Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ยุทธศาสตร์ทุนมนุษย์เชียงราย ดัน IQ ถึง 103 ปิดแผลเยาวชนหลุดระบบด้วยทักษะ

ยกระดับ “ทุนมนุษย์” เชียงราย เกมรุกสองขา IQ 103–EQ 85% และ “แรงงานฝีมือ” เพื่อปิดแผลเยาวชนหลุดระบบ

เชียงราย, 13 พฤศจิกายน 2568 – ขณะที่ประเทศไทยเดินหน้าสู่เศรษฐกิจฐานความรู้ จังหวัดเชียงรายกำลังผลักดันยุทธศาสตร์ ทุนมนุษย์” แบบบูรณาการสองขา ยกระดับ IQ/EQ เด็กปฐมวัย ให้ถึงเป้าหมายชาติ และ เสริมทักษะอาชีพ ให้เยาวชนที่ไม่ได้เรียนต่อหลังจบภาคบังคับเพื่อเข้าสู่ตลาดแรงงานในฐานะ แรงงานฝีมือ อย่างมีคุณภาพ นโยบายนี้มีฐานข้อมูลสนับสนุนชัดเจน  แม้ค่าเฉลี่ย IQ เด็กไทย ป.1 = 102.8 อยู่ในเกณฑ์ดี แต่ “ปลายหางต่ำ” ยังน่ากังวล 4.2% อยู่ในเกณฑ์ IQ < 70 สูงกว่าเกณฑ์สากล (~2.2%) เกือบเท่าตัว สะท้อนช่องว่างการคัดกรองและแทรกแซงก่อนวัยเรียนที่ยังไม่ครอบคลุม

ฉากหลัง  ตัวเลขที่ชวนคิด เฉลี่ยดี แต่ปลายหางคือจุดปะทะนโยบาย

ภาพรวมระดับชาติจากการสำรวจของกรมสุขภาพจิต (ปี 2564) ระบุว่าเด็ก ป.1 ไทยมี IQ เฉลี่ย 102.8 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานสากล (100) และมีสัดส่วน IQ > 130 ประมาณ 10.4% สะท้อนศักยภาพด้าน “ยอดพีระมิด” ที่เติบโตดี ทว่าด้านที่ต้องเร่งคือ Low-tail distribution  เด็ก IQ < 70 = 4.2% สูงผิดปกติเมื่อเทียบกับความคาดหมายตามการกระจายแบบปกติ (~2–3%) นั่นหมายความว่า หากไม่ปิดแผลปลายหาง ตั้งเป้า IQ เฉลี่ย 103 อาจเป็น “เป้าหมายที่ได้ไม่คุ้มเสีย” เพราะผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจจากกลุ่มเสี่ยงจะกดประสิทธิภาพเชิงระบบในระยะยาว

ในเชิงยุทธศาสตร์ กรมสุขภาพจิตจึงวางเป้าหมาย ปี 2568–2570 ให้ประเทศมุ่งสู่ IQ ≥ 103 และ EQ ในเกณฑ์ปกติ 85% สองตัวชี้วัดที่ต้องขับเคลื่อนไปพร้อมกัน เพราะงานวิจัยยืนยันว่า เด็กที่ EQ ดีกว่าเกณฑ์ มีโอกาส IQ สูงกว่า กลุ่มที่ EQ ต่ำอย่างมีนัยสำคัญ 1.6–2.5 เท่า การ “ยก EQ” จึงไม่ใช่กิจกรรมเสริม แต่เป็น “คันโยก” ทางสติปัญญา

เชียงรายเริ่มแล้ว  โต๊ะบูรณาการ “แรงงานฝีมือ” ดึงเยาวชนคืนระบบเศรษฐกิจ

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ณ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 20 เชียงราย นายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อน โครงการเพิ่มทักษะด้านอาชีพแก่นักเรียนที่ไม่ได้เรียนต่อหลังจบการศึกษาภาคบังคับ” ปีงบประมาณ 2569 (อยู่ในกรอบ Vocational Skills Enhancement Project – VSEP) โดยมีหน่วยงานร่วม เช่น สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กรมการจัดหางาน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และกรมประชาสัมพันธ์

วัตถุประสงค์ คือ “เปิดทางเลือก” และ “เติมทักษะ” ให้เยาวชนที่หลุดจากเส้นทางการศึกษา ได้ก้าวสู่ตลาดแรงงานในฐานะ แรงงานฝีมือ ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญของโครงสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่น ตั้งแต่ธุรกิจบริการ การท่องเที่ยว ไปจนถึงห่วงโซ่อุตสาหกรรมอาหาร เกษตรแปรรูป และงานช่างเทคนิคที่มีอุปสงค์สูง

ที่ประชุมได้วางกรอบ แผนปฏิทิน ปี 2569 อย่างเป็นรูปธรรม  วันชี้แจงผู้บริหาร/ครูแนะแนว, กิจกรรมศึกษาดูงานและรับสมัคร, วันเปิดฝึกอบรม และการกำหนดชุดหลักสูตรที่ “สอดรับตลาดแรงงานจริง” เพื่อเลี่ยงการฝึกที่ไม่ตอบโจทย์การจ้างงาน ทั้งหมดมุ่งหวังให้ ทักษะที่เรียน = ค่าจ้างที่ดีขึ้น” ลดโอกาสวนกลับสู่ความเปราะบางทางเศรษฐกิจของครอบครัว

อีกขา (ที่สำคัญกว่า)  ปิดแผลปลายหางด้วย Early Intervention

เสาหลักด้านเด็กเล็กคือ Early Intervention (EI) การคัดกรองทารกและเด็กเล็ก 0–3 ปี แบบ “คาดการณ์ความเสี่ยง” แล้วเข้า โปรแกรมกระตุ้นพัฒนาการเข้มข้น ตั้งแต่วัยก่อนอนุบาล หลักฐานเชิงคลินิกชี้ว่า หากทำได้มาตรฐาน เด็กในกลุ่มเสี่ยงสามารถ เพิ่ม IQ ได้ 8 คะแนนขึ้นไป และ >70% ของเด็กพัฒนาล่าช้าจะกลับมาสมวัย นี่คือ “ผลตอบแทนสูงสุด” ของการลงทุนด้านทุนมนุษย์ เพราะทุก 1 คะแนน IQ ที่เพิ่มขึ้น สอดคล้องกับศักยภาพการเรียนรู้และผลิตภาพทางเศรษฐกิจในอนาคต

ดังนั้น กรอบปฏิบัติของเชียงรายควร “ย้ายศูนย์กลาง” จากการรอวัดผล ชั้น ป.1 ไปสู่การคัดกรองเชิงทำนาย 0–3 ปี โดยยึด ปัจจัยเสี่ยงปริกำเนิด เป็นเข็มทิศ ได้แก่ น้ำหนักแรกคลอดต่ำ (<2,500 กรัม), ภาวะขาดออกซิเจนแรกคลอด, มารดาอายุน้อย (<20 ปี), และทุพโภชนาการ (โดยเฉพาะ ขาดไอโอดีน) ควบคู่การคัดกรองโรคร่วมทางพัฒนาการ (ASD/ADHD) ที่สัมพันธ์กับความเสี่ยง IQ ต่ำอย่างมีนัยสำคัญ

“EQ ขับ IQ” ทำไมบ้านและผู้ปกครองคือตัวคูณ

หลักฐานทางจิตวิทยาพัฒนาการระบุชัด บ้าน คือสนามพัฒนาการที่เข้มข้นที่สุด เครื่องมือ “ลงทุนต่ำแต่ได้ผลสูง” จึงต้องเข้าไปถึงมือพ่อแม่/ผู้ดูแลทุกครัวเรือน เช่น

  • อ่านนิทาน/หนังสือภาพ  เสริมภาษาและการคิดเชิงสัญลักษณ์
  • พาเดินสังเกตสิ่งรอบตัว  ฝึกการรับรู้–ประมวลผลข้อมูล
  • ทำอาหารร่วมกัน  ฝึกคิดเชิงเหตุและกระบวนการ
  • กิจกรรมใช้มือ–ตา  ปูรากฐานการคิดมีเหตุผลและแก้ปัญหา

สิ่งเหล่านี้สอดคล้องกับการค้นพบว่า เด็กที่ EQ อยู่ในเกณฑ์ปกติหรือดีกว่า มีโอกาส IQ สูงกว่า กลุ่มที่ EQ ต่ำ 1.6–2.5 เท่า การเทรนพ่อแม่ให้ใช้ “เครื่องมือ 4 ชุด” อย่างมีวินัย จึงเป็น ตัวคูณ ที่ต้นทุนต่ำแต่ยกระดับผลเชิงระบบได้จริง

ใช้ทุนทางสังคมของเชียงราย  “สนามเด็กเล่นสร้างปัญญา” สู่การขยายผลทั้งจังหวัด

เชียงรายมีต้นแบบที่น่าศึกษา สนามเด็กเล่นสร้างปัญญา” ในอำเภอแม่ลาว ซึ่งขับเคลื่อนโดย อปท. และภาคีสุขภาพ (สสส./สถ.) บนแนวคิด “เล่น–เรียนรู้–เติบโตแบบองค์รวม” ครอบคลุมกาย–ใจ–สติปัญญา–อารมณ์ จุดแข็งของโมเดลนี้คือ ต้นทุนต่ำ–ขยายง่าย และสอดคล้องวัฒนธรรมชุมชน หากจังหวัดตั้ง ศูนย์ต้นแบบ และ คู่มือขยายผล ที่คุม “ความซื่อตรงของหลักสูตร (fidelity)” ได้ ก็สามารถยกระดับคุณภาพศูนย์พัฒนาเด็กเล็กทั้งจังหวัดอย่างเป็นระบบ

ความท้าทาย อยู่ที่ “การวัดผล” ให้ชัด เชื่อม ข้อมูลกิจกรรม เข้ากับ ตัวชี้วัดผลลัพธ์ (เช่น อัตราเด็กกลับมาสมวัย, คะแนนประเมินพัฒนาการ, สัดส่วน EQ ปกติ) แล้วรายงานในระดับ อำเภอ/ตำบล เพื่อให้ ทรัพยากรถูกอัดฉีด ไปยัง “พื้นที่อ่อนแอ” ได้ตรงจุด

สิ่งแวดล้อมก็มีส่วน  มลพิษอากาศ–ความเสี่ยงเงียบต่อพัฒนาสมอง

เชียงรายเผชิญปัญหา คุณภาพอากาศ เป็นระยะ โดยเฉพาะฤดูกาลฝุ่น การสัมผัส PM2.5 ในวัยที่สมองกำลังพัฒนา ถูกจัดเป็น ปัจจัยเสี่ยงทางระบบประสาท ในเชิงทฤษฎี การบูรณาการ สาธารณสุข–ควบคุมมลพิษ–ท้องถิ่น เพื่อ ลดการสัมผัส ในกลุ่มเสี่ยง (หญิงตั้งครรภ์/ทารก/เด็กเล็ก) และเพิ่มการเข้าถึง พื้นที่ปลอดฝุ่น (เช่น ห้องปลอดฝุ่นใน รพ./ศูนย์เด็กเล็กช่วงวิกฤต) เป็น “มาตรการเสริม” ที่ไม่ควรมองข้าม

ข้อเสนอเชิงระบบ (2568–2570)  จากร่างนโยบายสู่การปฏิบัติ

  1. Predictive Screening 0–3 ปี  ผูกแฟ้มเสี่ยงจาก รพ./รพ.สต. (น้ำหนักแรกคลอด ต่ำกว่าเกณฑ์, มารดาอายุน้อย, ปัญหาปริกำเนิด) เข้ากับ นัดคัดกรอง 9–18–30 เดือน แบบเข้มข้น และพาเข้า โปรแกรม EI โดยอัตโนมัติ
  2. Capacity Building หน่วย EI ขยายคลินิก/ทีม EI สู่ รพ.ชุมชน–รพ.สต. ให้เพียงพอ และตั้ง ตัวชี้วัดผลลัพธ์ เช่น เป้าหมาย เพิ่ม IQ ≥ 8 จุด ในกลุ่มเข้าโปรแกรม และ ≥70% กลับมาสมวัย
  3. Parental Training ทั้งจังหวัด บังคับใช้ หลักสูตรมาตรฐานพ่อแม่ 0–5 ปี ผ่าน อปท. /ศพด. ทุกแห่ง ใช้ “เครื่องมือ 4 ชุด” เป็นแกน พร้อมระบบติดตาม “ความถี่–คุณภาพ” การทำกิจกรรมที่บ้าน
  4. Scale-up สนามเด็กเล่นสร้างปัญญา ยกระดับ แม่ลาว เป็น “Hub” ถ่ายทอดความรู้, สร้าง เครือข่ายพี่เลี้ยง ระดับอำเภอ, ตั้ง กองทุนกิจกรรมเล็ก สำหรับครอบครัวรายได้น้อย
  5. ข้อมูล–หลักฐาน–ความโปร่งใส  จัดตั้ง แดชบอร์ดจังหวัด รายงาน IQ/EQ รายอำเภอ/ตำบล, อัตราเข้า EI, ผลลัพธ์หลัง 6–12 เดือน เพื่อให้ผู้บริหาร “เห็นปัญหาแบบพิกัด” และปรับทรัพยากรแบบ realignment
  6. สะพานสู่แรงงานฝีมือ (VSEP)  ผูกข้อมูล ผู้เรียนเสี่ยงหลุดระบบ กับ ตำแหน่งงานจริง ของกรมการจัดหางาน/เอกชนในพื้นที่ ออกแบบ หลักสูตรโมดูลาร์ ระยะสั้น–ยืดหยุ่น ตั้งแต่ช่างเทคนิคเบื้องต้น, ดิจิทัลเบื้องต้น, อาหาร–ท่องเที่ยว ไปจนถึงโลจิสติกส์ เพื่อให้ “เรียนแล้วมีงาน–มีรายได้”
  7. สื่อสารสาธารณะ (Public Buy-in)  แคมเปญ “EQ ขับ IQ ครอบครัวเชียงราย” สื่อสารภาษาง่าย–จับต้องได้ เชิญโรงพยาบาล, โรงเรียน, วัด, ผู้นำชุมชนร่วมเป็น “เจ้าบ้าน” เพื่อให้ทุกครัวเรือน “ลงมือทำได้จริง”

เกณฑ์วัดความสำเร็จที่ชัด–วัดได้–ตรวจสอบได้

  • ลดอัตรา IQ < 70 จากฐานประเทศ 4.2% ให้ เข้าใกล้เกณฑ์สากล 2.2% ภายในปี 2570 (วัดในกลุ่มเด็กเข้า EI ต่อเนื่อง)
  • เพิ่มสัดส่วน EQ ปกติ 85% ในกลุ่มเด็ก 0–5 ปีที่เข้าร่วม Parental Training/สนามเด็กเล่นสร้างปัญญา
  • อัตราเยาวชนเข้า–จบหลักสูตร VSEP และ อัตราการมีงานทำภายใน 3–6 เดือน หลังจบหลักสูตร (เชื่อมฐานข้อมูลกรมการจัดหางาน)
  • สัดส่วนเด็กพัฒนาล่าช้ากลับมาสมวัย 70% ภายใน 6–12 เดือนหลังเข้าโปรแกรม EI
  • การเข้าถึงบริการ  ร้อยละของครัวเรือนเด็ก 0–5 ปีที่ได้รับ Parental Training อย่างน้อย 1 คอร์ส/ปี, จำนวน อปท./ศพด. ที่ยกระดับเป็น “สนามเด็กเล่นสร้างปัญญา” มาตรฐาน
  • การลดความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่  ค่าเฉลี่ย IQ/EQ ระดับอำเภอที่ต่ำกว่าเกณฑ์ “ไล่ทัน” ค่าเฉลี่ยจังหวัดตามเป้ารายปี

 “ทุนมนุษย์เชียงราย” จะก้าวทันโลกได้ เมื่อเราปิดปลายหาง และพาเยาวชนกลับสู่ศักดิ์ศรีแรงงานฝีมือ

ข้อมูลชี้ชัด ค่าเฉลี่ย ไม่ใช่ทุกอย่าง “ปลายหางต่ำ” คือโจทย์จริงของสังคม หากเชียงราย “ปิดแผล” IQ < 70 ได้ใกล้เกณฑ์สากล ขณะเดียวกัน เชื่อมสะพานทักษะ ให้เยาวชนที่หลุดจากระบบกลับมามีศักดิ์ศรีแรงงานฝีมือ เมืองทั้งเมืองจะได้ ผลตอบแทนสูงสุด ทั้งในมิติคุณภาพชีวิต ครอบครัวเข้มแข็ง และผลิตภาพทางเศรษฐกิจ นี่คือการลงทุนที่ “จำเป็นและคุ้มค่า” มากที่สุดในทศวรรษหน้า

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กระทรวงสาธารณสุข
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
ECONOMY

แรงงานศรีลังกา 10,000 -ผู้หนีภัยฯ เมียนมาเข้าไทย! แผนอัปสกิล-รีสกิล รับมือวิกฤตขาดแคลน

วิกฤตแรงงานไทย 2568 “เร่งอุดช่องว่าง 1 แสนตำแหน่ง” – แผนฟื้นตัวจากชายแดนสู่ดิจิทัล อัปสกิล–รีสกิล และยกระดับสวัสดิการ เพื่อแรงงานทุกกลุ่ม

กรุงเทพฯ, 2 ตุลาคม 2568เช้าวันจันทร์ต้นไตรมาส 4/2568 ประเทศไทยตื่นมาเจอ “โจทย์ใหญ่” ในตลาดงาน—ตำแหน่งงานว่างกว่าหนึ่งแสนตำแหน่งที่หาแรงงานไม่ได้ในเวลาเดียวกับที่ธุรกิจจำนวนมากกำลังเร่งเครื่องรับ “ไฮซีซัน” และฟื้นตัวจากความผันผวนชายแดนไทย–กัมพูชา สถานการณ์นี้ผลักให้ กระทรวงแรงงาน ต้องยืนหน้าเวทีและส่ง “แพ็กเกจนโยบายเร่งด่วน” ออกมาทันที

นางสาว ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ระบุชัดหลังมอบนโยบายแก่ผู้บริหาร ข้าราชการ หน่วยงานในสังกัด และเครือข่ายภาคเอกชนว่า ภารกิจมีสองชั้นที่ต้องเดินคู่กัน—แก้ขาดแคลนแรงงานเฉพาะหน้า และ วางรากฐานทักษะ–สวัสดิการ รองรับเศรษฐกิจดิจิทัลระยะยาว โดยมีเป้าหมายหลักคือ “ให้ระบบแรงงานไทยมั่นคง แข่งขันได้ และยืดหยุ่นพอรับความเปลี่ยนแปลงรอบด้าน”

 

1) ชั้นเร่งด่วน อุดช่องว่างแรงงาน 100,000 คน พร้อมคุมแรงงานผิดกฎหมาย

แกนกลางมาตรการเร่งด่วนของกระทรวงแรงงานในปีงบประมาณใหม่ แบ่งออกเป็น 3 แนวทางที่ลงมือได้ทันที

1.1 นำเข้าแรงงานภายใต้กรอบกฎหมาย (MOU ครบวงจร)

  • แรงงานศรีลังกา ครม.อนุมัติการทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อจัดส่งแรงงานศรีลังกาเข้าสู่ระบบไทย ประมาณ 10,000 คน ช่วยทดแทนกำลังคนในภาคอุตสาหกรรมและบริการที่ขาดมือ
  • เพิ่มช่องทางแรงงานประเทศเพื่อนบ้าน ภายใต้กรอบ MOU เดิม โดยเร่งกระบวนการอนุญาตทำงานและตรวจสุขภาพให้เสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด เพื่อลดแรงจูงใจเข้าสู่ระบบผิดกฎหมาย

1.2 ใช้แรงงาน “ชั่วคราว” อย่างมีมนุษยธรรมและปลอดภัย

  • ผู้หนีภัยจากการสู้รบในเมียนมา ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐและมีความพร้อมทำงาน “ชั่วคราว” กระทรวงมหาดไทยแจ้งตัวเลข กว่า 42,000 คน ซึ่งจะเริ่มมีผลให้เข้าระบบแรงงานได้ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568 โดยบูรณาการกับหน่วยงานความมั่นคงและการคุ้มครองแรงงานเพื่อป้องกันการค้ามนุษย์

