วิกฤต “ครูไทย” ภาระงานสอนเกินมาตรฐาน 37.6% งานบริหารนับพันชั่วโมงต่อภาคเรียน—กสศ.ชี้ต้อง “คืนครูสู่ห้องเรียน” ด้วยการปฏิรูปโครงสร้างและแยกงานสนับสนุนออกจากงานสอน
เชียงราย, 18 มกราคม 2569 — เช้าวันเรียนของโรงเรียนขนาดเล็กในต่างจังหวัดมักเริ่มต้นเหมือนกันแทบทุกวัน ครูคนหนึ่งยืนหน้าชั้น พร้อมกระดานและหนังสือเรียน แต่เบื้องหลังภาพที่ดูเป็น “งานสอน” กลับซ่อนงานอีกกองใหญ่ที่ไม่ถูกนับในสายตาสังคม—งานเอกสาร งานโครงการ งานประกันคุณภาพ งานประชาสัมพันธ์ และงานธุรการสารพัด ที่ทำให้หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า วันนี้ครูไทยยังมีเวลา “เป็นครู” มากพอหรือไม่
คำถามนี้ไม่ได้เกิดจากความรู้สึกส่วนตัวล้วน ๆ เมื่อ สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ภายใต้กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เปิดเผยผลสำรวจภาระงานครูจากกลุ่มตัวอย่างครูหลายสังกัด ทั้ง สพฐ. ท้องถิ่น เอกชน และ กทม. โดย ผศ.ดร.สหวรัชญ์ พลหาญ ผู้อำนวยการสถาบันฯ ชี้ให้เห็นภาพรวมที่สะเทือนระบบการศึกษาไทย ครู โดยเฉพาะใน โรงเรียนขนาดเล็ก แบกภาระงานสอนสูงผิดปกติ ขณะเดียวกันภาระงานนอกเหนือการสอนกลับกินเวลา “เป็นร้อย–พันชั่วโมง” ต่อภาคเรียน
วงจรโรงเรียนเล็ก “ทรัพยากรน้อยที่สุด แต่ภาระมากที่สุด”
หากมองผิวเผิน โรงเรียนขนาดเล็กอาจถูกเข้าใจว่าเป็นโรงเรียนที่ “ภาระน้อย” เพราะมีนักเรียนไม่มาก แต่รายงานของกสศ.กลับสะท้อนความจริงอีกด้านว่า โรงเรียนกลุ่มนี้คือจุดที่ภาระงานของครู “หนาแน่นที่สุด” ทั้งจากข้อจำกัดด้านกำลังคนและโครงสร้างงานที่ครูต้องทำแทบทุกบทบาทในโรงเรียนเดียว
ข้อมูลสำคัญในรายงานระบุว่า ครูในโรงเรียนขนาดเล็กมีชั่วโมงสอนเฉลี่ย 27.31 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์อ้างอิงในงานวิจัยจนคิดเป็น มากกว่า 37.6% ในทางปฏิบัติหมายถึงครูหนึ่งคนต้องสอนหลายวิชา หลายระดับชั้น และต้องสลับบทบาทตั้งแต่ครูประจำชั้น ครูวิชาการ ไปจนถึงผู้ประสานงานโครงการ
ที่น่ากังวลยิ่งกว่าชั่วโมงสอน คือ “โครงสร้างการกระจายงาน” ที่รายงานระบุว่า ครูรุ่นใหม่มักได้รับมอบหมายงานสอนมากกว่าครูอาวุโส ทำให้คนที่ยังต้องสร้างทักษะการสอนและพัฒนาอาชีพกลับต้องแบกภาระหนักที่สุด ภาพดังกล่าวสอดคล้องกับแนวโน้มในต่างประเทศที่พบว่าครูอายุน้อยเผชิญความเสี่ยงต่อความเครียดและภาวะหมดไฟสูงกว่า จากการถูกจัดสรรไปอยู่ในงาน/ห้องเรียนที่ “หนัก” อย่างไม่สมส่วน
ไม่ได้หนักแค่งานสอน 5 งานนอกตารางที่ “กัดกินเวลา” ครู
รายงานกสศ.ทำให้คำว่า “งานครู” ถูกแยกออกเป็นสองโลกอย่างชัดเจน งานสอนที่เป็นภารกิจหลัก และงานนอกเหนือการสอนที่กลายเป็นภารกิจประจำวันแบบเลี่ยงไม่ได้ โดย 5 อันดับงานนอกเหนือการสอนที่ใช้เวลามากที่สุดต่อภาคเรียน ได้แก่
- หัวหน้าสายชั้น/หัวหน้าระดับ: 874 ชั่วโมงต่อภาคเรียน
- งานสำนักวิชาการ: 777 ชั่วโมงต่อภาคเรียน
- งานประชาสัมพันธ์: 468 ชั่วโมงต่อภาคเรียน
- งานประกันคุณภาพ: 438 ชั่วโมงต่อภาคเรียน
- งานบุคคล: 414 ชั่วโมงต่อภาคเรียน
ในรายงานยังอธิบายมิติ “เวลาเฉลี่ยต่อครั้ง” ของบางบทบาท เช่น งานหัวหน้าระดับที่กินเวลาเฉลี่ยต่อการทำงานแต่ละครั้งเกือบเต็มวันทำงาน ซึ่งสะท้อนว่า ภาระงานไม่ได้เป็นเพียง “งานยิบย่อย” แต่เป็นงานบริหารที่มีขั้นตอน มีความรับผิดชอบ และมักผูกกับระเบียบ/การตรวจสอบ
เมื่อครูต้องแบกงานลักษณะนี้โดยไม่มีบุคลากรสนับสนุนเพียงพอ โรงเรียนจึงเกิดภาวะ “ครูทำทุกอย่าง” ตั้งแต่การสื่อสารองค์กร การซ่อมบำรุง ไปจนถึงการเงินและพัสดุ—งานที่ต้องใช้ความชำนาญเฉพาะด้านและเกี่ยวข้องกับระเบียบกฎหมายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ผลกระทบต่อเด็ก คุณภาพการสอนถูกบีบในห้องเรียนที่ควร “ได้รับมากที่สุด”
ภาระงานที่ล้นมือไม่ได้กระทบเฉพาะครู แต่กระทบ “ผู้เรียน” โดยตรง รายงานระบุว่า ครู 47.7% ยอมรับว่าภาระงานมากเกินไปส่งผลต่อคุณภาพการสอน และมีเพียง 29.7% ที่รู้สึกว่ามีเวลาเตรียมบทเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ
เมื่อวางตัวเลขนี้ลงในบริบทโรงเรียนขนาดเล็ก—ซึ่งมักมีเด็กยากจน เด็กพื้นที่ห่างไกล หรือเด็กที่ต้องการการดูแลเชิงรายบุคคลมากเป็นพิเศษ—ภาระงานครูจึงกลายเป็น “วงจรความเหลื่อมล้ำ” ตามที่รายงานตั้งข้อสังเกตไว้ โรงเรียนที่ทรัพยากรน้อยที่สุด กลับเป็นโรงเรียนที่ครูต้องแบกภาระมากที่สุด และท้ายที่สุดเด็กในโรงเรียนเหล่านี้อาจได้รับเวลาคุณภาพจากครูน้อยที่สุด
ในทางการศึกษาศาสตร์ นี่คือการลดทอน “เวลาการสอนเชิงคุณภาพ” (quality instructional time) ลงอย่างเงียบ ๆ เพราะแม้ครูยังอยู่หน้าชั้น แต่เวลาที่ควรถูกใช้ในการออกแบบบทเรียน สร้างสื่อการสอน วิเคราะห์ผู้เรียน และสะท้อนผลการสอน ถูกดึงไปชดใช้กับงานเอกสารและงานรายงานจำนวนมาก
สัญญาณเตือนสุขภาพจิตครู Work–Life Balance พัง และความเสี่ยงหมดไฟที่เพิ่มขึ้น
อีกตัวเลขที่ถูกจับตาในรายงานคือ ครู 63% ระบุว่าไม่สามารถสร้างสมดุลชีวิตและการทำงาน (Work–Life Balance) ได้ แม้ตัวเลขนี้เป็นการรายงานตนเองและไม่ใช่การวินิจฉัยทางการแพทย์ แต่ในเชิงนโยบายสาธารณะถือเป็น “สัญญาณเตือน” เพราะสะท้อนความเสี่ยงต่อความเครียดสะสมและภาวะหมดไฟ (burnout) ที่อาจลุกลามไปสู่ปัญหาการลาออก การขาดงาน และคุณภาพการสอนในระยะยาว
ในระดับนานาชาติ ข้อมูลจากเครือข่ายวิชาชีพครูและชุดข้อมูล TALIS ถูกใช้ชี้ให้เห็นแนวโน้มคล้ายกันว่า “งานธุรการ/งานเอกสาร” เป็นแหล่งความเครียดสำคัญของครูจำนวนมาก จึงทำให้คำถามไม่ได้อยู่ที่ “ครูไทยบ่นมากไปหรือไม่” แต่อยู่ที่ “โครงสร้างงานครูถูกออกแบบให้เสี่ยงต่อความเครียดเรื้อรังหรือไม่”
ปมเชิงโครงสร้าง ทำไมงานนอกเหนือการสอนจึงโตไม่หยุด
คำอธิบายที่ตรงไปตรงมาที่สุดคือ ระบบการศึกษาในปัจจุบันต้องการ “หลักฐาน” เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ—หลักฐานของการใช้งบประมาณ หลักฐานของคุณภาพ หลักฐานของผลลัพธ์ และหลักฐานของการดำเนินโครงการ แต่เมื่อหลักฐานถูกออกแบบให้ผลิตผ่าน “คนเดิม” นั่นคือครู ภาระจึงไหลกลับมาที่ห้องเรียน
อีกด้านหนึ่ง โรงเรียนขนาดเล็กมักไม่มีตำแหน่งสนับสนุนครบตามความจำเป็น ทั้งงานธุรการ งานการเงิน/พัสดุ งานช่างเทคนิค หรือเจ้าหน้าที่สื่อสารองค์กร รายงานกสศ.จึงเสนอชัดว่ามีอย่างน้อย 3 ตำแหน่งที่ควรมีบุคลากรเฉพาะทางมารับผิดชอบแทนครู ได้แก่ นักประชาสัมพันธ์, ช่างเทคนิคซ่อมบำรุง, และธุรการ/การเงิน/พัสดุ
อย่างไรก็ตาม ในมุมผู้บริหารสถานศึกษา บางงานไม่สามารถ “ตัดทิ้ง” ได้ทันที เพราะผูกกับการตรวจสอบและการกำกับดูแลตามระเบียบ โดยเฉพาะเมื่อโรงเรียนเป็นหน่วยรับงบประมาณและต้องรับผิดชอบต่อความโปร่งใส นี่จึงเป็นสมการยาก หากไม่ทำเอกสารเสี่ยงผิดระเบียบ แต่หากทำเอกสารมากเกินไปก็เสี่ยงทำลายคุณภาพการสอน
รัฐรับรู้ปัญหา นโยบาย “ลดภาระครู” มีอยู่ แต่โจทย์คือทำให้ถึงโรงเรียนจริง
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หน่วยงานรัฐและ สพฐ.มีการประกาศ/สื่อสารนโยบายลดภาระงานครูในหลายวาระ เช่น แนวทางลดภาระการรายงานของสถานศึกษาและการลดการใช้เอกสารซ้ำซ้อนผ่านระบบดิจิทัล รวมถึงการสื่อสารเชิงนโยบายของ สพฐ.และ ก.ค.ศ.ที่มุ่งลดภาระงานที่ไม่จำเป็นและยกระดับคุณภาพชีวิตครู
ขณะเดียวกัน เอกสารติดตาม/ตรวจราชการของกระทรวงศึกษาธิการในบางพื้นที่ก็ระบุ “นโยบายลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา” เป็นหัวข้อชัดเจน สะท้อนว่าปัญหานี้ถูกยอมรับในระดับนโยบายแล้ว
แต่สิ่งที่รายงานกสศ.กำลังชี้ คือ “การปฏิบัติจริง” ยังต้องการการปฏิรูปเชิงโครงสร้างมากกว่าคำประกาศ—เพราะต่อให้ประกาศลดภาระ หากโรงเรียนยังไม่มีคนสนับสนุน ระบบรายงานยังซ้ำซ้อน และครูยังต้องเป็นผู้ผลิตหลักฐานทุกชิ้น ภาระก็จะย้อนกลับมาเหมือนเดิม
ทางรอดที่กสศ.เสนอ คืนครูสู่ห้องเรียนด้วย 3 ระยะปฏิรูป (และทำให้วัดผลได้)
รายงานและข้อเสนอของกสศ.วางแนวทางเป็นลำดับขั้น ซึ่งสามารถแปลงเป็น “โรดแมปเชิงปฏิบัติ” ได้ดังนี้
1) ระยะสั้น ตัดงานซ้ำซ้อน–หยุดโยนโครงการใส่ครูคนเดิม
- ลดภาระงานที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะเอกสารซ้ำซ้อน และปรับลำดับความสำคัญให้งานสอนเป็นภารกิจอันดับหนึ่ง
- กระจายงานอย่างเป็นธรรม ไม่มอบหลายโครงการให้ครูคนเดียวหรือกลุ่มเดียว
- เริ่ม “แยกงานสนับสนุนออกจากงานครู” ด้วยการจ้าง/จัดคนเฉพาะทางในงานธุรการ การเงิน พัสดุ ตามความจำเป็นของพื้นที่
2) ระยะกลาง (6–12 เดือน): เพิ่มเวลาคุณภาพให้การสอน และดูแลสุขภาพจิตครู
- เพิ่มเวลาเตรียมสอน ผ่านการจัดคาบว่างเพื่อเตรียมการสอน ลดชั่วโมงสอน หรือออกแบบตารางสอนใหม่ให้มีพื้นที่หายใจ
- จัดระบบดูแลสุขภาพจิต/ช่องทางปรึกษา ลดความเสี่ยงความเครียดสะสม
- สร้างกติกาองค์กรเรื่องการติดต่องานนอกเวลาราชการอย่างจริงจัง เพื่อให้ Work–Life Balance กลับมาเป็นไปได้
3) ระยะยาว (1–2 ปี) รื้อระบบกระดาษ และทำให้ “หลักฐาน” เกิดจากข้อมูลครั้งเดียวใช้ได้ทั้งระบบ
- ปฏิรูประบบราชการและโครงสร้างงาน นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาทดแทนงานเอกสาร
- สร้างระบบพี่เลี้ยง (mentoring) สำหรับครูใหม่ ลดการช็อกกับภาระงานและเพิ่มคุณภาพการสอน
- สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เคารพวิชาชีพครู ให้ครูมีส่วนร่วมตัดสินใจในเรื่องที่กระทบชั้นเรียน
หัวใจสำคัญของทุกข้อ คือทำให้ “เวลาของครู” กลับไปอยู่ในกิจกรรมที่สร้างผลลัพธ์ต่อผู้เรียนมากที่สุด คล้ายกับข้อค้นพบเชิงนโยบายในต่างประเทศที่ชี้ว่า การบริหารเวลาครูและการลดงานที่เบียดบังการสอน เป็นปัจจัยสำคัญต่อคุณภาพระบบการศึกษา
มุมมองเชิงนโยบาย ถ้าไม่แก้ “ภาระงานครู” ประเทศจะเสียอะไร
ความเสียหายจากภาระงานครูที่ล้นมือ ไม่ได้เกิดขึ้นในรูป “งบประมาณรั่วไหล” แบบจับต้องง่าย แต่มาในรูป “โอกาสที่หายไป” ของเด็กและชุมชน
- เด็กในโรงเรียนเล็กอาจสูญเสียเวลาเรียนรู้เชิงคุณภาพ ทั้งที่เป็นกลุ่มที่ควรได้รับการดูแลมากที่สุด
- ครูรุ่นใหม่เสี่ยงหมดไฟก่อนเติบโตเป็นกำลังหลักของระบบ
- ความพยายามลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอาจสะดุด เพราะเครื่องมือหลักคือ “ครู” ถูกใช้ไปกับงานที่ไม่ใช่การสอน
จึงไม่แปลกที่รายงานกสศ.ถูกอ่านเป็น “เสียงเตือน” ถึงผู้กำหนดนโยบายว่า หากยังไม่คืนครูสู่ห้องเรียนอย่างเป็นรูปธรรม ระบบการศึกษาไทยอาจติดอยู่ในวงจรเดิม—โรงเรียนเล็กยิ่งเหนื่อย เด็กยิ่งเสียโอกาส และครูยิ่งหมดแรง
คืนครูสู่ห้องเรียนไม่ใช่สโลแกน—แต่คือการออกแบบคนและระบบใหม่
รายงานภาระงานครูของกสศ.ทำให้ภาพ “ครูเหนื่อย” ถูกยกระดับเป็น “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ด้วยตัวเลขที่ตรวจสอบได้ ชั่วโมงสอนเฉลี่ยที่สูงผิดปกติ งานบริหารที่กินเวลาเป็นร้อย–พันชั่วโมง และสัดส่วนครูจำนวนมากที่ยอมรับว่าคุณภาพการสอนและสมดุลชีวิตกำลังถูกบั่นทอน
ในวันที่สังคมต้องการให้การศึกษาเป็นบันไดลดความเหลื่อมล้ำ คำตอบอาจไม่ใช่การเพิ่มโครงการใหม่เข้าไปในโรงเรียน แต่เป็นการทำสิ่งพื้นฐานให้สำเร็จ ทำให้ครูมีเวลาเตรียมสอน มีพลังสอน และมีชีวิตที่สมดุลพอจะอยู่ในอาชีพนี้ได้ยาวนาน เพราะท้ายที่สุด “คุณภาพเด็ก” ไม่ได้เกิดจากเอกสารที่สวยงาม แต่เกิดจากเวลาจริงในห้องเรียน—เวลาที่ระบบต้องช่วยกัน “ทวงคืน” ให้ครู
สถิติสำคัญจากรายงาน (เพื่อการอ้างอิงเชิงนโยบาย)
- ชั่วโมงสอนเฉลี่ยครูโรงเรียนขนาดเล็ก: 27.31 ชม./สัปดาห์ (สูงกว่าเกณฑ์อ้างอิง 37.6%)
- งานนอกเหนือการสอน (ต่อภาคเรียน): หัวหน้าสายชั้น/ระดับ 874 ชม., วิชาการ 777 ชม., ประชาสัมพันธ์ 468 ชม., ประกันคุณภาพ 438 ชม., งานบุคคล 414 ชม.
- ครูที่ระบุว่าภาระงานกระทบคุณภาพการสอน: 47.7%
- ครูที่รู้สึกว่ามีเวลาเตรียมสอนเพียงพอ: 29.7%
- ครูที่ระบุว่าไม่สามารถทำ Work–Life Balance ได้: 63%
เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) / สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา
- สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)
- OECD: รายงานเกี่ยวกับการใช้เวลาของครูและภาระงานจากข้อมูล TALIS
- Education International: บทสรุปเชิงข้อมูลจาก TALIS เกี่ยวกับภาระงานธุรการเป็นแหล่งความเครียดของครู















