‘แก้ท่วม–แก้แล้ง–แก้จน’ มิติใหม่การจัดการน้ำเชียงราย อบจ.เชียงราย ผนึก นพค.35 – ทีมธนาคารน้ำใต้ดินหลวงพ่อสมาน ดันเทคโนโลยี TEMP TO GO นำร่อง 3 อำเภอ ดอยหลวง–เวียงเชียงรุ้ง–เชียงของ
เชียงราย, 29 พฤศจิกายน 2568 – องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) ขยับสู่บทบาท “แม่งานด้านทรัพยากรน้ำ” อย่างเป็นรูปธรรม เมื่อจับมือกับ หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 35 (นพค.35) และ โครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชนตามพระราชดำริ (ทีมธนาคารน้ำใต้ดิน หลวงพ่อสมาน สมศักดิ์) ลงพื้นที่สำรวจแหล่งน้ำและโครงสร้างดินในพื้นที่นำร่อง 3 อำเภอ ได้แก่ ดอยหลวง – เวียงเชียงรุ้ง – เชียงของ เพื่อเดินหน้าโครงการ “ธนาคารน้ำใต้ดิน” ควบคู่กับการบูรณาการเทคโนโลยีตรวจวัดชั้นดินแบบเรียลไทม์ TEMP TO GO
เป้าหมายสำคัญไม่ใช่เพียงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ หากแต่เป็นการวางระบบจัดการน้ำทั้ง “เหนือดิน–ใต้ดิน” ให้ตอบโจทย์ 3 มิติหลักของประชาชน คือ “แก้ท่วม – แก้แล้ง – แก้จน” เชื่อมโยงกับวิสัยทัศน์ ศูนย์บริหารจัดการสาธารณภัยแบบเบ็ดเสร็จ (PDOSS) ของ อบจ.เชียงราย ที่ต้องการสร้างระบบรับมือภัยพิบัติและบริหารทรัพยากรน้ำอย่างมีเอกภาพในระดับจังหวัด
จากแผนบนกระดาษสู่การอ่านชั้นดินจริง
การลงพื้นที่ครั้งนี้นำโดย นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ร่วมกับเจ้าหน้าที่ นพค.35 และทีมผู้เชี่ยวชาญด้านธนาคารน้ำใต้ดินของ หลวงพ่อสมาน สมศักดิ์ โดยมีเป้าหมายเพื่อ “อ่าน” ศักยภาพของดิน–น้ำในพื้นที่จริง ก่อนตัดสินใจเลือกจุดขุด เจาะ หรือปรับโครงสร้างระบบน้ำ
ทั้งสามหน่วยงานร่วมกันสำรวจลักษณะภูมิประเทศ แนวทางน้ำหลาก พื้นที่รับน้ำ–ระบายน้ำ และพื้นที่เกษตรที่ได้รับผลกระทบจาก น้ำท่วมซ้ำซากในฤดูฝน และ ภัยแล้งเรื้อรังในฤดูแล้ง ข้อมูลภาคสนามเหล่านี้ถูกนำมาเชื่อมต่อกับข้อมูลเชิงเทคนิคจากระบบ TEMP TO GO เพื่อให้ได้ภาพ “ทั้งเชิงกายภาพและเชิงดิจิทัล” ของพื้นที่อย่างครบถ้วน
แนวคิดหลักของโครงการคือ “แก้ปัญหาน้ำอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่แค่แก้เฉพาะหน้า” ผ่านการมองทรัพยากรน้ำทั้งผิวดิน–ใต้ดิน–ในไร่นา–และในระดับลุ่มน้ำ รวมถึงเชื่อมโยงกับมิติรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในพื้นที่นำร่อง
ภาพใหญ่ของปัญหา เมื่อเชียงรายต้องเผชิญทั้งน้ำท่วม–แล้ง–รายได้ไม่พอ
แม้จังหวัดเชียงรายจะถูกมองว่าเป็นเมืองต้นน้ำและภูเขาสลับซับซ้อน แต่หลายพื้นที่กลับเผชิญปัญหาซ้ำซ้อนทั้ง น้ำท่วมเฉียบพลัน ในช่วงฝนตกหนัก และ ขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร ในช่วงแล้ง ขณะเดียวกันโครงสร้างรายได้ของเกษตรกรจำนวนมากยังพึ่งพาพืชเชิงเดี่ยวและราคาตลาดที่ผันผวน
ผลกระทบจึงไม่ได้หยุดเพียงมิติ “ทรัพยากรน้ำ” หากแต่ลุกลามไปสู่ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของครัวเรือนเกษตร ปัญหานี้ทำให้แนวคิด “แก้ท่วม–แก้แล้ง–แก้จน” ถูกนำมาใช้เป็นกรอบคิดสำคัญของโครงการ
ในบริบทนี้ การจัดการน้ำจึงต้องตอบโจทย์อย่างน้อย 3 มิติไปพร้อมกัน คือ
- ลดความเสี่ยงน้ำท่วมซ้ำซาก – ผ่านการวางระบบระบายน้ำและโครงสร้างรองรับน้ำหลาก
- เพิ่มความสามารถในการกักเก็บน้ำใต้ดิน – ให้น้ำที่มากในฤดูฝนกลายเป็นแหล่งน้ำสำรองในฤดูแล้ง
- เชื่อมโยงกับรายได้เกษตรกร – ด้วยการออกแบบระบบน้ำที่สนับสนุนการเพาะปลูกอย่างมีประสิทธิภาพ และส่งเสริมพืชเศรษฐกิจที่มีตลาดรองรับ
การนำ TEMP TO GO และธนาคารน้ำใต้ดินมาจับคู่กัน จึงเป็น “แพ็กเกจเชิงยุทธศาสตร์” ที่ไม่เน้นเฉพาะการก่อสร้าง แต่เน้น การอ่าน–เข้าใจ–และบริหารจัดการน้ำบนฐานข้อมูลจริง
TEMP TO GO คืออะไร จากดินที่มองไม่เห็น สู่ข้อมูลเรียลไทม์ที่ใช้ตัดสินใจได้
จาก รายงานฉบับผู้เชี่ยวชาญว่าด้วยการบูรณาการเทคโนโลยี TEMP TO GO เทคโนโลยีนี้คือระบบตรวจวัดและสร้าง “โปรไฟล์” คุณสมบัติของดินทั้งในแนวดิ่งและแนวนอนแบบเรียลไทม์ ผ่านการบูรณาการเซ็นเซอร์หลายชนิดเข้ากับแพลตฟอร์มข้อมูลอัจฉริยะ (AI/IoT)
หัวใจของ TEMP TO GO มีอย่างน้อย 3 ส่วนสำคัญ
- เซ็นเซอร์ความชื้น–อุณหภูมิดินหลายระดับความลึก
- วัดค่าความชื้นและอุณหภูมิในชั้นดินลึก เช่น 6 ซม., 18 ซม., 54 ซม.
- ข้อมูลเชิงลึกนี้ช่วยประเมินปริมาณน้ำในเขตรากพืช และอัตราการซึมลึกของน้ำใต้ผิวดิน
- เทคนิคธรณีฟิสิกส์แบบไม่ทำลายดิน (Non-destructive)
- เช่น Electrical Resistivity (ER) และ Electromagnetic Induction (EMI)
- ใช้สร้างแผนที่ความแปรปรวนของดิน (Soil Variability) ทั้งในแนวกว้างและแนวลึก
- ช่วยให้รู้ว่าพื้นที่ใดเหมาะแก่การทำ “ธนาคารน้ำใต้ดิน” พื้นที่ใดควรใช้มาตรการระบายน้ำ หรือเสริมโครงสร้างป้องกันน้ำท่วม
- ระบบประมวลผลและแสดงผลแบบเรียลไทม์
- ข้อมูลจากภาคสนามถูกส่งผ่านระบบ IoT เข้าสู่แดชบอร์ด หรือแพลตฟอร์มข้อมูล
- รองรับการเชื่อมต่อกับแบบจำลองอุทกวิทยา เพื่อใช้วางแผนในระดับลุ่มน้ำ
รายงานเชิงวิชาการชี้ให้เห็นว่า การใช้ข้อมูลจาก TEMP TO GO ช่วยยกระดับจากการ “คาดเดา” บนค่าเฉลี่ยในอดีต ไปสู่การตัดสินใจจาก ข้อมูลดินจริง ณ จุด–ณ เวลา (Dynamic, Site-specific Data) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของทั้ง การเกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture) และ การบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ
ธนาคารน้ำใต้ดิน + TEMP TO GO คู่ผสานจากภูมิปัญญาสู่ดิจิทัล
โครงการ ธนาคารน้ำใต้ดินตามแนวพระราชดำริ ที่หลวงพ่อสมาน สมศักดิ์ และทีมงานผลักดันในหลายพื้นที่ เป็นตัวอย่างของการใช้ภูมิปัญญาและวิธีคิดเชิงระบบในการ “ดึง” น้ำส่วนเกินในฤดูฝนเข้าใต้ดิน เพื่อเก็บกักไว้ใช้ในฤดูแล้ง ลดน้ำหลาก ลดน้ำเน่า และช่วยเติมน้ำบาดาลในระยะยาว
การจับคู่ธนาคารน้ำใต้ดินกับ TEMP TO GO ทำให้การเลือกตำแหน่งและออกแบบบ่อ–ระบบธนาคารน้ำใต้ดิน ไม่ใช่การเลือกจากประสบการณ์เพียงอย่างเดียว แต่มีข้อมูลธรณีฟิสิกส์มารองรับ เช่น
- โปรไฟล์ค่าความต้านทานไฟฟ้า (ER) ที่สัมพันธ์กับความชื้น–โครงสร้างดิน
- ข้อมูลความลึกของชั้นดินที่เหมาะสมต่อการซึมผ่านน้ำ
- การแยกโซนดินที่มีคุณสมบัติคล้ายกัน เพื่อลดความเสี่ยงในการก่อสร้างบ่อในพื้นที่ที่ซึมไม่ดี
ในมุมของ นพค.35 ซึ่งมีบทบาทด้านวิศวกรรมและพัฒนาพื้นที่ เทคโนโลยีนี้ช่วยให้การใช้ทรัพยากร เช่น เครื่องจักรหนักงบประมาณก่อสร้าง สามารถวาง “จุดลงทุน” ได้คุ้มค่าที่สุด ลดความเสี่ยงขุด–เจาะในพื้นที่ที่ไม่มีศักยภาพด้านการกักเก็บน้ำ
กล่าวได้ว่า ธนาคารน้ำใต้ดิน คือภูมิปัญญา / TEMP TO GO คือเครื่องมืออ่านดิน เมื่อทั้งสองจับคู่กัน จึงกลายเป็น “ระบบจัดการน้ำใต้ดินแบบแม่นยำ” ที่พึ่งพาทั้งความรู้ท้องถิ่นและข้อมูลวิทยาศาสตร์ร่วมกัน
จากดินและน้ำ สู่ปากท้อง ถั่วเหลือง–รายได้–ความมั่นคงของชุมชน
โครงการนำร่องไม่ได้หยุดเพียงมิติด้านเทคนิคของน้ำ แต่ยังออกแบบ “มิติรายได้” ควบคู่กัน โดย อบจ.เชียงราย สนับสนุนให้เกษตรกรในพื้นที่นำร่องปลูก ถั่วเหลือง เป็นพืชเศรษฐกิจ พร้อมทั้งประสาน สมาคมถั่วเหลืองเอกชน รับซื้อผลผลิตใน ราคาประกัน
เมื่อระบบน้ำมีความเสถียรและมีข้อมูลสนับสนุน เกษตรกรสามารถบริหารจัดการน้ำในแปลงปลูกได้ตรงตามความต้องการของพืช ลดความเสี่ยงจากฝนทิ้งช่วงหรือการขาดแคลนน้ำในช่วงวิกฤต รายงานเชิงเทคนิคชี้ให้เห็นว่า ระบบชลประทานที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเรียลไทม์สามารถ
- ลดการใช้น้ำรวมทั้งฤดูกาลลงได้ราว 15–30%
- ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานจากการสูบน้ำ
- ลดแรงงานในการเฝ้าระวังและปรับตั้งระบบ
- เพิ่มโอกาสให้เกษตรกรเห็น ผลตอบแทนการลงทุน (ROI) ภายในเวลาประมาณ 1–3 ปี
เมื่อผูกเข้ากับสัญญาซื้อขายผลผลิตถั่วเหลืองในราคาประกัน จึงทำให้ “ระบบน้ำ” ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติ แต่กลายเป็น กลไกสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของครัวเรือนเกษตร
นี่คือความหมายของ “แก้จน” ในเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่การให้ความช่วยเหลือแบบชั่วคราว แต่คือการสร้างระบบน้ำ–ระบบปลูก–ระบบตลาด ที่เชื่อมถึงกันอย่างครบวงจร
มองไกลกว่านำร่อง จากข้อมูลจุด สู่การวางแผนระดับลุ่มน้ำ
รายงานเชิงผู้เชี่ยวชาญยังเสนอให้มองการใช้ TEMP TO GO ในเชียงรายเชื่อมโยงกับการวางแผนในระดับลุ่มน้ำในอนาคต ผ่านแนวคิดการสร้าง Digital Soil Map ความละเอียดสูง และการเชื่อมข้อมูลดินแบบเรียลไทม์เข้ากับแบบจำลองอุทกวิทยา เช่น SWAT หรือแบบจำลองลุ่มน้ำที่หน่วยงานรัฐใช้อยู่
โดยหลักการแล้ว ข้อมูลจาก TEMP TO GO สามารถช่วย
- ปรับปรุงค่าพารามิเตอร์สำคัญในแบบจำลอง เช่น สัมประสิทธิ์การนำน้ำอิ่มตัว (Ksat) และค่า Curve Number (CN) ให้สอดคล้องกับดินจริง
- ลด “ความไม่แน่นอน” ในการพยากรณ์น้ำหลาก น้ำท่า และการเติมน้ำใต้ดิน
- ทำให้การวางแผนระดับลุ่มน้ำ เช่น การจัดโซนเกษตร การสร้างแหล่งเก็บน้ำ หรือมาตรการป้องกันน้ำท่วม มีความแม่นยำขึ้น
หากในระยะต่อไป อบจ.เชียงราย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถขยายเครือข่าย TEMP TO GO ไปยังพื้นที่อื่น ๆ ของจังหวัด และสร้างแพลตฟอร์มข้อมูลร่วมกับหน่วยงานด้านน้ำระดับประเทศได้ เชียงรายอาจกลายเป็น “ต้นแบบจังหวัดดิจิทัลด้านการบริหารจัดการน้ำ” ที่ใช้ทั้ง ข้อมูลดิน–น้ำ–เกษตร–เศรษฐกิจ เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ
จากโครงการรายพื้นที่สู่การบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ
ในมุมมองด้านรัฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะ การดำเนินการครั้งนี้มีนัยสำคัญอย่างน้อย 3 ประการ
- การยกระดับบทบาท อบจ. ในฐานะ “ตัวกลางเชื่อมภาคส่วน”
อบจ.เชียงรายไม่ได้เดินเพียงลำพัง แต่ใช้โมเดลความร่วมมือระหว่าง- หน่วยงานท้องถิ่น (อบจ., เทศบาล, อปท.)
- หน่วยงานความมั่นคงและพัฒนา (นพค.35)
- ภูมิปัญญาชุมชน (ธนาคารน้ำใต้ดิน)
- ภาคธุรกิจ (สมาคมถั่วเหลืองเอกชน)
ส่งผลให้การจัดการน้ำไม่ได้เป็นภาระของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็น “การทำงานแบบทั้งสังคม – Whole-of-Society Approach”
- การพึ่งพาข้อมูลแทนการพึ่งพาเพียงความเคยชิน
การใช้ TEMP TO GO ทำให้การตัดสินใจหลายเรื่อง เช่น- จะขุดบ่อธนาคารน้ำใต้ดินตรงไหน
- จะออกแบบระบบระบายน้ำหรือเก็บน้ำตรงใด
- จะจัดการน้ำเพื่อเกษตรในช่วงฤดูแล้งอย่างไร
ถูกอิงกับข้อมูลที่วัดได้จริงมากกว่าความรู้สึกหรือค่าเฉลี่ยในอดีต ช่วยลดความเสี่ยงจากโครงการลงทุนที่ไม่ตอบโจทย์
- การเชื่อมโยง “ภัยพิบัติ – ทรัพยากรน้ำ – ปากท้อง” เข้าด้วยกัน
นโยบายภายใต้กรอบ PDOSS ทำให้การจัดการน้ำไม่ได้มีเป้าหมายแค่ลดความเสียหายจากอุทกภัย แต่ยังขยับไปสู่- การสร้างระบบน้ำเพื่อรองรับภัยแล้ง
- การสร้างรายได้ผ่านพืชเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับระบบน้ำ
- การเพิ่มความมั่นคงของชุมชนในระยะยาว
กล่าวได้ว่า โครงการนี้เป็นตัวอย่างของการมอง “น้ำ” ไม่ใช่เพียงทรัพยากรธรรมชาติ หากแต่เป็น โครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ ที่ผูกกับคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ และความสามารถของชุมชนในการรับมือกับวิกฤตภูมิอากาศในอนาคต
ก้าวต่อไปของเชียงราย จากผู้รับผลกระทบ สู่จังหวัดนำร่องด้านนวัตกรรมน้ำ
การพัฒนาใน 3 อำเภอนำร่อง ดอยหลวง – เวียงเชียงรุ้ง – เชียงของ จึงไม่ใช่เพียงการทดลองเชิงเทคนิค หากเป็น “ห้องทดลองมีชีวิต” (Living Lab) ที่ผสาน
- ภูมิปัญญาเรื่องธนาคารน้ำใต้ดิน
- ศักยภาพเชิงวิศวกรรมของ นพค.35
- สมรรถนะด้านดิจิทัลของเทคโนโลยี TEMP TO GO
- นโยบายเชิงบูรณาการด้านน้ำและภัยพิบัติของ อบจ.เชียงราย
หากโครงการสามารถยืนยันผลลัพธ์ได้ทั้งในเชิง
- ลดความเสี่ยงน้ำท่วม–ภัยแล้ง
- เพิ่มความคุ้มค่าการใช้น้ำและปุ๋ย
- เสริมสร้างรายได้และความมั่นคงของเกษตรกร
เชียงรายย่อมมีศักยภาพจะต่อยอดจาก “พื้นที่นำร่อง 3 อำเภอ” ไปสู่การขยายผลทั้งจังหวัด รวมทั้งแบ่งปันองค์ความรู้และบทเรียนให้พื้นที่อื่นของประเทศที่เผชิญโจทยะคล้ายคลึงกัน
ในโลกที่ภูมิอากาศไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป การมีเพียงเขื่อน ฝาย หรือบ่อเก็บน้ำอาจไม่เพียงพอ แต่ต้องมี ข้อมูลดิน–น้ำแบบเรียลไทม์ นโยบายที่มองทั้งระบบ และชุมชนที่เข้มแข็ง โครงการของ อบจ.เชียงรายครั้งนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่า การ “แก้ท่วม–แก้แล้ง–แก้จน” ในยุคใหม่ ต้องอาศัยทั้ง เทคโนโลยี–ภูมิปัญญา–และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน อย่างแท้จริง
เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย)
- หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 35 (นพค.35)
- โครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชนตามพระราชดำริ (หลวงพ่อสมาน สมศักดิ์)
- การบูรณาการเทคโนโลยี TEMP TO GO เพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบเรียลไทม์