1.3 เร่ง “ปรับสถานะ–ขึ้นทะเบียน” แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย

  • เดินหน้าตาม มติคณะรัฐมนตรี เปิดช่องทางขึ้นทะเบียนและตรวจสอบประวัติ เพื่อให้แรงงานนอกระบบสามารถเข้าสู่ ระบบประกันสังคม–สาธารณสุข–ภาษี ได้ถูกกฎหมาย ลดความเสี่ยงเชิงสังคม และเพิ่มการคุ้มครองตามมาตรฐานแรงงาน

2) ชั้นโครงสร้าง เร่งอัป/รีสกิล, เปิดเส้นทาง “มัลติสกิล”, ยกระดับสวัสดิการแรงงานทุกกลุ่ม

ปัญหาขาดแคลนแรงงานวันนี้ ไม่ใช่เพียง “จำนวนคน” แต่คือ “ช่องว่างทักษะ” ในเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล–อัตโนมัติ ดังนั้นแพ็กเกจระยะกลาง–ยาวจึงวางไว้ 4 มิติ

2.1 อัปสกิล–รีสกิล (Up/Reskill) แบบจับมือเอกชน
กระทรวงแรงงานจะทำงานร่วมกับ สมาคมอุตสาหกรรม–สภาหอการค้า–หอการค้าไทย–สถาบันการศึกษา ทั้งในและต่างประเทศ ออกหลักสูตรสั้นเข้มข้นตั้งแต่ ทักษะดิจิทัลพื้นฐาน ถึง เทคโนโลยี AI/ข้อมูล ให้แรงงานในและนอกระบบ รวมถึงนักศึกษาช่วงปิดภาคเรียน “เรียนแล้วต่อยอดได้จริง” ผ่าน มาตรฐานสมรรถนะอาชีพ และ พอร์ตโฟลิโอ (Thai National Resume) เป็นเอกสารกลางเชื่อมตลาดงาน

2.2 “1 ตำบล 1 ช่างอเนกประสงค์” – เสริมแรงงานมัลติสกิลทั่วประเทศ
โครงการนี้เน้นสร้างแรงงาน Multi-Skills สำหรับงานซ่อมบำรุง บริการชุมชน ธุรกิจท้องถิ่น พร้อม ชุดเครื่องมือทำกิน หลังจบหลักสูตร เพื่อให้แรงงานมีรายได้หลายช่องทาง ลดความเสี่ยงจากการว่างงานระยะสั้น

2.3 ยกระดับสิทธิประโยชน์ประกันสังคม โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบ (มาตรา 40)
รัฐบาลผลักดันแก้กฎกระทรวงเพื่อขยายผลประโยชน์ 3 รายการสำคัญ

  • เงินทดแทนทุพพลภาพ จาก 1,000 → 3,000 บาท/เดือน
  • เงินสงเคราะห์บุตร จาก 200 → 300 บาท/คน
  • ค่าทดแทนขาดรายได้ระหว่างรักษาพยาบาล จาก 50 → 200 บาท/ครั้ง
    ควบคู่กับการ คุ้มครองเหตุสุดวิสัย (เช่น พื้นที่ขัดแย้งชายแดน) ให้แรงงานเข้าสู่หลักประกันอย่างทั่วถึง

2.4 ขยายตลาดงานต่างประเทศและคุ้มครองแรงงานไทยนอกแดน
เดินเครื่อง ทูตแรงงาน ใน 12 ประเทศเป้าหมาย เพื่อเปิดตลาดใหม่ เพิ่มตำแหน่งงานรายได้สูง และปกป้องสิทธิแรงงานไทยในต่างประเทศ ตั้งแต่ขั้นตอนทำสัญญา ค่าจ้าง สภาพการทำงาน ช่องทางร้องเรียน

3) กลไกกำกับดูแล ค่าแรงขั้นต่ำ บอร์ดประกันสังคม ธรรมาภิบาลกองทุน

เพื่อสร้าง ความเชื่อมั่น ต่อสาธารณะ นโยบายด้านกำกับดูแลถูกวางคู่ขนานไปกับแพ็กเกจแรงงาน

  • ค่าแรงขั้นต่ำ มอบ คณะกรรมการไตรภาคี เป็นกลไกพิจารณาตามข้อมูลเศรษฐกิจจริง เพื่อให้สมดุลต่อทั้งนายจ้าง–ลูกจ้าง และความสามารถแข่งขันของประเทศ (ปีนี้มีการปรับแล้ว 2 ครั้ง ส่วนกรอบ “400 บาท” ให้ไตรภาคีชี้ขาดตามหลักเกณฑ์)
  • บอร์ดประกันสังคม ยืนยันดำเนินการสรรหาตามกรอบกฎหมายตามกำหนด เพื่อไม่ให้เกิดสุญญากาศด้านนโยบาย
  • ตรวจสอบการลงทุนกองทุน (กรณีอาคาร Skyy9)  สั่ง คณะกรรมการตรวจข้อเท็จจริง เร่งรายงานผลเบื้องต้นภายใน 1 สัปดาห์ เพื่อรักษาวินัยการเงินการคลังและความโปร่งใส

“นโยบายทั้งหมดนี้มุ่งแก้โจทย์เร่งด่วนไปพร้อมกับวางรากฐานระยะยาว ระบบแรงงานต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับแรงงานทุกกลุ่ม” — นางสาวตรีนุช เทียนทอง รมว.แรงงาน กล่าวทิ้งท้าย

4) มองจาก “พื้นที่จริง” เชียงรายต้องการอะไรในสถานการณ์นี้

แม้ปัญหาแรงงานดูเหมือนเป็น “ภาพรวมประเทศ” แต่ในพื้นที่ชายแดนเหนืออย่าง เชียงราย ความหมายของคำว่า “แรงงานขาดแคลน” มีรายละเอียดเฉพาะตัวและเกี่ยวโยงกับเศรษฐกิจฐานรากโดยตรง

4.1 โครงสร้างเศรษฐกิจของเชียงราย เกษตร–ท่องเที่ยว–โลจิสติกส์ชายแดน
เชียงรายยืนอยู่บนฐาน เกษตรและเกษตรแปรรูป (ชา กาแฟ พืชเมืองหนาว), บริการท่องเที่ยว (โฮมสเตย์–ชุมชน), และ โลจิสติกส์การค้าชายแดน (ด่านแม่สาย–เชียงของ– R3A เชื่อม สปป.ลาว–จีนตอนใต้) กิจกรรมเหล่านี้ต้องพึ่งแรงงานจำนวนมากในฤดูกาลที่ต่างกัน และต้องใช้ ทักษะผสมผสาน ตั้งแต่ช่างเครื่องจักรแปรรูปเบื้องต้น, งานคลังสินค้า–ศุลกากร, จนถึงบริการท่องเที่ยวที่ใช้ภาษา–ดิจิทัล

4.2 แพ็กเกจเร่งด่วนของส่วนกลาง จะ “ลงดอย” อย่างไร

  • การเปิดทาง ผู้หนีภัยจากเมียนมาที่พร้อมทำงานชั่วคราว มีความหมายกับจังหวัดชายแดนโดยตรง เพราะช่วย “คงการผลิต” ในช่วงฤดูกาลและลดแรงกดดันค่าจ้างระยะสั้น ขณะเดียวกันต้องตามด้วย การคุ้มครองแรงงาน–สาธารณสุข–ความปลอดภัย อย่างเคร่งครัด
  • MOU ศรีลังกา และการเร่งขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวจะช่วยภาคโลจิสติกส์–ก่อสร้าง–บริการ ที่กำลังขยายตัวตามการค้าชายแดนและการท่องเที่ยวฟื้นตัว
  • อัป/รีสกิล ในเชียงรายควรเน้น “ทักษะตรงงาน” เช่น ดิจิทัลซัพพลายเชน–อีคอมเมิร์ซข้ามแดน–ภาษาพม่า/จีนระดับทำงาน–ช่างซ่อมบำรุงเครื่องมือเกษตร–ไกด์ท้องถิ่นดิจิทัล เชื่อมกับแผนจังหวัด (เช่น แนวทาง Wellness/Astro Tourism และเกษตรคุณภาพสูง) เพื่อให้คนท้องถิ่นได้ “งานดี–รายได้มั่นคง” ที่บ้านเกิด

4.3 ประเด็นที่จังหวัดควรทำทันที (เชื่อมกระทรวงแรงงาน)

  1. ตั้ง Job Matchpoint รายอำเภอ – ศูนย์จับคู่งาน–แรงงานแบบ One Stop (สมัครงาน–ขึ้นทะเบียน–ทดสอบทักษะ–นัดสัมภาษณ์) ให้เสร็จในวันเดียว
  2. เปิด “คลินิกทักษะ” รายสัปดาห์ – หลักสูตรสั้น 12–30 ชั่วโมงสำหรับงานจริง (เวิร์กช็อปอีคอมเมิร์ซ, ซอฟต์สกิลบริการ, ภาษาจำเป็น, ช่างเบื้องต้น) รับใบรับรองเข้า Thai National Resume อัตโนมัติ
  3. พัฒนานายจ้างรายย่อย – ชวน SMEs เกษตร–ท่องเที่ยว–โลจิสติกส์ ใช้ มาตรฐานค่าแรง–สวัสดิการ เป็นจุดขายดึงคนกลับบ้าน พร้อมให้คำปรึกษาเรื่องกฎหมายแรงงาน–ประกันสังคม

ในบริบทเชียงราย เป้าหมายไม่ใช่แค่ “พอมีแรงงาน” แต่คือ “แรงงานที่เหมาะกับโครงสร้างเศรษฐกิจจังหวัด” และ “คนท้องถิ่นมีทักษะพอจะได้งานคุณภาพในบ้านเกิด”—สิ่งนี้ต้องอาศัยแพ็กเกจกลาง + กลไกจังหวัดที่ทำงานร่วมกันจริงจัง

5) มุมมองความยั่งยืน นำผู้หนีภัยเข้าทำงานช่วยระยะสั้น แต่คำตอบระยะยาวคือ “ทักษะ–ผลิตภาพ–สวัสดิการ”

คำถามปลายเปิดที่สังคมตั้งไว้—การนำผู้หนีภัยฯ เข้ามาเป็นแรงงานทดแทนชั่วคราว จะแก้ปัญหาขาดแคลนได้ยั่งยืนหรือไม่?”—คำตอบตามหลักเศรษฐศาสตร์แรงงานคือ ช่วยได้ในมิติ “ปริมาณ” ระยะสั้น โดยเฉพาะฤดูกาลและอุตสาหกรรมที่ต้องการแรงงานกายภาพจำนวนมาก แต่ ความยั่งยืน ขึ้นกับ 3 เงื่อนไข

  1. ผลิตภาพแรงงานไทยสูงขึ้นจริง จากการอัป/รีสกิลและการยกเครื่องกระบวนการผลิตด้วยดิจิทัล–อัตโนมัติ
  2. ตลาดงานสะท้อนทักษะ – ค่าแรง–สวัสดิการ–เส้นทางความก้าวหน้าต้องจูงใจพอให้คนเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ขาดแคลน
  3. การกำกับดูแลที่เข้มแข็ง – ทุกคนที่เข้าทำงานได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายอย่างเท่าเทียม ปิดช่องการค้ามนุษย์/แรงงานบังคับ และสร้างสนามแข่งขันที่เป็นธรรมต่อนายจ้างไทย

หาก 3 เงื่อนไขนี้เดินคู่กัน นโยบายชั่วคราวจะกลายเป็น “สะพาน” สู่โครงสร้างแรงงานที่แข็งแรงกว่าเดิม

6) กล่องข้อมูล สัญญาณ “ชวนคิด” จากแพ็กเกจกระทรวงแรงงาน

  • 100,000 – ประมาณการตำแหน่งงานว่างจากผลกระทบชายแดนไทย–กัมพูชา
  • 42,000 – ผู้หนีภัยจากเมียนมาที่ “พร้อมทำงานชั่วคราว” ภายใต้กรอบรัฐ เริ่มใช้ได้ 1 ต.ค. 2568
  • 10,000 – โควตาแรงงานศรีลังกาจาก MOU ที่ ครม.อนุมัติ
  • 3,000/200/300 บาท – ชุดตัวเลขใหม่สิทธิประโยชน์มาตรา 40 (ทุพพลภาพ/ค่ารักษาพยาบาลต่อครั้ง/สงเคราะห์บุตร) ตามแนวทางที่กระทรวงเสนอปรับปรุง
  • 12 ประเทศ – เครือข่าย ทูตแรงงาน เป้าหมายเปิดตลาดงานรายได้สูงให้แรงงานไทย

 “แรงงาน” คือเศรษฐกิจ และ “ศักดิ์ศรีแรงงาน” คือความมั่นคงของประเทศ

การอุดช่องว่างแรงงานหนึ่งแสนตำแหน่งด้วยมาตรการนำเข้า–ชั่วคราว–ขึ้นทะเบียน เป็น ยาด่วนที่จำเป็น ในห้วงเวลาเร่งด่วน แต่การทำให้ระบบแรงงานไทย “แข็งแรง” ต้องการ วัคซีนโครงสร้าง—อัปทักษะ, ปรับค่าจ้างตามผลิตภาพ, สวัสดิการทั่วถึง, ตลาดงานโปร่งใส, กองทุนมั่นคง และธรรมาภิบาลที่ตรวจสอบได้

เชียงราย—ฐานเศรษฐกิจชายแดนและชนบทบนดอย—คือตัวอย่างพื้นที่ที่เห็นภาพชัด เมื่อแรงงานมีทักษะที่ตรงกับเศรษฐกิจท้องถิ่น, ธุรกิจมีคนทำงานพอและพร้อม, และรัฐกำกับดูแลอย่างยุติธรรม—รายได้จะเกิดในบ้านเกิด และความเหลื่อมล้ำจะค่อย ๆ ลดลง

“วิกฤตแรงงาน” ครั้งนี้จึงอาจเป็น โอกาสของประเทศ หากเราทำให้ทุกตำแหน่งว่างในวันนี้ กลายเป็น ตำแหน่งงานที่ดีกว่าเดิม สำหรับคนไทยในวันพรุ่งนี้

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กระทรวงแรงงาน
  • กระทรวงมหาดไทย
  • สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี
  • สำนักงานประกันสังคม (สปส.)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
ECONOMY

ว่างงานเพิ่ม! จบใหม่ตกงานเพียบ แรงงานหญิงใช้สิทธิลาคลอดไม่เต็มที่

สศช. เผยอัตราการว่างงานไตรมาส 4 ปี 2567 เพิ่มขึ้น นักศึกษาจบใหม่ยังน่าห่วง

แรงงานไทยหดตัวเล็กน้อย อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นแต่ยังอยู่ในระดับต่ำ

กรุงเทพฯ, 27 กุมภาพันธ์ 2568 – นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า สถานการณ์แรงงานไตรมาส 4 ปี 2567 มีแนวโน้มหดตัวเล็กน้อย โดยอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้น 8.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ยังถือว่าอยู่ในระดับต่ำ โดยมีจำนวนผู้ว่างงานทั้งสิ้น 360,000 คน คิดเป็นอัตราการว่างงาน 0.88% เพิ่มขึ้นจาก 0.81% ในปี 2566

กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ นักศึกษาจบใหม่อายุ 20-24 ปี โดยแบ่งเป็น

  • กลุ่มที่เคยทำงานมาก่อน อัตราว่างงานอยู่ที่ 12.4%
  • กลุ่มที่ไม่เคยทำงานมาก่อน อัตราว่างงานอยู่ที่ 5.4%

โดยผู้ที่เคยทำงานมาก่อน ส่วนใหญ่มาจาก ภาคการผลิตและการขายส่ง/ขายปลีก ขณะที่ผู้ที่ไม่เคยทำงานมาก่อน ส่วนใหญ่เป็นบัณฑิตจบใหม่จากระดับอุดมศึกษาในสัดส่วน 53.3%

แรงงานว่างงานระยะยาวเพิ่มขึ้นเกิน 13%

นอกจากนี้ ผู้ว่างงานที่ตกงานเป็นระยะเวลานานกว่า 1 ปีขึ้นไป มีจำนวนเพิ่มขึ้น 13.0% หรือคิดเป็น 67,000 คน โดยมากกว่าครึ่ง หรือ 67.6% เป็นผู้ที่ไม่เคยมีประสบการณ์ทำงานมาก่อน

ขณะที่อัตราการว่างงานในระบบอยู่ที่ 1.81% เพิ่มขึ้นจาก 1.74% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน มีผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานสูงถึง 220,000 คน

สถานการณ์การจ้างงานปี 2567 โดยรวมทรงตัว

  • อัตราการมีงานทำในปี 2567 อยู่ที่ 98.6% ลดลงเล็กน้อยจาก 98.7% ในปี 2566
  • จำนวนผู้มีงานทำอยู่ที่ 39.8 ล้านคน ลดลง 0.3%
  • ภาคเกษตรกรรมหดตัวลง 4.4% ขณะที่ ภาคขนส่ง/โลจิสติกส์ และโรงแรม/ภัตตาคารเติบโต 10.1% และ 7.7% ตามลำดับ
  • ชั่วโมงทำงานเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 42.5 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ในภาคเอกชนอยู่ที่ 46.3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

ปัจจัยด้านแรงงานที่ต้องจับตาในปี 2568

  1. นโยบายการค้าสหรัฐฯ อาจส่งผลต่อการส่งออกและการจ้างงาน
    • ไทยอาจได้รับผลกระทบจากนโยบายกีดกันทางการค้าของ โดนัลด์ ทรัมป์ หากได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยที่ 2
    • ไทยยังคงถูกจัดอยู่ในระดับ Tier 2 ของรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ของสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2565
  2. การบริหารจัดการแรงงานต่างชาติและแรงงานผิดกฎหมาย
    • แม้ไทยจะมีมาตรการนำเข้าและต่ออายุแรงงานต่างด้าวตาม MOU แต่ยังคงพบปัญหาการละเมิดกฎหมายแรงงาน
  3. แรงงานหญิงยังไม่ได้ใช้สิทธิลาคลอดเต็มจำนวน
    • พบว่าแรงงานหญิงที่ตั้งครรภ์ ใช้สิทธิลาคลอดเฉลี่ยเพียง 30-59 วัน จากสิทธิทั้งหมด 98 วัน
    • สาเหตุหลักคือ ความจำเป็นด้านรายได้และโอที รวมถึงความกังวลเกี่ยวกับ การถูกลดโบนัส แม้องค์การอนามัยโลกจะสนับสนุนให้มารดาให้นมบุตรอย่างต่อเนื่อง 6 เดือน

ทิศทางค่าแรงขั้นต่ำ: ปรับขึ้นหรือไม่?

จากประเด็นที่มีการถกเถียงเกี่ยวกับการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 400 บาท นายดนุชาให้ความเห็นว่า การปรับขึ้นค่าแรงควรขึ้นอยู่กับศักยภาพของแรงงาน โดยหากแรงงานมีทักษะและความสามารถเพียงพอ ควรได้รับค่าจ้างที่สูงขึ้น แต่หากศักยภาพยังไม่สอดคล้องกับมาตรฐานการแข่งขัน การปรับขึ้นค่าแรงอาจสร้างผลกระทบในระยะยาวต่อเศรษฐกิจไทย

สถิติสำคัญเกี่ยวกับตลาดแรงงานไทยในปี 2567

  • อัตราการว่างงานในไตรมาส 4 ปี 2567 อยู่ที่ 0.88% เพิ่มขึ้นจาก 0.81% ในปี 2566
  • จำนวนผู้ว่างงาน 360,000 คน เพิ่มขึ้น 8.8% จากปีก่อน
  • แรงงานว่างงานระยะยาวเพิ่มขึ้น 13.0% อยู่ที่ 67,000 คน
  • อัตราการมีงานทำปี 2567 อยู่ที่ 98.6% ลดลงเล็กน้อยจาก 98.7% ในปี 2566
  • ชั่วโมงการทำงานเฉลี่ย 42.5 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เพิ่มขึ้นจากปี 2566

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดการณ์ว่า แนวโน้มตลาดแรงงานไทยในปี 2568 จะยังคงเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะสถานการณ์เศรษฐกิจโลก นโยบายการค้าของประเทศมหาอำนาจ และโครงสร้างตลาดแรงงานในประเทศที่ต้องการการปรับตัว

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) 

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
NEWS UPDATE

ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท เริ่มปี 2568 กระตุ้นเศรษฐกิจ

รัฐบาลเตรียมขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท เป็นของขวัญปีใหม่ เริ่ม 1 ม.ค. 2568

เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2567 แหล่งข่าวจากกระทรวงแรงงานเปิดเผยว่า รัฐบาลกำลังเดินหน้าผลักดันนโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 400 บาทต่อวันทั่วประเทศ โดยคาดว่าจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 เพื่อต้อนรับปีใหม่ให้กับผู้ใช้แรงงาน ซึ่งถือเป็นการเพิ่มกำลังซื้อและสนับสนุนเศรษฐกิจในภาพรวม

เตรียมจัดตั้งคณะกรรมการค่าจ้างไตรภาคีชุดใหม่

ในขั้นตอนการดำเนินการ กระทรวงแรงงานได้เร่งรัดการจัดตั้งคณะกรรมการค่าจ้างหรือบอร์ดไตรภาคีชุดใหม่ เพื่อทดแทนคณะกรรมการชุดเดิมที่กำลังหมดวาระ โดยจะมีการเสนอรายชื่อกรรมการฝ่ายรัฐที่ยังว่างอยู่ 2 คน ให้กับที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในวันที่ 19 พฤศจิกายนนี้

ทั้งนี้ รายชื่อที่เสนอจะรวมถึงอดีตผู้บริหารของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งจะถูกแทนที่ด้วยผู้แทนจากกระทรวงการคลัง โดยในเบื้องต้นคาดว่าจะเป็นนายอัครุตม์ สนธยานนท์ รองปลัดกระทรวงการคลัง และว่าที่อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานคนใหม่ เพื่อร่วมทำงานกับฝ่ายนายจ้างและฝ่ายลูกจ้าง

เป้าหมายการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาทต่อวัน

กระทรวงแรงงานมีความชัดเจนในการผลักดันนโยบายนี้ โดยตั้งเป้าหมายให้เริ่มใช้ค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาทต่อวันทั่วประเทศให้ทันวันที่ 1 มกราคม 2568 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประชาชนคาดหวังของขวัญปีใหม่จากรัฐบาล ในขณะเดียวกัน กระทรวงฯ ยังเร่งรัดให้คณะกรรมการค่าจ้างชุดใหม่จัดประชุมในเดือนธันวาคมนี้ เพื่อสรุปอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่เหมาะสมกับแต่ละจังหวัด

“ตอนนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานได้รับทราบรายละเอียดทั้งหมดแล้ว และจะเสนอที่ประชุม ครม.ได้ในวันที่ 19 พฤศจิกายนนี้ เพื่อเร่งประชุมคณะกรรมการไตรภาคี โดยคาดว่าจะสามารถสรุปข้อสรุปได้ภายในเดือนธันวาคม 2567” แหล่งข่าวจากกระทรวงแรงงานกล่าว

ข้อยกเว้นสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก

แม้การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำครั้งนี้จะมีผลบังคับใช้ทั่วประเทศ แต่รัฐบาลก็ได้พิจารณาถึงความยืดหยุ่นสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีที่อาจได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าแรงอย่างรวดเร็ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานจึงได้มอบหมายให้มีการช่วยเหลือและให้เวลาธุรกิจกลุ่มนี้ในการปรับตัวก่อน 1 ปี เพื่อให้สามารถรับมือกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นได้

กระบวนการประชุมคณะกรรมการไตรภาคี

หลังจากที่ ครม. เห็นชอบรายชื่อคณะกรรมการที่กระทรวงแรงงานเสนอ คณะกรรมการค่าจ้างจะเริ่มนัดประชุมครั้งแรกในเดือนธันวาคมนี้ ซึ่งการประชุมอาจต้องมีหลายรอบเพื่อพิจารณารายละเอียดจากคณะอนุกรรมการค่าจ้างระดับจังหวัด

การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำครั้งนี้นับเป็นครั้งสำคัญที่รัฐบาลตั้งใจผลักดันเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับแรงงานไทย แต่อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวระบุว่า ยังต้องรอการอนุมัติจากที่ประชุม ครม. ในวันที่ 19 พฤศจิกายน เพื่อให้กระบวนการทั้งหมดเป็นไปตามกฎหมายและสามารถบังคับใช้ได้ทันเวลา

รัฐบาลเร่งเดินหน้าเพื่อให้ทันปีใหม่ 2568

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเผยว่า การปรับขึ้นค่าแรงครั้งนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศและเพิ่มกำลังซื้อของประชาชน ทั้งนี้ คาดว่ามาตรการดังกล่าวจะสามารถช่วยให้ครัวเรือนมีรายได้เพิ่มขึ้นในช่วงปีใหม่ และเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจหลังจากช่วงวิกฤตเศรษฐกิจที่ผ่านมา

สรุปประเด็นสำคัญ

  • รัฐบาลเตรียมขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาททั่วประเทศ เริ่ม 1 มกราคม 2568
  • จัดตั้งคณะกรรมการค่าจ้างไตรภาคีชุดใหม่ เสนอ ครม. พิจารณาวันที่ 19 พฤศจิกายน
  • ขึ้นค่าแรงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมยกเว้นธุรกิจขนาดเล็กเพื่อให้ปรับตัว

FAQs

  1. การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาทเริ่มเมื่อไหร่?
    เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568

  2. ทำไมรัฐบาลถึงขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ?
    เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับแรงงานและกระตุ้นเศรษฐกิจ

  3. ธุรกิจขนาดเล็กจะได้รับผลกระทบอย่างไร?
    ธุรกิจขนาดเล็กอาจได้รับการผ่อนผันในการปรับขึ้นค่าแรง เพื่อให้มีเวลาปรับตัว

  4. คณะกรรมการไตรภาคีมีหน้าที่อะไร?
    พิจารณาและกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำให้เหมาะสมกับสถานการณ์เศรษฐกิจ

  5. มาตรการนี้มีผลทั่วประเทศหรือไม่?
    ใช่ แต่มีข้อยกเว้นสำหรับธุรกิจเอสเอ็มอีที่อาจได้รับการผ่อนผัน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงแรงงาน

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
NEWS UPDATE

ครม.สั่งศึกษาแนว “นักศึกษาฝึกงาน” ต้องได้เงินค่าตอบแทน และเบี้ยเลี้ยง

 เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2567 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติรับทราบรายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง แนวทางการแก้ไขปัญหาการฝึกงานของนักเรียน นิสิต นักศึกษา ของคณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วุฒิสภา

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการฯ เห็นว่า การฝึกงานเป็นการจัดระบวนการเรียนรู้เพื่อฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์และการประยุกต์ความรู้ที่เรียนมาใช้เพื่อป้องกันและแก้ปัญหา โดยการฝึกปฏิบัติงานของนักศึกษาฝึกงานไม่มีลักษณะเป็น “ลูกจ้าง” ตามสัญญาจ้างแรงงาน มีวัตถุประสงค์ในการทำงานเพื่อเป็นการฝึกปฏิบัติงานโดยถือเป็นส่วนหนึ่งของ “การศึกษาเพื่อให้สำเร็จตามหลักสูตร” เท่านั้น 

จึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานเช่นเดียวกับลูกจ้าง และปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายที่คุ้มครองการฝึกปฏิบัติงานของนักศึกษาฝึกงานในระดับอุดมศึกษาโดยตรง ปัญหาการฝึกงานของนักเรียน นิสิต นักศึกษาที่ยังไม่มีกฎหมายควบคุมอย่างเป็นทางการ เป็นประเด็นปัญหาที่สำคัญที่จะต้องหาแนวทางการแก้ไข เพื่อให้เกิดการจัดทำกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 

ดังนั้นจึงได้มีข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ 4 ประเด็น ดังนี้

1. สิทธิของนักเรียน นิสิตและนักศึกษาฝึกงาน การกำหนดค่าตอบแทนเป็นเบี้ยเลี้ยง การจัดทำประกันอุบัติเหตุการมีสวัสดิการขั้นพื้นฐานในที่ทำงานแก่ผู้รับการฝึกอบรมฝีมือแรงานและผู้ฝึกงานอาชีวศึกษา แต่ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายคุ้มครองนักศึกษาฝึกงานระดับอุดมศึกษาโดยตรง 

หากกรณีมีปัญหาเกิดขึ้นโดยเฉพาะกรณีค่าตอบแทน การประสบอันตราย หรือการเจ็บป่วยจากการฝึกปฏิบัติงานอาจต้องเทียบเคียงจากกฎหมายที่เกี่ยวข้อง จะเกิดความยุ่งยากหรือเกิดปัญหาการตีความ ทำให้นักศึกษาฝึกงานไม่ได้รับความคุ้มครองอย่างเหมาะสม

2. การคุ้มครองนักเรียน นิสิตและนักศึกษาฝึกงาน เพื่อให้นักเรียน นักศึกษาฝึกงานได้รับความคุ้มครองตามฎหมาย นั้น นักเรียนระดับอาชีวศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาได้ออกประกาศคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เรื่อง หลักเกณฑ์การฝึกงานหลักสูตรการอาชีวศึกษาและการฝึกอบรมวิชาชีพในสถานประกอบการ พ.ศ. 2565 เรียบร้อยแล้ว 

ส่วนนักศึกษาระดับปริญญาตรีควรมอบหมายให้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นหน่วยงานหลักในการพิจารณาจัดทำหลักเกณฑ์เกี่ยวกับเรื่องการกำหนดมาตรฐานการส่งนักศึกษาที่เข้ารับการฝึกงานในสถานประกอบการ เพื่อให้นักศึกษาได้รับการคุ้มครองในระหว่างการฝึกงาน ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์มาตรฐานกลาง 

เพื่อเป็นแนวทางให้สถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาแต่ละแห่งจัดทำเป็นหลักเกณฑ์เกี่ยวกับเรื่องมาตรฐานการส่งนักศึกษา เข้ารับการฝึกงานในสถานประกอบการและการคุ้มครองนักศึกษาระหว่างการฝึกงานให้เหมาะสมกับหลักสูตรการเรียนการสอน โดยกระทรวงแรงงาน สนับสนุนข้อมูลเกี่ยวกับการกำหนดหลักเกณฑ์การคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของนักศึกษาฝึกงาน ให้สอดคล้องกับกฎหมายแรงงาน

3. ปัญหาการล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศในการทำงาน ควรสร้างและรักษาสภาพแวดล้อมในการทำงานให้ปราศจากการล่วงละเมิดทางเพศด้วยการสร้างความตระหนักการสร้างความรู้ความเข้าใจ การกำหนดมาตรการป้องกันและจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้น และตำเนินการเมื่อเกิดกรณีการร้องเรียนเรื่องการล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศอย่างทันท่วงที รวมทั้งการจัดสภาพแวดล้อมและมาตรการต่าง ๆ เพื่อลดความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศขึ้น

4. ข้อเสนอการยกระดับการคุ้มครองการฝึกงานในประเทศไทยของศูนย์วิจัยเฉพาะทางสหวิทยาการด้านรัฐสวัสดิการและความเป็นธรรม ศูนย์วิจัยเฉพาะทางสหวิทยาการด้านรัฐสวัสดิการและความเป็นธรรมร่วมกับอีกหลายหน่วยงานในภาคีได้ผลักดันร่างพระราชบัญญัติการฝึกงาน พ.ศ. …. เพื่อให้ได้รับความคุ้มครองและรักษาสิทธิประโยชน์ที่ควรได้ ในฐานะลูกจ้างคนหนึ่ง 

โดยสถาบันอุดมศึกษาอาจอนุญาตให้บุคลากรและผู้เรียนไปปฏิบัติงานในหน่วยงานต่าง ๆ ได้ตามระเบียบที่สภาสถาบันอุดมศึกษากำหนดตามมาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา พ.ศ. 2562 

ดั้งนั้น สภาสถาบันอุดมศึกษา อว. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรกำหนดระเบียบการฝึกงานหรือเงื่อนไขหลักเกณฑ์การฝึกงานของนักเรียน นักศึกษาฝึกงาน ให้ครอบคลุมเนื้อหาและรายละเอียดเกี่ยวกับการใช้แรงงานเด็กตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และสอดคล้องกับพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา พ.ศ. 2562

นายคารม กล่าวว่า ในขั้นตอนต่อจากนี้ ครม.ได้มอบหมายให้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นหน่วยงานหลักในการพิจารณารายละเอียดตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการฯ และศึกษาแนวทางการออกกฎหมาย เช่น กฎหมายฉบับรอง มาบังคับใช้ต่อไป

  






เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักนายกรัฐมนตรี

 NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAMกองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News

MOST POPULAR
FOLLOW ME


Facebook


Times


Instagram


Youtube


Line

NEWS UPDATE
BREAKING NEWS


ข่าวเด่นน่าติดตามวันเสาร์ที่ 16 ธันวาคม 2566


ข่าวเด่นน่าติดตามวันเสาร์ที่ 16 ธันวาคม 2566



ข่าวเด่นน่าติดตามวันจันทร์ที่ 4 ธันวาคม 2566


ข่าวเด่นน่าติดตามวันจันทร์ที่ 4 ธันวาคม 2566



ข่าวเด่นน่าติดตามวันเสาร์ที่ 25 พฤศจิกายน 2566


ข่าวเด่นน่าติดตามวันเสาร์ที่ 25 พฤศจิกายน 2566