Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

‘บุญส่ง’ เตือนเชียงรายสั่งเฝ้าระวัง ภัยสารพิษอันตราย ‘แม่น้ำกก’

อำเภอเมืองเชียงรายออกหนังสือเร่งด่วนเตือนประชาชนริมแม่น้ำกก หลังพบสารหนูและตะกั่วปนเปื้อนเกินมาตรฐาน

เชียงราย, 5 เมษายน 2568 – นายบุญส่ง ตินารี นายอำเภอเมืองเชียงราย ได้ออกหนังสือเร่งด่วนระดับ “ด่วนที่สุด” ที่ ชร 0118.3/63 ลงวันที่ 5 เมษายน 2568 ถึงนายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน และผู้ใหญ่บ้านในเขตพื้นที่ติดแม่น้ำกก เพื่อแจ้งเตือนประชาชนให้ระวังการใช้น้ำจากแม่น้ำกก หลังพบการปนเปื้อนของสารโลหะหนักจำพวกสารหนู (Arsenic) และสารตะกั่ว (Lead) เกินค่ามาตรฐานน้ำผิวดิน จากผลการตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำในพื้นที่อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นต้นน้ำของแม่น้ำกก

ที่มาของปัญหาและการตรวจสอบ

กรณีดังกล่าวสืบเนื่องจากรายงานเมื่อปลายเดือนมีนาคม 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งพบว่าแม่น้ำกกในพื้นที่ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ มีสีขุ่นผิดปกติและมีตะกอนดินปนเปื้อนจำนวนมาก ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายจึงสั่งการให้สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย ประสานงานกับสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (เชียงใหม่) เพื่อลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำผิวดิน และดำเนินการตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำตามมาตรฐานแหล่งน้ำผิวดิน รวมถึงการตรวจวัดโลหะหนักและสารพิษ เช่น สารไซยาไนด์

ตัวอย่างน้ำผิวดินที่เก็บได้ถูกส่งไปยังกรมควบคุมมลพิษเพื่อวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ โดยผลการตรวจสอบเบื้องต้นจากสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (เชียงใหม่) ซึ่งได้รับการแจ้งเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2568 ระบุว่า น้ำในแม่น้ำกกบริเวณตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย มีการปนเปื้อนของสารหนูและสารตะกั่วในระดับที่เกินค่ามาตรฐานที่กำหนดสำหรับน้ำผิวดิน โดยค่ามาตรฐานของสารหนูอยู่ที่ 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร (mg/L) และสารตะกั่วอยู่ที่ 0.05 mg/L แต่ผลการตรวจพบระดับที่สูงกว่านี้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมหากมีการสัมผัสหรือบริโภคโดยตรง

หนังสือแจ้งเตือนและแนวทางปฏิบัติ

จากผลการตรวจสอบดังกล่าว นายบุญส่ง ตินารี นายอำเภอเมืองเชียงราย ได้ออกหนังสือเร่งด่วนถึงหน่วยงานท้องถิ่นในเขตอำเภอเมืองเชียงรายที่มีพื้นที่ติดกับแม่น้ำกก เพื่อให้ดำเนินการประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่โดยทันที ผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น เสียงตามสาย หอกระจายข่าว หรือสื่อออนไลน์ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบถึงสถานการณ์และปฏิบัติตามแนวทางป้องกันภัยจากน้ำปนเปื้อน ดังนี้:

  1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำจากแม่น้ำกกโดยตรง
    • ขอให้งดการสัมผัสน้ำหรือประกอบกิจกรรมทางน้ำในช่วงฤดูร้อน เช่น การเล่นน้ำหรือการจับสัตว์น้ำ
    • หากจำเป็นต้องสัมผัสน้ำ ขอให้ล้างร่างกายด้วยน้ำสะอาดทันทีหลังสัมผัส และระวังไม่ให้น้ำเข้าสู่ร่างกายผ่านทางอาหารหรือการดื่ม
  2. กลุ่มเสี่ยงให้หลีกเลี่ยงอย่างเด็ดขาด
    • ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการแพ้รุนแรง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำจากแม่น้ำกกโดยสิ้นเชิง เพื่อป้องกันอาการแพ้หรือผลกระทบต่อสุขภาพ
  3. น้ำประปายังปลอดภัยต่อการใช้งาน
    • ผู้ใช้น้ำประปาในเขตอำเภอเมืองเชียงรายสามารถวางใจได้ เนื่องจากการประปาส่วนภูมิภาคสาขาเชียงรายได้ยืนยันว่า กระบวนการผลิตน้ำประปามีระบบบำบัดที่ได้มาตรฐานตามองค์การอนามัยโลก (WHO) และมีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าน้ำประปายังคงปลอดภัยสำหรับการอุปโภคและบริโภค
  4. การเฝ้าระวังอาการผิดปกติ
    • หากประชาชนมีการบริโภคหรือสัมผัสน้ำจากแม่น้ำกกโดยตรง และเกิดอาการผิดปกติ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน อาการทางประสาทและกล้ามเนื้อ (เช่น ชักหรือสั่น) นอนไม่หลับ หรือท้องเสีย ขอให้รีบไปพบแพทย์ทันที เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม

นายอำเภอเมืองเชียงรายเน้นย้ำว่า การแจ้งเตือนนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชน และขอให้หน่วยงานท้องถิ่นดำเนินการประชาสัมพันธ์อย่างทั่วถึง โดยระบุในหนังสือว่า “จึงเรียนมาเพื่อทราบและพิจารณาดำเนินการ”

ความเสี่ยงต่อสุขภาพจากสารปนเปื้อน

สารหนูและสารตะกั่วเป็นโลหะหนักที่มีพิษรุนแรงต่อร่างกาย หากสัมผัสในระยะสั้นอาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองผิวหนัง ผื่นคัน หรือท้องเสีย แต่หากสะสมในร่างกายเป็นเวลานานอาจนำไปสู่โรคร้ายแรง เช่น มะเร็งผิวหนัง มะเร็งปอด หรือมะเร็งตับ ในกรณีของสารหนู และอาจส่งผลต่อระบบประสาท ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ หรือชัก ในกรณีของสารตะกั่ว ตามข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) การบริโภคสารหนูในปริมาณ 100 มิลลิกรัมอาจถึงแก่ชีวิตได้ ขณะที่ตะกั่วในระดับสูงอาจทำให้เสียชีวิตจากพิษเฉียบพลัน

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงรายได้ประสานงานกับหน่วยงานในพื้นที่เพื่อเฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพ โดยขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้ป่วยที่เชื่อมโยงกับการสัมผัสน้ำจากแม่น้ำกกในเขตอำเภอเมืองเชียงราย แต่ได้ขอความร่วมมือจากประชาชนให้ปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด

สาเหตุที่อาจเกี่ยวข้อง

การปนเปื้อนของสารหนูและตะกั่วในแม่น้ำกกอาจมีสาเหตุจากกิจกรรมเหมืองแร่ในเขตเมืองสาด รัฐฉานใต้ ประเทศเมียนมา ซึ่งเป็นบริเวณต้นน้ำของแม่น้ำกก สารหนูเป็น “เพื่อนแร่” (Associated Mineral) ที่มักพบร่วมกับแร่ทองคำตามธรรมชาติ และการทำเหมืองทองคำหากไม่มีการจัดการน้ำเสียอย่างเหมาะสม อาจปล่อยสารพิษลงสู่แหล่งน้ำได้ รายงานจากสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (เชียงใหม่) สันนิษฐานว่า การขุดเหมืองและการปล่อยตะกอนดินจากฝั่งเมียนมาอาจเป็นต้นตอของปัญหานี้ ซึ่งสอดคล้องกับการที่น้ำในแม่น้ำกกมีสีขุ่นผิดปกติในช่วงฤดูแล้ง

การดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงรายได้ประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง โดยผลการวิเคราะห์คุณภาพน้ำจากกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งคาดว่าจะได้รับภายใน 1-2 สัปดาห์ จะเป็นข้อมูลสำคัญในการกำหนดมาตรการแก้ไขเพิ่มเติม ขณะที่การประปาส่วนภูมิภาคสาขาเชียงรายได้เพิ่มการตรวจสอบคุณภาพน้ำดิบที่ใช้ผลิตน้ำประปา เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีสารพิษปนเปื้อนในระบบ

นอกจากนี้ อำเภอเมืองเชียงรายได้กำชับให้กำนันและผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ติดตามสถานการณ์ในชุมชน และรายงานหากพบปัญหาสุขภาพหรือสิ่งผิดปกติจากประชาชน เพื่อให้หน่วยงานสาธารณสุขสามารถเข้าไปดำเนินการได้ทันท่วงที

ผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม

แม่น้ำกกเป็นแหล่งน้ำสำคัญของประชาชนในจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ โดยเฉพาะในเขตอำเภอเมืองเชียงรายที่มีชุมชนตั้งอยู่ริมน้ำจำนวนมาก ประชาชนใช้แม่น้ำนี้เพื่อการเกษตร การประมง และบางส่วนใช้อุปโภคในครัวเรือน การปนเปื้อนของสารพิษอาจส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิต โดยเฉพาะเกษตรกรที่ต้องพึ่งพาน้ำจากแม่น้ำกกในการชลประทาน หากน้ำไม่สามารถใช้งานได้ อาจเพิ่มต้นทุนในการหาแหล่งน้ำทดแทน

ด้านสิ่งแวดล้อม สารหนูและตะกั่วที่ปนเปื้อนในน้ำอาจสะสมในห่วงโซ่อาหาร เช่น ปลาและสัตว์น้ำ ซึ่งเป็นแหล่งอาหารของชุมชน ส่งผลให้มีความเสี่ยงต่อสุขภาพในระยะยาวหากมีการบริโภคสัตว์น้ำจากแม่น้ำกกในช่วงนี้

แนวทางแก้ไขและความท้าทาย

การแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนในแม่น้ำกกมีความท้าทาย เนื่องจากต้นตออาจอยู่ในเขตประเทศเมียนมา ซึ่งอยู่นอกเหนืออำนาจการควบคุมของหน่วยงานไทย การเจรจาระหว่างประเทศจึงเป็นแนวทางระยะยาวที่จำเป็น เพื่อให้มีการจัดการมลพิษจากเหมืองแร่ในฝั่งเมียนมาอย่างเหมาะสม ส่วนในระยะสั้น หน่วยงานไทยมุ่งเน้นการแจ้งเตือนและป้องกันผลกระทบต่อประชาชน รวมถึงการตรวจสอบระบบน้ำประปาและแหล่งน้ำสำรองในพื้นที่

นายบุญส่ง ตินารี กล่าวว่า “เรากำลังทำทุกอย่างเพื่อปกป้องประชาชน แต่การแก้ปัญหาที่ต้นตอต้องอาศัยความร่วมมือระดับนานาชาติ ซึ่งอาจใช้เวลา ระหว่างนี้เราจะดูแลความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนให้ดีที่สุด”

สถิติที่เกี่ยวข้อง

  1. การปนเปื้อนสารหนูในแหล่งน้ำไทย: กรมทรัพยากรน้ำบาดาลระบุว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2563-2567) พบแหล่งน้ำบาดาลในภาคเหนือปนเปื้อนสารหนูเกินมาตรฐาน 12 แห่ง ส่วนใหญ่เกิดจากธรรมชาติและมลพิษจากมนุษย์ (ที่มา: รายงานคุณภาพน้ำบาดาล, 2567)
  2. มลพิษในแม่น้ำสายหลักของไทย: กรมควบคุมมลพิษรายงานว่า ในปี 2567 แม่น้ำสายหลักในประเทศไทย 22 สาย มีคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรม 8 สาย โดยส่วนหนึ่งเกิดจากการปนเปื้อนโลหะหนัก (ที่มา: รายงานสถานการณ์มลพิษน้ำ, 2567)
  3. ผลกระทบต่อสุขภาพจากสารหนู: องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ทั่วโลกมีผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำดื่มปนเปื้อนสารหนูมากกว่า 140 ล้านคน โดยในเอเชียพบมากที่สุด (ที่มา: WHO Arsenic Fact Sheet, 2023)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • อำเภอเมืองเชียงราย
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (เชียงใหม่)
  • กรมควบคุมมลพิษ
  • กรมทรัพยากรน้ำบาดาล
  • องค์การอนามัยโลก
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

พบแม่น้ำกกที่แม่อายปนเปื้อนสารหนู เชียงรายเตือน เลี่ยงใช้น้ำโดยตรง

สสจ.เชียงรายเตือนประชาชนเลี่ยงใช้น้ำแม่น้ำกก หลังพบสารหนูปนเปื้อนเกินมาตรฐาน

เชียงใหม่, 5 เมษายน 2568 – สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) เชียงราย ออกคำแนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการใช้น้ำจากแม่น้ำกกโดยตรง หลังมีการตรวจพบสารหนู (Arsenic) ปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐานในบริเวณต้นน้ำที่อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นจุดที่แม่น้ำกกไหลจากเมียนมาเข้าสู่ประเทศไทย ขณะนี้ผลการตรวจคุณภาพน้ำในเขตจังหวัดเชียงรายยังอยู่ระหว่างการรอผลอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดย สสจ.เชียงรายระบุว่า ยังไม่มีรายงานผลกระทบต่อสุขภาพในพื้นที่ แต่ได้ขอความร่วมมือจากประชาชนให้ปฏิบัติตามแนวทางป้องกันเพื่อความปลอดภัย

ความเป็นมาของปัญหา

แม่น้ำกกเป็นแหล่งน้ำสำคัญที่ไหลผ่านอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนเข้าสู่จังหวัดเชียงราย โดยผ่านอำเภอเมืองเชียงรายและอำเภอเชียงแสน ประชาชนในพื้นที่ใช้ประโยชน์จากแม่น้ำนี้ทั้งเพื่อการเกษตร การท่องเที่ยว และการผลิตน้ำประปา อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2568 สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (สคพ.1) เชียงใหม่ ได้เก็บตัวอย่างน้ำในแม่น้ำกกบริเวณอำเภอแม่อาย หลังพบว่าน้ำมีสีขุ่นผิดปกติและมีตะกอนดินปนเปื้อนจำนวนมาก ซึ่งต่างจากช่วงฤดูแล้งปกติที่น้ำมักใสสะอาด

ผลการตรวจสอบเบื้องต้นที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2568 โดยนายอาวีระ ภัคมาตร์ ผู้อำนวยการ สคพ.1 ระบุว่า น้ำในแม่น้ำกกบริเวณบ้านแก่งตุ้ม อำเภอแม่อาย ซึ่งเป็นจุดแรกที่แม่น้ำไหลจากเมียนมาเข้าสู่ไทย มีค่าสารหนูสูงถึง 0.026 มิลลิกรัมต่อลิตร (mg/L) เกินกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ 0.01 mg/L กว่าสองเท่า นอกจากนี้ยังตรวจพบสารหนูในจุดอื่น ๆ เช่น บ้านท่าตอน (0.012 mg/L) และบ้านผาใต้ (0.013 mg/L) ซึ่งทั้งหมดเกินค่ามาตรฐานเช่นกัน

นอกจากสารหนูแล้ว ยังพบสารตะกั่ว (Lead) ในระดับ 0.076 mg/L ที่จุดบ้านแก่งตุ้ม ซึ่งเกินค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ที่ 0.05 mg/L รวมถึงค่าความขุ่นสูงถึง 988 NTU (หน่วยวัดความขุ่น) ซึ่งสูงเกินกว่าค่ามาตรฐานทั่วไปที่ 100 NTU อย่างมาก ส่งผลให้แหล่งน้ำอยู่ในเกณฑ์ “เสื่อมโทรม” และไม่เหมาะสำหรับการอุปโภคหรือบริโภค

สาเหตุที่อาจเกี่ยวข้อง

นายอาวีระระบุว่า สารหนูและตะกั่วที่พบในแม่น้ำกกอาจมีที่มาจากการทำเหมืองแร่ทองคำในเขตเมืองสาด รัฐฉานใต้ ประเทศเมียนมา ซึ่งอยู่บริเวณต้นน้ำของแม่น้ำกก โดยสารหนูถือเป็น “เพื่อนแร่” (Associated Mineral) ที่มักพบร่วมกับแร่ทองคำตามธรรมชาติ การขุดเหมืองและกระบวนการแยกแร่อาจปล่อยสารหนูและโลหะหนักอื่น ๆ ลงสู่แหล่งน้ำ หากไม่มีการจัดการที่เหมาะสม น้ำเสียจากเหมืองอาจไหลลงสู่แม่น้ำกกและส่งผลกระทบข้ามพรมแดนมาถึงไทย

รายงานจากชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียงเหมืองฝั่งเมียนมาเผยว่า มีการขุดเปิดหน้าดินในบริเวณกว้างและปล่อยตะกอนดินลงสู่แม่น้ำ ซึ่งสอดคล้องกับภาพถ่ายที่แสดงให้เห็นถึงกิจกรรมเหมืองขนาดเล็กที่ดำเนินการโดยนักธุรกิจภายใต้การอนุญาตของกองกำลังทหารว้า (United Wa State Army – UWSA) ความขุ่นของน้ำและการปนเปื้อนของสารพิษจึงอาจเป็นผลโดยตรงจากกิจกรรมดังกล่าว

ผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

สารหนูเป็นโลหะหนักที่มีพิษรุนแรง หากสัมผัสในระยะสั้นอาจทำให้เกิดผื่นคัน ระคายเคืองผิวหนัง หรือท้องเสีย หากสะสมในร่างกายเป็นเวลานานอาจนำไปสู่โรคมะเร็งผิวหนัง มะเร็งปอด หรือมะเร็งตับได้ ตามข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) การบริโภคสารหนูในปริมาณ 100 มิลลิกรัมสามารถถึงแก่ชีวิตได้ ขณะที่ตะกั่วส่งผลต่อระบบประสาท ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ และในกรณีรุนแรงอาจนำไปสู่การชักหรือเสียชีวิต

นางสลีลญา คำภาแก้ว นายอำเภอแม่อาย กล่าวว่า “ประชาชนที่สัมผัสน้ำโดยตรงบางรายเริ่มมีอาการผื่นแดงและคัน ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับสารปนเปื้อนในน้ำ เรากำลังเร่งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนระวังการใช้น้ำจากแม่น้ำกกในช่วงนี้” ด้านนางสาวสมพร เพ็งค่ำ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาระบบประเมินผลกระทบทางสุขภาพโดยชุมชน (CHIA Platform) เรียกร้องให้มีการตรวจสอบเพิ่มเติม โดยเฉพาะสารปรอท (Mercury) ในปลานักล่าที่อาศัยอยู่ในแม่น้ำกก เนื่องจากอาจมีการสะสมของสารพิษในห่วงโซ่อาหาร ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อผู้บริโภค

การตอบสนองของหน่วยงานในเชียงราย

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย (สสจ.เชียงราย) ได้ออกคำแนะนำ 4 ข้อสำหรับประชาชนในพื้นที่ ดังนี้:

  1. หลีกเลี่ยงการใช้น้ำจากแม่น้ำกกโดยตรงในช่วงนี้ เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพ
  2. ผู้ที่ใช้น้ำประปาในเขตเทศบาลนครเชียงรายสามารถใช้ได้ตามปกติ เนื่องจากมีระบบบำบัดน้ำที่มีมาตรฐาน
  3. หากมีอาการผิดปกติ เช่น ผื่นคัน ท้องเสีย หรือสัมผัสน้ำโดยตรง ควรรีบพบแพทย์
  4. ติดตามข้อมูลจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด และงดแชร์ข้อมูลที่ไม่ได้รับการยืนยัน

สสจ.เชียงรายระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้ป่วยที่เชื่อมโยงกับสารปนเปื้อนในเขตจังหวัดเชียงราย แต่ได้ประสานกับสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เพื่อรอผลการตรวจตัวอย่างน้ำ 3 จุดในเขตเมืองเชียงราย ซึ่งคาดว่าจะทราบผลภายในสองสัปดาห์ หรือราววันที่ 18 เมษายน 2568

นายแพทย์ธวัชชัย ปานทอง สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า “เรากำลังเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และขอให้ประชาชนมั่นใจว่าทุกหน่วยงานกำลังดำเนินการเต็มที่เพื่อตรวจสอบและแก้ไขปัญหา หากผลตรวจในเชียงรายพบสารปนเปื้อนเกินมาตรฐาน เราจะมีมาตรการเพิ่มเติมทันที”

การดำเนินการของหน่วยงานในเชียงใหม่

ในจังหวัดเชียงใหม่ นายอาวีระ ภัคมาตร์ ผู้อำนวยการ สคพ.1 เปิดเผยว่า หลังการตรวจพบสารหนูและตะกั่วเกินมาตรฐาน ได้แจ้งเตือนประชาชนในอำเภอแม่อายให้งดเล่นน้ำและบริโภคน้ำจากแม่น้ำกกโดยตรง รวมถึงประสานกับหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อตรวจสอบระบบประปาหมู่บ้านที่ใช้น้ำดิบจากแม่น้ำกก ซึ่งอาจมีระบบกรองที่ไม่สามารถกำจัดโลหะหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นางสลีลญา คำภาแก้ว นายอำเภอแม่อาย ระบุว่า “เราได้แจ้งกำนันและผู้ใหญ่บ้านให้ประชาสัมพันธ์ถึงประชาชนแล้ว และในวันที่ 8 เมษายนนี้ จะมีการประชุมใหญ่ระดับจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อหารือแนวทางแก้ไขทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การประปาส่วนภูมิภาค และสาธารณสุขจังหวัดเข้าร่วม”

ความท้าทายและแนวทางแก้ไข

ปัญหาการปนเปื้อนในแม่น้ำกกมีความซับซ้อน เนื่องจากต้นตออาจอยู่ในเขตเมียนมา ซึ่งอยู่นอกเหนืออำนาจการควบคุมของหน่วยงานไทย พันโท บุญโรจน์ กองแก้ว นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ท่าตอน อำเภอแม่อาย กล่าวว่า “เราเชื่อว่าสาเหตุมาจากเหมืองทองในรัฐฉาน แต่การแก้ไขต้องอาศัยการเจรจาระดับรัฐบาล ซึ่งท้องถิ่นอย่างเรามีอำนาจจำกัด ถึงแม้จะเคยรณรงค์เรื่องมลพิษข้ามแดน เช่น ไฟป่า แต่ก็ยังไม่เห็นผลชัดเจน”

นายอาวีระเสนอแนวทางระยะสั้น เช่น การสื่อสารแจ้งเตือนประชาชน การจัดตั้งคณะทำงานเพื่อพัฒนาแผนลดมลพิษ และการตรวจสอบระบบประปา ส่วนระยะยาวต้องมีการประสานความร่วมมือกับเมียนมาเพื่อจัดการแหล่งกำเนิดมลพิษ ซึ่งอาจต้องใช้เวลานานและต้องพึ่งพาความร่วมมือระหว่างประเทศ

ผลกระทบต่อชุมชนและการเกษตร

แม่น้ำกกเป็นแหล่งน้ำสำคัญของชุมชนในเชียงรายและเชียงใหม่ โดยเฉพาะเกษตรกรที่ใช้น้ำเพื่อการชลประทาน หากน้ำปนเปื้อนสารพิษในระยะยาว อาจส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรและความปลอดภัยของอาหาร เช่น ข้าว ผัก และสัตว์น้ำ นายสมชาย บุญมา เกษตรกรจากอำเภอเมืองเชียงราย กล่าวว่า “ถ้าน้ำใช้ไม่ได้ เราก็ต้องหาแหล่งน้ำใหม่ ซึ่งเพิ่มต้นทุนให้ชาวนา หวังว่ารัฐบาลจะแก้ปัญหาได้เร็ว ๆ”

ด้านการท่องเที่ยว ซึ่งแม่น้ำกกเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวในช่วงฤดูร้อน เช่น การล่องแพและเล่นน้ำ ก็อาจได้รับผลกระทบ พันโท บุญโรจน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ทุกวันนี้ไม่มีใครกล้าเล่นน้ำแล้ว ถ้าสถานการณ์ยืดเยื้อ การท่องเที่ยวในท่าตอนอาจซบเซาไปเลย”

สถิติที่เกี่ยวข้อง

  1. ปริมาณน้ำในแม่น้ำกก: จากข้อมูลกรมชลประทาน ในช่วงฤดูแล้ง (มีนาคม-เมษายน) ปริมาณน้ำในแม่น้ำกกเฉลี่ยอยู่ที่ 20-30 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ลดลงจากฤดูฝนที่สูงถึง 200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที (ที่มา: รายงานสถานการณ์น้ำ กรมชลประทาน, 2567)
  2. การปนเปื้อนสารหนูในแหล่งน้ำไทย: กรมทรัพยากรน้ำบาดาลระบุว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2563-2567) พบแหล่งน้ำบาดาลในภาคเหนือปนเปื้อนสารหนูเกินมาตรฐาน 12 แห่ง ส่วนใหญ่เกิดจากธรรมชาติและมลพิษจากมนุษย์ (ที่มา: รายงานคุณภาพน้ำบาดาล, 2567)
  3. ผลกระทบสุขภาพจากสารหนู: องค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานว่า ทั่วโลกมีผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำดื่มปนเปื้อนสารหนูมากกว่า 140 ล้านคน โดยในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พบมากที่สุด (ที่มา: WHO Arsenic Fact Sheet, 2023)

ทัศนคติเป็นกลางต่อความเห็นทั้งสองฝ่าย

กรณีการปนเปื้อนในแม่น้ำกกนำมาซึ่งมุมมองที่แตกต่างกันในสังคม ฝ่ายหนึ่งเชื่อว่า การตรวจพบสารหนูและการออกคำเตือนของหน่วยงานรัฐเป็นการดำเนินการที่ทันท่วงทีและแสดงถึงความรับผิดชอบต่อสุขภาพประชาชน โดยเฉพาะในเชียงรายที่ยังไม่พบผลกระทบรุนแรง การที่น้ำประปาในเมืองยังปลอดภัยยิ่งเป็นหลักประกันว่า สถานการณ์ยังควบคุมได้ และประชาชนสามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติหากปฏิบัติตามคำแนะนำ

ในทางกลับกัน บางฝ่ายมองว่านี่เป็นสัญญาณของปัญหามลพิษข้ามแดนที่รัฐบาลไทยยังแก้ไขไม่ได้ การที่ต้นตออาจมาจากเหมืองในเมียนมาทำให้เกิดคำถามถึงประสิทธิภาพของการเจรจาระหว่างประเทศ และการตรวจสอบที่ล่าช้าอาจทำให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงเผชิญความเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะเกษตรกรและชุมชนที่พึ่งพาแม่น้ำกก ซึ่งอาจได้รับผลกระทบระยะยาว

จากมุมมองที่เป็นกลาง การตอบสนองของหน่วยงานทั้งในเชียงใหม่และเชียงรายแสดงถึงความพยายามในการปกป้องประชาชน แม้จะยังมีข้อจำกัดในการจัดการต้นตอของปัญหา การรอผลตรวจในเชียงรายและการประชุมในวันที่ 8 เมษายนจะเป็นตัวชี้วัดว่า มาตรการต่อไปจะครอบคลุมเพียงใด ขณะที่ข้อกังวลของฝ่ายที่สองก็สมเหตุสมผล เนื่องจากมลพิษข้ามแดนเป็นประเด็นที่ซับซ้อนและต้องใช้ความร่วมมือระดับนานาชาติ การแก้ไขจึงควรดำเนินควบคู่ไปกับการสื่อสารที่ชัดเจน เพื่อลดความตื่นตระหนกและสร้างความมั่นใจให้ทุกฝ่าย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1
  • กรมชลประทาน
  • กรมทรัพยากรน้ำบาดาล
  • WHO
  • สำนักข่าวชายขอบ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ตรวจเข้มโลหะหนักตะกอนดิน ห่วงน้ำใช้เกษตรแม่น้ำกก

เชียงรายเก็บตัวอย่างตะกอนดินแม่น้ำกก ตรวจสอบโลหะหนัก-ไซยาไนด์ หวังสร้างความมั่นใจประชาชน

สำนักงานสิ่งแวดล้อมฯ ลงพื้นที่ตรวจตะกอนดิน 3 จุดในแม่น้ำกก

เชียงราย,วันที่ 1 เมษายน 2568 –  เวลา 13.00 น. นางสาวปิยนุช ทรวงคำ ผู้อำนวยการส่วนการจัดการคุณภาพน้ำ อากาศ และเสียง สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เชียงใหม่ พร้อมเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานเดียวกัน รวมถึงเจ้าหน้าที่สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย ได้ลงพื้นที่เพื่อเก็บตัวอย่างตะกอนดินจากแม่น้ำกกในจังหวัดเชียงราย เพื่อดำเนินการตรวจสอบการปนเปื้อนของโลหะหนักและสารไซยาไนด์ ซึ่งเป็นสารอันตรายที่อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน

จุดที่มีการเก็บตัวอย่างประกอบด้วย 3 จุดหลัก ได้แก่

  1. บริเวณสะพานแม่ฟ้าหลวง หน้าศาลากลางจังหวัดเชียงราย ตำบลริมกก อำเภอเมืองเชียงราย
  2. บริเวณสะพานข้ามแม่น้ำกก ตำบลดอยฮาง อำเภอเมืองเชียงราย
  3. พื้นที่บ้านโป่งนาคำ ตำบลดอยฮาง อำเภอเมืองเชียงราย

ตรวจสอบโลหะหนักและสารไซยาไนด์ในตะกอนดิน

การตรวจสอบในครั้งนี้ครอบคลุมทั้งค่าพารามิเตอร์พื้นฐานของคุณภาพน้ำ เช่น ค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH), ค่าออกซิเจนละลายน้ำ (DO), ค่าอุณหภูมิ และค่าความขุ่น ตลอดจนการตรวจสอบค่าปนเปื้อนของโลหะหนัก ได้แก่ ตะกั่ว ปรอท แคดเมียม และสารไซยาไนด์ในตะกอนดิน โดยสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 จะส่งตัวอย่างไปตรวจในห้องปฏิบัติการของกรมควบคุมมลพิษ เพื่อวิเคราะห์ค่าโลหะหนักและไซยาไนด์โดยเฉพาะ

นางสาวปิยนุช ระบุว่า “การตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมในแม่น้ำกกเป็นภารกิจประจำของสำนักงาน ซึ่งจะดำเนินการปีละ 3 ครั้ง โดยมุ่งเน้นเพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนผู้ใช้น้ำในพื้นที่”

ใช้เวลาตรวจสอบ 2 สัปดาห์ รู้ผลแน่ชัด

สำหรับการเก็บตัวอย่างน้ำผิวดินและตะกอนดินจากแม่น้ำกกในครั้งนี้ คาดว่าจะใช้เวลาตรวจสอบประมาณ 14 วัน หรือราว 2 สัปดาห์ ก่อนจะได้ผลวิเคราะห์อย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีการเปิดเผยผลตรวจอย่างโปร่งใส เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างทั่วถึง

ตรวจน้ำแม่น้ำกกที่เชียงใหม่ พบค่าปกติ

เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบคุณภาพน้ำผิวดินในแม่น้ำกก พื้นที่อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 3 จุด โดยผลการตรวจวิเคราะห์เบื้องต้น พบว่าค่าออกซิเจนละลายน้ำ (DO) และค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) ยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกต่อคุณภาพน้ำในลุ่มน้ำกกโดยรวม

ประชาชนหวังผลตรวจชัดเจน – นักสิ่งแวดล้อมเสนอแนะควบคุมต้นเหตุ

เสียงสะท้อนจากประชาชนในพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำกก หลายรายระบุว่า ยินดีที่มีการตรวจสอบเชิงลึกในครั้งนี้ เพราะที่ผ่านมาเริ่มมีความกังวลเกี่ยวกับคุณภาพน้ำที่เปลี่ยนไปในบางฤดูกาล โดยเฉพาะในช่วงที่มีฝนตกหนักหรือน้ำหลาก ซึ่งอาจพาสิ่งปนเปื้อนจากพื้นที่เกษตรกรรมหรืออุตสาหกรรมเข้าสู่แม่น้ำ

ขณะเดียวกัน นักสิ่งแวดล้อมในพื้นที่เสนอว่า นอกจากการตรวจสอบแล้ว ควรมีการติดตามและควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษ เช่น ฟาร์มเกษตรขนาดใหญ่ โรงงานอุตสาหกรรม หรือการใช้สารเคมีในพื้นที่เกษตรกรรมที่อยู่ใกล้แม่น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมแนะนำให้มีมาตรการป้องกันการชะล้างหน้าดินเข้าสู่แหล่งน้ำสาธารณะในช่วงหน้าฝนด้วย

บทบาทของหน่วยงานรัฐในการสร้างความมั่นใจ

ภาครัฐโดยเฉพาะสำนักงานสิ่งแวดล้อมฯ ได้เน้นย้ำถึงความโปร่งใสและความถี่ในการตรวจสอบ เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าน้ำในแม่น้ำกกยังสามารถนำไปใช้ในการอุปโภค บริโภค และเกษตรกรรมได้อย่างปลอดภัย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ยังพึ่งพาแม่น้ำกกเป็นแหล่งน้ำหลัก เช่น พื้นที่ชุมชนดอยฮางและบ้านโป่งนาคำ

นอกจากนี้ ยังมีแผนในการจัดทำรายงานผลวิเคราะห์และประชาสัมพันธ์ต่อสาธารณชนผ่านเว็บไซต์และช่องทางต่าง ๆ เพื่อให้ข้อมูลเผยแพร่สู่สาธารณะได้อย่างเปิดเผย

ข้อมูลสถิติคุณภาพน้ำในแม่น้ำกก

จากข้อมูลรายงานสถานการณ์คุณภาพน้ำของกรมควบคุมมลพิษ (รายงานประจำปี 2566) ระบุว่า

  • แม่น้ำกกอยู่ในกลุ่มลุ่มน้ำที่มีคุณภาพน้ำในระดับ “พอใช้” ถึง “ดี”
  • พื้นที่ตอนบน (จังหวัดเชียงใหม่) พบว่าค่า DO เฉลี่ยอยู่ที่ 6.3 mg/L อยู่ในเกณฑ์ดี
  • พื้นที่ตอนล่าง (เชียงราย) มีแนวโน้มค่า BOD เพิ่มขึ้นเล็กน้อยในฤดูฝน
  • สารโลหะหนักในน้ำไม่เกินค่ามาตรฐานที่กำหนดตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2560
  • ไม่พบค่าซีเอนสูงผิดปกติใน 5 ปีที่ผ่านมา

สรุปภาพรวมและทัศนคติแบบเป็นกลาง

การเก็บตัวอย่างตะกอนดินเพื่อวิเคราะห์โลหะหนักและสารพิษในแม่น้ำกก ถือเป็นอีกก้าวหนึ่งของการเฝ้าระวังคุณภาพสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังในพื้นที่เชียงราย จากมุมมองภาครัฐและหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม การตรวจสอบดังกล่าวเป็นเครื่องมือสำคัญในการประเมินและป้องกันความเสี่ยงล่วงหน้า ซึ่งสามารถส่งเสริมความมั่นใจให้กับประชาชนในการใช้ทรัพยากรน้ำได้อย่างปลอดภัย

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของภาคประชาชนและนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ยังคงมีความกังวลต่อแหล่งต้นตอของมลพิษ และต้องการให้มีการควบคุมที่ต้นเหตุอย่างจริงจัง ทั้งในเชิงนโยบายและการบังคับใช้กฎหมาย

ความสมดุลระหว่างการตรวจสอบ การสื่อสารข้อมูล และการจัดการต้นเหตุของมลพิษ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะสร้างระบบนิเวศน้ำที่ยั่งยืนในระยะยาว

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • กรมควบคุมมลพิษ, รายงานสถานการณ์คุณภาพน้ำประเทศไทย ปี 2566
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เชียงใหม่
  • ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง ค่ามาตรฐานคุณภาพน้ำประเภทต่าง ๆ พ.ศ. 2560
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News