Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

Highland Roots แม่จัน จากรอยพระบาทสู่รอยทางอาชีพ ภายใต้กฎหมายชาติพันธุ์ฉบับแรกของไทย

Highland Roots ที่แม่จัน จาก “รอยพระบาทบนดอยสูง” สู่ “รอยทางอาชีพ” ภายใต้กฎหมายชาติพันธุ์ฉบับแรกของไทย

เชียงราย, 19 มกราคม 2569 — เช้าวันหนึ่งที่ลมหนาวยังไม่คลายตัวเหนือแนวเขาแม่จัน ผู้คนหลากวัยทยอยเดินเข้าสู่ ศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงจังหวัดเชียงราย (ศพส.เชียงราย) ตำบลป่าซาง อำเภอแม่จัน ด้วยบรรยากาศที่ต่างจากงานราชการทั่วไปอย่างน่าประหลาด บนลานกิจกรรมมีทั้งเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ กลิ่นอาหารพื้นถิ่นจากครัวชุมชน สีสันของผืนผ้าทอ ผ้าปัก เครื่องเงิน และจังหวะการแสดงชาติพันธุ์ที่ทำให้ “พื้นที่สูง” ไม่ได้เป็นเพียงภูมิประเทศ หากเป็น “ภูมิใจ” ที่กำลังถูกนำมาเล่าใหม่ในภาษาของเศรษฐกิจและสิทธิ

ในวันเดียวกันนั้น นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เดินทางมาเป็นประธานเปิดโครงการ “Highland Roots  วิถีชนเผ่า สร้างอาชีพสู่อนาคต” ซึ่งหน่วยงานในสังกัด พม. ระบุว่าเป็นการขับเคลื่อน “เศรษฐกิจบนพื้นที่สูงตามวิถีอัตลักษณ์” เพื่อสร้างรายได้และโอกาสอย่างยั่งยืน โดยยก ทุนวัฒนธรรม” ให้กลายเป็น ทุนเศรษฐกิจ” ผ่านการพัฒนาทักษะอาชีพ การต่อยอดการตลาด และการเชื่อมโยงเครือข่ายในพื้นที่ (ตามข้อมูลรายงานที่ผู้ใช้จัดเตรียม และรายงานข่าวที่เผยแพร่โดยสื่อภาครัฐ)

แต่ความหมายของงานนี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่ “การขายของ” หรือ “การจัดอีเวนต์” หากกำลังเชื่อมต่อกับบริบทใหญ่กว่านั้น คือปีแรก ๆ ของการเดินหน้ากฎหมายฉบับประวัติศาสตร์อย่าง พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ที่ถูกประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 18 กันยายน 2568 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 19 กันยายน 2568 เป็นต้นมา นัยสำคัญคือรัฐไทยเริ่ม “รับรองสิทธิทางวัฒนธรรม” และการคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น

รอยพระบาทที่แม่จัน ทำไมสถานที่จัดงาน “ไม่ธรรมดา”

ศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงจังหวัดเชียงราย ถูกเล่าในพื้นที่ข่าวและคำปราศรัยว่าเป็น “พื้นที่ประวัติศาสตร์แห่งพระมหากรุณาธิคุณ” ด้วยเคยเป็นหนึ่งในจุดที่มีการเสด็จฯ เยี่ยมราษฎรบนพื้นที่สูงในอดีต (รายละเอียดตามข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียม) และเมื่อวางภาพใหญ่ของงาน Highland Roots ลงบนฉากหลังเช่นนี้ งานจึงไม่ใช่เพียงพิธีเปิดโครงการ แต่คือการ “ผูกความหมาย” ระหว่างสามชั้นสำคัญ

  1. ชั้นประวัติศาสตร์การพัฒนาพื้นที่สูง   จากยุคที่รัฐทำงานพัฒนาเชิงสวัสดิการและความมั่นคง
  2. ชั้นเศรษฐกิจร่วมสมัย   ที่ตลาดต้องการเรื่องราว อัตลักษณ์ ความแตกต่าง และมาตรฐาน
  3. ชั้นสิทธิและศักดิ์ศรี   ที่กฎหมายชาติพันธุ์เริ่มสร้าง “พื้นที่ปลอดภัยทางนโยบาย” ให้การแสดงตัวตนมีฐานทางกฎหมายมากขึ้น

การจัดงานในพื้นที่ที่มีความหมายทางสังคมเช่นนี้ ทำให้ “Soft Power” ไม่ใช่คำสวยหรู แต่เป็นกลไกที่รัฐพยายามทำให้จับต้องได้ ทั้งในเชิงรายได้และในเชิงการยอมรับตัวตนของผู้คนที่เคยอยู่ชายขอบของการพัฒนา

Highland Roots เมื่อรัฐประกาศ “เปลี่ยนวิธีช่วย” จากสงเคราะห์ สร้างอาชีพ

แกนคิดของ Highland Roots ตามข้อมูลที่เผยแพร่ คือการทำให้การช่วยเหลือคนบนพื้นที่สูง “ออกจากกรอบเดิม” ที่เน้นการสงเคราะห์ ไปสู่การสร้างอาชีพที่ใช้ทุนทางสังคมและทุนวัฒนธรรมเป็นฐาน โดยสอดคล้องกับกรอบนโยบายที่ถูกอ้างถึงในงานว่าเป็นแนวทาง ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ รีสตาร์ทชีวิต ขยายโอกาสทางสังคม” (ตามข้อมูลในข่าวและเอกสารที่ผู้ใช้จัดเตรียม)

หากแปลเป็นภาษานโยบายที่ชัดขึ้น Highland Roots กำลังบอกว่า

  • รายได้จะไม่ยั่งยืน หากไม่ยกระดับทักษะ + มาตรฐาน
  • ตลาดจะไม่มั่นใจ หากไม่มีระบบคุณภาพ + เรื่องราวที่น่าเชื่อถือ
  • อัตลักษณ์จะไม่ปลอดภัย หากไม่มีหลักประกันเชิงสิทธิ (ซึ่งเชื่อมกับ พ.ร.บ.ชาติพันธุ์)

นี่คือการเปลี่ยน “หน่วยคิด” ของการพัฒนา จากการมองชุมชนเป็นผู้รับความช่วยเหลือ ไปสู่การมองชุมชนเป็นผู้สร้างมูลค่า แต่การเปลี่ยนหน่วยคิดนี้เอง ที่เปิดทั้ง “โอกาส” และ “ความเสี่ยง” ซึ่งต้องถูกพูดอย่างตรงไปตรงมาในข่าวเชิงลึก

4 เส้นทางอาชีพ งานฝีมือ–จักสาน–อาหารชาติพันธุ์–ท่องเที่ยววิถีอัตลักษณ์

ข้อมูลจากการนำเสนอระบุแนวทางพัฒนาอาชีพที่ต่อยอดจากอัตลักษณ์ ได้แก่

  1. งานฝีมือประณีต   ผ้าปักชนเผ่า การออกแบบเครื่องประดับเงินให้เข้ากับตลาดร่วมสมัย
  2. งานจักสานสร้างสรรค์   ยกระดับเครื่องจักสานสู่ของตกแต่งบ้าน/สินค้าไลฟ์สไตล์
  3. อาหารชาติพันธุ์ (Ethnic Cuisine)   เมนูเฉพาะถิ่นเป็นแม่เหล็กดึงนักท่องเที่ยว/นักชิม
  4. ท่องเที่ยววิถีอัตลักษณ์   เส้นทางท่องเที่ยวชุมชนที่เน้น “ประสบการณ์จริง” และไม่ทำลายวัฒนธรรม (ตามข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียม)

ในเชิงการสื่อสาร นี่คือการทำให้ “สิ่งที่เคยเป็นเรื่องในบ้าน” กลายเป็น “สินค้าในตลาด” ผ่านการออกแบบใหม่ โดยรัฐเข้ามาเป็นผู้สนับสนุนแพลตฟอร์ม โครงสร้างความรู้ และช่องทาง

อย่างไรก็ตาม ในเชิงจริยธรรมการพัฒนา จุดเปราะบางอยู่ที่คำว่า “ไม่ทำลายวัฒนธรรม” เพราะตลาดมีแรงดึงดูดสูง และเมื่อของเริ่มขายดี การผลิตอาจถูกเร่ง การเล่าเรื่องอาจถูกทำให้ตื้น เพื่อเอาใจผู้ซื้อ และพิธีกรรม/อัตลักษณ์บางส่วนอาจถูก “ทำเป็นโชว์” จนความหมายเดิมค่อย ๆ ถูกกลืนหาย

นี่คือโจทย์สำคัญที่ Highland Roots ต้องตอบให้ได้ด้วย “ระบบ” ไม่ใช่เพียง “เจตนา”

สีสันวัฒนธรรมกับความหมายทางสังคม การแสดงไม่ใช่แค่โชว์ แต่คือการประกาศตัวตน

การจัดงานที่มีการแสดงศิลปวัฒนธรรมชาติพันธุ์ อาทิการเต้นและการบรรเลงตามวิถีของชุมชนต่าง ๆ รวมถึงนิทรรศการประวัติศาสตร์เส้นทางการพัฒนาพื้นที่สูง (ตามข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียม) สะท้อนการใช้ “วัฒนธรรมเป็นภาษา” เพื่อบอกสังคมว่า

  • กลุ่มชาติพันธุ์ไม่ได้เป็นเพียง “แรงงานชายขอบ” หรือ “ชุมชนห่างไกล”
  • แต่เป็น “ผู้มีทุนทางวัฒนธรรม” ที่สามารถสร้างเศรษฐกิจได้ หากระบบเอื้อ

ประเด็นนี้สอดคล้องกับสาระของการประกาศใช้กฎหมายชาติพันธุ์ที่ถูกอธิบายว่าเป็นก้าวสำคัญต่อการยกระดับการคุ้มครองสิทธิทางวัฒนธรรมและความเสมอภาคบนความหลากหลาย

กฎหมายชาติพันธุ์ จาก “การมองเห็น” ไปสู่ “การคุ้มครอง” (และข้อท้าทายที่ตามมา)

การมีผลบังคับใช้ของ พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ตั้งแต่ 19 กันยายน 2568 ถูกมองว่าเป็น “หมุดหมาย” ที่รัฐเริ่มวางหลักประกันทางนโยบายให้กลุ่มชาติพันธุ์มากขึ้น

แต่กฎหมายฉบับนี้ ในเชิงนโยบายสาธารณะ ทำให้เกิดคำถามเชิงปฏิบัติทันที เช่น

  • พื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตจะถูกกำหนดอย่างไร ให้ชัด โปร่งใส และมีส่วนร่วม
  • การใช้วัฒนธรรมเชิงพาณิชย์ จะมีมาตรการป้องกันการเอารัดเอาเปรียบหรือไม่
  • รายได้จาก Soft Power จะกลับคืนสู่ชุมชนอย่างเป็นธรรมเพียงใด
  • ความขัดแย้งเรื่องทรัพยากร/ที่ดิน/การจัดการพื้นที่ จะถูกคลี่คลายด้วยกลไกใด

กล่าวให้ชัด งาน Highland Roots คือ “ภาพสวย” ของปลายน้ำที่สังคมอยากเห็น แต่ความสำเร็จจริงอยู่ที่ “ต้นน้ำของระบบ” ตั้งแต่สิทธิ การกำกับมาตรฐาน ไปจนถึงการจัดสรรผลประโยชน์

เชียงรายในฐานะ “Hub พื้นที่สูง” โอกาสทางเศรษฐกิจ และความคาดหวังต่อรัฐ

เชียงรายถูกวางภาพให้เป็นหนึ่งในจังหวัดยุทธศาสตร์ด้านพื้นที่สูง ทั้งในมิติชาติพันธุ์ ภูมิประเทศ และการท่องเที่ยว เมื่อรัฐประกาศจะปั้น “โมเดลเศรษฐกิจชาติพันธุ์” คำถามคือ โมเดลนี้จะพาคนไปไกลแค่ไหน

โอกาส ที่เห็นได้ชัด ได้แก่

  • สร้างรายได้จากสินค้าหัตถกรรม/อาหาร/บริการท่องเที่ยวที่มีเรื่องเล่าและความแตกต่าง
  • เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่กลับบ้าน ทำงานที่บ้านได้ ไม่ต้องย้ายแรงงานไปเมืองใหญ่
  • เกิดการพัฒนามาตรฐานสินค้าและการตลาด ทำให้รายได้เสถียรขึ้นในระยะยาว

ความเสี่ยง ที่ต้องบริหาร ได้แก่

  • “ความดัง” ที่เร็วเกินไป อาจทำให้การผลิตล้นมาตรฐาน และความน่าเชื่อถือพังเร็ว
  • “การทำให้เป็นสินค้า” อาจทำให้ความศักดิ์สิทธิ์ของบางพิธีกรรมถูกบิด
  • “การกระจายรายได้” อาจไม่เท่ากัน เกิดผู้ได้ประโยชน์กระจุกตัวในผู้ประกอบการไม่กี่ราย
  • “การแข่งขันในตลาดออนไลน์” อาจทำให้สินค้าถูกลอกเลียนแบบ หากไม่วางระบบทรัพย์สินทางปัญญาชุมชนควบคู่

กล่าวอีกแบบคือ Highland Roots จะสำเร็จได้ ต้องเป็นมากกว่างานเปิดตัว ต้องเป็น “ระบบพัฒนาเศรษฐกิจฐานวัฒนธรรม” ที่มีเครื่องมือครบชุด

ระบบที่ต้องมี หากหวังผลจริง 6 เงื่อนไขความยั่งยืนของ “เศรษฐกิจชาติพันธุ์”

เพื่อให้ข่าวนี้ไม่เป็นเพียงรายงานกิจกรรม แต่เป็นข่าวเชิงลึกที่ใช้ประกอบการทำงานได้ จำเป็นต้องชี้เงื่อนไขเชิงระบบอย่างน้อย 6 ข้อ (อ้างอิงจากหลักปฏิบัติของงานพัฒนาชุมชนและเศรษฐกิจสร้างสรรค์โดยทั่วไป และกรอบสิทธิทางวัฒนธรรมที่ถูกเน้นย้ำในบริบทกฎหมายชาติพันธุ์)

  1. มาตรฐานคุณภาพ + มาตรฐานเรื่องเล่า
    สินค้าพรีเมียมไม่ใช่แค่สวย แต่ต้อง “พิสูจน์ได้” ว่ามาจากชุมชนจริง วัสดุจริง กระบวนการจริง
  2. ระบบตรวจสอบย้อนกลับที่ทำได้จริง
    หากไม่มี Traceability ตลาดสมัยใหม่จะไม่เชื่อมั่น และการปลอมปนจะทำลายแบรนด์ชุมชน
  3. การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาเชิงชุมชน
    ไม่ใช่แค่โลโก้ แต่รวมถึงลวดลาย แพตเทิร์น เรื่องเล่า และองค์ความรู้เฉพาะถิ่น
  4. การออกแบบผลิตภัณฑ์ร่วมสมัยแบบไม่ลบตัวตน
    จุดยากคือ “ปรับให้ขายได้” โดยไม่ “ลดทอนความหมาย” จนเหลือแค่ของตกแต่ง
  5. การแบ่งปันผลประโยชน์ที่โปร่งใส
    รายได้จากงานอีเวนต์/ท่องเที่ยว/คำสั่งซื้อ ต้องมีระบบกองทุนชุมชนหรือกลไกคืนประโยชน์
  6. การมีส่วนร่วมและความยินยอม (Consent) ของชุมชน
    โดยเฉพาะการนำพิธีกรรม/อัตลักษณ์ไปเผยแพร่ ต้องเคารพขอบเขตของชุมชน ไม่ใช่ “ใครเห็นว่าสวยก็เอาไปใช้ได้”

 “อาชีพแห่งอนาคต” จะเกิดจริงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับคนรุ่นใหม่

วลี “สร้างอาชีพสู่อนาคต” จะเป็นจริงได้ ต้องตอบโจทย์คนรุ่นใหม่อย่างน้อย 3 เรื่อง

  • รายได้ต้องพอเลี้ยงชีพและคาดการณ์ได้ ไม่ใช่ขายดีเฉพาะเทศกาล
  • งานต้องมีศักดิ์ศรี ไม่ถูกมองเป็นของฝากราคาถูก
  • ทักษะต้องต่อยอดได้ เช่น ดีไซน์ การตลาดดิจิทัล การถ่ายภาพ การเล่าเรื่องแบรนด์ การบริหารบัญชี

หาก Highland Roots ทำให้คนรุ่นใหม่เห็น “เส้นทางอาชีพ” ที่ชัดเจนและมีระบบรองรับ โครงการจะไม่ใช่แค่การเพิ่มรายได้ชั่วคราว แต่จะเป็นการ “เปลี่ยนโครงสร้างโอกาส” ในพื้นที่สูง

Highland Roots คือบททดสอบของรัฐไทยในยุค “Soft Power + Rights”

ภาพที่แม่จันในวันที่ 19 มกราคม 2569 จึงไม่ใช่แค่ภาพงานวัฒนธรรม แต่เป็นภาพ “การทดลองทางนโยบาย” ที่สำคัญของรัฐไทย การใช้ Soft Power เพื่อเศรษฐกิจ พร้อมเดินคู่กับการยกระดับสิทธิและศักดิ์ศรีของกลุ่มชาติพันธุ์ ภายใต้บริบทที่กฎหมายชาติพันธุ์ฉบับแรกของไทยเพิ่งมีผลบังคับใช้ได้ไม่นาน

คำถามสุดท้ายที่สังคมควรจับตา ไม่ใช่เพียง “งานจัดดีไหม” แต่คือ

  • รายได้เพิ่มขึ้นจริงกี่ครัวเรือน และเพิ่มอย่างสม่ำเสมอหรือไม่
  • การคุ้มครองอัตลักษณ์ทำได้จริงหรือเป็นเพียงคำประกาศ
  • ผลประโยชน์กระจายเป็นธรรมหรือกระจุกตัว
  • ชุมชนมีอำนาจกำหนดขอบเขตของการใช้วัฒนธรรมหรือไม่

เพราะท้ายที่สุด “รากเหง้า” จะไม่ฟื้นด้วยเวทีและไฟส่องงานเพียงวันเดียว แต่จะฟื้นได้ด้วยระบบที่ให้เกียรติผู้คนเท่ากับที่ให้มูลค่าแก่สินค้า และนี่คือเดิมพันที่แท้จริงของ Highland Roots

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (SAC)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

“กินวอ” ปีใหม่ลาหู่ 2569 ที่เชียงราย จากพิธีกรรมชุมชนสู่สนามการทูตวัฒนธรรมระดับนานาชาติ

เชียงรายเปิดเวที “ปีใหม่ลาหู่นานาชาติ” ครั้งที่ 3 จากพิธีกรรมชุมชนสู่การทูตวัฒนธรรม—โอกาส Soft Power ที่ต้องเดินคู่สิทธิชุมชนและจริยธรรมท่องเที่ยว

เชียงราย, 18 มกราคม 2569 — ลมหนาวกลางเดือนมกราคมทำให้เชียงรายกลับมาเป็นภาพจำของ “เมืองท่องเที่ยวฤดูหนาว” อีกครั้ง แต่ในปี 2569 เมืองเหนือสุดของประเทศกำลังสะท้อนบทบาทที่ลึกกว่าแค่ปลายทางพักผ่อน เมื่อมีการจัดงาน สืบสานและอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีปีใหม่ลาหู่นานาชาติ ครั้งที่ 3” ซึ่งประชาสัมพันธ์ว่าเปิดงานเมื่อ 17 มกราคม 2569 ณ ศูนย์ประชุมนครเชียงราย อำเภอเมืองเชียงราย โดย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายชูชีพ พงษ์ไชย เป็นประธานในพิธีเปิด

งานดังกล่าว—หากมองเพียงผิวเผิน—อาจถูกจัดวางเป็น “กิจกรรมวัฒนธรรมประจำปี” ทว่าหากมองให้ลึก จะเห็นว่านี่คือภาพสะท้อนของความพยายามในระดับพื้นที่ ที่กำลังทดลองตอบคำถามใหญ่ของสังคมไทยร่วมสมัย ทำอย่างไรให้ความหลากหลายทางชาติพันธุ์เป็นพลังร่วมของประเทศ โดยไม่ทำให้ชุมชนกลายเป็นเพียง ‘สินค้า’ ในตลาดท่องเที่ยว

ปีใหม่ลาหู่/กินวอ” คืออะไร และเหตุใดจึงมีนัยทางสังคมมากกว่างานรื่นเริง

ข้อมูลด้านชาติพันธุ์จาก ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร อธิบายว่า “ปีใหม่ลาหู่” หรือที่หลายพื้นที่เรียกว่า “กินวอ” เป็นพิธี/เทศกาลสำคัญที่สัมพันธ์กับวงจรชีวิต ความเชื่อ และโครงสร้างชุมชน—ตั้งแต่พิธีกรรม การรวมญาติ การเคารพผู้สูงอายุ ไปจนถึงการแสดงทางวัฒนธรรม

สาระสำคัญของประเด็นนี้อยู่ที่การทำความเข้าใจว่า “วัฒนธรรม” ไม่ได้มีความหมายเท่ากับ “การแสดงบนเวที” เท่านั้น แต่เป็น ระบบคุณค่า (value system) ที่กำกับความสัมพันธ์ในชุมชน เช่น การให้ความสำคัญกับผู้อาวุโส ความเป็นเครือญาติ การยึดโยงต่อพิธีกรรม และการรักษากติกาที่ชุมชนยอมรับร่วมกัน เมื่อเทศกาลถูกยกระดับสู่พื้นที่สาธารณะขนาดใหญ่ในเมือง ความท้าทายจึงเกิดขึ้นทันทีว่า จะรักษาแก่นของพิธีกรรมอย่างไร ในขณะที่ต้องสื่อสารให้คนภายนอกเข้าใจและเข้าถึงได้

ตัวเลขประชากร” ที่สะท้อนความเป็นจริงหลายมิติ เมื่อชาติพันธุ์ไม่ใช่คนส่วนน้อยที่มองไม่เห็น

ในเชิงโครงสร้าง ประเด็นชาติพันธุ์ไม่ใช่เรื่องเล็กของคนกลุ่มเล็ก หากแต่เป็น “ประชากรจริง” ที่มีการกระจายตัวในหลายจังหวัดภาคเหนือและพื้นที่ชายแดน ฐานข้อมูลชาติพันธุ์ของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ระบุชุดข้อมูลหนึ่งว่า ประชากรลาหู่ในประเทศไทย 116,126 คน (ชาย 57,941 หญิง 58,185) กระจายตัวใน 452 กลุ่มบ้าน ใน 8 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ ตาก แม่ฮ่องสอน กำแพงเพชร ลำปาง น่าน และเพชรบูรณ์ โดยอ้างแหล่งข้อมูลจากหน่วยงานด้านสังคมและการพัฒนาที่เกี่ยวข้อง

ขณะเดียวกัน ข่าวทางการของกรมประชาสัมพันธ์ในปี 2568 (งานครั้งที่ 2) ใช้ตัวเลขอีกชุดหนึ่ง โดยระบุว่าในประเทศไทยมีชาติพันธุ์ลาหู่ประมาณ 150,000 คน และกระจายตามหมู่บ้านแนวชายแดนไทย–เมียนมากว่า 800 หมู่บ้าน ในหลายจังหวัด

ความแตกต่างของตัวเลขไม่ใช่ “ความผิดพลาด” เสมอไป แต่สะท้อนข้อเท็จจริงที่สำคัญในงานข่าวเชิงลึก ข้อมูลประชากรชาติพันธุ์อาจมาจากคนละฐานข้อมูล คนละช่วงเวลา หรือคนละนิยามการนับ (เช่น นับตามการสำรวจชุมชน/การลงทะเบียน/การประเมินเชิงนโยบาย) ดังนั้น การรายงานอย่างรับผิดชอบควรทำ 2 อย่างพร้อมกัน คือ

  • ยืนยันแหล่งที่มาของตัวเลขทุกครั้ง และ
  • หลีกเลี่ยงการใช้ตัวเลขเพื่อสร้างอารมณ์เกินจริง แต่ใช้เพื่อชี้ให้เห็น “ขนาดของประเด็น” และ “ความจำเป็นของนโยบายที่รอบด้าน”

จากงานวัฒนธรรมสู่ “Soft Power” โอกาสที่เห็นได้—แต่ต้องไม่ข้ามเส้นความเป็นเจ้าของของชุมชน

กระแส Soft Power ของไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ “เทศกาลชาติพันธุ์” ถูกจับตาในฐานะสินทรัพย์วัฒนธรรมที่สามารถต่อยอดการท่องเที่ยว เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และภาพลักษณ์ประเทศได้ งานปีใหม่ลาหู่นานาชาติในเชียงรายจึงมีความหมายในเชิง “เวทีการทูตวัฒนธรรม” โดยอัตโนมัติ เพราะคำว่า “นานาชาติ” บ่งชี้การเชื่อมโยงเครือข่ายของผู้คนข้ามพรมแดน แม้ในข่าวครั้งที่ 3 ปี 2569 ยังไม่พบเอกสารทางการที่ระบุรายชื่อประเทศผู้เข้าร่วมอย่างเป็นทางการในชุดข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ณ ตอนเขียน แต่ในปี 2568 กรมประชาสัมพันธ์เคยรายงานว่า งานครั้งที่ 2 มีความร่วมมือจากพี่น้องลาหู่จากหลายประเทศ และย้ำเป้าหมายการฟื้นฟู–อนุรักษ์–เผยแพร่วัฒนธรรม พร้อมเชื่อมการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย

ในมิติ “โอกาส” งานลักษณะนี้สร้างผลเชิงบวกได้อย่างน้อย 3 ชั้น

  1. ชั้นการรับรู้ (Recognition) ทำให้สังคมวงกว้าง “มองเห็น” กลุ่มชาติพันธุ์ในฐานะส่วนหนึ่งของประเทศ ไม่ใช่กลุ่มชายขอบที่ถูกพูดถึงเฉพาะเวลามีปัญหา
  2. ชั้นเศรษฐกิจชุมชน (Community-based Economy) หากออกแบบดี งานสามารถเชื่อมตลาดงานฝีมือ อาหาร การแสดง และการท่องเที่ยวชุมชนแบบเคารพเจ้าบ้าน
  3. ชั้นความภาคภูมิใจ (Identity & Pride) เวทีสาธารณะช่วยให้คนรุ่นใหม่มีแรงจูงใจเรียนรู้ภาษา การแต่งกาย งานฝีมือ และพิธีกรรม ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของการสืบทอด

แต่ในอีกด้าน “Soft Power” มีความเสี่ยงเชิงโครงสร้างเช่นกัน หากวัฒนธรรมถูกทำให้เป็นเพียง “แพ็กเกจ” เพื่อขาย โดยไม่ยอมรับสิทธิและอำนาจการตัดสินใจของชุมชน ความเสี่ยงหลักคือ

  • การทำให้พิธีกรรมกลายเป็นการแสดง (Ritual-to-Show) เมื่อเวลาบนเวทีบีบให้พิธีกรรมต้องสั้นลงหรือเปลี่ยนรูป ชุมชนอาจรู้สึกว่าสาระถูกลดทอน
  • การครอบครองทางวัฒนธรรม (Cultural Appropriation) หากมีการใช้ลวดลาย ชุด เครื่องหมาย หรือเสียงเพลง โดยไม่ให้เครดิตหรือผลประโยชน์กลับชุมชนอย่างเป็นธรรม
  • ความเหลื่อมล้ำของผลประโยชน์ รายได้อาจไปกระจุกที่ผู้จัด/ผู้ประกอบการภายนอก มากกว่ากลุ่มผู้ผลิตงานฝีมือหรือศิลปินชุมชน

สิทธิชุมชน” และ “ไม่เลือกปฏิบัติ” บทเรียนจากปี 2568 ที่ควรเป็นกรอบของปี 2569

ข่าวทางการของกรมประชาสัมพันธ์เมื่อปี 2568 บันทึกถ้อยแถลงของ นางสาวจิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในพิธีเปิดงานครั้งที่ 2 โดยระบุสาระสำคัญว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสืบสานและอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมประเพณีที่เชื่อมความสัมพันธ์ของพี่น้องชาติพันธุ์ และย้ำหลักการเรื่อง สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค และไม่เลือกปฏิบัติ

เมื่ออ่านถ้อยแถลงดังกล่าวในบริบทปี 2569 จะเห็น “แกนคิดเชิงนโยบาย” ที่งานวัฒนธรรมควรยึดถือ ได้แก่

  • วัฒนธรรมเป็นสิทธิ ไม่ใช่ของประดับประเทศ
  • การยกระดับงานชาติพันธุ์ต้องไม่ทำให้คนชาติพันธุ์ถูกทำให้เป็นเพียง ‘ผู้แสดง’ โดยไร้อำนาจต่อรอง
  • ความหลากหลายต้องอยู่บนความปลอดภัยและศักดิ์ศรีของผู้คน

นี่คือจุดที่ทำให้ข่าวปีใหม่ลาหู่นานาชาติในเชียงราย ไม่ได้เป็นเพียงข่าวกิจกรรม แต่เชื่อมโดยตรงกับ “คุณภาพประชาธิปไตยทางวัฒนธรรม” ของสังคมไทย—สังคมที่ยอมรับความแตกต่างได้จริงแค่ไหน ไม่ใช่ยอมรับเฉพาะวันที่มีงานเทศกาล

มิติท่องเที่ยว “เทศกาลในเมือง” จะต่อยอด “ประสบการณ์ในชุมชน” อย่างไรให้ยั่งยืน

เชียงรายมีความได้เปรียบเฉพาะตัว เพราะเป็นจังหวัดที่มีภาพลักษณ์ด้านศิลปวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวอยู่แล้ว การจัดงานในศูนย์ประชุมกลางเมืองช่วยให้เข้าถึงคนจำนวนมากและมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับ แต่คำถามเชิงยุทธศาสตร์คือ เทศกาลจะเชื่อมประสบการณ์ไปถึงชุมชนอย่างไร โดยไม่สร้างผลกระทบด้านลบ

แนวทางที่มักใช้ในต่างประเทศ (และเริ่มถูกพูดถึงในไทยมากขึ้น) คือกรอบ Ethical/Responsible Tourism ซึ่งในกรณีชาติพันธุ์ควรมีองค์ประกอบอย่างน้อย 4 ประการ

  1. Consent & Protocol การถ่ายภาพ/บันทึกวิดีโอ/ใช้ลวดลาย ต้องมีการขออนุญาตและมีแนวปฏิบัติชัดเจน
  2. Fair Benefit Sharing รายได้ต้องกระจายกลับสู่ผู้ผลิตและศิลปินชุมชนอย่างเป็นธรรม
  3. Community-led Narrative ชุมชนต้องเป็นผู้เล่าเรื่องตัวเอง ไม่ใช่ถูกเล่าแทน
  4. Safeguarding ป้องกันการเหมารวม การล้อเลียน และการทำให้วัฒนธรรมเป็นวัตถุแปลกใหม่ (exoticization)

ข่าวประชาสัมพันธ์ของปี 2569 ระบุเป้าหมายคล้ายกันในเชิง “พื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้” และ “การเผยแพร่อัตลักษณ์ให้สังคมเข้าใจและเคารพการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม” ซึ่งเป็นทิศทางที่สอดคล้องกับกรอบท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ หากการดำเนินงานในทางปฏิบัติสามารถทำให้ “สิ่งที่พูด” กลายเป็น “สิ่งที่เกิดขึ้นจริง” ได้

งานนานาชาติจะเข้มแข็งได้จริง ต้องตอบคำถาม 3 ข้อ

เพื่อให้ “ปีใหม่ลาหู่นานาชาติ” เป็น Soft Power ที่ยั่งยืน ไม่ใช่เพียงกระแสตามฤดูกาล งานในอนาคตจำเป็นต้องตอบคำถามเชิงระบบอย่างน้อย 3 ข้อ1.ใครเป็นเจ้าของเรื่องเล่า? หากเวทีนานาชาติถูกขับเคลื่อนด้วยเรื่องเล่าจากภายนอกเป็นหลัก ชุมชนจะถูกลดบทบาทเป็น “ผู้แสดง” แต่หากเรื่องเล่ามาจากชุมชน ความหมายของพิธีกรรมจะยังคงอยู่และต่อยอดได้ 2. ใครได้ประโยชน์ และได้มาก–น้อยแค่ไหน? งานที่ดีต้องแสดงความโปร่งใสในห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ค่าจ้างการแสดง พื้นที่ขายสินค้า ไปจนถึงโอกาสทางอาชีพของคนรุ่นใหม่ในชุมชน 3.รัฐและท้องถิ่นจะทำให้ “ความเสมอภาค” เป็นรูปธรรมอย่างไร? ถ้อยแถลงเรื่องไม่เลือกปฏิบัติเป็นจุดเริ่มต้น แต่ในทางปฏิบัติต้องเชื่อมกับบริการสาธารณะ การเข้าถึงสิทธิ และการคุ้มครองศักดิ์ศรีของกลุ่มชาติพันธุ์ ตามหลักที่รัฐเคยสื่อสารในเวทีปี 2568

 “นานาชาติ” ไม่ใช่ปลายทาง—แต่เป็นบททดสอบว่าประเทศไทยอยู่ร่วมกับความต่างได้จริงหรือไม่

การจัดงานปีใหม่ลาหู่นานาชาติ ครั้งที่ 3 ในเชียงราย (ตามการประชาสัมพันธ์ว่าเริ่ม 17 มกราคม 2569) เป็นทั้ง “โอกาส” และ “บททดสอบ” ในเวลาเดียวกัน โอกาสคือการต่อยอดทุนวัฒนธรรมสู่การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างมีศักดิ์ศรี บททดสอบคือการพิสูจน์ว่าการยกระดับสู่เวทีสาธารณะจะไม่ทำให้วัฒนธรรมถูกลดรูป และไม่ทำให้เจ้าของวัฒนธรรมต้องเสียอำนาจในการกำหนดความหมายของตนเอง

ในโลกที่ Soft Power กลายเป็นคำยอดนิยม สิ่งที่แยก “งานที่ยั่งยืน” ออกจาก “งานที่ดังชั่วคราว” คือความสามารถในการยืนบน 3 เสาหลักพร้อมกัน ความจริงของพิธีกรรม, สิทธิและศักดิ์ศรีของชุมชน, และการจัดการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ หากเชียงรายทำได้ งานปีใหม่ลาหู่นานาชาติจะไม่ใช่เพียงเทศกาลบนปฏิทิน แต่จะเป็น “ต้นแบบการอยู่ร่วมกัน” ที่ส่งผลต่อชีวิตและความเชื่อมั่นของผู้คนในระยะยาว

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)
  • กรมประชาสัมพันธ์
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME