เชียงรายระดมพลังชุมชน-ม.แม่ฟ้าหลวง วางแผนจัดการไฟป่าเชิงลุ่มน้ำ สาน “โมเดลห้วยหินลาดใน” สู้วิกฤต PM 2.5 และรื้อภาพจำเชิงลบต่อกลุ่มชาติพันธุ์
เชียงราย, 14 มกราคม 2569 – ท่ามกลางความกังวลเรื่องหมอกควันและฝุ่นละเอียด PM 2.5 ที่เวียนกลับมาปกคลุมภาคเหนือแทบทุกปี ชุมชนชาติพันธุ์ในลุ่มน้ำกกตอนบนไม่ได้ยืนอยู่ในฐานะ “ผู้ถูกกล่าวหา” เพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป แต่กำลังก้าวขึ้นมารับบท “ผู้ออกแบบแนวทางแก้ปัญหา” ร่วมกับนักวิชาการและหน่วยงานรัฐอย่างเป็นระบบ ผ่านกิจกรรม “การทำแผนในการจัดการไฟป่าทั้งในระดับลุ่มน้ำและระดับชุมชน” ซึ่งจะจัดขึ้นในวันอังคารที่ 13 มกราคม 2569 เวลา 13.00–16.00 น. ณ หอประชุมบ้านห้วยขมนอก หมู่ 10 ตำบลแม่ยาว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย
กิจกรรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “การนำองค์ความรู้และนวัตกรรมการจัดการปัญหาฝุ่นควันและไฟป่าไปขยายผลในพื้นที่เป้าหมายจากภูมิปัญญาชนเผ่าปกาเกอะญอในจังหวัดเชียงราย” ซึ่งสำนักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ดำเนินงานภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างต้นแบบการจัดการไฟป่าที่เดินได้จริงจากฐานชุมชน และเชื่อมร้อยเป็นเครือข่ายลุ่มน้ำอย่างยั่งยืน
สำนักข่าวนครเชียงราย
ไฟป่า–หมอกควัน วิกฤตซ้ำซากที่กระทบทั้งสุขภาพ เศรษฐกิจ และศักดิ์ศรีชุมชน
ในเอกสารโครงการระบุชัดเจนว่า ปัญหาไฟป่าและหมอกควันเป็นโจทย์สำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชนในภาคเหนืออย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ภูเขาสูงและป่าต้นน้ำที่มีชุมชนชาติพันธุ์อาศัยอยู่หนาแน่น ซึ่งมักถูกสังคมมองว่าเป็น “ต้นเหตุของการเผา”
ในเชิงโครงสร้าง ปรากฏการณ์หมอกควันไม่ได้เป็นเพียงควันจากไร่หมุนเวียนหรือการหาของป่าเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวพันกับไฟป่าความรุนแรงสูง การลักลอบเผาเพื่อเปิดพื้นที่ การเผาเศษวัสดุการเกษตร และสภาพภูมิอากาศที่แห้งแล้งยาวนานขึ้น ทว่าบทสนทนาในสังคมมักไปหยุดอยู่ที่การชี้นิ้วไปยังกลุ่มชาติพันธุ์ มากกว่าการมองระบบจัดการไฟทั้งลุ่มน้ำโดยรวม
ภายใต้ความตึงเครียดดังกล่าว ชุมชนลุ่มน้ำกกตอนบน โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ในตำบลแม่ยาว จึงเลือกที่จะใช้ “การลงมือทำ” ตอบคำถามสังคม ด้วยการออกแบบระบบจัดการไฟป่าที่ผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับองค์ความรู้สมัยใหม่ และทำงานร่วมกับหน่วยงานรัฐอย่างเป็นขั้นตอน
จาก “โมเดลห้วยหินลาดใน” สู่ลุ่มน้ำกก เมื่อภูมิปัญญาปกาเกอะญอเป็นฐานของนวัตกรรม
หลักคิดสำคัญของโครงการที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงผลักดัน คือการนำบทเรียนจาก “บ้านห้วยหินลาดใน” ชุมชนปกาเกอะญอที่เป็นต้นแบบการจัดการไฟป่าบนพื้นที่ภูเขาสูง มาปรับใช้ในบริบทของลุ่มน้ำกกตอนบน โดยไม่ยกแบบแผนไปวางทับ แต่เน้นให้แต่ละชุมชนออกแบบ “กติกาไฟ” ของตนเองบนฐานประสบการณ์จริง
โมเดลดังกล่าวมองไฟไม่ใช่ศัตรูที่ต้องกำจัดให้หมดไป หากแต่เป็น “เครื่องมือจัดการระบบนิเวศ” ที่ต้องใช้ให้ถูกเวลา ถูกพื้นที่ และอยู่ภายใต้ข้อตกลงร่วมของชุมชน ทั้งเรื่องการกำหนดเขตห้ามเผา เขตกันไฟแนวกันชน วิธีการสร้างแนวกันไฟอย่างปลอดภัย รวมถึงการจัดเวรเฝ้าระวังและการสื่อสารเมื่อต้องควบคุมไฟหลุดแนว
โครงการจึงกำหนดวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ ได้แก่
- ขยายผลต้นแบบการจัดการไฟป่าที่อาศัยภูมิปัญญาปกาเกอะญอจากบ้านห้วยหินลาดใน ไปยังชุมชนเป้าหมายอื่นในจังหวัดเชียงราย
- พัฒนาแหล่งเรียนรู้และเครือข่ายอาสาชุมชนที่สามารถจัดการทรัพยากรธรรมชาติและปัญหา PM 2.5 ได้อย่างยั่งยืน
- สร้างชุดองค์ความรู้และกระบวนการถ่ายทอด เพื่อใช้เตรียมความพร้อมรับมือไฟป่าและหมอกควันในระดับลุ่มน้ำและระดับชุมชน
เวทีวางแผนร่วม 7 ชุมชนลุ่มน้ำกก จากข้อมูลภาคสนามสู่ “แผนไฟป่า” ฉบับชาวบ้าน
กิจกรรมวันที่ 13 มกราคม 2569 จะเป็นเวทีสำคัญที่อาสาสมัครและผู้นำชุมชนจาก 7 หมู่บ้านในตำบลแม่ยาว ได้แก่ บ้านห้วยขมนอก บ้านห้วยชมภู บ้านขุนน้ำแม่ยาว บ้านสุขเกษม บ้านหนองผักหนาม บ้านสองแควอาข่า และบ้านแสนสุข มาร่วมกันนำเสนอ “แผนจัดการไฟป่าของชุมชน” ต่อเพื่อนบ้านและหน่วยงานภาคี
ผู้เข้าร่วมหลักคือ อาสาสมัครป้องกันไฟป่าลุ่มน้ำกกจาก 6 ชุมชน จำนวน 45 คน และนักวิชาการอาสาสมัครจาก 1 ชุมชน จำนวน 5 คน รวมทั้งสิ้น 50 คน โดยมีตัวแทนหน่วยงานรัฐและภาคประชาสังคมเข้าร่วมแลกเปลี่ยนในช่วงท้ายของเวที เพื่อปรับแผนให้เชื่อมโยงกับมาตรการระดับจังหวัดและระดับลุ่มน้ำอย่างเป็นรูปธรรม
สำนักข่าวนครเชียงราย
กำหนดการเริ่มตั้งแต่เวลา 13.00 น. ด้วยการลงทะเบียนและกล่าวต้อนรับ ชี้แจงวัตถุประสงค์ จากนั้นแต่ละชุมชนจะขึ้นนำเสนอร่างแผนการจัดการไฟป่าของตนเองทีละแห่ง ตั้งแต่การสำรวจพื้นที่เสี่ยง จุดเฝ้าระวัง แนวกันไฟ แผนการลาดตระเวน รวมถึงกลไกการเตือนภัยและการทำงานร่วมกับหน่วยงานภายนอก ก่อนจะเข้าสู่ช่วง 15.00–16.00 น. สำหรับการระดมความคิดเห็นจากภาคีเครือข่ายเพื่อปรับแผนให้พร้อมนำไปใช้จริงในฤดูกาลไฟป่าปีนี้
เสียงจากชุมชน จาก “จำเลยสังคม” สู่ “ผู้พิทักษ์ป่า”
หนึ่งในเสียงสำคัญที่ขับเคลื่อนกระบวนการครั้งนี้คือ นายประวิทย์ ธุระวร ชาวบ้านห้วยขมนอก และประธานป่าชุมชนบ้านแม่ยาว ซึ่งทำงานเฝ้าระวังไฟป่ามายาวนาน เขาเล่าว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา กลุ่มชาติพันธุ์มักถูกสังคมมองว่าเป็นตัวการหลักของการเผาป่า ทั้งที่ในความเป็นจริง ชุมชนเองก็เป็นผู้ได้รับผลกระทบจากไฟแรงสูงและหมอกควันไม่ต่างจากคนในเมือง
“คนข้างนอกมักเห็นแต่ภาพไฟลุกบนดอย แล้วก็โยนความผิดมาที่ชาวเขา แต่ไม่มีใครเห็นว่าเราเองก็เสียป่า สูญเสียแหล่งน้ำ และต้องสูดควันเข้าไปทุกปี” นายประวิทย์สะท้อน พร้อมย้ำว่า เวทีทำแผนครั้งนี้คือโอกาสที่ชุมชนจะลุกขึ้นมาบอกสังคมว่า พวกเขาพร้อมรับผิดชอบต่อทรัพยากรของประเทศ และต้องการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของทางออก
สำหรับเขา การมีแผนจัดการไฟป่าที่ทำร่วมกันอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร และได้รับการรับรองจากหน่วยงานรัฐ จะช่วยลดความคลุมเครือระหว่าง “ไฟตามวิถี” กับ “ไฟที่ผิดกฎหมาย” และเปิดพื้นที่ให้เจ้าหน้าที่กับชุมชนทำงานบนฐานความไว้เนื้อเชื่อใจกันมากขึ้น
เสียงนักวิชาการ “มนุษย์ต้องอยู่กับไฟอย่างถูกวิธี”
ด้าน ผศ.ดร.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ จากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง นักวิชาการผู้ทำงานเคียงข้างชุมชนชาติพันธุ์ในการจัดการไฟภูเขามาอย่างต่อเนื่อง มองว่า การจัดเวทีระดับลุ่มน้ำครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญของการเปลี่ยนมุมมองเรื่องไฟป่าในสังคมไทย
“เราไม่สามารถทำให้ไฟหายไปจากภูเขาได้ แต่เราทำให้ไฟอ่อนลง ควบคุมได้ และไม่ลุกลามจนกลายเป็นภัยพิบัติได้” เขากล่าว พร้อมอธิบายว่า โครงการนี้ใช้ “โมเดลห้วยหินลาดใน” เป็นจุดตั้งต้น แล้วชวนให้แต่ละชุมชนหยิบประสบการณ์ของตนเองมาปรับใช้ สร้างเป็น “ชุดความรู้ใหม่” ที่สะท้อนบริบทจริงของลุ่มน้ำกก
ผศ.ดร.สุวิชานยังชี้ให้เห็นว่า การทำแผนร่วมกันในระดับลุ่มน้ำจะช่วยรื้อถอนมายาคติที่มองกลุ่มชาติพันธุ์เป็นเพียงผู้บุกรุกทำลายป่า เพราะเอกสารแผนงานที่ออกมาจะเป็นหลักฐานยืนยันว่า ชุมชนเหล่านี้กำลังทำงานเชิงระบบ ทั้งการกำหนดเขตป่าต้นน้ำ ป่าใช้สอย แนวกันไฟ และกติกาเรื่องฤดูกาลเผาที่สอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศจริง
แผนจัดการไฟป่าที่ “เห็นคน เห็นป่า และเห็นลุ่มน้ำ”
สาระสำคัญของแผนที่แต่ละชุมชนเตรียมนำเสนอไม่ได้มีเพียงแผนที่แนวกันไฟหรือจุดลาดตระเวน แต่ยังครอบคลุมวิธีคิดในการจัดลำดับความสำคัญของพื้นที่ เช่น พื้นที่ป่าต้นน้ำที่ต้องป้องกันไม่ให้ไฟเข้าอย่างเด็ดขาด พื้นที่ไร่หมุนเวียนที่อนุญาตให้ใช้ไฟภายใต้กติกาเคร่งครัด และพื้นที่เสี่ยงที่ต้องทำแนวกันไฟร่วมกันระหว่างหลายหมู่บ้าน
นอกจากนี้ ยังมีการวางระบบสื่อสารระหว่างหมู่บ้านและกับหน่วยงานรัฐ เช่น การใช้วิทยุสื่อสาร กลุ่มไลน์ หรือการตั้งจุดประสานงานส่วนกลางในตำบลแม่ยาว เพื่อให้การแจ้งเหตุและการระดมกำลังเข้าควบคุมไฟทำได้ทันท่วงที ลดโอกาสที่ไฟจะลุกลามจนกลายเป็นไฟป่าขนาดใหญ่ที่ควบคุมไม่ได้
ในระดับลุ่มน้ำ แผนดังกล่าวจะถูกนำไปใช้ประกอบการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น อุทยานแห่งชาติ หน่วยป้องกันรักษาป่าของกรมป่าไม้ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้มาตรการทางกฎหมายและการปฏิบัติงานภาคสนาม “เดินไปในทิศทางเดียวกัน” กับข้อตกลงของชุมชน ไม่ใช่ต่างคนต่างเดินจนเกิดความขัดแย้งดังที่เคยเกิดขึ้นในอดีต
จากไฟป่าความรุนแรงสูง สู่ระบบจัดการไฟที่ลด PM 2.5 ได้จริง
ในเอกสารโครงการ ระบุผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับไว้อย่างชัดเจน ตั้งแต่ระดับทรัพยากรธรรมชาติไปจนถึงระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ได้แก่
- การเกิดรูปแบบการจัดการไฟป่าและฝุ่นควันในพื้นที่สูงที่สอดคล้องกับบริบทภูมินิเวศและวิถีของชุมชน
- การลดปริมาณเชื้อเพลิงและการสะสมควันจากไฟป่าที่ไม่อยู่ในการควบคุม อันเป็นสาเหตุสำคัญของ PM 2.5 ในพื้นที่เป้าหมาย
- การเสริมสร้างสุขภาวะและคุณภาพชีวิตของประชาชนในลุ่มน้ำกก ผ่านการลดความเสี่ยงจากฝุ่นละอองและไฟป่าความรุนแรงสูง
- การพัฒนาศักยภาพผู้นำและอาสาสมัครชุมชนให้มีความมั่นใจในการวางแผนและประสานงานกับหน่วยงานภายนอก
- การเชื่อมโยงองค์ความรู้ของชุมชนกับนักวิชาการและหน่วยงานรัฐ ซึ่งจะเป็นฐานข้อมูลสำคัญสำหรับการกำหนดนโยบายด้านการจัดการไฟป่าและหมอกควันในอนาคต
เชียงรายในฐานะ “สนามทดลอง” การจัดการไฟป่าเชิงลุ่มน้ำ
บทบาทของเชียงรายในโครงการครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงจังหวัดที่เผชิญปัญหาไฟป่าและหมอกควัน หากแต่เป็น “สนามทดลองเชิงยุทธศาสตร์” ที่แสดงให้เห็นว่าการจัดการไฟป่าจำเป็นต้องก้าวข้ามแนวคิดแบบสั่งการจากส่วนกลางเพียงทางเดียว
การมีสถาบันการศึกษาอย่างมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงทำหน้าที่ “ตัวกลางทางความรู้” เชื่อมระหว่างชุมชน หน่วยงานรัฐ และภาควิชาการระดับชาติ ช่วยให้กระบวนการจัดการไฟป่ามีทั้งหลักฐานเชิงประจักษ์ การมีส่วนร่วม และความชอบธรรมในสายตาสังคม ขณะเดียวกัน การที่ชุมชนชาติพันธุ์ลุกขึ้นมาจัดทำแผนของตนเอง ก็ทำให้บทสนทนาจากนี้ไปไม่ใช่เพียง “รัฐพูด ชุมชนฟัง” แต่เป็นการแลกเปลี่ยนบนฐานความเท่าเทียมมากขึ้น
แผนไฟป่าจากลุ่มน้ำกก สู่คำตอบใหม่ของวิกฤตหมอกควันภาคเหนือ
เมื่อพิจารณาจากภาพรวม โครงการจัดทำแผนจัดการไฟป่าระดับลุ่มน้ำและชุมชนในตำบลแม่ยาวครั้งนี้ อาจดูเป็นเพียงกิจกรรมหนึ่งบ่ายของอาสาสมัคร 50 คน ทว่าในเชิงยุทธศาสตร์ นี่คือก้าวสำคัญของการสร้าง “สถาปัตยกรรมใหม่” ในการจัดการไฟป่าและฝุ่นควันของภาคเหนือ
หากแผนงานที่ได้จากเวทีวันที่ 13 มกราคม สามารถขับเคลื่อนต่อในภาคสนาม และได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากหน่วยงานรัฐ ก็มีโอกาสสูงที่ลุ่มน้ำกกจะกลายเป็นตัวอย่างของการจัดการไฟป่าที่ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับนโยบายสาธารณะอย่างแท้จริง และหากต้นแบบนี้ได้รับการขยายผลไปยังจังหวัดอื่นในภาคเหนือ วิกฤตหมอกควันที่คนไทยเผชิญมานานอาจเริ่มมี “ทางออกที่มองเห็นได้” มากขึ้น
ท้ายที่สุด การแก้ปัญหาไฟป่าและ PM 2.5 ไม่ได้อยู่ที่การหาคนผิด แต่อยู่ที่การออกแบบระบบที่ทำให้ไฟอยู่ในขอบเขตที่ปลอดภัย ป่าฟื้นตัวได้ ชุมชนมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น และศักดิ์ศรีของกลุ่มชาติพันธุ์ได้รับการยอมรับในฐานะ “ผู้พิทักษ์ผืนป่า” คู่กับสังคมไทยทั้งประเทศ
เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
- เรียงเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
- นายประวิทย์ ธุระวร ชาวบ้านห้วยขมนอกและประธานป่าชุมชนบ้านแม่ยาว
- ผศ.ดร.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ สำนักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
- มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงและสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)








