Categories
WORLD PULSE

วิกฤตแรงงานฝีมือสหรัฐฯ สร้างโอกาสใหม่ Gen Z และกลุ่มแรงงานฝีมือ

สหรัฐฯ เผชิญวิกฤตแรงงานฝีมือ ขาดแคลนหนัก กลุ่มอาชีพรายได้สูงเริ่มเป็นที่สนใจ

รายงานเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2567
ผลการวิจัยล่าสุดจาก McKinsey & Co. เผยว่าสหรัฐฯ กำลังประสบกับวิกฤตการขาดแคลนแรงงานที่มีฝีมืออย่างหนัก โดยเฉพาะในกลุ่มที่ไม่ได้เน้นการศึกษาระดับปริญญาตรี เนื่องจากแรงงานรุ่นเก่าเริ่มเข้าสู่วัยเกษียณ และกลุ่มคนรุ่นใหม่ทั้งชายและหญิงมีแนวโน้มเลือกอาชีพสายแรงงานลดลง เช่น งานก่อสร้าง การประปา และการขนส่ง วิกฤตนี้รุนแรงขึ้นหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคธุรกิจและอัตราค่าจ้างแรงงานที่มีทักษะสูง ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า 20%

ความต้องการแรงงานเพิ่มสูง

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแรงงานของสหรัฐฯ ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2024 ถึง 2032 จะมีตำแหน่งงานใหม่ในตลาดแรงงานกว่า 1.5 ล้านตำแหน่ง โดย 35% ของงานที่เติบโตเร็วที่สุดอยู่ในสายแรงงานที่เน้นทักษะ ไม่เน้นวุฒิปริญญาตรี Nathan Soto ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชีพจาก Resume Genius ระบุว่า “คนรุ่นใหม่มองหางานที่รายได้ดีโดยไม่ต้องมีปริญญา” ส่งผลให้สายงานด้านการผลิต การบิน และพลังงาน กลายเป็นตัวเลือกที่ได้รับความนิยม

5 อาชีพรายได้สูงที่ตลาดต้องการ

มีการเปิดเผย 5 สาขาอาชีพที่ตลาดแรงงานในสหรัฐฯ ต้องการสูง โดยบางอาชีพไม่จำเป็นต้องใช้วุฒิปริญญาตรี แต่สามารถมีรายได้สูงถึง 100,000 เหรียญสหรัฐฯ ต่อปี ได้แก่:

  1. ช่างเทคนิคลิฟต์และบันไดเลื่อน

    • ดูแลและซ่อมแซมอุปกรณ์ลิฟต์และบันไดเลื่อน
    • วุฒิการศึกษาระดับมัธยมปลายและใบอนุญาต
    • รายได้เฉลี่ย 102,420 เหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 3.5 ล้านบาทต่อปี)
  2. พนักงานโรงไฟฟ้า

    • ควบคุมหม้อไอน้ำและเครื่องกำเนิดไฟฟ้า
    • วุฒิการศึกษาระดับมัธยมปลายและใบอนุญาต
    • รายได้เฉลี่ย 100,890 เหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 3.4 ล้านบาทต่อปี)
  3. พนักงานควบคุมการจราจรทางอากาศ

    • ควบคุมการจราจรเครื่องบินทั้งบนอากาศและพื้นดิน
    • ต้องมีวุฒิปริญญาตรีหรือใบรับรอง AT-CTI และผ่านการฝึกอบรม FAA
    • รายได้เฉลี่ย 137,380 เหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 4.7 ล้านบาทต่อปี)
  4. ช่างเทคนิคนิวเคลียร์

    • ทำงานร่วมกับนักฟิสิกส์และวิศวกรเพื่อผลิตพลังงานนิวเคลียร์
    • วุฒิการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์และฝึกงาน
    • รายได้เฉลี่ย 101,740 เหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 3.5 ล้านบาทต่อปี)
  5. ผู้บังคับบัญชาแนวหน้าตำรวจและนักสืบ

    • จัดการงานและประสานงานสืบสวน
    • ต้องมีประสบการณ์ด้านตำรวจหรือการสืบสวน
    • รายได้เฉลี่ย 101,750 เหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 3.5 ล้านบาทต่อปี)

แรงงาน Gen Z ปรับตัว

กลุ่มคนรุ่นใหม่เริ่มหันมามองอาชีพที่ให้รายได้สูงโดยไม่เน้นปริญญาตรีมากขึ้น สายงานที่เกี่ยวข้องกับการผลิต พลังงาน และการบิน ถูกมองว่าให้ผลตอบแทนคุ้มค่าเทียบเท่ากับงานออฟฟิศ โดย Nathan Soto เสริมว่า “การพัฒนาทักษะและการปรับตัวของแรงงานในสายอาชีพเหล่านี้ ถือเป็นอนาคตของตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่ต้องการแรงงานคุณภาพสูง”

วิกฤตแรงงานฝีมือในสหรัฐฯ ไม่เพียงสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงในตลาดแรงงาน แต่ยังชี้ให้เห็นถึงโอกาสที่กลุ่ม Gen Z จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจในอนาคตอีกด้วย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : McKinsey & Co.

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
WORLD PULSE

ออสเตรเลียแบนโซเชียลเด็กต่ำกว่า 16 ควบคุมด้วยค่าปรับมหาศาล”

รัฐบาลออสเตรเลียเสนอกฎหมายแบนโซเชียลมีเดียเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี พร้อมค่าปรับสูงถึง 49.5 ล้านดอลลาร์

เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2567 สำนักข่าวต่างประเทศ Reuters รายงานว่า รัฐบาลฝ่ายซ้ายกลางของออสเตรเลียได้เสนอร่างกฎหมายใหม่ต่อรัฐสภา ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อจำกัดการใช้งานโซเชียลมีเดียสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี โดยมีบทลงโทษสำหรับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่ละเมิดกฎหมาย ด้วยค่าปรับสูงสุดถึง 49.5 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือประมาณ 1,100 ล้านบาท

แผนการยืนยันอายุที่เข้มงวดที่สุด

รัฐบาลออสเตรเลียมีแผนทดลองใช้ ระบบยืนยันอายุ ที่อาจรวมถึงการใช้ข้อมูลทางชีวภาพ เช่น การสแกนนิ้ว หรือ การยืนยันด้วยข้อมูลจากรัฐบาล เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่าเกณฑ์สามารถเข้าถึงโซเชียลมีเดียได้ ซึ่งถือว่าเป็นมาตรการควบคุมการใช้งานโซเชียลมีเดียที่เข้มงวดที่สุดเท่าที่เคยมีมา

ที่สำคัญ กฎหมายดังกล่าวกำหนดเกณฑ์อายุไว้ที่ 16 ปี โดยไม่มีข้อยกเว้นสำหรับเยาวชนที่ได้รับความยินยอมจากผู้ปกครองหรือเยาวชนที่มีบัญชีใช้งานอยู่ก่อนแล้ว

ส่งผลกระทบต่อแพลตฟอร์มหลัก

มาตรการใหม่นี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อแพลตฟอร์มยอดนิยม เช่น อินสตาแกรม (Instagram) และ เฟซบุ๊ก (Facebook) ของบริษัทเมตา (Meta) รวมถึง ติ๊กต็อก (TikTok) ของไบต์แดนซ์ (ByteDance), X ของอีลอน มัสก์ และ สแนปแชท (Snapchat) โดยกฎหมายจะกำหนดให้แพลตฟอร์มเหล่านี้ต้องมีมาตรการยืนยันอายุและป้องกันการเข้าถึงของเด็กที่อายุต่ำกว่า 16 ปี

ผลกระทบต่อสุขภาพจิตและความปลอดภัย

นายกรัฐมนตรี แอนโทนี อัลบาเนซี กล่าวว่า การใช้โซเชียลมีเดียมากเกินไปสร้างความเสี่ยงต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตของเยาวชน โดยเฉพาะเด็กผู้หญิงที่อาจได้รับผลกระทบจากเนื้อหาเกี่ยวกับรูปร่างและความงามที่เป็นอันตราย และเด็กผู้ชายที่อาจเผชิญกับเนื้อหาที่สร้างความเกลียดชังต่อเพศหญิง

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรียืนยันว่า เด็ก ๆ ยังคงสามารถใช้งานแอปพลิเคชันส่งข้อความ เกมออนไลน์ และบริการเพื่อการศึกษา เช่น Headspace, Google Classroom และ YouTube ได้ตามปกติ

กฎหมายที่ยุติธรรมและปกป้องความเป็นส่วนตัว

รัฐบาลเน้นย้ำว่ากฎหมายนี้ไม่ได้มุ่งลงโทษเด็กหรือผู้ปกครอง แต่เป็นการกำหนดมาตรฐานสำหรับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เพื่อให้มีมาตรการยืนยันอายุที่เหมาะสม พร้อมทั้งกำหนดข้อบังคับด้านความเป็นส่วนตัวอย่างเข้มงวด เช่น การกำหนดให้แพลตฟอร์มทำลายข้อมูลที่รวบรวมไว้เพื่อปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้

เปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ

การเสนอกฎหมายของออสเตรเลียครั้งนี้ถือว่าเข้มงวดที่สุดในโลก โดยกำหนดอายุขั้นต่ำที่ 16 ปี ซึ่งสูงกว่าประเทศอื่น ๆ เช่น ฝรั่งเศส ที่เคยเสนอจำกัดอายุการใช้งานโซเชียลมีเดียไว้ที่ 15 ปีเมื่อปีที่ผ่านมา และ สหรัฐอเมริกา ที่มีการขอความยินยอมจากผู้ปกครองสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีมานานหลายทศวรรษ

เสียงสะท้อนและความร่วมมือจากฝ่ายต่าง ๆ

พรรคฝ่ายค้านในออสเตรเลียสนับสนุนร่างกฎหมายนี้อย่างเต็มที่ ในขณะที่พรรคกรีนและกลุ่มอิสระเรียกร้องให้รัฐบาลให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลกระทบของกฎหมาย

ในส่วนของผู้ประกอบการ นาย นีล ฟาร์มิโล เจ้าของร้านอาหาร Kiwi Kitchen ในเมืองวังเวียง ประเทศลาว ซึ่งเป็นจุดท่องเที่ยวยอดนิยม กล่าวว่า แม้การใช้มาตรการเหล่านี้อาจสร้างความกังวลในช่วงแรก แต่เขาหวังว่าจะช่วยปกป้องเยาวชนในระยะยาว

สรุป

การเสนอกฎหมายแบนโซเชียลมีเดียสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีของออสเตรเลียเป็นก้าวสำคัญในการปกป้องเยาวชนจากผลกระทบด้านลบของการใช้งานโซเชียลมีเดีย แม้จะมีความท้าทายในการดำเนินการ แต่เป้าหมายของรัฐบาลคือการสร้างความปลอดภัยและความมั่นคงทางจิตใจสำหรับเด็กและเยาวชนในอนาคต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : Reuters

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
WORLD PULSE

สองสาวออสซี่เสียชีวิต เหตุดื่มแอลกอฮอล์ปนเปื้อนเมทานอลในลาว

สองนักท่องเที่ยวออสเตรเลียเสียชีวิตจากพิษเมทานอลในลาว เหตุการณ์กระทบท่องเที่ยววังเวียง

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2567 สำนักข่าว KTSM-9 TV ในรัฐเทกซัส สหรัฐอเมริกา รายงานว่าเหตุการณ์การเสียชีวิตของนักท่องเที่ยวจากพิษเมทานอลที่วังเวียง ประเทศลาว ยังคงสร้างความเสียใจให้แก่ครอบครัวและชุมชนชาวต่างชาติอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด มีรายงานว่านางสาวฮอลลี่ โบว์ลส์ วัย 19 ปี นักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลีย ที่ป่วยหนักหลังจากดื่มแอลกอฮอล์ปนเปื้อนเมทานอล เสียชีวิตในโรงพยาบาลที่กรุงเทพฯ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์นี้เพิ่มขึ้นเป็น 6 ราย

การเสียชีวิตของโบว์ลส์

ครอบครัวของโบว์ลส์ได้ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจและระบุว่า “เราขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับการสูญเสียของฮอลลี่ ผู้ที่นำความสุขมาสู่ทุกคนที่ได้รู้จักเธอ” โบว์ลส์ป่วยหนักและต้องใช้เครื่องช่วยชีวิตตั้งแต่เกิดเหตุเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2567 หลังจากออกไปดื่มกับเพื่อนร่วมกลุ่มที่ “Nana Backpacker Hostel” และกลับมาในสภาพอาการแย่

รายละเอียดเหตุการณ์

สำนักงานตำรวจท่องเที่ยววังเวียงรายงานว่าได้มีการควบคุมตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องหลายราย รวมถึงผู้จัดการและเจ้าของโฮสเทล แต่ยังไม่มีการตั้งข้อหาอย่างเป็นทางการ ในขณะที่สถานทูตสหรัฐอเมริกาได้ออกคำเตือนสุขภาพถึงความเสี่ยงของการปนเปื้อนเมทานอลในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในพื้นที่ โดยระบุว่าอาจเกิดจากการเติมเมทานอลเป็นสารแทนเอทานอลในบาร์บางแห่ง หรือจากกระบวนการกลั่นแอลกอฮอล์ที่ไม่ได้มาตรฐาน

เหยื่อจากหลายประเทศ

เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจากหลายประเทศ ได้แก่ นักท่องเที่ยวออสเตรเลีย 2 ราย คือ นางสาวฮอลลี่ โบว์ลส์ และนางสาวเบียนกา โจนส์ ผู้เสียชีวิตก่อนหน้าในโรงพยาบาลที่กรุงเทพฯ รวมถึงผู้เสียชีวิตจากอังกฤษ อเมริกา เดนมาร์ก และผู้ป่วยอีกหลายรายที่คาดว่าได้รับผลกระทบจากพิษเมทานอล

ผลกระทบต่อการท่องเที่ยววังเวียง

วังเวียง เมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องกิจกรรมผจญภัยและสถานบันเทิงสำหรับนักท่องเที่ยวแบกเป้ กลายเป็นจุดสนใจในทางลบจากเหตุการณ์นี้ ผู้ประกอบการในพื้นที่ต่างแสดงความกังวลถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อชื่อเสียงของเมือง “มันเป็นเหตุการณ์ที่น่าเศร้า ผมเชื่อว่าไม่มีใครตั้งใจให้เกิดเรื่องนี้ แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันเกิดขึ้นแล้ว” นีล ฟาร์มิลอย เจ้าของร้านอาหาร Kiwi Kitchen ในวังเวียงกล่าว

มาตรการป้องกัน

เหตุการณ์นี้ทำให้มีการเรียกร้องให้หน่วยงานท้องถิ่นเพิ่มมาตรการควบคุมคุณภาพของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงการให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการเกี่ยวกับอันตรายจากเมทานอล นอกจากนี้ยังเป็นการส่งสัญญาณให้กับนักท่องเที่ยวว่าควรระมัดระวังในการเลือกบริโภคเครื่องดื่ม โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ไม่มีการควบคุมมาตรฐานที่ชัดเจน

คำเตือนและบทเรียน

พิษเมทานอลเป็นอันตรายที่เกิดขึ้นได้จากการใช้สารทดแทนราคาถูกในกระบวนการผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะสมองบวม ตาบอด และเสียชีวิต การเสียชีวิตของโบว์ลส์และโจนส์เป็นเครื่องเตือนใจถึงความเสี่ยงที่แฝงอยู่ในแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยม

นักท่องเที่ยวจากทุกประเทศที่วางแผนเดินทางไปยังลาวควรปฏิบัติตามคำแนะนำด้านความปลอดภัย และตรวจสอบแหล่งที่มาของเครื่องดื่มอย่างถี่ถ้วน เพื่อป้องกันการเกิดเหตุการณ์ที่น่าเศร้าเช่นนี้ในอนาคต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ktsm

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
WORLD PULSE

“แพทองธาร” หารือ “สี จิ้นผิง” ขยายตลาดสินค้าไทย

“แพทองธาร” หารือ “สี จิ้นผิง” ที่เอเปค สานสัมพันธ์ไทย-จีน พร้อมเปิดตลาดสินค้าและแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี

เมื่อวันศุกร์ที่ 15 พฤศจิกายน 2567 นางสาว แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไทย ได้พบหารือทวิภาคีกับ นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ในช่วงการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 31 ณ โรงแรม Delfines Hotel Lima กรุงลิมา ประเทศเปรู การประชุมครั้งนี้ถือเป็นจุดสำคัญในการสานต่อความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างไทยและจีน โดยเฉพาะในโอกาสครบรอบ 50 ปีของความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศ

จีนสนับสนุนไทยในเวทีระดับโลก เปิดรับสินค้าจากไทยเพิ่ม

ในที่ประชุม ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้ยืนยันว่าจะสนับสนุนไทยในเวทีระดับโลกทุกมิติ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การค้า และเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยจีนพร้อมเปิดรับสินค้าจากไทยมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าทางการเกษตร เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจของไทยให้เติบโต นอกจากนี้ยังยืนยันการสนับสนุนให้ไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิกในกลุ่ม BRICS ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ขนาดใหญ่ที่มีบทบาทสำคัญในเศรษฐกิจโลก

แลกเปลี่ยนประสบการณ์การพัฒนาและเทคโนโลยี

นายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร กล่าวชื่นชมจีนในการพัฒนาอุตสาหกรรมสมัยใหม่ โดยเฉพาะ เทคโนโลยีการผลิตคุณภาพใหม่ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และ พลังงานสะอาด ซึ่งเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับการพัฒนาของประเทศไทยที่มุ่งเน้นการส่งเสริมการค้าเสรีและการพัฒนาที่ยั่งยืน ไทยพร้อมที่จะแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับจีนในด้าน การแก้ปัญหาความยากจน เทคโนโลยีอวกาศ และการต่อสู้กับภัยธรรมชาติ

เตรียมเปิดฉากปีทองแห่งมิตรภาพไทย-จีน

นางสาวแพทองธารยังได้เชิญ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และภริยาเข้าร่วมเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ครบรอบ 50 ปี ไทย-จีน ในปี 2568 ที่จะถือเป็น ปีทองแห่งมิตรภาพ ระหว่างสองประเทศ โดยในโอกาสนี้ จีนได้เตรียมอัญเชิญ พระเขี้ยวแก้ว จากกรุงปักกิ่งมาประดิษฐาน ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวงในวันที่ 4 ธันวาคม เพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสมหามงคล

จีนมอบแพนด้ายักษ์เป็นสัญลักษณ์มิตรภาพ

อีกหนึ่งข่าวดีสำหรับประชาชนชาวไทยคือ จีนจะส่งแพนด้ายักษ์มาประเทศไทยในปีหน้า เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพระหว่างสองประเทศ ซึ่งจะสร้างความตื่นเต้นและความสุขให้กับคนไทย รวมถึงกระตุ้นการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในประเทศ

ร่วมมือในด้านเทคโนโลยีและพลังงานสะอาด

จีนยังพร้อมที่จะร่วมมือกับไทยใน การพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล การศึกษา และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและการเชื่อมโยงระหว่างประชาชน นอกจากนี้ยังมีการหารือเรื่องการขยายความร่วมมือด้าน พลังงานสะอาดและเทคโนโลยีที่ยั่งยืน เพื่อเพิ่มความเข้มแข็งในด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม

การประชุมเพื่อความร่วมมือในอนาคต

ในการประชุมครั้งนี้ ทั้งสองประเทศยังได้หารือเกี่ยวกับการร่วมมือในกรอบความร่วมมือ เอเชีย (ACD) และ แม่โขง-ล้านช้าง (MLC) ที่จะช่วยส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนและสร้างความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค นอกจากนี้ยังมีการเตรียมการสำหรับการประชุมสุดยอด BRICS ที่จีนจะเป็นเจ้าภาพในปี 2569

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

  1. การประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายอะไร?
    การประชุมครั้งนี้มุ่งเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างไทยและจีนในด้านเศรษฐกิจ การค้า และเทคโนโลยี

  2. จีนสนับสนุนไทยในด้านใดบ้าง?
    จีนยืนยันการสนับสนุนไทยในการเข้าร่วมเป็นสมาชิก BRICS และเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากไทย

  3. การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างไทย-จีนจะมีอะไรบ้าง?
    จีนจะส่งแพนด้ายักษ์มายังไทยและอัญเชิญพระเขี้ยวแก้วมาประดิษฐานที่ท้องสนามหลวง

  4. ไทยจะร่วมมือกับจีนในด้านใด?
    ไทยพร้อมแลกเปลี่ยนความรู้ในด้านการแก้ปัญหาความยากจน เทคโนโลยีอุตสาหกรรม และพลังงานสะอาด

  5. ปี 2568 จะมีการฉลองอะไรบ้าง?
    ปี 2568 จะเป็นปีทองแห่งมิตรภาพไทย-จีน ฉลองครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI WORLD PULSE

นายกฯ ไทยเสนอพัฒนาภูมิภาค GMS ด้วยนวัตกรรมยั่งยืน

นายกฯ ย้ำพัฒนาไทยด้วยนวัตกรรมและความยั่งยืนในเวที GMS

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2567 น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของไทย กล่าวถ้อยแถลงในการประชุมสุดยอดผู้นำอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) ครั้งที่ 8 ที่นครคุนหมิง มณฑลยูนนาน ประเทศจีน โดยมีนายกรัฐมนตรีจากจีน กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม รวมถึงประธานธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) เข้าร่วมการประชุม ในหัวข้อ “การพัฒนาที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมของไทย” นายกฯ ยืนยันว่าไทยจะเดินหน้าพัฒนาด้วยนวัตกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มุ่งสร้างสังคมเท่าเทียม พร้อมยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนในภูมิภาคอย่างยั่งยืน

ไทยเน้นการพัฒนาแบบยั่งยืนโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

นายกรัฐมนตรีได้เน้นถึงแนวทางการพัฒนาของไทยด้วยนวัตกรรมที่ครอบคลุมทุกภาคส่วน พร้อมการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด โดยเชื่อว่าการพัฒนานวัตกรรมจะเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม การพัฒนานี้ตั้งเป้าที่จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เพื่อให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์จากการพัฒนาอย่างเท่าเทียม

ยกย่อง 4 นวัตกรรมจากจีน และเชื่อมโยงสู่การพัฒนายุคใหม่

นายกรัฐมนตรีไทยยังได้ยกย่อง 4 สิ่งประดิษฐ์สำคัญของจีนในอดีต ได้แก่ เข็มทิศ ดินปืน กระดาษ และการพิมพ์ ซึ่งนับเป็นนวัตกรรมที่เปลี่ยนแปลงมนุษยชาติ และย้ำว่าปัจจุบันนวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีการผลิตที่มีประสิทธิภาพจะช่วยผลักดันให้การพัฒนาในภูมิภาคเป็นไปอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน

ตัวอย่างความก้าวหน้าของไทยในด้านนวัตกรรม

  1. นวัตกรรมการเกษตร – นายกฯ ชูแนวคิด “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” เพื่อยกระดับการเกษตรแบบดั้งเดิมของไทยสู่การเกษตรสมัยใหม่ โดยใช้เทคโนโลยีเพิ่มมูลค่าผลผลิต ทำให้ราคาพืชผลมีเสถียรภาพ ส่งเสริมรายได้ของเกษตรกรและสร้างโอกาสใหม่ ๆ ในตลาด
  2. นวัตกรรมการเงิน – ไทยได้พัฒนาเทคโนโลยีการเงินแบบไร้รอยต่อ ภายใต้โครงการ ASEAN Payment Connectivity ที่ช่วยให้สามารถชำระเงินระหว่างประเทศผ่าน QR Code ได้สะดวก ลดภาระค่าธรรมเนียมและเพิ่มประโยชน์ให้ประชาชนในภูมิภาค GMS
  3. การสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา – รัฐบาลไทยมุ่งสนับสนุนการวิจัยในภาครัฐและเอกชน ผ่านมาตรการภาษีและพัฒนาทักษะบุคลากร โดยเชื่อว่าการลงทุนในนวัตกรรมจะช่วยสร้างเศรษฐกิจและสังคมให้แข็งแกร่งขึ้นในระยะยาว

การสร้างระบบนิเวศที่สนับสนุนการพัฒนาอย่างครอบคลุม

น.ส.แพทองธาร ย้ำถึงความมุ่งมั่นของไทยที่จะสร้างระบบนิเวศที่สนับสนุนการพัฒนาแบบยั่งยืน ผ่านการบูรณาการเทคโนโลยีและนวัตกรรมในทุกระดับ ทั้งในภาคการเกษตร การเงิน และการวิจัย โดยคาดหวังว่าภายในปี 2573 ภูมิภาค GMS จะสามารถบรรลุเป้าหมายด้านนวัตกรรมที่ยั่งยืนได้

ไทยพร้อมร่วมมือเพื่อพัฒนาภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

นายกรัฐมนตรีได้ยืนยันถึงความพร้อมของไทยที่จะร่วมมือกับประเทศสมาชิก GMS ในการพัฒนาด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะด้านนวัตกรรม เพื่อสร้างความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ที่จะยกระดับเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : การประชุมสุดยอดผู้นำอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) ครั้งที่ 8 ที่นครคุนหมิง มณฑลยูนนาน ประเทศจีน

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
WORLD PULSE

ทรัมป์ชนะเลือกตั้ง ส่งผลกระทบเศรษฐกิจไทยและการค้าโลก

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยวิเคราะห์ชัยชนะของทรัมป์ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและความเสี่ยงในอนาคต

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2567 ดร.ลลิตา เธียรประสิทธิ์ ผู้บริหารงานวิจัยจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่านายโดนัลด์ ทรัมป์ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยที่ 2 พร้อมทั้งพรรครีพับลิกันคว้าคะแนนเสียงข้างมากในทั้งสองสภา ทำให้สามารถผลักดันนโยบายที่เคยหาเสียงไว้ได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจโลกและไทยยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

นโยบายเร่งด่วนที่คาดหวังในช่วง 100 วันแรกของทรัมป์

หลังจากการสาบานตนในเดือนมกราคม 2568 คาดว่านโยบายเร่งด่วนของทรัมป์จะประกอบไปด้วยมาตรการปรับเพิ่มภาษีศุลกากรขาเข้า ลดภาษีเงินได้สำหรับนิติบุคคลและครัวเรือน การต่ออายุมาตรการลดภาษีที่ประกาศใช้ในปี 2560 รวมถึงมาตรการสนับสนุนพลังงานฟอสซิลในประเทศ ซึ่งมาตรการเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นการลงทุนและเศรษฐกิจในสหรัฐฯ แม้ว่าในระยะสั้นอาจเกิดความเสี่ยงต่อภาวะเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น

ค่าเงินดอลลาร์และตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตอบรับในเชิงบวก

ผลจากชัยชนะของทรัมป์ทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นทันที โดยแตะระดับ 105.44 เพิ่มขึ้น 1.95% จากวันก่อนหน้า นอกจากนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะ 10 ปีของสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้นใกล้ระดับ 4.50% ขณะเดียวกันตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก็ตอบรับในเชิงบวก โดยดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์เพิ่มขึ้นกว่า 1,300 จุดในวันที่ 6 พฤศจิกายน

ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

แม้ว่ามาตรการต่าง ๆ ของทรัมป์อาจสร้างผลดีต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในระยะยาว แต่ในระยะสั้นเศรษฐกิจอาจต้องเผชิญกับภาวะ Stagflation (เศรษฐกิจชะลอตัวและเงินเฟ้อสูง) จากอัตราภาษีนำเข้าที่สูงขึ้นและการกีดกันแรงงานอพยพ ด้านเศรษฐกิจไทย ในระยะสั้นอาจได้อานิสงส์จากการเร่งนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ เพื่อทดแทนสินค้าจากจีน แต่ในระยะยาวไทยอาจเผชิญความเสี่ยงจากการปรับเพิ่มภาษีสินค้าส่งออกที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ

แนวโน้มการย้ายฐานการผลิตและการแข่งขันในตลาดไทย

ในอนาคต ไทยอาจได้รับผลบวกจากการย้ายฐานการผลิตของผู้ประกอบการบางรายมายังอาเซียน แต่คาดว่าโอกาสในการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ยังอาจต้องใช้เวลาและขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ทั้งอัตราภาษีของสหรัฐฯ การตรวจสอบที่เข้มงวด และความพร้อมด้านเทคโนโลยีในไทย โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการผลิตชิปและเทคโนโลยี AI ซึ่งไทยยังขาดความพร้อมในด้านพลังงานสะอาดและแรงงานที่มีทักษะสูง

สินค้าไทยต้องเผชิญการแข่งขันจากจีนที่รุนแรงขึ้น

สินค้ากลุ่มเคมีภัณฑ์ วัสดุก่อสร้าง สิ่งทอ และเครื่องนุ่งห่มของไทยมีแนวโน้มเผชิญการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากจีน เนื่องจากสินค้าจีนมีการผลิตที่เกินความต้องการภายในประเทศ อีกทั้งการเจอกำแพงภาษีจากประเทศตะวันตก ทำให้จีนต้องหาตลาดใหม่ในการระบายสินค้า ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสินค้าไทยทั้งในตลาดภายในประเทศและตลาดส่งออก

ชัยชนะของทรัมป์ในครั้งนี้นอกจากจะเป็นการเสริมสร้างพลังให้พรรครีพับลิกันในสหรัฐฯ แล้ว ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก รวมถึงเศรษฐกิจไทยในหลายแง่มุม ทั้งการส่งออก การแข่งขัน และความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI WORLD PULSE

ไทย-ลาว จับมือสกัดการค้ามนุษย์ชายแดนเชียงราย

ไทย-ลาว ร่วมมือพัฒนากลไกข้ามพรมแดน ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ เสริมสร้างความเข้มแข็งตามแนวชายแดน

วันที่ 29 ตุลาคม 2567 ที่ผ่านมา นายโชตินรินทร์ เกิดสม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และพันโท ปัญญา แสงวิจิตร รองหัวหน้ากองบัญชาการป้องกันความสงบแขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว ร่วมกันเป็นประธานพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์และการส่งกลับผู้เสียหายข้ามพรมแดนระหว่างจังหวัดเชียงราย ประเทศไทย กับแขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว ณ ห้องประชุมโรงแรมเดอะริเวอร์รี บาย กะตะธานีคอลเล็กชั่น อำเภอเมืองเชียงราย โดยมีนายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งสองประเทศเข้าร่วม

ความร่วมมือระดับชายแดนเพื่อป้องกันการค้ามนุษย์

การประชุมนี้มีวัตถุประสงค์ในการสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างหน่วยงานไทยและ สปป.ลาว โดยมุ่งเน้นให้เกิดกลไกความร่วมมือในการเฝ้าระวังและป้องกันการค้ามนุษย์ รวมทั้งการช่วยเหลือผู้เสียหาย ซึ่งเป็นปัญหาที่มักเกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดน ด้วยสภาพภูมิศาสตร์ของจังหวัดเชียงรายที่ติดชายแดนกับเพื่อนบ้านถึงสองประเทศ และมีเส้นทางเข้าออกหลากหลายช่องทาง การสร้างความร่วมมือข้ามพรมแดนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้หน่วยงานท้องถิ่นสามารถเฝ้าระวังและจัดการปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กลไกกฎหมายและการประสานงานระดับพื้นที่

การประชุมในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 ซึ่งกำหนดกลไกในการป้องกันและปราบปรามตั้งแต่ระดับประเทศจนถึงระดับพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับพื้นที่ชายแดนที่มีการเฝ้าระวังสถานการณ์ตลอดเวลา การประชุมในครั้งนี้มุ่งเน้นให้หน่วยงานชายแดนสามารถประสานงานและส่งต่อผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือที่แข็งแกร่งระหว่างไทยและลาวเพื่อรับมือกับปัญหาการค้ามนุษย์และการให้ความช่วยเหลือผู้เสียหาย

เสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับกลไกการส่งกลับและช่วยเหลือผู้เสียหาย

การหารือในครั้งนี้ยังมุ่งเน้นการพัฒนากลไกการส่งกลับและการช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ระหว่างสองประเทศ โดยมีการสร้างเครือข่ายและความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การช่วยเหลือสามารถดำเนินไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ การประสานงานระหว่างหน่วยงานไทยและลาวจะช่วยให้ผู้เสียหายสามารถได้รับการช่วยเหลือในทันที พร้อมทั้งเป็นการสร้างความมั่นใจว่าผู้เสียหายจะได้รับการคุ้มครองและส่งกลับสู่ครอบครัวอย่างปลอดภัย

นายโชตินรินทร์ได้กล่าวปิดการประชุมว่า การสร้างกลไกการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ในระดับพื้นที่ชายแดนระหว่างไทยและลาวในครั้งนี้จะเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่จะช่วยให้ปัญหาการค้ามนุษย์ในพื้นที่ชายแดนลดลง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
WORLD PULSE

ไทยท้าทายมาเลเซีย ตั้งเป้าศูนย์กลางฮาลาลของทวีปเอเชีย

ไทยท้าทายอำนาจฮาลาลมาเลเซีย ตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางฮาลาลในเอเชีย

ไทยเตรียมยกระดับสินค้าฮาลาล หวังเป็นศูนย์กลางฮาลาลเอเชีย

เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2567 รัฐบาลไทยได้ประกาศแผนพัฒนาฮาลาล โดยมีเป้าหมายขยับสถานะของประเทศให้เป็นผู้นำด้านสินค้าฮาลาลในเอเชีย การเตรียมการครั้งนี้ถือเป็นการก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งกับมาเลเซียซึ่งเป็นศูนย์กลางฮาลาลอันดับหนึ่งในภูมิภาค โดยไทยมุ่งเน้นการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานสินค้าฮาลาลให้ได้ตามความต้องการของตลาดโลก

พัฒนาศักยภาพการส่งออกฮาลาลของไทยสู่ตลาดโลก

ในช่วงแปดเดือนแรกของปี 2023 ไทยส่งออกสินค้าฮาลาลมูลค่าประมาณ 4.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการส่งออกไปยังประเทศสมาชิกขององค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) ความสำเร็จนี้มาจากการเติบโตของภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารซึ่งไทยมีความเข้มแข็ง นอกจากนี้ ไทยยังเป็นจุดหมายปลายทางที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็นมิตรต่อมุสลิมในกลุ่มประเทศที่ไม่ใช่สมาชิก OIC ตามดัชนี Mastercard-Crescentrating Global Muslim Travel Index

พัฒนาฮาลาลวัลเลย์ในภาคใต้ไทย หวังสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ

ส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาฮาลาล รัฐบาลไทยมุ่งเน้นการพัฒนา “ฮาลาลวัลเลย์” ในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งมีประชากรมุสลิมเป็นส่วนใหญ่ แผนการนี้จะช่วยส่งเสริมการผลิตและการกระจายสินค้าฮาลาลที่มีมาตรฐานสูง ส่งผลให้ไทยสามารถแข่งขันกับมาเลเซียซึ่งมีชื่อเสียงในตลาดสินค้าฮาลาลที่หลากหลาย ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์อาหาร เครื่องสำอาง ไปจนถึงเสื้อผ้า

การจัดการปัญหาการใช้สัญลักษณ์ฮาลาลอย่างไม่เหมาะสม

อย่างไรก็ตาม ไทยยังคงต้องเผชิญกับปัญหาการใช้เครื่องหมายฮาลาลโดยไม่ได้รับการรับรอง ซึ่งเป็นความกังวลจากผู้ประกอบการบางรายในกรุงเทพฯ เช่น นางสาววนิชา อามคำ ผู้ค้าในกรุงเทพฯที่กังวลถึงการโฆษณาสินค้าเป็นฮาลาลโดยไม่มีการรับรองที่ถูกต้อง กรมศาสนาต้องเตรียมกฎหมายที่เข้มงวดขึ้นเพื่อป้องกันการโฆษณาฮาลาลที่ไม่ถูกต้อง

เป้าหมายสูงสุด: การเป็นผู้นำด้านสินค้าฮาลาลในเอเชีย

การผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางฮาลาลในเอเชียนั้นไม่ได้ง่าย เนื่องจากมาเลเซียมีข้อได้เปรียบที่เป็นประเทศมุสลิม ซึ่งได้รับการยอมรับในตลาดตะวันออกกลางอย่างดี อีกทั้งมีการขยายตัวของธุรกิจฮาลาลในหลากหลายอุตสาหกรรมไม่จำกัดแค่เพียงอาหาร

ถึงแม้จะมีความท้าทาย แต่ไทยก็เตรียมเพิ่มความโปร่งใสและยกระดับมาตรฐานสินค้า โดยมีการกำกับดูแลอย่างเข้มงวด การสร้างความเชื่อมั่นและการพัฒนาให้ได้ตามมาตรฐานสากลคือก้าวสำคัญที่จะทำให้ไทยสามารถเติบโตในตลาดฮาลาล

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : malaymail

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
WORLD PULSE

เศรษฐกิจเวียดนามปี 68 คาดโตได้ถึง 7% สนับสนุนเงินทุนเพิ่มเติม

นายกฯ วีเนี่ยมินห์ ชินห์ กระตุ้นความพยายามเพื่อเพิ่ม GDP เกิน 7% ในที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ

ฮานอย ประเทศเวียดนาม, เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2567 – นายกฯ ฝ่าม มิงห์ จิ๋งห์ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเพิ่มอัตราการเติบโตของ GDP ให้เกิน 7% ต่อปี ระหว่างการนำเสนอรายงานการดำเนินงานแผนพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจปี 2024 และแผนสำหรับปี 2025 ที่ประชุมครั้งที่ 8 ของสมัชชาแห่งชาติครั้งที่ 15 ที่กำลังดำเนินการอยู่ในฮานอย

นายกฯ ฝ่าม มิงห์ จิ๋งห์ ของเวียดนาม กล่าวว่ามีการคาดการณ์ว่าเป้าหมายทั้งหมด 14 จาก 15 เป้าหมายที่ตั้งไว้สำหรับปีนี้จะสามารถบรรลุผลได้ และเป้าหมาย GDP ต่อหัวจะสามารถทำได้หากอัตราการเติบโตของ GDP เกินกว่า 7% เขายังได้กล่าวถึงการเติบโตของผลผลิตแรงงานที่เกินแผน ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ไม่สามารถบรรลุได้ในช่วงสามปีที่ผ่านมา

นายกฯ ฝ่าม มิงห์ จิ๋งห์ เน้นถึงความก้าวหน้าในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค การควบคุมเงินเฟ้อ การรักษาสมดุลทางเศรษฐกิจหลัก และการควบคุมหนี้สาธารณะ รัฐบาล และหนี้ต่างประเทศ รวมถึงการลดการเบิกจ่ายงบประมาณรัฐให้เกินแผน

สถิติทางเศรษฐกิจที่สำคัญ

นายกฯ ฝ่าม มิงห์ จิ๋งห์ กล่าวว่า GDP ของประเทศในช่วงสามเก้าเดือนแรกได้ขยายตัวเพิ่มขึ้น 6.82% และคาดว่า GDP ของปีนี้จะเติบโตอยู่ที่ 6.8-7% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่สภานิติบัญญัติกำหนดไว้ที่ 6-6.5% ในช่วงเวลาที่ได้รับการตรวจสอบ ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เพิ่มขึ้น 3.88% รายได้งบประมาณรัฐทำได้มากกว่า 85% ของการคาดการณ์รายปี เพิ่มขึ้น 17.9% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา และยอดการนำเข้าส่งออกทั้งหมดมียอดรวมถึง 578.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 16.3%

การลงทุนและเศรษฐกิจใหม่

นายกฯ ฝ่าม มิงห์ จิ๋งห์ กล่าวถึงความก้าวหน้าในการลงทุนสาธารณะ โดยเน้นโครงการสำคัญต่างๆ และกล่าวถึงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ว่าเป็นจุดเด่นในขณะนี้ โดยการจัดสรรเงินลงทุนในด้านนี้สูงถึง 17.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 8.9% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เขายังกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว โดยมีส่วนแบ่งของภาคอุตสาหกรรม การก่อสร้าง และบริการเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมที่ฟื้นตัวได้ดี และเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตหลัก

ความยั่งยืนและการลดความยากจน

นายกฯ ฝ่าม มิงห์ จิ๋งห์ เน้นย้ำถึงความพยายามในการลดความยากจนอย่างยั่งยืน การกำจัดบ้านเรือนชั่วคราวและอาคารที่เสื่อมสภาพ รวมถึงการสนับสนุนผู้ประสบภัยพายุยากิ ซึ่งเป็นพายุมหาภัยที่รุนแรงที่สุดที่เคยพัดเข้ามาในเวียดนามในหลายทศวรรษที่ผ่านมา

รัฐบาลได้เน้นการปรับปรุงกระบวนการบริหารให้มีประสิทธิภาพ สร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการเติบโต และเร่งการเปลี่ยนแปลงดิจิทัล การสร้างรัฐบาลดิจิทัลและเศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมกับผลักดันการกระจายอำนาจ แนวทางการป้องกันประเทศแบบรวมพล และการต่อสู้กับอาชญากรรม

ความท้าทายและเป้าหมายต่อไป

นายกฯ ฝ่าม มิงห์ จิ๋งห์ ยังได้ชี้ให้เห็นถึงข้อจำกัดและความท้าทายที่เกี่ยวข้องกับเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค การผลิต ธุรกิจ หนี้เสีย การเบิกจ่ายการลงทุนสาธารณะ การเคลียร์พื้นที่ การชดเชยและการย้ายถิ่น การจัดตั้งและกฎหมาย การกระจายอำนาจ และคุณภาพบุคลากร

สำหรับช่วงที่เหลือของปี นายกฯ ได้ขอให้กระทรวง หน่วยงาน และท้องถิ่นต่างๆ ดำเนินงานอย่างประสานงานและมีประสิทธิภาพ เพื่อบรรลุเป้าหมายทั้ง 15 เป้าหมายที่ตั้งไว้ รักษาเงินเฟ้อให้ต่ำกว่า 4.5% และการเติบโตของเครดิตอยู่ที่ประมาณ 15% รายได้งบประมาณรัฐคาดว่าจะเพิ่มขึ้นกว่า 10% ขณะที่อัตราการเบิกจ่ายการลงทุนสาธารณะตั้งเป้าที่จะถึงอย่างน้อย 95% ของแผน

นายกฯ เวียดนาม ยังได้กระตุ้นให้ทบทวนและปรับปรุงกรอบกฎหมาย ขับเคลื่อนการปฏิรูปทางบริหาร และปรับปรุงสภาพแวดล้อมการลงทุนและธุรกิจ เร่งโครงการสำคัญระดับชาติในขณะเดียวกันกับการดำเนินมาตรการที่เข้มงวดต่อการทุจริต การสิ้นเปลือง และปรากฏการณ์เชิงลบอื่นๆ นอกจากนี้ยังควรให้ความสำคัญกับกิจการด้านวัฒนธรรมและสังคม เพื่อยกระดับมาตรฐานชีวิตของประชาชน รวมถึงการป้องกันประเทศ ความมั่นคง และระเบียบสังคม ตลอดจนกิจการต่างประเทศและการรวมกลุ่มระหว่างประเทศที่ช่วยยกระดับสถานะและชื่อเสียงของประเทศในเวทีระหว่างประเทศ

แผนสำหรับปี 2025

นายกฯ ฝ่าม มิงห์ จิ๋งห์ ได้วางแผนงานหลัก 11 งานและแนวทางแก้ไขสำหรับปี 2025 โดยเน้นการกระตุ้นการเติบโต การฟื้นฟูเครื่องยนต์การเติบโตแบบดั้งเดิม ส่งเสริมตัวกระตุ้นใหม่ เร่งการเบิกจ่ายการลงทุนสาธารณะ โดยเฉพาะสำหรับโครงการสำคัญระดับชาติ และดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศอย่างคัดสรร งานอื่นๆ รวมถึงการบูรณาการโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะด้านการขนส่ง พลังงาน และการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การปรับโครงสร้างภาคเศรษฐกิจควบคู่กับการเปลี่ยนแปลงดิจิทัล การเปลี่ยนผ่านพลังงานสีเขียวและยั่งยืน การส่งเสริมอุตสาหกรรมและบริการสนับสนุน การพัฒนากำลังคนคุณภาพสูง การปรับปรุงบริการสาธารณสุข การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยธรรมชาติ การเร่งรัดการต่อสู้กับการทุจริต การสิ้นเปลือง และปรากฏการณ์เชิงลบอื่นๆ รวมถึงการยกเลิกคำเตือน “การ์ดสีเหลือง” จากคณะกรรมาธิการยุโรป (EC) ต่ออุตสาหกรรมอาหารทะเลของเวียดนาม

บทสรุป

นายกฯ ฝ่าม มิงห์ จิ๋งห์ ได้ย้ำถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพระหว่างกระทรวง หน่วยงาน และท้องถิ่นต่างๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจและสังคมที่ตั้งไว้ การรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ การส่งเสริมการลงทุน การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและสีเขียว รวมถึงการพัฒนากำลังคนและการรับมือกับความท้าทายต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI WORLD PULSE

ไทย-เมียนมา ร่วมมือรื้อถอนสิ่งปลูก สร้างลำน้ำสาย ป้องกันอุทกภัยยั่งยืน

ไทย-เมียนมา ร่วมหารือแก้ไขปัญหาอุทกภัยและสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำลำน้ำสาย

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2567 ที่ห้องประชุมด่านศุลกากรบริเวณสะพานมิตรภาพแม่น้ำสายแห่งที่ 2 มีการจัดประชุมระหว่างคณะกรรมการระดับสูงไทย-เมียนมา เพื่อหารือการแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ประเทศไทย และ จ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา การประชุมครั้งนี้นำโดย พลโท ณัฐพงษ์ เพราแก้ว เจ้ากรมกิจการชายแดนทหาร เลขานุการคณะกรรมการระดับสูงไทย-เมียนมา และนายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ฝ่ายไทย ร่วมกับ พลจัตวา โซหล่าย ผู้บัญชาการภาคสามเหลี่ยม และ นาย อูมินโก่ ผู้ว่าราชการจังหวัดท่าขี้เหล็ก ฝ่ายเมียนมา

รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำลำน้ำสาย

การประชุมครั้งนี้เน้นย้ำถึงการแก้ไขปัญหาอุทกภัยอย่างยั่งยืนในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำสาย โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือเรื่องความร่วมมือในการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำลำน้ำสาย ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดอุทกภัยในพื้นที่

พลโท ณัฐพงษ์ เพราแก้ว ได้ขอบคุณฝ่ายเมียนมาที่อนุญาตให้ประเทศไทยติดตั้งเครื่องโทรมาตรอัตโนมัติสำหรับแจ้งเตือนระดับน้ำในบริเวณต้นแม่น้ำสาย จำนวน 4 จุด ได้แก่ บ้านโจตาดา บ้านดอยต่อคำ สะพานมิตรภาพไทย – เมียนมา แห่งที่ 1 และสะพานข้ามแม่น้ำรวก ซึ่งการติดตั้งเครื่องมือเหล่านี้จะเริ่มดำเนินการในวันที่ 28 ตุลาคม – 2 พฤศจิกายนนี้ โดยระบบจะสามารถแจ้งเตือนอุทกภัยล่วงหน้าได้ 8 – 10 ชั่วโมง ทำให้ประชาชนสามารถเตรียมตัวและป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ฝ่ายไทยยังได้เสนอให้มีการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำลำน้ำ รวมถึงการขุดลอกลำน้ำเพื่อให้การไหลของน้ำเป็นไปอย่างสะดวก โดยมีการมอบหมายให้คณะอนุกรรมการร่วมไทย-เมียนมา (Sub JCR) ซึ่งมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเป็นประธาน จัดทำแผนการดำเนินงานให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคมนี้

33 บริเวณ พร้อมรื้อถอนทันที

ทางฝั่งเมียนมา ได้แจ้งว่ามีการสำรวจสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำลำน้ำในฝั่งของตนแล้ว พบว่ามีจำนวนทั้งหมด 33 บริเวณ และพร้อมที่จะดำเนินการรื้อถอนทันทีเมื่อได้รับคำสั่งจากส่วนกลาง การรื้อถอนนี้ถือเป็นการแสดงความร่วมมืออย่างชัดเจนจากทั้งสองประเทศในการแก้ไขปัญหาอุทกภัยร่วมกัน

ระบบแจ้งเตือนภัยไฟป่าและหมอกควันที่จังหวัดเชียงตุง

ในระหว่างการหารือ พลโท ณัฐพงษ์ ยังได้สอบถามถึงการใช้งานระบบติดตามสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันที่ฝ่ายไทยได้ติดตั้งให้แก่เมียนมาในจังหวัดท่าขี้เหล็ก เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งฝ่ายเมียนมาได้ขอให้ฝ่ายไทยสนับสนุนเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบแจ้งเตือนที่เชื่อมต่อกับเครื่องโทรมาตร และระบบแจ้งเตือนภัยไฟป่าและหมอกควันที่จังหวัดเชียงตุง เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการรับมือกับภัยธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ฟื้นฟูแล้วร้อยละ 75

ในส่วนของการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ฝ่ายเมียนมาได้รายงานความคืบหน้าว่าพื้นที่ในจังหวัดท่าขี้เหล็กได้รับการฟื้นฟูแล้วประมาณร้อยละ 75 โดยได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายไทยทั้งในด้านกำลังคนและอุปกรณ์ นอกจากนี้ ยังได้ร้องขอให้ฝ่ายไทยอำนวยความสะดวกในการสั่งซื้อเครื่องจักรที่ใช้ในการจัดการดินโคลน เช่น รถแบ็คโฮขนาดเล็ก และเครื่องดูดโคลน เพื่อเร่งการฟื้นฟูให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว

 

สุดท้าย ทั้งสองฝ่ายได้ยืนยันความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาอุทกภัยอย่างยั่งยืน และได้ตกลงที่จะประชุมคณะกรรมการร่วมไทย-เมียนมา เกี่ยวกับเขตแดนคงที่ช่วงแม่น้ำสายและแม่น้ำรวก (JCR) ในวันที่ 5-7 พฤศจิกายน 2567 ที่กรุงเทพมหานคร เพื่อหารือและพิจารณาการดำเนินการในขั้นต่อไป โดยจะนำข้อเสนอทั้งหมดมาพิจารณาเพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินงานในระยะยาว

สรุป

การประชุมครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จในการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและเมียนมา ในการแก้ไขปัญหาอุทกภัยและสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำลำน้ำ เพื่อความยั่งยืนและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดนทั้งสองประเทศ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News