Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

23 บริษัททุนจีนเหมืองทองเมียนมา ทำน้ำกกขุ่น ชาวบ้านผวาไม่ปลอดภัย

เหมืองทองริมแม่น้ำกกฝั่งพม่า สร้างผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ชาวบ้านหวั่นกระทบน้ำประปาเชียงราย

เชียงราย, 16 มีนาคม 2568 – สำนักข่าวชายขอบรายงานว่า พื้นที่ริมแม่น้ำกกตอนใต้ของรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ใกล้ชายแดนไทย ด้านอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ กำลังเผชิญปัญหาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการทำเหมืองทองคำ โดยมีการระบุว่า กลุ่มทุนจีนได้รับอนุญาตจากกองกำลังว้า (United Wa State Army – UWSA) ให้ดำเนินกิจการเหมืองแร่บริเวณนี้กว่า 23 บริษัท ซึ่งส่งผลให้แม่น้ำกกขุ่นข้นและอาจมีสารปนเปื้อนลงสู่ระบบนิเวศ

ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนท้องถิ่น

สต.ทศพร สามหน่อวงศ์ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ 14 ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า สภาพน้ำในแม่น้ำกกเปลี่ยนเป็นสีขุ่นผิดปกติ อันเป็นผลมาจากกระบวนการชะล้างแร่ของเหมืองทองคำบริเวณดังกล่าว โดยที่ผ่านมาเคยมีปัญหาสารเคมีจากอุตสาหกรรมยางพาราไหลลงแม่น้ำ ส่งผลให้น้ำมีสีขาวขุ่น และล่าสุดเมื่อเริ่มมีการทำเหมืองทองบริเวณนี้ก็ยิ่งทำให้น้ำขุ่นมากขึ้น

ชาวบ้านจากฝั่งรัฐฉานแจ้งว่า เหมืองทองตั้งอยู่ติดแม่น้ำกก และของเสียจากเหมืองถูกปล่อยลงน้ำโดยตรง ขณะนี้ยังไม่มีหน่วยงานภาครัฐเข้ามาตรวจสอบคุณภาพน้ำเพื่อให้คำตอบแก่ประชาชน ทำให้เกิดความกังวลอย่างมาก” สต.ทศพร กล่าว

ผลกระทบต่อสุขภาพและวิถีชีวิตของประชาชน

ขณะนี้ ประชาชนในพื้นที่ท่าตอนและบริเวณใกล้เคียงได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำกกขุ่น โดยเฉพาะผู้ที่ใช้น้ำกกเป็นแหล่งน้ำอุปโภคบริโภค พบว่าหลายคนเริ่มมีอาการ แพ้ทางผิวหนังและมีผื่นคัน หลังจากลงเล่นน้ำหรือใช้น้ำกกอาบน้ำ นอกจากนี้ ประชาชนบางส่วนต้องปรับเปลี่ยนแหล่งน้ำเพื่อความปลอดภัย โดยหันไปใช้น้ำประปาภูเขาแทน

“ปีก่อนก็เคยมีเหตุการณ์แบบนี้ และพบว่ามีประชาชนที่ลงเล่นน้ำในช่วงสงกรานต์ต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลจากอาการแพ้ เรากังวลว่า สงกรานต์ปีนี้อาจเกิดปัญหาแบบเดิมอีก ทางการควรเข้ามาตรวจสอบคุณภาพน้ำโดยด่วน” สต.ทศพร กล่าวเพิ่มเติม

ข้อเรียกร้องให้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาแก้ไขปัญหา

สต.ทศพรและชาวบ้านในพื้นที่เรียกร้องให้ รัฐบาลไทยและหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมเข้ามาตรวจสอบคุณภาพน้ำ รวมถึงประสานงานกับรัฐบาลเมียนมาเพื่อหาทางออกที่เหมาะสมในการควบคุมการทำเหมืองที่อาจส่งผลกระทบข้ามพรมแดน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่พึ่งพาแม่น้ำกกเป็นแหล่งน้ำหลัก

ทั้งนี้ แม่น้ำกกถือเป็นแหล่งน้ำดิบสำคัญที่ การประปาส่วนภูมิภาคจังหวัดเชียงราย ใช้ผลิตน้ำประปาให้กับประชาชนในอำเภอเมืองเชียงรายและอำเภอใกล้เคียง นอกจากนี้ ในฤดูแล้งบางส่วนของน้ำกกยังถูกนำไปใช้ผลิตน้ำประปาในอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ทำให้หลายฝ่ายวิตกกังวลเกี่ยวกับการปนเปื้อนของน้ำที่อาจส่งผลต่อสุขภาพของประชาชนในวงกว้าง

ภาพถ่ายยืนยันน้ำขุ่นจากการทำเหมืองทองคำ

เพจ จัดให้ มีเดีย ได้เผยแพร่ภาพถ่ายเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2568 ซึ่งแสดงให้เห็นว่า จุดที่แม่น้ำรวกไหลบรรจบกับแม่น้ำโขงบริเวณสามเหลี่ยมทองคำ น้ำจากแม่น้ำรวกที่มีต้นทางจากแม่น้ำสาย (ในเมียนมา) มีสีขุ่นอย่างเห็นได้ชัดก่อนจะไหลลงสู่แม่น้ำโขงซึ่งยังคงมีความใสสะอาดตามฤดูกาล ปรากฏการณ์นี้มีความคล้ายคลึงกับปัญหาน้ำกกขุ่นที่กำลังส่งผลกระทบต่อพื้นที่อำเภอฝางและอำเภอเมืองเชียงราย

ความคิดเห็นจากทั้งสองฝ่าย

ฝ่ายสนับสนุนการตรวจสอบและแก้ไขปัญหา

  • ประชาชนในพื้นที่ต้องการให้หน่วยงานภาครัฐเร่งดำเนินการตรวจสอบคุณภาพน้ำกกและเปิดเผยข้อมูลให้ชัดเจน
  • นักสิ่งแวดล้อมเรียกร้องให้มีการดำเนินมาตรการป้องกันและเจรจากับเมียนมาเพื่อแก้ไขปัญหานี้ในระยะยาว

ฝ่ายที่มองต่างมุม

  • ผู้ประกอบการด้านการทำเหมืองมองว่า การทำเหมืองเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจท้องถิ่นในรัฐฉาน และการควบคุมเหมืองที่เข้มงวดอาจกระทบต่อรายได้ของประชาชนบางส่วน
  • เจ้าหน้าที่บางฝ่ายให้ความเห็นว่า การตรวจสอบผลกระทบข้ามพรมแดนเป็นเรื่องซับซ้อน และต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ จึงอาจต้องใช้เวลาในการแก้ไข

สถิติและข้อมูลอ้างอิง

  • จำนวนบริษัทที่ดำเนินกิจการเหมืองทองในพื้นที่แม่น้ำกกฝั่งพม่า: 23 บริษัท (ข้อมูลจากรายงานภาคสนามของสำนักข่าวชายขอบ)
  • อัตราการปนเปื้อนของน้ำจากการทำเหมืองในภูมิภาค: รายงานจากหน่วยงานสิ่งแวดล้อมพบว่า 80% ของแม่น้ำที่อยู่ใกล้เหมืองแร่มีระดับตะกอนสูงกว่ามาตรฐาน (ข้อมูลจากองค์กรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเมียนมา)
  • จำนวนประชาชนที่ใช้น้ำกกเป็นแหล่งน้ำประปา: กว่า 200,000 คนในจังหวัดเชียงราย (ข้อมูลจากการประปาส่วนภูมิภาค)
  • สถิติการร้องเรียนปัญหาคุณภาพน้ำในภาคเหนือ: เพิ่มขึ้น 35% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (ข้อมูลจากสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ)

สรุป

ปัญหาการทำเหมืองทองคำในพื้นที่ต้นน้ำกกของเมียนมากำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ แม้ว่าจะยังไม่มีการยืนยันทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับระดับสารปนเปื้อนในน้ำ แต่ความเปลี่ยนแปลงของคุณภาพน้ำที่สังเกตได้ชัดเจนสร้างความกังวลในวงกว้าง อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหานี้จำเป็นต้องอาศัยการประสานงานระหว่างประเทศ รวมถึงการดำเนินมาตรการที่เหมาะสมทั้งในด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจเพื่อให้เกิดความสมดุลและยั่งยืนในระยะยาว

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักข่าวชายขอบ / จัดให้ มีเดีย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

ผบ.ทสส.ลุยแม่สาย คุมเข้มชายแดน ไทย-เมียนมา

ผบ.ทสส. ลงพื้นที่เชียงราย ติดตามสถานการณ์ความมั่นคงชายแดนไทย-เมียนมา-ลาว

เชียงราย, 15 มีนาคม 2568 – พลเอก ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) และผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน (ศอ.ปชด.) พร้อมคณะ ลงพื้นที่จังหวัดเชียงรายเพื่อติดตามสถานการณ์ความมั่นคงบริเวณชายแดนไทย-เมียนมา-ลาว พร้อมร่วมประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ ห้องจอมกิตติ ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดเชียงราย

การประชุมร่วมเพื่อขับเคลื่อนมาตรการความมั่นคง

การประชุมในครั้งนี้มี นายชริน ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย / ผู้อำนวยการศูนย์สั่งการชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านจังหวัดเชียงราย (ศส.ชท.จว.ช.ร.) เป็นผู้กล่าวต้อนรับ โดยมี พลโท กิตติพงศ์ ชื่นใจชน แม่ทัพน้อยที่ 3 / รองผู้อำนวยการ ศส.ชท.ทภ.3 และ พลตรี กิดากร จันทรา ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง เข้าร่วมประชุม ในที่ประชุมมีการนำเสนอประเด็นสำคัญเกี่ยวกับความมั่นคงในพื้นที่ อาทิ:

  • ข้อมูลพื้นฐานของจังหวัดเชียงราย
  • การปฏิบัติตามนโยบาย Seal Stop Safe และมาตรการ 3 ตัด
  • สถานการณ์การลักลอบเข้าเมืองและการค้ามนุษย์
  • แนวทางการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่ชายแดน

ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานการณ์ชายแดน

ภายหลังการประชุม ผบ.ทสส. และคณะได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมจุดยุทธศาสตร์สำคัญในอำเภอแม่สาย ซึ่งเป็นด่านหน้าสำหรับการควบคุมความมั่นคงชายแดน โดยมีจุดตรวจเยี่ยมหลัก ได้แก่:

  1. สะพานมิตรภาพไทย-เมียนมาแห่งที่ 1 – ตรวจสอบช่องทางสัญจร จุดตัดการจ่ายไฟฟ้าและอินเทอร์เน็ต รวมถึงสังเกตการณ์โครงการรื้อถอนเพื่อสร้างแนวป้องกันตลิ่ง
  2. ตลาดสายลมจอย – ตรวจสอบพื้นที่รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำแนวชายแดน และสำรวจพื้นที่ฟื้นฟูจากเหตุอุทกภัยที่ผ่านมา
  3. สะพานมิตรภาพไทย-เมียนมาแห่งที่ 2 – ตรวจสอบกระบวนการตรวจสินค้าผ่านแดน เช่น น้ำมัน อุปกรณ์สื่อสาร และอุปกรณ์ผลิตกระแสไฟฟ้า

มาตรการเข้มข้นในการรักษาความมั่นคงชายแดน

พลเอก ทรงวิทย์ เน้นย้ำว่า หน่วยงานทุกภาคส่วนต้องปฏิบัติงานอย่างเคร่งครัดภายใต้กรอบกฎหมาย โดยเน้นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานด้านความมั่นคง ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และภาคประชาชน เพื่อป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติ การค้ามนุษย์ และยาเสพติด ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพของประเทศ

ความคิดเห็นจากทั้งสองฝ่าย

ฝ่ายสนับสนุนมองว่า การลงพื้นที่ของ ผบ.ทสส. แสดงให้เห็นถึงความจริงจังของกองทัพในการดูแลความปลอดภัยชายแดน การเสริมสร้างเสถียรภาพในพื้นที่ และการป้องกันภัยคุกคามที่อาจส่งผลต่อประเทศ ขณะที่ฝ่ายกังวลมองว่าการเข้มงวดด้านความมั่นคงอาจส่งผลกระทบต่อภาคการค้าและเศรษฐกิจในพื้นที่ โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่พึ่งพาการค้าชายแดน

สถิติและข้อมูลอ้างอิง

  • การค้าชายแดนไทย-เมียนมา – มูลค่าการค้าระหว่างไทยและเมียนมาผ่านด่านแม่สายในปี 2567 อยู่ที่ประมาณ 25,000 ล้านบาท (ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์)
  • สถิติการลักลอบข้ามแดน – ปี 2567 มีผู้ลักลอบเข้าเมืองบริเวณชายแดนภาคเหนือกว่า 15,000 ราย (ข้อมูลจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง)
  • แนวทางการพัฒนาเขตชายแดน – รัฐบาลมีแผนลงทุนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่แม่สายมูลค่ากว่า 5,000 ล้านบาท (ข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ)

สรุป

การลงพื้นที่ของ ผบ.ทสส. ครั้งนี้สะท้อนถึงความพยายามในการรักษาความมั่นคงของประเทศในพื้นที่ชายแดน พร้อมทั้งส่งเสริมการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติและการค้ามนุษย์อย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม ความเข้มงวดด้านความมั่นคงอาจต้องมีการพิจารณาแนวทางที่สมดุล เพื่อให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ต่อไป

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
TOP STORIES

ไฟป่า ‘พะเยา’ วิกฤต เผาไข่นกยูง ล่าสัตว์ต้นเหตุ จุดความร้อนพุ่ง

ไฟป่าเวียงลอวิกฤติ พื้นที่ป่าพะเยาเสียหายหนัก นกยูงไทยสูญเสียแหล่งขยายพันธุ์

เจ้าหน้าที่เร่งควบคุมสถานการณ์ไฟป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเวียงลอ

พะเยา,15 มีนาคม 2568 – เหตุการณ์ ไฟป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเวียงลอ จังหวัดพะเยา ยังคงสร้างความเสียหายอย่างต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่ดับไฟป่าจากหลายหน่วยงานระดมกำลังเข้าควบคุมสถานการณ์ แต่ยังคงพบ จุดความร้อน (Hotspot) มากกว่า 40 จุด ในพื้นที่ โดยเฉพาะใน อำเภอปง เชียงม่วน และจุน ซึ่งเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติและพื้นที่อนุรักษ์สำคัญของภาคเหนือ

นายฉกาจ เทพทองปัน หัวหน้าสถานีควบคุมไฟป่าพะเยา รายงานว่า เจ้าหน้าที่จากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเวียงลอ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เข้าปฏิบัติการดับไฟป่าตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม 2568 โดยดำเนินการลาดตระเวนและพักแรมในป่า เพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์และเร่งดับไฟ

จากจำนวน 23 จุดความร้อน ขณะนี้สามารถควบคุมได้แล้ว 18 จุด เหลืออีก 5 จุด ที่อยู่ระหว่างปฏิบัติการ โดยคาดว่าจะสามารถดับไฟได้ทั้งหมดภายในวันนี้ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังคงพบไข่นกยูงไทยที่ถูกไฟไหม้ สะท้อนถึงผลกระทบที่รุนแรงต่อระบบนิเวศในพื้นที่

ไฟป่าพะเยายังรุนแรง จุดความร้อนสะสมสูงสุดของภาคเหนือ

สาเหตุหลักมาจากการล่าสัตว์และหาของป่า

นางลักษวรรณ พวงไม้มิ่ง ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดพะเยา เปิดเผยว่า สาเหตุหลักของไฟป่าที่เกิดขึ้นในจังหวัดพะเยา มาจากการลักลอบจุดไฟเพื่อล่าสัตว์ และหาของป่า ส่งผลให้พื้นที่ป่าถูกทำลายอย่างต่อเนื่องและกระทบต่อสัตว์ป่าหลายชนิด โดยเฉพาะ นกยูงไทย ซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง

จังหวัดพะเยาได้ประกาศ ปิดป่าทุกพื้นที่ เพื่อควบคุมสถานการณ์ พร้อมดำเนินมาตรการทางกฎหมายอย่างเข้มงวด หากพบผู้กระทำผิดจะถูกดำเนินคดีโดยไม่มีข้อยกเว้น

มาตรการเร่งด่วนในการควบคุมไฟป่า

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2568 สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดพะเยาได้ประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผ่านระบบ Zoom Meeting เพื่อติดตามสถานการณ์ไฟป่า โดยมีการตั้ง ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ ณ ศาลากลางจังหวัดพะเยา และสั่งการให้ ทุกอำเภอเร่งดับไฟและเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด

ในอำเภอเชียงม่วน ได้สั่งการให้ ผู้นำชุมชนร่วมมือกับเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแม่ยม ดำเนินการดับไฟป่าบริเวณ ป่าบ้านบ่อต้นสัก หมู่ 10 ตำบลบ้านมาง อย่างไรก็ตาม การควบคุมไฟเป็นไปอย่างยากลำบากเนื่องจากพื้นที่เกิดไฟป่าเป็นภูเขาสูงชันและมีลมพัดแรง

ล่าสุด ช่วงบ่ายของวันนี้ จังหวัดพะเยายังคงพบ จุดความร้อน 25 จุด โดยส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเวียงลอ, อุทยานแห่งชาติดอยภูนาง และป่าสงวนแห่งชาติในอำเภอปง

มาตรการป้องกันและแนวทางแก้ไขปัญหาไฟป่าในระยะยาว

แนวทางปฏิบัติของหน่วยงานรัฐ

  1. บูรณาการหน่วยงานภาครัฐและภาคประชาชน – ให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งฝ่ายปกครอง อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อส.) เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ผู้นำชุมชน กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน ร่วมปฏิบัติงานในการเฝ้าระวังและควบคุมไฟป่า
  2. ดำเนินมาตรการเฝ้าระวังในจุดเสี่ยง – ให้หน่วยเผชิญเหตุเร่งดำเนินการดับไฟให้สนิท และเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันไฟปะทุซ้ำ
  3. เข้มงวดมาตรการด้านกฎหมาย – กำชับให้ทุกอำเภอ ดำเนินการตรวจสอบและลงโทษผู้ที่ลักลอบจุดไฟป่าหรือกระทำผิดกฎหมายโดยไม่มีข้อยกเว้น

สถิติที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ไฟป่าในพะเยา

  • จำนวนจุดความร้อนที่พบในจังหวัดพะเยา 40 จุด (สูงสุดในภาคเหนือ)
  • จุดความร้อนสะสมตั้งแต่ต้นปี 1,253 จุด
  • อำเภอที่พบจุดความร้อนมากที่สุด:
    • อำเภอปง 17 จุด
    • อำเภอเชียงม่วน 8 จุด
    • อำเภอจุน 7 จุด
  • หน่วยงานที่เข้าร่วมภารกิจดับไฟป่าทั้งหมด 90 นาย
  • พื้นที่ไฟป่าที่เกิดจากการลักลอบล่าสัตว์และหาของป่า มากกว่า 60% ของพื้นที่ทั้งหมด
  • จำนวนจุดความร้อนใน 17 จังหวัดภาคเหนือ 113 จุด โดย พะเยาสูงสุด 40 จุด

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดพะเยา / สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดพะเยา/ กองทัพภาคที่ 3 / ศูนย์ปฏิบัติการไฟป่าเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

24 วันสูญเสีย! ครอบครัวเหยื่อซิปไลน์ วอนเจ้าของกิจการ

ครอบครัวผู้เสียชีวิตเหตุเสาซิปไลน์ล้มที่ดอยช้าง วอนขอความรับผิดชอบจากเจ้าของกิจการ

ผ่านไป 24 วัน ครอบครัวยังเฝ้ารอความยุติธรรม

เชียงราย, 12 มีนาคม 2568 – นายวิเชียร พวกอินแสง ครอบครัวของนายวัชระ ผู้เสียชีวิตจากเหตุ เสาซิปไลน์ล้มที่ดอยช้าง ตำบลวาวี อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ออกมาโพสต์เรียกร้องให้เจ้าของกิจการออกมารับผิดชอบต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิต โดยระบุว่า “ผ่านมา 24 วันแล้วที่ลูกชายผมจากไป… ผมยังคงเฝ้ารอความยุติธรรม (คนตายพูดไม่ได้)

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นขณะทีมช่างกำลังทำการทดสอบระบบสลิงของซิปไลน์ ก่อนที่เสาจะล้มลง เป็นเหตุให้ นายวัชระ อายุ 34 ปี เสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุ และยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 3 ราย ซึ่งต่อมา ทางครอบครัวได้จัดพิธีฌาปณกิจศพ ณ สุสานบ้านปางไฮ หมู่ที่ 7 ตำบลเทพเสด็จ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ท่ามกลางญาติพี่น้องและเพื่อนร่วมกลุ่มเอ็นดูโร่ที่เดินทางมาร่วมไว้อาลัย

ครอบครัวของผู้เสียชีวิตเปิดใจ – ยังคงรอความช่วยเหลือ

นางสาวอรทัย อายุ 36 ปี ภรรยาของผู้เสียชีวิต เปิดเผยว่า สามีของเธอเป็นเสาหลักของครอบครัว ทำงานรับจ้างเพื่อหาเลี้ยงพ่อแม่ ลูกสาววัย 11 ปี และลูกชายวัย 7 ปี ก่อนเกิดเหตุ นายวัชระได้รับว่าจ้างให้ไปแก้ไขระบบสลิงของซิปไลน์ที่ดอยช้าง เนื่องจากพบปัญหาว่า นักท่องเที่ยวที่ใช้บริการโหนสลิงไปไม่ถึงปลายทาง จึงต้องเข้าปรับปรุงและทดสอบระบบใหม่ แต่กลับเกิดอุบัติเหตุจนทำให้เขาต้องเสียชีวิต

“ทุกวันนี้ ลูกๆ ยังคงร้องไห้ถามหาพ่อ โดยเฉพาะคนเล็ก เวลาคิดถึงพ่อก็มักจะมาถามว่า พ่อไปไหน ลูกสาวคนโตก็พยายามทำใจและพูดกับแม่ว่า เราทำพิธีเผาศพพ่อไปแล้ว พ่อไม่ได้อยู่กับเราแล้ว แต่ฉันก็บอกกับลูกว่า พ่อยังอยู่กับเราเสมอ เพียงแค่เรามองไม่เห็นเท่านั้น” ภรรยาของผู้เสียชีวิตกล่าวด้วยความเศร้า

เจ้าของกิจการยังไม่แสดงความรับผิดชอบ ครอบครัวหวั่นถูกลืม

ภรรยาของผู้เสียชีวิตเปิดเผยว่า ตั้งแต่เกิดเหตุยังไม่มีเจ้าของกิจการออกมาแสดงความรับผิดชอบ หรือให้ความช่วยเหลือในด้านค่าใช้จ่ายต่างๆ เลย ไม่ว่าจะเป็นค่าจัดงานศพหรือเงินช่วยเหลือเลี้ยงดูครอบครัว โดยระบุว่า “เราไม่ได้ต้องการอะไรมากมาย แค่ขอให้ช่วยดูแลค่าใช้จ่ายในงานศพและเงินเลี้ยงดูลูกๆ เพียงเล็กน้อย แต่จนถึงตอนนี้ ยังไม่มีใครเข้ามาพูดคุยเรื่องนี้เลย

ล่าสุด พบว่า กิจการซิปไลน์ดังกล่าวถูกสั่งปิดชั่วคราว และไม่มีผู้ดูแลออกมาแสดงตัวเป็นเจ้าของ อย่างไรก็ตาม มีการรื้อถอนเสาซิปไลน์ต้นที่ล้มออกไปหลังเกิดเหตุไม่นาน โดยจากการตรวจสอบพบว่า โครงสร้างของฐานเสา รวมถึงน็อตและท่อปูนที่ใช้ยึดสลิง มีขนาดเล็กและดูไม่มั่นคงพอที่จะรองรับน้ำหนัก หากมีนักท่องเที่ยวใช้บริการจำนวนมาก ซึ่งสร้างข้อกังวลว่า ระบบซิปไลน์ของที่นี่อาจไม่ได้มาตรฐานเพียงพอ

ข้อเรียกร้องของครอบครัวและแนวทางการดำเนินคดี

ขณะนี้ ครอบครัวของผู้เสียชีวิตได้แจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าของกิจการซิปไลน์ดังกล่าว เพื่อให้มีการสอบสวนหาสาเหตุของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น และเรียกร้องให้มีการตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยของกิจการประเภทนี้ โดย สำนักงานอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและกรมโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดเชียงราย ได้เข้ามาตรวจสอบพื้นที่ และอยู่ระหว่างพิจารณาว่า โครงสร้างของซิปไลน์ดังกล่าวมีการก่อสร้างตามหลักวิศวกรรมหรือไม่

ด้านภาคประชาสังคมและนักสิทธิมนุษยชนบางส่วนมองว่า กรณีนี้สะท้อนถึงปัญหาความปลอดภัยในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงผจญภัยของไทย และเสนอให้ภาครัฐกำหนดมาตรฐานด้านความปลอดภัยที่เข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับความสูงและอุปกรณ์สลิง

สถิติที่เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุซิปไลน์

  • ศูนย์ข้อมูลอุบัติเหตุแห่งชาติ (2567) รายงานว่า อุบัติเหตุจากกิจกรรมซิปไลน์ในประเทศไทย มีจำนวน 15 กรณีในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่ง 80% ของอุบัติเหตุเกิดจากปัญหาด้านโครงสร้างและความปลอดภัยของอุปกรณ์
  • กรมการท่องเที่ยว (2567) เปิดเผยว่า มีซิปไลน์ในประเทศไทยที่เปิดให้บริการกว่า 60 แห่ง แต่พบว่าประมาณ 30% ยังไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการอย่างถูกต้อง
  • สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย รายงานว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา จังหวัดเชียงรายมีผู้ได้รับบาดเจ็บจากกิจกรรมการท่องเที่ยวแนวผจญภัย เฉลี่ยปีละ 5-7 ราย โดยสาเหตุหลักเกิดจาก ระบบอุปกรณ์ที่ไม่ได้มาตรฐานและการขาดการบำรุงรักษา

สรุป

เหตุการณ์ เสาซิปไลน์ล้มที่ดอยช้าง จังหวัดเชียงราย จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายราย กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจเกี่ยวกับความปลอดภัยของกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงผจญภัยในประเทศไทย แม้ว่ากิจการจะถูกสั่งปิดชั่วคราว แต่ยังไม่มีเจ้าของกิจการออกมาแสดงความรับผิดชอบหรือช่วยเหลือครอบครัวของผู้เสียชีวิต

ครอบครัวของนายวัชระยังคงรอคอยความยุติธรรมและการชดเชยที่เหมาะสมจากเจ้าของกิจการ ขณะที่ภาครัฐอยู่ระหว่างการตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยของสถานที่เกิดเหตุ หากพบว่ามีการละเลยมาตรการด้านวิศวกรรม อาจมีการดำเนินคดีตามกฎหมายเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นอีกในอนาคต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ศูนย์ข้อมูลอุบัติเหตุแห่งชาติ (2567) / กรมการท่องเที่ยว (2567) / สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

ผู้ว่าฯ ยันค่าล้างโคลนเอกสารครบ รอเงินเยียวยาจากส่วนกลาง

เชียงรายจัดสัมมนาสื่อมวลชน เสริมเครือข่ายประชาสัมพันธ์ พร้อมติดตามความคืบหน้างบเยียวยาน้ำท่วม

ผู้ว่าฯ เชียงรายชี้แจงสถานการณ์งบประมาณช่วยเหลือผู้ประสบภัยยังล่าช้า

เชียงราย, 12 มีนาคม 2568 – ที่บริเวณ บ่อน้ำพุร้อนป่าตึง อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในกิจกรรม สัมมนาสื่อมวลชนและเครือข่ายการประชาสัมพันธ์ ภายใต้โครงการประชาสัมพันธ์ขับเคลื่อนแผนปฏิบัติราชการจังหวัดเชียงราย ครั้งที่ 2 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อสร้าง รักษา และพัฒนาเครือข่ายด้านการประชาสัมพันธ์ พร้อมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางในการสื่อสารข้อมูลของจังหวัดให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ในงานนี้ นอกจากการหารือเกี่ยวกับแนวทางการประชาสัมพันธ์แล้ว ยังมีการกล่าวถึง สถานการณ์น้ำท่วมและปัญหางบประมาณเยียวยาผู้ประสบภัยที่ยังไม่ได้รับการจัดสรรจากส่วนกลาง โดยมีการตั้งคำถามจากประชาชนว่า “งบประมาณไม่มีแล้วจริงหรือ?” เนื่องจากผ่านมาครึ่งปีแล้ว แต่เงินค่าล้างโคลนยังไม่ถูกโอนมายังพื้นที่

สถานการณ์งบประมาณช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม

นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เปิดเผยว่า จังหวัดเชียงรายได้ส่งเอกสารหลักฐานความเสียหายของผู้ประสบภัยให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องครบถ้วนแล้ว แต่ยังไม่ได้รับงบประมาณสำหรับการช่วยเหลือค่าล้างโคลนจากส่วนกลาง

รายงานข่าวระบุว่า จ.เชียงรายได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมหนักในช่วง เดือนกันยายน 2567 โดยพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายมากที่สุด ได้แก่ อำเภอแม่สาย เขตเทศบาลนครเชียงราย และอำเภอเทิง หน่วยงานต่างๆ รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ให้การช่วยเหลือในเบื้องต้นแล้ว แต่ปัจจุบันยังคงมีปัญหาเรื่องเงินค่าล้างโคลนที่ผู้ประสบภัยจำนวนมากยังไม่ได้รับ

ย้อนไปเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2567 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีและโฆษกศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปช.) เปิดเผยว่า รัฐบาลมีแผนเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาปรับเพิ่มเงินเยียวยาสำหรับค่าล้างโคลนครัวเรือนละ 10,000 บาท เนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วมในเชียงรายครั้งนี้ทำให้เกิดปัญหาดินโคลนสะสมจำนวนมาก และต้องใช้กำลังคนและทรัพยากรจำนวนมากในการฟื้นฟู

เหตุใดงบประมาณยังไม่ถูกจัดสรร?

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2567 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า กระทรวงมหาดไทยได้เสนอค่าล้างโคลนและดินสำหรับผู้ประสบอุทกภัยหลังคาเรือนละ 10,000 บาท ให้คณะรัฐมนตรีรับทราบ และไม่จำเป็นต้องผ่านการอนุมัติใหม่ เนื่องจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้รับความเห็นชอบจากกรมบัญชีกลางแล้ว อย่างไรก็ตาม จนถึงปัจจุบันงบประมาณดังกล่าวยังไม่ได้ถูกโอนมายังพื้นที่ ทำให้ประชาชนยังคงต้องรอความช่วยเหลือ

นายอนุทินยืนยันว่า กระบวนการจ่ายเงินเยียวยาจะดำเนินการให้เร็วที่สุด โดยหากมีผู้ตกหล่น สามารถมาทวงสิทธิ์ได้ อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีความชัดเจนว่าเหตุใดงบประมาณจึงยังไม่ถูกจัดสรรสู่พื้นที่

เชียงรายยังมีงบเหลือหรือไม่

เชียงรายได้จัดตั้ง กองทุนช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ปี 2567 เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคเอกชน องค์กรเอกชน และประชาชนทั่วไปสามารถร่วมบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ โดยคณะทำงานได้กำหนดหลักเกณฑ์และแนวทางการใช้จ่ายเงินกองทุนภายใต้ความเห็นชอบของผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีความชัดเจนว่ากองทุนดังกล่าวมีงบเพียงพอที่จะช่วยเหลือในกรณีค่าล้างโคลนหรือไม่

ความคิดเห็นจากประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

มุมมองของประชาชน

  1. หลายครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบยังต้องใช้เงินส่วนตัวในการล้างคราบโคลน ซึ่งเป็นภาระทางการเงินเพิ่มเติม
  2. ประชาชนบางส่วนกังวลว่า หากไม่มีงบประมาณช่วยเหลือทันก่อนฤดูฝนปี 2568 ปัญหาดินโคลนที่ยังคงตกค้างอาจทำให้เกิดน้ำท่วมซ้ำซาก
  3. มีข้อสงสัยว่าขั้นตอนการเบิกจ่ายงบประมาณจากภาครัฐล่าช้าเพราะเหตุใด และจะสามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปีงบประมาณนี้หรือไม่

มุมมองของภาครัฐ

  1. ผู้ว่าฯ เชียงรายยืนยันว่าทางจังหวัดได้ส่งเอกสารและหลักฐานทั้งหมดไปยังส่วนกลางเรียบร้อยแล้ว และกำลังรอการโอนงบประมาณจากรัฐบาล
  2. กระทรวงมหาดไทยยืนยันว่าเงินเยียวยาค่าล้างโคลนได้รับการเห็นชอบแล้ว และอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการ
  3. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งตรวจสอบว่าเหตุใดการโอนงบประมาณยังไม่เกิดขึ้น และจะมีแนวทางเร่งรัดการเบิกจ่ายอย่างไร

สถิติที่เกี่ยวข้อง

  • สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงานว่าในปี 2567 จังหวัดเชียงรายมีผู้ประสบภัยน้ำท่วมกว่า 15,000 ครัวเรือน
  • ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือ คาดการณ์ว่า ฤดูฝนปี 2568 จะมีปริมาณน้ำฝนเพิ่มขึ้น 5-10% จากปกติ ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมซ้ำในพื้นที่เสี่ยง
  • ข้อมูลจากเทศบาลนครเชียงราย ระบุว่าความเสียหายที่เกิดจากน้ำท่วมในเขตเมืองเชียงรายและอำเภอแม่สาย คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 500 ล้านบาท

สรุป

ปัญหาความล่าช้าในการจ่ายเงินเยียวยาค่าล้างโคลนให้กับผู้ประสบภัยน้ำท่วมในจังหวัดเชียงราย ยังคงเป็นที่กังวลของประชาชน แม้รัฐบาลจะยืนยันว่าเงินดังกล่าวได้รับการเห็นชอบแล้ว แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการโอนงบประมาณมายังพื้นที่

หากงบประมาณไม่ได้รับการจัดสรรทันก่อนฤดูฝนปี 2568 อาจส่งผลกระทบต่อการฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัย และอาจทำให้เกิดน้ำท่วมซ้ำได้

การเร่งรัดกระบวนการเบิกจ่ายงบประมาณจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้ประชาชนสามารถฟื้นฟูบ้านเรือน และลดความเสี่ยงในการเกิดน้ำท่วมซ้ำซาก

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) / ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือ / เทศบาลนครเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

สาวๆ เที่ยวชิลล์ที่ “เชียงราย” ปลอดภัยสุดเป็น อันดับ 2 ของโลก

เชียงรายติดอันดับ 2 เมืองที่ปลอดภัยที่สุดในโลกสำหรับนักเดินทางหญิงสายดิจิทัล

Time Out จัดอันดับ “เชียงราย” เมืองปลอดภัยอันดับสองของโลกสำหรับผู้หญิงนักเดินทางสายดิจิทัล

เชียงราย – วันที่ 10 มีนาคม 2568 Time Out และ Holidu เผยผลสำรวจล่าสุดเกี่ยวกับเมืองที่ปลอดภัยที่สุดในโลกสำหรับ นักเดินทางหญิงสายดิจิทัล (Female Digital Nomads) โดยผลการจัดอันดับระบุว่า เชียงราย ได้รับการจัดให้อยู่ใน อันดับที่ 2 ของโลก รองจาก ไทเป ประเทศไต้หวัน ซึ่งเป็นอันดับหนึ่ง

การสำรวจดังกล่าวอ้างอิงจากข้อมูลของ Nomads.com และใช้เกณฑ์การวิเคราะห์หลายปัจจัย เช่น ความปลอดภัยเมื่อต้องเดินทางคนเดียว ความเป็นมิตรต่อผู้หญิง และกฎหมายเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศในสถานที่ทำงาน ผลการสำรวจชี้ว่า เชียงรายเป็นเมืองที่ มีความปลอดภัยสูง เหมาะสำหรับผู้หญิงที่ทำงานทางไกลและเดินทางคนเดียว

หญิงดิจิทัลโนแมด” เทรนด์ใหม่มาแรง! อิสระ ทำงานได้ทั่วโลก

ในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น “หญิงดิจิทัลโนแมด” หรือ “Female Digital Nomads” กำลังเป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มผู้หญิงที่ต้องการอิสระในการใช้ชีวิตและการทำงาน

“หญิงดิจิทัลโนแมด” หมายถึง ผู้หญิงที่ทำงานโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและสามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้ในโลก โดยไม่จำเป็นต้องมีสำนักงานประจำ พวกเธอมีความยืดหยุ่นในการทำงานและสามารถเดินทางไปในสถานที่ต่างๆ ได้ตามต้องการ

ลักษณะสำคัญของหญิงดิจิทัลโนแมด

  • ทำงานทางไกล (Remote Work): ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เช่น อินเทอร์เน็ต, คอมพิวเตอร์, และแอปพลิเคชันต่างๆ ในการทำงาน
  • อิสระในการเดินทาง: สามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้ที่มีอินเทอร์เน็ต ทำให้พวกเธอสามารถเดินทางและใช้ชีวิตในสถานที่ต่างๆ ได้อย่างอิสระ
  • ความยืดหยุ่น: มีความยืดหยุ่นในการจัดการเวลาและสถานที่ทำงาน ทำให้พวกเธอสามารถสร้างสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานได้
  • ทักษะดิจิทัล: มีทักษะและความเชี่ยวชาญในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการทำงาน เช่น การตลาดออนไลน์, การเขียน, การออกแบบกราฟิก, หรือการพัฒนาเว็บไซต์

ข้อดีของการเป็นหญิงดิจิทัลโนแมด

  • อิสระในการใช้ชีวิตและการทำงาน
  • โอกาสในการเดินทางและสัมผัสวัฒนธรรมที่หลากหลาย
  • ความยืดหยุ่นในการจัดการเวลา
  • โอกาสในการสร้างรายได้จากทั่วโลก

ข้อเสียที่ต้องพิจารณา

  • ความไม่แน่นอนของรายได้
  • ความท้าทายในการจัดการเวลาและการสร้างสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน
  • ความเหงาและความโดดเดี่ยว
  • ความท้าทายในการจัดการเรื่องภาษีและกฎหมายในต่างประเทศ

ถึงแม้ว่าการเป็นหญิงดิจิทัลโนแมดจะมีข้อเสียที่ต้องพิจารณา แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเทรนด์นี้กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในยุคดิจิทัล โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิงที่ต้องการอิสระในการใช้ชีวิตและการทำงาน

เหตุผลที่เชียงรายได้รับเลือกเป็นเมืองปลอดภัยสำหรับนักเดินทางหญิง

  1. ความปลอดภัยในการเดินทางและการใช้ชีวิต

จากรายงาน Holidu ระบุว่า เชียงรายได้รับคะแนนสูงเป็นอันดับสามของโลกในหัวข้อ ความปลอดภัยเมื่อต้องเดินคนเดียว” โดยมีคะแนนสูงถึง 93.18 เทียบกับกรุงเทพฯ ที่ได้เพียง 79.44 คะแนน นอกจากนี้ อัตราอาชญากรรมในเชียงรายยังอยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับเมืองใหญ่ในเอเชีย

  1. ความเป็นมิตรต่อชาวต่างชาติและผู้หญิง

เชียงรายเป็นเมืองที่มีอัตราส่วนของนักเดินทางหญิงสายดิจิทัลต่อผู้ชายสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลก แสดงให้เห็นว่า ผู้หญิงที่ทำงานทางไกลมีแนวโน้มจะพบเจอและสร้างเครือข่ายกับเพื่อนร่วมอาชีพได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ ยังได้รับคะแนนสูงในด้าน ความเป็นมิตรต่อชาวต่างชาติ” โดยผู้คนในท้องถิ่นมีความต้อนรับและเปิดกว้างต่อผู้มาเยือน

  1. สภาพแวดล้อมที่เหมาะสำหรับการทำงานทางไกล
  • ค่าครองชีพต่ำกว่าหลายเมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพฯ และภูเก็ต
  • อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง มีให้บริการทั่วเมือง
  • คาเฟ่และพื้นที่ทำงานร่วม (Co-working Spaces) มีให้เลือกมากมาย

นักเดินทางที่ทำงานทางไกลสามารถใช้ชีวิตและทำงานได้อย่างสะดวกสบาย โดยไม่ต้องเผชิญกับค่าครองชีพที่สูงเกินไป

อันดับเมืองที่ปลอดภัยที่สุดในเอเชียสำหรับนักเดินทางหญิงสายดิจิทัล

  1. ไทเป,ไต้หวัน (อันดับ 1 ของโลก)
  2. เชียงราย,ประเทศไทย (อันดับ2 ของโลก)
  3. ปีนัง,มาเลเซีย (อันดับ5 ของโลก)
  4. เกาสง,ไต้หวัน (อันดับ7 ของโลก)
  5. อูบุด,อินโดนีเซีย (อันดับ10 ของโลก)
  6. หนานจิง,จีน (อันดับ 17 ของโลก)
  7. โซล,เกาหลีใต้ (อันดับ 22 ของโลก)
  8. เชียงใหม่,ประเทศไทย ( อันดับ 26 ของโลก)
  9. กรุงเทพฯ,ประเทศไทย (อันดับ 31 ของโลก)
  10. แทจ็อน,เกาหลีใต้ (อันดับ 44 ของโลก)

ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเชียงราย

ด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว

  • ดึงดูดนักเดินทางสายดิจิทัลจากทั่วโลก
  • เพิ่มการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจเกี่ยวกับพื้นที่ทำงานร่วม
  • ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและธรรมชาติของเชียงราย

ด้านสังคมและความปลอดภัย

  • ช่วยกระตุ้นการพัฒนานโยบายด้านความปลอดภัยในเมือง
  • ทำให้เชียงรายกลายเป็นต้นแบบของเมืองปลอดภัยสำหรับผู้หญิง
  • เพิ่มความตระหนักรู้เกี่ยวกับสิทธิของผู้หญิงในที่ทำงาน

ความคิดเห็นที่แตกต่างเกี่ยวกับผลการจัดอันดับ

ฝ่ายที่สนับสนุนมองว่า:

  • เชียงรายเป็นเมืองที่เงียบสงบ ปลอดภัย และมีวัฒนธรรมเป็นเอกลักษณ์
  • ความปลอดภัยสูงกว่ากรุงเทพฯ และเมืองท่องเที่ยวอื่นๆ ของไทย
  • เป็นโอกาสดีในการพัฒนาเชียงรายให้เป็นศูนย์กลางของ Digital Nomads

ฝ่ายที่กังวลมองว่า:

  • แม้จะเป็นเมืองที่ปลอดภัย แต่อาจต้องพัฒนาสาธารณูปโภคเพิ่มเติม
  • ยังขาดสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับชาวต่างชาติ เมื่อเทียบกับเชียงใหม่
  • อาจทำให้ค่าครองชีพในพื้นที่สูงขึ้น และกระทบต่อคนท้องถิ่น

บทสรุป: เชียงราย เมืองแห่งโอกาสสำหรับนักเดินทางสายดิจิทัล

การจัดอันดับครั้งนี้เป็นการยืนยันว่า เชียงรายเป็นเมืองที่มีศักยภาพสูงสำหรับนักเดินทางสายดิจิทัล โดยเฉพาะผู้หญิง เมืองนี้มีความปลอดภัยสูง ค่าครองชีพที่เหมาะสม และเป็นมิตรกับผู้มาเยือน หากสามารถพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบริการเพิ่มเติม เชียงรายอาจกลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางของ Digital Nomads ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอนาคต

สัมผัสวิถีชีวิตช้างอย่างใกล้ชิดที่ Elephant Family Chiang Rai!

สำหรับผู้ที่สนใจกิจกรรมของ Elephant Family Chiang Rai สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 081 022 6807 โดยทางสถานที่มีโปรแกรมให้เลือก 2 รูปแบบ ได้แก่:

  • โปรแกรมเต็มวัน (1 Day Trip): ราคา 2,500 บาท
  • โปรแกรมครึ่งวัน (Half Day Trip): ราคา 1,800 บาท

ทั้งสองโปรแกรมรวมบริการรถรับส่ง อาหารกลางวัน และไกด์คอยดูแลตลอดกิจกรรม ทำให้ผู้เข้าร่วมได้รับประสบการณ์ที่น่าประทับใจและเรียนรู้เกี่ยวกับช้างอย่างใกล้ชิด

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : timeout / Elephant Family Chiang Rai / The Northern Report

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

จับหนุ่ม ‘แม่สลอง’ ฟอกเงินแก๊งคอลฯ วันละ 30 ล้านบาท ได้ส่วนแบ่งอื้อ

ตำรวจ ปอท. จับกุมตัวการสำคัญฟอกเงินให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์กว่า 70 เครือข่าย หลอกคนไทยวันละ 30 ล้านบาท

ปฏิบัติการทลายเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติบนดอยแม่สลอง

เชียงราย – วันที่ 8 มีนาคม 2568 ตำรวจ ปอท. เข้าจับกุม นายบุรพล อายุ 21 ปี ผู้ต้องหาคดีฟอกเงินให้เครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ โดยสามารถจับกุมได้ที่บ้านพักใน หมู่ 6 ตำบลแม่สลองนอก อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ตามหมายจับศาลอาญา ที่ 1842/2567 ลงวันที่ 25 เมษายน 2567 ในข้อหา มีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ, ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่นและโดยทุจริตหรือหลอกลวง ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ข้อมูลอันเป็นเท็จที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน”

การจับกุมครั้งนี้เป็นผลมาจากปฏิบัติการ “Lockdown the Cat” ซึ่งดำเนินการโดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) เพื่อกวาดล้างเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ที่มีการฉ้อโกงประชาชนทั่วประเทศ โดยก่อนหน้านี้ ตำรวจสามารถจับกุม บัญชีม้า คนจัดหาบัญชีม้า พนักงานคอลเซ็นเตอร์ และล่ามแปลภาษาของหัวหน้าเครือข่ายชาวจีน ก่อนขยายผลไปถึงนายบุรพล ซึ่งเป็นตัวการสำคัญในการฟอกเงินให้แก๊งดังกล่าว

เผยพฤติกรรมการฟอกเงินของแก๊งคอลเซ็นเตอร์

จากการสอบสวน นายบุรพล ให้การรับสารภาพว่า ทำงานเป็นพนักงานออฟฟิศฟอกเงินในปอยเปต ประเทศกัมพูชา โดยมีเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ หลอกลวงคนไทยกว่า 70 เครือข่าย ใช้บริการฟอกเงินของตนเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบทางการเงิน โดยมีบอสชาวจีนเป็นผู้ควบคุมระบบ

เงินที่ถูกหลอกจากเหยื่อวันละ 30 ล้านบาท จะถูกโอนผ่านบัญชีม้า ก่อนเข้าสู่กระบวนการฟอกเงินผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจเทรดเงินดิจิทัล และโอนผ่านบัญชีต่างประเทศ โดยนายบุรพลจะได้รับส่วนแบ่ง 8-12% ของเงินที่ฟอกได้ คิดเป็นรายได้ต่อเดือนจำนวนมหาศาล

ปฏิบัติการจับกุมและผลกระทบต่ออาชญากรรมทางการเงิน

ปฏิบัติการครั้งนี้ถือเป็น ความก้าวหน้าสำคัญในการปราบปรามเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ในประเทศไทย โดยตำรวจ ปอท. ให้ข้อมูลว่า ตั้งแต่ต้นปี 2567 จนถึงปัจจุบัน มีการจับกุมผู้เกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์แล้วกว่า 500 ราย และสามารถยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงินได้มูลค่ากว่า 1,200 ล้านบาท

พล.ต.ต.อธิป พงษ์ศิวาภัย ผู้บัญชาการตำรวจ ปอท. เปิดเผยว่า แก๊งคอลเซ็นเตอร์เป็นอาชญากรรมที่สร้างความเสียหายต่อประชาชนอย่างมาก การจับกุมครั้งนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของปฏิบัติการต่อเนื่องในการกวาดล้างเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ” พร้อมย้ำว่า ตำรวจยังคงเดินหน้าตรวจสอบและติดตามเส้นทางการเงินของเครือข่ายเหล่านี้อย่างเข้มข้น

สถิติเกี่ยวกับอาชญากรรมทางไซเบอร์และแนวทางป้องกัน

จากข้อมูลของ ศูนย์ต่อต้านอาชญากรรมทางไซเบอร์ (CCIB) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบว่า:

  • มูลค่าความเสียหายจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในปี 2567 สูงถึง 10,000 ล้านบาท
  • กว่า 85% ของเหยื่อเป็นผู้สูงอายุและคนวัยเกษียณ ที่ตกเป็นเป้าหมายของการหลอกลวง
  • ช่องทางหลักที่ใช้ในการหลอกลวงคือการโทรศัพท์ผ่าน VoIP และการส่ง SMS ปลอม
  • บัญชีม้าในประเทศไทยมีมากกว่า 50,000 บัญชี ที่ถูกใช้ในการโอนเงินผิดกฎหมาย

ความคิดเห็นจากทั้งสองฝ่ายเกี่ยวกับมาตรการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ฝ่ายสนับสนุนมาตรการปราบปรามมองว่า การที่ตำรวจสามารถจับกุมตัวการฟอกเงินครั้งนี้ได้ แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าในการปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์” นอกจากนี้ยังเชื่อว่า การใช้เทคโนโลยีและปฏิบัติการเชิงรุกจะช่วยลดจำนวนเหยื่อที่ตกเป็นเป้าหมายของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายที่มีมุมมองแตกต่างระบุว่า ถึงแม้การจับกุมครั้งนี้เป็นเรื่องดี แต่ยังไม่สามารถแก้ปัญหาที่ต้นเหตุได้” เนื่องจากเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์มีการปรับตัวอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายประเทศในการสืบสวนและปิดช่องโหว่ทางกฎหมาย

บทสรุป: ก้าวต่อไปในการปราบปรามเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์

การจับกุม นายบุรพล และการขยายผลสู่เครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ ถือเป็นความก้าวหน้าสำคัญของ ตำรวจ ปอท. ในการสกัดกั้นเส้นทางการเงินของอาชญากรรมไซเบอร์ อย่างไรก็ตาม การป้องกันปัญหานี้ยังต้องอาศัย ความร่วมมือจากภาครัฐ เอกชน และประชาชน ในการเฝ้าระวัง และแจ้งเบาะแส เพื่อให้สามารถดำเนินคดีและยับยั้งการกระทำผิดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ประชาชนควรเพิ่มความระมัดระวัง ไม่ให้ข้อมูลส่วนตัวทางโทรศัพท์ หลีกเลี่ยงการคลิกลิงก์ต้องสงสัย และตรวจสอบข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนทำธุรกรรมทางการเงิน หากพบเบาะแสการกระทำผิด สามารถแจ้งข้อมูลได้ที่ สายด่วน ปอท. โทร 1441 หรือ ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์แห่งชาติ โทร 1599

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

หนุ่มจมแพเปียก ‘แม่สรวย’ ทีมแพทย์ช่วยชีวิตรอดปาฏิหาริย์

ปกครองอำเภอแม่สรวย ตรวจสอบกรณีคนจมน้ำแพเปียก

วันที่ 8 มีนาคม 2568 เวลาประมาณ 15.30 น. ได้มีรายงานข่าวสารในสื่อสังคมออนไลน์ กรณี “เหตุมีชายจมน้ำในสถานที่ท่องเที่ยวล่องแพเปียกแม่สรวย” โดยมีเจ้าหน้าที่งานฉุกเฉินโรงพยาบาลเวียงป่าเป้า ที่อยู่ในพื้นที่ขณะเกิดเหตุสามารถช่วยเหลือผู้ประสบภัยจมน้ำจนมีชีพจร และได้ประสานโรงพยาบาลแม่สรวยเข้ามารับตัวเพื่อไปรักษาต่อ

จากการตรวจสอบข้อมูลกับโรงพยาบาลแม่สรวย สำนักงานสาธารณสุขอำเภอแม่สรวย และกำนันตำบลแม่สรวย พบว่าผู้ประสบเหตุเป็นชายอายุประมาณ 45 ปี มีภูมิลำเนาอยู่ตำบลวาวี อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย โดยมาพักอาศัยอยู่ในพื้นที่บ้านสันกลาง หมู่ 2 ตำบลแม่สรวย ซึ่งเป็นบริเวณแหล่งท่องเที่ยวล่องแพเปียกเขื่อนแม่สรวย ขณะเกิดเหตุคาดว่าผู้ประสบเหตุได้ลงเล่นน้ำแล้วเกิดหมดสติจมน้ำ

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงรายชื่นชมเจ้าหน้าที่ รพ.เวียงป่าเป้า

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย ได้ออกแถลงการณ์ชื่นชมเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเวียงป่าเป้า ที่ให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยจมน้ำจนสามารถกลับมามีสัญญาณชีพ โดยเจ้าหน้าที่ที่ร่วมปฏิบัติภารกิจในครั้งนี้ ได้แก่

  1. นายแพทย์สามารถ จันทร์ฤทธิ์ นายแพทย์ชำนาญการ ทำหน้าที่ Leader
  2. นางพีระดา ชัยวรรณะ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ ทำหน้าที่ Commander
  3. นายธนาวุฒิ แก้วปัญญา พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ ทำหน้าที่ CPR
  4. นายภัทรกร ต๊ะต้องใจ เจ้าพนักงานสาธารณสุขชำนาญงาน ทำหน้าที่ CPR
  5. นายอนุพงศ์ ชัยชุม ผู้ช่วยเหลือคนไข้ ทำหน้าที่ CPR
  6. นายทัศนะ สมต๊ะมา ผู้ช่วยเหลือคนไข้ ทำหน้าที่ CPR
  7. นายรัชพล ทุเรียน พนักงานขับรถ ทำหน้าที่ CPR
  8. นายเจษฎา อารุณ นักศึกษาพยาบาลปีที่ 4 มหาวิทยาลัยพะเยา ทำหน้าที่ CPR

นายแพทย์วัชรพงษ์ คำหล้า นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย ได้กล่าวชื่นชมเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกท่านที่สามารถช่วยชีวิตประชาชนได้อย่างทันท่วงที แสดงให้เห็นถึงความทุ่มเทและความสามารถของบุคลากรทางการแพทย์ในการช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉิน นอกจากนี้ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงรายยังขอขอบคุณทุกท่านที่มีส่วนร่วมในภารกิจครั้งนี้ ซึ่งเป็นตัวอย่างของความเสียสละและความเป็นมืออาชีพของบุคลากรสาธารณสุขที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประชาชนอย่างเต็มกำลัง

มาตรการป้องกันและดูแลความปลอดภัยในพื้นที่ล่องแพเปียก

หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว นายอำเภอแม่สรวย ได้สั่งการให้ นายกเทศมนตรีตำบลเวียงสรวย ดูแลมาตรการรักษาความปลอดภัยทางน้ำในบริเวณที่มีการจัดกิจกรรมล่องแพเปียก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นอีก โดยเน้นมาตรการสำคัญ ได้แก่

  • การกำหนดพื้นที่เล่นน้ำที่ปลอดภัยและการติดตั้งป้ายเตือน
  • การจัดเตรียมเจ้าหน้าที่กู้ภัยและอุปกรณ์ช่วยชีวิตประจำจุดเสี่ยง
  • การให้ผู้ประกอบการแพเปียกมีมาตรการเฝ้าระวัง และควบคุมจำนวนนักท่องเที่ยวต่อรอบให้เหมาะสม

สถานการณ์ความปลอดภัยทางน้ำในเชียงราย

จากข้อมูลของสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย พบว่าในปี 2567 มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์จมน้ำในจังหวัดเชียงรายรวม 28 ราย และมีผู้บาดเจ็บจากการจมน้ำกว่า 50 ราย ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยมีสาเหตุหลักจากการเล่นน้ำในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวโดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม

ความคิดเห็นที่แตกต่างเกี่ยวกับมาตรการรักษาความปลอดภัย

เหตุการณ์ครั้งนี้ได้นำไปสู่การแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างออกเป็นสองด้าน ด้านหนึ่งประชาชนและนักท่องเที่ยวเห็นว่าควรมีมาตรการความปลอดภัยที่เข้มงวดมากขึ้น เช่น การบังคับให้สวมเสื้อชูชีพตลอดเวลา การมีเจ้าหน้าที่ประจำจุด และการเพิ่มการตรวจสอบมาตรฐานของผู้ประกอบการล่องแพเปียก

ขณะที่อีกฝ่ายมองว่าการเพิ่มมาตรการที่เข้มงวดเกินไป อาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในท้องถิ่น และอาจทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกไม่สะดวกในการมาเยือน ดังนั้นแนวทางที่เหมาะสมควรเป็นการหาจุดสมดุลระหว่างการดูแลความปลอดภัยและการรักษาบรรยากาศของการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ

ทั้งนี้ คาดว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีการหารือเพิ่มเติมเกี่ยวกับมาตรการที่เหมาะสม เพื่อให้สามารถรองรับการท่องเที่ยวในพื้นที่ได้อย่างปลอดภัย และลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
TOP STORIES

ชมกัปตัน ‘จักรี’ ฝนหลวงกล้าหาญ ปลดกระเช้าช่วย ฮ. ดับไฟป่าลำพูน

วินาทีชีวิต! กัปตันจักรีตัดสินใจเฉียบขาด ปลดกระเช้าตักน้ำกู้ภัย ฮ. ฝนหลวง

การตัดสินใจในเสี้ยววินาทีเพื่อรักษาความปลอดภัยและปฏิบัติภารกิจดับไฟป่า

ลำพูน, 7 มีนาคม 2568 – กัปตันจักรี ผู้บังคับอากาศยาน Bell 407 กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้รับเสียงชื่นชมจากประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หลังจากตัดสินใจปลดกระเช้าตักน้ำกลางอากาศเพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจทำให้เฮลิคอปเตอร์ตกน้ำ ขณะทำภารกิจดับไฟป่าในพื้นที่ อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน

เหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงที่เฮลิคอปเตอร์ของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กำลังตักน้ำจากอ่างเก็บน้ำแม่สาร ตำบลศรีบัวบาน อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน เพื่อนำไปดับไฟป่าที่กำลังลุกลามในเขตพื้นที่ป่าไม้ของจังหวัดลำพูน แต่ระหว่างที่เครื่องกำลังยกตัวขึ้น ปรากฏว่ากระเช้าตักน้ำได้ไปติดกับอวนดักปลาของชาวบ้าน ทำให้เครื่องไม่สามารถยกตัวขึ้นได้ตามปกติ

ด้วยสถานการณ์ฉุกเฉิน กัปตันจักรีจึงตัดสินใจปลดสายเคเบิลของกระเช้าตักน้ำออกจากตัวเฮลิคอปเตอร์ทันที เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจทำให้เครื่องเสียการทรงตัวและตกลงไปในน้ำ ซึ่งการตัดสินใจในเสี้ยววินาทีนี้ช่วยป้องกันอุบัติเหตุร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นได้

แผนการกู้คืนกระเช้าตักน้ำจากอ่างเก็บน้ำแม่สาร

ภายหลังจากเฮลิคอปเตอร์สามารถยกตัวขึ้นได้อย่างปลอดภัย ทางหน่วยกู้ภัยและนักประดาน้ำจาก หน่วยกู้ภัยภาค 5 กู้ภัยเพชรเกษม กู้ภัยอมรินทร์ใต้ ลำพูน และทีมเทวฤทธิ์ ได้รับการประสานให้งมค้นหากระเช้าตักน้ำที่จมอยู่ในอ่างเก็บน้ำแม่สาร ซึ่งมีความลึกประมาณ 10 เมตร การค้นหาดำเนินไปอย่างระมัดระวังจนกระทั่งสามารถนำกระเช้าตักน้ำขึ้นมาได้สำเร็จ

เสียงชื่นชมและความสำคัญของภารกิจดับไฟป่า

เหตุการณ์ครั้งนี้ได้รับเสียงชื่นชมจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการดับไฟป่าและการปฏิบัติภารกิจทางอากาศ เนื่องจากนักบินที่ทำภารกิจเหล่านี้ต้องเผชิญกับความเสี่ยงสูงจากสภาพอากาศที่แปรปรวน พื้นที่ปฏิบัติการที่เป็นภูเขาสูง และความท้าทายที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกวินาที

กัปตันจักรี ได้แสดงให้เห็นถึง ความกล้าหาญและสติปัญญาในการตัดสินใจที่แม่นยำ เพื่อรักษาความปลอดภัยของตนเอง ทีมงาน และอากาศยาน รวมถึงป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อประชาชนและทรัพย์สินในพื้นที่

ไฟป่าในลำพูน: สถานการณ์และความเสียหาย

ปัญหาไฟป่าในจังหวัดลำพูน โดยเฉพาะในเขตอำเภอแม่ทา เป็นปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นทุกปี ส่งผลกระทบต่อคุณภาพอากาศและสุขภาพของประชาชน จากข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษพบว่า ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในพื้นที่ลำพูนเพิ่มขึ้นเกินค่ามาตรฐานในช่วงเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นผลมาจากการเผาป่าและการลุกลามของไฟป่า

จากสถิติของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ในปี 2567 พบว่า ไฟป่าในภาคเหนือมีพื้นที่ได้รับผลกระทบมากกว่า 1.2 ล้านไร่ และมีจุดความร้อน (Hotspot) มากกว่า 10,000 จุด โดยเฉพาะในจังหวัดลำพูน เชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีป่าสงวนและอุทยานแห่งชาติอยู่เป็นจำนวนมาก

การสนับสนุนจากภาครัฐและแนวทางแก้ไขปัญหาไฟป่า

รัฐบาลไทยได้ประกาศมาตรการเร่งด่วนในการควบคุมไฟป่า โดยมีการใช้เทคโนโลยีดาวเทียมและโดรนในการเฝ้าระวัง รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดเพื่อลดการเผาป่า นอกจากนี้ ยังมีการสนับสนุนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมอุทยานแห่งชาติ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ให้สามารถดำเนินภารกิจดับไฟป่าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ ประชาชนและอาสาสมัครในพื้นที่ยังมีบทบาทสำคัญในการป้องกันไฟป่า โดยการแจ้งเตือนจุดเกิดเหตุไฟป่า และร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการดับไฟ เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะลุกลามไปยังพื้นที่ใกล้เคียง

มุมมองของประชาชนต่อภารกิจเสี่ยงอันตรายของนักบิน

ประชาชนทั่วไปต่างแสดงความชื่นชมและให้กำลังใจทีมงานกรมฝนหลวงและการบินเกษตร รวมถึงหน่วยดับไฟป่าที่ทำงานอย่างหนักเพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและความปลอดภัยของชุมชน

อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับ ความเสี่ยงของนักบินและเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดิน ที่ต้องปฏิบัติภารกิจในสภาพแวดล้อมที่เป็นอันตราย บางฝ่ายเสนอให้มีการปรับปรุงมาตรการความปลอดภัย และเพิ่มงบประมาณในการจัดหาเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อสนับสนุนภารกิจเหล่านี้ เช่น การใช้เครื่องบินดับเพลิงที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น หรือการใช้ระบบเติมน้ำอัตโนมัติที่ลดความเสี่ยงของนักบิน

สรุป

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับกัปตันจักรีและเฮลิคอปเตอร์ Bell 407 สะท้อนให้เห็นถึง ความเสียสละและความกล้าหาญของเจ้าหน้าที่ที่ทำงานเสี่ยงชีวิตเพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและความปลอดภัยของประชาชน แม้ว่าภารกิจดับไฟป่าจะเต็มไปด้วยความท้าทายและอันตราย แต่ก็เป็นหน้าที่สำคัญที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

จากกรณีนี้ ยังเป็นบทเรียนสำคัญเกี่ยวกับ ความสำคัญของการเตรียมความพร้อมและมาตรการความปลอดภัยในการปฏิบัติภารกิจทางอากาศ ซึ่งควรได้รับการพัฒนาและสนับสนุนให้ดียิ่งขึ้นในอนาคต เพื่อให้ประเทศไทยสามารถรับมือกับปัญหาไฟป่าได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูงสุด

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดลำพูน

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
TOP STORIES

รัฐบาลปิดเว็บพนัน 8 หมื่นเคส 5 เดือน จับ “มินนี่” ซ้ำ

รัฐบาลเร่งปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ ปิดเว็บผิดกฎหมายกว่า 80,000 รายการ ใน 5 เดือน

มาตรการเข้ม! ปิดเว็บพนัน หลอกลวง และเนื้อหาผิดกฎหมาย ป้องกันภัยไซเบอร์

ประเทศไทย, 7 มีนาคม 2568 – รัฐบาลไทยเดินหน้ามาตรการเข้มข้นในการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) รายงานว่า ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 – กุมภาพันธ์ 2568 ได้ดำเนินการปิดกั้นเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาผิดกฎหมายแล้วกว่า 80,000 รายการ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 1.5 เท่า ถือเป็นมาตรการสำคัญในการป้องกันประชาชนจากภัยไซเบอร์

ผลการดำเนินงานและประเภทของเนื้อหาที่ถูกปิดกั้น

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ เปิดเผยว่า การดำเนินการนี้เป็นไปตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร โดยเน้นตัดวงจรการก่ออาชญากรรมผ่านโซเชียลมีเดียและเว็บไซต์ผิดกฎหมาย ผลการปิดกั้นระหว่างเดือนตุลาคม 2567 – กุมภาพันธ์ 2568 มีดังนี้:

  • เว็บพนันออนไลน์ จำนวน 31,832 รายการ เพิ่มขึ้น 1.3 เท่า จากปีก่อน
  • เนื้อหาหลอกลวงออนไลน์ จำนวน 21,939 รายการ ลดลงจากปีก่อน 0.87 เท่า
  • เนื้อหาผิดกฎหมายอื่น ๆ จำนวน 26,898 รายการ เพิ่มขึ้นถึง 6.5 เท่า

นางสาวศศิกานต์ ระบุว่า การดำเนินการครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐในการเฝ้าระวังและกำจัดภัยไซเบอร์อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเดินหน้าปราบปรามและปิดกั้นเนื้อหาผิดกฎหมายต่อไป เพื่อความมั่นคงของประเทศและความปลอดภัยของประชาชน

ปฏิบัติการจับกุมเครือข่ายเว็บพนันออนไลน์ “มินนี่” สะท้อนปัญหาการฟอกเงิน

นอกจากมาตรการปิดกั้นเว็บผิดกฎหมาย รัฐบาลยังดำเนินการปราบปรามขบวนการอาชญากรรมออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับเว็บพนันและการฟอกเงิน เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ นำโดย พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท. เข้าจับกุม น.ส.ธันยนันท์ หรือ “มินนี่” พร้อมพวก รวม 10 ราย ฐานเปิดเว็บพนันออนไลน์ผิดกฎหมาย 7 เว็บไซต์ ที่มีเงินหมุนเวียนกว่า 200 ล้านบาท

ผู้ต้องหาถูกตั้งข้อหาจัดให้มีการเล่นพนันออนไลน์ สมคบฟอกเงิน และร่วมกันฟอกเงิน โดยพบว่า 7 รายในเครือข่ายเป็นผู้บริหารที่เคยถูกดำเนินคดีมาก่อน แต่กลับมากระทำผิดซ้ำ ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่พบว่าเครือข่ายดังกล่าวใช้เทคนิคเปลี่ยนชื่อโดเมน เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ และยังมีการถอนเงินจากบัญชีพนันออนไลน์ขณะผู้ต้องหาไปรายงานตัวที่ศาลในคดีเดิม

ย้อนรอยเครือข่ายพนันออนไลน์ “มินนี่” จากปี 2566 สู่การจับกุมซ้ำในปี 2568

เจ้าหน้าที่พบว่า “มินนี่” เคยถูกจับกุมเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2566 ในข้อหาจัดให้มีการเล่นพนันออนไลน์และฟอกเงิน โดยพบของกลางจำนวนมาก รวมถึงสมุดบัญชีธนาคารกว่า 100 รายการ เงินสด 920,000 บาท โทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ที่ใช้ดำเนินการเว็บพนัน นอกจากนี้ ยังพบเงินหมุนเวียนในบัญชีมากกว่า 100 ล้านบาท แม้ถูกจับกุมและได้รับการประกันตัว แต่เธอกลับมาเปิดเว็บพนันใหม่ โดยเปลี่ยนชื่อโดเมนและย้ายฐานข้อมูลลูกค้า เพื่อให้การดำเนินการไม่สะดุด

เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบว่าเครือข่ายของเธอมีการดำเนินการผ่าน 7 เว็บไซต์ ใช้บัญชีม้าและแอดมินที่คอยดูแลระบบการเงิน โดยมีเงินหมุนเวียนภายในกลุ่มผู้ต้องหากว่า 200 ล้านบาท และยังพบพฤติกรรมการใช้กลยุทธ์ซับซ้อนเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่

บทลงโทษและแนวทางแก้ไขปัญหาเว็บพนันออนไลน์

รัฐบาลไทยตระหนักถึงปัญหาการแพร่ระบาดของเว็บพนันออนไลน์ ซึ่งส่งผลต่อเศรษฐกิจและสังคม การจับกุมและปิดกั้นเว็บพนันถือเป็นมาตรการสำคัญในการลดความเสียหายที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่า ควรมีการเพิ่มโทษและมาตรการปราบปรามที่เข้มงวดขึ้น เพื่อป้องกันการกลับมากระทำผิดซ้ำ โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีในการติดตามและระบุตัวผู้กระทำผิด

สถิติการดำเนินคดีและแนวโน้มอาชญากรรมออนไลน์ในประเทศไทย

จากข้อมูลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในปี 2567 มีการจับกุมคดีพนันออนไลน์กว่า 15,000 คดี และมีมูลค่าความเสียหายที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมทางการเงินมากกว่า 500,000 ล้านบาท ขณะที่แนวโน้มปี 2568 คาดว่าจำนวนคดีจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากการใช้เทคโนโลยีของกลุ่มอาชญากรมีความซับซ้อนขึ้น

ด้านผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยไซเบอร์ให้ความเห็นว่า รัฐบาลควรบูรณาการความร่วมมือกับองค์กรต่างประเทศ เพื่อช่วยติดตามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติและเพิ่มการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านความปลอดภัยไซเบอร์ รวมถึงการพัฒนากฎหมายให้สามารถปิดกั้นและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

โดยสรุป รัฐบาลไทยยังคงเดินหน้าปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์อย่างเข้มข้น ทั้งการปิดกั้นเว็บผิดกฎหมายและการจับกุมผู้กระทำผิด แม้ว่าจะมีความท้าทายในด้านเทคนิคและกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย แต่แนวทางที่รัฐบาลดำเนินการอยู่ในขณะนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการปกป้องประชาชนและสร้างความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ให้กับสังคมไทยในระยะยาว

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News