Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

อบจ.เชียงราย ยกระดับ สามล้อ สู่ ทูตวัฒนธรรม ต้อนรับ มหกรรมไม้ดอกอาเซียน 2025

อบจ.เชียงรายดัน “สามล้อเมืองเชียงราย” เป็นทูตวัฒนธรรม เตรียมร่วมเป็นเจ้าบ้านต้อนรับนักท่องเที่ยวในงาน “มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025”

เชียงราย, 5 ธันวาคม 2568 – เช้าตรู่ต้นเดือนธันวาคม อากาศเย็นสบายเหนือริมแม่น้ำกก ที่ “ลานธรรม ลานศิลป์ ถิ่นพญามังราย” เสียงสนทนาสลับเสียงหัวเราะของกลุ่มผู้ประกอบอาชีพสามล้อดังคลอไปกับบรรยากาศการเตรียมความพร้อมรับฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปีของจังหวัดเชียงราย

เบื้องหน้าไม่ใช่เพียงการนัดพบกันตามปกติของคนทำมาหากิน หากแต่เป็น “เวทีนโยบายสาธารณะระดับฐานราก” ที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) ใช้ในการสื่อสารทิศทางสำคัญของเมืองท่องเที่ยวแห่งนี้ – การยก “สามล้อ” จากเพียงพาหนะรับจ้างดั้งเดิม สู่บทบาท “เจ้าบ้าน” และ “ทูตวัฒนธรรม” ในงานระดับอาเซียนอย่างเป็นรูปธรรม

ภายใต้การนำของนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ หรือ “นายก นก” นายก อบจ.เชียงราย ซึ่งมอบหมายให้ นายจิราวุฒิ แก้วเขื่อน รองนายก อบจ.เชียงราย เป็นผู้ลงพื้นที่พบปะและพูดคุยกับผู้ประกอบอาชีพสามล้อในครั้งนี้ ไม่เพียงสะท้อนการต่อสัญญาการยืมจักรยานสามล้อประจำปี หากยังเป็น “สัญญาใจทางสังคม” ระหว่างภาครัฐกับแรงงานดั้งเดิมของเมือง ในการร่วมกันรักษาเสน่ห์เชียงรายให้คงอยู่ควบคู่กับการเติบโตของการท่องเที่ยวสมัยใหม่

ต่อสัญญาสามล้อ – ต่อชีวิตอาชีพดั้งเดิมในเมืองท่องเที่ยว

กิจกรรมเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 เวลา 09.00 น. ณ ลานธรรม ลานศิลป์ ถิ่นพญามังราย มีวัตถุประสงค์หลักสองประการที่ดำเนินควบคู่กัน คือ

  1. ต่อสัญญาการยืมจักรยานสามล้อประจำปี
    อบจ.เชียงรายจัดให้มีการต่อสัญญาการยืมรถสามล้อเป็นประจำในทุกเดือนธันวาคม ซึ่งไม่ใช่เพียงขั้นตอนด้านเอกสาร แต่เป็นกลไกให้หน่วยงานท้องถิ่นได้พบปะ รับฟัง และยืนยันความตั้งใจในการสนับสนุนอาชีพสามล้ออย่างต่อเนื่อง
  2. ส่งสัญญาณนโยบาย “สามล้อคือเจ้าบ้าน”
    การพบปะในปีนี้ถูกยกระดับจากเพียงการบริหารจัดการอาชีพรับจ้าง ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์เตรียมตัวเป็นเจ้าบ้านของจังหวัดเชียงราย ในโอกาสการจัด “งานมหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025” ที่กำลังจะมาถึง

สามล้อในเชียงรายไม่ได้เป็นเพียงพาหนะรับจ้าง แต่เป็น “ภาพจำ” ของผู้มาเยือนจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสบรรยากาศเมืองเหนือแบบเนิบช้า ใกล้ชิดผู้คน และได้ชมเมืองผ่านมุมมองของคนท้องถิ่น การที่ อบจ.เชียงราย ยืนยันจะหนุนอาชีพนี้อย่างเป็นระบบ จึงมีนัยยะมากกว่าเรื่องรายได้ หากยังเกี่ยวข้องกับ “อัตลักษณ์ของเมือง” โดยตรง

มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 ฤดูดอกไม้ และฤดูโอกาสของสามล้อ

เชียงรายในช่วงปลายเดือนธันวาคมถึงต้นเดือนมกราคม คือช่วงเวลาที่เมืองทั้งเมืองถูกโอบล้อมด้วยอากาศหนาวเย็นและสีสันของดอกไม้ งาน “มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025” ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18 ธันวาคม 2568 ถึง 7 มกราคม 2569 ณ “สวนไม้งามริมน้ำกก” ภายใต้การดูแลของ อบจ.เชียงราย จึงเป็นหนึ่งในเทศกาลสำคัญของจังหวัดตลอดช่วงไฮซีซัน

ระยะเวลาการจัดงานรวมกว่า สามสัปดาห์เต็ม ทำให้พื้นที่ริมน้ำกกกลายเป็น “เมืองดอกไม้ชั่วคราว” ที่รองรับทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ ซึ่งเดินทางมาชมความงดงามของไม้ดอกเมืองหนาวและการตกแต่งภูมิทัศน์อย่างวิจิตร

ในบริบทนี้ บทบาทของสามล้อไม่ได้จำกัดอยู่แค่การ “ให้บริการรับ-ส่งผู้โดยสาร” แต่ถูกออกแบบให้เป็นส่วนหนึ่งของ “ประสบการณ์การเยือนเชียงราย” ตั้งแต่ก้าวแรกที่นักท่องเที่ยวมาถึงในพื้นที่จัดงาน

อบจ.เชียงรายได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกสองส่วนสำคัญ ได้แก่

  • ติดตั้งป้ายประชาสัมพันธ์งานบนสามล้อทุกคัน
    รถสามล้อจึงกลายเป็น “สื่อประชาสัมพันธ์เคลื่อนที่” ที่วิ่งอยู่ทั่วตัวเมืองเชียงราย สร้างการรับรู้เกี่ยวกับงานมหกรรมไม้ดอกอาเซียนล่วงหน้า ทั้งในหมู่นักท่องเที่ยวและคนเชียงรายเอง
  • จัดให้สามล้อให้บริการรับ-ส่งภายในบริเวณงาน
    ผู้ประกอบอาชีพสามล้อจะได้เข้าไปมีบทบาทเป็นระบบขนส่งขนาดเล็กภายในพื้นที่งาน ช่วยเพิ่มทางเลือกในการเดินทางให้ผู้เข้าชม ลดความหนาแน่นของรถยนต์ส่วนบุคคล และสร้างบรรยากาศการท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงวิถีชีวิตดั้งเดิมกับงานเทศกาลสมัยใหม่อย่างลงตัว

ดังนั้น การเตรียมความพร้อมของสามล้อจึงไม่ใช่เพียงเรื่อง “ล้อรถ” แต่เป็นเรื่องของ “ภาพลักษณ์” และ “ประสบการณ์ร่วม” ที่ผู้มาเยือนจะได้รับในทุกจุดสัมผัสของงาน

สามล้อในฐานะ “ทูตวัฒนธรรม” ของเชียงราย

หนึ่งในประเด็นที่สะท้อนเจตนารมณ์ทางนโยบายได้อย่างชัดเจน คือการยกสถานะของสามล้อจาก “แรงงานขนส่ง” ไปสู่บทบาท “ทูตวัฒนธรรม” ของเมือง

จากคำชี้แจงของ นายจิราวุฒิ แก้วเขื่อน รองนายก อบจ.เชียงราย ซึ่งได้รับมอบหมายจากนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย ให้มาพบปะกลุ่มสามล้อในครั้งนี้ ระบุถึงเป้าหมายสำคัญว่า นายก อบจ.เชียงราย “ต้องการให้ผู้ประกอบอาชีพสามล้อเข้ามามีบทบาทสำคัญในการต้อนรับนักท่องเที่ยว” พร้อมทั้งย้ำให้เห็นว่า สามล้อจะไม่เพียงทำหน้าที่รับ-ส่งนักท่องเที่ยวในเชิงบริการเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความประทับใจแรกให้กับผู้มาเยือนจากทั่วโลก

คำกล่าวของรองนายกฯ เน้นย้ำชัดว่า การผลักดันบทบาทของสามล้อครั้งนี้

  • เป็นการ รักษาเสน่ห์ทางวัฒนธรรมและอาชีพดั้งเดิม
  • เป็นช่องทาง กระจายรายได้สู่ชุมชนฐานราก
  • เป็นส่วนหนึ่งของ ยุทธศาสตร์กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

กล่าวอีกนัยหนึ่ง สามล้อไม่ได้เป็นเพียง “ภาพถ่ายสวย ๆ” ในโปสการ์ดหรือสื่อท่องเที่ยว แต่เป็น “เจ้าของเรื่องเล่า” ที่สามารถพูดคุย แนะนำสถานที่ และส่งต่อเรื่องราวเชียงรายให้กับผู้โดยสารแบบตัวต่อตัวในทุกการเดินทาง

กระจายรายได้–สร้างโอกาส สามล้อในเศรษฐกิจท้องถิ่นยุคใหม่

ในแง่เศรษฐกิจ การนำสามล้อเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างการท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ ช่วยให้รายได้จากนักท่องเที่ยวไม่กระจุกตัวอยู่เพียงในธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร หรือบริษัทนำเที่ยว หากแต่ไหลลงไปสู่แรงงานรับจ้างดั้งเดิม ซึ่งเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจมหภาคมากกว่า

การตัดสินใจของ อบจ.เชียงราย ที่ให้สามล้อเข้ามามีบทบาทในงานมหกรรมไม้ดอกอาเซียน จึงเป็นตัวอย่างหนึ่งของ “นโยบายเชิงพหุวัตถุประสงค์” ที่ตอบโจทย์ทั้ง

  • การอนุรักษ์ งานวัฒนธรรมดั้งเดิม
  • การสร้าง รายได้เสริมช่วงไฮซีซัน
  • การเพิ่ม คุณค่าทางประสบการณ์ ให้กับนักท่องเที่ยว

อาชีพสามล้อซึ่งเคยถูกมองว่าเสี่ยงต่อการหายไปตามการเติบโตของเมืองท่องเที่ยว เมื่อถูกเชื่อมโยงกับเทศกาลสำคัญและได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรม ก็มีโอกาสกลับมายืนอยู่ใน “โครงสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่น” อย่างภาคภูมิ ไม่ได้เป็นเพียง “ภาพเก่าในความทรงจำ” ของผู้คนรุ่นก่อน

บทบาทภาครัฐท้องถิ่น จากผู้กำกับดูแล สู่ “พาร์ตเนอร์” ของแรงงานดั้งเดิม

กรณีของ อบจ.เชียงราย กับอาชีพสามล้อในครั้งนี้ ยังสะท้อนแนวโน้มสำคัญด้านการบริหารท้องถิ่น คือ การเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้กำกับดูแล” ไปสู่ “หุ้นส่วนการพัฒนา”

การจัดให้มีการพบปะผู้ประกอบอาชีพสามล้อเป็นประจำทุกเดือนธันวาคม ไม่เพียงเพื่อจัดการด้านเอกสารหรือการยืมรถเท่านั้น แต่ยังเป็นช่องทางรับฟังเสียงของกลุ่มอาชีพที่มักเข้าไม่ถึงเวทีนโยบายระดับใหญ่ การย้ำความห่วงใยและคำขอบคุณอย่างเป็นทางการต่อผู้ประกอบการสามล้อ ทำให้แรงงานกลุ่มนี้รู้สึกว่า “ไม่ได้ทำงานอยู่อย่างโดดเดี่ยว” หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของภาพรวมการพัฒนาเมืองอย่างแท้จริง

นโยบายหนุนสามล้อร่วมเป็นเจ้าบ้านในงานมหกรรมไม้ดอกอาเซียน จึงไม่ใช่มาตรการระยะสั้นในเชิงพิธีกรรม แต่มีศักยภาพจะต่อยอดสู่

  • การอบรมพัฒนาทักษะด้านการบริการและการสื่อสารสำหรับผู้ขับสามล้อ
  • การออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ใช้สามล้อเป็นพาหนะหลักในบางโซนของเมือง
  • การสร้างแพ็กเกจท่องเที่ยวที่ผนวกบริการสามล้อเข้ากับกิจกรรมทางการท่องเที่ยวอื่น

แม้รายละเอียดเชิงนโยบายในขั้นต่อไปจะต้องอาศัยการหารือเพิ่มเติม แต่โครงร่างของวิธีคิดได้ชัดเจนแล้วว่า ภาครัฐท้องถิ่นไม่ได้มองสามล้อเป็นเพียง “ผู้ประกอบการรายย่อย” หากมองเป็น “ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย” ในทิศทางการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงรายในภาพรวม

เชียงรายในฐานะเมืองท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม สามล้อคือฟันเฟืองเล็กในเครื่องยนต์ใหญ่

เชียงรายในปัจจุบันไม่ได้ขายเฉพาะภูเขา ทะเลหมอก หรือดอกไม้เมืองหนาวเท่านั้น หากยังขาย “วิถีชีวิต” และ “เรื่องเล่า” ของผู้คนในพื้นที่ การทำให้สามล้อกลับมามีบทบาทอย่างเป็นรูปธรรมในฤดูกาลท่องเที่ยว สอดคล้องกับแนวโน้มการท่องเที่ยวแบบ “Slow Travel” และ “Local Experience” ที่นักท่องเที่ยวจำนวนมากต้องการสัมผัส

เมื่อสามล้อได้รับการสนับสนุนให้ทำหน้าที่รับ-ส่งนักท่องเที่ยวในงานมหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 นักท่องเที่ยวไม่ได้เพียงเห็นดอกไม้ที่ถูกจัดแต่งอย่างวิจิตร แต่ยังได้พูดคุยกับคนขับสามล้อ เรียนรู้เรื่องราวของเมือง ผ่านบทสนทนาระหว่างการเดินทางระยะสั้น นี่คือ “มิติที่ไม่อาจสร้างได้ด้วยโครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียว”

ในมุมของยุทธศาสตร์การพัฒนาเมือง การผนวกรวมสามล้อเข้ากับเทศกาลระดับอาเซียน ยังช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ของเชียงรายในฐานะเมืองท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่มีชีวิต ไม่ใช่เพียงเมืองจัดงานอีเวนต์หรือแหล่งเช็กอินชั่วคราว

จากงานเทศกาลสู่ความยั่งยืน คำถามต่ออนาคตของอาชีพสามล้อเชียงราย

แม้การสนับสนุนสามล้อในช่วงก่อนและระหว่างงานมหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 จะเป็นสัญญาณเชิงบวกอย่างยิ่ง แต่คำถามเชิงนโยบายที่ยังต้องติดตามคือ

  • หลังจบเทศกาลแล้ว สามล้อจะยังได้รับบทบาทเชิงโครงสร้างในระบบท่องเที่ยวของเมืองต่อไปหรือไม่
  • จะมีการออกแบบเส้นทาง “ท่องเที่ยวเมืองเชียงรายด้วยสามล้อ” อย่างต่อเนื่องในช่วงอื่นของปีหรือไม่
  • ภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน จะร่วมกันออกแบบกลไกดูแลคุณภาพบริการและมาตรฐานความปลอดภัยอย่างไร เพื่อให้ภาพลักษณ์ของสามล้อในฐานะทูตวัฒนธรรมสามารถยืนระยะได้ในระยะยาว

อย่างไรก็ดี จุดตั้งต้นที่เกิดขึ้นในวันนี้ – ตั้งแต่การต่อสัญญายืมรถสามล้อประจำปี การติดตั้งป้ายประชาสัมพันธ์งานบนสามล้อทุกคัน ไปจนถึงการจัดให้สามล้อเข้ามามีบทบาทในพื้นที่งานมหกรรมไม้ดอกอาเซียน – ล้วนสะท้อนว่า เชียงรายไม่ได้มุ่งเป็นเพียง “เมืองจัดงานดอกไม้” หากต้องการเป็นเมืองที่เติบโตอย่างไม่ทิ้งรากวัฒนธรรมของตนเองไว้ข้างหลัง

สามล้อ – เสน่ห์เล็ก ๆ ที่แบกรับภาพใหญ่ของเมืองเชียงราย

การตัดสินใจของ อบจ.เชียงราย ภายใต้การนำของนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ และการขับเคลื่อนภารกิจโดยนายจิราวุฒิ แก้วเขื่อน รองนายก อบจ.เชียงราย ในการสนับสนุนอาชีพสามล้อให้มีบทบาทเชิงรุกในงานมหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 สะท้อนภาพของ “เมืองที่มองเห็นคุณค่าฟันเฟืองเล็ก ๆ” ในเครื่องจักรเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของตนเอง

สามล้ออาจเป็นเพียงพาหนะที่เคลื่อนตัวไม่เร็ว ไม่หรูหรา และรองรับผู้โดยสารได้ไม่มาก แต่กลับมี “ศักยภาพเชิงสัญลักษณ์” สูงกว่ายานพาหนะสมัยใหม่หลายประเภท เพราะทุกเที่ยวที่ออกตัว คือการพานักท่องเที่ยวเข้าใกล้ผู้คน วัฒนธรรม และวิถีชีวิตเชียงรายอย่างแนบชิด

ในฤดูกาลดอกไม้ปลายปี 2568 ที่กำลังจะมาถึง บทบาทของสามล้อจึงไม่ได้เป็นเพียง “ฉากประกอบ” หากเป็นส่วนสำคัญของ “เรื่องเล่าเชียงราย” ที่กำลังถูกเล่าซ้ำต่อสายตานักท่องเที่ยวจากทั่วประเทศและทั่วโลก

ว่าเมืองเล็กริมกกแห่งนี้ ไม่ได้เติบโตด้วยการละทิ้งอดีต แต่เลือกจะเดินหน้าไปข้างหน้าโดย “พาคนตัวเล็ก ๆ ไปด้วยกัน”

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  •  “มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025” ระหว่างวันที่ 18 ธันวาคม 2568 – 7 มกราคม 2569 ณ สวนไม้งามริมน้ำกก องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย –
  • นายจิราวุฒิ แก้วเขื่อน รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI HEALTH

รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ นำร่อง ประกันสุขภาพสมัครใจในโรงพยาบาลรัฐ ดึงเงิน 1.6 หมื่นล้าน เข้า สธ.

รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์นำร่องโมเดลใหม่ “ประกันสุขภาพสมัครใจในรพ.รัฐ” หลัง สธ.–สมาคมประกันชีวิตไทยเซ็น MOU ดันเม็ดเงิน 1.6 หมื่นล้านเข้าระบบสาธารณสุข

เชียงราย, 5 ธันวาคม 2568 – ท่ามกลางกระแสความกังวลเรื่องงบประมาณสาธารณสุขที่ตึงตัว และค่าเบี้ยประกันสุขภาพที่ขยับสูงขึ้นทุกปี การลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กับสมาคมประกันชีวิตไทย เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 จึงถูกจับตามองว่าเป็น “จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง” ของระบบสุขภาพไทย

ในดีลครั้งประวัติศาสตร์นี้ โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ กลายเป็นหนึ่งใน 28 โรงพยาบาลรัฐนำร่อง ที่จะรองรับ “ประกันสุขภาพภาคสมัครใจ” อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะในส่วนของคลินิกพิเศษ ห้องพิเศษ และ Premium Clinics ซึ่งในอดีตผู้เอาประกันจำนวนไม่น้อยไม่สามารถใช้สิทธิ์ได้เต็มที่จากข้อจำกัดของกติกาและระบบเบิกจ่าย

การขยับครั้งนี้ไม่เพียงเปลี่ยนภาพจำของ “โรงพยาบาลรัฐที่ใช้ประกันไม่ได้” แต่ยังมีเป้าหมายดึงเม็ดเงินกว่า 16,000 ล้านบาทจากระบบประกันสุขภาพสมัครใจ เข้าสู่โรงพยาบาลของรัฐ เพื่อเสริมสภาพคล่อง ลดภาระงบประมาณ และยกระดับมาตรฐานบริการสำหรับประชาชนในระยะยาว

MOU ใหญ่ สธ.–สมาคมประกันชีวิตไทย เชื่อม “เงินเอกชน” เข้าระบบ “บริการรัฐ”

พิธีลงนาม MOU จัดขึ้นเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ณ ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 10 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) โดยมี นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยผู้ร่วมลงนามและสักขีพยานจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน

ฝั่งกระทรวงสาธารณสุข มี นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้ลงนาม ขณะที่ฝั่งสมาคมประกันชีวิตไทย นำโดย นางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย และนายสาระ ล่ำซำ อุปนายกฝ่ายการตลาด สมาคมประกันชีวิตไทย โดยมี นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการสำนักงานคปภ. และผู้อำนวยการโรงพยาบาลนำร่อง 28 แห่ง ร่วมเป็นสักขีพยานในห้องประชุมเดียวกัน

ใจกลางของ MOU ฉบับนี้คือการ “บูรณาการเครือข่ายบริการสาธารณสุขของรัฐ” เข้ากับ “ระบบประกันสุขภาพภาคสมัครใจของเอกชน” อย่างเป็นระบบ โปร่งใส และได้มาตรฐาน เป้าหมายสำคัญมีสองมิติ

  1. มิติด้านบริการ – ยกระดับศักยภาพของโรงพยาบาลรัฐให้รองรับผู้เอาประกันสุขภาพได้อย่างสะดวก ทันสมัย ผ่านการพัฒนา Service Center คลินิกพิเศษ ห้องพิเศษ และ Premium Clinics ลดเวลารอคอยและความแออัด ซึ่งเป็นปัญหาที่ประชาชนจำนวนมากคุ้นเคย
  2. มิติด้านการคลังและเศรษฐกิจ – ดึงเม็ดเงินจากประกันสุขภาพสมัครใจ ที่คาดว่าจะสามารถ “Top Up” สิทธิประโยชน์เดิมเข้าสู่โรงพยาบาลรัฐกว่า 16,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อเสริมรายได้ ลดภาระงบประมาณ และเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการของระบบสาธารณสุขในระยะยาว

ในแง่นี้ MOU จึงไม่ใช่เพียงเอกสารความร่วมมือเชิงพิธีการ แต่เป็น “กลไกเชื่อม” ระหว่าง เงินเอกชน – ระบบรัฐ – สิทธิประโยชน์ของประชาชน เข้าด้วยกันในครั้งเดียว

รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ จากโรงพยาบาลศูนย์ สู่ต้นแบบ “รพ.รัฐที่ใช้ประกันได้เต็มสิทธิ์”

สำหรับจังหวัดเชียงราย ชื่อของ “โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์” เป็นเหมือนศูนย์กลางด้านสาธารณสุขที่ประชาชนในพื้นที่คุ้นเคยมานาน ในครั้งนี้ โรงพยาบาลถูกผลักดันให้ก้าวอีกขั้นสู่บทบาท “โรงพยาบาลรัฐนำร่อง” ภายใต้โมเดลใหม่ของกระทรวงสาธารณสุข

วันเดียวกับการลงนาม MOU นพ.สมศักดิ์ อุทัยพิบูลย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ พร้อมด้วย นพ.เปรมชัย ติรางกูร รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ ได้เข้าร่วมประชุมและพิธีลงนามเป็นสักขีพยาน พร้อมขึ้นเวทีเสวนาในหัวข้อ
“Model การบริหารจัดการในโรงพยาบาลรัฐ รองรับระบบประกันสุขภาพภาคสมัครใจ (Showcase)”

ในเวทีดังกล่าว โรงพยาบาลเชียงรายฯ ถูกนำเสนอในฐานะ “ต้นแบบการบริหารจัดการ” ที่พร้อมรองรับระบบประกันสุขภาพสมัครใจในโรงพยาบาลรัฐอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในมิติ

  • การออกแบบเส้นทางบริการ (Patient Journey) สำหรับผู้เอาประกันสุขภาพ
  • การจัดคลินิกพิเศษและ Premium Clinics ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านคุณภาพและความรวดเร็ว
  • การบริหารห้องพิเศษที่สามารถรองรับผู้ป่วยประกันสุขภาพโดยไม่กระทบสิทธิ์ของผู้ป่วยในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

การขึ้นเวทีระดับชาติในฐานะ Showcase สะท้อนว่า รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ ไม่ได้เป็นเพียง “ผู้ตาม” นโยบายจากส่วนกลาง แต่มีบทบาทเชิงรุกในการนำเสนอโมเดลบริหารจัดการ เพื่อให้เงินประกันสุขภาพสมัครใจไหลเข้าระบบโรงพยาบาลรัฐอย่างมีประสิทธิภาพ และยังคงมาตรฐานความเท่าเทียมด้านบริการขั้นพื้นฐานไว้ควบคู่กัน

ทำไมต้องดึง “เงินประกันสุขภาพ” เข้าสู่โรงพยาบาลรัฐ?

