Categories
AROUND CHIANG RAI EDITORIAL

วิเคราะห์สถิติเลือกตั้งเชียงราย 2569 เมื่อ Gen Y 2.7 แสนคน เป็นตัวแปรตัดสินชะตาตระกูลการเมือง 20 ปี

เชียงรายเตรียมใช้สิทธิ เมื่อ 950,000 เสียงและตระกูลการเมือง 20 ปี กำลังเขียนประวัติศาสตร์ใหม่

เชียงราย,6 มกราคม 2569 – จังหวัดที่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งกว่า 950,000 คน กำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญทางการเมือง ท่ามกลางการเคลื่อนไหวของตระกูลบ้านใหญ่และโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป ก่อนวันลงคะแนนเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 และชาวเชียงรายกว่า 950,000 คนที่มีสิทธิเลือกตั้งกำลังเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งสำคัญที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ตัวเลขที่ออกมาจากการสำรวจข้อมูลล่าสุดไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขธรรมดา แต่กำลังบอกเล่าเรื่องราวของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้นในดินแดนล้านนา

952,266 เสียงที่รอคอย เชียงรายในภาพข้อมูล

ตามข้อมูลจากสำนักบริหารทะเบียน กรมการปกครอง เดือนพฤศจิกายน 2568 – เดือนสุดท้ายที่ประชาชนสามารถย้ายชื่อเข้าทะเบียนบ้านเพื่อมีสิทธิเลือกตั้งในพื้นที่ตามข้อกำหนด 90 วัน – เชียงรายมีประชากรทั้งหมด 1,158,331 คน โดยมีผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปและมีสิทธิเลือกตั้งจำนวนทั้งสิ้น 952,266 คน คิดเป็น 82.21% ของประชากรทั้งหมดในจังหวัด

ตัวเลขนี้มีความหมายมากกว่าที่เห็น เพราะเมื่อจำแนกตามช่วงอายุหรือ “เจเนอเรชัน” ตามคำจำกัดความของ McCrindle บริษัทวิจัยด้านสังคมศาสตร์ชั้นนำในออสเตรเลีย พบว่าเชียงรายมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่อยู่ในช่วงเจเนอเรชัน Y (อายุ 29-45 ปี) มากที่สุด จำนวน 278,694 คน หรือคิดเป็น 29.27% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด

นับเป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนว่า กลุ่มประชากรวัยทำงานที่มีประสบการณ์ชีวิต มีครอบครัว และกำลังหาเลี้ยงชีพ จะเป็นกลุ่มหลักที่กำหนดทิศทางการเมืองของเชียงรายในครั้งนี้ กลุ่มคนเหล่านี้ไม่ใช่ First Voter ที่ยังต้องเรียนรู้ระบบการเมือง แต่เป็นกลุ่มที่ผ่านการเลือกตั้งมาแล้วหลายครั้ง รู้ดีว่าสิ่งที่ตนเองต้องการคืออะไร

“ตัวเลขโครงสร้างประชากรผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ได้เป็นเพียงสถิติ แต่เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงทิศทางการพัฒนาและความต้องการของพื้นที่” นักวิเคราะห์การเมืองท้องถิ่นระบุ “เมื่อเจเนอเรชัน Y เป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด นั่นหมายความว่านโยบายที่เกี่ยวกับงาน เศรษฐกิจ การศึกษาของลูกหลาน และคุณภาพชีวิต จะเป็นประเด็นสำคัญที่กำหนดการตัดสินใจ”

รองลงมาคือเจเนอเรชัน X (อายุ 46-60 ปี) จำนวน 248,770 คน คิดเป็น 26.12% และกลุ่ม Boomers (อายุ 61-79 ปี) จำนวน 241,676 คน คิดเป็น 25.38% ซึ่งรวมกับผู้สูงอายุกลุ่ม Silent (อายุ 80 ปีขึ้นไป) อีก 30,698 คน จะเห็นได้ว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มีอายุ 61 ปีขึ้นไปในเชียงรายมีจำนวนถึง 272,374 คน หรือคิดเป็น 28.60% ของผู้มีสิทธิทั้งหมด

ตัวเลกนี้เป็นเรื่องที่ผู้สมัครทุกคนต้องใส่ใจ เพราะกลุ่มผู้สูงอายุไม่เพียงแต่มีจำนวนมาก แต่ยังมีอัตราการออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งสูงกว่ากลุ่มอายุอื่นๆ และมักมีความภักดีต่อพรรคการเมืองหรือผู้สมัครที่ตนเองคุ้นเคย

ในขณะที่เจเนอเรชัน Z (อายุ 18-28 ปี) มีจำนวน 152,428 คน คิดเป็น 16.01% โดยมี First Voter หรือผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรก (อายุ 18-19 ปี) จำนวน 26,460 คน คิดเป็น 2.78% กลุ่มนี้ถึงแม้จะมีจำนวนไม่มากนัก แต่กลับเป็นกลุ่มที่มีพลังและเสียงดังในโลกออนไลน์ การรณรงค์หาเสียงในยุคดิจิทัลจึงไม่สามารถมองข้ามกลุ่มนี้ได้

20 ปีของการเมืองเชียงราย เมื่อหน้าเดิมยังคงครองเวที

หากย้อนกลับไป 20 ปี ตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2548 จนถึงปัจจุบัน เชียงรายได้ผ่านการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) มาแล้วทั้งหมด 5 ครั้ง ในปี 2548, 2550, 2554, 2562 และ 2566 ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และบันทึกประวัติศาสตร์การเมืองไทยเผยให้เห็นภาพที่น่าสนใจ – เชียงรายคือพื้นที่ที่มี “ตระกูลการเมือง” หรือที่เรียกกันว่า “บ้านใหญ่” ที่มีความเข้มแข็งและต่อเนื่องที่สุดแห่งหนึ่งในภาคเหนือ

ตระกูลเตชะธีราวัฒน์ นับเป็นตระกูลที่โดดเด่นที่สุดในเชียงราย โดย วิสาร เตชะธีราวัฒน์ และ วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ สลับกันเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขตมาอย่างต่อเนื่องในการเลือกตั้งทั้ง 5 ครั้งที่ผ่านมา ไม่เคยขาดแม้แต่สมัยเดียว ความสามารถในการรักษาฐานเสียงและความเชื่อมั่นจากประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่องยาวนานถึง 2 ทศวรรษ สะท้อนให้เห็นถึงรากฐานที่แข็งแกร่งของตระกูลนี้

ตระกูลติยะไพรัช เป็นอีกหนึ่งตระกูลที่มีบทบาทสำคัญในเชียงราย โดย ละออง ติยะไพรัช ดำรงตำแหน่ง สส.เขต มาแล้วถึง 4 สมัย ในปี 2548, 2550, 2554 และ 2562 ก่อนจะส่งต่อไม้ให้ ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช ในการเลือกตั้งปี 2566 การส่งต่ออำนาจภายในตระกูลที่ราบรื่นเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงการสืบทอดฐานเสียงและความน่าเชื่อถือที่คนในพื้นที่มีต่อตระกูล

นอกจากนี้ยังมี ตระกูลวันไชยธนวงศ์ โดย สมบูรณ์ วันไชยธนวงศ์ ชนะเลือกตั้งในปี 2548 และ รังสรรค์ วันไชยธนวงศ์ ครองตำแหน่ง สส.เขต ต่อเนื่อง 3 สมัย ในปี 2550, 2554 และ 2562 รวมถึง ตระกูลเชื้อเมืองพาน โดย พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ที่ชนะการเลือกตั้งมาแล้ว 4 สมัยเช่นกัน ในปี 2550, 2554, 2562 และ 2566

รายชื่ออื่นๆ ที่ครองเก้าอี้ สส.เขต ได้อย่างน้อย 3 สมัยในเชียงราย ได้แก่ สามารถ แก้วมีชัย, สุรสิทธิ์ เจียมวิจักษณ์, รังสรรค์ วันไชยธนวงศ์ และ วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์

ข้อมูลเหล่านี้ชี้ให้เห็นภาพที่ชัดเจน – การเมืองเชียงรายในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาถูกครอบงำโดย “หน้าเดิม” ที่ผู้คนในพื้นที่คุ้นเคยและเลือกซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่สิ่งนี้ได้กลายเป็นคำถามสำคัญ – ทำไมคนเชียงรายจึงเลือก “คนเดิม” อยู่เสมอ?

ปรากฏการณ์ “บ้านใหญ่” เมื่อความภักดีมากกว่าโครงสร้างอำนาจ

คำว่า “บ้านใหญ่” ในวงการการเมืองไทย มักถูกมองในแง่ลบว่าเป็นระบบอุปถัมภ์ที่เอาเปรียบประชาชน แต่เมื่อมองลึกลงไปในบริบทของภาคเหนือโดยเฉพาะเชียงราย ภาพที่ปรากฏอาจซับซ้อนกว่าที่คิด

ข้อมูลจาก Lanner – สื่อท้องถิ่นที่ทำการสำรวจและวิเคราะห์การเมืองภาคเหนืออย่างต่อเนื่อง – ชี้ให้เห็นว่าการที่ประชาชนเลือก “คนเดิม” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่มีทางเลือก หรือถูกบังคับ แต่อาจเป็นเพราะในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ระบบการเมืองระดับชาติมีความไม่มั่นคง การรัฐประหาร การยุบสภา และความขัดแย้งทางการเมืองเกิดขึ้นอยู่เสมอ ส่งผลให้ประชาชนในท้องถิ่นหันกลับมาพึ่งพา “คนที่รู้จัก” มากขึ้น

“ตัวแทนที่อยู่ใกล้ ที่รู้จัก ที่สามารถติดต่อได้ และที่เคยช่วยเหลือชุมชนมาก่อน กลายเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยกว่า” นักวิชาการด้านการเมืองท้องถิ่นอธิบาย “นี่ไม่ใช่เรื่องของการซื้อเสียง แต่เป็นเรื่องของความไว้วางใจที่สะสมมาตลอดหลายปี”

อย่างไรก็ตาม ภูมิทัศน์การเมืองกำลังเปลี่ยนไป การเลือกตั้งปี 2566 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญเมื่อพรรคก้าวไกลที่เต็มไปด้วยผู้สมัครหน้าใหม่สามารถคว้าชัยชนะได้อย่างท่วมท้นในหลายพื้นที่ ทำให้เกิดคำถามว่า “บ้านใหญ่หมดยุคแล้วหรือ?” แต่การเลือกตั้งท้องถิ่น โดยเฉพาะการเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ต้นปี 2568 กลับแสดงให้เห็นว่าบ้านใหญ่ยังมีพลังในระดับพื้นที่

การเคลื่อนไหวใหม่ เมื่อตระกูลการเมืองเปลี่ยนสี

การเลือกตั้งครั้งนี้มีความพิเศษตรงที่มีการเคลื่อนไหวของ “ตระกูลบ้านใหญ่” อย่างมาก ข้อมูลจาก Rocket Media Lab ที่รวบรวมข้อมูลตระกูลการเมืองทั่วประเทศ ณ วันที่ 21 ธันวาคม 2568 พบว่า ในเชียงราย ตระกูลเชื้อเมืองพาน ได้ย้ายจากพรรคเพื่อไทยไปยังพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นพรรคที่กำลังเป็นรัฐบาลในปัจจุบัน

นี่ไม่ใช่กรณีเดียวในภาคเหนือ ข้อมูลแสดงให้เห็นว่า ตระกูลจันทรสุรินทร์ จากจังหวัดลำปาง ก็ย้ายจากพรรคเพื่อไทยไปพรรคภูมิใจไทยเช่นกัน การเคลื่อนไหวเหล่านี้สะท้อนถึงการคำนวณทางการเมืองและการปรับตัวของตระกูลบ้านใหญ่ที่ต้องการรักษาอำนาจและอิทธิพลในพื้นที่

ในภาพรวมของภาคเหนือทั้ง 17 จังหวัด ข้อมูลแสดงว่ามีตระกูลบ้านใหญ่ทั้งหมด 22 ตระกูล โดยพรรคเพื่อไทยยังคงมีตระกูลบ้านใหญ่มากที่สุดที่ 10 ตระกูล แม้ว่าจำนวนจะลดลงจาก 12 ตระกูลในการเลือกตั้งปี 2566 รองลงมาคือพรรคภูมิใจไทย 5 ตระกูล, พรรคกล้าธรรม 4 ตระกูล และพรรคประชาชน 3 ตระกูล

น่าสนใจที่ตระกูลบ้านใหญ่ในภาคเหนือย้ายออกจากพรรคเพื่อไทยและรวมไทยสร้างชาติมากที่สุด พรรคละ 3 ตระกูล ในขณะที่ตระกูลบ้านใหญ่ย้ายเข้าสู่พรรคภูมิใจไทยมากที่สุด 4 ตระกูล แสดงให้เห็นถึงกระแสของพรรคที่กำลังเป็นรัฐบาลและมีแนวโน้มที่จะเป็นพรรคหลักในการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งครั้งนี้

สรุปจำนวนผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จังหวัดเชียงราย ระหว่างวันที่ 27 – 31 ธันวาคม 2568 มีรายละเอียดดังนี้ครับ

ภาพรวมจำนวนผู้สมัครทั้ง 7 เขต จากการรับสมัครตลอด 5 วัน มีผู้สมัครรวมทั้งสิ้น 55 คน โดยแบ่งตามเขตเลือกตั้งได้ดังนี้:

  • เขตเลือกตั้งที่ 1: รวม 9 คน (วันแรก 8 คน + วันที่ 29 ธ.ค. 1 คน)
  • เขตเลือกตั้งที่ 2: รวม 7 คน (สมัครวันแรกทั้งหมด)
  • เขตเลือกตั้งที่ 3: รวม 7 คน (สมัครวันแรกทั้งหมด)
  • เขตเลือกตั้งที่ 4: รวม 8 คน (สมัครวันแรกทั้งหมด)
  • เขตเลือกตั้งที่ 5: รวม 6 คน (สมัครวันแรกทั้งหมด)
  • เขตเลือกตั้งที่ 6: รวม 8 คน (สมัครวันแรกทั้งหมด)
  • เขตเลือกตั้งที่ 7: รวม 10 คน (วันแรก 8 คน + วันที่ 29 ธ.ค. 1 คน + วันที่ 31 ธ.ค. 1 คน)

สรุปสถิติการรับสมัครรายวัน

  1. วันที่ 27 ธันวาคม 2568 (วันแรก): เป็นวันที่คึกคักที่สุด มีผู้สมัครรวม 52 คน ครบทุกเขต
  2. วันที่ 28 ธันวาคม 2568: ไม่มีผู้สมัครเพิ่ม
  3. วันที่ 29 ธันวาคม 2568: มีผู้สมัครเพิ่ม 2 คน (เขต 1 และ เขต 7)
  4. วันที่ 30 ธันวาคม 2568: ไม่มีผู้สมัครเพิ่ม
  5. วันที่ 31 ธันวาคม 2568 (วันสุดท้าย): มีผู้สมัครเพิ่ม 1 คน (เขต 7)

ภาพใหญ่ภาคเหนือ 9.4 ล้านเสียงที่กำหนดทิศทาง

การมองเฉพาะเชียงรายอาจไม่เพียงพอ เพราะจังหวัดนี้เป็นส่วนหนึ่งของภาคเหนือที่มีพลังทางการเมืองมหาศาล ข้อมูลจากสำนักบริหารทะเบียน กรมการปกครอง เดือนพฤศจิกายน 2568 แสดงให้เห็นว่า พื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ กำแพงเพชร, เชียงราย, เชียงใหม่, ตาก, นครสวรรค์, น่าน, พะเยา, พิจิตร, พิษณุโลก, เพชรบูรณ์, แพร่, แม่ฮ่องสอน, ลำปาง, ลำพูน, สุโขทัย, อุตรดิตถ์ และอุทัยธานี มีประชากรทั้งหมด 11,309,894 คน

จากจำนวนนี้ ผู้มีอายุ 18 ปีขึ้นไปที่มีสิทธิเลือกตั้งมีจำนวนทั้งสิ้น 9,412,968 คน คิดเป็น 83.23% ของประชากรทั้งหมด ตัวเลขเกือบ 10 ล้านเสียงนี้มีน้ำหนักทางการเมืองอย่างมาก เพราะสามารถเป็นตัวกำหนดว่าพรรคใดจะได้เป็นรัฐบาล

เมื่อจำแนกตามเจเนอเรชัน พบว่าภาคเหนือมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งเจเนอเรชัน Y (อายุ 29-45 ปี) มากที่สุดเช่นกัน จำนวน 2,690,874 คน คิดเป็น 28.59% รองลงมาคือเจเนอเรชัน X (อายุ 46-60 ปี) จำนวน 2,547,740 คน คิดเป็น 27.07% และ Boomers (อายุ 61-79 ปี) จำนวน 2,326,247 คน คิดเป็น 24.71%

ที่น่าสนใจคือภาคเหนือมี First Voter จำนวน 263,353 คน คิดเป็น 2.80% ของผู้มีสิทธิทั้งหมด โดยพบมากที่สุดในจังหวัดตาก แม่ฮ่องสอน และกำแพงเพชร ตามลำดับ ในขณะที่ผู้สูงอายุ (อายุ 61 ปีขึ้นไป) มีจำนวน 2,670,467 คน คิดเป็น 28.37% โดยพบมากที่สุดในจังหวัดลำปาง ลำพูน และแพร่ ตามลำดับ

จังหวัดไหนเจเนอเรชันไหนครอง? การกระจายตัวของพลังเสียง

การวิเคราะห์เชิงลึกแสดงให้เห็นความแตกต่างในแต่ละจังหวัด จาก 17 จังหวัดภาคเหนือ มีถึง 9 จังหวัดที่มีสัดส่วนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเจเนอเรชัน Y มากที่สุด ได้แก่ กำแพงเพชร, เชียงราย, เชียงใหม่, ตาก, นครสวรรค์, น่าน, พิษณุโลก, แม่ฮ่องสอน และลำพูน

ขณะที่ 5 จังหวัดมีสัดส่วนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเจเนอเรชัน X มากที่สุด ได้แก่ พิจิตร, เพชรบูรณ์, สุโขทัย, อุตรดิตถ์ และอุทัยธานี และอีก 3 จังหวัดมีสัดส่วนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง Boomers มากที่สุด ได้แก่ พะเยา, แพร่ และลำปาง

ความแตกต่างนี้สำคัญอย่างยิ่ง เพราะแต่ละเจเนอเรชันมีความต้องการและทัศนคติทางการเมืองที่แตกต่างกัน เจเนอเรชัน Y มักให้ความสำคัญกับเรื่องเศรษฐกิจ การมีงานทำ และการพัฒนาท้องถิ่น ในขณะที่เจเนอเรชัน X และ Boomers อาจให้ความสำคัญกับความมั่นคงและการรักษาวิถีชีวิตดั้งเดิมมากกว่า

เมื่อพรรคภูมิใจไทยดึง “ดูด” บ้านใหญ่ทั่วประเทศ

ภาพใหญ่ในระดับประเทศชี้ให้เห็นกระแสที่ชัดเจน จากการรวบรวมข้อมูลของ Rocket Media Lab พบว่าในการเลือกตั้งปี 2569 นี้ มีตระกูลบ้านใหญ่ที่ยังคงลงสนามหรือสนับสนุนพรรคการเมืองทั้งหมด 215 ตระกูลทั่วประเทศ แบ่งเป็น ภาคเหนือ 22 ตระกูล, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 71 ตระกูล, ภาคกลางและกรุงเทพฯ 60 ตระกูล, ภาคใต้ 36 ตระกูล, ภาคตะวันตก 15 ตระกูล และภาคตะวันออก 12 ตระกูล

พรรคภูมิใจไทยกลายเป็นผู้ชนะที่ชัดเจนในการดึงดูดตระกูลบ้านใหญ่ โดยมีตระกูลบ้านใหญ่ทั้งหมด 86 ตระกูล เพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 48 ตระกูลในการเลือกตั้งปี 2566 โดยมีตระกูลบ้านใหญ่เดิมของพรรค 41 ตระกูล และตระกูลที่ย้ายจากพรรคอื่นเข้ามาถึง 43 ตระกูล โดยย้ายมาจากพรรคเพื่อไทยมากที่สุด 13 ตระกูล

ในทางตรงกันข้าม พรรคเพื่อไทยซึ่งเคยมีตระกูลบ้านใหญ่ถึง 76 ตระกูลในปี 2566 เหลือเพียง 70 ตระกูลในการเลือกตั้งครั้งนี้ การสูญเสียตระกูลบ้านใหญ่ไปยังพรรคภูมิใจไทยสะท้อนให้เห็นถึงอำนาจของพรรคที่กำลังเป็นรัฐบาลและมีแนวโน้มที่จะครองอำนาจต่อ

พรรคกล้าธรรมเป็นอีกพรรคที่น่าสนใจ โดยมีตระกูลบ้านใหญ่ 28 ตระกูล ซึ่งเกือบทั้งหมดย้ายมาจากพรรคพลังประชารัฐ 12 ตระกูล, พรรคประชาธิปัตย์ 6 ตระกูล และพรรครวมไทยสร้างชาติ 4 ตระกูล สะท้อนให้เห็นถึงการล่มสลายของพรรคเดิมที่เคยมีอำนาจ

คำถามที่ยังค้างคา บ้านใหญ่จะหมดยุคจริงหรือ?

การเลือกตั้งปี 2566 ทำให้เกิดคำถามว่า “การเมืองบ้านใหญ่หมดยุคแล้ว” เมื่อพรรคก้าวไกลที่เต็มไปด้วยหน้าใหม่สามารถคว้าชัยชนะได้อย่างท่วมท้น แต่การเลือกตั้งท้องถิ่น โดยเฉพาะ อบจ. ต้นปี 2568 กลับแสดงให้เห็นว่าบ้านใหญ่ยังมีพลังในระดับพื้นที่ และการเลือกตั้งครั้งนี้ที่มีการเคลื่อนไหวของตระกูลบ้านใหญ่กลับมาอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะการรวมตัวกับพรรคภูมิใจไทย ทำให้เกิดคำถามใหม่

นักวิเคราะห์หลายคนมองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้หมายความว่าบ้านใหญ่หมดอำนาจ แต่เป็นการปรับตัวของระบบการเมืองไทย ในการเลือกตั้งระดับชาติ “กระแสพรรค” และ “นโยบาย” อาจมีน้ำหนักมากขึ้น แต่ในระดับท้องถิ่น “บุคคล” และ “ความสัมพันธ์” ยังคงมีความสำคัญอย่างมาก

“การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นการทดสอบที่สำคัญ” นักวิชาการด้านการเมืองระบุ “หากพรรคภูมิใจไทยที่รวบรวมบ้านใหญ่ไว้ได้มากที่สุดสามารถคว้าชัยชนะได้ นั่นจะพิสูจน์ว่าบ้านใหญ่ยังมีบทบาท แต่หากผลออกมาไม่เป็นไปตามคาด ก็อาจหมายความว่าการเมืองไทยกำลังเปลี่ยนไปจริงๆ”

เหลือ 34 วัน เชียงรายรอคำตอบ

เมื่อนับจากวันนี้ (6 มกราคม 2569) ถึงวันเลือกตั้ง (8 กุมภาพันธ์ 2569) เหลือเวลาอีกเพียง 34 วัน ชาวเชียงรายกว่า 952,000 คนที่มีสิทธิเลือกตั้ง พร้อมด้วยชาวภาคเหนืออีกกว่า 8.4 ล้านคน กำลังเตรียมพร้อมที่จะออกไปใช้สิทธิ การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเลือกตัวแทนเข้าสู่รัฐสภาเท่านั้น แต่เป็นการตอบคำถามสำคัญหลายข้อ

ตัวแทนที่ชาวเชียงรายจะเลือกในครั้งนี้ จะเป็น “หน้าเดิม” ที่คุ้นเคยอีกครั้งหรือไม่? ตระกูลการเมืองที่ครองเวทีมา 20 ปี จะยังคงได้รับความไว้วางใจต่อไปหรือถึงเวลาเปลี่ยนแปลง? กระแสของพรรคภูมิใจไทยที่ดึงดูดบ้านใหญ่เข้ามาจะแปลงเป็นคะแนนเสียงจริงได้หรือไม่? และที่สำคัญที่สุด – โครงสร้างประชากรที่เจเนอเรชัน Y เป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด จะส่งผลต่อผลการเลือกตั้งอย่างไร?

ทั้งหมดนี้จะได้รับคำตอบในอีก 34 วันข้างหน้า แต่สิ่งหนึ่งที่แน่ชัดคือ ตัวเลข 952,266 เสียงในเชียงราย และ 9,412,968 เสียงในภาคเหนือ ไม่ได้เป็นเพียงสถิติ แต่เป็นเสียงของผู้คนที่กำลังจะเขียนประวัติศาสตร์การเมืองไทยในบทใหม่

Lanner องค์กรสื่อท้องถิ่นที่ทำงานสำรวจและวิเคราะห์ข้อมูลการเมืองภาคเหนือ สรุปไว้ว่า “การเปิดจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่เพียงช่วยให้เราได้เห็นโครงสร้างประชากรของแต่ละจังหวัด ณ ห้วงเวลาปัจจุบัน แต่ยังช่วยสะท้อนแนวโน้มการเติบโตของประชากร รวมถึงทิศทางการกำหนดนโยบายเพื่อรองรับความต้องการเชิงพื้นที่ในอนาคต”

นี่คือเรื่องราวของเชียงราย จังหวัดที่กำลังยืนอยู่ณจุดเปลี่ยน ระหว่างอดีตที่คุ้นเคยกับอนาคตที่ยังไม่แน่ชัด ระหว่างความภักดีต่อตระกูลการเมืองที่คุ้นเคยกับโอกาสของความเปลี่ยนแปลง และระหว่างเสียงของคนรุ่นเก่าที่ต้องการความมั่นคงกับเสียงของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการโอกาส 34 วันข้างหน้า คำตอบจะชัดเจน และเชียงรายพร้อมกับภาคเหนือทั้งหมด จะเป็นส่วนสำคัญในการกำหนดทิศทางของประเทศไทยในอีก 4 ปีข้างหน้า

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • สำนักบริหารทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย
  • Lanner  
  • Rocket Media Lab
  • คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
TOP STORIES

ปิดดีลการเมืองใหม่! “อนุทิน” นายกฯ คนที่ 32 ด้วยเสียงสนับสนุน 311 เสียง

อนุทิน ชาญวีรกูล” คว้าเก้าอี้นายกฯ คนที่ 32 ด้วย 311 เสียง—ดีลการเมืองใหม่เปิดทางแก้รัฐธรรมนูญและยุบสภาในกรอบเวลาเร่งด่วน

บทวิเคราะห์เบื้องต้น

กรุงเทพฯ , 5 ก.ย. 2568 –  การลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของไทยในวันนี้สะท้อนจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างทางการเมืองอย่างชัดเจน 1) ตัวเลข 311 เสียง บ่งชี้การรวมตัวของหลายพรรคที่ข้ามสมการแบ่งขั้วเดิม และเปิด “พื้นที่ปฏิบัติการ” ให้รัฐบาลชุดใหม่เดินตามเงื่อนไขทางการเมืองเฉพาะกิจ 2) เงื่อนไขจากพรรคประชาชนว่าด้วยกรอบเวลาเพื่อยุบสภาและเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ ทำให้วาระหลักของรัฐบาลกลายเป็น “รัฐบาลเปลี่ยนผ่านเชิงสถาบัน” มากกว่ารัฐบาลนโยบายแบบวาระยาว 3) คะแนนเสียงข้างมากที่ชัดเจนช่วยคลี่คลายสุญญากาศการเมืองหลังคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญกรณี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร แต่ก็วางรัฐบาลไว้บนสนามที่ต้องบริหาร “เวลา ความคาดหวัง และความไว้วางใจ” พร้อมกัน โดยมีเดดไลน์ทางการเมืองเป็นตัวกำกับผลลัพธ์สุดท้ายของประเทศใน 4–6 เดือนข้างหน้า (ตามเงื่อนไขที่ถูกสื่อรายงานอย่างกว้างขวาง)

ฉากเปิดในสภาเลื่อนวาระ-ปูทางลงมติประวัติศาสตร์

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดพิเศษเริ่มเวลาเช้า โดยวาระสำคัญคือการเห็นชอบบุคคลสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 159 หลังเก้าอี้นายกรัฐมนตรีว่างลงจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อ 29 ส.ค. 2568 ที่ส่งผลให้นายกรัฐมนตรีคนที่ 31 พ้นตำแหน่ง บรรยากาศในห้องประชุมเริ่มตึงตั้งแต่ญัตติ “เลื่อนวาระโหวตนายกรัฐมนตรีขึ้นมาพิจารณาก่อน” ถูกหยิบยก ซึ่งที่ประชุมลงมติ “เห็นชอบ” 313 ต่อ 142 เสียง ปูทางสู่การลงคะแนนชี้ขาดช่วงบ่าย สะท้อนฉันทามติว่าประเทศต้องมีรัฐบาลใหม่โดยเร็วเพื่อลดความไม่แน่นอนทางการเมืองและนโยบายสาธารณะ

คู่ชิงผู้นำ “อนุทิน” ปะทะ “ชัยเกษม” และแรงกดดันด้านจริยธรรม-ความเหมาะสม

เมื่อเข้าสู่วาระเสนอชื่อ นายไชยชนก ชิดชอบ ส.ส.พรรคภูมิใจไทย เสนอชื่อ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ขณะที่พรรคเพื่อไทยเสนอ “นายชัยเกษม นิติสิริ” อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นคู่ชิง การอภิปรายคุณสมบัติและความเหมาะสมของทั้งสองฝ่ายดำเนินไปอย่างเข้มข้น มีการย้ำประเด็นมาตรฐานจริยธรรม ความน่าเชื่อถือ และความสามารถในการนำพาประเทศฝ่าความผันผวน ทั้งในสภาและพื้นที่สื่อสาธารณะ สะท้อนเดิมพันทางความชอบธรรมที่สูงเป็นพิเศษต่อผู้นำรัฐบาลชุดใหม่ในสถานการณ์เปราะบางนี้

สัญญาทางการเมืองรูปแบบใหม่ เงื่อนไขของ “พรรคประชาชน”

จุดหักเหสำคัญอยู่ที่บทบาท “พรรคประชาชน” ซึ่งประกาศสนับสนุน “อนุทิน” ด้วยกรอบเงื่อนไขเพื่อเร่งแก้รัฐธรรมนูญและยุบสภาภายในกรอบเวลาที่กำหนด โดยสาระสำคัญคือการผลักดันกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ผ่าน “สภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้ง” และยืนยันบทบาทฝ่ายค้านต่อไปเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล ข้อตกลงดังกล่าวถือเป็นดีลทางการเมืองที่ “จำกัดวาระและภารกิจ” ของรัฐบาลอย่างชัดเจน และสะท้อนยุทธศาสตร์ “โหวตเพื่อยุบสภา” ซึ่งสื่อทั้งในและต่างประเทศจับตาอย่างใกล้ชิดในฐานะต้นแบบการใช้เสียงข้างมากเพื่อเปิดประตูสู่การปฏิรูปเชิงสถาบัน มากกว่าจะเป็นการตั้งรัฐบาลบริหารแบบเต็มวาระ

ผลลงมติ 311 เสียง—สัญญาณคลี่คลายสุญญากาศและเริ่มนับถอยหลัง

เวลาเย็นของวันเดียวกัน ผลลงมติเปิดเผยต่อสาธารณะอย่างเป็นทางการ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ได้ 311 เสียง เหนือกว่าคะแนน 152 เสียงของ “ชัยเกษม นิติสิริ” อย่างชัดเจน ตัวเลขดังกล่าวเกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกที่มีอยู่ และมากกว่าคะแนนขั้นต่ำ 247 เสียงที่ต้องการ ส่งผลให้ประมุขฝ่ายบริหารคนใหม่ได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรตามขั้นตอน ขณะเดียวกัน ช่องทางสื่อสารของหน่วยงานสาธารณะและสื่อหลักรายงานสอดคล้องกันถึงผลรวมคะแนน รวมถึงการยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยลงคะแนนสนับสนุนทั้งพรรค ยกเว้นหัวหน้าพรรคที่งดออกเสียงตามธรรมเนียมปฏิบัติของผู้ถูกเสนอชื่อ

คำกล่าวหลังได้รับเลือก “เวลามีไม่มาก ต้องทำงานให้คุ้มค่าที่สุด”

หลังทราบผล “นายอนุทิน” กล่าวกับสื่อมวลชนถึงความตั้งใจเดินหน้าทำงานทันที พร้อมย้ำว่าจะใช้ทุกวันอย่างคุ้มค่าในกรอบเวลาที่จำกัด และเดินหน้าจัดทำคณะรัฐมนตรีโดยเร็ว ข้อความนี้สอดรับกับสถานะ “รัฐบาลเปลี่ยนผ่าน” ที่ต้องบริหารงานคู่ขนานกับการผลักดันวาระเชิงสถาบันให้เป็นรูปธรรม โดยมีเส้นตายทางการเมืองรออยู่ข้างหน้า ทั้งในมิติยุบสภาและการริเริ่มกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ตามกลไกที่กฎหมายกำหนด

บริบทแวดล้อม ผลสะเทือนต่อภูมิทัศน์ “ตระกูลการเมือง” และแรงสั่นสะเทือนเชิงสัญลักษณ์

สื่อสากลจำนวนมากเชื่อมโยงผลการลงมติครั้งนี้กับความเปลี่ยนแปลงของ “ภูมิทัศน์อำนาจ” โดยเฉพาะบทบาทของเครือข่ายการเมืองที่เคยกำหนดทิศทางมาตลอดสองทศวรรษ กระแสข่าวการเดินทางออกนอกประเทศของ “นายทักษิณ ชินวัตร” ก่อนหน้าการลงมติไม่นานยิ่งเพิ่มมิติทางสัญลักษณ์ต่อการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว แม้รายละเอียดจะยังต้องติดตาม แต่ก็เป็นฉากหลังที่ทำให้ “รัฐบาลอนุทิน” ต้องเผชิญกับความคาดหวัง-ข้อกังขา พร้อมกันในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเมืองไทย

นัยต่อเศรษฐกิจ-การต่างประเทศ เวลาจำกัด งานล้นมือ

แม้รัฐบาลใหม่จะถูกกำหนดภารกิจหลักด้าน “ปฏิรูปเชิงสถาบัน” แต่ภาคเศรษฐกิจและการต่างประเทศไม่อาจรอได้ การท่องเที่ยว การส่งออก และความเชื่อมั่นตลาดทุนต้องการสัญญาณนโยบายที่ต่อเนื่อง ขณะที่ประเด็นความมั่นคงชายแดนและความร่วมมือเศรษฐกิจระดับภูมิภาคยังเป็นโจทย์ท้าทาย หากรัฐบาลสามารถสื่อสาร “แผนงาน 120 วัน” ที่ชัดเจนทั้งด้านปากท้องและโรดแมปการเมือง ควบคู่กลไกตรวจสอบ-ถ่วงดุลที่โปร่งใส จะช่วยลดเบี้ยความเสี่ยงและพยุงความคาดหวังของภาคส่วนต่าง ๆ ในระยะสั้นได้มาก โดยมีจุดตัดสินอยู่ที่ “ความไว้วางใจ” และ “การส่งมอบผลลัพธ์ทันเวลา” ซึ่งตลาดและประชาชนจับตาอย่างเข้มข้น

สถิติและจุดสังเกตสำคัญของวันลงมติ

  • คะแนนเสียงเห็นชอบ “อนุทิน” 311 เสียง มากกว่าเกณฑ์ 247 เสียงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ “ชัยเกษม” ได้ 152 เสียง สร้างระยะห่างชัดเจนต่อฉันทามติในสภา
  • ก่อนหน้านั้น สภาลงมติ “เลื่อนวาระโหวตนายกรัฐมนตรี” ขึ้นมาพิจารณาก่อน 313 ต่อ 142 เสียง ช่วยเร่งขั้นตอนให้ประเทศมีรัฐบาลใหม่ได้ภายในวันเดียวกัน ลดความยืดเยื้อทางการเมืองที่อาจกระทบเสถียรภาพเศรษฐกิจระยะสั้น
  • ช่องทางสาธารณะของสื่อสาธารณะและสำนักข่าวต่างประเทศรายงานผลตรงกัน ทั้งจำนวนเสียงและกรอบบริบทของดีลทางการเมืองที่โยงสู่เงื่อนไขยุบสภาและโรดแมปการแก้รัฐธรรมนูญ

กรอบเวลา 4–6 เดือน โจทย์กำกับการเมืองไทยระยะสั้น

การสนับสนุนจากพรรคประชาชนมาพร้อม “เงื่อนไขเวลา” ซึ่งสื่อรายงานอย่างกว้างขวางว่าเกี่ยวข้องกับการยุบสภาหลังแถลงนโยบายภายในกรอบเวลาที่กำหนด พร้อมการเดินหน้ากระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ภายใต้กลไก ส.ส.ร. เงื่อนไขดังกล่าวเปลี่ยน “ธรรมชาติของรัฐบาล” ให้เป็นรูปแบบเปลี่ยนผ่านที่มีเส้นตายเชิงนิติบัญญัติชัดเจน นั่นหมายถึงทุกวันนับจากนี้มีต้นทุนโอกาสสูง จึงต้องกำหนด “แผนสั้น-กลาง” ที่วัดผลได้จริง ทั้งด้านการคลายกังวลเศรษฐกิจประชาชนและกรอบขั้นตอนปฏิรูปที่สังคมตรวจสอบได้

ความเสี่ยงและโอกาส บริหารสมดุล 3 มิติ

  1. ความชอบธรรม: รัฐบาลต้องเดินตามกติกาและสื่อสารอย่างโปร่งใส ชี้แจงเหตุผล-ขั้นตอนยุบสภาและแก้รัฐธรรมนูญให้ประชาชนเข้าใจ ลดข้อครหา-ควันหลงทางการเมือง
  2. ประสิทธิภาพเชิงนโยบาย: แม้เป็นรัฐบาลเปลี่ยนผ่าน แต่ “ความเดือดร้อนเร่งด่วน” ต้องได้รับการบรรเทา เช่น ค่าครองชีพ แรงกระทบผู้ประกอบการท่องเที่ยว-ส่งออก เพื่อคงความเชื่อมั่นระยะสั้นของเศรษฐกิจมหภาค
  3. การประสานกับฝ่ายค้าน: การยืนยันเป็นฝ่ายค้านของพรรคประชาชนช่วยคงกลไกตรวจสอบ แต่รัฐบาลต้องรักษาช่องทางเจรจาทางเทคนิคในเรื่องกฎหมายลูกและกระบวนการ ส.ส.ร. เพื่อไม่ให้โรดแมปสะดุดจากความขัดแย้งขั้นตอน

จุดคลี่คลายปม ทางออกสู่การเลือกตั้งใหม่ที่ “ชัด-เร็ว-ชอบธรรม”

สัญญาประชาคมที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรระหว่าง “รัฐบาล-สภา-สังคม” ในห้วงเวลานี้คือ การทำให้ “การเปลี่ยนผ่าน” มีเสถียรภาพพอสมควร และไม่ทำให้ประเทศหลุดจากรางปฏิรูปที่สังคมเรียกร้อง หากรัฐบาลสามารถแสดงความคืบหน้าเชิงขั้นตอน เช่น กำหนดกรอบเวลาชัดเจนสำหรับการแถลงนโยบาย การยื่นร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และการชี้แจงสาธารณะเรื่อง “วันยุบสภาโดยประมาณ” อย่างโปร่งใส จะช่วยปิดดีเบตเรื่องความไม่จริงใจ และแปความคาดหวังสังคมให้เป็น “การให้โอกาส” ในการตัดสินผลงานตามที่กำหนดไว้ตั้งแต่ต้น

การที่ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ด้วยคะแนน 311 เสียง คือการปิดฉากสุญญากาศการเมืองและเปิดฉาก “รัฐบาลเปลี่ยนผ่านเชิงสถาบัน” ที่มีภารกิจหลักสองประการคือ 1) พยุงความเชื่อมั่นเศรษฐกิจและประคับประคองนโยบายปากท้องในระยะสั้น และ 2) เดินหน้าโรดแมปยุบสภา-แก้รัฐธรรมนูญตามเงื่อนไขที่สังคมจับตา ด้วยเส้นตายทางการเมืองที่กระชับ ขณะที่ฉากหลังระดับโครงสร้างสะท้อนการปรับสมดุลเครือข่ายอำนาจเดิมอย่างมีนัยสำคัญ สุดท้าย ดัชนีตัดสินผลลัพธ์ของช่วงเวลา 4–6 เดือนข้างหน้าจะไม่ใช่ “วาทกรรม” หากแต่เป็น “การส่งมอบ” ขั้นตอนที่จับต้องได้และตรวจสอบได้—นั่นคือบทพิสูจน์ความน่าเชื่อถือของรัฐบาลและความหวังของสังคมต่อการเมืองที่เดินหน้าได้จริง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • Reuters, “Thailand’s Anutin Charnvirakul elected PM by parliament” (Bangkok, Sept 5, 2025)
  • Bangkok Post, “Anutin confirmed as Thailand’s new prime minister”
  • Thai PBS,
  • Al Jazeera
  • Thai PBS World, “Making sense of People’s Party’s conditions for Anutin”
  • AP
  • Xinhua, “Thailand’s parliament elects Anutin Charnvirakul as new PM”
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News