารถฟื้นฟูได้แล้ว 418 หลัง หรือคิดเป็น 56%

ยืนยัน “น้ำไม่ท่วมกรุงเทพฯ” เหตุการณ์แบบปี 54 จะไม่เกิดขึ้น

นายภูมิธรรมยืนยันว่า สถานการณ์น้ำท่วมในปีนี้จะไม่เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเหมือนปี 2554 โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล เนื่องจากปริมาณน้ำในเขื่อนเจ้าพระยาและเขื่อนภูมิพลยังคงสามารถรองรับได้ และมีการบริหารจัดการระบายน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งขอความร่วมมือจากประชาชนให้ติดตามข่าวสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และไม่แชร์ข้อมูลที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดหรือสร้างความตื่นตระหนกในสังคม

เร่งฟื้นฟูอาชีพและเกษตรกรรมในพื้นที่ประสบภัย

นอกจากนี้ในที่ประชุมยังมีการเสนอแผนการฟื้นฟูอาชีพและเกษตรกรรมในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ โดยประสานงานร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อพิจารณางบประมาณในการซ่อมแซมฟื้นฟูพื้นที่การเกษตร รวมถึงการจัดการผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ได้รับความเสียหาย โดยมีการแบ่งแผนเป็นระยะยาวและเฉพาะหน้าเพื่อให้ความช่วยเหลือเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม

บทสรุป: วางแผนระยะยาว รับมือภัยพิบัติอย่างยั่งยืน

จากการประชุมในครั้งนี้ นายภูมิธรรมได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการวางแผนการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติอย่างมีระบบและยั่งยืน โดยต้องประสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการจัดการลำน้ำปิง การสร้างเขื่อนป้องกันเมือง และการฟื้นฟูป่าต้นน้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมซ้ำซากในพื้นที่ภาคเหนือ และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่าภัยพิบัติครั้งนี้จะถูกแก้ไขและฟื้นฟูได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม (ศปช.)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News