Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

จากผู้ประสบภัยสู่ผู้ให้ โลจิสติกส์มนุษยธรรม ส่ง กองหนุนฟื้นฟู หาดใหญ่ หลังน้ำลด

ฮัก” ข้ามขุนเขา อบจ.เชียงราย ไปรษณีย์ไทย ผนึกกำลังส่ง ‘กองหนุนฟื้นฟู’ ล็อตใหญ่ ส่งหาดใหญ่ 2 ธ.ค. 68 จากผู้ประสบอุทกภัยวันนั้น สู่ “ผู้ให้ที่งดงาม” ในวันนี้

เชียงราย, 28 พฤศจิกายน 2568 – ท่ามกลางสถานการณ์มหาอุทกภัยที่ยังสร้างบาดแผลให้กับชีวิตและเศรษฐกิจของประชาชนในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ภาคเหนือของประเทศไม่ได้เพียง “เฝ้าดู” ข่าวน้ำท่วม หากแต่ลุกขึ้นมาเป็น “กองหนุนฟื้นฟู” อย่างเป็นรูปธรรม ล่าสุดองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) จับมือไปรษณีย์ไทย และภาคีเครือข่ายในจังหวัด เดินหน้าภารกิจ “เหนือช่วยใต้” เตรียมขนส่งธารน้ำใจล็อตแรกน้ำหนักรวมราว 4 ตัน ด้วยรถบรรทุก 6 ล้อสังกัดไปรษณีย์ไทย ในวันที่ 2 ธันวาคม 2568 เวลา 10.30 น.

ภารกิจครั้งนี้ถูกออกแบบให้แตกต่างจาก โดยมุ่งเป้าไปที่ช่วง “หลังน้ำลด” ซึ่งเป็นช่วงที่ประชาชนต้องการความช่วยเหลือด้านการฟื้นฟูสภาพความเป็นอยู่ สุขอนามัย และคุณภาพชีวิตในระยะยาวมากที่สุด

จากเชียงราย สู่เฟส “กองหนุนฟื้นฟู” หลังน้ำลด

การขยับเข้าสู่ “เฟสฟื้นฟู” ของชาวเชียงรายเริ่มต้นจากการหารือระหว่าง

  • นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • นายวุฒิพงษ์ เดชมนต์ ไปรษณีย์จังหวัดเชียงราย

ทั้งสองฝ่ายเห็นร่วมกันว่า สิ่งที่ต้องทำต่อคือการ “เสริมแรงฟื้นฟู” ในระยะกลางและระยะยาวผ่านระบบโลจิสติกส์ทางบก ที่สามารถรองรับปริมาณสิ่งของได้มาก และสอดคล้องกับลักษณะความต้องการในช่วงหลังระดับน้ำเริ่มลดลง

นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ กล่าวถึงแนวคิดว่า

“ส่วนหนึ่งของจังหวัดเชียงรายตระหนักดีว่าการช่วยเหลือไม่ได้จบลงเมื่อน้ำลด การฟื้นฟูที่ต้องการแรงกายแรงใจมหาศาล ดังนั้น เป้าหมายของการส่งสิ่งของล็อตนี้ จึงเป็นการส่งไปเป็น ‘กองหนุน’ ให้กับพี่น้องที่กำลังเดือดร้อน เราเลือกที่จะทำงานร่วมกับไปรษณีย์ไทย เพื่อขนส่งธารน้ำใจ เชื่อมโยงน้ำใจจากเหนือสุดแดนสยามถึงปลายด้ามขวาน โดยไม่ไปเพิ่มภาระขั้นตอนงานให้กับเจ้าหน้าที่และจิตอาสาในพื้นที่ภาคใต้”

จากแนวคิดดังกล่าว จึงเกิดแบบแผนการขนส่งที่ชัดเจน คือ การใช้ รถบรรทุก 6 ล้อของไปรษณีย์ไทย น้ำหนักบรรทุก 4 ตัน เป็นพาหนะขนส่งล็อตแรกออกจากเชียงรายในวันที่ 2 ธันวาคม 2568 เวลา 10.30 น. โดยสิ่งของที่บรรทุกส่วนใหญ่จะเป็น “ของจำเป็นหลังน้ำลด” และของอุปโภคบริโภคที่เฟ้นมาจากการรับบริจาคของประชาชนและหน่วยงานในจังหวัดเชียงรายตลอดหลายวันก่อนหน้า

พลัง “ฮัก” ที่จับต้องได้ 6 องค์กรหลัก 1 มหาวิทยาลัย ผนึกเครือข่ายเหนือช่วยใต้

ภารกิจครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงความร่วมมือระหว่าง อบจ.เชียงราย และไปรษณีย์ไทยเท่านั้น แต่ยังขยายตัวไปสู่เครือข่ายภาคส่วนต่าง ๆ ภายใต้โครงการ ฮัก หาดใหญ่” และ ไทยรวมใจที่เซ็นทรัล” โดยมีองค์กรหลักในจังหวัดเชียงรายร่วมขับเคลื่อนอย่างน้อย 6 หน่วย ได้แก่

  1. องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) – แกนกลางด้านนโยบาย การประสานงาน และการรวบรวมสิ่งของบริจาค
  2. ไปรษณีย์ไทย จังหวัดเชียงราย – ทำหน้าที่เป็น “ขนส่งธารน้ำใจ โลจิสติกส์” รับผิดชอบการขนส่งสิ่งของด้วยระบบขนส่งทางบก
  3. สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย – สนับสนุนการสื่อสารและเชื่อมโยงกับชุมชน วัด กลุ่มวัฒนธรรม และเครือข่ายภาคประชาชน
  4. สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ และ สงขลาโฟกัส – เชื่อมต่อพื้นที่พร้อมสื่อสารข้อมูลข่าวสารให้ประชาชนรับรู้ความคืบหน้าทั้งผู้ให้ ผู้รับ พร้อมเป็นช่องทางประชาสัมพันธ์การรับบริจาค
  5. CPALL – มีบทบาทในการช่วยรวบรวมและสนับสนุนพื้นที่–ทรัพยากรในเครือข่ายธุรกิจค้าปลีก
  6. ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงราย – ซึ่งถือเป็นจุดรับบริจาคสำคัญในเขตเมือง และโครงการที่แข็งแกร่งอย่าง “ไทยรวมใจที่เซ็นทรัล”  ให้ประชาชนเข้าถึงได้สะดวก

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงราย (มทร.ล้านนาเชียงราย) ยังเข้ามาร่วมเป็นจุดรับบริจาคหลัก เสริมบทบาทของสถาบันการศึกษาในการเป็นสะพานเชื่อมเยาวชน นักศึกษา และบุคลากร ให้เข้ามามีส่วนร่วมในภารกิจบรรเทาทุกข์ระดับชาติ

โครงการ “ฮัก หาดใหญ่” เลือกใช้คำว่า ฮัก” ซึ่งในภาษาเหนือหมายถึง “รัก” ขณะเดียวกันยังผูกโยงกับคำว่า “Hug” ในภาษาอังกฤษ ที่แปลว่า “กอด” เพื่อสื่อสารเชิงสัญลักษณ์ว่า ทุกสิ่งของที่ถูกส่งไป ไม่ใช่เพียงวัตถุ แต่คือ “อ้อมกอด” จากคนเหนือที่โอบกอดพี่น้องภาคใต้ในยามลำบาก โดยไม่จำเป็นต้องใช้ถ้อยคำมากมาย

ยุทธศาสตร์ “ถึงมือ ไม่เพิ่มภาระ” เมื่อโลจิสติกส์มนุษยธรรมคิดถึงปลายทางมากกว่าแค่ต้นทาง

หนึ่งในประเด็นสำคัญของภารกิจครั้งนี้คือ การออกแบบการขนส่งและการกระจายสิ่งของในลักษณะที่ ลดภาระ” ให้กับเจ้าหน้าที่และจิตอาสาในพื้นที่ภาคใต้ให้มากที่สุด

แทนที่จะส่งสิ่งของไปลงที่หน่วยงานส่วนกลางแล้วให้ภาครัฐในพื้นที่ต้องมารับ คัดแยก จัดแจกเพิ่มเติม กลุ่มพันธมิตรจากเชียงรายเลือกใช้แนวทาง “ส่งให้ใกล้มือที่สุด” โดยประสานผ่าน สำนักข่าวสงขลาโฟกัส” ซึ่งทำหน้าที่ทั้งในฐานะสื่อท้องถิ่นและ “เพื่อนพันธมิตรในพื้นที่” แม้ตัวสำนักข่าวเองอยู่ในสถานการณ์ที่อย่างลำบากก็ตาม ให้เป็นจุดรับมอบและช่วยกระจายต่อสู่ชุมชนและผู้ประสบภัย

แนวทางนี้ทำให้การช่วยเหลือเดินทางไปถึงกลุ่มเป้าหมายปลายทางได้รวดเร็วขึ้น ลดขั้นตอนทางธุรการ ลดการซ้ำซ้อนของงาน และช่วยให้เจ้าหน้าที่รัฐในภาคใต้สามารถทุ่มเทกำลังไปกับภารกิจหลักด้านการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน พื้นที่สาธารณะ และการดูแลกลุ่มเปราะบางได้เต็มที่

ในเชิงนโยบายสาธารณะ แนวคิดแบบนี้ถือเป็นตัวอย่างของ การจัดการภาระทางธุรการ (Administrative Burden Reduction)” ในภาวะวิกฤต ที่มุ่งไม่ให้ความช่วยเหลือกลายเป็น “งานเพิ่ม” ให้หน่วยงานที่กำลังแบกรับภารกิจหลักอยู่แล้ว

เสียงสะท้อนจากท้องถิ่น เวียงเทิงร่วม “ฮัก” หาดใหญ่

ความช่วยเหลือครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในระดับจังหวัดเท่านั้น แต่ยังขยายตัวลงไปถึงระดับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 เวลา 10.30 น.

เทศบาลตำบลเวียงเทิง นำโดย

  • นายสิงห์ทอง หนุนนำสิริสวัสดิ์ นายกเทศมนตรีตำบลเวียงเทิง

ได้จัดส่งตัวแทนนำ น้ำดื่ม อาหารแห้ง และสิ่งของจำเป็น มอบให้กับ อบจ.เชียงราย ภายใต้ภารกิจ “เชียงรายรวมใจ เหนือช่วยใต้” เพื่อให้รวบรวมและส่งต่อผ่านไปรษณีย์ไทยสาขาเชียงรายไปยังผู้ประสบภัยภาคใต้

การเข้าร่วมของเทศบาลเวียงเทิง สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า “พลังแห่งฮัก” ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในตัวเมืองเชียงรายหรือระดับจังหวัด แต่ได้ขยายลงไปสู่ชุมชน อำเภอ และตำบลในฐานะ “ผู้ให้ร่วมกัน” ทั่วทั้งจังหวัด

ในโอกาสนี้ นายก อบจ.เชียงราย ได้กล่าวขอบคุณทุกภาคส่วน พร้อมเชิญชวนพี่น้องชาวเชียงรายร่วมกันแสดงพลังแห่งความ “ฮัก” ผ่านการบริจาคสิ่งของจำเป็นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทันต่อรอบขนส่งถัดไปของไปรษณีย์ไทย

เชื่อมภาพเมื่อวาน วันนี้ จากภารกิจฝูงบิน 416 สู่ขบวนรถไปรษณีย์

เพียงหนึ่งวันก่อนหน้า (27 พฤศจิกายน 2568) สังคมไทยเพิ่งได้เห็นภาพของฝูงบิน 416 กองทัพอากาศ จังหวัดเชียงราย ที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของปฏิบัติการด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติ (HADR) ภายใต้โครงการ “เชียงรายส่งใจไปหาดใหญ่” โดยมีการคัดแยก บรรจุ เตรียมลำเลียงสิ่งของขึ้นเครื่อง เพื่อบินด่วนไปยังสนามบินหาดใหญ่และกองบิน 56

นาวาอากาศเอก ปราโมทย์ กุยแก้ว ผู้บังคับฝูงบิน 416 เคยกล่าวไว้ว่า

“เมื่อครั้งที่ชาวเชียงรายต้องเผชิญอุทกภัยใหญ่ในปี 2567 พี่น้องทั่วประเทศได้ยื่นมือส่งน้ำใจ หล่อเลี้ยงความหวังให้เราก้าวผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ และในวันนี้..เมื่อพี่น้องชาวหาดใหญ่และพื้นที่ใกล้เคียงกำลังประสบมหาอุทกภัย ชาวเชียงรายขอเป็นอีกหนึ่งแรงใจ ส่งต่อความห่วงใยและกำลังใจกลับคืนไปด้วยความอบอุ่นจากหัวใจดวงเดิม”

คำกล่าวนี้ เปรียบเสมือน “แก่นคิดร่วม” ที่เชื่อมปฏิบัติการของทั้งกองทัพอากาศ อบจ.เชียงราย ไปรษณีย์ไทย องค์กรท้องถิ่น และภาคประชาชนเข้าไว้ด้วยกันอย่างแนบแน่น ทำให้เห็นภาพความต่อเนื่องจาก “ภารกิจทางอากาศ” สู่ “ภารกิจทางบก” โดยมีหัวใจเดียวกันคือ การไม่ปล่อยให้ผู้ประสบภัยต้องยืนอยู่ลำพังในยามวิกฤต

โลจิสติกส์มนุษยธรรม การเมืองภาคประชาชน และการทำงานแบบไร้รอยต่อ

หากมองในมุมเชิงนโยบายและรัฐศาสตร์ ภารกิจ “ฮัก หาดใหญ่” ครั้งนี้สามารถวิเคราะห์ได้อย่างน้อย 3 มิติสำคัญ

  1. โลจิสติกส์มนุษยธรรมที่ปรับตาม “เฟสของภัยพิบัติ”

การช่วยเหลือผู้ประสบภัยไม่ได้มีเพียงช่วง “ก่อน” และ “ระหว่างเกิดเหตุ” แต่รวมถึงช่วง “หลังน้ำลด” ที่มักถูกมองข้าม ทั้งที่เป็นช่วงที่ประชาชนต้องใช้แรงและทรัพยากรมากที่สุดในการทำความสะอาดบ้านเรือน ปรับสภาพพื้นที่ และรับมือโรคระบาดที่อาจเกิดขึ้น

การเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์จากการขนส่งทางอากาศในช่วงฉุกเฉิน สู่การขนส่งทางบกด้วยรถ 6 ล้อบรรทุก 4 ตันในช่วงฟื้นฟู สะท้อนถึงความเข้าใจใน เฟสของภัยพิบัติ” (Phase-based Response) และการปรับเครื่องมือให้เหมาะสมกับบริบทแต่ละช่วงเวลา

  1. การใช้ศักยภาพรัฐวิสาหกิจเป็น “ธารน้ำใจ”

การนำไปรษณีย์ไทย ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศ เข้ามาเป็นกลไกหลักของการขนส่ง ช่วยให้การเคลื่อนย้ายสิ่งของบริจาคมี ต้นทุนที่เหมาะสม มีความน่าเชื่อถือ และมีระบบติดตามตรวจสอบได้

ในมุมของการบริหารจัดการภาครัฐ นี่เป็นตัวอย่างของการใช้ศักยภาพของรัฐวิสาหกิจในภารกิจสาธารณะ นอกเหนือจากบทบาททางธุรกิจตามปกติ และสะท้อนแนวคิด “Whole-of-Government & Whole-of-Society Approach” ที่ภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ เอกชน สื่อ ชุมชน ทำงานร่วมกันอย่างไร้รอยต่อ

  1. การเมืองภาคประชาชนและทุนทางสังคมหลังวิกฤต

การที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างเทศบาลตำบลเวียงเทิง ประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ตลอดจนสถาบันการศึกษาและภาคธุรกิจในเชียงรายเข้าร่วมบริจาคและระดมสิ่งของอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงพลวัตของ การเมืองภาคประชาชน” ที่ขับเคลื่อนผ่านการลงมือช่วยกันจริง ๆ มากกว่าการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์

โดยมี “ความทรงจำจากอุทกภัยเชียงรายปี 2567” เป็นทุนทางสังคมสำคัญ ที่เปลี่ยนจากบทบาทผู้ประสบภัยในอดีตให้กลายมาเป็น “ผู้ให้” ในวันนี้ ซึ่งช่วยลดระยะห่างทางภูมิศาสตร์และสร้างความรู้สึก “ร่วมชาติ ร่วมชะตากรรม” ระหว่างคนเหนือและคนใต้ได้อย่างชัดเจน

เชิญชวนร่วม “ฮัก” จากเชียงรายสู่หาดใหญ่ ถึง 5 ธันวาคม 2568

เพื่อให้การส่ง “กองหนุนฟื้นฟู” มีความต่อเนื่อง อบจ.เชียงราย และภาคีเครือข่ายยังคงเปิดรับบริจาคสิ่งของอุปโภคบริโภคและของใช้จำเป็นอย่างต่อเนื่อง ณ จุดรับบริจาคสำคัญต่าง ๆ ทั้งที่

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงราย
  • จุดรับบริจาคในเครือข่าย “ฮัก หาดใหญ่” และ “ไทยรวมใจที่เซ็นทรัล”
  • มทร.ล้านนาเชียงราย และหน่วยงานเครือข่ายในจังหวัด

ตั้งแต่บัดนี้ไปจนถึงวันที่ 5 ธันวาคม 2568 (ไม่มีวันหยุดราชการ) เพื่อให้ทันต่อรอบขนส่งพิเศษของไปรษณีย์ไทยในลำดับถัดไป

ภาพของเชียงรายในวันนี้ จึงไม่ใช่เพียง “อดีตผู้ประสบอุทกภัย” แต่คือภาพของ “ผู้ให้ที่งดงาม” ที่ยืนยันว่า

“น้ำอาจเอ่อล้นตลิ่ง ทำให้เมืองจมน้ำได้ แต่ ‘น้ำใจ’ ของคนไทย…ไม่เคยแห้งเหือด”

จากเหนือสุดแดนสยาม ถึงปลายด้ามขวานของประเทศ เส้นทางของรถบรรทุก 6 ล้อบรรทุกสิ่งของ 4 ตันในวันที่ 2 ธันวาคมนี้ จึงไม่ใช่แค่เส้นทางโลจิสติกส์ธรรมดา หากคือเส้นทางของ “ฮัก” ที่เดินทางไปปลอบประโลมพี่น้องผู้ประสบภัยในหาดใหญ่และพื้นที่ใกล้เคียง ให้รู้ว่าพวกเขาไม่ได้ต่อสู้กับวิกฤตครั้งนี้เพียงลำพัง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย)
  • ไปรษณีย์ไทย จังหวัดเชียงราย
  • เทศบาลตำบลเวียงเทิง
  • สำนักข่าว สงขลาโฟกัส
  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
  • สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์
  •  CPALL – บริษัท ซีพี ออลล์ จํากัด (มหาชน)
  • ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงราย
  • มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชื่อมใจเหนือ–ใต้! อส. เชียงรายสมทบ ฟื้นฟูหาดใหญ่ หลัง อุทกภัยสงขลา คลี่คลาย

เชียงราย–หาดใหญ่ เชื่อมใจเหนือ–ใต้ผู้ว่าฯ เชียงรายปล่อยแถว “อส. 36 นาย” ลุยอุทกภัยสงขลา ควบคู่คำสั่ง มท. ระดม 2,000 อส. ฟื้นเมืองหาดใหญ่ ซ่อมประปา จัด Big Cleaning Day หลังน้ำลด

เชียงราย, 27 พฤศจิกายน 2568 – ท่ามกลางบรรยากาศเมืองเหนือที่เริ่มเข้าสู่ฤดูหนาว จังหวัดเชียงรายได้กลายเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของ “ภารกิจช่วยน้ำท่วมภาคใต้” เมื่อกองร้อยอาสาสมัครรักษาดินแดน (อส.) จังหวัดเชียงราย จำนวน 36 นาย เคลื่อนขบวนออกจากเมืองดอยสู่ปลายแหลมภาคใต้ เพื่อสมทบกำลังบรรเทาทุกข์ผู้ประสบอุทกภัยในจังหวัดสงขลา ขณะเดียวกัน กระทรวงมหาดไทยได้เดินหน้าปฏิบัติการฟื้นฟูเชิงรุกในอำเภอหาดใหญ่ ทั้งด้านการดำรงชีพของประชาชน การซ่อมระบบประปา และเตรียมปฏิบัติการ “Big Cleaning Day” โดยระดม อส. จากทั่วประเทศกว่า 2,000 นายลงพื้นที่

ภาพของรถขบวน อส. จากจังหวัดเหนือสุดของประเทศ มุ่งหน้าไปยังศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 12 สงขลา จึงไม่ใช่เพียงภาพของกำลังพลในเครื่องแบบ แต่เป็นสัญลักษณ์ของ “พลังไทยช่วยใต้” ที่เชื่อมโยงความห่วงใยข้ามภูมิภาค ในขณะที่รัฐบาลกลาง ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การฟื้นฟูเมืองใหญ่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมอย่างเป็นระบบ

พิธีปล่อยแถวที่เชียงราย จากลานกองร้อย สู่ภารกิจระยะไกล

เช้าวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 บริเวณกองร้อยอาสารักษาดินแดนจังหวัดเชียงราย เต็มไปด้วยบรรยากาศทั้งจริงจังและอบอุ่น เมื่อ นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เดินทางมาเป็นประธานในพิธีปล่อยแถวกำลังพลอาสาสมัครรักษาดินแดน (อส.) เพื่อออกปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในภาคใต้

ในพิธีมี นายสุพจน์ แสนมี ปลัดจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาร่วมให้กำลังใจแก่ อส. ทั้ง 36 นาย ซึ่งผ่านการเตรียมความพร้อมด้านยุทโธปกรณ์ อุปกรณ์ช่วยเหลือผู้ประสบภัย เครื่องมือปฏิบัติงาน และเสบียงสำหรับการเดินทางไกลอย่างรอบคอบ

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวกับกำลังพลในโอกาสนี้ว่า การส่งกำลัง อส. ลงพื้นที่ไม่ใช่เพียงการตอบสนองต่อคำสั่งราชการ แต่คือ “การส่งหัวใจของคนเชียงราย” ไปยืนอยู่เคียงข้างพี่น้องชาวภาคใต้ที่กำลังเผชิญสถานการณ์ยากลำบากจากน้ำท่วมรุนแรง พร้อมย้ำว่าภารกิจครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนภารกิจเร่งด่วนของภาครัฐในการบรรเทาทุกข์และฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัย

บรรยากาศในพิธีเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นของกำลังพล และแรงใจจากครอบครัวหน่วยงานที่มาร่วมส่ง ก่อนที่ขบวนรถ อส. เชียงราย จะเคลื่อนตัวออกจากจังหวัด มุ่งหน้าไปยัง “กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (ส่วนหน้า)” ณ ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 12 สงขลา เพื่อสมทบกับหน่วยงานส่วนกลางในปฏิบัติการฟื้นฟูหาดใหญ่

ศูนย์บัญชาการที่หาดใหญ่ มหาดไทยใช้ข้อมูล ภาคี กำลังคน ขับเคลื่อนฟื้นฟู

เวลา 19.00 น. ของวันเดียวกันที่จังหวัดสงขลา บรรยากาศ ณ กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (ส่วนหน้า) ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 12 สงขลา ในอำเภอหาดใหญ่ เต็มไปด้วยการประชุมหารืออย่างเข้มข้น

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ด้วยตนเอง นำ “ข้อเน้นย้ำ” ของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มาประชุมร่วมกับ

  • นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)
  • นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
  • นายอำเภอในพื้นที่จังหวัดสงขลา
  • ผู้แทนส่วนราชการต่าง ๆ ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์

สารหลักจากรัฐบาลกลางชัดเจนว่า “จะต้องเร่งดูแลทั้งด้านการดำรงชีพของประชาชน และการฟื้นฟูพื้นที่ที่สถานการณ์เริ่มคลี่คลายให้เร็วที่สุด” โดยใช้กลไกของกระทรวงมหาดไทยและภาคีที่เกี่ยวข้องบูรณาการร่วมกันในทุกระดับ

 

ดูแลปากท้องก่อน โรงครัวเคลื่อนที่ ที่พักชั่วคราวในโรงแรม

จากรายงานของ นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สะท้อนให้เห็นว่า แม้ระดับน้ำในบางพื้นที่ของอำเภอหาดใหญ่จะเริ่มลดลง แต่ยังมีหลายชุมชนที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง จึงจำเป็นต้องใช้มาตรการดูแลด้านการดำรงชีพในเชิงรุก

มาตรการสำคัญด้านการครองชีพ ได้แก่

  1. ปรับแผนโรงครัวเคลื่อนที่
    ปภ. ได้รับมอบหมายให้ “ย้ายจุดศูนย์กลาง” ของการจัดตั้งโรงครัวประกอบอาหารจากพื้นที่ส่วนกลาง ไปประจำในชุมชนต่าง ๆ เพื่อให้อาหารปรุงสุกเข้าถึงประชาชนผู้ประสบภัยได้สะดวกและครอบคลุมมากขึ้น ลดระยะทางการขนส่ง เพิ่มความรวดเร็วในการแจกจ่าย
  2. ใช้โรงแรมเป็นที่พักชั่วคราว
    กรมการปกครอง ได้รับภารกิจในการประสานงานกับผู้ประกอบการโรงแรมในพื้นที่ ที่ยังมีระบบประปาใช้งานได้ตามปกติ เพื่อรองรับผู้ประสบภัยที่ต้องอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม โดยจัดให้เข้าพักในโรงแรม “เป็นการชั่วคราว” ในช่วงวิกฤต เพื่อให้ประชาชนมีที่พักอาศัยที่ปลอดภัย สะอาด และเข้าถึงบริการพื้นฐานได้

การใช้โครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยว เช่น โรงแรม มาเป็นส่วนหนึ่งของระบบรองรับภาวะวิกฤต สะท้อนแนวคิดการบริหารจัดการสาธารณภัยแบบใหม่ ที่เน้นใช้ศักยภาพทุกภาคส่วนในพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

ฟื้นฟูประปาหาดใหญ่น้ำสะอาดคือหัวใจของการกลับสู่ภาวะปกติ

หนึ่งในภารกิจฟื้นฟูเชิงโครงสร้างที่ได้รับการเน้นย้ำอย่างมากจากปลัดกระทรวงมหาดไทย คือ การเร่งซ่อมแซมระบบประปาในอำเภอหาดใหญ่ ซึ่งได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมอย่างหนัก การขาดแคลนน้ำสะอาดไม่เพียงกระทบต่อการอุปโภค บริโภคเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อสุขอนามัยของประชาชนและการฟื้นฟูเมืองโดยรวม

ปลัดกระทรวงมหาดไทยได้สั่งการให้ การประปาส่วนภูมิภาค สาขาหาดใหญ่

  • เร่งซ่อมระบบจำหน่ายน้ำประปาให้กลับมาใช้งานได้โดยเร็วที่สุด
  • ทำงานบูรณาการร่วมกับหน่วยงานตำรวจในพื้นที่ เพื่อเคลื่อนย้ายรถและสิ่งกีดขวางบนเส้นทาง จัดการเปิดทางให้รถปฏิบัติการขนาดใหญ่ของการประปาฯ สามารถเข้าถึงจุดซ่อมแซมได้รวดเร็ว

การจัดการระบบประปาถือเป็น “ด่านแรกของการฟื้นตัว” เพราะแม้น้ำท่วมจะลดลงแล้ว แต่หากประชาชนยังขาดแคลนน้ำสะอาดและระบบสาธารณูปโภคยังไม่กลับมา ความรู้สึกปลอดภัยและความเชื่อมั่นก็ยากจะฟื้นคืนได้เต็มที่

Big Cleaning Day เมื่อเมืองทั้งเมืองกลายเป็นพื้นที่ร่วมแรงฟื้นฟู

ในพื้นที่ที่ระดับน้ำลดลง ปลัดกระทรวงมหาดไทยได้กำชับให้ “เร่งยกเครื่องฟื้นฟูพื้นที่อยู่อาศัย ชุมชน และพื้นที่สาธารณะทันที” เพื่อไม่ให้ร่องรอยความเสียหายจากน้ำท่วมกลายเป็นบาดแผลยืดเยื้อของเมือง

เทศบาลนครหาดใหญ่ จึงได้กำหนดจัดกิจกรรม “Big Cleaning Day” ในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 เพื่อระดมทุกภาคส่วนมาร่วมกันทำความสะอาดเมืองหลังน้ำลด ทั้งการเก็บขยะตะกอนโคลน ล้างทำความสะอาดถนน ทางเท้า สาธารณสถานต่าง ๆ

ในปฏิบัติการครั้งนี้ ปภ. จะนำ เครื่องจักรกลสาธารณภัย และเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สนับสนุนอย่างเต็มกำลัง ขณะที่ กรมการปกครอง จะระดมกำลัง อาสาสมัครรักษาดินแดน (อส.) จากทั่วประเทศกว่า 2,000 นาย มาร่วมภารกิจฟื้นฟูเมืองหาดใหญ่ ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึงกำลัง อส. จากจังหวัดเชียงรายที่เพิ่งออกเดินทางจากกองร้อยในภาคเหนือไม่นานก่อนหน้า

ในอีกมิติหนึ่ง กรมโยธาธิการและผังเมือง จะจัดทีมสำรวจความเสียหายของอาคารทั้งในส่วนบ้านเรือนประชาชนและอาคารราชการ เพื่อรวบรวมข้อมูลเชิงวิศวกรรมในการออกแบบมาตรการเยียวยาและฟื้นฟูในระยะกลาง ยาวต่อไป

การบูรณาการทำงานของทุกหน่วยงานสะท้อนให้เห็นว่า การฟื้นฟูหลังน้ำท่วมไม่ได้มีเป้าหมายเพียงทำให้เมือง “น่าอยู่เหมือนเดิม” แต่ต้องทำให้โครงสร้างพื้นฐานกลับมาปลอดภัย และสร้างความเชื่อมั่นว่า เมืองสามารถรับมือเหตุการณ์ในอนาคตได้ดียิ่งขึ้น

บทบาท “อส.” ในสมรภูมิน้ำท่วม: จากด่านหน้าความมั่นคง สู่ด่านหน้าฟื้นฟูชุมชน

อาสาสมัครรักษาดินแดน (อส.) ถูกมองมายาวนานในฐานะกำลังพลด่านหน้าด้านความมั่นคงภายใน แต่ในสถานการณ์วิกฤตสาธารณภัย เช่น อุทกภัยครั้งนี้ บทบาทของ อส. กำลังถูกขยายให้เป็น “ด่านหน้าฟื้นฟูชุมชน” อย่างชัดเจน

การที่กรมการปกครองระดม อส. กว่า 2,000 นาย จากทั่วประเทศ เข้าสนับสนุนภารกิจ Big Cleaning Day และการฟื้นฟูพื้นที่ต่าง ๆ ในหาดใหญ่ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของกำลังพลกลุ่มนี้ ที่สามารถทำงานได้ทั้งในเชิงระเบียบวินัยเช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่รัฐ และในเชิงใกล้ชิดชุมชนเช่นเดียวกับอาสาสมัครท้องถิ่น

กรณีของจังหวัดเชียงรายซึ่งส่ง อส. จำนวน 36 นาย ลงพื้นที่ภาคใต้ จึงสะท้อนทั้ง “พลังของระบบ” และ “พลังของคน” ในเวลาเดียวกัน   ระบบในแง่ของการจัดสรรกำลังจากจังหวัดหนึ่งไปช่วยอีกจังหวัดหนึ่งอย่างเป็นทางการ และคนในแง่ของจิตอาสาและความพร้อมในการช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติ โดยไม่จำกัดว่าพื้นที่นั้นจะอยู่ห่างจากบ้านตนเองกี่ร้อยกิโลเมตร

ฟื้นหาดใหญ่ หนุนทั้งภาคใต้ เป้าหมายคือฟื้นความเชื่อมั่นและคุณภาพชีวิต

ท่ามกลางการประชุมวางแผนและปฏิบัติการที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง เป้าหมายของกระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในครั้งนี้ชัดเจน คือ

  • ให้ประชาชนทุกกลุ่มในพื้นที่ประสบภัย “ได้รับการช่วยเหลืออย่างทั่วถึง”
  • ให้การฟื้นฟูเมือง “ตอบโจทย์ทั้งคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยเชิงโครงสร้าง”
  • ให้การทำงานของรัฐ “สร้างความเชื่อมั่นใหม่” ว่าประชาชนไม่ได้ถูกทิ้งไว้ลำพังในยามวิกฤต

การจัดตั้งโรงครัวเคลื่อนที่ประจำชุมชน การใช้โรงแรมที่ยังมีระบบประปาเป็นที่พักชั่วคราว การซ่อมแซมระบบประปาหาดใหญ่แบบเร่งด่วน การจัด Big Cleaning Day ขนาดใหญ่ และการลงพื้นที่สำรวจความเสียหายของอาคารอย่างเป็นระบบ ล้วนเป็นชิ้นส่วนของภาพใหญ่ที่มุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกัน คือ “ทำให้เมืองและผู้คนกลับมายืนได้อย่างมั่นคงอีกครั้ง”

เมื่อผสานเข้ากับภาพของขบวน อส. จากเชียงรายและจังหวัดอื่น ๆ ที่เดินทางลงมาสมทบกำลังในสงขลา ภาพของ “ความสามัคคีระดับชาติ” ยิ่งชัดเจนขึ้น   ไม่ใช่เพียงในเชิงคำขวัญ แต่ในรูปของการลงมือปฏิบัติจริงบนพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วม

น้ำอาจท่วมเมือง แต่ความร่วมมือไม่เคยลดระดับ

สถานการณ์อุทกภัยภาคใต้ในครั้งนี้ แม้สร้างความเสียหายต่อพื้นที่อำเภอหาดใหญ่และพื้นที่ใกล้เคียง แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็ทำให้เห็นศักยภาพของระบบบริหารจัดการภาครัฐและพลังของประชาชนในรูปแบบที่จับต้องได้

จากลานกองร้อย อส. จังหวัดเชียงราย ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดยืนส่งกำลังพล 36 นาย พร้อมคำย้ำถึงหน้าที่ต่อเพื่อนร่วมชาติ ไปจนถึงห้องประชุมที่ศูนย์ ปภ. เขต 12 สงขลา ที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยและผู้บริหารระดับอธิบดีนั่งประชุมวางแผนฟื้นฟูเมืองหาดใหญ่ จากโรงครัวเคลื่อนที่ในชุมชน ไปจนถึง Big Cleaning Day ที่คนทั้งเมืองร่วมกันลุกขึ้นทำความสะอาดบ้านของตนเอง

ภาพเหล่านี้คือชิ้นส่วนของเรื่องเดียวกัน   เรื่องของ “ประเทศหนึ่งที่ยังเชื่อในพลังของการช่วยเหลือกัน”

เมื่อภารกิจฟื้นฟูคืบหน้าไปทีละขั้น ทั้งการดูแลด้านการดำรงชีพ การซ่อมระบบประปา การฟื้นฟูอาคารและพื้นที่สาธารณะ และการเยียวยาทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป เมืองหาดใหญ่และจังหวัดสงขลาย่อมมีโอกาสกลับมายืนได้อย่างมั่นคงอีกครั้ง

และเมื่อถึงวันนั้น ขบวน อส. จากจังหวัดเชียงรายและอีกหลายจังหวัดจะไม่ได้ถูกจดจำเพียงในฐานะ “กำลังเสริม” แต่จะเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ความร่วมมือระหว่างเหนือ ใต้ ที่ยืนยันว่า ในยามวิกฤต “น้ำอาจท่วมเมือง แต่ความร่วมมือและกำลังใจของคนไทยไม่เคยลดระดับลงไปด้วย”

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กระทรวงมหาดไทย
  • กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)
  • กรมการปกครอง
  • การประปาส่วนภูมิภาค สาขาหาดใหญ่
  • กรมโยธาธิการและผังเมือง
  • เทศบาลนครหาดใหญ่
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME