Categories
NEWS UPDATE

เปิดสถิติงานครู 2569 หัวหน้าระดับแบกงานบริหาร 874 ชม.ต่อเทอม จี้รัฐคืนเวลาคุณภาพให้ห้องเรียน

วิกฤต “ครูไทย” ภาระงานสอนเกินมาตรฐาน 37.6% งานบริหารนับพันชั่วโมงต่อภาคเรียน—กสศ.ชี้ต้อง “คืนครูสู่ห้องเรียน” ด้วยการปฏิรูปโครงสร้างและแยกงานสนับสนุนออกจากงานสอน

เชียงราย, 18 มกราคม 2569 — เช้าวันเรียนของโรงเรียนขนาดเล็กในต่างจังหวัดมักเริ่มต้นเหมือนกันแทบทุกวัน ครูคนหนึ่งยืนหน้าชั้น พร้อมกระดานและหนังสือเรียน แต่เบื้องหลังภาพที่ดูเป็น “งานสอน” กลับซ่อนงานอีกกองใหญ่ที่ไม่ถูกนับในสายตาสังคม—งานเอกสาร งานโครงการ งานประกันคุณภาพ งานประชาสัมพันธ์ และงานธุรการสารพัด ที่ทำให้หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า วันนี้ครูไทยยังมีเวลา “เป็นครู” มากพอหรือไม่

คำถามนี้ไม่ได้เกิดจากความรู้สึกส่วนตัวล้วน ๆ เมื่อ สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ภายใต้กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เปิดเผยผลสำรวจภาระงานครูจากกลุ่มตัวอย่างครูหลายสังกัด ทั้ง สพฐ. ท้องถิ่น เอกชน และ กทม. โดย ผศ.ดร.สหวรัชญ์ พลหาญ ผู้อำนวยการสถาบันฯ ชี้ให้เห็นภาพรวมที่สะเทือนระบบการศึกษาไทย ครู โดยเฉพาะใน โรงเรียนขนาดเล็ก แบกภาระงานสอนสูงผิดปกติ ขณะเดียวกันภาระงานนอกเหนือการสอนกลับกินเวลา “เป็นร้อย–พันชั่วโมง” ต่อภาคเรียน

วงจรโรงเรียนเล็ก “ทรัพยากรน้อยที่สุด แต่ภาระมากที่สุด”

หากมองผิวเผิน โรงเรียนขนาดเล็กอาจถูกเข้าใจว่าเป็นโรงเรียนที่ “ภาระน้อย” เพราะมีนักเรียนไม่มาก แต่รายงานของกสศ.กลับสะท้อนความจริงอีกด้านว่า โรงเรียนกลุ่มนี้คือจุดที่ภาระงานของครู “หนาแน่นที่สุด” ทั้งจากข้อจำกัดด้านกำลังคนและโครงสร้างงานที่ครูต้องทำแทบทุกบทบาทในโรงเรียนเดียว

ข้อมูลสำคัญในรายงานระบุว่า ครูในโรงเรียนขนาดเล็กมีชั่วโมงสอนเฉลี่ย 27.31 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์อ้างอิงในงานวิจัยจนคิดเป็น มากกว่า 37.6% ในทางปฏิบัติหมายถึงครูหนึ่งคนต้องสอนหลายวิชา หลายระดับชั้น และต้องสลับบทบาทตั้งแต่ครูประจำชั้น ครูวิชาการ ไปจนถึงผู้ประสานงานโครงการ

ที่น่ากังวลยิ่งกว่าชั่วโมงสอน คือ “โครงสร้างการกระจายงาน” ที่รายงานระบุว่า ครูรุ่นใหม่มักได้รับมอบหมายงานสอนมากกว่าครูอาวุโส ทำให้คนที่ยังต้องสร้างทักษะการสอนและพัฒนาอาชีพกลับต้องแบกภาระหนักที่สุด ภาพดังกล่าวสอดคล้องกับแนวโน้มในต่างประเทศที่พบว่าครูอายุน้อยเผชิญความเสี่ยงต่อความเครียดและภาวะหมดไฟสูงกว่า จากการถูกจัดสรรไปอยู่ในงาน/ห้องเรียนที่ “หนัก” อย่างไม่สมส่วน

ไม่ได้หนักแค่งานสอน 5 งานนอกตารางที่ “กัดกินเวลา” ครู

รายงานกสศ.ทำให้คำว่า “งานครู” ถูกแยกออกเป็นสองโลกอย่างชัดเจน งานสอนที่เป็นภารกิจหลัก และงานนอกเหนือการสอนที่กลายเป็นภารกิจประจำวันแบบเลี่ยงไม่ได้ โดย 5 อันดับงานนอกเหนือการสอนที่ใช้เวลามากที่สุดต่อภาคเรียน ได้แก่

  1. หัวหน้าสายชั้น/หัวหน้าระดับ: 874 ชั่วโมงต่อภาคเรียน
  2. งานสำนักวิชาการ: 777 ชั่วโมงต่อภาคเรียน
  3. งานประชาสัมพันธ์: 468 ชั่วโมงต่อภาคเรียน
  4. งานประกันคุณภาพ: 438 ชั่วโมงต่อภาคเรียน
  5. งานบุคคล: 414 ชั่วโมงต่อภาคเรียน

ในรายงานยังอธิบายมิติ “เวลาเฉลี่ยต่อครั้ง” ของบางบทบาท เช่น งานหัวหน้าระดับที่กินเวลาเฉลี่ยต่อการทำงานแต่ละครั้งเกือบเต็มวันทำงาน ซึ่งสะท้อนว่า ภาระงานไม่ได้เป็นเพียง “งานยิบย่อย” แต่เป็นงานบริหารที่มีขั้นตอน มีความรับผิดชอบ และมักผูกกับระเบียบ/การตรวจสอบ

เมื่อครูต้องแบกงานลักษณะนี้โดยไม่มีบุคลากรสนับสนุนเพียงพอ โรงเรียนจึงเกิดภาวะ “ครูทำทุกอย่าง” ตั้งแต่การสื่อสารองค์กร การซ่อมบำรุง ไปจนถึงการเงินและพัสดุ—งานที่ต้องใช้ความชำนาญเฉพาะด้านและเกี่ยวข้องกับระเบียบกฎหมายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผลกระทบต่อเด็ก คุณภาพการสอนถูกบีบในห้องเรียนที่ควร “ได้รับมากที่สุด”

ภาระงานที่ล้นมือไม่ได้กระทบเฉพาะครู แต่กระทบ “ผู้เรียน” โดยตรง รายงานระบุว่า ครู 47.7% ยอมรับว่าภาระงานมากเกินไปส่งผลต่อคุณภาพการสอน และมีเพียง 29.7% ที่รู้สึกว่ามีเวลาเตรียมบทเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อวางตัวเลขนี้ลงในบริบทโรงเรียนขนาดเล็ก—ซึ่งมักมีเด็กยากจน เด็กพื้นที่ห่างไกล หรือเด็กที่ต้องการการดูแลเชิงรายบุคคลมากเป็นพิเศษ—ภาระงานครูจึงกลายเป็น “วงจรความเหลื่อมล้ำ” ตามที่รายงานตั้งข้อสังเกตไว้ โรงเรียนที่ทรัพยากรน้อยที่สุด กลับเป็นโรงเรียนที่ครูต้องแบกภาระมากที่สุด และท้ายที่สุดเด็กในโรงเรียนเหล่านี้อาจได้รับเวลาคุณภาพจากครูน้อยที่สุด

ในทางการศึกษาศาสตร์ นี่คือการลดทอน “เวลาการสอนเชิงคุณภาพ” (quality instructional time) ลงอย่างเงียบ ๆ เพราะแม้ครูยังอยู่หน้าชั้น แต่เวลาที่ควรถูกใช้ในการออกแบบบทเรียน สร้างสื่อการสอน วิเคราะห์ผู้เรียน และสะท้อนผลการสอน ถูกดึงไปชดใช้กับงานเอกสารและงานรายงานจำนวนมาก

สัญญาณเตือนสุขภาพจิตครู Work–Life Balance พัง และความเสี่ยงหมดไฟที่เพิ่มขึ้น

อีกตัวเลขที่ถูกจับตาในรายงานคือ ครู 63% ระบุว่าไม่สามารถสร้างสมดุลชีวิตและการทำงาน (Work–Life Balance) ได้ แม้ตัวเลขนี้เป็นการรายงานตนเองและไม่ใช่การวินิจฉัยทางการแพทย์ แต่ในเชิงนโยบายสาธารณะถือเป็น “สัญญาณเตือน” เพราะสะท้อนความเสี่ยงต่อความเครียดสะสมและภาวะหมดไฟ (burnout) ที่อาจลุกลามไปสู่ปัญหาการลาออก การขาดงาน และคุณภาพการสอนในระยะยาว

ในระดับนานาชาติ ข้อมูลจากเครือข่ายวิชาชีพครูและชุดข้อมูล TALIS ถูกใช้ชี้ให้เห็นแนวโน้มคล้ายกันว่า “งานธุรการ/งานเอกสาร” เป็นแหล่งความเครียดสำคัญของครูจำนวนมาก จึงทำให้คำถามไม่ได้อยู่ที่ “ครูไทยบ่นมากไปหรือไม่” แต่อยู่ที่ “โครงสร้างงานครูถูกออกแบบให้เสี่ยงต่อความเครียดเรื้อรังหรือไม่”

ปมเชิงโครงสร้าง ทำไมงานนอกเหนือการสอนจึงโตไม่หยุด

คำอธิบายที่ตรงไปตรงมาที่สุดคือ ระบบการศึกษาในปัจจุบันต้องการ “หลักฐาน” เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ—หลักฐานของการใช้งบประมาณ หลักฐานของคุณภาพ หลักฐานของผลลัพธ์ และหลักฐานของการดำเนินโครงการ แต่เมื่อหลักฐานถูกออกแบบให้ผลิตผ่าน “คนเดิม” นั่นคือครู ภาระจึงไหลกลับมาที่ห้องเรียน

อีกด้านหนึ่ง โรงเรียนขนาดเล็กมักไม่มีตำแหน่งสนับสนุนครบตามความจำเป็น ทั้งงานธุรการ งานการเงิน/พัสดุ งานช่างเทคนิค หรือเจ้าหน้าที่สื่อสารองค์กร รายงานกสศ.จึงเสนอชัดว่ามีอย่างน้อย 3 ตำแหน่งที่ควรมีบุคลากรเฉพาะทางมารับผิดชอบแทนครู ได้แก่ นักประชาสัมพันธ์, ช่างเทคนิคซ่อมบำรุง, และธุรการ/การเงิน/พัสดุ

อย่างไรก็ตาม ในมุมผู้บริหารสถานศึกษา บางงานไม่สามารถ “ตัดทิ้ง” ได้ทันที เพราะผูกกับการตรวจสอบและการกำกับดูแลตามระเบียบ โดยเฉพาะเมื่อโรงเรียนเป็นหน่วยรับงบประมาณและต้องรับผิดชอบต่อความโปร่งใส นี่จึงเป็นสมการยาก หากไม่ทำเอกสารเสี่ยงผิดระเบียบ แต่หากทำเอกสารมากเกินไปก็เสี่ยงทำลายคุณภาพการสอน

รัฐรับรู้ปัญหา นโยบาย “ลดภาระครู” มีอยู่ แต่โจทย์คือทำให้ถึงโรงเรียนจริง

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หน่วยงานรัฐและ สพฐ.มีการประกาศ/สื่อสารนโยบายลดภาระงานครูในหลายวาระ เช่น แนวทางลดภาระการรายงานของสถานศึกษาและการลดการใช้เอกสารซ้ำซ้อนผ่านระบบดิจิทัล รวมถึงการสื่อสารเชิงนโยบายของ สพฐ.และ ก.ค.ศ.ที่มุ่งลดภาระงานที่ไม่จำเป็นและยกระดับคุณภาพชีวิตครู

ขณะเดียวกัน เอกสารติดตาม/ตรวจราชการของกระทรวงศึกษาธิการในบางพื้นที่ก็ระบุ “นโยบายลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา” เป็นหัวข้อชัดเจน สะท้อนว่าปัญหานี้ถูกยอมรับในระดับนโยบายแล้ว

แต่สิ่งที่รายงานกสศ.กำลังชี้ คือ “การปฏิบัติจริง” ยังต้องการการปฏิรูปเชิงโครงสร้างมากกว่าคำประกาศ—เพราะต่อให้ประกาศลดภาระ หากโรงเรียนยังไม่มีคนสนับสนุน ระบบรายงานยังซ้ำซ้อน และครูยังต้องเป็นผู้ผลิตหลักฐานทุกชิ้น ภาระก็จะย้อนกลับมาเหมือนเดิม

ทางรอดที่กสศ.เสนอ คืนครูสู่ห้องเรียนด้วย 3 ระยะปฏิรูป (และทำให้วัดผลได้)

รายงานและข้อเสนอของกสศ.วางแนวทางเป็นลำดับขั้น ซึ่งสามารถแปลงเป็น “โรดแมปเชิงปฏิบัติ” ได้ดังนี้

1) ระยะสั้น ตัดงานซ้ำซ้อน–หยุดโยนโครงการใส่ครูคนเดิม

  • ลดภาระงานที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะเอกสารซ้ำซ้อน และปรับลำดับความสำคัญให้งานสอนเป็นภารกิจอันดับหนึ่ง
  • กระจายงานอย่างเป็นธรรม ไม่มอบหลายโครงการให้ครูคนเดียวหรือกลุ่มเดียว
  • เริ่ม “แยกงานสนับสนุนออกจากงานครู” ด้วยการจ้าง/จัดคนเฉพาะทางในงานธุรการ การเงิน พัสดุ ตามความจำเป็นของพื้นที่

2) ระยะกลาง (6–12 เดือน): เพิ่มเวลาคุณภาพให้การสอน และดูแลสุขภาพจิตครู

  • เพิ่มเวลาเตรียมสอน ผ่านการจัดคาบว่างเพื่อเตรียมการสอน ลดชั่วโมงสอน หรือออกแบบตารางสอนใหม่ให้มีพื้นที่หายใจ
  • จัดระบบดูแลสุขภาพจิต/ช่องทางปรึกษา ลดความเสี่ยงความเครียดสะสม
  • สร้างกติกาองค์กรเรื่องการติดต่องานนอกเวลาราชการอย่างจริงจัง เพื่อให้ Work–Life Balance กลับมาเป็นไปได้

3) ระยะยาว (1–2 ปี) รื้อระบบกระดาษ และทำให้ “หลักฐาน” เกิดจากข้อมูลครั้งเดียวใช้ได้ทั้งระบบ

  • ปฏิรูประบบราชการและโครงสร้างงาน นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาทดแทนงานเอกสาร
  • สร้างระบบพี่เลี้ยง (mentoring) สำหรับครูใหม่ ลดการช็อกกับภาระงานและเพิ่มคุณภาพการสอน
  • สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เคารพวิชาชีพครู ให้ครูมีส่วนร่วมตัดสินใจในเรื่องที่กระทบชั้นเรียน

หัวใจสำคัญของทุกข้อ คือทำให้ “เวลาของครู” กลับไปอยู่ในกิจกรรมที่สร้างผลลัพธ์ต่อผู้เรียนมากที่สุด คล้ายกับข้อค้นพบเชิงนโยบายในต่างประเทศที่ชี้ว่า การบริหารเวลาครูและการลดงานที่เบียดบังการสอน เป็นปัจจัยสำคัญต่อคุณภาพระบบการศึกษา

มุมมองเชิงนโยบาย ถ้าไม่แก้ “ภาระงานครู” ประเทศจะเสียอะไร

ความเสียหายจากภาระงานครูที่ล้นมือ ไม่ได้เกิดขึ้นในรูป “งบประมาณรั่วไหล” แบบจับต้องง่าย แต่มาในรูป “โอกาสที่หายไป” ของเด็กและชุมชน

  • เด็กในโรงเรียนเล็กอาจสูญเสียเวลาเรียนรู้เชิงคุณภาพ ทั้งที่เป็นกลุ่มที่ควรได้รับการดูแลมากที่สุด
  • ครูรุ่นใหม่เสี่ยงหมดไฟก่อนเติบโตเป็นกำลังหลักของระบบ
  • ความพยายามลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอาจสะดุด เพราะเครื่องมือหลักคือ “ครู” ถูกใช้ไปกับงานที่ไม่ใช่การสอน

จึงไม่แปลกที่รายงานกสศ.ถูกอ่านเป็น “เสียงเตือน” ถึงผู้กำหนดนโยบายว่า หากยังไม่คืนครูสู่ห้องเรียนอย่างเป็นรูปธรรม ระบบการศึกษาไทยอาจติดอยู่ในวงจรเดิม—โรงเรียนเล็กยิ่งเหนื่อย เด็กยิ่งเสียโอกาส และครูยิ่งหมดแรง

คืนครูสู่ห้องเรียนไม่ใช่สโลแกน—แต่คือการออกแบบคนและระบบใหม่

รายงานภาระงานครูของกสศ.ทำให้ภาพ “ครูเหนื่อย” ถูกยกระดับเป็น “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ด้วยตัวเลขที่ตรวจสอบได้ ชั่วโมงสอนเฉลี่ยที่สูงผิดปกติ งานบริหารที่กินเวลาเป็นร้อย–พันชั่วโมง และสัดส่วนครูจำนวนมากที่ยอมรับว่าคุณภาพการสอนและสมดุลชีวิตกำลังถูกบั่นทอน

ในวันที่สังคมต้องการให้การศึกษาเป็นบันไดลดความเหลื่อมล้ำ คำตอบอาจไม่ใช่การเพิ่มโครงการใหม่เข้าไปในโรงเรียน แต่เป็นการทำสิ่งพื้นฐานให้สำเร็จ ทำให้ครูมีเวลาเตรียมสอน มีพลังสอน และมีชีวิตที่สมดุลพอจะอยู่ในอาชีพนี้ได้ยาวนาน เพราะท้ายที่สุด “คุณภาพเด็ก” ไม่ได้เกิดจากเอกสารที่สวยงาม แต่เกิดจากเวลาจริงในห้องเรียน—เวลาที่ระบบต้องช่วยกัน “ทวงคืน” ให้ครู

สถิติสำคัญจากรายงาน (เพื่อการอ้างอิงเชิงนโยบาย)

  • ชั่วโมงสอนเฉลี่ยครูโรงเรียนขนาดเล็ก: 27.31 ชม./สัปดาห์ (สูงกว่าเกณฑ์อ้างอิง 37.6%)
  • งานนอกเหนือการสอน (ต่อภาคเรียน): หัวหน้าสายชั้น/ระดับ 874 ชม., วิชาการ 777 ชม., ประชาสัมพันธ์ 468 ชม., ประกันคุณภาพ 438 ชม., งานบุคคล 414 ชม.
  • ครูที่ระบุว่าภาระงานกระทบคุณภาพการสอน: 47.7%
  • ครูที่รู้สึกว่ามีเวลาเตรียมสอนเพียงพอ: 29.7%
  • ครูที่ระบุว่าไม่สามารถทำ Work–Life Balance ได้: 63%
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) / สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา
  • สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)
  • OECD: รายงานเกี่ยวกับการใช้เวลาของครูและภาระงานจากข้อมูล TALIS
  • Education International: บทสรุปเชิงข้อมูลจาก TALIS เกี่ยวกับภาระงานธุรการเป็นแหล่งความเครียดของครู  
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

รมว.นฤมล ลงพื้นที่เชียงราย ดัน 3 นโยบายใหญ่ ศธ. เร่งซ่อมบ้านพักครูสู่ Zero Dropout

รมว.นฤมล” ลงพื้นที่เชียงราย ดัน 3 นโยบายใหญ่ ศธ. เร่งซ่อม “บ้านพักครู 13,000 หลัง” – อาชีวะอาสาช่วยชุมชน – เตรียมเยียวยาค่าอาหารนักเรียนพักนอน เดินหน้าสู่เป้าหมาย “Zero Dropout”

เชียงราย, 11 ตุลาคม 2568 — ยามเช้าของหอประชุมที่ว่าการอำเภอเวียงชัยไม่เคยคึกคักเท่านี้มาก่อน แถวยาวของผู้ปกครอง ครู นักเรียน และช่างอาชีวะที่กำลังยกกล่องเครื่องมือเบาหนักต่างกันเข้าแถวอย่างมีระเบียบ ในมุมหนึ่งของเวที ผู้คนกำลังรอซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า อีกมุมหนึ่งช่างผมอาชีวะกำลังวัดทรงให้คุณลุงชาวบ้าน “บริการฟรี” คือคำที่ถูกย้ำโดยครูอาชีวะแต่เช้า—ภาพเล็กๆ เหล่านี้คือฉากหน้า ซึ่งกรุยทางไปสู่แกนหลักของการขับเคลื่อนการศึกษาไทยที่ ศาสตราจารย์ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นำลงพื้นที่เชียงรายในวันนี้ ร่วมคณะกับ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียง “การตรวจเยี่ยม” แต่เป็นการนำนโยบาย “ยกระดับคุณภาพชีวิตครู–เปิดทางโอกาสเด็ก–อาชีวะเพื่อชุมชน” ลงสู่ปฏิบัติการแบบจับต้องได้ โดยมีผู้บริหารระดับสูงของ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ตลอดจนผู้บริหาร กระทรวงศึกษาธิการ และเครือข่ายจังหวัดเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

“ครูคือพ่อแม่คนที่สอง ถ้าครูอยู่ดี มีแรง มีศักดิ์ศรี—เด็กก็จะมีอนาคตที่มั่นคง เราจึงต้องเริ่มที่คุณภาพชีวิตครู และเดินหน้าคุ้มครองโอกาสของเด็กไปพร้อมกัน”
นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

เสาหลักที่ 1 ครูต้องอยู่ดี—เร่งซ่อม “บ้านพักครู” เฟสแรก 13,000 หลัง วางเป้าปี 2570 ครบ 40,000 หลัง

เสียงสะท้อนจากครูบนพื้นที่สูงและโรงเรียนสาขาที่ต้องดูแลนักเรียนตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป รมว.ศธ. ประกาศเดินหน้า แผนปรับปรุงบ้านพักครูที่ทรุดโทรม และยังมีครูอาศัยอยู่ 13,000 หลัง ในเฟสแรก (จาก 14,000 หลัง) เพื่อยกระดับความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตครูให้เป็นรูปธรรม พร้อมบรรจุเป้าหมายใน ปีงบประมาณ 2570 ให้ปรับปรุงครบ 40,000 หลัง ทั้งระบบ—นี่คือสัญญาณชัดเจนว่า “บ้านพักครู” ไม่ใช่เพียงที่อยู่อาศัย แต่เป็น “โครงสร้างพื้นฐานทางสังคม” ที่กำหนดคุณภาพการเรียนรู้ของเด็กโดยตรง

ควบคู่กันนั้น ศธ.ผลักดัน สหกรณ์กลางรวมหนี้ครู เพื่อจัดระเบียบภาระหนี้สิน ให้ครูมีสภาพคล่อง–ลดดอกเบี้ย และเปิด ช่องทางพิเศษขอวิทยฐานะ ทั้งครูในสังกัด สอศ. และ สพฐ. เพื่อลดคอขวดทางเอกสารและเวลาพิจารณา ให้คุณภาพผลงานครูเป็นตัวตั้งของการเติบโตในวิชาชีพ

“ครูในพื้นที่สูงและทุรกันดารทำงานหนักมาก เรากำลังพิจารณา ‘เกณฑ์พิเศษ’ หรือการประเมินเชิงประจักษ์สำหรับครูกลุ่มนี้ เพื่อยืนยันคุณค่าของงานที่มองไม่เห็นในห้องประชุม”
— ถ้อยคำชี้แจงเชิงนโยบายที่เวทีรับฟังปัญหา จ.เชียงราย

เสาหลักที่ 2 อาชีวะอาสา—“Fix it Center” ทำจริง ช่วยจริง ลดต้นทุนชีวิตรายวัน

บริเวณลานกิจกรรม Fix it Center ซึ่ง สอศ.จังหวัดเชียงราย จัดร่วมกับ วิทยาลัยเทคนิคเชียงราย–วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย–วิทยาลัยการอาชีพเชียงราย เสียงไขควงและเครื่องทดสอบไฟดังขณะช่างอาชีวะกำลังซ่อมเครื่องปั๊มน้ำและพัดลมให้ชาวบ้าน ขณะอีกมุมทีมนักศึกษากำลังตั้งโซ่–ตั้งวาล์วรถจักรยานยนต์ พร้อมให้คำแนะนำการบำรุงรักษาเบื้องต้น

บริการที่เปิด ฟรี มีทั้ง ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า–ซ่อมรถจักรยานยนต์–ซ่อมเครื่องมือเกษตร–ตัดผม และ อบรมอาชีพระยะสั้น เพื่อให้ชาวบ้านสามารถนำทักษะไปต่อยอดสร้างรายได้ แนวทางนี้ช่วย “ลดค่าใช้จ่ายซ่อมบำรุง” ซึ่งเป็นต้นทุนแฝงของครัวเรือน และช่วย “ยืดอายุสินทรัพย์” ในบ้าน—ผลลัพธ์คือเงินในกระเป๋าชุมชนหมุนต่อได้นานขึ้น

มากกว่านั้น Fix it Center ยังเป็น “ห้องเรียนจริง” ของนักศึกษาอาชีวะ—เรียนรู้วินัยงาน ช่างมืออาชีพ และการสื่อสารกับลูกค้า—เชื่อมตรงกับ ตลาดแรงงานท้องถิ่น ที่ต้องการช่างมีมาตรฐานในภาคเกษตร–การท่องเที่ยว–บริการ

เสาหลักที่ 3 คุ้มครองโอกาสเด็ก—สำรวจ–เยียวยา “ค่าอาหารนักเรียนพักนอน” และดันเข้าวงจรงบฯ 2570

อีกด้านหนึ่งที่ รมว.ศธ. ย้ำหนัก คือผลกระทบจากการยกเลิก ค่าอาหาร 20 บาท สำหรับ นักเรียนพักนอน ในโรงเรียนที่อยู่นอกพื้นที่พิเศษ—มาตรการดังกล่าวทำให้หลายโรงเรียนในภูเขาสูง–พื้นที่ห่างไกล ต้องหาทางเอาตัวรอด ขณะที่นักเรียนบางส่วนมีความเสี่ยงจะ หลุดจากระบบ เพราะครอบครัวไม่สามารถแบกรับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น

ศธ.จึงมอบหมายให้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ทำ สำรวจจำนวนโรงเรียนและนักเรียนที่ได้รับผลกระทบ อย่างละเอียด เพื่อใช้เป็นฐานประกอบการ ของบกลางเพื่อเยียวยาเร่งด่วน และนำเข้า แผนงบประมาณปี 2570 ให้มีแหล่งเงินถาวรรองรับ—มาตรการนี้ผูกเป้ากับ Thailand Zero Dropout (TZD) ซึ่งตั้งเป้าลดจำนวน เด็กหลุดจากระบบการศึกษาให้เป็นศูนย์ ผ่านการดูแลเชิงระบบทั้งปัจจัยในและนอกโรงเรียน

“ถ้าเด็กต้องนอนค้างในโรงเรียน แต่มื้ออาหารไม่มั่นคง การเรียนรู้ก็ไม่มั่นคง เราจะเร่งสำรวจให้ครบ และเยียวยาให้ทันที่สุด ก่อนวางงบถาวรปี 2570”
— แนวนโยบายจาก รมว.ศธ. ต่อที่ประชุมพื้นที่

เชียงราย เวทีทดสอบนโยบายเชิงพื้นที่—ครูเข้มแข็ง เด็กถึงห้องเรียน ชุมชนได้บริการ

เชียงรายเป็นจังหวัดชายแดนที่มีภูมิประเทศผสมผสาน—ที่ราบ สันเขา หุบเขา—โรงเรียนจำนวนมากรับนักเรียน หลายชาติพันธุ์ และอยู่ห่างไกลบ้าน ทำให้การ พักนอนในโรงเรียน เป็น “สภาพจริง” ไม่ใช่ “ข้อยกเว้น” การลงพื้นที่ครั้งนี้จึงเป็น เวทีทดสอบ ว่า 3 นโยบายหลักของ ศธ.จะ “จับหัวใจปัญหา” ได้แค่ไหน

  • บ้านพักครู ที่ปลอดภัยและได้มาตรฐาน = ลดความเครียดของครู–ลดการโยกย้าย–เพิ่มเวลาคุณภาพกับนักเรียน
  • อาชีวะอาสา = ลดต้นทุนครัวเรือน–สร้างทักษะ–ขยายเครือข่ายบริการสาธารณะในพื้นที่
  • ค่าอาหารนักเรียนพักนอน = หลักประกันขั้นต่ำของการเรียนรู้—ยืนยันว่าความห่างไกลจะไม่ตัดสิทธิเด็กจากโภชนาการที่เหมาะสม

ทั้งสามเสาเมื่อขึงพร้อมกัน จะช่วย “รับน้ำหนัก” โจทย์ใหญ่คือการทำให้ โอกาสทางการศึกษา ไม่ถูกกำหนดด้วย ภูมิศาสตร์ และ รายได้ครัวเรือน

แม่สอด–ตาก” ถึง “เชียงราย” โมเดลโครงสร้างพื้นฐานทางการศึกษาที่ตอบโจทย์ภูมิประเทศจริง

ก่อนหน้านี้ รมว.ศธ. ลงพื้นที่ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เพื่อตรวจการศึกษาบนพื้นที่สูง–ชายแดน และได้รับข้อเสนอเรื่อง โดมเอนกประสงค์–โรงอาหาร–อินเทอร์เน็ต–โซลาร์เซลล์–ถังเก็บน้ำ–หอนอนสำหรับนักเรียนบ้านไกล ตลอดจนการ ปรับหลักสูตรแกนกลาง 2551 ให้ทันเทคโนโลยีและโลกการทำงาน

ประเด็นจากแม่สอดสะท้อนเข้ามาที่เชียงรายอย่างพอดิบพอดี—โรงเรียนบนภูเขา ต้องการไฟฟ้า–อินเทอร์เน็ต–น้ำ–อาหาร–ที่พัก และต้องการครูที่ อยู่ได้จริง—นี่คือเหตุผลว่าทำไม “บ้านพักครู–ค่าอาหาร–อาชีวะอาสา” จึงถูกวางเป็น แพ็กเดียว—เพราะทุกชิ้นเชื่อมกันเป็น คุณภาพชีวิต–คุณภาพการเรียนรู้–คุณภาพแรงงาน ในอนาคต

บทสนทนาที่ต้องเกิดขึ้นต่อ เกณฑ์ประเมินครูพื้นที่สูง–สวัสดิการ–ระบบข้อมูล

หนึ่งในข้อเสนอที่ปรากฏชัด คือ ปรับเกณฑ์ประเมินครูพื้นที่สูง/ทุรกันดาร ให้มี เกณฑ์พิเศษ หรือ การประเมินเชิงประจักษ์ ที่สะท้อนภาระงานนอกเวลา—ดูแลนักเรียนตลอด 24 ชั่วโมง—เดินทางยาก—ทำงานกับผู้เรียนต่างชาติพันธุ์—ซึ่งมักไม่ปรากฏในแบบฟอร์มและตารางคะแนน ปรับเกณฑ์ให้ “เห็นงานที่มองไม่เห็น” จะสร้าง ขวัญกำลังใจ ที่จับต้องได้

อีกด้านคือ ระบบข้อมูล—การเยียวยาอาหารนักเรียนพักนอนต้องตั้งอยู่บน ฐานข้อมูลโรงเรียน–จำนวนนักเรียน–ประเภทพื้นที่–ความต้องการโภชนาการ ที่ทันสมัยและตรวจสอบได้ เพื่อให้การของบกลางและการบรรจุแผนปี 2570 เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส

ตัวชี้วัดความสำเร็จ (Key Indicators) ที่สังคมควรถาม

  1. จำนวนบ้านพักครูที่ได้รับการปรับปรุงจริง ในเฟสแรก—กี่หลัง—ที่ไหน—เสร็จเมื่อไร—ได้มาตรฐานอะไร
  2. เวลารออนุมัติวิทยฐานะ หลังเปิดช่องทางพิเศษ—ลดลงเท่าไร—ผลต่อแรงจูงใจครูเป็นอย่างไร
  3. บริการ Fix it Center—จำนวนชิ้นที่ซ่อม—มูลค่าค่าซ่อมที่ชาวบ้านประหยัด—จำนวนผู้ผ่านอบรมทักษะอาชีพ—อัตราการต่อยอดทำกิน
  4. การเยียวยาค่าอาหารนักเรียนพักนอน—จำนวนโรงเรียน/นักเรียนที่ได้รับการช่วยเหลือ—ระยะเวลาจ่ายเงิน—ผลต่อ อัตราหลุดจากระบบ ในพื้นที่สูง
  5. การสื่อสารข้อมูลสาธารณะ—เว็บไซต์/แดชบอร์ดที่แสดงความคืบหน้าอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้

ความเสี่ยง–เงื่อนไขสำเร็จ

  • ความเสี่ยงด้านงบประมาณและเวลา ซ่อมบ้านพักครู 13,000 หลังในเฟสแรก ต้องการ “แผนงาน–ผู้รับจ้าง–มาตรฐานงาน–งบ–การกำกับติดตาม” ที่ละเอียด หากสื่อสารไม่ทันหรือเบิก–จ่ายล่าช้า ความเชื่อมั่นอาจสั่นคลอน
  • ความเสี่ยงด้านข้อมูล การเยียวยาอาหารถ้าไม่มีฐานข้อมูลเชิงพื้นที่ที่ครบถ้วน อาจพลาดกลุ่มเปราะบาง—ต้องให้ สพฐ. ทำงานเชิงรุกกับเขตพื้นที่–โรงเรียนสาขา–ศศช.
  • เงื่อนไขสำเร็จ บูรณาการระหว่าง ศธ.–สอศ.–สพฐ.–จังหวัด–อปท.–ชุมชน–สถาบันอุดมศึกษา ในพื้นที่ให้แน่นแฟ้น—โดยเฉพาะในเชียงรายซึ่งมีมหาวิทยาลัยและเครือข่ายอาชีวะพร้อมเป็นฐานปฏิบัติการ

จากเวียงชัยสู่อนาคต ภาพใหญ่ของ “การศึกษาเพื่อความเสมอภาค”

ภาพสุดท้ายของวันคือครูบนพื้นที่สูงยืนคุยกับช่างอาชีวะที่ยังเก็บเครื่องมือไม่เสร็จ “ขอบคุณนะ ถ้าไม่มีพวกเรามาช่วย ชาวบ้านคงต้องจ่ายแพงกว่านี้” เสียงตอบกลับเรียบง่าย “ยินดีครับครู เดี๋ยวอาทิตย์หน้าเรากลับมาฝึกอาชีพชุดใหม่”—บทสนทนาสั้นๆ แต่วางรากฐาน “วัฒนธรรมการดูแลกัน” ระหว่างโรงเรียน–อาชีวะ–ชุมชน

การลงพื้นที่เชียงรายของ รมว.นฤมล จึงไม่ใช่เพียงการประกาศนโยบาย แต่คือ การจัดวางโครงสร้างพื้นฐานทางการศึกษา–สังคม ที่เริ่มจาก “บ้านพักครูที่ปลอดภัย” “มื้ออาหารที่มั่นคงของเด็กพักนอน” และ “อาชีวะอาสาที่ทำได้จริง” เมื่อทั้งสามชิ้นประกอบกันอย่างมีกลไกและงบประมาณรองรับ เป้าหมาย Zero Dropout ก็ไม่ใช่เส้นขีดในเอกสารอีกต่อไป แต่เป็นถนนที่เดินได้จริง—จากเวียงชัยสู่หมู่บ้านบนสันเขา และต่อเนื่องไปทั่วประเทศ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)
  • สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News