เบื้องหลัง MOU ครั้งนี้ เชื่อมโยงกับโจทย์ใหญ่ที่ปลัดกระทรวงสาธารณสุขเคยสะท้อนไว้ในเวที “การบริหารกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปีงบประมาณ 2569” นั่นคือ ต้นทุนด้านสุขภาพของประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่โรงพยาบาลของรัฐจำนวนมากต้องเผชิญภาวะขาดทุนและภาระงบประมาณที่หนักขึ้นทุกปี

ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจประกันชีวิตและประกันสุขภาพเองก็เผชิญแรงกดดันจาก ค่าใช้จ่ายด้านการเคลมที่สูงขึ้น ทั้งจากค่ารักษาทางการแพทย์และเทคโนโลยีที่ซับซ้อนขึ้น ทำให้ค่าเบี้ยประกันสุขภาพมีแนวโน้มต้องขยับสูงขึ้นตามต้นทุน

ข้อมูลจากสมาคมประกันชีวิตไทยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่า ธุรกิจประกันชีวิตมีเบี้ยประกันภัยรวมต่อปีในระดับหลายแสนล้านบาท และยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องราว 2–4% ต่อปี ซึ่งสะท้อนว่าศักยภาพของเม็ดเงินจากระบบประกันยังมีอยู่มาก หากสามารถออกแบบให้ไหลเข้าสนับสนุนระบบบริการสาธารณสุขของรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ

MOU ครั้งนี้ จึงถูกออกแบบให้ “จับมือกันกลางทาง”

  • ฝั่ง กระทรวงสาธารณสุข ต้องยกระดับคุณภาพและประสบการณ์บริการให้ประชาชนรู้สึกว่า โรงพยาบาลรัฐสามารถรองรับผู้เอาประกันสุขภาพได้อย่างน่าเชื่อถือ สะดวกสบาย และไม่ต่างจากการไปรักษาในโรงพยาบาลเอกชนในบางบริการ
  • ฝั่ง บริษัทประกันชีวิต จะได้เครือข่ายโรงพยาบาลรัฐที่มีต้นทุนบริการต่ำกว่าเอกชน ช่วยชะลอการขึ้นค่าเบี้ยในระยะยาว และออกผลิตภัณฑ์ที่ “จับต้องได้” มากขึ้นสำหรับคนไทยรายได้ปานกลาง

เมื่อเม็ดเงินจากประกันสุขภาพสมัครใจ กว่า 16,000 ล้านบาท สามารถถูกดึงเข้ามา “Top Up” ระบบเดิมได้สำเร็จ ผลลัพธ์ที่คาดหวังจึงไม่ใช่เพียงตัวเลขในงบประมาณ แต่คือการเสริมความยั่งยืนให้กับโรงพยาบาลรัฐทั้งระบบ

สามฝ่ายได้อะไรจากโมเดลใหม่ “ประกันสุขภาพภาคสมัครใจในรพ.รัฐ”

ถ้ามองในภาพรวม ความร่วมมือครั้งนี้สร้างผลประโยชน์อย่างน้อย 3 มิติสำคัญ

  1. ประชาชนและผู้เอาประกัน: ทางเลือกที่มากขึ้นในราคาที่เข้าถึงได้

ผู้เอาประกันสุขภาพที่เคยลังเลว่า
“จะไปโรงพยาบาลรัฐที่แออัด หรือไปเอกชนที่ค่าใช้จ่ายสูงกว่า?”

อาจมีคำตอบใหม่เมื่อโรงพยาบาลรัฐสามารถรองรับการเบิกจ่ายประกันสุขภาพสมัครใจในคลินิกพิเศษ ห้องพิเศษ และ Premium Clinics ได้อย่างเป็นระบบ

ประชาชนจะได้รับ:

  • บริการที่รวดเร็วขึ้นในบางจุดบริการ
  • การเข้าถึงแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในโรงพยาบาลรัฐ ที่ขึ้นชื่อว่ามีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญไม่แพ้เอกชน
  • ค่าใช้จ่ายสุทธิที่ “สมเหตุสมผล” กว่าการรักษาในโรงพยาบาลเอกชนเต็มรูปแบบ

นางนุสรา นายกสมาคมประกันชีวิตไทย เคยระบุถึงทิศทางสำคัญว่า ความร่วมมือครั้งนี้มีแนวโน้มจะนำไปสู่ กรมธรรม์ประกันสุขภาพที่เลือกใช้เฉพาะโรงพยาบาลของรัฐ” ซึ่งคาดว่าจะมี “ราคาเบี้ยที่ย่อมเยาลง” ทำให้ประชาชนเข้าถึงการทำประกันสุขภาพได้ง่ายขึ้น และมีตัวเลือกมากกว่าที่เป็นอยู่

  1. โรงพยาบาลรัฐ: รายได้เพิ่มขึ้น – งบลงทุนมีความยืดหยุ่นมากขึ้น

สำหรับโรงพยาบาลรัฐ โดยเฉพาะโรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไป การมีรายได้จากระบบประกันสุขภาพสมัครใจเข้ามาเพิ่มเติม นอกจากช่วยบรรเทาปัญหาขาดทุนสะสมแล้ว ยังหมายถึง “งบลงทุน” ที่เพิ่มขึ้น ทั้งในด้านบุคลากร เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐาน

ในกรณีของโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ รายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการรับผู้เอาประกันสุขภาพในคลินิกพิเศษและห้องพิเศษ จะกลายเป็นงบประมาณหมุนเวียนกลับไปสู่

  • การพัฒนาระบบบริการพื้นฐานสำหรับประชาชนทุกสิทธิ์
  • การลงทุนในระบบ IT และ Service Center เพื่อให้การบริหารจัดการผู้ป่วยทุกกลุ่มมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • การดูแลบุคลากรด่านหน้า ที่ต้องรองรับภาระงานหนักในแต่ละวัน
  1. ภาคธุรกิจประกัน: ต้นทุนการเคลมลดลง – เบี้ยประกันเติบโตอย่างยั่งยืน

ในมุมของบริษัทประกันชีวิต “ต้นทุนจากค่ารักษาพยาบาล” คือหนึ่งในปัจจัยหลักที่กดดันการปรับขึ้นเบี้ยประกันสุขภาพในแต่ละปี การมีเครือข่ายโรงพยาบาลรัฐที่สามารถให้บริการผู้เอาประกันได้จริง จะช่วยให้บริษัทประกันมีต้นทุนเรื่องค่ารักษาที่ต่ำลง เมื่อเทียบกับการพึ่งพาโรงพยาบาลเอกชนเพียงอย่างเดียว

รมว.สาธารณสุขสะท้อนมุมนี้ไว้อย่างชัดเจนว่า การดึงผู้เอาประกันให้เข้ามารักษาในโรงพยาบาลรัฐมากขึ้น จะเป็น “กลไกสำคัญ” ในการชะลอการเพิ่มขึ้นของเบี้ยประกันสุขภาพในระยะยาว ขณะเดียวกัน ธุรกิจประกันชีวิตก็ยังสามารถเติบโตบนฐานเบี้ยประกันที่รับได้ต่อสังคม

รพ.เชียงรายฯ กับโจทย์ใหม่ ยกระดับบริการ โดยไม่ทิ้งความเท่าเทียม

แม้โมเดลใหม่จะถูกมองว่าเป็น “โอกาส” ครั้งใหญ่ แต่ก็มีคำถามสำคัญที่สังคมจับตาเช่นกัน นั่นคือ

เมื่อมีบริการพรีเมียมสำหรับผู้เอาประกันมากขึ้น
ระบบจะรักษาความเท่าเทียมสำหรับผู้ป่วยสิทธิ์หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าอย่างไร?

โจทย์นี้ไม่ใช่เรื่องเล็กสำหรับโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ในฐานะโรงพยาบาลศูนย์ที่มีภาระรองรับผู้ป่วยจำนวนมากจากทั้งจังหวัดเชียงรายและพื้นที่ใกล้เคียง

การบริหารจัดการจึงต้องวางอยู่บนหลักสองประการคู่กันคือ

  1. ไม่ลดทอนคุณภาพและสิทธิของผู้ป่วยในระบบหลักประกันเดิม – บริการพื้นฐานต้องยังคงเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม
  2. ใช้รายได้จากผู้เอาประกันสมัครใจกลับไปเสริมความเข้มแข็งของระบบเดิม – ทั้งในมิติบุคลากร เวชภัณฑ์ และระบบสนับสนุนด้านหลังบ้าน

บทบาทของทีมผู้บริหาร นำโดย นพ.สมศักดิ์ และ นพ.เปรมชัย จึงไม่ใช่เพียงการ “ดีลกับบริษัทประกัน” หรือ “เพิ่มบริการพรีเมียม” เท่านั้น แต่ต้องวางสมดุลระหว่าง ประสิทธิภาพทางการเงิน” และ “ความเป็นธรรมทางสุขภาพ” ให้เดินไปด้วยกัน

ภาคเหนือและโรงพยาบาลนำร่อง เครือข่ายเชื่อมโยงมากกว่าหนึ่งจังหวัด

การนำร่องครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงจังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง ในภาคเหนือ มีโรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่หลายแห่งที่เข้าร่วม เช่น

  • โรงพยาบาลลำปาง
  • โรงพยาบาลนครพิงค์
  • โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์
  • โรงพยาบาลพุทธชินราช
  • โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์

การมีเครือข่ายโรงพยาบาลนำร่อง 28 แห่งทั่วประเทศ ทำให้อนาคตของ “กรมธรรม์ประกันสุขภาพเฉพาะโรงพยาบาลรัฐ” มีความเป็นไปได้มากขึ้น เพราะผู้เอาประกันจะสามารถเลือกใช้บริการในโรงพยาบาลรัฐชั้นนำในภูมิภาคต่าง ๆ ได้ โดยไม่ต้องจำกัดอยู่แค่โรงพยาบาลเอกชนในเมืองใหญ่

สำหรับเชียงรายเอง การที่โรงพยาบาลประจำจังหวัดก้าวสู่การเป็นหนึ่งในต้นแบบระดับชาติ อาจส่งผลเชิงบวกต่อภาพลักษณ์ของจังหวัดทั้งในด้าน การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Health Tourism) และ ความเชื่อมั่นด้านระบบสาธารณสุข ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจลงทุนและอยู่อาศัยของประชาชนในระยะยาว

ขยับจาก “นโยบายบนกระดาษ” สู่ “สิทธิที่ประชาชนใช้ได้จริง”

อย่างไรก็ดี การลงนาม MOU เป็นเพียง “จุดเริ่มต้น” เท่านั้น สิ่งที่จะตอบคำถามได้ชัดเจนที่สุดไม่ใช่ถ้อยคำบนเวที หรือภาพพิธีลงนาม แต่คือประสบการณ์จริงของประชาชนที่เดินเข้าไปในโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์และโรงพยาบาลนำร่องอื่น ๆ ในวันข้างหน้า

คำถามที่ต้องติดตามต่อไป ได้แก่

  • ระบบการลงทะเบียนและตรวจสอบสิทธิ์ประกันสุขภาพในโรงพยาบาลรัฐ จะรวดเร็วและไม่ซับซ้อนเพียงใด
  • การจัดโซนคลินิกพิเศษและ Premium Clinics จะสามารถช่วยลดความแออัดในระบบปกติ หรือกลับเพิ่มภาระให้บุคลากรด่านหน้า
  • รายได้จากประกันสุขภาพสมัครใจ จะถูกนำกลับไปใช้เสริมบริการพื้นฐานให้ผู้ป่วยสิทธิ์หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าอย่างโปร่งใสเพียงใด

คำตอบเหล่านี้จะค่อย ๆ ปรากฏชัดเจนขึ้นเมื่อระบบเริ่มเดินจริงในปีงบประมาณถัดไป และเมื่อกรมธรรม์ประกันสุขภาพรูปแบบใหม่ที่เลือกใช้เฉพาะโรงพยาบาลรัฐถูกเปิดตัวอย่างเป็นทางการ

สำหรับประชาชนเชียงราย ข่าวนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่อง “นโยบายส่วนกลาง” หากแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่จะสะท้อนอยู่ในห้องตรวจ ห้องพิเศษ และคลินิกพิเศษของโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ในอนาคตอันใกล้ หากโมเดลนี้เดินหน้าได้อย่างราบรื่น และรักษาสมดุลระหว่าง สิทธิพื้นฐาน” และ “บริการพิเศษ” ได้อย่างแท้จริง

สำหรับสถานพยาบาลนำร่อง 28 แห่งทั่วประเทศ 

ที่เข้าร่วมเป็นรพ.นำร่อง ก่อนจะขยายไปทั่วประเทศภายใต้ MOU ดังกล่าว และคาดหวังได้ว่า เมื่อประกันสุขภาพแบบใหม่คลอดออกมา จะสามารถใช้ได้กับรพ. เหล่านี้ ได้แก่

  1. โรงพยาบาลลำปาง
  2. โรงพยาบาลนครพิงค์
  3. โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์
  4. โรงพยาบาลพุทธชินราช
  5. โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์
  6. โรงพยาบาลสระบุรี
  7. โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า
  8. โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช
  9. โรงพยาบาลสมุทรสาคร
  10. โรงพยาบาลราชบุรี
  11. โรงพยาบาลนครปฐม
  12. โรงพยาบาลระยอง
  13. โรงพยาบาลพระปกเกล้า
  14. โรงพยาบาลสมุทรปราการ
  15. โรงพยาบาลชลบุรี
  16. โรงพยาบาลร้อยเอ็ด
  17. โรงพยาบาลขอนแก่น
  18. โรงพยาบาลสกลนคร
  19. โรงพยาบาลอุดรธานี
  20. โรงพยาบาลชัยภูมิ
  21. โรงพยาบาลสุรินทร์
  22. โรงพยาบาลบุรีรัมย์
  23. โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา
  24. โรงพยาบาลศรีสะเกษ
  25. โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์
  26. โรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช
  27. โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี
  28. โรงพยาบาลหาดใหญ่
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

มทบ.37 จัดกิจกรรม “ปลูกวันแม่ เกี่ยววันพ่อ” แปลงนาสาธิต ทหารพันธุ์ดี สืบสาน ศาสตร์พระราชา

เชียงราย – มทบ.37 สืบสาน “ศาสตร์พระราชา” ผ่านกิจกรรม “ปลูกวันแม่ เกี่ยววันพ่อ” แปลงนาสาธิตทหารพันธุ์ดี เชื่อมจิตอาสา–ชุมชน สร้างพื้นที่เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงอย่างเป็นรูปธรรม

เชียงราย,4 ธันวาคม 2568 – เสียงหัวเราะของเด็กนักเรียน เสียงทักทายของทหารผ่านศึก และจังหวะก้าวย่ำลงผืนนาอย่างพร้อมเพรียงของกำลังพลจิตอาสา คือภาพแรกที่ปรากฏขึ้น ณ แปลงนาสาธิต โครงการทหารพันธุ์ดี ค่ายเม็งรายมหาราช เมื่อบ่ายวันที่ 2 ธันวาคม 2568

ภายใต้บรรยากาศเรียบง่ายแต่เปี่ยมความหมาย ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน มณฑลทหารบกที่ 37 (มทบ.37) จัดกิจกรรม “ปลูกวันแม่ เกี่ยววันพ่อ” เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ตรงกับวันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ 5 ธันวาคม 2568

เบื้องหลังเพียงครึ่งวันของกิจกรรม คือ “เรื่องเล่า” ของการสืบสานพระราชปณิธานด้านการพัฒนา การยืนหยัดบนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และความพยายามเปลี่ยน “ผืนนาในค่ายทหาร” ให้เป็น “ห้องเรียนกลางแจ้ง” ของคนทั้งชุมชน

พลังจิตอาสาหลากหลายรุ่น จากทหาร ถึงนักเรียนอนุบาล

หัวใจสำคัญของกิจกรรมครั้งนี้ คือ “การรวมพลัง” ของเครือข่ายจิตอาสาหลายภาคส่วน ภายใต้การนำของ พล.ต. จักรวีร์ เสนีย์วรยุทธ์ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน มณฑลทหารบกที่ 37 ซึ่งทำหน้าที่เป็นประธานในพิธีและนำกำลังพลลงแปลงนาอย่างเป็นตัวอย่าง

กิจกรรมได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานหลากหลาย ได้แก่

  • กำลังพลจิตอาสา 904
  • กำลังพลมณฑลทหารบกที่ 37 ค่ายเม็งรายมหาราช
  • โรงพยาบาลค่ายเม็งรายมหาราช
  • หน่วยฝึกนักศึกษาวิชาทหาร
  • สำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตเชียงราย–พะเยา
  • โรงเรียนอนุบาลกองทัพบกอุปถัมภ์ บริบูรณ์ธนวัฒน์

การที่ “ทหารแนวหน้า – ทหารผ่านศึก – เยาวชน – บุคลากรทางการแพทย์ – ครูและนักเรียน” ลงมือทำนาเคียงบ่าเคียงไหล่กันในกิจกรรมเดียว ไม่ได้เป็นเพียงภาพเชิงสัญลักษณ์ หากยังสะท้อนแนวคิดสำคัญของงานครั้งนี้ คือ “การเรียนรู้ร่วมกัน” และ “การสืบสานวิถีเกษตรกรรมไทยอย่างมีส่วนร่วม”

แม้กิจกรรมจะใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง แต่ทุกขั้นตอนตั้งแต่การเตรียมแปลงนา การลงแขกดำนา ไปจนถึงการอธิบายขั้นตอนจัดการน้ำ ดิน และเมล็ดพันธุ์ ล้วนถูกออกแบบให้ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสทั้ง “วิธีคิด” และ “วิธีปฏิบัติ” ตามแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่และศาสตร์พระราชาอย่างเป็นระบบ

ปลูกวันแม่ เกี่ยววันพ่อ” วงจรเวลาที่ผูกหัวใจคนกับผืนนา

ชื่อกิจกรรม “ปลูกวันแม่ เกี่ยววันพ่อ” เป็นวลีที่คนไทยคุ้นหูมาหลายปี แต่ในบริบทของ มทบ.37 วลีนี้ถูกทำให้ “จับต้องได้จริง” ผ่านแปลงนาสาธิตของโครงการทหารพันธุ์ดี

แนวคิดหลักคือการใช้ “วงจรเวลา” จากเดือนสิงหาคม (วันแม่แห่งชาติ) จนถึงเดือนธันวาคม (วันพ่อแห่งชาติ) เป็นกรอบการเรียนรู้เรื่องข้าวและวิถีเกษตรกรรมแบบครบวงจร ตั้งแต่การเตรียมดิน ดำนา ดูแลรักษา ไปจนถึงการเก็บเกี่ยว

แม้ในปีนี้กิจกรรมที่รายงานจะจัดขึ้นในวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ซึ่งเป็นช่วงใกล้วันพ่อแห่งชาติ แต่การลงแขกดำนาในแปลงนาสาธิตครั้งนี้ก็ถูกออกแบบให้เชื่อมโยงกับการ “เก็บเกี่ยวในอนาคต” อย่างชัดเจน

ข้าวที่ผู้เข้าร่วมปลูกร่วมกันในวันนี้ จะกลายเป็นผลผลิตที่สะท้อนให้เห็นว่า “การทำตามศาสตร์พระราชา” ไม่ใช่เพียงคำขวัญ หากคือกระบวนการเรียนรู้ระยะยาว ที่ต้องอาศัยความเพียร ความร่วมมือ และการวางแผนอย่างรอบคอบ

แปลงนาสาธิตโครงการทหารพันธุ์ดี ห้องเรียน “ศาสตร์พระราชา” ในค่ายทหาร

กิจกรรมทั้งหมดจัดขึ้น ณ แปลงนาสาธิต โครงการทหารพันธุ์ดี มณฑลทหารบกที่ 37 ซึ่งได้รับการพัฒนาให้เป็น “ศูนย์การเรียนรู้โครงการทหารพันธุ์ดี ค่ายเม็งรายมหาราช” ทำหน้าที่เป็นแหล่งสาธิตและถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับกำลังพล ส่วนราชการ นักเรียน และประชาชนทั่วไป

หน่วยได้ประกาศชัดว่า การดำเนินงานทั้งหมดอยู่ภายใต้ความคิด

“เรียนรู้จากผืนนา ในศาสตร์พระราชา ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง”

แนวคิดนี้สอดคล้องกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่ชี้ถึงแนวทางการดำรงอยู่และการพัฒนาที่ตั้งอยู่บน “ความพอประมาณ เหตุผล และภูมิคุ้มกัน” โดยอาศัยเงื่อนไขความรู้และคุณธรรมเป็นฐาน เพื่อให้ครอบครัว ชุมชน และประเทศสามารถยืนหยัดได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

เมื่อหลักคิดดังกล่าวถูกถ่ายทอดลงสู่ “ผืนนาในค่ายทหาร” แปลงนี้จึงไม่ได้มีบทบาทเพียงเป็นพื้นที่ปลูกข้าว แต่กลายเป็น “สื่อการเรียนรู้” ที่ช่วยให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมเห็นภาพจริงของการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างสมดุล ทั้งน้ำ ดิน พืช และแรงงานคน

เกษตรทฤษฎีใหม่ จากแนวพระราชดำริ สู่ผังการจัดการพื้นที่ของ มทบ.37

หนึ่งในหัวใจสำคัญของโครงการทหารพันธุ์ดี คือการน้อมนำ “เกษตรทฤษฎีใหม่” มาปรับใช้ในพื้นที่ของหน่วย เพื่อให้เกิดต้นแบบการจัดการพื้นที่เกษตรขนาดเล็กที่เหมาะสมกับสภาพของเกษตรกรไทย

เอกสารแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ของสำนักงาน กปร. ระบุว่า ทฤษฎีใหม่นี้เสนอให้เกษตรกรที่มีที่ดินเฉลี่ยประมาณ 10–15 ไร่ แบ่งพื้นที่ออกเป็นส่วน ๆ เช่น แหล่งน้ำ พื้นที่ปลูกข้าว พื้นที่ปลูกพืชผสมผสาน และพื้นที่อยู่อาศัยหรือเลี้ยงสัตว์ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการผลิตอาหาร การกักเก็บน้ำ และการสร้างรายได้เสริมอย่างยั่งยืน

การที่มณฑลทหารบกที่ 37 นำแนวทางนี้มาปรับใช้ในแปลงนาสาธิตโครงการทหารพันธุ์ดี ไม่เพียงช่วยให้กำลังพลเข้าใจระบบเกษตรแบบบูรณาการ แต่ยังทำให้พื้นที่นี้ทำหน้าที่เป็น “ต้นแบบภาคปฏิบัติ” ให้ประชาชนในพื้นที่สามารถมาศึกษา เรียนรู้ และนำไปประยุกต์ใช้ในแปลงของตนเองได้

ในมุมของการสร้างความมั่นคงทางอาหาร แปลงทดสอบที่มีข้าวเป็นศูนย์กลาง และมีพืชอาหารอื่น ๆ รวมถึงการเลี้ยงสัตว์หรือปลูกพืชเศรษฐกิจเสริม ย่อมมีศักยภาพในการช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา ตลอดจนรองรับสถานการณ์วิกฤตในอนาคตได้ดีกว่าระบบเกษตรเชิงเดี่ยว

จาก “หน้าที่ทหาร” สู่ “บทบาทครู” กองทัพกับภารกิจใหม่ในชุมชน

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา กองทัพบกได้พยายามขยายบทบาทจาก “หน่วยงานด้านความมั่นคง” ไปสู่การเป็น “หุ้นส่วนการพัฒนา” กับชุมชน ผ่านโครงการด้านเกษตรและจิตอาสาต่าง ๆ หนึ่งในนั้นคือ “โครงการทหารพันธุ์ดี” ซึ่งถูกออกแบบให้เป็นแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพ และเป็นศูนย์การเรียนรู้ในคราวเดียวกัน

กิจกรรม “ปลูกวันแม่ เกี่ยววันพ่อ” ครั้งนี้จึงสะท้อนให้เห็นการปรับบทบาทดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อกำลังพลไม่ได้ทำหน้าที่เพียงป้องกันประเทศ แต่ยังลงมาสวมบท “ครู” ถ่ายทอดประสบการณ์ด้านการจัดการแปลงนา การอนุรักษ์น้ำดิน และการวางแผนปลูกข้าวตามฤดูกาลให้กับเยาวชนและประชาชน

ขณะเดียวกัน การมีส่วนร่วมของหน่วยงานอย่างโรงพยาบาลค่ายเม็งรายมหาราช และสำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตเชียงราย–พะเยา ยังช่วยให้ภาพของกิจกรรมครั้งนี้เชื่อมโยงกับการดูแล “คนในระบบ” อย่างครบวงจร ทั้งทหารประจำการ ทหารผ่านศึก และครอบครัว

กล่าวได้ว่า แปลงนาสาธิตแปลงเล็ก ๆ แห่งนี้ กลายเป็นพื้นที่ที่ “ภารกิจการพัฒนา คุณภาพชีวิต และการปลูกฝังคุณค่าจิตอาสา” เดินไปพร้อม ๆ กับภารกิจหลักด้านความมั่นคงของกองทัพ

เมื่อเด็ก ๆ ลงนา การปลูกเมล็ดพันธุ์ “คนรุ่นใหม่” ไปพร้อมกับเมล็ดข้าว

หนึ่งในภาพที่โดดเด่นของกิจกรรม คือการที่นักเรียนจากโรงเรียนอนุบาลกองทัพบกอุปถัมภ์ บริบูรณ์ธนวัฒน์ ได้มีโอกาสลงแปลงนา เรียนรู้ขั้นตอนการปลูกข้าว รู้จักอุปกรณ์การทำนา และฟังคำอธิบายเรื่อง “ศาสตร์พระราชา” ในภาษาที่เข้าใจง่าย

สำหรับเด็กในยุคดิจิทัลที่คุ้นเคยกับหน้าจอมากกว่าผืนนา การได้สัมผัสดินโคลนด้วยตนเอง ถือเป็นประสบการณ์สำคัญที่ช่วยเชื่อมโยง “อาหารในจาน” กับ “แรงงานของชาวนาและระบบนิเวศในท้องนา” อย่างจับต้องได้

เมื่อมองในระยะยาว การเปิดพื้นที่เช่นนี้ให้เด็กและเยาวชนได้เข้ามามีส่วนร่วม ย่อมช่วยปลูกฝังทัศนคติด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การเห็นคุณค่าของแรงงานเกษตร และการเข้าใจหลักเศรษฐกิจพอเพียงตั้งแต่วัยเยาว์ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดที่ว่าหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสามารถประยุกต์ใช้ได้ตั้งแต่ระดับครอบครัว ชุมชน ไปจนถึงระดับชาติ

ความหมายเชิงสังคม ข้าวหนึ่งรวง สะท้อนเครือข่าย “จิตอาสา – เกษตร – ชุมชน”

แม้กิจกรรม “ปลูกวันแม่ เกี่ยววันพ่อ” จะเป็นเพียงหนึ่งในหลายกิจกรรมของศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน มทบ.37 แต่ความหมายในเชิงสังคมของกิจกรรมนี้มีความน่าสนใจในหลายมิติ

  1. มิติด้านจิตอาสา
    การรวมตัวของกำลังพลจิตอาสา 904 หน่วยทหาร หน่วยฝึกนักศึกษาวิชาทหาร และเครือข่ายทหารผ่านศึก สะท้อนให้เห็นว่าจิตอาสาในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการบรรเทาทุกข์ในภาวะวิกฤต แต่ยังขยายสู่ “การสร้างภูมิคุ้มกันเชิงโครงสร้าง” ผ่านการพัฒนาคุณภาพชีวิตและความมั่นคงทางอาหารของชุมชน
  2. มิติด้านเศรษฐกิจฐานราก
    การส่งเสริมให้เกษตรกรและประชาชนทั่วไปเข้ามาเรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ ช่วยให้ครัวเรือนมีโอกาสปรับรูปแบบการเพาะปลูก ให้พึ่งพาตนเองได้มากขึ้น ลดความเสี่ยงจากราคาสินค้าเกษตรผันผวน และสร้างรายได้เสริมจากพืชผสมผสานตามแนวทางที่สำนักงาน กปร. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผลักดันมายาวนาน
  3. มิติด้านวัฒนธรรมและอัตลักษณ์
    ข้าวและผืนนาไม่ใช่เพียงทรัพยากรทางเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ชุมชนไทย โดยเฉพาะในภาคเหนืออย่างจังหวัดเชียงราย ที่มีทั้งชาวไทยพื้นราบและกลุ่มชาติพันธุ์หลากหลายอาศัยอยู่ วิถีเกษตรที่เชื่อมโยงกับ “ศาสตร์พระราชา” จึงเท่ากับการรักษาทั้งภูมิปัญญาและความทรงจำร่วมของชุมชน

 

จากผืนนาสู่อนาคต พื้นที่ต้นแบบที่ขยายผลได้จริง

จุดแข็งของกิจกรรมในครั้งนี้ ไม่ได้อยู่ที่จำนวนผู้เข้าร่วม แต่อยู่ที่การวาง “โจทย์ระยะยาว” ให้แปลงนาสาธิตของโครงการทหารพันธุ์ดีทำหน้าที่ต่อไปในฐานะ “ต้นแบบการเรียนรู้” ที่ขยายผลไปยังครอบครัวและชุมชนอื่น ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง

เมื่อเกษตรกรตัวจริงในพื้นที่ นักเรียน และประชาชนทั่วไป เห็นตัวอย่างของการจัดสรรพื้นที่ตามทฤษฎีใหม่ การวางระบบน้ำ การปลูกพืชระบบหมุนเวียน และการเชื่อมโยงกับตลาดอย่างพอเหมาะ พวกเขาสามารถนำแนวคิดไปปรับใช้ตามบริบทของตนเองได้ โดยไม่จำเป็นต้องลอกแบบทุกขั้นตอน

นอกจากนี้ การที่ มทบ.37 วางศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้ให้เปิดรับส่วนราชการ สถานศึกษา และภาคประชาชน ยังช่วยให้ “องค์ความรู้จากศาสตร์พระราชา” ไม่ถูกจำกัดอยู่เฉพาะในกรม กอง หรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ถูกส่งต่อในรูปแบบความร่วมมือข้ามองค์กรอย่างแท้จริง

เมื่อ “ผืนนาในค่ายทหาร” กลายเป็นเวทีสืบสานศาสตร์พระราชา

หากมองเพียงผิวเผิน กิจกรรม “ปลูกวันแม่ เกี่ยววันพ่อ” ของศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน มณฑลทหารบกที่ 37 อาจถูกมองว่าเป็นเพียงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ในช่วงวันสำคัญของชาติ

แต่เมื่อพิจารณาอย่างลึกซึ้ง จะเห็นว่า

  • ผืนนาสาธิตโครงการทหารพันธุ์ดี คือ “ห้องเรียนกลางแจ้ง” ที่แปลงแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ให้จับต้องได้จริง
  • การผนึกกำลังของทหาร จิตอาสา นักเรียน ทหารผ่านศึก และหน่วยงานด้านสังคมสงเคราะห์ คือ “รูปธรรมของความสามัคคี” ที่สะท้อนให้เห็นว่าการพัฒนาชุมชนไม่อาจเกิดขึ้นได้โดยลำพังฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
  • วงจรเวลา “ปลูกวันแม่ เกี่ยววันพ่อ” เป็นเครื่องเตือนใจให้สังคมเห็นคุณค่าของการวางแผนระยะยาว ความเพียร และการเรียนรู้จากธรรมชาติ ซึ่งล้วนเป็นแก่นสำคัญของศาสตร์พระราชา

ในโลกที่เผชิญทั้งความผันผวนทางเศรษฐกิจ ภัยพิบัติด้านสภาพภูมิอากาศ และความเหลื่อมล้ำทางโอกาส การมี “แปลงนาสาธิต” ที่ขับเคลื่อนบนหลักคิด “พอเพียง มั่นคง ยั่งยืน” ในทุกมณฑลทหารบก อาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของปัญหา แต่ย่อมเป็น “จุดตั้งต้นที่สำคัญ” ในการสร้างภูมิคุ้มกันให้ชุมชนไทยยืนหยัดได้ด้วยตนเอง

สำหรับจังหวัดเชียงราย กิจกรรมในวันนั้นจึงไม่ได้ทิ้งไว้เพียงรอยเท้าบนผืนนา หากยังทิ้ง “เมล็ดพันธุ์ความคิด” ไว้ในหัวใจของผู้เข้าร่วม ว่าการเคารพสถาบันหลักของชาติ การรักถิ่นฐานบ้านเกิด และการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ สามารถเดินไปด้วยกันได้อย่างกลมกลืน

และทุกครั้งที่ชาวบ้าน หรือเด็ก ๆ ได้กลับมาเห็นรวงข้าวที่เคยร่วมกันปลูกค่อย ๆ ตั้งท้องและสุกเหลืองพร้อมเก็บเกี่ยว พวกเขาย่อมตระหนักได้ว่า “วันที่เราลงนา” ไม่ได้เป็นเพียงภาพในอดีต แต่คือบทเรียนที่ต่อยอดไปสู่การตัดสินใจและการใช้ชีวิตในอนาคต

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

สีสันแห่งดอยตุง ครั้งที่ 12 ชวนผจญภัยกับ Monsters’ Journey กระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวเชียงรายยั่งยืน

สีสันแห่งดอยตุง ครั้งที่ 12 เปิดฤดูหนาวเชียงราย “The Monsters’ Journey – Blooming Inspiration” ผสานวัฒนธรรม 6 ชนเผ่า เศรษฐกิจชุมชน และการท่องเที่ยวยั่งยืน

เชียงราย, 3 ธันวาคม 2568 – สายหมอกยามเช้าและลมหนาวปลายปีที่โอบล้อมยอดดอยตุง กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เมื่อมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับพันธมิตรภาครัฐและเอกชน เปิดม่านเทศกาล “สีสันแห่งดอยตุง ครั้งที่ 12” อย่างเป็นทางการ ภายใต้แนวคิด The Monsters’ Journey “Blooming Inspiration” ชวนผู้คนออกเดินทางผจญภัยไปกับ “ผู้พิทักษ์ป่าดอยตุง” ท่ามกลางสวนดอกไม้ลายชนเผ่า ศิลปวัฒนธรรมบนดอยสูง และกิจกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงกับชีวิตชุมชนอย่างลึกซึ้ง

เทศกาลจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2 ธันวาคม 2568 – 25 มกราคม 2569 ทุกวันเสาร์–อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 08.00–18.00 น. ณ โครงการพัฒนาดอยตุงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย โดยเปิดให้เข้าร่วมงานได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ยกเว้นการเข้าชมพระตำหนักดอยตุง สวนแม่ฟ้าหลวง และสวนรุกขชาติแม่ฟ้าหลวง (ดอยช้างมูบ) ซึ่งมีการจัดเก็บค่าบำรุงสถานที่ตามปกติ

ดอยตุง จากพื้นที่ปลูกฝิ่น สู่ต้นแบบการพัฒนา “คนอยู่กับป่า”

ตลอดกว่า 37 ปีของการดำเนินงาน โครงการพัฒนาดอยตุงฯ เปลี่ยนพื้นที่ภูเขาสูงซึ่งเคยเป็นแหล่งปลูกฝิ่นและไร่เลื่อนลอย ให้กลายเป็นผืนป่าต้นน้ำอันอุดมสมบูรณ์ และเป็นพื้นที่ตัวอย่างของการพัฒนาคนไปพร้อมกับการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ

นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย อธิบายถึงความหมายทางวัฒนธรรมว่า ดอยตุงไม่ใช่เพียงแหล่งท่องเที่ยว หากแต่เป็น “เวทีมีชีวิต” ของชาติพันธุ์หลากหลาย ทั้งอาข่า ลาหู่ ไทใหญ่ ไทลื้อ ไทลัวะ และจีนยูนนาน ที่ยังคงสืบสานประเพณีและพิธีกรรมดั้งเดิม โดยเฉพาะประเพณีกินข้าวใหม่และประเพณีขอบคุณธรรมชาติหลังการเก็บเกี่ยว ซึ่งสะท้อนความผูกพันระหว่างคน ชุมชน และผืนป่า

“สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงรายทำงานร่วมกับเครือข่ายชาติพันธุ์บนดอยตุง เพื่อรวบรวม ถ่ายทอด และต่อยอดประเพณีเหล่านี้ ไม่ให้เป็นเพียงการจัดแสดงให้ดู แต่ให้คนในชุมชนเป็นผู้เล่าเรื่องของตนเอง” นายพิสันต์กล่าว พร้อมย้ำว่าข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความเชื่อและภูมิปัญญาของแต่ละเผ่า ยังสามารถเรียนรู้จากคนในพื้นที่โดยตรง เพื่อให้การท่องเที่ยวไม่ตัดขาดจากรากวัฒนธรรม

“พี่โต–หมานหมาน” ผู้พิทักษ์ป่าดอยตุง เมื่อมาสคอตกลายเป็นครูของคนรุ่นใหม่

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของเทศกาลปีนี้ คือการสร้างสรรค์คาแรกเตอร์ “พี่โต” และ “เหล่าหมานหมาน” สี่ผู้พิทักษ์จากเชียงแสน ผ่านความร่วมมือของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ และมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เพื่อทำให้เรื่องราวภูเขา ป่าไม้ และชุมชนชาติพันธุ์ ถูกเล่าในภาษาที่คนรุ่นใหม่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น

พี่โต ได้แรงบันดาลใจจาก “รำนกรำโต” การแสดงของชาวไทใหญ่ กลายเป็นตัวแทนแห่งความหลากหลายทางชีวภาพบนดอยตุง เปรียบเสมือนเจ้าป่าที่ใจดี คอยดูแลสรรพชีวิตบนภูเขาสูง ขณะที่ “หมานหมาน” ทั้งสี่ตัวทำหน้าที่แบ่งปันบทเรียนด้านสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมในรูปแบบน่ารักร่วมสมัย ได้แก่

  • นาคา ผู้พิทักษ์ผืนดิน ผืนน้ำ และอากาศ สัญลักษณ์ของความสมดุลระหว่างธรรมชาติและวัฒนธรรม
  • มาลี ผู้แทนแห่งความหลากหลายและสันติภาพ มองโลกด้วยสายตาแห่งความเท่าเทียม
  • อัคคี พลังแห่งไฟจากครัวเชียงแสน ตัวแทนภูมิปัญญาเรื่องอาหารและวิถีชีวิตชุมชน
  • สะหลีเมือง ผู้พิทักษ์หัวใจเมืองเชียงแสน คอยต้อนรับผู้มาเยือนด้วยไมตรีและพรแห่งความสุข

คาแรกเตอร์เหล่านี้ไม่ได้อยู่เพียงบนป้ายหรือของที่ระลึก แต่กระจายตัวอยู่ทั่วสวนแม่ฟ้าหลวง ผ่านงานจัดสวนดอกไม้ลายผ้าปักชนเผ่า จุดถ่ายภาพ และภารกิจตามหา “ผู้พิทักษ์ป่า” ในกิจกรรม The Monsters’ Journey Quest ที่เปิดโอกาสให้ผู้มาเยือนเรียนรู้เรื่องดอยตุงไปพร้อมกับสนุกกับการท่องเที่ยว

นายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย

นายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า

  “ผมขอเน้นย้ำว่า การท่องเที่ยวและบริการเป็นกลไกทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของจังหวัดเชียงรายอย่างแท้จริงครับ เรามีผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) อยู่ที่ประมาณ 116,580 ล้านบาท และในจำนวนนี้ 65,000 ล้านบาท หรือ 65% มาจากรายได้ภาคการท่องเที่ยวและบริการ นี่จึงเป็นเหตุผลที่เราต้องวางยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวให้เป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจ

เราได้กำหนดนโยบาย เที่ยวทั้งปี” หรือ “เที่ยว 12 เดือน” ขึ้นมา เพื่อให้การท่องเที่ยวของเชียงรายไม่จำกัดอยู่แค่ช่วงฤดูท่องเที่ยวเท่านั้น โดยเราได้ขับเคลื่อนกิจกรรมที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต ศิลปะ และวัฒนธรรมท้องถิ่น ครอบคลุมทั้ง 18 อำเภอ และ 124 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กิจกรรมเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกาย การแสดง ความเป็นอยู่ หรือแม้แต่อาหารท้องถิ่น และในทุกพื้นที่ เรายืนยันว่าได้ดำเนินการดูแลแหล่งท่องเที่ยวให้มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย พร้อมประสานงานกับตำรวจภูธรจังหวัดเพื่อดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยวอย่างเข้มงวด

นอกจากนี้ เราตระหนักดีถึงความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะปัญหา ฝุ่นละออง PM 2.5 ดังนั้น จังหวัดจึงให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการท่องเที่ยวแบบ Responsible/Sustainable Tourism เรามุ่งเน้นการจัดการและลดปัจจัยที่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ และให้ความสำคัญกับการจัดการ ขยะมูลฝอย ในทุกแหล่งท่องเที่ยว เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและดูแลสุขอนามัยของพื้นที่

สำหรับกิจกรรมในช่วง High Season นี้ เรามี เทศกาล “สีสันแห่งดอยตุง” เป็นแม่เหล็กสำคัญ ซึ่งเรามั่นใจว่าเทศกาลนี้ได้ช่วยสร้างรายได้เพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมให้กับ พี่น้องชาติพันธุ์ที่อยู่ดอยตุง นอกจากจะดึงดูดนักท่องเที่ยวไปยังสวนแม่ฟ้าหลวงและพระตำหนักดอยตุงแล้ว ยังมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมเพิ่มเติมเพื่อสร้าง ‘โปรโมชั่นความสุขทางใจ’ ด้วย ที่สำคัญคือ เมื่อนักท่องเที่ยวเดินทางมาถึงเชียงราย พวกเขา ไม่ได้มาเที่ยวที่เดียว’ แต่จะกระจายตัวไปเที่ยวแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอื่น ๆ ทั่วทั้ง 18 อำเภอ ทำให้เกิด การสร้างรายได้เป็นเครือข่ายชุมชน ที่กว้างขวาง ทั้งธุรกิจที่พัก โฮมสเตย์ และโรงแรมต่างก็ได้รับอานิสงส์ไปด้วย

ท้ายที่สุดนี้ ผมอยากจะเชิญชวนพี่น้องชาวไทยและชาวต่างประเทศให้มาสัมผัส สิ่งมหัศจรรย์ ของเชียงรายในช่วง High Season นี้ครับ ไม่ว่าจะเป็นเทือกเขา ภูผาที่สวยสง่าอุดมสมบูรณ์ หรือลำธารแม่น้ำ ตลอดจนอารยธรรมศิลปะ เพราะเราคือเมืองแห่งความหลากหลายทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรม ผมรับรองว่าท่านมาเชียงรายแล้วจะประทับใจและมีความสุขกลับไปอย่างแน่นอนครับ”

เทศกาลที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเชียงราย เมื่อการท่องเที่ยวคือ 65% ของจีพีพี

ในมิติเศรษฐกิจ นายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ระบุว่า การท่องเที่ยวถือเป็นกลไกสำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจังหวัด โดยมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) อยู่ที่ประมาณ 116,580 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นรายได้จากการท่องเที่ยวและบริการราว 65,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 65% ของเศรษฐกิจทั้งหมด

“เมื่อเราพูดถึงการสร้างรายได้ให้คนเชียงราย เราต้องมองการท่องเที่ยวเป็นฐานหลัก เทศกาลสีสันแห่งดอยตุงไม่เพียงดึงคนขึ้นมาเที่ยวบนดอยเท่านั้น แต่ยังช่วยกระจายรายได้ไปสู่เครือข่ายชุมชน บ้านพัก โฮมสเตย์ ร้านอาหาร และผู้ประกอบการในทั้ง 18 อำเภอ 124 อปท. อย่างต่อเนื่อง” รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายกล่าว

เขาย้ำด้วยว่า จังหวัดให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีการดูแลปัญหา PM2.5 และการจัดการขยะในทุกแหล่งท่องเที่ยว ควบคู่ไปกับการรักษาความปลอดภัยและความเป็นระเบียบเรียบร้อย เพื่อให้ภาพลักษณ์เชียงรายในฐานะ “เมืองศิลปะ วัฒนธรรม และธรรมชาติ” เดินหน้าควบคู่ไปกับคุณภาพชีวิตของคนท้องถิ่น

ธุรกิจเพื่อสังคมบนดอยสูง รายได้หมุนเวียนกลับสู่ชุมชน

ด้านนายประเสริฐ ตรงเจริญเกียรติ ประธานสายปฏิบัติการธุรกิจเพื่อสังคม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ อธิบายว่า เทศกาลสีสันแห่งดอยตุงเป็นส่วนสำคัญของภารกิจ “ธุรกิจเพื่อสังคม” ที่มุ่งสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างความมั่นคงให้คนในพื้นที่

ภายในงาน ร้านค้าชุมชนกว่า 35 ร้าน ที่กาดชนเผ่าและกาดดอยตุง นำเสนออาหารท้องถิ่นและฟิวชัน เช่น พิซซ่าหน้าหมูดำดอยตุง เมนูจากหมูดำที่เกิดจากโครงการส่งเสริมอาชีพเกษตรกรบนดอย, ร้าน “ใฝ่ดีคาเฟ่” ที่เปิดพื้นที่ให้เยาวชนฝึกฝนทักษะบาริสต้า และร้านผักผลไม้ท้องถิ่นที่จำหน่ายบัวหิมะ สับปะรดภูแล งาขี้ม้อน รากชู ฯลฯ ในราคายุติธรรม

ขณะที่ “ร้านดอยตุงไลฟ์สไตล์” และ “บ้านหัตถกรรมชนเผ่า” เป็นพื้นที่ให้กลุ่มช่างฝีมือ 6 ชนเผ่าจำหน่ายผ้าทอมือ งานปัก เครื่องประดับ และงานคราฟต์ร่วมสมัย ด้วยแนวคิดต่อยอดภูมิปัญญาดั้งเดิมสู่ผลิตภัณฑ์ที่คนเมืองใช้ได้จริง เช่น กระเป๋าผ้าจากเส้นใยพลาสติกรีไซเคิล (Upcycling) และผ้าทอที่ผสมผสานลายดั้งเดิมกับการออกแบบยุคใหม่

“ทุกชิ้นงานที่ขายในเทศกาลนี้มีคนทำอยู่เบื้องหลัง และคนส่วนใหญ่มาจากชุมชนบนดอยตุง รายได้ที่เกิดขึ้นไม่เพียงทำให้ครอบครัวมีความมั่นคงมากขึ้น แต่ยังส่งลูกหลานไปเรียนต่อ มีโอกาสกลับมาพัฒนาบ้านเกิดต่อไปในอนาคต นี่คือหัวใจของธุรกิจเพื่อสังคมที่มูลนิธิฯ ยึดถือ” นายประเสริฐกล่าว

Carbon Neutral Event เทศกาลที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็น “ศูนย์”

จุดเด่นอีกประการของเทศกาลสีสันแห่งดอยตุง คือการเป็น “Carbon Neutral Event” หรืองานที่ชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ โดยใช้บรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้จากวัสดุธรรมชาติ ลดและเลิกใช้ถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว รวมถึงมีระบบจัดการขยะอย่างเป็นระบบ ร่วมมือกับกลุ่ม “Eco Crew” ที่ให้บริการภาชนะยืม–คืนภายในงาน เพื่อลดปริมาณขยะจากแพ็กเกจจิงอาหารและเครื่องดื่ม

ด้านการสื่อสารเรื่องสิ่งแวดล้อม ภายในงานมีนิทรรศการ “Nature Snap” แสดงภาพถ่ายธรรมชาติจากชาวดอยตุงกว่า 30 ภาพ และบูธสิ่งแวดล้อมที่มีเครือข่ายเยาวชน Young Guardian เป็นผู้บรรยายข้อมูล เพื่อให้ผู้เข้าชมได้เห็นภาพการเปลี่ยนแปลงของดอยตุงจากพื้นที่เสื่อมโทรมสู่ผืนป่าต้นน้ำ และตระหนักว่าการท่องเที่ยวในวันนี้สัมพันธ์กับอนาคตของทรัพยากรธรรมชาติอย่างไร

นายประเสริฐ ตรงเจริญเกียรติ ประธานสายปฏิบัติการธุรกิจเพื่อสังคม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ

นายประเสริฐ ตรงเจริญเกียรติ ประธานสายปฏิบัติการธุรกิจเพื่อสังคม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า

“มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้นำหลักการของ ธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) มาใช้ในการขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ดอยตุงมาโดยตลอดครับ ซึ่งเรามุ่งเน้นการสร้างความยั่งยืนในสามมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และสำหรับ เทศกาลสีสันแห่งดอยตุง ครั้งที่ 12 ที่กำลังจะจัดขึ้นนี้ ไม่ได้เป็นเพียงงานฉลองปลายปี แต่เป็นกลไกหลักในการสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนและการสร้างงานสร้างอาชีพที่สำคัญให้กับคนในท้องถิ่นอย่างแท้จริง

เราสนับสนุนการสร้างรายได้ผ่านสองช่องทางหลักครับ คือการส่งเสริม ร้านค้าของชุมชน ซึ่งสินค้าของพวกเขาพัฒนามาจากภารกิจด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของมูลนิธิฯ และอีกส่วนหนึ่งคือการจ้างงานคนในชุมชนให้มาผลิตสินค้าภายใต้ แบรนด์ดอยตุง (Doi Tung Lifestyle) แล้วนำมาจำหน่ายในร้านของเราเอง สิ่งเหล่านี้ส่งผลโดยตรงให้คนในชุมชนมีรายได้ มีความมั่นคงในอาชีพและครอบครัว สามารถส่งบุตรหลานเรียนต่อ มีความรู้เพิ่มขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของเราที่ต้องการพัฒนาและสร้างความยั่งยืนให้กับทั้งคนและชุมชน

ในด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นภารกิจหลักที่เราทำมานานกว่า 30 ปี จนดอยตุงเกิดความยั่งยืน มีป่าต้นน้ำ มีพืชเศรษฐกิจสำคัญอย่างกาแฟและแมคคาเดเมีย เราได้นำ องค์ความรู้ด้านศิลปะและการออกแบบ เข้ามาช่วยสื่อสารภารกิจนี้ โดยร่วมมือกับมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงในการสร้างสรรค์ตัวละครอย่าง พี่โต” และ “น้องหม่านหม่าน” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของ ผู้พิทักษ์ป่า” รุ่นใหม่ ตัวละครเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นกิมมิกในงาน เพื่อสื่อสารกับนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ให้เห็นถึงความสำคัญของการดูแลป่าและสิ่งแวดล้อม การใช้ศิลปะและการออกแบบนี้ช่วยให้นักท่องเที่ยวได้รับทั้งความสุข ความสนุกสนาน ควบคู่ไปกับการได้รับความรู้และเกิดจินตนาการด้านการดูแลสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ เรายังมีการเตรียมความพร้อมสำหรับคนรุ่นใหม่เพื่อเป็นผู้สืบสานงานในอนาคต โดยมีแผนงานที่ชัดเจนและเป็นระบบ เริ่มตั้งแต่การ ส่งเสริมการศึกษาพื้นฐาน ให้กับชุมชน การจัดค่ายเด็กใฝ่ดีที่หน่วยงาน KLC (Knowledge Center) เพื่อให้นักเรียนเข้ามาศึกษาและค้นพบความถนัดของตนเอง รวมถึงการมอบ ทุนการศึกษา ให้กับเด็กที่เติบโตในพื้นที่ได้เรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย และเมื่อพวกเขาสำเร็จการศึกษา หากมีความตั้งใจ เราก็เปิดโอกาสให้กลับมาทำงานร่วมกันที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงหรือโครงการพัฒนาโดยตุงได้เลยครับ

เทศกาลสีสันแห่งดอยตุง ครั้งที่ 12 นี้ จะจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2568 ถึง 25 มกราคม 2569 เรามุ่งหวังให้นักท่องเที่ยวทุกวัยได้ขึ้นมาสัมผัสความสุข สนุกสนาน และได้รับความรู้ องค์ความรู้ที่จะสามารถนำกลับไปเป็นประโยชน์ต่อตนเองและครอบครัวได้ครับ”

นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย

นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า

“ในฐานะสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย เราได้เข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนและสานสัมพันธ์วัฒนธรรมชาติพันธุ์บนดอยตุงร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ครับ สิ่งที่เราเห็นว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งคือการเชิดชูวัฒนธรรมรากฐาน ซึ่งในปีนี้เราได้นำประเพณีเก่าแก่อย่าง กินข้าวใหม่” เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลสีสันแห่งดอยตุง

ประเพณีนี้เป็นประเพณีการเก็บเกี่ยวผลผลิตของพี่น้องชาติพันธุ์ต่าง ๆ ที่อาศัยอยู่บนดอยตุง ไม่ว่าจะเป็นชาว อาข่า, ลาหู่, หรือไทใหญ่ ซึ่งมีความหมายเชิงวัฒนธรรมที่ลึกซึ้งมากครับ คือการแสดงความกตัญญูต่อ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ บรรพบุรุษ และธรรมชาติ ที่ได้มอบความอุดมสมบูรณ์และทำให้ผลผลิตเก็บเกี่ยวได้อย่างบริบูรณ์ สำนักงานวัฒนธรรมของเราเองก็จะเข้ามาประสานงานกับเครือข่ายชาติพันธุ์เหล่านี้ เพื่อเก็บรวบรวมและรักษาประเพณีดั้งเดิมอันทรงคุณค่าเหล่านี้ไว้ให้คงอยู่

นอกจากประเพณีดั้งเดิมแล้ว สิ่งที่น่าสนใจมากคือการผนวกภูมิปัญญาชาติพันธุ์เข้ากับศิลปะสมัยใหม่ โดยได้มีการออกแบบ สวนดอกไม้ ในเทศกาล โดยใช้แรงบันดาลใจจาก ลวดลายผ้าปัก ของชาติพันธุ์ในพื้นที่ นี่คือการสื่อสารข้ามมิติที่สวยงามครับ เป็นการผสานระหว่างธรรมชาติของสวนดอกไม้ เข้ากับภูมิปัญญาของชาติพันธุ์ที่ถ่ายทอดผ่านลวดลายผ้าปัก

ผลลัพธ์ที่ได้ไม่ใช่เพียงแค่ความสวยงามรื่นรมย์เท่านั้น แต่ยังส่งผลในเชิงของ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) เป็นการยกระดับคุณค่าทางวัฒนธรรมให้กลายเป็นสินค้าทางการท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ผู้เข้าชมงานไม่เพียงแต่ได้รับแรงบันดาลใจจากความสวยงาม แต่ยังสามารถเรียนรู้เชิงลึกเกี่ยวกับความแตกต่างทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของแต่ละชาติพันธุ์ได้ด้วย โดยสามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม หรือสอบถามจาก พี่น้องชาติพันธุ์ ที่อยู่ภายในงานโดยตรง ซึ่งพวกเขาพร้อมที่จะถ่ายทอดภูมิปัญญาของตนเองได้อย่างละเอียดลึกซึ้ง

ผมจึงขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวทุกท่าน ให้มาเที่ยวชมสวนอันงดงามในช่วงฤดูหนาวนี้ครับ มา สัมผัสบรรยากาศหนาว ๆ, ชมดอกไม้สวย ๆ, และสัมผัสสีสันแห่งชาติพันธุ์ บนดอยตุง ซึ่งเป็นการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างการอนุรักษ์วัฒนธรรมเก่าแก่เข้ากับรูปแบบการนำเสนอสมัยใหม่ที่ดึงดูดใจครับ”

The Monsters’ Journey Quest เมื่อภารกิจล่ารางวัลเชื่อมโลกออฟไลน์–ออนไลน์

สำหรับผู้ที่ต้องการผจญภัยไปกับผู้พิทักษ์ดอยตุงแบบเต็มรูปแบบ เทศกาลปีนี้มีภารกิจ “The Monsters’ Journey Quest” ให้ร่วมสนุก เริ่มจากการซื้อบัตร Happy Journey Ticket หรือบัตรชมสวนและพระตำหนัก จากนั้นผู้ร่วมกิจกรรมจะถ่ายรูปเช็กอินที่จุด “ปล่อยพลังมอนส์เตอร์” และจุดตัวละครทั้ง 5 ได้แก่ นาคา มาลี อัคคี สะหลีเมือง และพี่โต ท่ามกลางสวนดอกไม้ลายชนเผ่า

เมื่อเก็บครบ 6 จุด ผู้ร่วมกิจกรรมต้องโพสต์ภาพลง Facebook หรือ Instagram ตั้งค่าเป็นสาธารณะ พร้อมแฮชแท็ก #สีสันแห่งดอยตุงครั้งที่12 และ #TheMonstersJourney เพื่อชิงรางวัลตั๋วเครื่องบินไป–กลับ กรุงเทพฯ–เชียงราย พร้อมที่พัก Doi Tung Lodge รวมถึงของที่ระลึกพิเศษอีกหลายรายการ

กิจกรรมนี้ไม่เพียงสร้างประสบการณ์สนุกบนดอยตุง แต่ยังเปลี่ยนผู้เข้าร่วมให้กลายเป็น “สื่อกลาง” ในการประชาสัมพันธ์งานและเชียงรายสู่โลกออนไลน์ ช่วยขยายฐานนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศไปพร้อมกัน

มุมชิล มุมอร่อย มุมสนุก สีสันที่มากกว่าดอกไม้

เทศกาลสีสันแห่งดอยตุงขึ้นชื่อเรื่องสวนดอกไม้เมืองหนาวที่จัดเต็มทุกปี โดยเฉพาะโซน “สวนดอกไม้ลายผ้าปักชนเผ่า” บริเวณลานประติมากรรมความต่อเนื่อง ที่นำแรงบันดาลใจจากลายผ้าปักดั้งเดิม มาถ่ายทอดบนทุ่งดอกไม้นานาพันธุ์ ให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสภูมิปัญญาชาติพันธุ์ผ่านงานจัดสวนร่วมสมัย

นักท่องเที่ยวยังสามารถแวะจิบกาแฟดริปร้อน ๆ ณ คาเฟ่ดอยตุง Slowbar บนระเบียงไม้กลางสวนแม่ฟ้าหลวง ชิมเมนูพิเศษประจำฤดูกาล เช่น Choco Strawberry Slushy และไอศกรีม Soft Serve รสวานิลลาดอยตุงและชาเขียว รวมทั้งเมนูอาหารจาก “ครัวตำหนัก” ที่ใช้วัตถุดิบจากโครงการ เช่น ลาซานญ่าไส้อั่ว ชุด “ม่วนอ๋ก ม่วนใจ๋” และสเต๊กอกไก่ซอสสะเบี๊ยะ

สำหรับสายครอบครัว มีโซน Craft Workshop ภายใต้ “ซุ้มเพลิดเพลิน” ที่เปิดโอกาสให้เด็กและผู้ใหญ่ได้ลงมือทำงานคราฟต์จากวัสดุธรรมชาติและวัสดุเหลือใช้ โดยทีมงานมูลนิธิฯ คอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด ขณะที่โซน “ชนเผ่าสตูดิโอ” เปิดบริการถ่ายภาพในชุดประจำเผ่าทั้ง 6 ให้เก็บเป็นความทรงจำพิเศษ

รายชื่อเรียงลำดับจากซ้ายไปขวา 1. คุณศุภวงศ์ เกื้อสังข์ ผู้จัดการ สำนักส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ ภาคเหนือ หรือ TCEB 2. คุณยุรีพรรณ แสนใจยา ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงราย 3. คุณประเสริฐ ตรงเจริญเกียรติ ประธานสายปฏิบัติการ ธุรกิจเพื่อสังคม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ 4. คุณรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย 5. คุณนคร พงษ์น้อย ผู้อำนวยการอุทยานศิลปวัฒนธรรมไร่แม่ฟ้าหลวง 6. พันเอกประณต ศิริพันธ์ เสนาธิการ ผู้บัญชาการมลฑลทหารบกที่ 37 7. คุณปวิณ ชํานิประศาสน์ ที่ปรึกษาคณะกรรมการการพัฒนาชุมชน บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)

เชื่อมโยง 18 อำเภอ ดอยตุงในฐานะ “ประตูสู่เชียงรายทั้งจังหวัด”

รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายมองว่า ดอยตุงถือเป็น “สัญลักษณ์” ของจังหวัดที่นักท่องเที่ยวรู้จักมากที่สุด เมื่อใครมาถึงเชียงรายแล้วมักไม่พลาดแวะที่พระตำหนักดอยตุงและสวนแม่ฟ้าหลวง ซึ่งการจัดเทศกาลสีสันแห่งดอยตุงในช่วงไฮซีซัน เดือนธันวาคม–มกราคม ยิ่งทำให้พื้นที่บนดอยตุงกลายเป็น “จุดตั้งต้นการเดินทาง” ไปยังแหล่งท่องเที่ยวอื่นทั่วจังหวัด

นักท่องเที่ยวจำนวนมากเลือกพักค้างคืนในเชียงราย และต่อเส้นทางไปยังดอยแม่สลอง วัดร่องขุ่น วัดร่องเสือเต้น สามเหลี่ยมทองคำ หรือเส้นทางท่องเที่ยวชุมชนในอำเภออื่น ส่งผลให้ธุรกิจที่พัก ร้านอาหาร และผู้ให้บริการท่องเที่ยวในพื้นที่ได้รับอานิสงส์ร่วมกัน

การจัดงานในลักษณะนี้จึงไม่ได้สร้างความคึกคักเฉพาะบนดอยตุง หากแต่เป็นกลไก “กระจายรายได้” ระหว่างเมืองกับภูเขา เมืองใหญ่กับชุมชนชาติพันธุ์ และคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ในระบบเศรษฐกิจการท่องเที่ยวเดียวกัน

ข้อมูลการเข้าชมและแพ็กเกจบัตร

เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว เทศกาลสีสันแห่งดอยตุงครั้งที่ 12 มีแพ็กเกจ “Happy Journey Package” มูลค่า 734 บาท จำหน่ายในราคาเพียง 399 บาท ซึ่งรวมบัตรเข้าชมสถานที่ ของที่ระลึก และกิจกรรมต่าง ๆ ในโครงการ ขณะที่ค่าบำรุงสถานที่หากเข้าชมแยกจุดคิดจุดละ 90 บาท

มีส่วนลด 50% สำหรับผู้สูงอายุ นักเรียน นักศึกษา (ระดับปริญญาตรี) คนพิการ และนักบวชทุกศาสนา เด็กที่มีความสูงไม่เกิน 120 เซนติเมตร เข้าชมฟรี นอกจากนี้ยังมีบริการรถกอล์ฟ รถรับ–ส่งภายในพื้นที่ จุดปฐมพยาบาล และบริการรถเข็นสำหรับผู้สูงอายุหรือผู้พิการ เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงประสบการณ์บนดอยตุงได้อย่างเท่าเทียม

เทศกาลที่สะท้อน “ความยั่งยืนที่จับต้องได้”

เมื่อมองภาพรวม เทศกาลสีสันแห่งดอยตุง ครั้งที่ 12 ไม่ได้เป็นเพียงงานชมดอกไม้ฤดูหนาว หากแต่เป็นพื้นที่แสดงให้เห็นว่า “การพัฒนาเพื่อความยั่งยืน” สามารถแปลงเป็นกิจกรรมจริงที่จับต้องได้ ตั้งแต่การใช้คาแรกเตอร์การ์ตูนสื่อเรื่องสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการออกแบบระบบจัดการขยะ การลดการใช้พลาสติก การสร้างรายได้ให้ชุมชนผ่านธุรกิจเพื่อสังคม และการขยายผลทางเศรษฐกิจสู่ทั้งจังหวัดเชียงราย

ในขณะเดียวกัน เทศกาลยังทำหน้าที่เป็นเวทีให้เสียงของชุมชนชาติพันธุ์ ธุรกิจท้องถิ่น ภาครัฐ และภาคเอกชนได้มาบรรจบกันบนภูเขาเดียวกัน ภายใต้เป้าหมายร่วมคือ “การอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลระหว่างคนกับป่า”

ฤดูหนาวปีนี้ สำหรับผู้ที่มองหาทั้งความสวยงามของธรรมชาติ เรื่องเล่าทางวัฒนธรรม และตัวอย่างจริงของการท่องเที่ยวยั่งยืน เทศกาล “สีสันแห่งดอยตุง ครั้งที่ 12 – The Monsters’ Journey Blooming Inspiration” อาจเป็นจุดหมายปลายทางที่ให้อะไรมากกว่ารูปถ่ายสวย ๆ แต่คือแรงบันดาลใจใหม่ให้กับวิถีชีวิตของเราในเมืองใหญ่เช่นกัน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มันรัตน์ ก.บัวเกษร
  • ภาพโดย : กีรติ ชุติชัย / อังคณา ลาภา 
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI HEALTH

ชวนเปลี่ยนวิธีคิด! หยุดรอป่วยแล้วรักษา ทำไมงบสุขภาพ 2.3 แสนล้านยังไม่พอ

รพ.กรุงเทพเชียงราย เผยกลยุทธ์ BDMS สู่ Strong Life Smart Health เพื่อชีวิตยืนยาว

เชียงราย, 2 ธันวาคม 2568 – ภายในห้องประชุมยูโทเปีย 1 ชั้น 3 โรงแรมเลอ เมอริเดียน เชียงราย รีสอร์ท ช่วงเช้าวันอังคาร บรรยากาศเต็มไปด้วยบุคลากรทางการแพทย์ ผู้นำองค์กร และประชาชนทั่วไปที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ ระยะเวลาระหว่าง 08.00–12.00 น. ถูกใช้ไปกับการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางการแพทย์ ในงานประชุมวิชาการ
สุดยอดสัมมนาสัญจร BDMS ครั้งที่ 6 Strong Life Smart Health – สุขภาพแข็งแรงด้วยการดูแลอย่างเข้าใจ”

งานสัมมนาครั้งนี้จัดโดย โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย ร่วมกับ โรงพยาบาลมะเร็งกรุงเทพ วัฒโนสถ และ โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล ภายใต้เครือข่าย บีดีเอ็มเอส (BDMS) โดยมีเป้าหมายสำคัญในการ “ย้ำและขยาย” แนวคิดด้านการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันต่อคนเชียงรายและภาคธุรกิจในพื้นที่

เปลี่ยนจาก “รอป่วยแล้วรักษา” สู่ “ไม่ป่วยให้นานที่สุด”

นายแพทย์ธนรัชต์ สมุทรเพชร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย กล่าวถึง “ภาพใหญ่” ของระบบสุขภาพไทยในปัจจุบัน พร้อมชี้ให้เห็นว่า สุขภาพไม่ใช่เพียงประเด็นส่วนบุคคล แต่เกี่ยวพันโดยตรงกับทั้งเศรษฐกิจและสังคม

เขาระบุว่า ประเทศไทยใช้งบประมาณด้านการรักษาพยาบาล ราว 230,000 ล้านบาทต่อปี และ “ตัวเลขนี้ยังไม่เพียงพอ” เมื่อเทียบกับความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปี ขณะเดียวกันงบประมาณด้าน “การส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค” กลับมีสัดส่วนเพียงประมาณ 10% ของงบค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดเท่านั้น

“เราลงทุนไปมากกับการรักษา เมื่อคนเจ็บป่วยแล้ว แต่กลับใช้งบด้านการส่งเสริมสุขภาพเพียงส่วนเล็ก ๆ ถ้าปล่อยให้แนวโน้มงบประมาณด้านรักษาพุ่งขึ้นแบบนี้ต่อไป ในอนาคตระบบกองทุนสุขภาพของประเทศไทยอาจเผชิญความเสี่ยงได้” – นพ.ธนรัชต์กล่าว

มิติทางสังคมก็เป็นอีกด้านที่สะท้อนความท้าทายอย่างชัดเจน แม้เทคโนโลยีทางการแพทย์จะช่วยให้คนไทยมีอายุยืนขึ้น แต่อายุที่ “มีสุขภาพแข็งแรงจริง” กลับไม่ได้เพิ่มตามไปด้วยทั้งหมด

นายแพทย์ธนรัชต์ สมุทรเพชร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย ย้ำว่า “วันนี้คนไทยมีอายุเฉลี่ยประมาณ 74 ปี แต่ ‘อายุสุขภาพดี’ หรือ Health Span เฉลี่ยเพียง 64 ปี นั่นหมายความว่า อีกประมาณ 10 ปีสุดท้ายของชีวิต คนจำนวนมากต้องอยู่กับความทุกข์ทรมานจากโรคภัยเรื้อรัง เราอยากเห็นสังคมที่คนมีทั้งอายุยืน และมีคุณภาพชีวิตที่ดีไปพร้อมกัน” 

กลยุทธ์ BDMS เทคโนโลยีระดับโมเลกุล–ยีน เพื่อรู้ความเสี่ยงก่อนป่วย

ในฐานะโรงพยาบาลเอกชนภายใต้เครือ BDMS นพ.ธนรัชต์ อธิบายว่า หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญคือการนำเทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่จากทั่วโลกมาปรับใช้กับคนไทย ไม่ใช่เพียงเพื่อรักษาเมื่อป่วย แต่เพื่อ ตรวจเจอความเสี่ยงตั้งแต่ก่อนเกิดโรค”

เทคโนโลยีดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่การตรวจวิเคราะห์ในระดับโมเลกุลและระดับยีน (Gene Level) การค้นหาความเสี่ยงเชิงลึกของโรคต่าง ๆ ไปจนถึงการออกแบบโปรแกรมตรวจสุขภาพและการดูแลที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

“เมื่อเรารู้ได้ตั้งแต่ต้นว่า แต่ละคนมีปัจจัยเสี่ยงด้านใด เราก็สามารถวางแผนป้องกันได้อย่างเหมาะสม ทั้งในเชิงการปรับพฤติกรรม การตรวจติดตาม และหากจำเป็น ก็ใช้เทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัยที่สุดเมื่อเกิดการเจ็บป่วย เพื่อให้คนไข้ได้คุณภาพชีวิตกลับคืนมาเร็วที่สุด”

นายแพทย์ธนรัชต์ สมุทรเพชร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย ได้เปรียบเปรยร่างกายมนุษย์ว่าเป็น “ทรัพย์สินที่มีค่าที่สุด” พร้อมฝากข้อคิดที่เข้าใจง่ายแต่ทรงพลัง

“ลองนึกว่าร่างกายของเราเป็น ซูเปอร์คาร์คันเดียวในชีวิต ถ้าเราอยากให้ซูเปอร์คาร์คันนี้วิ่งได้ไกล ไปได้นาน และยังดูดีเสมอ เราก็ต้องดูแล บำรุง และตรวจเช็กตั้งแต่ก่อนจะมีปัญหา ไม่ใช่รอจนเครื่องพังแล้วค่อยเข้าศูนย์ ร่างกายก็เช่นเดียวกัน ถ้าเราคิดแบบนี้ เราจะเริ่มหันมาดูแลสุขภาพอย่างจริงจังมากขึ้น”

แพทย์ธนรัชต์ สมุทรเพชร ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย

“Stroke” ภัยเงียบที่มองไม่เห็น แต่ทำลายชีวิตได้ในพริบตา

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นของแนวคิด “ป้องกันก่อนเจ็บป่วย” งานสัมมนาได้นำกรณีของ โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) มาขยายความในเชิงลึก โดยมี แพทย์หญิงสุภลักษณ์ โทมณีสิริ อายุรแพทย์เฉพาะทางด้านสมองและระบบประสาท โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย ร่วมให้ข้อมูล

ได้อธิบายว่า ภาวะหลอดเลือดสมองมีทั้งแบบ ตีบ และ แตก และมักถูกเรียกว่า “ภัยเงียบ” เพราะความเปลี่ยนแปลงในหลอดเลือดเกิดขึ้นอย่างช้า ๆ จากไขมันที่เกาะสะสม หรือจากโรคเรื้อรัง เช่น ความดันโลหิตสูงที่ไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม

“หลายคนไม่รู้เลยว่าหลอดเลือดสมองของตัวเองมีปัญหามาเป็นเวลานาน จนกระทั่งวันหนึ่งเกิดภาวะอุดตันหรือเส้นเลือดแตก กลายเป็นอาการเฉียบพลันขึ้นมาโดยไม่มีสัญญาณเตือนชัดเจน”

เพื่อให้ประชาชนจดจำสัญญาณอันตรายได้ง่าย แพทย์หญิงสุภลักษณ์ย้ำกรอบคิด B-E F.A.S.T. ซึ่งเป็นเครื่องมือช่วยจำที่สำคัญในการเฝ้าระวังอาการ Stroke ได้แก่

  • B – Balance : เวียนหัว ทรงตัวไม่มั่นคง
  • E – Eyes : การมองเห็นผิดปกติ เช่น ตาพร่ามัว หรือเห็นภาพซ้อน
  • F – Face : ใบหน้าเบี้ยว มุมปากตกทันทีทันใด
  • A – Arm : แขนข้างใดข้างหนึ่งอ่อนแรง ยกไม่ขึ้น
  • S – Speech : พูดไม่ชัด พูดติดขัด หรือพูดไม่รู้เรื่อง
  • T – Time : เวลามีค่า ต้องรีบไปโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด

“สิ่งสำคัญที่สุดคือ ห้ามรอดูอาการเองที่บ้าน เมื่อมีอาการเข้าเกณฑ์ B-E F.A.S.T. ต้องรีบไปโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด ภายในเวลาประมาณ 4.5 ชั่วโมง จะเป็นช่วงทองของการรักษา หรือโทร 1669 เพื่อขอรถพยาบาลมารับ อย่ารอจนสายเกินไป”

ป้องกันดีกว่ารักษา คุม 4 ปัจจัยเสี่ยงใหญ่ ลดโอกาสเกิด Stroke

ในช่วงต่อมา แพทย์หญิงสุภลักษณ์ได้พูดถึง  “หัวใจของการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง” โดยเน้นว่า การรักษาแม้จะสำคัญ แต่ท้ายที่สุด การป้องกันไม่ให้เกิดโรคแต่แรก เป็นหนทางที่ดีที่สุด ทั้งต่อผู้ป่วย ครอบครัว และระบบสุขภาพโดยรวม

เสนอให้ประชาชน โดยเฉพาะคนวัยทำงาน หันมาให้ความสำคัญกับการตรวจสุขภาพประจำปี และควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลักอย่างเคร่งครัด โดยเน้น 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

  1. ไขมันในเลือดสูง
    • ควรตรวจระดับ LDL Cholesterol อย่างสม่ำเสมอ
    • จำกัดอาหารไขมันสูง
    • หากแพทย์เห็นสมควรให้ใช้ยาลดไขมัน เช่น ยากลุ่ม Statins ควรรับประทานตามคำสั่ง
    • เธอเน้นว่า หลายกรณีเกิดจากพันธุกรรม แม้ควบคุมอาหารดีแล้วแต่ไขมันยังสูงอยู่ การใช้ยาจึงมีความจำเป็น และ “ประโยชน์มากกว่าผลข้างเคียง”
  2. เบาหวานและภาวะเสี่ยงเบาหวาน
    • ควบคุมการบริโภคคาร์โบไฮเดรต น้ำตาล และเครื่องดื่มหวาน
    • หากค่า HbA1c เกิน 5.8% ถือว่าเริ่มมีภาวะเสี่ยง ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
    • ผู้ป่วยเบาหวานควรควบคุมค่า HbA1c ให้ต่ำกว่า 6.5% ตามคำแนะนำแพทย์
  3. ความดันโลหิตสูง
    • ตรวจวัดความดันอย่างสม่ำเสมอ
    • ปรับพฤติกรรม ลดเค็ม ออกกำลังกาย และรับประทานยาตามคำแนะนำ
    • การควบคุมความดันให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมจะช่วยลดความเสี่ยงเส้นเลือดสมองแตกอย่างมีนัยสำคัญ
  4. ความเครียดและโรคหัวใจ
    • คนวัยทำงานจำนวนมากเผชิญความเครียดสะสม การออกกำลังกายจึงเป็น “ทางออกที่ดีที่สุด” เพราะช่วยทั้งลดความเครียดและลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด
    • ผู้ที่มีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะบางชนิด หากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม อาจนำไปสู่การเกิดลิ่มเลือดและ Stroke ได้ จึงต้องติดตามกับแพทย์อย่างต่อเนื่อง

“การป้องกันไม่ใช่เรื่องไกลตัว เริ่มจากการตรวจสุขภาพประจำปี รู้ตัวเลขของตัวเอง แล้วร่วมมือกับแพทย์ในการควบคุมปัจจัยเสี่ยง หากดูแลสุขภาพตั้งแต่วันนี้ โอกาสเกิด Stroke และโรคเรื้อรังอื่น ๆ จะลดลงมาก”

ฟื้นฟูหลัง Stroke เทคโนโลยีใหม่–กายภาพบำบัด–กำลังใจจากครอบครัว

แม้การป้องกันจะสำคัญที่สุด แต่อีกด้านหนึ่งที่ไม่อาจมองข้ามคือ “การฟื้นฟูผู้ป่วยหลังเกิด Stroke แล้ว” แพทย์หญิงสุภลักษณ์อธิบายว่า แนวคิดใหม่ในการดูแลผู้ป่วย Stroke คือการผสมผสาน การรักษาเฉียบพลัน, การฟื้นฟูทางกายภาพ, และ การดูแลด้านจิตใจและครอบครัว เข้าด้วยกัน

ในระยะเฉียบพลัน ผู้ป่วยบางส่วนอาจได้รับยาละลายลิ่มเลือด และต้องเข้ารับการดูแลในหอผู้ป่วยเฉพาะ เช่น Stroke Unit หรือไอซียู เพื่อสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด ขนานไปกับการเริ่มต้นกายภาพบำบัดอย่างเหมาะสมตั้งแต่ช่วงแรก

“ช่วงเวลา 6 เดือนถึง 1 ปีแรก ถือเป็น ‘โอกาสทอง’ ของการฟื้นฟูทางระบบประสาทและกล้ามเนื้อ หากมีการทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่องและเพียงพอ โอกาสที่ผู้ป่วยจะกลับมาใช้ชีวิตใกล้เคียงปกติจะสูงขึ้นมาก”

ในด้านนวัตกรรมการฟื้นฟู เธอกล่าวถึงเทคโนโลยีอย่าง Transcranial Magnetic Stimulation (TMS) ซึ่งใช้คลื่นแม่เหล็กช่วยกระตุ้นหรือยับยั้งการทำงานของสมองบางส่วน ควบคู่ไปกับการทำกายภาพบำบัด โดยมองเป็น “ทางเลือกเสริม” ที่ช่วยต่อยอดประสิทธิภาพการฟื้นฟูในผู้ป่วยบางราย นอกจากนี้ยังมีการใช้ “หุ่นยนต์ช่วยฝึกเดิน” เพื่อช่วยให้การฝึกเดินของผู้ป่วยมีความปลอดภัยและเป็นระบบมากขึ้น

อย่างไรก็ดี แพทย์หญิงสุภลักษณ์ โทมณีสิริ อายุรแพทย์เฉพาะทางด้านสมองและระบบประสาท โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงรายย้ำว่า ถึงเทคโนโลยีจะก้าวหน้าเพียงใด หากขาด “กำลังใจจากครอบครัว” และการดูแลแบบองค์รวม ผลลัพธ์การฟื้นฟูอาจไม่เต็มศักยภาพ

“หลายคนเคยเดินได้ ทำงานได้ ช่วยเหลือตัวเองได้ทั้งหมด แต่หลังจากเกิด Stroke แล้วกลายเป็นคนที่ต้องพึ่งพาผู้อื่น ความรู้สึกท้อแท้ วิตกกังวล หรือภาวะซึมเศร้าเป็นเรื่องที่พบได้บ่อยมาก ญาติและครอบครัวจึงต้องเข้าใจ ให้กำลังใจ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของทีมดูแลผู้ป่วย”

และได้กล่าวเสริมว่า ในหลายครัวเรือน ผู้ดูแลมีเพียงคนเดียว หากไม่มีการวางแผน อาจเกิดภาวะ “หมดไฟของผู้ดูแล” (Caregiver Burnout) ซึ่งส่งผลกระทบทั้งต่อคุณภาพชีวิตของผู้ดูแลและผู้ป่วย การวางแผนจัดหาผู้ช่วยดูแล หรือแบ่งหน้าที่กันภายในครอบครัว จึงเป็นอีกมิติที่สำคัญไม่แพ้กัน

พญ.สุภลักษณ์ โทมณีสิริ ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย และอายุรแพทย์เฉพาะทางด้านสมองและระบบประสาท

จากห้องประชุมสู่ชีวิตจริง ความหมายของ “Strong Life Smart Health” สำหรับคนเชียงราย

งานประชุมวิชาการครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า การดูแลสุขภาพในศตวรรษที่ 21 ไม่ได้หมายถึงเพียงการมีโรงพยาบาลที่ทันสมัย แต่คือการสร้าง “วิถีคิดใหม่” ให้ประชาชนเห็นคุณค่าของการป้องกัน และเข้าใจบทบาทของตนเองในการดูแลร่างกาย

สำหรับจังหวัดเชียงราย ซึ่งมีทั้งเมืองใหญ่ ชุมชนเกษตรกรรม และภาคบริการท่องเที่ยว การมีเวทีที่เชื่อมโยงองค์ความรู้จากเครือ BDMS มาสู่พื้นที่ ถือเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับความตื่นตัวด้านสุขภาพของประชาชนและองค์กรในพื้นที่

คำกล่าวของ นพ.ธนรัชต์ ที่เปรียบร่างกายว่า “ซูเปอร์คาร์คันเดียวในชีวิต” ประกอบกับคำอธิบายเชิงลึกของ พญ.สุภลักษณ์ เกี่ยวกับการป้องกันและฟื้นฟู Stroke ทำให้เห็นภาพชัดว่า สุขภาพไม่ใช่เรื่องของโรงพยาบาลฝ่ายเดียว แต่เป็นสมการที่ทุกคนต้องร่วมกันรับผิดชอบ

ในช่วงท้ายของงาน วิทยากรได้ย้ำตรงกันว่า การเปลี่ยนจาก “รักษาเมื่อป่วย” ไปสู่ “ป้องกันไม่ให้ป่วยนานที่สุด” ไม่เพียงช่วยลดภาระงบประมาณของประเทศ แต่ยังช่วยให้คนเชียงราย และคนไทยโดยรวม มีโอกาสใช้ชีวิตช่วงบั้นปลายอย่างมีศักดิ์ศรีและคุณภาพมากขึ้น

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย, โรงพยาบาลมะเร็งกรุงเทพ วัฒโนสถ,
    และ โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล ภายใต้เครือ BDMS
  • นพ.ธนรัชต์ สมุทรเพชร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย
  • แพทย์หญิงสุภลักษณ์ โทมณีสิริ อายุรแพทย์เฉพาะทางด้านสมองและระบบประสาท
    โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

HADR เชียงราย! ลำเลียงสิ่งของหลายตัน บินด่วนช่วย อุทกภัยสงขลา สร้าง ความสามัคคี ข้ามภูมิภาค

จากเหนือสุดแดนสยามถึงปลายด้ามขวาน” เชียงรายส่งน้ำใจก้อนใหญ่ บินด่วนถึงหาดใหญ่ สานภาพ ‘ความสามัคคี’ ข้ามภูมิภาค

เชียงราย, 27 พฤศจิกายน 2568 – ท่ามกลางข่าวสถานการณ์อุทกภัยที่ยังสร้างความเดือดร้อนวงกว้างในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ภาพอีกมุมหนึ่งที่เกิดขึ้น ณ “ฝูงบิน 416 กองทัพอากาศ จังหวัดเชียงราย” กลับสะท้อนพลังในเชิงบวกของสังคมไทยได้อย่างชัดเจน เมื่อศูนย์ปฏิบัติการด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติ (Humanitarian Assistance and Disaster Relief – HADR) แห่งนี้ กลายเป็นจุดรวมหัวใจของชาวเชียงรายและภาคเหนือ ที่พร้อมส่ง “น้ำใจ” จากปลายแผ่นดินเหนือสุด ไปช่วยพี่น้องที่ปลายด้ามขวานของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

ในช่วงเย็นของวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 ประชาชนจิตอาสา หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน นักเรียน นักศึกษา และภาคีเครือข่ายจากหลายภาคส่วนกว่า 400 คน พร้อมใจกันมารวมตัวที่ฝูงบิน 416 เพื่อร่วมกันคัดแยก บรรจุ และจัดเตรียมสิ่งของบริจาคจำนวนหลายตันให้พร้อมสำหรับ “การลำเลียงล็อตแรก” โดยเที่ยวบินคาร์โกพิเศษในวันที่ 1 ธันวาคม 2568 ปลายทางคือ ท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่ และกองบิน 56 จังหวัดสงขลา ซึ่งจะเป็นศูนย์กลางการกระจายความช่วยเหลือต่อไป

 

ฉากสำคัญที่ฝูงบิน 416 วันหนึ่งของ “น้ำใจ” ที่หนาแน่นเต็มคลัง

อาคารคลังบรรเทาสาธารณภัยของฝูงบิน 416 ในเย็นวันดังกล่าวแทบไม่เหลือพื้นที่ว่าง พื้นห้องและลานด้านนอกเต็มไปด้วยกล่องสิ่งของบริจาคที่เรียงซ้อนกันเป็นแถวสูง ทั้งข้าวสาร อาหารแห้ง น้ำดื่ม ผ้าอนามัย ผ้าอ้อมเด็กและผู้ใหญ่ ยารักษาโรคขั้นพื้นฐาน ของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงอุปกรณ์ทำความสะอาดและสุขอนามัยหลังน้ำลด

บรรยากาศการทำงานของอาสาสมัครเป็นไปอย่างคึกคักแต่เป็นระบบ มีการตั้งโต๊ะแยกประเภทสิ่งของ จัดทีมคัดแยก ทีมบรรจุ และทีมติดสติกเกอร์ระบุปลายทางอย่างละเอียด ทุกขั้นตอนดำเนินไปภายใต้การประสานงานของเจ้าหน้าที่ฝูงบิน 416 ซึ่งมีประสบการณ์ด้าน HADR คอยดูแลให้กระบวนการเป็นไปอย่างรัดกุม ปลอดภัย และพร้อมต่อการลำเลียงขึ้นเครื่องบินในเวลาอันจำกัด

สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่เพียงปริมาณสิ่งของที่หลั่งไหลมาอย่างต่อเนื่อง แต่คือ “องค์ประกอบของผู้ให้” ที่มีตั้งแต่เด็กนักเรียนตัวเล็ก ๆ ที่มาช่วยจัดกระป๋องนม ไปจนถึงผู้สูงอายุที่อาสามาช่วยจัดถุงยังชีพ ขณะที่ตัวแทนภาคเอกชนบางรายนำทั้งสิ่งของและรถบรรทุกมาสนับสนุนการขนย้ายโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ภาพเหล่านี้สะท้อน “พลังสาธารณะ” ที่รวมกันจนกลายเป็นขบวนการช่วยเหลือขนาดใหญ่ในระดับจังหวัด

จากบทเรียน “น้ำท่วมเชียงราย 2567” สู่ภารกิจ “ส่งพลังกลับ” ให้ภาคใต้

เบื้องหลังปฏิบัติการครั้งนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะเห็นข่าวภัยพิบัติในภาคใต้แล้วอยากช่วยเท่านั้น แต่มีต้นทุนทางประสบการณ์ร่วมจาก “บาดแผลน้ำท่วม” ของชาวเชียงรายเองในปี 2567 เป็นแรงผลักสำคัญ

นาวาอากาศเอก ปราโมทย์ กุยแก้ว
ผู้บังคับฝูงบิน 416 กองทัพอากาศ จังหวัดเชียงราย อธิบายด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า

“เชียงรายรู้ดีว่าความทุกข์จากน้ำท่วมเป็นอย่างไร เพราะเราเคยผ่านเหตุการณ์ใหญ่ในปี 2567 ที่ผ่านมาเราก็ได้รับการช่วยเหลือจากคนไทยทั่วประเทศ วันนี้จึงอยากส่งพลังกลับไปช่วยพี่น้องภาคใต้ให้เร็วที่สุด… สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ คือภาพของความสามัคคีที่งดงามที่สุดครั้งหนึ่งของชาวเชียงราย”

คำกล่าวนี้ไม่ใช่เพียงถ้อยแถลงเชิงพิธีการ แต่สะท้อน “ความทรงจำร่วม” ของจังหวัดที่เคยเป็นผู้รับมาก่อน เมื่อเผชิญอุทกภัยรุนแรงในปีที่ผ่านมา เชียงรายได้รับการช่วยเหลือจากหลายจังหวัด ทั้งสิ่งของ งบประมาณ และกำลังคน วันนี้เมื่ออีกภูมิภาคหนึ่งของประเทศกำลังเผชิญสถานการณ์ใกล้เคียงกัน เชียงรายจึงเลือกจะลุกขึ้นมาทำหน้าที่ “ผู้ส่งต่อพลัง” (Pay it Forward) อย่างเต็มกำลัง

ในมิติของสังคมศึกษา ปรากฏการณ์เช่นนี้สะท้อน “ความทรงจำเชิงบวกต่อรัฐและสังคม” ที่ยังคงอยู่ในใจประชาชน การเคยได้รับการช่วยเหลือในอดีต ทำให้การช่วยเหลือผู้อื่นในปัจจุบันมีความหมายลึกซึ้งกว่าการบริจาคเพียงครั้งเดียว แต่เป็นการ “ตอบแทน” สู่วัฏจักรใหม่ของความร่วมมือระดับชาติ

ยุทธศาสตร์ “ปีกเหล็ก” เมื่อเส้นทางอากาศคือช่องทางที่เร็วและปลอดภัยที่สุด

ในสถานการณ์ที่ถนนหลายสายในภาคใต้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม การขนส่งสิ่งของบริจาคโดยรถบรรทุกจากภาคเหนือไปถึงหาดใหญ่เต็มไปด้วยอุปสรรค ทั้งระยะทางที่ยาวนาน เส้นทางบางช่วงที่ยังถูกน้ำท่วมขัง และความเสี่ยงด้านเวลา

ฝูงบิน 416 จึงออกแบบ “ยุทธศาสตร์การขนส่งทางอากาศ” เป็นกลไกหลักของภารกิจครั้งนี้ ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง

  • ฝูงบิน 416 กองทัพอากาศ จังหวัดเชียงราย
  • ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย
  • บริษัท พัทยา แอร์เวย์

แผนลำเลียง “ล็อตแรก” ประกอบด้วย

  1. เที่ยวบินคาร์โก (Cargo Flight) 1 ธันวาคม 2568
    สิ่งของบริจาคที่จัดเตรียมอย่างเหมาะสมต่อการขึ้นเครื่อง เช่น อาหารแห้ง กล่องยังชีพ ผ้าอนามัย ผ้าอ้อม ยาสามัญ และอุปกรณ์จำเป็นอื่น ๆ จะถูกลำเลียงขึ้นเครื่องบินคาร์โกของสายการบินพันธมิตร โดยออกจากท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ไปลงที่
    • ท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่
    • กองบิน 56 จังหวัดสงขลา
      ทั้งสองจุดนี้จะทำหน้าที่เป็น “ศูนย์กระจายสิ่งของ” เพื่อกระจายต่อไปยังศูนย์พักพิงและชุมชนที่ได้รับผลกระทบ
  2. การขนส่งภาคพื้นดินด้วยรถบรรทุก 10 ล้อ
    สำหรับสิ่งของบางประเภทที่ไม่สามารถขึ้นเครื่องบินได้ หรือมีน้ำหนักมากเป็นพิเศษ เช่น น้ำดื่มบรรจุขวดปริมาณมาก ข้าวสารเป็นกระสอบใหญ่ วัสดุทำความสะอาดขนาดใหญ่ หรืออุปกรณ์ที่เข้าข่ายของต้องห้ามบนเครื่องบิน จะถูกส่งตามไปด้วยรถบรรทุก 10 ล้อ ที่ได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนในจังหวัดเชียงราย

การผสมผสาน “ปีกเหล็กในอากาศ” กับ “ล้อเหล็กบนถนน” ทำให้ภารกิจบรรเทาทุกข์ครั้งนี้มีความยืดหยุ่น สามารถจัดลำดับความสำคัญของสิ่งของที่ต้องถึงมือผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วนให้เดินทางด้วยเที่ยวบิน ในขณะที่สิ่งของขนาดใหญ่และหนักสามารถทยอยส่งตามไปโดยไม่สร้างภาระต่อระบบขนส่งกลาง

สถิติ–สิ่งของ–ความต้องการจริง “หลังน้ำลด” จึงจะรู้ว่าต้องการอะไรที่สุด

แม้ภาพจำเรื่องน้ำท่วมมักเชื่อมโยงกับการขาดอาหารและน้ำดื่ม แต่จากการประเมินร่วมของฝูงบิน 416 และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ภาคใต้ พบว่า “โจทย์สำคัญ” หลังน้ำเริ่มลดลงกลับอยู่ที่ “สุขอนามัย–การทำความสะอาด–การป้องกันโรค” ซึ่งมีผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตระยะกลางของผู้ประสบภัย

สิ่งของที่ถูกจัดให้อยู่ในลำดับความสำคัญสูง จึงไม่ได้มีเพียงข้าวสาร อาหารแห้ง หรือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป แต่รวมถึงชุดอุปกรณ์ “หลังน้ำลด” ที่จำเป็นต่อทุกครัวเรือน ได้แก่

  • น้ำยาฆ่าเชื้อและน้ำยาทำความสะอาด
  • แปรงขัดพื้นและแปรงทำความสะอาดขนาดต่าง ๆ
  • ผ้าอ้อมเด็ก–ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ สำหรับผู้ป่วยและผู้สูงอายุ
  • ยากันยุงและอุปกรณ์ป้องกันแมลงพาหะโรค
  • ไฟฉายและถ่านไฟฉาย เนื่องจากยังมีพื้นที่ที่ระบบไฟฟ้ายังไม่สามารถใช้งานได้เต็มที่

การออกแบบรายการสิ่งของบริจาคในลักษณะนี้จึงไม่ใช่เพียงการ “ให้ตามความเคยชิน” แต่เป็นการ “ให้ตามความต้องการจริงของพื้นที่” (Fact-based Need) ซึ่งช่วยลดทั้งการสิ้นเปลืองทรัพยากรและเพิ่มประสิทธิภาพของการช่วยเหลือในเชิงคุณภาพ

การเปิดรับบริจาคจะยังดำเนินการต่อเนื่องจนถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ณ ฝูงบิน 416 ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงราย และจุดรับบริจาคของภาคีเครือข่ายในจังหวัด เพื่อเตรียมจัดส่ง “ล็อตถัดไป” ให้เชื่อมต่อภารกิจแรกอย่างต่อเนื่อง

มองลึกในมิติ HADR กองทัพอากาศกับบทบาท “มากกว่า” ความมั่นคงทางอากาศ

ในมุมของยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง ภารกิจ “เชียงรายส่งใจไปหาดใหญ่” ครั้งนี้ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการขยายบทบาทกองทัพอากาศจากเดิมที่ถูกมองว่าเป็น “กำลังรบทางอากาศ” ไปสู่การเป็น “กำลังหลักด้านมนุษยธรรมและบรรเทาภัยพิบัติ”

ฝูงบิน 416 ในฐานะหน่วยปฏิบัติการเชิงยุทธศาสตร์ในภาคเหนือ ได้ทำหน้าที่เสมือน “ศูนย์ HADR” ที่สามารถ

  • รับ–จัดการ–คัดแยกสิ่งของบริจาคจากประชาชน
  • ประสานกับท่าอากาศยานและสายการบินเพื่อจัดเที่ยวบินเฉพาะกิจ
  • ทำงานร่วมกับหน่วยงานพลเรือนและภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด

โครงสร้างการทำงานเช่นนี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการลำเลียงสิ่งของ แต่ยังสร้าง “ความเชื่อมั่น” ให้กับประชาชนว่า การบริจาคของเขาจะถูกนำไปใช้อย่างตรงจุดและตรวจสอบได้

ในมิติของการบริหารจัดการภัยพิบัติสมัยใหม่ นี่คือภาพของ “Good Governance in Disaster Management” ที่หน่วยงานด้านความมั่นคงเข้ามาทำงานแบบคู่ขนานกับภาครัฐพลเรือน ภาคเอกชน และภาคประชาชน โดยไม่ซ้ำซ้อนกัน แต่เกื้อหนุนกันในแต่ละจุดที่ตนเองมีจุดแข็งมากที่สุด

การเมืองภาคประชาชน เมื่อ “คนธรรมดา” ลุกขึ้นมาสร้างความหมายให้คำว่า “ชาติ”

ปรากฏการณ์ที่มีประชาชนกว่า 400 คน มาร่วมคัดแยกและบรรจุสิ่งของบริจาค ณ ฝูงบิน 416 ในวันเดียว ไม่ได้สะท้อนเพียงความมีน้ำใจของคนเชียงรายเท่านั้น แต่ยังสะท้อน “พลวัตของการเมืองภาคประชาชน” (Citizen Politics) ในรูปแบบที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งหรือการชุมนุม หากเกี่ยวข้องกับ “การลงมือช่วยกันในยามวิกฤต”

ในมุมนี้ การบริจาคและการลงแรงด้วยตนเอง คือการแสดงออกทางการเมืองในความหมายของ “ความห่วงใยต่อส่วนรวม” และ “การรับผิดชอบต่อสังคมร่วมกัน” ซึ่งมักทำให้ความขัดแย้งเชิงการเมืองในระดับวาทกรรมลดทอนความสำคัญลง เมื่อผู้คนสามารถจับต้องการช่วยเหลือกันในระดับปฏิบัติได้อย่างแท้จริง

ยิ่งไปกว่านั้น การที่แรงจูงใจในการช่วยเหลือครั้งนี้มีส่วนมาจากประสบการณ์น้ำท่วมใหญ่ในเชียงรายปี 2567 ยิ่งทำให้เห็นว่า “ความเจ็บปวดร่วม” สามารถกลายเป็น “ทุนทางสังคม” ที่ทรงพลังได้ หากได้รับการจัดการและชี้นำไปในทิศทางของการช่วยเหลือกัน ไม่ใช่การโทษกัน

นโยบายสาธารณะและบทเรียนสำหรับวิกฤตรอบต่อไป

หากมองในระยะยาว ภารกิจ “เชียงรายส่งใจไปหาดใหญ่” ยังเป็นตัวอย่างน่าสนใจของการออกแบบนโยบายสาธารณะด้านภัยพิบัติ ที่เชื่อมโยง “ทรัพยากร กระบวนการ และผู้เล่น” จากหลายภาคส่วนเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ

  • กองทัพอากาศ เสนอขีดความสามารถด้านลำเลียงทางอากาศ
  • ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงราย เปิดพื้นที่และระบบรองรับด้านโลจิสติกส์
  • บริษัท พัทยา แอร์เวย์ สนับสนุนเที่ยวบินคาร์โกสำหรับบรรทุกสิ่งของ
  • ภาคเอกชนร่วมสนับสนุนรถบรรทุกและทรัพยากรเพิ่มเติม
  • ภาคประชาชนและจิตอาสา เป็น “พลังหลัก” ในการจัดการสิ่งของให้พร้อมลำเลียง

กระบวนการทั้งหมดนี้เกิดขึ้นบนฐานของ “ข้อมูลจริงจากพื้นที่ภาคใต้” ว่าต้องการอะไร เมื่อไร และมากน้อยเพียงใด ช่วยให้การจัดสรรทรัพยากรไม่ซ้ำซ้อน และสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริจาคว่าความช่วยเหลือของตนถูกส่งไป “ถูกที่–ถูกเวลา–ถูกความต้องการ”

ในอนาคต รูปแบบการทำงานเช่นนี้ สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับวิกฤติอื่น ๆ ทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง แผ่นดินไหว หรือภัยพิบัติรูปแบบใหม่ที่อาจเกิดขึ้นท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความซับซ้อนทางเศรษฐกิจ–สังคมได้เช่นกัน

น้ำอาจมาสูง แต่ “น้ำใจ” ของคนไทยยังสูงกว่า

แม้ระยะทางระหว่างเชียงรายกับหาดใหญ่จะยาวไกลนับพันกิโลเมตร แต่ในวันที่น้ำท่วมกลายเป็นบททดสอบใหม่ของภาคใต้ ระยะทางดังกล่าวกลับถูกลดทอนลงด้วย “ความเร็วของน้ำใจ” ที่เดินทางจากเหนือสุดแดนสยามสู่ปลายด้ามขวาน ผ่านปีกเครื่องบินคาร์โก และผ่านมือของจิตอาสานับร้อยที่ช่วยกันบรรจุทุกกล่องด้วยความห่วงใย

คำกล่าวทิ้งท้ายของ นาวาอากาศเอก ปราโมทย์ กุยแก้ว สะท้อนใจกลางภารกิจครั้งนี้ได้อย่างชัดเจนว่า

“เราจะส่งทุกสิ่งที่เรามี ทั้งกำลังกายและกำลังใจไปช่วยให้เร็วที่สุด ขอให้ทุกคนผ่านเหตุการณ์ครั้งนี้ไปได้อย่างปลอดภัย”

ประโยคสั้น ๆ นี้ไม่เพียงส่งถึงชาวหาดใหญ่และภาคใต้ หากยังส่งถึงสังคมไทยทั้งประเทศ ว่าในยามวิกฤต พลังที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่เครื่องจักรกลหนักหรืองบประมาณจำนวนมหาศาล หากคือ “หัวใจที่ไม่ยอมทิ้งกัน”

ในวันหนึ่งของปลายเดือนพฤศจิกายน 2568 ที่ฝูงบิน 416 เชียงราย กล่องสิ่งของนับพันกล่องอาจเป็นเพียงวัตถุที่ถูกส่งข้ามฟ้าไปยังสงขลา แต่ในความรู้สึกของผู้รับ–ผู้ให้ และผู้ที่มองเห็นปรากฏการณ์นี้ นี่คือ “พลังใจ” ที่เดินทางด้วยความเร็วเหนือเสียง เพื่อยืนยันว่า ไม่ว่าภัยพิบัติจะรุนแรงเพียงใด ประเทศนี้ยังมี “สะพานของความสามัคคี” เชื่อมคนไทยจากเหนือจรดใต้ไว้ด้วยกันเสมอ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • ฝูงบิน 416 กองทัพอากาศ จังหวัดเชียงราย
  • บริษัท พัทยา แอร์เวย์
  • หน่วยงานภาครัฐในพื้นที่จังหวัดเชียงราย (มทบ.37, กอ.รมน.จังหวัดเชียงราย, กลุ่ม พคบ.กอ.รมน.เชียงราย)
  • กลุ่มประชาชนจิตอาสาในจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS VIDEO

จากภูมิปัญญาชนเผ่าล้านนา ต้นคริสต์มาสหมอกพันวา 15 เมตร ดอยตุงสู่เวทีโลก

เซ็นทรัลเชียงรายเปิดเทศกาล “สีสันกาสะลอง 2025” อลังการ “ต้นคริสต์มาสหมอกพันวา” จากภูมิปัญญาดอยตุง ชู Soft Power ล้านนา–ชนเผ่า เชื่อมเศรษฐกิจท่องเที่ยวฤดูหนาวเชียงราย

เชียงราย, 27 พฤศจิกายน 2568 – ฤดูหนาวปีนี้ จังหวัดเชียงรายกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เมื่อศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย ของบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) เปิดม่าน “เทศกาลสีสันกาสะลอง 2025” อย่างเป็นทางการ พร้อมพิธี “Light Up Christmas Tree Celebration” จุดไฟต้นคริสต์มาสกลางลานกาสะลอง สร้างบรรยากาศรับลมหนาวให้กับเมืองเหนือปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ

ภายใต้แสงไฟนับพันดวงและเสียงดนตรีที่ดังคลอไปกับเสียงปรบมือของผู้เข้าร่วมงาน “ต้นคริสต์มาสหมอกพันวา” สูงกว่า 15 เมตร ค่อย ๆ สว่างไสวขึ้นกลางลาน ดึงสายตาผู้คนให้หยุดนิ่งราวกับฝัน ภาพของงานคราฟต์ไม้ไผ่สานที่เรียงตัวเป็นลวดลายชนเผ่าล้านนา สอดประสานกับสีสันของผืนผ้าทอและงานย้อมสีธรรมชาติ กลายเป็นสัญลักษณ์ใหม่ของการเฉลิมฉลองปลายปีที่ผสานทั้งความศรัทธา ศิลปวัฒนธรรม และเศรษฐกิจการท่องเที่ยวเข้าไว้ด้วยกัน

พิธีจุดไฟใต้สายลมหนาว และการรวมตัวของภาคีเชียงราย

บรรยากาศในวันเปิดงานเต็มไปด้วยความคึกคักของประชาชน นักท่องเที่ยว และพันธมิตรจากทุกภาคส่วนที่มาร่วมเป็นสักขีพยานในช่วงเวลาสำคัญของเมืองเชียงราย โดยได้รับเกียรติจาก

  • นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย
  • นายพรเทพ อรรถกิจไพศาล ผู้อำนวยการกลุ่มงานปฏิบัติการสาขาเขตภาคเหนือ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน)
  • นายปิยะ มิตรสิตะ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน)
  • นายชัยพฤกษ์ เสาวมล หัวหน้าสายการจัดการ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์
  • นางยุรีพรรณ แสนใจยา ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย
    รวมถึงผู้แทนจากการท่องเที่ยวและกีฬาเชียงราย, องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย, เทศบาลนครเชียงราย, สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด และภาคีเครือข่ายเอกชนในพื้นที่

การมีส่วนร่วมของภาคีเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า เทศกาลสีสันกาสะลองไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมของศูนย์การค้า แต่กลายเป็น “แพลตฟอร์มกลาง” ที่ภาครัฐ เอกชน และชุมชนใช้ร่วมกันในการยกระดับภาพลักษณ์เชียงรายในฐานะเมืองท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและเมืองแห่งไลฟ์สไตล์สมัยใหม่ในเวลาเดียวกัน

บรรยากาศในค่ำคืนเปิดไฟยิ่งคึกคักขึ้น เมื่อเสียงร้องทรงพลังของดีว่าสาว “แก้ม วิชญาณี” ดังขึ้นบนเวทีกลางลานกาสะลอง สร้างความประทับใจให้ผู้ร่วมงานทั้งชาวเชียงรายและนักท่องเที่ยวที่ตั้งใจมารอชมการแสดงเปิดงานโดยเฉพาะ

 “ต้นคริสต์มาสหมอกพันวา” จากภูเขาสู่ลานเมือง

หัวใจของเทศกาลสีสันกาสะลอง 2025 คือ “ต้นคริสต์มาสหมอกพันวา” ทั้ง 7 ต้น ที่ถูกออกแบบและสร้างสรรค์จากภูมิปัญญาชนเผ่าบนดอยตุง ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘The Magic of Chiang Rai’ ที่ต้องการเชื่อม “หัวใจของดอยตุง” เข้ากับ “ความมหัศจรรย์แห่งเชียงราย”

วัสดุหลักที่ใช้ในการรังสรรค์ต้นคริสต์มาสคือไม้ไผ่สาน ซึ่งเป็นวัสดุพื้นถิ่นที่ผูกพันกับวิถีชีวิตของชุมชนบนพื้นที่สูงมายาวนาน ผ่านเทคนิคการสานโบราณและการย้อมสีธรรมชาติที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน แต่ครั้งนี้ถูกนำมาจัดองค์ประกอบในรูปแบบร่วมสมัย เพื่อให้ทั้งนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่และผู้มาเยือนได้เห็นคุณค่าของภูมิปัญญาในบริบทใหม่

ลวดลายบนงานสานและเครื่องประดับแต่ละต้นถ่ายทอดอัตลักษณ์ของ 4 ชนเผ่าหลักบนดอยตุง ได้แก่ อาข่า ลาหู่ ลัวะ และไทใหญ่ ผ่านสีสัน ลวดลาย และรูปทรงที่สื่อถึงวิถีชีวิต ความเชื่อ ความสามัคคี และความสัมพันธ์อันแนบแน่นกับธรรมชาติ รอบฐานต้นคริสต์มาสยังประดับด้วยองค์ประกอบที่สื่อถึงหมอกบนยอดดอย สวนไม้ดอก และทิวเขาเชียงราย สร้างภาพจำให้ผู้มาเยือนรู้สึกถึงบรรยากาศ “หมอกพันวา” ที่โอบล้อมเมืองในฤดูหนาว

การออกแบบครั้งนี้ยังมีนัยสำคัญในเชิงสัญลักษณ์ เนื่องจากเป็นการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงริเริ่มงานพัฒนาดอยตุงที่เปลี่ยนพื้นที่ภูเขาเสื่อมโทรมให้กลายเป็นพื้นที่ต้นแบบด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของชนเผ่าต่าง ๆ บนพื้นที่สูง

Soft Power สายเหนือ จากงานคราฟต์สู่เวทีโลก

แนวคิด “Local Essence Advocator” ที่เซ็นทรัลพัฒนาประกาศใช้ในการพัฒนาศูนย์การค้าทั่วประเทศ ถูกแปลความอย่างชัดเจนในเชียงรายผ่านเทศกาลสีสันกาสะลองและต้นคริสต์มาสหมอกพันวา ซึ่งไม่ได้หยุดอยู่เพียงระดับงานตกแต่ง แต่ขยับตัวขึ้นมาเป็นเครื่องมือสำคัญในการสื่อสาร Soft Power ของไทยสู่สายตานักท่องเที่ยวทั่วโลก

การเลือกหยิบภูมิปัญญาไม้ไผ่สานและศิลปะของชนเผ่าดอยตุงมาเป็นตัวนำเรื่องราว ช่วยทำให้ “วัฒนธรรมที่เคยอยู่บนดอย” ถูกย้ายลงมาอยู่ใจกลางเมืองในรูปแบบที่จับต้องได้ เข้าใจง่าย และพร้อมต่อการสื่อสารผ่านสื่อสมัยใหม่ ทั้งภาพถ่าย วิดีโอ และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ที่นักท่องเที่ยวใช้บันทึกและแบ่งปันประสบการณ์ของตนเอง

นอกจากการเป็นจุดถ่ายภาพหลักของงานแล้ว ต้นคริสต์มาสหมอกพันวายังถูกออกแบบให้มีมิติการเรียนรู้ซ่อนอยู่ ทั้งในแง่เรื่องราวของชนเผ่า ลวดลายดั้งเดิม และเส้นทางการพัฒนาดอยตุงที่เชื่อมโยงกับแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการท่องเที่ยวเชิงความหมาย การมีส่วนร่วมของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ยิ่งช่วยเสริมความน่าเชื่อถือให้กับการเล่าเรื่องในมิตินี้

เมื่อผนวกเข้ากับการทำตลาดของเซ็นทรัลพัฒนาที่เชื่อมแคมเปญปลายปีในระดับประเทศกับกิจกรรมเฉพาะพื้นที่ของเชียงราย เทศกาลสีสันกาสะลองจึงกลายเป็นตัวอย่างของการนำ Soft Power ระดับท้องถิ่นมาร้อยเรียงเข้ากับกลยุทธ์ระดับชาติอย่างเป็นรูปธรรม

เศรษฐกิจ–การท่องเที่ยว 3 เดือนเต็มกับ “The Magic of Food & Craft”

เทศกาลสีสันกาสะลอง 2025 จัดต่อเนื่องยาวนานตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ถึง 31 มกราคม 2569 รวมระยะเวลาราว 3 เดือนในช่วงไฮซีซั่นของเชียงราย ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในจังหวัดปลายทางฤดูหนาวยอดนิยมของทั้งนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ โครงสร้างของงานในปีนี้ถูกออกแบบให้ตอบโจทย์ทั้งการสร้างประสบการณ์และการกระจายรายได้สู่ชุมชน

โซนกิจกรรมสำคัญแบ่งออกได้เป็น 3 แกนหลัก ได้แก่

  1. The Magic of Food
    • รวบรวมอาหารชนเผ่าและเมนูท้องถิ่นหายากมากกว่า 30 ร้าน จากทั้งชุมชนบนดอยและผู้ประกอบการในเมือง
    • นักท่องเที่ยวสามารถลิ้มลองรสชาติที่สะท้อนวิถีชีวิตล้านนาและชนกลุ่มน้อย เช่น เมนูพื้นบ้านดอยตุง เมนูจากผักและสมุนไพรท้องถิ่น รวมถึงอาหารล้านนารสต้นตำรับ
    • โซนนี้ไม่เพียงตอบโจทย์นักชิม แต่ยังเป็นช่องทางให้ชุมชนได้ทดลองพัฒนาสินค้าและแบรนด์ของตนเองในตลาดเมือง
  2. The Magic of Craft
    • จำลองหมู่บ้านชนชาติพันธุ์และเปิดพื้นที่ให้ร้านค้างานแฮนด์เมด–งานคราฟต์กว่า 30 ร้าน เข้าร่วมจำหน่ายสินค้าโดยตรง
    • สินค้าในโซนนี้มีตั้งแต่งานทอผ้า เครื่องเงิน งานสานไม้ไผ่ ผลิตภัณฑ์จากผ้าย้อมสีธรรมชาติ ไปจนถึงของใช้ร่วมสมัยที่ได้รับแรงบันดาลใจจากลวดลายชนเผ่า
    • รายได้ที่เกิดขึ้นช่วยเสริมความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจฐานราก ขณะเดียวกันก็เพิ่มโอกาสให้ช่างฝีมือรุ่นใหม่ได้เรียนรู้การทำตลาดกับผู้บริโภคเมืองและนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยตรง
  3. The Magic of Entertainment
    • เวทีการแสดงศิลปวัฒนธรรมล้านนาและชนเผ่าหมุนเวียนตลอดเทศกาล
    • ดนตรีเปิดหมวก–โฟล์กซองจากศิลปินท้องถิ่นกว่า 120 การแสดง ช่วยสร้างบรรยากาศเป็นกันเองและเปิดพื้นที่ให้นักดนตรีท้องถิ่นได้แสดงผลงาน
    • ช่วงปลายปีมีกิจกรรมพิเศษร่วมกับตัวละคร Disney เพื่อดึงดูดกลุ่มครอบครัวและเด็ก เพิ่มสีสันให้ลานกาสะลองกลายเป็นจุดเช็คอินของคนทุกวัย

โครงสร้างกิจกรรมในลักษณะนี้ช่วยให้ศูนย์การค้ากลายเป็น “จุดตัด” ระหว่างเศรษฐกิจเมืองกับเศรษฐกิจชุมชน นักท่องเที่ยวที่ตั้งใจมาเยือนเชียงรายในช่วงฤดูหนาวสามารถใช้เซ็นทรัลเชียงรายเป็นฐานในการเริ่มต้นรู้จักวัฒนธรรมของจังหวัด ผ่านอาหาร งานฝีมือ และการแสดง ก่อนจะเดินทางต่อไปยังดอยตุง ดอยแม่สลอง หรือแหล่งท่องเที่ยวอื่น ๆ ในพื้นที่

ความร่วมมือหลายภาคส่วน เมื่อศูนย์การค้ากลายเป็นเวทีของเมือง

สิ่งที่โดดเด่นในเทศกาลสีสันกาสะลอง 2025 คือระดับของ “ความร่วมมือ” ที่ขยายวงกว้างขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งระหว่างภาครัฐ เอกชน และองค์กรด้านวัฒนธรรม–พัฒนาชุมชน

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย และสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาเชียงราย ใช้เทศกาลนี้เป็นหนึ่งในกิจกรรมหลักในปฏิทินท่องเที่ยวฤดูหนาว โดยบูรณาการข้อมูลกับแคมเปญส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัด ทำให้เทศกาลไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว แต่เชื่อมโยงกับเส้นทางท่องเที่ยวระดับจังหวัดและภูมิภาคลุ่มน้ำโขงอย่างชัดเจน

ทางด้านมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ นอกจากสนับสนุนองค์ความรู้ด้านภูมิปัญญาชนเผ่าและงานคราฟต์แล้ว ยังเป็นสะพานเชื่อมระหว่างชุมชนบนดอยกับแพลตฟอร์มตลาดในเมือง ช่วยให้ผลิตภัณฑ์และศิลปะของชุมชนสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าหลากหลายขึ้น โดยยังคงรักษาความถูกต้องของบริบททางวัฒนธรรม

สำหรับภาครัฐท้องถิ่น ทั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เทศบาลนครเชียงราย และสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด ต่างมีบทบาทในการอำนวยความสะดวกและสนับสนุนด้านข้อมูลวัฒนธรรม รวมถึงช่วยประชาสัมพันธ์เทศกาลให้เข้าถึงคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวจากต่างจังหวัดมากขึ้น

ความร่วมมือในลักษณะนี้ทำให้เทศกาลไม่ได้ถูกมองเพียงแค่ “งานอีเวนต์ของศูนย์การค้า” แต่เริ่มใกล้เคียงกับการเป็น “เทศกาลของเมือง” ที่ทุกภาคส่วนมีความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน

มิติของผู้มาเยือน จุดเช็คอินเดียวที่ตอบโจทย์หลายกลุ่ม

ในเชิงประสบการณ์ของผู้มาเยือน เทศกาลสีสันกาสะลอง 2025 ถูกออกแบบให้ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย

  • กลุ่มครอบครัวและแม่บ้าน สามารถใช้ศูนย์การค้าเป็นพื้นที่พักผ่อนที่ปลอดภัย มีทั้งจุดถ่ายรูป มุมอาหาร และกิจกรรมสำหรับเด็ก โดยไม่ต้องเดินทางไกลขึ้นดอย
  • กลุ่มคนรุ่นใหม่ ได้พื้นที่ถ่ายภาพและคอนเทนต์ที่มีความ “Instagrammable” แต่ในขณะเดียวกันก็มีโอกาสเรียนรู้เรื่องราวของชนเผ่าและงานฝีมืออย่างเป็นรูปธรรม
  • กลุ่มนักธุรกิจและนักลงทุนด้านท่องเที่ยว–ไลฟ์สไตล์ สามารถมองเห็นศักยภาพของเชียงรายในฐานะเมืองที่ผสมผสานวัฒนธรรมกับธุรกิจบริการและค้าปลีกได้อย่างลงตัว ผ่านรูปธรรมของการทำงานร่วมกันระหว่าง CPN หน่วยงานรัฐ และชุมชน

เมื่อเชื่อมโยงกับบรรยากาศฤดูหนาวของเชียงราย เทศกาลนี้จึงทำหน้าที่ทั้งเป็น “หน้าต่าง” ให้คนภายนอกได้รู้จักเมือง และเป็น “กระจก” ให้คนเชียงรายได้มองเห็นคุณค่าท้องถิ่นของตัวเองในมุมมองใหม่

จากต้นคริสต์มาสหนึ่งต้น สู่ภาพใหญ่ของเมืองและผู้คน

ตลอด 3 เดือนของการจัดงาน “เทศกาลสีสันกาสะลอง 2025” ที่ลานกาสะลอง ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย ต้นคริสต์มาสหมอกพันวาไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเป็นฉากหลังของรูปถ่าย แต่ได้กลายเป็นจุดนัดพบของเรื่องราวหลากหลายชั้น

ชั้นแรก คือ เรื่องราวของการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง และการสืบสานแนวคิดการพัฒนาดอยตุงที่เน้นความยั่งยืนและการพึ่งพาตนเองของชุมชนบนพื้นที่สูง

ชั้นที่สอง คือ เรื่องราวของ Soft Power เชิงวัฒนธรรม ที่ดึงภูมิปัญญา 4 ชนเผ่าบนดอยตุงมาสร้างมูลค่าใหม่ผ่านงานออกแบบร่วมสมัยในพื้นที่เมือง และเปิดโอกาสให้ชุมชนได้มีส่วนร่วมในห่วงโซ่เศรษฐกิจท่องเที่ยว

ชั้นที่สาม คือ เรื่องราวของเศรษฐกิจท่องเที่ยวเชียงราย ที่ใช้เทศกาลนี้เป็นแรงขับเคลื่อนให้ผู้คนเดินทางเข้ามาใช้จ่าย กิน เที่ยว ชม และเรียนรู้ในช่วงไฮซีซั่น สร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจให้ทั้งธุรกิจขนาดใหญ่และฐานราก

และในชั้นสุดท้าย คือ เรื่องราวของผู้คน – ทั้งชาวเชียงรายที่เติบโตมากับวิถีชีวิตริมดอยและนักท่องเที่ยวที่เพิ่งได้สัมผัสเชียงรายเป็นครั้งแรก – ที่ได้ใช้พื้นที่เดียวกันในการแบ่งปันประสบการณ์และตีความ “ความมหัศจรรย์ของเชียงราย” ในแบบของตนเอง

ฤดูหนาวนี้ สำหรับใครที่กำลังมองหาจุดเช็คอินที่ผสมผสานความงดงามของศิลปวัฒนธรรมกับบรรยากาศการเฉลิมฉลองปลายปี เทศกาลสีสันกาสะลอง 2025 และ “ต้นคริสต์มาสหมอกพันวา” หนึ่งเดียวในโลก ณ ลานกาสะลอง ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย คือหนึ่งในพื้นที่ที่สะท้อนให้เห็นว่า เมืองหนึ่งเมืองสามารถใช้วัฒนธรรมของตนเองเป็นฐานในการสร้างอนาคตได้อย่างไร

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย
  • บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) – ตามเอกสารและข้อความที่ผู้จัดงานจัดเตรียม
  • มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI EDITORIAL

เหนือจรดใต้ ศาสนาพหุวัฒนธรรมเชียงรายผนึกกำลังส่งน้ำใจช่วยน้ำท่วมสงขลา

เชียงรายส่งน้ำใจ “เหนือจรดใต้” ศาสนาพหุวัฒนธรรมรวมพลังช่วยน้ำท่วมสงขลา เมื่อพี่น้องภาคใต้ต้องเผชิญวิกฤตน้ำท่วมหนัก ชาวเชียงรายจากทุกศาสนาไม่นิ่งนอนใจ ผนึกกำลังส่งมอบความหวังผ่านโครงการ “ฮัก” หาดใหญ่! พิสูจน์ว่าความเป็นไทยไม่แบ่งแยกศาสนา ไม่จำกัดภูมิภาค

เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 ที่สำนักงานนครเชียงรายนิวส์ อำเภอเมืองเชียงราย ภาพที่ปรากฏไม่ใช่แค่การส่งมอบกล่องสิ่งของธรรมดา แต่เป็นภาพสะท้อนความสามัคคีที่ทรงพลังของสังคมพหุวัฒนธรรม ขณะที่ผู้แทนจากศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ศาสนาซิกข์ และสมาคมชาวไทย-อินเดีย ในจังหวัดเชียงราย ร่วมกันนำสิ่งของจำเป็น น้ำดื่ม และอาหารแห้ง มาร่วมสมทบในโครงการ “ฮัก” หาดใหญ่! เพื่อส่งต่อกำลังใจไปยังพี่น้องผู้ประสบภัยน้ำท่วมในจังหวัดสงขลาและพื้นที่ใกล้เคียงที่กำลังต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

วิกฤตน้ำท่วมใต้ – ภัยพิบัติที่ส่งผลกระทบต่อเนื่อง

สถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมในจังหวัดสงขลาและพื้นที่ใกล้เคียงในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2568 ได้ส่งผลกระทบต่อประชาชน ศาสนสถาน และผู้นำศาสนาทุกศาสนาอย่างหนัก ผู้คนจำนวนมากต้องอพยพหนีน้ำ บ้านเรือนเสียหาย ทรัพย์สินถูกทำลาย และที่สำคัญคือความเดือดร้อนในการดำรงชีวิตประจำวันที่ขาดแคลนสิ่งของจำเป็นขั้นพื้นฐาน

ในขณะที่ภาคใต้กำลังเผชิญวิกฤต เสียงตอบรับจากทั่วประเทศก็ดังขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะจากจังหวัดเชียงราย ดินแดนล้านนาทางภาคเหนือที่ห่างไกลกว่า 2,000 กิโลเมตร แต่กลับใกล้ชิดด้วยน้ำใจและความเป็นพี่น้องคนไทยเดียวกัน

ฮัก” หาดใหญ่ – โครงการที่เกิดจากหัวใจ

โครงการ “ฮัก” หาดใหญ่! และ “ไทยรวมใจที่เซ็นทรัล” ชาวเชียงรายรวมพลัง ส่งน้ำใจช่วยน้ำท่วมสงขลา เป็นโครงการที่เกิดจากการผนึกกำลังขององค์กรสำคัญหลายภาคส่วนในจังหวัดเชียงราย โดยมีเป้าหมายชัดเจนคือการรับบริจาคข้าวสาร อาหารแห้ง น้ำดื่ม ยารักษาโรค และของใช้จำเป็นต่างๆ เพื่อส่งต่อให้ผู้ประสบภัยในพื้นที่จังหวัดสงขลาและจังหวัดใกล้เคียงที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย

การดำเนินงานของโครงการนี้ได้รับความร่วมมือจากองค์กรและหน่วยงานสำคัญทั้งภาครัฐและเอกชน ประกอบด้วย 6 องค์กรหลัก ได้แก่ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย, องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย, สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์, CPALL บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน), ไปรษณีย์จังหวัดเชียงราย, และศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงราย

โดยศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงรายได้เปิดจุดรับบริจาค “ไทยรวมใจที่เซ็นทรัล” เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนทั่วไปสามารถร่วมบริจาคสิ่งของได้อย่างสะดวก ขณะที่สำนักงานนครเชียงรายนิวส์ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางรับบริจาคหลัก ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากหลายภาคส่วนในจังหวัดเชียงรายตั้งแต่เริ่มโครงการ

เมื่อศาสนาพหุนำพาความหวัง

สิ่งที่น่าประทับใจอย่างยิ่งในครั้งนี้คือการเข้าร่วมของกลุ่มศาสนาที่หลากหลาย โดยเฉพาะผู้แทนจากศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ศาสนาซิกข์ และสมาคมชาวไทย-อินเดีย ในจังหวัดเชียงราย ซึ่งได้นำสิ่งของมาร่วมสมทบในโครงการดังกล่าว การมีส่วนร่วมของกลุ่มศาสนาเหล่านี้ไม่เพียงแต่แสดงถึงความเป็นพหุวัฒนธรรมของสังคมไทย แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าสากลของทุกศาสนาที่ส่งเสริมความเมตตาและการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์

นายสุเรชเจริญ อุปรา หนึ่งในคณะกรรมการของสมาคมชาวไทย-อินเดีย จังหวัดเชียงราย และผู้แทนศาสนาพราหมณ์-ฮินดูและศาสนาซิกข์ในจังหวัดเชียงราย ได้ให้สัมภาษณ์อย่างประทับใจถึงเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังการเข้าร่วมโครงการในครั้งนี้

“สมาคมชาวไทย-อินเดีย จังหวัดเชียงราย ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาซิกข์ เป็นองค์กรทางศาสนาที่อยู่ร่วมกับชุมชนในท้องถิ่น เรารู้สึกสงสารและเห็นใจพี่น้องชาวใต้ พี่น้องชาวหาดใหญ่เป็นอย่างมาก” นายสุเรชเจริญ อุปรา กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงใจ

บทเรียนจากอดีต – เมื่อเชียงรายเคยเป็นผู้รับความช่วยเหลือ

สิ่งที่น่าสนใจและสะท้อนถึงหลักการ “กรรมดี” ของสังคมไทยคือการที่นายสุเรชเจริญ อุปราได้ย้อนระลึกถึงช่วงเวลาที่จังหวัดเชียงรายเองก็เคยประสบภัยพิบัติในอดีต และได้รับความช่วยเหลือจากพี่น้องชาวใต้และภาคอื่นๆ ของประเทศอย่างเอื้ออาทร

“ในคราวที่เชียงรายเกิดภัยพิบัติ ทางภาคใต้ หลายจังหวัด รวมทั้งภาคอีสาน และกรุงเทพมหานคร ก็ได้ให้ความช่วยเหลือกับทางจังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะพี่น้องเราที่อยู่ในแม่สาย ซึ่งมีชาวอินเดียอยู่ ก็ได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก และได้รับการช่วยเหลือจากพี่น้องทั่วแผ่นดิน” นายสุเรชเจริญ อุปราเล่าถึงความทรงจำที่ฝังใจ

การระลึกถึงความดีที่เคยได้รับนี้เองที่กลายเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ชุมชนชาวไทย-อินเดียและกลุ่มศาสนาในเชียงรายตัดสินใจร่วมมือกันส่งความช่วยเหลือกลับไปยังภาคใต้ในครั้งนี้ มันคือการตอบแทนคุณและการส่งต่อน้ำใจที่สวยงาม แสดงให้เห็นว่าความช่วยเหลือที่เราให้ไปจะกลับมาหาเราในรูปแบบของวัฏจักรแห่งความดีที่ไม่มีวันสิ้นสุด

น้ำใจที่ไร้พรมแดน – ข้ามภูมิภาค ข้ามศาสนา

นายสุเรชเจริญ อุปราได้กล่าวต่อด้วยความรู้สึกที่เต็มเปี่ยมว่า “เมื่อประชาชนหรือพวกเราทุกคนเกิดเหตุภัยพิบัติ วันนี้เราก็อยากจะมีส่วนร่วมอย่างน้อยๆ เป็นกำลังใจให้กับพี่น้องชาวใต้ให้รู้สึกดีขึ้น ให้ไม่ต้องวิตกกังวลจนเกินไป ผมเชื่อว่าคนทั่วแผ่นดินยินดีที่จะเข้าร่วม และเราก็ขอเป็นส่วนหนึ่งในนั้น”

คำพูดของนายสุเรชเจริญ อุปราสะท้อนให้เห็นถึงจิตสำนึกที่ดีงามของการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นคนกลุ่มใด ศาสนาใด หรือภูมิภาคใด เมื่อเห็นเพื่อนมนุษย์ตกทุกข์ได้ยาก ก็พร้อมที่จะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือด้วยความจริงใจ

ในช่วงท้ายของการให้สัมภาษณ์ นายสุเรชเจริญ อุปราได้แสดงความปรารถนาดีด้วยความศักดิ์สิทธิ์และความเคารพต่อศาสนาทุกศาสนา โดยกล่าวว่า “ขอพระเจ้า พระผู้เป็นเจ้า เทพยดาทุกพระองค์ในศาสนา และคุรุในศาสนา โปรดพรหมบันดาลให้ภัยพิบัติในครั้งนี้ได้หมดสิ้นไปจากแผ่นดินไทย ให้พี่น้องชาวใต้ พี่น้องชาวหาดใหญ่ กลับมาฟื้นคืนชีพ และกลับมาใช้ชีวิตโดยปกติสุขโดยเร็ว”

เขายังขอให้พระองค์ทุกศาสนา ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธศาสนา พระสงฆ์ สถาบันศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ และศาสนาซิกข์ โปรดประทานพรให้พี่น้องชาวใต้และประชาชนทั้งหมดผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้ด้วยดี การอธิษฐานข้ามศาสนาเช่นนี้สะท้อนถึงความเชื่อที่ว่าทุกศาสนามีแก่นแท้เดียวกันคือความรัก ความเมตตา และความปรารถนาดีต่อเพื่อนมนุษย์

การยอมรับจากภาครัฐ – ความสามัคคีที่เป็นรูปธรรม

นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ได้เข้าร่วมการส่งมอบสิ่งของในครั้งนี้ และได้กล่าวขอบคุณผู้แทนศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ศาสนาซิกข์ และสมาคมชาวไทย-อินเดีย ในจังหวัดเชียงราย ที่เล็งเห็นความสำคัญในการให้ความช่วยเหลือพี่น้องคนไทยในทุกศาสนา

นายพิสันต์ได้เน้นย้ำว่า การให้ความช่วยเหลือพี่น้องคนไทยในทุกศาสนาถือเป็นการแสดงออกถึงความสามัคคีและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนในชาติอย่างแท้จริง การที่หน่วยงานภาครัฐอย่างสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงรายให้การสนับสนุนและยกย่องการกระทำของกลุ่มศาสนาเหล่านี้ ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างศาสนาและการสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือในการช่วยเหลือสังคม

ภาคใต้ไม่ได้อยู่ลำพัง – ศูนย์รับบริจาคเชื่อมโยงทั่วประเทศ

ขณะที่ความช่วยเหลือหลั่งไหลมาจากภาคเหนือ ภาคใต้เองก็ได้จัดระบบรองรับอย่างเป็นระบบ กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา และสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสงขลา ได้ร่วมมือกับคณะสงฆ์จังหวัดสงขลา และองค์การศาสนา 5 ศาสนา เปิดศูนย์รับบริจาคช่วยผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ เพื่อจัดส่งสิ่งของจำเป็นลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างทันท่วงที

การประสานงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐ องค์กรศาสนา และภาคเอกชนทั้งในพื้นที่ภัยพิบัติและพื้นที่ที่ส่งความช่วยเหลือ แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งของระบบการจัดการภัยพิบัติของไทย และที่สำคัญคือความสามัคคีของคนไทยที่พร้อมจะช่วยเหลือกันเมื่อเกิดวิกฤต

เมื่อความแตกต่างกลายเป็นพลังรวม

เหตุการณ์ในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 ที่สำนักงานนครเชียงรายนิวส์ ไม่ใช่แค่การส่งมอบสิ่งของบรรเทาภัยธรรมดา แต่เป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่าสังคมไทยเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมที่แข็งแกร่ง ที่ผู้คนจากศาสนาที่แตกต่างกันสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ และพร้อมจะร่วมมือกันเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม

น้ำใจจากชาวเชียงรายและกลุ่มศาสนาที่มากล้นในครั้งนี้ ตอกย้ำถึงคุณค่าของการอยู่ร่วมกันในสังคมที่เคารพความแตกต่าง แต่รวมกันด้วยความเป็นมนุษย์ ไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ ศาสนา หรือภูมิภาค เมื่อมีคนตกทุกข์ได้ยาก ทุกคนก็พร้อมที่จะเป็นพี่น้องกันและยื่นมือเข้าช่วยเหลือ

โครงการ “ฮัก” หาดใหญ่! คำว่า “ฮัก” ในภาษาถิ่นหมายถึง “รัก” หรือ “เอ็นดู” ซึ่งสื่อถึงความรู้สึกที่อบอุ่นและความเป็นพี่น้อง ชื่อโครงการนี้จึงสะท้อนถึงแก่นแท้ของการช่วยเหลือครั้งนี้ที่ไม่ได้มาจากหน้าที่หรือภาระบังคับ แต่มาจากความรักและความเอื้ออาทรที่มีต่อกันในฐานะคนไทยและเพื่อนมนุษย์

ในยามที่ภัยพิบัติทำให้ผู้คนต้องแยกจากกัน น้ำใจของคนไทยกลับทำให้ทุกคนใกล้ชิดกันมากขึ้น ระยะทาง 2,000 กิโลเมตรระหว่างเชียงรายกับหาดใหญ่ดูเหมือนจะหายไปเมื่อความเป็นพี่น้องเชื่อมโยงหัวใจของผู้คนเข้าด้วยกัน

สิ่งของที่ส่งไปอาจไม่ได้มากมายมหาศาล แต่ความหมายที่อยู่เบื้องหลังนั้นยิ่งใหญ่ มันคือการส่งต่อความหวัง ความอบอุ่น และข้อความที่ว่า “พี่น้องไม่ได้อยู่คนเดียว เรายังอยู่ที่นี่และพร้อมจะช่วยเหลือเสมอ”

การรวมพลังครั้งนี้จึงไม่เพียงแต่เป็นการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในระยะสั้น แต่ยังเป็นการสร้างสายสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งระหว่างภูมิภาค ระหว่างศาสนา และระหว่างผู้คนที่มีความแตกต่างหลากหลาย แต่มีหัวใจเดียวกันคือหัวใจของการให้ การแบ่งปัน และความเป็นพี่น้อง

ในอนาคต เมื่อมองย้อนกลับมาที่เหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ปี 2568 นอกจากความเสียหายและความทุกข์ยากแล้ว สิ่งที่จะถูกจดจำคือเรื่องราวของความสามัคคี ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และพลังของน้ำใจที่ไหลจากทุกทิศทั่วประเทศมาบรรจบกันที่ภาคใต้ รวมถึงเรื่องราวของกลุ่มชาวไทย-อินเดียและกลุ่มศาสนาในเชียงรายที่แสดงให้เห็นว่า ไม่ว่าเราจะมีที่มาจากไหน นับถือศาสนาใด เราล้วนเป็นคนไทยและเป็นมนุษย์ที่พร้อมจะช่วยเหลือกันในยามยาก

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
  • สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์
  • สมาคมชาวไทย-อินเดีย จังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

ทางออกวิกฤตความเชื่อมั่นที่ทำได้! ย้ายแหล่งน้ำดิบ หนี แม่น้ำกกปนเปื้อน ปกป้อง 1.2 แสนชีวิต

วิกฤตน้ำกกสู่แม่น้ำลาว กปภ.เชียงรายเร่งย้ายแหล่งน้ำดิบ หนีสารหนู–โลหะหนัก ปกป้องสิทธิในน้ำสะอาดของคนกว่า 1.2 แสนชีวิต

เชียงราย, 26 พฤศจิกายน 2568 – สำหรับคนเชียงรายจำนวนมาก “น้ำประปา” เคยเป็นสัญลักษณ์ของเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องน้ำสะอาดจากลุ่มน้ำกก แต่ในวันนี้ ภาพจำดังกล่าวกำลังถูกแทนที่ด้วยความกังวลและความไม่เชื่อมั่น เมื่อข้อมูลการปนเปื้อน “สารหนูและโลหะหนัก” ในแม่น้ำกกและลำน้ำสาขา ถูกยืนยันผ่านทั้งผลตรวจจากหน่วยงานรัฐ ห้องแล็บอิสระ และเสียงสะท้อนจากชุมชนที่เริ่ม “เลิกดื่ม เลิกใช้น้ำประปา” ทีละหลังคาเรือน

แม้การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) สาขาเชียงราย จะยืนยันว่าคุณภาพน้ำที่ผ่านกระบวนการบำบัดยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานกรมอนามัย (สารหนูต่ำกว่า 0.001 มิลลิกรัมต่อลิตร จากเกณฑ์ไม่เกิน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร) แต่สำหรับประชาชนจำนวนไม่น้อย ตัวเลขดังกล่าวกลับไม่เพียงพอที่จะสร้างความมั่นใจ วิกฤตครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่ “วิกฤตมลพิษ” หากแต่เป็น “วิกฤตความเชื่อมั่น” ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับสิทธิขั้นพื้นฐานในการเข้าถึงน้ำสะอาดของประชาชนกว่า 120,000 คนในเขตเทศบาลนครเชียงรายและพื้นที่ปลายน้ำ

ในบริบทเช่นนี้ แผนของ กปภ.เชียงราย ที่จะ ย้ายแหล่งน้ำดิบผลิตประปาจากแม่น้ำกกไปยังแม่น้ำลาว ด้วยงบประมาณรวม 2,176 ล้านบาท จึงถูกจับตามองในฐานะ “ทางออกเดียวที่ทำได้ทันที” ท่ามกลางปัญหามลพิษข้ามพรมแดนจากเหมืองแร่ในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ที่ซับซ้อนเกินกว่าท้องถิ่นจะรับมือได้เพียงลำพัง

แม่น้ำกกปนเปื้อน–ชุมชนริมเขื่อนเชียงรายลุกขึ้นถาม “น้ำที่ใช้ยังปลอดภัยหรือไม่”

วันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 ที่ฉางข้าวบ้านท่าบนได หมู่ที่ 1 อำเภอเวียงชัย จ.เชียงราย กลุ่มผู้ใช้น้ำเขื่อนเชียงรายฝั่งขวาที่ 1 จัดประชุมสามัญประจำปี 2568/2569 เพื่อหยิบยก “ปัญหาน้ำกกปนเปื้อนสารหนูและโลหะหนัก” ขึ้นสู่เวทีอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางการเข้าร่วมของ นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ผู้บริหารองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.) นำโดย นายสุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ รองนายก อบจ.เชียงราย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ปัญหาหลักที่กลุ่มผู้ใช้น้ำฯ นำโดยนายประถมพงษ์ ฤทธิแผง ประธานกลุ่มฯ รายงานต่อที่ประชุม คือ การตรวจพบการปนเปื้อนของสารหนูและโลหะหนักในแม่น้ำกกและลำน้ำสาขาหลายจุด มีค่าเกินมาตรฐานในบางพื้นที่ และมีข้อสงสัยอย่างมีนัยสำคัญว่า ต้นตอของมลพิษมาจาก “เหมืองแร่ทองคำและเหมืองแร่หายาก” บริเวณต้นน้ำในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา

สำหรับเกษตรกรผู้ใช้น้ำกว่า 750 ครัวเรือน ปัญหาดังกล่าวไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากแต่กระทบโดยตรงต่อความมั่นคงด้านอาหารและรายได้ เมื่อมีความกังวลว่า สารพิษอาจตกค้างในผลผลิตทางการเกษตร ขณะเดียวกันราคาข้าวที่ตกต่ำก็ทำให้ภาระต้นทุนเพิ่มขึ้นจากทั้งมลพิษและภาวะเศรษฐกิจ

นายสุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ รองนายก อบจ.เชียงราย ยืนยันในที่ประชุมว่า อบจ.เชียงราย “ไม่นิ่งนอนใจ” และจะเข้าไปเป็นแกนนำประสานข้อมูลทุกหน่วยงาน ทั้งด้านคุณภาพน้ำ สิ่งมีชีวิตในแม่น้ำ และผลกระทบต่อชุมชน เพื่อผลักดันแนวทางแก้ไขปัญหามลพิษในแม่น้ำกกอย่างเป็นระบบ โดยย้ำว่า นี่ไม่ใช่เพียงปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่คือปัญหา “สิทธิด้านสุขภาพและสิทธิชุมชน” ของคนเชียงรายทั้งลุ่มน้ำ

เหมืองต้นน้ำเมียนมา–ทุนข้ามชาติ และสัญญาณเตือนจากข้อมูลดาวเทียม

วิกฤตแม่น้ำกกไม่ได้เกิดขึ้นโดดเดี่ยว รายงานของ Stimson Center ซึ่งเป็นคลังสมองด้านความมั่นคงและสิ่งแวดล้อมในสหรัฐฯ เปิดเผยในเดือนพฤศจิกายน 2568 ว่า ทั่วภูมิภาคแผ่นดินใหญ่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีเหมืองที่อาจปล่อยสารพิษลงสู่ลุ่มน้ำสายหลักมากกว่า 2,400 แห่ง โดยอาศัยภาพถ่ายดาวเทียมระบุพื้นที่เหมืองแบบ alluvial, เหมืองแบบ heap leach และเหมืองแร่หายากแบบ in-situ leaching (ISL) รวมอย่างน้อย 366 แห่ง, 359 แห่ง และ 77 แห่ง ตามลำดับ

รายงานดังกล่าวเตือนว่า กิจกรรมเหมืองเหล่านี้ใช้สารเคมีอันตราย เช่น ไซยาไนด์ ปรอท แอมโมเนียมซัลเฟต และสารอีกหลากหลายชนิด ซึ่งเมื่อไหลลงสู่แม่น้ำ จะสะสมในตะกอนและห่วงโซ่อาหาร สร้างความเสี่ยงเชิงโครงสร้างต่อสุขภาพของประชาชนในลุ่มน้ำโขง–สาละวิน–กก–สาขาต่าง ๆ ในระยะยาว

องค์กรสิทธิมนุษยชนในรัฐฉาน เช่น Shan Human Rights Foundation รวมทั้งเอกสารวิจัยของมหาวิทยาลัยต่างประเทศและศูนย์วิจัยคะฉิ่น ยังระบุว่า เหมืองแร่หายากและทองคำหลายแห่งบริเวณต้นน้ำแม่น้ำกกเป็นของบริษัทและนักลงทุนสัญชาติจีน โดยคนจีนทำหน้าที่บริหารและควบคุมเทคนิค ขณะที่แรงงานในพื้นที่เป็นผู้ปฏิบัติงานและสัมผัสสารพิษโดยตรง

บริบทดังกล่าวสอดคล้องกับข้อสังเกตของ รศ.ดร.สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์ประจำสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และเครือข่ายติดตามสถานการณ์ลุ่มน้ำกก ที่ชี้ว่า การทำเหมืองแร่หายากและทองคำในรัฐฉานใช้เทคโนโลยีการทำเหมืองแบบสกปรกที่ “จีนเลิกใช้ในประเทศแล้ว” แต่กลับถูกส่งออกมาตั้งในประเทศเพื่อนบ้านที่มีมาตรการกำกับดูแลสิ่งแวดล้อมอ่อนแอกว่า

เมื่อผนวกกับแนวโน้มจาก บันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้านแร่สำคัญระหว่างไทย–สหรัฐฯ ที่มีเป้าหมายเพิ่มปริมาณแร่หายากในห่วงโซ่อุปทานโลก นักวิชาการจำนวนหนึ่งจึงเตือนว่า ปัจจัยด้านความมั่นคงทางพลังงานและอุตสาหกรรมสีเขียว อาจกลายเป็นแรงผลักให้การสำรวจและทำเหมืองในภูมิภาคนี้เพิ่มขึ้น และยิ่งซ้ำเติมความเสี่ยงต่อสิทธิชุมชนปลายน้ำ หากไม่มีมาตรการกำกับที่เข้มแข็งควบคู่กัน

กปภ.เชียงราย “ระบบยังเอาอยู่ แต่ต้องย้ายแหล่งน้ำ เพราะประชาชนไม่ยอมรับ”

ในฝั่งของผู้ให้บริการน้ำประปา นายอภิศักดิ์ สวัสดิรักษ์ ผู้จัดการการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) สาขาเชียงราย เปิดเผยว่า แผนการย้ายแหล่งน้ำดิบจากแม่น้ำกกไปยังแม่น้ำลาว เริ่มต้นจากการตรวจพบ “สารหนู” ในแม่น้ำกกเมื่อปีก่อน แม้ค่าที่ตรวจวัดได้จะต่ำกว่ามาตรฐานกรมอนามัย แต่ก็สร้างความไม่สบายใจให้ประชาชนอย่างกว้างขวาง

เดิม กปภ.เชียงรายใช้กระบวนการผลิตน้ำประปามาตรฐานทั่วไป ใช้สารส้มและปูนขาวเป็นหลัก แต่หลังพบโลหะหนัก จึง เพิ่มขั้นตอน “พรีคลอรีน (Pre-chlorination)” เติมคลอรีนก่อนการตกตะกอนเพื่อช่วยแยกโลหะหนัก พร้อมเสริมสารเคมี โพลีอะลูมิเนียมคลอไรด์ (PACl) และ โซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH) เพื่อเร่งให้ตะกอนที่เกาะสารหนูตกลงสู่ก้นถัง ก่อนจะผ่านขั้นตอน “อินเตอร์คลอรีน” และระบบกรองอีกชั้นหนึ่ง

จากคุณภาพน้ำดิบในแม่น้ำกกที่เคยมีค่าความขุ่นสูงถึง 10,000 NTU ในช่วงน้ำท่วม และเฉลี่ยราว 180 NTU ในสถานการณ์ปกติ กปภ.เชียงรายควบคุมให้ ค่าความขุ่นก่อนกรองไม่เกิน 4 NTU และหลังกรองน้ำต้องมีค่าความขุ่นไม่เกิน 1 NTU ตามเกณฑ์ที่เข้มกว่ามาตรฐานขั้นต่ำ

นายอภิศักดิ์ย้ำว่า สารเคมีที่ใช้ “เป็นสารปรับปรุงคุณภาพน้ำที่ปลอดภัยตามมาตรฐานผลิตน้ำประปา” อยู่ภายใต้การควบคุมของห้องแล็บ และส่งผลตรวจให้กรมอนามัยตรวจสอบเป็นระยะ

อย่างไรก็ตาม เขายอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า

“เหตุผลสำคัญคือประชาชนไม่ยอมรับแหล่งน้ำจากแม่น้ำกก แม้กระบวนการผลิตของเราจะควบคุมคุณภาพได้ แต่เมื่อคนในพื้นที่รู้สึกไม่มั่นใจ กปภ.ก็ต้องปรับตัวตามข้อเรียกร้องนั้น เราไม่ได้ย้ายเพราะผลิตไม่ได้ แต่เพราะอยากให้ประชาชนมั่นใจที่สุด”

ในมุมของคนทำงานด้านระบบประปา เขายังคงเชื่อว่ากระบวนการผลิตสามารถรับมือกับคุณภาพน้ำในแม่น้ำกกได้ แต่ก็ยอมรับว่า การฟื้นฟูแม่น้ำให้กลับมาสะอาดในเชิงโครงสร้าง ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ ซึ่งกินเวลายาวนานเกินกว่าจะปล่อยให้ประชาชนเสี่ยงรอ

ย้ายสู่ “แม่น้ำลาว” งบ 2,176 ล้านบาท การลงทุน 100 ปีเพื่อสิทธิในน้ำสะอาด

แผนย้ายแหล่งน้ำดิบของ กปภ.เชียงราย กำหนดให้ตั้งจุดสูบน้ำและผลิตน้ำประปาใหม่บริเวณฝายแม่ลาว แล้วส่งน้ำผ่านท่อแรงดันเข้าสู่เขตเมืองเชียงราย ระยะทางราว 34 กิโลเมตร โครงการนี้ใช้งบประมาณรวม 2,176 ล้านบาท และคาดว่าจะสามารถเสนอของบประมาณในปีงบประมาณ 2571 หากผ่านความเห็นชอบ จะเริ่มก่อสร้างได้ในช่วงปี 2571–2572

นอกจากจะเป็นการ “หนีน้ำกกปนเปื้อน” แผนดังกล่าวยังถูกออกแบบให้ ขยายพื้นที่ให้บริการน้ำประปา ตามเส้นทางท่อจากฝายแม่ลาวเข้าสู่ตัวเมือง ทำให้ชุมชนที่อยู่นอกเขตบริการเดิมสามารถเข้าถึงน้ำสะอาดได้มากขึ้น โดยคาดว่าจำนวนผู้ใช้น้ำจะเพิ่มจาก 41,539 ครัวเรือนในปี 2568 เป็น 66,639 ครัวเรือนในปี 2589

ในระยะสั้น กปภ.เชียงรายได้ของบประมาณ 5 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงและติดตั้งระบบจ่ายสารเคมีที่สถานีผลิตน้ำวังคํา ให้ควบคุมปริมาณสารได้แม่นยำยิ่งขึ้น เพื่อเสริมความมั่นใจระหว่างรอแผนระยะยาว

รศ.ดร.สืบสกุล กิจนุกร มองว่า การใช้งบประมาณระดับพันล้านบาทเพื่อย้ายแหล่งน้ำดิบครั้งนี้ แม้ดูสูง แต่เมื่อเทียบกับการป้องกันความเสี่ยงด้านสุขภาพในระยะยาวของประชาชนทั้งจังหวัด ถือเป็น “การลงทุนเพื่ออนาคต 100 ปี” ที่คุ้มค่า

“งบฯ พันล้านซื้อความปลอดภัยให้คนทั้งจังหวัดได้ 100 ปี มันคุ้มค่ามากกว่าการรอให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมา”

เมื่อคนเชียงราย “เลิกดื่ม–เลิกใช้น้ำประปา” วิกฤตความเชื่อมั่นที่ตัวเลขมาตรฐานอธิบายไม่พอ

วิกฤตครั้งนี้จะไม่สมบูรณ์ หากไม่ฟังเสียงของผู้ใช้น้ำตัวจริง

มธุรส เปล่งใส ชาวบ้านในเขตอำเภอเมืองเชียงราย เล่าว่า หลังเกิดข่าวการปนเปื้อนโลหะหนักในแม่น้ำกก ครอบครัวของเธอ “หยุดใช้น้ำประปาดื่มมาหลายเดือน”

“น้ำประปาเราใช้ในชีวิตประจำวันทุกอย่างเลย ทั้งล้างหน้า แปรงฟัน รดน้ำต้นไม้ ให้น้ำสัตว์เลี้ยง ยกเว้นแค่น้ำดื่มเท่านั้นที่เราไม่กล้าใช้… เรารู้ว่าเขาพยายามชี้แจง มีคนออกมาชิมน้ำ โชว์ล้างหน้า แต่ไม่มีผลวิจัยยืนยันเลยว่า ถ้าเราดื่มน้ำแบบนี้ไป 10 ปี 20 ปี จะไม่เป็นมะเร็ง”

ทางเลือกของครอบครัวจึงเหลือเพียง “ต้องซื้อน้ำดื่มทั้งหมด” ทั้งดื่มและทำอาหาร เพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้ครัวเรือนในช่วงเศรษฐกิจตึงตัว

ด้าน รัตติกร แสงสุวรรณ เจ้าของร้านอาหารในเขตเทศบาลนครเชียงราย สะท้อนปัญหาคล้ายกัน เธอระบุว่า จากเดิมที่ใช้ “น้ำประปากรอง” เพื่อประกอบอาหารและบริการลูกค้า ปัจจุบันต้องหันไปใช้น้ำโรงงานทั้งหมด เพราะไม่มั่นใจในคุณภาพน้ำ แม้จะผ่านการกรองแล้วก็ตาม

“ตอนนี้ต้องซื้อน้ำทั้งหมด ทั้งน้ำดื่มสำหรับลูกค้า และน้ำที่ใช้ประกอบอาหาร… แม้จะกรองน้ำประปาแล้ว กลิ่นคลอรีนก็ยังแรง บางครั้งแม้ต้มน้ำ กลิ่นก็ยังไม่หาย”

รัตติกรยังพบปัญหาผิวหนังหลังอาบน้ำประปา จนแพทย์แนะนำให้หลีกเลี่ยงใช้น้ำดังกล่าวโดยตรง เธอจึงต้องหาวิธีเก็บน้ำให้ตกตะกอนก่อนใช้ หรือหันไปใช้น้ำจากแหล่งอื่นเท่าที่หาได้

ในระดับชุมชน ปรัตถกร การเร็ว กำนันตำบลแม่ยาว เล่าว่า หมู่บ้านริมกกซึ่งเคยใช้น้ำประปาหมู่บ้านจากแม่น้ำกก ต้องหยุดใช้น้ำมานานกว่าหนึ่งปี ทั้งจากความเสียหายของระบบประปาหมู่บ้านในเหตุภัยพิบัติปี 2567 และจากความกังวลเรื่องสารหนูปนเปื้อน

ชาวบ้านกว่า 400 ครัวเรือนในพื้นที่ ต้องหันมาซื้อน้ำดื่มใช้เอง จากที่เคยใช้น้ำแทบไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย กลายเป็นต้องจ่ายเดือนละ 500–1,000 บาท ซึ่งเป็นภาระหนักต่อครัวเรือนรายได้น้อย

“ชาวบ้านไม่รู้ว่าน้ำที่เทศบาลนำมาเติมเป็นน้ำจากไหน แต่ก็จำเป็นต้องใช้ เพราะคนเราขาดน้ำไม่ได้ มันเป็นภาวะจำยอมจริง ๆ”

เสียงสะท้อนเหล่านี้ยืนยันว่า แม้ตัวเลขค่ามาตรฐานน้ำจะ “อยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย” แต่เมื่อความเชื่อมั่นถูกสั่นคลอน ประชาชนจำนวนมากจำเป็นต้องหา “ระบบความปลอดภัยของตัวเอง” ผ่านการซื้อน้ำ โรงงาน กักเก็บน้ำ หรือเปลี่ยนรูปแบบการใช้น้ำประปา ซึ่งแปลตรง ๆ เป็น “ต้นทุนแฝง” ทางเศรษฐกิจและสุขภาพ ที่ไม่ปรากฏในบิลค่าน้ำ

น้ำไม่ใช่แค่ทรัพยากร แต่คือ “สิทธิขั้นพื้นฐาน” และโจทย์การทูตข้ามพรมแดน

รศ.ดร.สืบสกุล กิจนุกร ย้ำหลายครั้งว่า ปัญหาน้ำกกไม่ใช่เพียงเรื่องเทคนิคของระบบกรองน้ำ หากแต่เป็น สิทธิพื้นฐานในการเข้าถึงน้ำสะอาด และ “สิทธิชุมชน” ในการกำหนดอนาคตของทรัพยากรธรรมชาติที่เลี้ยงดูตนเอง

เขาชี้ว่า จากข้อมูลการตรวจวัดต่อเนื่อง 8 เดือนที่ผ่านมา เห็นชัดว่า สารโลหะหนักแม้จะต่ำกว่าค่ามาตรฐาน แต่เมื่อบริโภคทุกวัน ย่อมมีโอกาสสะสมในร่างกาย และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรัง เช่น มะเร็ง หรือโรคระบบประสาท

ขณะเดียวกัน เขาเชื่อมโยงกรณีแม่น้ำกกกับลุ่มน้ำอื่น ๆ ทั้งสาละวิน กระบุรี และโขง ซึ่งต่างเริ่มตรวจพบปัญหาปนเปื้อนโลหะหนักจากกิจกรรมเหมืองในประเทศเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่อง โดยมีรายงานจากคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) เตือนถึงการเพิ่มขึ้นของโลหะหนักในบางช่วงของแม่น้ำโขงในแขวงเกาะแก้ว สปป.ลาว

สำหรับเขาและเครือข่าย ภาพรวมทั้งหมดนี้บ่งชี้ว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเผชิญวิกฤต “ธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม” ที่จำเป็นต้องแก้ไขด้วยความร่วมมือข้ามพรมแดน ไม่ว่าจะเป็นการกดดันทุนข้ามชาติ ระบบตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของแร่หายากในตลาดโลก หรือการใช้เวทีภูมิภาค เช่น คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง เป็นพื้นที่เจรจากับประเทศต้นน้ำและจีน

แต่ในขณะที่กระบวนการทางการทูตและกลไกระหว่างประเทศยังต้องใช้เวลา ประชาชนปลายน้ำ “ไม่อาจรอได้” ทางออกที่ทำได้ทันที จึงกลับมาที่โจทย์เดิม – ย้ายแหล่งน้ำดิบเพื่อหยุดความเสี่ยงโดยตรงต่อชีวิตผู้คนก่อน

ย้ายแหล่งน้ำ ทางหนีไฟที่จำเป็น แต่ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย

สำหรับจังหวัดเชียงรายซึ่งกำลังถูกผลักดันให้เป็น “เมืองเศรษฐกิจและศูนย์กลางชายแดน” การมีระบบน้ำประปาที่ปลอดภัย เชื่อถือได้ และรองรับการเติบโตของครัวเรือนจากราวสี่หมื่นกว่าครัวเรือนสู่หกหมื่นกว่าครัวเรือนในอีกสองทศวรรษข้างหน้า ไม่ใช่เพียงประเด็นเทคนิคด้านสาธารณูปโภค แต่คือ “โครงสร้างพื้นฐานของความเชื่อมั่น” ต่อเมืองทั้งระบบ

แผนย้ายแหล่งน้ำดิบจากแม่น้ำกกไปแม่น้ำลาวจึงเปรียบเสมือน “ทางหนีไฟ” ของเมืองเชียงรายในภาวะวิกฤต เป็นมาตรการที่ต้องทำ และต้องทำให้สำเร็จโดยเร็ว เพื่อปกป้องสิทธิในการมีชีวิตและน้ำสะอาดของประชาชน

อย่างไรก็ดี นักวิชาการ ภาคประชาชน และหน่วยงานท้องถิ่นล้วนเห็นพ้องว่า การย้ายแหล่งน้ำไม่ใช่คำตอบสุดท้าย หากปราศจากการจัดการต้นตอปัญหาในรัฐฉานและลุ่มน้ำเพื่อนบ้าน ผ่านการเจรจาระดับรัฐต่อรัฐ การกดดันทุนข้ามชาติ และการสร้างกลไกตรวจสอบแหล่งแร่ในห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างจริงจัง

สุดท้าย ความสำเร็จของมาตรการครั้งนี้จะไม่ได้วัดเพียงจากตัวเลขงบประมาณที่ได้รับอนุมัติ หรือจำนวนครัวเรือนที่เชื่อมต่อระบบประปาเพิ่มขึ้น หากแต่วัดจาก “จำนวนคนเชียงรายที่กลับมากล้าเปิดก๊อกดื่มน้ำในบ้านตัวเอง” และจากวันที่แม่น้ำกกจะไม่ถูกกล่าวถึงในฐานะ “แม่น้ำที่ต้องหนี” หากแต่กลับมาเป็นเส้นเลือดใหญ่ของชีวิตคนเชียงรายอีกครั้ง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) สาขาเชียงราย
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย)
  • สถาบัน Stimson Center
  • The Active – บทสัมภาษณ์ รศ.ดร.สืบสกุล กิจนุกร, นายอภิศักดิ์ สวัสดิรักษ์, มธุรส เปล่งใส, รัตติกร แสงสุวรรณ, ปรัตถกร การเร็ว และชาวบ้านในพื้นที่ลุ่มน้ำกก
  • กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
NEWS UPDATE

สงขลาโฟกัสส่งจดหมายเปิดผนึก ถึงผู้ว่าฯ จี้ 5 มาตรการเยียวยาหลังน้ำท่วม

วิกฤตอุทกภัยใต้ สงขลาสั่งอพยพด่วนทั่วหาดใหญ่ ตัวเลขชี้กระทบกว่า 7 แสนครัวเรือน ขณะที่ “เชียงราย” เปิดภารกิจ HUG หาดใหญ่ ส่งกองหนุนฟื้นฟูหลังน้ำลด

เชียงราย/สงขลา, 24 พฤศจิกายน 2568 – มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่ปกคลุมอ่าวไทยตอนล่างต่อเนื่องหลายวัน ได้ผลักคลื่นฝนหนักซ้ำเติมลุ่มน้ำภาคใต้ จนเช้าวันนี้เวลา 06.00 น. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) สรุปสถานการณ์ว่า มีประชาชนได้รับผลกระทบ 719,858 ครัวเรือน รวม 1,917,521 คน ใน 10 จังหวัด 92 อำเภอ 581 ตำบล 4,146 หมู่บ้าน ขณะที่เมื่อมองในกรอบ 12 จังหวัดภาคใต้ มีผู้ได้รับผลกระทบเพิ่มเป็น 740,405 ครัวเรือน 1,966,843 คน หลายพื้นที่ยังต้องเฝ้าระวังน้ำล้นตลิ่งและน้ำป่าไหลหลากอย่างใกล้ชิด

จุดวิกฤต  สงขลายกระดับเป็น “ภาวะฉุกเฉิน” หาดใหญ่ประกาศอพยพทั้งเมือง

ในบรรดาจังหวัดที่ถูกกระทบ สงขลา ถูกระบุเป็น “จุดร้อน” ที่สุด ทั้งเชิงปริมาณและความเร่งด่วน โดยมีผู้ได้รับผลกระทบ 243,568 ครัวเรือน ครอบคลุม 16 อำเภอ 115 ตำบล 821 หมู่บ้าน ระดับน้ำในหลายชุมชนสูงกว่าหนึ่งเมตร และยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จังหวัดจึงออกประกาศ “อพยพด่วน” ให้ประชาชนใน เทศบาลนครหาดใหญ่ เคลื่อนย้ายไปยังจุดพักพิงผ่านเส้นทางปลอดภัย ใช้รถสูงหรือเรือหลีกเลี่ยงน้ำเชี่ยว โดยเริ่มจากพื้นที่เสี่ยงและชุมชนที่ระดับน้ำเพิ่มเร็ว

ย่านเศรษฐกิจสำคัญของเมือง ตั้งแต่ถนนเศรษฐกิจ สถานีขนส่ง ศูนย์การค้า ไปจนถึงชุมชนริมคลอง ทยอยถูกตัดขาดเป็นช่วง ๆ น้ำกัดเซาะฟุตปาธและโครงสร้างเบา ขณะที่หน่วยกู้ภัยและ อปท. ต้องทำงานแข่งกับเวลาในการอพยพผู้สูงอายุ เด็กเล็ก และผู้ป่วยติดเตียงออกจากบ้านเรือนที่ถูกล้อมด้วยน้ำ

ตัวเลขที่ต้องรู้  ภาคใต้ตอนล่างรับแรงปะทะหนัก

  • ปัตตานี  กระทบ 58,009 ครัวเรือน (12 อำเภอ 101 ตำบล 485 หมู่บ้าน)
  • ยะลา  กระทบ 13,753 ครัวเรือน (4 อำเภอ 28 ตำบล 104 หมู่บ้าน)
  • นราธิวาส  กระทบ 34,036 ครัวเรือน (7 อำเภอ 29 ตำบล 134 หมู่บ้าน)
    พื้นที่อื่น ๆ อย่าง สุราษฎร์ธานี ตรัง พัทลุง สตูล อยู่ในโหมดเฝ้าระวังสูง หลังมีรายงานน้ำล้นตลิ่งและคลื่นน้ำป่าหลากเข้าเขตชุมชนและเกษตรซ้ำ ๆ

แม้ ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ ในชั่วโมงรายงาน แต่ความเสี่ยงต่อชีวิต ทรัพย์สินยังอยู่ในระดับสูงจากปัจจัย 3 ประการ  (1) ฝนต่อเนื่องยาว (2) ระบบระบายน้ำอิ่มตัว และ (3) เส้นทางสัญจรถูกตัดขาดเป็นระยะ ทำให้การลำเลียงเวชภัณฑ์ อาหาร น้ำดื่ม และพลังงานเข้า–ออกพื้นที่ประสบภัยต้องบริหารอย่างรอบคอบ

เสียงจากพื้นที่  จดหมายเปิดผนึก “สงขลาโฟกัส” ถึงผู้ว่าฯ เรียกร้อง 5 มาตรการเร่งด่วน

ท่ามกลางเหตุฉุกเฉิน สื่อท้องถิ่น สงขลาโฟกัส” ได้ออก จดหมายเปิดผนึกถึงผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา สะท้อนบทเรียนอุทกภัยใหญ่ในอดีต พ.ศ. 2531, 2543, 2553 และชี้ว่าความเสียหายครั้งนี้ “ยังไม่สายนัก” หากทุกฝ่ายขยับพร้อมกันตาม 5 ประเด็นเร่งด่วน ได้แก่

  1. เปิดจุดโรงครัวอย่างน้อย 10 จุดในเทศบาลนครหาดใหญ่ พร้อมจุดรับบริจาคน้ำดื่ม/ของจำเป็น เพื่อกระจายความช่วยเหลือให้ทั่วถึง
  2. ระดมเทศบาล/อบต. ใกล้เคียงร่วมเปิดพื้นที่สนับสนุนทุกเขต
  3. สำรวจเชิงรุก ผู้ป่วยติดเตียง/ผู้ที่ออกจากบ้านไม่ได้ เพื่อจัดสรรทีมเข้าช่วยเหลือเฉพาะหน้า
  4. ตั้ง ศูนย์บัญชาการกลาง รวบรวมข้อร้องเรียน ความเสียหาย และสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้อง ป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคา กักตุนสินค้า
  5. เตรียม มาตรการเยียวยาหลังน้ำลดแบบครบวงจร ตั้งแต่การสำรวจ ขนย้ายโคลนตะกอน ล้างบ้าน สถานศึกษา สะพาน ถนน สาธารณูปโภค จัดการเงินเยียวยา/เคลมประกัน สินเชื่อฟื้นฟู เพื่อพาคนสงขลากลับสู่ชีวิตปกติ “เร็วที่สุด”

สาระในจดหมายสะท้อนความคาดหวังสองด้าน การบริหารวิกฤตระยะสั้นที่ต้องเร็วและเข้ม และการฟื้นฟูระยะกลาง ยาวที่ต้องโปร่งใส ตอบโจทย์เศรษฐกิจฐานราก ความเชื่อมั่น การท่องเที่ยวให้กลับมาโดยเร็ว

น้ำใจเหนือ–ใต้  เชียงรายเปิด “HUG หาดใหญ่” ส่งกองหนุนฟื้นฟูหลังน้ำลด

ขณะชั่วโมงวิกฤตกำลังเดินหน้า เชียงราย” ทางภาคเหนือได้ขยับเป็น “กองหนุน” สำคัญ ภายใต้โครงการ HUG หาดใหญ่  น้ำใจชาวเชียงรายช่วยน้ำท่วม โดยมี องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) นำโดย นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ เป็นแกนประสานงานร่วมกับ

  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย (เชื่อมชุมชน ศิลปวัฒนธรรมช่วยระดมสิ่งของ)
  • ภาคเอกชน เช่น CPALL (โลจิสติกส์ สิ่งของจำเป็น)
  • สื่อท้องถิ่น ทั้ง นครเชียงรายนิวส์ และ สงขลาโฟกัส (ประสานข้อมูลพื้นที่จริง)
  • ไปรษณีย์จังหวัดเชียงราย (สนับสนุนการคัดแยก ขนส่งไปยังพื้นที่พักพิงและจุดฟื้นฟู)

โครงการตั้งเป้าชัดเจน  ไม่ซ้ำซ้อนกับหน่วยกู้ภัยด่านหน้า แต่จะเติม “ด้านหลังบ้าน” เมื่อระดับน้ำเริ่มคลี่คลาย ช่วงที่ครัวเรือนต้องการ อาหารแห้ง น้ำดื่ม ยาสามัญ ผ้าอนามัย/ผ้าอ้อม และอุปกรณ์ล้าง ฟื้นฟูบ้านเรือน เพื่อให้ประชาชน “กลับยืนได้ด้วยตัวเอง” เร็วที่สุด ลดเวลาหยุดชะงักของเศรษฐกิจครัวเรือน

“เราตั้งใจเป็นกองหนุนระยะฟื้นตัว จุดที่มักขาดมากที่สุด แต่สำคัญต่อการพาคนกลับบ้านอย่างปลอดภัยและมีศักดิ์ศรี”   แนวทางปฏิบัติการของเครือข่ายผู้ประสานงานโครงการ HUG หาดใหญ่ (อ้างอิงตามกรอบข้อมูลที่ได้รับ)

แผนบนโต๊ะ  จากอพยพ พักพิง สู่ฟื้นฟูเมืองและความเชื่อมั่น

เพื่อคลี่คลายปมและลดต้นทุนทางสังคม เศรษฐกิจที่พอกพูน “ชั่วโมงทอง” หลังฝนซา น้ำลด คือช่วงเวลาที่ต้องขับเคลื่อน 4 โหนดหลักอย่างพร้อมเพรียง

  1. ข้อมูล สื่อสารกลาง  ใช้ศูนย์บัญชาการรวมของจังหวัด (EOC) ทำงานร่วมกับ ปภ. อปท. สื่อท้องถิ่น จัดแผนที่น้ำท่วม จุดอพยพ จุดแจกจ่าย เส้นทางปลอดภัยแบบเรียลไทม์ ลดข่าวลือและความตื่นตระหนก จัดสายด่วนเชื่อมผู้ป่วยติดเตียง
  2. ลอจิสติกส์ช่วยเหลือ  บูรณาการคลังสิ่งของ (น้ำดื่ม อาหาร ยา ของใช้จำเป็น) เข้ากับเครือข่ายไปรษณีย์ เอกชน ใช้ระบบคิวอาร์/บาร์โค้ดติดตามการกระจายเพื่อลดซ้ำซ้อนและตกหล่น
  3. ฟื้นฟูสาธารณูปโภค  สำรวจสะพาน ถนน ท่อระบายน้ำ ระบบไฟฟ้า สื่อสาร และระดมทีมล้างโคลน ฉีดล้างฆ่าเชื้อในโรงเรียน โรงพยาบาล ตลาด สถานที่ราชการ เพื่อให้บริการสาธารณะคืนสภาพก่อนเปิดเมือง
  4. เยียวยา ปลุกเศรษฐกิจ  ตั้งเคาน์เตอร์เดียว (one stop) รับคำร้อง ประเมินความเสียหาย เชื่อม เงินเยียวยารัฐ ประกันภัย สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ สำหรับครัวเรือน SMEs พร้อมแผน อีเวนต์ปลุกเมือง เมื่อพร้อม เช่น ถนนคนเดิน เทศกาลชุมชน สร้างทราฟฟิกการค้า ท่องเที่ยวกลับคืน

ทำไม “จุดหลังน้ำลด” จึงชี้ชะตาความเร็วการฟื้นตัว

บทเรียนจากอุทกภัยใหญ่ในอดีต ที่สื่อท้องถิ่นยกปี 2531, 2543, 2553 มาเทียบเคียง ชี้ตรงกันว่า การ “อพยพได้ปลอดภัย” เป็นเพียงครึ่งแรกของเกม อีกครึ่งคือ “การทำให้เมืองกลับมาทำงาน” ให้เร็วที่สุด หากรอนาน ความเสียหายทางเศรษฐกิจฐานรากจะยืดเยื้อ ธุรกิจขนาดเล็ก รายวันขาดสภาพคล่อง หนี้ครัวเรือนพุ่ง และคนย้ายถิ่นชั่วคราวเพิ่มความเสี่ยงต่อความไม่แน่นอนทางสังคม

ในมุมนี้ การที่เชียงรายประกาศตนเป็นกองหนุนด้าน สิ่งของจำเป็น ชุดฟื้นฟูบ้าน จึงเติมช่องโหว่สำคัญ เพราะบ้านนับหมื่นหลังต้อง “เริ่มใหม่พร้อมกัน” จากกวาดโคลน ตากเฟอร์นิเจอร์ ล้างเครื่องใช้ ฆ่าเชื้อโรคในครัว ห้องน้ำ ไปจนถึงซ่อมสายไฟ ปลั๊กที่เปียกน้ำ การมี “ชุดฟื้นฟูมาตรฐาน” ที่คัดสรรแล้ว ช่วยลดต้นทุนเวลาและการเดินทางของครัวเรือนอย่างมีนัยสำคัญ

ข้อเสนอเชิงนโยบายจากจดหมายเปิดผนึก  ทำอย่างไรให้ความช่วยเหลือ “ไปถึงคนตัวเล็ก”

ข้อเรียกร้อง 5 ประการของ สงขลาโฟกัส ไม่ได้เป็นเพียงแคตตาล็อกความต้องการ แต่สะท้อน “สถาปัตยกรรมการบริหารวิกฤต” ที่ควรจัดวางในสถานการณ์เช่นนี้

  • โรงครัว 10 จุดในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่  กระจายอาหารร้อนสม่ำเสมอ ลดการเดินทางของผู้ประสบภัย
  • เปิดพื้นที่โดยรอบ  เทศบาล/อบต. ข้างเคียงช่วยเสริมคลัง สถานที่พักพิง ลดความแออัด
  • สำรวจผู้ป่วยติดเตียง  ใช้ อสม. ทุนชุมชน เป็นตา หู มือ เข้าประตูบ้านที่ไปไม่ถึง
  • ศูนย์ข้อมูลกลาง  รวมข้อร้องเรียน ความเสียหาย ป้องกันการ ขึ้นราคาสินค้า/กักตุน ซึ่งเป็นความเปราะบางซ้ำเติม
  • แพ็กเกจฟื้นฟู  ทำให้คน “กลับบ้านได้จริง” ตั้งแต่ ล้าง ย้าย ซ่อม เยียวยา สินเชื่อ จนกลับสู่กิจกรรมปกติ

ข้อเสนอนี้สอดคล้องกับสิ่งที่ ปภ. และจังหวัดต่าง ๆ ใช้เป็นแนวทางอยู่แล้ว แต่การเน้น “ความเร็ว ความโปร่งใส การเข้าถึงกลุ่มเปราะบาง” คือรายละเอียดที่ทำให้มาตรการเห็นผลบนดิน

เชื่อมเหนือ ใต้ด้วยข้อมูล ความไว้ใจ  บทบาทสื่อท้องถิ่นสองเมือง

ความร่วมมือระหว่าง นครเชียงรายนิวส์ และ สงขลาโฟกัส ทำให้การสื่อสาร “ปลายทาง ต้นทาง” เชื่อมติดกัน ปลายทางบอกความต้องการจริง ต้นทางจัดหาตรงจุด ลดของล้นประเภทหนึ่ง ขาดประเภทหนึ่ง อีกทั้งยังเพิ่ม ความไว้ใจ ให้ผู้บริจาคเห็นเส้นทางสิ่งของจากคลังภาคเหนือสู่ครัว บ้าน โรงเรียนภาคใต้แบบตรวจสอบได้

ทางสองแพร่งของสงขลา  ระหว่าง “น้ำยังไม่ลด” กับ “ชีวิตต้องเดินต่อ”

ขณะที่ฝนยังไม่หมดภาค ใต้ สงขลาจึงต้องบริหารสองสมการพร้อมกัน

  1. ความปลอดภัยวันนี้  เร่งอพยพ คัดแยกกลุ่มเสี่ยง รักษาโครงข่ายสื่อสาร ไฟฟ้าในพื้นที่สำคัญ
  2. ความหวังพรุ่งนี้  เตรียมแผนฟื้นฟูให้ “พร้อมทำงานทันทีที่น้ำลด” ไม่ต้องเสียเวลาเถียงกันเรื่องข้อมูลหรือขั้นตอน

การที่ภาคเหนือยืนมือมาพร้อม โลจิสติกส์ คลังสิ่งของ เครือข่ายสื่อ ทำให้สมการข้อสองมีทรัพยากรตั้งต้น และนี่คือความงามของ “ความร่วมมือข้ามภูมิภาค” ที่ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะช่วงข่าวใหญ่ แต่สานต่อสู่การพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืนได้ หากถูกจัดวางเป็นระบบ

อุทกภัยภาคใต้ครั้งนี้เป็นบททดสอบสำคัญของสมรรถนะการบริหารวิกฤตไทย ทั้งในระดับจังหวัดและความร่วมมือข้ามภูมิภาค ตัวเลข กว่า 7 แสนครัวเรือน ที่ได้รับผลกระทบ (และแตะ เกือบ 7.5 แสนครัวเรือน เมื่อมองทั้ง 12 จังหวัด) ไม่ใช่เพียงสถิติ แต่คือชีวิตจริงที่ต้องการอาหาร น้ำ ยา ความปลอดภัย และความหวังว่าจะกลับบ้านได้ในเร็ววัน

สงขลา เลือก “ตั้งหลักด้วยการอพยพด่วน” และส่งเสียงผ่าน จดหมายเปิดผนึก เพื่อขอ 5 มาตรการเร่งด่วน ขณะที่ เชียงราย ตอบรับด้วยการเป็น “กองหนุนฟื้นฟู” ภายใต้โครงการ HUG หาดใหญ่ เชื่อมข้อมูล สื่อ โลจิสติกส์ ให้ความช่วยเหลือไปถึง “คนตัวเล็ก” อย่างทันเวลา

เมื่อคลื่นฝนผ่านไป สิ่งที่จะนิยามความทรงจำของวิกฤตครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงระดับน้ำที่สูงเพียงใด แต่คือ เราลดเวลาคนกลับบ้านได้เร็วแค่ไหน และ เราสร้างระบบที่เข้มแข็งกว่าเดิมได้หรือไม่ คำตอบของสองประโยคนี้ จะสะท้อนว่าเรายืนอยู่ตรงไหนบนเส้นทางสู่เมืองปลอดภัย ยืดหยุ่น และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

สิ่งของจำเป็นที่โครงการ HUG หาดใหญ่เชิญชวนร่วมบริจาค (ตามกรอบข้อมูลที่ได้รับ)

  • ข้าวสาร
  • บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป / อาหารกระป๋อง
  • น้ำดื่ม
  • ยาสามัญประจำบ้าน (เช่น ยาลดไข้แก้ปวด)
  • ผ้าอนามัย / ผ้าอ้อมสำเร็จรูป

หมายเหตุ  การจัดส่ง คัดแยกประสานผ่าน อบจ.เชียงราย, ไปรษณีย์จังหวัดเชียงราย และเครือข่ายสื่อพื้นที่

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย (ปภ.)
  • สำนักข่าวสงขลาโฟกัส
  • สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ และ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย  ข้อมูลความร่วมมือโครงการ “HUG หาดใหญ่  น้ำใจชาวเชียงรายช่วยน้ำท่วม” โครงข่ายประสานงานและรายการสิ่งของจำเป็น
  • หน่วยงานท้องถิ่นจังหวัดสงขลา (เทศบาลนครหาดใหญ่/อปท.พื้นที่)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME