เดินเปลี่ยนโลก “Walk for Peace” ธุดงค์ข้ามอเมริกากับสัญญาณใหม่ของพุทธศาสนาในเวทีโลก บทเรียนที่สังคมไทยควรถอดรหัสอย่างมีสติ
รัฐเท็กซัส, 21 มกราคม 2569 — ในห้วงเวลาที่ข่าวสารทั่วโลกเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ความกลัว และการเมืองที่แบ่งขั้ว ภาพที่สวนทางกลับปรากฏขึ้นบนถนนชนบทและไหล่ทางหลวงในสหรัฐอเมริกา คณะพระสงฆ์นุ่งห่มจีวรสีกรัก เหลืองหม่น เดินแถวเดี่ยวอย่างสงบเป็นจังหวะเดียวกัน ราวกับกำลัง “ลดเสียงโลก” ลงทีละก้าว ข้างกายมีสุนัขชื่อ Aloka เดินร่วมทาง สัญลักษณ์เล็ก ๆ ของมิตรภาพและความเมตตาที่คนดูจำนวนมากบอกว่า “ทำให้หัวใจอ่อนลง” ในโลกที่แข็งกร้าวขึ้นทุกวัน
เรื่องราวนี้คือ Walk for Peace การจาริกธุดงค์ข้ามประเทศของพระสงฆ์เถรวาท ซึ่งเริ่มต้นปลายเดือนตุลาคมจากรัฐเท็กซัส มุ่งหน้าสู่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ระยะทางรวมราว 2,300 ไมล์ (ประมาณ 3,700 กิโลเมตร) ผ่านหลายรัฐตลอดหลายเดือน และกลายเป็นปรากฏการณ์ที่สื่อกระแสหลักของสหรัฐฯ ให้ความสนใจ พร้อมการติดตามบนโซเชียลมีเดียระดับหลักแสนถึงหลักล้านในเวลาไม่นาน
แต่เหนือกว่ายอดวิวหรือความไวรัล “ประเด็นจริง” ที่ทำให้ผู้คนหยุดยืนริมถนนเพื่อมองขบวนพระเดินผ่าน คือคำถามร่วมสมัยที่ทั้งโลกกำลังเผชิญ เราจะหาสันติภาพได้อย่างไร ในสังคมที่ถูกทำให้ตึงเครียดตลอดเวลา? และสันติภาพนั้นเริ่มที่ “ระบบ” หรือเริ่มที่ “ใจ” กันแน่
ภาพแรกของปรากฏการณ์ ความสงบที่ดึงคนออกจากความวุ่นวาย
รายงานข่าวระบุว่า เมื่อคณะสงฆ์เดินทางถึงหลายเมือง ผู้คนมักมารอต้อนรับตั้งแต่เช้า บางแห่งเป็นลานหน้าศาลาว่าการ บางแห่งเป็นจัตุรัสเมือง บางแห่งเป็นโบสถ์คริสต์ หรือวัดพุทธในชุมชนผู้อพยพเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จนเกิดภาพที่หาได้ยากในอเมริกายุคแตกแยก ผู้คนต่างศาสนา ต่างสีผิว มายืนอยู่ร่วมกันเพื่อ “ฟังความเงียบ” มากกว่าฟังการปราศรัย
คำสอนที่ถูกถ่ายทอดซ้ำในหลายจุดพักของขบวนคือเรื่อง “สติ” และการบริหารความรู้สึก ผู้นำคณะ พระภิกษุปัญญากระ (Venerable Bhikkhu Pannakara) ให้ถ้อยคำในเชิงหลักปฏิบัติว่า ชีวิตมีทั้งวันที่ดีและแย่ แต่สิ่งสำคัญคือการรู้วิธีจัดการมัน และใช้ชีวิตอย่างตั้งใจเพื่อมุ่งสู่ความสงบภายใน
หากมองแบบข่าวเชิงสังคมวิทยา นี่ไม่ใช่เพียง “กิจกรรมศาสนา” แต่เป็นปรากฏการณ์ของ พิธีกรรมสาธารณะ (public ritual) ที่ทำหน้าที่เยียวยาความรู้สึกร่วมของสังคม ในช่วงที่ผู้คนจำนวนมากรู้สึกว่าไม่สามารถควบคุมอะไรได้ เศรษฐกิจ การเมือง สงคราม ข่าวร้าย หรือความสูญเสียส่วนตัว
จากเท็กซัสสู่ดี.ซี. เส้นทาง 2,300 ไมล์ที่ตั้งใจให้ “พบผู้คน” มากกว่าพิชิตระยะทาง
ข้อมูลจากสำนักข่าว AP ระบุว่า การเดินเริ่มต้นวันที่ 26 ตุลาคม จากศูนย์ปฏิบัติวิปัสสนาแห่งหนึ่งในรัฐเท็กซัส และตั้งใจสิ้นสุดช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โดยแกนภารกิจสำคัญไม่ใช่การชวนคน “เปลี่ยนศาสนา” แต่คือการเชื่อมต่อผู้คนและเชิญชวนให้ฝึกสติในชีวิตประจำวัน
ระหว่างทาง พวกเขาเลือกพักแบบเรียบง่าย (เช่นกางเต็นท์) และยืนยันการเดินอย่างมีวินัย บางรูปเดินเท้าเปล่าเพื่อ “รับรู้พื้นดิน” และอยู่กับปัจจุบัน ขณะเดียวกันก็ยอมรับว่าการเดินในสหรัฐฯ มีข้อจำกัดต่างจากเอเชียใต้ เช่น ไม่สามารถตัดผ่านทุ่งนาได้เพราะเป็นพื้นที่เอกชน ต้องเดินเลียบถนนเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งทำให้สภาพร่างกายถูกทดสอบหนักขึ้น
สถิติที่สะท้อน “ความยาวของเรื่อง” จึงไม่ใช่เพียงระยะทาง 3,700 กิโลเมตร แต่คือจำนวนเมืองที่พวกเขา “หยุดเพื่อพบผู้คน” จนเกิดกิจกรรมต้อนรับและพิธีเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นเครือข่ายต่อเนื่องตลอดเส้นทาง จากเท็กซัส สู่รัฐต่าง ๆ ทางใต้และตะวันออกเฉียงใต้ ก่อนมุ่งขึ้นสู่ฝั่งตะวันออกไปยังเมืองหลวง
จุดเปลี่ยนที่ทำให้คนทั้งประเทศหันมามอง อุบัติเหตุบนทางหลวงและ “ความไม่โกรธ” ที่ท้าทายโลกข่าว
การเดินทางไม่ราบรื่นเสมอไป รายงานข่าวระบุว่าเกิดอุบัติเหตุเมื่อรถบรรทุกชนรถนำขบวน/รถคุ้มกันใกล้เมืองหนึ่งในเท็กซัส ส่งผลให้พระบาดเจ็บ และอย่างน้อยหนึ่งรูปต้องสูญเสียขา เหตุการณ์นี้ทำให้ “ข่าว” ไม่ได้หยุดอยู่ที่ความน่าประทับใจ แต่ยกระดับเป็นคำถามเรื่องความเปราะบางของมนุษย์บนท้องถนน และการตอบสนองต่อความสูญเสีย
ในตรรกะข่าวทั่วไป เหตุรุนแรงมักนำไปสู่ความโกรธ การเรียกร้อง การกล่าวโทษ แต่สิ่งที่รายงานข่าวชี้ให้เห็นคือ คณะสงฆ์ยังเดินต่อ โดยย้ำบทเรียนเรื่องสติ การให้อภัย และการเยียวยา ความนิ่งนั้นเองที่ทำให้ผู้คน “เชื่อว่าความสงบมีอยู่จริง” ไม่ใช่แค่คำสวยหรูบนโปสเตอร์
หญิงคนหนึ่งที่เดินทางไกลไปพบขบวนพระ กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ในประเทศของเธอมีสิ่งที่ “บอบช้ำหัวใจ” เกิดขึ้นแทบทุกวัน แต่เมื่อมองเข้าไปในดวงตาของพระ เธอเห็น “ความสงบ” และรู้สึกเหมือนได้พื้นที่ว่างให้หัวใจได้พักจากความหนักหน่วง
เมื่อ “ศาสนา” ไม่ได้ถูกเสนอเป็นการเมือง ทำไมคนต่างศาสนาจึงเข้ามาร่วมวง
หนึ่งในภาพที่สะท้อนความหมายเชิงสังคม คือสถานที่ต้อนรับไม่ได้จำกัดอยู่แค่ “วัดพุทธ” แต่ขยายไปถึงโบสถ์และพื้นที่สาธารณะ หลายเมืองมีคนมาร่วมหลักร้อยถึงหลักพันในบางจุดพัก มีการกล่าวต้อนรับจากผู้นำชุมชนท้องถิ่น และเกิดกิจกรรมร่วมที่ไม่ยัดเยียดความเชื่อ แต่เชื้อเชิญให้ “หายใจ” ให้เป็น และอยู่กับปัจจุบันให้ได้ก่อน
กรณีหนึ่งที่ AP ยกตัวอย่างคือ บาทหลวงคริสต์ในรัฐแอละแบมาเป็นเจ้าภาพต้อนรับในคืนคริสต์มาส และประเมินจำนวนผู้มาร่วมราว 1,000 คน จนบรรยากาศคล้ายงานชุมชนขนาดย่อม เขาสะท้อนว่า คนที่ทำงานเพื่อสันติภาพอย่างเปิดเผยและเสียสละ “ยืนอยู่ใกล้หัวใจของพระเยซู” ไม่ว่าจะแชร์ประเพณีเดียวกันหรือไม่ ถ้อยคำนี้ไม่ใช่การผสมศาสนา แต่เป็นการยืนยันว่า “ความกรุณา” เป็นภาษากลางที่สังคมยังแปลออก
ประเด็นนี้มีนัยสำคัญต่อการอ่านสถานการณ์โลก ผู้คนจำนวนมากไม่ได้ปฏิเสธศาสนาเสียทั้งหมด แต่ปฏิเสธ “ศาสนาที่กลายเป็นเครื่องมือแบ่งฝักฝ่าย” และกำลังโหยหา “ศาสนาในฐานะพื้นที่เยียวยา” ที่ไม่ทำให้ใครต้องเลือกข้าง
ความเงียบที่ดังกังวาล ในวันที่โลกตะวันตกดูเหมือนจะหมุนเร็วและเต็มไปด้วยความตึงเครียด… บนถนนเลียบทางหลวงในรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา กลับมีภาพที่หยุดสายตาคนทั้งโลก… . พระสงฆ์กลุ่มเล็กๆ เดินเท้าอย่างสงบ ท่ามกลางแดดจ้าและลมหนาว… นี่คือโครงการ “Walk for Peace” การจาริกธุดงค์กว่า 3,700 กิโลเมตร… ภาพพระสงฆ์ไทยนุ่งห่มจีวรสีกรัก เดินเคียงข้างไปกับสุนัขชื่อ ‘อโลกา’ กลายเป็นภาพจำที่สั่นสะเทือนใจผู้คน… ไม่ใช่เพราะความแปลกตา แต่เพราะ “ความนิ่ง” ที่พวกท่านแสดงให้เห็นท่ามกลางโลกที่วุ่นวาย
เมื่อความสูญเสียกลายเป็นครู บทเรียนที่ลึกที่สุดของก้าวเดินนี้ เกิดขึ้นเมื่อรถบรรทุกพุ่งชนรถนำขบวนจนพระสงฆ์รูปหนึ่งต้องสูญเสียขา… ในนาทีที่ความโกรธแค้นควรจะเกิดขึ้น คณะสงฆ์กลับตอบโต้ด้วย “สติ” และการเดินต่อด้วยใจที่ให้อภัย… . เหตุการณ์นี้คือกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนกลับมายังสังคมไทย… ในวันที่เรามักใช้ความรุนแรงทางอารมณ์โต้ตอบกันในโลกโซเชียล หรือการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายที่เข้มข้น… การเดินครั้งนี้เตือนใจเราว่า สันติภาพที่แท้จริงไม่ใช่การรอให้โลกสงบ แต่มันคือการรักษา “ความสงบภายในใจ” ให้ได้ แม้ในวันที่เราถูกทำร้ายหรือสูญเสียสิ่งสำคัญไป
ถอดรหัสหัวใจศาสนาที่ใช้งานได้จริง ขณะที่บ้านเรากำลังถกเถียงกันเรื่องศรัทธาและมาตรฐานความประพฤติของสงฆ์… ปรากฏการณ์ในอเมริกากลับชี้ให้เห็นว่า ผู้คนไม่ได้ต้องการพิธีกรรมที่หรูหรา หรือสถาบันที่ดูสูงส่งจนแตะต้องไม่ได้… แต่พวกเขาโหยหา “ธรรมะที่ใช้งานได้จริง”… . คนต่างศาสนาที่เข้ามาขอร่วมเดิน หรือบาทหลวงที่เปิดโบสถ์ต้อนรับพระสงฆ์ในคืนคริสต์มาส คือเครื่องยืนยันว่า… เมื่อเราทำธรรมะให้เรียบง่ายและจริงใจ ศาสนาจะกลายเป็น “ภาษาสากล”… เป็นเครื่องมือดูแลใจที่คนธรรมดาหยิบมาใช้ได้ในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แค่เรื่องของคนนุ่งขาวห่มเหลืองในวัดเท่านั้น
ก้าวที่ก้าวหน้าที่สุดของไทย บทเรียนจาก Walk for Peace จึงไม่ใช่แค่เรื่องของพระสงฆ์ที่เดินข้ามทวีป… แต่คือการถามตัวเองว่า ถึงเวลาหรือยังที่สังคมไทยจะกลับมาหา “แก่น” มากกว่า “กระพี้”… กลับมาสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กันและกันด้วยความเมตตา แทนการตัดสิน… . ในโลกที่เดินเร็วเกินไป… การหยุดนิ่งเพื่อดูใจตนเอง และก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมีสติ… อาจเป็นการเคลื่อนไหวที่ก้าวหน้าที่สุดสำหรับคนไทยในพุทธศตวรรษนี้… เพราะสุดท้ายแล้ว สันติภาพไม่ได้เริ่มที่ไหนไกล… แต่มันเริ่มจากก้าวเล็กๆ ที่เราหยุดทำร้ายกัน… ทั้งด้วยคำพูดและทางความคิด
สังคมอยากลดความรุนแรง ต้องทำให้ “สติ” เข้าถึงได้
ปรากฏการณ์ Walk for Peace ไม่ได้ยืนยันว่า “ศาสนาจะแก้ทุกปัญหา” แต่ยืนยันว่า การจัดการอารมณ์และบาดแผลทางใจ เป็นวาระสาธารณะของยุคนี้ ไม่ว่าจะประเทศใด เมื่อสังคมเผชิญความเครียดสูง ความรุนแรงในครอบครัว การเสพข่าวร้ายต่อเนื่อง หรือความโดดเดี่ยวหลังโรคระบาด เครื่องมือแบบ “สติ” และ “ความกรุณา” จะถูกเรียกหาเสมอ เพียงแต่จะมาในรูปศาสนา จิตวิทยา หรือสุขภาวะก็ได้
สำหรับประเทศไทย การพูดเรื่องนี้อย่างรับผิดชอบควรมุ่งไปที่การสร้างระบบสนับสนุนที่หลากหลาย
- พื้นที่เรียนรู้การดูแลใจในชุมชนและโรงเรียน
- การสื่อสารสาธารณะเชิงสุขภาวะ (public mental health communication)
- การยกระดับมาตรฐานและความโปร่งใสของสถาบันที่ผู้คนคาดหวังให้เป็นที่พึ่ง
ทั้งหมดนี้ไม่จำเป็นต้องผูกกับศาสนาอย่างเดียว แต่ Walk for Peace ชี้ให้เห็นว่า เมื่อ “การปฏิบัติ” ถูกทำให้เรียบง่ายและจริงใจ คนจะเข้ามาหาเอง
สันติภาพที่คนทั้งโลกกำลังตามหา อาจเริ่มจากก้าวเล็ก ๆ ที่บ้านเรา
ท้ายที่สุด Walk for Peace ทำหน้าที่เหมือนกระจก สะท้อนว่าโลกสมัยใหม่ไม่ได้ขาดข้อมูล แต่ขาด “การหยุด” เพื่อรู้เท่าทันใจตนเอง การที่พระสงฆ์เดินเงียบ ๆ กลับถูกต้อนรับด้วยฝูงชนจำนวนมาก เป็นสัญญาณว่า ผู้คนกำลังเหนื่อยล้ากับเสียงตะโกนของความขัดแย้ง และกำลังโหยหาภาษาใหม่ในการอยู่ร่วมกัน ภาษาที่ไม่ต้องชนะอีกฝ่าย แต่อยู่ได้โดยไม่ทำร้ายกัน
สำหรับสังคมไทย บทเรียนสำคัญอาจไม่ใช่การถามว่า “ทำไมเขาศรัทธาเพิ่ม” แต่คือการถามตัวเองว่า เราจะทำให้แก่นของพุทธ สติ เมตตา ไม่เบียดเบียน กลับมาเป็นประโยชน์ต่อชีวิตคนธรรมดาได้อย่างไร พร้อมกันนั้นก็ต้องกล้าพัฒนามาตรฐานความโปร่งใสและความรับผิดชอบของสถาบันที่สังคมคาดหวัง เพื่อให้ศาสนาไม่ถูกลดทอนเหลือเพียงข่าวอื้อฉาว หรือเหลือเพียงพิธีกรรมที่ผู้คนทำตามกันไปวัน ๆ
ในโลกที่ “เดินเร็ว” เกินไป บางทีการเดินช้า ๆ อย่างมีสติ อาจเป็นการเคลื่อนไหวที่ก้าวหน้าที่สุดของมนุษย์ยุคนี้ ไม่ใช่เพื่อหนีโลก แต่เพื่อกลับมาอยู่กับโลกอย่างไม่ทำร้ายกัน
เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
- เรียบเรียงโดย : มันรัตน์ ก.บัวเกษร
- Associated Press (AP)
- Reuters
- United Nations (UN) – General Assembly Resolution
- Walk for Peace









