Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

พบแม่น้ำกกที่แม่อายปนเปื้อนสารหนู เชียงรายเตือน เลี่ยงใช้น้ำโดยตรง

สสจ.เชียงรายเตือนประชาชนเลี่ยงใช้น้ำแม่น้ำกก หลังพบสารหนูปนเปื้อนเกินมาตรฐาน

เชียงใหม่, 5 เมษายน 2568 – สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) เชียงราย ออกคำแนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการใช้น้ำจากแม่น้ำกกโดยตรง หลังมีการตรวจพบสารหนู (Arsenic) ปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐานในบริเวณต้นน้ำที่อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นจุดที่แม่น้ำกกไหลจากเมียนมาเข้าสู่ประเทศไทย ขณะนี้ผลการตรวจคุณภาพน้ำในเขตจังหวัดเชียงรายยังอยู่ระหว่างการรอผลอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดย สสจ.เชียงรายระบุว่า ยังไม่มีรายงานผลกระทบต่อสุขภาพในพื้นที่ แต่ได้ขอความร่วมมือจากประชาชนให้ปฏิบัติตามแนวทางป้องกันเพื่อความปลอดภัย

ความเป็นมาของปัญหา

แม่น้ำกกเป็นแหล่งน้ำสำคัญที่ไหลผ่านอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนเข้าสู่จังหวัดเชียงราย โดยผ่านอำเภอเมืองเชียงรายและอำเภอเชียงแสน ประชาชนในพื้นที่ใช้ประโยชน์จากแม่น้ำนี้ทั้งเพื่อการเกษตร การท่องเที่ยว และการผลิตน้ำประปา อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2568 สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (สคพ.1) เชียงใหม่ ได้เก็บตัวอย่างน้ำในแม่น้ำกกบริเวณอำเภอแม่อาย หลังพบว่าน้ำมีสีขุ่นผิดปกติและมีตะกอนดินปนเปื้อนจำนวนมาก ซึ่งต่างจากช่วงฤดูแล้งปกติที่น้ำมักใสสะอาด

ผลการตรวจสอบเบื้องต้นที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2568 โดยนายอาวีระ ภัคมาตร์ ผู้อำนวยการ สคพ.1 ระบุว่า น้ำในแม่น้ำกกบริเวณบ้านแก่งตุ้ม อำเภอแม่อาย ซึ่งเป็นจุดแรกที่แม่น้ำไหลจากเมียนมาเข้าสู่ไทย มีค่าสารหนูสูงถึง 0.026 มิลลิกรัมต่อลิตร (mg/L) เกินกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ 0.01 mg/L กว่าสองเท่า นอกจากนี้ยังตรวจพบสารหนูในจุดอื่น ๆ เช่น บ้านท่าตอน (0.012 mg/L) และบ้านผาใต้ (0.013 mg/L) ซึ่งทั้งหมดเกินค่ามาตรฐานเช่นกัน

นอกจากสารหนูแล้ว ยังพบสารตะกั่ว (Lead) ในระดับ 0.076 mg/L ที่จุดบ้านแก่งตุ้ม ซึ่งเกินค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ที่ 0.05 mg/L รวมถึงค่าความขุ่นสูงถึง 988 NTU (หน่วยวัดความขุ่น) ซึ่งสูงเกินกว่าค่ามาตรฐานทั่วไปที่ 100 NTU อย่างมาก ส่งผลให้แหล่งน้ำอยู่ในเกณฑ์ “เสื่อมโทรม” และไม่เหมาะสำหรับการอุปโภคหรือบริโภค

สาเหตุที่อาจเกี่ยวข้อง

นายอาวีระระบุว่า สารหนูและตะกั่วที่พบในแม่น้ำกกอาจมีที่มาจากการทำเหมืองแร่ทองคำในเขตเมืองสาด รัฐฉานใต้ ประเทศเมียนมา ซึ่งอยู่บริเวณต้นน้ำของแม่น้ำกก โดยสารหนูถือเป็น “เพื่อนแร่” (Associated Mineral) ที่มักพบร่วมกับแร่ทองคำตามธรรมชาติ การขุดเหมืองและกระบวนการแยกแร่อาจปล่อยสารหนูและโลหะหนักอื่น ๆ ลงสู่แหล่งน้ำ หากไม่มีการจัดการที่เหมาะสม น้ำเสียจากเหมืองอาจไหลลงสู่แม่น้ำกกและส่งผลกระทบข้ามพรมแดนมาถึงไทย

รายงานจากชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียงเหมืองฝั่งเมียนมาเผยว่า มีการขุดเปิดหน้าดินในบริเวณกว้างและปล่อยตะกอนดินลงสู่แม่น้ำ ซึ่งสอดคล้องกับภาพถ่ายที่แสดงให้เห็นถึงกิจกรรมเหมืองขนาดเล็กที่ดำเนินการโดยนักธุรกิจภายใต้การอนุญาตของกองกำลังทหารว้า (United Wa State Army – UWSA) ความขุ่นของน้ำและการปนเปื้อนของสารพิษจึงอาจเป็นผลโดยตรงจากกิจกรรมดังกล่าว

ผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

สารหนูเป็นโลหะหนักที่มีพิษรุนแรง หากสัมผัสในระยะสั้นอาจทำให้เกิดผื่นคัน ระคายเคืองผิวหนัง หรือท้องเสีย หากสะสมในร่างกายเป็นเวลานานอาจนำไปสู่โรคมะเร็งผิวหนัง มะเร็งปอด หรือมะเร็งตับได้ ตามข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) การบริโภคสารหนูในปริมาณ 100 มิลลิกรัมสามารถถึงแก่ชีวิตได้ ขณะที่ตะกั่วส่งผลต่อระบบประสาท ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ และในกรณีรุนแรงอาจนำไปสู่การชักหรือเสียชีวิต

นางสลีลญา คำภาแก้ว นายอำเภอแม่อาย กล่าวว่า “ประชาชนที่สัมผัสน้ำโดยตรงบางรายเริ่มมีอาการผื่นแดงและคัน ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับสารปนเปื้อนในน้ำ เรากำลังเร่งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนระวังการใช้น้ำจากแม่น้ำกกในช่วงนี้” ด้านนางสาวสมพร เพ็งค่ำ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาระบบประเมินผลกระทบทางสุขภาพโดยชุมชน (CHIA Platform) เรียกร้องให้มีการตรวจสอบเพิ่มเติม โดยเฉพาะสารปรอท (Mercury) ในปลานักล่าที่อาศัยอยู่ในแม่น้ำกก เนื่องจากอาจมีการสะสมของสารพิษในห่วงโซ่อาหาร ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อผู้บริโภค

การตอบสนองของหน่วยงานในเชียงราย

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย (สสจ.เชียงราย) ได้ออกคำแนะนำ 4 ข้อสำหรับประชาชนในพื้นที่ ดังนี้:

  1. หลีกเลี่ยงการใช้น้ำจากแม่น้ำกกโดยตรงในช่วงนี้ เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพ
  2. ผู้ที่ใช้น้ำประปาในเขตเทศบาลนครเชียงรายสามารถใช้ได้ตามปกติ เนื่องจากมีระบบบำบัดน้ำที่มีมาตรฐาน
  3. หากมีอาการผิดปกติ เช่น ผื่นคัน ท้องเสีย หรือสัมผัสน้ำโดยตรง ควรรีบพบแพทย์
  4. ติดตามข้อมูลจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด และงดแชร์ข้อมูลที่ไม่ได้รับการยืนยัน

สสจ.เชียงรายระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้ป่วยที่เชื่อมโยงกับสารปนเปื้อนในเขตจังหวัดเชียงราย แต่ได้ประสานกับสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เพื่อรอผลการตรวจตัวอย่างน้ำ 3 จุดในเขตเมืองเชียงราย ซึ่งคาดว่าจะทราบผลภายในสองสัปดาห์ หรือราววันที่ 18 เมษายน 2568

นายแพทย์ธวัชชัย ปานทอง สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า “เรากำลังเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และขอให้ประชาชนมั่นใจว่าทุกหน่วยงานกำลังดำเนินการเต็มที่เพื่อตรวจสอบและแก้ไขปัญหา หากผลตรวจในเชียงรายพบสารปนเปื้อนเกินมาตรฐาน เราจะมีมาตรการเพิ่มเติมทันที”

การดำเนินการของหน่วยงานในเชียงใหม่

ในจังหวัดเชียงใหม่ นายอาวีระ ภัคมาตร์ ผู้อำนวยการ สคพ.1 เปิดเผยว่า หลังการตรวจพบสารหนูและตะกั่วเกินมาตรฐาน ได้แจ้งเตือนประชาชนในอำเภอแม่อายให้งดเล่นน้ำและบริโภคน้ำจากแม่น้ำกกโดยตรง รวมถึงประสานกับหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อตรวจสอบระบบประปาหมู่บ้านที่ใช้น้ำดิบจากแม่น้ำกก ซึ่งอาจมีระบบกรองที่ไม่สามารถกำจัดโลหะหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นางสลีลญา คำภาแก้ว นายอำเภอแม่อาย ระบุว่า “เราได้แจ้งกำนันและผู้ใหญ่บ้านให้ประชาสัมพันธ์ถึงประชาชนแล้ว และในวันที่ 8 เมษายนนี้ จะมีการประชุมใหญ่ระดับจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อหารือแนวทางแก้ไขทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การประปาส่วนภูมิภาค และสาธารณสุขจังหวัดเข้าร่วม”

ความท้าทายและแนวทางแก้ไข

ปัญหาการปนเปื้อนในแม่น้ำกกมีความซับซ้อน เนื่องจากต้นตออาจอยู่ในเขตเมียนมา ซึ่งอยู่นอกเหนืออำนาจการควบคุมของหน่วยงานไทย พันโท บุญโรจน์ กองแก้ว นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ท่าตอน อำเภอแม่อาย กล่าวว่า “เราเชื่อว่าสาเหตุมาจากเหมืองทองในรัฐฉาน แต่การแก้ไขต้องอาศัยการเจรจาระดับรัฐบาล ซึ่งท้องถิ่นอย่างเรามีอำนาจจำกัด ถึงแม้จะเคยรณรงค์เรื่องมลพิษข้ามแดน เช่น ไฟป่า แต่ก็ยังไม่เห็นผลชัดเจน”

นายอาวีระเสนอแนวทางระยะสั้น เช่น การสื่อสารแจ้งเตือนประชาชน การจัดตั้งคณะทำงานเพื่อพัฒนาแผนลดมลพิษ และการตรวจสอบระบบประปา ส่วนระยะยาวต้องมีการประสานความร่วมมือกับเมียนมาเพื่อจัดการแหล่งกำเนิดมลพิษ ซึ่งอาจต้องใช้เวลานานและต้องพึ่งพาความร่วมมือระหว่างประเทศ

ผลกระทบต่อชุมชนและการเกษตร

แม่น้ำกกเป็นแหล่งน้ำสำคัญของชุมชนในเชียงรายและเชียงใหม่ โดยเฉพาะเกษตรกรที่ใช้น้ำเพื่อการชลประทาน หากน้ำปนเปื้อนสารพิษในระยะยาว อาจส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรและความปลอดภัยของอาหาร เช่น ข้าว ผัก และสัตว์น้ำ นายสมชาย บุญมา เกษตรกรจากอำเภอเมืองเชียงราย กล่าวว่า “ถ้าน้ำใช้ไม่ได้ เราก็ต้องหาแหล่งน้ำใหม่ ซึ่งเพิ่มต้นทุนให้ชาวนา หวังว่ารัฐบาลจะแก้ปัญหาได้เร็ว ๆ”

ด้านการท่องเที่ยว ซึ่งแม่น้ำกกเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวในช่วงฤดูร้อน เช่น การล่องแพและเล่นน้ำ ก็อาจได้รับผลกระทบ พันโท บุญโรจน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ทุกวันนี้ไม่มีใครกล้าเล่นน้ำแล้ว ถ้าสถานการณ์ยืดเยื้อ การท่องเที่ยวในท่าตอนอาจซบเซาไปเลย”

สถิติที่เกี่ยวข้อง

  1. ปริมาณน้ำในแม่น้ำกก: จากข้อมูลกรมชลประทาน ในช่วงฤดูแล้ง (มีนาคม-เมษายน) ปริมาณน้ำในแม่น้ำกกเฉลี่ยอยู่ที่ 20-30 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ลดลงจากฤดูฝนที่สูงถึง 200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที (ที่มา: รายงานสถานการณ์น้ำ กรมชลประทาน, 2567)
  2. การปนเปื้อนสารหนูในแหล่งน้ำไทย: กรมทรัพยากรน้ำบาดาลระบุว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2563-2567) พบแหล่งน้ำบาดาลในภาคเหนือปนเปื้อนสารหนูเกินมาตรฐาน 12 แห่ง ส่วนใหญ่เกิดจากธรรมชาติและมลพิษจากมนุษย์ (ที่มา: รายงานคุณภาพน้ำบาดาล, 2567)
  3. ผลกระทบสุขภาพจากสารหนู: องค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานว่า ทั่วโลกมีผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำดื่มปนเปื้อนสารหนูมากกว่า 140 ล้านคน โดยในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พบมากที่สุด (ที่มา: WHO Arsenic Fact Sheet, 2023)

ทัศนคติเป็นกลางต่อความเห็นทั้งสองฝ่าย

กรณีการปนเปื้อนในแม่น้ำกกนำมาซึ่งมุมมองที่แตกต่างกันในสังคม ฝ่ายหนึ่งเชื่อว่า การตรวจพบสารหนูและการออกคำเตือนของหน่วยงานรัฐเป็นการดำเนินการที่ทันท่วงทีและแสดงถึงความรับผิดชอบต่อสุขภาพประชาชน โดยเฉพาะในเชียงรายที่ยังไม่พบผลกระทบรุนแรง การที่น้ำประปาในเมืองยังปลอดภัยยิ่งเป็นหลักประกันว่า สถานการณ์ยังควบคุมได้ และประชาชนสามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติหากปฏิบัติตามคำแนะนำ

ในทางกลับกัน บางฝ่ายมองว่านี่เป็นสัญญาณของปัญหามลพิษข้ามแดนที่รัฐบาลไทยยังแก้ไขไม่ได้ การที่ต้นตออาจมาจากเหมืองในเมียนมาทำให้เกิดคำถามถึงประสิทธิภาพของการเจรจาระหว่างประเทศ และการตรวจสอบที่ล่าช้าอาจทำให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงเผชิญความเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะเกษตรกรและชุมชนที่พึ่งพาแม่น้ำกก ซึ่งอาจได้รับผลกระทบระยะยาว

จากมุมมองที่เป็นกลาง การตอบสนองของหน่วยงานทั้งในเชียงใหม่และเชียงรายแสดงถึงความพยายามในการปกป้องประชาชน แม้จะยังมีข้อจำกัดในการจัดการต้นตอของปัญหา การรอผลตรวจในเชียงรายและการประชุมในวันที่ 8 เมษายนจะเป็นตัวชี้วัดว่า มาตรการต่อไปจะครอบคลุมเพียงใด ขณะที่ข้อกังวลของฝ่ายที่สองก็สมเหตุสมผล เนื่องจากมลพิษข้ามแดนเป็นประเด็นที่ซับซ้อนและต้องใช้ความร่วมมือระดับนานาชาติ การแก้ไขจึงควรดำเนินควบคู่ไปกับการสื่อสารที่ชัดเจน เพื่อลดความตื่นตระหนกและสร้างความมั่นใจให้ทุกฝ่าย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1
  • กรมชลประทาน
  • กรมทรัพยากรน้ำบาดาล
  • WHO
  • สำนักข่าวชายขอบ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News