เศรษฐกิจ–ท่องเที่ยวไทย 2568–2569 จุดเปลี่ยนประเทศไทยท่ามกลางวิกฤตศักยภาพ และโจทย์ใหญ่ “ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ”
ประเทศไทย, 14 มกราคม 2569 – ปลายปี 2568 ที่ผ่านมา ขณะที่ห้างสรรพสินค้าและแหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศคึกคักด้วยแสงไฟปีใหม่ ตัวเลขบนกระดาษจากหน่วยงานเศรษฐกิจกลับสะท้อนภาพอีกด้านหนึ่งของประเทศไทย นั่นคือ “การเติบโตที่ชะลอตัวเรื้อรัง” ทั้งในภาคการท่องเที่ยวและโครงสร้างเศรษฐกิจโดยรวม เสียงเตือนจากนักวิชาการ ภาคธุรกิจ และองค์กรวิจัยระดับชาติเริ่มดังขึ้นว่า หากปี 2569 ประเทศไทยยังไม่ “ยกเครื่องโครงสร้าง” อย่างจริงจัง โอกาสหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลางอาจถูกเลื่อนไปไกลถึงช่วงปี 2070
ในเวลาเดียวกัน ข้อมูลฐานทุนในภูมิภาคก็ส่งสัญญาณบางอย่างที่น่าคิด ยอดเงินฝากภาคเหนือ ณ เดือนพฤศจิกายน 2568 จากข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า เชียงใหม่เป็นจังหวัดที่มีเงินฝากรวมสูงสุดถึง 306,184 ล้านบาท ตามมาด้วยเชียงราย 87,844 ล้านบาท และนครสวรรค์ 65,556 ล้านบาท ขณะที่จังหวัดปลายแถวอย่างแม่ฮ่องสอนมีเงินฝากเพียง 7,731 ล้านบาท ความต่างระดับเช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวกระจุกตัวอยู่เพียงบางเมือง ขณะที่หลายพื้นที่ยังรอการเชื่อมโยงสู่กระแสหลักของเศรษฐกิจประเทศ
วิกฤตท่องเที่ยวไทยปี 2568 จำนวนนักท่องเที่ยวกลับมา แต่รายได้และโครงสร้างตลาด “สั่นคลอน”
ตลอดปี 2568 ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามา 32,974,321 คน สร้างรายได้รวมจากการใช้จ่ายราว 1.53 ล้านล้านบาท ตัวเลขนี้แม้ดูสูงในเชิงปริมาณ แต่เมื่อแยกดูรายประเทศกลับพบ “ภาพที่ไม่สมดุล” อย่างชัดเจน
5 อันดับตลาดนักท่องเที่ยวหลัก ได้แก่
- มาเลเซีย 4,520,856 คน ลดลง 8.71%
- จีน 4,473,992 คน ลดลงรุนแรงถึง 33.55%
- อินเดีย 2,487,319 คน เพิ่มขึ้น 16.82%
- รัสเซีย 1,898,837 คน เพิ่มขึ้น 8.80%
- เกาหลีใต้ 1,555,227 คน ลดลง 16.79%
ด้านรายได้จากการใช้จ่าย นักท่องเที่ยวจีนยังครองอันดับหนึ่งที่ 249,875 ล้านบาท แต่ลดลงถึง 31.54% ขณะที่รัสเซีย อินเดีย และสหราชอาณาจักรกลับแสดงศักยภาพการใช้จ่ายสูงขึ้น โดยอังกฤษมีอัตราเติบโตของรายได้จากการท่องเที่ยวถึง 21.70%
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า “ตลาดจีน” ซึ่งเคยเป็นเสาหลักของท่องเที่ยวไทยกำลังอยู่ในภาวะเปราะบางจากทั้งความกังวลด้านความปลอดภัย ภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศ และการแข่งขันจากจุดหมายปลายทางอื่นในภูมิภาค ขณะที่ตลาดใหม่อย่างอินเดียและรัสเซียกำลังขึ้นมาเป็นฐานสำคัญ แต่ยังต้องอาศัยการออกแบบนโยบายและบริการให้สอดรับกับพฤติกรรมการท่องเที่ยวที่แตกต่างจากนักท่องเที่ยวจีนอย่างมีนัยสำคัญ
ภาคเอกชนด้านท่องเที่ยวชี้ว่า ช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 รายได้รวมจากการท่องเที่ยวในภาพใหญ่หดตัวลงราว 3.3% โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวระยะใกล้จากอาเซียนที่ยังไม่กลับมาฟื้นเต็มที่ แม้มาตรการ “เที่ยวดีมีคืน 2568” จะช่วยดันยอดจองในเมืองรองเพิ่มขึ้นราว 3.5% ก็ตาม
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “จะดึงนักท่องเที่ยวกลับมาให้เหยียบ 40 ล้านคนได้เมื่อใด” แต่คือ “จะออกแบบเศรษฐกิจท่องเที่ยวอย่างไรให้สร้างรายได้คุณภาพสูง กระจายสู่ท้องถิ่น และไม่ฉุดทรัพยากรของประเทศให้ทรุดโทรมลงไปกว่านี้”
TDRI เตือนแรง ไทยโตต่ำสุดในอาเซียน – หากไม่เร่งปรับโครงสร้างอาจต้องรอปี 2070 ถึงหลุดกับดักรายได้ปานกลาง
ในเวทีเสวนาเศรษฐกิจต้นปี 2569 นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้ฉายภาพที่ชัดเจนว่าปัญหาหลักของเศรษฐกิจไทยไม่ได้เป็นเพียง “อาการชะลอตัวชั่วคราว” แต่คือ “ศักยภาพที่ลดลงเรื่อย ๆ”
ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ยเพียงราว 2% ต่อปี ต่ำที่สุดในอาเซียน ทั้งที่ในอดีตเคยเติบโตเฉลี่ย 7% หากยังเดินด้วยความเร็วเท่านี้ การก้าวขึ้นเป็นประเทศรายได้สูง (รายได้เฉลี่ยต่อหัวราว 14,000 ดอลลาร์ต่อปี) จะต้องรอจนถึงปี 2070 หรือช้ากว่านั้น แต่หากสามารถเร่งศักยภาพการเติบโตให้เฉลี่ย 5% ต่อปี ไทยจะมีโอกาสพ้นกับดักรายได้ปานกลางได้เร็วขึ้นในราวปี 2041
นายสมเกียรติชี้ให้เห็นปัจจัยสำคัญ 3 ด้านที่บั่นทอนศักยภาพเศรษฐกิจไทย ได้แก่
- โครงสร้างประชากรสูงวัย – ปี 2568 เป็นปีที่ “เด็กเกิดน้อยกว่าคนตาย” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 มีเด็กเกิดใหม่เพียง 416,000 คน ต่ำสุดในรอบกว่า 76 ปี ส่งผลให้แรงงานทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพลดลงอย่างต่อเนื่อง
- กับดักงานรายได้ต่ำ – ไทยไม่ได้ขาดแคลนงาน แต่ขาดแคลน “งานที่ดี” ที่มีรายได้เหมาะสม มีสวัสดิการ และโอกาสก้าวหน้า ผลประโยชน์จากการเติบโตตกอยู่กับทุนมากกว่าแรงงาน ทำให้ภาคครัวเรือนและ SMEs ต้องเผชิญหนี้สูงและสินเชื่อหดตัว
- ปัญหาคอร์รัปชันและนิติธรรม – อันดับความโปร่งใสของไทยถดถอยลงต่อเนื่อง เสี่ยงกลายเป็นศูนย์กลางธุรกิจสีเทาและการฟอกเงิน ซึ่งบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ
เขาทิ้งท้ายอย่างชัดเจนว่า “โจทย์เมืองไทยไม่ใช่ว่าเราไม่มีงานทำ แต่เป็นว่ามี ‘งานที่ดี’ ไม่พอ” พร้อมเสนอให้รัฐบาลหันมาเน้นการเพิ่มผลิตภาพ การยกระดับทักษะแรงงาน และการลดกฎระเบียบที่ขวางการลงทุน มากกว่าพึ่งพานโยบายกระตุ้นการใช้จ่ายชั่วคราว
Reinvent Thailand เสียงเอกชนเรียกร้อง “ยกเครื่องประเทศ 5 มิติ”
เสียงจากภาคการค้าก็สะท้อนไปในทิศทางเดียวกัน นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ระบุว่า ภาคธุรกิจมีความกังวลอย่างยิ่งต่อภาพรวมเศรษฐกิจในช่วง 1–2 ปีข้างหน้า จึงเสนอแนวคิด “Reinvent Thailand” ซึ่งประกอบด้วย 5 ภารกิจหลักในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ได้แก่
- ปฏิรูปรัฐราชการและปราบคอร์รัปชัน
ลดความซ้ำซ้อนของหน่วยงานภาครัฐ กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น และผลักดันรัฐบาลดิจิทัล–AI Government เพื่อจำกัดการใช้ดุลพินิจที่เปิดช่องทุจริต โดยเฉพาะในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างซึ่งยังมีต้นทุนแฝงสูง - สร้างเศรษฐกิจใหม่บนฐานดิจิทัลและสีเขียว
ลดการพึ่งพาเครื่องยนต์เศรษฐกิจเดิมที่อ่อนแรง เช่น อุตสาหกรรมที่ถูกสินค้าราคาถูกจากจีนถล่ม และการท่องเที่ยวราคาต่ำ หันไปลงทุนในเศรษฐกิจดิจิทัล เทคโนโลยีสะอาด และอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อรับมือกติกาโลกใหม่อย่างมาตรการภาษีคาร์บอน (CBAM) - ปฏิรูปการคลังและสวัสดิการ
รักษาวินัยการคลัง คุมหนี้สาธารณะที่อยู่ราว 65% ของ GDP ให้ยั่งยืน ปรับโครงสร้างภาษีให้รองรับสังคมสูงวัย และจัดสรรงบประมาณไปยังสวัสดิการที่สร้างผลิตภาพ มากกว่านโยบายแจกเงินระยะสั้น - ยกระดับทักษะแรงงานและการศึกษา
ปฏิรูปการศึกษาเพื่อสร้างคนไทยที่มีทักษะระดับโลก ใช้เทคโนโลยีและ AI Learning เพื่อลดจำนวนเด็กหลุดจากระบบ ทุ่มทรัพยากรในการ Reskill–Upskill แรงงานให้รองรับอุตสาหกรรมใหม่และบริการสุขภาพชั้นสูง (Wellness Economy) - ลดความเหลื่อมล้ำและเสริมพลัง SMEs
ผลักดันให้ธุรกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบภาษีอย่างเป็นธรรม ลดการผูกขาดในบางอุตสาหกรรม เสริมศักยภาพ SMEs ให้เป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญ และเดินหน้าปราบปรามคอร์รัปชันอย่างจริงจังเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระบบกฎหมาย
นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบัน FKII เสริมว่า ปี 2569 คือ “ปีชี้เป็นชี้ตายของการปฏิรูป” หากประเทศไม่เริ่มขยับในปีนี้ โอกาสฟื้นตัวในทศวรรษหน้าจะยิ่งห่างไกล พร้อมเตือนว่า “ถ้าปล่อยให้เลยปี 2569 ไป ประเทศไทยอาจไม่มีกำลังพอที่จะยืนขึ้นใหม่ได้อีก”
แว่นขยายภูมิภาค เงินฝากภาคเหนือ และคำถามเรื่องความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่
ขณะที่ระดับชาติกำลังถกเถียงเรื่องการเติบโตและโครงสร้างเศรษฐกิจ ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยเกี่ยวกับ “ยอดเงินฝากกรายจังหวัด ภาคเหนือ (พ.ย. 2568)” ก็ให้ภาพสะท้อนอีกมิติหนึ่งของความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่
- เชียงใหม่มีเงินฝากสูงสุด 306,184 ล้านบาท
- เชียงรายตามมาเป็นอันดับ 2 ที่ 87,844 ล้านบาท
- นครสวรรค์และพิษณุโลกมีเงินฝากราว 65,556 และ 65,251 ล้านบาทตามลำดับ
- จังหวัดขนาดกลางอย่างลำปาง เพชรบูรณ์ ตาก และกำแพงเพชร มีเงินฝากระหว่าง 28,965–43,742 ล้านบาท
- ส่วนแม่ฮ่องสอนอยู่รั้งท้ายที่ 7,731 ล้านบาท ต่ำที่สุดในภาคเหนือ
ตัวเลขเหล่านี้บอกกับเราว่า “ทุนทางการเงิน” กระจุกอยู่ในไม่กี่จังหวัดซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางการท่องเที่ยว การศึกษา และบริการ ขณะที่จังหวัดภูเขาหรือชนบทลึกยังมีฐานทุนในระบบการเงินต่ำมาก การขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจระดับชาติ หากไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริงนี้ อาจยิ่งทำให้ช่องว่างระหว่างเมืองหลักกับเมืองรองขยายตัว
ในมุมของนักวิเคราะห์ นี่คือเหตุผลว่าทำไมการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น รถไฟทางคู่เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ การขยายท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง หรือการพัฒนาเมืองรองด้านท่องเที่ยว จึงควรถูกออกแบบอย่าง “เชื่อมโยงและกระจายโอกาส” เพื่อให้ทุนไหลออกจากเมืองใหญ่สู่ชุมชนและจังหวัดโดยรอบ มากกว่าการดึงเงินจากภูมิภาคเข้าสู่ศูนย์กลางเพียงด้านเดียว
จาก Volume สู่ Value ข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์สู่ปี 2569
บนฉากทัศน์ที่เต็มไปด้วยความท้าทายทั้งในและนอกประเทศ ข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์ที่นักวิชาการและภาคเอกชนเห็นร่วมกันคือ ประเทศไทยต้อง “เปลี่ยนวิธีคิด” จากยุคที่เน้นตัวเลขปริมาณ ไปสู่ยุคที่เน้น “คุณภาพและมูลค่าเพิ่ม”
ในภาคท่องเที่ยว แนวคิด “Values over Volume” กำลังถูกผลักดันอย่างจริงจัง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) วางเป้าหมายเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง เช่น ตลาดสิงคโปร์ที่ตั้งเป้าจำนวนนักท่องเที่ยว 1.12 ล้านคนในปีนี้ พร้อมโปรโมตสินค้าบริการที่เน้น Wellness และ Luxury มากกว่าการลดราคาดึงยอดจำนวนเพียงอย่างเดียว
ภาคธุรกิจเรียกร้องให้รัฐบาลใช้กลไกการเงินภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพ สนับสนุนผู้ประกอบการให้ใช้ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (BCG) และ Local Sourcing ลดการพึ่งพาการนำเข้าและต้นทุนโลจิสติกส์ที่ถูกกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์โลก
ขณะที่ฝั่งนโยบายสาธารณะ นักเศรษฐศาสตร์เสนอให้หันมาให้ความสำคัญกับ “คุณภาพของงาน” และ “ผลิตภาพแรงงาน” มากกว่าการรักษาตัวเลขการจ้างงานเพียงด้านเดียว การลงทุนในทักษะใหม่ การศึกษาที่มีคุณภาพ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลจึงเป็นกุญแจสำคัญที่ต้องเดินคู่ไปกับการปฏิรูประบบราชการและการต่อต้านคอร์รัปชัน
ปี 2569 – ปีตัดสินใจของประเทศไทย
เมื่อมองจากข้อมูลท่องเที่ยว เศรษฐกิจมหภาค และฐานทุนในภูมิภาค ภาพรวมที่ปรากฏชัดคือ ประเทศไทยกำลังอยู่บน “จุดเปลี่ยน” ที่ซับซ้อนที่สุดในรอบหลายทศวรรษ การพึ่งพาเครื่องยนต์เดิมอย่างการท่องเที่ยวราคาถูก การผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ และการใช้งบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น อาจไม่เพียงพออีกต่อไป
ทางรอดของประเทศ ดูจะอยู่ที่การกล้าตัดสินใจ “ยกเครื่องโครงสร้างเศรษฐกิจ” อย่างจริงจัง ตั้งแต่การปฏิรูประบบราชการ ปราบคอร์รัปชัน ยกระดับการศึกษาและทักษะแรงงาน ปรับระบบภาษีและสวัสดิการให้รองรับสังคมสูงวัย ไปจนถึงการสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลและสีเขียวที่แข่งขันได้ในเวทีโลก
สำหรับประชาชนและภาคธุรกิจ ปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงอีกหนึ่งปีในปฏิทิน แต่คือปีที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันตั้งคำถามว่า “เราจะยอมให้ประเทศเดินด้วยความเร็ว 2% ต่อไป อีก 40 ปี หรือจะร่วมกันเร่งเครื่องให้ถึง 5% ด้วยการปรับโครงสร้างอย่างเจ็บปวดแต่จำเป็น”
คำตอบสุดท้ายอาจไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขประมาณการ GDP เพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่ความกล้าหาญทางการเมืองและฉันทามติของสังคมว่าจะเลือกอนาคตแบบใดให้ประเทศไทยในทศวรรษหน้า
เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (สถิตินักท่องเที่ยว 2568 และรายได้)
- สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) และ AOT (ทิศทางอุตสาหกรรมการบิน)
- ศูนย์วิจัย TDRI โดยนายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ (รายงานภาวะเศรษฐกิจระยะยาว)
- กกร. และหอการค้าไทย (ยุทธศาสตร์ Reinvent Thailand)
- กรมการปกครอง (สถิติจำนวนการเกิดและการตายของประชากรไทย)









