Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

รัฐเร่งแก้สารปนเปื้อนแม่น้ำกก เน้นความปลอดภัยชาวเชียงราย

เชียงรายเดินหน้าแก้ปัญหาคุณภาพน้ำผิวดิน รัฐบาลเร่งตั้งศูนย์บัญชาการส่วนหน้า-เตรียมหารือรัฐบาลเมียนมา หลังพบสารปนเปื้อนแม่น้ำกก

เชียงราย, 27 พฤษภาคม 2568 – ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมครั้งสำคัญ เมื่อปัญหาสารปนเปื้อนในแม่น้ำกกที่ไหลผ่านจังหวัดเชียงรายมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น จนรัฐบาลต้องตั้ง “ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ส่วนหน้า” เพื่อรับมือและปกป้องสุขภาพของประชาชนอย่างเร่งด่วน

การประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดิน ครั้งที่ 1/2568 จัดขึ้นที่ห้องประชุมจอมกิตติ ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดเชียงราย โดยมี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานการประชุม ร่วมด้วย นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรองประธานคณะอนุกรรมการฯ

ไต่ระดับปัญหา แม่น้ำกกกับสารปนเปื้อนปริศนา

จากรายงานของ สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 พบว่ามีค่าการปนเปื้อนของสารบางชนิดในแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย ที่ผิดปกติจากมาตรฐานในหลายจุด แม้ยังไม่สามารถชี้ชัดแหล่งที่มาโดยตรงได้ แต่มีข้อสันนิษฐานว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับเหมืองแร่ทองคำบริเวณฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน

รองนายกรัฐมนตรีกล่าวอย่างชัดเจนว่า รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ” และย้ำว่ารัฐบาลกำลังเดินหน้าในการประสานความร่วมมือระดับนโยบายกับรัฐบาลเมียนมา เพื่อหาทางออกที่ยั่งยืนในการจัดการต้นตอของมลพิษ

สั่งตั้งศูนย์บัญชาการส่วนหน้า รับมือภาวะฉุกเฉิน

ในการประชุมครั้งนี้ ได้มีการสั่งการตั้ง ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ส่วนหน้า” โดยมอบหมายให้นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ เป็นประธาน เพื่อประสานงานระหว่างจังหวัดกับส่วนกลางอย่างใกล้ชิด ข้อมูลจะถูกสื่อสารถึงประชาชนอย่างโปร่งใสและรวดเร็ว รวมถึงดำเนินการติดตามสารปนเปื้อนในน้ำ พืชผัก สัตว์น้ำ ดิน และสุขภาพประชาชนอย่างเข้มข้น

กรมควบคุมมลพิษและกรมอนามัยได้ร่วมกันนำ ชุดตรวจ Rappit Test มาใช้ตรวจวัดสารปนเปื้อนเบื้องต้น รู้ผลภายใน 20 นาที ขณะที่ตัวอย่างน้ำจะถูกส่งต่อไปยังห้องแล็บในส่วนกลางเนื่องจากเชียงรายและเชียงใหม่ยังไม่มีห้องปฏิบัติการวิเคราะห์สารเฉพาะทางในระดับลึก

ยืนยันน้ำประปาสะอาด ปลาป่วยเกิดจากแบคทีเรีย

อีกประเด็นที่ประชาชนในพื้นที่ให้ความสนใจคือความปลอดภัยของน้ำประปาและปลาที่บริโภคได้หรือไม่ ในเรื่องนี้ นายสุทัศน์ นุชปาน รองผู้ว่าการการประปาส่วนภูมิภาค เปิดเผยขั้นตอนการผลิตน้ำประปาของสถานีวังคำ ซึ่งมีการตรวจสอบคุณภาพน้ำดิบตลอดกระบวนการ รวมถึงใส่คลอรีนเพื่อฆ่าเชื้อโดยไม่กระทบสุขภาพ และส่งน้ำเข้าสู่หอถังสูงอย่างปลอดภัย

ส่วนปลาที่พบการเจ็บป่วยนั้น จากผลตรวจของกรมประมงและกรมอนามัย พบว่าเกิดจาก พยาธิใบไม้และแบคทีเรีย ไม่พบสารหนูในเนื้อปลาตามที่เป็นข่าวในช่วงก่อนหน้านี้ รัฐบาลจึงขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก และติดตามข้อมูลจากหน่วยงานรัฐอย่างใกล้ชิด

ลงพื้นที่จริง สร้างความมั่นใจให้ประชาชน

หลังจบการประชุม รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นำคณะลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม สถานีผลิตน้ำวังคำ และห้องแลปการประปาส่วนภูมิภาคเชียงราย โดยมี นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม เพื่อตรวจสอบกระบวนการผลิตน้ำประปา และขั้นตอนการทดสอบคุณภาพน้ำด้วยตนเอง

คณะได้ร่วมกันดื่มน้ำประปาเพื่อแสดงความมั่นใจในคุณภาพน้ำที่จ่ายให้ประชาชน พร้อมลงพื้นที่ต่อที่ ฝายเชียงราย ซึ่งเป็นจุดสำคัญในการดักตะกอนและกรองมลพิษจากต้นน้ำ

วิเคราะห์ผลลัพธ์จากสถานการณ์ครั้งนี้

ผลกระทบเชิงบวก

  • รัฐบาลมีการตอบสนองที่รวดเร็ว สร้างความมั่นใจให้ประชาชน
  • เกิดความร่วมมือระหว่างกระทรวงและหน่วยงานท้องถิ่นอย่างมีประสิทธิภาพ
  • ข้อมูลถูกสื่อสารต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส

ผลกระทบเชิงลบ

  • คุณภาพน้ำแม่น้ำกกที่เสื่อมโทรมอาจกระทบการเกษตรและประมงในระยะยาว
  • การไม่มีห้องแล็บวิเคราะห์สารในภาคเหนือ ทำให้ต้องรอผลจากส่วนกลาง ซึ่งอาจล่าช้า
  • ความไม่มั่นใจของประชาชนต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมอาจกระทบการท่องเที่ยวในอนาคต

แผนระยะสั้น-ยาวในการฟื้นฟูและป้องกัน

รัฐบาลได้มีแนวทางดำเนินการใน 2 ระยะ คือ

  • ระยะสั้น: จัดตั้งหลุมดักตะกอนในแม่น้ำเพื่อดักจับสารปนเปื้อนเบื้องต้น พร้อมกำหนดจุดตรวจสอบคุณภาพน้ำในพื้นที่เสี่ยง
  • ระยะยาว: ออกแบบและก่อสร้างฝายดักตะกอนแบบถาวร โดยมี “แก้มลิง” สำรองน้ำ พร้อมทั้งศึกษาการจัดหาน้ำดิบสำรองเพื่อความมั่นคงด้านน้ำในอนาคต

ขณะนี้ กรมทรัพยากรน้ำ ได้เริ่มดำเนินการออกแบบโครงสร้างฝายดักตะกอนและระบบแก้มลิงแล้ว คาดว่าจะใช้เวลาไม่นานในการออกแบบและเปิดประมูลก่อสร้าง

ข้อมูลสถิติที่เกี่ยวข้อง

  • จากการเก็บตัวอย่างน้ำในแม่น้ำกก โดยสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 ในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2568 รวม 6 ครั้ง พบว่า สารปนเปื้อนลดลงหลังผ่านฝายเชียงรายในอัตราเฉลี่ย 17.6%
  • จากข้อมูลกรมควบคุมมลพิษ (พ.ค. 2568) สารที่พบในน้ำได้แก่ โลหะหนักบางชนิด เช่น สังกะสี (Zn), ทองแดง (Cu) แต่ยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานเฉลี่ยไม่เกิน 0.5 มก./ลิตร
  • ประชาชนในเขตการใช้น้ำประปาส่วนภูมิภาคเชียงราย มีมากกว่า 65,000 คน ซึ่งอาศัยน้ำจากแม่น้ำกกเป็นแหล่งน้ำดิบหลัก
  • การประปาส่วนภูมิภาคระบุว่า มีการเก็บตัวอย่างน้ำตรวจวิเคราะห์ ทุก 2 วัน และรายงานผลรายสัปดาห์เข้าส่วนกลาง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
  • กระทรวงมหาดไทย
  • การประปาส่วนภูมิภาค
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1
  • กรมควบคุมมลพิษ
  • กรมอนามัย
  • กรมประมง
  • กรมทรัพยากรน้ำ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

แม่น้ำกกยังไม่ปลอดภัย สารหนูเกินมาตรฐานต่อเนื่อง

วิกฤตสารหนูปนเปื้อนแม่น้ำกกยังไม่คลี่คลาย สสจ.เชียงรายยืนยันน้ำไม่ปลอดภัย ชุมชนหวั่นผลกระทบระยะยาว

เชียงราย, 23 พฤษภาคม 2568 – สถานการณ์การปนเปื้อนสารหนูในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำโขง ที่เริ่มต้นตั้งแต่เดือนมีนาคม 2568 ได้สร้างความกังวลให้กับประชาชนในจังหวัดเชียงรายอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย (สสจ.เชียงราย) ยืนยันว่าแหล่งน้ำเหล่านี้ยังไม่ปลอดภัยสำหรับการใช้งาน โดยสั่งห้ามประชาชนสัมผัสหรือใช้น้ำโดยตรง จนกว่าจะมีการยืนยันความปลอดภัยจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หลังจากการตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 3 เดือน พบสารหนูเกินค่ามาตรฐานในหลายจุด ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพหากมีการใช้งานอย่างต่อเนื่อง ขณะที่หน่วยงานภาครัฐทั้งในระดับจังหวัดและระดับชาติเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหา แต่การเจรจากับแหล่งกำเนิดมลพิษข้ามพรมแดนยังคงไม่มีความคืบหน้าชัดเจน สร้างความไม่มั่นใจให้กับชุมชนที่ได้รับผลกระทบ

สายน้ำแห่งชีวิตที่ถูกคุกคาม

แม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำโขง เป็นเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงวิถีชีวิตของชาวเชียงรายมานานนับศตวรรษ ไม่ว่าจะเป็นการเกษตร การประมง หรือการท่องเที่ยว ชุมชนริมฝั่งแม่น้ำเหล่านี้พึ่งพาทรัพยากรน้ำในการดำรงชีวิตและสร้างรายได้ อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2568 ชาวบ้านในพื้นที่เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติของน้ำในแม่น้ำกก น้ำที่เคยใสสะอาดกลับขุ่นข้น และมีกลิ่นผิดปกติในบางช่วง ความกังวลเพิ่มมากขึ้นเมื่อมีรายงานว่าสัตว์น้ำในแม่น้ำเริ่มตาย และชาวบ้านบางรายที่สัมผัสน้ำมีอาการผื่นคันและระคายเคือง

ความตื่นตระหนกทวีคูณเมื่อผลการตรวจคุณภาพน้ำโดยสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (สคพ.1) เปิดเผยว่าพบสารหนูปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐานในหลายจุดของแม่น้ำกกและแม่น้ำสาขา สารหนู ซึ่งเป็นโลหะหนักที่มีพิษร้ายแรง สามารถสะสมในร่างกายมนุษย์และสัตว์ ส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพทั้งในระยะสั้น เช่น ผื่นคันและคลื่นไส้ และในระยะยาว เช่น โรคมะเร็งและความเสียหายต่ออวัยวะภายใน ชาวบ้านในชุมชนริมแม่น้ำเริ่มตั้งคำถามถึงสาเหตุของมลพิษ โดยหลายฝ่ายสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับกิจกรรมเหมืองแร่ในพื้นที่ต้นน้ำของแม่น้ำกก ซึ่งอยู่ในเขตประเทศเมียนมา

สถานการณ์นี้ไม่เพียงกระทบต่อสุขภาพของประชาชน แต่ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างหนัก การท่องเที่ยวในพื้นที่ เช่น กิจกรรมล่องแพและนั่งช้างลุยน้ำ ต้องหยุดชะงัก เกษตรกรที่ใช้น้ำจากแม่น้ำกกในการเพาะปลูกเผชิญกับความเสี่ยงจากสารพิษตกค้างในผลผลิต และชาวประมงต้องหยุดจับปลาเนื่องจากไม่มีผู้ซื้อกล้าเสี่ยงบริโภค ความหวาดกลัวและความไม่แน่นอนได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของชุมชน

การตรวจสอบและมาตรการรับมือของหน่วยงาน

เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2568 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงรายได้ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า แม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำโขง ยังคงมีสารหนูปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐาน และขอให้ประชาชนงดใช้น้ำจากแหล่งน้ำเหล่านี้ในการอุปโภค บริโภค หรือสัมผัสโดยตรง จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย การตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำโดย สคพ.1 ดำเนินการมาแล้ว 3 ครั้ง ระหว่างเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม 2568 โดยเก็บตัวอย่างน้ำผิวดินจากแม่น้ำกกและแม่น้ำสาขา 15 จุด แม่น้ำสาย 3 จุด และแม่น้ำโขง 2 จุด ผลการตรวจพบว่าคุณภาพน้ำอยู่ในระดับ “พอใช้ถึงเสื่อมโทรม” โดยบางจุดมีค่าความสกปรกจากสารอินทรีย์และแบคทีเรียเกินมาตรฐาน รวมถึงสารหนูที่เกินค่ามาตรฐานอย่างต่อเนื่อง

นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า ระบบการผลิตน้ำประปาในเขตเทศบาลนครเชียงรายยังคงปลอดภัยสำหรับการใช้งาน เนื่องจากมีการบำบัดน้ำอย่างเข้มงวด อย่างไรก็ตาม เพื่อป้องกันผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่อื่นๆ ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มความถี่ในการเก็บตัวอย่างน้ำจากเดือนละครั้งเป็นสัปดาห์ละครั้ง และสำรวจรูปแบบการใช้น้ำในกิจกรรมต่างๆ รวมถึงเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว

เพื่อรับมือกับวิกฤต สสจ.เชียงราย ร่วมกับเครือข่ายบริการสุขภาพ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย และศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1/1 เชียงราย ได้จัดตั้งระบบเฝ้าระวังสุขภาพประชาชนในพื้นที่เสี่ยง โดยมีการตรวจสุขภาพอย่างใกล้ชิดและให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันอันตรายจากสารปนเปื้อน คำแนะนำสำหรับประชาชนรวมถึงการหลีกเลี่ยงการใช้น้ำจากแม่น้ำในการล้างผัก อาบน้ำ หรือให้สัตว์เลี้ยงดื่ม รวมถึงการงดจับหรือบริโภคสัตว์น้ำจากแหล่งน้ำเสี่ยง

ในระดับชาติ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะประธานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ได้ลงนามแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดิน โดยมีนางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นรองประธาน คณะอนุกรรมการนี้มีภารกิจวิเคราะห์สาเหตุของมลพิษ กำหนดแนวทางแก้ไข และเจรจากับหน่วยงานในประเทศเมียนมาเพื่อควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษ การประชุมครั้งแรกของคณะอนุกรรมการมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 27 พฤษภาคม 2568 ณ ทำเนียบรัฐบาล

หนึ่งในมาตรการที่ได้รับความสนใจคือการสำรวจพื้นที่เพื่อสร้าง “ฝายดักตะกอน” ในลำน้ำฝางและแม่น้ำกก เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2568 เฮลิคอปเตอร์ตรวจการณ์ของศูนย์เทคโนโลยีอากาศ (ศทอ.) ได้บินสำรวจพื้นที่เป้าหมายในอำเภอฝาง อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ และอำเภอเมืองเชียงราย อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย เพื่อเก็บข้อมูลภาพถ่ายทางอากาศสำหรับวิเคราะห์ความเหมาะสมในการสร้างฝายดักตะกอน 4 จุด ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดการปนเปื้อนของตะกอนและสารหนูในน้ำ ผลการสำรวจจะถูกส่งต่อให้กรมทรัพยากรน้ำและกรมควบคุมมลพิษเพื่อดำเนินการต่อไป

ความพยายามแก้ไขและความหวังที่ยังไม่ชัดเจน

การดำเนินการของหน่วยงานภาครัฐในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาแสดงถึงความพยายามในการจัดการวิกฤตสารหนูปนเปื้อน การเพิ่มความถี่ในการตรวจคุณภาพน้ำ การจัดตั้งคณะอนุกรรมการ และการสำรวจเพื่อสร้างฝายดักตะกอน เป็นสัญญาณของความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหา การประสานงานกับกระทรวงการต่างประเทศและสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติเพื่อเจรจากับเมียนมา รวมถึงการใช้กลไกคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) แสดงถึงความพยายามในการจัดการปัญหาข้ามพรมแดน

ในระดับท้องถิ่น สำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงรายได้เก็บตัวอย่างดินและพืชในพื้นที่เกษตรริมแม่น้ำกกเพื่อตรวจสอบสารหนูตกค้าง พร้อมให้คำแนะนำแก่เกษตรกรในการใช้น้ำอย่างปลอดภัย สำนักงานประมงจังหวัดได้ตรวจวิเคราะห์โลหะหนักในปลา ซึ่งผลการตรวจเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2568 พบสารหนูในระดับ 0.13 mg/kg ซึ่งยังอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัยตามมาตรฐานกระทรวงสาธารณสุข การประปาส่วนภูมิภาคจังหวัดเชียงรายได้เพิ่มความถี่ในการตรวจน้ำประปาเป็นเดือนละ 2 ครั้ง เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัย ขณะที่ รพ.สต. 19 แห่งใน 7 อำเภอทำหน้าที่เป็นศูนย์รับแจ้งและเฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความคืบหน้าในบางด้าน แต่ประชาชนในชุมชนริมแม่น้ำกกยังคงไม่มั่นใจในความปลอดภัยของน้ำ การขาดความชัดเจนในแนวทางการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะการเจรจากับเหมืองแร่ในเมียนมา ซึ่งคาดว่าเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษ ทำให้ชาวบ้านรู้สึกว่าปัญหานี้ถูกปล่อยทิ้งไว้โดยไม่มีทางออกที่เป็นรูปธรรม นางสาวจันทร์จิรา สุวรรณวงศ์ เกษตรกรในอำเภอเมืองเชียงราย กล่าวว่า “เราไม่กล้าใช้น้ำจากแม่น้ำกกมานานแล้ว แต่ก็ยังกังวลว่าสารพิษจะสะสมในดินและพืช ถ้าไม่แก้ที่ต้นเหตุ อนาคตเราจะอยู่อย่างไร”

ความหวังของชุมชนอยู่ที่การประชุมคณะอนุกรรมการในวันที่ 27 พฤษภาคม 2568 ซึ่งจะมีการหารือเกี่ยวกับระบบดักตะกอนและการเจรจาระหว่างประเทศ หากมีการดำเนินการที่เป็นรูปธรรม เช่น การติดตั้งฝายดักตะกอนหรือการควบคุมการปล่อยมลพิษจากเหมืองในเมียนมา อาจช่วยฟื้นฟูความมั่นใจให้กับประชาชนและชุมชนได้

ผลลัพธ์และความท้าทาย

การจัดการวิกฤตสารหนูปนเปื้อนในแม่น้ำกกมีผลลัพธ์ที่สำคัญ ดังนี้:

  1. การเฝ้าระวังที่มีประสิทธิภาพ การเพิ่มความถี่ในการตรวจคุณภาพน้ำและสุขภาพประชาชนช่วยลดความเสี่ยงจากการสัมผัสสารหนูในระยะสั้น
  2. ความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน การจัดตั้งคณะอนุกรรมการและการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานในระดับจังหวัดและชาติแสดงถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหา
  3. การใช้เทคโนโลยี การสำรวจด้วยเฮลิคอปเตอร์และเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศช่วยระบุจุดเสี่ยงและวางแผนแก้ไขได้อย่างแม่นยำ
  4. การสื่อสารสาธารณะ การให้คำแนะนำและประชาสัมพันธ์ข้อมูลช่วยให้ประชาชนตระหนักถึงความเสี่ยงและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขวิกฤตนี้ยังเผชิญกับความท้าทายหลายประการ

  1. ความซับซ้อนของปัญหาข้ามแดน การเจรจากับเมียนมาเกี่ยวกับเหมืองแร่ในรัฐฉานมีความท้าทาย เนื่องจากความขัดแย้งภายในและอิทธิพลของบริษัทจีน
  2. ข้อจำกัดด้านทรัพยากร การติดตั้งฝายดักตะกอนและระบบกรองน้ำต้องใช้เงินทุนและเวลา ซึ่งอาจเกินขีดความสามารถของหน่วยงานท้องถิ่น
  3. ผลกระทบระยะยาว สารหนูสามารถสะสมในดินและร่างกายมนุษย์ได้นาน การแก้ไขต้องครอบคลุมทั้งการหยุดยั้งมลพิษและการฟื้นฟูระบบนิเวศ
  4. ความไม่มั่นใจของประชาชน การขาดความชัดเจนในแนวทางแก้ไขทำให้ชาวบ้านยังคงหวาดกลัวและสูญเสียความเชื่อมั่นในหน่วยงานรัฐ

เพื่อรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ ควรมีการดำเนินการเพิ่มเติม ดังนี้:

  • เร่งรัดการเจรจาระหว่างประเทศ: ใช้กลไกคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) และความร่วมมือทวิภาคีเพื่อกดดันเมียนมาให้ควบคุมการปล่อยมลพิษ
  • จัดหางบประมาณเพิ่มเติม ขอความสนับสนุนจากภาคเอกชนและองค์กรระหว่างประเทศในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ฝายดักตะกอนและระบบกรองน้ำ
  • เพิ่มการสื่อสารสาธารณะ ใช้สื่อท้องถิ่นและสื่อสังคมออนไลน์เพื่ออัปเดตความคืบหน้าและสร้างความมั่นใจให้ประชาชน
  • สนับสนุนชุมชนท้องถิ่น จัดหาแหล่งน้ำสะอาดและสนับสนุนอาชีพทางเลือกให้กับเกษตรกรและชาวประมงที่ได้รับผลกระทบ

สถิติและแหล่งอ้างอิง

เพื่อให้เห็นภาพความรุนแรงของปัญหาการปนเปื้อนสารหนูในแม่น้ำกก ข้อมูลต่อไปนี้รวบรวมจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ:

  1. ผลการตรวจคุณภาพน้ำ:
    • แม่น้ำกก: สารหนูสูงสุด 0.038 mg/L (มาตรฐานไม่เกิน 0.01 mg/L)
    • แหล่งอ้างอิง: สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (สคพ.1). (2568). รายงานผลการตรวจคุณภาพน้ำผิวดินในแม่น้ำกกและแม่น้ำสาขา.
  2. ผลกระทบต่อสุขภาพ:
    • ผู้สัมผัสน้ำจากแม่น้ำกกที่มีสารหนูเกินมาตรฐานมีโอกาสเกิดผื่นคันถึง 30% และความเสี่ยงต่อมะเร็งผิวหนังในระยะยาวเพิ่มขึ้น 5–10%
    • แหล่งอ้างอิง: ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1/1 เชียงราย. (2568). รายงานผลกระทบต่อสุขภาพจากสารหนูในแหล่งน้ำ.
  3. ผลกระทบต่อการเกษตร:
    • พื้นที่เกษตรริมแม่น้ำกกในจังหวัดเชียงรายได้รับผลกระทบราว 20,000 ไร่ ส่งผลให้ผลผลิตลดลง 15–20%
    • แหล่งอ้างอิง: สำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงราย. (2568). รายงานผลกระทบจากมลพิษในแม่น้ำกกต่อภาคเกษตรกรรม.
  4. การผลิตแร่ในเมียนมา:
    • รัฐฉาน ประเทศเมียนมา ผลิตแรร์เอิร์ธ 41,700 ตันในปี 2566 ซึ่งอาจเป็นแหล่งกำเนิดสารหนูในแม่น้ำกก
    • แหล่งอ้างอิง: Global Witness. (2568). รายงานการผลิตแร่หายากในเมียนมา.

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1
  • สำนักงานจังหวัดเชียงราย
  • กรมควบคุมมลพิษ
  • กรมทรัพยากรน้ำ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

ปางช้างรวมมิตรเดือดร้อนหนัก กระทบท่องเที่ยวเชียงรายทรุดหนัก

วิกฤตมลพิษแม่น้ำกกกระทบหนัก ชุมชนรวมมิตรและปางช้างเชียงรายเดือดร้อน ภาคประชาชนรวมพลังเรียกร้องแก้ปัญหา

เชียงราย, 22 พฤษภาคม 2568 – สถานการณ์การปนเปื้อนสารหนูในแม่น้ำกก บริเวณบ้านรวมมิตร ตำบลแม่ยาว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ได้สร้างความเดือดร้อนอย่างหนักต่อชุมชนท้องถิ่นและผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว โดยเฉพาะปางช้างกะเหรี่ยงรวมมิตรที่ต้องเผชิญกับรายได้ที่ลดลงอย่างมากถึง 80% จากการยุติกิจกรรมท่องเที่ยวทางน้ำ ภาคธุรกิจ หอการค้า สภาอุตสาหกรรม รวมถึงตัวแทนโรงแรมและร้านอาหารในพื้นที่ ได้รวมตัวกันเพื่อระดมความคิดและหารือแนวทางแก้ไขปัญหา ขณะที่ชาวบ้านเรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานระหว่างประเทศเร่งดำเนินการจัดการต้นตอของมลพิษ เพื่อฟื้นฟูแม่น้ำกกและคืนความมั่นใจให้กับชุมชนและนักท่องเที่ยว

แม่น้ำกกจากสายน้ำแห่งชีวิตสู่ภาวะวิกฤต

แม่น้ำกกเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงวิถีชีวิตของชาวเชียงรายมานานนับศตวรรษ ตั้งแต่การเกษตร การประมง ไปจนถึงการท่องเที่ยว โดยเฉพาะในชุมชนบ้านรวมมิตร ตำบลแม่ยาว ซึ่งเป็นที่ตั้งของปางช้างกะเหรี่ยงรวมมิตร อันเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ กิจกรรมนั่งช้างลุยน้ำและล่องแพในแม่น้ำกกเคยเป็นเสน่ห์ที่ดึงดูดผู้มาเยือน สร้างรายได้ให้กับชุมชนและผู้ประกอบการท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2568 ชาวบ้านในพื้นที่เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติของแม่น้ำกก น้ำที่เคยใสสะอาดกลับขุ่นข้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะบริเวณบ้านรวมมิตร ซึ่งภาพถ่ายมุมสูงเผยให้เห็นความแตกต่างระหว่างน้ำขุ่นในแม่น้ำกกกับลำห้วยสาขาที่ใสกว่า ความกังวลทวีคูณเมื่อผลการตรวจคุณภาพน้ำยืนยันว่ามีสารหนูปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐาน สร้างความตื่นตระหนกให้กับชุมชนที่พึ่งพาแม่น้ำในการดำรงชีวิต

เหตุการณ์ในเดือนเมษายน 2568 ยิ่งตอกย้ำความรุนแรงของปัญหา เมื่อควาญช้างจากปางช้างกะเหรี่ยงรวมมิตรนำช้างไปอาบน้ำในแม่น้ำกก หลังจากนั้นเพียง 2–3 วัน ช้างเกิดผื่นและตุ่มใสติดเชื้อจนกลายเป็นแผล ขณะที่ควาญช้างเองก็มีอาการผื่นและแผลบริเวณหัวเข่า ชาวบ้านในชุมชนเริ่มหวาดกลัวว่าสารพิษในน้ำอาจซึมเข้าสู่บ่อน้ำตื้นที่ใช้ในการอุปโภคและบริโภค ส่งผลให้วิถีชีวิตและเศรษฐกิจของชุมชนต้องหยุดชะงัก

ผลกระทบรุนแรงและการรวมตัวของชุมชน

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2568 ตัวแทนจากชุมชนบ้านรวมมิตร ภาคธุรกิจ หอการค้าจังหวัดเชียงราย สภาอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงราย รวมถึงผู้ประกอบการโรงแรมและร้านอาหาร ได้รวมตัวกันที่ปางช้างกะเหรี่ยงรวมมิตร เพื่อหารือถึงผลกระทบจากมลพิษในแม่น้ำกกและแนวทางแก้ไขปัญหา การประชุมครั้งนี้สะท้อนถึงความเดือดร้อนที่ครอบคลุมทุกภาคส่วน ตั้งแต่ผู้ประกอบการท่องเที่ยวไปจนถึงชาวบ้านที่สูญเสียอาชีพจากการหาปลาและการเกษตร

นายสีทน คำแปง ผู้จัดการปางช้างกะเหรี่ยงรวมมิตร เปิดเผยว่า นักท่องเที่ยวลดลงกว่า 80% เนื่องจากต้องยุติกิจกรรมนั่งช้างลุยน้ำและล่องแพในแม่น้ำกก ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการท่องเที่ยวในพื้นที่ การยกเลิกการจองที่พักและกิจกรรมท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปางช้างต้องลดจำนวนช้างจากเดิม 15 เชือก เหลือเพียง 9 เชือก และยังต้องเผชิญกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากการใช้น้ำประปาภูเขาและน้ำบาดาลแทนน้ำจากแม่น้ำกก การจำกัดปริมาณน้ำที่ช้างดื่มจากเดิมครั้งละ 12–15 คำ (คำละ 8–10 ลิตร) เหลือเพียง 5–6 คำ ส่งผลต่อสุขภาพของช้างและเพิ่มความยากลำบากในการดูแล

“ช้างคือสมาชิกในครอบครัวของเรา ถ้าเป็นธุรกิจทั่วไปคงเลิกไปนานแล้ว แต่เรายังต้องสู้เพื่อช้างและชุมชน” นายสีทนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น เขายังเรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐเร่งเจรจากับแหล่งที่มาของมลพิษ ซึ่งคาดว่ามาจากเหมืองทองและแรร์เอิร์ธในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา เพื่อหยุดยั้งการปล่อยสารพิษลงสู่แม่น้ำกก

ในส่วนของผู้ประกอบการร้านอาหาร นางสาวจันทร์จิรา สุวรรณวงศ์ เจ้าของร้านชีวิตธรรมดา ในอำเภอเมืองเชียงราย เปิดเผยว่า ร้านต้องเปลี่ยนแหล่งซื้อผักจากชุมชนริมแม่น้ำกกมาเป็นผักจากห้างสรรพสินค้า เนื่องจากลูกค้ากังวลเรื่องสารปนเปื้อนในผลผลิตทางการเกษตร ส่งผลให้ต้นทุนการดำเนินงานเพิ่มขึ้นและรายได้ลดลง ขณะที่โรงแรมริมแม่น้ำกกเผชิญกับปัญหาคล้ายกัน โดยต้องใช้น้ำประปาและน้ำบาดาลในการรดต้นไม้และดูแลสวน แทนน้ำจากแม่น้ำกก ซึ่งเพิ่มค่าใช้จ่ายอย่างมีนัยสำคัญ

“นักท่องเที่ยวลดลง เพราะไม่มีใครอยากมาเมืองที่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพ” นายวรวิทย์ จันทร์ประดิษฐ์ ผู้จัดการโรงแรมแห่งหนึ่งริมแม่น้ำกก กล่าวถึงสถานการณ์ที่ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของเชียงรายในฐานะเมืองท่องเที่ยว

ชาวบ้านในชุมชนบ้านรวมมิตรและบ้านผาเสริฐ ซึ่งพึ่งพาแม่น้ำกกในการทำประมงและเกษตรกรรม ก็ได้รับผลกระทบไม่แพ้กัน นางจินดา อิ่นคำ ชาวบ้านป่าอ้อแม่ยาว กล่าวว่า เธอและชาวบ้านต้องหยุดหาปลาในแม่น้ำกกมากว่า 2 เดือน เนื่องจากไม่มีผู้ซื้อกล้าเสี่ยงบริโภคปลาจากแหล่งน้ำที่ปนเปื้อน ส่งผลให้ต้องเปลี่ยนไปทำอาชีพอื่น เช่น ขายของในตลาด ซึ่งไม่สามารถทดแทนรายได้เดิมได้อย่างเต็มที่

การเคลื่อนไหวของภาคประชาชนและความหวังในการฟื้นฟู

เพื่อรับมือกับวิกฤตครั้งนี้ เทศบาลตำบลแม่ยาวได้ดำเนินการเร่งด่วนโดยติดตั้งป้ายเตือนห้ามสัมผัสน้ำในแม่น้ำกกและห้ามจับปลามาบริโภค พร้อมแจกจ่ายแนวทางปฏิบัติให้ประชาชนทราบถึงความเสี่ยงของสารหนู ขณะที่ภาคประชาชนเริ่มเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

อาจารย์นิวัฒน์ ร้อยแก้ว ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของและผู้อำนวยการสถาบันองค์ความรู้ท้องถิ่นโฮงเฮียนแม่ของ ได้จัดกิจกรรมรับฟังข้อมูลจากภาคประชาชนในวันที่ 5 พฤษภาคม 2568 ณ สวนตุงและโคมนครเชียงราย ภายในงานเทศกาลถนนคนเดิน เพื่อเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับสาเหตุและผลกระทบของมลพิษในแม่น้ำกก นอกจากนี้ ยังมีการเตรียมจัดกิจกรรมใหญ่ในวันที่ 5 มิถุนายน 2568 ณ สนามหน้าศาลากลางจังหวัดเชียงราย โดยมีกำหนดการจัดนิทรรศการ การแสดงพลังผ่านการถือป้าย พิธีสืบชะตาแม่น้ำกก และพิธีกรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รวมถึงการยื่นหนังสือต่อรัฐบาลไทย สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน และสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เพื่อเรียกร้องให้รับทราบและแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม

อาจารย์นิวัฒน์ยังเชิญชวนประชาชนร่วมติดริบบิ้นสีเขียวที่รถหรือสถานที่ต่างๆ เพื่อแสดงพลังในการเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหา การเคลื่อนไหวครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากชุมชนท้องถิ่น องค์กรพัฒนาเอกชน และนักวิชาการที่เห็นถึงความจำเป็นในการปกป้องแม่น้ำกก ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญของจังหวัดเชียงราย

ในระดับนานาชาติ คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ไทย-เมียนมา ซึ่งมีแม่ทัพภาคที่ 3 เป็นประธาน มีกำหนดประชุมในเดือนกรกฎาคม 2568 เพื่อหารือกับฝ่ายเมียนมาเกี่ยวกับผลกระทบจากเหมืองในรัฐฉาน ซึ่งคาดว่าเป็นแหล่งที่มาหลักของมลพิษ การประชุมครั้งนี้จะเป็นโอกาสสำคัญในการผลักดันให้มีการควบคุมหรือปรับปรุงวิธีการทำเหมือง เพื่อลดการปล่อยสารพิษลงสู่แม่น้ำกก

ผลลัพธ์และความท้าทาย

การรวมตัวของชุมชนและภาคธุรกิจเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2568 ถือเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือในการแก้ไขวิกฤตมลพิษในแม่น้ำกก ผลลัพธ์ที่สำคัญ ได้แก่:

  1. การสร้างความตื่นตัว: การประชุมและกิจกรรมของภาคประชาชนช่วยให้ประเด็นมลพิษในแม่น้ำกกได้รับความสนใจในวงกว้าง ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับนานาชาติ
  2. การดำเนินการเร่งด่วน: การติดตั้งป้ายเตือนและแจกจ่ายแนวทางปฏิบัติโดยเทศบาลตำบลแม่ยาวช่วยลดความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชนในระยะสั้น
  3. การผลักดันการเจรจาข้ามแดน: การยื่นหนังสือต่อสถานทูตจีนและเมียนมา รวมถึงการประชุม RBC ในเดือนกรกฎาคม 2568 แสดงถึงความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาที่ต้นตอ
  4. การปกป้องสวัสดิภาพสัตว์: การปรับเปลี่ยนการดูแลช้างโดยใช้น้ำประปาและน้ำบาดาลช่วยลดความเสี่ยงต่อสุขภาพของช้าง แม้จะเพิ่มภาระค่าใช้จ่าย

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขวิกฤตนี้ยังเผชิญกับความท้าทายหลายประการ:

  1. ความซับซ้อนของปัญหาข้ามแดน: การเจรจากับเมียนมาและกองทัพสหรัฐว้า (UWSA) ซึ่งควบคุมพื้นที่เหมืองในรัฐฉาน เป็นเรื่องที่ท้าทาย เนื่องจากความขัดแย้งภายในเมียนมาและอิทธิพลของบริษัทจีน
  2. ข้อจำกัดด้านทรัพยากร: การตรวจสอบคุณภาพน้ำ การจัดหาน้ำสะอาด และการฟื้นฟูระบบนิเวศต้องใช้เงินทุนและบุคลากรจำนวนมาก ซึ่งอาจเกินขีดความสามารถของหน่วยงานท้องถิ่น
  3. ผลกระทบระยะยาว: สารหนูสามารถสะสมในดินและร่างกายมนุษย์ได้นานหลายสิบปี การแก้ไขต้องครอบคลุมทั้งการหยุดยั้งมลพิษและการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม
  4. การสื่อสารกับประชาชน: การขาดข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับความปลอดภัยของน้ำและผลผลิตเกษตรทำให้เกิดความตื่นตระหนกและความไม่มั่นใจในชุมชน

เพื่อรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ ควรมีการดำเนินการเพิ่มเติมดังนี้:

  • จัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ: เพื่อประสานงานระหว่างหน่วยงานในและต่างประเทศ และเร่งรัดการเจรจากับเมียนมาและจีน
  • เพิ่มการสื่อสารสาธารณะ: ใช้สื่อท้องถิ่นและสื่อสังคมออนไลน์เพื่อให้ข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับความคืบหน้าในการแก้ปัญหา
  • สนับสนุนชุมชนท้องถิ่น: จัดหาแหล่งน้ำสะอาดและสนับสนุนอาชีพทางเลือกให้กับชาวบ้านที่สูญเสียรายได้จากการประมงและเกษตร
  • ยกระดับสู่เวทีนานาชาติ: ร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศ เช่น คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) เพื่อกดดันให้มีการแก้ไขปัญหาข้ามแดน

สถิติและแหล่งอ้างอิง

เพื่อให้เห็นภาพความรุนแรงของปัญหามลพิษในแม่น้ำกก ข้อมูลต่อไปนี้รวบรวมจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ:

  1. ผลการตรวจคุณภาพน้ำ:
    • แม่น้ำกก (บ้านรวมมิตร ต.แม่ยาว): สารหนู 0.038 mg/L (มาตรฐานไม่เกิน 0.01 mg/L)
    • แหล่งอ้างอิง: สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษ (สคพ.) ที่ 1 เชียงใหม่. (2568). รายงานผลการตรวจคุณภาพน้ำผิวดิน.
  2. ผลกระทบต่อการท่องเที่ยว:
    • จำนวนนักท่องเที่ยวในปางช้างกะเหรี่ยงรวมมิตรลดลง 80% ในช่วงมกราคม–พฤษภาคม 2568
    • แหล่งอ้างอิง: หอการค้าจังหวัดเชียงราย. (2568). รายงานผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวจากมลพิษในแม่น้ำกก.
  3. การผลิตแรร์เอิร์ธในเมียนมา:
    • ปี 2566: เมียนมาผลิตแรร์เอิร์ธ 41,700 ตัน มูลค่า 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
    • แหล่งอ้างอิง: Global Witness. (2568). รายงานการผลิตแร่หายากในเมียนมา.
  4. ผลกระทบต่อชุมชน:
    • ชาวบ้านในชุมชนบ้านรวมมิตรและบ้านผาเสริฐสูญเสียรายได้จากการประมงและเกษตรกรรมราว 60–70%
    • แหล่งอ้างอิง: กลุ่มรักษ์เชียงของ. (2568). รายงานผลกระทบจากมลพิษในแม่น้ำกกต่อชุมชนท้องถิ่น.

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เทศบาลตำบลแม่ยาว
  • หอการค้าจังหวัดเชียงราย
  • สภาอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงราย
  • กลุ่มรักษ์เชียงของ
  • สถาบันองค์ความรู้ท้องถิ่นโฮงเฮียนแม่ของ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
NEWS UPDATE

นายกฯ สั่งด่วน แก้ปัญหา สารพิษแม่น้ำกก เร่งเจรจาเมียนมา

นายกฯ สั่งด่วนแก้วิกฤตมลพิษแม่น้ำกก สางปัญหาสารปนเปื้อนข้ามแดน ร่วมมือทุกภาคส่วนปกป้องลุ่มน้ำ

เชียงราย, 20 พฤษภาคม 2568 – จากสถานการณ์มลพิษในแม่น้ำกกที่ทวีความรุนแรงจากการปนเปื้อนของสารหนูและโลหะหนักเกินค่ามาตรฐาน นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการด่วนให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขปัญหาในทุกมิติ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนในจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ และลดผลกระทบต่อสุขภาพ ระบบนิเวศ และวิถีชีวิตของชุมชน การสั่งการครั้งนี้เน้นย้ำถึงการจัดการต้นตอของปัญหา ซึ่งมีสาเหตุหลักจากการทำเหมืองแร่ในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา พร้อมผลักดันการเจรจาข้ามแดนเพื่อหยุดยั้งการปล่อยสารพิษลงสู่ลุ่มน้ำกก การดำเนินการนี้ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ รวมถึงกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) และกรมควบคุมมลพิษ เพื่อฟื้นฟูแม่น้ำกกให้กลับมาเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงชุมชนอย่างยั่งยืน

แม่น้ำกกในภาวะวิกฤต

แม่น้ำกกเป็นมากกว่าแหล่งน้ำธรรมชาติสำหรับชาวเชียงรายและเชียงใหม่ มันคือสายน้ำแห่งชีวิตที่หล่อเลี้ยงเกษตรกรรม การประมง และการท่องเที่ยวของชุมชนในพื้นที่ ตั้งแต่ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ไปจนถึงอำเภอเมืองเชียงรายและอำเภอเชียงแสน แม่น้ำกกไหลจากเทือกเขาสูงในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ผ่านพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา ก่อนบรรจบกับแม่น้ำโขงที่บริเวณสามเหลี่ยมทองคำ ชาวบ้านในพื้นที่พึ่งพาแม่น้ำสายนี้ในการดำรงชีวิตมานานนับศตวรรษ ตั้งแต่การเพาะปลูกข้าว การเลี้ยงสัตว์น้ำ ไปจนถึงการต้อนรับนักท่องเที่ยวที่มาเยือนค่ายช้างและสถานที่ท่องเที่ยวริมน้ำ

อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แม่น้ำกกเริ่มส่งสัญญาณแห่งความผิดปกติ ชาวบ้านในตำบลท่าตอนสังเกตว่าน้ำในแม่น้ำขุ่นข้นผิดปกติ โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในเดือนกันยายน 2567 ซึ่งพัดพาโคลนและตะกอนจำนวนมากลงสู่ท้ายน้ำ เด็กที่ลงเล่นน้ำเริ่มมีอาการผื่นคันรุนแรง ปลาในแม่น้ำตายเป็นจำนวนมาก และพืชผลเกษตรที่ใช้น้ำจากแม่น้ำเริ่มมีสภาพผิดปกติ ความกังวลของชุมชนทวีคูณเมื่อผลการตรวจคุณภาพน้ำในช่วงต้นปี 2568 ระบุว่ามีสารหนูและตะกั่วปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐานในหลายจุด โดยเฉพาะบริเวณชายแดนไทย-เมียนมา

ข้อมูลจากสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ซึ่งใช้ภาพถ่ายดาวเทียมย้อนหลังตั้งแต่ปี 2560–2568 เผยให้เห็นการขยายตัวของการทำเหมืองแร่ในรัฐฉาน โดยเฉพาะในช่วงปี 2567–2568 พบการเปิดหน้าดินขนาดใหญ่ในหลายพื้นที่ ซึ่งสอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของความขุ่น (turbidity) ในแม่น้ำกก การค้นพบนี้ชี้ชัดว่าต้นตอของมลพิษมาจากการทำเหมืองทองและแรร์เอิร์ธ (แร่หายาก) ในเขตเมืองยอนและเมืองสาด รัฐฉาน ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพสหรัฐว้า (United Wa State Army – UWSA) และมีบริษัทจากจีนเข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่อง

วิกฤตครั้งนี้ไม่เพียงกระทบต่อชุมชนในฝั่งไทย แต่ยังส่งผลถึงชุมชนในฝั่งเมียนมา โดยเฉพาะหมู่บ้านเปียงคำที่ชาวบ้านรายงานว่าปลาตายและน้ำไม่สามารถใช้ได้ ชาวบ้านบางส่วนที่สัมผัสน้ำปนเปื้อนมีอาการระคายเคืองผิวหนังอย่างรุนแรง ความเปราะบางของระบบนิเวศในลุ่มน้ำกกกลายเป็นประเด็นที่ไม่อาจมองข้ามได้อีกต่อไป

คำสั่งนายกฯ และการเคลื่อนไหวของภาครัฐ

เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2568 ณ ทำเนียบรัฐบาล นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีความห่วงใยอย่างยิ่งต่อสถานการณ์มลพิษในแม่น้ำกก และได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างครอบคลุม โดยมุ่งเน้นสี่ด้านหลัก ได้แก่ การจัดการแหล่งที่มาของมลพิษ การแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนในแหล่งน้ำ การเฝ้าระวังคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และการบริหารจัดการเชิงนโยบาย

นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งกำกับดูแลกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สั่งการต่อไปยัง นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรฯ และนายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงฯ เพื่อติดตามและจัดการแหล่งที่มาของมลพิษ โดยเฉพาะการเจรจากับเมียนมาเพื่อควบคุมหรือปรับปรุงวิธีการทำเหมืองที่ปล่อยสารพิษลงสู่แม่น้ำกก

การดำเนินการของภาครัฐในช่วงที่ผ่านมามีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2568 สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้จัดการประชุมคณะทำงานขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำแม่น้ำระหว่างประเทศ ลุ่มน้ำโขงเหนือ ครั้งที่ 1/2568 โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเป็นประธาน ในการประชุมครั้งนี้ GISTDA ได้นำเสนอข้อมูลจากการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียม ซึ่งยืนยันการขยายตัวของเหมืองในรัฐฉาน และส่งข้อมูลดังกล่าวให้กรมกิจการชายแดนทหารและกรมควบคุมมลพิษเพื่อดำเนินการต่อ

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2568 กรมควบคุมมลพิษได้จัดการประชุมร่วมกับกรมกิจการชายแดนทหาร กรมเอเชียตะวันออก GISTDA และกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) เพื่อเตรียมข้อมูลสำหรับการเจรจาข้ามแดน โดยกรมควบคุมมลพิษได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยงานหลักในการประมวลผลข้อมูลในสามด้าน ได้แก่ การบ่งชี้ปัญหาทางสิ่งแวดล้อม ผลกระทบต่อสุขภาพและระบบนิเวศ และแนวทางการให้ความช่วยเหลือเมียนมาในการทำเหมืองที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ข้อมูลเหล่านี้จะถูกส่งต่อให้กรมกิจการชายแดนทหารและกรมเอเชียตะวันออกเพื่อใช้ในการเจรจากับเมียนมา

ในด้านการแก้ไขมลพิษในแหล่งน้ำ หน่วยทหารช่างมีแผนขุดลอกแม่น้ำกกเป็นระยะทาง 3 กิโลเมตร บริเวณหมู่บ้านธนารักษ์-สะพานย่องลี อำเภอเมืองเชียงราย เพื่อลดการสะสมของตะกอน กรมควบคุมมลพิษกำลังศึกษาวิธีการจัดการตะกอน เช่น การปรับสภาพน้ำ ระบบตักตะกอน และการเบี่ยงกระแสน้ำ ขณะที่การประปาส่วนภูมิภาคได้จัดเตรียมแผนบริหารจัดการน้ำในกรณีที่แหล่งน้ำผิวดินปนเปื้อนในระยะยาว เพื่อให้ประชาชนมีน้ำสะอาดสำหรับอุปโภคและบริโภค

ด้านการเฝ้าระวัง กรมควบคุมมลพิษจะเพิ่มความถี่ในการเก็บตัวอย่างน้ำและตะกอนดินในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และลำน้ำสาขาเป็น 2 ครั้งต่อเดือน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงกันยายน 2568 กรมประมงได้ตรวจวิเคราะห์โลหะหนักในสัตว์น้ำ 3 ครั้ง ในวันที่ 11 เมษายน 28 เมษายน และ 2 พฤษภาคม 2568 โดยผลการตรวจไม่พบแคดเมียมและตะกั่วเกินมาตรฐาน ส่วนกรณีปลาที่มีตุ่มแดงเกิดจากปรสิต กรมอนามัยได้ตรวจคุณภาพน้ำประปาและปัสสาวะของประชาชนในเดือนเมษายน 2568 พบว่าน้ำประปาไม่มีสารหนูและตะกั่วเกินมาตรฐาน และผลตรวจปัสสาวะอยู่ในเกณฑ์ปกติ

ด้านการบริหารจัดการ รองนายกรัฐมนตรี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ได้รับแต่งตั้งเป็นประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดิน เพื่อประสานงานระหว่างหน่วยงานและผลักดันนโยบายอย่างเป็นระบบ

แผนปฏิบัติการข้ามแดนและความหวังในการฟื้นฟู

คำสั่งของนายกรัฐมนตรีได้จุดประกายความหวังในการแก้ไขวิกฤตแม่น้ำกก โดยเฉพาะการผลักดันให้มีการเจรจากับเมียนมาในระดับทวิภาคี ในการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee: RBC) ซึ่งจะจัดขึ้นที่เมืองเชียงตุง รัฐฉาน ระหว่างวันที่ 17–20 มิถุนายน 2568 กรมกิจการชายแดนทหารจะหยิบยกประเด็นมลพิษในแม่น้ำกกและแม่น้ำสายเป็นวาระสำคัญ นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศ โดยกรมเอเชียตะวันออก ได้ส่งหนังสือผ่านสถานทูตไทยในเมียนมาและเชิญผู้แทนสถานทูตเมียนมาประจำประเทศไทยเพื่อหารือแนวทางแก้ไขปัญหา

การดำเนินการในระดับท้องถิ่นก็มีความคืบหน้าเช่นกัน หน่วยงานในจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ได้เพิ่มการตรวจสอบคุณภาพน้ำ ดิน และผลิตผลเกษตรอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน การขุดลอกแม่น้ำและการจัดหาน้ำสะอาดเป็นมาตรการเร่งด่วนที่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของชุมชนในระยะสั้น ขณะที่การใช้ข้อมูลจากดาวเทียมของ GISTDA ช่วยให้หน่วยงานสามารถระบุแหล่งที่มาของมลพิษได้แม่นยำยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการเจรจากับเมียนมาและกองทัพสหรัฐว้า

ดร.สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์ประจำสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง วิจารณ์ว่าการสั่งการของนายกรัฐมนตรีส่วนใหญ่เป็นการดำเนินงานตามกลไกปกติของหน่วยงานราชการ ซึ่งอาจไม่เพียงพอต่อความซับซ้อนของปัญหา เขาเสนอให้ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อประสานงานระหว่างหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ และเชิญผู้แทนจากเมียนมาและจีนที่ประจำอยู่ในประเทศไทยมาร่วมหารือ “วิกฤตนี้เกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วน การจัดตั้งกลไกเฉพาะกิจและการเจรจาจะช่วยให้การแก้ปัญหามีประสิทธิภาพมากขึ้น” ดร.สืบสกุลกล่าว

ข้อมูลจากมูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่และสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิตยืนยันถึงความรุนแรงของปัญหา โดยพบว่าการทำเหมืองแรร์เอิร์ธในเมืองยอน รัฐฉาน ซึ่งเริ่มตั้งแต่กลางปี 2566 มีลักษณะเป็นบ่อวงกลมคลุมด้วยผ้าใบสีดำ ตั้งอยู่ห่างจากแม่น้ำกกเพียง 3.6 กิโลเมตร การทำเหมืองเหล่านี้ใช้สารเคมีที่เป็นพิษสูง ส่งผลให้ระบบนิเวศในแม่น้ำกกและแม่น้ำโขงเสียหายอย่างหนัก สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิตยังรายงานการพบปลาติดเชื้อใน 6 จุดของแม่น้ำกกและแม่น้ำโขงตั้งแต่ปี 2567 ถึงพฤษภาคม 2568 ซึ่งบ่งชี้ถึงการเสื่อมโทรมของระบบนิเวศอย่างต่อเนื่อง

ผลลัพธ์และความท้าทายในการแก้ไขวิกฤต

คำสั่งของนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2568 ได้สร้างแรงผลักดันสำคัญในการแก้ไขปัญหามลพิษในแม่น้ำกก ผลลัพธ์ที่โดดเด่น ได้แก่

  1. การบูรณาการหน่วยงาน: การมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะอนุกรรมการช่วยให้มีการประสานงานระหว่างหน่วยงานอย่างเป็นระบบ การประชุมเมื่อวันที่ 13 และ 15 พฤษภาคม 2568 แสดงถึงความพยายามในการรวบรวมข้อมูลและวางแผนปฏิบัติการ
  2. การใช้เทคโนโลยี: การวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมของ GISTDA ช่วยระบุแหล่งที่มาของมลพิษได้อย่างแม่นยำ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการเจรจาข้ามแดน
  3. การเจรจาระดับนานาชาติ: การบรรจุประเด็นมลพิษในแม่น้ำกกเป็นวาระในการประชุม RBC และการดำเนินการผ่านกระทรวงการต่างประเทศแสดงถึงความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาข้ามแดน
  4. การบรรเทาผลกระทบในพื้นที่: การขุดลอกแม่น้ำ การจัดหาน้ำสะอาด และการเพิ่มความถี่ในการตรวจสอบคุณภาพน้ำช่วยลดความเดือดร้อนของประชาชนในระยะสั้น

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขวิกฤตนี้ยังเผชิญกับความท้าทายหลายประการ

  1. ความซับซ้อนของการเมืองข้ามแดน: การเจรจากับกองทัพสหรัฐว้าและรัฐบาลเมียนมาเป็นเรื่องท้าทาย เนื่องจากความขัดแย้งภายในเมียนมาและอิทธิพลของบริษัทจีนในพื้นที่
  2. ข้อจำกัดด้านทรัพยากร: การขุดลอกแม่น้ำ การจัดการตะกอน และการตั้งศูนย์ตรวจสอบคุณภาพน้ำต้องใช้เงินทุนและบุคลากรจำนวนมาก ซึ่งอาจเกินขีดความสามารถของหน่วยงานท้องถิ่น
  3. ผลกระทบระยะยาว: สารโลหะหนัก เช่น สารหนูและตะกั่ว สามารถสะสมในดินและร่างกายมนุษย์ได้นานหลายสิบปี การแก้ไขต้องครอบคลุมทั้งการหยุดยั้งมลพิษที่ต้นตอและการฟื้นฟูระบบนิเวศ
  4. การมีส่วนร่วมของประชาชน: แม้ว่าภาครัฐจะดำเนินการอย่างต่อเนื่อง แต่การสื่อสารกับประชาชนยังไม่เพียงพอ ส่งผลให้เกิดความตื่นตระหนกและความไม่มั่นใจในบางชุมชน

เพื่อรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ ควรมีการดำเนินการเพิ่มเติมดังนี้

  • จัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ: เพื่อประสานงานระหว่างหน่วยงานในและต่างประเทศ และเร่งรัดการเจรจากับเมียนมาและจีน
  • เพิ่มการสื่อสารสาธารณะ: ใช้สื่อท้องถิ่นและสื่อสังคมออนไลน์เพื่อให้ข้อมูลที่ชัดเจนแก่ประชาชน และลดความตื่นตระหนก
  • ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน: สนับสนุนงบประมาณให้มหาวิทยาลัยในเชียงรายจัดตั้งศูนย์ตรวจสอบคุณภาพน้ำ และพัฒนานวัตกรรมในการจัดการตะกอน
  • ยกระดับสู่เวทีนานาชาติ: ร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศ เช่น คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) หรือ UNEP เพื่อกดดันให้มีการแก้ไขปัญหาข้ามแดน

สถิติและแหล่งอ้างอิง

เพื่อให้เห็นภาพความรุนแรงของปัญหามลพิษในแม่น้ำกก ข้อมูลต่อไปนี้รวบรวมจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ:

  1. ผลการตรวจคุณภาพน้ำ:
    • แม่น้ำกก (ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน): สารหนู 0.031 mg/L (มาตรฐานไม่เกิน 0.01 mg/L)
    • แม่น้ำกก (บ้านแซว อำเภอเชียงแสน): สารหนู 0.036 mg/L
    • แหล่งอ้างอิง: สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษ (สคพ.) ที่ 1 เชียงใหม่. (2568). รายงานผลการตรวจคุณภาพน้ำผิวดิน.
  2. การขยายตัวของเหมืองในรัฐฉาน:
    • การเปิดหน้าดินในรัฐฉานเพิ่มขึ้นในช่วงปี 2567–2568 โดยเฉพาะในเมืองยอนและเมืองสาด
    • แหล่งอ้างอิง: สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA). (2568). รายงานการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมย้อนหลัง 2560–2568.
  3. การผลิตแรร์เอิร์ธในเมียนมา:
    • ปี 2566: เมียนมาผลิตแรร์เอิร์ธ 41,700 ตัน มูลค่า 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
    • การผลิตเพิ่มขึ้น 40% ในช่วงปี 2564–2566
    • แหล่งอ้างอิง: Global Witness. (2568). รายงานการผลิตแร่หายากในเมียนมา.
  4. การพบปลาติดเชื้อ:
    • พบปลาติดเชื้อในแม่น้ำกกและแม่น้ำโขง 6 จุด ตั้งแต่ปี 2567 ถึงพฤษภาคม 2568
    • แหล่งอ้างอิง: สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต. (2568). รายงานการพบปลาติดเชื้อในลุ่มน้ำกกและโขง.

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • สำนักนายกรัฐมนตรี
  • กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  • สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA)
  • กรมควบคุมมลพิษ
  • สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ
  • กรมกิจการชายแดนทหาร
  • กรมเอเชียตะวันออก
  • กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่
  • กรมประมง
  • กรมอนามัย
  • การประปาส่วนภูมิภาค
  • มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
  • มูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่
  • สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

แม่น้ำกกปนเปื้อน รัฐบาลเร่งเจรจาพม่า

เชียงใหม่-เชียงราย ยืนยันน้ำประปาปลอดภัย แม้พบสารหนูในแม่น้ำกก เร่งเจรจาเมียนมาแก้เหมืองแร่ต้นตอปัญหา

เชียงใหม่, 20 พฤษภาคม 2568 – นายอาวีระ ภัคมาตร์ ผู้อำนวยการสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (เชียงใหม่) เปิดเผยความคืบหน้าเกี่ยวกับสถานการณ์คุณภาพน้ำในแม่น้ำกก และการควบคุมผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ และอำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย หลังจากมีการตรวจพบสารปนเปื้อนในแหล่งน้ำสาธารณะ โดยยืนยันว่าคุณภาพน้ำประปายังคงอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถอุปโภคและบริโภคได้ตามปกติ

ตรวจวิเคราะห์ 12 จุด พบสารหนูเกินมาตรฐานใน 9 จุด

จากรายงานผลการตรวจวัดคุณภาพน้ำและตะกอนดินในแม่น้ำกก โดยสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (เชียงใหม่) ระหว่างวันที่ 21–24 เมษายน 2568 ได้มีการเก็บตัวอย่างจาก 12 จุดตลอดความยาวแม่น้ำกกประมาณ 157 กิโลเมตร จากเขตชายแดนไทย–เมียนมา ที่อำเภอแม่อาย จ.เชียงใหม่ ไปจนถึงเขต อ.เมือง จ.เชียงราย ผลการวิเคราะห์พบสารปนเปื้อนที่เป็นโลหะหนักเกินค่ามาตรฐานใน 9 จุด โดยเฉพาะสารหนู (As)

จุดที่ตรวจพบประกอบด้วย 3 จุดในอำเภอแม่อาย และอีก 6 จุดในเขตอำเภอเมืองเชียงราย ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญของการเกิดมลพิษในแหล่งน้ำธรรมชาติ และอาจส่งผลต่อระบบนิเวศในระยะยาว

เร่งสำรวจแหล่งมลพิษ – พบต้นตออาจมาจากเมียนมา

ภายหลังพบสารปนเปื้อน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในเชียงใหม่และเชียงรายได้เข้าตรวจสอบแหล่งต้นกำเนิดมลพิษตลอดลำน้ำกก โดยเฉพาะบริเวณโรงงาน พื้นที่เกษตรกรรม และแหล่งทิ้งของเสีย ปรากฏว่าไม่พบแหล่งที่ปล่อยสารหนูหรือโลหะหนักจากฝั่งประเทศไทย จึงมีข้อสันนิษฐานอย่างมีน้ำหนักว่าสารเหล่านี้อาจมาจากกิจกรรมเหมืองแร่ในเขตประเทศเมียนมา

ทางรัฐบาลไทยได้ประสานความร่วมมือระดับพื้นที่กับชุมชนและผู้ใช้น้ำ รวมถึงเตรียมส่งคณะทำงานร่วมเจรจากับรัฐบาลเมียนมา เพื่อเสนอแนวทางการจัดการเหมืองแร่ตามหลักวิชาการเพื่อลดผลกระทบข้ามพรมแดน

ยืนยันคุณภาพน้ำประปาในพื้นที่ยังปลอดภัย

แม้จะพบสารหนูในแหล่งน้ำธรรมชาติ แต่จากการตรวจสอบของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย ร่วมกับสำนักงานสิ่งแวดล้อมฯ ยืนยันว่า คุณภาพน้ำประปาในเขตเทศบาลและพื้นที่รอบแม่น้ำกกยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน สามารถใช้อุปโภคบริโภคได้

สำหรับกรณีที่มีประชาชนร้องเรียนว่ามีอาการผื่นคันหลังจากลงเล่นน้ำในแม่น้ำกก เจ้าหน้าที่ได้เก็บตัวอย่างน้ำและส่งทีมแพทย์เข้าตรวจสอบ พบว่าอาการผื่นคันดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับสารพิษหรือโลหะหนัก แต่เกิดจากปฏิกิริยาระหว่างสภาพผิวหนังกับพืชน้ำหรือสารอินทรีย์ในน้ำ

ผลการตรวจสัตว์น้ำ – ไม่พบสารหนูหรือสารปรอท

กรณีที่มีรายงานการพบปลาตายในพื้นที่จังหวัดเชียงราย สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชน ทางสำนักงานประมงจังหวัดเชียงรายจึงได้ร่วมกับศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดเชียงรายเก็บตัวอย่างเนื้อปลาเพื่อตรวจสอบ พบว่าปลาที่ตายมีการติดเชื้อไวรัสบางชนิด ไม่พบการปนเปื้อนของโลหะหนัก เช่น สารหนูหรือปรอท

อย่างไรก็ตาม สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดยังคงเน้นย้ำให้ประชาชนปรุงอาหารจากสัตว์น้ำให้สุกทุกครั้งก่อนบริโภค เพื่อป้องกันการติดเชื้อหรือโรคที่อาจเกิดจากแบคทีเรียหรือไวรัสอื่น ๆ

มุมมองเชิงวิชาการ – จำเป็นต้องกำหนดแผนระยะยาว

นักวิชาการสิ่งแวดล้อมจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเสนอว่า การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอาจช่วยลดผลกระทบในระยะสั้น แต่สิ่งสำคัญคือการวางแผนการจัดการแหล่งน้ำในระยะยาวร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน และควรมีการจัดตั้งระบบเตือนภัยสิ่งแวดล้อมล่วงหน้าสำหรับพื้นที่ชายแดน โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น IoT และ AI

นอกจากนี้ ยังควรมีการออกกฎหมายรองรับการบริหารจัดการน้ำข้ามพรมแดนแบบบูรณาการ และส่งเสริมความร่วมมือในระดับอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

ข้อมูลสถิติและแหล่งอ้างอิง

  • จากรายงานของสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 1 (เชียงใหม่) ปี 2568 ระบุว่า แม่น้ำกกมีการตรวจวัดคุณภาพน้ำเฉลี่ยปีละ 48 ครั้ง ใน 12 จุด โดยพบสารหนูเกินค่ามาตรฐานใน 9 จุดในช่วงเดือนเมษายน 2568
  • สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย รายงานว่า ในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา มีผู้ร้องเรียนอาการผิดปกติหลังใช้น้ำธรรมชาติรวม 36 ราย คิดเป็นเพียง 0.005% ของประชากรพื้นที่
  • สำนักงานประมงจังหวัดเชียงราย ตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างปลา 28 ตัวจาก 5 จุด พบว่าทั้งหมดไม่มีการปนเปื้อนสารหนูหรือสารปรอท

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (เชียงใหม่)
  • สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ และเชียงราย
  • สำนักงานประมงจังหวัดเชียงราย
  • ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดเชียงราย
  • มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

ปกป้องลุ่มน้ำ ชาวเหนือฮึดสู้เหมืองเถื่อนข้ามแดน

วิกฤตมลพิษแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย: เชียงราย-เชียงใหม่รวมพลังปกป้องลุ่มน้ำ เรียกร้องปิดเหมืองเถื่อนข้ามแดน

เชียงราย, 19 พฤษภาคม 2568 – ณ ห้องประชุมพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย การประชุมครั้งสำคัญในหัวข้อ “ปกป้องแม่น้ำกก-แม่น้ำสาย/ปิดเหมืองต้นน้ำ-ฟื้นฟูลุ่มน้ำ” ได้จุดประกายความหวังและความตื่นตัวในหมู่ประชาชนจากจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ เพื่อต่อสู้กับวิกฤตมลพิษจากสารพิษในแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย อันเป็นผลจากการทำเหมืองแร่เถื่อนบริเวณต้นน้ำในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา การประชุมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมกว่า 70 คน จากหลากหลายสาขาอาชีพ รวมถึงพระภิกษุ นักธุรกิจ ศิลปิน นักการเมืองท้องถิ่น และตัวแทนองค์กรภาคประชาสังคม พร้อมตั้งเป้าจัดกิจกรรมใหญ่ในวันที่ 5 มิถุนายน 2568 ซึ่งเป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก โดยหวังระดมพลถึง 10,000 คน เพื่อส่งเสียงถึงรัฐบาลไทย เมียนมา และจีน ให้ยุติการทำเหมืองที่ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อระบบนิเวศและชุมชน

แม่น้ำแห่งชีวิตที่กำลังป่วยหนัก

แม่น้ำกกและแม่น้ำสายเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงชีวิตของชาวเชียงรายและเชียงใหม่ มานานนับศตวรรษ แม่น้ำกกไหลจากเทือกเขาสูงในรัฐฉาน ผ่านจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย ก่อนไหลลงสู่แม่น้ำโขงที่บริเวณสามเหลี่ยมทองคำ อำเภอเชียงแสน ส่วนแม่น้ำสายเป็นลำน้ำสำคัญที่ไหลจากชายแดนไทย-เมียนมา มารวมกับแม่น้ำรวกและลงสู่แม่น้ำโขง แม่น้ำทั้งสองสายนี้เป็นแหล่งน้ำสำหรับการเกษตร การประมง และการท่องเที่ยว โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอแม่สาย เชียงแสน และเมืองเชียงราย ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของภาคเหนือ

ทว่าในปี 2567 ภัยพิบัติจากอุทกภัยครั้งใหญ่ได้เผยให้เห็นปัญหาที่ซ่อนอยู่ในลำน้ำเหล่านี้ การพังทลายของดินจากเหมืองแร่บริเวณต้นน้ำในรัฐฉาน ซึ่งส่วนใหญ่ดำเนินการโดยกองกำลังว้าและบริษัทจากจีน ได้นำพาตะกอนโคลนและสารพิษ เช่น สารหนูและตะกั่ว ลงสู่แม่น้ำกกและแม่น้ำสาย ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศอย่างรุนแรง ชาวบ้านในพื้นที่ท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติของน้ำตั้งแต่ต้นปี 2568 โดยพบว่าน้ำขุ่นข้นผิดปกติและมีกลิ่นแปลกๆ เด็กที่ลงเล่นน้ำมีอาการผื่นคันรุนแรง ปลาในแม่น้ำตายเป็นจำนวนมาก และพืชผลทางการเกษตรเริ่มได้รับผลกระทบจากการรดน้ำที่ปนเปื้อนสารพิษ

รายงานจากสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ซึ่งใช้ภาพถ่ายดาวเทียม THEOS-2 ความละเอียดสูง (0.5 เมตร) ในการวิเคราะห์ความหนาแน่นของตะกอนแขวนลอยในบริเวณสามเหลี่ยมทองคำ ระบุว่าแม่น้ำรวกมีความหนาแน่นของตะกอนอยู่ที่ 40–60 มิลลิกรัมต่อลิตร (mg/L) ก่อนไหลลงสู่แม่น้ำโขง ซึ่งมีความหนาแน่นลดลงเหลือ 20–40 mg/L การวิเคราะห์นี้ใช้ดัชนี Normalized Difference Suspended Sediment Index (NDSSI) และสมการ Total Suspended Solids (TSS) เพื่อประเมินความรุนแรงของมลพิษ ซึ่งบ่งชี้ถึงความจำเป็นในการดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อปกป้องลุ่มน้ำ

การรวมพลังของชุมชนเพื่อปกป้องแม่น้ำ

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2568 การประชุมที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเมืองเชียงรายได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการต่อสู้เพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำกกและสาย นางสาวเพียรพร ดีเทศน์ ผู้อำนวยการฝ่ายรณรงค์องค์กรแม่น้ำนานาชาติ (International Rivers) กล่าวถึงสถานการณ์ที่น่ากังวล โดยระบุว่าการทำเหมืองแร่ในรัฐฉาน โดยเฉพาะเหมืองทองและแรร์เอิร์ธ (แร่หายาก) ดำเนินการโดยกองกำลังว้าและบริษัทจีน โดยไม่มีการควบคุมหรือคำนึงถึงผลกระทบต่อชุมชนท้ายน้ำ ภาพถ่ายทางอากาศเผยให้เห็นการขุดเหมืองขนาดใหญ่ห่างจากชายแดนไทยเพียง 2 กิโลเมตร ซึ่งบางจุดถึงขั้นทำเหมืองกลางแม่น้ำสาย

“นี่เป็นเพียงผลกระทบในช่วงปีแรกๆ หากเหมืองเหล่านี้ยังดำเนินต่อไปอีกหลายปี ผลกระทบจะยิ่งรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะในฤดูฝนที่น้ำจะพัดพาตะกอนและสารพิษลงสู่ท้ายน้ำมากขึ้น” นางสาวเพียรพรกล่าว พร้อมชี้ว่าการตรวจสอบน้ำในแม่น้ำกกพบสารหนูเกินค่ามาตรฐานตั้งแต่เดือนมีนาคม 2568 ซึ่งเป็นผลจากการเดินขบวนเรียกร้องของชาวบ้านท่าตอนเมื่อวันที่ 14 มีนาคม

ดร.สืบสกุล กิจนุกร นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เสนอให้มีการจัดกิจกรรมใหญ่ในวันที่ 5 มิถุนายน 2568 เพื่อแสดงพลังของประชาชน โดยตั้งเป้าระดมผู้เข้าร่วม 10,000 คน ซึ่งเทียบเท่า 1% ของประชากรจังหวัดเชียงราย การเคลื่อนไหวครั้งนี้จะรวมถึงการยื่นหนังสือถึงสถานทูตจีน ซึ่งเป็นผู้รับซื้อแรร์เอิร์ธจากเหมืองเถื่อน รวมถึงการเชิญตัวแทนกองกำลังว้าและรัฐบาลเมียนมาเข้าร่วมหารือ นอกจากนี้ ยังมีการเสนอให้จัดพิธีสืบชะตาแม่น้ำกก เพื่อรณรงค์ในเชิงสัญลักษณ์ และผูกริบบิ้นติดรถยนต์เพื่อกระตุ้นให้ชาวเชียงรายแสดงออกถึงความห่วงใยต่อแม่น้ำ

พระมหานิคม มหาภินิกฺขมโน ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ เปรียบแม่น้ำกกว่าประดุจมารดาที่กำลังป่วยหนักอยู่ในห้องไอซียู โดยเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมกันรักษา “แม่น้ำกกคือความมั่นคงของชุมชนและชาติ รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง และประชาชนต้องส่งเสียงให้ดังถึงระดับนานาชาติ” พระมหานิคมกล่าว พร้อมเสนอให้ออกแถลงการณ์ร่วมและยกระดับเรื่องนี้ไปสู่เวทีอาเซียนและสหประชาชาติ

นายซอแลต นักวิจัยชาวคะฉิ่น เปิดเผยถึงความรุนแรงของการทำเหมืองแรร์เอิร์ธในรัฐคะฉิ่นและรัฐฉาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อแม่น้ำอิรวดีมาแล้ว โดยระบุว่าสารเคมีจากเหมืองทำให้ปลาและสัตว์ตาย ชาวบ้านไม่สามารถหาปลาหรือทำเกษตรได้ “ปัญหานี้ไม่ใช่แค่ของไทย แต่กระทบถึงลาว เวียดนาม และกัมพูชา การแก้ไขต้องยกระดับเป็นประเด็นการเมืองระดับภูมิภาค” นายซอแลตกล่าว

แผนปฏิบัติการและความหวังในการฟื้นฟู

การประชุมครั้งนี้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนในการจัดกิจกรรมใหญ่ในวันที่ 5 มิถุนายน 2568 โดยจะมีการจัดงานทั้งในตัวเมืองเชียงราย อำเภอเชียงแสน และอำเภอแม่สาย รวมถึงการใช้สวนตุงเป็นสถานที่หลักในตัวเมือง เพื่อดึงดูดความสนใจจากสาธารณชน นอกจากนี้ ยังมีการวางแผนประชาสัมพันธ์ล่วงหน้าในวันที่ 24 มิถุนายน เพื่อกระจายข้อมูลและเชิญชวนประชาชนให้เข้าร่วม

ดร.สืบสกุลเสนอให้สามมหาวิทยาลัยในจังหวัดเชียงราย ได้แก่ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย และมหาวิทยาลัยเชียงราย ร่วมกันจัดตั้งศูนย์ติดตามและตรวจสอบคุณภาพน้ำ เพื่อให้มีห้องปฏิบัติการที่สามารถตรวจสอบสารโลหะหนักในน้ำ ตะกอน ดิน และพืชผลเกษตรได้อย่างต่อเนื่อง “การตรวจสอบในปัจจุบันล่าช้าเกินไป เกษตรกรและชาวประมงต้องรอผลจากหน่วยงานในเชียงใหม่หรือกรุงเทพฯ การมีศูนย์ในเชียงรายจะช่วยให้ประชาชนมีข้อมูลที่ทันท่วงที” ดร.สืบสกุลกล่าว

รายงานจากสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษ (สคพ.) ที่ 1 เชียงใหม่ ซึ่งเก็บตัวอย่างน้ำผิวดินในวันที่ 1–2 พฤษภาคม 2568 พบว่า:

  • แม่น้ำกก บริเวณจุดก่อนไหลลงแม่น้ำโขง ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน มีสารหนู 0.031 mg/L และบริเวณสบกก ตำบลบ้านแซว มีสารหนู 0.036 mg/L (ค่ามาตรฐานไม่เกิน 0.01 mg/L)
  • แม่น้ำสาย บริเวณบ้านหัวฝาย ตำบลแม่สาย มีตะกั่ว 0.058 mg/L และสารหนู 0.44 mg/L บริเวณสะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 มีตะกั่ว 0.063 mg/L และสารหนู 0.45 mg/L และบริเวณบ้านป่าซางงาม มีตะกั่ว 0.066 mg/L และสารหนู 0.49 mg/L (ค่ามาตรฐานตะกั่วไม่เกิน 0.05 mg/L)

ข้อมูลจากมูลนิธิสิทธิมนุษยชนฉานและสำนักข่าวชายขอบ ระบุว่าการทำเหมืองทองและแรร์เอิร์ธในรัฐฉานยังคงขยายตัว โดยมีโรงงานขุดทอง 3 จุด และเรือขุดทอง 2 ลำที่ใช้งานอยู่ในแม่น้ำกก ชาวบ้านในพื้นที่เปียงคำ รัฐฉาน รายงานว่าน้ำขุ่นข้นและมีสารพิษ ทำให้เด็กมีอาการแพ้และปลาตายเป็นจำนวนมาก

ผลลัพธ์และความท้าทายในการแก้ไขวิกฤต

การประชุมเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2568 ประสบความสำเร็จในการสร้างความตื่นตัวและวางแผนปฏิบัติการที่เป็นรูปธรรม ผลลัพธ์ที่สำคัญ ได้แก่:

  1. การรวมพลังของชุมชน: การมีส่วนร่วมของกลุ่มต่างๆ ตั้งแต่พระภิกษุ ผู้นำท้องถิ่น ไปจนถึงนักวิชาการ แสดงถึงความเข้มแข็งของเครือข่ายประชาชน การตั้งเป้าระดม 10,000 คนในวันที่ 5 มิถุนายน เป็นเป้าหมายที่ท้าทายแต่มีความเป็นไปได้ หากมีการประชาสัมพันธ์อย่างกว้างขวาง
  2. การใช้ข้อมูลวิทยาศาสตร์: การนำภาพถ่ายดาวเทียม THEOS-2 และผลตรวจคุณภาพน้ำมาใช้ในการรณรงค์ ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและเน้นย้ำถึงความรุนแรงของปัญหา
  3. การยกระดับสู่ระดับนานาชาติ: ข้อเสนอให้ยื่นหนังสือถึงสถานทูตจีนและหารือกับกองกำลังว้าและรัฐบาลเมียนมา แสดงถึงวิสัยทัศน์ในการแก้ปัญหาข้ามแดน

อย่างไรก็ตาม การต่อสู้ครั้งนี้ยังเผชิญกับความท้าทายหลายประการ:

  1. ความล่าช้าของภาครัฐ: แม้ว่ารัฐบาลไทยจะมีการประชุมเพื่อแก้ไขปัญหา แต่กลไกที่ใช้ยังเป็นแบบราชการทั่วไป ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนและความรวดเร็วในการดำเนินการ
  2. ข้อจำกัดด้านการเมืองข้ามแดน: การเจรจากับกองกำลังว้าและรัฐบาลเมียนมาเป็นเรื่องซับซ้อน เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งภายในเมียนมา และอิทธิพลของบริษัทจีนในภูมิภาค
  3. ทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐาน: การจัดตั้งศูนย์ตรวจสอบคุณภาพน้ำในเชียงรายต้องใช้เงินทุนและบุคลากรจำนวนมาก ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคหากไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลหรือภาคเอกชน
  4. ผลกระทบระยะยาว: สารโลหะหนัก เช่น สารหนูและตะกั่ว สามารถสะสมในดินและร่างกายมนุษย์ได้นานหลายสิบปี การแก้ไขปัญหาต้องครอบคลุมทั้งการหยุดยั้งมลพิษที่ต้นตอและการฟื้นฟูระบบนิเวศ

เพื่อรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ ควรมีการดำเนินการดังต่อไปนี้:

  • เสริมสร้างการประชาสัมพันธ์: ใช้สื่อสังคมออนไลน์และสื่อท้องถิ่นเพื่อกระจายข้อมูลเกี่ยวกับกิจกรรมวันที่ 5 มิถุนายน และผลกระทบของมลพิษ
  • สร้างพันธมิตรระดับนานาชาติ: ร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศ เช่น UNEP หรือ MRC (คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง) เพื่อกดดันให้มีการแก้ไขปัญหาข้ามแดน
  • ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน: รัฐบาลควรจัดสรรงบประมาณให้มหาวิทยาลัยในเชียงรายเพื่อจัดตั้งศูนย์ตรวจสอบคุณภาพน้ำ และสนับสนุนการวิจัยระยะยาว
  • เพิ่มการมีส่วนร่วมของเยาวชน: จัดกิจกรรมสำหรับนักเรียนและนักศึกษา เช่น การแข่งขันด้านสิ่งแวดล้อม หรือแคมเปญออนไลน์ เพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่เข้ามาร่วมเคลื่อนไหว

สถิติและแหล่งอ้างอิง

เพื่อให้เห็นภาพความรุนแรงของปัญหามลพิษในแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย ข้อมูลต่อไปนี้รวบรวมจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ:

  1. ความหนาแน่นของตะกอนแขวนลอย:
    • แม่น้ำรวก: 40–60 mg/L
    • แม่น้ำโขง (บริเวณสามเหลี่ยมทองคำ): 20–40 mg/L
    • แหล่งอ้างอิง: สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA). (2568). รายงานการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียม THEOS-2.
  2. ผลการตรวจคุณภาพน้ำ:
    • แม่น้ำกก (ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน): สารหนู 0.031 mg/L
    • แม่น้ำกก (บ้านแซว อำเภอเชียงแสน): สารหนู 0.036 mg/L (มาตรฐานไม่เกิน 0.01 mg/L)
    • แม่น้ำสาย (บ้านหัวฝาย อำเภอแม่สาย): ตะกั่ว 0.058 mg/L, สารหนู 0.44 mg/L
    • แม่น้ำสาย (สะพานมิตรภาพแห่งที่ 2): ตะกั่ว 0.063 mg/L, สารหนู 0.45 mg/L
    • แม่น้ำสาย (บ้านป่าซางงาม): ตะกั่ว 0.066 mg/L, สารหนู 0.49 mg/L
    • แหล่งอ้างอิง: สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษ (สคพ.) ที่ 1 เชียงใหม่. (2568). รายงานผลการตรวจคุณภาพน้ำผิวดิน.
  3. การทำเหมืองในรัฐฉาน:
    • โรงงานขุดทอง: 3 จุด (เมืองกก, เมืองสาด, บ้านฮุ่ง)
    • เรือขุดทองในแม่น้ำกก: 2 ลำ (ใช้งานได้จากทั้งหมด 3 ลำ)
    • แหล่งอ้างอิง: สำนักข่าวชายขอบ. (14 พฤษภาคม 2568). รายงานสถานการณ์การทำเหมืองทองในรัฐฉาน.
  4. ผลกระทบต่อชุมชน:
    • เด็กที่มีอาการผื่นคันจากการสัมผัสน้ำในแม่น้ำกก: 3 ราย (พื้นที่เปียงคำ รัฐฉาน)
    • การลดลงของรายได้จากการท่องเที่ยวในอำเภอแม่ยาว: 80%
    • แหล่งอ้างอิง: มูลนิธิสิทธิมนุษยชนฉาน. (2568). รายงานผลกระทบจากการทำเหมืองแรร์เอิร์ธ.

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA)
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษ (สคพ.) ที่ 1 เชียงใหม่
  • มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
  • องค์กรแม่น้ำนานาชาติ (International Rivers)
  • มูลนิธิสิทธิมนุษยชนฉาน
  • สำนักข่าวชายขอบ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

โล่งอก! ผื่นควาญช้างเชียงราย ไม่เกี่ยวสารหนู แม่น้ำกก

เชียงรายชี้แจงกรณีควาญช้างมีผื่นผิวหนัง ไม่พบพิษสารหนูจากแม่น้ำกก – ยืนยันไม่สอดคล้องอาการสัมผัสสารพิษ

จุดเริ่มต้นของความกังวลในชุมชนริมแม่น้ำกก

เชียงราย, 9 พฤษภาคม 2568จากกรณีที่มีรายงานข่าวในพื้นที่ตำบลแม่ยาว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย กรณีชายรายหนึ่งซึ่งประกอบอาชีพเป็นควาญช้าง มีอาการผื่นขึ้นตามร่างกายและรอยโรคผิวหนังผิดปกติ ส่งผลให้ชาวบ้านในบริเวณหมู่บ้านกะเหรี่ยงรวมมิตรเกิดความกังวลว่าอาจเกี่ยวข้องกับสารปนเปื้อนในแม่น้ำกก ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักที่ไหลผ่านชุมชนและใช้ประโยชน์จากแม่น้ำนี้ทั้งในชีวิตประจำวันและกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

สถานการณ์ดังกล่าวได้รับความสนใจจากทั้งหน่วยงานท้องถิ่น นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม ตลอดจนประชาชนทั่วไปที่ติดตามข่าวเรื่องสารหนูปนเปื้อนในลำน้ำกกอย่างใกล้ชิดนับตั้งแต่มีรายงานผลตรวจคุณภาพน้ำจากหลายหน่วยงานในช่วงต้นปีที่ผ่านมา

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญวินิจฉัยชัด ไม่ใช่อาการของพิษสารหนู

เพื่อความชัดเจนในทางการแพทย์ โรงพยาบาลศูนย์เชียงรายประชานุเคราะห์ โดย นพ.วิชช ธรรมปัญญา แพทย์เชี่ยวชาญด้านอายุรกรรม สาขาโรคผิวหนัง ซึ่งได้รับการยอมรับในวงการแพทย์ของจังหวัดเชียงราย ได้ร่วมวินิจฉัยอาการของผู้ป่วยรายดังกล่าว

จากการตรวจวินิจฉัยโดยละเอียด นพ.วิชช ระบุว่า:

“ลักษณะของผื่นและรอยโรคที่ตรวจพบ ไม่สอดคล้องกับอาการของพิษสารหนูทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง”
“อาการทั่วไปของผู้ที่ได้รับพิษสารหนูแบบเรื้อรัง มักปรากฏลักษณะเฉพาะ เช่น ผิวหนังคล้ำและมีจุดขาวดำคล้ายหยดน้ำบนถนนฝุ่น (rain drop on a dusty road), ผิวหนังหนาตัวบริเวณฝ่ามือฝ่าเท้า, อาการชา, ผมร่วง และแผลพุพองตามร่างกาย ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่พบในผู้ป่วยรายดังกล่าว”

ทั้งนี้ แพทย์ยังเน้นว่า การเกิดพิษสารหนูเรื้อรังมักต้องมีการสัมผัสสารหนูต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี และจะมีอาการทางระบบอื่นร่วมด้วย อาทิ ระบบประสาท ระบบหายใจ หรือระบบทางเดินอาหาร ซึ่งกรณีของควาญช้างรายนี้ไม่มีพยานแวดล้อมหรือพฤติกรรมเสี่ยงที่บ่งชี้ถึงการสัมผัสสารหนูในลักษณะนั้น

หน่วยงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงรายลงพื้นที่ตรวจสอบสิ่งแวดล้อม

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย โดยทีมสหวิชาชีพ ได้ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างสิ่งแวดล้อมจากบริเวณรอบบ้านผู้ป่วย รวมถึงแหล่งน้ำที่ใช้เพื่อการอุปโภคบริโภค และจะส่งตรวจในห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐานในส่วนกลาง เพื่อความแม่นยำของผลวิเคราะห์ โดยจะรายงานผลอย่างเป็นทางการต่อสาธารณชนทันทีที่ทราบผล

นอกจากนี้ ยังได้จัดทีมสื่อสารสุขภาพเข้าให้ความรู้แก่ประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับอาการของพิษสารหนู แนวทางการป้องกันเบื้องต้น และการใช้แหล่งน้ำอย่างปลอดภัย พร้อมเปิดช่องทางให้ประชาชนเข้ารับคำปรึกษาหรือการตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่โรงพยาบาลของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ปัญหาสารหนูในลำน้ำกก และความเสี่ยงด้านสุขภาพ

ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ปัญหาสารปนเปื้อนในแม่น้ำสายหลักของจังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะแม่น้ำกก ได้กลายเป็นประเด็นที่หน่วยงานภาครัฐและภาคประชาชนให้ความสนใจอย่างมาก หลังมีรายงานจากหน่วยงานสิ่งแวดล้อมในช่วงต้นปี 2568 ว่าพบสารหนูเกินค่ามาตรฐานบางช่วงของแม่น้ำ โดยเฉพาะช่วงปลายน้ำที่รับน้ำจากแม่น้ำสายและแม่น้ำรวก ซึ่งต้นน้ำมีต้นกำเนิดในเขตเมียนมา

จากข้อมูลของสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาค 1 (เชียงใหม่) พบว่า สารหนูในแม่น้ำกกบางจุดสูงถึง 0.036 มิลลิกรัมต่อลิตร ขณะที่ค่ามาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดไม่เกิน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร ส่งผลให้เกิดความกังวลต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ที่ใช้น้ำจากแม่น้ำสายดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านพิษวิทยาจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงให้ความเห็นว่า การได้รับพิษสารหนูจากการใช้น้ำในแม่น้ำโดยตรงยังต้องมีการพิสูจน์หลายขั้นตอน เช่น ปริมาณน้ำที่สัมผัส ระยะเวลาการสัมผัส ความเข้มข้นของสาร และลักษณะทางชีวภาพของแต่ละบุคคล ซึ่งทั้งหมดต้องอาศัยข้อมูลจากการตรวจสอบทางห้องปฏิบัติการควบคู่กับการเฝ้าระวังทางคลินิกอย่างใกล้ชิด

ข้อแนะนำต่อประชาชนจากหน่วยงานด้านสาธารณสุข

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนกกับข่าวที่ยังไม่ได้รับการยืนยันจากทางราชการ พร้อมทั้งแนะนำให้ปฏิบัติดังนี้:

  1. หลีกเลี่ยงการใช้น้ำจากแม่น้ำโดยตรงในการอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยง
  2. ใช้น้ำที่ผ่านการกรองและต้มสุกก่อนบริโภค
  3. หากพบอาการผิดปกติของผิวหนัง หรือระบบอื่น ๆ ให้รีบเข้ารับการตรวจวินิจฉัยจากสถานพยาบาลใกล้บ้าน
  4. ติดตามข่าวสารจากหน่วยงานราชการ และหลีกเลี่ยงการแชร์ข้อมูลที่ไม่ผ่านการตรวจสอบ

สถิติที่เกี่ยวข้อง ณ พฤษภาคม 2568

  • ค่ามาตรฐานสารหนูในน้ำดื่มตาม WHO: ไม่เกิน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร
  • ค่าพบสารหนูเฉลี่ยในแม่น้ำกก (จุดวิกฤต): 0.036 มิลลิกรัมต่อลิตร (สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาค 1)
  • จำนวนผู้ที่เข้ารับการตรวจโรคผิวหนังใน รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ ปี 2567: 2,984 ราย (กรมการแพทย์)
  • จำนวนผู้ใช้น้ำจากแม่น้ำกกโดยตรงในอำเภอเมืองเชียงราย: ประมาณ 4,700 ครัวเรือน (สำนักทรัพยากรน้ำภาค 10)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย
  • โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาค 1 (เชียงใหม่)
  • กรมทรัพยากรน้ำบาดาล
  • กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
  • WHO – Drinking-water Guidelines (Arsenic)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

“รังสิมันต์” ชี้เหมืองเมียนมาต้นตอ จี้รัฐบาลใช้การทูตและความมั่นคงแก้ไข

เชียงรายเร่งแก้ปัญหามลพิษแม่น้ำกก การประชุมระดับชาติเพื่อสุขภาพประชาชนและความมั่นคงลุ่มน้ำโขง

เชียงราย, 8 พฤษภาคม 2568 – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปัญหาการปนเปื้อนสารพิษในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำสาขาในจังหวัดเชียงรายได้กลายเป็นประเด็นเร่งด่วนที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนและเศรษฐกิจท้องถิ่น การประชุมคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดน ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ ณ ห้องประชุมพญาพิภักดิ์ ศาลากลางจังหวัดเชียงราย ได้สะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการหาแนวทางแก้ไขปัญหานี้อย่างเป็นระบบ โดยมีเป้าหมายเพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชน การท่องเที่ยว และความมั่นคงของลุ่มน้ำโขงในระยะยาว

วิกฤตมลพิษจากชายแดนสู่ใจกลางชุมชน

แม่น้ำกกเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงชีวิตของชาวเชียงราย ทั้งในด้านการเกษตร การประมง และการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การตรวจพบสารพิษ โดยเฉพาะโลหะหนักอย่างสารหนู ในแม่น้ำกกและแม่น้ำสาขาได้สร้างความกังวลให้กับประชาชนและหน่วยงานท้องถิ่น การสอบสวนเบื้องต้นระบุว่าต้นตอของปัญหามาจากการทำเหมืองทองที่ผิดกฎหมายในพื้นที่ฝั่งเมียนมา โดยเฉพาะในเขตรัฐฉานระหว่างเมืองยอนและเมืองสาด ซึ่งอยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มว้า ปัญหานี้ไม่เพียงกระทบต่อคุณภาพน้ำในแม่น้ำกก แต่ยังมีความเสี่ยงที่จะขยายวงไปถึงแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นแหล่งน้ำสำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การประชุมเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2568 นำโดยนายรังสิมันต์ โรม ประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดน ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ ร่วมด้วยนายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ เช่น สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เชียงใหม่ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย การประปาส่วนภูมิภาค และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย การประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นการรวบรวมข้อมูลและข้อเสนอเพื่อกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาที่ครอบคลุมทั้งมิติสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และการทูตระหว่างประเทศ

ต้นตอปัญหาและผลกระทบที่รุนแรง

นายรังสิมันต์ โรม เปิดเผยว่า สารพิษในแม่น้ำกกมีสาเหตุหลักจากการทำเหมืองทองที่ผิดกฎหมายกว่า 30 แห่งในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ซึ่งกลุ่มว้ามีบทบาทสำคัญในการควบคุมพื้นที่ดังกล่าว การใช้สารเคมีในกระบวนการสกัดทองได้ปล่อยสารพิษ เช่น สารหนูและโลหะหนักอื่นๆ ลงสู่ลำน้ำที่ไหลผ่านแม่น้ำกก ส่งผลให้เกิดการปนเปื้อนในระบบนิเวศและกระทบต่อประชาชนที่พึ่งพาแหล่งน้ำนี้ในการดำรงชีวิต

ผลกระทบจากมลพิษนี้ครอบคลุมหลายมิติ:

  • สุขภาพประชาชน: การปนเปื้อนของสารหนูในน้ำอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพในระยะยาว เช่น โรคผิวหนังและมะเร็ง ประชาชนในพื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำต่างรู้สึกไม่ปลอดภัยในการใช้น้ำเพื่อการบริโภคและการเกษตร
  • การเกษตรและประมง: เกษตรกรและชาวประมงในจังหวัดเชียงรายเผชิญกับความสูญเสีย เนื่องจากน้ำที่ปนเปื้อนส่งผลต่อผลผลิตทางการเกษตรและสัตว์น้ำ
  • การท่องเที่ยว: จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง อาจสูญเสียความน่าสนใจหากปัญหามลพิษในแม่น้ำกกไม่ได้รับการแก้ไข
  • ความมั่นคงของชาติ: การปนเปื้อนข้ามพรมแดนไม่เพียงเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของลุ่มน้ำโขง ซึ่งประเทศไทยมีส่วนได้ส่วนเสียอย่างมาก

ในที่ประชุม นายรังสิมันต์เน้นย้ำว่า การแก้ไขปัญหานี้ต้องอาศัยความร่วมมือทั้งในระดับท้องถิ่นและระหว่างประเทศ การเจรจากับทางการเมียนมาและกลุ่มว้ายังไม่ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากทั้งสองฝ่ายผลักภาระความรับผิดชอบต่อกัน เขาเสนอว่ารัฐบาลไทยควรใช้ความสัมพันธ์ทางการทูต โดยเฉพาะกับประเทศจีน ซึ่งมีอิทธิพลต่อกลุ่มว้าในด้านการค้าและการลงทุน เพื่อกดดันให้มีการควบคุมการทำเหมืองที่ผิดกฎหมาย

มาตรการรับมือและแนวทางแก้ไข

จังหวัดเชียงรายได้ดำเนินมาตรการเร่งด่วนเพื่อลดผลกระทบจากมลพิษในแม่น้ำกกและแม่น้ำสาขา ดังนี้:

  1. การตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษ หน่วยงานท้องถิ่นได้ตรวจสอบการปล่อยน้ำเสียจากภาคอุตสาหกรรม ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ และชุมชนเมือง เพื่อควบคุมแหล่งมลพิษภายในประเทศ
  2. การประชาสัมพันธ์เพื่อลดความตื่นตระหนก การประปาส่วนภูมิภาคและประปาหมู่บ้านยืนยันว่าน้ำประปามีความปลอดภัยสำหรับการบริโภค พร้อมแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับระดับความเป็นพิษของสารหนูในน้ำ
  3. การเพิ่มความถี่ในการตรวจน้ำ สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เชียงใหม่จะตรวจคุณภาพน้ำในแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย 2 ครั้งต่อเดือน เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
  4. การจัดตั้งคณะกรรมการลุ่มน้ำ คณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาในระดับลุ่มน้ำโขงเหนือจะประสานงานระหว่างหน่วยงานเพื่อกำหนดแนวทางแก้ไขในระยะยาว
  5. การศึกษาโครงสร้างฝายดักตะกอน มีการเสนอแนวคิดในการสร้างฝายดักตะกอนในแม่น้ำกก โดยแบ่งเป็นฝายชั่วคราว ฝายกึ่งถาวร และฝายถาวร เพื่อลดการสะสมของสารพิษและสนับสนุนการใช้น้ำในภาคการเกษตร

นายรังสิมันต์เสนอให้รัฐบาลตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจที่มีตัวแทนจากทุกภาคส่วน รวมถึงหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม ความมั่นคง และการทูต เพื่อกำหนดกลยุทธ์ที่ครอบคลุมทั้งการเจรจาระหว่างประเทศและการจัดการภายในประเทศ เขายังเรียกร้องให้มีการใช้แนวทางเชิงกลยุทธ์ เช่น การร่วมมือกับภาคเอกชนที่มีผลประโยชน์ในภูมิภาค เพื่อกดดันกลุ่มว้าให้ยุติการทำเหมืองที่ผิดกฎหมาย

โอกาสและความท้าทายในการแก้ไขวิกฤต

ปัญหาการปนเปื้อนสารพิษในแม่น้ำกกสะท้อนถึงความซับซ้อนของปัญหาข้ามพรมแดน ซึ่งต้องการความร่วมมือในหลายระดับ การที่ต้นตอของปัญหาอยู่ในเมียนมา ซึ่งมีข้อจำกัดด้านการควบคุมอำนาจในพื้นที่รัฐฉาน ทำให้การเจรจาโดยตรงกับทางการเมียนมาไม่เพียงพอ การใช้ความสัมพันธ์กับจีน ซึ่งมีอิทธิพลในภูมิภาค อาจเป็นทางออกที่เป็นไปได้ แต่ต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวังเพื่อไม่ให้กระทบต่อความสัมพันธ์ทวิภาคี

ในระดับท้องถิ่น มาตรการที่จังหวัดเชียงรายดำเนินการ เช่น การตรวจสอบคุณภาพน้ำและการประชาสัมพันธ์ เป็นก้าวแรกที่สำคัญในการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาในระยะยาวต้องอาศัยการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ฝายดักตะกอน และระบบบำบัดน้ำ ซึ่งอาจต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมาก การระดมทุนจากรัฐบาลกลางหรือความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศ เช่น โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) หรือธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) อาจช่วยลดภาระงบประมาณของจังหวัด

โอกาสสำคัญในการแก้ไขปัญหานี้คือการยกระดับความตระหนักรู้ในระดับภูมิภาคเกี่ยวกับความสำคัญของลุ่มน้ำโขง การที่ปัญหานี้มีศักยภาพที่จะกระทบต่อแม่น้ำโขงอาจกระตุ้นให้ประเทศสมาชิกในคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) เช่น ลาว กัมพูชา และเวียดนาม เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา การสร้างความร่วมมือในระดับภูมิภาคจะช่วยเพิ่มน้ำหนักในการกดดันให้มีการควบคุมการทำเหมืองในเมียนมา

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่สำคัญคือการขาดความชัดเจนในการเจรจากับกลุ่มว้า ซึ่งมีอำนาจควบคุมพื้นที่รัฐฉานอย่างไม่เป็นทางการ การที่กลุ่มว้ามีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาอื่นๆ เช่น ยาเสพติดและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ทำให้การเจรจาต้องครอบคลุมประเด็นที่หลากหลาย การจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการทูตและความมั่นคงจะช่วยให้การเจรจามีประสิทธิภาพมากขึ้น

สถิติที่เกี่ยวข้อง

เพื่อให้เห็นภาพรวมของปัญหาการปนเปื้อนสารพิษในแม่น้ำกกและบริบทที่เกี่ยวข้อง ต่อไปนี้คือสถิติที่สำคัญ:

  • จำนวนเหมืองทองที่ผิดกฎหมายในรัฐฉาน: มากกว่า 30 แห่ง
    ที่มา: รายงานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ, 2568
  • ความยาวของแม่น้ำกก: ประมาณ 130 กิโลเมตร
    ที่มา: สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ, 2567
  • ประชากรที่พึ่งพาแม่น้ำกกในจังหวัดเชียงราย: ประมาณ 200,000 คน
    ที่มา: สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง, 2567
  • จำนวนนักท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงราย (2566): 2.5 ล้านคน (ในประเทศ 2.2 ล้านคน, ต่างประเทศ 0.3 ล้านคน)
    ที่มา: การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, สำนักงานเชียงราย, 2567
  • ปริมาณสารหนูที่ตรวจพบในแม่น้ำกก (2567): สูงกว่ามาตรฐานน้ำดื่มขององค์การอนามัยโลก (WHO) ในบางพื้นที่
    ที่มา: สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เชียงใหม่, 2567
  • พื้นที่เกษตรกรรมในลุ่มน้ำกก: ประมาณ 150,000 ไร่
    ที่มา: สำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงราย, 2567

สถิติเหล่านี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของแม่น้ำกกในฐานะทรัพยากรหลักของจังหวัดเชียงราย และความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนสารพิษอย่างเร่งด่วน การประชุมครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือที่อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในระดับภูมิภาค เพื่อปกป้องทั้งสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • รายงานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ, 2568
  • สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ, 2567
  • สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง, 2567
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, สำนักงานเชียงราย, 2567
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เชียงใหม่, 2567
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
TOP STORIES

รัฐบาลสั่งทุกหน่วยงาน บูรณาการ แก้ปัญหาสารพิษ วิกฤตแม่น้ำกก

วิกฤตสารหนูในแม่น้ำกก กระทบประชาชนสองจังหวัด รัฐเร่งบูรณาการแก้ไข

พบสารปนเปื้อนในแม่น้ำกกเกินมาตรฐาน

ประเทศไทย, 8 พฤษภาคม 2568 – สถานการณ์แม่น้ำกกกลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง หลังกรมควบคุมมลพิษรายงานผลตรวจสอบพบสารหนูปนเปื้อนในลำน้ำเกินค่ามาตรฐาน โดยเฉพาะช่วงที่ไหลผ่านพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และเชียงรายตั้งแต่เดือนมีนาคม 2568 ส่งผลให้เกิดความวิตกกังวลในระดับชุมชนถึงความปลอดภัยด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน

รัฐมนตรี ทส. ชี้ต้องเร่งแก้ปัญหาอย่างมีส่วนร่วม

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แถลงว่า ปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบในหลายมิติ ทั้งต่อทรัพยากรน้ำ ระบบนิเวศ เศรษฐกิจชุมชน และสุขภาพประชาชน ซึ่งการดำเนินการจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงานภาครัฐ และองค์กรในระดับนานาชาติ

ตั้งคณะอนุกรรมการระดับชาติขับเคลื่อนการแก้ไข

เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีระบบ ที่ประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2568 มีมติแต่งตั้ง “คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดิน” โดยมีนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงที่เกี่ยวข้องร่วมเป็นรองประธาน พร้อมหน่วยงานอีก 29 แห่งในฐานะคณะทำงาน

ใช้กลไกการทูตและเทคโนโลยีทันสมัยร่วมแก้ปัญหา

รัฐบาลไทยเดินหน้าใช้กลไกความร่วมมือทางการทูตและการทหาร เจรจากับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษจากภายนอก โดยเฉพาะในพื้นที่ต้นน้ำที่อาจมีการทำเหมืองแร่โดยไม่ได้มาตรฐาน รวมถึงมอบหมายให้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นำเทคโนโลยีดาวเทียมและระบบภูมิสารสนเทศมาช่วยตรวจสอบแหล่งที่มาของการปนเปื้อน

ผลการตรวจน้ำ-สัตว์น้ำ และร่างกายมนุษย์

แม้จะพบสารปนเปื้อนในแม่น้ำกก แต่การประปาส่วนภูมิภาคและกรมอนามัยได้ตรวจสอบน้ำประปาแล้วพบว่ายังอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย นอกจากนี้ กรมประมงได้สุ่มตรวจสัตว์น้ำในพื้นที่และไม่พบการสะสมของสารพิษ เช่นเดียวกับตัวอย่างปัสสาวะของประชาชนในพื้นที่ก็ไม่พบสารหนูตกค้างในร่างกาย

มาตรการเฉพาะหน้าและแผนระยะยาว

ในระยะเร่งด่วน กระทรวงมหาดไทยได้จัดหาน้ำสะอาดเพื่ออุปโภคบริโภคชั่วคราวให้แก่ประชาชนในพื้นที่เสี่ยง พร้อมกันนี้ กรมควบคุมมลพิษได้เพิ่มความถี่ในการตรวจวัดคุณภาพน้ำเป็นเดือนละ 2 ครั้ง ส่วนกรมทรัพยากรน้ำได้ควบคุมการเปิด-ปิดประตูระบายน้ำ และเตรียมความพร้อมเครื่องจักรป้องกันน้ำเสียไหลเข้าสู่ลำน้ำสาขา

ในระยะยาว จะมีการกำหนดมาตรการควบคุมและป้องกันปัญหาซ้ำซาก พร้อมจัดทำแผนฟื้นฟูระบบนิเวศของแม่น้ำกกและแหล่งน้ำที่ได้รับผลกระทบ

ประชาชนต้องไม่ตื่นตระหนก พร้อมรับข้อมูลจากรัฐ

หน่วยงานต่าง ๆ ได้รับมอบหมายให้เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารอย่างโปร่งใส และสร้างความเข้าใจให้ประชาชนในพื้นที่ไม่ตื่นตระหนก โดยเฉพาะผ่านช่องทางสื่อสารชุมชนและเครือข่ายอาสาสมัครในระดับตำบล

ภาพถ่ายดาวเทียมและการข่าวสนับสนุนสืบหาต้นตอ

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ได้ร่วมมือกับกรมกิจการชายแดนทหาร ในการนำภาพถ่ายจากดาวเทียมและข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม มาประกอบการวิเคราะห์ต้นเหตุของการปนเปื้อน ซึ่งคาดว่าอยู่ในเขตพื้นที่ควบคุมของว้าเหนือ ประเทศเมียนมา ซึ่งมีการทำเหมืองแร่ในระดับอุตสาหกรรมโดยไม่ผ่านการตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อม

บทสรุปและแนวโน้มในอนาคต

สถานการณ์สารพิษในแม่น้ำกกเป็นสัญญาณเตือนด้านสิ่งแวดล้อมที่รุนแรง ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ ความชัดเจนของข้อมูล และการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่ซึ่งเป็นผู้รับผลกระทบโดยตรง

สถิติและข้อมูลอ้างอิง

  • ผลการตรวจน้ำประปาในเขตเชียงใหม่และเชียงราย (กรมอนามัย, เมษายน 2568): ไม่พบการปนเปื้อนสารหนู
  • รายงานคุณภาพสัตว์น้ำจากกรมประมง (2568): ไม่มีการสะสมสารหนูในสัตว์น้ำตัวอย่าง
  • ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษ: พบสารหนูเกินมาตรฐานเฉพาะในแม่น้ำกกช่วงต้นเดือนเมษายน 2568
  • รายงานจาก GISTDA: แหล่งที่มาสารหนูอาจมาจากการทำเหมืองในเขตชายแดนไทย-เมียนมา
  • สำนักงานสถิติแห่งชาติ (2566): ประชากรที่ใช้น้ำจากแม่น้ำกกโดยตรงในเชียงรายและเชียงใหม่รวมกันกว่า 1.3 ล้านคน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • กรมควบคุมมลพิษ
  • กรมอนามัย
  • กรมประมง
  • GISTDA
  • สำนักงานสถิติแห่งชาติ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

สารหนูทะลักแม่น้ำกก “โรม” จี้รัฐบาลแก้เหมืองทองว้า

วิกฤตแม่น้ำกก สารพิษจากเหมืองทองคำฝั่งเมียนมาคุกคามความมั่นคงและสุขภาพคนไทย

สถานการณ์คุณภาพน้ำกกและแม่น้ำสายพบสารหนูเกินมาตรฐานหลายเท่า

สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยผลตรวจคุณภาพน้ำแม่น้ำกกและแม่น้ำฝาง ซึ่งเก็บตัวอย่างเมื่อวันที่ 21-24 เมษายน 2568 ครอบคลุม 15 จุดในเชียงรายและเชียงใหม่ โดยพบว่าน้ำมีความขุ่นผิดปกติและตรวจพบ “สารหนู” (Arsenic) เกินค่ามาตรฐานในหลายจุดอย่างน่าตกใจ

ตัวอย่างเช่นที่สะพานเฉลิมพระเกียรติ 1 อำเภอเมืองเชียงราย พบค่าสารหนู 0.012 mg/L และสูงสุดที่บ้านจะเด้อ ตำบลดอยฮาง ที่ระดับ 0.019 mg/L ซึ่งมากกว่าค่ามาตรฐาน 0.01 mg/L ถึงเกือบสองเท่า ขณะที่ในเขตอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ มีจุดหนึ่งที่มีค่าถึง 0.037 mg/L

ร่วมลงพื้นที่ ย้ำภัยเงียบที่ต้องเร่งจัดการ

พระอาจารย์มหานิคม มหาภินิกฺขมโน ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดท่าตอน ให้สัมภาษณ์ว่า การปนเปื้อนของโลหะหนักในลำน้ำกกมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะในช่วงหน้าแล้งที่ปริมาณน้ำน้อยลง สารพิษจึงเข้มข้นขึ้น ซึ่งกระทบทั้งการเกษตรและอาหารประจำวันของประชาชน โดยขอให้รัฐตรวจสอบสัตว์น้ำและพืชผลที่ใช้น้ำจากแม่น้ำกกอย่างเร่งด่วน

ในวันเดียวกัน รังสิมันต์ โรม ประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ ได้เดินทางลงพื้นที่แม่อายและเชียงราย เพื่อติดตามปัญหาดังกล่าว พร้อมระบุว่าสารหนูและตะกั่วมีค่าที่น่าเป็นห่วงและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ต้นตอปัญหาเหมืองทองผิดกฎหมายในเขตอิทธิพลของกลุ่มว้าในเมียนมา

ข้อมูลจากการตรวจสอบพบว่าแหล่งต้นน้ำของแม่น้ำกกและสาย ไหลมาจากพื้นที่เขตอิทธิพลของกลุ่มว้า (UWSA) ในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ซึ่งมีเหมืองทองคำผิดกฎหมายกว่า 30 แห่ง ปล่อยตะกอนสารพิษลงแม่น้ำโดยไม่มีมาตรการควบคุม ส่งผลให้ประเทศไทยซึ่งอยู่ปลายน้ำรับผลกระทบเต็ม ๆ

นายโรมกล่าวว่า ปัญหานี้ไม่เพียงกระทบต่อคุณภาพน้ำ แต่ยังลุกลามไปถึงเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและสุขภาพประชาชน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

หน่วยงานรัฐยืนยันไม่มีการทำเหมืองในเขตประเทศไทย

นางสลีลญา คำภาแก้ว นายอำเภอแม่อาย ชี้แจงว่า การตรวจสอบในพื้นที่แม่อายไม่พบกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับโลหะหนัก พร้อมเน้นย้ำว่าอำเภอแม่อายไม่ได้เป็นต้นเหตุของปัญหา การแก้ไขต้องทำในระดับประเทศ โดยปัจจุบันมีการแจกจ่ายน้ำดื่มสะอาดให้ชาวบ้านฟรีและเร่งตรวจสอบปลาและดินตะกอนเพิ่มเติม

ข้อเรียกร้องเร่งใช้การทูตและความร่วมมือระหว่างประเทศ

นายรังสิมันต์ โรม กล่าวอย่างหนักแน่นว่า แม้สถานการณ์ในเมียนมาจะซับซ้อนจากสงครามกลางเมือง แต่รัฐบาลไทยต้องแสดงความชัดเจน ใช้ช่องทางการทูต รวมถึงประเทศที่มีสัมพันธ์ดีกับกลุ่มว้า เพื่อกดดันให้ยุติกิจกรรมเหมืองทองที่เป็นต้นเหตุของปัญหา

“ถ้าไม่แก้วันนี้ ปัญหาจะลุกลามต่อเนื่อง คนไทยจะไม่ได้อยู่ในประเทศไทยอย่างปลอดภัย” นายโรมกล่าว

เหมืองทองฝั่งเมียนมาปล่อยตะกอนลงแม่น้ำกก

ผู้สื่อข่าวยังได้รับคลิปวิดีโอจากชาวบ้าน ซึ่งเผยให้เห็นภาพการระบายตะกอนจากเหมืองทองในเขตรัฐฉานลงสู่แม่น้ำกกอย่างชัดเจน ยืนยันถึงการดำเนินกิจกรรมผิดกฎหมายของเหมืองดังกล่าวที่ยังดำเนินอยู่

กมธ.มั่นคงฯ นัดถกแนวทางร่วมกับส่วนราชการในเชียงราย

วันที่ 8 พฤษภาคม 2568 คณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ มีกำหนดประชุมร่วมกับหน่วยงานราชการจังหวัดเชียงราย เพื่อสรุปสถานการณ์และหาแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน เน้นการบูรณาการระหว่างหน่วยงานสิ่งแวดล้อม ความมั่นคง สาธารณสุข และการต่างประเทศ

วิกฤตนี้ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คือความมั่นคงระดับชาติ

กรณีสารหนูและตะกั่วในแม่น้ำกก ไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพหรือสิ่งแวดล้อม แต่สะท้อนถึงปัญหาโครงสร้างความมั่นคงระหว่างประเทศ รัฐบาลต้องใช้ทั้งกลยุทธ์ระหว่างประเทศและการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อแก้ปัญหานี้

หากยังปล่อยให้กลุ่มอิทธิพลดำเนินกิจกรรมผิดกฎหมายข้ามพรมแดนต่อไปโดยไม่มีการควบคุม สถานการณ์จะยิ่งซับซ้อนและรุนแรงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สถิติและข้อมูลอ้างอิงที่เกี่ยวข้อง

  • ค่าสารหนูในแม่น้ำกกสูงสุด: 0.037 mg/L (มาตรฐานไม่เกิน 0.01 mg/L)
  • ค่าสารตะกั่วในแม่น้ำกก: 0.076 mg/L (มาตรฐานไม่เกิน 0.05 mg/L)
  • เหมืองทองผิดกฎหมายในรัฐฉาน: กว่า 30 แห่ง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • กรมควบคุมมลพิษ
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาค 1
  • สส.ปั๋น – ชิตวัน ชินอนุวัฒน์
  • พรรคประชาชน
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE