Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

เชียงรายรุกสู้ฝุ่น PM 2.5 ประกาศงดเผา 86 วัน พร้อมเปิดตัว “Dust Patrol” อาสาจิ๋วเฝ้าระวังภัย

เชียงรายเดินเกมสู้ฝุ่น PM2.5 ระดับเข้มข้น งดเผา 86 วัน ผนึกมหาดไทยคุมไฟป่า ดันเครือข่ายเยาวชน Dust Patrol สร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

เชียงราย,18 กุมภาพันธ์ 2569 – ภาพท้องฟ้าเหนือแอ่งเชียงรายในช่วงปลายฤดูหนาวกำลังส่งสัญญาณเตือนซ้ำอีกครั้งว่า วิกฤตฝุ่น PM2.5 ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาสิ่งแวดล้อมรายฤดูกาล แต่เป็นความเสี่ยงด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และความมั่นคงของชุมชน ที่ต้องอาศัยทั้งนโยบายระดับประเทศ การบังคับใช้ในพื้นที่ และความร่วมมือของประชาชนแบบยืดหยุ่นต่อสถานการณ์

ในรอบ 3 วัน ตั้งแต่ 16 ถึง 18 กุมภาพันธ์ 2569 เชียงรายขยับมาตรการต่อเนื่อง ตั้งแต่การประชุมติดตามสถานการณ์กับกระทรวงมหาดไทย การประกาศงดเผาในที่โล่งทุกชนิด 86 วัน ไปจนถึงการเปิดตัวโครงการเชียงรายเมืองสีเขียวสร้างสรรค์ และกิจกรรม Dust Patrol อาสาจิ๋วสู้ฝุ่น ที่ตั้งเป้าสร้างเครือข่ายเฝ้าระวังและสื่อสารความเสี่ยงผ่านโรงเรียนและชุมชนใน 9 อำเภอ

สิ่งที่น่าจับตาคือ การจัดวางยุทธศาสตร์ครั้งนี้ไม่ได้หยุดแค่การดับไฟหรือกวดขันการเผา แต่พยายามเปลี่ยนโครงสร้างการรับมือของจังหวัด ให้มีระบบเตือนภัย การเฝ้าระวัง และพฤติกรรมร่วมของคนในพื้นที่เป็นแกนหลัก เพื่อให้เชียงรายผ่านเดือนวิกฤตที่กำลังจะมาถึงได้ โดยเฉพาะเดือนมีนาคมที่หลายหน่วยงานประเมินว่ามีความเสี่ยงไฟป่าสูง และเข้าถึงพื้นที่ยากหากเกิดเหตุในป่าลึก

มหาดไทยส่งสัญญาณยกระดับ เน้นคุมเข้มพื้นที่เปราะบางและป่าภาคเหนือ

16 กุมภาพันธ์ 2569 นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานประชุมติดตามสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 และไฟป่า โดยกำชับการทำงานเชิงรุก และให้ความสำคัญกับการป้องกันการเผา การจัดการฝุ่นเมือง และการเฝ้าระวังหมอกควันข้ามพรมแดน พร้อมเน้นการทำงานของหน่วยงานป่าไม้และพื้นที่อนุรักษ์ในช่วงเดือนมีนาคม เพราะหากเกิดไฟป่าในพื้นที่เข้าถึงยาก การควบคุมเพลิงจะยิ่งซับซ้อนและกินทรัพยากรมากขึ้น

ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนว่า รัฐมองฝุ่น PM2.5 เป็นสมการหลายตัวแปร ทั้งไฟป่า การเผาในที่โล่ง ฝุ่นจากเมือง การเคลื่อนตัวของมวลอากาศ และหมอกควันข้ามแดน เมื่อโจทย์เป็นแบบนี้ การแก้ปัญหาจึงไม่อาจพึ่งมาตรการใดมาตรการหนึ่ง แต่ต้องใช้ชุดคำสั่งเดียวกันทั้งจังหวัด ท้องถิ่น และชุมชน เพื่อทำให้การบังคับใช้เกิดผลจริง

เชียงรายประกาศงดเผา 86 วัน ตั้งแต่ 14 กุมภาพันธ์ถึง 10 พฤษภาคม 2569 ปิดประตูความเสี่ยงช่วงฤดูแล้ง

ก่อนที่กิจกรรมภาคสนามจะเริ่มเต็มรูปแบบ เชียงรายส่งสัญญาณชัดผ่านการเตรียมประกาศห้ามการเผาในที่โล่งทุกชนิด ครอบคลุมช่วง 14 กุมภาพันธ์ถึง 10 พฤษภาคม 2569 ซึ่งรวมระยะเวลา 86 วัน โดยเหตุผลหลักคือการลดความเสี่ยงฝุ่นสะสมในฤดูแล้ง และป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและผู้มาเยือน

การขยับครั้งนี้มีนัยสำคัญ เพราะเชียงรายมีลักษณะภูมิประเทศหลายพื้นที่เป็นแอ่งล้อมด้วยภูเขา ทำให้เกิดภาวะกักฝุ่นได้ง่ายในช่วงอากาศปิด หากมีการเผาเพิ่มแม้เพียงบางจุด ก็อาจทำให้ค่าฝุ่นสะสมสูงต่อเนื่องหลายวัน และกระทบเป็นวงกว้างมากกว่าที่คาด

ในเชิงการบริหารความเสี่ยง การงดเผาแบบต่อเนื่องยาว 86 วัน ยังช่วยให้หน่วยงานสามารถจัดกำลังเฝ้าระวังและวางตารางลาดตระเวนได้ชัด ลดช่องว่างการบังคับใช้ และเพิ่มแรงกดดันเชิงสังคมต่อการเผาแบบลักลอบ ซึ่งมักเกิดในช่วงที่การตรวจตราไม่ต่อเนื่อง

จุดความร้อนเพิ่มขึ้นเป็นสัญญาณอันตราย เมื่อไฟหนึ่งจุดอาจกลายเป็นฝุ่นทั้งจังหวัด

ข้อมูลระดับพื้นที่ระบุว่า ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 จนถึงช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ตรวจพบจุดความร้อนในเชียงรายสะสมราว 193 จุด ซึ่งถูกใช้เป็นตัวชี้วัดสำคัญในการประเมินความเสี่ยงไฟป่าและหมอกควัน รวมถึงการวางกำลังปฏิบัติการของหน่วยงานในพื้นที่

แม้ตัวเลขจุดความร้อนจะไม่เท่ากับจำนวนไฟป่าที่ลุกลามเสมอไป แต่ในทางปฏิบัติ มันเป็นสัญญาณเตือนให้จังหวัดต้องเร่งจัดการต้นตอ ก่อนที่ไฟในจุดเล็กจะขยายเป็นแนวไหม้ และก่อนที่ควันจากป่าและพื้นที่เกษตรจะรวมตัวกับฝุ่นจากเมืองจนกลายเป็นหมอกพิษหนาแน่น

เกณฑ์คุณภาพอากาศยิ่งตอกย้ำแรงกดดัน เมื่อมาตรฐานไทยเข้มขึ้นและโลกตั้งเป้าสูงกว่าเดิม

การสู้ฝุ่นไม่ใช่เพียงการทำให้ค่าฝุ่นลดลงชั่วคราว แต่ต้องทำให้ “อยู่ในระดับปลอดภัย” ตามเกณฑ์อ้างอิงที่ยอมรับได้ ปัจจุบันประเทศไทยมีการกำหนดค่ามาตรฐานฝุ่น PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมงที่เข้มขึ้น โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 13 กรกฎาคม 2566 กำหนดค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และค่าเฉลี่ยรายปี 15 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

ในอีกด้านหนึ่ง แนวโน้มสากลกดดันให้ประเทศต่าง ๆ ต้องยกระดับมาตรการต่อเนื่อง เพราะองค์การอนามัยโลกปรับแนวทางแนะนำคุณภาพอากาศให้เข้มงวดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนความเสี่ยงต่อสุขภาพที่ชัดเจนขึ้นจากหลักฐานวิทยาศาสตร์

เมื่อเกณฑ์ถูกยกระดับขึ้น สิ่งที่ตามมาคือความจำเป็นของมาตรการเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่เพียงการขอความร่วมมือรายวัน เพราะหากยังปล่อยให้การเผาและไฟป่าเกิดซ้ำทุกปี เมืองจะถูกดึงกลับเข้าสู่วงจรปิดของฝุ่นพิษโดยไม่รู้จบ

จากห้องประชุมสู่ห้องเรียน เชียงรายเปิดตัวเชียงรายเมืองสีเขียวสร้างสรรค์ และ Dust Patrol

18 กุมภาพันธ์ 2569 เชียงรายเดินหน้าอีกขั้นด้วยการเปิดโครงการเชียงรายเมืองสีเขียวสร้างสรรค์ พร้อมกิจกรรม Dust Patrol อาสาจิ๋วสู้ฝุ่น โดยใช้แนวคิดป้องกันเชิงรุกและการสื่อสารความเสี่ยงเป็นแกนกลาง เป้าหมายคือไม่ปล่อยให้การรับมือฝุ่นเป็นภาระของหน่วยงานรัฐฝ่ายเดียว แต่ให้โรงเรียน ครู ผู้ปกครอง และผู้นำชุมชนร่วมเป็นเครือข่ายเดียวกัน

ข้อมูลจากพื้นที่ระบุว่า โครงการนี้บูรณาการเครือข่ายจาก 9 อำเภอ รวม 360 คน จากโรงเรียนนำร่อง ครู บุคลากรทางการศึกษา ผู้นำชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อร่วมเฝ้าระวัง ลดปัจจัยเสี่ยง และสื่อสารการดูแลสุขภาพในช่วงค่าฝุ่นสูง

การดึงเด็กและเยาวชนเข้ามาอยู่ในสมการ แทนที่จะมองเป็นกลุ่มเปราะบางที่ต้องปกป้องอย่างเดียว เป็นการเปลี่ยนมุมคิดที่สำคัญ เพราะเด็กในวันนี้คือผู้ส่งสารในบ้าน เขาสามารถแปลคำเตือนให้พ่อแม่เข้าใจ ทำให้การลดการเผาและการป้องกันตนเองไม่ใช่คำสั่งจากรัฐ แต่เป็นพฤติกรรมที่ครอบครัวตัดสินใจร่วมกัน

เสียงจากผู้บริหารและหน่วยปฏิบัติการ สารเดียวกันคือสุขภาพต้องมาก่อน

ภาพรวมการสื่อสารของจังหวัดและส่วนกลางในรอบนี้ไปในทิศทางเดียวกัน คือเน้นสุขภาพประชาชนเป็นเป้าหมายอันดับแรก และย้ำการทำงานเชิงรุก หากพบไฟป่าหรือฝุ่นพิษให้แจ้งสายด่วนนิรภัยของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเพื่อให้เข้าควบคุมสถานการณ์เร็วที่สุด

ขณะเดียวกัน การรายงานจุดความร้อนและการเชื่อมข้อมูลดาวเทียมเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการภาคสนาม ถูกใช้มากขึ้นในภาคเหนือ โดยเฉพาะการรายงาน hotspot จากหน่วยงานด้านอวกาศและภูมิสารสนเทศ ซึ่งช่วยให้การจัดกำลังลาดตระเวนมีความแม่นยำกว่าเดิม

ที่ต้องจับตา หลังมาตรการเริ่มเดินเต็มระบบ

ประเด็นเด่นคือการบังคับใช้งดเผาต่อเนื่อง 86 วัน หากทำได้จริง จะลดโอกาสที่ฝุ่นจะพุ่งสูงจากการเผาในที่โล่ง ซึ่งเป็นตัวเร่งปัญหาสำคัญในช่วงฤดูแล้งของภาคเหนือ

ประเด็นรองที่สำคัญคือการยกระดับเครือข่ายภาคการศึกษาและชุมชนผ่าน Dust Patrol เพราะเป็นการสร้างระบบเฝ้าระวังและการสื่อสารความเสี่ยงที่ยืนระยะได้ยาวกว่าแคมเปญระยะสั้น และอาจเป็นต้นแบบให้พื้นที่อื่นนำไปปรับใช้ได้

อีกประเด็นรองที่มีผลต่อชีวิตผู้คน คือการทำให้ประชาชนเข้าใจมาตรฐานคุณภาพอากาศและความหมายของตัวเลข เพราะเมื่อมาตรฐานไทยเข้มขึ้น การใช้ชีวิตในวันที่ค่าฝุ่นสูงต้องอาศัยการตัดสินใจบนข้อมูล เช่น ลดกิจกรรมกลางแจ้ง ปรับรูปแบบการทำงาน ใช้หน้ากากที่เหมาะสม และเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยง

สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันที ในช่วง 14 กุมภาพันธ์ถึง 10 พฤษภาคม 2569

หนึ่ง งดเผาในที่โล่งทุกชนิด และช่วยกันแจ้งเหตุเมื่อพบการลักลอบเผา เพราะไฟหนึ่งจุดอาจกลายเป็นฝุ่นทั้งอำเภอในไม่กี่ชั่วโมง
สอง ติดตามข้อมูลค่าฝุ่นและคำแนะนำจากหน่วยงานรัฐอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะวันที่สภาพอากาศปิดหรือมีลมสงบ
สาม ดูแลกลุ่มเสี่ยงเป็นพิเศษ เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจและหัวใจ ควรลดกิจกรรมกลางแจ้งเมื่อค่าฝุ่นสูง และเตรียมแผนสำรองในการเดินทางและทำกิจกรรม
สี่ หากพบไฟป่าหรือเหตุที่เสี่ยงต่อการลุกลาม รีบแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เข้าควบคุมได้เร็ว ลดความเสียหายและลดควันสะสม

เมื่อเชียงรายเลือกเดินเกมยาว เปลี่ยนการสู้ฝุ่นจากฤดูกาลสู่ระบบ

วิกฤตฝุ่น PM2.5 ในเชียงรายปี 2569 กำลังถูกจัดวางใหม่ให้เป็น “ภารกิจร่วม” มากกว่าปฏิบัติการเฉพาะกิจ การประชุมกำกับจากส่วนกลาง การงดเผายาว 86 วัน การติดตาม hotspot และการสร้างเครือข่ายเยาวชน Dust Patrol คือชิ้นส่วนของภาพเดียวกัน

หากชิ้นส่วนเหล่านี้เดินพร้อมกัน ผลลัพธ์ที่เป็นไปได้ไม่ใช่เพียงค่าฝุ่นที่ลดลงในบางวัน แต่คือการลดความถี่ของวิกฤต ลดความสูญเสียต่อสุขภาพ และยกระดับความสามารถของจังหวัดในการอยู่กับความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศแบบไม่ถอยหลังทุกปี

ท้ายที่สุด เมืองที่ผ่านวิกฤตได้ไม่ใช่เมืองที่ไม่เจอปัญหา แต่คือเมืองที่มีระบบรับมือเร็ว มีข้อมูลชัด และมีคนในพื้นที่เชื่อว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของคำตอบ

สถิติสำคัญในข่าว

  • ช่วงงดเผาในที่โล่งทุกชนิดของจังหวัดเชียงราย 14 กุมภาพันธ์ถึง 10 พฤษภาคม 2569 รวม 86 วัน
  • จุดความร้อนสะสมในเชียงรายตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 ถึงช่วงกลางกุมภาพันธ์ ราว 193 จุด ตามรายงานในพื้นที่
  • เครือข่ายโครงการเชียงรายเมืองสีเขียวสร้างสรรค์ และ Dust Patrol ครอบคลุม 9 อำเภอ รวม 360 คน
  • มาตรฐานฝุ่น PM2.5 ของไทย ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และค่าเฉลี่ยรายปี 15 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ประกาศในราชกิจจานุเบกษา 13 กรกฎาคม 2566
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  • องค์การอนามัยโลก
  • ตัวอย่างการรายงาน hotspot จากข้อมูล GISTDA ที่เผยแพร่สาธารณะในพื้นที่ภาคเหนือ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

เทศบาลนครเชียงรายผนึก วว. ใช้ไม้ดอกประดับดักจับฝุ่น ยกระดับสวนสาธารณะสู่พื้นที่ธรรมชาติบำบัดทุกวัย

เทศบาลนครเชียงรายจับมือ วว. และเครือข่ายวิชาการ ยกระดับสวนตุงและโคม สู่ต้นแบบสวนสาธารณะลดฝุ่น PM 2.5 แห่งแรกของจังหวัด มุ่งสร้างปอดกลางเมืองและพื้นที่เรียนรู้ทุกวัย

เชียงราย, 15 กุมภาพันธ์ 2569 – จากพื้นที่ใจกลางเมืองที่ผู้คนเดินผ่านทุกวัน สู่บทบาทใหม่ที่หนักแน่นกว่าเดิม สวนตุงและโคมนครเชียงรายกำลังถูกยกระดับให้เป็นต้นแบบพื้นที่สีเขียวที่ออกแบบเพื่อรับมือฝุ่น PM 2.5 อย่างเป็นระบบ ภายใต้ความร่วมมือของเทศบาลนครเชียงรายกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย หรือ วว. รวมถึงหน่วยงานด้านวิจัยและเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อให้สวนสาธารณะไม่ใช่เพียงพื้นที่พักผ่อน แต่เป็นเครื่องมือเชิงนโยบายด้านคุณภาพอากาศ สุขภาพ และการเรียนรู้ของคนเมือง

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวถูกขับเน้นผ่านการประชุมหารือแนวทางการพัฒนาและขยายกิจกรรมสวนต้นแบบลดฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่สวนตุงและโคมเฉลิมพระเกียรติ 75 พรรษา ซึ่งมีการระบุชัดถึงการนำองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านไม้ดอกไม้ประดับและการจัดการภูมิทัศน์มาใช้เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว ลดผลกระทบจากฝุ่น PM 2.5 และวางทิศทางให้เป็นแลนด์มาร์กที่เปรียบเสมือนปอดกลางเมืองเชียงราย

เมืองที่คนอยู่จริงต้องหายใจได้จริง เมื่อฝุ่นเล็กกลายเป็นโจทย์ใหญ่

ฝุ่น PM 2.5 ถูกเรียกว่าเล็ก เพราะมีขนาดเล็กมาก แต่ผลกระทบกลับใหญ่จนเมืองไม่อาจมองข้าม ในทางสาธารณสุข องค์การอนามัยโลกเคยประเมินว่าอากาศเสียจากมลพิษภายนอกอาคารสัมพันธ์กับการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจำนวนมากในแต่ละปี นั่นทำให้คำว่าเมืองน่าอยู่ในยุคนี้ไม่จบแค่ถนนดีหรือสวนสวย แต่ต้องรวมถึงอากาศที่ปลอดภัยพอให้เด็กวิ่ง ผู้สูงอายุออกกำลังกาย และคนทำงานใช้ชีวิตกลางแจ้งได้โดยไม่ต้องเสี่ยงสุขภาพ

ประเทศไทยเองมีการกำหนดค่ามาตรฐาน PM 2.5 เพื่อใช้เป็นเกณฑ์คุ้มครองสุขภาพประชาชน โดยกรมควบคุมมลพิษระบุค่ามาตรฐานราย 24 ชั่วโมงและรายปีของ PM 2.5 สำหรับการติดตามคุณภาพอากาศ ขณะเดียวกัน แนวทางอ้างอิงสากลอย่างคำแนะนำคุณภาพอากาศขององค์การอนามัยโลกได้เสนอระดับที่เข้มงวดขึ้นเพื่อคุ้มครองสุขภาพประชาชนมากกว่าเดิม

ภาพใหญ่ของปัญหานี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเรื่องต้นทุนสุขภาพของคนเมือง และต้นทุนเศรษฐกิจของชุมชนในระยะยาว เพราะวันที่อากาศแย่ เมืองก็ทำงานยากขึ้น ตั้งแต่โรงเรียนไปจนถึงธุรกิจบริการ

สวนตุงและโคม จุดยุทธศาสตร์กลางเมืองที่ถูกยกระดับให้มากกว่าสวน

สวนตุงและโคมนครเชียงรายตั้งอยู่ใจกลางเมือง รายล้อมด้วยสถานศึกษา ชุมชน และย่านการค้า มีประชาชน เด็ก เยาวชน นักเรียน นักศึกษา และผู้สูงอายุเข้าใช้พื้นที่จำนวนมากในแต่ละวัน จึงเป็นพื้นที่สีเขียวที่กระทบต่อวิถีชีวิตคนเมืองโดยตรง แนวคิดการพัฒนาใหม่จึงมุ่งให้สวนตอบโจทย์ทั้งด้านการพักผ่อน การเรียนรู้ และการดูแลสุขภาพ โดยมีเป้าหมายยกระดับคุณภาพชีวิตควบคู่การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

แนวทางนี้ยิ่งชัด เมื่อเทศบาลนครเชียงรายและ วว. ขับเคลื่อนการพัฒนาให้สวนกลายเป็นต้นแบบสวนสาธารณะธรรมชาติบำบัดปลอดฝุ่น PM 2.5 ใจกลางเมือง ด้วยการออกแบบเชิงวิชาการและการจัดการภูมิทัศน์ที่อิงองค์ความรู้ด้านพืชพรรณและสิ่งแวดล้อม

แกนความร่วมมือ วว. วช. เทศบาลนครเชียงราย และหน่วยงานพื้นที่ เดินเกมด้วยวิทยาศาสตร์และการบริหารเมือง

ข้อมูลจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ระบุว่า เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 ได้มีการประชุมหารือในพื้นที่สวนตุงและโคมเฉลิมพระเกียรติ 75 พรรษา เพื่อกำหนดแนวทางการขยายกิจกรรมสวนต้นแบบลดฝุ่น PM 2.5 ด้วยการใช้ประโยชน์จากไม้ดอกไม้ประดับ โดยมีผู้เกี่ยวข้องหลายหน่วยงานเข้าร่วม

ฝั่ง วว. นำโดย ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการ วว. พร้อมทีมวิจัยและบุคลากร ขณะที่ฝั่งสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ หรือ วช. เข้าร่วมผ่านผู้บริหารและผู้แทนที่ได้รับมอบหมาย และมี นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย รวมถึงหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารสถาบันการศึกษา และหน่วยงานในพื้นที่ร่วมประชุม

สาระสำคัญของความร่วมมือ คือการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาพื้นที่สีเขียว เพื่อสร้างทิศทางพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และแลนด์มาร์กใหม่ของเมือง โดยให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบจากฝุ่น PM 2.5 เพื่อส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมในเขตเมืองอย่างยั่งยืน

ประเด็นนี้มีนัยสำคัญในเชิงบริหารเมือง เพราะการแก้ปัญหาฝุ่นมักถูกมองว่าเป็นเรื่องการควบคุมแหล่งกำเนิด แต่การออกแบบพื้นที่สีเขียวให้ช่วยลดผลกระทบ เป็นอีกกลไกที่ทำได้จริงในระดับเมือง และเป็นการลงทุนที่ประชาชนสัมผัสได้ทันที

ต้นแบบลดฝุ่นด้วยไม้ดอกไม้ประดับ จากงานวิจัยสู่สวนของคนทั้งเมือง

แกนเทคนิคของโครงการถูกอธิบายผ่านแนวทางการใช้พืชพรรณและการจัดการภูมิทัศน์เพื่อช่วยดักจับฝุ่นและลดผลกระทบฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่เมือง โดยสื่อท้องถิ่นระบุว่า การออกแบบจะเน้นเพิ่มพื้นที่ต้นไม้และความร่มรื่น ควบคู่กับความสวยงามของภูมิทัศน์ และการส่งเสริมสุขภาพของประชาชน เพื่อให้สวนเป็นพื้นที่ธรรมชาติบำบัดใจกลางเมือง

ในเชิงการขยายผล กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมระบุว่า ความร่วมมือมุ่งหวังให้เกิดการขยายไปสู่พื้นที่สาธารณประโยชน์อื่นในชุมชนเมือง เพื่อสร้างต้นแบบสวนลดฝุ่น PM 2.5 และสามารถนำไปปรับใช้เป็นต้นแบบในพื้นที่อื่นต่อไป

นัยของคำว่า ขยายผล คือเมืองไม่ได้ต้องการสวนต้นแบบเพียงจุดเดียว แต่ต้องการโมเดลที่ทำซ้ำได้ในชุมชนอื่น เมื่อเมืองมีเครื่องมือที่พิสูจน์ผลแล้ว การตัดสินใจลงทุนและออกแบบพื้นที่สีเขียวในอนาคตก็จะมีทิศทางที่ชัดและคุ้มค่ามากขึ้น

 

สวนที่เปิดกวางขึ้น เวลาเมืองเปิดพื้นที่ให้ชีวิต

อีกหนึ่งรายละเอียดที่สะท้อนการคิดเชิงบริการสาธารณะ คือแนวคิดการเพิ่มช่วงเวลาเปิดให้บริการตั้งแต่เช้าจนถึงค่ำ เพื่อรองรับการออกกำลังกาย การพักผ่อน และกิจกรรมของชุมชนให้เต็มศักยภาพ โดยสื่อรายงานว่ามีแนวคิดให้สวนตอบโจทย์ประชาชนทุกช่วงวัย และรองรับการใช้ชีวิตกลางแจ้งอย่างสมดุล ภายใต้ทิศทางเมืองที่มุ่งเป็น Sport City และ Garden City

การออกแบบพื้นที่ในลักษณะนี้ยังสะท้อนความจริงอีกด้านของเมืองไทยในปัจจุบัน คือโครงสร้างประชากรที่กำลังเปลี่ยน ผู้สูงอายุมีสัดส่วนมากขึ้น เมืองจึงต้องมีพื้นที่ปลอดภัยให้เดิน ออกกำลังกาย และฟื้นฟูสุขภาพได้ โดยไม่ต้องพึ่งการเดินทางไกลหรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีค่าใช้จ่ายสูง

ประเด็นเด่นและประเด็นรองที่ต้องจับตา

ประเด็นเด่น
เชียงรายกำลังยกระดับสวนสาธารณะจากพื้นที่พักผ่อนสู่เครื่องมือเชิงนโยบายด้านคุณภาพอากาศ ด้วยความร่วมมือระหว่างเทศบาลนครเชียงราย วว. วช. และเครือข่ายในพื้นที่ โดยใช้ฐานความรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านพืชพรรณและภูมิทัศน์เพื่อมุ่งลดผลกระทบฝุ่น PM 2.5 และสร้างความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมเมือง

ประเด็นรอง
หนึ่ง การทำให้โมเดลนี้ขยายผลได้จริงไปยังพื้นที่สาธารณะอื่น ซึ่งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมระบุเป็นเป้าหมายสำคัญ
สอง การบริหารการใช้งานสวนให้รองรับทุกวัยและเพิ่มการเข้าถึงของประชาชน ซึ่งเป็นหัวใจของเมืองคุณภาพชีวิต
สาม การยึดมาตรฐานและข้อมูลคุณภาพอากาศเป็นฐาน เพราะประเทศไทยมีเกณฑ์มาตรฐาน PM 2.5 สำหรับการติดตามและคุ้มครองสุขภาพ และมีแนวทางอ้างอิงสากลจากองค์การอนามัยโลกที่ให้ภาพความเสี่ยงสุขภาพอย่างชัดเจน

สิ่งที่ประชาชนและชุมชนทำได้ทันที ในวันที่สวนกำลังถูกยกระดับ

สำหรับประชาชน
ใช้สวนเป็นพื้นที่สุขภาพอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะช่วงวันที่คุณภาพอากาศดีกว่า เลือกกิจกรรมที่เหมาะกับวัย และติดตามข้อมูลคุณภาพอากาศจากช่องทางภาครัฐเพื่อปรับพฤติกรรมอย่างปลอดภัย อ้างอิงมาตรฐานและคำแนะนำด้านคุณภาพอากาศจากหน่วยงานรัฐและองค์การอนามัยโลก

สำหรับสถานศึกษาและชุมชนใกล้สวน
ใช้สวนเป็นพื้นที่เรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ สร้างกิจกรรมที่เชื่อมเด็กและผู้สูงอายุเข้ากับธรรมชาติในเมือง เพื่อให้สวนเป็นพื้นที่ร่วมของชุมชนจริง ไม่ใช่เพียงพื้นที่ผ่านทาง

สำหรับหน่วยงานท้องถิ่นและเครือข่ายเมือง
สร้างระบบติดตามผลที่ตรวจสอบได้ ทั้งด้านการดูแลพืชพรรณ การใช้ประโยชน์พื้นที่ และแนวโน้มคุณภาพอากาศ เพื่อทำให้ต้นแบบนี้กลายเป็นหลักฐานเชิงนโยบายที่ขยายต่อได้อย่างมั่นใจ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ข่าวสารหน่วยงาน วว. วช. เทศบาลนครเชียงราย ร่วมหารือกำหนดแนวทางพัฒนาแลนด์มาร์กสวนตุง มุ่งพัฒนาพื้นที่สีเขียวสร้างสวนต้นแบบลดฝุ่น PM 2.5 เผยแพร่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569
  • กรมควบคุมมลพิษ ข้อมูลมาตรฐานคุณภาพอากาศและค่าอ้างอิง PM 2.5
  • องค์การอนามัยโลก Global Air Quality Guidelines ปี 2021 และข้อมูลผลกระทบสุขภาพจากมลพิษอากาศภายนอกอาคาร
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

เชียงรายเร่งทบทวนโครงการขุดลอกเวียงหนองหล่ม งบ 3.9 พันล้าน หลังเครือข่ายอนุรักษ์หวั่นทำลายนิเวศและโบราณสถาน

เชียงรายเร่งทบทวนอนาคต “เวียงหนองหล่ม” ระหว่างธนาคารน้ำกับพื้นที่ชุ่มน้ำมีชีวิต หลังหนังสือเครือข่ายอนุรักษ์ขอให้ยุติขุดลอก ชี้งบเกือบ 3,900 ล้านบาทเสี่ยงกระทบระบบนิเวศ โบราณสถาน และวิถีชุมชน

เชียงราย,4 กุมภาพันธ์ 2569 – ท่ามกลางเสียงเครื่องจักรและคำถามที่ดังขึ้นจากคนปลายน้ำ จังหวัดเชียงรายเปิดโต๊ะหารือเร่งด่วนเพื่อ “จัดระเบียบความจริง” ว่า เวียงหนองหล่มควรถูกพัฒนาไปในทิศทางใด ระหว่างการยกระดับเป็นแหล่งกักเก็บน้ำเพื่อรับมือภัยแล้งน้ำท่วม กับการคงคุณค่าในฐานะพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงและมีประวัติศาสตร์ฝังลึกในภูมิทัศน์ล้านนา

การประชุมดังกล่าวเกิดขึ้นหลังมีหนังสือจากมูลนิธิสืบนาคะเสถียรและเครือข่ายองค์กรด้านอนุรักษ์และวิชาการ ขอให้ยุติโครงการขุดลอกพื้นที่เวียงหนองหล่มโดยด่วน พร้อมเสนอให้เปิดการหารืออย่างเป็นทางการร่วมกับผู้เชี่ยวชาญหลายสาขา เพื่อพิจารณาทางเลือกการบริหารจัดการที่สอดคล้องกับหลักอนุรักษ์และความยั่งยืนในระยะยาว

ขณะเดียวกัน หน่วยงานรัฐยืนยันว่า “โจทย์น้ำ” ของพื้นที่สะสมมานาน ทั้งปัญหาตื้นเขิน การบุกรุก และความเสี่ยงน้ำท่วมซ้ำซากในฤดูฝน ตลอดจนขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง จึงต้องมีแนวทางจัดการที่ทำให้เกิดการใช้ประโยชน์ได้ตลอดปี แต่ต้องอยู่บนข้อมูลรอบด้านและการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยที่การประชุมครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการทบทวนเชิงระบบ มากกว่าการเดินหน้าตามกรอบเดิมเพียงอย่างเดียว

วิเคราะห์ 5 ชุดข้อมูลหลัก เพื่อหลีกเลี่ยงความคลาดเคลื่อน

เนื้อหาที่แนบสามารถแยกเป็น 5 ชุดข้อมูลหลัก ซึ่งต้องวางให้อยู่ในบริบทเดียวกัน

หนึ่ง ข้อมูลข้อเท็จจริงเชิงพื้นที่และคุณค่า เอกสารระบุเวียงหนองหล่มมีขนาดประมาณ 14,091 ไร่ อยู่ในพื้นที่อำเภอแม่จันและอำเภอเชียงแสน เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญ มีโบราณสถาน 53 แห่ง และมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง ทั้งพืช ปลา และนกจำนวนมาก รวมถึงชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคาม เช่น นกแสกทุ่ง
ข้อมูลชุดนี้สอดคล้องกับมุมมองเชิงนิเวศที่หน่วยงานด้านทรัพยากรน้ำเองก็ยอมรับว่าเป็นประเด็นต้อง “พิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหา” ร่วมกับนักวิชาการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 สอง ข้อมูลโครงการพัฒนาและตัวเลขงบประมาณ เครือข่ายอนุรักษ์อ้างถึงโครงการภายใต้กรมชลประทานร่วมกับสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ วงเงินรวม 3,880.85 ล้านบาท ตั้งเป้าเพิ่มปริมาณกักเก็บน้ำ 24.22 ล้านลูกบาศก์เมตร และขุดลอกตะกอนดินในพื้นที่ราว 2,500 ไร่ รวม 10.437 ล้านลูกบาศก์เมตร
ตัวเลขดังกล่าวมีนัยสำคัญ เพราะเป็น “ขนาดของการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์” ที่อาจเปลี่ยนระบบนิเวศและวิถีชีวิตในเวลาไม่กี่ปี

สาม ข้อมูลกระบวนการรัฐและการมีส่วนร่วม กรมทรัพยากรน้ำรายงานว่า การประชุมวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นการหารือกรณีมีหนังสือจากมูลนิธิสืบนาคะเสถียร โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเป็นประธาน และมีทั้งหน่วยงานรัฐ นักวิชาการ และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วม เพื่อพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหา รวมถึงมีการให้ข้อมูลที่มาของโครงการโดยสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และข้อมูลการดำเนินงานโดยชลประทาน
จุดนี้สะท้อนว่า ภาครัฐรับรู้แรงกังวล และกำลังเริ่มขยับสู่การทบทวนเชิงกระบวนการ แม้ยังไม่ปรากฏข้อสรุปสุดท้าย

สี่ กรอบนโยบายด้านพื้นที่ชุ่มน้ำระดับประเทศ เอกสารที่แนบอ้างถึงมติคณะรัฐมนตรี 3 พฤศจิกายน 2552 ซึ่งมีนัยด้านการกำหนดแนวทางคุ้มครองพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญ และการทำให้เป็นพื้นที่สีเขียวเพื่อการอนุรักษ์ ในทางปฏิบัติ หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมและฐานข้อมูลภาครัฐมีการเผยแพร่เอกสารและชุดข้อมูลพื้นที่ชุ่มน้ำที่เกี่ยวข้องกับกรอบนโยบายดังกล่าว ซึ่งมักถูกใช้เป็นฐานอ้างอิงในการจัดทำแผนและกำหนดมาตรการคุ้มครอง

ห้า ข้อมูลเชิงสังคมและความรู้สึกของชุมชน เอกสารแนบมีคำบอกเล่าและการตีความเชิงสังคม เช่น การเปรียบเวียงหนองหล่มเป็นคลังอาหารของชาวบ้าน และความกังวลต่อการเปลี่ยนพื้นที่ชุ่มน้ำให้เป็นอ่างเก็บน้ำลึก สิ่งนี้ไม่ใช่ “ข้อเท็จจริงเชิงสถิติ” แต่เป็น “ข้อเท็จจริงเชิงประสบการณ์” ที่ต้องนำเสนออย่างระมัดระวังโดยให้พื้นที่ทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายคัดค้าน

จากการจัดวางข้อมูลทั้ง 5 ชุด จึงสามารถเขียนข่าวให้คมและไม่วนได้ โดยเดินเรื่องจาก “เหตุประชุมเร่งด่วน” ไปสู่ “คุณค่าและความเสี่ยง” แล้วเข้าสู่ “ปมขัดแย้งเชิงนโยบาย” ก่อนคลี่คลายด้วย “ทางออกเชิงกระบวนการ” และปิดท้ายด้วย “สถิติและกรอบอ้างอิง”

จุดเริ่มต้นของแรงสั่นสะเทือน หนังสือขอให้ยุติขุดลอก และคำถามเรื่องความคุ้มค่า

เวียงหนองหล่มไม่ใช่แค่แหล่งน้ำในแผนที่ แต่เป็นพื้นที่ที่ความทรงจำของชุมชนผูกอยู่กับจังหวะน้ำหลากน้ำลด และเป็นพื้นที่ที่นักธรรมชาติวิทยามองเห็นคุณค่าจากความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต

หนังสือที่ส่งถึงหน่วยงานระดับรัฐซึ่งเผยแพร่โดยเครือข่ายองค์กรด้านอนุรักษ์ ระบุเหตุผลหลักว่าโครงการขุดลอกกำลัง “เปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ประวัติศาสตร์” และ “ทำลายระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำอย่างร้ายแรง” พร้อมเตือนถึงผลกระทบระยะยาวที่อาจลามไปยังพื้นที่ชุ่มน้ำอื่นในลุ่มน้ำเดียวกัน รวมถึงหนองบงคายซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ

ประเด็นที่ทำให้สังคมหันมามอง คือขนาดของโครงการที่เครือข่ายอ้างว่าใช้งบประมาณรวม 3,880.85 ล้านบาท และมีเป้าหมายเพิ่มความจุน้ำ 24.22 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยต้องขุดลอกตะกอนปริมาณมากในพื้นที่กว้าง
เมื่อ “ตัวเลข” ใหญ่ระดับนี้ คำถามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ ความคุ้มค่าถูกนับอย่างไร และต้นทุนที่เป็นธรรมชาติกับวัฒนธรรมถูกนับรวมไว้แล้วหรือยัง

เวียงหนองหล่มในสายตานักอนุรักษ์ พื้นที่ชุ่มน้ำที่เป็นมากกว่าหนองน้ำ

ข้อมูลที่แนบระบุว่าเวียงหนองหล่มมีพื้นที่ประมาณ 14,091 ไร่ ครอบคลุมรอยต่ออำเภอแม่จันและเชียงแสน มีโบราณสถาน 53 แห่งในเขตเมืองโบราณโยนกนครและสิงหนวัตินคร และมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง ทั้งพืช ปลา และนกจำนวนมาก รวมถึงชนิดพันธุ์ถูกคุกคาม และมีการยก “นกแสกทุ่ง” เป็นกรณีสัญลักษณ์

เครือข่ายอนุรักษ์ยังเชื่อมเวียงหนองหล่มเข้ากับกรอบการจัดลำดับความสำคัญระดับประเทศ โดยอ้างถึงการบันทึกพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญของไทย และชี้ว่าเวียงหนองหล่มอยู่ในบริบทเดียวกับพื้นที่ชุ่มน้ำที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

ในมิติการอนุรักษ์ สาระสำคัญไม่ใช่การปฏิเสธการแก้ปัญหาน้ำ แต่คือการยืนยันว่า “พื้นที่ชุ่มน้ำทำงานแบบมีชีวิต” ทำหน้าที่ซับน้ำ กรองน้ำ เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ เป็นแหล่งอาหาร และเป็นฐานรายได้ของชุมชน หากเปลี่ยนโครงสร้างกายภาพอย่างรวดเร็ว ความสามารถเหล่านี้อาจหายไปโดยไม่สามารถย้อนคืน

มุมมองรัฐ โจทย์น้ำท่วม น้ำแล้ง และการจัดการตื้นเขินที่ลากยาวมาหลายปี

ฝั่งหน่วยงานรัฐไม่ได้ปฏิเสธคุณค่าพื้นที่ แต่ย้ำ “ปัญหาการบริหารจัดการน้ำ” ที่สะสมมานาน โดยเฉพาะการตื้นเขินและความเสี่ยงน้ำท่วมในฤดูฝน รวมถึงการขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง ซึ่งกระทบต่อเกษตรกรรมและคุณภาพชีวิต

การประชุมวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 ที่กรมทรัพยากรน้ำรายงานไว้ ระบุชัดว่า ที่ประชุมมีการให้ข้อมูลที่มาของโครงการโดยสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และมีการแจ้งข้อมูลการดำเนินงานโดยชลประทาน ขณะที่ผู้เข้าร่วมประชุมได้ให้คำแนะนำและข้อท้วงติงในด้านต่าง ๆ และจะมีการรวบรวมข้อเสนอแนะรายงานผู้ว่าราชการจังหวัดต่อไป
นี่สะท้อนว่า ภาครัฐเองรับรู้แรงเสียดทาน และเริ่มเปิดพื้นที่ให้ข้อท้วงติงเชิงวิชาการเข้ามาอยู่บนโต๊ะเดียวกับข้อมูลวิศวกรรม

PHOTO : Taksanai Muentip

ปมสำคัญไม่ใช่จะทำหรือไม่ทำ แต่คือทำแบบไหนให้ไม่ทำลายต้นทุนร่วม

เมื่อส่องให้ลึกกว่าคำว่า “พัฒนา” กับ “อนุรักษ์” ปมแท้จริงของเวียงหนองหล่มคือความยากในการทำให้ “สองเป้าหมาย” อยู่ร่วมกัน

ฝ่ายหนึ่งต้องการความมั่นคงด้านน้ำที่จับต้องได้ วัดผลได้ เป็นปริมาตรน้ำสำรอง เป็นโครงสร้างที่บริหารได้ในยามวิกฤต
อีกฝ่ายมองว่าการพัฒนาแบบเปลี่ยนหนองน้ำตื้นให้เป็นอ่างน้ำลึกและคันดินสูง อาจเท่ากับรื้อระบบนิเวศที่ทำงานเองตามธรรมชาติ และทำให้ชุมชนสูญเสียคลังอาหาร วิถีประมงพื้นบ้าน และโอกาสท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่ยั่งยืนกว่า

หนังสือเครือข่ายอนุรักษ์จึงเสนอ “ทางเบรก” ให้ยุติการดำเนินการในรูปแบบเดิม และเปิดวงหารืออย่างเป็นทางการร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ เพื่อพิจารณาทางเลือกที่เหมาะสม
ขณะที่ฝั่งรัฐส่งสัญญาณ “ทางทบทวน” ผ่านกระบวนการประชุมที่รวมหลายหน่วยงานและนักวิชาการ พร้อมจัดทำข้อเสนอแนะรายงานผู้ว่าราชการจังหวัด

กล่าวให้ชัด เวียงหนองหล่มกำลังเดินมาถึงทางแยกที่คำตอบแบบสุดโต่งทั้งสองฝั่งอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้าย สิ่งที่สังคมจับตาคือ “แบบจำลองการบริหารจัดการร่วม” ที่ใช้ทั้งวิศวกรรมและนิเวศวิทยาอยู่ในสมการเดียวกัน

ทางออกเชิงกระบวนการที่เริ่มปรากฏ รับฟังความเห็น สำรวจข้อมูลจริง และจัดโซนการใช้ประโยชน์

ในข้อมูลที่แนบ จังหวัดเชียงรายเสนอแนวทางเบื้องต้น 3 ส่วน ได้แก่ การเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น การสำรวจทางวิชาการด้านชนิดพันธุ์ และการจัดทำแผนแบ่งเขตการใช้ประโยชน์หรือโซนนิงเพื่อกำหนดเขตใช้ประโยชน์ เขตกันชน และพื้นที่อนุรักษ์  ข้อเสนอเชิงกระบวนการเช่นนี้มีความหมาย เพราะทำให้การตัดสินใจไม่ยึดติดอยู่กับเอกสารแผนงานเพียงอย่างเดียว แต่ต้องตอบคำถามว่า

  • ข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพล่าสุดเป็นอย่างไร
  • พื้นที่ใดเป็นแหล่งวางไข่หรืออนุบาลสัตว์น้ำ
  • พื้นที่ใดทับซ้อนโบราณสถานและภูมิทัศน์ประวัติศาสตร์
  • พื้นที่ใดเป็นทุ่งหญ้าหรือพื้นที่หากินของสัตว์เลี้ยงและสัตว์ป่า
  • ที่สำคัญ ชุมชนสูญเสียหรือได้ประโยชน์อย่างไรในแต่ละทางเลือก

หากทำให้คำถามเหล่านี้มีคำตอบบนข้อมูลจริง การจัดโซนจะไม่ใช่คำสวยหรู แต่เป็นเครื่องมือชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์สาธารณะกับการคุ้มครองมรดกธรรมชาติและวัฒนธรรม

นัยของการอ้างกรอบพื้นที่ชุ่มน้ำระดับประเทศ จาก “พื้นที่สีเขียว” สู่การกำกับโครงการขนาดใหญ่

เอกสารที่แนบย้ำมติคณะรัฐมนตรี 3 พฤศจิกายน 2552 ว่าด้วยแนวทางการคุ้มครองพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญ และการส่งเสริมให้เป็นพื้นที่สีเขียวเพื่อการอนุรักษ์ ซึ่งสะท้อนว่า เวียงหนองหล่มไม่ควรถูกมองเป็นเพียงพื้นที่รกร้างรอการปรับปรุง แต่เป็นทรัพยากรร่วมที่มีกรอบกำกับในระดับประเทศ

ในเชิงนโยบาย จุดสำคัญคือการทำให้โครงการด้านน้ำขนาดใหญ่ “เคารพกรอบพื้นที่ชุ่มน้ำ” ไม่ใช่เดินคนละทิศกับนโยบายสิ่งแวดล้อม และหากมีข้อยกเว้น ต้องชี้แจงด้วยเหตุผลและมาตรการเยียวยาที่จับต้องได้

บทเรียนเชิงสังคมที่เวียงหนองหล่มกำลังส่งสัญญาณ การพัฒนาที่ไม่ฟังเสียงพื้นที่อาจกลายเป็นความขัดแย้งยืดเยื้อ

เสียงของเครือข่ายอนุรักษ์และชุมชนจำนวนหนึ่งสะท้อนความกลัวที่ไม่ใช่เรื่องนามธรรม แต่เป็นความมั่นคงทางอาหารและรายได้
หากสัตว์น้ำพื้นถิ่นลดลง ประมงพื้นบ้านหายไป
หากนกหายากหายไป โอกาสท่องเที่ยวเชิงนิเวศหายไป
หากโบราณสถานและภูมิทัศน์ประวัติศาสตร์ถูกกระทบ มรดกที่สร้างคืนไม่ได้ก็หายไป

ขณะที่รัฐเองก็เผชิญแรงกดดันด้านความมั่นคงน้ำในยุคอากาศแปรปรวน น้ำท่วมฉับพลันและภัยแล้งยาวนานเกิดถี่ขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศ สิ่งที่ทำให้เวียงหนองหล่มแตกต่างคือ พื้นที่นี้ไม่ใช่พื้นที่น้ำล้วน ๆ แต่เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีชีวิตและความหมายทางประวัติศาสตร์ การตัดสินใจจึงต้องละเอียดกว่าเดิม

สังคมจับตา จะหยุดเพื่อทบทวนหรือเดินหน้าพร้อมมาตรการคุ้มครองที่พิสูจน์ได้

จากรายงานของกรมทรัพยากรน้ำ การประชุมได้รวบรวมข้อเสนอแนะเพื่อรายงานผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งตีความได้ว่า “ช่องทางทบทวน” ถูกเปิดขึ้นแล้วในระดับจังหวัด
ขณะที่หนังสือของเครือข่ายอนุรักษ์เสนอให้ “ยุติโครงการโดยด่วน” และจัดหารืออย่างเป็นทางการร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ

ทางออกที่มีโอกาสลดความขัดแย้งที่สุดในทางปฏิบัติ มักไม่ใช่คำตอบแบบตัดสินฝ่ายเดียว แต่คือ
หนึ่ง การหยุดกิจกรรมที่เสี่ยงสูงในพื้นที่อ่อนไหวที่สุดชั่วคราวเพื่อสำรวจข้อมูล
สอง การเปิดเผยข้อมูลโครงการและข้อมูลฐานทรัพยากรที่ใช้ตัดสินใจให้ตรวจสอบได้
สาม การออกแบบโซนการใช้ประโยชน์ที่มีขอบเขตชัด และมีมาตรการคุมผลกระทบที่วัดผลได้
สี่ การกำหนดกลไกติดตามระยะยาวที่มีตัวแทนชุมชน นักวิชาการ และหน่วยงานรัฐร่วมกัน

หากทำได้ เวียงหนองหล่มอาจกลายเป็นกรณีตัวอย่างของการจัดการน้ำที่ไม่แลกด้วยการทำลายระบบนิเวศ และเป็นตัวอย่างของการพัฒนาแบบเคารพธรรมชาติและวัฒนธรรมไปพร้อมกัน

สิ่งที่ประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทำได้ทันที

ติดตามประกาศจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับเวทีรับฟังความคิดเห็น และเข้าร่วมให้ข้อมูลเชิงประสบการณ์จริงของพื้นที่ รวบรวมข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ เช่น จุดหากินประมงพื้นบ้าน จุดทุ่งหญ้า จุดที่พบชนิดพันธุ์สำคัญ เพื่อส่งให้คณะทำงานเชิงพื้นที่ สนับสนุนให้เกิดการสื่อสารหลายภาษาและรูปแบบที่เข้าถึงได้ สำหรับกลุ่มชาติพันธุ์และผู้ที่อยู่นอกระบบข้อมูลข่าวสาร เรียกร้องให้เผยแพร่ข้อมูลโครงการฉบับสรุปที่ประชาชนอ่านเข้าใจได้ โดยไม่ลดทอนสาระสำคัญ

สถิติและข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับประเด็น

  1. ขนาดพื้นที่เวียงหนองหล่ม
    ประมาณ 14,091 ไร่ ตามหนังสือและแถลงการณ์ของเครือข่ายอนุรักษ์
  2. ข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพที่ถูกยกเป็นเหตุผลหลักของฝ่ายคัดค้าน
    พืชอย่างน้อย 286 ชนิด ปลา 143 ชนิด นกไม่น้อยกว่า 200 ชนิด และมีชนิดพันธุ์ถูกคุกคามอย่างน้อย 9 ชนิด รวมถึงนกแสกทุ่ง
  3. ตัวเลขโครงการที่ถูกตั้งคำถามเรื่องผลกระทบ
    งบประมาณรวม 3,880.85 ล้านบาท เป้าหมายเพิ่มกักเก็บน้ำ 24.22 ล้านลูกบาศก์เมตร ขุดลอกพื้นที่ราว 2,500 ไร่ ปริมาณตะกอนราว 10.437 ล้านลูกบาศก์เมตร
  4. หลักฐานการเปิดวงหารือในระดับจังหวัด
    กรมทรัพยากรน้ำระบุว่ามีการประชุมหารือกรณีหนังสือมูลนิธิสืบนาคะเสถียร โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเป็นประธาน และมีการให้ข้อมูลที่มาของโครงการโดยสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ พร้อมข้อมูลการดำเนินงานโดยชลประทาน และรวบรวมข้อเสนอแนะเพื่อรายงานผู้ว่าราชการจังหวัด
  5. บริบทพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญในระดับประเทศและสากล
    หนองบงคายถูกอ้างถึงในฐานะพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ และอยู่ในบริบทลุ่มน้ำเดียวกันตามข้อกังวลของเครือข่ายอนุรักษ์
    กรอบข้อมูลและเอกสารด้านพื้นที่ชุ่มน้ำของไทยที่เผยแพร่โดยหน่วยงานรัฐเป็นฐานอ้างอิงเชิงนโยบายในการคุ้มครองพื้นที่ชุ่มน้ำ
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กรมทรัพยากรน้ำ ข่าวประชาสัมพันธ์การเข้าร่วมประชุมหารือแนวทางแก้ไขปัญหาพื้นที่เวียงหนองหล่ม วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569
  • มูลนิธิสืบนาคะเสถียร เอกสารและแถลงการณ์ขอให้ยุติโครงการพัฒนาแหล่งน้ำเวียงหนองหล่ม ลงวันที่ 28 มกราคม 2569
  • สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ฐานข้อมูลและเอกสารกรอบพื้นที่ชุ่มน้ำและบัญชีรายชื่อพื้นที่ชุ่มน้ำที่เกี่ยวข้องกับมติคณะรัฐมนตรี 3 พฤศจิกายน 2552
  • สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ข้อมูลภาพรวมพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญของไทยและการขึ้นทะเบียนแรมซาร์ โดยกล่าวถึงหนองบงคายในจังหวัดเชียงราย
  • lannernews
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

มหาลัยแม่ฟ้าหลวงจับมือ 3 สถาบันแก้ปัญหาสารหนูเกินมาตรฐานในแม่น้ำเชียงราย พร้อมเร่งหาแหล่งน้ำดิบสำรอง

มหาวิทยาลัยจับมือแก้ปัญหาน้ำเชียงราย เมื่อสารหนูยังเกินมาตรฐานบางจุด รัฐเร่งคุมความเสี่ยงและหาทางเลือกน้ำดิบใหม่

เชียงราย,29 มกราคม 2569 – ในจังหวัดที่แม่น้ำคือทั้งเส้นเลือดของเกษตรกรรม และต้นทางของน้ำประปาที่หล่อเลี้ยงชีวิตประจำวัน คำถามว่า “น้ำที่เราใช้ทุกวันปลอดภัยแค่ไหน” ไม่ใช่ประเด็นเชิงเทคนิคอีกต่อไป แต่เป็นประเด็นความมั่นคงของสุขภาพ เศรษฐกิจครัวเรือน และความเชื่อมั่นต่อระบบบริการสาธารณะ

ตลอดปี 2568 ชื่อของแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ถูกพูดถึงถี่ขึ้นในฐานะพื้นที่เฝ้าระวังคุณภาพน้ำจากการปนเปื้อนโลหะหนัก โดยเฉพาะสารหนู ซึ่งกรมควบคุมมลพิษติดตามตรวจสอบต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมีนาคม 2568 แม้ในบางช่วงหน่วยงานรัฐยืนยันว่าการผลิตน้ำประปายังเป็นไปตามมาตรฐานและประชาชนสามารถใช้น้ำได้ตามปกติ แต่รายงานล่าสุดของกรมควบคุมมลพิษ ณ วันที่ 6 มกราคม 2569 ชี้ว่าภาพรวมคุณภาพน้ำผิวดินในบางจุดยังมีสารหนูเกินมาตรฐานคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดิน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร

ภาพรวมล่าสุดจากการติดตามของกรมควบคุมมลพิษ น้ำผิวดินยังมีจุดเสี่ยงที่ต้องจับตา

รายงานสรุปการติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำผิวดินของกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งประมวลผลข้อมูลต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมีนาคม 2568 ระบุว่าในการตรวจวัดครั้งที่ 14 เดือนธันวาคม 2568 ยังพบสภาพน้ำขุ่นและมีสีผิดปกติในบางช่วง และพบค่าสารหนูเกินมาตรฐานในบางจุดสำคัญของลุ่มน้ำ

ในบทวิเคราะห์ของรายงานเดียวกัน ระบุว่าแม่น้ำกกบริเวณสะพานมิตรภาพแม่นาวาง ท่าตอน มีค่าสารหนู 0.011 มิลลิกรัมต่อลิตร และแม่น้ำสายทุกจุดตรวจวัดอยู่ช่วง 0.011 ถึง 0.014 มิลลิกรัมต่อลิตร ขณะที่แม่น้ำโขงบางจุดในตำบลเวียง อำเภอเชียงแสนอยู่ช่วง 0.014 ถึง 0.017 มิลลิกรัมต่อลิตร ส่วนแม่น้ำรวกอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานทุกจุดในการสรุปครั้งดังกล่าว

รายงานยังให้ภาพที่ “ลึกกว่าแค่ตัวเลข” เพราะอธิบายเงื่อนไขด้านฤดูกาลว่าในช่วงฤดูฝนและช่วงที่มีฝนตกต่อเนื่อง ปริมาณน้ำท่าที่มากอาจทำให้โลหะหนักบางชนิดเจือจางจนอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน แต่จุดที่ยังเกินมาตรฐานอาจเป็นพื้นที่ใกล้แหล่งกำเนิด ซึ่งการเจือจางยังไม่เพียงพอ

ในเชิงความหมายต่อชีวิตประจำวัน รายงานระบุชัดว่า หากสารหนูในน้ำผิวดินเกิน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร อาจส่งผลต่อสุขภาพหากนำไปอุปโภคบริโภคโดยไม่ผ่านการปรับปรุงคุณภาพ และยังอาจกระทบต่อสัตว์น้ำ กิจกรรมทางน้ำ และการประมง

น้ำประปาปลอดภัยแค่ไหน แยกให้ออกระหว่างมาตรฐานน้ำดิบกับมาตรฐานน้ำดื่ม

เมื่อคำว่า “สารหนู” ปรากฏในรายงานน้ำผิวดิน ความกังวลของประชาชนมักพุ่งตรงไปที่ “น้ำประปา” ทันที แต่ในทางวิชาการและทางปฏิบัติ ระบบประปาจะถูกประเมินด้วยเกณฑ์คุณภาพน้ำบริโภคหลังผ่านกระบวนการผลิต ซึ่งมีค่ามาตรฐานที่ต่างจากการประเมินคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดิน

เอกสารมาตรฐานน้ำบริโภคของหน่วยงานไทยระบุค่ากำหนดที่ใช้อ้างอิงกันทั่วไป โดยสารหนูไม่เกิน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร และแบเรียมไม่เกิน 0.7 มิลลิกรัมต่อลิตร ความหมายคือ ต่อให้แหล่งน้ำดิบมีความเสี่ยง ระบบผลิตน้ำที่มีประสิทธิภาพสามารถลดความเข้มข้นลงได้ แต่ต้นทุนในการทำให้ “ปลอดภัยสม่ำเสมอ” จะสูงขึ้นทันทีเมื่อความเสี่ยงในต้นน้ำยืดเยื้อ

ข้อมูลสาธารณะจากภาครัฐในปี 2568 เคยย้ำว่าการใช้น้ำประปาในพื้นที่สามารถทำได้ตามปกติ พร้อมให้ประชาชนติดตามผลตรวจจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ กระนั้น การที่กรมควบคุมมลพิษยังพบจุดที่สารหนูเกินมาตรฐานน้ำผิวดินในปลายปี 2568 ทำให้คำถามของประชาชนขยับจาก “วันนี้ใช้ได้ไหม” ไปสู่ “อีก 3 ปี 5 ปี จะต้องจ่ายเพิ่มแค่ไหนเพื่อความปลอดภัยเท่าเดิม”

ต้นทุนที่มองไม่เห็น ค่าใช้จ่ายที่บ้านต้องแบก และแรงกดดันต่อระบบสาธารณะ

ปัญหาคุณภาพน้ำไม่จบลงที่รายงาน แต่จบลงที่ใบเสร็จและความรู้สึกไม่มั่นใจในครัวเรือน เมื่อความเสี่ยงถูกมองว่ายืดเยื้อ บ้านจำนวนมากเริ่มลงทุนกับเครื่องกรองน้ำหรือซื้อภาชนะสำรองน้ำเพื่อความสบายใจ แม้จะเป็นการป้องกันเชิงพฤติกรรม แต่สะท้อนชัดว่า “ต้นทุนสุขภาพ” และ “ต้นทุนความกังวล” กำลังถูกผลักจากระดับนโยบายลงมาที่ระดับบ้าน

ด้านโครงสร้างระบบ ภาคนโยบายเริ่มขยับไปที่การเพิ่มความมั่นคงน้ำดิบในระยะยาว โดยสื่อสาธารณะรายงานว่า การประปาส่วนภูมิภาคมีแนวคิดพัฒนาแหล่งน้ำดิบใหม่เพื่อเสริมระบบผลิตน้ำประปาในจังหวัด และมีการพูดถึงกรอบงบลงทุนโครงสร้างพื้นฐานหลักพันล้านบาท รวมถึงแนวคิดใช้น้ำแม่ลาวและแหล่งน้ำอื่นเป็นทางเลือก

นัยสำคัญของเรื่องนี้อยู่ที่โจทย์เชิงความเป็นธรรม หากต้นทุนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ใครจะเป็นผู้จ่าย ระหว่างรัฐ ผู้ใช้น้ำ และผู้ประกอบการในพื้นที่ ในขณะที่ต้นตอความเสี่ยงบางส่วนถูกมองว่าเป็นปัญหาข้ามพรมแดน ซึ่งผู้ได้รับผลกระทบไม่ใช่ผู้ก่อปัญหาโดยตรง

เมื่อปัญหาข้ามพรมแดน ต้องใช้ความรู้ข้ามสถาบัน

ท่ามกลางความซับซ้อนดังกล่าว ข้อมูลที่แนบมาระบุว่าเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 มีการประชุมหารือความร่วมมือทางวิชาการครั้งที่ 2 ที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ร่วมกับสถาบันพันธมิตร ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงราย และมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เพื่อขับเคลื่อนการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนในจังหวัดเชียงรายอย่างเป็นระบบ

สาระสำคัญตามเอกสารประกอบการประชุมที่ผู้สื่อข่าวได้รับ คือการเปลี่ยนพลังวิชาการให้เป็นพลังทางสังคมผ่าน 4 แนวทาง ได้แก่ ความมั่นคงด้านน้ำด้วยการทำแผนที่พิกัดสถานีผลิตน้ำประปาหมู่บ้าน การจัดการขยะต้นทาง การยกระดับมาตรฐานการตรวจสอบคุณภาพน้ำ และการบูรณาการฐานข้อมูลงานวิจัยเพื่อหลีกเลี่ยงการทำงานซ้ำซ้อน

แม้รายละเอียดการประชุมชุดนี้ยังต้องติดตามเอกสารทางการจากเจ้าของข้อมูลเพื่อการอ้างอิงสาธารณะอย่างเป็นทางการ แต่แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับปัญหาที่กรมควบคุมมลพิษสะท้อนในรายงาน คือความเสี่ยงที่ยืดเยื้อและกระจายตัวในหลายลุ่มน้ำ ไม่ใช่ปัญหาจุดเดียว

จุดที่ต้องทำให้ชัด แผนที่และมาตรฐานคือจุดเริ่ม แต่การสื่อสารคือจุดชี้ขาด

สิ่งที่ทำให้การจัดการปัญหาน้ำแตกต่างจากมลพิษประเภทอื่น คือความถี่ในการสัมผัส น้ำถูกใช้ทุกวันและเข้าสู่ร่างกายได้หลายช่องทาง หากการสื่อสารความเสี่ยงไม่ชัด ประชาชนจะตัดสินใจด้วยความกลัวมากกว่าข้อเท็จจริง และสิ่งที่ตามมาคือค่าใช้จ่ายส่วนเกินจำนวนมากโดยไม่จำเป็น

รายงานของกรมควบคุมมลพิษให้บทเรียนเชิงระบบที่ควรถูกสื่อสารให้เข้าใจง่าย กล่าวคือ น้ำผิวดินบางจุดยังมีสารหนูเกินมาตรฐาน และหากจะนำน้ำลักษณะนั้นไปใช้อุปโภคบริโภค ต้องผ่านการปรับปรุงคุณภาพก่อน ในเวลาเดียวกัน ภาครัฐเคยสื่อสารว่าระบบประปายังใช้งานได้ตามปกติในช่วงเวลาที่รายงานต่อสาธารณะ การทำให้สองประโยคนี้อยู่ร่วมกันได้โดยไม่ทำให้คนแตกตื่น ต้องอาศัยการเปิดข้อมูลแบบต่อเนื่องและอธิบายความแตกต่างระหว่างน้ำดิบกับน้ำประปาอย่างเป็นระบบ

ย้อนไทม์ไลน์จากปี 2568 ถึงต้นปี 2569 ตัวเลขที่ชี้ว่าความเสี่ยงยังไม่จบ

หากเรียงเหตุการณ์ตามวันเดือนปี ภาพจะชัดขึ้น ช่วงเดือนพฤษภาคม 2568 หน่วยงานภาครัฐสื่อสารต่อสาธารณะถึงการตรวจพบสารหนูในแม่น้ำสำคัญบางจุด และแนวทางติดตามประเมินผล รวมถึงการยืนยันมาตรการดูแลประชาชนในด้านน้ำอุปโภคบริโภค

ต่อเนื่องมาถึงรายงานสรุปข้อมูล ณ วันที่ 6 มกราคม 2569 กรมควบคุมมลพิษชี้ว่าเดือนธันวาคม 2568 ยังมีจุดที่สารหนูเกินมาตรฐานน้ำผิวดินในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำโขงบางช่วง ขณะที่แม่น้ำรวกอยู่ในเกณฑ์ ตัวเลขสำคัญที่ปรากฏในบทวิเคราะห์ เช่น ค่าสารหนูในแม่น้ำสายอยู่ช่วง 0.011 ถึง 0.014 มิลลิกรัมต่อลิตร และแม่น้ำโขงบางจุดอยู่ช่วง 0.014 ถึง 0.017 มิลลลิกรัมต่อลิตร เทียบกับเส้นมาตรฐาน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร

ในมุมมองเชิงนโยบาย นี่คือเหตุผลว่าทำไมรัฐจึงต้องพูดถึงการเพิ่มความมั่นคงน้ำดิบและโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาว รวมถึงการลงทุนเพื่อรองรับความผันผวนของแหล่งน้ำและความเสี่ยงด้านคุณภาพ

สิ่งที่ประชาชนและชุมชนทำได้ทันที โดยไม่ต้องรอคำสั่งจากส่วนกลาง

รู้จักข้อมูลของพื้นที่ตัวเอง ติดตามประกาศและผลตรวจจากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง และสังเกตความเปลี่ยนแปลงของน้ำในช่วงฤดูฝนและหลังฝนตกหนัก เพราะรายงานชี้ว่าปัจจัยฤดูกาลมีผลต่อความขุ่นและการเจือจางของสารปนเปื้อน

แยกการใช้น้ำให้เหมาะกับความเสี่ยง หากมีความกังวล ให้ใช้แนวทางป้องกันแบบสมเหตุสมผล เช่น น้ำดื่มควรผ่านการจัดการที่ได้มาตรฐาน และติดตามคำแนะนำจากหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ โดยยึดเกณฑ์มาตรฐานน้ำบริโภคที่กำหนดสารหนูไม่เกิน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร และแบเรียมไม่เกิน 0.7 มิลลิกรัมต่อลิตร

หนุนการเปิดข้อมูลเชิงระบบ สนับสนุนให้ท้องถิ่นและหน่วยงานผู้ผลิตน้ำเผยแพร่ผลตรวจแบบสม่ำเสมอในรูปแบบที่คนอ่านเข้าใจง่าย เพราะความโปร่งใสเป็นกลไกสร้างความเชื่อมั่นมากกว่าคำยืนยันลอย ๆ

สนับสนุนงานวิชาการที่ทำให้ข้อมูลใช้ได้จริง เช่น แผนที่สถานีผลิตน้ำประปาหมู่บ้านและมาตรฐานการตรวจสอบร่วมกัน เพราะเมื่อปัญหากระจายหลายลุ่มน้ำ การมีข้อมูลกลางช่วยลดความสับสนและลดการทำงานซ้ำซ้อน

จากความเสี่ยงในสายน้ำ สู่การตัดสินใจเชิงระบบของจังหวัด

ภาพใหญ่ของเชียงรายในวันนี้ไม่ใช่การเลือกระหว่าง “ตื่นตระหนก” กับ “เชื่อมั่นแบบไม่ตั้งคำถาม” แต่คือการยืนอยู่บนข้อมูลที่ตรวจสอบได้ แล้วขยับไปสู่การจัดการเชิงระบบ

รายงานของกรมควบคุมมลพิษยืนยันว่าปลายปี 2568 ยังมีจุดที่สารหนูในน้ำผิวดินเกินมาตรฐาน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตรในบางช่วงของแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำโขง ขณะที่แม่น้ำรวกอยู่ในเกณฑ์ ข้อมูลรัฐในปี 2568 เคยย้ำแนวทางดูแลประชาชนด้านน้ำอุปโภคบริโภคและการติดตามอย่างต่อเนื่อง และภาคนโยบายมีการพูดถึงการเพิ่มความมั่นคงน้ำดิบและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคต

เมื่อรวมกับความพยายามของภาควิชาการตามข้อมูลการประชุมที่แนบมา โจทย์สำคัญต่อไปจึงไม่ใช่แค่ตรวจพบอะไร แต่เป็นการทำให้ข้อมูลนั้นกลายเป็นแผนที่มาตรการ และการสื่อสารความเสี่ยงที่ประชาชนใช้ตัดสินใจได้จริง เพราะสุดท้ายแล้ว ความมั่นคงของน้ำไม่ใช่เรื่องไกลตัว มันอยู่ในแก้วน้ำ บนโต๊ะอาหาร และในต้นทุนสุขภาพของทุกครอบครัว

สถิติและข้อมูลสำคัญที่ใช้ประกอบการรายงาน

  • กรมควบคุมมลพิษสรุปผลติดตามตรวจสอบตั้งแต่เดือนมีนาคม 2568 และระบุว่าในผลตรวจวัดครั้งที่ 14 เดือนธันวาคม 2568 ยังพบค่าสารหนูเกินมาตรฐานน้ำผิวดิน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตรในบางจุดของแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำโขง
  • ค่าที่รายงานในบทวิเคราะห์ เช่น แม่น้ำสายทุกจุดตรวจวัดช่วง 0.011 ถึง 0.014 มิลลลิกรัมต่อลิตร และแม่น้ำโขงบางจุดช่วง 0.014 ถึง 0.017 มิลลลิกรัมต่อลิตร เทียบกับเส้นมาตรฐาน 0.01 มิลลลิกรัมต่อลิตร
  • เกณฑ์มาตรฐานน้ำบริโภคของหน่วยงานไทยที่ใช้อ้างอิงทั่วไป ระบุสารหนูไม่เกิน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร และแบเรียมไม่เกิน 0.7 มิลลลิกรัมต่อลิตร
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมควบคุมมลพิษ
  • ส่วนบริหารงานวิจัย สถาบันวิจัยและนวัตกรรมมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
  • The Mekong Butterfly
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

เทศบาลนครเชียงราย จับมือ วว. ยกระดับสวนตุงและโคม สู่ต้นแบบสวนสาธารณะลดฝุ่น PM2.5 เพื่อสุขภาพคนเมือง

เทศบาลนครเชียงรายผนึก วว. ยกระดับ “สวนตุงและโคม” สู่ต้นแบบสวนสาธารณะลดฝุ่น PM2.5 กลางเมือง เดิมพันใหม่ของสุขภาวะเมืองในฤดูฝุ่น

เชียงราย, 22 มกราคม 2569 — ในช่วงเวลาที่คำว่า “ฝุ่น PM2.5” ไม่ใช่ประเด็นตามฤดูกาลอีกต่อไป แต่กลายเป็นความเสี่ยงต่อสุขภาพที่ประชาชนต้องเผชิญซ้ำๆ ทุกปี เมืองที่อยากให้คน “ออกมาใช้ชีวิตกลางแจ้ง” ย่อมหนีไม่พ้นคำถามสำคัญว่า จะทำอย่างไรให้พื้นที่สาธารณะปลอดภัยพอสำหรับเด็ก ผู้สูงอายุ และคนทำงานที่ต้องการพื้นที่ออกกำลังกายหลังเลิกงาน

เทศบาลนครเชียงรายเลือกตอบคำถามนี้ด้วยการยกระดับ “สวนตุงและโคมนครเชียงราย” ให้เป็น “สวนสาธารณะต้นแบบลดฝุ่น PM2.5 กลางเมือง” ผ่านความร่วมมือกับ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ซึ่งเข้ามาเสริมฐานวิชาการและนวัตกรรมด้านพืชพรรณ/ภูมิทัศน์ ภายใต้แนวคิดการพัฒนาเชิง “ธรรมชาติบำบัด” เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวและยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อมควบคู่สุขภาวะของคนทุกช่วงวัย

ปัญหาที่เมืองต้องเผชิญ เมื่อ PM2.5 ไม่ใช่ “ข่าวไกลตัว”

PM2.5 เป็นฝุ่นละอองขนาดเล็กมากที่สามารถแทรกซึมเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจและส่งผลต่อสุขภาพ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงอย่างเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว แนวทางสากลขององค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ปรับ “ค่าคำแนะนำ” ให้เข้มงวดขึ้นใน Global Air Quality Guidelines (2021) สะท้อนหลักฐานวิชาการที่ชี้ความเสี่ยงต่อสุขภาพแม้ในระดับความเข้มข้นที่เคยถูกมองว่า “ไม่สูงมาก”

ในอีกด้าน ประเทศไทยมีเกณฑ์มาตรฐาน PM2.5 ที่ใช้กำกับดูแลคุณภาพอากาศ (ทั้งค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงและค่าเฉลี่ยรายปี) ซึ่งเป็นกรอบสำคัญของหน่วยงานรัฐในการแจ้งเตือนและบริหารสถานการณ์
อย่างไรก็ดี “มาตรฐาน” ไม่ได้แปลว่า “ไร้ความเสี่ยง” และนี่คือเหตุผลที่เมืองจำนวนมากเริ่มหันมาทำงานเชิงรุก สร้างพื้นที่ที่ปลอดภัยขึ้นสำหรับกิจกรรมกลางแจ้ง ควบคู่กับมาตรการลดแหล่งกำเนิดมลพิษ

สวนตุงและโคม” จากพื้นที่พักผ่อน สู่โครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพเมือง

สำหรับเชียงราย “สวนตุงและโคม” คือพื้นที่สีเขียวที่มีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ เพราะตั้งอยู่ใจกลางเมือง รายล้อมด้วยสถานศึกษา ชุมชน และย่านการค้า ทำให้มีประชาชนหลากหลายวัยเข้าใช้บริการต่อเนื่อง การยกระดับครั้งนี้จึงไม่ได้มองสวนเป็น “พื้นที่สวยงาม” เพียงอย่างเดียว แต่ตีความสวนใหม่ให้เป็น “โครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพ” ที่ต้องตอบโจทย์การใช้งานจริงมากขึ้น ตั้งแต่เวลาเปิดบริการไปจนถึงกิจกรรมที่หลากหลาย

แนวทางหลักที่เทศบาลเสนอ คือการขยายช่วงเวลาเปิดให้บริการ “ตั้งแต่เช้าจนถึงค่ำ” เพื่อรองรับการออกกำลังกาย การพักผ่อน การเรียนรู้ และกิจกรรมชุมชนให้เต็มศักยภาพ พร้อมจัดวางอุปกรณ์ออกกำลังกายและพื้นที่กิจกรรมที่เหมาะสมกับเด็ก เยาวชน และผู้สูงอายุ ให้สวนเป็นพื้นที่ที่ทุกคน “เข้าถึงได้” และ “อยากใช้ซ้ำ” ไม่ใช่แค่แวะถ่ายรูปแล้วจากไป

บทบาทของ วว.  เติมวิทยาศาสตร์ให้ “พื้นที่สีเขียว” ทำงานได้จริง

หัวใจของข่าวนี้คือ “การจับมือกับหน่วยงานวิทยาศาสตร์” เพื่อทำให้เป้าหมายเรื่องฝุ่นเป็นมากกว่าสโลแกน วว.เข้ามามีบทบาทในโครงการปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและลดมลภาวะฝุ่น PM2.5 โดยมีความร่วมมือเชิงวิชาการกับมหาวิทยาลัย (ปรากฏชื่อมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒในฐานะภาคีด้านวิชาการ) และมีนักวิจัย/หัวหน้าโครงการร่วมขับเคลื่อน

จากข้อมูลการสื่อสารของ วว. การพัฒนา “สวนตุงและโคม” ถูกวางให้เป็นตัวอย่างของการประยุกต์ใช้ความรู้ด้านพืชพรรณและภูมิทัศน์เพื่อประโยชน์สาธารณะ ไม่ใช่เพียงปลูกต้นไม้เพิ่ม แต่ต้องเลือกชนิดพืช วิธีปลูก การดูแล และการจัดวางให้สอดคล้องกับสภาพเมือง/ทิศทางลม/กิจกรรมการใช้งานจริง รวมถึงการต่อยอดไปสู่โมเดลที่หน่วยงานท้องถิ่นอื่นสามารถเรียนรู้และปรับใช้ได้

ธรรมชาติบำบัด” ไม่ใช่คำสวยงาม แต่คือการออกแบบเพื่อพฤติกรรมสุขภาพ

แนวคิด “ธรรมชาติบำบัด” ที่ถูกระบุในการพัฒนา สามารถอ่านได้อย่างเป็นรูปธรรมในสามมิติ

มิติที่หนึ่ง  สภาพแวดล้อมเอื้อต่อการเคลื่อนไหว (Active living)
สวนที่ดีต้องทำให้การเดิน–วิ่ง–ออกกำลังกาย “เป็นเรื่องง่าย” และ “รู้สึกปลอดภัย” โดยเฉพาะเมื่อเทศบาลตั้งเป้าขยายเวลาเปิดบริการถึงช่วงค่ำ ประเด็นอย่างแสงสว่าง ความสะอาด ความปลอดภัยทางกายภาพ และการเข้าถึงของผู้สูงอายุ/ผู้พิการ จะกลายเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จที่สำคัญไม่แพ้จำนวนต้นไม้

มิติที่สอง  สุขภาวะทางใจ (Mental well-being)
ในโลกที่ผู้คนมีความเครียดสูงขึ้น พื้นที่สีเขียวทำหน้าที่เป็น “พื้นที่พักใจ” ของเมืองได้จริง หากออกแบบให้มีมุมสงบ มีร่มเงา มีความต่อเนื่องของทางเดิน และลดสิ่งรบกวน โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยวและเมืองการศึกษาอย่างเชียงราย สวนกลางเมืองที่ใช้งานได้จริงคือสินทรัพย์สาธารณะที่ประเมินค่าเป็นตัวเลขยาก แต่สะท้อนในคุณภาพชีวิตที่สัมผัสได้

มิติที่สาม  การลดความเสี่ยงจากมลพิษ (Risk reduction)
การเพิ่มพื้นที่สีเขียวและการจัดการพืชพรรณสามารถช่วยบรรเทามลพิษได้ในระดับหนึ่ง แต่ต้องย้ำว่า “สวน” ไม่สามารถแทนมาตรการลดแหล่งกำเนิดได้ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม สวนที่ออกแบบดีสามารถทำหน้าที่เป็น “พื้นที่หลบภัยเชิงพฤติกรรม” (คนมีพื้นที่ออกกำลังกายในสภาพแวดล้อมที่ดีกว่า) และเป็นจุดตั้งต้นของการสื่อสารความเสี่ยง (ติดป้ายความรู้/ระบบแจ้งเตือนคุณภาพอากาศ/แนวทางป้องกันตนเอง)

คำถามเชิงนโยบาย  “ปลอดฝุ่น” วัดอย่างไร และใครตรวจสอบ?

จุดแข็งของโครงการนี้คือการยืนบนฐานวิชาการจาก วว. แต่ในมุมข่าวเชิงลึก ยังมีคำถามสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ

  1. จะมีระบบตรวจวัด PM2.5 ในพื้นที่สวนอย่างต่อเนื่องหรือไม่
    หากเป้าหมายคือ “ค่าฝุ่นต่ำที่สุดแห่งหนึ่งในเขตเมือง” การสื่อสารต่อประชาชนควรมาพร้อมข้อมูลที่ตรวจสอบได้ เช่น จุดตรวจวัดภายในสวน/รายงานรายเดือน/การเปรียบเทียบก่อน–หลังการปรับภูมิทัศน์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและต่อยอดเป็นต้นแบบให้เมืองอื่น
  2. มาตรฐานอ้างอิงใช้ชุดใด
    ประเทศไทยมีเกณฑ์มาตรฐาน PM2.5 สำหรับการบริหารจัดการคุณภาพอากาศ
    ขณะที่ WHO มีค่าคำแนะนำที่เข้มงวดกว่าในปี 2021
    การสื่อสารอย่างมืออาชีพควรระบุชัดว่า “ทำให้ดีขึ้นเมื่อเทียบกับอะไร” และ “ลดความเสี่ยงให้กลุ่มใด” เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน
  3. การดูแลระยะยาวและงบประมาณบำรุงรักษา
    สวนสาธารณะเป็น “ระบบที่ต้องดูแล” ไม่ใช่โครงการที่จบเมื่อสร้างเสร็จ เมืองควรมีแผนบำรุงรักษาพืชพรรณ การจัดการขยะ ระบบแสงสว่าง ความปลอดภัย และการมีส่วนร่วมของชุมชน เพราะสวนที่ปล่อยให้ทรุดโทรม จะกลายเป็นต้นทุนสังคมมากกว่าประโยชน์

มุมสะท้อนต่อชีวิตชุมชน  จาก “พื้นที่ผ่าน” สู่ “พื้นที่ของเรา”

หากมองให้ลึกกว่าภูมิทัศน์ การยกระดับสวนตุงและโคมมีนัยสำคัญต่อโครงสร้างชีวิตเมือง 3 ประการ

ลดความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพ การออกกำลังกายและการเข้าถึงพื้นที่สีเขียวไม่ควรเป็นสิทธิ์ของคนที่มีเวลา/มีรถ/มีสมาชิกฟิตเนสเท่านั้น สวนกลางเมืองที่เปิดเช้าถึงค่ำและรองรับทุกวัย คือการทำให้ “สุขภาพดี” ใกล้บ้านและใกล้มือมากขึ้น ยกระดับความปลอดภัยของกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงฝุ่น ในวันที่คุณภาพอากาศผันผวน คนเมืองจำนวนมากลังเลว่าจะพาลูกออกไปวิ่ง เล่น หรือพาผู้สูงอายุไปเดินออกกำลังได้หรือไม่ การมี “พื้นที่ต้นแบบ” ที่ออกแบบเพื่อบรรเทาความเสี่ยง อย่างน้อยที่สุดคือการสร้างพื้นที่ที่ดูแลเข้มกว่าพื้นที่ทั่วไป ช่วยให้ประชาชนมีตัวเลือกมากขึ้น สร้างวัฒนธรรมเมืองที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม การผนึกกำลังกับหน่วยงานวิทยาศาสตร์ทำให้สวนเป็น “ห้องเรียนกลางแจ้ง” ทั้งเรื่องพืชพรรณ คุณภาพอากาศ และการจัดการเมือง หากเทศบาลต่อยอดด้วยป้ายความรู้ กิจกรรมชุมชน และการเปิดข้อมูลคุณภาพอากาศ จะยิ่งทำให้โครงการนี้มีพลังทางสังคมมากกว่า “โครงการปรับปรุงสวน”

ความหวังที่ต้องเดินคู่ความจริง

“สวนตุงและโคม” เวอร์ชันใหม่ในมือของเทศบาลนครเชียงรายและ วว. คือสัญญาณว่าท้องถิ่นกำลังขยับจากการรับมือฝุ่นแบบตั้งรับ ไปสู่การสร้าง “พื้นที่ปลอดภัยเชิงพฤติกรรม” ให้คนเมืองใช้ชีวิตได้ แม้ในยุคที่อากาศดีไม่ใช่เรื่องที่เราควรต้องลุ้นทุกเช้า

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของคำว่า “ต้นแบบสวนสาธารณะลดฝุ่น” จะไม่เกิดจากภาพก่อน–หลังการปรับภูมิทัศน์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเกิดจาก การวัดผลที่โปร่งใส การดูแลต่อเนื่อง และการบูรณาการกับมาตรการลดแหล่งกำเนิดมลพิษในระดับจังหวัดและประเทศ

ถ้าทำได้จริง สวนแห่งนี้จะไม่ใช่แค่พื้นที่สีเขียวใจกลางเมือง แต่จะเป็น “คำมั่นสัญญา” ว่าเชียงรายกำลังสร้างเมืองที่หายใจได้ เพื่อเด็กที่ต้องวิ่งเล่น เพื่อผู้สูงอายุที่ต้องเดินออกกำลัง และเพื่อคนทำงานที่อยากมีพื้นที่พักใจโดยไม่ต้องเดิมพันกับสุขภาพของตัวเอง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)
  • โครงการพัฒนาสวนตุงและโคมร่วมกับเทศบาลนครเชียงราย
  • กรมควบคุมมลพิษ (PCD)
  • Mahidol University (Envinews อ้างอิง PCD)
  • World Health Organization (WHO)
  • กรมประชาสัมพันธ์ (PRD)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

เชียงรายยกระดับเฝ้าระวังตะกอนสารหนูในแม่น้ำโขง-สาย พร้อมเปิดตัวแอป “ปลาปลอดภัย” สร้างเชื่อมั่น

ผู้ว่าฯ เชียงรายชี้คุณภาพน้ำ 4 ลุ่มน้ำ “ดีขึ้นต่อเนื่อง” ย้ำประปามาตรฐาน–ปลา–ผักยังปลอดภัย พร้อมยกระดับเฝ้าระวังตะกอนสารหนู–เตรียมระบบตรวจ Real-time

เชียงราย, 20 มกราคม 2569 — สายน้ำในเชียงรายไม่ใช่เพียงภาพทิวทัศน์ที่ไหลผ่านเมืองเหนือ หากแต่คือ “โครงสร้างพื้นฐานที่หล่อเลี้ยงชีวิตจริง” ตั้งแต่น้ำประปาที่เปิดใช้ทุกเช้า อาหารที่ขึ้นจากตลาดริมน้ำ ไปจนถึงเศรษฐกิจชายแดนที่พึ่งพาการสัญจรและการค้าตามแนวลุ่มน้ำโขง แต่เมื่อใดที่เกิดคำถามเรื่อง “สารปนเปื้อน” แม้เพียงข่าวลือ ผลสะเทือนมักไปไกลกว่าความกังวลส่วนบุคคล เพราะมันกระทบทั้งความมั่นใจของผู้บริโภค รายได้ของชุมชนประมง–เกษตรกร และภาพลักษณ์ความปลอดภัยของจังหวัดท่องเที่ยวชายแดน

ในบริบทเช่นนี้ การประชุม คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบคุณภาพน้ำในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ครั้งที่ 1/2569 ที่มี นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน จึงมีนัยสำคัญมากกว่าการ “รายงานตัวเลข” หากเป็นการประกาศทิศทางร่วมของรัฐต่อสาธารณะว่า จังหวัดจะสื่อสารข้อเท็จจริงอย่างไร จะสร้างความมั่นใจแบบมีหลักฐานอย่างไร และจะเฝ้าระวังความเสี่ยงที่ยังคงอยู่ในจุดไหนบ้าง

ภาพรวมที่ผู้ว่าฯ ยืนยัน น้ำใสขึ้น คุณภาพดีขึ้นต่อเนื่อง ประปาผ่านมาตรฐานทุกแห่ง

ตามสรุปสาระการประชุมที่จังหวัดรายงานล่าสุด ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายระบุว่า คุณภาพน้ำใน 4 ลุ่มน้ำหลักมีแนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่อง และอยู่ในเกณฑ์ที่ดีขึ้นอย่างชัดเจนในภาพรวม พร้อม “ย้ำความปลอดภัยของน้ำอุปโภคบริโภค” โดยยืนยันว่า ระบบน้ำประปาส่วนภูมิภาคในเชียงรายผ่านเกณฑ์มาตรฐานทุกแห่ง ประชาชนสามารถใช้ดื่มและใช้สอยได้ตามปกติ (สาระดังกล่าวสอดคล้องกับหลักการบริหารคุณภาพน้ำประปาที่หน่วยงานรัฐสื่อสารต่อสาธารณะโดยยึดการตรวจตามมาตรฐานและการรายงานผลอย่างต่อเนื่อง)

ในเชิงนโยบาย “ประปาผ่านมาตรฐาน” เป็นคำที่สั้น แต่เบื้องหลังคือระบบตรวจวัดคุณภาพตามเกณฑ์สุขาภิบาลและมาตรฐานคุณภาพน้ำดื่ม ซึ่งหนึ่งในสารที่สังคมให้ความสนใจสูงคือ สารหนู (arsenic)” โดยองค์การอนามัยโลกให้ค่ามาตรฐานเชิงแนวทาง (guideline value) ในน้ำดื่มที่ 0.01 มก./ลิตร และประเทศไทยมีแนวทางมาตรฐานน้ำบริโภคที่สอดคล้องกับหลักการควบคุมความเสี่ยงด้านสุขภาพในทิศทางเดียวกัน

การย้ำประเด็นนี้จึงหมายถึง “สัญญาณเชิงระบบ” ว่าจังหวัดเลือกตอบความกังวลของประชาชนด้วยกลไกมาตรฐาน ไม่ใช่ด้วยคำปลอบใจ และเป็นเหตุผลว่าทำไมการสื่อสารของภาครัฐในเรื่องคุณภาพน้ำจำเป็นต้องพ่วงคำว่า “ตรวจแล้ว” และ “อยู่ในเกณฑ์” อยู่เสมอ

มิติอาหาร สุ่มตรวจปลาและพืชผัก “ไม่พบเกินมาตรฐาน” และเริ่มใช้เครื่องมือสร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภค

อีกด้านหนึ่งที่มักถูกตั้งคำถามทันทีเมื่อมีประเด็นสารปนเปื้อนในน้ำ คือ “อาหารจากแหล่งน้ำ” โดยเฉพาะ ปลา และ ผักริมลำน้ำ ซึ่งจังหวัดรายงานว่า การสุ่มตรวจปลาและพืชผักจากแหล่งน้ำต่าง ๆ ยังไม่พบการปนเปื้อนเกินมาตรฐาน และเสริมด้วยการใช้นวัตกรรมเพื่อสื่อสารความปลอดภัยไปถึงผู้บริโภค ผ่านแอปพลิเคชัน ปลาปลอดภัย” ที่ถูกอธิบายในเชิงแนวคิดว่าเป็นเครื่องมือช่วยตรวจสอบแหล่งที่มาของปลา “ตั้งแต่ต้นทางถึงจานอาหาร” เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและลดความเสี่ยงจากข่าวลือ

หากมองด้วยสายตาสื่อเชิงลึก “แอปปลาปลอดภัย” ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือดิจิทัล แต่สะท้อนการขยับของรัฐจาก “การสื่อสารแบบประกาศ” ไปสู่ “การสื่อสารแบบให้ตรวจสอบได้” ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกับการบริหารความเสี่ยงสาธารณะในหลายประเทศ ยิ่งสังคมกังวลมากเท่าไร รัฐยิ่งต้องทำให้ข้อมูลตรวจสอบได้มากเท่านั้น

ตัวเลขสุขภาพที่เป็นหัวใจความเชื่อมั่น กลุ่มเสี่ยง 322 ราย เหลือ 1 รายค่าสารหนูเกินมาตรฐาน

ในข่าวด้านสิ่งแวดล้อม “ตัวเลขน้ำ” มักไม่ทรงพลังเท่า “ตัวเลขคน” เพราะสิ่งที่ประชาชนถามจริง ๆ คือ “กระทบสุขภาพไหม” จังหวัดรายงานผลที่ถือเป็น “ข่าวดีเชิงสาธารณสุข” ว่า จากการตรวจกลุ่มเสี่ยงริมน้ำ 322 ราย ปัจจุบัน เหลือเพียง 1 ราย ที่ตรวจพบ ค่าสารหนูเกินมาตรฐาน และอยู่ภายใต้การดูแลใกล้ชิดของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข

การสื่อสารตัวเลขนี้มีความสำคัญสองชั้น

  • ชั้นแรกคือ “ลดความตื่นตระหนก” เพราะทำให้เห็นว่าความเสี่ยงไม่ได้เกิดกับคนจำนวนมากอย่างที่สังคมอาจกังวล
  • ชั้นที่สองคือ “สะท้อนงานติดตามต่อเนื่อง” เพราะการจะเหลือ 1 รายได้ ต้องมีกระบวนการติดตาม ตรวจซ้ำ ให้คำแนะนำ และเฝ้าระวังรายกรณีอย่างเป็นระบบ

อย่างไรก็ดี ในเชิงจริยธรรมสื่อมวลชน การนำเสนอควรระมัดระวังไม่ทำให้สังคมตีความเกินจริงว่า “ปัญหาจบแล้ว” เพราะประเด็นสารหนู/โลหะหนักในระบบนิเวศน้ำ โดยธรรมชาติสามารถแฝงอยู่ใน “ตะกอน” และสะสมในบางจุดได้ แม้น้ำผิวหน้าจะดูดีขึ้นก็ตาม

จุดที่จังหวัด “ยังไม่วางใจ” ตะกอนดินในบางช่วงของแม่น้ำสายและโขง ความเสี่ยงแบบสะสมที่ต้องใช้เวลา

สาระสำคัญหนึ่งที่จังหวัดสื่อสารอย่างชัดเจน คือแม้แนวโน้มดีขึ้น แต่ยังมี “จุดเสี่ยง” ที่ต้องเฝ้าระวังต่อ โดยเฉพาะ การสะสมของสารหนูและโลหะหนักในตะกอนดินบางจุดของแม่น้ำสายและแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นโจทย์ที่แก้ยากกว่า “น้ำขุ่น–น้ำใส” เพราะตะกอนคือการสะสมระยะยาว

ประเด็นนี้สอดคล้องกับหลักฐานจากการติดตามเชิงวิชาการของภาครัฐที่ชี้ว่าการตรวจคุณภาพสิ่งแวดล้อมจำเป็นต้องดูทั้ง “น้ำ” และ “ตะกอน” โดยรายงานการติดตามในพื้นที่ลุ่มน้ำสาย–รวกและโขงช่วงก่อนหน้า เคยแสดงข้อมูลเชิงตัวเลขของ สารหนูในตะกอน ในบางจุดและบางช่วงเวลา ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมจังหวัดจึงยังยึดมาตรการ “ติดตามตะกอน” เป็นหัวใจของการเฝ้าระวัง

ในทางสื่อสารสาธารณะ ภาพที่ควรถอดรหัสให้ประชาชนเข้าใจง่ายคือ

  • “น้ำดีขึ้น” อาจหมายถึงค่าพารามิเตอร์พื้นฐานของคุณภาพน้ำผิวดิน เช่น ความสกปรกทางอินทรีย์หรือความใส ฯลฯ
  • แต่ “ตะกอน” คืออีกมิติหนึ่งที่สะท้อนการสะสมของสารบางประเภท และต้องใช้การจัดการเชิงวิศวกรรม/เชิงระบบนานกว่า

และเพื่อไม่ให้ประชาชนสับสน การอธิบายกรอบมาตรฐานคุณภาพน้ำผิวดิน (การจัดประเภทแหล่งน้ำเพื่อการใช้ประโยชน์) เป็นสิ่งจำเป็น เพราะทำให้เข้าใจว่า “เกณฑ์ดี” ของหน่วยงานรัฐหมายถึงอะไรและวัดด้วยอะไร

5 มาตรการเชิงรุกที่จังหวัด “กางแผน” เดินหน้าต่อ จากประปาหมู่บ้านถึง Real-time Monitoring

ข้อมูลที่นำเสนอระบุว่าจังหวัดกำหนดการดำเนินการต่อเนื่องในจุดเสี่ยงสำคัญ โดยสรุปมาตรการหลักที่สื่อสารต่อสาธารณะมีอย่างน้อย 5 แนวทาง

  1. เฝ้าระวังตะกอนดิน   ติดตามการสะสมโลหะหนักและสารหนูในตะกอน โดยเฉพาะบางจุดของแม่น้ำสายและโขง
  2. ยกระดับความปลอดภัย “ประปาหมู่บ้าน”   เร่งติดตั้ง/เสริมระบบกำจัดสารหนูเพิ่มเติม เพื่อให้มาตรฐานความปลอดภัยครอบคลุมพื้นที่นอกเขตระบบประปาขนาดใหญ่
  3. งานวิจัยเชิงลึก   ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในพื้นที่ (เช่น มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง) และเครือข่ายมหาวิทยาลัยต่างประเทศ เพื่อศึกษาที่มาและกลไกการปนเปื้อนอย่างเป็นระบบ
  4. เตรียมติดตั้งระบบตรวจวัดแบบ Real-time   เพื่อแจ้งเตือนประชาชนทันทีหากพบค่าความผิดปกติ
  5. การจัดการตะกอนและฟื้นฟูแหล่งน้ำ   แนวคิดเรื่องฝายดักตะกอน/การฟื้นฟู เป็นมาตรการที่สะท้อนว่ารัฐไม่ได้มองปัญหาแบบรายวัน แต่เป็นการจัดการเชิงโครงสร้างระยะกลาง–ยาว

เมื่อวางทั้งหมดไว้บนเส้นเรื่องเดียวกัน จะเห็นภาพว่า “ข่าวนี้” ไม่ใช่แค่ข่าวผู้ว่าฯ สรุปสถานการณ์ แต่คือการสื่อสารว่า จังหวัดกำลังเปลี่ยนจากการตอบคำถาม “ปลอดภัยไหม” ไปสู่การบริหารระบบ “ให้ปลอดภัยอย่างยั่งยืน” ด้วยเครื่องมือทั้งวิศวกรรม วิทยาศาสตร์ และดิจิทัล

ทำไม “ความเชื่อมั่น” จึงเป็นสมรภูมิสำคัญไม่แพ้ “ตัวเลขคุณภาพน้ำ”

เชียงรายเป็นจังหวัดที่เศรษฐกิจหลายภาคส่วนเกาะอยู่กับความเชื่อมั่นของคนนอกพื้นที่ นักท่องเที่ยว ผู้ซื้อสินค้าเกษตร ผู้ค้าชายแดน และผู้บริโภคปลาน้ำจืด เมื่อเกิดประเด็นคุณภาพน้ำ สิ่งที่เสียหายได้ทันทีคือ “ราคาสินค้า” และ “ความไว้วางใจ” แม้ต่อมาข้อเท็จจริงจะคลี่คลาย

ดังนั้น การที่จังหวัดหยิบทั้ง 3 มิติขึ้นมาพร้อมกันในเวทีเดียว น้ำประปา / อาหาร / สุขภาพคน จึงเป็นการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ที่ตรงจุด เพราะมันตอบคำถามประชาชนแบบครบวงจร ไม่ปล่อยให้สังคมไปเติมคำตอบเองด้วยความกลัวหรือข่าวลือ

ในมุมของการบริหารความเสี่ยงสาธารณะ “ความจริง” อย่างเดียวไม่พอ ต้องมี “หลักฐาน” และ “ช่องทางตรวจสอบ” ด้วย ซึ่งการอ้างอิงมาตรฐาน (เช่น ค่าสารหนูในน้ำดื่ม) และการผลักเครื่องมืออย่าง “ปลาปลอดภัย” จึงทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างห้องแล็บกับโต๊ะอาหาร ระหว่างรัฐกับประชาชน

เสียงสะท้อนที่ควรได้ยิน ดีขึ้นแล้ว แต่ต้องสื่อสารแบบไม่ประมาท

เพื่อรักษาความเป็นกลางตามมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน จำเป็นต้องสะท้อนทั้งสองด้านอย่างสมดุล

ด้านบวก (ความคืบหน้า)

  • จังหวัดยืนยันแนวโน้มคุณภาพน้ำดีขึ้น
  • ระบบน้ำประปาใหญ่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน
  • สุ่มตรวจปลาและพืชผักไม่พบเกินมาตรฐาน
  • ตัวเลขสุขภาพกลุ่มเสี่ยงดีขึ้นมาก (322 เหลือ 1 รายเกินมาตรฐาน)

ด้านที่ต้องเฝ้าระวัง (ความเสี่ยงคงค้าง)

  • ตะกอนดินในบางจุดยังเป็นความเสี่ยงสะสม
  • ประปาหมู่บ้านต้องเสริมระบบกำจัดสารหนู
  • ต้องมีการวิจัยที่มาของสารปนเปื้อนและระบบแจ้งเตือนแบบ Real-time เพื่อป้องกันการกลับมาของปัญหา

ประเด็นสำคัญคือ การสื่อสารแบบ “ดีขึ้น” ไม่ควรทำให้สังคม “หยุดสนใจ” เพราะการปกป้องทรัพยากรน้ำต้องอาศัยการเฝ้าระวังระยะยาว โดยเฉพาะในจังหวัดชายแดนที่ลุ่มน้ำเชื่อมโยงหลายพื้นที่และหลายกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

ความมั่นคงของมนุษย์” ผ่านเลนส์สิ่งแวดล้อม น้ำสะอาดคือสวัสดิการพื้นฐานที่จับต้องได้

ในทางนโยบายสาธารณะ น้ำสะอาดไม่ใช่เพียงทรัพยากรธรรมชาติ แต่คือ “สวัสดิการพื้นฐาน” ที่รัฐต้องรับผิดชอบ หากประชาชนต้องซื้อเครื่องกรองน้ำเพราะไม่มั่นใจ หรือชาวประมงขายปลาไม่ได้เพราะผู้บริโภคหวาดกลัว ทั้งหมดคือ “ต้นทุนเงียบ” ที่สังคมจ่ายแทนรัฐ

ดังนั้น ข่าวการประชุมครั้งนี้จึงมีความหมายในเชิง “การยืนยันความรับผิดชอบของรัฐ” ว่า

  • รัฐรับรู้ความกังวล
  • รัฐมีข้อมูลและมาตรฐานรองรับ
  • รัฐมีแผนเฝ้าระวังต่อเนื่อง
  • และรัฐกำลังสร้างระบบตรวจสอบที่ประชาชนเข้าถึงได้มากขึ้น

ในช่วงเวลาที่สังคมไทยให้ความสำคัญกับความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของข้อมูลสาธารณะ การสื่อสารเชิงหลักฐานคือหัวใจของการคลี่คลาย “ปมความกลัว” ที่อาจทำให้จังหวัดทั้งจังหวัดต้องแบกผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยไม่จำเป็น

แนวโน้มดีขึ้นคือข่าวดี แต่ “การเฝ้าระวังต่อเนื่อง” คือเงื่อนไขของความยั่งยืน

การประชุมติดตามคุณภาพน้ำ 4 ลุ่มน้ำหลักของเชียงรายในครั้งนี้ สะท้อนสารหลัก 2 ประโยคที่ต้องไปด้วยกันเสมอ

  1. แนวโน้มดีขึ้นและประชาชนสามารถใช้น้ำประปาได้ตามปกติ
  2. ยังต้องเฝ้าระวังจุดเสี่ยงด้านตะกอนและยกระดับระบบตรวจวัด–แจ้งเตือน

หากจังหวัดเดินหน้าได้ตามแผน ตั้งแต่เสริมระบบกำจัดสารหนูในประปาหมู่บ้าน งานวิจัยหาที่มา ไปจนถึงระบบตรวจ Real-time เชียงรายจะไม่ได้แค่ “ผ่านวิกฤตความกังวล” แต่จะยกระดับไปสู่ “จังหวัดต้นแบบการจัดการความเสี่ยงคุณภาพน้ำ” ที่ทำให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า สายน้ำที่ไหลผ่านบ้านและตลาด ไม่ได้พาเอาความเสี่ยงที่มองไม่เห็นมาด้วย

 

สถิติและข้อมูลสำคัญที่ใช้ในข่าว (จากข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม + แหล่งอ้างอิงตรวจสอบได้)

  • ผลตรวจกลุ่มเสี่ยงริมน้ำ 322 ราย เหลือ 1 รายค่าสารหนูเกินมาตรฐาน (ข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียมจากสรุปการประชุมจังหวัด)
  • แนวคิด “สารหนูในตะกอน” เป็นความเสี่ยงสะสม มีรายงานติดตามในพื้นที่ลุ่มน้ำสาย–รวกและโขงที่แสดงค่าการตรวจสารหนูในตะกอนในบางช่วงเวลา
  • มาตรฐาน/แนวทางค่าสารหนูในน้ำดื่มระดับสากลที่มักใช้อ้างอิง: WHO guideline value 0.01 มก./ลิตร
  • แนวทางมาตรฐานน้ำดื่ม/น้ำบริโภคของไทยในเชิงสาธารณสุข (เอกสารหน่วยงานรัฐไทย)
  • กรอบการกำหนดมาตรฐานคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดินของไทย (เอกสารกฎระเบียบ/มาตรฐานภาครัฐ)
  • การสื่อสารต่อสาธารณะเกี่ยวกับการควบคุมคุณภาพน้ำประปาและการตรวจมาตรฐานโดยหน่วยงานรัฐ/สื่อกระแสหลัก
  • แอป “ปลาปลอดภัย” ในฐานะเครื่องมือสร้างความเชื่อมั่น/ตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของปลา (สื่อสารโดยหน่วยงาน/เครือข่ายวิจัยรัฐ)
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • การประปาส่วนภูมิภาค
  • มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และเครือข่ายความร่วมมือวิจัย
  • สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

วิกฤตสารหนูสายนํ้าเหนือ เชียงรายนำร่องแอปตรวจสอบปลา และนวัตกรรมไส้กรองเกษตรกู้ความเชื่อมั่น

เชียงรายเผชิญวิกฤตสารพิษลุ่มน้ำเหนือ เปิดทางรอดด้วยแอป “ปลาปลอดภัย” และพลเมืองวิทยาศาสตร์ กู้ความมั่นใจอาหารจากน้ำ

เชียงราย, 7 มกราคม 2569 – ลมหนาวต้นปีที่พัดผ่านแนวเทือกเขาและสายน้ำชายแดนไทย–เมียนมา–ลาว อาจทำให้บรรยากาศท่องเที่ยวภาคเหนือดูสงบงามดังเดิม แต่ใต้ผืนน้ำสีขุ่นของแม่น้ำกกและแม่น้ำโขงในจังหวัดเชียงราย กลับกำลังซ่อน “ภัยเงียบ” ที่ท้าทายความมั่นคงทางอาหารและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

การปนเปื้อนโลหะหนักจากกิจกรรมเหมืองต้นน้ำในประเทศเพื่อนบ้าน ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซ้อน และความกังวลต่อโครงการเขื่อนขนาดใหญ่บนลุ่มน้ำโขง – โดยเฉพาะเขื่อนปากแบง – กำลังบีบให้เชียงรายต้องหาคำตอบใหม่ ทั้งในเชิงนโยบาย วิทยาศาสตร์ และพลังของชุมชนท้องถิ่น

ท่ามกลางความไม่แน่นอนนี้ การพัฒนาแอปพลิเคชัน “ปลาปลอดภัย” การตั้งห้องแล็บมาตรฐานสากลของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) และการสร้าง “พลเมืองวิทยาศาสตร์” ในชุมชนริมฝั่งน้ำ กลายเป็นความหวังสำคัญที่จะดึงเชียงรายให้รอดพ้นจากวิกฤตสารพิษที่คืบคลานเข้ามาอย่างเงียบงัน

ลุ่มน้ำกก–โขง เมื่อความอุดมสมบูรณ์กลายเป็นภาระพิษ

ข้อมูลภาคสนามจากนักวิจัยและเครือข่ายภาคประชาสังคมในพื้นที่ลุ่มน้ำกกชี้ชัดว่า ต้นตอสำคัญของปัญหามาจากการเปิดหน้าดินทำเหมืองแร่จำนวนมากบริเวณต้นน้ำฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีการสำรวจพบเหมืองถึง 2,420 แห่งที่ดำเนินการอย่างไร้การควบคุมหรือกำกับดูแลอย่างเข้มงวด ส่งผลให้ตะกอนดินและโลหะหนักไหลลงสู่แม่น้ำกกอย่างต่อเนื่อง

ผศ.ดร.ว่าน วิริยา จากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อธิบายผลการตรวจคุณภาพน้ำ ดิน และพืชผลในลุ่มน้ำกก–สาย–รวก–โขง ว่า พบการปนเปื้อนโลหะหนักเกินค่ามาตรฐานแทบทุกจุด โดยเฉพาะสารหนูที่มีคุณสมบัติสะสมในห่วงโซ่อาหาร (biomagnification) เริ่มตั้งแต่สาหร่ายและสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก ไปสู่แมงกีบแมงอีแนว ปลาเล็ก ปลาใหญ่ และในที่สุดคือมนุษย์ผู้บริโภค

“เราไม่ได้กินปลาแค่วันเดียว แต่กินสะสมไปเรื่อย ๆ หลายปี โลหะหนักจึงสะสมในร่างกายแบบที่มองไม่เห็น เป็น ‘ความรุนแรงที่เงียบงัน’ ทุกอย่างดูเหมือนปกติ แต่มลพิษกำลังค่อย ๆ กัดกร่อนสุขภาพคนและระบบนิเวศ” นักวิชาการท่านนี้สะท้อนภาพรวมของสถานการณ์

การปนเปื้อนไม่ได้หยุดอยู่แค่สัตว์น้ำ ชาวบ้านจำนวนมากรายงานถึงความเสียหายทางการเกษตรหลังเกิดน้ำท่วมใหญ่ปี 2567 ข้อมูลจากการสำรวจของมูลนิธิร่มโพธิ์ระบุว่า เกษตรกร 194 รายในลุ่มน้ำกกมีพื้นที่เกษตรจมน้ำเสียหายรวม 1,071 ไร่ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 49,492,850 บาท หรือเฉลี่ยรายละราว 270,000 บาท สูงกว่ารายได้ภาคเกษตรโดยเฉลี่ยต่อปีเกือบสองเท่า และที่น่ากังวลคือเกษตรกรกว่า 73.51% ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐ ขณะที่กว่า 97% มองว่าความช่วยเหลือที่ได้รับไม่เพียงพอ

พืชเศรษฐกิจสำคัญอย่างข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มะม่วง และกระเทียมถูกกระทบหนัก หลายครัวเรือนต้องกู้หนี้เพิ่มเพื่อเตรียมการเพาะปลูกรอบใหม่ในสภาพที่ยังไม่แน่ใจว่าดินและน้ำในพื้นที่ปลอดภัยเพียงใด

เสียงจากชุมชนริมกก เมื่อน้ำไม่ใส และนักท่องเที่ยวหายไป

เสียงสะท้อนจากชาวบ้านริมแม่น้ำกกในอำเภอท่าตอน จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งอยู่เหนือจังหวัดเชียงราย แต่เป็นส่วนหนึ่งของลุ่มน้ำเดียวกัน สะท้อนผลกระทบที่ลุกลามมาถึงภาคการท่องเที่ยวและวิถีชีวิตประจำวันอย่างชัดเจน

สายัณห์ ข้ามหนึ่ง ผู้อำนวยการสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต เล่าถึงการเคลื่อนไหวของชาวบ้านที่ต่อต้านเหมืองเถื่อนต้นน้ำว่า นับถึงวันนี้เป็นวันที่ 308 ของการทำงานต่อเนื่อง ตั้งแต่เริ่มรวมตัวกันที่สะพานท่าตอน ชาวบ้านยืนยันว่า “ไม่เห็นด้วยกับเหมืองเทา” ที่ส่งตะกอนและสารพิษลงสู่แม่น้ำ

อดีตอันใกล้ของพื้นที่สะท้อนความเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจน ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมาในอดีต เคยมีนักท่องเที่ยวมากถึง 50,000 คน แวะมาเล่นน้ำและใช้บริการร้านอาหารริมน้ำกว่า 250 ร้าน แต่เมื่อข่าวสารเรื่องน้ำปนเปื้อนแพร่กระจาย นักท่องเที่ยวหายไปแทบหมดสิ้น

นางบัวลอย พูลเกตุ ตัวแทนผู้ประกอบการท่องเที่ยวท่าตอน เล่าว่า หลังเจอน้ำท่วมและปัญหาน้ำขุ่นจากต้นน้ำ เหลือเพียงความเสียหายและหนี้สิน

“ตอนน้ำท่วมปี 2567 บ้านริมน้ำพังไปหลายหลัง ลงทุนซื้อของสต็อกไว้สองหมื่นบาท จ้างคนงานอีกหลายหมื่น สุดท้ายไม่มีนักท่องเที่ยวมาเลย ทุกอย่างกลายเป็นศูนย์ ปีหนึ่งที่เคยพอมีรายได้หลักแสนจากเทศกาล ตอนนี้กลายเป็นหนี้ที่ต้องผ่อนใช้ทีละนิด” เธอกล่าว

กัญชญา แก้วประเพณี เสริมว่า ร้านอาหาร โฮมสเตย์ และธุรกิจเรือท่องเที่ยวจำนวนมากต้องหยุดกิจการ บางร้านที่เคยขายดีถึงขั้นมีรายได้แสนบาทต่อวันในช่วงพีค ปัจจุบันแทบมองไม่เห็น “แสงสว่าง” ทางเศรษฐกิจแล้ว

มิติด้านสุขภาพก็ไม่ต่างกัน นายก๊อบ โกฏิคำ คนหาปลาท้องถิ่นยอมรับว่า แม้หน่วยงานรัฐบางแห่งจะยืนยันว่าปลาจากแม่น้ำกก “กินได้หากเลี่ยงอวัยวะภายในและทำให้สุกดี” แต่เขาเองยังกังวลและไม่กล้าลงน้ำ

“เมื่อก่อนวันหนึ่งออกจับปลากับเพื่อน 3–7 คน ได้ปลา 10 กิโลกรัม ขายได้ดีมาก ตอนนี้ไม่ได้ลงน้ำเลย ลงไปทีไรผื่นขึ้นตามตัวอยู่เป็นเดือน ๆ” เขาเล่า พร้อมตั้งคำถามถึงคำแนะนำที่ขอให้ประชาชน “กินปลาได้แต่ต้องจำกัดปริมาณ” ว่าเป็นคำอธิบายที่คนปลายน้ำยากจะยอมรับ

ศาสนา–วิทยาศาสตร์–ชุมชน เครือข่ายใหม่บนสายน้ำเดียวกัน

การขับเคลื่อนในพื้นที่ไม่ได้จำกัดอยู่ที่นักวิชาการหรือเอ็นจีโอเท่านั้น พระมหานิคม มหาภินิกขมฺโน ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดท่าตอน กล่าวในเวทีคืนข้อมูลชุมชนเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 ว่า การต่อสู้กับเหมืองเถื่อนและสารพิษในลุ่มน้ำกกเป็นความร่วมมือยาวนานระหว่างวัด ชุมชน มูลนิธิ และมหาวิทยาลัย

ท่านชี้ว่า “ธุรกิจสีเทาอย่างเหมืองเถื่อนเป็นผลผลิตของความโลภ ทั้งของคนและระบบเศรษฐกิจโลก หากปล่อยให้เติบโตโดยไม่มีการควบคุม สักวันหนึ่งอาจทำลายโลกใบนี้ได้”

คำกล่าวนี้สะท้อนจุดสำคัญว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมในเชียงรายไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเทคนิคหรือกฎหมาย แต่เกี่ยวพันกับโครงสร้างเศรษฐกิจและค่านิยมการพัฒนา ซึ่งต้องอาศัยทั้งสติทางศาสนาและเครื่องมือวิทยาศาสตร์มาร่วมกันจัดการ

ปลาปลอดภัย” เมื่อนวัตกรรมดิจิทัลลงมาช่วยตัดสินใจในครัวเรือนเชียงราย

ท่ามกลางวิกฤตความเชื่อมั่นต่ออาหารจากแม่น้ำ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เลือกเชียงรายเป็นพื้นที่นำร่องแอปพลิเคชัน “ปลาปลอดภัย” ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมดิจิทัลที่พยายามเชื่อม “ห้องแล็บ” เข้ากับ “เขียงปลาและครัวเรือน”

เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569 นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมหารือการใช้งานแอปฯ ดังกล่าว โดยมี รศ.ดร.ธนพล เพ็ญรัตน์ ผู้อำนวยการหน่วยกลยุทธ์ข้อมูลและดิจิทัล สกสว. นำเสนอแนวคิดและฟังก์ชันหลัก

แอป “ปลาปลอดภัย” ทำหน้าที่เชื่อมโยงข้อมูลตลอดห่วงโซ่อาหาร ตั้งแต่ชาวประมง แหล่งจับปลา ตลาด ร้านค้า ร้านอาหาร ไปจนถึงมือของผู้บริโภค มีคุณสมบัติสำคัญ ได้แก่

  • เชื่อมข้อมูลผลตรวจสารปนเปื้อนโลหะหนัก เช่น สารหนูและตะกั่วจากห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรอง โดยมีการอัปเดตอย่างน้อยเดือนละครั้ง และตั้งเป้าทุก 2 สัปดาห์ในอนาคต
  • แสดงแผนที่พื้นที่จับปลาที่ “ปลอดภัย” และ “ควรหลีกเลี่ยง” ตามผลตรวจในแต่ละช่วงเวลา เพื่อให้ชาวประมงวางแผนการออกเรือโดยไม่เสี่ยงต่อการจับปลาจากพื้นที่ปนเปื้อน
  • ให้ร้านค้าและร้านอาหารสามารถเชื่อมข้อมูลแหล่งที่มาของปลาแต่ละชุด และแสดงใบรับรองบนหน้าจอให้ลูกค้าสแกนตรวจสอบได้ทันที
  • เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคเข้าไปดูข้อมูลย้อนหลังของผลตรวจสารปนเปื้อนในแหล่งน้ำหรือเขตพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจ

สกสว. เตรียมนำร่องใช้แอปในตลาด 3–5 แห่งของจังหวัดเชียงรายตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2569 เพื่อทดสอบการใช้งานและรับฟังข้อเสนอแนะจากชาวประมง–ผู้ค้า ก่อนเปิดใช้งานกับประชาชนทั่วไปอย่างเต็มรูปแบบในช่วงมีนาคม–เมษายน 2569 ซึ่งเป็นฤดูน้ำหลากและเทศกาลท่องเที่ยวสำคัญของภาคเหนือ

รศ.ดร.ธนพลย้ำว่า จุดมุ่งหมายสำคัญของแอปไม่ใช่เพียงการบอกว่า “ปลาไหนกินได้หรือไม่ได้” แต่เพื่อสร้างระบบข้อมูลที่โปร่งใสให้ทุกฝ่ายในห่วงโซ่อาหารตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผล ลดการตื่นตระหนกโดยไร้ข้อมูล และในทางกลับกันก็ไม่ปล่อยให้ประชาชนต้องเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ตั้งแล็บ 100 ล้านบาท–ดันไส้กรองจากวัสดุเกษตร

อีกฟากหนึ่งของเชียงราย มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงซึ่งตั้งอยู่บนดอยริมลุ่มน้ำกก ก็กำลังเร่งเครื่องด้านงานวิจัยเพื่อรับมือสถานการณ์อย่างเป็นระบบ

ศ.ดร.สุจิตรา วงศ์เกษมจิตต์ รองอธิการบดีส่วนบริหารงานวิจัย สถาบันวิจัยและนวัตกรรม มฟล. เปิดเผยเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568 ว่า มหาวิทยาลัยอยู่ระหว่างการเสนองบประมาณ 100 ล้านบาทผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เพื่อจัดตั้งห้องปฏิบัติการวิเคราะห์สารปนเปื้อนที่ต้องได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 17025

หากโครงการสำเร็จ แล็บดังกล่าวจะสามารถออกใบรับรองผลตรวจ (Certificate) ที่ยอมรับได้ในระดับสากล ซึ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการพิสูจน์ความปลอดภัยของสินค้าเกษตรและสัตว์น้ำจากเชียงรายในสายตาทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ

นอกจากโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวแล้ว มฟล. ยังจัดสรรงบวิจัยเร่งด่วน 3 ล้านบาท ให้แก่นักวิจัย 10 ทีมจากหลายสำนักวิชา ทีมละ 300,000 บาท เพื่อลงพื้นที่เก็บข้อมูลและหาแนวทางรับมือการปนเปื้อนในลุ่มน้ำกก โดยใช้เวลาศึกษา 6 เดือน ครอบคลุมตั้งแต่การประเมินระดับสารพิษในน้ำ–ดิน–พืชผล การวิเคราะห์ผลกระทบต่อสุขภาพ ไปจนถึงการสื่อสารความเสี่ยงกับชุมชน

หนึ่งในผลงานที่เริ่มเห็นรูปธรรมคือ งานวิจัยของ ผศ.ดร.ณัฐยา ต๊ะวิไชย จากสำนักวิทยาศาสตร์ ที่นำเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรมาพัฒนาเป็นไส้กรองน้ำ ผลทดสอบเบื้องต้นพบว่าสามารถกักเก็บสารหนูได้สูงถึง 99% และตะกั่วกว่า 90% นักวิจัยกำลังประสานงานกับกรมพัฒนาที่ดินเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีไปสู่ชุมชน โดยหวังให้เป็นทางเลือกสำคัญในการลดการปนเปื้อนตั้งแต่ระดับครัวเรือนและภาคการเกษตร

ด้านสุขภาพ ผศ.ดร.เกศมณี มูลปานันท์ จากสำนักพยาบาลศาสตร์ มฟล. กำลังศึกษาผลกระทบต่อกลุ่มเปราะบางอย่างเด็กนักเรียนในโรงเรียนริมน้ำกก ด้วยการตรวจหาสารหนูจากเส้นผมและปัสสาวะ ปัจจุบันเก็บตัวอย่างได้แล้วราว 30 รายจากเป้าหมาย 100 ราย พร้อมวางระบบ “Alarm” หากตรวจพบค่าสารปนเปื้อนเกินมาตรฐาน เพื่อเชื่อมไปสู่กระบวนการรักษาและป้องกันต่อเนื่อง

ผศ.ปฐมพงษ์ มโนหาญ และทีมจากสำนักนวัตกรรมสังคม ยังพยายามขยายวงของการวิจัยให้ครอบคลุมมิติ “พลเมืองวิทยาศาสตร์” (Citizen Science) โดยดึง อสม. ครู และคนในชุมชนเข้ามามีบทบาทสังเกตความผิดปกติของน้ำด้วยตนเอง เช่น การเปลี่ยนสี ความขุ่น และสภาพปลาหรือสิ่งมีชีวิตในน้ำ เพื่อลดการพึ่งพาเสียงจากผู้เชี่ยวชาญอย่างเดียว

“เมื่อคนในชุมชนอ่านน้ำเป็น รู้ว่าความขุ่นระดับไหนเสี่ยงต่อสารหนู เขาก็มีอำนาจในการตัดสินใจชีวิตของตัวเอง ไม่ต้องรอประกาศจากใครอย่างเดียว” นักวิชาการด้านสังคมวิทยากล่าวในเวทีเสวนา MFU Research Expo 2025

มิตินโยบาย ข้อเสนอผู้ตรวจการแผ่นดินต่อเขื่อนปากแบงและความเสี่ยง “น้ำเท้อ” ที่เชียงของ–เวียงแก่น

ขณะที่นักวิจัยเร่งจัดการผลกระทบจากมลพิษที่เกิดขึ้นแล้ว นโยบายด้านพลังงานบนลุ่มน้ำโขงก็ถูกจับตาอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะกรณีโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนปากแบง ใน สปป.ลาว ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนไทยเพียง 97 กิโลเมตร และมีแผนขายไฟฟ้าเกือบทั้งหมดให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)

เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569 สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินเผยแพร่ข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีกรณีร่างสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (Power Purchase Agreement: PPA) จากเขื่อนดังกล่าว โดยชี้ว่าการตัดสินใจรับซื้อไฟฟ้าเกิดขึ้นในขณะที่ยังไม่มีการศึกษาผลกระทบข้ามพรมแดน (Transboundary EIA) อย่างรอบด้าน ทั้งในมิติการเปลี่ยนแปลงร่องน้ำ เขตแดนธรรมชาติ ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรประมง และภาวะ “น้ำเท้อ” (Backwater Effect) ที่อาจทำให้อำเภอเชียงของและอำเภอเวียงแก่นของจังหวัดเชียงรายเผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วมถาวร

ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงเสนอให้รัฐบาลพิจารณา 6 แนวทางหลัก ได้แก่

  1. ชะลอการรับซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนปากแบงและเขื่อนอื่นในลาว เพื่อศึกษาผลกระทบให้รอบคอบ
  2. ส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากกว่าโครงการเขื่อนขนาดใหญ่
  3. จัดตั้งกองทุนชดเชยเยียวยา ร่วมกันระหว่างฝ่ายไทยและลาว เพื่อไม่ให้ปัญหาซ้ำรอยกรณีเขื่อนไซยะบุรี
  4. พัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพ ทั้งในภาวะปกติและฉุกเฉิน ให้ชุมชนริมโขงรับมือได้ทัน
  5. ผลักดันให้มีการศึกษาผลกระทบข้ามพรมแดน (Transboundary EIA) อย่างเป็นทางการ พร้อมตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างประเทศ
  6. จัดทำฐานข้อมูลและแผนฟื้นฟูระบบนิเวศแม่น้ำโขง รวมถึงมาตรการป้องกันผลกระทบจากน้ำเท้อในพื้นที่เสี่ยงของเชียงราย

กรณีนี้สะท้อนว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมลุ่มน้ำเหนือไม่ใช่เรื่องของจังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง หากเกี่ยวพันกับนโยบายพลังงานระดับชาติ และความสัมพันธ์ระหว่างไทย–ลาวอย่างแยกไม่ออก

ลุ่มน้ำสาละวิน ภาคเหนืออีกฟากที่เผชิญชะตาเดียวกัน

แม่น้ำสาละวิน ซึ่งไหลเลียบชายแดนไทย–เมียนมาในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ก็เผชิญสถานการณ์คล้ายกับลุ่มน้ำกกและโขง เครือข่ายนักวิชาการและองค์กรเอกชน นำโดยสมาคมฟื้นฟูและพัฒนาลุ่มน้ำสาละวิน และมูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ (Rivers & Rights) ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำ ทราย และดินโคลนในอำเภอแม่สะเรียงและสบเมย พบการปนเปื้อนโลหะหนักเกินค่ามาตรฐาน โดยเฉพาะสารหนู ซึ่งมีแนวโน้มเชื่อมโยงกับกิจกรรมเหมืองต้นน้ำในฝั่งเมียนมา

ผศ.ดร.ว่าน วิริยา ให้ข้อมูลว่า จากการตรวจอย่างต่อเนื่อง 4 ครั้ง พบโลหะหนักสะสมทั้งในน้ำและตะกอน เช่นเดียวกับในแม่น้ำกก ขณะที่การตรวจตัวอย่างกุ้งและปลาในลุ่มน้ำสาละวินพบการสะสมสารพิษสูงใน “หัวกุ้ง” และ “หัว–พุง–อวัยวะภายในปลา” แม้หอยแม่น้ำยังไม่ถูกตรวจอย่างเป็นระบบก็ตาม

สมพร เพ็งค่ำ นักวิจัยด้านผลกระทบสุขภาพ อธิบายว่า สารหนูสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ทั้งจากการดื่มน้ำ การบริโภคอาหาร และการซึมผ่านผิวหนัง โดยเฉพาะในเด็กเล็กหรือผู้ที่มีบาดแผล การได้รับสารอย่างต่อเนื่องอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งหลายชนิดในระยะยาว

คณะนักวิจัยจึงเสนอแนวทางลดความเสี่ยงเฉพาะหน้า เช่น การกรองน้ำก่อนใช้ หลีกเลี่ยงการบริโภคหัว พุง และเครื่องในปลา รวมถึงงดกินหัวกุ้ง และไม่ใช้แม่น้ำรดผักกินใบจนกว่าจะมีผลตรวจยืนยันเพิ่มเติม พร้อมทั้งจัดกิจกรรมสาธิตชุดตรวจน้ำเบื้องต้นให้ชุมชนใช้ด้วยตนเอง

กรณีลุ่มน้ำสาละวินทำให้เห็นว่า ปัญหามลพิษโลหะหนักจากเหมืองแร่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เชียงราย หากเป็น “ภาพสะท้อนทั้งภาคเหนือ” ที่ต้องการความร่วมมือทั้งระดับลุ่มน้ำ ประเทศ และอนุภูมิภาค

ข้อแนะนำเพื่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่เสี่ยง

จากข้อค้นพบของนักวิทยาศาสตร์และองค์กรภาคประชาสังคมในลุ่มน้ำกก–โขง–สาละวิน แนวทางเบื้องต้นที่ประชาชนสามารถนำไปใช้ลดความเสี่ยงได้ทันที ได้แก่

  • ด้านการบริโภคปลาและกุ้ง: หลีกเลี่ยงการกินส่วนหัว พุง และเครื่องในปลา รวมทั้งหัวกุ้ง เน้นรับประทานเฉพาะเนื้อปลาและเนื้อกุ้งที่ปรุงสุกดี และไม่ควรกินบ่อยเกินความจำเป็น
  • ด้านการใช้น้ำ: กรองน้ำจากลำน้ำก่อนนำไปใช้ซักล้างหรืออุปโภค หลีกเลี่ยงการแช่น้ำหากมีบาดแผล เนื่องจากสารหนูสามารถซึมผ่านผิวหนังและเยื่ออ่อนได้
  • ด้านการเกษตร: ระมัดระวังการใช้น้ำจากแม่น้ำรดผักกินใบหรือพืชที่บริโภคสด โดยเฉพาะในช่วงน้ำขุ่นหรือน้ำหลาก
  • ด้านการติดตามข้อมูล: ติดตามผลตรวจคุณภาพน้ำจากหน่วยงานรัฐ มหาวิทยาลัย และเครือข่ายเอ็นจีโออย่างสม่ำเสมอ และเตรียมใช้แอป “ปลาปลอดภัย” เพื่อตรวจสอบจุดเสี่ยงเมื่อเปิดใช้งานเต็มรูปแบบในช่วงมีนาคม–เมษายน 2569

เชียงรายบนเส้นบาง ๆ ระหว่างวิกฤตและโอกาส

วิกฤตสารพิษในลุ่มน้ำเหนือกำลังทดสอบศักยภาพของเชียงรายในฐานะจังหวัดชายแดนที่ต้องรับแรงกระแทกจากการพัฒนาในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นเหมืองแร่ต้นน้ำหรือเขื่อนขนาดใหญ่บนลุ่มน้ำโขง แต่ในอีกด้านหนึ่ง เมืองปลายสุดแดนเหนือแห่งนี้ก็กำลังแสดงให้เห็นว่าการผสานพลังของนักวิทยาศาสตร์ หน่วยงานรัฐ ชุมชน และภาคศาสนา สามารถสร้างคำตอบใหม่ให้กับปัญหายุคเปลี่ยนผ่านได้

แอปพลิเคชัน “ปลาปลอดภัย” ห้องแล็บมาตรฐานสากลของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง งานวิจัยนวัตกรรมไส้กรองน้ำ การเฝ้าระวังสุขภาพเด็ก และกระบวนการ “พลเมืองวิทยาศาสตร์” ในชุมชน ล้วนเป็นก้าวย่างสำคัญที่ตอกย้ำว่า เชียงรายไม่ได้ยอมรับชะตากรรมของตนเองอย่างเฉยเมย

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของมาตรการเหล่านี้จำเป็นต้องเดินควบคู่กับการตัดสินใจเชิงนโยบายที่รอบคอบ โดยเฉพาะการพิจารณาโครงการเขื่อนบนลุ่มน้ำโขงที่อาจส่งผลต่อทั้งระบบนิเวศและความมั่นคงทางอาหารของชุมชนปลายน้ำ หากข้อเสนอของผู้ตรวจการแผ่นดินได้รับการตอบสนองอย่างจริงจัง และเสียงของชุมชนริมฝั่งน้ำได้รับการยอมรับในโต๊ะเจรจาระดับชาติ โอกาสที่เชียงรายจะพลิกวิกฤตนี้ให้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของระบบบริหารจัดการลุ่มน้ำแบบใหม่ก็ไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม

ในระหว่างที่คำตอบระดับนโยบายยังอยู่ระหว่างการพิจารณา ครัวเรือนริมลุ่มน้ำกก–โขง–สาละวินยังคงต้องดำรงชีวิตต่อไปด้วยการตัดสินใจทุกวันว่าจะใช้น้ำอย่างไร จะกินปลาแบบไหน และจะส่งเสียงของตนอย่างไรให้รัฐรับฟัง วิกฤตสารพิษครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงข่าวสิ่งแวดล้อม หากเป็นคำถามใหญ่เกี่ยวกับทิศทางการพัฒนา ความเป็นธรรมต่อชุมชนชายแดน และสิทธิในการเข้าถึงอาหารและน้ำที่ปลอดภัยของประชาชนทุกคน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

เชียงรายชูระบบตามไฟและมาตรการข้าวโพดปลอดเผา แก้เกมฝุ่น PM 2.5 ปี 2569 ท่ามกลางเป้าหมายรัฐที่ยังท้าทาย

เชียงรายชู “ตามไฟ – งดเผา – ระดมชุมชน” ดันโมเดลสู้ PM2.5 รับปี 2569 ท่ามกลางคำถามใหญ่ต่อประสิทธิภาพนโยบายระดับชาติ

เชียงราย, 2 มกราคม 2569 – ย่างเข้าต้นปีใหม่ได้เพียงไม่กี่วัน จังหวัดเชียงรายก็เดินหน้าเข้าสู่ “โหมดรับมือไฟป่าและฝุ่น PM2.5” อย่างเต็มตัว ภายใต้แรงกดดันจากทั้งตัวเลขพื้นที่เผาในภาคเหนือที่ยังไม่ลดลงตามเป้าหมายของรัฐบาล และบทเรียนจากมาตรการระดับชาติที่ไม่เคยบรรลุ KPI มาตั้งแต่แผนวาระฝุ่นแห่งชาติ ปี 2562 จนถึงมาตรการปี 2567

ในห้องประชุมชั้น 3 สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย (ปภ.ชร.) เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2568 นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมเตรียมความพร้อมป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ประจำปี 2569 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคความมั่นคง และเครือข่ายจิตอาสาในพื้นที่

เป้าหมายไม่ใช่เพียง “ดับไฟ” เมื่อเกิดเหตุ แต่คือการลดจำนวนจุดความร้อน (Hotspot) และพฤติกรรมเผาในพื้นที่โล่งลงให้ได้จริง ผ่านมาตรการผสมผสานระหว่างกฎหมาย เทคโนโลยีข้อมูลดาวเทียม และการมีส่วนร่วมของชุมชน ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องเดินคู่ไปกับทิศทางนโยบายของรัฐบาลกลางที่กำลังเร่งขันนอตมาตรการสู้ฝุ่น PM2.5 ในปี 2569 ด้วยเช่นกัน

จาก ครม. ถึงชายแดนเหนือ “ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์” และ MOU 4 กระทรวง เพื่อปิดประตูการเผา

ในระดับชาติ คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติในหลักการ “ร่างประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่องกำหนดให้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นสินค้าที่ต้องมีหนังสือรับรองและต้องปฏิบัติตามมาตรการจัดระเบียบในการนำเข้าในราชอาณาจักร พ.ศ. …” โดยจุดประสงค์สำคัญคือ “ตัดวงจรการเผา” ที่แฝงอยู่ในห่วงโซ่อุปทานพืชไร่ โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากต่างประเทศ

สาระหลักของประกาศคือ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ต้องมี “หนังสือรับรองปลอดเผา” ยืนยันว่าผลผลิตดังกล่าวไม่ได้มาจากแปลงเพาะปลูกที่ใช้การเผา หากตรวจสอบพบว่ามาจากการเกษตรที่ไม่ปลอดเผา รัฐสามารถใช้มาตรการจำกัดหรือห้ามนำเข้าได้โดยตรง แนวทางนี้ถูกวางให้ “เดินคู่” กับการควบคุมการเผาในพื้นที่เกษตรภายในประเทศ

ในเวลาเดียวกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนาม MOU ระหว่าง 4 กระทรวง ได้แก่

  • กระทรวงมหาดไทย
  • กระทรวงอุตสาหกรรม
  • กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
  • กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)

สาระของความร่วมมือคือ การควบคุมการเผาอ้อยและพืชไร่ เพื่อลดการเกิดฝุ่น PM2.5 อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านทั้งมิติการบังคับใช้กฎหมาย การใช้เทคโนโลยีตรวจจับจุดความร้อน และการออกแบบมาตรการเศรษฐกิจเพื่อลดแรงจูงใจในการเผา

อย่างไรก็ตาม หากมองย้อนกลับไปยังผลการดำเนินงานปี 2567 ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษและ GISTDA ที่ถูกรวบรวมและวิเคราะห์โดย Rocket Media Lab สะท้อนตรงกันว่า เป้าหมายสำคัญหลายข้อยังไม่บรรลุ ทั้งพื้นที่เผาในป่าอนุรักษ์ ป่าสงวน พื้นที่เกษตร และค่าเฉลี่ยฝุ่น PM2.5 ในแต่ละภูมิภาคของประเทศ

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “นโยบายมีอะไรใหม่” แต่คือ “บทเรียนเก่าได้ถูกนำไปใช้แล้วหรือยัง” – โดยเฉพาะในพื้นที่เปราะบางอย่างภาคเหนือและจังหวัดชายแดน เช่น เชียงราย

บทเรียนจากตัวเลข เมื่อ KPI ปี 2567 ไม่เดินตามแผน

แผนการลดฝุ่น PM2.5 ปี 2567 ถูกออกแบบให้เป็นภาคต่อของ “วาระแห่งชาติด้านฝุ่นละออง” ที่ประกาศครั้งแรกในปี 2562 โดยมีตัวชี้วัดหลัก (KPI) ที่ท้าทาย เช่น

  1. ลดพื้นที่เผาในป่าอนุรักษ์และป่าสงวน 17 จังหวัดภาคเหนือ ลง 50%
  2. ลดการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมใน 17 จังหวัดภาคเหนือ ลง 50%
  3. ลดพื้นที่เผาในป่าและพื้นที่เกษตรนอก 17 จังหวัดภาคเหนือ ลง 10–20%
  4. ลดค่าเฉลี่ย PM2.5 และจำนวนวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานในทุกภูมิภาค

แต่เมื่อย้อนดูตัวเลขจริง พบว่าหลายตัวชี้วัด “เดินสวนทาง” กับเป้าอย่างน่ากังวล

  • พื้นที่ป่าสงวนใน 17 จังหวัดภาคเหนือ
    • ปี 2566 เผา 3,731,468 ไร่
    • ปี 2567 เผา 3,819,335 ไร่
    • เพิ่มขึ้น 2.35% แทนที่จะลดลง 50%
  • พื้นที่ป่าอนุรักษ์ใน 17 จังหวัดภาคเหนือ
    • ลดลงราว 14.43% แต่ยังห่างจากเป้าหมายลด 50% มาก
  • พื้นที่เกษตรกรรมใน 17 จังหวัดภาคเหนือ
    • ปี 2566 เผา 1,206,204 ไร่
    • ปี 2567 เผา 1,609,633 ไร่
    • เพิ่มขึ้นถึง 33.45%
  • พื้นที่เกษตรนอก 17 จังหวัดภาคเหนือ
    • เพิ่มขึ้นถึง 878% แสดงให้เห็นการขยายตัวของการเผาในพื้นที่อื่นของประเทศ

ในด้านคุณภาพอากาศ กรุงเทพฯ ถือเป็น “กรณีศึกษา” ที่ชัดเจนที่สุดจากฐานข้อมูล The World Air Quality Index Project ซึ่ง Rocket Media Lab นำมาวิเคราะห์ พบว่าในปี 2567

  • กรุงเทพฯ มีวันที่อากาศดี (สีเขียว) เพียง 43 วัน หรือ 11.81% ของปี
  • วันที่อากาศปานกลาง (สีเหลือง) 252 วัน หรือ 69.23%
  • วันที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ (สีส้มและแดง) รวมกันยังอยู่ในระดับที่ต้องจับตา แม้มีแนวโน้มลดลงเล็กน้อยจากปีก่อน

เมื่อเทียบค่าฝุ่นกับ “บุหรี่” ตามเกณฑ์ของ Richard A. Muller ที่เปรียบ PM2.5 เฉลี่ย 22 ไมโครกรัม/ลบ.ม. เท่ากับการสูบบุหรี่ 1 มวน พบว่า

  • ปี 2567 คนกรุงเทพฯ สูดฝุ่นเทียบเท่าการสูบบุหรี่ 1,297 มวนต่อปี
  • ลดลงจาก 1,370 มวนในปี 2566 เพียงเล็กน้อย แต่ยังสูงกว่าปี 2564–2565

ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า แม้มาตรการและ “วาทกรรมเรื่องการแก้ฝุ่น” จะเข้มข้นขึ้นทุกปี แต่ผลลัพธ์จริงยังอยู่ห่างไกลจากเป้าหมายอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับเชียงรายและภาคเหนือ สิ่งที่เห็นชัดคือ แม้ค่าเฉลี่ย PM2.5 ในภาคเหนือจะลดลงจาก 62 เป็น 46 ไมโครกรัม/ลบ.ม. (ลดลงราว 25.81%) แต่ก็ยังไม่ถึงเป้าหมายลดลง 40% ตามที่ตั้งไว้ ขณะที่จำนวนวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานในภาคเหนือกลับเพิ่มขึ้นเป็น 129 วัน สวนทางกับเป้าหมายที่ต้องการลดลง 30%

นี่คือฉากหลังสำคัญที่ทำให้ “แผน 2569 ของเชียงราย” ถูกจับตามองว่า จะสามารถสร้างความแตกต่างจากปีที่ผ่านมาได้มากน้อยเพียงใด

เชียงรายยกเครื่องรับมือปี 2569 จากห้องประชุม ปภ. ถึงคำสั่งงดเผา-ห้ามเผา

การประชุมเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2568 ที่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย มีวาระสำคัญคือ “การจัดกิจกรรมเตรียมความพร้อมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 ประจำปี 2569 พร้อมกันทั้งจังหวัด” ในวันที่ 8 มกราคม 2569

สาระสำคัญของแผนเตรียมความพร้อม ได้แก่

  1. การจัดแสดงนิทรรศการจากหน่วยงานต่าง ๆ เกี่ยวกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า–หมอกควัน
  2. การเตรียมพร้อมกำลังพล เครื่องจักร สาธารณภัย และอุปกรณ์ดับไฟอย่างเป็นระบบ
  3. การปล่อยขบวนรณรงค์ป้องกันไฟป่าและหมอกควันในชุมชนเสี่ยง
  4. การพิจารณาจัด “ทอดผ้าป่า” เพื่อระดมกองทุนสำหรับงานป้องกันไฟป่าของจังหวัดเชียงรายโดยเฉพาะ

ควบคู่กับกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ จังหวัดเชียงราย โดย กอ.ปภ.ชร. ได้วาง “ปฏิทินควบคุมการเผา” อย่างชัดเจนว่า

  • 1 มกราคม – 13 กุมภาพันธ์ 2569
    ขอความร่วมมืองดเผาในที่โล่งทุกชนิด
  • 14 กุมภาพันธ์ – 10 พฤษภาคม 2569
    ห้ามเผาทุกชนิดโดยเด็ดขาด ถือเป็น “ช่วงวิกฤต” ที่ต้องลดความเสี่ยง Hotspot ให้เหลือน้อยที่สุด

แม้จะเป็นมาตรการที่คุ้นเคยในจังหวัดภาคเหนือ แต่สิ่งที่เชียงรายพยายามทำให้ต่างออกไปในปีนี้ คือการ “ต่อยอดด้วยข้อมูลและเทคโนโลยี” เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายสะท้อนสถานการณ์จริง ไม่ใช่เพียงคำสั่งบนกระดาษ

 “ตามไฟ” และข้อมูลดาวเทียม เมื่อเชียงรายใช้เทคโนโลยีเป็นดวงตาที่สอง

อีกหนึ่งก้าวสำคัญของเชียงรายในปี 2569 คือการนำเสนอและหารือการใช้งานระบบ “ตามไฟ” (tamfire.net) ซึ่งพัฒนาโดยทีมวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำโดย รศ.ดร.สรรเพชญ ชื้อนิธิไพศาล ภาควิชาวิศวกรรมสำรวจ คณะวิศวกรรมศาสตร์

“ตามไฟ” เป็นแพลตฟอร์มบนเว็บไซต์ที่ดึงข้อมูลจากระบบตรวจจับจุดความร้อนของ NASA FIRMS ผ่านดาวเทียม VIIRS และ MODIS เพื่อนำมาวิเคราะห์แบบ Near Real-Time ในพื้นที่ป่าและพื้นที่เกษตรทั่วประเทศ จุดแข็งของระบบนี้ ได้แก่

  • การแสดงจุดความร้อน (Hotspot) แบบวันต่อวัน สามารถดูย้อนหลังได้ตามช่วงเวลาที่กำหนด
  • การวิเคราะห์แบบ Time Series ทำให้เห็น “พฤติกรรม” ของไฟป่า ไม่ใช่เพียงจุดที่เกิดไฟ ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง
  • การสรุปข้อมูลในรูปแบบ Dashboard แยกตามเขตปกครองและเขตป่าต่าง ๆ ทำให้ฝ่ายปกครองและหน่วยงานดับไฟป่าสามารถ “อ่านภาพรวม” ได้รวดเร็ว
  • การดาวน์โหลดข้อมูลไปวิเคราะห์ต่อในระดับจังหวัด อำเภอ หรือชุมชน

สำหรับเชียงราย ความสำคัญของ “ตามไฟ” ไม่ได้อยู่แค่แผนที่จุดแดงบนหน้าจอ แต่คือการใช้ข้อมูลเหล่านี้เป็น “ฐานกลาง” ให้หน่วยงานในจังหวัดพูดคุยกันบนข้อเท็จจริงชุดเดียวกัน ทั้งฝ่ายปกครอง ป่าไม้ ทหาร และ อปท. ลดข้อโต้แย้งเรื่อง “พื้นที่ใคร–ความรับผิดชอบใคร” และหันมาโฟกัสว่า จุดใดควรส่งกำลังเข้าไปดับก่อน จุดใดเสี่ยงลุกลามสู่ชุมชน หรือจุดใดสะท้อนพฤติกรรมเผาซ้ำในพื้นที่เดิมทุกปี

ในมุมเชิงนโยบาย หากเชื่อม “ตามไฟ” กับปฏิทินงดเผา–ห้ามเผา จังหวัดจะสามารถใช้ข้อมูล Hotspot เป็นหนึ่งในหลักฐานเพื่อกำกับดูแล บังคับใช้กฎหมาย หรือผูกกับมาตรการจูงใจ–ลงโทษในระดับหมู่บ้านและตำบลได้ชัดเจนขึ้น

ภาคเหนือทั้งภูมิภาค เมื่อตัวเลขพื้นที่เผายังสวนทางเป้าหมาย

แม้เชียงรายจะเดินหน้าด้วยเครื่องมือใหม่และปฏิทินควบคุมการเผาที่ชัดเจน แต่ปัญหาไฟป่า–หมอกควันในภาคเหนือไม่ใช่เรื่องของจังหวัดเดียว หากมองทั้ง 17 จังหวัดภาคเหนือจากข้อมูลของ GISTDA จะเห็นภาพใหญ่ที่ท้าทายอย่างมาก คือ

  • พื้นที่เผาในป่าสงวนและป่าอนุรักษ์แม้บางส่วนจะลดลง แต่ยังไม่สามารถลดได้ถึง 50% ตามเป้าที่ตั้งไว้
  • พื้นที่เกษตรใน 17 จังหวัดภาคเหนือ โดยเฉพาะพืชไร่ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และอ้อย กลับมีการเผาเพิ่มขึ้นกว่า 30% ขึ้นไป

เมื่อเชื่อมโยงกับมาตรการของรัฐบาลที่ตั้งใจลดการเผาในพื้นที่เกษตรและป่า ทั้งในและนอก 17 จังหวัดภาคเหนือ จะเห็นว่า “เป้าเชิงตัวเลข” ปี 2567 ส่วนใหญ่ไม่ประสบความสำเร็จ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ปี 2568–2569 รัฐบาลต้องทบทวน KPI ใหม่ ลดระดับความคาดหวังในบางพื้นที่ (จากลด 50% เหลือ 25–30%) และเพิ่มความละเอียดในเชิง “กลุ่มพืช” เช่น นาข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และอ้อยโรงงาน

อย่างไรก็ตาม การลด KPI อาจถูกตั้งคำถามว่าเป็นการ “ยอมแพ้เชิงตัวเลข” หรือเป็นการปรับเป้าให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในพื้นที่ เพื่อค่อย ๆ ไต่ระดับไปสู่เป้าหมายระยะยาว ซึ่งคำตอบจะอยู่ที่ผลลัพธ์ในช่วงฤดูไฟป่า–หมอกควันที่กำลังจะมาถึงในไม่กี่เดือนข้างหน้า

จากกรุงเทพฯ ถึงเชียงราย เมื่อสุขภาพคนเมืองและคนดอยอยู่บนเส้นเดียวกัน

แม้เชียงรายและภาคเหนือจะเป็น “แนวหน้าของไฟป่า” แต่สถานการณ์ PM2.5 ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภูเขาและป่าไม้ ตัวเลขจากกรุงเทพฯ ที่คนเมืองสูดฝุ่นเทียบเท่าการสูบบุหรี่กว่า 1,297 มวนต่อปี ในปี 2567 สะท้อนว่า “คนเมืองใหญ่” ก็ตกอยู่บนเส้นวิกฤตสุขภาพไม่ต่างจากคนเหนือ

กรุงเทพมหานครจึงต้องออก (ร่าง) แผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหา PM2.5 ปี 2568–2569 ภายใต้กรอบวาระแห่งชาติฝุ่นละออง โดยมีทั้งมาตรการตลอดปี เช่น

  • ระบบแจ้งเตือนคุณภาพอากาศ
  • การตรวจจับควันดำยานพาหนะ
  • การควบคุมไซต์ก่อสร้าง
  • การผลักดัน Ecosystem รถพลังงานไฟฟ้า
  • การควบคุมการเผาในที่โล่งและพื้นที่การเกษตรรอบเมือง
  • ห้องปลอดฝุ่นในโรงเรียนและชุมชน

และมาตรการเฉพาะช่วงวิกฤต เช่น การพิจารณาปิดโรงเรียน การจำกัดรถบรรทุกขนาดใหญ่เข้าพื้นที่เมือง หรือการประกาศเขตภัยพิบัติในกรณีที่ค่าฝุ่นเกิน 150 ไมโครกรัม/ลบ.ม. ติดต่อกัน 5 วัน

หากมองแบบ “ภาพใหญ่ของประเทศ” จะเห็นว่าปัญหา PM2.5 เชื่อมโยงกันทั้งระบบ ตั้งแต่

  • นโยบายการค้าสินค้าเกษตร (เช่น การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์)
  • พฤติกรรมการเผาในพื้นที่เกษตรและป่าในภาคเหนือและภูมิภาคอื่น
  • การปล่อยมลพิษจากยานพาหนะและอุตสาหกรรมในเขตเมืองใหญ่
  • ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้สภาพอากาศนิ่งและการระบายอากาศแย่ลงในช่วงฤดูหนาว

ในบริบทนี้ เชียงรายจึงไม่ได้เป็นเพียง “จังหวัดหนึ่งใน 17 จังหวัดภาคเหนือ” แต่เป็น “ห้องทดลองเชิงพื้นที่” ที่นโยบายระดับชาติกำลังถูกทดสอบผ่านเครื่องมือใหม่อย่าง “ตามไฟ” และกลไกร่วมของชุมชน

คำถามปลายเปิดปี 2569 นโยบายใหม่จะหยุดฝุ่นเก่าได้จริงหรือไม่

เมื่อเชื่อมโยงข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกัน ทั้งจากรัฐบาลกลาง หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม นักวิจัย และจังหวัดเชียงราย จะเห็นประเด็นสำคัญอย่างน้อย 3 ข้อที่สังคมควรจับตาในปี 2569

  1. จากเอกสารสู่การปฏิบัติในไร่–ในป่า
    • มาตรการหนังสือรับรอง “ข้าวโพดปลอดเผา” และการไม่รับซื้อผลผลิตที่มาจากการเผา หากไม่มีระบบติดตามจริงจังในพื้นที่ชายแดน ภาคเหนือ และประเทศเพื่อนบ้าน อาจกลายเป็นเพียง “กำแพงบนกระดาษ” ที่ไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมในพื้นที่ได้จริง
  2. เชียงรายโมเดล เทคโนโลยี + ชุมชน จะช่วยลด Hotspot ได้แค่ไหน
    • ระบบ “ตามไฟ” ทำให้เจ้าหน้าที่เห็นภาพไฟป่าและจุดความร้อนชัดเจนขึ้น แต่หัวใจสำคัญคือ “การใช้ข้อมูลนั้นอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง” ทั้งในเชิงการวางแผนล่วงหน้า การจัดสรรกำลังพล และการสื่อสารกับชุมชนให้เข้าใจว่าพื้นที่ของตนเองถูกจับตามองอย่างไร
  3. KPI ที่ลดลง กับความคาดหวังของประชาชนที่ยังสูงเหมือนเดิม
    • การลดเป้าหมายจากลดการเผา 50% เหลือ 25–30% อาจช่วยให้หน่วยงานรัฐ “ไม่ล้มเหลวบนกระดาษ” อีกครั้ง แต่สำหรับประชาชนในเชียงราย ภาคเหนือ และกรุงเทพฯ ที่ยังต้องใส่หน้ากากในช่วงฤดูฝุ่น คำถามคือ “ชีวิตจริงจะดีขึ้นตามตัวเลข KPI หรือไม่”

ในมุมของจังหวัดเชียงราย การกำหนดปฏิทินงดเผา–ห้ามเผาที่ชัดเจน การวางแผนระดมพลและเครื่องมือด้านสาธารณภัย และการหยิบเทคโนโลยี “ตามไฟ” มาใช้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการแปลงนโยบายระดับประเทศให้เป็นมาตรการจับต้องได้ในพื้นที่ แต่ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อทุกภาคส่วนในจังหวัด – ตั้งแต่หมู่บ้าน ชุมชน เกษตรกร ไปจนถึงผู้ประกอบการท่องเที่ยวและภาคธุรกิจ – รับรู้ว่า “อากาศที่สะอาด” ไม่ใช่เพียงหน้าที่ของรัฐ แต่คือทุนชีวิตและทุนเศรษฐกิจร่วมกันของคนเชียงรายทั้งจังหวัด

ปี 2569 จึงอาจเป็นปีชี้ชะตาว่า “เชียงรายโมเดล” จะสามารถก้าวข้ามบทเรียนความล้มเหลวของเป้าหมาย PM2.5 ในอดีต และกลายเป็นต้นแบบให้จังหวัดอื่น ๆ นำไปปรับใช้ หรือจะกลายเป็นเพียงอีกหนึ่งปีที่กราฟตัวเลข Hotspot และค่าฝุ่นย้อนกลับมาถามซ้ำว่า – เราได้ทำดีที่สุดแล้วจริงหรือยัง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานคณะรัฐมนตรี / กระทรวงพาณิชย์
  • สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย (กอ.ปภ.ชร.)
  • จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA)
  • กรมควบคุมมลพิษ
  • Rocket Media Lab
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
ENVIRONMENT

มาตรการแก้ฝุ่น PM 2.5 เชียงรายปี 2569 ชูนวัตกรรมไบโอชาร์และสวนลดฝุ่น สร้างเศรษฐกิจสีเขียว

เชียงรายรุกนวัตกรรมและมาตรการเข้ม สู้ศึกฝุ่น PM 2.5 ปี 2569

เชียงราย,26 ธันวาคม 2568 – ขณะที่ฤดูหนาวกำลังเข้าสู่จังหวัดเชียงราย ท่ามกลางบรรยากาศที่เย็นสบาย ภาพของทิวทัศน์ธรรมชาติที่สวยงามกลับถูกบดบังด้วยความกังวลเรื่องหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ที่กำลังจะกลับมาอีกครั้ง แต่ในปีนี้ จังหวัดเชียงรายไม่ได้นิ่งนอนใจ หากแต่ได้เตรียมความพร้อมรับมือด้วยมาตรการที่เข้มข้นและนวัตกรรมที่น่าจับตามอง พร้อมสร้างแบบอย่างใหม่ในการแก้ปัญหามลพิษทางอากาศอย่างยั่งยืน

สถานการณ์ปัจจุบัน เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

ข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2568 รายงานสถานการณ์จุดความร้อน (Hotspots) ในจังหวัดเชียงรายพบจำนวน 6 จุด กระจายอยู่ที่อำเภอแม่ฟ้าหลวง 2 จุด อำเภอขุนตาล 2 จุด อำเภอแม่สรวย 1 จุด และอำเภอเชียงของ 1 จุด โดยส่วนใหญ่พบในพื้นที่นาข้าวและพื้นที่เกษตรกรรมอื่นๆ แม้ว่าค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 จากสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศในเมืองเชียงราย แม่สาย และเชียงของ ยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานไม่เกิน 37.5 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร แต่ทุกภาคส่วนต่างตระหนักดีว่านี่เป็นเพียงช่วงเริ่มต้นของปัญหาที่อาจบานปลายได้หากไม่มีการป้องกันอย่างจริงจัง

นายกฤษ อุตตมะเวทิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะทำงานบริหารจัดการปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ภาคการเกษตร ครั้งที่ 4/2568 ว่า สถานการณ์จุดความร้อนในพื้นที่เกษตรกรรมระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม – 11 ธันวาคม 2568 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 มีแนวโน้มดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังในพื้นที่ภาคเหนือที่มีจุดความร้อนสะสมสูงสุด ได้แก่ จังหวัดอุตรดิตถ์ 176 จุด เชียงราย 158 จุด และพิจิตร 105 จุด

ภาพรวมระดับประเทศ ลดลงแต่ยังไม่พอ

ตัวเลขสถิติจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แสดงให้เห็นความก้าวหน้าที่น่าชื่นชม ประเทศไทยมีจำนวนจุดความร้อนสะสมทั้งหมดทั่วประเทศลดลง 43% จาก 4,862 จุดในปี 2567 เหลือ 2,772 จุดในปี 2568 โดยเฉพาะจุดความร้อนในพื้นที่เกษตรกรรมลดลงถึง 49% จาก 3,025 จุด เหลือ 1,533 จุด ในส่วนของจุดความร้อนในเขตปฏิรูปที่ดิน (สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม) ก็ลดลง 44%

แต่สิ่งที่น่าสนใจและเป็นบทเรียนสำคัญคือ แม้ภาคเกษตรจะลดการเผาลงได้มากกว่า 40% แต่ปัญหาฝุ่น PM 2.5 โดยรวมยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะในเขตตัวเมืองที่ค่าฝุ่นกลับสูงขึ้นก่อนฤดูการเผาในภาคเกษตรจะเริ่มต้น สะท้อนให้เห็นว่าปัญหามาจากหลายแหล่งกำเนิดและปัจจัยทางอุตุนิยมวิทยา ไม่เพียงแต่ภาคเกษตรเท่านั้นที่ต้องแก้ไขปัญหา แต่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง

ข้อมูลจากกรุงเทพมหานครระบุถึงสาเหตุการเกิดฝุ่น PM 2.5 หลัก 3 ประการ ได้แก่ สภาพอากาศปิด โดยเฉพาะในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงมีนาคมของทุกปี การเผาไหม้ของเครื่องยนต์ในเขตเมือง และการเผาชีวมวลในภาคเกษตรกรรม ปัญหาเหล่านี้ล้วนเกิดจากฝีมือมนุษย์ จึงน่าจะสามารถบริหารจัดการได้หากมีความตั้งใจและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

มาตรการ “งดเผาเด็ดขาด” จากกองอำนวยการจังหวัด

กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย (กอปภ.จ.เชียงราย) ได้ออกประกาศขอความร่วมมือเชิงรุกอย่างชัดเจน โดยขอให้งดการเผาในที่โล่งทุกชนิดระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 13 กุมภาพันธ์ 2569 พร้อมกำหนดมาตรการหลายด้านเพื่อลดปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็ก

การประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นจากความตระหนักว่าในช่วงฤดูหนาวต่อเนื่องจนถึงฤดูร้อนของทุกปี มักเกิดสถานการณ์ปัญหาไฟป่าและฝุ่นละอองขนาดเล็กมีค่าสูงเกินมาตรฐานในหลายพื้นที่ ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่เป็นสาเหตุสำคัญก่อให้เกิดวิกฤตมลพิษหมอกควัน ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิต เศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ คุณภาพสิ่งแวดล้อม และทัศนวิสัยในการคมนาคมทั้งทางบกและทางอากาศ

มาตรการสำคัญที่กำหนดขึ้น ประกอบด้วย

  1. การควบคุมการเผาอย่างเข้มงวด ขอความร่วมมืองดการเผาทุกประเภท ทั้งเศษวัสดุทางการเกษตรและขยะมูลฝอยในที่โล่ง ทั้งในเขตเมืองและเขตชนบท รวมถึงในสถานที่ราชการ เอกชน ที่สาธารณประโยชน์ พื้นที่เกษตรกรรม บ้านเรือนที่อยู่อาศัย และพื้นที่อื่นๆ โดยให้ปรับเปลี่ยนวิธีการกำจัดจากการเผาเป็นการนำไปใช้ประโยชน์หรือย่อยสลายด้วยวิธีที่เหมาะสม
  2. การบริหารจัดการแหล่งกำเนิดมลพิษ กำหนดให้มีการควบคุมฝุ่นละอองและฝุ่นควันจากถนน การก่อสร้างอาคาร การประกอบกิจการอุตสาหกรรม และโรงงาน โดยใช้อุปกรณ์หรือเครื่องมือในการป้องกัน มีการเก็บกวาดวัสดุที่ก่อให้เกิดฝุ่นละออง การล้างถนนและสถานที่ประกอบการ รวมถึงการฉีดพ่นละอองน้ำเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นในอากาศ โดยเฉพาะในช่วงเวลา 06.00 – 08.00 น. และ 18.00 – 20.00 น. หรือตามความเหมาะสม
  3. การจัดการมลพิษจากการจราจร ตรวจและแก้ไขปัญหารถควันดำทั้งรถยนต์ขนาดเล็กและขนาดใหญ่ เข้มงวดให้รถบรรทุก รถขนส่งสินค้า รถขนย้ายวัสดุก่อสร้าง และรถขนส่งพืชผลทางการเกษตร ใช้ผ้าใบปกคลุมให้มิดชิด พร้อมทั้งรณรงค์ลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวในช่วงเวลาที่ค่ามลพิษทางอากาศสูง
  4. การควบคุมโรงงานอุตสาหกรรม ให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบโรงงานที่มีความเสี่ยงในการปล่อยฝุ่นละออง หากตรวจพบว่ามีการปล่อยมลพิษทางอากาศเกินกว่ามาตรฐาน ให้ดำเนินการแก้ไขตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด
  5. การจัดทำห้องปลอดฝุ่น (Safety Zone) กำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลจัดทำห้องปลอดฝุ่นในพื้นที่รับผิดชอบ เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับกลุ่มเปราะบางในสถานการณ์วิกฤตหมอกควันที่มีค่าฝุ่นละอองสูงเกินเกณฑ์มาตรฐาน

นวัตกรรมเปลี่ยน “เศษวัสดุ” เป็น “ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง”

หากมาตรการข้างต้นเป็นการแก้ปัญหาแบบตัดวงจรการเผา นวัตกรรมที่จังหวัดเชียงรายนำเสนอในครั้งนี้คือการเปลี่ยนต้นตอของปัญหาให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ

เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2568 นายรุจิศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการและงาน Kick off เปิดตัว “โครงการนวัตกรรมผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงเพื่อแก้ปัญหา PM 2.5 ในพื้นที่ภาคเหนืออย่างยั่งยืน” ณ วัดหนองปึ๋ง ตำบลจันจว้าใต้ อำเภอแม่จัน โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ผู้นำชุมชน เกษตรกร และยุวชนจากโรงเรียนในพื้นที่เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

โครงการนี้เป็นความตั้งใจของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) มุ่งนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาหมอกควันและฝุ่นละออง PM 2.5 อย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

นวัตกรรมที่โดดเด่นประกอบด้วย

  1. แอปพลิเคชันบริหารจัดการวัสดุเหลือทิ้ง เป็นแพลตฟอร์มกลางเชื่อมโยงเกษตรกรกับผู้ประกอบการที่ต้องการวัสดุเหลือทิ้ง สร้างธรรมาภิบาลในการจัดการทรัพยากร เปลี่ยนเศษวัสดุให้เกิดมูลค่าและลดปัญหาการเผาอย่างเป็นระบบ
  2. การแปรรูปเศษวัสดุเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง นำเปลือกข้าวโพด ตอซังข้าว และเศษไม้มาแปรรูปเป็นภาชนะรักษ์โลก ถาดรองไข่ คอนกรีตบล็อกประสานจากไบโอชาร์ และถ่านไบโอชาร์ ช่วยหมุนเวียนทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่อย่างคุ้มค่า
  3. เทคโนโลยีเตาเผาต่อเนื่อง พัฒนาเตาเผาสำหรับไบโอชาร์ที่เชื่อมต่อกับเตาเผาเซรามิก เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ลดมลพิษจากการเผาไหม้ และสามารถกักเก็บน้ำส้มควันไม้ได้ 100% เพื่อส่งเสริมการเกษตรปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  4. เจลหน่วงไฟจากธรรมชาติ วิจัยและพัฒนาเพื่อลดความรุนแรงของไฟป่า ปกป้องระบบนิเวศและสุขภาวะของประชาชน โดยใช้วัตถุดิบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 100%
  5. วัสดุกรองอากาศประสิทธิภาพสูง พัฒนาจากไบโอชาร์ สามารถลดค่าฝุ่น PM 2.5 ได้ถึง 85-98% รวมถึงการนำไปประยุกต์ใช้ในงานถนนลาดยางมะตอย เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสารพิษก่อมะเร็งบนท้องถนน

ผลสำเร็จของโครงการจะถูกต่อยอดผ่านการจัดตั้ง “ศูนย์ฝึกอบรมอาชีพและสาธิตการแปรรูปวัสดุชีวภาพ” เพื่อมอบให้เป็นแหล่งเรียนรู้คู่ชุมชน ณ ตำบลจันจว้า อำเภอแม่จัน สร้างความเชื่อมั่นว่านวัตกรรมของไทยสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน

สวนต้นแบบลดฝุ่น” และเกษตรทางเลือก

นอกจากนวัตกรรมที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีแล้ว การใช้พลังของธรรมชาติในการดักจับฝุ่นก็เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่น่าสนใจ เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2568 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ร่วมกันเปิดตัว “สวนต้นแบบลดฝุ่น PM 2.5” ณ โรงเรียนเทศบาล 6 นครเชียงราย อำเภอเมืองเชียงราย

นางสาวเสาวนีย์ มุ่งสุจริตการ รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า โครงการนี้เป็นความร่วมมือที่ได้พัฒนาสวนต้นแบบซึ่งใช้ประโยชน์จากไม้ดอกไม้ประดับท้องถิ่นเป็นกลไกในการลดฝุ่นในเขตเมือง พร้อมทั้งสนับสนุนให้ชุมชนปรับเปลี่ยนแนวทางการเกษตรจากระบบที่มีการเผามาเป็นการใช้วัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรเป็นวัสดุปลูก ซึ่งนอกจากจะช่วยลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 และจุดความร้อนแล้ว ยังช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียว ส่งเสริมสิ่งแวดล้อมที่ดี และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่

ดร.พงศธร ประภักรางกูล รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย อธิบายว่า กิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “การปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและลดมลภาวะฝุ่น PM 2.5” โดย วว. และมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้ร่วมกับโรงเรียนเทศบาล 6 นครเชียงราย จัดทำสวนต้นแบบเพื่อแสดงศักยภาพของไม้ดอกไม้ประดับในการลดฝุ่นในเขตเมือง

ทีมนักวิจัย วว. ลงพื้นที่จังหวัดเชียงรายและพะเยา มีเกษตรกรสมัครเข้าร่วมโครงการกว่า 50 ราย โดยได้รับการสนับสนุนให้ปลูกไม้ตัดดอก เช่น ดอกแอสเตอร์ หญ้าหางกระต่าย มากาเร็ต ดอกกระดาษ คัตเตอร์ เบญจมาศ และแกลดิโอลัส รวมถึงไม้ดอกเพื่อการแปรรูป เช่น เก๊กฮวย กระเจี๊ยบแดง คาโมมายล์ และอัญชัน ซึ่งสามารถแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อบแห้งเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มได้

ที่สำคัญคือ โครงการนี้ยังมีการใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ฟางข้าว ซังข้าวโพด และชานอ้อย มาพัฒนาเป็นวัสดุปรับปรุงดินและวัสดุคลุมดินสำหรับการปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับ ก่อให้เกิดรายได้ที่มั่นคงกว่า 35,000 บาทต่อราย

ดร.วันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย กล่าวว่า จังหวัดเชียงรายยินดีเป็นอย่างยิ่งที่คณะนักวิจัยได้พัฒนาสวนต้นแบบลดฝุ่น PM 2.5 แห่งนี้ เพื่อเป็นพื้นที่เรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและเป็นตัวอย่างของการนำไม้ดอกไม้ประดับท้องถิ่นมาใช้ในการลดฝุ่นในเขตเมืองอย่างสร้างสรรค์ การมีสวนต้นแบบลดฝุ่นในโรงเรียนเช่นนี้ นอกจาก

จะช่วยป้องกันผลกระทบจากฝุ่น PM 2.5 ต่อเด็กนักเรียนแล้ว ยังเป็นพื้นที่การเรียนรู้ที่ช่วยปลูกจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมให้กับเยาวชนซึ่งจะเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาชุมชนในอนาคต

ถอดบทเรียนความสำเร็จจาก “โมเดลอ้อยและน้ำตาล”

หนึ่งในแนวทางที่น่าสนใจที่สุดของการแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 คือการถอดบทเรียนจากความสำเร็จของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นำมาปรับใช้เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกร

สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) กระทรวงอุตสาหกรรม ได้กำหนดมาตรการที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาการเผาอ้อยเพื่อลดปัญหาฝุ่นมลพิษ PM 2.5 ฤดูการผลิตปี 2568/2569 โดยการประชุมคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) ครั้งที่ 9/2568 มีมติเห็นชอบราคาอ้อยขั้นต้นฤดูการผลิตปี 2568/2569 ในอัตรา 890 บาทต่อตัน ที่ระดับความหวาน 10 ซี.ซี.เอส. พร้อมกำหนดอัตราขึ้นลงของราคาอ้อยที่ 53.40 บาทต่อ 1 หน่วย ซี.ซี.เอส.

มาตรการจูงใจที่สำคัญ ได้แก่

  1. มาตรการด้านราคา กำหนดราคาอ้อยขั้นต้นที่ชัดเจนเพื่อสร้างความมั่นใจให้เกษตรกร พร้อมโบนัสสำหรับอ้อยสดสะอาด 100%
  2. การควบคุมการรับอ้อยเผา กำหนดให้โรงงานน้ำตาลรับอ้อยเผาเข้าหีบได้ไม่เกิน 20% ต่อวัน และให้โรงงานหยุดรับอ้อยเข้าหีบตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 4 มกราคม 2569 รวมถึงรับเฉพาะอ้อยสดเข้าหีบตั้งแต่เริ่มต้นหีบอ้อยจนถึงวันเด็ก (วันที่ 10 มกราคม 2569)
  3. โครงการคนละครึ่ง Farmer Plus สนับสนุนเครื่องสาง-ตัด-กวาด-อัด-สับคลุก เพื่อการตัดอ้อยสด โดยให้โรงงานรวมกลุ่มชาวไร่อ้อยมากกว่า 4,515 กลุ่ม มีจำนวนเกษตรกรชาวไร่อ้อยรวมกลุ่มกว่า 60,000 ราย ภาครัฐสนับสนุนจัดหาอุปกรณ์ในอัตราครึ่งหนึ่งของราคาซื้อตามนโยบายคนละครึ่งของรัฐบาล
  4. มาตรการทางภาษี การลดหย่อนภาษีให้แก่โรงงานน้ำตาลที่รับอ้อยเผาตามเกณฑ์ที่กำหนด และขอลดหย่อนภาษีให้แก่ผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าชีวมวลที่รับซื้อใบและยอดอ้อยเป็นเชื้อเพลิง
  5. การส่งเสริมการลงทุน พิจารณาสนับสนุนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการนำเข้ารถตัดอ้อยแบบปลอดอากร เพื่อให้โรงงานน้ำตาลและเกษตรกรชาวไร่อ้อยสามารถนำเข้ารถตัดอ้อยใหม่ขนาดใหญ่จากต่างประเทศมาใช้งาน

มาตรการระดับกระทรวง ครบวงจรและเป็นระบบ

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เตรียมมาตรการกำจัดปัญหาฝุ่นละอองในปีงบประมาณ 2569 อย่างครอบคลุม ประกอบด้วย

  1. การดัดแปรสภาพอากาศ จัดตั้งหน่วยปฏิบัติการในพื้นที่เสี่ยงเกิดมลภาวะในช่วงเดือนธันวาคม 2568 – พฤษภาคม 2569 ซึ่งในช่วงที่ผ่านมามีการปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศเพื่อบรรเทาปัญหาฝุ่นจำนวน 12 วัน พบว่าค่าคุณภาพอากาศ (AQI) ดีขึ้น 83.33% และปริมาณฝุ่นลดลงเฉลี่ย 36.6%
  2. การขยาย GAP ปลอดการเผา กำหนดเป้าหมายขยายการรับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practices – GAP) ปลอดการเผาให้ได้ 10,000 แปลง โดยส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนการปลูกพืชมูลค่าสูงแทนข้าวโพด และแนะนำให้ใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังลดการเผา ในปี 2568 มาตรฐาน GAP PM2.5 Free Plus ได้ให้การรับรองเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดไปแล้ว 4,431 แปลง จากพื้นที่ทั้งหมด 41,055 ไร่
  3. การส่งเสริมการไถกลบตอซัง ส่งเสริมการไถกลบตอซังและผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพื่อลดการเผาในพื้นที่เป้าหมายรวม 23,000 ไร่ ซึ่งในปี 2568 พบว่าพื้นที่รณรงค์ 73 จังหวัด มีจุด Hotspot ลดลง 35.59% และสามารถลดการปล่อย PM2.5 ได้ถึง 160 ตัน
  4. โครงการ “ฟางมา…วัวอิ่ม” พัฒนาเทคโนโลยีจัดการเศษวัสดุการเกษตรเป็นอาหารสัตว์ โดยในปี 2568 ดำเนินการในพื้นที่ 4,300 ไร่ ลดปริมาณฝุ่นได้ประมาณ 14,000 กิโลกรัม และกำหนดเป้าหมายปี 2569 ส่งเสริมในพื้นที่ไม่น้อยกว่า 2,700 ไร่
  5. โครงการ “ฟางมา…ปลาโต” นำฟางข้าวและตอซังมาสร้างอาหารธรรมชาติในบ่อปลา โดยในปี 2568 ใช้เศษวัสดุ 278,146 กิโลกรัม จาก 4 จังหวัด (เชียงราย พะเยา นครพนม และกาฬสินธุ์) ช่วยลดการเกิด PM 2.5 ได้ถึง 3,431 กิโลกรัม และกำหนดแผนปี 2569 ขยายผลเป็น 10 จังหวัด เกษตรกร 250 ราย ตั้งเป้าลดการเผาตอซัง 100,000 กิโลกรัม
  6. โครงการลดการเผาในเขตปฏิรูปที่ดิน ปี 2569 มีเป้าหมาย 12,000 ไร่ เกษตรกร 1,200 ราย ใน 55 จังหวัด โดยจัดตั้งศูนย์รณรงค์หยุดเผาในเขตปฏิรูปที่ดิน ซึ่งได้เปิดศูนย์ในภาคเหนือแล้ว 17 แห่ง และมีแผนจะเปิดในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออีก 20 ศูนย์ และภาคกลาง 18 ศูนย์เพิ่มเติม

การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์การทำงาน

นายกฤษ อุตตมะเวทิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบแนวทางปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์การทำงานให้กับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เพื่อมุ่งหน้าสู่การบริหารจัดการเชิงรุกที่มีข้อมูลเป็นฐาน (Data-Driven Management) โดยถอดแบบความสำเร็จจากสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) กระทรวงอุตสาหกรรม ที่มีมาตรการทางกฎหมาย การส่งเสริม และการเพิ่มมูลค่าในการแก้ไขปัญหาการเผาอ้อยอย่างชัดเจน

โดยขอให้จัดตั้งกลุ่มภารกิจ (Cluster) รับผิดชอบเฝ้าระวังพื้นที่การเกษตรเป็นรายภูมิภาค ได้แก่ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเป็นหัวหน้ากลุ่มเฝ้าระวังพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กรมการข้าวเป็นหัวหน้ากลุ่มเฝ้าระวังพื้นที่ภาคเหนือ กรมส่งเสริมการเกษตรเป็นหัวหน้ากลุ่มเฝ้าระวังพื้นที่ภาคกลาง และสำนักแผนงานและโครงการพิเศษ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ฝ่ายเลขานุการเป็นหัวหน้ากลุ่มเฝ้าระวังพื้นที่ภาคใต้ เพื่อให้การติดตามและแก้ไขปัญหามีความเป็นเอกภาพและวัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ซึ่งถือเป็นการยกระดับการทำงานจากการเป็นเพียง “คณะประชุม” สู่การเป็น “คณะทำงานบริหารจัดการ” อย่างแท้จริง

จากวิกฤตสู่โอกาส

การที่จังหวัดเชียงรายและหน่วยงานต่างๆ เตรียมพร้อมรับมือกับปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในปี 2569 ด้วยมาตรการที่หลากหลายและครอบคลุมนี้ แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ที่สำคัญ จากการมองปัญหาเป็นเพียงวิกฤตที่ต้องแก้ไข มาสู่การมองเป็นโอกาสในการสร้างระบบเศรษฐกิจและสังคมใหม่ที่ยั่งยืน

การผสมผสานระหว่างมาตรการทางกฎหมายที่เข้มงวด นวัตกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่ม การใช้ประโยชน์จากธรรมชาติ และการสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ คือสูตรสำเร็จที่จังหวัดเชียงรายกำลังนำเสนอให้กับประเทศ แม้ว่าตัวเลขสถิติจะแสดงให้เห็นว่าปัญหาลดลงอย่างชัดเจน แต่การที่ค่าฝุ่นในเขตเมืองยังคงสูงขึ้นก็เตือนใจเราว่า ปัญหานี้ไม่ใช่ความรับผิดชอบของภาคเกษตรเพียงอย่างเดียว แต่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง

จังหวัดเชียงรายตั้งเป้าเป็นจังหวัดต้นแบบที่ใช้ทั้ง “กฎหมายเข้ม” และ “นวัตกรรมสร้างรายได้” เพื่อคืนอากาศบริสุทธิ์ให้ประชาชนอย่างยั่งยืน หากความพยายามเหล่านี้ประสบความสำเร็จ จะไม่เพียงแต่แก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 เท่านั้น แต่จะสร้างแบบอย่างของการพัฒนาที่ยั่งยืนตามหลักเศรษฐกิจสีเขียวที่สามารถขยายผลไปสู่พื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศได้

การต่อสู้กับฝุ่น PM 2.5 ในปี 2569 จะเป็นการทดสอบที่สำคัญ ว่าประเทศไทยจะสามารถเปลี่ยนวิกฤตให้กลายเป็นโอกาสได้หรือไม่ และจังหวัดเชียงรายกำลังนำทางด้วยความมุ่งมั่นและนวัตกรรมที่น่าจับตามอง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย (กอปภ.จ.เชียงราย)
  • กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  • สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) กระทรวงอุตสาหกรรม
  • สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)
  • สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

ส่อง “เวียงแก่นโมเดล” เพาะเห็ดฟางจากซังข้าวโพด นวัตกรรมลดเผา-ลดหมอกควันข้ามแดนที่ยั่งยืน

เปลี่ยนเศษวัสดุเป็นรายได้ “เวียงแก่นโมเดล” เพาะเห็ดฟางจากซังข้าวโพด ทางรอดใหม่ลดเผา–ลดหมอกควันข้ามแดน

เชียงราย, 25 ธันวาคม 2568 – ทุกฤดูแล้งของภาคเหนือ ภาพควันไฟที่ลอยคลุ้งเหนือภูเขาและไร่นาในหลายจังหวัดมักหวนกลับมาเป็นวาระแห่งชาติอยู่เสมอ การเผาฟางข้าว เปลือกข้าวโพด และซังข้าวโพดหลังการเก็บเกี่ยว แม้จะเป็นวิธีจัดการเศษวัสดุที่คุ้นชินของเกษตรกร แต่กลับกลายเป็นต้นทางสำคัญของปัญหาฝุ่น PM 2.5 และหมอกควันข้ามแดนที่กระทบต่อทั้งสุขภาพประชาชนและภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของไทยและประเทศเพื่อนบ้าน

ท่ามกลางโจทย์ใหญ่ที่ยืดเยื้อมานาน อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นพื้นที่เกษตรกรรมและชายแดนที่ต้องเผชิญกับปัญหาหมอกควันอย่างต่อเนื่อง กำลังทดลอง “คำตอบใหม่” ที่ไม่ได้เริ่มต้นจากห้องประชุม แต่เริ่มต้นจาก “กองซังข้าวโพด” ที่เคยถูกเผาทิ้ง

เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ภายใต้โครงการ “พัฒนาความร่วมมือเมืองคู่ขนาน ไทย–ลาว–เมียนมา เพื่อขับเคลื่อนการจัดการและลดมลพิษหมอกควันข้ามแดน” ที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. และสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้ร่วมกับทีมพัฒนาชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอำเภอเวียงแก่น จัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ “การเพาะเห็ดฟางและเห็ดแชมปิญองจากเปลือกข้าวโพดและซังข้าวโพด เศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ชุมชนลดการเผา”

เป้าหมายไม่ใช่เพียงให้เกษตรกร “เรียนรู้วิธีเพาะเห็ด” แต่คือการสร้างโมเดลจัดการวัสดุเหลือใช้ที่เป็นรูปธรรม เห็นรายได้จริง จนกลายเป็นแรงจูงใจให้ชุมชน “เลิกเผาอย่างสมัครใจ”

จากเวียงแก่นสู่บ้านป่าจั่น เรียนรู้จากชุมชนต้นแบบที่เปลี่ยนซังข้าวโพดเป็นเห็ดเศรษฐกิจ

การอบรมครั้งนี้นำผู้นำชุมชน เกษตรกร เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในอำเภอเวียงแก่น จำนวน 30 คน เดินทางไปศึกษาดูงาน ณ บ้านป่าจั่น หมู่ 7 ตำบลเวียงกาหลง อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย ชุมชนต้นแบบที่พิสูจน์แล้วว่า “เปลือกและซังข้าวโพด” สามารถกลายเป็นฐานรายได้ใหม่ได้จริง

กิจกรรมจัดขึ้นในรูปแบบ “เรียนรู้จากของจริง” โดยมี

  • คุณวิลาวรรณ น้อยภา หัวหน้าโครงการฯ มอบหมายให้
  • คุณศุภาพิชญ์ สงคำ ผู้ประสานงานโครงการ พร้อมด้วยคณะวิจัย ร่วมออกแบบกระบวนการเรียนรู้
    และได้รับเกียรติจาก
  • คุณวรากร วังฐาน รองนายกเทศบาลตำบลเวียงกาหลง ให้การต้อนรับ
  • คุณสันต์ณรงค์ วีระชาติ ผู้ใหญ่บ้านป่าจั่น เป็นวิทยากรถ่ายทอดประสบการณ์การเพาะเห็ดฟางและเห็ดแชมปิญองจากเปลือกและซังข้าวโพดที่ปฏิบัติจริงในชุมชน

บ้านป่าจั่นเคยเผชิญโจทย์ไม่ต่างจากเวียงแก่น คือมีเศษวัสดุทางการเกษตรจำนวนมาก โดยเฉพาะฟางข้าว เปลือกข้าวโพด และซังข้าวโพดที่ถูกเผาทิ้งเป็นประจำทุกปี การเปลี่ยนวิธีคิดจาก “ของเหลือทิ้ง” ให้เป็น “วัตถุดิบเพาะเห็ด” จึงไม่ใช่เพียงการทดลองเชิงเทคนิค แต่เป็นการทดลอง “เปลี่ยนวิถี” ของทั้งชุมชน

จากการถ่ายทอดของผู้ใหญ่บ้านป่าจั่น เกษตรกรในพื้นที่ใช้เปลือกและซังข้าวโพดมาผ่านกระบวนการหมักและปรับสภาพให้เป็นวัสดุเพาะเห็ด ทั้งเห็ดฟางและเห็ดแชมปิญอง เมื่อเก็บผลผลิตแล้ว วัสดุที่เหลือหรือ “กากเห็ด” ยังสามารถนำไปเป็นปุ๋ยอินทรีย์หรือวัสดุปรับปรุงดินในแปลงเกษตร ช่วยลดต้นทุนปุ๋ยเคมีและปิดวงจรการใช้ทรัพยากรอย่างครบถ้วน

ผลลัพธ์ที่จับต้องได้คือ เกษตรกรมีรายได้เสริมหมุนเวียนจากการขายเห็ด ขณะเดียวกัน พื้นที่เผาในที่โล่งก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ นี่คือ “รูปธรรม” ที่เวียงแก่นตั้งใจจะนำกลับไปขยายผลในพื้นที่ของตนเอง

ฟางข้าว–ซังข้าวโพด จากต้นเหตุหมอกควัน สู่วัตถุดิบสร้างมูลค่า

ข้อมูลจากการดำเนินโครงการระบุว่า ฟางข้าว เปลือกข้าวโพด และซังข้าวโพด เป็นเศษวัสดุที่มีปริมาณมหาศาลในอำเภอเวียงแก่น และ “ขาดรูปแบบการจัดการที่เหมาะสม” มายาวนาน เกษตรกรจำนวนมากจึงเลือกใช้วิธีเผาทิ้งในช่วงเตรียมแปลงเพาะปลูก สร้างทั้งจุดความร้อน (Hotspot) และฝุ่น PM 2.5 ที่ลอยสะสมในบรรยากาศ

โครงการของ TEI เลือกมองวัสดุเหล่านี้ผ่านมุมมองใหม่ โดยเน้นแนวคิด 3 มิติหลัก

  1. หมุนวนทรัพยากร (Circular Resource Use)
    แทนที่จะปล่อยให้ฟางและซังข้าวโพดกลายเป็นภาระของสิ่งแวดล้อม โครงการชี้ให้เห็นว่าทุกกองซังข้าวโพดสามารถแปลงร่างเป็นโรงเรือนเพาะเห็ดได้ หากมีการจัดการที่เหมาะสม เกษตรกรจะได้วัตถุดิบเพาะเห็ดที่หาได้ในพื้นที่ตนเองโดยไม่ต้องซื้อจากภายนอก
  2. สร้างรายได้เสริมอย่างเป็นรูปธรรม
    เห็ดฟางและเห็ดแชมปิญองเป็นสินค้าที่ตลาดต้องการสม่ำเสมอ ราคาจำหน่ายต่อกิโลกรัมสูงกว่าเมล็ดข้าวโพดหรือฟางแห้งหลายเท่า และมีรอบการเก็บเกี่ยวสั้น เมื่อเกษตรกรเห็นตัวเลขกำไรที่เกิดขึ้นจริงจากการเพาะเห็ด ก็มีแรงจูงใจชัดเจนที่จะหันหลังให้การเผา
  3. คืนอินทรียวัตถุสู่ผืนดิน
    หลังเก็บเห็ดแล้ว กากเห็ดที่เหลือไม่ได้ถูกทิ้งเป็นขยะ หากแต่นำกลับไปใช้เป็นปุ๋ยอินทรีย์หรือวัสดุปรับปรุงดินในไร่นา ช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุในดินและลดต้นทุนปุ๋ยเคมีในระยะยาว

คุณศุภาพิชญ์ สงคำ ผู้ประสานงานโครงการ ระบุในเวทีอบรมว่า การสร้างรูปธรรมที่ “เห็นกำไรจริง” เป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนพฤติกรรมการเผา หากเกษตรกรสามารถเปลี่ยนกองซังข้าวโพดให้กลายเป็นรายได้ในครัวเรือน เขาย่อมมีเหตุผลเพียงพอที่จะหยุดจุดไฟด้วยตัวเอง

เมืองคู่ขนาน ไทย–ลาว–เมียนมา เชื่อมโมเดลเวียงแก่นสู่การแก้ปัญหาหมอกควันข้ามแดน

กิจกรรมในเวียงแก่นไม่ใช่โครงการเดี่ยว หากเป็นส่วนหนึ่งของกรอบความร่วมมือ “เมืองคู่ขนาน ไทย–ลาว–เมียนมา” ที่มุ่งหวังลดมลพิษหมอกควันข้ามแดนอย่างเป็นระบบ ภายใต้การสนับสนุนด้านวิชาการและงบประมาณจาก สวก. และ วช.

โจทย์สำคัญของกรอบความร่วมมือนี้คือ การหาวิธีจัดการเชื้อเพลิงทางการเกษตรที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ชายแดน ซึ่งมีทั้งไร่ข้าวโพดขนาดใหญ่ พื้นที่สูง และชุมชนชาติพันธุ์หลากหลาย การออกแบบโมเดลที่ใช้วัสดุในชุมชน สร้างรายได้จริง และสามารถถ่ายทอดได้โดยไม่ซับซ้อน จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญ หากต้องการให้ประเทศเพื่อนบ้านนำไปปรับใช้ร่วมกันในระยะยาว

เวียงแก่นซึ่งมีพรมแดนติดสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จึงถูกมองว่าเป็น “พื้นที่ทดลองเชิงยุทธศาสตร์” เพราะหากโมเดลเพาะเห็ดจากซังข้าวโพดประสบความสำเร็จและขยายครอบคลุมทั้งอำเภอภายในปี 2569 ตามเป้าหมายที่ผู้นำชุมชนตั้งไว้ ก็จะสามารถนำไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับชุมชนฝั่งลาวและเมียนมาที่เผชิญปัญหาคล้ายกันได้โดยตรง

 

ประโยชน์รอบด้านของ “เห็ดเวียงแก่นโมเดล”

จากการสังเคราะห์ข้อมูลของโครงการ สามารถสรุปประโยชน์ของโมเดลเพาะเห็ดจากซังข้าวโพดใน 4 มิติหลัก ดังนี้

  1. มิติสิ่งแวดล้อม
    การนำฟางข้าวและซังข้าวโพดมาใช้เพาะเห็ดแทนการเผา ช่วยลดจำนวนจุดความร้อน (Hotspot) และปริมาณฝุ่น PM 2.5 จากการเผาในที่โล่ง ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของปัญหาหมอกควันในลุ่มน้ำโขงตอนบน แม้จะยังไม่มีตัวเลขเชิงสถิติหลังดำเนินการเต็มรูปแบบ แต่แนวโน้มการลดพื้นที่เผาจะชัดเจนขึ้นเมื่อชุมชนหันมาใช้วัสดุเหล่านี้ในโรงเรือนเพาะเห็ดอย่างแพร่หลาย
  2. มิติเศรษฐกิจครัวเรือน
    การเพาะเห็ดฟางและเห็ดแชมปิญองเปิดโอกาสให้เกษตรกรมีรายได้เสริมที่หมุนเวียนรวดเร็ว ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาผลผลิตทางการเกษตรเพียงชนิดเดียว ขณะเดียวกัน ครัวเรือนยังลดค่าใช้จ่ายด้านอาหาร เพราะสามารถบริโภคเห็ดที่เพาะเองได้โดยไม่ต้องซื้อจากตลาด
  3. มิติการเกษตรและคุณภาพดิน
    กากเห็ดหลังการเพาะถือเป็นอินทรียวัตถุคุณภาพดี เมื่อนำกลับไปปรับปรุงดินในแปลงเกษตร จะช่วยเพิ่มธาตุอาหารและโครงสร้างดินให้ร่วนซุยขึ้น เกษตรกรสามารถลดการใช้ปุ๋ยเคมีและสารปรับปรุงดินจากภายนอก ซึ่งไม่เพียงช่วยลดต้นทุน แต่ยังลดความเสี่ยงด้านสุขภาพจากการสัมผัสสารเคมีโดยตรง
  4. มิติสังคมและการพัฒนาศักยภาพผู้นำ
    การอบรมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้เน้นการสร้าง “ผู้นำชุมชนที่มีความรู้” หรือ Smart Leader ให้มีทักษะทั้งด้านเทคนิคการเพาะเห็ดและความเข้าใจด้านสิ่งแวดล้อม ผู้นำเหล่านี้จะกลับไปเป็นฟันเฟืองสำคัญในการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ชุมชนของตนเอง ผ่านกิจกรรมฝึกอบรมย่อยหรือโครงการนำร่องในแต่ละหมู่บ้าน

ก้าวต่อไปของเวียงแก่น เป้าหมาย “เกษตรปลอดการเผา” ภายในปี 2569

หลังการศึกษาดูงานที่บ้านป่าจั่น ผู้นำชุมชน ตัวแทนท้องถิ่น และผู้บริหารโครงการมีความเห็นร่วมกันว่า เวียงแก่นจำเป็นต้อง “ยกระดับ” การเรียนรู้ครั้งนี้ให้เข้าสู่กระบวนการวางแผนพัฒนาท้องถิ่นอย่างเป็นทางการ

ทิศทางต่อไปของเวียงแก่นจึงประกอบด้วย 3 แนวทางหลัก

  1. บรรจุโมเดลเพาะเห็ดลงในแผนงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
    องค์การบริหารส่วนตำบลและเทศบาลในพื้นที่จะพิจารณาจัดสรรงบประมาณสนับสนุนโรงเรือนต้นแบบ อุปกรณ์เพาะเห็ด และการอบรมต่อเนื่อง เพื่อให้ครัวเรือนสนใจสามารถเข้าร่วมได้จริง ไม่เป็นเพียง “ความรู้บนกระดาษ”
  2. ขยายผลให้ครอบคลุมทุกตำบลในอำเภอเวียงแก่น
    จากกลุ่มนำร่อง 30 คนในครั้งแรก แผนงานระยะกลางมุ่งหวังให้มีครัวเรือนเข้าร่วมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนครอบคลุมทุกตำบลภายในปี 2569 ซึ่งจะทำให้เวียงแก่นเข้าใกล้เป้าหมาย “อำเภอเกษตรปลอดการเผา” อย่างเป็นรูปธรรม
  3. เชื่อมโยงเครือข่ายกับชุมชนรอบนอกและประเทศเพื่อนบ้าน
    เมื่อเวียงแก่นมีตัวอย่างความสำเร็จมากพอ โครงการเมืองคู่ขนาน ไทย–ลาว–เมียนมา สามารถใช้เวียงแก่นเป็น “ฐานเรียนรู้” ให้ชุมชนจากฝั่งลาวและเมียนมาเข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อลดการเผาในระดับลุ่มน้ำและภูมิภาคต่อไป

เห็ดฟางหนึ่งดอก… จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงทั้งระบบ

กรณีศึกษา “เพาะเห็ดฟางจากซังข้าวโพดที่เวียงแก่น” ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การแก้ปัญหาหมอกควันและไฟป่าที่หยั่งรากลึกในโครงสร้างเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของชุมชน ไม่อาจแก้ได้ด้วยคำขอร้องหรือมาตรการบังคับใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียว

เมื่อเกษตรกรถูกขอให้ “หยุดเผา” แต่ยังไม่มีทางเลือกอื่นในการจัดการเศษวัสดุและสร้างรายได้ การเผาย่อมกลับมาในทุกฤดู แต่เมื่อการเผาถูกแทนที่ด้วยกิจกรรมที่สร้างรายได้จริง เพิ่มคุณภาพดิน และลดต้นทุนในระยะยาว เช่น การเพาะเห็ดจากซังข้าวโพด พฤติกรรมการเผาก็เริ่มมี “คู่แข่งที่น่าสนใจกว่า” ขึ้นมาทันที

โมเดลเวียงแก่นยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่ทิศทางที่เห็นชัดคือ การแก้ปัญหาหมอกควันต้องเดินคู่กันทั้ง มิติสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ ครัวเรือน และการเสริมพลังผู้นำชุมชน หากทุกภาคส่วนยังคงจับมือกันแน่นเช่นที่เกิดขึ้นในเวทีวันที่ 23 ธันวาคม 2568 วันหนึ่งในอนาคต “กองซังข้าวโพดที่ลุกเป็นไฟ” อาจถูกจดจำในฐานะภาพอดีต ขณะที่ “โรงเรือนเห็ดฟางในเวียงแก่น” กลายเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านสู่เกษตรปลอดการเผาที่จับต้องได้จริง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI)
  • โครงการพัฒนาความร่วมมือเมืองคู่ขนาน ไทย–ลาว–เมียนมา เพื่อขับเคลื่อนการจัดการและลดมลพิษหมอกควันข้ามแดน
  • สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) – สวก.
  • สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)
  • เทศบาลตำบลเวียงกาหลง และชุมชนบ้านป่าจั่น ตำบลเวียงกาหลง อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย
  • ทีมพัฒนาชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME