พม.ปักหมุด “เชียงของโมเดลพื้นที่ปลอดภัย” ผนึกท้องถิ่น–เครือข่ายสกัดความรุนแรงในครอบครัว ชู 4 นโยบายพร้อมดัน AI ดูแลกลุ่มเปราะบาง
เชียงราย, 19 มกราคม 2569 — ในเมืองชายแดนที่ผู้คนคุ้นชินกับการเดินทางข้ามฝั่งแม่น้ำโขงและการค้าระหว่างประเทศ “ความเปลี่ยนแปลง” ไม่ได้มาในรูปของตัวเลขการส่งออกเพียงอย่างเดียว หากยังปรากฏเงียบ ๆ ในอีกสมรภูมิหนึ่งที่อยู่หลังประตูบ้าน ความรุนแรงในครอบครัว ความเปราะบางของเด็กและสตรี และความเสี่ยงของผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นตามโครงสร้างประชากร
บ่ายวันจันทร์ที่ 19 มกราคม 2569 ณ หอประชุมโรงเรียนเชียงของวิทยาคม อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย นาย อัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ลงพื้นที่เป็นประธานเปิดโครงการ “สานพลังเครือข่าย สร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว” โดยมี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และ นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ร่วมต้อนรับ พร้อมหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคีเครือข่าย และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง
แต่แก่นของงานครั้งนี้ มิได้หยุดอยู่ที่พิธีเปิดหรือภาพถ่ายหน้าเวที หากอยู่ที่คำถามใหญ่กว่า เมื่อสังคมไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย และปัญหาความรุนแรงในครอบครัวยังเกิดซ้ำ โครงสร้างคุ้มครองทางสังคมระดับพื้นที่จะ “ทัน” ความจริงที่ซับซ้อนขึ้นทุกวันได้อย่างไร
“พื้นที่ปลอดภัย” ไม่ใช่คำสวยหรู แต่คือระบบที่ต้องทำให้เกิดจริง
ภาพหนึ่งที่ผู้เข้าร่วมจำนวนมากมองเห็นร่วมกันในหอประชุมวันนั้น คือการประกาศ “พื้นที่ปลอดภัย” ให้เป็นวาระร่วมของพื้นที่ชายแดนเชียงของ พื้นที่ที่มีความหลากหลายทางเศรษฐกิจ สังคม และการเคลื่อนย้ายผู้คน
ด้าน พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเชียงราย (พมจ.) สรุปสถานการณ์ท้าทายที่เป็นแรงผลักดันสำคัญให้เกิดโครงการ โดยชี้ไปที่ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่
- ปัญหาสังคมผู้สูงวัย ที่เชียงรายกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างชัดเจน
- ครอบครัวต่างวัย ช่องว่างระหว่างวัยในครัวเรือนที่นำไปสู่ความไม่เข้าใจกัน
- ครอบครัวเปราะบาง และจำนวนผู้ประสบปัญหาทางสังคมที่เพิ่มขึ้น
ในทางนโยบาย คำว่า “พื้นที่ปลอดภัย” จึงถูกวางความหมายให้กว้างกว่าการป้องกันเหตุเฉพาะหน้า แต่หมายถึง “ระบบคุ้มครอง” ที่ต้องครอบคลุมตั้งแต่การเฝ้าระวัง การเข้าถึงบริการ การรับแจ้งเหตุ การส่งต่อ และการติดตามฟื้นฟู ซึ่งทั้งหมดต้องอาศัยทั้งบุคลากรและการประสานงานหลายหน่วยงาน ไม่ใช่ภาระของหน่วยใดหน่วยหนึ่ง
ตัวเลขที่ทำให้ปัญหา “มองเห็นได้” ความรุนแรงในครอบครัวคือเรื่องใกล้ตัวกว่าที่คิด
การผลักดันงาน “พื้นที่ปลอดภัย” มักถูกตั้งคำถามว่าเป็นงานเชิงสัญลักษณ์หรือไม่ คำตอบส่วนหนึ่งอยู่ที่สถิติซึ่งทำให้ “ปัญหาที่อยู่ในบ้าน” ถูกยกขึ้นมาอยู่ในพื้นที่สาธารณะอย่างตรงไปตรงมา
หน่วยงานในสังกัด พม. ที่ทำงานด้านนี้โดยตรงรายงานว่า ในปี 2567 มีผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว 4,833 ราย หรือเฉลี่ย ประมาณ 42 รายต่อวัน (ตัวเลขระดับประเทศ) สถิติดังกล่าวสะท้อนว่า ความรุนแรงไม่ได้เป็น “เหตุการณ์ผิดปกติ” ที่เกิดขึ้นนาน ๆ ครั้ง แต่เป็นความเสี่ยงที่เกิดซ้ำในชีวิตประจำวันของผู้คนจำนวนไม่น้อย
เมื่อวางตัวเลขนี้ไว้ข้าง ๆ ความเป็นจริงของพื้นที่ชายแดนที่ผู้คนทำงานหนัก รายได้ผันผวน และครอบครัวต้องรับมือกับความต่างวัย การดูแลผู้สูงอายุ หรือภาระหนี้สิน “ความรุนแรง” จึงไม่ควรถูกอธิบายอย่างผิวเผินว่าเป็นเพียงปัญหานิสัยหรืออารมณ์ หากเป็นผลลัพธ์ของแรงกดทับหลายมิติที่ต้องการระบบรองรับที่เข้มแข็งกว่าเดิม
เชียงรายกับโจทย์สังคมสูงวัย เมื่อโครงสร้างประชากรเปลี่ยน งานคุ้มครองต้องเปลี่ยนตาม
เชียงรายเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุสูง และนี่ไม่ใช่ “ความรู้สึก” แต่มีข้อมูลรองรับจากหน่วยงานทางการ
- สำนักงานสถิติจังหวัดเชียงรายรายงาน ร้อยละของผู้สูงอายุ ปี 2567 อยู่ที่ 23.31%
- ขณะเดียวกัน ชุดข้อมูลด้านสาธารณสุขระดับจังหวัดยังสะท้อนแนวโน้มสัดส่วนผู้สูงอายุที่สูงขึ้น (ขึ้นกับนิยามและฐานข้อมูลที่ใช้)
ความหมายของตัวเลขนี้ในเชิงนโยบายคือ “ภาระการดูแล” จะย้ายจากระบบสาธารณสุขไปสู่ “ครัวเรือน” มากขึ้นเรื่อย ๆ และเมื่อการดูแลตกอยู่ที่ครอบครัว ความเสี่ยงด้านความเครียด ความขัดแย้ง และความรุนแรงก็มีโอกาสเพิ่มตาม หากพื้นที่ไม่มีระบบช่วยเหลือที่เข้าถึงง่ายและไวต่อสถานการณ์จริง
ดังนั้น โครงการพื้นที่ปลอดภัยในเชียงของ จึงถูกอ่านได้ว่าเป็นความพยายาม “ปรับระบบคุ้มครอง” ให้รองรับโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป ไม่ใช่เพียงการแก้เหตุเฉพาะราย
4 นโยบาย “พม. 2569” กับโจทย์ทำให้รัฐลงไปอยู่ในชีวิตจริงของคน
ภายใต้กรอบโครงการ กระทรวง พม. ได้ประกาศแนวทางขับเคลื่อนนโยบาย 4 ประการ (ตามข้อมูลในพื้นที่) ได้แก่
- ยกระดับบทบาทองค์กร ให้เป็นองค์กรกำหนดนโยบายสังคมที่มีประสิทธิภาพ
- สร้างโอกาสทุกช่วงวัย ให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิและบริการที่พึงได้รับอย่างทั่วถึง
- พัฒนานวัตกรรมดิจิทัล และปรับใช้ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลและช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายอย่างเหมาะสม
- เสริมพลังเครือข่าย ทำงานร่วมทุกภาคส่วนเพื่อความยั่งยืน
ในเชิงยุทธศาสตร์ การจัดวางนโยบายเช่นนี้มีนัยสำคัญ 2 ด้าน
ด้านแรก: การยืนยันว่าปัญหาสังคมต้อง “บริหารด้วยข้อมูล”
แนวคิดใช้เทคโนโลยี/AI ในงานสังคมของรัฐไม่ใช่เรื่องใหม่เสียทีเดียว โดยภาครัฐไทยมีการผลักดันการเชื่อมโยงฐานข้อมูลเพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางในหลายมิติ ทั้งการคัดกรองและการส่งต่อบริการ
ด้านที่สอง: การยอมรับว่ารัฐส่วนกลางทำคนเดียวไม่ได้
คำว่า “สานพลังเครือข่าย” จึงมีความหมายเชิงปฏิบัติ คือการดึงศักยภาพของจังหวัด อบจ. เทศบาล องค์กรชุมชน โรงเรียน และภาคประชาสังคม เข้ามาเป็นกลไกขับเคลื่อนร่วมกัน เพราะ “ความปลอดภัย” ของเด็กและสตรีไม่เกิดขึ้นจากคำสั่งส่วนกลางเพียงอย่างเดียว หากต้องอาศัยคนในพื้นที่เป็นผู้มองเห็นและเข้าถึงผู้เดือดร้อนก่อนเสมอ
เสียงจากท้องถิ่น อบจ.ประกาศบทบาท “กลไกหลัก” เพื่อสวัสดิการที่ยั่งยืน
หนึ่งในประเด็นที่ทำให้โครงการเชียงของครั้งนี้ถูกจับตา คือการที่ “ท้องถิ่นระดับจังหวัด” แสดงท่าทีรับลูกอย่างเป็นรูปธรรม
นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย ระบุในสาระสำคัญว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัดให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนทุกช่วงวัย และพร้อมสนับสนุนการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่าย เพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัย เข้มแข็ง และยั่งยืน อันจะนำไปสู่การพัฒนาจังหวัดอย่างสมดุลในทุกมิติ (อ้างตามข้อมูลข่าวพื้นที่)
ในเชิงโครงสร้าง นี่สะท้อน “การขยับบทบาทท้องถิ่น” จากผู้สนับสนุนงบ/กิจกรรม ไปสู่ผู้ร่วมออกแบบระบบสวัสดิการในพื้นที่ ซึ่งเป็นทิศทางที่หลายประเทศใช้ในการแก้ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว เพราะผู้ประสบเหตุส่วนใหญ่ต้องการจุดพึ่งใกล้บ้าน เร็ว และปลอดภัย มากกว่าการเดินเรื่องที่ซับซ้อนและใช้เวลานาน
กฎหมายคือหลังพิงของผู้ถูกกระทำ ทำไม “พื้นที่ปลอดภัย” ต้องเชื่อมกับระบบคุ้มครองตามกฎหมาย
การสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เกิดจริง จำเป็นต้องยึด “กลไกทางกฎหมาย” เพื่อคุ้มครองผู้ถูกกระทำ และกำหนดแนวปฏิบัติของหน่วยงานอย่างชัดเจน
ประเทศไทยมี พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 เป็นฐานกฎหมายสำคัญในการคุ้มครองและดำเนินมาตรการต่อความรุนแรงในครอบครัว
นอกจากนี้ การเข้าถึงบริการช่วยเหลือจำเป็นต้องมีช่องทางที่ประชาชนรู้จักและใช้ได้จริง โดย พม. มี สายด่วนศูนย์ช่วยเหลือสังคม 1300 เป็นช่องทางหลักที่ประชาชนสามารถติดต่อเพื่อขอความช่วยเหลือ
เมื่อเชื่อมสามส่วน พื้นที่ (ชุมชน/โรงเรียน/ท้องถิ่น) + กฎหมาย + ช่องทางช่วยเหลือ โครงการพื้นที่ปลอดภัยจึงมีโอกาสขยับจาก “กิจกรรม” ไปเป็น “ระบบคุ้มครอง” ที่จับต้องได้
AI ในงานสังคม โอกาสของการช่วยได้เร็วขึ้น และความเสี่ยงเรื่องข้อมูลส่วนบุคคลที่ต้องไม่มองข้าม
การประกาศใช้ AI/ดิจิทัลในงานดูแลกลุ่มเปราะบาง เป็นประเด็นที่ทั้ง “มีพลัง” และ “มีความเสี่ยง” ในเวลาเดียวกัน
โอกาส: ทำให้การช่วยเหลือเร็วและแม่นยำขึ้น
ในเชิงปฏิบัติ หากรัฐสามารถใช้ข้อมูลเพื่อคัดกรองความเสี่ยง เช่น ครัวเรือนที่มีผู้สูงอายุพึ่งพิงสูง เด็กหลุดจากระบบการศึกษา ผู้ดูแลมีภาระหนี้สินสูง หรือเคยมีประวัติขอความช่วยเหลือ ระบบอาจ “มองเห็นสัญญาณ” ก่อนเกิดเหตุรุนแรง และส่งต่อบริการได้ทันท่วงที
ความเป็นส่วนตัว–การตีตรา–ความพร้อมของคนหน้างาน
แต่อีกด้าน การใช้ข้อมูลรายบุคคลย่อมต้องตั้งอยู่บนหลักการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 (PDPA)
ข้อถกเถียงสำคัญในเชิงนโยบายคือ
- จะออกแบบระบบอย่างไรไม่ให้เกิดการรั่วไหลของข้อมูล
- จะป้องกันการตีตราครัวเรือนเปราะบางอย่างไร
- และจะทำให้บุคลากรในพื้นที่มีทักษะใช้ระบบดิจิทัลได้จริงอย่างไร
หากไม่มี “ธรรมาภิบาลข้อมูล” ที่ชัดเจน โครงการอาจถูกตั้งคำถามมากขึ้นในระยะยาว แม้เจตนารมณ์จะมุ่งช่วยเหลือก็ตาม
ทำไมต้อง “เชียงของ” พื้นที่ชายแดนคือจุดตัดของเศรษฐกิจ การย้ายถิ่น และความเปราะบาง
การเลือกเชียงของเป็นพื้นที่ขับเคลื่อนเชิงสัญลักษณ์มีนัยยะสำคัญ เชียงของเป็นเมืองชายแดนที่มีความเคลื่อนไหวของผู้คนและเศรษฐกิจสูง สถานการณ์เช่นนี้ทำให้ครัวเรือนจำนวนหนึ่งต้องรับมือกับ
- รายได้ที่ผันผวนตามฤดูกาลและการค้า
- การแยกกันอยู่ของสมาชิกครอบครัวจากการทำงาน
- ภาระการดูแลผู้สูงอายุ/เด็กโดยผู้ดูแลเพียงคนเดียวในบางบ้าน
ในบริบทนี้ “พื้นที่ปลอดภัย” จึงไม่ใช่แค่การรับมือความรุนแรง แต่เป็นการสร้าง “ตาข่ายรองรับ” ให้ครอบครัวไม่หลุดจากระบบช่วยเหลือเมื่อเจอวิกฤต
หากจะวัดความสำเร็จ ต้องวัดที่ “หลังเวที” ไม่ใช่ “หน้าเวที”
คำถามที่ผู้สนใจข่าวเชิงลึกมักถามต่อทันทีหลังพิธีเปิดคือ “แล้วต่อจากนี้จะเกิดอะไรขึ้นจริง”
ตัวชี้วัดที่ควรติดตาม (เชิงระบบ) ได้แก่
- การเข้าถึงบริการ: จำนวนการแจ้งเหตุ/ขอคำปรึกษาที่เพิ่มขึ้นไม่ควรถูกตีความว่าแย่เสมอไป แต่อาจสะท้อนว่าประชาชน “กล้าขอความช่วยเหลือ” มากขึ้น
- ความเร็วในการช่วยเหลือและส่งต่อ: จากรับแจ้งถึงเข้าถึงผู้เดือดร้อน ใช้เวลากี่ชั่วโมง/กี่วัน
- คุณภาพของการคุ้มครอง: ผู้ประสบเหตุได้รับความปลอดภัยต่อเนื่องหรือกลับไปเสี่ยงซ้ำ
- ความพร้อมของเครือข่าย: ท้องถิ่น โรงเรียน ชุมชน ตำรวจ สาธารณสุข และ พม. ทำงานเชื่อมกันได้จริงหรือยัง
- ธรรมาภิบาลข้อมูล: หากใช้ดิจิทัล/AI ต้องมีมาตรการตาม PDPA และแนวปฏิบัติที่ตรวจสอบได้
กล่าวอีกแบบคือ “พื้นที่ปลอดภัย” จะถูกพิสูจน์ในวันที่ไม่มีพิธี ไม่มีเวที แต่มีคนหนึ่งคนต้องการความช่วยเหลือ และระบบต้องตอบสนองได้ทันที
เชียงของโมเดลในวันที่สังคมไทยต้องเลือก “ช่วยให้ทัน” หรือ “ปล่อยให้สายเกินไป”
การเปิดโครงการ “สานพลังเครือข่าย สร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว” ที่เชียงของในวันที่ 19 มกราคม 2569 จึงสะท้อนความพยายามของรัฐในการขยับจากการทำงานเชิงสงเคราะห์ ไปสู่การสร้างระบบคุ้มครองทางสังคมที่ “คิดล่วงหน้า” และ “ทำงานร่วมกัน” มากขึ้น
เมื่อสถิติความรุนแรงในครอบครัวระดับประเทศยังอยู่ในระดับที่น่ากังวล และเมื่อเชียงรายเดินหน้าเข้าสู่สังคมสูงวัยด้วยสัดส่วนผู้สูงอายุที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โจทย์พื้นที่ปลอดภัยจึงไม่ใช่งานเฉพาะกลุ่ม แต่เป็น “โครงสร้างพื้นฐานทางสังคม” ที่เกี่ยวพันกับคุณภาพชีวิตของทุกครัวเรือน
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของเชียงของโมเดลจะไม่ได้ขึ้นกับคำประกาศเรื่อง AI หรือจำนวนหน่วยงานบนป้ายหน้าเวที หากขึ้นกับ “การทำให้ระบบทำงานได้จริง” ภายใต้กรอบกฎหมายที่คุ้มครองผู้ถูกกระทำ และภายใต้หลักคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่รัดกุม
ในท้ายที่สุด พื้นที่ปลอดภัยที่แท้จริง อาจไม่ใช่สถานที่ใดสถานที่หนึ่ง แต่คือวันที่คนในชุมชนเชื่อมั่นว่า “เมื่อเกิดเหตุขึ้น เขาจะไม่ถูกทิ้งให้อยู่ลำพัง” และรัฐกับท้องถิ่นจะไปถึงเขาให้ทัน ก่อนที่ความรุนแรงจะกลายเป็นเรื่องสายเกินแก้
เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- กฎหมายคุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550
- สายด่วนศูนย์ช่วยเหลือสังคม พม. 1300
- อบจ.เชียงราย – องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย








