Categories
AROUND CHIANG RAI WORLD PULSE

แรงงานเมียนมาในเชียงรายผุดแคมเปญ Don’t Go Out 14 วัน ลดแรงเสียดทานสังคมไทยและปัญหาแรงงานนอกระบบ

ในจังหวัดชายแดนที่ผู้คนคุ้นชินกับ “การข้ามไป–กลับ” มานานหลายทศวรรษ ความเปลี่ยนแปลงมักมาแบบเงียบ ๆ ไม่ได้เริ่มจากคำสั่งราชการเสมอไป แต่บางครั้งเริ่มจากโพสต์สั้น ๆ ในโลกออนไลน์

ประเทศเมียนมา / เชียงราย, 28 มกราคม 2569 — ไม่กี่วันมานี้ ชาวเชียงรายจำนวนหนึ่งสะดุดตากับคำที่ถูกส่งต่อในกลุ่มแรงงานเมียนมา “Don’t Go Out” ข้อความนัดหมายให้ “อยู่เงียบ” เป็นเวลา 14 วัน เริ่มตั้งแต่ 26 มกราคม 2569 เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะกับสังคมไทย และลดความเสี่ยงจากการถูกตรวจจับจากกระแสการกดดันเรื่องการทำงานผิดกฎหมายและพฤติกรรมที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในพื้นที่

ในอีกด้าน เสียงของคนไทยในพื้นที่ก็สะท้อนอารมณ์หลายเฉด ตั้งแต่ “ดีแล้ว ทำต่อไป” ไปจนถึง “ควรทำให้ถูกกฎหมายถาวร ไม่ใช่แค่ 14 วัน” ภาพทั้งหมดนี้ทำให้คำถามใหญ่กว่าคำว่าไวรัลค่อย ๆ ปรากฏขึ้นนี่คือวิกฤตศรัทธา หรือเป็นจุดเริ่มต้นของทางออกในการอยู่ร่วมกัน?

14 วันของความเงียบ ที่ดังสะเทือนทั้งเมืองชายแดน

สิ่งที่ทำให้ “Don’t Go Out” กลายเป็นข่าว เพจ Fncc Burma Fact Check Community สื่อของประเทศเมียนมา โพสต์ว่า  ไม่ใช่แค่คำเชิญชวนให้อยู่บ้าน แต่คือ “เหตุผล” ที่แฝงอยู่ข้างหลัง ความรู้สึกว่าบรรยากาศในชุมชนกำลังตึงขึ้น และการอยู่เงียบคือ “ทางรอดที่จับต้องได้” ในช่วงเวลาที่การตรวจเข้มและการแจ้งเบาะแสในพื้นที่ถี่ขึ้นตามที่ผู้ใช้จัดเตรียมข้อมูลไว้

ข้อความในแคมเปญที่ถูกแชร์ระบุชัดว่า

  • ไม่ใช่การประท้วง
  • ไม่ใช่กิจกรรมการเมือง
  • แต่เป็นการ “กำกับตัวเอง” เพื่อยืนยันว่าอยู่ร่วมกับคนไทยได้อย่างสงบ

สารสำคัญนี้เป็นจุดที่ข่าวต้องจับให้แม่น แคมเปญพยายาม “สื่อสารความตั้งใจ” เพื่อลดแรงเสียดทาน มากกว่าท้าทายอำนาจรัฐ

กฎเหล็ก 4 ข้อ ออกเท่าที่จำเป็น งดสังสรรค์ ห้ามดัง ใครฝ่าฝืนรับผิดชอบเอง

รายละเอียดที่ทำให้แคมเปญนี้ “เป็นระบบ” คือกฎปฏิบัติที่แจกแจงเป็นข้อ ๆ ตามข้อมูลที่ผู้ใช้ให้มา

1) ออกเฉพาะที่จำเป็น

ไปทำงาน/ไปโรงเรียน/ทำธุระจำเป็นได้ แต่ต้องกลับที่พักโดยเร็ว ไม่เที่ยวเตร่

2) งดสังสรรค์และการดื่ม

ห้ามปาร์ตี้ ดื่มสุรา หรือค้างคืนนอกบ้าน

3) ห้ามส่งเสียงดัง แม้อยู่ในห้องพัก

ห้ามเปิดเพลงดัง หรือรวมกลุ่มส่งเสียงรบกวนเพื่อนบ้าน

4) ใครฝ่าฝืน “รับผิดชอบตัวเอง”

เนื้อหาในแคมเปญระบุแนวคิดแบบแรง หากฝ่าฝืนแล้วถูกจับ เพื่อนร่วมชาติจะไม่ให้ความช่วยเหลือ

กฎข้อสุดท้ายสะท้อน “แรงกดดันภายใน” ของชุมชนแรงงานเอง เป็นการวางต้นทุนทางสังคมให้คนที่ไม่ทำตามต้องแบกรับผลลัพธ์ด้วยตัวเอง

ตัวเลขที่ทำให้คำว่า ‘นอกระบบ’ หนักขึ้น 13,000–14,000 vs 35,000–40,000

ข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียมอ้างว่า ตัวเลขแรงงานเมียนมา ที่จดทะเบียน ในเชียงรายอยู่ราว 13,000–14,000 คน แต่จำนวน พำนักจริงรวมกลุ่มนอกระบบ อาจสูงถึง 35,000–40,000 คน และกระจุกตัวมากใน อำเภอแม่สาย และ อำเภอเมือง

หากมองเชิงข่าว ตัวเลขชุดนี้ทำหน้าที่เหมือน “แสงไฟฉาย” ที่ส่องให้เห็นช่องว่าง 2 อย่างพร้อมกัน

  1. ช่องว่างในระบบข้อมูลและการบริหารจัดการ
  2. ช่องว่างทางความรู้สึกของชุมชนเจ้าบ้าน เมื่อจำนวน “ที่เห็นจริง” ไม่ตรงกับ “ที่อยู่ในระบบ”

และช่องว่างแบบนี้เอง ที่มักถูกเติมด้วยความกังวล ข่าวลือ และการเหมารวม หากไม่มีการสื่อสารเชิงข้อเท็จจริงอย่างต่อเนื่อง

แรงงานคือฟันเฟือง หรือคือปัญหา? ภาพจริงมักซ้อนกันสองชั้น

ข้อมูลที่ผู้ใช้ให้มา ระบุว่าแรงงานกลุ่มนี้เป็นแรงหลักใน

  • เกษตรกรรม/ปศุสัตว์ (45%)
  • ก่อสร้าง (25%)
  • บริการและพาณิชยกรรม (20%)
  • อื่น ๆ (10%)

นี่คืออีกชั้นของข่าวที่ต้องเล่าให้ครบ หากมองแต่ “ความตึงเครียด” จะไม่เห็นว่าเศรษฐกิจท้องถิ่นจำนวนมากพึ่งแรงงานข้ามชาติในงานที่คนไทยทำไม่พอหรือไม่ต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน หากมองแต่ “ฟันเฟือง” แล้วละเลย “กติกา” ก็จะทำให้ความรู้สึกไม่เป็นธรรมสะสมในชุมชนเจ้าบ้าน ดังนั้นข่าวต้องยืนบนหลัก สองมือ” คือ

  • ยอมรับความจริงด้านแรงงานและเศรษฐกิจ
  • และยืนยันความจำเป็นของการทำให้ถูกกฎหมายและอยู่ร่วมกันอย่างเคารพกติกาชุมชน
ภาพจาก : ที่นี่แม่สาย
ภาพจาก : Fncc Burma Fact Check Community

แม่สายกับ ‘มาตรา 64’ กติกาชายแดนที่คนทั่วไปอาจไม่รู้ชื่อ แต่เห็นผลทุกวัน

หนึ่งในคำสำคัญที่ปรากฏในข้อมูลผู้ใช้คือการใช้ มาตรา 64 ในบริบท “แรงงานไป–กลับ/ตามฤดูกาล” ซึ่งมีการสื่อสารในระดับภาครัฐมาก่อนว่า กระทรวงแรงงานเคยเปิดแนวทางนำเข้าแรงงานต่างด้าวตามมาตรา 64 ใน 8 จังหวัดชายแดน รวมถึงเชียงราย เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานและลดการลักลอบทำงานผิดกฎหมาย

ประเด็นนี้สำคัญเชิงข่าว เพราะสะท้อนว่า “ระบบ” พยายามมีช่องทางให้แรงงานเข้าสู่กรอบกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติ พื้นที่ชายแดนมักเผชิญแรงดึงหลายด้าน เศรษฐกิจที่ต้องใช้แรงงานเร็ว, การเคลื่อนย้ายคนที่เกิดขึ้นจริง, และความสามารถของรัฐในการกำกับให้ทั่วถึง

แรงเสียดทานในชุมชน เมื่อพฤติกรรมรายคน กลายเป็นภาพจำของทั้งกลุ่ม

ความเห็นในโซเชียลที่ผู้ใช้รวบรวมมา มีทั้งข้อความที่สนับสนุนให้ “ทำต่อเนื่อง” และข้อความที่ตั้งข้อสังเกตเรื่อง

  • การทำงานผิดกฎหมาย/อาชีพสงวน
  • สุขอนามัยและความเป็นระเบียบในที่สาธารณะ
  • ความกังวลเรื่องความปลอดภัย
  • ไปจนถึงการเหมารวมชาติพันธุ์

ในมาตรฐานข่าวมืออาชีพ จุดที่ต้องระวังที่สุดคือ การขยายความเกลียดชัง เพราะจะทำให้ข่าวกลายเป็นเชื้อไฟมากกว่ากระจกสะท้อนปัญหา

สิ่งที่รายงานได้อย่างเป็นกลาง คือ “มีความเห็นแตกเป็นสองฝ่าย” และชี้ให้เห็นว่า แคมเปญ “Don’t Go Out” เกิดขึ้น เพราะแรงงานเองก็รับรู้แรงกดดันนี้ และพยายาม “ลดแรงกระแทก” ด้วยวินัยร่วมกันในระยะสั้น

คำถามคม ๆ ที่เชียงรายต้องตอบ 14 วันช่วยอะไรได้จริง?

แคมเปญ 14 วัน อาจช่วยในเชิง “อุณหภูมิความตึงเครียด” ได้ชั่วคราว เช่น

  • ลดโอกาสการรวมกลุ่มดื่มสุรา/เสียงดังในพื้นที่พักอาศัย
  • ลดเหตุปะทะเล็ก ๆ ที่มักบานปลายเป็นกระแสใหญ่
  • ลดความเสี่ยงรายบุคคลในช่วงที่การตรวจเข้มถี่ขึ้น

แต่หากหยุดเพียงเท่านี้ สิ่งที่สังคมไทยกังวล เรื่องกฎหมาย แรงงานนอกระบบ และความเป็นระเบียบ จะกลับมาอีก เพราะ “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ยังอยู่เหมือนเดิม

ดังนั้น แกนคลี่คลายปมของข่าวควรชี้ว่า ทางออกไม่ใช่ 14 วัน แต่คือ “สะพาน” ระหว่าง 3 ฝ่าย:
แรงงาน นายจ้าง รัฐ/ชุมชน

บทบาทนายจ้าง จุดที่มักถูกพูดน้อย แต่เป็นคันโยกสำคัญ

ในระบบแรงงานข้ามชาติ นายจ้างคือผู้กำหนด “มาตรฐานหน้างาน” และ “ที่พัก/วินัย” ในหลายกรณี
หากนายจ้างต้องการแรงงาน แต่ปล่อยให้การจัดการเอกสาร/ที่พัก/การอยู่ร่วมกันหลวม ความตึงเครียดจะไหลไปตกที่ชุมชน

ข่าวเชิงลึกจึงควรย้ำหลักคิดตรงไปตรงมา:

  • แรงงานต้องเคารพกฎหมายและกติกาชุมชน
  • แต่ นายจ้าง ก็ต้องรับผิดชอบให้การจ้างงานอยู่ในระบบ และไม่ปล่อยให้ความเสี่ยงถูกผลักไปเป็น “ภาระสังคม”

รัฐมีเครื่องมืออะไร ‘เปิดช่องเข้าสู่ระบบ’ ควบคู่ ‘บังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม’

ในภาพใหญ่ รัฐไทยเคยใช้มาตรการ “ผ่อนผัน/ขึ้นทะเบียน” เป็นช่วงเวลา เพื่อจัดระเบียบแรงงานที่ไม่มีเอกสารให้เข้าสู่ระบบ โดยมีการประกาศช่วงให้ขึ้นทะเบียนในระดับประเทศเป็นระยะ และมุ่งลดปัญหาความมั่นคงและสาธารณสุข

บทเรียนเชิงนโยบายที่โยงกับเชียงรายคือ

  • ถ้ามีแต่ “กวาดจับ” โดยไม่มีช่องทางเข้าสู่ระบบที่ทำได้จริง → นอกระบบจะยิ่งลึก
  • ถ้ามีแต่ “ผ่อนผัน” โดยไม่กำกับวินัยและมาตรฐานชุมชน → ความไม่พอใจของเจ้าบ้านจะสะสม

“ความพอดี” จึงเป็นโจทย์ยาก แต่เป็นโจทย์ที่เลี่ยงไม่ได้

สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันที ลดการปะทะ เพิ่มการแจ้งข้อมูลผ่านช่องทางที่ถูกต้อง

เพื่อไม่ให้สถานการณ์กลายเป็น “สงครามคอมเมนต์” ข่าวควรจบด้วยข้อเสนอที่ทำได้จริง และไม่ทำให้สังคมแตกขั้ว

สำหรับประชาชน/ชุมชนเจ้าบ้าน

  • หากพบการทำงานผิดกฎหมายหรือปัญหาความเดือดร้อน แจ้งผ่านช่องทางรัฐ/ท้องถิ่น ไม่ใช้การปลุกกระแสเกลียดชัง
  • แยก “พฤติกรรมรายบุคคล” ออกจาก “การเหมารวมทั้งกลุ่ม” เพื่อไม่ให้ความขัดแย้งลุกลาม

สำหรับแรงงานข้ามชาติ

  • รักษาวินัยที่กระทบเพื่อนบ้านโดยตรง เสียงดัง การดื่ม การทิ้งขยะ สุขอนามัยพื้นที่สาธารณะ
  • เข้าสู่ระบบเอกสารเมื่อมีช่องทาง และร่วมมือกับนายจ้างให้ถูกต้อง

สำหรับนายจ้าง

  • ตรวจสอบเอกสารการจ้างและที่พักให้เป็นมาตรฐาน ลดเงื่อนไขที่ผลักให้แรงงาน “จำใจอยู่นอกระบบ”

14 วันอาจลดไฟ แต่การอยู่ร่วมกันต้องใช้ ‘ระบบ’ ไม่ใช่แค่ ‘ความเงียบ’

แคมเปญ “Don’t Go Out” 14 วัน ในเชียงราย เป็นสัญญาณที่น่าฟัง เพราะสะท้อนว่าชุมชนแรงงานเองก็เห็นแรงเสียดทานและพยายามลดความเสี่ยงในระยะสั้น

แต่ในระยะยาว คำตอบของเชียงรายไม่ได้อยู่ที่การเงียบ 14 วัน แต่อยู่ที่ การจัดระเบียบให้คนอยู่ในระบบ, การบังคับใช้กฎหมายที่เป็นธรรม, และ การสื่อสารที่ลดการเหมารวม เพื่อให้เมืองชายแดนเดินต่อได้ ทั้งเศรษฐกิจ ความปลอดภัย และศักดิ์ศรีของการอยู่ร่วมกัน

สถิติ/ข้อมูลสำคัญ

  1. จังหวัดชายแดนรวมถึงเชียงราย เคยมีกรอบ “นำเข้าแรงงานต่างด้าวแบบไป–กลับ/ตามฤดูกาลตามมาตรา 64” ในการบริหารแรงงาน
  2. รัฐไทยเคยมีมาตรการ “เปิดช่วงให้แรงงานที่ไม่มีเอกสารเข้าสู่การขึ้นทะเบียน” ในระดับประเทศ เพื่อแก้แรงงานขาดแคลนและมิติความมั่นคง/สาธารณสุข
  3. บริบทระดับประเทศ ไทยมีแรงงานต่างด้าว “ถูกกฎหมาย” หลายล้านคน (รายงานเชิงข่าวต่างประเทศ)
  4. ตัวเลขเชียงราย (จดทะเบียน 13,000–14,000 คน / พำนักจริง 35,000–40,000 คน) และสัดส่วนงาน (เกษตร 45% ก่อสร้าง 25% ฯลฯ) อ้างอิงตามข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียม จากสำนักงานจัดหางานจังหวัดเชียงราย และ IOM
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมประชาสัมพันธ์ (PRD)
  • Reuters บริบทจำนวนแรงงานต่างด้าวที่ขึ้นทะเบียนถูกกฎหมายในไทย
  • ข้อมูลพื้นที่เชียงรายและข้อความแคมเปญ “Don’t Go Out” ข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม (สำนักงานจัดหางานจังหวัดเชียงราย, IOM, และข้อความที่แชร์ในโซเชียล)
  • Fncc Burma Fact Check Community
  • กลุ่มที่นี่แม่สาย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
EDITORIAL WORLD PULSE

จากเท็กซัสสู่ดี.ซี. บทเรียนจาก Walk for Peace เมื่อความเงียบทรงพลังกว่าเสียงตะโกนแห่งความขัดแย้ง

เดินเปลี่ยนโลก “Walk for Peace” ธุดงค์ข้ามอเมริกากับสัญญาณใหม่ของพุทธศาสนาในเวทีโลก บทเรียนที่สังคมไทยควรถอดรหัสอย่างมีสติ

รัฐเท็กซัส, 21 มกราคม 2569 — ในห้วงเวลาที่ข่าวสารทั่วโลกเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ความกลัว และการเมืองที่แบ่งขั้ว ภาพที่สวนทางกลับปรากฏขึ้นบนถนนชนบทและไหล่ทางหลวงในสหรัฐอเมริกา คณะพระสงฆ์นุ่งห่มจีวรสีกรัก เหลืองหม่น เดินแถวเดี่ยวอย่างสงบเป็นจังหวะเดียวกัน ราวกับกำลัง “ลดเสียงโลก” ลงทีละก้าว ข้างกายมีสุนัขชื่อ Aloka เดินร่วมทาง สัญลักษณ์เล็ก ๆ ของมิตรภาพและความเมตตาที่คนดูจำนวนมากบอกว่า “ทำให้หัวใจอ่อนลง” ในโลกที่แข็งกร้าวขึ้นทุกวัน

เรื่องราวนี้คือ Walk for Peace การจาริกธุดงค์ข้ามประเทศของพระสงฆ์เถรวาท ซึ่งเริ่มต้นปลายเดือนตุลาคมจากรัฐเท็กซัส มุ่งหน้าสู่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ระยะทางรวมราว 2,300 ไมล์ (ประมาณ 3,700 กิโลเมตร) ผ่านหลายรัฐตลอดหลายเดือน และกลายเป็นปรากฏการณ์ที่สื่อกระแสหลักของสหรัฐฯ ให้ความสนใจ พร้อมการติดตามบนโซเชียลมีเดียระดับหลักแสนถึงหลักล้านในเวลาไม่นาน

แต่เหนือกว่ายอดวิวหรือความไวรัล “ประเด็นจริง” ที่ทำให้ผู้คนหยุดยืนริมถนนเพื่อมองขบวนพระเดินผ่าน คือคำถามร่วมสมัยที่ทั้งโลกกำลังเผชิญ เราจะหาสันติภาพได้อย่างไร ในสังคมที่ถูกทำให้ตึงเครียดตลอดเวลา? และสันติภาพนั้นเริ่มที่ “ระบบ” หรือเริ่มที่ “ใจ” กันแน่

สุนัขชื่อ Aloka

ภาพแรกของปรากฏการณ์ ความสงบที่ดึงคนออกจากความวุ่นวาย

รายงานข่าวระบุว่า เมื่อคณะสงฆ์เดินทางถึงหลายเมือง ผู้คนมักมารอต้อนรับตั้งแต่เช้า บางแห่งเป็นลานหน้าศาลาว่าการ บางแห่งเป็นจัตุรัสเมือง บางแห่งเป็นโบสถ์คริสต์ หรือวัดพุทธในชุมชนผู้อพยพเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จนเกิดภาพที่หาได้ยากในอเมริกายุคแตกแยก ผู้คนต่างศาสนา ต่างสีผิว มายืนอยู่ร่วมกันเพื่อ “ฟังความเงียบ” มากกว่าฟังการปราศรัย

คำสอนที่ถูกถ่ายทอดซ้ำในหลายจุดพักของขบวนคือเรื่อง “สติ” และการบริหารความรู้สึก ผู้นำคณะ พระภิกษุปัญญากระ (Venerable Bhikkhu Pannakara) ให้ถ้อยคำในเชิงหลักปฏิบัติว่า ชีวิตมีทั้งวันที่ดีและแย่ แต่สิ่งสำคัญคือการรู้วิธีจัดการมัน และใช้ชีวิตอย่างตั้งใจเพื่อมุ่งสู่ความสงบภายใน

หากมองแบบข่าวเชิงสังคมวิทยา นี่ไม่ใช่เพียง “กิจกรรมศาสนา” แต่เป็นปรากฏการณ์ของ พิธีกรรมสาธารณะ (public ritual) ที่ทำหน้าที่เยียวยาความรู้สึกร่วมของสังคม ในช่วงที่ผู้คนจำนวนมากรู้สึกว่าไม่สามารถควบคุมอะไรได้ เศรษฐกิจ การเมือง สงคราม ข่าวร้าย หรือความสูญเสียส่วนตัว

จากเท็กซัสสู่ดี.ซี. เส้นทาง 2,300 ไมล์ที่ตั้งใจให้ “พบผู้คน” มากกว่าพิชิตระยะทาง

ข้อมูลจากสำนักข่าว AP ระบุว่า การเดินเริ่มต้นวันที่ 26 ตุลาคม จากศูนย์ปฏิบัติวิปัสสนาแห่งหนึ่งในรัฐเท็กซัส และตั้งใจสิ้นสุดช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โดยแกนภารกิจสำคัญไม่ใช่การชวนคน “เปลี่ยนศาสนา” แต่คือการเชื่อมต่อผู้คนและเชิญชวนให้ฝึกสติในชีวิตประจำวัน

ระหว่างทาง พวกเขาเลือกพักแบบเรียบง่าย (เช่นกางเต็นท์) และยืนยันการเดินอย่างมีวินัย บางรูปเดินเท้าเปล่าเพื่อ “รับรู้พื้นดิน” และอยู่กับปัจจุบัน ขณะเดียวกันก็ยอมรับว่าการเดินในสหรัฐฯ มีข้อจำกัดต่างจากเอเชียใต้ เช่น ไม่สามารถตัดผ่านทุ่งนาได้เพราะเป็นพื้นที่เอกชน ต้องเดินเลียบถนนเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งทำให้สภาพร่างกายถูกทดสอบหนักขึ้น

สถิติที่สะท้อน “ความยาวของเรื่อง” จึงไม่ใช่เพียงระยะทาง 3,700 กิโลเมตร แต่คือจำนวนเมืองที่พวกเขา “หยุดเพื่อพบผู้คน” จนเกิดกิจกรรมต้อนรับและพิธีเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นเครือข่ายต่อเนื่องตลอดเส้นทาง จากเท็กซัส สู่รัฐต่าง ๆ ทางใต้และตะวันออกเฉียงใต้ ก่อนมุ่งขึ้นสู่ฝั่งตะวันออกไปยังเมืองหลวง

จุดเปลี่ยนที่ทำให้คนทั้งประเทศหันมามอง อุบัติเหตุบนทางหลวงและ “ความไม่โกรธ” ที่ท้าทายโลกข่าว

การเดินทางไม่ราบรื่นเสมอไป รายงานข่าวระบุว่าเกิดอุบัติเหตุเมื่อรถบรรทุกชนรถนำขบวน/รถคุ้มกันใกล้เมืองหนึ่งในเท็กซัส ส่งผลให้พระบาดเจ็บ และอย่างน้อยหนึ่งรูปต้องสูญเสียขา เหตุการณ์นี้ทำให้ “ข่าว” ไม่ได้หยุดอยู่ที่ความน่าประทับใจ แต่ยกระดับเป็นคำถามเรื่องความเปราะบางของมนุษย์บนท้องถนน และการตอบสนองต่อความสูญเสีย

ในตรรกะข่าวทั่วไป เหตุรุนแรงมักนำไปสู่ความโกรธ การเรียกร้อง การกล่าวโทษ แต่สิ่งที่รายงานข่าวชี้ให้เห็นคือ คณะสงฆ์ยังเดินต่อ โดยย้ำบทเรียนเรื่องสติ การให้อภัย และการเยียวยา ความนิ่งนั้นเองที่ทำให้ผู้คน “เชื่อว่าความสงบมีอยู่จริง” ไม่ใช่แค่คำสวยหรูบนโปสเตอร์

หญิงคนหนึ่งที่เดินทางไกลไปพบขบวนพระ กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ในประเทศของเธอมีสิ่งที่ “บอบช้ำหัวใจ” เกิดขึ้นแทบทุกวัน แต่เมื่อมองเข้าไปในดวงตาของพระ เธอเห็น “ความสงบ” และรู้สึกเหมือนได้พื้นที่ว่างให้หัวใจได้พักจากความหนักหน่วง

เมื่อ “ศาสนา” ไม่ได้ถูกเสนอเป็นการเมือง ทำไมคนต่างศาสนาจึงเข้ามาร่วมวง

หนึ่งในภาพที่สะท้อนความหมายเชิงสังคม คือสถานที่ต้อนรับไม่ได้จำกัดอยู่แค่ “วัดพุทธ” แต่ขยายไปถึงโบสถ์และพื้นที่สาธารณะ หลายเมืองมีคนมาร่วมหลักร้อยถึงหลักพันในบางจุดพัก มีการกล่าวต้อนรับจากผู้นำชุมชนท้องถิ่น และเกิดกิจกรรมร่วมที่ไม่ยัดเยียดความเชื่อ แต่เชื้อเชิญให้ “หายใจ” ให้เป็น และอยู่กับปัจจุบันให้ได้ก่อน

กรณีหนึ่งที่ AP ยกตัวอย่างคือ บาทหลวงคริสต์ในรัฐแอละแบมาเป็นเจ้าภาพต้อนรับในคืนคริสต์มาส และประเมินจำนวนผู้มาร่วมราว 1,000 คน จนบรรยากาศคล้ายงานชุมชนขนาดย่อม เขาสะท้อนว่า คนที่ทำงานเพื่อสันติภาพอย่างเปิดเผยและเสียสละ “ยืนอยู่ใกล้หัวใจของพระเยซู” ไม่ว่าจะแชร์ประเพณีเดียวกันหรือไม่ ถ้อยคำนี้ไม่ใช่การผสมศาสนา แต่เป็นการยืนยันว่า “ความกรุณา” เป็นภาษากลางที่สังคมยังแปลออก

ประเด็นนี้มีนัยสำคัญต่อการอ่านสถานการณ์โลก ผู้คนจำนวนมากไม่ได้ปฏิเสธศาสนาเสียทั้งหมด แต่ปฏิเสธ “ศาสนาที่กลายเป็นเครื่องมือแบ่งฝักฝ่าย” และกำลังโหยหา “ศาสนาในฐานะพื้นที่เยียวยา” ที่ไม่ทำให้ใครต้องเลือกข้าง

ความเงียบที่ดังกังวาล ในวันที่โลกตะวันตกดูเหมือนจะหมุนเร็วและเต็มไปด้วยความตึงเครียด… บนถนนเลียบทางหลวงในรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา กลับมีภาพที่หยุดสายตาคนทั้งโลก… . พระสงฆ์กลุ่มเล็กๆ เดินเท้าอย่างสงบ ท่ามกลางแดดจ้าและลมหนาว… นี่คือโครงการ “Walk for Peace” การจาริกธุดงค์กว่า 3,700 กิโลเมตร… ภาพพระสงฆ์ไทยนุ่งห่มจีวรสีกรัก เดินเคียงข้างไปกับสุนัขชื่อ ‘อโลกา’ กลายเป็นภาพจำที่สั่นสะเทือนใจผู้คน… ไม่ใช่เพราะความแปลกตา แต่เพราะ “ความนิ่ง” ที่พวกท่านแสดงให้เห็นท่ามกลางโลกที่วุ่นวาย

เมื่อความสูญเสียกลายเป็นครู บทเรียนที่ลึกที่สุดของก้าวเดินนี้ เกิดขึ้นเมื่อรถบรรทุกพุ่งชนรถนำขบวนจนพระสงฆ์รูปหนึ่งต้องสูญเสียขา… ในนาทีที่ความโกรธแค้นควรจะเกิดขึ้น คณะสงฆ์กลับตอบโต้ด้วย “สติ” และการเดินต่อด้วยใจที่ให้อภัย… . เหตุการณ์นี้คือกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนกลับมายังสังคมไทย… ในวันที่เรามักใช้ความรุนแรงทางอารมณ์โต้ตอบกันในโลกโซเชียล หรือการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายที่เข้มข้น… การเดินครั้งนี้เตือนใจเราว่า สันติภาพที่แท้จริงไม่ใช่การรอให้โลกสงบ แต่มันคือการรักษา “ความสงบภายในใจ” ให้ได้ แม้ในวันที่เราถูกทำร้ายหรือสูญเสียสิ่งสำคัญไป

ถอดรหัสหัวใจศาสนาที่ใช้งานได้จริง ขณะที่บ้านเรากำลังถกเถียงกันเรื่องศรัทธาและมาตรฐานความประพฤติของสงฆ์… ปรากฏการณ์ในอเมริกากลับชี้ให้เห็นว่า ผู้คนไม่ได้ต้องการพิธีกรรมที่หรูหรา หรือสถาบันที่ดูสูงส่งจนแตะต้องไม่ได้… แต่พวกเขาโหยหา “ธรรมะที่ใช้งานได้จริง”… . คนต่างศาสนาที่เข้ามาขอร่วมเดิน หรือบาทหลวงที่เปิดโบสถ์ต้อนรับพระสงฆ์ในคืนคริสต์มาส คือเครื่องยืนยันว่า… เมื่อเราทำธรรมะให้เรียบง่ายและจริงใจ ศาสนาจะกลายเป็น “ภาษาสากล”… เป็นเครื่องมือดูแลใจที่คนธรรมดาหยิบมาใช้ได้ในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แค่เรื่องของคนนุ่งขาวห่มเหลืองในวัดเท่านั้น

ก้าวที่ก้าวหน้าที่สุดของไทย บทเรียนจาก Walk for Peace จึงไม่ใช่แค่เรื่องของพระสงฆ์ที่เดินข้ามทวีป… แต่คือการถามตัวเองว่า ถึงเวลาหรือยังที่สังคมไทยจะกลับมาหา “แก่น” มากกว่า “กระพี้”… กลับมาสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กันและกันด้วยความเมตตา แทนการตัดสิน… . ในโลกที่เดินเร็วเกินไป… การหยุดนิ่งเพื่อดูใจตนเอง และก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมีสติ… อาจเป็นการเคลื่อนไหวที่ก้าวหน้าที่สุดสำหรับคนไทยในพุทธศตวรรษนี้… เพราะสุดท้ายแล้ว สันติภาพไม่ได้เริ่มที่ไหนไกล… แต่มันเริ่มจากก้าวเล็กๆ ที่เราหยุดทำร้ายกัน… ทั้งด้วยคำพูดและทางความคิด

 สังคมอยากลดความรุนแรง ต้องทำให้ “สติ” เข้าถึงได้

ปรากฏการณ์ Walk for Peace ไม่ได้ยืนยันว่า “ศาสนาจะแก้ทุกปัญหา” แต่ยืนยันว่า การจัดการอารมณ์และบาดแผลทางใจ เป็นวาระสาธารณะของยุคนี้ ไม่ว่าจะประเทศใด เมื่อสังคมเผชิญความเครียดสูง ความรุนแรงในครอบครัว การเสพข่าวร้ายต่อเนื่อง หรือความโดดเดี่ยวหลังโรคระบาด เครื่องมือแบบ “สติ” และ “ความกรุณา” จะถูกเรียกหาเสมอ เพียงแต่จะมาในรูปศาสนา จิตวิทยา หรือสุขภาวะก็ได้

สำหรับประเทศไทย การพูดเรื่องนี้อย่างรับผิดชอบควรมุ่งไปที่การสร้างระบบสนับสนุนที่หลากหลาย

  • พื้นที่เรียนรู้การดูแลใจในชุมชนและโรงเรียน
  • การสื่อสารสาธารณะเชิงสุขภาวะ (public mental health communication)
  • การยกระดับมาตรฐานและความโปร่งใสของสถาบันที่ผู้คนคาดหวังให้เป็นที่พึ่ง
    ทั้งหมดนี้ไม่จำเป็นต้องผูกกับศาสนาอย่างเดียว แต่ Walk for Peace ชี้ให้เห็นว่า เมื่อ “การปฏิบัติ” ถูกทำให้เรียบง่ายและจริงใจ คนจะเข้ามาหาเอง

สันติภาพที่คนทั้งโลกกำลังตามหา อาจเริ่มจากก้าวเล็ก ๆ ที่บ้านเรา

ท้ายที่สุด Walk for Peace ทำหน้าที่เหมือนกระจก สะท้อนว่าโลกสมัยใหม่ไม่ได้ขาดข้อมูล แต่ขาด “การหยุด” เพื่อรู้เท่าทันใจตนเอง การที่พระสงฆ์เดินเงียบ ๆ กลับถูกต้อนรับด้วยฝูงชนจำนวนมาก เป็นสัญญาณว่า ผู้คนกำลังเหนื่อยล้ากับเสียงตะโกนของความขัดแย้ง และกำลังโหยหาภาษาใหม่ในการอยู่ร่วมกัน ภาษาที่ไม่ต้องชนะอีกฝ่าย แต่อยู่ได้โดยไม่ทำร้ายกัน

สำหรับสังคมไทย บทเรียนสำคัญอาจไม่ใช่การถามว่า “ทำไมเขาศรัทธาเพิ่ม” แต่คือการถามตัวเองว่า เราจะทำให้แก่นของพุทธ สติ เมตตา ไม่เบียดเบียน กลับมาเป็นประโยชน์ต่อชีวิตคนธรรมดาได้อย่างไร พร้อมกันนั้นก็ต้องกล้าพัฒนามาตรฐานความโปร่งใสและความรับผิดชอบของสถาบันที่สังคมคาดหวัง เพื่อให้ศาสนาไม่ถูกลดทอนเหลือเพียงข่าวอื้อฉาว หรือเหลือเพียงพิธีกรรมที่ผู้คนทำตามกันไปวัน ๆ

ในโลกที่ “เดินเร็ว” เกินไป บางทีการเดินช้า ๆ อย่างมีสติ อาจเป็นการเคลื่อนไหวที่ก้าวหน้าที่สุดของมนุษย์ยุคนี้ ไม่ใช่เพื่อหนีโลก แต่เพื่อกลับมาอยู่กับโลกอย่างไม่ทำร้ายกัน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มันรัตน์ ก.บัวเกษร
  • Associated Press (AP)
  • Reuters
  • United Nations (UN) – General Assembly Resolution  
  • Walk for Peace
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
FEATURED NEWS WORLD PULSE

อบจ.เชียงราย ลุยญี่ปุ่น! ลงนาม EPA Shizuoka Saiko Academy ดันนโยบาย “เรียนที่ไหนก็เลี้ยงชีพได้”

อบจ.เชียงรายลงนามความร่วมมือการศึกษากับญี่ปุ่น “Shizuoka Saiko Academy” หนุน “เรียนได้–สำเร็จได้–เลี้ยงชีพได้” ปูทาง 7 เรือธงสู่สากล

ญี่ปุ่น,5 พฤศจิกายน 2568 –  องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) เดินหน้านโยบายการศึกษาที่ “เข้าถึงได้และเลี้ยงชีพได้จริง” ด้วยการลงนามข้อตกลงความร่วมมือทางการศึกษา (EPA) กับ Shizuoka Saiko Academy ณ เมืองชิซูโอกะ ประเทศญี่ปุ่น เพื่อยกระดับการเรียนการสอน การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และการพัฒนานวัตกรรมการศึกษา พร้อมเชื่อม “การศึกษา–อาชีพ–รายได้” ให้เป็นเส้นทางเดียวกันตาม นโยบาย 7 เรือธง ของผู้บริหารท้องถิ่น เชียงรายตั้งเป้าเปลี่ยน “โอกาสต่างประเทศ” ให้กลายเป็น “ทางรอดและทางรุ่ง” ของเยาวชนในจังหวัด ผ่านโมเดลร่วมพัฒนาหลักสูตร ฝึกทักษะ และเปิดเครือข่ายฝึกงาน/ศึกษาต่อ
ประเด็นเด่น (1) การเชื่อมเครือข่ายต่างประเทศเป็นเครื่องเร่งให้ “หลักสูตรคุณภาพ” และ “ทักษะใหม่ที่โลกงานต้องการ” เกิดเร็วและใช้งานจริง (2) นโยบาย “อยู่ที่ไหนก็เรียนได้ เรียนที่ไหนก็สำเร็จได้ สำเร็จได้ก็เลี้ยงชีพได้” ของ อบจ.เชียงราย ถูกผลักเป็นความร่วมมือข้ามพรมแดน (3) เมื่อผูกกับกลไกทุน–แลกเปลี่ยน–ฝึกงานสากล (เช่น แนวทางทุนและโครงการแลกเปลี่ยนของญี่ปุ่น) จะทำให้เส้นทางการเรียน–ทำงานของเด็กเชียงราย “สั้นลงและชัดขึ้น” พร้อมลดต้นทุนความเหลื่อมล้ำด้านโอกาสทางการศึกษาในภูมิภาค ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการยกระดับการศึกษาท้องถิ่นของ อบจ.เชียงรายในกรอบ 7 เรือธงที่ประกาศไว้สาธารณะแล้ว

 “ลานเชื่อมโอกาส” จากเวียงพิงค์ล้านนา สู่เมืองชา–ภูเขาแห่งชิซูโอกะ

ค่ำลมหนาวต้นฤดูในเชียงราย ปี 2568 คือช่วงเวลาที่ผู้บริหารการศึกษาท้องถิ่นกำลัง “เร่งเครื่อง” เป้าหมายสำคัญ—ทำอย่างไรให้เด็กเชียงราย เรียนได้จริง–สำเร็จได้จริง–และเลี้ยงชีพได้จริง ไม่ใช่เพียงถ้อยคำเชิงนโยบายบนเวทีสัมมนา แต่แปรรูปเป็น “ข้อตกลงความร่วมมือระหว่างประเทศ” ที่จับต้องได้

เช้าวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ณ เมืองชิซูโอกะ ประเทศญี่ปุ่น นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย นำคณะผู้บริหารการศึกษา—นายกฤษฎา ใจหล้า ผู้อำนวยการโรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย และคณะผู้บริหาร—ร่วมลงนาม Educational Partnership Agreement (EPA) กับ Shizuoka Saiko Academy โดยมี Mr. Seiichi Kudo ผู้อำนวยการโรงเรียน เป็นผู้แทนฝ่ายญี่ปุ่น เพื่อย้ำความร่วมมือที่ปูทางมาก่อนหน้า และผลักไปสู่ “ความร่วมมือเชิงปฏิบัติ” ทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน

หัวใจของ EPA ครั้งนี้ คือ 3 มิติหลัก

  1. วิชาการ–หลักสูตร: ยกระดับการเรียนการสอน โดยผนวกแนวคิด “ทักษะแห่งอนาคต” (Future Skills) ทั้งภาษา เทคโนโลยี นวัตกรรมอาชีพ และความเข้าใจวัฒนธรรม
  2. วัฒนธรรม–ความเป็นพลเมืองโลก: เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนของนักเรียน–ครู ข้ามพรมแดน สร้าง Soft Power และทักษะข้ามวัฒนธรรม (Intercultural Competence)
  3. การทำงาน–การเลี้ยงชีพ: เชื่อม “ทักษะในห้องเรียน” กับ “โลกการทำงานจริง” ผ่านกิจกรรมฝึกงาน โครงงาน และเครือข่ายสถานประกอบการที่เชื่อมกับญี่ปุ่น

นโยบาย 7 เรือธง จากคำมั่นสู่แผนปฏิบัติในสนามจริง

ตลอดสองปีที่ผ่านมา อบจ.เชียงรายประกาศทิศทาง “7 เรือธง” โดยหนึ่งในหัวข้อสำคัญคือ การยกระดับคุณภาพและการเข้าถึงการศึกษา ประเด็น “อยู่ที่ไหนก็เรียนได้ เรียนที่ไหนก็สำเร็จได้ สำเร็จได้ก็เลี้ยงชีพได้” ถูกยกเป็นสโลแกนเชิงภารกิจให้โรงเรียนในสังกัด และเครือข่ายการศึกษาทั้งจังหวัดขับเคลื่อนร่วมกัน ตั้งแต่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ห้องเรียนอาชีพ หลักสูตรเสริมสมรรถนะ ไปจนถึงช่องทางแนะแนวอาชีพ–ศึกษาต่อในระดับนานาชาติ โดย อบจ.เชียงรายได้สื่อสารนโยบายและทิศทางไว้ในช่องทางทางการของหน่วยงานอย่างต่อเนื่อง

