
เชียงรายจับตานิปาห์ หมอพระมงกุฎฯ ชี้ “รุนแรงแต่ไม่ใช่โรคใหม่” ย้ำวิธีป้องกันจากสัตว์สู่คน พร้อมเตือนภัยใกล้ตัว “PM2.5” กระทบสุขภาพหนักกว่าที่คิด
เชียงราย, 27 มกราคม 2569 — ในช่วงที่กระแสข่าวการพบผู้ติดเชื้อ “ไวรัสนิปาห์” ในต่างประเทศกลับมาถูกพูดถึงบนโลกออนไลน์อย่างกว้างขวาง ความกังวลของประชาชนจำนวนไม่น้อยมักพุ่งไปที่คำถามเดียวกันว่า “โรคนี้จะเข้ามาไทยไหม” และ “ถ้าเข้ามาแล้วจะรุนแรงแค่ไหน”
ท่ามกลางเสียงเตือนและข้อมูลที่ไหลเร็ว พันเอกนายแพทย์ปิติพัฒก์ ชำนาญเวช รองผู้อำนวยการกองพยาธิวิทยา โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ให้ข้อมูลกับ สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ เพื่อช่วย “จัดระเบียบความเสี่ยง” ให้สังคมแยกแยะระหว่างสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังอย่างจริงจัง กับสิ่งที่ไม่ควรตื่นตระหนกเกินเหตุ พร้อมกันนั้นยังชี้ว่า เมืองที่กำลังเผชิญฝุ่น PM2.5 สูงอย่างต่อเนื่องต่างหาก คือโจทย์สุขภาพที่กระทบคนจำนวนมากในชีวิตประจำวัน
นิปาห์ไม่ใช่โรคใหม่ แต่เป็น “โรคอันตรายร้ายแรง” ที่ต้องรู้เท่าทัน
พันเอกนายแพทย์ปิติพัฒก์อธิบายว่า ไวรัสนิปาห์ไม่ใช่โรคเกิดใหม่ และเคยมีการระบาดมาแล้วในบางประเทศ โดยธรรมชาติของโรคนี้มี “ค้างคาว” เป็นแหล่งรังโรคสำคัญ การติดเชื้อในคนจึงมักเริ่มต้นจาก “จุดเชื่อม” ระหว่างคนกับสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นการสัมผัสสารคัดหลั่งของสัตว์โดยตรง หรือการบริโภคผลไม้/พืชผักที่ปนเปื้อนน้ำลายหรือสารคัดหลั่งของสัตว์พาหะ
ในเชิงระบาดวิทยา องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าโรคนิปาห์เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน (zoonotic) และสามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ โดยเคยพบการระบาดเป็นกลุ่มก้อนในบริบทการสัมผัสใกล้ชิดและการดูแลผู้ป่วย และยัง ไม่มีวัคซีนหรือยาจำเพาะ สำหรับนิปาห์ในปัจจุบัน
“ประเด็นที่สังคมควรรู้” ตามคำอธิบายของแพทย์ คือ ช่องทางการติดต่อ ของนิปาห์ “ต่างจาก” โรคทางเดินหายใจที่แพร่กระจายง่ายอย่างไข้หวัดใหญ่หรือโควิด-19 เพราะนิปาห์โดยทั่วไปต้องอาศัยการสัมผัสสารคัดหลั่ง เช่น น้ำมูก น้ำลาย เลือด หรือการสัมผัสใกล้ชิดในบริบทการดูแลผู้ป่วย จึงมักพบการติดเชื้อคนสู่คนในวงจำกัดมากกว่า “การระบาดวงกว้างแบบรวดเร็ว”
อย่ากลัวจนมองไม่เห็น “ความเสี่ยงที่อยู่ตรงหน้า”
นิปาห์เป็นโรคที่โลกยอมรับว่า “หนัก” เพราะอัตราป่วยตายสูงและยังไม่มีวัคซีน/ยาจำเพาะ ขณะเดียวกัน ภาครัฐไทยได้วางมาตรการคุมด่านหน้าแบบเป็นระบบ 3 ระยะ เริ่มใช้ตั้งแต่ 26 ม.ค. 2569 และเปิดช่องทางข้อมูล 1422 เพื่อลดช่องโหว่และลดความตื่นตระหนก
แต่สำหรับเชียงรายและภาคเหนือ “PM2.5” คือโจทย์สุขภาพที่กระทบจริงในวงกว้างและต่อเนื่อง WHO ประเมินผลกระทบระดับโลกชัดเจนว่าฝุ่นละเอียดสัมพันธ์กับการตายก่อนวัยอันควรและโรคสำคัญหลายกลุ่ม
ดังนั้น “เมืองที่ปลอดภัย” ไม่ใช่เมืองที่ไม่มีข่าวโรค แต่คือเมืองที่ สื่อสารความเสี่ยงได้ถูกต้อง และทำให้คนในชุมชน ลงมือทำได้จริงทันที โดยไม่เพิ่มความตื่นตระหนกเกินเหตุ
ทำไมโรคนี้ถึงถูกจัดเป็นภัยร้ายแรง แม้จะไม่ระบาดง่ายแบบโรคทางเดินหายใจ
คำว่า “ไม่น่าระบาดกว้าง” ไม่ได้แปลว่า “ไม่อันตราย” จุดที่ทำให้นิปาห์ถูกจัดอยู่ในกลุ่มโรคที่ต้องเฝ้าระวังคือ ความรุนแรงของอาการและความเสี่ยงเสียชีวิตที่สูง
WHO ระบุว่าอัตราป่วยตาย (case fatality rate) ของนิปาห์ในเหตุการณ์ระบาดต่างๆ เคยอยู่ในช่วงสูงมาก และยังเป็นโรคที่ไม่มีวัคซีนหรือยาจำเพาะ ขณะที่ข้อมูลจากพันเอกนายแพทย์ปิติพัฒก์ย้ำว่า ในทางคลินิก ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งอาจมีอาการหนักเร็ว จนเกิดปอดอักเสบรุนแรง หายใจลำบาก หรือเกิดอาการทางระบบประสาท เช่น สับสน ชัก ซึ่งทำให้การรักษาต้องรวดเร็วและมีระบบคัดกรองที่ดี
นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไม “มาตรการด่านหน้า” จึงสำคัญ ไม่ใช่เพื่อสร้างความตื่นตระหนก แต่เพื่อให้ระบบสาธารณสุขมีเวลาและเครื่องมือพอในการแยกผู้ป่วยต้องสงสัยออกจากผู้เดินทางทั่วไป
อาการเริ่มต้นคล้ายหวัด แต่ต้องจับตา “จุดเปลี่ยน” ที่พาไปสู่ภาวะรุนแรง
แพทย์อธิบายว่าอาการเบื้องต้นของผู้ป่วยนิปาห์อาจเริ่มจาก ไข้ ปวดกล้ามเนื้อ น้ำมูก ไอ จาม ซึ่งทำให้บางคนเผลอประเมินต่ำ แต่ “สัญญาณเตือน” ที่ต้องระวังคืออาการที่รุนแรงขึ้น เช่น เหนื่อยหอบ หายใจไม่สะดวก สงสัยปอดอักเสบ หรือเริ่มมีอาการทางระบบประสาท (สับสน ชัก)
ในมุมข่าวสาธารณสุข สิ่งที่สำคัญไม่แพ้การรู้จักอาการ คือการรู้จัก “บริบทเสี่ยง” ผู้ที่เพิ่งกลับจากพื้นที่ระบาด หรือผู้ที่มีประวัติสัมผัสสัตว์พาหะ/สัตว์ป่า รวมถึงสัมผัสสารคัดหลั่ง ควรพบแพทย์และแจ้งประวัติอย่างละเอียด เพื่อให้แพทย์ประเมินและวางมาตรการป้องกันการแพร่เชื้อในสถานพยาบาลได้เหมาะสม
วิธีป้องกันที่ทำได้จริง ตัด “ทางผ่าน” จากสัตว์สู่คน
ข้อเสนอเชิงปฏิบัติของพันเอกนายแพทย์ปิติพัฒก์เน้นไปที่ “การลดโอกาสรับเชื้อจากสัตว์” ได้แก่
- หลีกเลี่ยงการเข้าป่า/สัมผัสสัตว์ป่า โดยเฉพาะค้างคาว
- หลีกเลี่ยงการรับประทานผลไม้ที่มีรอยกัดแทะ หรือผลไม้ที่ร่วงหล่นบนพื้น
- ปอกเปลือก/ล้างผักผลไม้ให้สะอาดก่อนรับประทาน
- ล้างมือบ่อย ๆ และยึดหลักสุขอนามัยอาหาร
หลักคิดสำคัญคือ “เราไม่จำเป็นต้องกลัวจนหยุดใช้ชีวิต แต่ต้องลดพฤติกรรมเสี่ยงที่ไม่จำเป็น” เพราะในโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน พฤติกรรมเล็กๆ ในครัวเรือนและชุมชนมีผลต่อความเสี่ยงมากกว่าที่คิด
ด่านหน้า-ด่านใน เมื่อรัฐต้องทำงานพร้อมกับประชาชน
ในช่วงที่มีความกังวลเรื่องโรคจากต่างประเทศ หน่วยงานด้านโรคติดต่อมักยกระดับการคัดกรองและเฝ้าระวังตามด่านควบคุมโรคระหว่างประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสตรวจพบผู้ป่วยต้องสงสัยตั้งแต่ต้นทาง/ปลายทาง และลดความเสี่ยงการแพร่เชื้อในชุมชน โดยแนวทางลักษณะนี้เป็นมาตรการมาตรฐานที่ไทยเคยใช้กับโรคอุบัติใหม่ในอดีตเช่นกัน
อย่างไรก็ดี “ด่านใน” ที่สำคัญไม่แพ้กัน คือความร่วมมือของประชาชนในการสังเกตอาการและแจ้งประวัติเดินทาง/สัมผัสเสี่ยงอย่างตรงไปตรงมา เพราะในโรคที่ต้องอาศัยการสัมผัสใกล้ชิด การปกปิดประวัติเป็นความเสี่ยงต่อบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วยรายอื่นโดยตรง
จากนิปาห์สู่ PM2.5 แพทย์ชี้ “ภัยใกล้ตัว” ที่กระทบวงกว้างกว่า
หลังอธิบายเรื่องนิปาห์ พันเอกนายแพทย์ปิติพัฒก์หันมาชี้ประเด็นที่กระทบสุขภาพคนเชียงรายและภาคเหนืออย่างเป็นรูปธรรมมากกว่าในชีวิตประจำวัน นั่นคือ มลพิษทางอากาศและฝุ่น PM2.5
สาระสำคัญคือ PM2.5 ไม่ใช่โรคติดต่อ แต่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ร่างกาย “อักเสบ” ได้ทั้งระยะสั้นและระยะยาว และที่สำคัญคือมันกระทบคนจำนวนมากในเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคปอด โรคหัวใจ และผู้ที่ต้องทำงานกลางแจ้ง
องค์การอนามัยโลกระบุว่า ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (รวมถึง PM2.5) สามารถเข้าสู่กระแสเลือดและเชื่อมโยงกับความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคระบบทางเดินหายใจ รวมถึงมะเร็งปอด

ผลกระทบระยะสั้น ระคายเคือง หอบหืดกำเริบ หายใจลำบาก
แพทย์อธิบายผลกระทบระยะสั้นที่พบได้ทันทีเมื่อสัมผัส PM2.5 ในระดับสูง เช่น
- แสบตา ระคายเคือง ผื่นคัน
- แน่นจมูก น้ำมูก หายใจไม่สะดวก
- กระตุ้นอาการหอบหืด/ภูมิแพ้ในผู้มีโรคประจำตัว
ข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมของหน่วยงานรัฐไทยก็ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า PM2.5 ส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจและกลุ่มเปราะบางอย่างมีนัยสำคัญ
ผลกระทบระยะยาว จาก “การอักเสบ” ไปสู่หัวใจ สมอง และปอดเรื้อรัง
ประเด็นที่แพทย์เน้นย้ำคือ “ผลระยะยาว” ซึ่งมักถูกมองข้าม เพราะไม่ได้เกิดทันที แต่สะสมเป็นความเสี่ยงต่อโรคใหญ่ ได้แก่
- การอักเสบของหลอดเลือด เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจขาดเลือด
- เพิ่มความเสี่ยงเส้นเลือดในสมองตีบ/โรคหลอดเลือดสมอง
- โรคปอดเรื้อรัง เช่น ถุงลมโป่งพอง และความเสี่ยงมะเร็งปอด
ในระดับสากล WHO ก็ยืนยันภาพรวมว่า PM2.5 เชื่อมโยงกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหลายกลุ่ม และเป็นเหตุให้ “ภาระโรค” ของเมืองใหญ่และเมืองที่มีหมอกควันสูงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
วิธีป้องกันตัวเองในวันที่เลี่ยงฝุ่นไม่ได้ “ลดสัมผัส” ให้มากที่สุด
คำแนะนำเชิงปฏิบัติของพันเอกนายแพทย์ปิติพัฒก์ต่อประชาชนคือ
- หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งเมื่อค่าฝุ่นสูง
- หากจำเป็นต้องออกนอกอาคาร ให้สวมหน้ากากป้องกันฝุ่นที่เหมาะสม
- เฝ้าระวังอาการผิดปกติ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคหอบหืด โรคปอด โรคหัวใจ
ขณะที่ในระดับชุมชน แพทย์ย้ำการ “ลดแหล่งกำเนิด” เช่น ลดการเผาหญ้า เผาขยะ ลดการจอดรถติดเครื่องยนต์ โดยเฉพาะรถใช้น้ำมัน รวมถึงการพิจารณาใช้ขนส่งสาธารณะ/เดินในระยะใกล้เมื่อทำได้ เพื่อช่วยลดการเพิ่มฝุ่นในพื้นที่
แนวคิดสำคัญคือ “หน้ากากช่วยลดการรับสัมผัสรายบุคคล” แต่การแก้ที่ยั่งยืนต้องลดฝุ่นที่ต้นทาง ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือทั้งระดับครัวเรือน ท้องถิ่น และการบังคับใช้มาตรการของรัฐ
รัฐคุมด่านหน้าแบบ “เข้มเฉพาะจุด” มาตรการ 3 ระยะ เริ่ม 26 ม.ค. 2569
กรมควบคุมโรค (กระทรวงสาธารณสุข) เปิดรายละเอียดมาตรการสำหรับสายการบินและท่าอากาศยานที่ให้บริการเที่ยวบินจากพื้นที่เสี่ยง โดยแบ่งเป็น 3 ระยะ ตั้งแต่ก่อน/ระหว่างเดินทาง จนถึงเมื่อเดินทางถึงไทย และกรณีส่งต่อผู้ป่วยข้ามประเทศ
1) ก่อนและระหว่างการเดินทาง “กรองตั้งแต่ต้นทาง”
มาตรการสำคัญ เช่น การให้บุคลากรสวมอุปกรณ์ป้องกันตามคำแนะนำ การกำหนดให้ผู้โดยสารที่มีไข้สูงหรืออาการทางเดินหายใจต้องมีเอกสาร fit to fly และการดำเนินการเมื่อพบผู้โดยสารป่วยระหว่างเที่ยวบิน รวมถึงการแจกแบบฟอร์ม ต.8 (Health Declaration) ให้ผู้โดยสารจากพื้นที่ระบาดกรอกให้เสร็จสิ้นก่อนถึงไทย
2) เมื่อเดินทางถึงประเทศไทย “คัดกรอง-แยก-ส่งต่อ” ให้ชัด
ผู้โดยสารต้องยื่นแบบฟอร์ม ต.8 ต่อเจ้าพนักงานควบคุมโรคก่อนผ่าน ตม. มีมาตรการสุขาภิบาลอากาศยาน และในกรณีพบผู้ป่วยสงสัยต้องฆ่าเชื้อก่อนทำการบินต่อ รวมถึงการกำหนด หลุมจอดเฉพาะ พร้อมจัดพื้นที่คัดกรอง ห้องแยกโรค เส้นทางส่งต่อ และการจัดการสัมภาระ
3) กรณีส่งต่อผู้ป่วยข้ามประเทศ ลดความเสี่ยง “เคสรักษาในไทย”
มีข้อกำหนดให้ผู้ป่วยที่ส่งต่อจากประเทศที่มีรายงานนิปาห์และประสงค์เข้ามารักษาในไทย ต้องตรวจหาเชื้อด้วยวิธี PCR จากโรงพยาบาลต้นทางก่อนเข้าประเทศ และให้โรงพยาบาลปลายทางประสานด่านควบคุมโรคอย่างใกล้ชิด
มาตรการดังกล่าวเริ่มบังคับใช้ 26 มกราคม 2569 เวลา 00.01 น. และหากฝ่าฝืนอาจมีโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท พร้อมช่องทางสอบถาม สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422
ความท้าทายของการสื่อสารความเสี่ยง ทำให้คน ‘ระวัง’ โดยไม่ ‘ตระหนก’
เมื่อข่าวโรคจากต่างประเทศมาแรง ความเสี่ยงที่มักเกิดขึ้นคู่กันคือ “ข้อมูลล้น” และ “ความกลัวนำหน้าเหตุผล” แพทย์จึงเสนอกรอบคิดที่ใช้ได้จริงกับทั้งนิปาห์และ PM2.5 คือ
- ยืนยันข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ โรคนี้ติดต่ออย่างไร เสี่ยงกับใคร
- ชี้พฤติกรรมเสี่ยงที่หลีกเลี่ยงได้ อาหาร ผลไม้ สัมผัสสัตว์ป่า การไม่ป้องกันฝุ่น
- บอกสิ่งที่ต้องทำทันทีเมื่อมีอาการ พบแพทย์ แจ้งประวัติ ลดสัมผัสฝุ่น
- ย้ำว่า “ความร่วมมือ” สำคัญกว่าความตื่นตระหนก เพราะการตระหนกทำให้คนหลงเชื่อข่าวลวงง่าย ขณะที่ความร่วมมือทำให้ระบบคัดกรองและป้องกันโรคทำงานได้จริง
ในเชิงสังคม นี่คือบทเรียนว่า เมืองอย่างเชียงรายไม่เพียงต้อง “ตั้งการ์ด” กับโรคอุบัติใหม่ แต่ยังต้อง “ไม่ละสายตา” จากวิกฤตสุขภาพสิ่งแวดล้อมที่เกิดซ้ำทุกฤดูกาล
นิปาห์คือบททดสอบระบบ PM2.5 คือบททดสอบวิถีชีวิตเมือง
สาระจากคำให้สัมภาษณ์ของพันเอกนายแพทย์ปิติพัฒก์สะท้อนภาพชัดว่า
- นิปาห์ เป็นโรครุนแรง อัตราเสียชีวิตสูง และยังไม่มีวัคซีน/ยาจำเพาะ จึงต้องมีระบบเฝ้าระวังและคัดกรองที่ดี
- แต่ในอีกด้าน PM2.5 คือภัยที่ “แตะปอดและหัวใจของคนจำนวนมาก” ในเวลาเดียวกัน และสัมพันธ์กับโรคเรื้อรังหลายชนิดอย่างมีหลักฐานชัด
ท้ายที่สุด ข่าวสุขภาพที่ดีที่สุดอาจไม่ใช่ข่าวที่ทำให้คนกลัวที่สุด แต่คือข่าวที่ทำให้คน “ตัดสินใจได้ดีขึ้น” รู้ว่าต้องระวังอะไร ทำอะไรได้ทันที และร่วมกันลดความเสี่ยงของเมืองได้อย่างเป็นรูปธรรม
“เข้มแต่ไม่ปิดประเทศ” เส้นบาง ๆ ที่ต้องเดินเพื่อรักษาความเชื่อมั่น
ภาวะปกติใหม่ของโลกยุคโรคอุบัติใหม่คือ ประเทศต้อง “ป้องกัน” ควบคู่ “เปิด” การเดินทางอย่างมีระบบ และนี่คือเหตุผลที่มาตรการด้านสาธารณสุขมักถูกออกแบบให้ เจาะจงกลุ่มเสี่ยง มากกว่ากวาดกว้างทั้งระบบ เพราะเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการเดินทางของคนจำนวนมากผูกอยู่กับความเชื่อมั่น
ข้อมูลจากผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สะท้อนมิตินี้ชัดเจน ภาพรวมต่างชาติเดินทางเข้าไทยรายวันสะสม ณ 26 ม.ค. 2569 อยู่ที่ 2.62 ล้านคน ลดลงเฉลี่ย 10% เทียบปีก่อน แต่ ททท. ชี้ว่าปัจจัยหลักมาจากตลาดบางภูมิภาคหดตัวจากเหตุปัจจัยอื่น ขณะที่ “นิปาห์” ยังไม่ใช่ตัวแปรลบหลักในเชิงตัวเลข และตลาดอินเดียช่วง 1–25 ม.ค. ยังเพิ่มขึ้น 20%
สถิติ/ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง
- WHO ระบุว่าโรคนิปาห์มีอัตราป่วยตายสูงมากในเหตุการณ์ระบาดต่างๆ และ ยังไม่มีวัคซีนหรือยาจำเพาะ
- WHO ชี้ว่า PM2.5 สามารถเข้าสู่กระแสเลือด และเชื่อมโยงกับความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคระบบทางเดินหายใจ และมะเร็งปอด
- เอกสารหน่วยงานด้านมลพิษของไทยอธิบายผลกระทบสุขภาพจาก PM2.5 และแนวทางลดการสัมผัส/ลดแหล่งกำเนิดในระดับบุคคลและชุมชน
เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- องค์การอนามัยโลก (WHO) — Disease Outbreak News: Nipah virus infection – India (ข้อมูลอัตราป่วยตายและสถานะวัคซีน/ยาจำเพาะ)
- องค์การอนามัยโลก (WHO) — Air quality guidelines / health impacts of particulate matter (PM2.5)
- หน่วยงานด้านมลพิษของประเทศไทย (เอกสารเผยแพร่ความรู้เรื่อง PM2.5 และผลกระทบต่อสุขภาพ)
- ข้อมูลคำให้สัมภาษณ์: พันเอกนายแพทย์ปิติพัฒก์ ชำนาญเวช รองผู้อำนวยการกองพยาธิวิทยา โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ให้ข้อมูลกับ สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์










