Categories
TOP STORIES

เช็ก 93 ประเทศ “ฟรีวีซ่า” อยู่ไทยได้ไม่เกิน 60 วัน ทั้งหมดที่นี่

 

เมื่อวันที่ 16 ก.ค. 2567 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศกระทรวงมหาดไทย กำหนดรายชื่อประเทศและดินแดนที่ผู้ถือหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง ซึ่งเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเพื่อการท่องเที่ยว ทำงาน หรือการติดต่อธุรกิจระยะสั้น ได้รับการยกเว้นการตรวจลงตรา และให้อยู่ในราชอาณาจักรได้ไม่เกิน 60 วัน เป็นกรณีพิเศษ

โดยประเทศไทยได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โรคโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อสภาวะเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้การส่งเสริมกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ของนักธุรกิจและภาคการท่องเที่ยวถดถอย

เมื่อภาคการท่องเที่ยว รวมทั้งการค้าการลงทุน เป็นกลไกหนึ่งที่จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมของไทย จึงมีความจำเป็นที่จะต้องดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ และส่งเสริมให้นักธุรกิจจากต่างประเทศซี่งมีศักยภาพด้านเศรษฐกิจในประเทศไทยสูง ได้รับความสะดวกยิ่งขึ้นในการเดินทางเข้าราชอาณาจักรเพื่อการท่องเที่ยว ทำงาน หรือการติดต่อธุรกิจระยะสั้น

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 87/25657 เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมผู้รักษาการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจ ลงวันที่ 10 กรกฎาคม พุทธศักราช 2557 และมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2567 ออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2567 เป็นต้นไป

ข้อ 2 ให้กำหนดรายชื่อประเทศและดินแดนที่ผู้ถือหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทน หนังสือเดินทางซึ่งเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเพื่อการท่องเที่ยว ได้รับการยกเว้นการตรวจลงตรา และให้อยู่ในราชอาณาจักรได้ไม่เกินหกสิบวัน ดังนี้

 

  1. สาธารณรัฐแอลเบเนีย
  2. ราชรัฐอันดอรร์รา
  3. เครือรัฐออสเตรเลีย
  4. สาธารณรัฐออสเตรีย
  5. ราชอาณาจักรบาห์เรน
  6. ราชอาณาจักรเบลเยียม
  7. ราชอาณาจักรภูฏาน
  8. สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล
  9. บรูไนดารุสซาลาม
  10. สาธารณรัฐบัลแกเรีย
  11. ราชอาณาจักรกัมพูชา
  12. แคนาดา
  13. สาธารณรัฐประชาชนจีน (รวมทั้งฮ่องกง มาเก๊า ไต้หวัน)
  14. สาธารณรัฐโคลอมเบีย
  15. สาธารณรัฐโครเอเชีย
  16. สาธารณรัฐคิวบา
  17. สาธารณรัฐไชปรัส
  18. สาธารณรัฐเช็ก
  19. ราชอาณาจักรเดนมาร์ก
  20. เครือรัฐดอมินีกา
  21. สาธารณรัฐโดมินิกัน
  22. สาธารณรัฐเอกวาดอร์
  23. สาธารณรัฐเอสโตเนีย
  24. สาธารณรัฐฟีจี
  25. สาธารณรัฐฟินแลนด์
  26. สาธารณรัฐฝรั่งเศส
  27. จอร์เจีย
  28. สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี
  29. สาธารณรัฐกัวเตมาลา
  30. สาธารณรัฐเฮลเลนิก
  31. ฮังการี
  32. สาธารณรัฐไอซ์แลนด์
  33. สาธารณรัฐอินเดีย
  34. สาธารณรัฐอินโดนีเชีย
  35. ไอร์แลนด์
  36. รัฐอิสราเอล
  37. สาธารณรัฐอิตาลี
  38. จาเมกา
  39. ญี่ปุ่น
  40. ราชอาณาจักรฮัชไมต์จอร์แดน
  41. สาธารณรัฐคาซัคสถาน
  42. สาธารณรัฐเกาหลี
  43. สาธารณรัฐคอซอวอ
  44. รัฐคูเวต
  45. สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
  46. สาธารณรัฐสัตเวีย
  47. ราชรัฐลิกเตนสไตน์
  48. สาธารณรัฐลิทัวเนีย
  49. ราชรัฐลักเชมเบิร์ก
  50. มาเลเซีย
  51. สาธารณรัฐมัลดีฟส์
  52. สาธารณรัฐมอลตา
  53. สาธารณรัฐมอริเชียส
  54. สหรัฐเม็กซิโก
  55. ราชรัฐโมนาโก
  56. มองโกเลีย
  57. ราชอาณาจักรโมร็อกโก
  58. ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์
  59. นิวซีแลนด์
  60. ราชอาณาจักรนอร์เวย์
  61. รัฐสุลต่านโอมาน
  62. สาธารณรัฐปานามา
  63. รัฐเอกราชปาปัวนิวกินี
  64. สาธารณรัฐเปรู
  65. สาธารณรัฐฟิลิปปีนส์
  66. สาธารณรัฐโปแลนด์
  67. สาธารณรัฐโปรตุเกส
  68. รัฐกาตาร์
  69. โรมาเนีย
  70. สหพันธรัฐรัสเซีย
  71. สาธารณรัฐซานมารีโน
  72. ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย
  73. สาธารณรัฐสิงคโปร์
  74. สาธารณรัฐสโลวัก
  75. สาธารณรัฐสโลวีเนีย
  76. สาธารณรัฐแอฟริกาใต้
  77. ราชอาณาจักรสเปน
  78. สาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา
  79. ราชอาณาจักรสวีเดน
  80. สมาพันธรัฐสวิส
  81. ราชอาณาจักรตองกา
  82. สาธารณรัฐตรินิแดดและโตเบโก
  83. สาธารณรัฐตุรกี
  84. ยูเครน
  85. สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
  86. สหราชอาณาจักร
  87. สหรัฐอเมริกา
  88. สาธารณรัฐโอเรียนทัลอุรุกวัย
  89. สาธารณรัฐอุซเบกิสถาน
  90. สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม

ข้อ 3 ผู้ถือหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางสัญชาติตามที่กำหนดไว้ในข้อ 2 ซึ่งจะเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว เพื่อทำงานหรือติดต่อธุรกิจระยะสั้นตามที่กำหนดไว้ในประกาศกรมการจัดหางานว่าด้วยการกำหนดงานอันมีลักษณะจำเป็นหรือเร่งด่วนหรืองานเฉพาะกิจให้ได้รับการยกเว้นการตรวจลงตรา และให้อยู่ในราชอาณาจักรได้ไม่เกิน 60 วัน

ข้อ 4 ในกรณีที่คนต่างด้าวประสงค์จะขออยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวต่อไปภายหลังจากที่ครบกำหนดเวลาอนุญาตตามประกาศนี้แล้ว ก่อนครบกำหนดเวลาอนุญาต ให้คนต่างด้าวดำเนินการยื่นขอขยายระยะเวลาอนุญาตตามที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองกำหนด และให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองประทับตราขยายระยะเวลาอนุญาตให้คนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรต่อไปได้อีกไม่เกิน 30 วัน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

อบจ.เชียงราย ร่วมกำจัดวัชพืชหนองมน แก้ไขภัยแล้งป้องกันน้ำท่วม อ.ขุนตาล

 

เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2567 เวลา 14.00 น. นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย เป็นประธานเปิดกิจกรรมกำจัดผักตบชวาและวัชพืชในแหล่งน้ำสาธารณะ พร้อมด้วยนายชัยสิทธิ์ ชัยเนตร เลขานุการนายก อบจ.เชียงราย ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม พบปะประชาชน และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ดำเนินการขุดลอกกำจัดผักตบชวาและวัชพืชในพื้นที่หนองมน โดยมีนายจำนงค์ มินทขัติ นายกเทศมนตรีตำบลป่าตาล กล่าวรายงาน ณ หนองมน บ้านป่าข่า หมู่ที่ 8 ต.ป่าตาล อ.ขุนตาล จ.เชียงราย

เนื่องจากปัญหาผักตบชวาที่อยู่ตามแหล่งน้ำสาธารณะ ที่ก่อให้เกิดปัญหาการกีดขวางการไหลของน้ำในฤดูน้ำหลาก จึงทำให้เกิดน้ำท่วมขัง เกิดการตื้นเขินในแหล่งกักเก็บน้ำ สร้างความเดือดร้อนและส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพ ของประชาชนในพื้นที่
 
ในการนี้ อบจ.เชียงราย ได้ให้การสนับสนุนเครื่องจักรกลยานพาหนะ (รถเทรลเลอร์) พร้อมเจ้าหน้าที่ สำหรับขนย้ายเครื่องจักรกลและเรือกำจัดผักตบชวา ของสำนักโยธาธิการและผังเมืองเชียงราย โดยได้รับการประสานงานจาก ทต.ป่าตาล ซึ่งเป็นการบูรณาการร่วมกันของหน่วยงานภาครัฐเพื่อแก้ไขปัญหาและบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนใน ต.ป่าตาล อ.ขุนตาล และพื้นที่ใกล้เคียง เปิดทางน้ำไหล เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ และป้องกันน้ำท่วม เตรียมพร้อมรับมือฤดูฝนที่กำลังมาถึง
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : อบจ.เชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

สปก.จังหวัดเชียงราย มอบโฉนดเพื่อการเกษตร 72 ฉบับ

 

เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2567 นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธีมอบโฉนดเพื่อการเกษตร ให้แก่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน จำนวน 72 ฉบับ ตามโครงการมอบโฉนดเพื่อการเกษตร จำนวน 72,000 ฉบับ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 67 ที่ห้องประชุมประดู่แดง 1 อาคารพลเอกสำเภา ชูศรี มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ตำบลท่าสุด อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย โดยมี รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง หัวหน้าส่วนราชการสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วมพิธีในครั้งนี้ด้วย


        นายชำนาญ บุญประเสริฐ ปฏิรูปที่ดินจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระบรมชนาการธิเบศร  มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานที่ดินทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ให้ ส.ป.ก. นำมาดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินให้กับประชาชนผู้ยากไร้ ปัจจุบัน ส.ป.ก. มีที่ดินพระราชทานในเขตปฏิรูปที่ดิน จำนวน 5 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดฉะเชิงเทรา นครปฐม นครนายก ปทุมธานี และจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยเมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 และ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2520 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งทรงดำรงพระราชอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินไปยังจังหวัดฉะเชิงเทรา นครนายก พระนครศรีอยุธยา และปทุมธานี เพื่อพระราชทานเอกสารสิทธิสัญญาเช่าที่ดิน ตามโครงการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมให้แก่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน และพระราชทานพระราชดำรัส ความว่า “ผู้ที่ได้รับมอบที่ดินสำหรับทำกิน พร้อมทั้งเอกสารแสดงสิทธิ์ในที่ดินนั้นอย่างถูกต้อง ครบถ้วนและ ควรจะถื่อว่าแต่ละคนมีภาระอย่างยิ่งที่จะดูแลรักษาและพัฒนาที่ดินของตนเอง ให้เกิดประโยชน์อย่างดีที่สุด ด้วยความตั้งใจจริง อดทนขยันหมั่นเพียร และซื่อสัตย์สุจริต ทั้งต้องอยู่ร่วมกันด้วยความเมตตาปรองดองกัน และยึดมั่นในสามัคคีธรรมให้มั่นคง โดยถือเอาประโยชน์ส่วนรวมเป็นจุดหมายสำคัญอันสูงสุดตามพระบรมราโชวาท เพื่อสามารถสร้างความสำเร็จให้แก่ตนเอง และเพื่อสามารถรักษาแผ่นดินของเราไว้ให้มั่นคงตลอดไป 


        โดยทาง ส.ป.ก. ได้ดำเนินงานด้านการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม โดยยึดมั่นและน้อมนำแนวทางพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาปรับใช้ในการดำเนินงานเพื่อพัฒนาพื้นที่ปฏิรูปที่ดิน บนเนื่อที่ กว่า 40 ล้านไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 72 จังหวัด ซึ่งจัดให้เกษตรกรกว่า 2.90 ล้านราย ได้มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง สามารถขจัดความยากจน และยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรพร้อมกับคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม ทั้งนี้ ส.ป.ก. ได้ปรับปรุงหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินจาก (ส.ป.ก. 4-01) เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร ซึ่งเป็นการดำเนินงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เพื่อปรับปรุงสิทธิ์ และการถือครองที่ดินเพื่อเกษตรกรรม อีกทั้งส่งเสริมการพัฒนาอาชีพเกษตรกรรม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
SPORT

เปตองการกุศลท่าเรือโอเพ่น รายได้มอบ รพ.สมเด็จพระยุพราชเชียงของ

 

เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2567 พลอากาศเอก จอม รุ่งสว่าง องคมนตรี ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขันเปตองการกุศล “ท่าเรือโอเพ่น” ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถ้วยพระราชทานสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สำหรับมอบให้แก่ทีมชนะเลิศการแข่งขันกีฬาเปตองการกุศล “ท่าเรือโอเพ่น” ประจำปี 2567 โดยมีนายไพบูลย์ ศิริภาณุเสถียร และนายจำเริญ โพธิยอด กรรมการ กทท. นายเกรียงไกร ไชยศิริวงศ์สุข ผู้อำนวยการ กทท. ผู้บริหาร และพนักงาน กทท. ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ลูกค้า คู่ค้า ผู้ประกอบการ คณะกรรมการตัดสินจากสมาคมเปตองแห่งประเทศไทย นักกีฬาเปตอง และสื่อมวลชน เข้าร่วมพิธีฯ ณ สนามเปตอง กทท. คลองเตย กทม.

 

สำหรับการจัดการแข่งขันฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ครบ 6 รอบ 72 พรรษา และเพื่อดำรงไว้ซึ่งประเพณีของการจัดการแข่งขันฯ ที่มีมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2531 รวมทั้งเพื่อสืบสานพระราชปณิธานในการเผยแพร่กีฬาเปตองหรือกีฬาสมเด็จย่าให้เป็นที่แพร่หลายในประเทศไทย เนื่องจากกีฬาเปตองสามารถเล่นง่าย เล่นได้ทุกเพศทุกวัย ช่วยฝึกการใช้ความคิด สติปัญญา และการวางแผน รวมทั้งใช้อุปกรณ์และค่าใช้จ่ายน้อย เหมาะสำหรับคนไทย ทั้งนี้รายได้ทั้งหมดโดยไม่หักค่าใช้จ่ายจะนำไปมอบให้แก่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเชียงของ จังหวัดเชียงราย เพื่อนำไปจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพในการรักษาประชาชน ในปีนี้มีนักกีฬาสมัครเข้าร่วมการแข่งขันฯ จำนวนกว่า 300 ทีม เป็นนักกีฬาจากทั้งภายในและต่างประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซียและฝรั่งเศส นอกจากนี้ยังมีนักกีฬาในระดับแชมป์ประเทศไทยและแชมป์โลกเข้าร่วมการแข่งขันด้วย ซึ่งจะทำการแข่งขันฯ รวม 5 ประเภท ได้แก่ ทีมชาย 3 คน ทีมหญิง 3 คน ทีมเยาวชน 3 คน คู่ผสมอาวุโส 2 คน และคู่ยุวชน 2 คน

 

ผู้ชนะเลิศประเภททีมชาย 3 คน จะได้รับถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมเงินบำรุงทีม 30,000 บาท ผู้ชนะเลิศประเภททีมหญิง 3 คน จะได้รับถ้วยพระราชทานสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พร้อมเงินบำรุงทีม 15,000 บาท ผู้ชนะเลิศทีมเยาวชน 3 คน จะได้รับถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเงินบำรุงทีม 8,000 บาท สำหรับทีมชนะเลิศประเภทอื่นๆ จะได้รับถ้วยรางวัลจากการท่าเรือฯ และงบประมาณบำรุงทีมเช่นกัน

 

“กทท. พร้อมเปิดสนามให้การต้อนรับและขอขอบคุณนักกีฬาทุกท่านที่ได้ให้ความสนใจเข้าร่วมการแข่งขันเปตองครั้งนี้ ถือเป็นการเปิดโอกาสให้เยาวชน ประชาชน และผู้สูงอายุ เข้าร่วมการแข่งขันฯ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นขององค์กรในการสนับสนุนกิจกรรมที่ส่งเสริมสุขภาพของประชาชนและสร้างความสามัคคี นอกจากนี้ยังเป็นการสนับสนุนกิจกรรมที่มีประโยชน์ต่อสังคมช่วยเหลือด้านสาธารณกุศลอีกด้วย” ผู้อำนวยการ กทท. กล่าว

 

เรือเอก ทองสี ตะมะโคตร แชมป์เปตองโลก 8 สมัย กล่าวว่า “เหตุผลที่เลือกมาแข่งขันในสนามแห่งนี้ เนื่องจากเป็นสนามที่มีความอบอุ่น เป็นกันเอง เป็นเสมือนบ้านที่ตนต้องการเข้าร่วมแข่งขันในทุกครั้ง และเป็นการฝึกพัฒนาตนเองไปด้วย เพราะนักกีฬาที่ร่วมแข่งในบ้านการท่าเรือฯนี้ เป็นนักกีฬาระดับแถวหน้าของประเทศ นอกจากนี้ยังเป็นสนามที่เปิดโอกาสให้เยาวชนมาร่วมแข่งขันเพื่อพัฒนาฝีมือและก้าวไปเป็นนักกีฬาทีมชาติในรุ่นต่อไป นับเป็นสิ่งที่ดีและจะช่วยต่อยอดกีฬาเปตองได้อย่างแพร่หลายต่อไป”

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

มรภ.เชียงราย คว้า “รางวัลชนะเลิศ” แข่งขันสุนทรพจน์และความรู้ภาษาจีน

 

เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2567 นักศึกษาคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มรภ.เชียงราย คว้า “รางวัลชนะเลิศ”การแข่งขันประกวดสุนทรพจน์และความรู้ภาษาจีน(รอบชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย)

โดยนางสาวนาวะ จะชี นักศึกษาโปรแกรมวิชาภาษาจีน คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย คว้ารางวัลชนะเลิศ การแข่งขันประกวดสุนทรพจน์และความรู้ภาษาจีน ระดับอุดมศึกษา “สะพานจีน” ครั้งที่ 23 รอบชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย ภายใต้หัวข้อ“天下一家”(One World,One Family) โดยจะเป็นตัวแทนระดับประเทศไทยเพื่อเข้าแข่งขันต่อที่สาธารณรัฐประชาชนจีน ในลำดับต่อไป

โครงการดังกล่าวจัดขึ้น ณ ห้อง 1-301 อาคารอาทิตย์อุไรรัตน์ (อาคาร 1) มหาวิทยาลัยรังสิต สำหรับการแข่งขัน “สะพานสู่ภาษาจีน” โดยในปีนี้มีนักศึกษา 30 คน จากสถาบันระดับอุดมศึกษา 17 แห่ง ทั่วประเทศ ซึ่งโครงการนี้จัดขึ้นโดยสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำราชอาณาจักรไทยและกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ดำเนินการโดยสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และศูนย์แลกเปลี่ยนและส่งเสริมความร่วมมือด้านภาษาจีนระหว่างประเทศ สำนักงานกรุงเทพฯ

การคว้ารางวัลชนะเลิศในครั้งนี้ไม่เพียงเป็นความภูมิใจของนางสาวนาวะ จะชี และมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายเท่านั้น แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักศึกษาไทยคนอื่นๆ ในการศึกษาภาษาจีนและการพัฒนาทักษะที่สามารถนำไปใช้ในอนาคต

นางสาวนาวะ จะชี ได้แสดงความสามารถในการสื่อสารภาษาจีนและความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมจีนได้อย่างน่าประทับใจ ตลอดการแข่งขัน เธอได้ใช้ความสามารถในการสื่อสารและการนำเสนอที่ยอดเยี่ยม สร้างความประทับใจให้กับคณะกรรมการและผู้ชม

การแข่งขัน “สะพานสู่ภาษาจีน” มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างประเทศ รวมถึงเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน การที่นักศึกษาไทยสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศในครั้งนี้ ถือเป็นการยืนยันถึงความสามารถและความมุ่งมั่นในการศึกษาและพัฒนาทักษะด้านภาษาจีน

ขอแสดงความยินดีกับนางสาวนาวะ จะชี และมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายที่ได้รับเกียรติในครั้งนี้

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

PDPC สร้างปรากฏการณ์ใหม่ ระดับนานาชาติ “ป้องกัน-ระวัง-เข้าใจ”

 

เมื่อวันที่ 14 ก.ค. 67 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC ขานรับนโยบาย DE เดินหน้าทำงานในเชิงรุก ยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลสู่ระดับสากล พร้อมสร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่ด้วยการเปิดเวทีระดับนานาชาติ  จัดเสวนาสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับกฎหมายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลระดับนานาชาติ “PDPA International Conference 2024 : Key Global Trends in Data Privacy”  เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนชาวไทยและต่างชาติร่วมกัน “ป้องกัน-ระวัง-เข้าใจ” การละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล ภายใต้แคมเปญ Take Control of your Data #ตะโกนให้โลกรู้ข้อมูลส่วนตัวสำคัญที่สุด โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย PDPA จากหลายประเทศทั่วโลกเข้าร่วมเสวนาถกประเด็นข้อสงสัย พร้อมให้ข้อมูลความรู้แบบจัดเต็ม นอกจากนี้ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานในงานแถลงข่าวและร่วมกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Key Global Trends in Data Privacy”

                             

            นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ DE ตระหนักถึงความสำคัญของการละเมิดข้อมูลส่วนตัวเป็นอย่างมาก ที่ผ่านมาได้มอบหมายให้ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC ทำงานในเชิงรุก เพื่อกระตุ้นให้ภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงประชาชน ตระหนักถึงความสำคัญของข้อมูลส่วนตัวที่เปรียบเสมือนสมบัติล้ำค่า ดังนั้นที่ผ่านมา กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จึงได้วางนโยบายการทำงานให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน ยุคที่ธุรกิจและการตลาดขับเคลื่อนด้วยข้อมูล หรือการนำ Big Data และ AI มาใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก พร้อมกับการถ่ายโอน หรือแบ่งปันข้อมูลส่วนบุคคลระหว่างประเทศ นำไปสู่การเข้าถึง และการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลในมิติต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น ซึ่งการเปิดเผยหรือการใช้งานข้อมูลในทางที่ผิดทำให้เกิดการตื่นตัว และความตระหนักรู้ทั่วโลกเกี่ยวกับสิทธิในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงบทบาทและความรับผิดชอบของผู้ที่มีหน้าที่ตามกฎหมายในการจัดการข้อมูลส่วนบุคคล และการบังคับใช้กฎหมายโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

                             

กฎหมาย PDPA ถอดแบบมาจากกฎหมายต้นแบบอย่างกฎหมาย GDPR (General Data Protection Regulation) ซึ่งเป็นกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสหภาพยุโรป วัตถุประสงค์ของการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ไม่ประสงค์ดีทำการแฮ็กข้อมูลหรือละเมิดความเป็นส่วนตัว เพื่อข่มขู่หวังผลประโยชน์จากทั้งจากตัวเจ้าของข้อมูลเองหรือจากบุคคลที่ดูแลข้อมูล โดยกฎหมายนี้ได้เริ่มบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบเมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2565 เป็นกฎหมายที่ให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ รูปถ่าย บัญชีธนาคาร อีเมล ไอดีไลน์ บัญชีผู้ใช้ของเว็บไซต์ ลายนิ้วมือ ประวัติสุขภาพ เป็นต้น ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สามารถระบุถึงตัวเจ้าของข้อมูลนั้นได้ อาจเป็นได้ทั้งข้อมูลในรูปแบบเอกสาร กระดาษ หนังสือ หรือจัดเก็บในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้

 

นายประเสริฐ กล่าวอีกว่า เรื่องของการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เป็นเรื่องที่รัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เราได้กำหนดแนวทางและมาตรการยกระดับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศ โดยให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPC ดำเนินการแบบเชิงรุก ให้ความรู้ “ป้องกัน-ระวัง-เข้าใจ” การละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลแก่ประชาชนทั่วไป หน่วยงานราชการ-ภาคธุรกิจที่จัดเก็บดูแลข้อมูล พร้อมกับการให้บริการสอบถาม ขอคำปรึกษา ร้องทุกข์ต่าง ๆ ในทุก ๆ ช่องทาง โดยมี Formwork ต่าง ๆ ถอดแบบมาจากประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นแนวทางที่ได้รับการยอมรับระดับสากล  

                             

การจัดเสวนาสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลระดับนานาชาติ “PDPA International Conference 2024 : Key Global Trends in Data Privacy” ในครั้งนี้ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้กับผู้ควบคุมข้อมูล ผู้ประมวลผลข้อมูล และประชาชนทั่วไป พร้อมทั้งมีเป้าหมายเพื่อยกระดับความเข้าใจเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในประเทศไทยให้เทียบเท่ากับมาตรฐานสากล

                             

            ทางด้าน ดร.ศิวรักษ์ ศิวโมกษธรรม เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กล่าวเสริมว่า การจัดเสวนาสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับกฎหมายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลระดับนานาชาติ “PDPA International Conference 2024 : Key Global Trends in Data Privacy”  เป็นการเปิดเวทีนานาชาติครั้งแรก เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยเฉพาะในหมู่ผู้ควบคุมข้อมูล ผู้ประมวลผลข้อมูล รวมถึงประชาชนทั่วไป เพื่อยกระดับความเข้าใจในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในประเทศไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานระดับสากล

                             

สำหรับหัวข้อสำคัญในการสนทนาครั้งนี้ คือเรื่อง “Unlocking the Power of ASEAN Model Contractual Clauses (MCCs)” เพื่อช่วยให้ผู้เข้าร่วมเข้าใจเงื่อนไข และข้อกำหนดในสัญญาที่สนับสนุนการโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปยังประเทศสมาชิกอาเซียนอย่างราบรื่นและปลอดภัย ผู้เข้าร่วมยังจะได้รับความรู้ที่มีคุณค่าจากผู้เชี่ยวชาญในกฎหมาย เทคโนโลยี และรัฐบาลเกี่ยวกับการใช้ ASEAN MCCs อย่างมีประสิทธิภาพ และการต่อสู้กับข้อจำกัดที่ท้าทาย ผู้เชี่ยวชาญทุกท่านจะรวมตัวกัน เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ต่อการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล การบริหารความสมดุลระหว่างนวัตกรรม AI และการคุ้มครองสิทธิของบุคคล ประเมินความเสี่ยงและหาวิธีการใช้งาน AI อย่างเหมาะสม เป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมาย PDPA

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

คาด ร่างพ.ร.บ.ชาติพันธุ์ จบเดือนนี้ ใช้เวลาพิสูจน์สัญชาติ 180 วัน เหลือ 5 วัน

 

เมื่อวันที่ 14 ก.ค. 67  นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นางสาวจิราพร  สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  นายจุลพันธ์  อมรวิวัฒน์  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง  พร้อมคณะ และน.ส.ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช สส.เชียงราย ลงพื้นที่ บ้านโป่งป่าแขม อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย โดยทันทีที่มาถึงตัวแทนชนเผ่าได้มอบเสื้อชนเผ่าอิ้วเมี่ยน หรือ เย้า ให้กับนายกฯ ซึ่งนายกฯได้สวมเสื้อดังกล่าวทันที จากนั้น ผู้นำชุมชนได้ต้อนรับตามประเพณีของชนเผ่า พร้อมเชิญนายกฯ และคณะ เข้าบ้านเพื่อจิบชาต้อนรับตามประเพณี ซึ่งอาหารที่ต้อนรับประกอบด้วยข้าวปุกงาหรือโมจิดอยซึ่งถือเป็นขนมจากสวรรค์ โดยผู้นำชุมชนหรือพ่อหลวง กล่าวว่า เป็นเกียรติซึ่งหมู่บ้านนี้อยู่มา 70 ปี เพิ่งมีผู้นำมาเยี่ยมถึงหมู่บ้าน และขออวยพรให้เป็นนายกฯไปนานๆ อยู่กับพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ไปนานๆ และขอให้เดินทางปลอดภัยมีสวัสดิภาพ ขณะที่นายกฯ ระบุว่า เป็นเกียรติที่ได้รับการต้อนรับ โดยบอกว่ามาในฐานะคนไทยไม่ได้มาในฐานะนายกฯ หรือคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้พร้อมรับฟังปัญหา เพื่อนำไปสู่การแก้ไข 

 

     จากนั้น นายกฯ ได้พบปะแลกเปลี่ยนปัญหาในพื้นที่ โดย ผู้นำชุมชนได้สะท้อนถึงปัญหาว่าชนเผ่าชาติพันธุ์ในพื้นที่ 77,729 ราย มี 19,432 ราย ไม่มีสัญชาติทำให้ถูกจำกัดสิทธิ์ ขณะที่เรื่องของสาธารณูปโภคพบว่าบางหมู่บ้านยังไม่มีไฟฟ้าใช้ ส่วนระบบสาธารณสุข ในส่วนของโรงพยาบาลแม่ฟ้าหลวง อยากให้มีการเพิ่มบุคลากรโรงพยาบาลแม่ฟ้าหลวง เพราะไม่เพียงพอต่อการบริการประชาชน 

 

ด้าน นายกรัฐมนตรี กล่าวกับชาวบ้านว่า เป็นครั้งแรกที่ได้มาเยือน ซึ่งได้การต้อนรับที่อบอุ่นได้เข้าบ้านของผู้นำชุมชน ประเพณีไทยถือว่าการต้อนรับให้เข้ามาอยู่ในบ้านถือเป็นเกียรติสูงสุด และถือว่าเราเป็นพวกเดียวกัน สำหรับปัญหาหลักเรื่องความไม่เสมอภาคเท่าเทียมที่พี่น้องชาติพันธุ์ถูกดูแลอย่างไม่ทั่วถึงมาโดยตลอด แต่ภายใต้การผลักดันของสส.ปิยะรัฐชย์ ที่มีความมุ่งมั่นในการผลักดันร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ชาติพันธุ์ที่ให้ความสำคัญเรื่องของสิทธิขั้นพื้นฐานเรื่องของสัญชาติ เพราะหากได้สัญชาติแล้วก็จะได้รับการดูแลที่ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุข การศึกษา และเรื่องต่างๆ ซึ่งรัฐบาลสัญญาว่าจะให้การพิสูจน์ทราบสัญชาติให้จบภายใน 5 วัน ไม่ใช่ 180 วัน แต่ขอเวลาอีกสักระยะและคาดว่าจะพิจารณาจบได้ภายในเดือน ก.ค.นี้ 

 

    นายกฯ กล่าวต่อว่า ส่วนโรงพยาบาลที่ไม่เพียงพอแน่นอนว่าทุกที่ไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือภาคใต้หรืออีสาน โรงพยาบาลก็ไม่พออยู่แล้ว รัฐบาลพยายามจัดสรรงบประมาณดูแลให้ทั่วถึง ส่วนเรื่องของไฟฟ้าสามารถยืนยันได้เลยว่าจะจัดการให้ เพราะถือเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ทุกคนพึงจะได้รับ เรื่องของการบริหารจัดการน้ำเป็นเรื่องสำคัญ เพราะการเกษตรเป็นเรื่องปัจจัยปัจจัยพื้นฐานที่ทำให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ทั้งจากการบริโภคและการค้าขาย วันนี้มีหน่วยงานราชการมาเยอะก็ขอฝากให้ดูแลพี่น้องชาติพันธุ์ให้มีความเสมอภาค และเท่าเทียมกับพี่น้องคนไทยทุกคน ขอย้ำว่าเป็นเกียรติอย่างยิ่ง และคิดว่าคงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่จะได้มา หวังว่าในระยะเวลาอันสมควรจะได้กลับมาอีกเพื่อมาดูความก้าวหน้า แต่ตอนนี้ให้พี่น้องข้าราชการปฏิบัติงานกันไปก่อน และหวังว่าจะได้รับการต้อนรับอย่างดีเหมือนที่เคยมา 

 

จากนั้น นายกรัฐมนตรีและคณะ รับฟังปัญหาในพื้นที่อำเภอแม่จัน และพบปะประชาชน ณ บ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติป่าตึง อ.แม่จัน จ.เชียงราย พร้อมเน้นย้ำให้ดูแลกลุ่มชาติพันธุ์อย่างเท่าเทียม 

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SPORT

สมาคมกีฬาฯเชียงราย จัดแข่งเทควันโด Taekwondo Championships 2024

 

วันที่ 13 กรกฎาคม 2567 นางรัตนา จงสุทธานามณี ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี (นายภูมิธรรม เวชยชัย) นายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วย นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย  คณะกรรมการบริหารสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดเชียงราย และ ฝ่ายกีฬาเทควันโด สมาคมกีฬาแห่งจังหวัดเชียงราย เปิดการแข่ง ขันกีฬาเทควันโด ชิงแชมป์ภาคเหนือ Chiangrai Taekwondo Championships 2024 ที่อาคารเชียงแสน ศูนย์ประชุมเทศบาลนครเชียงราย ตำบลริมกก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย

 


      โดยมีนักกีฬาเทควันโด ชายและหญิง อายุ 11-17 ปี เข้าร่วมในการแข่งขัน และมีผู้ปกครอง รวมทั้งทีมเทควันโดจาก 9 จังหวัดภาคเหนือ เดินทางมาให้กำลังใจและร่วมเชียร์ รวมประมาณ 1,000 คน ซึ่งการแข่งขัน แบ่งเป็น 3 ช่วงอายุ 11-12 ปี 13-14 ปี และ 15-17 ปี มีการแข่งขัน ภประเภท ประกอบด้วย ประเภทต่อสู้ ประเภทท่ารำ ประเภท เตะ speed และประเภท ชก speed

 


      นางรัตนา จงสุทธานามณี ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี (นายภูมิธรรม เวชยชัย) นายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า เป็นโอกาสอันดี ที่สมาคมกีฬาแห่งจังหวัดเชียงรายและเทศบาลนครเชียงราย ได้ร่วมกันยกระดับการพัฒนาศักยภาพ ส่งเสริมและสนับสนุนให้เด็กเยาวชน และประชาชนในเขตเทศบาลนครเชียงราย และจังหวัดเชียงราย ได้มีโอกาสในการพัฒนาทักษะในการเล่นกีฬาเทควันโด อันก่อให้เกิดความสมานสามัคคี มีพลานามัยสมบูรณ์ และมีสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน ซึ่งการจัดให้มีการแข่งขันกีฬาในครั้งนี้ จะทำให้เด็กเยาวชน ประชาชน ในจังหวัดเชียงราย และภาคเหนือตอนบน มีโอกาสได้ออกกำลังกายได้แสดงออกในทางที่ถูกต้อง และห่างไกลจากยาเสพติด และขอฝากข้อคิดให้กับนักกีฬาได้ตระหนักว่า การแข่งขันกีฬานั้น สิ่งสำคัญที่สุด 

 

คือการได้เข้าร่วมการแข่งขัน ซึ่งจะก่อให้เกิดประสบการณ์ทางด้านกีฬา และการออกกำลังกายไม่ว่าจะแพ้หรือชนะก็ตาม ขอให้นักกีฬาทุกคนภูมิใจว่า เราได้ทำหน้าที่ของเราอย่างดีที่สุดแล้ว เพราะผลที่จะตามมาก็คือ ทำให้เรารู้จักคำว่า “น้ำใจนักกีฬา” รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย ซึ่งต้องขอขอบคุณเทศบาลนครเชียงราย หน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชน และฝ่ายกีฬาเทควันโด สมาคมกีฬาแห่งจังหวัดเชียงราย ที่ได้ให้ความอนุเคราะห์สนับสนุน จัดการแข่งขันกีฬาเทควันโด ชิงแชมป์ภาคเหนือ Chiangrai Taekwondo Championships 2024 เพราะการจัดกิจกรรมยังสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดเชียงรายได้อีกระดับหนึ่ง

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

เซ็นทรัลเชียงราย จัดอบรมกากกาแฟ “จากกาก สู่แกร่ง” ช่วยลดขยะ

 

เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2567 ที่ผ่านมา ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย ณ ชั้น G ได้จัดอบรม Workshop ภายใต้โครงการ “จากกาก สู่แกร่ง” โดยมีนายสายัณห์ นักบุญ ผู้จัดการทั่วไป, นายพัฒนพล ศิริผลสมสุข เจ้าหน้าที่แผนก Safety & Security และแผนก CX (Customer Experience) ร่วมกันจัดกิจกรรมในครั้งนี้

 

การอบรมครั้งนี้เน้นไปที่การแปรรูปของเหลือใช้จากกากกาแฟ ซึ่งได้รับการเข้าร่วมจากผู้แทนของ Sub contract รปภ, พ่อบ้าน และแม่บ้าน ที่ทำงานในศูนย์การค้า โดยผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้วิธีการทำผลิตภัณฑ์จากกากกาแฟ ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ในชีวิตประจำวัน และยังช่วยลดปริมาณขยะที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

 

ในการอบรมครั้งนี้ มีการแนะนำวิธีการทำผลิตภัณฑ์จากกากกาแฟหลายประเภท อาทิ ก้อนสบู่ เทียนหอม กระถางต้นไม้น้ำ EM ก้อนเก็บกลิ่นไล่แมลง และสบู่เหลว โดยกากกาแฟที่ใช้ในการอบรมนี้ ได้รับจากร้านค้าภายในศูนย์การค้า ซึ่งเป็นวิธีการที่ช่วยในการนำของเหลือใช้กลับมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีประโยชน์

 

ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย ได้เห็นถึงความสำคัญของโครงการในการนำกากกาแฟมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ นอกจากจะช่วยลดปริมาณขยะแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมให้พนักงานและผู้ที่เกี่ยวข้องได้มีความรู้และทักษะใหม่ๆ ที่สามารถนำไปต่อยอดในอนาคตได้อีกด้วย”

 

ซึ่งโครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสรรค์ประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าและผู้มาใช้บริการในศูนย์การค้า รวมถึงเป็นการร่วมมือกันระหว่างแผนกต่างๆ ในการทำงานเพื่อให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดต่อสิ่งแวดล้อม”

 

การอบรมครั้งนี้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้เข้าร่วม ทุกคนได้มีโอกาสทดลองทำผลิตภัณฑ์ด้วยตัวเอง และได้เรียนรู้เทคนิคต่างๆ จากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ ทำให้เกิดความเข้าใจและสามารถนำความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันต่อไป

 

นอกจากนี้ การแปรรูปกากกาแฟยังเป็นแนวทางที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับของเหลือใช้ โดยเฉพาะในยุคที่การลดขยะและการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพเป็นเรื่องสำคัญ ทั้งนี้ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย ยังคงมุ่งมั่นในการจัดกิจกรรมและโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องต่อไป

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เคาะ 3 โครงการ งบประมาณ 111 ล้าน แก้ปัญหาแหล่งน้ำหนองฮ่าง อ.พาน

 

เมื่อวันที่ 13 ก.ค. 67 ที่โครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำหนองฮ่าง ต.ทานตะวัน อ.พาน จ.เชียงราย นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนางสาวจิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง และ และ น.ส.วิสาระดี เตชะธีระวัฒน์ น.ส.ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช สส. เชียงราย พรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่ ตำบลทานตะวัน อ.พาน จ. เชียงราย พบปะชาวบ้านพูดคุยประเด็นปัญหาการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ โครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำหนองฮ่าง

 

เพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้ง น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีชาวบ้านในพื้นที่ให้การต้อนรับจำนวนมาก และมีนักเรียนจากโรงเรียนป่าแดงวิทยา ตีกลองสะบัดชัยเพื่อเป็นการต้อนรับนายกฯ พร้อมมอบภาพวาดให้นายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้มอบลายเซ็นต์ และ ขอให้เก็บไว้เป็นที่ระลึก

 

 

จากนั้น ประชาชนในพื้นที่ ต.ทานตะวัน อได้สะท้อนปัญหาในพื้นที่ ว่า 40 กว่าปีก่อน พื้นที่นี้เป็นพื้นที่ทำมาหากินของปู่ย่าตายาย แต่เมื่อปี 2545 มีการขุดเกาะน้ำเป็น 3 เกาะ ทำให้ ชาวบ้านในพื้นที่ได้รับผลกระทบอย่างมากทั้งน้ำท่วมซ้ำซาก และน้ำแล้ง อีกทั้งไม่สามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้เพราะน้ำตื้นเขิน วันนี้จึงเป็นโอกาสดีที่นายกฯ และคณะลงพื้นที่เพื่อที่จะได้ช่วยพัฒนาพื้นที่ เพราะปี 67 ได้งบ 10 ล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอ ส่วนปี 68 ไม่มีงบ จึงอยากขอความเมตตาจากนายกฯ และคณะ ช่วยผลักดันงบประมาณให้ชาวบ้าน และขอให้หน่วยงานที่รับผิดชอบช่วยแก้ปัญหาอย่างบูรณาการ

 

ด้าน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ดีใจที่ได้มาที่นี่ครั้งแรกในบรรยากาศที่สบายๆ วันนี้เรามาครบทั้งกรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ และฝ่ายที่ดูแลเรื่องงบประมาณ เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าเรื่องของน้ำเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลให้ความมุ่งมั่นที่จะต้องดูแลให้ดีทุกพื้นที่ ซึ่งเรื่องน้ำท่วมน้ำแล้งตนได้ส่งทีมงานลงมาคุยในพื้นที่ก่อนล่วงหน้าแล้ว ดังนั้นเรื่องของการที่เราจะพัฒนาสนับสนุนเรื่องน้ำเพื่อการเกษตร อุปโภคบริโภค หรือการพัฒนาให้บริเวณนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเราจะสนับสนุนอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว ส่วนเรื่องของงบประมาณที่บอกว่ามีแค่ 10 ล้านบาท ส.ส.ในพื้นที่ก็ได้มีการมาพูดคุยกับตนหลายครั้งแล้ว เรื่องของงบประมาณเราเข้าใจว่า 10 ล้านบาท คงไม่เพียงพอ แต่เรามี 3 โครงการในพื้นที่จึงขอให้เติมศูนย์อีกตัวที่ไม่ใช่ 10 ล้านบาท แต่เป็น 110 ล้านบาท เราไม่ได้นิ่งนอนใจ และพยายามจะทำให้ดีต่อไป

 

หลังจากนายกฯ พูดคุยกับชาวบ้านเสร็จ น.ส.วิสาระดี ได้เซอร์ไพรส์วันเกิดนายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ซึ่งเป็นบิดาที่จะมีอายุครบ 68 ปีในวันพรุ่งนี้ (14 ก.ค.) โดยได้มอบเค้กและ ขอถ่ายรูปกับนายกฯ จากนั้น นายกฯ ได้เดินเยี่ยมชมบูธโอทอป ผลิตภัณฑ์ชุมชน และสินค้าทางการเกษตร ที่ชาวบ้านในพื้นที่นำมาแสดง และจำหน่าย ก่อนที่จะมอบพันธุ์ปลารับฟังบรรยายสรุปจากอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ และการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ซึ่งรัฐบาลได้อนุมัติงบกลางล่าสุดซึ่งจะทำให้เกษตรกรได้ประโยชน์กว่า 20,000 ไร่ โดยใช้น้ำระบบท่อ จากนั้นนายกฯ ได้ปลูกต้นรวงผึ้ง ต้นไม้ประจำรัชกาลที่ 10 เพื่อเป็นที่ระลึกกับชาวบ้าน ต.ทานตะวัน ด้วย

 

ทั้งนี้ นายภาดล ถาวรกฤชรัตน์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ ได้กล่าวกับนายกฯ ด้วยว่า จากที่ฝ่ายค้านเคยพูดโจมตีนายกฯ ว่างบกลางไม่ได้ประโยชน์ อันนี้ล่ะครับท่านเพิ่งอนุมัติพี่น้องชาว อ.พาน ได้ประโยชน์ทันที ซึ่งมี 3 โครงการ เดือนนี้จะประกาศจัดซื้อจัดจ้าง

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News