EPA กับ Shizuoka Saiko Academy จึงทำหน้าที่เป็น “เครื่องเร่ง” ที่ทำให้เรือธงด้านการศึกษา ไปไกลและไปได้จริง—จากระดับจังหวัดสู่เวทีนานาชาติ—ด้วยความร่วมมือแบบสถาบัน–ต่อ–สถาบัน (school-to-school) ที่มีเป้าหมายร่วม ทักษะ–คุณธรรม–อาชีพ–รายได้ บนฐานคุณภาพมาตรฐานสากล

ทำไม “ญี่ปุ่น–ชิซูโอกะ” จึงตอบโจทย์เชียงราย

ชิซูโอกะ เป็นเมืองที่มีเอกลักษณ์ด้านชุมชนการเกษตร (ชาเขียว–พืชเศรษฐกิจ), อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยี, และวัฒนธรรมชุมชนเข้มแข็ง—หลายมิติสะท้อนกับบริบทของเชียงราย ไม่ว่าจะเป็น เกษตร–อาหาร–ท่องเที่ยว–เศรษฐกิจสร้างสรรค์ การร่วมมือกับสถาบันการศึกษาที่ตั้งอยู่ในพื้นที่แบบนี้ จึงมีประโยชน์ในเชิง สถานการณ์เรียนรู้จริง” (Learning in Real Context) ที่ต่อยอดได้ทั้งใน

  • เกษตรคุณภาพ–แปรรูปอาหาร–ธุรกิจชุมชน (เชื่อมต่อทักษะอาชีพของเยาวชน)
  • การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม–สุขภาพ (เชื่อมทักษะภาษา การบริการมาตรฐานญี่ปุ่น)
  • เทคโนโลยีเพื่อชุมชน (IoT/Automation เบื้องต้น, การจัดการคุณภาพ, ความปลอดภัยอาหาร ฯลฯ)

นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังมี “โครงสร้างสนับสนุนการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ” ทั้งรูปแบบทุนการศึกษา และโปรแกรมแลกเปลี่ยนบุคลากรท้องถิ่นที่เปิดรับชาวต่างชาติ เช่น กรอบทุนรัฐบาลญี่ปุ่น (MEXT) ซึ่งอาศัยเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถาบันเพื่อคัดเลือก/เสนอชื่อผู้รับทุนในระดับมหาวิทยาลัย รวมถึงโปรแกรมด้านการสอนและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับท้องถิ่น (JET Programme) ที่สนับสนุนให้เยาวชนทั่วโลกเข้าไปทำงานด้านภาษา–วัฒนธรรมกับองค์กรปกครองท้องถิ่นและโรงเรียนของญี่ปุ่น กลไกเหล่านี้เป็น “องค์ประกอบเชิงระบบ” ที่ อบจ.เชียงรายสามารถใช้ประกอบการออกแบบเส้นทางการเรียน–ฝึกงาน–เลี้ยงชีพในระยะยาวให้กับเด็กเชียงรายได้ เมื่อผูกกับความร่วมมือรายสถาบันอย่าง EPA ที่เพิ่งลงนาม

ข้อสังเกตเชิงนโยบาย การทำข้อตกลงระดับโรงเรียน (EPA) ช่วย “ส่งสัญญาณ” ความพร้อมของพื้นที่ต่อหน่วยงานทุน/เครือข่ายต่างประเทศ—ทำให้การเข้าถึงทุนและโอกาสสากล “มีความเป็นไปได้จริง” มากกว่าการยื่นสมัครในฐานะ “บุคคลรายคน” โดยไม่มีแบ็กเอนด์ของสถาบัน/ท้องถิ่นรองรับ

ภาพใหญ่ของ EPA จากห้องเรียนถึงรายได้ครัวเรือน

1) หลักสูตร–สมรรถนะอาชีพ (Career Readiness)
แผนความร่วมมือที่วางไว้สอดคล้องกับทิศทาง “สมรรถนะอาชีพ” ได้แก่ ภาษา (ญี่ปุ่น/อังกฤษเพื่อการทำงาน), เทคโนโลยีดิจิทัลเบื้องต้น (การสื่อสาร–สื่อดิจิทัล–ข้อมูล), การเป็นผู้ประกอบการรายย่อย (Micro-entrepreneurship) และทักษะข้ามวัฒนธรรม ซึ่งเมื่อเชื่อมกับเครือข่ายญี่ปุ่น จะเกิด ชุดกิจกรรมฝึกจริง เช่น โครงงานร่วม (Joint Project), เวิร์กช็อปครู–นักเรียน, ห้องเรียนออนไลน์ข้ามประเทศ, รวมถึง ฝึกงานระยะสั้น ในสภาพแวดล้อมการทำงานจริง—ทั้งฝั่งเชียงรายและชิซูโอกะ—เพื่อนำกลับมาปรับใช้กับเศรษฐกิจฐานรากในจังหวัด

2) ครูคือตัวเร่ง (Teacher Capacity)
ความร่วมมือเน้น แลกเปลี่ยนครู เพื่อถ่ายทอด “วิธีสอน–วิธีประเมิน–วินัยการเรียนรู้แบบญี่ปุ่น” เช่น การจัดชั้นเรียนเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางแต่มีวินัยสูง, การเรียนรู้เชิงลงมือทำ (Project/Problem-based), การประเมินจากหลักฐานชิ้นงาน และการดูแลสุขภาวะจิตสังคมในโรงเรียน ซึ่งจะยกระดับคุณภาพ “ทั้งระบบ” มากกว่าการส่งนักเรียนไปต่างประเทศทีละไม่กี่คน

3) วัฒนธรรม–วินัย–Soft Power
พิธี–เทศกาล–กิจกรรมจิตอาสา และ “จิตวิญญาณชุมชน” ของญี่ปุ่น (เช่น ความตรงต่อเวลา ระเบียบ ความรับผิดชอบต่อสาธารณะ) เมื่อหลอมรวมกับ “อัตลักษณ์ล้านนา” (กัลยาณมิตร–ชุมชน–ความสุภาพ) จะกลายเป็นทรัพยากร Soft Power ใหม่ของเด็กเชียงรายในตลาดแรงงานบริการ ท่องเที่ยว สุขภาพ และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

4) เส้นทางการเงินเพื่อการเรียนรู้ (Learning Finance)
เมื่อ EPA ทำงานร่วมกับทุน/โครงการสากล—ทั้งระดับรัฐบาลญี่ปุ่น (เช่น แนวทางทุน MEXT) หรือโปรแกรมภาครัฐญี่ปุ่นที่เปิดรับบุคลากรต่างชาติ (เช่น JET Programme)—อบจ.เชียงรายสามารถออกแบบ “แพ็กเกจเส้นทาง” ที่มีทั้ง ทุนต่อยอด–ทุนเดินทาง–ทุนฝึกงาน ประกบกับกิจกรรมในหลักสูตรของโรงเรียนในสังกัด ทำให้การไปต่างประเทศ “ไม่ใช่เรื่องไกลตัว” สำหรับนักเรียนฐานะปานกลาง–รายได้น้อยที่มีสมรรถนะเพียงพอ

เสียงสะท้อนและฉากทัศน์ผลลัพธ์ จากปีที่ 1 ถึงปีที่ 3

แม้ข้อตกลงเพิ่งลงนาม แต่หากบูรณาการอย่างเป็นระบบ สามารถคาดฉากทัศน์ผลลัพธ์ใน 3 ระยะ ดังนี้

ระยะที่ 1 (0–12 เดือน)

  • ตั้ง “คณะทำงาน EPA” ร่วมระหว่างโรงเรียน อบจ.เชียงราย–Shizuoka Saiko Academy เพื่อกำหนดกรอบหลักสูตรร่วม (ภาษา–ดิจิทัล–โปรเจ็กต์วัฒนธรรม)
  • เปิด คลาสออนไลน์ข้ามประเทศ รายวิชาเป้าหมาย (เช่น ภาษาเพื่อการทำงาน/บริการ, สื่อดิจิทัล) เดือนละ 1–2 วิชา
  • อบรมครูแกนกลาง Train-the-Trainers เพื่อขยายผลสู่นักเรียน 5–10 โรงเรียนในสังกัด
  • เปิดรับสมัคร ค่ายฤดูร้อน/หนาว (2–4 สัปดาห์) สำหรับกลุ่มเป้าหมายรุ่นแรก 30–50 คน

ระยะที่ 2 (12–24 เดือน)

  • เริ่ม โครงการฝึกงานสั้น (Short-term Internship) กับคู่ร่วมมือญี่ปุ่นหรือผู้ประกอบการเครือข่ายในเชียงรายที่เชื่อมซัพพลายเชนญี่ปุ่น (อาหาร–ท่องเที่ยว–บริการ)
  • สร้าง หลักสูตรพิเศษ “เรียน–ทำ–ได้พอร์ต” สำหรับเด็ก ม.ปลาย/ปวช. ที่เน้นผลงานโครงงานคู่ขนานกับทักษะภาษา
  • เจรจา ทุนย่อย/อุดหนุนค่าเดินทาง จากแหล่งต่าง ๆ ให้ผู้เรียนฐานะยากจน

ระยะที่ 3 (24–36 เดือน)

  • ขยายผลไปสู่ หลักสูตรสองภาษา/สองวัฒนธรรม (Lanna–Japan) สำหรับสายบริการ–ท่องเที่ยว–อาหาร–สื่อสร้างสรรค์
  • สร้าง “ทางด่วนศึกษาต่อ” (Progression Pathway) ไปยังสถาบันอาชีวะ/มหาวิทยาลัยพันธมิตรในญี่ปุ่น ผ่านระบบเทียบโอนผลงาน/สมรรถนะ
  • ตั้ง ศูนย์ข้อมูลทุนและงานสากล ระดับจังหวัด ทำงานร่วมกับสถานทูต/องค์กรญี่ปุ่นในไทย–ญี่ปุ่น เพื่อให้คำปรึกษาเป็นระบบ

เชื่อมเศรษฐกิจจังหวัด เมื่อ “ห้องเรียน” กลายเป็น “ระบบนิเวศอาชีพ”

เชียงรายเป็นเมืองที่มีรายได้จาก บริการ–ท่องเที่ยว–เกษตรแปรรูป สูงขึ้นต่อเนื่องในช่วงหลัง การมีแรงงานวัยรุ่นที่มี ภาษา–วินัย–มาตรฐานบริการแบบญี่ปุ่น จะช่วยยกระดับคุณภาพบริการปลายทาง (โรงแรม–ร้านอาหาร–ไกด์–อีเวนต์) และเพิ่ม “รายได้ต่อหัว” ให้กับครัวเรือนท้องถิ่นได้จริง ขณะเดียวกัน เครือข่ายญี่ปุ่น จะช่วยเปิดทางให้ผู้ประกอบการ SME เชียงรายเรียนรู้ มาตรฐานคุณภาพ–ความปลอดภัย–ประสิทธิภาพ ที่จำเป็นต่อการขยายตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง EPA ไม่ได้ผลิต “บัณฑิตเพิ่ม” แต่ผลิต “คนทำงานคุณภาพ–มีวินัย–มีวัฒนธรรมการบริการ” ซึ่งคือทุนมนุษย์ที่เศรษฐกิจเชียงรายต้องการ

คำถามสังคม–ข้อท้าทาย–แนวกันความเสี่ยง

แม้ภาพรวมเป็นบวก แต่การทำ EPA ให้เกิดผล ต้องบริหารความเสี่ยง 4 ด้านพร้อมกัน

  1. ความยั่งยืนงบประมาณ: การแลกเปลี่ยนต่างประเทศมีต้นทุน อบจ.ต้องออกแบบกลไกทุน ร่วมหลายแหล่ง (ภาครัฐ–เอกชน–CSR–มูลนิธิ) และวางเกณฑ์คัดเลือกที่ยุติธรรม โปร่งใส
  2. ความเสมอภาคโอกาส: ต้องวางมาตรการ “เปิดทางเด็กทุกฐานะ” เช่น ทุนค่าเดินทาง–พาสปอร์ต–เบี้ยเลี้ยง–อุปกรณ์เรียน เพื่อไม่ให้โครงการกลายเป็น “อภิสิทธิ์ของคนกลางเมือง”
  3. คุณภาพ–มาตรฐานการเรียน: การแลกเปลี่ยนต้อง “มีเนื้อหา” มากกว่าท่องเที่ยว ต้องกำหนด ตัวชี้วัดผลลัพธ์การเรียนรู้ (Learning Outcomes) และ พอร์ตโฟลิโองานจริง เป็นหลักฐาน
  4. ความปลอดภัย–การคุ้มครอง: เมื่อเกี่ยวข้องกับผู้เยาว์ ต้องมีมาตรการ คุ้มครองเด็ก–สุขภาวะจิตใจ–การคุ้มครองข้อมูล และช่องทางร้องเรียนที่เข้าถึงง่ายทั้งสองประเทศ

เสียงจากห้องประชุม สารที่ส่งถึงครู–ผู้ปกครอง–นักเรียน

แม้แถลงข่าวอย่างเป็นทางการไม่ได้เผยแพร่คำกล่าวยาว ๆ ของผู้บริหารในพิธี แต่เนื้อหาการดำเนินการสรุปได้ชัดว่า เป้าหมายร่วม คือ “เชื่อมการเรียนกับการทำงานได้จริง” บนมาตรฐานสากล ผู้ปกครองจึง “เห็นภาพ” เส้นทางของลูกหลานว่า เรียนแล้วไปไหนต่อ ขณะที่ครูได้ เครื่องมือ–เพื่อนร่วมวิชาชีพ ต่างประเทศในการพัฒนาวิธีสอน และนักเรียนได้ พอร์ต–เครือข่าย–ทักษะชีวิต ที่มากกว่าคะแนน

ทำอย่างไรให้ “นโยบาย” ไม่หยุดแค่กระดาษ

  1. ตั้ง Roadmap 12 เดือน พร้อม Milestone รายไตรมาส (วิชาออนไลน์ร่วม / ค่าย / อบรมครู / คัดรุ่นนักเรียน)
  2. สื่อสารสาธารณะผ่าน “แดชบอร์ดการศึกษา อบจ.เชียงราย” ให้สังคมตรวจสอบความคืบหน้าได้
  3. สร้าง เครือข่ายผู้สนับสนุน (Supporters Club) จากภาคเอกชนท้องถิ่น–หอการค้า–สมาคมท่องเที่ยว เพื่อร่วมรับนักเรียนฝึกงานและสนับสนุนทุน
  4. วัดผล “รายได้ต่อหัวจากงานบริการ/ท่องเที่ยว” ของเยาวชนรุ่นที่เข้าร่วม และ “อัตราการศึกษาต่อ/มีงานทำ” ภายใน 6–12 เดือนหลังจบโครงการ เป็นตัวชี้วัดผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจ–สังคม

จาก “เชียงรายโมเดล” สู่ “ข้อตกลงระดับจังหวัด–ระดับเอเชีย”

การลงนาม EPA ระหว่าง อบจ.เชียงราย–Shizuoka Saiko Academy ไม่ได้เป็นเพียงข่าวดีของโรงเรียนหนึ่งหรือรุ่นนักเรียนหนึ่ง แต่เป็น ข้อตกลงเชิงโครงสร้าง” ที่ทำให้จังหวัดมีเครื่องมือใหม่ในการสร้างโอกาสการศึกษา–อาชีพให้เยาวชน อย่างเท่าเทียมและยั่งยืน หากขับเคลื่อนต่อเนื่อง จะเกิด “เชียงรายโมเดล” ที่ท้องถิ่นอื่นนำไปปรับใช้ได้—เริ่มจากการประกาศนโยบายให้ชัด (เช่น 7 เรือธง), หา “คู่ต่างประเทศที่ใช่”, ผูกกับเครื่องมือทุน–แลกเปลี่ยน–ฝึกงานของนานาชาติ และวัดผลด้วยตัวชี้วัดที่สะท้อน “รายได้–งาน–คุณภาพชีวิต” ของผู้เรียน

ท้ายที่สุด นี่คือคำตอบที่เป็นรูปธรรมของประโยคที่ว่า อยู่ที่ไหนก็เรียนได้ เรียนที่ไหนก็สำเร็จได้ และสำเร็จได้ก็เลี้ยงชีพได้”—เมื่อเชียงรายเลือกเดินไปกับโลก และทำให้โลกเดินมาหาเชียงราย

กล่องข้อมูล (Key Facts)

  • วัน–สถานที่ลงนาม: 5 พฤศจิกายน 2568 เมืองชิซูโอกะ ประเทศญี่ปุ่น (ข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม)
  • คู่ความร่วมมือ: อบจ.เชียงราย – Shizuoka Saiko Academy (ข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม)
  • กรอบความร่วมมือ: ยกระดับหลักสูตร/ครู–นักเรียน, แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม, พัฒนานวัตกรรมการศึกษา, เชื่อมเส้นทางฝึกงาน–ศึกษาต่อ
  • กรอบนโยบายจังหวัด: 7 เรือธงด้านการศึกษา— “อยู่ที่ไหนก็เรียนได้ เรียนที่ไหนก็สำเร็จได้ สำเร็จได้ก็เลี้ยงชีพได้” (ประกาศสาธารณะของ อบจ.เชียงราย)
  • บริบทระบบแลกเปลี่ยน/ทุนญี่ปุ่น: แนวทางทุนรัฐบาลญี่ปุ่น (MEXT), กรอบการแลกเปลี่ยนบุคลากรท้องถิ่น JET Programme  

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • Ministry of Education, Culture, Sports, Science and Technology (MEXT),
  • Ministry of Foreign Affairs of Japan (MOFA)
  • สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
ECONOMY WORLD PULSE

เวียดนามทุบสถิติส่งออกกาแฟทะลุ 7 พันล้านดอลลาร์ บทเรียนยุทธศาสตร์อาเซียน

เวียดนามทุบสถิติโลก “ส่งออกกาแฟทะลุ 7 พันล้านดอลลาร์” ท่ามกลางศึกภาษีสหรัฐฯ บทเรียนเชิงยุทธศาสตร์และแรงสั่นสะเทือนในอาเซียน

กรุงฮานอย/เวียดนาม, 7 ตุลาคม 2568 —ต้นไตรมาสสี่ บนถนนกาแฟย่านโบราณของกรุงฮานอย กลิ่นหอมเข้มจาก โรบัสตา ที่ถูกชงด้วย “ฟินฟิลเตอร์” ยังอยู่คู่วัฒนธรรมเวียดนามดังเดิม แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญคือ “มูลค่าทางเศรษฐกิจ” ของเมล็ดเล็ก ๆ เหล่านี้—ที่เพิ่งพาเศรษฐกิจทั้งชาติสร้างสถิติ มูลค่าการส่งออกกาแฟทะลุหลัก 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ท่ามกลางพายุการค้าโลกและมาตรการภาษีจากสหรัฐฯ ที่ยังร้อนระอุ

รายงานจากหน่วยงานเศรษฐกิจเวียดนามสะท้อนภาพเดียวกัน ช่วง 9 เดือนแรก (ม.ค.–ก.ย. 2568) มูลค่าการส่งออกกาแฟพุ่งขึ้น 61% เมื่อเทียบปีก่อน แตะ 6.98 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และเมื่อรวมระหว่าง ต.ค. 2567–ส.ค. 2568 ตัวเลขรายปี ทะลุ 7 พันล้านดอลลาร์ แล้ว เป็น “การทุบเพดาน” ที่สะท้อนทั้งอุปสงค์โลกที่ยังแกร่ง ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ผันผวนในทางบวก และความสามารถในการผลักดันห่วงโซ่มูลค่า (value chain) ของประเทศผู้ส่งออกอันดับสองของโลก รองจากบราซิล

ขณะเดียวกัน ในสนามการค้ารายใหญ่ที่สุดอย่างสหรัฐอเมริกา เวียดนามยังทำ ดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐฯ ราว 9.9 หมื่นล้านดอลลาร์ ในช่วง 9 เดือน เพิ่มขึ้นถึง 28% แม้จะเจอ “ภาษีทรัมป์ 20%” กับสินค้าหลายรายการตั้งแต่สิงหาคมเป็นต้นมา ภาพรวมจึงไม่ได้มีเพียง กาแฟที่แพงขึ้น” แต่รวมถึงการ ยืนระยะ” ด้านเครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร และสินค้าที่อาศัยยุทธศาสตร์ China+1 เป็นแรงหนุนหลัง

กาแฟคือ “ทองคำดำ” ของปี

  • ทำสถิติใหม่ใน 9 เดือน มูลค่าส่งออกกาแฟเวียดนาม 6.98 พันล้านดอลลาร์ เพิ่ม 61% YoY แซงทั้งปีที่ผ่านมาแล้ว
  • รายปีทะลุ 7 พันล้านดอลลาร์ เมื่ออิงรอบ 12 เดือน ต.ค. 2567–ส.ค. 2568 สื่อนานาชาติรายงาน ทะลุ 7 พันล้านดอลลาร์ครั้งแรก
  • โรบัสตาคือพระเอก สายพันธุ์โรบัสตายังเป็นแกนหลัก คิดเป็นมูลค่าราว 4.9 พันล้านดอลลาร์ ในปีนี้ ขณะที่อราบิกายังมีสัดส่วนรอง
  • อานิสงส์ “ราคาโลก + ยุโรป”  ราคากาแฟโลกทำจุดสูงสุดช่วงต้นปี ก่อนปรับฐานและดีดกลับใน ส.ค.–ก.ย. ขณะที่อุปสงค์ยุโรปยังแข็งแรง โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมกาแฟสำเร็จรูปและเบลนด์

ความหมายเชิงโครงสร้าง คือ เวียดนามไม่ได้ชนะเพียง “ปริมาณ” แต่ชนะที่ “มูลค่า” จาก ราคาตลาดโลกที่เป็นใจ + ความพร้อมของซัพพลายเชนปลายน้ำ ตั้งแต่การแปรรูปไปจนถึงการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (hedging) เพื่อบริหารความเสี่ยงราคา

ศึกภาษีสหรัฐฯ ทำไม “เกินดุล” ยังพุ่ง?

แม้สหรัฐฯ จะบังคับใช้มาตรการภาษีในอัตรา 20% กับสินค้าหลายหมวดจากเวียดนามตั้งแต่เดือนสิงหาคม เวียดนามยังรักษา “แรงส่ง” ได้ด้วย 4 ปัจจัยหลัก

  1. ค่าเงินดองอ่อนค่า ทำให้ราคาสินค้าเวียดนามถูกลงในสกุลดอลลาร์ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
  2. ภาษีตอบโต้ยังแข่งขันได้ เทียบกับผู้ผลิตในเอเชียบางประเทศที่เผชิญอัตราภาษี 19%–50%
  3. ย้ายฐาน China+1 ผู้ผลิตข้ามชาติเร่งกระจายความเสี่ยงจากจีน สร้างคำสั่งซื้อใหม่ในเวียดนาม
  4. โครงสร้างสินค้า ไปสหรัฐฯ ยังมีหมวดที่ฟอร์มดี เช่น คอมพิวเตอร์/อิเล็กทรอนิกส์ (~30.3 พันล้านดอลลาร์) และ เครื่องจักร (~17.4 พันล้านดอลลาร์)

อย่างไรก็ดี ไม่ใช่ทุกหมวดจะชนะ เสื้อผ้า โทรศัพท์มือถือ และรองเท้า หดตัวแรง ตามรายงานรายเดือน สะท้อนว่า “ภาษี + อุปสงค์เฉพาะหมวด” สั่นคลอนอุตสาหกรรมที่พึ่งแรงงานเข้มข้นมากกว่าอุตสาหกรรมเทคและเครื่องจักร

GDP โต 8.2% ในไตรมาส 3 แต่เป้าหมายทั้งปียัง “โหด”

  • GDP ไตรมาส 3/2568 = 8.2% YoY แข็งแกร่งอันดับสองตั้งแต่ปี 2554 แรงขับจาก อุตสาหกรรม–ก่อสร้าง–บริการ
  • 9 เดือนแรก โต 7.85% และ เกินดุลการค้ารวม 16.8 พันล้านดอลลาร์
  • โจทย์ไตรมาส 4 หากต้องการแตะเป้าหมายทั้งปี 8.5% จำเป็นต้องโต 10.2% ในไตรมาส 4 ซึ่งสูงกว่าฐานจริงของปีก่อน (ไตรมาส 4/2567 = 7.6%)

ภาพรวมเชิงนโยบาย เวียดนามยังคงยึดเส้นทาง “ประเทศกำลังพัฒนาฐานอุตสาหกรรมสมัยใหม่ รายได้ปานกลางระดับบนภายในปี 2573” โดย GDP ต่อหัว ปี 2567 อยู่ราว 4,700 ดอลลาร์ หัวรถจักรคือภาคอุตสาหกรรม–บริการ ขณะที่เกษตร–ป่าไม้–ประมงมีสัดส่วนต่ำกว่า 10% แต่ยังมี “สินค้าเรือธง” อย่างกาแฟที่ต่อท่อรายได้สกุลดอลลาร์ให้ประเทศ

กลไกกาแฟเวียดนาม ทำไมถึง “วิ่งแซง” ตลาดโลก

  1. ฐานการผลิตกระจาย—แต่รวมศูนย์เชิงระบบ
    ภูมิภาค Central Highlands (โดยเฉพาะดั๊กลั๊ก ลำดง เกียไล) ปลูกโรบัสตาเป็นหลัก มีระบบ สหกรณ์–ผู้ส่งออก–ผู้แปรรูป ที่เชื่อมต่อกันและเข้าถึงการเงิน/ความรู้มากขึ้น
  2. ยกระดับหลังสวน (post-harvest) และมาตรฐาน
    การคัดคุณภาพ การลดความชื้น การคั่ว–บด และมาตรฐานความปลอดภัยอาหารทำได้สม่ำเสมอมากขึ้น จึง ขายมูลค่า ไม่ใช่แค่ขาย “ตันละเท่าไร”
  3. บริหารราคาเชิงรุก
    ผู้เล่นรายใหญ่ใช้สัญญาล่วงหน้า (hedging) และกระจายตลาดทั้งยุโรป–เอเชีย–อเมริกา ช่วยคุมความเสี่ยง ราคาผันผวน และล็อกส่วนต่างกำไร
  4. เล่าเรื่องชาติ—วางแบรนด์กาแฟ
    จาก “กาแฟข้น–เข้ม–หวาน” เวียดนามขยับสู่ ความหลากหลายของเมนูและโพรไฟล์รสชาติ เปิดพื้นที่พรีเมียมควบคู่โรบัสตาแมส

สารสะท้อนถึงไทย โอกาสและแรงกดดัน “สองชั้น” ในตลาดกาแฟโลก

ไทย—โดยเฉพาะ ภาคเหนือ (เชียงใหม่–เชียงราย) และ ภาคใต้ (ชุมพร)—มีทรัพยากรภูมิอากาศเหมาะสมสำหรับ อราบิกา และโรบัสตาเชิงพาณิชย์ แต่จุดอ่อนคือ สเกลและมาตรฐานหลังสวน ที่ยังไม่สม่ำเสมอเท่าเวียดนาม หากไทยต้องการ “เข้าเส้นเลือด” ของตลาดยุโรป–ภูมิภาคที่เน้นมาตรฐาน จำเป็นต้อง:

  • ยกระดับ post-harvest ให้ได้มาตรฐานเดียว (ความชื้น–การคัด–การเก็บรักษา)
  • รวมกลุ่ม–สัญญาการตลาด กับผู้คั่ว–ผู้ซื้อรายใหญ่ เพื่อสร้างความแน่นอนด้านราคา
  • แบรนด์ภูมิภาค ผลักดัน GI/Single Origin (เช่น ดอยตุง ดอยช้าง แม่สลอง) ให้มีเรื่องเล่า–มาตรฐาน–รสชาติที่คาดเดาได้

ในศึกส่งออกไปสหรัฐฯ และอาเซียน

หากเวียดนามยัง “รักษาระยะ” เกินดุลกับสหรัฐฯ ได้แม้ภาษีขึ้น ขณะที่ฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์–เครื่องจักร กระชับกับห่วงโซ่โลก มากขึ้น ไทยจำเป็นต้อง:

  • ลดต้นทุนเชิงโครงสร้าง (โลจิสติกส์–พลังงาน–กฎระเบียบ) ให้แข่งขันได้
  • เจาะช่องว่างที่เวียดนามอ่อนแรง จากภาษีในหมวดเสื้อผ้า/รองเท้า ด้วยคุณภาพ–ความเร็ว–ดีไซน์
  • ดึง FDI คุณภาพสูง ในหมวดที่ไทยมีระบบซัพพลายเชนเข้มแข็ง (ยานยนต์ใหม่–ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เฉพาะทาง–อาหารแปรรูปพรีเมียม)

สงครามราคาที่ไม่ใช่แค่ “ราคา”  บริหารความเสี่ยงเหวี่ยงของโภคภัณฑ์

ราคากาแฟที่พุ่งและผันผวนคือ ดาบสองคม ด้านดีช่วยเพิ่มมูลค่าการส่งออก ด้านเสี่ยงคือ ความผันผวนรายได้เกษตรกร–ผู้ประกอบการ หากไม่มีเครื่องมือบริหารความเสี่ยง ไทยและผู้ผลิตรายย่อยในอาเซียนควรเร่ง:

  • เข้าถึงองค์ความรู้สัญญาล่วงหน้า–ประกันความเสี่ยง ผ่านสหกรณ์/ธนาคารของรัฐ
  • กระจายพืช–กระจายตลาด เพื่อไม่ “ผูกชะตา” กับพืชชนิดเดียว
  • ยกระดับข้อมูลตลาด (market intelligence) แบบใกล้เคียงเรียลไทม์ เพื่อปรับแผนการขาย–สต็อก

เวียดนามในเส้นทาง “ประเทศอุตสาหกรรมสมัยใหม่”

  • เป้าหมาย 2573 เป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับบน ฐานอุตสาหกรรมสมัยใหม่
  • โครงสร้าง GDP บทบาทบริการ >50%, อุตสาหกรรม–ก่อสร้าง >40%, เกษตร <10%
  • เครื่องยนต์ กาแฟคือ soft power ทางเกษตรที่แปรเป็นดอลลาร์ ส่วนเครื่องจักร–อิเล็กทรอนิกส์คือฐานรายได้ใหม่

สำหรับไทย บทเรียนจากเวียดนามคือ ความสม่ำเสมอเชิงระบบ” ตั้งแต่หลังสวน–แปรรูป–โลจิสติกส์–การเงิน ไปจนถึง สัญญาตลาดและแบรนด์ เมื่อองค์ประกอบทั้งห้า “ล็อกเข้าที่” ผลลัพธ์ที่ได้คือ ตัวเลขส่งออกที่ยืนระยะ แม้เผชิญแรงกดดันภายนอก

จะ “ไล่ให้ทัน” หรือ “แซงในเลนถนัด” ของไทย

  1. กาแฟไทย = คุณค่าไม่ใช่ปริมาณ
    ใช้ “เรื่องเล่าภูมิประเทศ + มาตรฐานหลังสวน + นักคั่ว–บาริสต้ามืออาชีพ” จับตลาดพรีเมียม–ท่องเที่ยวกาแฟ (coffee tourism) โดยเฉพาะภาคเหนือ
  2. เครื่องจักร–อิเล็กทรอนิกส์ = โฟกัสช่องเฉพาะ
    ลงทุนใน นิคมอัจฉริยะ พลังงานสะอาด–โลจิสติกส์รวดเร็ว–ทักษะฝีมือขั้นสูง สร้างข้อได้เปรียบเชิงคุณภาพแทนสงครามราคาตรง ๆ
  3. การค้ายุคภาษี–ภูมิรัฐศาสตร์
    เร่ง ทำความตกลงย่อยกับรัฐ–เมือง–ผู้ซื้อรายใหญ่ สร้าง “ทางลัด” ให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงซัพพลายเชน แม้เผชิญภาษี
  4. ข้อมูล–การเงิน–ความเสี่ยง
    ตั้ง ศูนย์ข้อมูลโภคภัณฑ์ระดับจังหวัด/ภูมิภาค เชื่อมตลาดโลก + เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงสำหรับเกษตรกร–SMEs

การที่เวียดนาม ส่งออกกาแฟทะลุ 7 พันล้านดอลลาร์ พร้อมรักษาแรงส่งการค้ากับสหรัฐฯ ในเงื่อนไขภาษีใหม่ สะท้อน ความพร้อมของระบบ มากกว่าวาระแห่งปี กาแฟจึงไม่ใช่เพียงเครื่องดื่ม แต่คือ ยุทธศาสตร์ชาติ ที่เชื่อมเกษตร—อุตสาหกรรม—การค้า—การเงินเข้าไว้ด้วยกัน

สำหรับไทย สัญญาณนี้เป็นทั้ง แรงบันดาลใจและสัญญาณเตือน ว่า การยกระดับ หลังสวน–มาตรฐาน–แบรนด์–ตลาด–การเงิน ต้องเดินพร้อมกัน จึงจะเปลี่ยน “ของดีในพื้นที่” ให้เป็น “มูลค่าในโลก” ได้อย่างยั่งยืน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • Vietnam General Statistics Office (GSO)
  • Vietnam Customs (General Department of Vietnam Customs)
  • Nikkei Asia
  • Xinhua News Agency
  • Vietnam National Coffee & Cocoa Association (VICOFA)
  • International Coffee Organization (ICO)
  • U.S. Trade Policy/Notices
  • กระทรวงอุตสาหกรรม–กระทรวงพาณิชย์ไทย / กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
WORLD PULSE

ดูไบส่งสัญญาณ เชียงรายต้องทำอะไร เมื่อกาแฟเกอิชาแก้วละ 9,000 บาท สะเทือนเศรษฐกิจเหนือ

เชียงรายควรมองอย่างไร เมื่อกาแฟ “เกอิชา” ในนครดูไบ แก้วละ 9,000 บาท เขย่าโลก—และเขย่าจินตนาการเศรษฐกิจเมืองเหนือ

อาหรับเอมิเรตส์, 5 ตุลาคม 2568 – แก้วกาแฟหนึ่งแก้วอาจเป็นเพียงกิจวัตรยามเช้าของใครหลายคน แต่ “แก้วเดียว” ที่บูเลอวาร์ด ดาวน์ทาวน์ ดูไบ เมื่อปลายเดือนกันยายน ได้กลายเป็นพาดหัวข่าวโลก ร้าน Roasters เสิร์ฟกาแฟที่บันทึกโดย กินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ด ว่าเป็น “กาแฟแก้วที่แพงที่สุดในโลก” ลูกค้าจ่าย 2,500 ดีแรห์ม หรือราว 9,000 บาท เพื่อชิมเมล็ดพันธุ์หายาก “เกอิชา (Geisha)” จากฟาร์มดังของปานามา ชงด้วยวิธี V60 และเสิร์ฟในแก้วคริสตัลแกะสลักสไตล์เอโดะอย่างประณีต พร้อมขนมหวานที่เข้าคู่กัน

บนผิวน้ำสีน้ำตาลเข้ม กลิ่นดอกไม้และผลไม้เปรี้ยวบาง ๆ ของเกอิชากระทบจมูก—ไม่เพียงสร้างประสบการณ์รสชาติ หากยังส่งสัญญาณเศรษฐกิจที่ดังไกลถึงภูเขาทางเหนือของไทย เพราะในขณะเดียวกัน จังหวัด เชียงราย กำลังพัฒนาศักยภาพกาแฟพิเศษอย่างจริงจัง และเริ่มปลูก เกอิชา ในระดับทดลอง โดยมี ดอยตุง เป็นหนึ่งในพื้นที่ปลูกที่ถูกกล่าวถึง แม้ผลผลิตยังน้อยและจำหน่ายได้เฉพาะในจังหวัด

แก้วเดียวที่สะท้อน “พีระมิดมูลค่า” ของกาแฟพิเศษ

เพื่อคว้าเกียรติยศครั้งนี้ Roasters เพิ่งประมูลเมล็ดเกอิชา 20 กิโลกรัม ในงาน Best of Panama 2025 ด้วยราคา 604,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 20 ล้านบาท) —ตัวเลขที่ทำให้อุตสาหกรรมกาแฟทั้งโลกหันมามองว่า “คุณค่า” ของกาแฟไม่ได้อยู่ที่ปริมาณ หากอยู่ที่คุณภาพ เรื่องเล่า แหล่งที่มา และพิธีกรรมการเสิร์ฟ

เมื่อเทียบกับโครงสร้างราคาในเชียงรายวันนี้ ช่องว่างมีให้ “ไล่จับ” อย่างชัด

  • เกรด Quality Commercial : 250–330 บาท/กก.
  • Specialty Grade : 400–600 บาท/กก.
  • Variety Specialty Grade : 800–3,000 บาท/กก.

แม้ช่องว่างดูห่างไกลจากระดับ “ประมูลโลก” แต่ก็สะท้อน เพดานการเติบโต ที่ยังเหลือพื้นที่อีกมาก หากเชียงรายยกระดับทั้งเกษตรกรรม (สายพันธุ์–การดูแลสวน) การแปรรูป (โปรเซส) มาตรฐานคัปปิ้ง (cupping) และ “ศิลปะการเล่าเรื่อง” ให้ครบ

“การได้รับการรับรองจากกินเนสส์ เป็นการเฉลิมฉลองความทุ่มเทของทีมงาน และสะท้อนภาพลักษณ์ของดูไบในฐานะปลายทางประสบการณ์กาแฟระดับโลก” — คอนสแตนติน ฮาร์บุซ, ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอ Roasters (อ้างอิงแถลงข่าวร้าน)

คำพูดนี้มีค่าไม่เฉพาะกับดูไบ แต่ยังเตือนใจเมืองกาแฟทั่วโลกว่า “ปลายทางกาแฟ” จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ คุณภาพ–พิธีกรรม–การสื่อสาร ถูกบูรณาการให้เป็นหนึ่งเดียว

เชียงรายยืนอยู่ตรงไหนในแผนที่กาแฟพิเศษ

เชียงรายมีต้นทุนธรรมชาติหลายประการ—ระดับความสูง เหมาะกับอาราบิก้า, อุณหภูมิกลางคืนต่ำ, ความหลากหลายสายพันธุ์ (คาติมอร์, คาทูร่า, บูร์บง และเริ่มทดลอง เกอิชา), รวมถึงวัฒนธรรมกาแฟที่ฝังตัวกับการท่องเที่ยวภูเขา ชา และศิลปะ

อย่างไรก็ดี อายุของต้นกาแฟเกอิชา ในหลายแปลงยัง “อ่อนวัย” ทำให้ผลผลิตจริงยังน้อย นี่คือช่วงเวลาที่จังหวัดต้อง “ลงทุนในความอดทน”—ดูแลสวนอย่างถูกหลัก, เลือกโปรเซสที่ชูจุดเด่นสายพันธุ์ (Washed, Honey, Anaerobic, Carbonic Maceration) และควบคุม Traceability ตั้งแต่ต้นน้ำถึงแก้ว เพื่อรองรับการประเมินคะแนนตามมาตรฐาน SCA (Specialty Coffee Association) ในวันหน้า

เมื่อกรอบเวลาธรรมชาติของกาแฟบอกว่า “ผลจริง” ของเกอิชาจะเริ่มมากขึ้นใน 2–3 ปีข้างหน้า หัวใจของยุทธศาสตร์ตอนนี้จึงต้องวางที่ การยกระดับทั้งห่วงโซ่ และ การสร้างอัตลักษณ์เชิงจังหวัด ไปพร้อมกัน

บทเรียนจาก “แก้วละ 9,000” คุณภาพ–บริบท–พิธีกรรม

กรณี Roasters แสดงให้เห็นว่าความแพงของกาแฟมิใช่มาจาก “เมล็ด” อย่างเดียว แต่เกิดจาก 3 องค์ประกอบที่หนุนกันเป็นวงกลม

  1. คุณภาพเมล็ดและเรื่องเล่าที่ตรวจสอบได้ – เกอิชาแหล่งปลูกระดับโลกอย่างฟาร์ม Hacienda La Esmeralda มีชื่อเสียงยาวนาน เรื่องเล่าและรางวัลสะสมทำให้ผู้บริโภค “ยอมจ่าย” เพื่อประสบการณ์ที่รับรองได้
  2. บริบทสถานที่ – เสิร์ฟในย่านไอคอนิกของโลกอย่างดาวน์ทาวน์ดูไบ ทำให้ “การดื่ม” กลายเป็นพิธีกรรมทางสังคม
  3. พิธีกรรมการเสิร์ฟ – การเลือกแก้วคริสตัลเอโดะ การชงแบบ V60 อย่างประณีต การให้ Tasting Card กับลูกค้า—ทั้งหมดนี้คือ “ส่วนต่อขยายของรสชาติ” ที่ผู้ดื่มสัมผัสได้

เชียงรายจึงควรถามตัวเอง เรามีคุณภาพเมล็ด—ใช่; เรามีบริบทสถานที่—ใช่ (ภูเขา ไร่ชา ศิลปะ); เรามีพิธีกรรม–เรื่องเล่า–มาตรฐานการเสิร์ฟที่ยกระดับ “ทุกแก้ว” ให้มีความหมายหรือยัง?

แผนยกระดับ “จากไร่สู่แบรนด์โลก” ข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์แบบเป็นขั้นตอน

เพื่อเปลี่ยน “โอกาส” ให้เป็น “ระบบนิเวศกาแฟ” ที่ยั่งยืน ขอนำเสนอโรดแมปที่เป็นกลาง และทำได้จริงในกรอบเวลา 3 ปี

ระยะที่ 1: วางมาตรฐานต้นน้ำ–กลางน้ำ (ปีที่ 1)

  • คลัสเตอร์เกอิชาเชียงราย รวบรวมแปลงทดลองใน ดอยตุง–แม่สลอง–แม่จัน–แม่ฟ้าหลวง ตั้งคณะทำงานด้านพันธุ์–เกษตรกรรม–โรคพืช ร่วมกับมหาวิทยาลัยในพื้นที่
  • โปรโตคอลโปรเซส ออกคู่มือวิธีแปรรูป 2–3 แบบที่ชูจุดเด่นกลิ่นดอกไม้–ซิตรัสของเกอิชา พร้อม SOP ควบคุมอุณหภูมิ–เวลา–ความสะอาด
  • Traceability & Microlot สร้างระบบรหัสประจำล็อต (Lot ID), ระบุพิกัดสวน–ความสูง–โปรเซส, เปิดทางให้ “ไมโครล็อต” คุณภาพสูงต่อรองราคาได้ยุติธรรม

ระยะที่ 2: สร้างแบรนด์–ตั้งราคาบนคุณค่า (ปีที่ 2)

  • แบรนด์ร่ม “Geisha Chiang Rai” ใช้เป็นตราร่วม (co-brand) ให้ผู้ผลิตที่ผ่านมาตรฐาน พร้อมเล่าเรื่องภูมิประเทศ–ผู้ปลูก–ชุมชน
  • งานคัปปิ้งประจำปี เชิญ Q-graders/คัพเทสเตอร์จาก SCA และคั่วชื่อดัง ประเมินคะแนนอย่างโปร่งใส แล้วเผยแพร่สกอร์—ยกระดับความเชื่อถือสากล
  • ดีไซน์พิธีกรรมการเสิร์ฟ ออกแบบ เซ็ตพิธีชงเชียงราย” (กา–ดริปเปอร์–แก้วฝีมือช่างท้องถิ่น) เป็นเอกลักษณ์ พร้อม Tasting Card ไทย–อังกฤษ–จีน–อาหรับ

ระยะที่ 3: เปิดเส้นทาง “Coffee Tourism” (ปีที่ 3)

  • Route สายเกอิชา ทริป 2–3 วัน เชื่อมไร่–ห้องคั่ว–แกลเลอรีศิลปะ–สปา–ที่พักสไตล์วิลล่าพร้อมครัว ให้ผู้มาเยือนชิมหลายโปรเซส–หลายความสูง
  • อีเวนต์ลานหมอก จัดเทศกาลคัปปิ้งหน้าหนาว ควบคู่งานศิลป์–ดนตรี–ชิมอาหารเหนือ–ยูนนาน สร้างคอนเทนต์ระดับนานาชาติ
  • ช่องทางพรีเมียม คัดล็อต “ไมโครล็อตเรือธง” เข้าประมูลพิเศษ/จับคู่กับบาร์กาแฟชั้นนำในดูไบ โดฮา ริยาด มุมไบ โตเกียว—ตลาดกำลังซื้อสูงที่ “ยอมจ่ายเพื่อประสบการณ์”

โลจิสติกส์และตลาด เมื่อ “การบิน–การท่องเที่ยว” กลายเป็นคูณสองของกาแฟ

แนวโน้มเปิดเส้นทางบินใหม่ในอนาคตจากอินเดียสู่เชียงราย (เช่น สายการบินเครือข่ายใหญ่) หากเกิดขึ้นจริง จะช่วยเชื่อมตลาด กำลังซื้อสูง เข้าถึง “หมุดหมายกาแฟ” ได้สะดวก ขณะเดียวกัน ตลาดตะวันออกกลาง เป็นกลุ่มที่พิสูจน์แล้วว่าพร้อมจ่ายเพื่อประสบการณ์พรีเมียม—กรณี Roasters คือสัญญาณชัด การทำตลาดร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในเซกเมนต์ “Luxury/Experience Seekers” จึงควรถูกวางเป็นยุทธศาสตร์ร่วม

อย่างไรก็ดี ข่าวชิ้นนี้ขอย้ำความเป็นกลาง เส้นทางบินใหม่ยังขึ้นกับการอนุมัติความพร้อมของสนามบิน ดีมานด์จริง จึงควรมองเป็น “โอกาสเชิงกลยุทธ์” ไม่ใช่ข้อเท็จจริงเชิงปฏิบัติ ณ วันรายงาน

เมื่อเทียบกับ เกอิชาไมโครล็อตโลก ที่ราคาประมูลอาจแตะ 1,000–3,000 ดอลลาร์/กก. ในบางปี ช่องว่าง ราคาต่อกิโล–ราคาต่อแก้ว” ของเชียงรายยังเปิดกว้าง—นี่คือพื้นที่ของการลงทุนในคุณภาพ–มาตรฐาน–แบรนด์

ความเสี่ยงที่ต้องบริหาร คุณภาพไม่เสถียรการคาดหวังที่เร็วเกินไป

  1. อายุสวน – เกอิชาต้องการเวลา 3–4 ปีจึงให้ผลเต็มที่ ความเร่งรีบออกสู่ตลาดอาจทำให้คุณภาพแกว่งและเสียชื่อในระยะยาว
  2. โรคพืช–สภาพอากาศ – การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศทำให้ต้องลงทุนความรู้ระบบสวนที่ยืดหยุ่น
  3. ความคาดหวังราคา – ต้องสื่อสารว่าราคาประมูลระดับโลกคือ “ปลายพีระมิด” ไม่ใช่ฐานตลาด ทั้งจังหวัดควรมุ่ง ยกระดับค่าเฉลี่ย ก่อนหวัง “สถิติโลก”

เสียงจากวงการ บทเรียนเชิงบริการหน้าบาร์

เหตุการณ์ดูไบยังสอนเราถึง ศิลปะการเสิร์ฟ บาริสต้าผู้ชำนาญ, การควบคุมอุณหภูมิ, เวลาการชง, การเลือกแก้ว, การเล่าเรื่อง—ทั้งหมดคือ “องค์ประกอบรสชาติ” ที่ประเมินเป็นเงินได้จริง เชียงรายจึงควรเร่ง

  • อบรม Q-grader/บาริสต้า/โรสเตอร์ รุ่นใหม่
  • สร้าง มาตรฐานบริการสองภาษา (ไทย–อังกฤษ และเสริมจีน/อาหรับในเส้นทางพรีเมียม)
  • ร่วมมือกับโรงเรียน/มหาวิทยาลัยท้องถิ่น เปิดหลักสูตรสั้นด้านกาแฟพิเศษ–บริการหรู

ภาพใหญ่ ทำไมเชียงราย “ไม่ควรรอ”

เพราะ “หน้าต่างโอกาส” เปิดอยู่—โลกเพิ่งหันกลับมาคุยถึงแก้วเดียวในดูไบ ราคา 9,000 บาท และถามหาที่มาของเมล็ดเกอิชา ขณะเดียวกัน ผู้เดินทางรุ่นใหม่มองหาประสบการณ์ที่ลงรายละเอียด—จากไร่สู่แก้ว จากเรื่องเล่าสู่พิธีกรรม เมืองที่มีทั้งภูเขา ศิลปะ และวัฒนธรรมกาแฟอย่างเชียงรายคือผู้เล่นธรรมชาติในสนามนี้

ถ้า วันนี้ เราบ่มเพาะคุณภาพในสวน วางมาตรฐานในโรงคั่ว สร้างพิธีกรรมหน้าบาร์ และเล่าเรื่องให้ถูกที่ถูกเวลา อีก 2–3 ปี ข้างหน้า เมื่อผลเกอิชารอบแรกทยอยออก—เชียงรายย่อมพร้อมยืนในแผนที่กาแฟพิเศษของโลก ไม่ใช่ด้วย “แก้วเดียวที่แพงที่สุด” แต่ด้วย ระบบนิเวศกาแฟ ที่ยั่งยืน เป็นธรรม และภาคภูมิใจร่วมกันทั้งจังหวัด

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • Guinness World Records – บันทึกสถิติ “Most expensive cup of coffee” ที่ร้าน Roasters นครดูไบ เมื่อเดือนกันยายน 2568 และรายละเอียดการเสิร์ฟ
  • Best of Panama (BoP) 2025
  • Specialty Coffee Association (SCA)
  • Mae Fah Luang Foundation / โครงการพัฒนาดอยตุง)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
VIDEO WORLD PULSE

จากการแบนโซเชียลสู่การลุกฮือของ Gen Z นายกฯ เนปาลลาออก ตั้งผู้นำชั่วคราว

เนปาลบนเส้นขอบวิกฤต จาก “การแบนโซเชียล” สู่การลุกฮือของ Gen Z การลาออกของนายกฯ โอลี และการตั้ง “สุชิลา คาร์กี” เป็นผู้นำชั่วคราว — บทเรียนว่าด้วยความโปร่งใสและศรัทธาทางการเมือง

เนปาล, 13 กันยายน 2568 — กลิ่นควันไฟหน้ารัฐสภาและรั้วลวดหนามรอบย่านกลางกรุงกาฐมาณฑุยังไม่ทันจาง เมื่อเสียงประกาศเคอร์ฟิวและฝีเท้าทหารย้ำให้ทั้งโลกตระหนักว่า ประเทศเล็กๆ บนหลังคาโลกกำลังยืนอยู่ตรงทางแยกประวัติศาสตร์อีกครั้ง การประท้วงต่อต้านการทุจริตและความเหลื่อมล้ำที่หมักหมมนานนับทศวรรษปะทุรุนแรง ภายหลังรัฐบาลตัดสินใจ “แบนโซเชียลมีเดีย” ครั้งใหญ่ จนลุกลามเป็นกระแสของคนรุ่นใหม่ที่เรียกร้องการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเชิงโครงสร้าง ผลเชิงรูปธรรมเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว—นายกรัฐมนตรี เค.พี. ชาร์มา โอลี ประกาศลาออก กองทัพลงพื้นที่ควบคุมสถานการณ์ และล่าสุดมีการแต่งตั้ง นางสุชิลา คาร์กี อดีตประธานศาลฎีกา ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการ พร้อมกำหนดจัดการเลือกตั้งในเดือนมีนาคมปีหน้า ท่ามกลางยอดผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากซึ่งตอกหมุดจำให้โลกต้องหันกลับมาถามว่า เนปาลจะเดินไปทางใดต่อจากนี้

ปมเริ่มจากปลายนิ้ว “แบน 26 แพลตฟอร์ม” – ฟางเส้นสุดท้ายของคนรุ่นใหม่

ชนวนไฟเริ่มจากวันที่ 4 กันยายน เมื่อทางการเนปาลประกาศห้ามใช้งานแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียชื่อดังรวม กว่า 26 แพลตฟอร์ม โดยให้เหตุผลเรื่องการสกัด “ข่าวปลอม คำพูดสร้างความเกลียดชัง และอาชญากรรมไซเบอร์” กระทรวงที่เกี่ยวข้องย้ำว่าเป็นมาตรการเพื่อความสงบเรียบร้อยของสังคม แต่กับ Gen Z—ที่เติบโตมาพร้อม “หน้าจอคือโลก บ้าน และหน้าร้าน”—การแบนถูกมองว่าเป็นการปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงออกและช่องทางทำมาหากิน ผลกระทบทางสังคมจึงไม่ได้หยุดเพียงพฤติกรรมออนไลน์ แต่กระแทกลงสู่ตัวตนและศักดิ์ศรีของคนรุ่นใหม่โดยตรง แม้ต่อมารัฐบาลจะ “ยกเลิกคำสั่งแบน” หลังมีผู้เสียชีวิตจากการปะทะ แต่วิกฤตศรัทธาที่ถูกจุดติดแล้วกลับยากจะดับลงง่ายๆ

จากถนนสู่รัฐสภาการปะทุ ความสูญเสีย และสัญลักษณ์ที่ถูกเผา

เพียง 4 วันถัดมา (8 กันยายน) การชุมนุมขยายวงอย่างรวดเร็วจากย่านกลางกรุงไปยังเมืองใหญ่อื่นๆ สถานที่เชิงสัญลักษณ์อย่างอาคารรัฐสภาถูกจุดไฟเผา สนามบินนานาชาติตรีภูวัน (TIA) ต้องปิดให้บริการชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย ความรุนแรงพุ่งขึ้นเป็นลำดับ—รายงานข่าวจากหลายสำนักระบุผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตลอดสัปดาห์ กระทั่งวันที่ 12 กันยายน ตัวเลขผู้เสียชีวิต “ทะลุ 50 ราย” และผู้บาดเจ็บมากกว่า 1,300 คน เหตุสะเทือนใจ อาทิ การเสียชีวิตของภริยาอดีตนายกรัฐมนตรีรายหนึ่งภายหลังถูกกักในบ้านที่ถูกวางเพลิง สะท้อนโศกนาฏกรรมที่ไม่มีฝ่ายใดควรเผชิญ

ขณะที่ฝุ่นควันยังตลบ นายกรัฐมนตรี โอลี ประกาศลาออกเมื่อ 9 กันยายน โดยยอมรับสถานการณ์ “ไม่ปกติ” และอ้างถึงการแทรกซึมของกลุ่มผลประโยชน์ ขณะเดียวกันกองทัพประกาศใช้มาตรการเข้ม ฝากฝังให้ทุกฝ่ายหันหน้าเจรจา แม้ย้ำว่า “ทหารจะอยู่ไม่นาน” และไม่ต้องการแทนที่รัฐบาลพลเรือน แต่ภาพทหารตรึงกำลังหน้าอาคารรัฐสภาก็เป็นสัญญะว่าประเทศกำลังเดินอยู่บนเชือกเส้นบางเรื่องเสถียรภาพ

The first world leader elected via Discord, Sushila Karki, has been sworn in as Nepal’s interim prime minister after Gen Z overthrew the government

รัฐสภาอยู่ใน Discord” และการถือกำเนิดของพื้นที่สาธารณะใหม่

ท่ามกลางสุญญากาศ คนหนุ่มสาวกว่าหลายหมื่นคนหันไปใช้ Discord เป็น “ห้องประชุมออนไลน์ของชาติ” เพื่อถกเถียงและออกแบบอนาคต มีการเสนอชื่อ นางสุชิลา คาร์กี อดีตประธานศาลฎีกา ผู้ได้รับการยอมรับด้านความซื่อสัตย์ ให้เป็นผู้นำชั่วคราวเพื่อกอบกู้ศรัทธา และในที่สุดเธอได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ พร้อมประกาศยุบสภาและกำหนดเลือกตั้งในเดือนมีนาคม ซึ่งนักสังเกตการณ์ตีความว่าเป็น “ทางออกทางสถาบัน” เพื่อลดแรงเสียดทานบนถนนและดึงความขัดแย้งกลับเข้าสู่กติกา

รากลึกของความคับข้องใจ ทุจริต เหลื่อมล้ำ และเศรษฐกิจเปราะบาง

การแบนโซเชียลอาจเป็น “ฟางเส้นสุดท้าย” แต่แรงสะสมมาจากปัญหาโครงสร้างที่เรื้อรังยาวนาน

  • ทุจริตเชิงระบบ: ดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (CPI) ปีล่าสุด เนปาลได้ 34/100 คะแนน ใกล้เคียงอันดับร้อยต้นๆ ของโลก สะท้อนศรัทธาต่อสถาบันรัฐที่สึกกร่อนยืดเยื้อ และเป็นเชื้อเพลิงให้ความไม่พอใจขยายตัวรวดเร็วเมื่อรัฐใช้อำนาจจำกัดสิทธิประชาชน
  • ความเหลื่อมล้ำและโอกาสที่ไม่เท่าเทียม: ขณะที่ชนชั้นนำบางส่วนถูกมองว่ามีชีวิตหรูหรานอกความจริงของคนส่วนใหญ่ เศรษฐกิจมหภาคของเนปาล พึ่งพาเงินโอนกลับ (remittances) ในสัดส่วนสูง—ข้อมูลองค์กรระหว่างประเทศชี้ว่าเฉพาะปี 2566 เงินโอนกลับคิดเป็น ราว 1 ใน 4 ของ GDP สะท้อนโครงสร้างเศรษฐกิจที่ต้องพึ่งแรงงานนอกประเทศ และฐานงานคุณภาพในประเทศที่ยังมีจำกัด โดยเฉพาะสำหรับคนหนุ่มสาว

ถอดบทเรียนเชิงโครงสร้าง: เมื่อ “ศรัทธาเชิงสถาบัน” ตกต่ำ การตัดสินใจเชิงนโยบายที่กระทบสิทธิขั้นพื้นฐานย่อมจุดชนวนการต่อต้านได้รวดเร็วกว่าเดิม ความเหลื่อมล้ำที่เห็นชัดด้วยสายตา (ผ่านโลกออนไลน์) ผสานกับการรับรู้ว่ากติกาไม่เป็นธรรม คือแรงผลักชั้นดีให้คนรุ่นใหม่ลุกขึ้นจัดระเบียบวาระของประเทศด้วยตนเอง—และครั้งนี้พวกเขาไม่ได้รวมตัวเฉพาะบน “ถนน” แต่อยู่ใน “ห้องแชต” ที่สามารถเรียกประชุม “สภาประชาชน” ได้เกือบตลอดเวลา.

ใครได้อะไร ใครเสี่ยงอะไร ผู้เล่นหลักและสมดุลใหม่อำนาจ

  1. กลุ่มผู้ชุมนุม (Gen Z และพันธมิตร) – ได้ “พื้นที่ทางการเมือง” และความ正当 (legitimacy) ในฐานะผู้กำหนดวาระการเปลี่ยนผ่าน เมื่อข้อเสนอชัดเจน (ผู้นำชั่วคราวที่น่าเชื่อถือ/เลือกตั้งใหม่) และได้รับการตอบรับผ่านสถาบันทางการ (แต่งตั้งผู้นำรักษาการ) โอกาสยกระดับข้อเรียกร้องเชิงโครงสร้าง—เช่น กติกาต่อต้านทุจริต การคานอำนาจผู้บริหาร—จึงเปิดกว้างขึ้น
  2. รัฐบาลและชนชั้นการเมืองเดิม – เผชิญ “แรงกดดันคู่ขนาน” ทั้งจากถนนและประชาคมโลก การลาออกของนายกฯ โอลีและคำมั่นเลือกตั้งใหม่เป็นการถอยเชิงยุทธศาสตร์เพื่อรักษาเสถียรภาพขั้นต่ำ แต่อาจไม่พอ หากการเยียวยาผู้สูญเสียและการสอบสวนใช้อำนาจเกินกว่าเหตุไม่ชัดเจนโปร่งใส
  3. กองทัพ – กลับเข้า “พื้นที่สีเทา” ระหว่างความมั่นคงและการเมือง การย้ำว่าไม่หวังอยู่ยาวช่วยลดแรงเสียดทานในระยะสั้น แต่ผลลัพธ์จริงขึ้นกับความเร็วของกระบวนการสถาบัน (ตั้งรัฐบาลรักษาการ–จัดเลือกตั้ง) ว่าเดินได้ตามกรอบเวลาจริงเพียงใด

มิติสิทธิมนุษยชนและแรงกดดันภายนอก เสียงเตือนให้สอบสวนโปร่งใส

องค์กรสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติและโครงการเพื่อการสื่อเสรีหลายแห่งแสดงความกังวลต่อการใช้กำลังสลายการชุมนุม พร้อมเรียกร้องให้สอบสวนการเสียชีวิตและการบาดเจ็บอย่างเป็นอิสระ โปร่งใส ขณะที่สื่อมวลชนต่างชาติรายงานคำเตือนและคำแนะนำพลเมืองของหลายประเทศให้หลีกเลี่ยงพื้นที่ชุมนุม รวมถึงการปิดและยกเลิกเที่ยวบินบางส่วนในช่วงที่ความรุนแรงพุ่งสูง—ดัชนีความเสี่ยงประเทศจึงถูกตลาดและผู้ประกอบการประเมินใหม่ชั่วคราว

 “ผู้นำชั่วคราวที่น่าเชื่อถือ + ปฏิรูปที่จับต้องได้ + ปิดบัญชีความยุติธรรม”

สัญญาณบวกเริ่มปรากฏ หลัง สุชิลา คาร์กี รับตำแหน่งรักษาการนายกฯ และกำหนดเลือกตั้ง มีนาคมปีหน้า กุญแจสำคัญสู่การคลี่คลายมีอย่างน้อย 3 ประการ

  • ความน่าเชื่อถือของคณะรักษาการ: ทีมบริหารที่สะอาด โปร่งใส และสื่อสารต่อสาธารณะอย่างสม่ำเสมอ จะช่วย “พักศึก” บนท้องถนนดึงพลังคนรุ่นใหม่กลับมาสู่เวทีสถาบันได้
  • แพ็กเกจปฏิรูปเร่งด่วน: ปรับปรุงกฎหมายคอร์รัปชัน ระบบเปิดเผยทรัพย์สินนักการเมือง การคานอำนาจหน่วยงานตรวจสอบ และกลไกคุ้มครองเสรีภาพการแสดงออกในยุคดิจิทัล (เรียนรู้จากบทเรียน “แบนโซเชียล”) เพื่อยืนยันว่ารัฐไม่ตั้งธงจำกัดสิทธิเป็นด่านแรกอีก
  • ความยุติธรรมต่อผู้เสียหาย: การสอบสวนเหตุปะทะ การชดเชยเยียวยา และการดำเนินคดีต่อผู้สั่งการที่เกินกว่าเหตุอย่างจริงจัง คือ “สะพานศรัทธา” ที่ต้องสร้างก่อนถึงคูหาเลือกตั้ง

ทั้งหมดนี้จะเกิดผลได้ ก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายยอมส่งสัญญาณถอยเพื่อเดินหน้า—ถอยจากความรุนแรง ถอยจากการผูกขาดวาระ และยอมรับ “การกลับเข้ากรอบสถาบัน” เป็นทางออกหลักของชาติ

ผลสะเทือนต่อภูมิภาค บทเรียนสำหรับประเทศกำลังพัฒนา

กรณีเนปาลให้บทเรียนร่วมสมัยอย่างน้อย 4 ข้อแก่รัฐบาลในภูมิภาคเอเชียใต้–เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

  1. อย่าประเมินพลัง “พื้นที่สาธารณะดิจิทัล” ต่ำเกินจริง — การจำกัดสิทธิเสรีภาพบนแพลตฟอร์มสื่อสังคมในยุคที่ชีวิต–งาน–การเมืองเชื่อมติดกัน อาจเร่งปฏิกิริยาทางสังคมมากกว่าลดแรงปะทุ เพราะวันนี้ “สภาประชาชน” ตั้งได้บนมือถือ.
  2. ศรัทธาสาธารณะคือทุนการเมืองที่สำคัญที่สุด — ดัชนีทุจริตที่ต่ำคือสัญญาณเตือนระยะยาว หากไม่มีความคืบหน้าเชิงโครงสร้าง ความไม่พอใจจะสะสมและลามรวดเร็วเมื่อเกิด “เหตุลัดวงจร”
  3. เศรษฐกิจที่พึ่งเงินโอนกลับสูง = เปราะบางทางสังคม — ช่องว่าง “งานดี–รายได้ดี” ในประเทศทำให้คนหนุ่มสาวรู้สึกอนาคตถูกบีบแคบ เมื่อการเมืองไม่เสนอคำตอบ ความโกรธย่อมถามหาทางออกของตนเอง.
  4. การเมืองยุคใหม่ต้อง “ร่วมออกแบบ” กับคนรุ่นใหม่ — ไม่ใช่แค่ดึงมาร่วมเวที แต่ต้องแบ่งอำนาจกำหนดวาระ และยอมรับข้อเสนอจากเวทีพลเมือง/ห้องแชต เป็นเมล็ดพันธุ์นโยบาย

สถานการณ์ล่าสุดและภาพข้างหน้า

หลังการแต่งตั้งผู้นำรักษาการและกำหนดกรอบเลือกตั้ง ความตึงเครียดในบางพื้นที่เริ่มคลาย ร้านค้าในเมืองใหญ่ทยอยเปิด ข้อจำกัดเคอร์ฟิวผ่อนคลายเป็นช่วงๆ แต่ทหารยังคงลาดตระเวนจุดเสี่ยงเพื่อป้องกันการซ้ำรอย เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เนปาลต้องเผชิญโจทย์ใหญ่—เปลี่ยนพลังโกรธให้เป็นพลังนโยบาย และ แปลงความสูญเสียให้เป็นระบบยุติธรรมที่จับต้องได้ หากทำได้ การเลือกตั้งต้นปีหน้าจะไม่ใช่เพียง “การรีเซ็ตอำนาจ” แต่คือโอกาสก่อร่างสัญญาประชาคมใหม่ที่วางอยู่บนเสรีภาพ ความรับผิด และความหวังร่วมกันของคนทั้งรุ่น

เรื่องเล่าของเนปาลในเดือนกันยายน 2568 คือพลังของรุ่นสู่รุ่นที่ปะทะกันบนสนามการเมืองจริง—ระหว่างความคุ้นชินกับโครงสร้างเดิม และแรงปรารถนาต่อสังคมที่ยุติธรรมกว่า เมื่อวัสดุดิบคือความเหลื่อมล้ำและการทุจริต “นโยบายสื่อสาร-ความมั่นคง” ที่แข็งเกินไปจึงทำหน้าที่เหมือนไม้ขีด—จุดเชื้อเพลิงให้ติดไฟเร็วขึ้น การตั้ง สุชิลา คาร์กี คือจังหวะหายใจเพื่อชะลอเพลิง แต่ไฟจะดับลงหรือแค่ซุกใต้ขี้เถ้า อยู่ที่ว่าสังคมเนปาลจะได้เห็น “ความจริง ความยุติธรรม และแผนปฏิรูปที่เดินได้จริง” มากน้อยเพียงไรในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • Reuters — “Nepal PM Oli resigns as soldiers guard parliament after unrest; social media ban rolled back”
  • Al Jazeera / CPJ roundup — “As it happened: Nepal unrest…”
  • BBC — “Dozens killed in Nepal political unrest”
  • ABC News (Australia) — “Discord becomes Nepal’s ‘parliament’ for Gen Z protests; calls for Sushila Karki”
  • IOM / UN Migration — “Remittances fuel Nepal’s economy”
  • Transparency International / TradingEconomics — “Corruption Perceptions Index 2024: Nepal scores 34/100”
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
WORLD PULSE

“แบนมือถือในห้องเรียน” กฎหมายใหม่ของเกาหลีใต้ที่ไทยต้องคิดตาม

เกาหลีใต้ขึ้นแท่นผู้นำโลกด้านกฎหมายแบนมือถือในห้องเรียน สมดุล “เสรีภาพนักเรียน” กับ “อนาคตชาติ” และบทเรียนที่ไทยต้องคิด

กรุงโซล, เกาหลีใต้ – 8 กันยายน 2568 ท่ามกลางความกังวลเรื่อง “โรคติดจอ” ที่กำลังกัดกร่อนสมาธิ การนอนหลับ และพัฒนาการของเยาวชนทั่วโลก เกาหลีใต้เพิ่งผ่านกฎหมายระดับชาติ “ห้ามใช้โทรศัพท์มือถือและสมาร์ทดีไวซ์ในห้องเรียนระหว่างเวลาเรียน” ด้วยเสียงสนับสนุน 115 เสียง จาก 163 เสียง ในสภา มีผลบังคับใช้ เดือนมีนาคม 2569 นับเป็นหนึ่งในมาตรการเข้มที่สุดของโลก และสะท้อนการคุมเข้มพฤติกรรมดิจิทัลในห้องเรียนแบบ “กฎหมายกลาง” แทนที่จะปล่อยให้โรงเรียนกำหนดเองเหมือนหลายประเทศที่ผ่านมา โดยฝ่ายนิติบัญญัติย้ำเป้าหมายเพื่อลดภาวะพึ่งพาโซเชียลและยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียนทุกระดับชั้น

แต่เมื่อกฎหมายพุ่งตรงเข้าสู่ “ชีวิตประจำวัน” ของเด็ก คำถามใหญ่อยู่ที่ว่า: การแบนในห้องเรียนแก้ปัญหาได้จริง หรือเพียงกดให้ปัญหาไหลไปนอกโรงเรียน? ฝ่ายคัดค้านเตือนถึงสิทธิของเด็ก การบังคับใช้ที่ซับซ้อน และความจำเป็นต้องแก้ต้นเหตุ ตั้งแต่ความเครียดทางการเรียน ไปถึงระบบยืนยันตัวตน–คัดกรองอายุบนแพลตฟอร์มต่างๆ ซึ่งยังเป็น “ช่องโหว่” ในโลกออนไลน์ปัจจุบัน

เส้นเวลาและสาระของกฎหมาย “ปิดจอในชั้นเรียน” พร้อมข้อยกเว้น

ร่างแก้ไขกฎหมายการศึกษาระดับประถม–มัธยมของเกาหลีใต้ ผ่านสภาด้วยเสียงเห็นชอบอย่างชัดเจน กำหนดให้ ห้ามใช้สมาร์ทโฟนและอุปกรณ์อัจฉริยะในระหว่างเวลาเรียน (ทั้งในโรงเรียนรัฐบาลและเอกชน) โดยมอบอำนาจให้ครูและโรงเรียนกำหนดระเบียบกำกับ พร้อม ข้อยกเว้น เพื่อการเรียนรู้เฉพาะกิจ กรณีฉุกเฉิน หรือสำหรับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ ทั้งหมดจะเริ่มบังคับใช้ ภาคเรียนฤดูใบไม้ผลิ 2569

กฎหมายฉบับนี้ยังมีมิติทางการเมืองที่น่าสนใจ เพราะถือเป็นความร่วมมือข้ามฝ่ายในสภา โดยผู้เสนอหลักชี้เหตุผลจากหลักฐานเชิงประจักษ์ระดับนานาชาติเรื่องผลกระทบของการใช้สมาร์ทโฟนต่อสมาธิและสุขภาวะจิตใจเด็ก ขณะที่ หลายโรงเรียนในเกาหลีใต้ เดิมก็มีข้อจำกัดอยู่แล้ว กฎหมายครั้งนี้จึงเป็นการ “ยกระดับ” ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ

 ครู–ผู้ปกครองเห็นผลคาบเรียน “สงบขึ้น–ตั้งใจมากขึ้น”

องค์กรครูและผู้ปกครองจำนวนมากชี้ว่า สมาร์ทโฟนคือ “ตัวรบกวนอันดับหนึ่ง” ของห้องเรียน การแบนในเวลาเรียนทำให้ บทเรียนต่อเนื่องขึ้น การมีส่วนร่วมสูงขึ้น และการกลั่นแกล้งทางออนไลน์ระหว่างคาบลดลง ในหลายประเทศที่ทดลองใช้มาก่อน เช่น ฝรั่งเศส–ฟินแลนด์ ก็รายงานผลเชิงบวกในมิติความสนใจเรียน การปฏิสัมพันธ์ทางสังคม และบรรยากาศห้องเรียน

ฝั่งงานวิจัย เริ่มมีการทบทวนหลักฐานอย่างเป็นระบบมากขึ้นในช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา โดยสรุปว่าแม้ยังขาดงานทดลองแบบสุ่มควบคุม (RCT) จำนวนมาก แต่ แนวโน้มหลักฐาน ชี้ว่าการจำกัดสมาร์ทโฟนในโรงเรียนสอดคล้องกับการเพิ่มคุณภาพบรรยากาศการเรียน ลดสิ่งรบกวน และลดพฤติกรรมเสี่ยงบางประเภท อย่างไรก็ดี ผลลัพธ์ขึ้นกับ รูปแบบการห้าม (บางส่วน/ทั้งหมด) และ การบังคับใช้จริง ในระดับโรงเรียน

 “กฎหมาย” ไม่ใช่ยาวิเศษ—ต้องแก้แรงกดดันเชิงโครงสร้างด้วย

กลุ่มนักเรียนและนักวิชาการบางส่วนตั้งคำถามว่า การแบนในชั้นเรียนอาจ ผลักปัญหาไปช่วงนอกเวลา โดยเฉพาะตอนกลางคืน ซึ่งคือหน้าต่างเวลาหลักของการเสพสื่อและโซเชียล ขณะเดียวกัน เกาหลีใต้ยังเผชิญแรงกดดันจากระบบสอบแข่งขันระดับชาติที่เข้มข้น (เช่น Suneung) ทำให้โลกออนไลน์เป็นพื้นที่ระบาย เคลื่อนไหวสังคม และพบปะเพื่อน การ “ตัดขาด” ในโรงเรียนจึงอาจต้องเดินคู่กับ บริการสนับสนุนสุขภาพจิต–โค้ชทักษะดิจิทัล ไม่เช่นนั้น การเสพติดและพฤติกรรมเสี่ยงอาจย้ายไปเกิดที่อื่นแทน

เทรนด์โลก 79 ระบบการศึกษามีนโยบายห้าม–จำกัดสมาร์ทโฟนในโรงเรียน

รายงานของ UNESCO/GEM Report ระบุว่า สิ้นปี 2567 มี 79 ระบบการศึกษา หรือราว 40% ของโลก ที่มีกฎหมาย/นโยบายห้ามใช้สมาร์ทโฟนในโรงเรียน เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 60 ระบบในปี 2566 สะท้อน “แนวปฏิบัติใหม่” ด้านความปลอดภัยดิจิทัลในสถานศึกษา ขณะที่ยุโรปมีหลายประเทศออกแนวทางระดับชาติ และโรงเรียนจำนวนมากใน เนเธอร์แลนด์–เบลเยียม–ฮังการี รายงานผลบวกต่อบรรยากาศการเรียนหลังจำกัดมือถือในคาบ

ที่ฝั่งสหรัฐฯ ข้อมูลจาก ศูนย์สถิติการศึกษาแห่งชาติ (NCES) ระบุว่า โรงเรียนรัฐส่วนใหญ่มี นโยบายจำกัดการใช้มือถือระหว่างเรียน แม้ไม่ใช่กฎหมายระดับชาติ สะท้อนสำนึกความจำเป็นในระดับสถานศึกษาเช่นกัน.

แล้วประเทศไทยควรทำหรือไม่ “กฎหมายกลาง” vs “แนวทางโรงเรียน”

สถานะปัจจุบันของไทย: กระทรวงศึกษาธิการไทยประกาศ “แนวคิด–แผนจำกัดอุปกรณ์ดิจิทัลในโรงเรียนสำหรับนักเรียนอายุน้อย” ตั้งแต่ สิงหาคม 2567 โดยอ้างอิงพัฒนาการและสมาธิเด็กที่ได้รับผลกระทบจากการใช้หน้าจอมากเกินไป แนวคิดดังกล่าวมุ่งเพิ่มกิจกรรมกลางแจ้ง/อ่านหนังสือคู่ขนานกับการจำกัดอุปกรณ์ แต่ยัง ไม่ใช่กฎหมายระดับชาติ ขณะที่โรงเรียนจำนวนมากมี ระเบียบโทรศัพท์ ของตนเองอยู่แล้ว (เช่น ฝาก–ปิดเสียง–ใช้ได้เฉพาะกิจ)

ในเวลาเดียวกัน ไทยกำลังเดินหน้าการลงทุน EdTech ทั้งโครงสร้างพื้นฐานและอุปกรณ์สำหรับนักเรียน–ครู (เช่น โครงการจัดหาแท็บเล็ต/แล็ปท็อปเป็นแสนเครื่องในปีงบประมาณล่าสุด) เพื่อยกระดับการเรียนรู้ดิจิทัล นโยบายจึงต้อง จับคู่ ระหว่าง “ควบคุมการใช้ส่วนตัวที่รบกวนคาบเรียน” กับ “ใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ที่จำเป็น” อย่างแยกแยะบริบท ไม่เช่นนั้นจะเกิดความสับสนระหว่าง “มือถือส่วนตัว” กับ “อุปกรณ์เพื่อการเรียนรู้”

สำหรับไทย จากบทเรียนเกาหลีใต้และหลักฐานสากล

  1. เริ่มแบบขั้นบันได:
    • ระดับ อนุบาล–ประถม: จำกัดการพก/การใช้โดยหลักการ “ไม่ใช้ในคาบ” ยกเว้นการเรียน–เหตุจำเป็น
    • ระดับ มัธยม: “งดใช้ขณะเรียน” แต่เปิดช่องใช้เพื่อการเรียนรู้ตามแผนการสอนภายใต้การกำกับของครู
  2. นิยามชัด ระหว่าง “มือถือส่วนตัว” กับ “อุปกรณ์เรียนของโรงเรียน” และกำหนดโหมด/ซอฟต์แวร์ที่อนุญาต (เช่น โหมดสอบ โหมดเรียนรู้ปลอดการแจ้งเตือน)
  3. ข้อยกเว้น–ทางหนีไฟ: นักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ ภาวะสุขภาพ หรือกรณีฉุกเฉิน ต้องมีช่องทางสื่อสารที่ปลอดภัยภายใต้การดูแล
  4. หลักฐาน–ประเมินผล: ผูกการบังคับใช้กับ ตัวชี้วัด เช่น ระดับสมาธิ/ความร่วมมือในชั้น คะแนนงาน/สอบ คุณภาพการนอนหลับ และเหตุการณ์กลั่นแกล้งออนไลน์ภายในโรงเรียน เพื่อปรับกติกาอย่างยืดหยุ่นตามข้อมูลจริง
  5. ความร่วมมือผู้ปกครอง: ทำ “สัญญาใช้อุปกรณ์” ครอบครัว–โรงเรียน ร่วมกำหนดเวลาหน้าจอหลังเลิกเรียนและก่อนนอน สื่อสารธงแดงของพฤติกรรมเสี่ยง
  6. สุขภาพจิต–ดิจิทัล: คู่มือทักษะชีวิตดิจิทัล (Digital Wellbeing) และบริการให้คำปรึกษาในโรงเรียน เพื่อไม่ให้มาตรการกลายเป็นการ “ปิดกั้น” โดยไร้เครื่องมือดูแลใจ
  7. ขั้นกฎหมาย (หากจำเป็น): หากจะยกระดับเป็นกฎหมายกลาง ควรรับฟังความเห็นนักเรียน–ครู–ผู้ปกครองอย่างกว้างขวาง พร้อม ช่วงเปลี่ยนผ่าน และงบสนับสนุนเครื่องมือควบคุมระดับห้องเรียน (เช่น ตู้ฝาก–โหมดเรียน–ระบบเครือข่ายภายใน)

จากหลักฐานสากล แนวโน้มผลเชิงบวกมีอยู่จริง แต่ความสำเร็จผูกอยู่กับ “การออกแบบและบังคับใช้ที่ดี” มากกว่าคำว่า “แบน” เพียงคำเดียว นั่นหมายถึง ไทย ควรทำ ในระดับนโยบายโรงเรียนให้เป็นมาตรฐานขั้นต่ำ และพิจารณายกระดับเป็น “กรอบกฎหมาย” เฉพาะเป้าหมาย งดใช้ระหว่างคาบเรียน” พร้อมข้อยกเว้น–การประเมินผล หากข้อมูลยืนยันประโยชน์ชัดเจนจึงขยายผล

ความเสี่ยง–โอกาส สมดุล “ปลอดภัยตามค่าเริ่มต้น” กับ “การเรียนรู้ดิจิทัล”

โลกการศึกษาหลีกเลี่ยงเทคโนโลยีไม่ได้ แต่ สมาร์ทโฟนส่วนตัว ที่แจ้งเตือนตลอดเวลาคืออุปกรณ์ที่ออกแบบมาเพื่อดึงความสนใจ จึงขัดแย้งโดยธรรมชาติกับ “การจดจ่อในคาบเรียน” หลายงานศึกษาชี้ว่า แค่มีมือถือวางอยู่ใกล้ตัวก็ลดสมาธิลงได้ และต้องใช้เวลานับสิบนาทีเพื่อดึงกลับมาสู่บทเรียนซ้ำแล้วซ้ำเล่า การสร้างห้องเรียน ปลอดสิ่งรบกวนตามค่าเริ่มต้น (safety/attention by default) จึงเป็นกลยุทธ์ที่สมเหตุสมผล ขณะเดียวกัน โรงเรียนยังต้องส่งเสริม ทักษะดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้ (เช่น การค้นคว้าอย่างมีวิจารณญาณ ความปลอดภัยไซเบอร์ การรู้เท่าทันสื่อ) ผ่านอุปกรณ์ที่ควบคุมได้และปลอดการรบกวน

กฎหมายเกาหลีใต้คือ “แรงเร่ง” ให้โลกทบทวนกติกาในห้องเรียน—ไทยควรเดินแบบ “ชัด–ยืดหยุ่น–วัดผลได้”

กฎหมายของเกาหลีใต้ที่เริ่มใช้ มีนาคม 2569 เป็นสัญญาณชัดเจนว่าโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ สิทธิในการเรียนรู้โดยปราศจากสิ่งรบกวน ถูกยกระดับเป็น สิทธิพื้นฐานในห้องเรียน พอๆ กับสิทธิการเข้าถึงเทคโนโลยี สำหรับไทย ทางเลือกที่รอบคอบคือ มาตรฐานกลาง “งดใช้ในคาบ” ที่ช่วยครู–นักเรียนจริง พร้อมข้อยกเว้น–งบสนับสนุน–การประเมินผลอย่างต่อเนื่อง หากข้อมูลยืนยันผลดี จึงค่อยพิจารณายกระดับเป็นกฎหมาย เพื่อไม่ให้ “อำนาจบังคับใช้” ไปไกลกว่าความพร้อมของระบบ และเพื่อให้การคุ้มครองเด็ก เกิดขึ้นจริง ในทุกโรงเรียน ไม่ใช่เพียงบนกระดาษนโยบาย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • The Straits Times: “South Korea to ban phones in class starting March 2026”
  • Reuters: “South Korea to ban mobile phones in school classrooms”
  • TRT World
  • Korea JoongAng Daily
  • UNESCO / GEM Report: สถิติระบบการศึกษาที่มีกฎหมาย/นโยบายห้ามสมาร์ทโฟนในโรงเรียน 79 ระบบ (สิ้นปี 2567) และข้อเสนอ “ใช้สมาร์ทโฟนในโรงเรียนเฉพาะเมื่อจำเป็นต่อการเรียนรู้”
  • NCES (สหรัฐฯ)
  • SAGE Open (2024)
  • Bangkok Post
  • Education Profiles (Thailand)
  • The Nation Thailand
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
WORLD PULSE

วิกฤต Roblox แพลตฟอร์มดังกลายเป็นสนามล่าเด็ก? เปิดคดีอาชญากรรมทางเพศออนไลน์

มิติเงามืดในโลกเสมือน Roblox กลายเป็นสนามล่าเด็ก? เปิดคดีแสวงหาประโยชน์ทางเพศออนไลน์–ท้าทายความรับผิดชอบแพลตฟอร์ม

ฟลอริดา / สหรัฐอเมริกา, 8 กันยายน 2568 – ท่ามกลางโลกเกมที่เปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้สร้างสรรค์ พบเพื่อน และเรียนรู้ทักษะดิจิทัล แพลตฟอร์มยอดนิยมอย่าง Roblox กลับถูกลากเข้าสู่กระแสตรวจสอบครั้งใหญ่ เมื่อคดีอาชญากรรมทางเพศออนไลน์จำนวนหนึ่งชี้ให้เห็น “ช่องโหว่สำคัญ” ที่ผู้ล่าทางเพศใช้เข้าถึงเหยื่อวัยเยาว์ได้ง่ายกว่าที่คิด กรณีศึกษาที่สะเทือนสังคมคือการจับกุมเยาวชนชายอายุ 17 ปีในเทศมณฑลแมเรียน รัฐฟลอริดา ผู้ต้องหาซึ่งอัยการยื่นฟ้องเป็นคดีผู้ใหญ่ ถูกกล่าวหาว่าใช้ Roblox เป็นจุดเริ่มต้นล่อลวงเด็ก ก่อนย้ายการสนทนาไปยังแพลตฟอร์มอื่น และ “สั่งการ” ให้เด็กผลิตสื่ออนาจารเด็กเพื่อสนองความพึงพอใจของตนเอง คดีนี้เริ่มจาก ไซเบอร์ทิป ที่แจ้งมาถึงตำรวจท้องที่และนำไปสู่การตรวจค้น–จับกุมอย่างเป็นระบบ พร้อมคำรับสารภาพเกี่ยวกับรูปแบบการกรูมมิ่งที่ทำเป็นกิจวัตรเกือบทุกวันตลอดปีที่ผ่านมา ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจากสื่อท้องถิ่นและเอกสารจากสำนักงานนายอำเภอในพื้นที่ (Marion County) ที่ยืนยันไทม์ไลน์การสืบสวน–แจ้งข้อหา และสถานะการคุมขังโดยไม่ให้ประกันตัว ณ เวลานั้น

แม้รายละเอียดเชิงเทคนิคของการสืบสวนอาจต่างกันไปในแต่ละคดี แต่ ภาพรวม ที่สะท้อนออกมาคือ รูปแบบใหม่ของการล่าเหยื่อในโลกเสมือน ที่ซ่อนอยู่ใต้ความสนุกสนานของเกมและวัฒนธรรมออนไลน์ เยาวชนจำนวนมากเข้าถึง Roblox ได้ง่าย การสร้างบัญชีใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที และส่วนหนึ่งสามารถเข้า–ออก “ห้องสนทนา/ประสบการณ์” ที่ผู้ใหญ่ปะปนอยู่โดยไม่ต้องพิสูจน์ตัวตนอย่างเข้มงวดในอดีต ความเสี่ยงจึงเพิ่มขึ้นโดยโครงสร้างของแพลตฟอร์มเอง ขณะเดียวกัน หน่วยงานรัฐท้องถิ่น–ระดับมลรัฐเริ่ม “ขยับ” ใช้มาตรการทางกฎหมายตั้งแต่ หมายเรียกเอกสาร (subpoena) เพื่อสอบข้อมูลนโยบายความปลอดภัย ไปจนถึงการ ยื่นฟ้อง ต่อบริษัทที่ให้บริการแพลตฟอร์ม โดยเฉพาะในประเด็นการตลาดกับเด็ก การยืนยันอายุ และการจัดการแชต/คอนเทนต์ที่เป็นอันตราย

เส้นเวลาในคดีฟลอริดา จาก “ไซเบอร์ทิป” ถึงฝากขัง–ฟ้องเป็นผู้ใหญ่

คดีของเยาวชนชายอายุ 17 ปีในเทศมณฑลแมเรียนเริ่มต้นเมื่อเจ้าหน้าที่ได้รับ ไซเบอร์ทิป ว่ามีผู้ใช้ Roblox คอยชี้นำเด็กให้ทำพฤติกรรมทางเพศ และย้ายการคุยไปยังแพลตฟอร์มอื่นอย่าง Discord เพื่อลดการตรวจจับ หลังได้หมายค้น เจ้าหน้าที่เข้าค้นบ้านและยึดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หลายรายการ ผู้ต้องหาให้ปากคำยอมรับว่า ค้นหาและทักเด็กบน Roblox เป็นกิจวัตร มักแสร้งระบุอายุต่ำกว่าจริงเพื่อให้เหยื่อไว้วางใจ จากนั้นจึง “ไต่ระดับ” เนื้อหาการคุยและชี้นำให้ส่งภาพ/วิดีโอที่ไม่เหมาะสม กรณีนี้สอดคล้องกับถ้อยแถลงของ Roblox ที่ระบุว่าบัญชีต้องสงสัยถูกทีมความปลอดภัยของแพลตฟอร์มตรวจพบและ รายงานไปยังศูนย์ NCMEC ก่อนจะ แบนถาวร โดยยืนยันว่าแพลตฟอร์ม “ไม่อนุญาต” การส่งภาพผู้ใช้ถึงกันโดยตรง และใช้ทั้งฟิลเตอร์–ทีมมอนิเตอริงร่วมกันเพื่อตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติ

ด้านคดีอาญา ผู้ต้องหาถูกยื่นฟ้องเป็นผู้ใหญ่ในข้อหาหลัก อาทิ การใช้คอมพิวเตอร์ล่อลวงเด็ก การใช้เครื่องมือสื่อสารสองทางเพื่ออำนวยความผิด และการชี้นำให้เด็กกระทำการทางเพศ ซึ่งเป็น ความผิดร้ายแรง แต่ละข้อหามีโทษจำคุกสูง และอาจนับ “แต่ละไฟล์/ภาพ” เป็นข้อหาย่อยได้อีก สื่อท้องถิ่นระบุว่า ไม่มีการให้ประกันตัว ระหว่างพิจารณา และตำรวจยังคงติดตามหาเหยื่อรายอื่นเพิ่มเติมในหลายพื้นที่นอกฟลอริดา

Roblox ภายใต้กล้องจุลทรรศน์ จากรายงานวิจัย–ชอร์ตเซลเลอร์ สู่คดีฟ้องร้องมลรัฐ

นอกจากคดีเฉพาะราย ความกดดันต่อ Roblox ปะทุแรงตั้งแต่ ตุลาคม 2567 เมื่อ Hindenburg Research เผยแพร่รายงานยาว กล่าวหาว่าบริษัท “ปั่นตัวเลขผู้ใช้” และปล่อยให้แพลตฟอร์มกลายเป็น นรกสำหรับผู้ล่าทางเพศในหมู่เด็ก” รายงานดังกล่าวสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดและชักนำให้สื่อ–องค์กรสิทธิเด็กในอังกฤษและสหรัฐฯ ออกมาเรียกร้องให้หน่วยงานกำกับ (เช่น Ofcom ในสหราชอาณาจักร) บังคับใช้กฎอย่างเข้มข้นยิ่งขึ้น ขณะที่ Roblox ปฏิเสธข้อกล่าวหา และยืนยันว่าความปลอดภัยคือแกนหลักของธุรกิจ แต่กระแสวิจารณ์ก็จุดติดและขยายผลสู่ คดีฟ้องร้องเป็นชุด ในปี 2568 โดยเฉพาะ รัฐลุยเซียนา ที่ยื่นฟ้องบริษัทจากประเด็นการละเลยความปลอดภัยของเด็กบนแพลตฟอร์ม ซึ่ง Roblox ออกแถลงการณ์โต้แย้งต่อสาธารณะทันที

แรงกดดันทางกฎหมายยิ่งทวีคูณเมื่อ อัยการสูงสุดรัฐฟลอริดา James Uthmeier ออก หมายเรียกเอกสาร (subpoena) ถึง Roblox เพื่อขอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับ นโยบายปราบปรามผู้ไม่หวังดี การยืนยันอายุ และการตลาดต่อเด็ก พร้อมสืบค้นวิธีเก็บ–ใช้ข้อมูลเยาวชนบนแพลตฟอร์ม ซึ่งต่อมามีการเผยแพร่สำเนาหมายเรียกดังกล่าวต่อสาธารณะด้วย

คำตอบของแพลตฟอร์ม ยกระดับ “ยืนยันอายุ–จำกัดแชต” และคุมเข้ม “พื้นที่เสี่ยง”

ภายใต้แรงกดดันทั้งจากหน่วยงานรัฐ สังคม และสื่อ Roblox เร่งอัปเดตมาตรการ หลายระลอก ตั้งแต่ การขยายระบบประเมินอายุด้วยภาพใบหน้า (facial age estimation) และการยืนยันตัวตนด้วยบัตร/ไอดี สำหรับผู้ที่จะใช้ฟีเจอร์สื่อสาร ภายในแพลตฟอร์ม ไปจนถึง จำกัดการสื่อสารระหว่างผู้ใหญ่–ผู้เยาว์ หากไม่มีความสัมพันธ์ในโลกจริงที่ยืนยันได้ นอกจากนี้ยังมีการ ยกระดับนโยบายคอนเทนต์ โดยจำกัด “พื้นที่ส่วนตัว” (เช่น ห้องนอน/ห้องน้ำ) และ “พื้นที่ผู้ใหญ่” (เช่น ไนต์คลับ) รวมทั้งยกระดับเกณฑ์การเข้าถึง “แฮงเอาต์ทางสังคม” ให้เข้มสำหรับผู้ใช้ที่ไม่ผ่านการยืนยันอายุ 17+ มาตรการเหล่านี้ถูกประกาศอย่างเป็นทางการในช่วง สิงหาคม–กันยายน 2568 และถูกสื่อกระแสหลักจับตาใกล้ชิด

สาระสำคัญคือการ “ปิดช่องว่าง” ระหว่าง อายุที่กรอกเอง กับ อายุจริง ของผู้ใช้ และเพิ่มแรงเสียดทานต่อผู้ใหญ่ที่ต้องการปะปนในพื้นที่สื่อสารของเด็ก ทั้งหมดนี้หวังลดโอกาสการกรูมมิ่งเชิงรุก–ลึกที่อาศัยการแชตส่วนตัวและการชวนย้ายแพลตฟอร์ม

เมื่อ “การคุย” คืออาวุธ—และ “การรู้เท่าทัน” คือเกราะของครอบครัว

หนึ่ง คดีฟลอริดาชี้ชัดว่า การแชตคือเขตเสี่ยงตัวจริง ผู้ล่ามักเริ่มจากการสร้างความไว้วางใจในเกม แล้วค่อยชวนออกนอกแพลตฟอร์มไปสู่พื้นที่ที่ตรวจจับยากกว่า (เช่น แอปแชต/วิดีโอคอล) การตั้งค่าความเป็นส่วนตัวจึงยังไม่พอ หาก ผู้ปกครองไม่เห็นบทสนทนา–สัญญาณผิดปกติ ที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง

สอง ด้านนโยบายสาธารณะ คดีแบบนี้กลายเป็น ใบเร่ง ให้รัฐลงมือ ทั้งหมายเรียก–สอบสวน ไปจนถึงการฟ้องร้องระดับมลรัฐ ซึ่งผลลัพธ์ไม่เพียงเป็นโทษ–ค่าปรับ หากยังอาจบังคับให้บริษัท “ปรับสถาปัตยกรรม” ของบริการ ตั้งแต่ onboarding, การยืนยันอายุ, ไปจนถึง ข้อจำกัดการสื่อสาร ที่ออกแบบให้ ปลอดภัยเป็นค่าเริ่มต้น” (safety by default)

สาม สำหรับแพลตฟอร์ม ข้อท้าทายไม่ใช่การประกาศนโยบายใหม่เท่านั้น แต่คือ การบังคับใช้จริง ในสเกลผู้ใช้หลายสิบ–ร้อยล้านคน และการตัดสินใจเชิงระบบระหว่าง ตัวเลขสวย” vs “ความปลอดภัยสูงสุด” ซึ่งถูกตั้งคำถามอย่างหนักมาตั้งแต่รายงานของ Hindenburg เมื่อปีที่แล้ว และถูกขยายความในคดีลุยเซียนาล่าสุด

บาดแผลที่ไม่เห็นด้วยตา—และต้นทุนสังคมระยะยาว

แพทย์และนักบำบัดชี้ว่า บาดแผลทางจิตใจ จากการถูกแสวงหาประโยชน์ทางเพศในวัยเด็กส่งผลยืดเยื้อ ตั้งแต่ภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล ความสัมพันธ์ที่บิดเบี้ยว ไปจนถึงพฤติกรรมเสี่ยงอื่นๆ ในวัยรุ่น–ผู้ใหญ่ นั่นหมายความว่า “หนึ่งคดี” อาจหมายถึง “หลายปี” ของการบำบัด–สนับสนุนทั้งตัวเด็กและครอบครัว และคือ ต้นทุนสังคม ที่มองไม่เห็นแต่สูงมาก การเยียวยาที่เหมาะสมจึงต้องมาพร้อมความยุติธรรมในศาล และ มาตรการป้องกันเชิงโครงสร้าง บนแพลตฟอร์ม

จะป้องกันอย่างไร” สำหรับครอบครัว–โรงเรียน

  1. ตั้งค่า–ทดสอบจริง: ปิดแชตกับบุคคลแปลกหน้า จำกัดเวลาหน้าจอ และเปิดใช้งาน การยืนยันอายุ ที่แพลตฟอร์มกำลังขยายให้ครอบคลุมผู้ใช้ฟีเจอร์สื่อสารทั้งหมดภายในปีนี้
  2. คุยเรื่อง “ธงแดง” กับเด็กอย่างสม่ำเสมอ: เช่น มีคนชวนย้ายแพลตฟอร์ม ขอภาพ/วิดีโอส่วนตัว ขอปิดบังพ่อแม่ หรือให้ทำสิ่งที่ทำให้ไม่สบายใจ ให้เด็ก รู้สิทธิในการปฏิเสธ–บล็อก–รายงาน และบอกผู้ใหญ่ทันที
  3. ติดตามข่าว–นโยบาย: มาตรการของ Roblox กำลังเปลี่ยนเร็ว ทั้งการจำกัดพื้นที่เสี่ยงและการควบคุมคอนเทนต์ใน “ห้องส่วนตัว/พื้นที่ผู้ใหญ่” โรงเรียนควรอัปเดตคู่มือผู้ปกครอง–นักเรียนให้สอดคล้องของจริงบนแพลตฟอร์ม

เกมต้อง “สนุก–ปลอดภัย” พร้อมกันได้หรือไม่

เมื่อรัฐ ออกหมายเรียก–ฟ้องร้อง, บริษัท ขยับนโยบาย–เทคโนโลยี, และสังคม ยกระดับการเฝ้าระวัง—คำถามสุดท้ายจึงไม่ใช่ “โทษใคร” เพียงฝ่ายเดียว แต่คือ จะออกแบบโลกออนไลน์ให้ปลอดภัยเป็นค่าตั้ง ได้อย่างไรโดยไม่ทำลายพื้นที่สร้างสรรค์ของเด็กและนักพัฒนาอิสระ

Roblox กำลังทดลองคำตอบด้วยการ บังคับยืนยันอายุ–จำกัดแชต–คุมพื้นที่เสี่ยง ในระดับระบบ ขณะเดียวกัน ฝ่ายรัฐ ก็เดินเกมกฎหมายเชิงรุกเพื่อกดดันให้มาตรฐาน “ไม่ปลอดภัย = ไม่ผ่าน” กลายเป็นกฎใหม่ของอุตสาหกรรม ทว่าสุดท้าย ครอบครัว ยังเป็นแนวป้องกันด่านแรกและด่านสำคัญที่สุด—การ “คุย–รับฟัง–ตั้งขอบเขต” ในบ้าน เป็นเกราะที่เทคโนโลยีใดๆ ก็ทดแทนไม่ได้

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
VIDEO WORLD PULSE

อินโดนีเซียเดือด! ประชาชนจลาจลเผารัฐสภา ปมเงินเดือน ส.ส. และคำดูถูก

อินโดนีเซียเดือด! ประชาชนจลาจลเผารัฐสภา ปมเงินเดือน ส.ส. และคำดูถูกที่จุดชนวนความรุนแรง

 

จาการ์ตา, อินโดนีเซีย – นครหลวงของอินโดนีเซียต้องเผชิญกับเหตุการณ์จลาจลครั้งใหญ่ที่สั่นสะเทือนเสถียรภาพทางการเมืองและสังคม หลังความโกรธแค้นที่สะสมของประชาชนต่อการกระทำของชนชั้นนำได้ปะทุขึ้นเป็นความรุนแรงจนนำไปสู่การเผาทำลายอาคารรัฐสภาและบ้านของนักการเมือง เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่เป็นสัญญาณเตือนถึงวิกฤตความเชื่อมั่นของประชาชนต่อผู้แทนของตนเท่านั้น แต่ยังเป็นบทเรียนราคาแพงที่แสดงให้เห็นว่าเพียงแค่ “คำพูด” คำเดียวสามารถจุดชนวนความขัดแย้งให้ลุกลามจนยากจะควบคุมได้อย่างไร

ชนวนความขัดแย้งเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 หลังจากที่รัฐสภาอินโดนีเซียได้อนุมัติกฎหมายฉบับใหม่ที่อนุญาตให้นักการเมืองได้รับเงินค่าที่พักสูงถึง 50 ล้านรูเปียห์ต่อเดือน หรือเทียบเท่ากับเกือบ 10 เท่าของค่าแรงขั้นต่ำ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ประชาชนต้องเผชิญกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การตัดสินใจดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการกระทำที่ไร้ความรับผิดชอบและเป็นการหักหลังประชาชนที่กำลังดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด

“โง่เง่า”: คำพูดที่กลายเป็นเชื้อเพลิงแห่งความรุนแรง

ขณะที่คลื่นความไม่พอใจของประชาชนกำลังก่อตัว คำพูดที่ขาดความยั้งคิดของนักการเมืองชื่อดังได้กลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่จุดให้สถานการณ์ระเบิดออกมาเป็นความรุนแรงอย่างไม่คาดคิด นายอาห์มัด ซาห์โรนี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ออกมากล่าวเรียกผู้ประท้วงว่า “โง่เง่า” คำพูดที่เปรียบเหมือนน้ำมันที่ถูกราดลงบนกองไฟที่กำลังคุกรุ่นอยู่แล้วได้จุดให้ความโกรธแค้นที่สั่งสมมาอย่างยาวนานพุ่งถึงขีดสุด

ฝูงชนจำนวนมหาศาลบุกเข้าทำลายและเผาอาคารรัฐสภา ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจอธิปไตยของประชาชน รวมถึงบุกทำลายบ้านพักของนักการเมืองหลายคนเพื่อแสดงออกถึงความคับแค้นใจ เหตุการณ์จลาจลได้ลุกลามไปยังเมืองอื่น ๆ ทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว และมีรายงานผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้นเกินกว่าที่ทางการจะสามารถควบคุมได้

บทเรียนจากจาการ์ตา เมื่อความเชื่อมั่นพังทลาย

เหตุการณ์ความไม่สงบในอินโดนีเซียครั้งนี้เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่าความสัมพันธ์ระหว่างชนชั้นนำทางการเมืองกับประชาชนนั้นเปราะบางเพียงใด การกระทำที่ขัดต่อความรู้สึกของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับปากท้องและเศรษฐกิจ สามารถทำลายความเชื่อมั่นที่สั่งสมมาได้อย่างง่ายดาย

การที่นักการเมืองซึ่งควรจะเป็นผู้แทนของประชาชน กลับใช้คำพูดที่ดูถูกเหยียดหยามผู้ที่กำลังได้รับความเดือดร้อน ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงช่องว่างระหว่างคนสองกลุ่มและทำให้ประชาชนรู้สึกว่าถูกทอดทิ้งและไม่ได้รับการเคารพ ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้สามารถนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงและส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติได้อย่างคาดไม่ถึง

บทเรียนจากจาการ์ตาครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจสำหรับรัฐบาลและชนชั้นนำทางการเมืองทั่วโลกว่า การบริหารประเทศในยุคที่ข้อมูลข่าวสารไหลเวียนอย่างรวดเร็วและประชาชนสามารถแสดงออกถึงความไม่พอใจได้โดยง่ายนั้น จำเป็นต้องอาศัยความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และความเข้าใจในความรู้สึกของประชาชนอย่างแท้จริง การมองข้ามความรู้สึกของประชาชนเพียงชั่วขณะอาจนำไปสู่วิกฤตที่ไม่อาจแก้ไขได้ในอนาคต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • บรรณาธิการข่าว : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • รายงาน : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI WORLD PULSE

สะพานแม่สาย-ท่าขี้เหล็ก “ล็อกดาวน์สินค้า” ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจเมียนมา

ล็อกดาวน์สินค้า” สะพานแม่สาย–ท่าขี้เหล็ก สัญญาณสั่นคลอนเศรษฐกิจชายแดน—ของจำเป็นขาดแคลน ค่าใช้จ่ายขนส่งพุ่ง เสี่ยง “ค้าเถื่อน” คืนชีพ

เชียงราย, 26 สิงหาคม 2568 —วันที่ชายแดนไม่เหมือนเดิม รถบรรทุกจอดเรียงรายริมถนนพหลโยธินฝั่งอำเภอแม่สาย โดยมีแม่น้ำสายกั้นกลางสู่เมืองท่าขี้เหล็กของเมียนมา เหนือศีรษะคือคานเหล็กของสะพานมิตรภาพไทย–เมียนมา แห่งที่ 1 ที่เคยคึกคักด้วยกระแสสินค้าหลั่งไหล วันนี้กลับถูกบีบให้เหลือเพียง “ช่องเล็ก” สำหรับอาหารและเครื่องดื่มเท่านั้น สะท้อน “การล็อกดาวน์สินค้า” ที่สื่อเมียนมาอย่าง The People’s Voice รายงานเมื่อ 25 สิงหาคม 2568 ว่าทางการฝั่งท่าขี้เหล็ก จำกัดการขนส่งสินค้าทุกประเภท ยกเว้นอาหารและเครื่องดื่มในปริมาณจำกัด สร้างแรงกระเพื่อมต่อเศรษฐกิจ–สังคมทั้งฝั่งไทยและเมียนมาอย่างฉับพลัน

ข่าวสั้นไม่กี่บรรทัดจากฝั่งท่าขี้เหล็ก แปลความหมายเป็นภาพยาวไกล: สายพานค้าชายแดนที่พึ่งพาเวลานาทีต่อ นาที เริ่มสะดุด ตลาดเมืองหลักของรัฐฉานอย่าง ตองยี ร้องขาด “ของจำเป็น” โดยเฉพาะ ยา อุปกรณ์ไฟฟ้า–คอมพิวเตอร์ และชิ้นส่วนโทรศัพท์ที่พึ่งพาการนำเข้า—สินค้าที่ “ไม่ได้อยู่ในกรอบยกเว้น” เมื่อสะพานแคบลง คลื่นราคาในฝั่งเมียนมาก็สูงชันขึ้นตามรายงานภาคสนาม ขณะที่สายเดินรถขนส่งหลายสาย “หยุดให้บริการ” เพราะ ค่าธรรมเนียมท่าเรือสูงขึ้น และเกิดสภาวะ “มีแต่ขาไป ไม่มีขากลับ” ทำให้ต้นทุน/เที่ยว ขาดความคุ้มทุน ทวีคูณ

ปมเหตุที่เชื่อมถึง “ภูมิรัฐศาสตร์ของท้องตลาด”

มาตรการจำกัดสินค้าข้ามแดนครั้งนี้เกิดขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบในเมียนมา ที่ยืดเยื้อ และแรงกดดันทางเศรษฐกิจภายในประเทศที่ทวีขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาการสำคัญปรากฏที่ชายแดน: เมื่อช่องทางการค้า “ปกติ” ถูกบีบให้เล็กลง ความต้องการของตลาด—โดยเฉพาะ ยารักษาโรค–ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์–อุปกรณ์สื่อสาร—ไม่ได้หายไป แต่ถูกผลักให้ไหลลง ช่องทางไม่เป็นทางการ มากขึ้น เสี่ยงให้ การค้าเถื่อน” คืนชีพ อย่างที่ผู้ประกอบการหลายรายบนแนวชายแดนกังวล

แต่ผลสะเทือนมิได้จำกัดอยู่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสาย ฝั่งไทย—โดยเฉพาะ เชียงราย—ซึ่งพึ่งพา การค้าชายแดน เป็นกลไกหลักของเศรษฐกิจท้องถิ่น ก็ต้องเผชิญแรงดึงกลับจากสองทิศทางพร้อมกัน

  1. ปริมาณธุรกรรมถูกหดรัด รายได้เกี่ยวเนื่องจากโลจิสติกส์–บริการชายแดนหดตัว
  2. ความเสี่ยงด้านความมั่นคงเพิ่ม เจ้าหน้าที่ต้องเฝ้าระวัง ลักลอบนำเข้า–ส่งออก สินค้าต้องห้าม/สินค้าที่ไม่ผ่านมาตรฐาน ซึ่งมักมาพร้อมกับ สินค้าปลอม–ยาปลอม และ อาชญากรรมข้ามชาติ รูปแบบต่างๆ

ของขาด–ราคาเพิ่ม–เส้นทางหยุด” เส้นทางวิกฤตที่ซ้ำเติมกันเอง

รายงานของ The People’s Voice ต่อจิ๊กซอว์สามชิ้นที่ร้อยเข้าด้วยกันอย่างน่ากังวล

  • ขาดแคลนยาและอะไหล่สื่อสาร: ร้านค้าบริเวณตลาดเมืองตองยีสะท้อนตรงกันว่า “ยา” และ อุปกรณ์ไฟฟ้า–คอมพิวเตอร์–ชิ้นส่วนโทรศัพท์ ขาดแคลนหนัก สินค้าที่เคยเดินทางผ่านชายแดนภาคเหนือของไทยด้วยรูปแบบปกติ กลับต้องหยุดชะงักเมื่อ “รายการสินค้าต้องห้าม” ของทางการเมียนมา ยืดตัว ไปครอบคลุมสินค้าจำเป็นจำนวนมาก
  • ต้นทุนโลจิสติกส์ถีบตัว: มาตรการจำกัดสินค้าบีบให้ ค่าธรรมเนียมท่าเรือ–ผ่านแดนสูงขึ้น ขณะเดียวกันบริษัทขนส่งเผชิญภาวะ เที่ยวขากลับว่างเปล่า เมื่อสินค้า “ไม่เข้าเกณฑ์ผ่านได้” ย่อมไม่มีสินค้าให้บรรทุกย้อนกลับ—ต้นทุนต่อเที่ยวจึง พุ่งขึ้นทันที
  • ความเสี่ยง “ตลาดมืด” แทรกตัว: เมื่อสินค้าในตลาดทางการขาดแคลนและราคาเด้งสูง ผู้ค้าบางส่วน—เพื่อความอยู่รอด—อาจหันไป ช่องทางนอกระบบ ซึ่งสำหรับแนวชายแดนที่สลับซับซ้อนและภูมิประเทศเอื้อต่อการเล็ดลอด นี่คือความเสี่ยงที่ฝ่ายความมั่นคงต้องคาดการณ์ล่วงหน้า

เชียงรายต้องเตรียมอะไร มาตรการ “ตั้งรับ–รุก–ประสาน” ในเวลาเดียวกัน

ในสถานการณ์ที่ข้อมูลอย่างเป็นทางการจากฝั่งเมียนมามักมาแบบกระท่อนกระแท่น หน่วยงานไทยจำเป็นต้องขยับเชิงรุก ทั้งมิติ การค้า–ความมั่นคง–ผู้บริโภค ไปพร้อมกัน

  1. เข้มด่าน–คุมคุณภาพสินค้าเข้มงวด
    • ศุลกากร–ตรวจคนเข้าเมือง–ฝ่ายปกครอง ควรประสาน เพิ่มการสแกนความเสี่ยงตามชนิดสินค้า (risk-based) บนสินค้าประเภทที่มีโอกาสลักลอบสูง เช่น ยา–อาหารเสริม–ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ โดยเน้น คุณภาพ–มาตรฐาน ป้องกันสินค้าปลอม/ไม่ปลอดภัย หลุดสู่ผู้บริโภคฝั่งไทย
  2. กัน “แร่–สินแร่สกปรก” และของผิด กม. ไม่ให้ปนสายในวิกฤต
    • วิกฤตฝั่งโน้นอาจเปิดช่องให้ แร่–สินแร่ จากพื้นที่เสี่ยง (รวมถึงสินค้าควบคุมอื่น) ไหลผ่านช่องทางผิดกฎหมาย เพื่อแปรรูป/ตบตาเอกสารในไทย จำเป็นต้อง ยกระดับตรวจสอบแหล่งที่มา (traceability) และ เครือข่ายข่าวกรองชุมชน บริเวณจุดผ่อนปรน/ทางลำลอง
  3. ดูแลผู้ประกอบการขนส่ง–ค้าชายแดนไทย
    • รัฐควรพิจารณา ผ่อนคลายน้ำหนักภาษี/ค่าธรรมเนียมบางประเภทชั่วคราว หรือจัด สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ให้ผู้ประกอบการขนส่งชายแดนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เพื่อ คงสภาพการจ้างงาน และไม่ให้ระบบโลจิสติกส์ท้องถิ่น “หยุดนิ่ง”
  4. คุ้มครองผู้บริโภค–สาธารณสุขชายแดน
    • องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น–สาธารณสุขจังหวัด ควร เผยแพร่คำเตือน เรื่องการซื้อ ยา/อุปกรณ์การแพทย์ ผ่านช่องทางนอกระบบ และตั้ง จุดให้คำปรึกษา สำหรับผู้ที่จำเป็นต้องเข้าถึงยา พร้อมจับมือ โรงพยาบาล–ร้านขายยา บริหารจัดการ ยาเทียบเคียง/ยาทดแทน ในภาวะเปลี่ยนผ่าน
  5. เดินหน้าช่องทางประสานงานเทคนิคกับฝั่งเมียนมา
    • นอกเหนือจากระดับรัฐบาลกลาง ควรใช้ ช่องทางชายแดน–จังหวัดคู่แฝด ระหว่าง แม่สาย–ท่าขี้เหล็ก เปิดโต๊ะหารือเทคนิคเพื่อ กำหนดรายการยกเว้นอย่างโปร่งใส (เช่น ยาจำเป็นเวชภัณฑ์, อุปกรณ์การแพทย์เร่งด่วน) และออก คิวโควตา ที่สามารถคาดการณ์ได้ ลดแรงจูงใจเข้าสู่ตลาดมืด

เมื่อเศรษฐกิจคลอนแคลน ความมั่นคงชายแดนย่อมเปราะบาง

ประวัติศาสตร์การค้าชายแดนไทย–เมียนมาบอกเราว่า เมื่อเศรษฐกิจฝั่งหนึ่งสะดุด ชายแดนจะเห็น “เส้นทางเงา” ขยับทันที ทั้ง สินค้าต้องห้าม–แรงงานผิดกฎหมาย–สารเสพติด–อาชญากรรมไซเบอร์ ความรุนแรงของลูกคลื่นขึ้นกับสองปัจจัย:

  • ช่องทางทางการเปิดแคบแค่ไหน (ยิ่งแคบ ยิ่งดันให้ไหลใต้ดิน)
  • ความเข้มแข็งของการบังคับใช้กฎหมาย ทั้งสองฝั่ง (ยิ่งรั่ว ยิ่งไหล)

ในกรอบนี้ เชียงรายต้อง รักษาสมดุลยาก ระหว่าง เอื้อต่อการค้าถูกกฎหมาย (เพื่อพยุงเศรษฐกิจท้องถิ่น) กับ ปิดช่องโหว่ ที่เปิดโอกาสให้สินค้าผิดกฎหมายเล็ดลอด สาระสำคัญไม่ใช่ “ปิด–เปิด” แต่คือ เปิดอย่างมีระบบ–ปิดอย่างมีข้อมูล” ผ่านการ แลกเปลี่ยนข้อมูลเรียลไทม์ ระหว่างศุลกากร–ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง–กองกำลังผสมชายแดน–ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ

เสียงจากปลายน้ำ เมื่อตลาดเปลี่ยน ผู้ประกอบการไทยต้องเปลี่ยนแผน

สำหรับผู้ประกอบการไทย 3–6 เดือน ข้างหน้าควรถือเป็นช่วง “บริหารความเสี่ยง” มากกว่าขยายการลงทุน โดยมีแนวทางเบื้องต้นดังนี้

  • กระจายตลาด: หากพึ่งพาลูกค้าฝั่งท่าขี้เหล็กสูง ให้ กระจายสัดส่วน ไปสู่ตลาดในประเทศ–จังหวัดข้างเคียง พร้อมสำรวจ ช่องทางดิจิทัล สำหรับสินค้าที่ไม่ติดข้อกำหนดผ่านแดน
  • บริหารสต็อกแบบ Lean: สินค้าที่มีโอกาสติดขัดการคืนภาษี/กระบวนการผ่านแดน ควรลดสต็อกค้าง และหันมาใช้ สัญญาซื้อ–ขายแบบสั้น ลดความเสี่ยงจากการคาดการณ์ผิด
  • ติดตามกฎระเบียบรายสัปดาห์: มาตรการฝั่งเมียนมามีโอกาส เปลี่ยนกะทันหัน ผู้ประกอบการควรตั้ง “จุดเฝ้าฟัง” ข่าวจากหน่วยงานไทย–เมียนมา/สื่อท้องถิ่น เพื่อปรับแผนการส่งมอบแบบทันทีทันใด

ความเป็นไปได้ข้างหน้า 3 ฉากทัศน์ และผลต่อเชียงราย

  1. คลายบางส่วนแบบมีรายการยกเว้น
    ฝั่งท่าขี้เหล็กอนุญาตสินค้าจำเป็นเพิ่ม (เช่น เวชภัณฑ์ อะไหล่สื่อสารที่จำเป็นต่อโครงสร้างพื้นฐาน) ภายใต้ โควตา/คิว การค้าอย่างเป็นทางการฟื้นบางส่วน ความเสี่ยงค้าเถื่อนลดลงบ้าง เชียงรายได้ สภาพคล่องการค้า กลับส่วนหนึ่ง
  2. ล็อกเข้มยืดเยื้อ
    การขาดแคลนในรัฐฉาน–เมืองหลักลึกขึ้น ราคาพุ่ง ตลาดมืดโตเร็ว แรงกดดันต่อแนวชายแดนไทยสูงที่สุด หน่วยงานไทยต้อง ทุ่มกำลังตรวจ–สกัด มากขึ้น ผู้ประกอบการไทยหดตัวทางรายได้ช่วงสั้น–กลาง
  3. เปิด–ปิดสลับ (stop–go)
    ฝั่งเมียนมาปรับมาตรการรายช่วง ทำให้ผู้ประกอบการ วางแผนไม่ได้ เกิดต้นทุนแฝงจากความไม่แน่นอน เชียงรายต้องพึ่ง ระบบแจ้งเตือน–ศูนย์ข้อมูลชายแดน เพื่อลดความเสียหายจากการ “เลี้ยวโค้งกะทันหัน” ของกฎระเบียบ

ในทั้งสามฉากทัศน์ บทบาทเชิงรุกของ จังหวัดเชียงราย และด่านชายแดน แม่สาย ในการเป็น “ศูนย์เชื่อมประสานข้อมูล–นโยบาย” กับหน่วยงานส่วนกลาง จะเป็นตัวแปรว่าพื้นที่สามารถ ลดผลกระทบ และ รักษาความเชื่อมั่นทางการค้า ได้มากเพียงใด

ประเด็นมนุษยธรรม “ยาจำเป็น” ต้องไม่ติดคอข้ามสะพาน

แม้มาตรการจำกัดสินค้าจะมุ่งประเด็นเศรษฐกิจ–ความมั่นคง แต่เสียงสะท้อนจากร้านยาที่ ตองยี ชี้ให้เห็นชัดว่า มิติ มนุษยธรรม ต้องถูกจัดวางข้างหน้า หาก “ยาเร่งด่วน/เวชภัณฑ์จำเป็น” ไม่สามารถผ่านแดนได้ทันเวลา ผลกระทบต่อ ผู้ป่วยเรื้อรัง–ผู้สูงอายุ–เด็ก จะชัดเจนรวดเร็ว

นี่คือเหตุผลที่ฝ่ายไทยควรเสนอ กลไก “ทางด่วนมนุษยธรรม” (Humanitarian Fast-Track) สำหรับรายการเวชภัณฑ์จำเป็น โดยกำหนด รายการ–เอกสาร–โควตา–จุดรับมอบ ที่ตรวจสอบได้ ลดแรงจูงใจให้ ยาเถื่อน–ยาปลอม แทรกซึมเข้ามาในตลาด

สะพานที่แคบลงกำลังทดสอบ “ภูมิคุ้มกัน” เศรษฐกิจชายแดนไทย

การจำกัดการขนส่งสินค้าข้าม สะพานแม่สาย–ท่าขี้เหล็ก คือสัญญาณเตือนชัดเจนว่า ความปั่นป่วนทางการเมือง–เศรษฐกิจในเมียนมากำลัง สาดซัด มาถึงเสาหลักการค้าชายแดนของไทย หากมองเพียงมิติ “ปิด–เปิด” สะพาน เราอาจเห็นแค่ การหยุดชะงัก แต่หากมองให้ครบทั้ง “เส้นเลือดเศรษฐกิจ–ความมั่นคง–ผู้บริโภค–มนุษยธรรม” จะเห็นว่า เชียงรายมีทางเลือก ในการเปลี่ยนวิกฤตให้เป็น “บทเรียนยกระดับระบบชายแดน” ได้

กุญแจอยู่ที่ ข้อมูล–ความเร็ว–ความร่วมมือ

  • ข้อมูล: ด่าน–จังหวัด–ผู้ประกอบการต้องแชร์สัญญาณตลาดแบบใกล้จริง
  • ความเร็ว: มาตรการชั่วคราวด้านภาษี–สินเชื่อ–คิวเวชภัณฑ์ต้อง “ทันเวลา”
  • ความร่วมมือ: ประสานงานข้ามพรมแดนในระดับพื้นที่ เพื่อ เว้นช่องมนุษยธรรม แต่ปิดประตู สินค้าอันตราย–ผิดกฎหมาย

สะพานที่แคบลงวันนี้ อาจกว้างกลับไม่ช้า—ถ้าเรารู้ เลือกเปิด ในสิ่งที่สังคมต้องการ และ กล้าปิด ในสิ่งที่ทำร้ายความมั่นคงร่วมกัน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • The People’s Voice (Myanmar) — รายงานวันที่ 25–26 สิงหาคม 2568
  • ด่านศุลกากรแม่สาย / กรมศุลกากร
  • สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานตำรวจแห่งชาติ / กอ.รมน.ภาค 3 / ตม.
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News