Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

โล่งอก! ผื่นควาญช้างเชียงราย ไม่เกี่ยวสารหนู แม่น้ำกก

เชียงรายชี้แจงกรณีควาญช้างมีผื่นผิวหนัง ไม่พบพิษสารหนูจากแม่น้ำกก – ยืนยันไม่สอดคล้องอาการสัมผัสสารพิษ

จุดเริ่มต้นของความกังวลในชุมชนริมแม่น้ำกก

เชียงราย, 9 พฤษภาคม 2568จากกรณีที่มีรายงานข่าวในพื้นที่ตำบลแม่ยาว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย กรณีชายรายหนึ่งซึ่งประกอบอาชีพเป็นควาญช้าง มีอาการผื่นขึ้นตามร่างกายและรอยโรคผิวหนังผิดปกติ ส่งผลให้ชาวบ้านในบริเวณหมู่บ้านกะเหรี่ยงรวมมิตรเกิดความกังวลว่าอาจเกี่ยวข้องกับสารปนเปื้อนในแม่น้ำกก ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักที่ไหลผ่านชุมชนและใช้ประโยชน์จากแม่น้ำนี้ทั้งในชีวิตประจำวันและกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

สถานการณ์ดังกล่าวได้รับความสนใจจากทั้งหน่วยงานท้องถิ่น นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม ตลอดจนประชาชนทั่วไปที่ติดตามข่าวเรื่องสารหนูปนเปื้อนในลำน้ำกกอย่างใกล้ชิดนับตั้งแต่มีรายงานผลตรวจคุณภาพน้ำจากหลายหน่วยงานในช่วงต้นปีที่ผ่านมา

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญวินิจฉัยชัด ไม่ใช่อาการของพิษสารหนู

เพื่อความชัดเจนในทางการแพทย์ โรงพยาบาลศูนย์เชียงรายประชานุเคราะห์ โดย นพ.วิชช ธรรมปัญญา แพทย์เชี่ยวชาญด้านอายุรกรรม สาขาโรคผิวหนัง ซึ่งได้รับการยอมรับในวงการแพทย์ของจังหวัดเชียงราย ได้ร่วมวินิจฉัยอาการของผู้ป่วยรายดังกล่าว

จากการตรวจวินิจฉัยโดยละเอียด นพ.วิชช ระบุว่า:

“ลักษณะของผื่นและรอยโรคที่ตรวจพบ ไม่สอดคล้องกับอาการของพิษสารหนูทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง”
“อาการทั่วไปของผู้ที่ได้รับพิษสารหนูแบบเรื้อรัง มักปรากฏลักษณะเฉพาะ เช่น ผิวหนังคล้ำและมีจุดขาวดำคล้ายหยดน้ำบนถนนฝุ่น (rain drop on a dusty road), ผิวหนังหนาตัวบริเวณฝ่ามือฝ่าเท้า, อาการชา, ผมร่วง และแผลพุพองตามร่างกาย ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่พบในผู้ป่วยรายดังกล่าว”

ทั้งนี้ แพทย์ยังเน้นว่า การเกิดพิษสารหนูเรื้อรังมักต้องมีการสัมผัสสารหนูต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี และจะมีอาการทางระบบอื่นร่วมด้วย อาทิ ระบบประสาท ระบบหายใจ หรือระบบทางเดินอาหาร ซึ่งกรณีของควาญช้างรายนี้ไม่มีพยานแวดล้อมหรือพฤติกรรมเสี่ยงที่บ่งชี้ถึงการสัมผัสสารหนูในลักษณะนั้น

หน่วยงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงรายลงพื้นที่ตรวจสอบสิ่งแวดล้อม

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย โดยทีมสหวิชาชีพ ได้ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างสิ่งแวดล้อมจากบริเวณรอบบ้านผู้ป่วย รวมถึงแหล่งน้ำที่ใช้เพื่อการอุปโภคบริโภค และจะส่งตรวจในห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐานในส่วนกลาง เพื่อความแม่นยำของผลวิเคราะห์ โดยจะรายงานผลอย่างเป็นทางการต่อสาธารณชนทันทีที่ทราบผล

นอกจากนี้ ยังได้จัดทีมสื่อสารสุขภาพเข้าให้ความรู้แก่ประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับอาการของพิษสารหนู แนวทางการป้องกันเบื้องต้น และการใช้แหล่งน้ำอย่างปลอดภัย พร้อมเปิดช่องทางให้ประชาชนเข้ารับคำปรึกษาหรือการตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่โรงพยาบาลของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ปัญหาสารหนูในลำน้ำกก และความเสี่ยงด้านสุขภาพ

ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ปัญหาสารปนเปื้อนในแม่น้ำสายหลักของจังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะแม่น้ำกก ได้กลายเป็นประเด็นที่หน่วยงานภาครัฐและภาคประชาชนให้ความสนใจอย่างมาก หลังมีรายงานจากหน่วยงานสิ่งแวดล้อมในช่วงต้นปี 2568 ว่าพบสารหนูเกินค่ามาตรฐานบางช่วงของแม่น้ำ โดยเฉพาะช่วงปลายน้ำที่รับน้ำจากแม่น้ำสายและแม่น้ำรวก ซึ่งต้นน้ำมีต้นกำเนิดในเขตเมียนมา

จากข้อมูลของสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาค 1 (เชียงใหม่) พบว่า สารหนูในแม่น้ำกกบางจุดสูงถึง 0.036 มิลลิกรัมต่อลิตร ขณะที่ค่ามาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดไม่เกิน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร ส่งผลให้เกิดความกังวลต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ที่ใช้น้ำจากแม่น้ำสายดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านพิษวิทยาจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงให้ความเห็นว่า การได้รับพิษสารหนูจากการใช้น้ำในแม่น้ำโดยตรงยังต้องมีการพิสูจน์หลายขั้นตอน เช่น ปริมาณน้ำที่สัมผัส ระยะเวลาการสัมผัส ความเข้มข้นของสาร และลักษณะทางชีวภาพของแต่ละบุคคล ซึ่งทั้งหมดต้องอาศัยข้อมูลจากการตรวจสอบทางห้องปฏิบัติการควบคู่กับการเฝ้าระวังทางคลินิกอย่างใกล้ชิด

ข้อแนะนำต่อประชาชนจากหน่วยงานด้านสาธารณสุข

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนกกับข่าวที่ยังไม่ได้รับการยืนยันจากทางราชการ พร้อมทั้งแนะนำให้ปฏิบัติดังนี้:

  1. หลีกเลี่ยงการใช้น้ำจากแม่น้ำโดยตรงในการอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยง
  2. ใช้น้ำที่ผ่านการกรองและต้มสุกก่อนบริโภค
  3. หากพบอาการผิดปกติของผิวหนัง หรือระบบอื่น ๆ ให้รีบเข้ารับการตรวจวินิจฉัยจากสถานพยาบาลใกล้บ้าน
  4. ติดตามข่าวสารจากหน่วยงานราชการ และหลีกเลี่ยงการแชร์ข้อมูลที่ไม่ผ่านการตรวจสอบ

สถิติที่เกี่ยวข้อง ณ พฤษภาคม 2568

  • ค่ามาตรฐานสารหนูในน้ำดื่มตาม WHO: ไม่เกิน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร
  • ค่าพบสารหนูเฉลี่ยในแม่น้ำกก (จุดวิกฤต): 0.036 มิลลิกรัมต่อลิตร (สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาค 1)
  • จำนวนผู้ที่เข้ารับการตรวจโรคผิวหนังใน รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ ปี 2567: 2,984 ราย (กรมการแพทย์)
  • จำนวนผู้ใช้น้ำจากแม่น้ำกกโดยตรงในอำเภอเมืองเชียงราย: ประมาณ 4,700 ครัวเรือน (สำนักทรัพยากรน้ำภาค 10)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย
  • โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาค 1 (เชียงใหม่)
  • กรมทรัพยากรน้ำบาดาล
  • กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
  • WHO – Drinking-water Guidelines (Arsenic)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

“รังสิมันต์” ชี้เหมืองเมียนมาต้นตอ จี้รัฐบาลใช้การทูตและความมั่นคงแก้ไข

เชียงรายเร่งแก้ปัญหามลพิษแม่น้ำกก การประชุมระดับชาติเพื่อสุขภาพประชาชนและความมั่นคงลุ่มน้ำโขง

เชียงราย, 8 พฤษภาคม 2568 – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปัญหาการปนเปื้อนสารพิษในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำสาขาในจังหวัดเชียงรายได้กลายเป็นประเด็นเร่งด่วนที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนและเศรษฐกิจท้องถิ่น การประชุมคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดน ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ ณ ห้องประชุมพญาพิภักดิ์ ศาลากลางจังหวัดเชียงราย ได้สะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการหาแนวทางแก้ไขปัญหานี้อย่างเป็นระบบ โดยมีเป้าหมายเพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชน การท่องเที่ยว และความมั่นคงของลุ่มน้ำโขงในระยะยาว

วิกฤตมลพิษจากชายแดนสู่ใจกลางชุมชน

แม่น้ำกกเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงชีวิตของชาวเชียงราย ทั้งในด้านการเกษตร การประมง และการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การตรวจพบสารพิษ โดยเฉพาะโลหะหนักอย่างสารหนู ในแม่น้ำกกและแม่น้ำสาขาได้สร้างความกังวลให้กับประชาชนและหน่วยงานท้องถิ่น การสอบสวนเบื้องต้นระบุว่าต้นตอของปัญหามาจากการทำเหมืองทองที่ผิดกฎหมายในพื้นที่ฝั่งเมียนมา โดยเฉพาะในเขตรัฐฉานระหว่างเมืองยอนและเมืองสาด ซึ่งอยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มว้า ปัญหานี้ไม่เพียงกระทบต่อคุณภาพน้ำในแม่น้ำกก แต่ยังมีความเสี่ยงที่จะขยายวงไปถึงแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นแหล่งน้ำสำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การประชุมเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2568 นำโดยนายรังสิมันต์ โรม ประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดน ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ ร่วมด้วยนายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ เช่น สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เชียงใหม่ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย การประปาส่วนภูมิภาค และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย การประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นการรวบรวมข้อมูลและข้อเสนอเพื่อกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาที่ครอบคลุมทั้งมิติสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และการทูตระหว่างประเทศ

ต้นตอปัญหาและผลกระทบที่รุนแรง

นายรังสิมันต์ โรม เปิดเผยว่า สารพิษในแม่น้ำกกมีสาเหตุหลักจากการทำเหมืองทองที่ผิดกฎหมายกว่า 30 แห่งในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ซึ่งกลุ่มว้ามีบทบาทสำคัญในการควบคุมพื้นที่ดังกล่าว การใช้สารเคมีในกระบวนการสกัดทองได้ปล่อยสารพิษ เช่น สารหนูและโลหะหนักอื่นๆ ลงสู่ลำน้ำที่ไหลผ่านแม่น้ำกก ส่งผลให้เกิดการปนเปื้อนในระบบนิเวศและกระทบต่อประชาชนที่พึ่งพาแหล่งน้ำนี้ในการดำรงชีวิต

ผลกระทบจากมลพิษนี้ครอบคลุมหลายมิติ:

  • สุขภาพประชาชน: การปนเปื้อนของสารหนูในน้ำอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพในระยะยาว เช่น โรคผิวหนังและมะเร็ง ประชาชนในพื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำต่างรู้สึกไม่ปลอดภัยในการใช้น้ำเพื่อการบริโภคและการเกษตร
  • การเกษตรและประมง: เกษตรกรและชาวประมงในจังหวัดเชียงรายเผชิญกับความสูญเสีย เนื่องจากน้ำที่ปนเปื้อนส่งผลต่อผลผลิตทางการเกษตรและสัตว์น้ำ
  • การท่องเที่ยว: จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง อาจสูญเสียความน่าสนใจหากปัญหามลพิษในแม่น้ำกกไม่ได้รับการแก้ไข
  • ความมั่นคงของชาติ: การปนเปื้อนข้ามพรมแดนไม่เพียงเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของลุ่มน้ำโขง ซึ่งประเทศไทยมีส่วนได้ส่วนเสียอย่างมาก

ในที่ประชุม นายรังสิมันต์เน้นย้ำว่า การแก้ไขปัญหานี้ต้องอาศัยความร่วมมือทั้งในระดับท้องถิ่นและระหว่างประเทศ การเจรจากับทางการเมียนมาและกลุ่มว้ายังไม่ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากทั้งสองฝ่ายผลักภาระความรับผิดชอบต่อกัน เขาเสนอว่ารัฐบาลไทยควรใช้ความสัมพันธ์ทางการทูต โดยเฉพาะกับประเทศจีน ซึ่งมีอิทธิพลต่อกลุ่มว้าในด้านการค้าและการลงทุน เพื่อกดดันให้มีการควบคุมการทำเหมืองที่ผิดกฎหมาย

มาตรการรับมือและแนวทางแก้ไข

จังหวัดเชียงรายได้ดำเนินมาตรการเร่งด่วนเพื่อลดผลกระทบจากมลพิษในแม่น้ำกกและแม่น้ำสาขา ดังนี้:

  1. การตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษ หน่วยงานท้องถิ่นได้ตรวจสอบการปล่อยน้ำเสียจากภาคอุตสาหกรรม ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ และชุมชนเมือง เพื่อควบคุมแหล่งมลพิษภายในประเทศ
  2. การประชาสัมพันธ์เพื่อลดความตื่นตระหนก การประปาส่วนภูมิภาคและประปาหมู่บ้านยืนยันว่าน้ำประปามีความปลอดภัยสำหรับการบริโภค พร้อมแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับระดับความเป็นพิษของสารหนูในน้ำ
  3. การเพิ่มความถี่ในการตรวจน้ำ สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เชียงใหม่จะตรวจคุณภาพน้ำในแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย 2 ครั้งต่อเดือน เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
  4. การจัดตั้งคณะกรรมการลุ่มน้ำ คณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาในระดับลุ่มน้ำโขงเหนือจะประสานงานระหว่างหน่วยงานเพื่อกำหนดแนวทางแก้ไขในระยะยาว
  5. การศึกษาโครงสร้างฝายดักตะกอน มีการเสนอแนวคิดในการสร้างฝายดักตะกอนในแม่น้ำกก โดยแบ่งเป็นฝายชั่วคราว ฝายกึ่งถาวร และฝายถาวร เพื่อลดการสะสมของสารพิษและสนับสนุนการใช้น้ำในภาคการเกษตร

นายรังสิมันต์เสนอให้รัฐบาลตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจที่มีตัวแทนจากทุกภาคส่วน รวมถึงหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม ความมั่นคง และการทูต เพื่อกำหนดกลยุทธ์ที่ครอบคลุมทั้งการเจรจาระหว่างประเทศและการจัดการภายในประเทศ เขายังเรียกร้องให้มีการใช้แนวทางเชิงกลยุทธ์ เช่น การร่วมมือกับภาคเอกชนที่มีผลประโยชน์ในภูมิภาค เพื่อกดดันกลุ่มว้าให้ยุติการทำเหมืองที่ผิดกฎหมาย

โอกาสและความท้าทายในการแก้ไขวิกฤต

ปัญหาการปนเปื้อนสารพิษในแม่น้ำกกสะท้อนถึงความซับซ้อนของปัญหาข้ามพรมแดน ซึ่งต้องการความร่วมมือในหลายระดับ การที่ต้นตอของปัญหาอยู่ในเมียนมา ซึ่งมีข้อจำกัดด้านการควบคุมอำนาจในพื้นที่รัฐฉาน ทำให้การเจรจาโดยตรงกับทางการเมียนมาไม่เพียงพอ การใช้ความสัมพันธ์กับจีน ซึ่งมีอิทธิพลในภูมิภาค อาจเป็นทางออกที่เป็นไปได้ แต่ต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวังเพื่อไม่ให้กระทบต่อความสัมพันธ์ทวิภาคี

ในระดับท้องถิ่น มาตรการที่จังหวัดเชียงรายดำเนินการ เช่น การตรวจสอบคุณภาพน้ำและการประชาสัมพันธ์ เป็นก้าวแรกที่สำคัญในการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาในระยะยาวต้องอาศัยการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ฝายดักตะกอน และระบบบำบัดน้ำ ซึ่งอาจต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมาก การระดมทุนจากรัฐบาลกลางหรือความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศ เช่น โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) หรือธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) อาจช่วยลดภาระงบประมาณของจังหวัด

โอกาสสำคัญในการแก้ไขปัญหานี้คือการยกระดับความตระหนักรู้ในระดับภูมิภาคเกี่ยวกับความสำคัญของลุ่มน้ำโขง การที่ปัญหานี้มีศักยภาพที่จะกระทบต่อแม่น้ำโขงอาจกระตุ้นให้ประเทศสมาชิกในคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) เช่น ลาว กัมพูชา และเวียดนาม เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา การสร้างความร่วมมือในระดับภูมิภาคจะช่วยเพิ่มน้ำหนักในการกดดันให้มีการควบคุมการทำเหมืองในเมียนมา

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่สำคัญคือการขาดความชัดเจนในการเจรจากับกลุ่มว้า ซึ่งมีอำนาจควบคุมพื้นที่รัฐฉานอย่างไม่เป็นทางการ การที่กลุ่มว้ามีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาอื่นๆ เช่น ยาเสพติดและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ทำให้การเจรจาต้องครอบคลุมประเด็นที่หลากหลาย การจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการทูตและความมั่นคงจะช่วยให้การเจรจามีประสิทธิภาพมากขึ้น

สถิติที่เกี่ยวข้อง

เพื่อให้เห็นภาพรวมของปัญหาการปนเปื้อนสารพิษในแม่น้ำกกและบริบทที่เกี่ยวข้อง ต่อไปนี้คือสถิติที่สำคัญ:

  • จำนวนเหมืองทองที่ผิดกฎหมายในรัฐฉาน: มากกว่า 30 แห่ง
    ที่มา: รายงานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ, 2568
  • ความยาวของแม่น้ำกก: ประมาณ 130 กิโลเมตร
    ที่มา: สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ, 2567
  • ประชากรที่พึ่งพาแม่น้ำกกในจังหวัดเชียงราย: ประมาณ 200,000 คน
    ที่มา: สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง, 2567
  • จำนวนนักท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงราย (2566): 2.5 ล้านคน (ในประเทศ 2.2 ล้านคน, ต่างประเทศ 0.3 ล้านคน)
    ที่มา: การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, สำนักงานเชียงราย, 2567
  • ปริมาณสารหนูที่ตรวจพบในแม่น้ำกก (2567): สูงกว่ามาตรฐานน้ำดื่มขององค์การอนามัยโลก (WHO) ในบางพื้นที่
    ที่มา: สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เชียงใหม่, 2567
  • พื้นที่เกษตรกรรมในลุ่มน้ำกก: ประมาณ 150,000 ไร่
    ที่มา: สำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงราย, 2567

สถิติเหล่านี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของแม่น้ำกกในฐานะทรัพยากรหลักของจังหวัดเชียงราย และความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนสารพิษอย่างเร่งด่วน การประชุมครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือที่อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในระดับภูมิภาค เพื่อปกป้องทั้งสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • รายงานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ, 2568
  • สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ, 2567
  • สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง, 2567
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, สำนักงานเชียงราย, 2567
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เชียงใหม่, 2567
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
TOP STORIES

รัฐบาลสั่งทุกหน่วยงาน บูรณาการ แก้ปัญหาสารพิษ วิกฤตแม่น้ำกก

วิกฤตสารหนูในแม่น้ำกก กระทบประชาชนสองจังหวัด รัฐเร่งบูรณาการแก้ไข

พบสารปนเปื้อนในแม่น้ำกกเกินมาตรฐาน

ประเทศไทย, 8 พฤษภาคม 2568 – สถานการณ์แม่น้ำกกกลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง หลังกรมควบคุมมลพิษรายงานผลตรวจสอบพบสารหนูปนเปื้อนในลำน้ำเกินค่ามาตรฐาน โดยเฉพาะช่วงที่ไหลผ่านพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และเชียงรายตั้งแต่เดือนมีนาคม 2568 ส่งผลให้เกิดความวิตกกังวลในระดับชุมชนถึงความปลอดภัยด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน

รัฐมนตรี ทส. ชี้ต้องเร่งแก้ปัญหาอย่างมีส่วนร่วม

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แถลงว่า ปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบในหลายมิติ ทั้งต่อทรัพยากรน้ำ ระบบนิเวศ เศรษฐกิจชุมชน และสุขภาพประชาชน ซึ่งการดำเนินการจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงานภาครัฐ และองค์กรในระดับนานาชาติ

ตั้งคณะอนุกรรมการระดับชาติขับเคลื่อนการแก้ไข

เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีระบบ ที่ประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2568 มีมติแต่งตั้ง “คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดิน” โดยมีนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงที่เกี่ยวข้องร่วมเป็นรองประธาน พร้อมหน่วยงานอีก 29 แห่งในฐานะคณะทำงาน

ใช้กลไกการทูตและเทคโนโลยีทันสมัยร่วมแก้ปัญหา

รัฐบาลไทยเดินหน้าใช้กลไกความร่วมมือทางการทูตและการทหาร เจรจากับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษจากภายนอก โดยเฉพาะในพื้นที่ต้นน้ำที่อาจมีการทำเหมืองแร่โดยไม่ได้มาตรฐาน รวมถึงมอบหมายให้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นำเทคโนโลยีดาวเทียมและระบบภูมิสารสนเทศมาช่วยตรวจสอบแหล่งที่มาของการปนเปื้อน

ผลการตรวจน้ำ-สัตว์น้ำ และร่างกายมนุษย์

แม้จะพบสารปนเปื้อนในแม่น้ำกก แต่การประปาส่วนภูมิภาคและกรมอนามัยได้ตรวจสอบน้ำประปาแล้วพบว่ายังอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย นอกจากนี้ กรมประมงได้สุ่มตรวจสัตว์น้ำในพื้นที่และไม่พบการสะสมของสารพิษ เช่นเดียวกับตัวอย่างปัสสาวะของประชาชนในพื้นที่ก็ไม่พบสารหนูตกค้างในร่างกาย

มาตรการเฉพาะหน้าและแผนระยะยาว

ในระยะเร่งด่วน กระทรวงมหาดไทยได้จัดหาน้ำสะอาดเพื่ออุปโภคบริโภคชั่วคราวให้แก่ประชาชนในพื้นที่เสี่ยง พร้อมกันนี้ กรมควบคุมมลพิษได้เพิ่มความถี่ในการตรวจวัดคุณภาพน้ำเป็นเดือนละ 2 ครั้ง ส่วนกรมทรัพยากรน้ำได้ควบคุมการเปิด-ปิดประตูระบายน้ำ และเตรียมความพร้อมเครื่องจักรป้องกันน้ำเสียไหลเข้าสู่ลำน้ำสาขา

ในระยะยาว จะมีการกำหนดมาตรการควบคุมและป้องกันปัญหาซ้ำซาก พร้อมจัดทำแผนฟื้นฟูระบบนิเวศของแม่น้ำกกและแหล่งน้ำที่ได้รับผลกระทบ

ประชาชนต้องไม่ตื่นตระหนก พร้อมรับข้อมูลจากรัฐ

หน่วยงานต่าง ๆ ได้รับมอบหมายให้เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารอย่างโปร่งใส และสร้างความเข้าใจให้ประชาชนในพื้นที่ไม่ตื่นตระหนก โดยเฉพาะผ่านช่องทางสื่อสารชุมชนและเครือข่ายอาสาสมัครในระดับตำบล

ภาพถ่ายดาวเทียมและการข่าวสนับสนุนสืบหาต้นตอ

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ได้ร่วมมือกับกรมกิจการชายแดนทหาร ในการนำภาพถ่ายจากดาวเทียมและข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม มาประกอบการวิเคราะห์ต้นเหตุของการปนเปื้อน ซึ่งคาดว่าอยู่ในเขตพื้นที่ควบคุมของว้าเหนือ ประเทศเมียนมา ซึ่งมีการทำเหมืองแร่ในระดับอุตสาหกรรมโดยไม่ผ่านการตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อม

บทสรุปและแนวโน้มในอนาคต

สถานการณ์สารพิษในแม่น้ำกกเป็นสัญญาณเตือนด้านสิ่งแวดล้อมที่รุนแรง ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ ความชัดเจนของข้อมูล และการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่ซึ่งเป็นผู้รับผลกระทบโดยตรง

สถิติและข้อมูลอ้างอิง

  • ผลการตรวจน้ำประปาในเขตเชียงใหม่และเชียงราย (กรมอนามัย, เมษายน 2568): ไม่พบการปนเปื้อนสารหนู
  • รายงานคุณภาพสัตว์น้ำจากกรมประมง (2568): ไม่มีการสะสมสารหนูในสัตว์น้ำตัวอย่าง
  • ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษ: พบสารหนูเกินมาตรฐานเฉพาะในแม่น้ำกกช่วงต้นเดือนเมษายน 2568
  • รายงานจาก GISTDA: แหล่งที่มาสารหนูอาจมาจากการทำเหมืองในเขตชายแดนไทย-เมียนมา
  • สำนักงานสถิติแห่งชาติ (2566): ประชากรที่ใช้น้ำจากแม่น้ำกกโดยตรงในเชียงรายและเชียงใหม่รวมกันกว่า 1.3 ล้านคน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • กรมควบคุมมลพิษ
  • กรมอนามัย
  • กรมประมง
  • GISTDA
  • สำนักงานสถิติแห่งชาติ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

สารหนูทะลักแม่น้ำกก “โรม” จี้รัฐบาลแก้เหมืองทองว้า

วิกฤตแม่น้ำกก สารพิษจากเหมืองทองคำฝั่งเมียนมาคุกคามความมั่นคงและสุขภาพคนไทย

สถานการณ์คุณภาพน้ำกกและแม่น้ำสายพบสารหนูเกินมาตรฐานหลายเท่า

สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยผลตรวจคุณภาพน้ำแม่น้ำกกและแม่น้ำฝาง ซึ่งเก็บตัวอย่างเมื่อวันที่ 21-24 เมษายน 2568 ครอบคลุม 15 จุดในเชียงรายและเชียงใหม่ โดยพบว่าน้ำมีความขุ่นผิดปกติและตรวจพบ “สารหนู” (Arsenic) เกินค่ามาตรฐานในหลายจุดอย่างน่าตกใจ

ตัวอย่างเช่นที่สะพานเฉลิมพระเกียรติ 1 อำเภอเมืองเชียงราย พบค่าสารหนู 0.012 mg/L และสูงสุดที่บ้านจะเด้อ ตำบลดอยฮาง ที่ระดับ 0.019 mg/L ซึ่งมากกว่าค่ามาตรฐาน 0.01 mg/L ถึงเกือบสองเท่า ขณะที่ในเขตอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ มีจุดหนึ่งที่มีค่าถึง 0.037 mg/L

ร่วมลงพื้นที่ ย้ำภัยเงียบที่ต้องเร่งจัดการ

พระอาจารย์มหานิคม มหาภินิกฺขมโน ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดท่าตอน ให้สัมภาษณ์ว่า การปนเปื้อนของโลหะหนักในลำน้ำกกมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะในช่วงหน้าแล้งที่ปริมาณน้ำน้อยลง สารพิษจึงเข้มข้นขึ้น ซึ่งกระทบทั้งการเกษตรและอาหารประจำวันของประชาชน โดยขอให้รัฐตรวจสอบสัตว์น้ำและพืชผลที่ใช้น้ำจากแม่น้ำกกอย่างเร่งด่วน

ในวันเดียวกัน รังสิมันต์ โรม ประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ ได้เดินทางลงพื้นที่แม่อายและเชียงราย เพื่อติดตามปัญหาดังกล่าว พร้อมระบุว่าสารหนูและตะกั่วมีค่าที่น่าเป็นห่วงและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ต้นตอปัญหาเหมืองทองผิดกฎหมายในเขตอิทธิพลของกลุ่มว้าในเมียนมา

ข้อมูลจากการตรวจสอบพบว่าแหล่งต้นน้ำของแม่น้ำกกและสาย ไหลมาจากพื้นที่เขตอิทธิพลของกลุ่มว้า (UWSA) ในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ซึ่งมีเหมืองทองคำผิดกฎหมายกว่า 30 แห่ง ปล่อยตะกอนสารพิษลงแม่น้ำโดยไม่มีมาตรการควบคุม ส่งผลให้ประเทศไทยซึ่งอยู่ปลายน้ำรับผลกระทบเต็ม ๆ

นายโรมกล่าวว่า ปัญหานี้ไม่เพียงกระทบต่อคุณภาพน้ำ แต่ยังลุกลามไปถึงเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและสุขภาพประชาชน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

หน่วยงานรัฐยืนยันไม่มีการทำเหมืองในเขตประเทศไทย

นางสลีลญา คำภาแก้ว นายอำเภอแม่อาย ชี้แจงว่า การตรวจสอบในพื้นที่แม่อายไม่พบกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับโลหะหนัก พร้อมเน้นย้ำว่าอำเภอแม่อายไม่ได้เป็นต้นเหตุของปัญหา การแก้ไขต้องทำในระดับประเทศ โดยปัจจุบันมีการแจกจ่ายน้ำดื่มสะอาดให้ชาวบ้านฟรีและเร่งตรวจสอบปลาและดินตะกอนเพิ่มเติม

ข้อเรียกร้องเร่งใช้การทูตและความร่วมมือระหว่างประเทศ

นายรังสิมันต์ โรม กล่าวอย่างหนักแน่นว่า แม้สถานการณ์ในเมียนมาจะซับซ้อนจากสงครามกลางเมือง แต่รัฐบาลไทยต้องแสดงความชัดเจน ใช้ช่องทางการทูต รวมถึงประเทศที่มีสัมพันธ์ดีกับกลุ่มว้า เพื่อกดดันให้ยุติกิจกรรมเหมืองทองที่เป็นต้นเหตุของปัญหา

“ถ้าไม่แก้วันนี้ ปัญหาจะลุกลามต่อเนื่อง คนไทยจะไม่ได้อยู่ในประเทศไทยอย่างปลอดภัย” นายโรมกล่าว

เหมืองทองฝั่งเมียนมาปล่อยตะกอนลงแม่น้ำกก

ผู้สื่อข่าวยังได้รับคลิปวิดีโอจากชาวบ้าน ซึ่งเผยให้เห็นภาพการระบายตะกอนจากเหมืองทองในเขตรัฐฉานลงสู่แม่น้ำกกอย่างชัดเจน ยืนยันถึงการดำเนินกิจกรรมผิดกฎหมายของเหมืองดังกล่าวที่ยังดำเนินอยู่

กมธ.มั่นคงฯ นัดถกแนวทางร่วมกับส่วนราชการในเชียงราย

วันที่ 8 พฤษภาคม 2568 คณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ มีกำหนดประชุมร่วมกับหน่วยงานราชการจังหวัดเชียงราย เพื่อสรุปสถานการณ์และหาแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน เน้นการบูรณาการระหว่างหน่วยงานสิ่งแวดล้อม ความมั่นคง สาธารณสุข และการต่างประเทศ

วิกฤตนี้ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คือความมั่นคงระดับชาติ

กรณีสารหนูและตะกั่วในแม่น้ำกก ไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพหรือสิ่งแวดล้อม แต่สะท้อนถึงปัญหาโครงสร้างความมั่นคงระหว่างประเทศ รัฐบาลต้องใช้ทั้งกลยุทธ์ระหว่างประเทศและการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อแก้ปัญหานี้

หากยังปล่อยให้กลุ่มอิทธิพลดำเนินกิจกรรมผิดกฎหมายข้ามพรมแดนต่อไปโดยไม่มีการควบคุม สถานการณ์จะยิ่งซับซ้อนและรุนแรงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สถิติและข้อมูลอ้างอิงที่เกี่ยวข้อง

  • ค่าสารหนูในแม่น้ำกกสูงสุด: 0.037 mg/L (มาตรฐานไม่เกิน 0.01 mg/L)
  • ค่าสารตะกั่วในแม่น้ำกก: 0.076 mg/L (มาตรฐานไม่เกิน 0.05 mg/L)
  • เหมืองทองผิดกฎหมายในรัฐฉาน: กว่า 30 แห่ง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • กรมควบคุมมลพิษ
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาค 1
  • สส.ปั๋น – ชิตวัน ชินอนุวัฒน์
  • พรรคประชาชน
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

มท.4 ลุยแม่สาย ตามปม สารหนู-ตะกั่ว เร่งสร้างพนังกั้นน้ำ

เชียงรายเผชิญวิกฤตมลพิษข้ามพรมแดน สารหนู-ตะกั่วปนเปื้อนแม่น้ำสาย กระทบประชาชนกว่าแสนคน

เชียงราย, 6 พฤษภาคม 2568 — จังหวัดเชียงรายกำลังเผชิญกับวิกฤตมลพิษข้ามพรมแดนอย่างรุนแรง หลังจากการตรวจพบสารหนูและสารตะกั่วปนเปื้อนในแม่น้ำสาย ซึ่งเป็นแหล่งน้ำสำคัญของพื้นที่ โดยมีการตรวจพบสารหนูในระดับสูงสุดถึง 0.19 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งเกินค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ที่ 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตรถึง 19 เท่า

การลงพื้นที่ของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2568 เวลา 16.30 น. นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงพื้นที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เพื่อตรวจติดตามสถานการณ์การปนเปื้อนสารหนูและสารตะกั่วในแม่น้ำสาย รวมถึงการตรวจสอบการสร้างพนังกั้นน้ำริมแม่น้ำสาย โดยมีนายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมให้ข้อมูล

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยได้ตรวจติดตามราชการสำคัญตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย ณ อาคารศูนย์บริการประชาชนแบบเบ็ดเสร็จ (OSS) ที่ว่าการอำเภอแม่สาย จากนั้นได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์การปนเปื้อนสารหนูและสารตะกั่วในแม่น้ำสาย บริเวณสะพานมิตรภาพแห่งที่ 1 และตรวจเยี่ยมให้กำลังใจผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ตลาดสายลมจอย รวมถึงตรวจสอบการสร้างพนังกั้นน้ำริมแม่น้ำสาย เพื่อป้องกันน้ำหลากในฤดูฝนที่จะถึงนี้

ผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม

การปนเปื้อนของสารหนูและสารตะกั่วในแม่น้ำสายส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในด้านสุขภาพและเศรษฐกิจ ชาวบ้านในพื้นที่ริมแม่น้ำสายต้องเผชิญกับปัญหาผื่นคันและอาการผิดปกติทางผิวหนังหลังจากสัมผัสน้ำที่ปนเปื้อน นอกจากนี้ ร้านอาหารและธุรกิจที่พึ่งพาแม่น้ำสายต้องเผชิญกับยอดขายที่ลดลงอย่างมาก เนื่องจากความกังวลของประชาชนเกี่ยวกับความปลอดภัยของอาหารและน้ำ

ต้นเหตุของการปนเปื้อน

จากการสืบสวนพบว่า ต้นเหตุของการปนเปื้อนสารหนูและสารตะกั่วในแม่น้ำสายมาจากกิจกรรมการทำเหมืองแร่ทองคำในพื้นที่ต้นน้ำของประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ซึ่งมีการทำเหมืองแร่โดยนักลงทุนชาวจีนที่ไม่มีระบบการจัดการน้ำเสียอย่างเหมาะสม ทำให้สารพิษจากการสกัดแร่ไหลลงสู่แม่น้ำสายและแม่น้ำกก

มาตรการของภาครัฐ

เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว หน่วยงานภาครัฐได้ดำเนินการตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง และแจ้งเตือนประชาชนให้งดใช้น้ำจากแม่น้ำสายโดยตรง รวมถึงการเร่งสร้างพนังกั้นน้ำริมแม่น้ำสายเพื่อป้องกันน้ำหลากในฤดูฝนที่จะถึงนี้

ข้อเสนอแนะและแนวทางแก้ไข

นักวิชาการและภาคประชาชนได้เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาในระยะยาว โดยเน้นการเจรจากับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อควบคุมกิจกรรมการทำเหมืองแร่ที่เป็นต้นเหตุของการปนเปื้อน รวมถึงการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างประเทศเพื่อเฝ้าระวังและควบคุมคุณภาพน้ำในแม่น้ำสายและแม่น้ำกก

สถิติที่เกี่ยวข้อง

  • พบสารหนูในแม่น้ำสายสูงสุดถึง 0.19 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งเกินค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ที่ 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตรถึง 19 เท่า
  • ประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการปนเปื้อนสารหนูและสารตะกั่วในแม่น้ำสายมีจำนวนมากกว่า 120,000 คน
  • มีการตรวจพบสารหนูและสารตะกั่วในแม่น้ำสายและแม่น้ำกกในหลายจุด โดยเฉพาะในบริเวณที่มีการทำเหมืองแร่ทองคำในประเทศเพื่อนบ้าน

บทสรุป

สถานการณ์การปนเปื้อนสารหนูและสารตะกั่วในแม่น้ำสายและแม่น้ำกกในจังหวัดเชียงรายเป็นปัญหาที่ต้องการการแก้ไขอย่างเร่งด่วนและเป็นระบบ โดยต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศและการดำเนินมาตรการที่เข้มงวดเพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

เริ่มวิกฤต หลัง ‘น้ำกก’ ปนเปื้อน พบชาวบ้านแสบตา ปลาผิดปกติ

เชียงรายเผชิญวิกฤตมลพิษสารหนูในแม่น้ำสาขาโขง เรียกร้องรัฐบาลเร่งเจรจาระหว่างประเทศแก้ปัญหาเหมืองต้นน้ำ

เชียงราย, 6 พฤษภาคม 2568 –  เพจ สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต รายงานว่า จังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่กำลังเผชิญกับวิกฤตมลพิษข้ามพรมแดนอันเนื่องจากการปนเปื้อนของสารหนู (Arsenic) ในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำรวก ซึ่งเป็นแม่น้ำสาขาสำคัญของแม่น้ำโขง ผลการตรวจสอบโดยหน่วยงานในพื้นที่และนักวิชาการยืนยันว่าสารหนูมีระดับเกินค่ามาตรฐานในหลายจุด โดยสาเหตุหลักเชื่อว่ามาจากกิจกรรมเหมืองแร่ในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ซึ่งเป็นต้นน้ำของแม่น้ำเหล่านี้ วิกฤตดังกล่าวส่งผลกระทบรุนแรงต่อน้ำอุปโภคบริโภค การประมง และการเกษตรของชุมชนในพื้นที่ สร้างความหวาดกลัวและความไม่มั่นใจในความปลอดภัยของแหล่งน้ำ

สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิตและเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำกก อิง โขง ได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลไทยเร่งดำเนินการเจรจา 4 ฝ่าย (ไทย เมียนมา กลุ่มชาติพันธุ์ที่ควบคุมพื้นที่เหมือง และจีน) เพื่อแก้ไขปัญหาที่ต้นตอ พร้อมนำเสนอข้อเรียกร้อง 7 ข้อเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2568 เพื่อจัดการมลพิษอย่างเป็นระบบ อย่างไรก็ตาม ความคืบหน้าในการเจรจาระหว่างประเทศยังคงเป็นศูนย์ ส่งผลให้ชุมชนท้องถิ่นต้องเผชิญกับผลกระทบที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ความผิดปกติของแหล่งน้ำในลุ่มน้ำกก

แม่น้ำกกเป็นหนึ่งในแม่น้ำสาขาที่สำคัญของแม่น้ำโขง มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาสูงในรัฐฉาน ภาคตะวันออกของเมียนมา ด้วยความยาวรวมประมาณ 285 กิโลเมตร แม่น้ำสายนี้ไหลเข้าสู่ประเทศไทยที่บ้านท่าตอน ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ และไหลผ่านอำเภอเมือง เวียงชัย ดอยหลวง แม่จัน และเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ก่อนบรรจบกับแม่น้ำโขงที่บ้านสบกก ตำบลบ้านแซว อำเภอเชียงแสน รวมความยาวในประเทศไทยประมาณ 145 กิโลเมตร แม่น้ำสายและแม่น้ำรวก ซึ่งมีต้นน้ำในพื้นที่เดียวกัน ก็เป็นแหล่งน้ำสำคัญที่ชุมชนในอำเภอแม่สายและเชียงแสนพึ่งพา

ลุ่มน้ำกกมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง โดยสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิตบันทึกว่ามีพันธุ์ปลา 71 ชนิด รวมถึงปลาท้องถิ่น 64 ชนิดและปลาต่างถิ่น 7 ชนิด ปลาที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ เช่น ปลากดคัง ปลาแข้ ปลาคางเบือน และปลาดังแดง เป็นแหล่งรายได้สำคัญของชุมชน นอกจากนี้ ยังพบปลาที่อยู่ในบัญชีแดงของ IUCN เช่น ปลากระเบนลาวและปลายี่สกไทย รวมถึงนากใหญ่ธรรมดาที่อาศัยอยู่ชุกชุมริมฝั่งแม่น้ำกก ลุ่มน้ำกกยังประกอบด้วยลำห้วยสาขา 24 แห่ง และมีลักษณะทางกายภาพที่หลากหลาย เช่น เกาะดอน แก่งหิน หาดทราย และหนองน้ำ

ตั้งแต่ต้นปี 2567 ชาวบ้านในพื้นที่เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติของน้ำในแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย โดยน้ำมีลักษณะขุ่นขาวและเปลี่ยนสีผิดปกติ แม้ในช่วงหน้าแล้งที่น้ำควรใส การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) สาขาเชียงรายรายงานว่าน้ำดิบจากแม่น้ำสายมีความขุ่นสูงถึง 3,000-4,000 NTU ในปี 2567 และพุ่งสูงถึง 7,000 NTU ในบางช่วงของปี 2568 ความผิดปกติเหล่านี้เริ่มสร้างความกังวลในหมู่ชุมชน โดยเฉพาะเมื่อน้ำที่เก็บในขวดยังคงขุ่นขาวและตกตะกอนช้า แม้วางทิ้งไว้นานถึงหนึ่งสัปดาห์

สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงเมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่จากอิทธิพลของพายุยางิเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2567 ดินโคลนสีผิดปกติถล่มลงมาท่วมพื้นที่อำเภอแม่สายและท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา การตรวจสอบตะกอนดินโดยกรมทรัพยากรธรณีพบสารหนูในระดับที่น่ากังวล ส่งผลให้หน่วยงานในพื้นที่และภาคประชาชนเริ่มตื่นตัวและเรียกร้องให้มีการตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างละเอียด

การปนเปื้อนสารหนูและผลกระทบต่อชุมชน

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2568 สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (คพ.1) เชียงใหม่ ร่วมกับสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำผิวดินและตะกอนดินในแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย ผลการตรวจสอบยืนยันว่าแม่น้ำกกอยู่ในสภาพพอใช้ถึงเสื่อมโทรม และมีการปนเปื้อนสารหนูเกินค่ามาตรฐาน (0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร) โดยจุดที่น่ากังวลที่สุดคือบริเวณสามเหลี่ยมทองคำ อำเภอเชียงแสน ซึ่งพบสารหนูสูงถึง 0.19 มิลลิกรัมต่อลิตร หรือเกินมาตรฐาน 19 เท่า ตะกอนดินในแม่น้ำกกก็พบสารหนูเกินค่ามาตรฐานเช่นกัน แต่ยังไม่ถึงระดับที่เป็นอันตรายต่อสัตว์หน้าดินอย่างรุนแรง

ผลกระทบจากการปนเปื้อนสารหนูส่งผลต่อชุมชนในหลายมิติ:

  1. น้ำอุปโภคบริโภค เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2568 มูลนิธิสยามเชียงราย จุดริมกก ได้รับแจ้งจากชาวบ้านในตำบลริมกก อำเภอเมืองเชียงราย ว่ามีอาการปวดแสบและตาบวมหลังลงงมหาของในคลองที่ผันน้ำจากแม่น้ำกก เหตุการณ์นี้ทำให้สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายออกประกาศเตือนให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำจากแม่น้ำกกและแม่น้ำสายโดยตรง และแนะนำให้ล้างร่างกายด้วยน้ำสะอาดหากจำเป็นต้องสัมผัสน้ำ
  2. การประมง ชาวประมงในพื้นที่ เช่น ที่บ้านสบคำ ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน และใต้ฝายป่ายางมน ตำบลริมกก อำเภอเมือง รายงานว่าปลาที่จับได้มีลักษณะผิดปกติ เช่น มีผื่นหรือสีผิวผิดปกติ สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิตได้ส่งตัวอย่างปลา 5 ตัวที่จับได้ระหว่างวันที่ 28 เมษายน ถึง 4 พฤษภาคม 2568 ไปตรวจหาสารปนเปื้อนที่สำนักงานประมงจังหวัดเชียงราย โดยผลคาดว่าจะทราบภายใน 3 สัปดาห์ ชาวบ้านหลายคนไม่กล้าบริโภคหรือจำหน่ายปลา ส่งผลให้รายได้จากการประมงลดลงอย่างมาก
  3. การเกษตร ดินโคลนจากการน้ำท่วมเมื่อปี 2567 ทำให้พืชผลทางการเกษตรในพื้นที่ริมแม่น้ำกกและแม่น้ำสายไม่เจริญเติบโต ชาวบ้านในชุมชนชาติพันธุ์ เช่น ไทใหญ่และลาหู่ รายงานว่าดินโคลนมีลักษณะเหนียวแน่นและแห้งแข็ง ซึ่งแตกต่างจากดินร่วนที่เคยอุดมสมบูรณ์หลังน้ำท่วมในอดีต
  4. สุขภาพประชาชน การสัมผัสน้ำที่ปนเปื้อนสารหนูอาจก่อให้เกิดอาการระคายเคืองผิวหนังและดวงตาในระยะสั้น และอาจนำไปสู่โรคมะเร็งหรือโรคผิวหนังในระยะยาวหากมีการสะสมในร่างกาย กลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กและผู้สูงอายุ มีความเปราะบางต่อผลกระทบเหล่านี้มากที่สุด

นายสมเกียรติ เขื่อนเชียงสา นายกสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต กล่าวว่า “แม่น้ำกกเคยเป็นแหล่งชีวิตของชุมชน แต่ตอนนี้กำลังกลายเป็นแหล่งภัยคุกคาม การปนเปื้อนสารหนูไม่เพียงกระทบต่อน้ำและปลา แต่ยังคุกคามวิถีชีวิตของชุมชนชาติพันธุ์ที่พึ่งพาแม่น้ำมาแต่โบราณ รัฐบาลต้องเร่งเจรจา 4 ฝ่ายเพื่อหยุดการปล่อยสารพิษจากเหมืองในรัฐฉาน”

มาตรการรับมือและแนวทางในอนาคต

เพื่อรับมือกับวิกฤต หน่วยงานและภาคประชาชนได้ดำเนินการในหลายด้าน ดังนี้:

  1. การตรวจสอบคุณภาพน้ำและปลา: คพ.1 และสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงรายกำลังเก็บตัวอย่างน้ำและตะกอนดินในแม่น้ำกกและแม่น้ำสายเพื่อวิเคราะห์สารโลหะหนักอย่างละเอียด สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิตได้ส่งตัวอย่างปลา 5 ตัวไปตรวจหาสารปนเปื้อน โดยผลการตรวจจะเป็นข้อมูลสำคัญในการกำหนดแนวทางการบริโภคและการจัดการมลพิษ
  2. การแจ้งเตือนประชาชน: สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายออกประกาศเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2568 แนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำจากแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย และล้างร่างกายด้วยน้ำสะอาดหากจำเป็นต้องสัมผัสน้ำ ผู้ที่มีอาการผิดปกติ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน หรืออาการทางประสาท ควรพบแพทย์ทันที การประปาส่วนภูมิภาคสาขาเชียงรายยืนยันว่าน้ำประปาที่ผลิตได้มาตรฐานขององค์การอนามัยโลก และมีการตรวจสอบอย่างใกล้ชิด
  3. ข้อเสนอจากภาคประชาชน สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิตและเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำกก อิง โขง เสนอแผนรับมือ 3 ระยะ:
    • ระยะเร่งด่วน: ตรวจสอบสารปนเปื้อนในน้ำ ปลา และสัตว์น้ำในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำมะ
    • ระยะกลาง: ขยายการตรวจสอบไปยังแม่น้ำโขงและลำห้วยสาขา 28 แห่งในลุ่มน้ำกก ตั้งแต่อำเภอท่าตอน จังหวัดเชียงใหม่ ถึงปากแม่น้ำกก
    • ระยะยาว: ตรวจสอบแม่น้ำคำ แม่น้ำอิง และแม่น้ำงาว ในระยะ 10 กิโลเมตรจากปากแม่น้ำ เพื่อสร้างฐานข้อมูลสำหรับการจัดการมลพิษ
  4. ข้อเรียกร้อง 7 ข้อ เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2568 ภาคประชาชนเสนอให้รัฐบาลดำเนินการดังนี้:
    • แต่งตั้งคณะทำงานแก้ไขมลพิษข้ามพรมแดน โดยมีตัวแทนจากหน่วยงานรัฐ ภาคประชาชน และนักวิชาการ
    • จัดตั้งศูนย์ตรวจสอบคุณภาพน้ำในเชียงรายและเชียงใหม่ภายใน 30 วัน
    • เปิดเผยและซักซ้อมมาตรการรับมืออุทกภัยในลุ่มน้ำกกและแม่น้ำสาย
    • สร้างความร่วมมือกับเมียนมาและกลุ่มกองกำลังว้าเพื่อเก็บตัวอย่างน้ำในพื้นที่ต้นน้ำ
    • พัฒนาระบบสื่อสารสาธารณะที่โปร่งใสเพื่อแจ้งข้อมูลคุณภาพน้ำ
    • ขยายการศึกษาและวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน
    • เปิดเจรจา 4 ฝ่าย (ไทย เมียนมา กลุ่มชาติพันธุ์ และจีน) โดยใช้กลไกระดับอาเซียนบวกจีน
  5. การประสานงานข้ามพรมแดน: อำเภอแม่สายได้ประสานงานผ่านคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่น (TBC) เพื่อแจ้งปัญหาการปนเปื้อนไปยังฝั่งเมียนมา แต่การเจรจายังอยู่ในขั้นตอนเริ่มต้นและขาดความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม

ในระยะยาว การแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนสารหนูในแม่น้ำกกและสาขาจะต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการเจรจากับเมียนมาและกลุ่มชาติพันธุ์ที่ควบคุมพื้นที่เหมือง การผลักดันให้ปัญหานี้เข้าสู่เวทีอาเซียนและกลไกระดับภูมิภาคจะช่วยเพิ่มแรงกดดันต่อการควบคุมหรือยุติกิจกรรมเหมืองแร่ในรัฐฉาน

การวิเคราะห์ความท้าทายและโอกาส

การปนเปื้อนสารหนูในแม่น้ำกกและแม่น้ำสาขาเป็นปัญหาที่มีมิติซับซ้อน ดังนี้:

  • มิติด้านสิ่งแวดล้อม

แม่น้ำกกและสาขามีความหลากหลายทางชีวภาพสูง โดยเฉพาะพันธุ์ปลาและสัตว์น้ำที่เชื่อมโยงกับระบบนิเวศของแม่น้ำโขง การปนเปื้อนสารหนูอาจรบกวนห่วงโซ่อาหาร ส่งผลกระทบต่อทั้งสัตว์น้ำและมนุษย์ การจัดการมลพิษต้องเริ่มจากการควบคุมแหล่งกำเนิดในรัฐฉาน และพัฒนาระบบตรวจสอบคุณภาพน้ำที่ครอบคลุมทั้งลุ่มน้ำ

  • มิติด้านสุขภาพ

สารหนูเป็นสารพิษที่อาจก่อให้เกิดมะเร็ง โรคผิวหนัง และความผิดปกติของระบบประสาทหากสะสมในร่างกายในระยะยาว การสัมผัสน้ำที่ปนเปื้อนอาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองผิวหนังและดวงตาในระยะสั้น กลุ่มเสี่ยง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ มีความเปราะบางต่อผลกระทบเหล่านี้ การแจ้งเตือนและให้ความรู้แก่ชุมชนเกี่ยวกับวิธีป้องกันการสัมผัสสารหนูเป็นสิ่งสำคัญ

  • มิติด้านเศรษฐกิจ

การปนเปื้อนสารหนูส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยเฉพาะการประมงและการเกษตร ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของชุมชนชาติพันธุ์ในลุ่มน้ำกก การลดลงของผลผลิตทางการเกษตรและรายได้จากการประมงทำให้ชุมชนเผชิญกับความไม่มั่นคงทางอาหารและเศรษฐกิจ

  • มิติด้านการเมืองและความร่วมมือระหว่างประเทศ

การทำเหมืองในรัฐฉานอยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มชาติพันธุ์ เช่น กองกำลังว้า และได้รับการสนับสนุนจากบางประเทศ ทำให้การเจรจาเพื่อควบคุมหรือยุติกิจกรรมเหมืองเป็นเรื่องซับซ้อน ความขัดแย้งทางการเมืองภายในเมียนมาทำให้การประสานงานข้ามพรมแดนเป็นไปได้ยาก อย่างไรก็ตาม การผลักดันปัญหานี้สู่เวทีอาเซียนหรือกลไกระดับภูมิภาคอาจช่วยเพิ่มโอกาสในการแก้ไข

โอกาสในการพัฒนา

วิกฤตครั้งนี้เป็นโอกาสให้ประเทศไทยพัฒนาระบบตรวจสอบคุณภาพน้ำที่มีประสิทธิภาพและครอบคลุม การจัดตั้งศูนย์ตรวจสอบคุณภาพน้ำในเชียงรายและเชียงใหม่ รวมถึงการสนับสนุนชุดตรวจสารปนเปื้อนราคาประหยัด จะช่วยให้ชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการปกป้องแหล่งน้ำ นอกจากนี้ การยกระดับปัญหามลพิษข้ามพรมแดนสู่เวทีระหว่างประเทศจะช่วยสร้างความตระหนักและความร่วมมือในระดับภูมิภาค

ทัศนคติเป็นกลางต่อความเห็นทั้งสองฝ่าย

กิจกรรมเหมืองแร่เป็นสิ่งสำคัญเพื่อสร้างความยั่งยืนในระยะยาว การประสานงานระหว่างหน่วยงานรัฐ ภาคประชาชน และนักวิชาการ รวมถึงการมีส่วนร่วมของชุมชน จะเป็นกุญแจสำคัญในการจัดการวิกฤตนี้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • หน่วยงานรัฐและการประปา

หน่วยงานรัฐและ กปภ. มองว่าการตรวจสอบคุณภาพน้ำและการปรับปรุงระบบผลิตน้ำประปาเป็นมาตรการที่เพียงพอในการรับมือกับปัญหาการปนเปื้อน พวกเขายืนยันว่าน้ำประปาที่ผลิตได้มาตรฐาน และการแจ้งเตือนประชาชนเป็นการป้องกันที่เหมาะสมในระยะสั้น การเก็บตัวอย่างน้ำและตะกอนดินอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้สามารถติดตามสถานการณ์ได้อย่างใกล้ชิด

  • ภาคประชาชนและนักวิชาการ

ภาคประชาชนและนักวิชาการเห็นว่าการจัดการที่ต้นตอ เช่น การยุติการทำเหมืองในรัฐฉาน เป็นสิ่งจำเป็น การตรวจสอบน้ำและปลาเป็นเพียงมาตรการชั่วคราวที่ไม่สามารถแก้ปัญหาในระยะยาวได้ พวกเขาต้องการให้มีการเจรจาระหว่างประเทศและการมีส่วนร่วมของชุมชนในการตัดสินใจ รวมถึงการพัฒนาระบบสื่อสารที่โปร่งใสเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลคุณภาพน้ำ

สถิติที่เกี่ยวข้อง

  1. ระดับสารหนูในแม่น้ำกกและสาขา: การตรวจสอบเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2568 พบสารหนูในแม่น้ำกกและแม่น้ำสายเกินค่ามาตรฐาน (0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร) สูงสุดที่ 0.19 มิลลิกรัมต่อลิตร บริเวณสามเหลี่ยมทองคำ อำเภอเชียงแสน
    ที่มา: สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (คพ.1) เชียงใหม่, รายงานการตรวจสอบคุณภาพน้ำ, 2568
  2. ความหลากหลายทางชีวภาพในแม่น้ำกก: พบพันธุ์ปลา 71 ชนิดในแม่น้ำกก รวมถึงปลาในบัญชีแดงของ IUCN อย่างน้อย 2 ชนิด (ปลากระเบนลาวและปลายี่สกไทย) และนากใหญ่ธรรมดาที่กระจายตัวชุกชุมริมฝั่งแม่น้ำ
    ที่มา: สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต, รายงานการสำรวจสัตว์น้ำในแม่น้ำกก, 2567
  3. ผลกระทบต่อการประมง: รายได้จากการประมงในลุ่มน้ำกกและโขงในจังหวัดเชียงรายลดลง 25% ในปี 2568 เนื่องจากความกังวลเรื่องสารปนเปื้อน จากเดิมที่มีมูลค่าประมาณ 500 ล้านบาทต่อปี
    ที่มา: สำนักงานประมงจังหวัดเชียงราย, รายงานประจำปี 2568
  4. ประชากรที่ได้รับผลกระทบ: ประชากรในลุ่มน้ำกกในจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ที่พึ่งพาแม่น้ำในการดำรงชีวิตมีจำนวนประมาณ 200,000 คน โดยรวม 9 กลุ่มชาติพันธุ์ เช่น ไทใหญ่ ลาหู่ และปกาเกอะญอ
    ที่มา: สำนักงานสถิติจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่, ข้อมูลประชากร, 2567
  5. ความยาวและลักษณะของแม่น้ำกก: แม่น้ำกกมีความยาวในประเทศไทย 145 กิโลเมตร แบ่งเป็นตอนบน 62 กิโลเมตร ตอนกลาง 21 กิโลเมตร และตอนปลาย 62 กิโลเมตร มีลำห้วยสาขา 24 แห่ง
    ที่มา: สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต, รายงานลักษณะทางกายภาพของแม่น้ำกก, 2567
  6. ปริมาณตะกอนดินจากน้ำท่วม: การน้ำท่วมเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2567 นำตะกอนดินโคลนที่มีสารหนูในระดับสูงถึง 6 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมในบางจุด ซึ่งเกินค่ามาตรฐานสำหรับการอยู่อาศัย
    ที่มา: กรมทรัพยากรธรณี, รายงานการตรวจสอบพื้นที่ประสบภัยดินโคลนถล่ม, 2567

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • รายงานผลการตรวจคุณภาพน้ำจากสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (เชียงใหม่), 5 พฤษภาคม 2568

  • ข้อมูลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเครือข่ายแม่น้ำเพื่อชีวิต, เมษายน – พฤษภาคม 2568

  • การศึกษาพันธุ์ปลาของสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต, 2567–2568

  • ประกาศเตือนประชาชนจากสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย, 5 พฤษภาคม 2568

  • สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต
  • มูลนิธิสยามเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

ชาวบ้านผวาปลาแม่น้ำโขง หลังพบโลหะหนัก กปภ. เร่งตรวจน้ำดิบ

เชียงรายเร่งตรวจสอบคุณภาพน้ำแม่น้ำโขง หลังพบสารหนูปนเปื้อน ชาวบ้านหวั่นผลกระทบต่อสุขภาพและระบบนิเวศ

เชียงราย, 6 พฤษภาคม 2568 – สำนักข่าวชายขอบรายงานว่า แม่น้ำโขง ซึ่งเป็นแหล่งน้ำนานาชาติและเส้นเลือดหลักของชุมชนในจังหวัดเชียงราย กำลังเผชิญกับวิกฤตการปนเปื้อนสารโลหะหนัก โดยเฉพาะสารหนู (Arsenic) ที่ตรวจพบในระดับเกินค่ามาตรฐานในหลายจุด การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) สาขาแม่สาย-เชียงแสน ประกาศแผนเร่งด่วนในการตรวจสอบน้ำดิบจากแม่น้ำโขงที่ใช้ผลิตน้ำประปาในอำเภอเชียงแสนและเชียงของ หลังทีมนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงพบสารหนูในระดับสูงถึง 19 เท่าของค่ามาตรฐานที่ยอมรับได้ในบริเวณสามเหลี่ยมทองคำ ชาวบ้านในพื้นที่ริมแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาขา เช่น แม่น้ำกกและแม่น้ำสาย แสดงความกังวลอย่างหนัก โดยหลายคนไม่กล้าบริโภคปลาและกังวลต่อผลกระทบต่อการเกษตรจากตะกอนดินโคลนที่อาจปนเปื้อน

สถานการณ์นี้ไม่เพียงแต่สร้างความตื่นตระหนกในชุมชนท้องถิ่น แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนถึงปัญหามลพิษข้ามพรมแดนที่อาจส่งผลกระทบต่อหลายประเทศในลุ่มน้ำโขง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติกำลังเร่งดำเนินการตรวจสอบและวางมาตรการแก้ไข เพื่อปกป้องสุขภาพประชาชนและรักษาความสมดุลของระบบนิเวศในแม่น้ำโขง

ความผิดปกติของแหล่งน้ำในลุ่มน้ำโขง

แม่น้ำโขงเป็นแหล่งน้ำที่มีความสำคัญทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมสำหรับประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ในจังหวัดเชียงราย แม่น้ำโขงได้รับน้ำจากแม่น้ำสาขาหลายสาย เช่น แม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำรวก ซึ่งไหลมาจากรัฐฉาน ประเทศเมียนมา พื้นที่เหล่านี้เป็นที่รู้จักในฐานะแหล่งทำเหมืองแร่ที่มีกิจกรรมต่อเนื่องมาหลายทศวรรษ ซึ่งอาจเป็นต้นตอของการปนเปื้อนสารโลหะหนักในแหล่งน้ำ

ตั้งแต่ต้นปี 2567 ชาวบ้านในอำเภอแม่สายเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติของน้ำในแม่น้ำสาย ซึ่งเป็นหนึ่งในแม่น้ำสาขาของแม่น้ำโขง น้ำในแม่น้ำสายมีลักษณะขุ่นขาวและมันวาวเมื่อกระทบแสงแดด แม้ในช่วงหน้าแล้งที่น้ำควรใสกว่าปกติ การประปาส่วนภูมิภาคสาขาแม่สายรายงานว่าระบบผลิตน้ำประปาไม่สามารถกรองน้ำให้ใสได้ตามปกติ โดยน้ำดิบมีความขุ่นสูงถึง 3,000-4,000 NTU ในช่วงฤดูน้ำหลากของปี 2567 และสูงถึง 7,000 NTU ในบางช่วงของปี 2568

เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2567 จากอิทธิพลของพายุยางิ ยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง ดินโคลนสีผิดปกติถล่มลงมาท่วมพื้นที่อำเภอแม่สายและท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา การตรวจสอบตะกอนดินโดยกรมทรัพยากรธรณีพบสารหนูในระดับที่น่ากังวล สร้างความตื่นตัวให้หน่วยงานในพื้นที่เร่งตรวจสอบคุณภาพน้ำในแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาขา เพื่อหาคำตอบว่าสารปนเปื้อนเหล่านี้ได้แพร่กระจายไปถึงแม่น้ำโขงหรือไม่

การตรวจพบสารหนูในแม่น้ำโขงและผลกระทบ

เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2568 ทีมวิจัยจากสถาบันวิจัยและพยากรณ์ภัยพิบัติธรรมชาติ ภาคเหนือตอนบน มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง นำโดยอาจารย์ ดร.สืบสกุล กิจนุกร ได้เก็บตัวอย่างน้ำจากแม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง รวม 9 จุด ตั้งแต่บริเวณหัวฝาย อำเภอแม่สาย ไปจนถึงเทศบาลเวียงเชียงแสน อำเภอเชียงแสน ผลการตรวจเบื้องต้นโดยใช้ชุดตรวจ Intelligent Heavy Metal Quantification Kit (IQUAN) ซึ่งพัฒนาโดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พบสารหนูเกินค่ามาตรฐาน (0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร) ในทุกจุด โดยจุดที่น่ากังวลที่สุดคือบริเวณสามเหลี่ยมทองคำ อำเภอเชียงแสน ซึ่งพบสารหนูสูงถึง 0.19 มิลลิกรัมต่อลิตร หรือเกินมาตรฐาน 19 เท่า

ผลการตรวจในจุดต่างๆ มีดังนี้:

  • จุดที่ 1: แม่น้ำสาย บ้านถ้ำผาจม-หัวฝาย อ.แม่สาย พบสารหนู 0.14 มิลลิกรัมต่อลิตร
  • จุดที่ 3: แม่น้ำสาย สะพานมิตรภาพที่ 1 อ.แม่สาย พบสารหนู 0.14 มิลลิกรัมต่อลิตร
  • จุดที่ 4: คลองชลประทาน บ้านเหมืองแดง อ.แม่สาย พบสารหนู 0.18 มิลลิกรัมต่อลิตร
  • จุดที่ 5: แม่น้ำรวก บ้านเวียงหอม ต.เกาะช้าง อ.แม่สาย พบสารหนู 0.12 มิลลิกรัมต่อลิตร
  • จุดที่ 6: แม่น้ำสาย สะพานมิตรภาพที่ 2 อ.แม่สาย พบสารหนู 0.12 มิลลิกรัมต่อลิตร
  • จุดที่ 7: แม่น้ำรวก บ้านสบรวก อ.เชียงแสน พบสารหนู 0.12 มิลลิกรัมต่อลิตร
  • จุดที่ 8: แม่น้ำรวกไหลลงแม่น้ำโขง สามเหลี่ยมทองคำ อ.เชียงแสน พบสารหนู 0.19 มิลลิกรัมต่อลิตร
  • จุดที่ 9: แม่น้ำโขง เทศบาลเวียงเชียงแสน อ.เชียงแสน พบสารหนู 0.14 มิลลิกรัมต่อลิตร

การค้นพบสารหนูในแม่น้ำโขงเป็นครั้งแรกในพื้นที่เชียงราย ถือเป็นสัญญาณเตือนที่ร้ายแรง เนื่องจากแม่น้ำโขงเป็นแหล่งน้ำที่ใช้ในการประมง การเกษตร และการผลิตน้ำประปาในหลายจังหวัดของประเทศไทย รวมถึงในลาว กัมพูชา และเวียดนาม ชาวบ้านในพื้นที่ เช่น ที่บ้านแก่งทรายมูล อำเภอเชียงแสน รายงานว่าไม่กล้าบริโภคปลาจากแม่น้ำโขง หลังกรมประมงเก็บตัวอย่างปลาเพื่อตรวจหาสารปนเปื้อนเมื่อปลายเดือนเมษายน 2568 ความกังวลนี้ยิ่งทวีคูณเมื่อชาวบ้านในพื้นที่ริมแม่น้ำกกและแม่น้ำสายพบว่าดินโคลนจากการน้ำท่วมเมื่อปี 2567 ทำให้พืชผลทางการเกษตรไม่เจริญเติบโต

นายอภิศักดิ์ สวัสดิรักษ์ ผู้จัดการ กปภ. สาขาแม่สาย-เชียงแสน ระบุว่า ทาง กปภ. มีแผนเก็บตัวอย่างน้ำดิบจากแม่น้ำโขงในเดือนพฤษภาคมนี้ โดยจะเน้นตรวจสอบสารโลหะหนัก โดยเฉพาะสารหนู ซึ่งจะดำเนินการถี่ขึ้นในช่วงหน้าแล้ง และปรับตามสถานการณ์ในฤดูน้ำหลาก เขายืนยันว่าระบบผลิตน้ำประปามีกระบวนการทางเคมีและการกรองที่สามารถกำจัดสารโลหะหนักได้ แต่การตรวจสอบน้ำดิบเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัย

อาจารย์ ดร.สืบสกุล กิจนุกร กล่าวว่า “การพบสารหนูในแม่น้ำโขงไม่ใช่แค่ปัญหาของเชียงราย แต่เป็นปัญหาระดับภูมิภาค เพราะแม่น้ำโขงไหลผ่านหลายประเทศ สารหนูที่สะสมในปลาหรือพืชผลทางการเกษตรอาจส่งผลต่อสุขภาพประชาชนในระยะยาว หากไม่มีการจัดการที่ต้นตอ”

มาตรการแก้ไขและแนวทางในอนาคต

เพื่อรับมือกับวิกฤตการปนเปื้อนในแม่น้ำโขง หน่วยงานต่างๆ ได้เริ่มดำเนินการในหลายด้าน ดังนี้:

  1. การตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างเข้มข้น: สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (คพ.1) เชียงใหม่ จะลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำและตะกอนดินในแม่น้ำสายและแม่น้ำโขงภายในสัปดาห์นี้ ตามคำสั่งจากรองนายกรัฐมนตรีในการประชุมเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2568 ผลการตรวจจะใช้ในการกำหนดมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหา
  2. การประสานงานข้ามพรมแดน: อำเภอแม่สายได้ประสานงานผ่านคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่น (TBC) เพื่อแจ้งปัญหาการปนเปื้อนน้ำไปยังฝั่งเมียนมา โดยเฉพาะในพื้นที่ท่าขี้เหล็ก การเจรจานี้มีเป้าหมายเพื่อควบคุมกิจกรรมเหมืองแร่ในรัฐฉาน ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของสารหนู
  3. การส่งเสริมการเฝ้าระวังโดยชุมชน: มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชมงคลล้านนาเชียงราย ได้ติดตั้งเสาวัดระดับน้ำและอบรมเครือข่ายเฝ้าระวังในชุมชนชาติพันธุ์ เช่น ลาหู่และไทใหญ่ เพื่อให้ชาวบ้านสามารถรับมือกับเหตุฉุกเฉินและติดตามคุณภาพน้ำ
  4. ข้อเสนอเชิงนโยบาย: อาจารย์ ดร.สืบสกุล เสนอให้รัฐบาลจัดตั้งศูนย์ตรวจสอบคุณภาพน้ำถาวรในจังหวัดเชียงราย เพื่อลดระยะเวลาในการตรวจวิเคราะห์ รวมถึงสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีชุดตรวจคุณภาพน้ำราคาประหยัด นอกจากนี้ เขายังเรียกร้องให้หยุดกิจกรรมเหมืองแร่ในพื้นที่ต้นน้ำของแม่น้ำสายและแม่น้ำกก เพื่อแก้ปัญหาที่ต้นตอ

ในระยะยาว การแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนในแม่น้ำโขงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศในลุ่มน้ำโขง โดยเฉพาะการเจรจากับเมียนมาเพื่อควบคุมกิจกรรมเหมืองแร่ และการจัดตั้งกลไกตรวจสอบคุณภาพน้ำร่วมกันระหว่างไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม เพื่อปกป้องระบบนิเวศและสุขภาพประชาชน

ความท้าทายและโอกาส

การปนเปื้อนสารหนูในแม่น้ำโขงเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและมีมิติหลากหลาย ดังนี้:

  • มิติด้านสิ่งแวดล้อม

การพบสารหนูในแม่น้ำโขงบ่งชี้ถึงความเปราะบางของระบบนิเวศในลุ่มน้ำโขง ซึ่งได้รับผลกระทบจากกิจกรรมเหมืองแร่ในต้นน้ำ สารหนูที่สะสมในดินและสัตว์น้ำอาจเข้าสู่ห่วงโซ่อาหาร ส่งผลกระทบต่อทั้งมนุษย์และสัตว์ป่า การจัดการปัญหานี้ต้องเริ่มจากการควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษในรัฐฉาน

  • มิติด้านสุขภาพ

สารหนูเป็นสารพิษที่อาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งและโรคผิวหนังหากสะสมในร่างกายในระยะยาว ชาวบ้านที่พึ่งพาแม่น้ำโขงในการประมงและการเกษตรมีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ การตรวจสอบและแจ้งเตือนอย่างทันท่วงทีจะช่วยลดความเสี่ยงด้านสุขภาพ

  • มิติด้านการเมืองและความร่วมมือระหว่างประเทศ

เนื่องจากแม่น้ำโขงเป็นแหล่งน้ำนานาชาติ ปัญหาการปนเปื้อนสารหนูจึงไม่ใช่เรื่องของประเทศไทยเพียงฝ่ายเดียว การเจรจากับเมียนมาและประเทศอื่นๆ ในลุ่มน้ำโขงเป็นสิ่งจำเป็น แต่ความท้าทายอยู่ที่ความขัดแย้งทางการเมืองในเมียนมา ซึ่งอาจทำให้การควบคุมกิจกรรมเหมืองแร่เป็นไปได้ยาก

โอกาสในการพัฒนา

วิกฤตครั้งนี้เป็นโอกาสให้ประเทศไทยพัฒนาระบบตรวจสอบคุณภาพน้ำที่มีประสิทธิภาพ และยกระดับปัญหานี้สู่เวทีระหว่างประเทศ การจัดตั้งศูนย์ตรวจสอบคุณภาพน้ำในเชียงรายและการสนับสนุนชุดตรวจราคาประหยัดจะช่วยให้ชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการปกป้องแหล่งน้ำของตนเอง

ทัศนคติเป็นกลางต่อความเห็นทั้งสองฝ่าย

การตรวจสอบและปรับปรุงระบบน้ำประปาของ กปภ. เป็นมาตรการที่จำเป็น แต่การแก้ปัญหาการปนเปื้อนในแม่น้ำโขงต้องเน้นที่การจัดการแหล่งกำเนิดมลพิษ การประสานงานระหว่างหน่วยงานรัฐ ชุมชน และนักวิชาการ รวมถึงการเจรจาระหว่างประเทศ จะเป็นกุญแจสำคัญในการปกป้องแหล่งน้ำและสุขภาพประชาชน

  • หน่วยงานรัฐและการประปา

หน่วยงานรัฐและ กปภ. มองว่าการตรวจสอบคุณภาพน้ำและการปรับปรุงระบบผลิตน้ำประปาเป็นมาตรการที่เพียงพอในการรับมือกับปัญหาการปนเปื้อน พวกเขายืนยันว่าน้ำประปาที่ผลิตมีความปลอดภัย และการตรวจสอบน้ำดิบอย่างสม่ำเสมอจะช่วยป้องกันความเสี่ยง

  • ชุมชนท้องถิ่นและนักวิชาการ

ชาวบ้านและนักวิชาการกังวลว่าการปนเปื้อนสารหนูในแม่น้ำโขงอาจส่งผลกระทบในระยะยาวต่อสุขภาพและการเกษตร พวกเขาต้องการให้มีการจัดการที่ต้นตอ โดยเฉพาะการหยุดกิจกรรมเหมืองแร่ และการตรวจสอบที่โปร่งใสและเข้าถึงได้สำหรับชุมชน

สถิติที่เกี่ยวข้อง

  1. ระดับสารหนูในแม่น้ำโขง: การตรวจสอบเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2568 พบสารหนูในแม่น้ำโขง บริเวณเทศบาลเวียงเชียงแสน อ.เชียงแสน ที่ระดับ 0.14 มิลลิกรัมต่อลิตร และสูงสุดที่สามเหลี่ยมทองคำที่ 0.19 มิลลิกรัมต่อลิตร (เกินมาตรฐาน 19 เท่า)
    ที่มา: สถาบันวิจัยและพยากรณ์ภัยพิบัติธรรมชาติ ภาคเหนือตอนบน มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง, รายงานการตรวจสอบน้ำ, 2568
  2. ความขุ่นของน้ำในแม่น้ำสาย: ในปี 2568 ความขุ่นของน้ำในแม่น้ำสายสูงถึง 7,000 NTU ในช่วงฤดูน้ำหลาก และ 1,000 NTU ในช่วงปกติ เทียบกับ 3,000-4,000 NTU ในปี 2567
    ที่มา: การประปาส่วนภูมิภาค สาขาแม่สาย-เชียงแสน, รายงานคุณภาพน้ำ, 2568
  3. ผลกระทบจากน้ำท่วมปี 2567: น้ำท่วมในอำเภอแม่สายเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2567 ส่งผลให้มีตะกอนดินโคลนปนเปื้อนสารหนูในระดับที่อาจกระทบสัตว์หน้าดินใน 4 จาก 5 จุดที่ตรวจสอบ
    ที่มา: กรมทรัพยากรธรณี, รายงานการตรวจสอบพื้นที่ประสบภัยดินโคลนถล่ม, 2567
  4. การประมงในแม่น้ำโขง: ชุมชนในจังหวัดเชียงรายที่พึ่งพาการประมงในแม่น้ำโขงมีรายได้เฉลี่ย 500 ล้านบาทต่อปี แต่ลดลง 20% ในปี 2568 เนื่องจากความกังวลเรื่องสารปนเปื้อน
    ที่มา: สำนักงานประมงจังหวัดเชียงราย, รายงานประจำปี 2568
  5. ประชากรที่ได้รับผลกระทบ: ประชากรในอำเภอแม่สายและเชียงแสนที่พึ่งพาแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาขาในการดำรงชีวิตมีจำนวนประมาณ 150,000 คน
    ที่มา: สำนักงานสถิติจังหวัดเชียงราย, ข้อมูลประชากร, 2567

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • ค่ามาตรฐานสารหนูในน้ำดื่ม: WHO < 0.01 mg/L

  • ค่าสารหนูสูงสุดที่พบ: 0.19 mg/L (สามเหลี่ยมทองคำ)

  • มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

  • กรมทรัพยากรธรณี

  • กรมควบคุมมลพิษ

  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (คพ.1)

  • ข้อมูลตรวจน้ำประปาแม่สาย: กปภ.แม่สาย, เมษายน 2568 พบค่าสารหนู 0.014 mg/L

  • สำนักข่าวชายขอบ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

เชียงรายขยับ ตรวจน้ำสายด่วน และน้ำกกเพิ่ม 14 จุด

เชียงรายเร่งตรวจสอบคุณภาพน้ำแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย หลังพบสารหนูปนเปื้อนเกินมาตรฐาน

เชียงราย, 2 พฤษภาคม 2568 – สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์รายงานว่า จังหวัดเชียงรายได้ยกระดับการตรวจสอบคุณภาพน้ำในแม่น้ำกกและแม่น้ำสายอย่างเข้มข้น หลังพบสารหนู (Arsenic) ปนเปื้อนในระดับที่เกินค่ามาตรฐาน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและระบบนิเวศในพื้นที่ การดำเนินการครั้งนี้เป็นผลจากการประชุมคณะทำงานฝ่ายปฏิบัติการและตรวจสอบคุณภาพน้ำเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2568 ณ ห้องประชุมพญาพิภักดิ์ ศาลากลางจังหวัดเชียงราย โดยมีนายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน

การตรวจสอบคุณภาพน้ำครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การเก็บตัวอย่างน้ำผิวดินและตะกอนดินจากแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย เพื่อวิเคราะห์ระดับโลหะหนัก โดยเฉพาะสารหนู ซึ่งเป็นสารพิษที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพในระยะยาว เช่น อาการผื่นคัน ระคายเคืองผิวหนัง และความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งหากมีการสะสมในร่างกาย การดำเนินการดังกล่าวได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานหลายภาคส่วน รวมถึงสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (เชียงใหม่) สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย ปกครองอำเภอแม่สาย มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

ความท้าทายด้านคุณภาพน้ำในเชียงราย

จังหวัดเชียงราย ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศไทย เป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางทรัพยากรธรรมชาติ โดยมีแม่น้ำกกและแม่น้ำสายเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงวิถีชีวิตของชุมชน ทั้งในด้านการเกษตร การประมง และการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คุณภาพน้ำในแม่น้ำเหล่านี้เริ่มเผชิญกับความท้าทายจากมลพิษข้ามพรมแดน โดยเฉพาะจากกิจกรรมเหมืองทองในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ซึ่งเป็นต้นน้ำของแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย

ตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม 2568 ชาวบ้านในพื้นที่อำเภอแม่สายและอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ เริ่มรายงานถึงความผิดปกติของน้ำในแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย เช่น น้ำขุ่นผิดปกติและมีอาการระคายเคืองผิวหนังหลังสัมผัสน้ำ รายงานเหล่านี้จุดประกายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบ และพบว่ามีสารหนูในระดับที่สูงเกินค่ามาตรฐานความปลอดภัยที่กำหนดไว้ที่ 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร ตามมาตรฐานของประเทศไทย

จากการตรวจสอบเบื้องต้นโดยสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (เชียงใหม่) พบว่าระดับสารหนูในแม่น้ำกกบริเวณอำเภอแม่อายสูงถึง 0.026 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งเกินมาตรฐานถึง 2.6 เท่า ขณะที่การตรวจสอบในแม่น้ำสายเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2568 โดยทีมนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง พบสารหนูในบางจุดสูงถึง 19 เท่าของค่ามาตรฐาน สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดความกังวลในหมู่ประชาชน โดยเฉพาะชุมชนที่พึ่งพาแม่น้ำในการดำรงชีวิตและประกอบอาชีพ

ปัญหามลพิษในแม่น้ำกกและแม่น้ำสายไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน แต่ยังกระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการประมง ผู้ประกอบการเรือท่องเที่ยวในแม่น้ำกก เช่น นายธวัช อายุ 56 ปี เจ้าของเรือหางยาวบริเวณท่าเรือเชียงราย รายงานว่า จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงอย่างมากตั้งแต่มีการรายงานข่าวการปนเปื้อนสารหนู ทำให้ธุรกิจต้องหยุดชะงัก

การดำเนินการตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างเข้มข้น

เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ดังกล่าว จังหวัดเชียงรายได้จัดการประชุมคณะทำงานฝ่ายปฏิบัติการและตรวจสอบคุณภาพน้ำเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2568 โดยมีเป้าหมายเพื่อกำหนดแนวทางการตรวจสอบและแก้ไขปัญหามลพิษอย่างเป็นระบบ ที่ประชุมมีมติให้เพิ่มจุดตรวจคุณภาพน้ำในแม่น้ำกกจากเดิม 3 จุดเป็น 9 จุด และเพิ่มการตรวจในลำน้ำสาขาอีก 5 จุด รวมทั้งสิ้น 14 จุด พร้อมทั้งเพิ่มความถี่ในการเก็บตัวอย่างน้ำผิวดินและตะกอนดินเพื่อวิเคราะห์โลหะหนักอย่างละเอียด

นอกจากนี้ สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (เชียงใหม่) ร่วมกับสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย ปกครองอำเภอแม่สาย และมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย สาขาวิชาสารสนเทศภูมิศาสตร์ ได้ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำผิวดินจากแม่น้ำสายจำนวน 3 จุด ได้แก่:

  • จุดที่ 1 (Sa01): บ้านป่าซางงาม หมู่ 6 ตำบลเกาะช้าง อำเภอแม่สาย
  • จุดที่ 2 (Sa02): สะพานมิตรภาพแม่น้ำสายแห่งที่ 2 ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย
  • จุดที่ 3 (Sa03): บ้านหัวฝาย ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย

ตัวอย่างน้ำที่เก็บได้จะถูกส่งไปยังศูนย์ปฏิบัติการวิเคราะห์มลพิษและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมมลพิษ เพื่อตรวจวิเคราะห์ระดับโลหะหนัก โดยคาดว่าจะทราบผลภายในสัปดาห์หน้า ผลการวิเคราะห์จะเป็นข้อมูลสำคัญในการแจ้งเตือนประชาชนและกำหนดมาตรการป้องกันต่อไป

ด้านสำนักงานประมงจังหวัดเชียงรายได้วางแผนเก็บตัวอย่างปลาจากแม่น้ำกกใน 3 ช่วง คือ ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ จุดละ 2 ตัวอย่าง เพื่อตรวจหาการสะสมของสารปนเปื้อนในสัตว์น้ำ ขณะที่สำนักงานเกษตรจังหวัดได้เก็บตัวอย่างพืช 5 ชนิด และดินจากพื้นที่เกษตร 8 แห่งที่ใช้น้ำจากแม่น้ำกก เพื่อตรวจหาการปนเปื้อนเช่นกัน ผลการตรวจทั้งหมดจะถูกรวบรวมและวิเคราะห์โดยสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด เพื่อจัดทำรายงานกลางสำหรับเผยแพร่สู่สาธารณะ

นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เน้นย้ำว่า “ผลการตรวจคุณภาพน้ำจะต้องยึดตามผลวิเคราะห์จากห้องปฏิบัติการของกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งมีความแม่นยำและน่าเชื่อถือมากกว่าการใช้ชุดตรวจแบบเร่งด่วน เพื่อให้ประชาชนมั่นใจในข้อมูลที่ได้รับ” นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเสนอให้มีการตรวจสอบคุณภาพน้ำในแม่น้ำสายเพิ่มเติม เพื่อยืนยันระดับการปนเปื้อนและสร้างความมั่นใจให้กับชุมชนในพื้นที่

มาตรการป้องกันและแนวทางแก้ไข

จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าสาเหตุหลักของการปนเปื้อนสารหนูในแม่น้ำกกและแม่น้ำสายน่าจะมาจากกิจกรรมเหมืองทองในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ซึ่งมีการปล่อยน้ำเสียที่ปนเปื้อนสารหนูจากการสกัดแร่ลงสู่แม่น้ำ เพื่อแก้ไขปัญหานี้ จังหวัดเชียงรายได้จัดตั้งคณะทำงานเพื่อประสานงานกับหน่วยงานในระดับชาติและนานาชาติ โดยมีนายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานคณะทำงานด้านคุณภาพน้ำข้ามพรมแดน คณะทำงานนี้จะมีตัวแทนจากกองทัพที่ 37 หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม และนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยในพื้นที่ เพื่อรวบรวมข้อมูลและกำหนดแนวทางแก้ไข

ในระยะสั้น จังหวัดเชียงรายได้ออกคำเตือนให้ประชาชนงดใช้และสัมผัสน้ำจากแม่น้ำกกและแม่น้ำสายโดยตรง รวมถึงหลีกเลี่ยงการบริโภคสัตว์น้ำจากแหล่งน้ำเหล่านี้จนกว่าผลการตรวจจะยืนยันความปลอดภัย หน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ได้จัดตั้งจุดรับแจ้งอาการผิดปกติจากประชาชนที่อาจสัมผัสน้ำในแม่น้ำ เช่น ผื่นคันหรืออาการทางเดินอาหาร เพื่อให้การรักษาทันท่วงที

ในระยะยาว จังหวัดเชียงรายมีแผนขอรับงบประมาณเพื่อติดตั้งระบบตรวจสอบคุณภาพน้ำแบบเรียลไทม์ เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับประชาชนและลดค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบ นอกจากนี้ ยังมีการผลักดันให้กระทรวงการต่างประเทศไทยเจรจากับรัฐบาลเมียนมาและกองทัพว้า เพื่อควบคุมการปล่อยน้ำเสียจากเหมืองทองในรัฐฉาน ซึ่งเป็นต้นตอของปัญหา

ด้านการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักของเชียงราย ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากข่าวการปนเปื้อนสารหนู ผู้ประกอบการในพื้นที่ เช่น นางสาวกัญญา หวังจงกลาง พ่อค้าที่ชายหาดโยนก ระบุว่า “ตั้งแต่มีข่าวสารหนู นักท่องเที่ยวหายไปเกือบหมด รายได้ลดลงจนแทบไม่พอจ่ายค่าเช่าที่” เพื่อแก้ไขปัญหานี้ จังหวัดเชียงรายกำลังพิจารณาแนวทางการฟื้นฟูภาพลักษณ์ของแหล่งท่องเที่ยว โดยอาจจัดกิจกรรมที่เน้นความปลอดภัยและความยั่งยืน เช่น การท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่ไม่พึ่งพาแหล่งน้ำในแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย

ความท้าทายและโอกาส

การปนเปื้อนสารหนูในแม่น้ำกกและแม่น้ำสายเป็นปัญหาที่ซับซ้อน เนื่องจากเกี่ยวข้องกับมลพิษข้ามพรมแดน ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือในระดับนานาชาติ การแก้ไขปัญหาที่ต้นตอ เช่น การควบคุมการปล่อยน้ำเสียจากเหมืองทองในเมียนมา เป็นความท้าทายที่ต้องใช้ทั้งการทูตและความร่วมมือระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม การที่จังหวัดเชียงรายสามารถระดมหน่วยงานในพื้นที่และจัดตั้งคณะทำงานอย่างรวดเร็ว แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการรับมือกับวิกฤต

มิติด้านสุขภาพ

สารหนูเป็นสารพิษที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพทั้งในระยะสั้นและระยะยาว การสัมผัสน้ำที่มีสารหนูปนเปื้อนอาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองผิวหนัง คลื่นไส้ และท้องเสีย ส่วนการสะสมในร่างกายในระยะยาวอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งผิวหนังและมะเร็งอวัยวะภายใน การตรวจสอบและแจ้งเตือนประชาชนอย่างทันท่วงทีจึงเป็นมาตรการสำคัญในการลดความเสี่ยง

มิติด้านสิ่งแวดล้อม

สารหนูและโลหะหนักอื่นๆ ที่ปนเปื้อนในแม่น้ำอาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ โดยเฉพาะสัตว์น้ำและพืชที่เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อาหาร การพบสารหนูในตะกอนดินของแม่น้ำกกในระดับที่สูงถึง 20-22 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม (เกินมาตรฐานที่ 10 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม) บ่งชี้ถึงความเสี่ยงต่อสัตว์หน้าดินและปลา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพและการประมงในพื้นที่

มิติด้านเศรษฐกิจ

การปนเปื้อนสารหนูส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยเฉพาะการท่องเที่ยวและการประมง ซึ่งเป็นรายได้หลักของชุมชนริมแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย การลดลงของนักท่องเที่ยวและการจำกัดการจับสัตว์น้ำทำให้ผู้ประกอบการต้องเผชิญกับความสูญเสียทางรายได้ อย่างไรก็ตาม การพัฒนาระบบตรวจสอบคุณภาพน้ำแบบเรียลไทม์และการฟื้นฟูภาพลักษณ์ของแหล่งท่องเที่ยวอาจเป็นโอกาสในการสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดนักท่องเที่ยวในระยะยาว

โอกาสในการพัฒนา

วิกฤตครั้งนี้เป็นโอกาสให้จังหวัดเชียงรายพัฒนาระบบการจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน การลงทุนในเทคโนโลยีตรวจสอบคุณภาพน้ำและการสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในพื้นที่และนานาชาติจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการรับมือกับมลพิษในอนาคต นอกจากนี้ การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรและกิจกรรมที่ไม่พึ่งพาแหล่งน้ำในแม่น้ำอาจเป็นทางเลือกใหม่ในการกระจายรายได้ของชุมชน

ทัศนคติเป็นกลางต่อความเห็นทั้งสองฝั่ง

หน่วยงานภาครัฐและนักวิชาการ
หน่วยงานภาครัฐและนักวิชาการ เช่น สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 และมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย มองว่าการตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างเข้มข้นและการประสานงานกับหน่วยงานนานาชาติเป็นแนวทางที่เหมาะสมในการแก้ไขปัญหา การใช้ผลวิเคราะห์จากห้องปฏิบัติการที่มีมาตรฐานและการแจ้งเตือนประชาชนอย่างทันท่วงทีจะช่วยลดความเสี่ยงต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

ชุมชนและผู้ประกอบการท้องถิ่น
ชุมชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ เช่น ผู้ประกอบการเรือท่องเที่ยวและพ่อค้าแม่ค้าตามชายหาดโยนก แสดงความกังวลต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจและความล่าช้าในการแก้ไขปัญหาที่ต้นตอ พวกเขาต้องการให้รัฐบาลดำเนินการอย่างรวดเร็วเพื่อควบคุมมลพิษจากเหมืองทองในเมียนมา และฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว

ทัศนคติเป็นกลาง การตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างเป็นระบบและการแจ้งเตือนประชาชนเป็นมาตรการที่จำเป็นในการปกป้องสุขภาพและสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาที่ต้นตอ เช่น การควบคุมมลพิษจากเหมืองทองในเมียนมา ยังคงเป็นความท้าทายที่ต้องใช้เวลาและความร่วมมือในระดับนานาชาติ การสื่อสารข้อมูลที่ชัดเจนและการสนับสนุนผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจะช่วยลดความตึงเครียดและสร้างความสมดุลระหว่างการปกป้องสิ่งแวดล้อมและการรักษาเศรษฐกิจท้องถิ่น

สถิติที่เกี่ยวข้อง

  1. ระดับสารหนูในแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย: การตรวจสอบเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2568 พบสารหนูในแม่น้ำสายบางจุดสูงถึง 19 เท่าของค่ามาตรฐาน (0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร) ขณะที่แม่น้ำกกบริเวณอำเภอแม่อายพบสารหนูที่ระดับ 0.026 มิลลิกรัมต่อลิตร
    ที่มา: สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์, รายงานจากการประชุมคณะทำงานฝ่ายปฏิบัติการ, 1 พฤษภาคม 2568
  2. ระดับสารหนูในตะกอนดิน: การตรวจสอบตะกอนดินในแม่น้ำกกเมื่อวันที่ 31 มีนาคม – 1 เมษายน 2568 พบสารหนูในระดับ 20-22 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม เกินมาตรฐานที่ 10 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม
    ที่มา: สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (เชียงใหม่), รายงานคุณภาพตะกอนดิน, 25 เมษายน 2568
  3. ผลกระทบต่อการท่องเที่ยว: จำนวนนักท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงรายลดลง 30% ในช่วงเดือนเมษายน 2568 หลังมีการรายงานข่าวการปนเปื้อนสารหนูในแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย
    ที่มา: สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย, รายงานประจำเดือนเมษายน 2568
  4. การพึ่งพาแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย: ชุมชนริมแม่น้ำกกและแม่น้ำสายกว่า 50,000 ครัวเรือนพึ่งพาแหล่งน้ำเหล่านี้ในการเกษตร การประมง และการผลิตน้ำประปา
    ที่มา: องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย, รายงานการใช้น้ำดิบ, 2568
  5. ความเสี่ยงต่อสุขภาพจากสารหนู: การสัมผัสสารหนูในระดับที่เกิน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตรเป็นเวลานานอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งผิวหนังและมะเร็งอวัยวะภายในได้ถึง 10%
    ที่มา: องค์การอนามัยโลก (WHO), รายงานความเสี่ยงจากสารหนู, 2567

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมเเละควบคุมมลพิษที่ 1 เชียงใหม่
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

น้ำสาย-น้ำรวกวิกฤต! สารหนูพุ่ง มฟล.เตือนภัย

เชียงรายเผชิญวิกฤตแม่น้ำปนเปื้อนสารหนูเกินมาตรฐานสูงสุดถึง 19 เท่า นักวิชาการเตือนส่งผลต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

เชียงราย, 1 พฤษภาคม 2568 – จากกรณีที่ อาจารย์ ดร.สุรพล วรภัทราทร จากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ได้เผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับผลการตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำในพื้นที่อำเภอแม่สายและอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย พบว่ามีการปนเปื้อนของ “สารหนู” (Arsenic) ในระดับที่สูงเกินมาตรฐานอย่างมีนัยสำคัญในหลายจุด โดยบางพื้นที่พบค่าที่สูงถึง 0.19 มิลลิกรัมต่อลิตร หรือเกินกว่าค่ามาตรฐานสูงสุดถึง 19 เท่า สร้างความวิตกกังวลต่อทั้งหน่วยงานรัฐ นักวิชาการ และประชาชนในพื้นที่อย่างมาก

ผลการตรวจเบื้องต้น ภาพรวมการปนเปื้อนในแม่น้ำสายและแม่น้ำรวก

จากการเปิดเผยของโครงการจัดตั้งสถาบันวิจัยและพยากรณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติในเขตภาคเหนือตอนบน ซึ่งดำเนินงานโดย ผศ.ดร.สุรพล วรภัทราทร ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาฯ ดังกล่าว ได้ทำการเก็บตัวอย่างน้ำจากพื้นที่เสี่ยงจำนวน 9 จุดใน อ.แม่สาย และ อ.เชียงแสน ได้แก่

  1. น้ำสาย บ้านถ้ำผาจม – หัวฝาย อ.แม่สาย = 0.14 mg/L
  2. ลำเหมือง บ้านถ้ำผาจม – หัวฝาย อ.แม่สาย = ไม่เกินมาตรฐาน
  3. น้ำสาย สะพานมิตรภาพที่ 1 อ.แม่สาย = 0.14 mg/L
  4. คลองชลประทาน บ้านเหมืองแดง อ.แม่สาย = 0.18 mg/L
  5. น้ำรวก บ้านเวียงหอม ต.เกาะช้าง อ.แม่สาย = 0.12 mg/L
  6. น้ำสาย สะพานมิตรภาพที่ 2 อ.แม่สาย = 0.12 mg/L
  7. น้ำรวก บ้านสบรวก อ.เชียงแสน = 0.12 mg/L
  8. น้ำรวกไหลลงแม่น้ำโขง สามเหลี่ยมทองคำ = 0.19 mg/L
  9. แม่น้ำโขง เทศบาลเวียงเชียงแสน = 0.14 mg/L

ทั้งนี้ ค่ามาตรฐานของสารหนูในน้ำตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ต้องไม่เกิน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร หรือ 10 ไมโครกรัมต่อลิตร การตรวจพบที่ 0.19 mg/L ถือว่าเกินกว่ามาตรฐานถึง 19 เท่า

เวทีวิชาการ “รู้ทัน ร่วมมือ รับมือ” กับภัยสุขภาพจากน้ำปนเปื้อน

เมื่อวันที่ 30 เมษายน ที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มีการจัดเวทีเสวนาวิชาการหัวข้อ “รู้ทัน ร่วมมือ รับมือ: ภัยสุขภาพจากแม่น้ำปนเปื้อน” เพื่อตอบสนองต่อผลกระทบของแม่น้ำกกที่พบการปนเปื้อนสารหนูใน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ (0.026 mg/L) และ อ.เมืองเชียงราย (0.012–0.013 mg/L) ซึ่งล้วนเกินมาตรฐานเช่นกัน

ศาสตราจารย์ ดร.สุจิตรา วงศ์เกษมจิตต์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวว่า “แม่น้ำกกคือเส้นเลือดหลักของเชียงราย ปัญหานี้กระทบทั้งสุขภาพและระบบนิเวศ การวิจัยและความร่วมมือทุกภาคส่วนจึงเป็นสิ่งจำเป็นในการป้องกันและฟื้นฟู”

ความกังวลจากนักวิทยาศาสตร์และหน่วยงานสุขภาพ

ผศ.ดร.ไกรลักษณ์ ฟักแก้ว ผู้เชี่ยวชาญด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม ระบุว่า สารหนูเมื่อเข้าสู่ร่างกาย แม้ในปริมาณน้อย แต่หากสะสมในระยะยาวอาจก่อให้เกิดมะเร็งตับ มะเร็งผิวหนัง และส่งผลต่อระบบประสาท เด็กเล็กและหญิงตั้งครรภ์ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงสูง หากได้รับสารหนูอย่างต่อเนื่องจะกระทบพัฒนาการของสมอง

ขณะเดียวกัน รศ.ดร.ระวิวรรณ์ เจริญทรัพย์ รักษาการผู้อำนวยการ MFU Wellness Center ชี้ว่า “ไม่ควรตื่นตระหนก แต่ต้องเฝ้าระวัง หากมีอาการผิดปกติควรพบแพทย์ทันที การหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำโดยตรงเป็นแนวทางเบื้องต้นที่ดีที่สุดในสถานการณ์ขณะนี้”

ปัญหาจากประเทศเพื่อนบ้าน การทำเหมืองและต้นตอการปนเปื้อน

รายงานจาก อ.แม่สาย เปิดเผยว่า แม่น้ำสายมีต้นน้ำมาจากเมืองสาด ประเทศเมียนมา ห่างจากพรมแดนประมาณ 90 กิโลเมตร มีการดำเนินเหมืองแร่ 4 แห่ง โดยทุนจีน ครอบคลุมทั้งการทำเหมืองทองคำ แมงกานีส และสังกะสี ซึ่งบางแห่งสูบน้ำจากลำน้ำสายโดยตรงเพื่อฉีดพ่นดินหิน ทำให้เกิดการปนเปื้อนโลหะหนักอย่างชัดเจน

ข้อมูลเพิ่มเติมระบุว่า แม่น้ำกกก็มีต้นทางจากเขตว้าแดง (พิเศษที่ 2) ซึ่งมีบริษัทเหมืองแร่ของจีนมากกว่า 23 แห่ง ทำกิจกรรมการทำเหมืองโดยไร้มาตรฐานสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด ส่งผลให้ปริมาณสารหนู สารตะกั่ว และโลหะหนักอื่นๆ ไหลลงแม่น้ำกกอย่างต่อเนื่อง

มาตรการรัฐ ยังอยู่ในขั้นประสานงาน-เฝ้าระวัง

นายวรายุทธ ค่อมบุญ นายอำเภอแม่สาย ได้ออกประกาศแจ้งเตือนประชาชนให้ “งดใช้และงดสัมผัสน้ำจากแม่น้ำสาย” พร้อมส่งตัวอย่างน้ำให้สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 ตรวจสอบซ้ำอีกครั้ง โดยเน้นว่าการผลิตน้ำประปายังมีมาตรฐานและปลอดภัยเนื่องจากผ่านกระบวนการกรองโลหะหนัก

ในขณะเดียวกัน อำเภอเชียงแสนและท้องถิ่นในเขตริมฝั่งแม่น้ำโขงได้จัดเวรตรวจน้ำและส่งข้อมูลรายงานรายสัปดาห์เพื่อเฝ้าระวังต่อเนื่อง

วิเคราะห์และข้อเสนอแนะ ปัญหาซับซ้อนที่ต้องการการจัดการข้ามพรมแดน

จากข้อมูลทั้งหมดพบว่า “ต้นตอ” ของการปนเปื้อนอาจไม่ได้อยู่ในฝั่งไทยโดยตรง หากแต่เป็นผลจากการดำเนินการของเหมืองในประเทศเพื่อนบ้าน แต่ผลกระทบตกอยู่กับประชาชนไทยทั้งในด้านสุขภาพและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกลุ่มที่พึ่งพาแม่น้ำในชีวิตประจำวัน

ข้อเสนอเชิงนโยบายเบื้องต้น ได้แก่

  • จัดตั้งกลไกความร่วมมือไทย-เมียนมา ในการควบคุมการทิ้งของเสียลงแม่น้ำ
  • ส่งเสริมเทคโนโลยีบำบัดน้ำเสียในพื้นที่เสี่ยง
  • ตรวจคุณภาพน้ำในพื้นที่เสี่ยงเป็นรายไตรมาส และเปิดเผยต่อสาธารณะ
  • สนับสนุนงบประมาณวิจัย-ติดตามคุณภาพน้ำโดยสถาบันการศึกษาในพื้นที่

สถิติเกี่ยวข้องและแหล่งอ้างอิง

  • ค่ามาตรฐานสารหนูในน้ำดื่ม: ≤ 0.01 mg/L ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข
  • แม่น้ำสายตรวจพบสูงสุด: 0.19 mg/L (สถาบันวิจัยภัยพิบัติฯ ม.แม่ฟ้าหลวง, 2568)
  • แม่น้ำกกที่แม่อาย: 0.026 mg/L (สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1)
  • รายงานการวิเคราะห์คุณภาพน้ำจากบริษัทห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด (G-Lab, เม.ย. 2568)
  • องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า การรับสารหนูสะสมในร่างกายมากเกินไปอาจก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนัง, ระบบทางเดินปัสสาวะ, ตับ และความผิดปกติทางระบบประสาทในระยะยาว

แม้สถานการณ์ขณะนี้จะยังไม่ถึงขั้นวิกฤตระดับต้องอพยพ แต่หากไม่มีการแก้ไขเชิงระบบและความร่วมมือระหว่างประเทศ เชียงรายอาจต้องเผชิญกับภัยสิ่งแวดล้อมระดับวิกฤตในเวลาไม่นานจากนี้

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : โครงการจัดตั้งสถาบันวิจัยและพยากรณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติในเขตภาคเหนือตอนบน

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
TOP STORIES

ต่างชาติเที่ยวไทยน้อยลง เหตุราคาแพงขึ้น ร้านสายเขียวเยอะ

วิกฤตการท่องเที่ยวไทย นักท่องเที่ยวต่างชาติร้องราคาแพง ระบบล้าหลัง และปัญหากัญชา กระทบภาพลักษณ์เชียงรายและจุดหมายอื่นๆ

เชียงราย, 30 เมษายน 2568 – อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทย ซึ่งเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจของชาติ กำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ เมื่อนักท่องเที่ยวต่างชาติแสดงความไม่พอใจต่อประสบการณ์การท่องเที่ยวในไทย โดยเฉพาะในจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญอย่างเชียงราย กระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่ปรากฏในโซเชียลมีเดียและสื่อต่างๆ ชี้ให้เห็นถึงปัญหาหลัก 4 ประการ ได้แก่ ราคาที่พุ่งสูงเกินเหตุ ระบบราคาสองมาตรฐาน ระบบการท่องเที่ยวที่ล้าหลัง และผลกระทบจากกลิ่นกัญชาที่แพร่กระจายในแหล่งท่องเที่ยว ปัญหาเหล่านี้ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตานักท่องเที่ยว แต่ยังทำให้ไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ความรุ่งเรืองและความท้าทายของการท่องเที่ยวไทย

ประเทศไทยเคยได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่ “คุ้มค่า” ที่สุดในโลก ด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรม ชายหาดที่สวยงาม อาหารรสเลิศ และการต้อนรับที่อบอุ่น จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดร่องขุ่น แม่น้ำโขง และชุมชนชาติพันธุ์ที่เต็มไปด้วยมรดกทางวัฒนธรรม ได้กลายเป็นจุดหมายยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวที่แสวงหาประสบการณ์ที่แตกต่างจากเมืองท่องเที่ยวหลักอย่างกรุงเทพฯ หรือภูเก็ต

อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยเริ่มเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะหลังจากการฟื้นตัวจากสถานการณ์โควิด-19 การเพิ่มขึ้นของราคาค่าบริการ ระบบที่ล้าสมัย และปัญหาใหม่ๆ เช่น การแพร่กระจายของกัญชาในที่สาธารณะ ได้จุดกระแส “คนต่างชาติไม่เที่ยวไทย” ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนในโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะจากโพสต์ของเพจ Bangkok Post Learning ที่มีชื่อว่า Thailand faces lower tourist numbers ซึ่งได้รับความคิดเห็นเกือบ 2,000 ข้อความ ส่วนใหญ่สะท้อนถึงความไม่พอใจต่อประสบการณ์การท่องเที่ยวในปัจจุบัน

สี่ปัญหาหลักที่ทำลายความน่าสนใจของการท่องเที่ยวไทย

จากการสำรวจของ กรุงเทพธุรกิจ ซึ่งคัดเลือกความคิดเห็นประมาณ 800 ข้อความจากโพสต์ดังกล่าว และใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการจัดกลุ่มปัญหา พบว่ามี 4 ปัญหาหลักที่นักท่องเที่ยวต่างชาติและคนไทยเองแสดงความกังวล

  1. ราคาที่พุ่งสูงเกินเหตุ นักท่องเที่ยวจำนวนมากระบุว่า ประเทศไทยไม่ใช่จุดหมายที่ “คุ้มค่า” อีกต่อไป โดยเฉพาะราคาที่พักและอาหารที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด นักท่องเที่ยวชาวยุโรปรายหนึ่งเล่าว่า โรงแรมที่เกาะสมุยที่เขาเคยพักในราคาคืนละ 2,000 บาทเมื่อ 5 ปีก่อน ขณะนี้มีราคาสูงถึง 6,000 บาทต่อคืน อีกคนระบุว่า ค่ารับประทานอาหารเย็นสำหรับสองคนในพัทยาสูงถึง 7,000 บาท โดยไม่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ นอกจากนี้ ค่าตั๋วเครื่องบินก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่สร้างความกังวล นักท่องเที่ยวชาวอเมริกันกล่าวว่า เขาเคยจ่ายเพียง 300 ดอลลาร์สำหรับตั๋วไปไทย แต่ปัจจุบันต้องจ่ายเกือบ 1,000 ดอลลาร์ ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษต้องจ่ายถึง 1,200 ปอนด์ (ประมาณ 54,000 บาท) สำหรับตั๋วเครื่องบินในปีนี้ คนไทยเองก็ได้รับผลกระทบไม่แพ้กัน ชายไทยรายหนึ่งระบุว่า “แม้แต่คนไทยอย่างผมยังไม่สามารถเที่ยวในประเทศตัวเองได้ ราคาที่พักสูงเกินไป โดยเฉพาะช่วงวันหยุด” หญิงไทยอีกคนเสริมว่า “เป็นคนไทยแท้ๆ แต่ฉันยังแทบไม่มีปัญญาซื้อตั๋วเครื่องบินหรือจองโรงแรมดีๆ ไปเที่ยวชายหาดทางภาคใต้”
  2. ระบบราคาสองมาตรฐาน ระบบ “ราคาไม่มีมาตรฐาน” ที่แบ่งแยกระหว่างคนไทยและชาวต่างชาติเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ถูกวิจารณ์อย่างหนัก นักท่องเที่ยวชาวเยอรมันเล่าว่า เขาต้องจ่าย 200 บาทเพื่อเข้าอุทยานแห่งชาติ ขณะที่แฟนของเขาจ่ายเพียง 40 บาทเพราะหน้าตาคล้ายคนไทย “นี่คือการเลือกปฏิบัติชัดๆ” เขากล่าว ปัญหานี้ยังขยายไปถึงร้านอาหารและบริการขนส่ง ซึ่งมักเรียกเก็บราคาสูงจากชาวต่างชาติ
  3. ระบบที่ล้าหลังและยุ่งยาก ระบบวีซ่าและการเข้าเมือง เช่น ระบบ Thailand Digital Arrival Card (TDAC) และการลงทะเบียนออนไลน์ที่ต้องทำล่วงหน้า 3 วันก่อนเดินทาง ถูกมองว่าเป็นอุปสรรคสำคัญ นักท่องเที่ยวชาวเยอรมันระบุว่า “มันเป็นความยุ่งยากที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะสำหรับผู้สูงอายุที่ไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยี” การลดระยะเวลาวีซ่าท่องเที่ยวจาก 60 วันเหลือ 30 วันยังสร้างความไม่พอใจให้กับนักท่องเที่ยวระยะยาว
  4. ปัญหากัญชาและภาพลักษณ์ การเปิดเสรีกัญชาในประเทศไทยถูกมองว่าส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของแหล่งท่องเที่ยว คุณแม่ชาวออสเตรเลียเล่าว่า “ครอบครัวเราไม่สนุกกับการได้กลิ่นกัญชาทุกที่ที่เราไป โดยเฉพาะกับลูกเล็ก” นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษเสริมว่า “มันไม่ใช่ประเทศไทยที่ผมจำได้ ตอนนี้มีคนเมากัญชาอยู่ทั่วไป” ปัญหานี้ถูกมองว่าดึงดูด “นักท่องเที่ยวไม่มีคุณภาพ” และทำลายบรรยากาศของแหล่งท่องเที่ยว

ความพยายามแก้ไขและโอกาสในการฟื้นฟู

เพื่อตอบสนองต่อปัญหาเหล่านี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทย โดยเฉพาะการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้เริ่มดำเนินมาตรการเพื่อฟื้นฟูภาพลักษณ์และดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ

นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า การลดลงของนักท่องเที่ยวจากตลาดหลักอย่างจีน ซึ่งลดลงเฉลี่ย 17% ในไตรมาสแรกของปี 2568 สร้างความกังวลอย่างมาก เนื่องจากจีนเป็นตลาดที่สร้างรายได้สำคัญให้กับไทย อย่างไรก็ตาม เธอมองว่าวิกฤตนี้เป็นโอกาสในการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ โดยเฉพาะการดึงดูดนักท่องเที่ยวจากยุโรป เช่น สวีเดน ซาอุดีอาระเบีย ออสเตรีย และสหราชอาณาจักร ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 10% ในไตรมาสที่สองของปี 2568

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ททท. ได้ดำเนินแคมเปญเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนอย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการ สวัสดี หนีห่าว ที่ใช้ศิลปินชื่อดังอย่างหลัวอวิ๋นซีเป็นสื่อกลางในการประชาสัมพันธ์ รวมถึงการจัดงานฉลองความสัมพันธ์ไทย-จีนครบรอบ 50 ปี นอกจากนี้ ททท. ยังสนับสนุนนโยบาย เที่ยวไทยคนละครึ่ง ซึ่งรัฐบาลจะสมทบค่าใช้จ่ายท่องเที่ยว 50% เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ

นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการกิตติมศักดิ์ สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เสนอว่า ประเทศไทยควรพิจารณานโยบายคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติในลักษณะเดียวกับจีนและญี่ปุ่น ซึ่งสามารถกระตุ้นการใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ การที่จีนอนุญาตให้คืนภาษี 13% และญี่ปุ่นมีระบบช้อปปิ้งปลอดภาษีที่ฟื้นตัวถึง 219% ในปี 2568 เป็นตัวอย่างที่ไทยควรศึกษา

นอกจากนี้ การแก้ไขปัญหาคุณภาพแหล่งท่องเที่ยว เช่น การจัดการขยะและมลพิษ รวมถึงการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ทางเท้าและระบบขนส่งสาธารณะ จะช่วยเพิ่มความพึงพอใจของนักท่องเที่ยว การควบคุมการใช้กัญชาในที่สาธารณะและการกำหนดมาตรฐานราคาที่เป็นธรรมจะเป็นก้าวสำคัญในการฟื้นฟูภาพลักษณ์ของไท

7 เหตุผลหลักที่ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยว “เชียงราย” น้อยลง

ทางนครเชียงรายนิวส์ได้ เปิดโอกาสให้โลกโซเชียลได้ลองแสดงความเห็นการท่องเที่ยงในจังหวัดเชียงรายว่ามองเห็นในด้านไหนบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่มองเป็นเรื่องการขาดการจัดการและวิสัยทัศน์อย่างเป็นระบบ หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง ฟื้นฟูธรรมชาติ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และสร้างแผนประชาสัมพันธ์ที่เข้าถึงโลก เชียงรายจะกลับมาเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศได้อีกแน่นอน โดยพบ 7 เหตุผลหลักที่ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยว “เชียงราย” น้อยลง ดังนี้

  1. เที่ยวได้แค่ฤดูหนาว ไม่มีกิจกรรมตลอดปี
    จังหวัดเชียงรายยังคงพึ่งพา “ฤดูหนาว” เป็นจุดขายหลัก งานเทศกาลดอกไม้ ลอยกระทง หรือกิจกรรมที่จัดขึ้นมักมีแค่ช่วงฤดูหนาวเท่านั้น ฤดูกาลอื่นแทบไม่มีการกระตุ้นการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน นักท่องเที่ยวต่างชาติจึงไม่เห็นความคุ้มค่าในการเดินทางมาเที่ยวตลอดทั้งปี
  2. ขนส่งสาธารณะไม่เอื้ออำนวย
    จากสนามบินไปตัวเมือง หรือจากในเมืองไปแหล่งท่องเที่ยว ขนส่งสาธารณะขาดประสิทธิภาพ รถสองแถวมีน้อย รถแท็กซี่แทบไม่มี ตุ๊กตุ๊กราคาแพง รถเช่าก็ไม่ครอบคลุม ทำให้การเดินทางต้องพึ่งพารถส่วนตัวเป็นหลัก นักท่องเที่ยวที่ไม่มีข้อมูลหรือไม่มีคนพาไป จะรู้สึกว่า “เชียงรายเที่ยวยาก”
  3. สิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมและไร้การดูแล
    หมอกควัน PM2.5 น้ำเสียจากการจัดร้านอาหารริมแม่น้ำ การรุกพื้นที่ป่าเพื่อสร้างคาเฟ่หรือรีสอร์ต รวมถึงอากาศเป็นพิษจากไฟป่า ล้วนทำลายความงามของธรรมชาติแบบดั้งเดิม นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ต้องการเที่ยวเชิงอนุรักษ์จึงเบือนหน้าหนี
  4. ไม่มีการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่
    สถานที่ที่ยังคงได้รับความนิยม เช่น วัดร่องขุ่น บ้านดำ สิงห์ปาร์ค หรือดอยตุง ถูกกล่าวถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่มีจุดขายใหม่ๆ เพิ่มเติม ในขณะที่จังหวัดอื่นอย่างเชียงใหม่หรือแม่ฮ่องสอนพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและกิจกรรมใหม่ตลอดเวลา เชียงรายกลับยังย่ำอยู่กับที่
  5. ขาดการประชาสัมพันธ์และความเข้าใจการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
    หลายงานในพื้นที่ไม่มีการโปรโมตที่ดี ชาวบ้านบางคนไม่รู้แม้แต่ว่ามีกิจกรรมจัดขึ้น การสื่อสารไม่ทั่วถึง นักท่องเที่ยวต่างชาติก็ไม่รู้ว่าควรไปไหน ไม่มีภาษาอังกฤษประกอบ ไม่มีแพลตฟอร์มดิจิทัลรองรับการค้นหาข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ
  6. ราคาสูง คุณภาพไม่ตามราคา
    อาหารในหลายพื้นที่แพงเกินคุณภาพ โรงแรมบางแห่งราคาไม่สมเหตุสมผล อาหารไม่มีความโดดเด่นด้านรสชาติ ทำให้เกิดความรู้สึกว่า “ไม่คุ้มค่า” แม้ค่าที่พักจะถูกกว่าจังหวัดอื่นแต่ประสบการณ์โดยรวมกลับไม่ประทับใจ
  7. ระบบราชการขาดวิสัยทัศน์และความจริงใจในการพัฒนา
    หน่วยงานราชการที่ควรจะเป็นตัวขับเคลื่อนกลับขาดเป้าหมาย ขาดรสนิยม และไม่มีความเข้าใจจริงต่อการท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไปในยุคปัจจุบัน แหล่งท่องเที่ยวที่มีอยู่กลับถูกทำลาย หรือพัฒนาแบบผิดทิศผิดทาง เช่น การสร้างร้านอาหารในแม่น้ำ แพอาหารในน้ำตก โดยไม่คำนึงถึงระบบนิเวศ

บทสรุป การฟื้นฟูการท่องเที่ยวเชียงราย ต้องเริ่มที่ราก

เชียงรายมีศักยภาพด้านธรรมชาติและวัฒนธรรมที่โดดเด่นไม่แพ้จังหวัดใดในประเทศ แต่วิธีคิด การบริหารจัดการ และการเชื่อมโยงกับนักท่องเที่ยวต่างชาตินั้นล้าหลังเกินไป
หากต้องการให้เชียงรายกลับมาเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก รัฐต้องลงมาจัดการจริงจัง ประชาชนต้องร่วมขับเคลื่อน และภาคธุรกิจต้องมีความรับผิดชอบต่อธรรมชาติ
มิฉะนั้น “เชียงราย” จะกลายเป็นเพียงความทรงจำในหน้าหนาว…ที่ไม่มีใครอยากกลับมาอีก

ความท้าทายและโอกาส

ปัญหาที่นักท่องเที่ยวหยิบยกขึ้นมาสะท้อนถึงความท้าทายที่ซับซ้อนในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ซึ่งสามารถวิเคราะห์ได้ในหลายมิติ:

มิติด้านเศรษฐกิจ การเพิ่มขึ้นของราคาค่าบริการเป็นผลจากภาวะเงินเฟ้อทั่วโลกและต้นทุนที่สูงขึ้นหลังโควิด-19 อย่างไรก็ตาม การที่ราคาเพิ่มขึ้นเกินกว่าอัตราเงินเฟ้อปกติอาจทำให้ไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันเมื่อเทียบกับเวียดนาม ฟิลิปปินส์ หรือกัมพูชา ซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่าและโครงสร้างพื้นฐานที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว

มิติด้านภาพลักษณ์ การแพร่กระจายของกัญชาและระบบราคาสองมาตรฐานทำให้ประเทศไทยถูกมองว่าไม่เป็นมิตรกับครอบครัวและนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง การที่นักท่องเที่ยวเปรียบเทียบไทยกับญี่ปุ่น ซึ่งมีบริการที่สะอาด ปลอดภัย และมีมาตรฐานสูงกว่า สะท้อนถึงความจำเป็นในการยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยว

มิติด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบวีซ่าและการลงทะเบียนที่ยุ่งยาก รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานที่ล้าสมัย เช่น ทางเท้าที่ชำรุดและชายหาดที่สกปรก เป็นอุปสรรคที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน การลงทุนในเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานจะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้กับนักท่องเที่ยว

โอกาสในการฟื้นฟู การลดลงของนักท่องเที่ยวจากจีนเป็นโอกาสให้ไทยหันไปเจาะตลาดยุโรปและตะวันออกกลาง ซึ่งมีกำลังซื้อสูงและสนใจประสบการณ์ท่องเที่ยวที่เน้นวัฒนธรรมและความยั่งยืน นโยบายคืนภาษีและการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้

ทัศนคติเป็นกลางต่อความเห็นทั้งสองฝั่ง

ความกังวลของนักท่องเที่ยว
นักท่องเที่ยวต่างชาติและคนไทยเองมีเหตุผลที่สมควรในการแสดงความไม่พอใจต่อราคาที่สูงเกินเหตุ ระบบที่ล้าหลัง และปัญหากัญชา ความคาดหวังของพวกเขาคือการได้รับประสบการณ์ที่คุ้มค่าและสะดวกสบาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศไทยเคยทำได้ดีในอดีต

ความพยายามของหน่วยงานไทย


หน่วยงานอย่าง ททท. และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา แสดงถึงความพยายามในการแก้ไขปัญหาผ่านแคมเปญประชาสัมพันธ์และนโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยว เช่น เที่ยวไทยคนละครึ่ง และการเจาะตลาดใหม่ การที่ไทยยังคงมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 9.5 ล้านคนในไตรมาสแรกของปี 2568 แสดงถึงศักยภาพที่ยังคงแข็งแกร่ง

ทัศนคติเป็นกลาง ความกังวลของนักท่องเที่ยวเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญ ซึ่งหน่วยงานไทยควรใช้เป็นโอกาสในการปรับปรุงคุณภาพการท่องเที่ยว ขณะเดียวกัน ความพยายามของหน่วยงานในการดึงดูดนักท่องเที่ยวและพัฒนานโยบายใหม่เป็นก้าวที่ถูกต้อง การแก้ไขปัญหาจะต้องเน้นที่การสร้างสมดุลระหว่างการรักษาความคุ้มค่าและการยกระดับคุณภาพ เพื่อให้ประเทศไทยกลับมาเป็นจุดหมายที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกชื่นชอบ

สถิติที่เกี่ยวข้อง

  1. จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในประเทศไทย ในไตรมาสแรกของปี 2568 ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 9.5 ล้านคน เพิ่มขึ้น 2% จากปีก่อน สร้างรายได้ 471,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% (ที่มา: การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, 2568)
  2. การลดลงของนักท่องเที่ยวจีน ตลาดนักท่องเที่ยวจากจีน ฮ่องกง ไต้หวัน เกาหลีใต้ และเวียดนาม ลดลงเฉลี่ย 17% ในไตรมาสแรกของปี 2568 เนื่องจากความกังวลด้านความปลอดภัยและจำนวนเที่ยวบินที่ลดลง (ที่มา: การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, 2568)
  3. มูลค่าการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว การใช้จ่ายปลอดภาษีในญี่ปุ่นฟื้นตัว 219% ในเดือนมีนาคม 2568 เมื่อเทียบกับปี 2562 โดย 50% มาจากนักท่องเที่ยวจีน (ที่มา: Global Blue, 2568)
  4. ผลกระทบของโครงสร้างพื้นฐานต่อการท่องเที่ยว การสำรวจของ World Travel & Tourism Council (WTTC) ในปี 2567 พบว่า 65% ของนักท่องเที่ยวทั่วโลกให้ความสำคัญกับโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย เช่น ระบบวีซ่าออนไลน์และการคมนาคมที่สะดวก (ที่มา: WTTC Global Tourism Report, 2567)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE