
ถอดรหัส “พะเยาโมเดล” เมื่อเมืองรองโตสุดเหนือด้วยอีเวนต์และเดิมพันอนาคตด้วยสนามบินภูมิภาค
พะเยา/ภาคเหนือตอนบน, 24 มกราคม 2569 — หากภาพจำเดิมของพะเยาคือ “เมืองผ่าน” ระหว่างเชียงใหม่–เชียงราย ปี 2568 กำลังส่งสัญญาณว่าเมืองเล็กสามารถ “ย้ายตัวเองขึ้นมาอยู่บนแผนที่เศรษฐกิจการท่องเที่ยว” ได้จริง เมื่อจังหวัดเร่งเครื่องด้วยอีเวนต์ขนาดใหญ่ต่อเนื่อง จนได้ผลลัพธ์การเติบโตเชิงสถิติที่โดดเด่น (นักท่องเที่ยว +10.18% รายได้ +12.82% ตามข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียม) และในปี 2569 กำลังต่อยอดไปสู่โจทย์ที่ใหญ่กว่าเดิม การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานสู่ “ท่าอากาศยานภูมิภาค” ที่อำเภอดอกคำใต้ (ข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม)
แต่คำถามที่สังคมต้องการคำตอบไม่ใช่แค่ “พะเยาโตแค่ไหน” หากคือ โตแบบไหน และ ใครได้ประโยชน์ เพราะในอีกด้านหนึ่ง เศรษฐกิจท่องเที่ยวไทยกำลังเผชิญความผันผวนของตลาดต่างชาติ ขณะที่แรงหนุนระยะสั้นจากอีเวนต์อาจกลายเป็น “ยอดพุ่งแล้วแผ่ว” หากไม่ถูกเปลี่ยนเป็นการใช้จ่ายที่กระจายตัวลงสู่ชุมชนและธุรกิจฐานรากได้จริง
ต่างชาติเริ่มคึก แต่ยังเป็นจังหวะ “กลับมาเป็นระลอก”
ต้นปี 2569 ตัวเลขรายสัปดาห์สะท้อนว่าต่างชาติยังเป็นเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย โดยช่วง 12–18 ม.ค. 2569 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทย 749,725 คน และที่สำคัญคือ จีนกลับขึ้นอันดับ 1 (88,360 คน) ตามด้วยรัสเซีย มาเลเซีย อินเดีย และเกาหลีใต้
สัญญาณนี้มีนัยต่อภาคเหนือ 2 ชั้น
- ชั้นแรก คือ “ความเชื่อมั่นในการเดินทาง” เริ่มฟื้น จีนกลับมาเป็นแรงหนุนของทั้งประเทศ
- ชั้นที่สอง คือ “การแข่งขันแย่งนักท่องเที่ยว” จะเข้มขึ้น เมืองรองที่ไม่มีจุดขายชัดและไม่มีแผนปฏิบัติการรองรับ อาจถูกดูดกลับไปสู่เมืองหลัก
ในภาพรวม ตัวเลขสะสมที่ผู้ใช้จัดเตรียม (1–18 ม.ค. 2569 ต่างชาติ 1.87 ล้านคน รายได้ 92,641 ล้านบาท) ถูกใช้เป็นกรอบอธิบายว่า “ท่องเที่ยวไทยยังเป็นเครื่องยนต์ต้นปี” อย่างไรก็ตาม ในเชิงข่าวเชิงลึก การนำตัวเลขรายได้ไปตีความต้องทำอย่างระมัดระวัง เพราะตัวเลขรายได้รวมมักมีวิธีคำนวณและสมมติฐานประกอบ เมื่อใช้เป็น “ฐานตัดสินใจเชิงนโยบาย” ยิ่งต้องเปิดเผยที่มาและวิธีคำนวณให้ชัดเพื่อความโปร่งใส
“อีเวนต์นำทาง” ทำให้เมืองรองไม่ต้องรอเศรษฐกิจไหลมาเอง
สิ่งที่พะเยาทำในปี 2568 ตามข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม คือการใช้ “Big Event Marketing” เป็นคันเร่ง เปลี่ยนเมืองจาก Transit City เป็น Destination City โดยวางกิจกรรมให้เกิด “เหตุผลในการมา” และ “เหตุผลในการค้างคืน” พร้อมสร้างการรับรู้ผ่านกระแสสังคมและการเดินทางเป็นกลุ่มครอบครัว
หัวใจของโมเดลนี้ไม่ใช่การจัดงานให้ยิ่งใหญ่เพียงครั้งเดียว แต่คือ ความถี่ + ความต่อเนื่อง + ธีมที่จำได้ เพื่อทำให้การท่องเที่ยว “มีฤดูกาลมากกว่าหนึ่งช่วง” และดึงให้เกิดการจับจ่ายในหลายหมวด เช่น ที่พัก ร้านอาหาร คาเฟ่ ของฝาก และบริการท้องถิ่น
หากย้อนไปดูโครงสร้างตลาดท่องเที่ยวของพะเยาในข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม (เช่น ปี 2566 นักท่องเที่ยวรวม 1,009,648 คน รายได้ 2,290 ล้านบาท) จะเห็นการพึ่งพาตลาดในประเทศเป็นหลัก ขณะที่ต่างชาติยังมีสัดส่วนต่ำ ซึ่งสอดคล้องกับโจทย์เมืองรองส่วนใหญ่ “โตง่ายจากไทยเที่ยวไทย แต่โตยากในต่างชาติถ้าเดินทางไม่สะดวกและไม่มีผลิตภัณฑ์รองรับ”
นี่จึงเป็นเหตุผลที่พะเยาพยายามดันโครงสร้างพื้นฐานควบคู่ เพื่อไม่ให้อีเวนต์เป็นเพียงไฟแฟลชที่สว่างเร็วแล้วดับเร็ว

เดิมพันเกมยาว สนามบินพะเยา โครงสร้างพื้นฐานที่ต้องตอบคำถามความคุ้มค่า
แนวคิดท่าอากาศยานพะเยา (อ.ดอกคำใต้) ในข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียมถูกวางเป็น “ประตูบานใหม่” ของเศรษฐกิจท่องเที่ยว–การแพทย์–สุขภาพ โดยมีรายละเอียดทั้งด้านวิศวกรรม งบประมาณ และไทม์ไลน์
ในเชิงขั้นตอนภาครัฐ ประเด็นที่ตรวจสอบได้และมักปรากฏในเอกสารทางการคือ “กระบวนการรับฟังความคิดเห็น/การศึกษา” ซึ่งกรมท่าอากาศยานมีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อโครงการท่าอากาศยานพะเยาไว้ในเอกสารเผยแพร่สาธารณะ
อย่างไรก็ดี ในฐานะข่าวเชิงลึก ผลประโยชน์ของสนามบินไม่ได้เกิดขึ้นอัตโนมัติจากการมี “รันเวย์” แต่เกิดจากการออกแบบระบบนิเวศต่อไปนี้ให้เชื่อมถึงกันจริง
- ดีมานด์ (Demand) มีผู้โดยสารพอให้สายการบินอยู่ได้
- ซัพพลาย (Supply) ที่พัก บริการ การเดินทางต่อ (Last-mile) และมาตรฐานความปลอดภัย
- ผลิตภัณฑ์ (Product) เมืองต้องขายอะไร วัฒนธรรม ธรรมชาติ สุขภาพ อาหาร หรือประชุมสัมมนา
- การกระจายรายได้ (Distribution) เงินต้องลงชุมชน ไม่กระจุกอยู่ผู้เล่นไม่กี่ราย
- ผลกระทบ (Externalities) ที่ดิน เสียง สิ่งแวดล้อม น้ำท่วม การชดเชย ต้องมีมาตรการรองรับ

ประเด็นนี้ทำให้ “เสียงสนับสนุน” และ “เสียงกังวล” สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นกลาง
ฝ่ายสนับสนุนมักมองว่า สนามบินจะย่นเวลา เพิ่มการเข้าถึง และต่อยอดการท่องเที่ยวคุณภาพ
ฝ่ายกังวลจะถามเรื่อง “ซ้ำซ้อนกับสนามบินใกล้เคียง” “ความคุ้มค่าการลงทุน” และ “ภาระทางการคลัง/การเวนคืน”
โจทย์เชิงนโยบายจึงอยู่ที่การทำให้สนามบิน หากเดินหน้า เป็น โครงสร้างพื้นฐานเพื่อประชาชน ไม่ใช่เพียง “โครงการก่อสร้าง”
ความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์กับเชียงราย แข่งขันจริงหรือเสริมกัน?
ความน่าสนใจของภาคเหนือตอนบนคือ “เมืองไม่ได้โตเดี่ยว” การโตของพะเยาย่อมเชื่อมโยงกับเชียงรายและเชียงใหม่ในฐานะเมืองหลักที่มีสนามบินและระบบท่องเที่ยวพร้อมกว่า
เมื่อดูสัญญาณของเชียงรายจากข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียมก่อนหน้า (เช่น รายได้ท่องเที่ยวทั้งปี 2568 ทะลุ 51,540 ล้านบาท และติดอันดับรายได้ระดับประเทศ) ภาพรวมสะท้อนว่าเชียงรายมีฐานเศรษฐกิจท่องเที่ยวใหญ่กว่า แต่การขยายตัวของเมืองรองอย่างพะเยาสามารถเกิดในรูปแบบ “แบ่งเบา” และ “เติมเต็ม” ได้ หากวางตำแหน่งต่างกัน
- เชียงรายแข็งในมิติ “ประสบการณ์เมืองท่องเที่ยวครบวงจร” และการเชื่อมชายแดน
- พะเยาอาจชู “ความสงบ คุณภาพชีวิต วัฒนธรรมริมกว๊าน” และต่อยอดสุขภาพ/การพักฟื้น
การแข่งขันที่แท้จริงจึงไม่ใช่ “แย่งกันเอง” แต่คือ “ภาคเหนือจะชนะเมืองท่องเที่ยวภูมิภาคอื่นอย่างไร” ในวันที่นักท่องเที่ยวมีตัวเลือกมากขึ้น และความคาดหวังสูงขึ้น
ถ้าพะเยาจะชนะระยะยาว ต้องเปลี่ยนอีเวนต์ให้เป็นเศรษฐกิจถาวร
ปี 2568 พะเยาพิสูจน์แล้วว่า “อีเวนต์” ทำให้เมืองรองถูกมองเห็น และทำให้ตัวเลขโตได้
ปี 2569–257x จะเป็นบททดสอบว่า เมืองจะเปลี่ยน “กระแส” ให้เป็น “ระบบ” ได้หรือไม่
ถ้า “พะเยาโมเดล” จะเป็นต้นแบบจริง ความสำเร็จควรถูกวัดด้วย 3 คำถามง่าย ๆ แต่ตอบยาก
- รายได้ที่เพิ่มขึ้น ลงไปถึงผู้ประกอบการรายย่อย แค่ไหน
- นักท่องเที่ยวที่มาเพราะงาน กลับมาอีก หรือไม่ (Revisit)
- เมืองมี “เหตุผลให้ค้างคืน” เพิ่มขึ้นจริงหรือยัง (Length of Stay)
และหากโครงสร้างพื้นฐานอย่างสนามบินเดินหน้าต่อ คำถามสำคัญที่สุดคือ
“สนามบินจะทำให้ประชาชนได้อะไร มากกว่าได้เห็นอาคารใหม่”
เพราะสุดท้าย โครงการที่ชนะใจสังคม ไม่ใช่โครงการที่ใหญ่ที่สุด แต่คือโครงการที่ทำให้ชีวิตคนดีขึ้นอย่างจับต้องได้ และตรวจสอบได้
เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
- เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
- กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา: รายงานสถิติการท่องเที่ยวรายจังหวัดปี 2568 และสัปดาห์ 1-18 ม.ค. 69
- กรมท่าอากาศยาน: แผนความคืบหน้าและการศึกษา EIA โครงการท่าอากาศยานพะเยา
- ttb analytics / KResearch: บทวิเคราะห์มาตรการ “เที่ยวดีมีคืน” และการฟื้นตัวของเมืองรอง
- กองทุน ววน. (สกสว.): ยุทธศาสตร์ “Wellness City” และนวัตกรรมสมุนไพรในพื้นที่ภาคเหนือ









