
เชียงราย ณ จุดเปลี่ยนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเมื่อ “ตัวเลข” ส่งสัญญาณว่าเมืองสวยอย่างเดียวไม่พออีกต่อไป
เชียงราย, 11 มกราคม 2569 – สายลมหนาวปลายปีพัดพาเกล็ดหมอกลอยต่ำเหนือแม่น้ำกก ขณะเดียวกัน “คลื่นข้อมูล” ชุดใหม่จากหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ กำลังกระแทกเข้ามายังจังหวัดเหนือสุดของสยามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตัวเลขรายได้ จำนวนนักท่องเที่ยว และเสียงสะท้อนจากโลกออนไลน์ ต่างบอกตรงกันว่า เชียงรายกำลังยืนอยู่บน “จุดเปลี่ยน” สำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว หากไม่เร่งปรับกลยุทธ์จากการขายความสวยงาม ไปสู่การออกแบบ “ประสบการณ์และเรื่องเล่า (storytelling)” อย่างเป็นระบบ เมืองที่เคยถูกคาดหวังให้เป็นดาวรุ่งของภาคเหนือ อาจกลายเป็นเพียง “เมืองผ่าน” ที่นักท่องเที่ยวแวะมาครั้งเดียวแล้วจากไป
บทความเชิงวิเคราะห์นี้พยายามต่อภาพจากหลายชิ้นส่วน ตั้งแต่สถิติการท่องเที่ยวล่าสุด นโยบายระดับชาติของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ไปจนถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนักท่องเที่ยวต่อแหล่งท่องเที่ยวไทยในพื้นที่อื่น ๆ เพื่อนำมาถามคำถามสำคัญว่า “เชียงรายพร้อมหรือยังกับยุค Data-Driven Tourism ที่สวยอย่างเดียวไม่พอ ต้องเล่าเรื่องและบริหารประสบการณ์ให้เป็นด้วย”
เชียงราย “ทางผ่าน” ที่ไม่ได้แปลว่าจุดจบ แต่คือจุดเริ่มต้นของโอกาส
คำว่า “เหนือสุดยอดในสยาม” มักทำให้คนปรามาสว่าเชียงรายเป็นปลายทางที่ไปต่อไม่ได้ แต่หากเรามองข้ามเส้นเขตแดนทางกายภาพ แล้วแทนที่ด้วยเส้นกราฟทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม เราจะพบว่าเชียงรายคือ “จุดตัดและทางผ่านที่สำคัญที่สุดของภูมิภาค” เชียงรายไม่ใช่ “สุดทาง” ของแผนที่ แต่มันคือ “จุดเปลี่ยน” ของยุทธศาสตร์ ถ้าประเทศไทยคือตัวเครื่องบิน เชียงรายก็คือส่วนปีกที่คอยโต้ลมพาความเจริญให้พุ่งทะยานไปสู่ระดับนานาชาติ
- ทางผ่านของฟันเฟืองเศรษฐกิจ (Economic Gateway)
ในยุคเศรษฐกิจไร้พรมแดน เชียงรายทำหน้าที่เป็น “สะพานเศรษฐกิจ” ที่เชื่อมโยงกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง (GMS) และอาเซียนเข้ากับจีนตอนใต้ ความเจริญจากต่างแดนต้องหลั่งไหลผ่านประตูบานนี้ และสินค้าไทยต้องใช้เชียงรายเป็นทางผ่านเพื่อกระจายสู่ตลาดโลก
- จากเมืองปิดสู่ระเบียงเศรษฐกิจ: เชียงรายคือหัวใจของระเบียงเศรษฐกิจเหนือ-ใต้ (North-South Economic Corridor) ที่ทำให้เม็ดเงินและนวัตกรรมวิ่งผ่านไปมาอย่างไม่หยุดนิ่ง
- ทางผ่านของแสงสีและเทศกาล (Cultural Crossroads)
เชียงรายไม่ใช่เมืองที่เงียบเหงา แต่เป็นทางผ่านของกระแสวัฒนธรรมที่หลากหลาย เราเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลก ทั้งศิลปะร่วมสมัย เทศกาลดนตรี และงานกีฬา
- Soft Power ที่เคลื่อนที่: เมื่อเราจัดเทศกาล ความเจริญด้านการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมบริการจะถูกยกระดับขึ้นทันที เชียงรายกลายเป็น “สถานี” ที่นักคิด นักเขียน และศิลปินต้องมาหยุดพักเพื่อแลกเปลี่ยนไอเดีย ก่อนจะส่งต่อแรงบันดาลใจเหล่านั้นไปยังพื้นที่อื่น ๆ ของประเทศ
- ทางผ่านของความเจริญที่ยั่งยืน (Hub of Modernity)
การเป็นทางผ่านในที่นี้ หมายถึงการเป็น “ตัวกลางการส่งต่อความเจริญ” จากส่วนกลางไปสู่ระดับภูมิภาค ทั้งในด้านการศึกษา การแพทย์ และเทคโนโลยีการเกษตร เชียงรายกำลังเปลี่ยนตัวเองจากเมืองอู่ข้าวอู่น้ำ ให้กลายเป็นเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ที่คอยรับส่งนวัตกรรมใหม่ๆ ให้เติบโตในพื้นที่
ภาพใหญ่ของการท่องเที่ยวไทย จากตัวเลขสู่ยุทธศาสตร์ใหม่
ระดับประเทศ ททท.ประเมินว่า ปี 2569 จะเป็นปีที่การท่องเที่ยวไทยกลับมาสร้างรายได้รวมแตะ 3 ล้านล้านบาท อีกครั้ง แบ่งเป็นรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 2 ล้านล้านบาท และจากการท่องเที่ยวภายในประเทศอีกราว 1 ล้านล้านบาท โดยตั้งเป้าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 36.7 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ที่คาดว่าปิดที่ 32.8–32.97 ล้านคน ขณะที่ตลาดในประเทศตั้งเป้า 208 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มจาก 202 ล้านคน-ครั้งในปีก่อนหน้า
แม้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติยังไม่กลับไปเท่ากับช่วงก่อนโควิด-19 ที่เคยสูงถึง 39.9 ล้านคน แต่ในเชิงรายได้ ททท.ต้องการ “กลับสู่ระดับ 2562 ให้ได้” ผ่านแนวคิดสำคัญคือ “Value over Volume” หรือการมุ่งดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพ ใช้จ่ายสูง ยอมจ่ายเพื่อประสบการณ์มากกว่าปริมาณคนเพียงอย่างเดียว
กลยุทธ์นี้ถูกถ่ายทอดลงในกรอบ “Amazing 5 Economy” และ กลยุทธ์ 6S ที่เน้นการดึงดูดกลุ่มคุณภาพ เช่น
- Wellness Economy / Life Economy การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการแพทย์
- Sub-Culture Economy เจาะกลุ่มเฉพาะทางตั้งแต่คอหนัง (Film Maker) กีฬา Yacht & Cruise ไปจนถึงกลุ่ม Night Economy
- การใช้ Smart Experience, Story to Tell, Sustainable Tourism และ Safety & Security เป็นฐานยกระดับประสบการณ์ท่องเที่ยวไทย
การเปิดตัว ลิซ่า ลลิษา มโนบาล เป็น Amazing Thailand Ambassador การผลักดัน Night Economy และการจับมือกับแพลตฟอร์มระดับโลกอย่าง Expedia Group เพื่อสร้าง “Intelligence Hub” ของข้อมูลการท่องเที่ยว ล้วนสะท้อนว่าประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่ยุคที่ “ทุกการตัดสินใจต้องมี Data รองรับ”
คำถามคือ ภายใต้ยุทธศาสตร์ใหม่นี้ จังหวัดปลายทางอย่างเชียงราย อยู่ตรงไหนของกระดานหมากรุก?
ตัวเลขเดือนพฤศจิกายน 2568 ภาพรวมไทยเที่ยวไทย และตำแหน่งของเชียงราย
ข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เรื่อง สถานการณ์ท่องเที่ยวภายในประเทศเดือนพฤศจิกายน 2568 ระบุว่า
- คนไทยเดินทางท่องเที่ยวในประเทศรวม 16.81 ล้านคน-ครั้ง ลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีก่อน (-0.39% Y-o-Y)
- แต่สร้างรายได้สูงถึง 99,000 ล้านบาท (9.90 หมื่นล้านบาท) เพิ่มขึ้น 1.18% แสดงให้เห็นว่าค่าใช้จ่ายต่อทริปสูงขึ้น
เมื่อเจาะลึกลงไปในระดับจังหวัด
- กรุงเทพมหานคร ครองแชมป์ทั้งด้านจำนวนนักท่องเที่ยว (2.86 ล้านคน) และรายได้ (23,446 ล้านบาท)
- เชียงใหม่ ติดอันดับ 4 ด้านจำนวนผู้เยี่ยมเยือน (943,449 คน) และอันดับ 3 ด้านรายได้ (7,735 ล้านบาท)
- ที่สำคัญ เชียงรายแม้ไม่ได้ติด Top 5 ด้านจำนวนคน แต่ติดอันดับ 4 ด้านรายได้ของผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย ด้วยตัวเลข 4,449 ล้านบาท อยู่ในกลุ่มจังหวัดที่นักท่องเที่ยวใช้จ่ายค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับจำนวนการเดินทาง
หากมองภาพรวมตามภูมิภาค
- ภาคเหนือมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 3,662,046 คน สร้างรายได้ 18,413 ล้านบาท
- ภาคกลางและภาคตะวันตกมีผู้เยี่ยมเยือนสูงสุด 7.26 ล้านคน ขณะที่กรุงเทพฯเพียงพื้นที่เดียวมีรายได้เกิน 23,000 ล้านบาท
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนสองประเด็นสำคัญต่อเชียงราย เชียงรายถือเป็นหนึ่งใน “หัวหอกเศรษฐกิจท่องเที่ยว” ของภาคเหนือในแง่รายได้ ไม่ได้เป็นเพียงเมืองรองอย่างที่หลายคนเข้าใจ ในขณะที่ยอดเดินทางในประเทศโดยรวมขยับขึ้นช้า ๆ แต่รายได้ต่อทริปเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะ นั่นหมายความว่าจังหวัดที่สามารถออกแบบประสบการณ์และสินค้าให้ “มีมูลค่า” จะได้เปรียบในการแข่งขันมากกว่าจังหวัดที่พึ่งพาแต่ปริมาณคน
เชียงรายในสมรภูมิท่องเที่ยวภาคเหนือ เมืองสวยที่เสี่ยงกลายเป็น “เมืองผ่าน”
หากมองทั้งปี 2568 ข้อมูลจากกรมการท่องเที่ยวระบุว่า เชียงรายมีจำนวนนักท่องเที่ยวรวม 5,755,778 คน อยู่ในอันดับที่ 15 ของประเทศ และเป็น อันดับ 2 ของภาคเหนือรองจากเชียงใหม่ ที่มีนักท่องเที่ยวมากกว่า 10.6 ล้านคน หรือเกือบสองเท่าของเชียงราย
ตัวเลขนี้อาจทำให้หลายคนภาคภูมิใจว่าเชียงรายยังเป็น “จังหวัดท่องเที่ยวหลัก” แต่เมื่อเทียบกับผลสำรวจ “จังหวัดที่คนไทยอยากกลับไปเที่ยวซ้ำมากที่สุด” จากเพจท่องเที่ยวชื่อดัง Go Went Go (5 กันยายน 2024) กลับพบว่า เชียงรายติดเพียงอันดับ 13 ขณะที่จังหวัดอื่นในภาคเหนืออย่าง น่าน เชียงใหม่ ลำปาง และเลย ทะยานสู่อันดับต้น ๆ แทบทั้งหมด
เมื่อเชื่อมโยงกับผลสำรวจของ Agoda ปี 2024 ที่ระบุว่า
- คนไทย 74% มีพฤติกรรมกลับไปเที่ยวจังหวัดหรือประเทศเดิม
- 54% กลับไปซ้ำ 1–3 ครั้งในรอบ 10 ปี และอีก 17% กลับไปมากกว่า 10 ครั้ง
- เหตุผลหลักคือ “ความสนุกในการผจญภัย” (32%) “อาหารอร่อย” (23%) และ “ศิลปะวัฒนธรรม” (20%)
- ปัจจัยที่ทำให้ตัดสินใจกลับซ้ำ ได้แก่ ความสะดวกในการเดินทาง 53% อาหารท้องถิ่นอร่อย 49% ความปลอดภัยและความสะอาด 42% ทำเลสะดวก 38% และการช้อปปิ้ง 30%
เมื่อปรับเลนส์มาดูเชียงราย จึงเห็นความย้อนแย้งชัดเจน เชียงรายมีทั้งธรรมชาติ วัฒนธรรม และศิลปะร่วมสมัยระดับโลก ตั้งแต่วัดร่องขุ่น ไปจนถึงสามเหลี่ยมทองคำ แต่กลับไม่สามารถแปลงจุดแข็งเหล่านี้ให้กลายเป็น “เหตุผลในการกลับมาเที่ยวซ้ำ” ได้อย่างเต็มศักยภาพ

โครงสร้างที่สับสน เมื่อภาครัฐ–เอกชนเดินคนละทิศ
หนึ่งในจุดอ่อนเชิงโครงสร้างที่ถูกพูดถึงบ่อยในเชียงราย คือ การขาด KPI ร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน
ภาครัฐมักชี้วัดความสำเร็จด้วย “จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าจังหวัด” หรือ “มูลค่าทางเศรษฐกิจรวม” ในขณะที่ผู้ประกอบการภาคเอกชนต้องรับมือกับความเป็นจริงที่ซับซ้อนกว่า เช่น อัตราการเข้าพักโรงแรม รายได้ต่อห้องต่อคืน และการใช้จ่ายจริงในร้านอาหาร ร้านของฝาก หรือกิจกรรมท่องเที่ยว
ตัวอย่างที่สะท้อนช่องว่างนี้ได้ชัด คือ พฤติกรรม “ไป–กลับวันเดียว” ของนักท่องเที่ยวจากเชียงใหม่มายังเชียงราย มีข้อมูลว่าบางกลุ่มยอมเช่าเหมาไป–กลับในราคาเที่ยวละราว 5,000 บาท โดยไม่ค้างคืน ทั้งที่เงินจำนวนเดียวกันสามารถจองโรงแรมระดับ 3–4 ดาวในเชียงรายได้อย่างสบาย แสดงให้เห็นว่า “เชียงรายยังไม่มีจุดดึงดูดหรือกิจกรรมพอจะทำให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจค้างคืน”
ยิ่งไปกว่านั้น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม ทั้งถนนและระบบขนส่งที่ดีขึ้น กลับกลายเป็น “ดาบสองคม” เพราะทำให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางไป–กลับได้สะดวกขึ้น หากไม่ได้รับการออกแบบเส้นทางและแพ็กเกจท่องเที่ยวให้เชื่อมโยงกันอย่างมีกลยุทธ์
การตลาดแบบ “ใกล้วันค่อยทำ” กับความเสี่ยงที่จะถูกแซง
แม้เชียงรายจะมีเทศกาลสำคัญ เช่น งานเชียงรายดอกไม้งามและมหกรรมไม้ดอกอาเซียน ซึ่งล่าสุดสร้างเงินหมุนเวียนคาดการณ์กว่า 50 ล้านบาท และขยายการจัดงานไปถึงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 พร้อมกิจกรรมโฟล์กซองและดอกไม้เมืองหนาวที่หาดเชียงราย แต่ปัญหาที่สะท้อนจากผู้ประกอบการคือ
เชียงรายยัง “ทำการตลาดแบบใกล้เวลา” ขาดปฏิทินกิจกรรมระยะยาวและแผนประชาสัมพันธ์ล่วงหน้า 6–12 เดือน ขณะที่นักท่องเที่ยวยุคใหม่ โดยเฉพาะชาวต่างชาติ วางแผนเดินทางล่วงหน้าตั้งแต่จองเที่ยวบินและที่พัก หากไม่มีข้อมูลเหตุการณ์สำคัญที่ชัดเจน นักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยจึงเลือกไปจังหวัดอื่นที่การวางแผนชัดเจนกว่า
เมื่อเทียบกับจังหวัดที่มีการบริหารงานเชิงบูรณาการ เช่น เชียงใหม่ ที่มีทั้งเทศกาลระดับนานาชาติ งานวิ่ง งานดนตรี และกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ต่อเนื่องตลอดปี ทำให้เชียงใหม่กลายเป็น “เมืองที่ต้องมา” (Top of Mind Destination) ขณะที่เชียงรายยังถูกมองเป็น “เมืองที่ถ้ามีเวลาเหลือค่อยแวะ”
เสียงเงียบจากสมาคมท่องเที่ยว สัญญาณเตือนจากโลกโซเชียล
ในยุคที่การสื่อสารดิจิทัลกลายเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างการรับรู้ การเคลื่อนไหวขององค์กรธุรกิจท่องเที่ยวในเชียงรายบนโซเชียลมีเดีย กลับสะท้อนภาพที่น่ากังวล หวังพึ่งเฉพาะเพจท่องเที่ยวแค่ภาครัฐ ททท.สำนักงานเชียงราย แล้วสมาคมอื่นคงต้องตั้งคำถามว่าจัดตั้งมาช่วยส่วนไหนได้บ้าง
- เพจสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงรายโพสต์ล่าสุดเมื่อ 1 ตุลาคม 2568
- เพจสมาคมโรงแรมจังหวัดเชียงรายมีความเคลื่อนไหวบ้างในช่วงต้นปี 2569
- เพจสมาคมสหพันธ์ท่องเที่ยวภาคเหนือ 17 จังหวัด หยุดอัปเดตตั้งแต่ตุลาคม 2568
- เพจด้านการท่องเที่ยวโดยชุมชนหลายแห่งแทบไร้ความเคลื่อนไหว
ความเงียบนี้ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาด้านภาพลักษณ์ แต่สะท้อนให้เห็นถึง การขาดความพร้อมด้านการสื่อสารเชิงรุก การขาด Single Command หรือศูนย์กลางสั่งการร่วมในการวางแผนสื่อสารและบริหารข้อมูล ทำให้แต่ละองค์กรทำงานในโลกของตัวเอง ไม่เชื่อมโยงข้อมูล ไม่ร่วมกันวิเคราะห์ตลาด และที่สำคัญ ยังไม่ใช้ “Data” เป็นฐานในการวางแผนจริงจัง


บทเรียนจาก “ตลาดน้ำดำเนินสะดวก” ตัวอย่างที่เชียงรายไม่ควรเดินตาม
อีกด้านหนึ่ง เสียงสะท้อนจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่โพสต์รีวิวเชิงลบเกี่ยวกับ ตลาดน้ำดำเนินสะดวก ซึ่งถูกมองว่าเป็น “กับดักนักท่องเที่ยว” ราคาค่าเรือแพงเกินจริง เน้นขายของที่ระลึกมากกว่าประสบการณ์จริง และมีพฤติกรรมเอาเปรียบนักท่องเที่ยว ตั้งแต่นายหน้ารถ แท็กซี่ ไปจนถึงผู้ให้บริการเรือ – รีวิวเหล่านี้ถูกแชร์ต่อในสื่อสังคมออนไลน์ทั่วโลก
กรณีดังกล่าวได้รับความสนใจจาก หมอแล็บแพนด้า และกลายเป็นตัวอย่างเตือนภัยว่า หากไทย “ทุบหม้อข้าวตัวเอง” ด้วยการให้บริการที่ไม่เป็นธรรม ภาพลักษณ์ประเทศจะเสียหายอย่างรวดเร็ว นักท่องเที่ยวอาจหันไปเลือกประเทศคู่แข่ง เช่น เวียดนาม แทน
สำหรับเชียงราย ซึ่งกำลังมองหาทางเติบโตในตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพ บทเรียนจากตลาดน้ำดำเนินสะดวกจึงชัดเจนว่า การรักษามาตรฐานบริการและความซื่อสัตย์ สำคัญไม่แพ้การลงทุนสร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ เพราะภายใต้ยุครีวิวออนไลน์ แค่ประสบการณ์แย่ ๆ ไม่กี่เคส สามารถทำลายความเชื่อมั่นที่ใช้เวลาสร้างมานานได้ในพริบตา
บริบทโลก เมื่อภาษี ศึกการค้า และภูมิรัฐศาสตร์ผลักอาเซียนให้พึ่งการท่องเที่ยวมากขึ้น
ในระดับมหภาค การท่องเที่ยวไม่ได้เติบโตอยู่ในสุญญากาศ รายงานข่าวเศรษฐกิจระบุว่า มาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกาในยุคประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ที่บังคับใช้กับประเทศกว่า 90 ประเทศ สะท้อนยุคใหม่ของการค้าระหว่างประเทศที่เต็มไปด้วยความผันผวน นอกจากนี้ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค และต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ยิ่งทำให้ประเทศที่พึ่งพาการส่งออกสินค้าอย่างอาเซียนต้องมองหา “กันชนทางเศรษฐกิจ” ใหม่
หนึ่งในกันชนที่สำคัญคือ การท่องเที่ยวในฐานะ “การส่งออกบริการ” ซึ่งไม่เพียงสร้างงานและรายได้โดยตรง แต่ยังมีเอฟเฟกต์ต่อธุรกิจรอบข้าง ตั้งแต่ร้านอาหาร คมนาคม ไปจนถึงธุรกิจสร้างสรรค์ต่าง ๆ ข้อมูลจากหน่วยงานระดับโลก เช่น The World Travel & Tourism Council ระบุว่า ภาคการท่องเที่ยวมีสัดส่วนราว 14% ของ GDP ไทย และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยคาดว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลกจะขยายตัวแตะมูลค่าเกือบ 16.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2578
รายงานจาก The Business Times ยังชี้ว่า ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกมีส่วนแบ่งการเติบโตของการเดินทางทั่วโลกถึง 50% ขณะเดียวกันข้อมูลจาก Expedia Group ระบุว่าสัดส่วนนักท่องเที่ยวที่เดินทางข้ามพรมแดนภายในภูมิภาคอาเซียนเพิ่มจาก 37% ในปี 2562 เป็น 45% ในปี 2567 แสดงให้เห็นว่า “นักเดินทางกำลังมองอาเซียนเป็นหนึ่งภูมิภาคเดียวกัน” ไม่ได้แยกเป็นประเทศเดี่ยว ๆ อีกต่อไป
ในบริบทนี้ เชียงรายซึ่งตั้งอยู่ในภาคเหนือของไทย จึงไม่ได้แข่งขันเฉพาะกับจังหวัดข้างเคียงเท่านั้น แต่กำลังอยู่ในสนามเดียวกับเมืองท่องเที่ยวในลาว เวียดนาม หรือเมียนมา ซึ่งต่างเร่งพัฒนาตัวเองเพื่อดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวเช่นเดียวกัน


Data-Driven สิ่งที่เชียงรายต้องมี หากไม่อยากเป็นแค่ “จังหวัดรองอันดับ 1”
จากข้อมูลและสถานการณ์ที่กล่าวมา แนวทางสำคัญที่เชียงรายจำเป็นต้องเดินตามคือ การเปลี่ยนผ่านสู่การท่องเที่ยวแบบ Data-Driven อย่างแท้จริง โดยสามารถสรุปเป็นแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนได้อย่างน้อย 4 ด้าน
- ตั้ง “Tourism Data Hub” ระดับจังหวัด
เชียงรายควรมีศูนย์ข้อมูลกลางที่รวบรวมสถิติจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชน เช่น ข้อมูลการเข้าพักโรงแรม เส้นทางการเดินทางที่นิยม ใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริป ความถี่ในการกลับมาเที่ยวซ้ำ ฯลฯ ข้อมูลเหล่านี้ควรเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลของ ททท. และแพลตฟอร์มระดับโลกอย่าง Agoda หรือ Expedia ที่มีข้อมูลพฤติกรรมการค้นหาและการจองจริง - กำหนด KPI ร่วมกันมากกว่าจำนวนหัว
ตัวชี้วัดความสำเร็จของจังหวัดไม่ควรหยุดอยู่ที่ “จำนวนคนที่เดินทางเข้าเชียงราย” แต่ต้องรวมถึง
- จำนวนคืนเฉลี่ยต่อทริป
- รายได้เฉลี่ยต่อหัว
- สัดส่วนผู้กลับมาเที่ยวซ้ำ
- และระดับความพึงพอใจของนักท่องเที่ยว (ผ่านรีวิวและแบบสำรวจ)
- พัฒนาแพ็กเกจและปฏิทินกิจกรรมระยะยาว
เชียงรายควรร่วมกับเอกชนและชุมชนออกแบบแพ็กเกจ เช่น “3 คืน 4 อำเภอ” ที่เชื่อมเมืองหลักกับเมืองรอง มีเส้นทางอาหารท้องถิ่น เส้นทางกาแฟ หรือเส้นทางศิลปะร่วมสมัย พร้อมประกาศปฏิทินกิจกรรมระดับจังหวัดล่วงหน้า 6–12 เดือน ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ “อีเวนต์ทั้งปี” ที่ ททท.ผลักดัน - เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่และ Sub-Culture
ภายใต้แนวทาง Amazing 5 Economy ของ ททท. กลุ่ม Sub-Culture ตั้งแต่สายกีฬา ดนตรี แฟนภาพยนตร์ ไปจนถึงกลุ่มนักเดินทางเชิงจิตวิญญาณ เป็นตลาดใหม่ที่ทรงพลัง เชียงรายซึ่งมีทั้งทุนด้านศิลปะและวัฒนธรรม สามารถพัฒนาเทศกาลหรือกิจกรรมเฉพาะกลุ่ม เช่น งานศิลปะร่วมสมัย งานดนตรีกลางภูเขา หรือเส้นทางท่องเที่ยวเชิงจิตวิญญาณให้สอดคล้องกับแนวคิด “Healing is the New Luxury” ได้ไม่ยาก หากมีการเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่เข้ามาร่วมออกแบบ มากกว่าปล่อยให้โครงสร้างเดิมขับเคลื่อนเพียงลำพัง
จาก “จังหวัดรองอันดับ 1” สู่ “เมืองปลายทางที่อยากกลับมาอีก”
จากตัวเลขล่าสุดของเดือนพฤศจิกายน 2568 เชียงรายพิสูจน์แล้วว่าเป็นหนึ่งในจังหวัดที่ทำรายได้จากตลาดไทยเที่ยวไทยได้ดี ตัวเลขรายได้ 4,449 ล้านบาทในเดือนเดียว บนฐานผู้เดินทางในภาคเหนือกว่า 3.6 ล้านคน แสดงให้เห็นว่าเมืองนี้มีศักยภาพด้านรายได้ต่อทริปสูง หากสามารถดึงนักท่องเที่ยวให้ “ค้างคืนและกลับมาอีก” ได้มากขึ้น
พร้อมกันนั้น ยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวระดับชาติที่มุ่งสู่ Value over Volume, Amazing 5 Economy และกลยุทธ์ 6S ก็เปิดโอกาสให้เชียงรายก้าวขึ้นมาเป็น “เมืองปลายทางคุณภาพ” ได้อย่างเต็มตัว ไม่ว่าจะในมิติ Wellness, Sub-Culture, Night Economy หรือ Circular Economy ที่กระจายรายได้สู่ชุมชน
แต่โอกาสจะไม่เกิดขึ้นเอง หากเชียงรายยังปล่อยให้ปัญหาเดิม ๆ ดำเนินต่อไป
- ภาครัฐ–เอกชนทำงานคนละทิศ
- สมาคมท่องเที่ยวเงียบงันในโลกออนไลน์
- ไม่มี KPI ร่วมกัน
- ขาดการใช้ข้อมูลในการวางแผน
- ทำการตลาดแบบ “ใกล้วันค่อยทำ”
- และยังไม่เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง
ในยุคที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกหันมามองหา “ประสบการณ์ที่เล่าเรื่องได้” มากกว่าภาพถ่ายสวย ๆ เชียงรายซึ่งมีทั้งทุนทางธรรมชาติ วัฒนธรรม และศิลปะที่ทรงพลัง จึงยิ่งต้องเร่งเปลี่ยน “เรื่องเล่ากระจัดกระจาย” ให้กลายเป็น Storytelling เชิงกลยุทธ์ ที่เชื่อมโยงทุกอำเภอ ทุกฤดูกาล และทุกกลุ่มเป้าหมายเข้าด้วยกัน
หากทุกภาคส่วนยอมรับความจริง เปิดพื้นที่สนทนาระหว่างคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ ใช้ข้อมูลเป็นเข็มทิศ และร่วมกันวางเป้าหมายว่าเชียงรายจะไม่เป็นแค่ “เมืองที่แวะ” แต่เป็น “เมืองที่อยากกลับมาอีก” – จุดเปลี่ยนที่กำลังมาถึงในวันนี้ จะไม่ใช่จุดเสี่ยง แต่จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับเชียงรายสู่เมืองท่องเที่ยวคุณภาพ ที่ยืนหยัดได้อย่างมั่นคงในสมรภูมิการท่องเที่ยวไทยและอาเซียน
เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
- เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
- กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา – สถานการณ์ท่องเที่ยวภายในประเทศ เดือนพฤศจิกายน 2568 (จำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย รายได้ และอันดับจังหวัด/ภูมิภาค)
- กรมการท่องเที่ยว – สถิติจำนวนนักท่องเที่ยวรวมทั้งปี 2568 และการจัดอันดับจังหวัดท่องเที่ยว
- การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) – แผนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวปี 2568–2569, แนวคิด Value over Volume, กรอบ Amazing 5 Economy, กลยุทธ์ 6S, เป้าหมายนักท่องเที่ยวต่างชาติ 36.7 ล้านคน และรายได้รวม 3 ล้านล้านบาท
- ข้อมูลสำรวจพฤติกรรมนักท่องเที่ยวจากแพลตฟอร์ม Agoda ปี 2024 เกี่ยวกับการกลับไปเที่ยวซ้ำ ปัจจัยการตัดสินใจ และสัดส่วนการเดินทางซ้ำ
- ข้อมูลแนวโน้มการเดินทางโลกและอาเซียนจาก Expedia Group, The Business Times, World Travel & Tourism Council (WTTC) เกี่ยวกับสัดส่วนการเติบโตของการเดินทางและมูลค่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลก
- สมาคมโรงแรมไทยภาคเหนือ (ตอนบน) และสมาคมโรงแรมไทย (THA) – สถานการณ์นักท่องเที่ยวภาคเหนือ อัตราการเข้าพักเฉลี่ย และผลกระทบจากความตึงเครียดชายแดน
- ข้อมูลการจัดงานและผลกระทบทางเศรษฐกิจของ มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 และงานเชียงรายดอกไม้งามครั้งที่ 22 – องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
- บทความและโพสต์สะท้อนปัญหาการบริการนักท่องเที่ยวที่ตลาดน้ำดำเนินสะดวก รวมถึงข้อคิดเห็นของ “หมอแล็บแพนด้า” และรีวิวนักท่องเที่ยวต่างชาติในแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ ซึ่งใช้เป็นกรณีศึกษาเตือนภัยด้านมาตรฐานบริการของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย










