Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY TOP STORIES

เจาะลึกแผนพัฒนา 5 ปี ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ยกระดับสู่ Smart Airport และประตูเศรษฐกิจเหนือสุดของไทย

ท่ามกลางกระแสการแข่งขันของธุรกิจการบินและแรงกดดันให้สนามบินทั่วโลกยกระดับ

เชียงราย, 2 มกราคม 2569 –  “สนามบินอัจฉริยะ” ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย (CEI) กำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้ง นาวาอากาศเอก สกรรจ์ อุดล ผู้เชี่ยวชาญ 9 และรักษาการผู้อำนวยการท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย มองว่าสนามบินแห่งนี้ไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียง “สนามบินปลายทางท่องเที่ยว” หากแต่กำลังวางยุทธศาสตร์ 5 ปีเพื่อยกระดับเป็นส่วนหนึ่งของโครงข่ายท่าอากาศยานในเครือบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ที่มุ่งสู่มาตรฐานสนามบินชั้นนำของโลก ทั้งด้านผู้โดยสาร ขนส่งสินค้า และความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม

ในเวลาเดียวกัน ระดับส่วนกลาง AOT ก็กำลังอยู่ในช่วง “ทรานส์ฟอร์มองค์กร” ขนานใหญ่ ทั้งในมิติการลงทุน โครงสร้างรายได้ การบริหารสินทรัพย์ ไปจนถึงการสร้างความเชื่อมั่นในตลาดทุน ซึ่งล้วนส่งแรงสะเทือนมาถึงสนามบินภูมิภาคอย่างเชียงรายโดยตรงจากระดับรันเวย์ที่แม่ฟ้าหลวง เชียงราย สู่ห้องประชุมบอร์ด AOT และมุมมองของนักลงทุนสถาบัน ก่อนกลับมาคลี่ให้เห็นว่า สนามบินจังหวัดเล็กๆ ในภาคเหนือแห่งนี้กำลังกลายเป็นชิ้นส่วนสำคัญของจิ๊กซอว์ “การบินไทยบนเวทีภูมิภาค” อย่างไร

แม่ฟ้าหลวง เชียงราย จากสนามบินท่องเที่ยว สู่ประตูเศรษฐกิจเหนือสุดของไทย

“ปัจจุบันเรายังมี Capacity อีกมาก โดยเฉพาะเที่ยวบินแบบ Direct Flight ทั้งขนาดเครื่องและจำนวนเที่ยวบิน เราเปิด 24 ชั่วโมง เป็นสนามบินนานาชาติพร้อมให้บริการตลอดเวลา” นาวาอากาศเอก สกรรจ์ อุดล ย้ำภาพรวมการดำเนินงานของท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ในช่วงต้นปี 2569

ตัวเลขผู้โดยสารเฉลี่ยต่อวันที่เคยอยู่ในระดับ “ห้าพันปลาย ๆ” กำลังก้าวขึ้นแตะ “เจ็ดพันคนต่อวัน” สะท้อนทั้งการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวเชียงราย และศักยภาพของสนามบินในการรองรับนักเดินทางเพิ่มเติมได้อีกพอสมควร

เชียงรายในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายเชิงท่องเที่ยวธรรมชาติ หากแต่เริ่มขยับบทบาทสู่ “เมืองอีเวนต์ระดับภูมิภาค” มากขึ้น กิจกรรมปั่นจักรยานทางไกล “Chiangrai Road Classic 2025” เป็นหนึ่งในตัวอย่างของอีเวนต์ที่ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ประกาศตัวเป็น “ด่านแรกของการต้อนรับ” นักปั่นจากทั้งในและต่างประเทศ โดยสนามบินยืนยันความพร้อมด้านการอำนวยความสะดวก การขนส่งอุปกรณ์กีฬา และการดูแลด้านความปลอดภัย

ในภาพกว้างของจังหวัดเชียงราย สนามบินแห่งนี้จึงทำหน้าที่มากกว่าจุดรับ–ส่งผู้โดยสาร แต่เป็น “โครงสร้างพื้นฐานแกนกลาง” ของเศรษฐกิจจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นภาคท่องเที่ยว การค้า การลงทุน หรือแม้แต่โลจิสติกส์ชายแดนที่เชื่อมต่อไปยัง สปป.ลาว เมียนมา และจีนตอนใต้

แผน 5 ปี ขยายเทอร์มินอล–รันเวย์–ระบบเชื่อมต่อ คิดล่วงหน้าให้ไกลกว่าการท่องเที่ยว

แม่ฟ้าหลวง เชียงราย วันนี้อยู่ใน “ปีแรก” ของแผนพัฒนา 5 ปีที่ออกแบบมาเพื่อรองรับอนาคตโดยตรง

นาวาอากาศเอก สกรรจ์ อธิบายว่า แผนดังกล่าวเริ่มต้นจาก “การจ้างออกแบบ” ทั้งในส่วนหน้า (Landside/Terminal) และส่วนเขตการบิน (Airside) เพื่อให้การลงทุนในระยะถัดไปตอบโจทย์ทั้งผู้โดยสารและอากาศยานอย่างแท้จริง

หัวใจสำคัญของแผนมีอย่างน้อยสามมิติ

  1. อาคารผู้โดยสารใหม่
    • ท่าอากาศยานอยู่ระหว่างการออกแบบเทอร์มินอลใหม่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารในระยะยาว
    • แนวคิดการออกแบบจะเน้น “การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ” เพื่อลด Carbon Footprint ตามมาตรฐานที่ AOT และสมาคมสนามบินนานาชาติ (ACI) กำหนด
  2. การขยายเขตการบิน (Airside Expansion)
    • มีแผนขยายทางวิ่ง (Runway) และทางขับ (Taxiway) เพื่อรองรับทั้งเครื่องบินขนาดใหญ่และจำนวนเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้น
    • การจัดสรรหลุมจอดจะคำนึงถึงศักยภาพรองรับอากาศยานขนาดกลางถึงใหญ่ รวมถึงเครื่องบินขนส่งสินค้า (เช่น แบบ B767-300SF) ที่อยู่ในแผนหารือกับสายการบินคาร์โก
  3. การเชื่อมต่อ “บก–ราง–อากาศ”
    • แม้โครงการรถไฟรางคู่ในพื้นที่ภาคเหนือจะยังไม่ได้เชื่อมต่อถึงตัวสนามบินโดยตรง แต่จังหวัดเชียงรายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งหารือร่วมกัน เพื่อออกแบบระบบเชื่อมต่อระหว่างรถยนต์ ระบบราง และท่าอากาศยานให้ “ราบรื่นไร้อุปสรรค” ภายใน 2–3 ปีข้างหน้า
    • เป้าหมายคือทำให้การเดินทางระหว่างตัวเมือง แหล่งท่องเที่ยวหลัก และสนามบินเกิดความต่อเนื่อง เพื่อรองรับทั้งคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวต่างชาติ

แผนพัฒนา 5 ปีของท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย จึงไม่ใช่แค่การ “ขยายให้ใหญ่ขึ้น” แต่คือการวางโครงสร้างพื้นฐานใหม่เพื่อรองรับบทบาทที่กำลังเปลี่ยนจากสนามบินท่องเที่ยวปลายทาง สู่จุดเชื่อมต่อสำคัญของโครงข่ายการบินและโลจิสติกส์ในภาคเหนือ

นาวาอากาศเอก สกรรจ์ อุดล ผู้เชี่ยวชาญ 9 และรักษาการผู้อำนวยการท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย

Smart & Green Airport เมื่อเทคโนโลยี–พลังงานสะอาด กลายเป็นภารกิจหลัก

ในโลกสนามบินยุคใหม่ มาตรฐานไม่ได้วัดจาก “จำนวนเที่ยวบิน” เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึง “ความฉลาด” และ “ความเขียว” ของการบริหารจัดการด้วย แม่ฟ้าหลวงเชียงราย ถูกบูรณาการเข้าอยู่ในโปรแกรมด้านสิ่งแวดล้อมของ ACI และนโยบายลดคาร์บอนของ AOT อย่างเต็มตัว นาวาอากาศเอก สกรรจ์ ระบุว่า สนามบินมีแผนระยะยาวที่จะติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Farm) และออกแบบอาคารใหม่เพื่อลดการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล

“เราอยู่ในโปรแกรมของ ACI ในการลด Carbon Footprint และลดการใช้พลังงาน ระยะยาวเรามีแผนติดตั้งโซลาร์ฟาร์ม และออกแบบอาคารใหม่เพื่อช่วยประหยัดพลังงาน” เขาอธิบายภาพรวมเชิงสิ่งแวดล้อมของสนามบิน

ในมิติ “Smart Airport” หลังโควิด-19 ท่าอากาศยานในเครือ AOT รวมถึงแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ได้นำระบบไบโอเมตริกส์ (Biometrics) และคีออสสำหรับ Self Check-in มาใช้จริงแล้ว

  • ผู้โดยสารที่ลงทะเบียนใช้งาน Biometrics สามารถเช็คอินและเดินผ่านจุดตรวจได้อย่างต่อเนื่อง ไม่จำเป็นต้องแสดงบัตรประชาชนทุกด่าน
  • ระบบนี้ช่วยลดเวลาแออัดหน้าเคาน์เตอร์ และทำให้ผู้โดยสารในช่วงชั่วโมงเร่งด่วนช่วงเช้าและค่ำสามารถ “ไหลผ่านระบบ” ได้ดีขึ้น

เทคโนโลยีดังกล่าวทำให้สนามบินขนาดไม่ใหญ่เช่นแม่ฟ้าหลวง เชียงราย สามารถ “ยืดขีดความสามารถเชิงคุณภาพ” ให้ทัดเทียมสนามบินเมืองใหญ่ แม้ยังมีข้อจำกัดด้านพื้นที่กายภาพอยู่ก็ตาม

ความปลอดภัย–ความเชื่อมั่น ซ้อมแผน–บูรณาการทุกหน่วยงานรับเทศกาลปีใหม่

อีกหนึ่งมิติที่ถูกย้ำอย่างชัดเจนในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 คือ “ความปลอดภัย” ในเขตสนามบิน ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับภาพลักษณ์ของเชียงรายในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยว

ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ได้ร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงและความปลอดภัยหลายหน่วยงาน ได้แก่

  • สถานีตำรวจภูธรบ้านดู่
  • ด่านตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ
  • กองบังคับการท่องเที่ยว 2 (สถานีตำรวจท่องเที่ยว 2)

เพื่อฝึกซ้อมการตรวจพบ “วัตถุต้องสงสัย” ในเขตพื้นที่ท่าอากาศยาน โดยมุ่งยกระดับความพร้อมทั้งด้านแผนเผชิญเหตุ การประสานงานระหว่างหน่วยงาน และการอำนวยความสะดวกผู้โดยสารในสถานการณ์จริง

การซ้อมแผนดังกล่าวไม่ใช่เพียง “พิธีการตามระเบียบ” แต่มีเป้าหมายสำคัญ 3 ประการ คือ

  1. สร้างความมั่นใจให้กับผู้โดยสารและนักท่องเที่ยวในช่วงที่มีปริมาณการเดินทางหนาแน่น
  2. ทำให้เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยเข้าใจบทบาทของตนเองเมื่อเกิดเหตุ และลดความสับสนในการสั่งการ
  3. ยกระดับท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ให้ยืนอยู่บนมาตรฐานเดียวกับสนามบินหลักของประเทศในเครือ AOT

ด้านจังหวัดเชียงราย ผู้ว่าราชการจังหวัดได้ย้ำว่า จังหวัดได้บูรณาการทุกภาคส่วนทั้งด้านความปลอดภัย การคมนาคม และการบริการด้านการท่องเที่ยว เพื่อรองรับประชาชนและนักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยตั้งเป้าสร้าง “ความประทับใจและความอุ่นใจ” ให้ผู้มาเยือนทุกคน

CEI สู่ Cargo Hub ภูมิภาค ดีล K-Mile Air และโอกาสธุรกิจโลจิสติกส์เหนือ

หาก “ผู้โดยสาร” คือภาพที่ประชาชนทั่วไปเห็นชัดที่สุด การ “ขนส่งสินค้า” หรือ Cargo กลับเป็นอีกเส้นเลือดหนึ่งของสนามบินที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว

ในช่วงปลายปี 2568 – ต้นปี 2569 ผู้อ่านในแวดวงการบินจับตาเป็นพิเศษเมื่อ นาวาอากาศเอก สกรรจ์ และทีมงานท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ให้การต้อนรับ นายพรรษิษฐ์ สาสุนีย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เค-ไมล์ แอร์ จำกัด (K-Mile Air) ซึ่งถือเป็น “สายการบินขนส่งสินค้าทางอากาศรายแรกของไทย” ที่เชี่ยวชาญด้านสินค้าด่วนพิเศษ และให้บริการเป็นหลักในภูมิภาคเอเชีย

ทั้งสองฝ่ายได้หารือแนวทางความเป็นไปได้ในการใช้ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย เป็น “ฐานปฏิบัติการบิน (Base)” สำหรับเครื่องบินคาร์โก รวมถึงการจัดสรรสิ่งอำนวยความสะดวกหลายมิติ เช่น

  • พื้นที่ลานจอดอากาศยานสำหรับเครื่องบินแบบ B767-300SF
  • ความพร้อมด้านซ่อมบำรุงอากาศยาน
  • การให้บริการเติมเชื้อเพลิงอย่างต่อเนื่อง
  • การจัดสรรพื้นที่สำนักงานและพื้นที่จัดเก็บอุปกรณ์ภาคพื้น (Ground Support Equipment – GSE) ในโซนที่ใกล้หลุมจอด เพื่อให้การปฏิบัติการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ทั้งท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย และ K-Mile Air ต่างแสดงความเชื่อมั่นในศักยภาพของสนามบิน ว่าสามารถรองรับการปฏิบัติการบินและการเติบโตของธุรกิจขนส่งสินค้าทางอากาศในอนาคตได้

หากดีลนี้เดินหน้าเต็มตัว เชียงรายจะไม่ได้เป็นเพียง “เมืองปลายทางท่องเที่ยว” แต่จะได้รับบทบาทใหม่ในฐานะ “ประตูขนส่งสินค้าทางอากาศ” เชื่อมโยงสินค้าเกษตร อุตสาหกรรมเบา และสินค้าโลจิสติกส์จากภาคเหนือออกสู่ตลาดภูมิภาค

MRO และห่วงลงทุน โปรเจ็กต์ใหญ่ที่ยังต้องการ “จังหวะและความเชื่อมั่น”

อีกหนึ่งโครงการสำคัญที่ถูกจับตา คือ แผนก่อสร้างศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (Maintenance, Repair and Overhaul – MRO) ในพื้นที่สนามบินเชียงราย

นาวาอากาศเอก สกรรจ์ ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า โครงการ MRO ยังอยู่ในช่วง “เดินต่อ” แต่ต้องเผชิญแรงเหวี่ยงจากปัจจัยภายนอกหลายด้าน โดยเฉพาะผลกระทบเชิงเศรษฐกิจหลังโควิด-19 ที่ทำให้นักลงทุนจำนวนไม่น้อยต้องชะลอการตัดสินใจ

อย่างไรก็ดี เขาแสดงความเชื่อมั่นว่า ภายใน 7–8 เดือนข้างหน้า โครงการจะสามารถกลับมาเดินหน้าก่อสร้างได้อีกครั้ง หากทุกฝ่ายมองเห็นแนวโน้มฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการบิน และโมเดลธุรกิจของศูนย์ซ่อมบำรุงมีความคุ้มค่าเพียงพอ

สำหรับเชียงราย การมีศูนย์ MRO อยู่ในพื้นที่ไม่เพียงเพิ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่ยังสร้าง “งานทักษะสูง” ให้กับแรงงานท้องถิ่น และช่วยผลักดันจังหวัดให้กลายเป็นหนึ่งในฐานอุตสาหกรรมการบินของภาคเหนืออย่างแท้จริง

AOT บนเวทีตลาดทุน เมื่อสนามบินเชียงรายอยู่ภายใต้ร่มยุทธศาสตร์ใหญ่

แม้เนื้อข่าวส่วนใหญ่จะโฟกัสที่เชียงราย แต่ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงไม่ได้ยืนอยู่ลำพัง หากอยู่ภายใต้ร่มยุทธศาสตร์ของ AOT ซึ่งเป็นผู้บริหารท่าอากาศยานหลักของประเทศ

ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยล่าสุด (ปิดสมุดทะเบียนเดือนธันวาคม 2568) สะท้อนว่า AOT ยังคงเป็น “สินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐาน” ที่นักลงทุนสถาบันให้ความสนใจอย่างมาก

โครงสร้างผู้ถือหุ้นใหญ่ 5 อันดับแรกของ AOT ได้แก่

  1. กระทรวงการคลัง – 10,000,000,000 หุ้น (70.00%)
  2. บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด – 468,872,380 หุ้น (3.28%)
  3. กองทุนรวมวายุภักษ์หนึ่ง – 345,959,000 หุ้น (2.42%)
  4. สำนักงานประกันสังคม – 195,775,520 หุ้น (1.37%)
  5. SOUTH EAST ASIA UK (TYPE C) NOMINEES LIMITED – 171,637,725 หุ้น (1.20%)

ที่น่าสังเกตคือ กองทุนรวมวายุภักษ์หนึ่งได้เพิ่มสัดส่วนถือหุ้น AOT จาก 1.26% (สิ้นปี 2567) เป็น 2.42% ในสิ้นปี 2568 หรือเกือบ “เท่าตัว” แม้ในช่วงเดียวกัน ราคาหุ้น AOT จะปรับตัวลดลงประมาณ 7.56% สะท้อนมุมมองว่า กองทุนดังกล่าวมอง AOT เป็นสินทรัพย์ที่ควร “สะสมในระยะยาว” มากกว่าการมองเพียงความผันผวนระยะสั้นของราคา

นอกจากวายุภักษ์แล้ว ผู้บริหาร AOT ยังระบุว่า มีกองทุนต่างชาติโดยเฉพาะ “กองทุนแห่งชาติจากฮ่องกง” เดินทางเข้าพบเพื่อขอรับฟังข้อมูลปัจจัยพื้นฐานและโอกาสเติบโตของบริษัทโดยตรง ซึ่งเชื่อมโยงกับแผนขยายโอกาสทางธุรกิจผ่านความร่วมมือกับท่าอากาศยานระดับโลก การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการสร้าง Synergy เพื่อเติบโตร่วมกัน

ในด้านประมาณการผลประกอบการ ฝ่ายวิจัยของบริษัทหลักทรัพย์หลายแห่ง เช่น เอเซียพลัส และ หยวนต้า (ประเทศไทย) ประเมินว่า AOT มีแนวโน้มกำไรสุทธิเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ จากปัจจัยสำคัญคือ

  • การปรับขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออก (PSC) สำหรับผู้โดยสารระหว่างประเทศเป็น 1,120 บาทต่อคน ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ราวเดือนเมษายน 2569
  • การเจรจาสัมปทาน Duty Free และผลตอบแทนขั้นต่ำต่อหัว (MG) ที่ดีกว่าคาด
  • ปริมาณผู้โดยสารในเครือสนามบินทั้ง 6 แห่งที่เร่งตัวขึ้นตามการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการบินโลก

บล.หยวนต้า ประเมินว่า กำไรสุทธิของ AOT ในปีงบประมาณ 2568/2569 อาจแตะระดับ 22,000 ล้านบาท และเร่งตัวต่อไปที่ราว 28,000 ล้านบาทในปี 2569/2570 หากสมมติฐานด้าน PSC และ MG เดินตามแผน

แม้ฝ่ายวิเคราะห์บางแห่งให้คำแนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” ที่ราคาเป้าหมายราว 50–55 บาทต่อหุ้น แต่สำหรับสนามบินอย่างแม่ฟ้าหลวง เชียงราย สิ่งสำคัญไม่ใช่ราคาหุ้นในกระดาน หากคือ “ความต่อเนื่องของการลงทุนและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน” ที่ได้รับอานิสงส์จากความเชื่อมั่นในระดับบริษัทแม่

วิสัยทัศน์ใหญ่ของ AOT และแรงสะเทือนมาถึงสนามบินเชียงราย

ในระดับกลยุทธ์องค์กร AOT กำหนด “เป้าหมายการพัฒนาองค์กร” ไว้อย่างชัดเจน ทั้งด้านคุณภาพบริการ ความเป็นสนามบินอัจฉริยะ และความยั่งยืนทางรายได้ เป้าหมายสำคัญสามารถสรุปได้ 4 ประการ ได้แก่

  1. สนามบินในเครือ AOT ต้องเป็นสนามบินชั้นนำระดับโลก มีการให้บริการที่ดีเยี่ยม
  2. เป็นสนามบินอัจฉริยะ (Smart Airport) และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
  3. เป็นบริษัทที่มีรายได้ยั่งยืน และได้รับความเชื่อถือในตลาดทุน
  4. มีธรรมาภิบาล การบริหารความเสี่ยง และคุณธรรมในการดำเนินงาน

ภายใต้วิสัยทัศน์นี้ ผู้บริหารระดับสูงของ AOT เคยระบุว่า บริษัทกำลังก้าวเข้าสู่ “Classical Model ทางธุรกิจ” คือองค์กรขนาดใหญ่ที่มีต้นทุนสูง จำเป็นต้อง “Transform ทั้งองค์กร” ให้คล่องตัว โปร่งใส และสามารถลงทุนอย่างฉลาด (Smart Investment) เพื่อรองรับ Demand ผู้โดยสารในอนาคต

สำหรับแม่ฟ้าหลวง เชียงราย แนวนโยบายเช่นนี้หมายความว่า

  • สนามบินต้องยกระดับคุณภาพบริการให้สะท้อนมาตรฐานเดียวกับสนามบินหลัก เช่น สุวรรณภูมิ และดอนเมือง ทั้งด้านประสบการณ์ผู้โดยสาร (Customer Experience) และมาตรฐาน ACI / ASQ / Skytrax
  • การลงทุนทุกโครงการ ตั้งแต่ขยายเทอร์มินอล ติดตั้งโซลาร์ฟาร์ม ไปจนถึงโครงการ MRO และฐานคาร์โก ต้องพิสูจน์ได้ว่า “คุ้มค่า” และสอดคล้องกับทั้งยุทธศาสตร์ส่วนกลาง และศักยภาพเฉพาะพื้นที่ของเชียงราย
  • สนามบินภูมิภาคอย่างเชียงรายต้องบริหาร “รายได้ที่เกี่ยวกับการบิน” (Aero) และ “รายได้ที่ไม่เกี่ยวกับการบิน” (Non-Aero) ให้สมดุล ทั้งจากสัมปทานเชิงพาณิชย์ พื้นที่ค้าปลีก และการใช้ประโยชน์ที่ดินรอบสนามบิน

ทั้งหมดนี้ทำให้แม่ฟ้าหลวง เชียงราย อยู่ในสถานะ “สนามบินเล็กที่มีวิสัยทัศน์ใหญ่” เพราะทุกก้าวเดินไม่ได้สะท้อนเพียงตัวจังหวัด หากสะท้อนความพยายามของทั้งองค์กร AOT ในการยืนหยัดอยู่ในตำแหน่ง “Aviation Hub ระดับภูมิภาค” ของไทยในระยะยาว

เชียงราย–ภาคเหนือ–ประเทศไทย สนามบินหนึ่งแห่ง เชื่อมสามระดับความหมาย

หากจัดสัดส่วนภาพรวมของเรื่องนี้ตามกรอบการมอง 3 ระดับ จะเห็นบทบาทของท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ชัดเจนยิ่งขึ้น

  1. ระดับจังหวัดเชียงราย
    • สนามบินคือ “เส้นเลือดหลัก” ของการท่องเที่ยว การค้าชายแดน และกิจกรรมอีเวนต์ระดับนานาชาติ
    • แผนพัฒนา 5 ปี การเตรียมฐานคาร์โก และโครงการ MRO สะท้อนว่าเชียงรายกำลังก้าวจากเมืองท่องเที่ยวสู่เมืองโครงสร้างพื้นฐานด้านการบินของภาคเหนือ
  2. ระดับภาคเหนือและอนุภูมิภาค
    • CEI เป็นหนึ่งในจุดเชื่อมโยงสำคัญของโครงข่ายสนามบินในภาคเหนือ ร่วมกับสนามบินหลักอื่นของ AOT
    • หากฐานคาร์โกและศูนย์ซ่อมบำรุงเดินหน้า เชียงรายมีโอกาสกลายเป็น “หลังบ้านโลจิสติกส์” ที่รองรับสินค้าและบริการจากจังหวัดรอบข้าง และประเทศเพื่อนบ้านในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง
  3. ระดับประเทศและตลาดทุน
    • ผลการดำเนินงานและยุทธศาสตร์ของ AOT ส่งผลโดยตรงต่อทิศทางการลงทุนและการพัฒนาในสนามบินภูมิภาค
    • ความสนใจของกองทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศต่อหุ้น AOT เป็นตัวชี้วัดหนึ่งของความเชื่อมั่นต่อการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานการบินของไทยในระยะยาว

สนามบินที่เปิด 24 ชั่วโมง กับคำถาม 5 ปีข้างหน้าของเชียงราย

ในวันนี้ ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ยังคงเปิดไฟส่องรันเวย์ 24 ชั่วโมง เพื่อรองรับเที่ยวบินที่อาจมาถึงได้ทุกเวลา ตัวเลขผู้โดยสารเฉลี่ยวันละ 7,000 คน บอกเราอย่างหนึ่งว่า เชียงรายไม่ได้อยู่ชายขอบแผนที่การเดินทางอีกต่อไป

แผน 5 ปีในการขยายเทอร์มินอลและรันเวย์ โครงการ Smart & Green Airport การเจรจากับ K-Mile Air เรื่องฐานคาร์โก และโครงการ MRO ที่รอจังหวะกลับมาดำเนินการ ล้วนเป็นภาพ “อนาคต” ที่กำลังถูกออกแบบอยู่บนฐานของ “ปัจจุบัน” ที่ฟื้นตัวอย่างมั่นคง

คำถามสำคัญในช่วง 5 ปีจากนี้คือ

  • เชียงรายจะสามารถแปร “วิสัยทัศน์บนเอกสาร” ให้กลายเป็น “การเปลี่ยนแปลงในพื้นที่จริง” ได้มากน้อยเพียงใด
  • ชุมชนท้องถิ่น ภาคธุรกิจ และภาคการท่องเที่ยวจะมีส่วนร่วมอย่างไรในการใช้ประโยชน์จากการยกระดับสนามบินครั้งนี้
  • และในวันที่ AOT ก้าวสู่การเป็นองค์กรใน Classical Model ที่ต้องเลือกลงทุนอย่างรอบคอบ สนามบินเชียงรายจะถูกมองเป็น “ต้นทุน” หรือ “โอกาส” ของประเทศในระยะยาว

สิ่งที่ชัดเจนแล้วในวันนี้ คือ ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ไม่ได้ยืนรอผู้โดยสารอย่างเงียบงัน หากกำลังก้าวออกไป “เชื้อเชิญสายการบินใหม่ โอกาสใหม่ และบทบาทใหม่” เข้ามาเชื่อมต่อกับรันเวย์ของจังหวัดเชียงราย – จังหวัดเหนือสุดของไทยที่กำลังขยับเข้าใกล้จุดตัดสำคัญของการบิน การค้า และการท่องเที่ยวในภูมิภาคมากขึ้นทุกวัน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียยนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • บทสัมภาษณ์ นาวาอากาศเอก สกรรจ์ อุดล ผู้เชี่ยวชาญ 9 และรักษาการผู้อำนวยการท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย เกี่ยวกับทิศทางสนามบินปี 2569 แผนพัฒนา 5 ปี การบริหาร Capacity ผู้โดยสาร และการนำเทคโนโลยี Biometrics มาใช้
  • บริษัท เค-ไมล์ แอร์ จำกัด (K-Mile Air Company Limited)
  • ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)
  • บริษัทหลักทรัพย์ เอเซียพลัส และบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด
  • บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
TOP STORIES

สรุป 10 คดีทุจริตแห่งปี 2568 จากอาคาร สตง. ถล่ม ถึงส่วยเว็บพนัน และบททดสอบกระบวนการยุติธรรมไทย

เจาะลึก 10 ข่าวคอร์รัปชัน 2568 พร้อม 3 เรื่องใหญ่ปี 69 ปลุกกระแสเลือกตั้งไทยไม่เอาคนโกง


เชียงราย, 30 ธันวาคม 2568 – ปลายปี 2568 ไม่ได้เป็นเพียงช่วงเวลาสรุปภาวะเศรษฐกิจ การเมือง หรือทิศทางประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นจังหวะที่สังคมไทยต้องย้อนมอง “บาดแผลเรื้อรัง” เรื่องเดิมที่ยังไม่หาย นั่นคือปัญหาคอร์รัปชันซึ่งไม่ได้เกิดเป็นรายคดีโดดๆ อีกต่อไป หากขยายตัวเป็น “เครือข่ายผลประโยชน์” เชื่อมโยงนักการเมือง ข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ นักธุรกิจ และทุนเทาข้ามชาติอย่างแนบแน่น

องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT จึงรวบรวม “10 ข่าวคอร์รัปชันแห่งปี 2568” เพื่อชวนสังคมทบทวนผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงกับชีวิตผู้คน ระบบราชการ และหลักนิติรัฐไทย พร้อมชี้ให้เห็น “3 เรื่องใหญ่” ที่ยังค้างคาและต้องติดตามต่อในปี 2569 และย้ำว่าทางออกหนึ่งที่ประชาชนยังมีอยู่ในมือ คือ “1 สิทธิ์เลือกตั้ง” ที่สามารถใช้เพื่อไม่เอาคนโกงกลับเข้ามาบริหารบ้านเมืองอีก

บทความข่าวชิ้นนี้เรียบเรียงจากข้อสังเกตของ ACT เพื่อให้เห็นทั้งภาพรวมและรายละเอียดของแต่ละกรณีอย่างเป็นระบบ เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลอ้างอิงสำหรับสังคมในปีต่อไป

ปีแห่ง “การโกงเป็นเครือข่าย” และความเชื่อมั่นที่ถดถอย

นายมานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) อธิบายผ่านช่องทางสื่อสารออนไลน์ขององค์กรว่า ปี 2568 เป็นปีที่ปัญหาคอร์รัปชันไม่ได้อยู่ในระดับ “คนโกงคนเดียว” หรือ “เจ้าหน้าที่บางราย” หากแต่ปรากฏชัดว่าเป็น “การโกงเป็นเครือข่าย” ที่อาศัยอำนาจรัฐและช่องโหว่กฎหมายเป็นเกราะกำบัง

เขาชี้ให้เห็นว่า นักการเมืองระดับชาติ ข้าราชการอาวุโส สมาชิกวุฒิสภา และกรรมการองค์กรอิสระจำนวนไม่น้อย กลับกลายเป็น “ภาระ” ของบ้านเมืองมากกว่าจะทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์สาธารณะ ภายใต้สภาวะเช่นนี้ การต่อต้านคอร์รัปชันจึงเป็นเรื่องยากยิ่ง และส่งผลกระทบโดยตรงต่อหลักนิติรัฐและสิทธิมนุษยชน

คำเตือนดังกล่าวสะท้อนผ่าน 10 ข่าวสำคัญที่ ACT หยิบยกขึ้นมา ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ความปลอดภัยสาธารณะ ระบบศาสนา ระบบสาธารณสุข กระบวนการยุติธรรม ความมั่นคงของกองทุนประกันสังคม ไปจนถึงธุรกิจผิดกฎหมายที่บั่นทอนโครงสร้างเศรษฐกิจและการเมือง

1.อาคาร สตง. ถล่ม – โศกนาฏกรรม 86 ศพที่ยังไร้คำตอบ

คดีอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่ม ถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ร้ายแรงที่สุดของปี 2568 ทั้งในมิติความสูญเสียและคำถามต่อกระบวนการตรวจสอบของรัฐ อุบัติเหตุดังกล่าวทำให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 86 ราย และความเสียหายทางทรัพย์สินกว่า 2,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี ภายหลังกลับไม่ปรากฏ “ตัวผู้บงการ” หรือสาเหตุแท้จริงอย่างเปิดเผย รายงานสอบสวนอย่างเป็นทางการยังคงถูกเก็บอยู่ในลิ้นชักของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และรัฐบาล ทำให้สังคมตั้งคำถามถึงมาตรฐานความปลอดภัยในอุตสาหกรรมก่อสร้างของไทย และความน่าเชื่อถือของการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส (ITA) ที่ ป.ป.ช. ใช้เป็นเครื่องมือวัดหน่วยงานรัฐ

กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อคดีที่มีทั้ง “เลือดเนื้อและชีวิตของประชาชน” ยังไม่สามารถคลี่คลายได้อย่างโปร่งใส ความเชื่อมั่นต่อระบบตรวจสอบของรัฐย่อมถดถอยลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

2.วิกฤตศรัทธาในวงการสงฆ์ – เมื่อเงินวัดกลายเป็นสนามโกง

ข่าวพระระดับเจ้าคุณและพระชื่อดังถูกกล่าวหาเรื่องโกงเงินวัด เป็นอีกหนึ่งคดีที่สั่นคลอนความเชื่อมั่นของสาธุชนอย่างหนัก โดยเฉพาะคดี “สีกากอล์ฟ” ซึ่งมีพระระดับเจ้าคุณถูกดำเนินคดีถึง 13 รูป ภายในช่วงเวลาราว 3 ปี ความเสียหายที่ตรวจสอบได้มีมูลค่าราว 385 ล้านบาท

นอกเหนือจากนั้น ยังมีการเปิดปฏิบัติการ “ปูพรมไล่จับ” พระและผู้เกี่ยวข้องอีก 181 ราย โดยกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ทำให้สังคมมองเห็นว่าการโกงเงินวัดไม่ใช่เหตุการณ์เฉพาะราย แต่เป็นปัญหาเชิงระบบที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการทรัพย์สินทางศาสนาและการกำกับดูแลของภาครัฐ

สำหรับประชาชนผู้มีศรัทธา วิกฤตครั้งนี้ไม่เพียงสะเทือนใจในฐานะพุทธศาสนิกชน แต่ยังทำให้ตั้งคำถามว่า “เงินทำบุญ” และทรัพย์สินส่วนรวมที่มอบให้วัดเพื่อสาธารณประโยชน์ ถูกใช้ไปในทิศทางใด และระบบตรวจสอบทางการเงินของวัดมีความเข้มแข็งเพียงพอหรือไม่

3.ยึดทรัพย์เครือข่ายสแกมเมอร์หมื่นล้าน – เงามืดทุนเทากับรัฐไทย

การยึดและอายัดทรัพย์สินของเครือข่ายธุรกิจผิดกฎหมาย 3 กลุ่ม ที่มีมูลค่ารวมกว่าหมื่นล้านบาท และมีชื่อที่ถูกสงสัยเชื่อมโยงกับ “ยิม เลียก – เบน สมิธ – ก๊ก อาน – เฉิน จื้อ” เป็นข่าวที่สะท้อนมิติใหม่ของคอร์รัปชันไทยในยุคทุนข้ามชาติ

นอกจากขนาดของทรัพย์สินที่ถูกยึดแล้ว เรื่องนี้ยังได้สร้างกระแสวิพากษ์อย่างกว้างขวาง เนื่องจากภาพถ่ายและความเชื่อมโยงกับบุคคลมีชื่อเสียงถูกเผยแพร่ผ่านสื่อมวลชนและโซเชียลมีเดียอย่างต่อเนื่อง สังคมจึงตั้งคำถามว่า “เครือข่ายสแกมเมอร์” เชื่อมโยงกับใครในแวดวงการเมือง ข้าราชการ และธุรกิจระดับบนของไทยมากน้อยเพียงใด

ACT ประเมินว่า กรณีนี้ชี้ให้เห็นความเกี่ยวข้องส่วนลึกระหว่าง “ส่วยสินบนของตำรวจ นักการเมือง นักธุรกิจไทย” กับทุนเทาระดับโลก ซึ่งมีผลให้คนไทยจำนวนมากตกเป็นเหยื่อความเสียหายรวมถึง 115,300 ล้านบาทต่อปี ในขณะที่กลไกรัฐจำนวนไม่น้อยยังอ่อนแอ เลือกปฏิบัติ และเต็มไปด้วยความลับ

4.ขบวนการทุจริตยาในโรงพยาบาล – เมื่อความป่วยไข้กลายเป็นช่องทางโกง

กรณีการทุจริตยาที่โรงพยาบาลทหารผ่านศึก ซึ่งถูกเปิดโปงว่าเป็นขบวนการที่ดำเนินการต่อเนื่องยาวนานถึง 7 ปี มีแพทย์และผู้ร่วมขบวนการกว่า 20 คน และสร้างความเสียหายราว 80 ล้านบาท เป็นอีกหนึ่งข่าวที่กระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นในระบบสาธารณสุขของประเทศ

กรณีนี้ถูกเปิดเผยโดยหญิงผู้หนึ่งซึ่ง ACT เรียกว่า “ผู้กล้า” เนื่องจากเธอใช้เวลากว่า 2 ปีในการรวบรวมหลักฐาน ส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อนที่คดีจะเริ่มถูกขับเคลื่อนอย่างจริงจัง นอกจากนี้ ยังมีข่าวอื่นๆ ที่ย้ำให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น กรณีแพทย์ตำรวจหรือ “หมอแอร์” เกี่ยวข้องกับการค้ายา รวมถึงข่าวแพทย์ทหารฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ปลอมให้ผู้ป่วย

ACT ชี้ว่า การโกงยาและงบประมาณด้านสาธารณสุขเช่นนี้ ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อคุณภาพบริการของระบบบัตรทองและโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค รวมถึงสภาพคล่องทางการเงินของโรงพยาบาลรัฐหลายแห่งที่กำลังขาดเงินหมุนเวียน

5.คดีอดีตนายกฯ ติดคุกจริงหลัง “คุกทิพย์” – บททดสอบความน่าเชื่อถือกระบวนการยุติธรรม

ชื่อของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางอีกครั้ง หลังจากถูกนำตัวเข้าสู่เรือนจำ และเกิดข้อสงสัยของสังคมต่อการปฏิบัติที่แตกต่างจากนักโทษทั่วไป ทั้งการพักรักษาตัวในโรงพยาบาลตำรวจเป็นเวลานาน การใช้ดุลพินิจของกรมราชทัณฑ์ และการตีความกฎหมายที่ถูกมองว่าเอื้อประโยชน์แก่บุคคลใกล้ชิดอำนาจ

ภายหลัง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง และนำไปสู่คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่ง ACT มองว่ากรณีนี้เป็นตัวอย่างของ “การบิดเบือนกฎหมายและความจริง” ที่ทำลายความเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมไทยในสายตานานาชาติและประชาชนในประเทศ

6.คดีรับส่วยเว็บพนันออนไลน์ – รอยด่างในเครื่องแบบตำรวจ

ข่าวการชี้มูลความผิด พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และพวกกว่า 200 นาย ในข้อหารับเงินจากขบวนการส่วยเว็บพนันออนไลน์ ถือเป็นหนึ่งในข่าวใหญ่ของปีในมิติ “ความน่าเชื่อถือขององค์กรตำรวจ”

คณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจ (ก.ร.ตร.) มีมติชี้มูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ซึ่ง ACT ระบุว่าเป็น “ข่าวมัวหมองที่สุดของวงการตำรวจในรอบปี” และทำให้สังคมตั้งคำถามว่า “หากผู้บังคับใช้กฎหมายเองยังถูกกล่าวหาว่ารับส่วย ประชาชนจะพึ่งใครได้?”

เมื่อความเชื่อมั่นต่อองค์กรตำรวจสั่นคลอน ย่อมกระทบต่อความมั่นใจในการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชน ทั้งในด้านความปลอดภัย ทรัพย์สิน และความเชื่อในคำว่า “กฎหมายเท่าเทียมกันสำหรับทุกคน”

7.คดีงบประมาณของอดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร – ภาพสะท้อนการใช้งบเอื้อพื้นที่ตัวเอง

อีกคดีที่ถูกจับตาคือกรณีของนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากกระทำการขัดต่อรัฐธรรมนูญ โดยเสนอและผลักดันงบประมาณโครงการที่มีลักษณะเอื้อประโยชน์ต่อพื้นที่ของตนเอง รวมมูลค่า 443 ล้านบาทในปีงบประมาณ 2568

ACT ระบุว่า พฤติกรรมลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ในรัฐสภาไทย หากแต่ที่ผ่านมาแทบไม่เคยถูกตรวจสอบจนกลายเป็นคดี ทำให้งบประมาณแผ่นดินกระจุกตัวในบางพื้นที่และสร้างความไม่เป็นธรรมต่อประชาชนทั้งประเทศ กรณีนี้จึงถือเป็น “คดีตัวอย่าง” ที่ชี้ให้เห็นความจำเป็นของการตรวจสอบผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างจริงจัง

8.สำนักงานประกันสังคม – ความกังวลต่อกองทุนที่คนทำงานฝากชีวิตไว้

ข่าวคราวเกี่ยวกับสำนักงานประกันสังคมในปี 2568 ถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่อง ทั้งการจัดทำปฏิทินปีละกว่า 50 ล้านบาท การซื้อตึกเก่ามูลค่า 7,000 ล้านบาทที่ถูกมองว่าแพงกว่าราคาตลาดเท่าตัว การจัดจ้างพัฒนาแอปพลิเคชันมูลค่า 850 ล้านบาท และกรณีการพยายามขายหุ้นบริษัท บางจาก ให้กับบริษัทเอกชนรายหนึ่ง

ในสายตา ACT เรื่องเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียง “ข่าวฉาว” ที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เพราะทรัพย์สินของสำนักงานประกันสังคมคือ “หลักประกันชีวิตและสุขภาพของผู้ประกันตนกว่า 24.8 ล้านคน” ที่ส่งเงินสมทบเดือนละ 750 บาท หากการลงทุนและการใช้จ่ายขาดความรอบคอบหรือมีข้อสงสัยเรื่องความโปร่งใส ย่อมสะเทือนความมั่นคงของกองทุนในระยะยาว

9.ห้องลับในเรือนจำ – สิทธิพิเศษของนักโทษ VVIP

การเปิดโปง “ห้องลับนักโทษ VVIP” ในเรือนจำแห่งหนึ่ง ซึ่งจัดสิทธิพิเศษให้ผู้ต้องขังคดีสำคัญตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการใช้ช่องว่างอำนาจเพื่อเอื้อประโยชน์ส่วนบุคคล

ACT มองว่า กรณีนี้ตอกย้ำปัญหาที่สังคมรับรู้กันมานานว่า เรือนจำหลายแห่งเต็มไปด้วย “ระบบส่วยและสินบน” ตั้งแต่การเลื่อนชั้นนักโทษ การย้ายเข้าโรงพยาบาลโดยไม่ป่วยจริง การทุจริตค่าอาหาร ไปจนถึงการใช้งบก่อสร้างไม่โปร่งใส เพียงแต่ที่ผ่านมาอาจไม่เคยถูกตรวจสอบอย่างจริงจัง กรณีห้องลับจึงถือเป็น “ยอดภูเขาน้ำแข็ง” ของปัญหาในระบบราชทัณฑ์ไทย

10.3 ป. จับสด – ก้าวใหม่ของการบังคับใช้กฎหมายกับเจ้าหน้าที่รัฐ

ข่าวการปฏิบัติการร่วมกันของสามหน่วยงาน ได้แก่ ตำรวจ ป.ป.ป. (กองบังคับการปราบปรามการทุจริต), ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. ในการ “จับสด” เจ้าหน้าที่รัฐที่รีดไถ เรียกรับสินบน หรือโกงเงินหลวงหลายสิบคดีตลอดปี ถือเป็นสัญญาณด้านบวกในภาพรวมที่มองเห็นได้ชัดเจน

ปฏิบัติการเหล่านี้นำไปสู่การจับกุมเจ้าหน้าที่รัฐระดับต่างๆ ทั้งนักการเมืองท้องถิ่น ผู้มีอิทธิพล บุกรุกป่า และพระชั้นผู้ใหญ่ที่โกงเงินวัด ทำให้เห็นว่าหากหน่วยงานด้านปราบปรามคอร์รัปชันร่วมมือกันอย่างจริงจัง การบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดที่มีอำนาจก็ “ไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้” และได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชนจำนวนมาก

สามเรื่องใหญ่ที่ยังต้องลุ้นในปี 2569

นอกเหนือจาก 10 ข่าวข้างต้น ACT ยังชี้ให้สังคมจับตา “สามกรณีใหญ่” ที่สะท้อนทิศทางนิติรัฐไทยในปีหน้า ได้แก่

  1. การไม่สามารถเอาผิดผู้บงการในคดีสินบนข้ามชาติ
    ทั้งคดีสวนปาล์มในอินโดนีเซีย คดีสินบนโรลส์-รอยซ์ ในรัฐวิสาหกิจด้านพลังงาน และคดีฮั้วประมูลสร้างโรงพัก 6,000 ล้านบาท ซึ่งล้วนเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับบริษัทต่างชาติและโครงการขนาดใหญ่ แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่สามารถนำตัวผู้บงการระดับสูงมารับโทษได้
  2. ศึกเขากระโดงและคดีฮั้วเลือก ส.ว.
    ACT เห็นว่าเป็นตัวอย่างของการใช้อำนาจรัฐและกลไกกฎหมายเป็นเครื่องมือทำลายฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง จนส่งผลให้หลักนิติรัฐไทยถูกตั้งคำถามอย่างหนัก ทั้งในเรื่องความเป็นกลางและความยุติธรรม
  3. การแก้ไขสัญญาสัมปทานดิวตี้ฟรีและรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน
    การพยายามปรับแก้สัญญาที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทางธุรกิจมูลค่ามหาศาล ทำให้เกิดคำถามว่า “ผลประโยชน์ของชาติ” หรือ “ผลประโยชน์ของกลุ่มทุน” ถูกให้ความสำคัญมากกว่ากัน ACT เห็นว่าทั้งสองโครงการจะเป็น “บททดสอบศักดิ์ศรีด้านธรรมาภิบาลของไทยในสายตานานาชาติ”

จากข้อมูลสู่กล่องเลือกตั้งปี 2569 – 1 สิทธิ์ที่ไม่ควรปล่อยผ่าน

ในช่วงท้ายของแถลงการณ์ นายมานะ นิมิตรมงคล ได้เชื่อมโยงประเด็นคอร์รัปชันกับการเมืองเชิงโครงสร้าง โดยมองว่า ข่าวการยึดและอายัดทรัพย์เครือข่ายสแกมเมอร์หมื่นล้านบาทคือกรณีที่ส่งผลกระทบในระดับลึกที่สุด เพราะสะท้อนการเชื่อมต่อของทุนเทากับเครือข่ายอำนาจ ทั้งในเชิงการเงินและการเมือง ซึ่งท้ายที่สุดจะย้อนมาทำลายเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตประชาชน

เขาย้ำว่า การเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) วันที่ 11 มกราคม และการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั่วประเทศวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 คือโอกาสสำคัญที่คนไทยจะใช้ “1 สิทธิ์พลิกชีวิตมหาศาล” โดยการเลือกคนเก่ง คนดี ที่ไม่มีประวัติคดโกงหรือโยงใยทุนเทาเข้ามาบริหารประเทศ

ACT จึงเชิญชวนให้ประชาชน “หยุดวัฏจักรเลือกตั้งแบบเดิม” ที่เทคะแนนให้ผู้ซื้อเสียง บ้านใหญ่นักการเมือง หรือผู้มีอิทธิพลที่มีประวัติทำธุรกิจผิดกฎหมาย เพราะทุกคะแนนเสียงที่มอบให้คนเหล่านี้ ย่อมย้อนกลับมาเป็นต้นทุนของระบบคอร์รัปชันในระยะยาว

ปี 2568 ในกระจกคอร์รัปชัน – บทเรียนเพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

เมื่อมองย้อนทั้ง 10 ข่าวและ 3 เรื่องใหญ่จะเห็นว่า ปัญหาคอร์รัปชันในปี 2568 ไม่ได้กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หากแผ่ขยายตั้งแต่ระบบราชการส่วนกลาง องค์กรศาสนา สาธารณสุข ระบบยุติธรรม กองทุนของคนทำงาน ไปจนถึงโครงสร้างการเมืองระดับชาติและท้องถิ่น

ปรากฏการณ์เหล่านี้ตอกย้ำว่า “คอร์รัปชันไม่ใช่เรื่องไกลตัว” แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับชีวิตประจำวันของประชาชน ไม่ว่าจะในรูปของโรงพยาบาลที่ขาดยา ถนนที่สร้างไม่เสร็จตามแบบ การศึกษาที่งบประมาณรั่วไหล หรือค่าครองชีพที่สูงขึ้นจากการผูกขาดและธุรกิจทุนเทา

ปี 2569 จึงเป็นปีที่สังคมไทยต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ทั้งผลการดำเนินคดีที่ค้างอยู่ มาตรการปฏิรูปหน่วยงานรัฐ และผลลัพธ์ของการเลือกตั้งในทุกระดับ ว่าจะนำพาคนรุ่นใหม่ที่ยึดมั่นในความโปร่งใสเข้าสู่ระบบการเมืองได้มากเพียงใด หรือปล่อยให้ “เครือข่ายเดิม” ยังคงหมุนต่อไปใต้ฉากหน้าใหม่

คำถามสำคัญที่ ACT ฝากไว้คือ “เราจะยอมให้การโกงเป็นเรื่องปกติของสังคมไทยต่อไปอีกกี่ปี?” ซึ่งคำตอบสุดท้ายคงไม่อยู่ที่องค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่อยู่ในมือของประชาชนทุกคนที่ถือบัตรเลือกตั้ง และพร้อมจะใช้ 1 สิทธิ์ของตนอย่างมีสติและรับผิดชอบต่ออนาคตส่วนรวม

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) – ข้อความและสรุป “10 ข่าวคอร์รัปชันแห่งปี 2568” เผยแพร่ผ่านเพจเฟซบุ๊กองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)
  • ข้อมูลประกอบเกี่ยวกับคดีอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เหตุถล่ม, คดีทุจริตในวงการสงฆ์, คดีทุจริตยาโรงพยาบาลทหารผ่านศึก, คดีเครือข่ายสแกมเมอร์, กรณีสำนักงานประกันสังคม และปฏิบัติการ “3 ป. จับสด” – รวบรวมจากข่าวเผยแพร่ของสื่อมวลชนและเอกสารประชาสัมพันธ์หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง
  • แถลงการณ์และบทความแสดงความคิดเห็นของนายมานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เกี่ยวกับผลกระทบเชิงโครงสร้างของคอร์รัปชัน และข้อเสนอเรื่องการใช้สิทธิเลือกตั้งเพื่อต่อต้านคนโกง ในช่วงปลายปี 2568
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
TOP STORIES

3 สมาคมสื่อแถลงด่วน! ห่วงความปลอดภัยนักข่าวชายแดนไทย-กัมพูชา เร่งกองบรรณาธิการประเมินภาพรวมก่อนส่งทีม

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ ออกแถลงการณ์ร่วมแสดงความห่วงใยสูงสุดต่อความปลอดภัยของบุคลากรสื่อมวลชนที่รายงานข่าวความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

ประเทศไทย,14 ธันวาคม 2568 – ข้อห่วงใยจากองค์กรวิชาชีพสู่มาตรการความปลอดภัยขั้นสูงสุด พร้อมเสนอแนะแนวทางเข้มงวดให้กองบรรณาธิการประเมินสถานการณ์ภาพรวมก่อนมอบหมายงาน และเน้นย้ำใช้ข้อมูลที่เชื่อถือได้จากหน่วยงานราชการทดแทนการลงพื้นที่ด้วยตนเองในกรณีที่จำเป็น เพื่อให้การรายงานข่าวเป็นไปอย่างรับผิดชอบ ควบคู่ไปกับความมั่นคงของประเทศ  องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนที่สำคัญ 3 แห่งของประเทศไทย ได้แก่ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย , สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย , และ สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (SONP) ได้ร่วมกันออกแถลงการณ์ด่วนภายใต้หัวข้อ ข้อห่วงใยสื่อมวลชน ในการลงพื้นที่รายงานข่าวที่มีความเสี่ยง” ซึ่งสะท้อนถึงความตระหนักต่อสถานการณ์ที่มีความอ่อนไหวและเสี่ยงอันตรายบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

แถลงการณ์ดังกล่าวเป็นการแสดงความห่วงใยอย่างยิ่งต่อสวัสดิภาพของผู้สื่อข่าว ช่างภาพ และบุคลากรสื่อมวลชนทุกคน ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่รายงานข่าวสถานการณ์ดังกล่าว องค์กรวิชาชีพเหล่านี้ได้กล่าวชื่นชมการทำหน้าที่อย่างเข้มแข็งและมุ่งมั่นในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน ภายใต้สถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความอ่อนไหว

อย่างไรก็ตาม เพื่อคำนึงถึงความปลอดภัยสูงสุดของบุคลากรสื่อมวลชน องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนจึงได้เสนอแนะแนวทางการทำงานต่อสื่อมวลชนภาคสนามและกองบรรณาธิการ โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเด็นหลักและ 1 แนวทางทดแทนที่สำคัญ:

  1. การประเมินสถานการณ์ภาพรวมก่อนการมอบหมายงาน (Editor’s Responsibility)

องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนได้ขอให้ กองบรรณาธิการและผู้บังคับบัญชา ดำเนินการตรวจสอบและประเมินสถานการณ์ภาพรวมอย่างรอบด้านตลอดเวลา โดยต้องอาศัยข้อมูลจากหลายแหล่งข่าว/ข้อมูลที่เชื่อถือได้ เพื่อนำมาช่วยวิเคราะห์ความจำเป็นในการส่งทีมข่าวเข้าพื้นที่ที่มีความเสี่ยง

  • เหตุผลเชิงนโยบาย: แถลงการณ์ระบุอย่างชัดเจนว่า ผู้สื่อข่าวภาคสนามอาจเห็นสถานการณ์ในมุมมองเฉพาะจุดเท่านั้น ขณะที่การตัดสินใจเชิงนโยบาย (Policy Decision) ที่จะส่งบุคลากรเข้าไปในพื้นที่ ควรพิจารณาจากภาพรวมของสถานการณ์ทั้งหมด ซึ่งเป็นหลักการสำคัญในการบริหารจัดการข่าวในสถานการณ์ความมั่นคง
  1. การให้ความสำคัญกับพื้นที่ปลอดภัยเป็นลำดับแรก (Field Safety First)

หลักการพื้นฐานที่องค์กรสื่อย้ำเตือนคือ การคำนึงถึงสวัสดิภาพของสื่อมวลชนภาคสนามเป็นลำดับแรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่มอบหมายให้เข้าไปในพื้นที่เสี่ยง หรือพื้นที่ที่อาจกระทบต่อความปลอดภัยของชีวิตและยังคงมีการปะทะ หรือมีการใช้อาวุธหนัก

เนื้อหาแนวทางปฏิบัติทางเลือกและการคำนึงถึงความมั่นคง

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และ สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ แสดงความห่วงใยต่อความปลอดภัยของผู้สื่อข่าว ช่างภาพ และบุคลากรสื่อมวลชนทุกท่านที่ปฏิบัติหน้าที่รายงานข่าวสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา พร้อมขอชื่นชมการทำหน้าที่อย่างเข้มแข็ง มุ่งมั่นนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนภายใต้สถานการณ์ที่มีความอ่อนไหวและ

อย่างไรก็ตาม เพื่อคำนึงถึงความปลอดภัยสูงสุดของบุคลากรสื่อมวลชน องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนขอเสนอแนะแนวทางการทำงานต่อสื่อมวลชนภาคสนามและกองบรรณาธิการ ดังต่อไปนี้

  1. การประเมินสถานการณ์ภาพรวมก่อนการมอบหมายงาน : ขอให้กองบรรณาธิการและผู้บังคับบัญชา ตรวจสอบและประเมินสถานการณ์ภาพรวมอย่างรอบด้านตลอดเวลา โดยอาศัยข้อมูลจากหลายแหล่งข่าว/ข้อมูลที่เชื่อถือได้ เพื่อช่วยวิเคราะห์ความจำเป็นในการส่งทีมข่าวเข้าพื้นที่ที่มีความเสี่ยง

ทั้งนี้ เนื่องจากผู้สื่อข่าวภาคสนามอาจเห็นสถานการณ์ในมุมเฉพาะจุด ขณะที่การตัดสินใจเชิงนโยบายควรพิจารณาจากภาพรวมของสถานการณ์ทั้งหมด

  1. การให้ความสำคัญกับพื้นที่ปลอดภัยเป็นลำดับแรก : คำนึงถึงสวัสดิภาพของสื่อมวลชนภาคสนาม กรณีมอบหมายให้เข้าไปในพื้นที่เสี่ยงหรือพื้นที่ที่อาจกระทบต่อความปลอดภัยของชีวิตที่ยังคงมีการปะทะ ใช้อาวุธหนักในสถานการณ์

 

ในกรณีที่จำเป็นต้องรายงานเหตุการณ์จากพื้นที่เสี่ยง ขอแนะนำให้ใช้ข้อมูล ภาพ หรือคลิปวิดีโอจากหน่วยงานราชการหรือเจ้าหน้าที่เชื่อถือได้ เป็นทางเลือกทดแทนการเข้าพื้นที่ด้วยตนเอง เพื่อลดความเสี่ยงและการสูญเสียต่อบุคลากรสื่อมวลชน

ขณะเดียวกัน ในสถานการณ์ด้านความมั่นคงครั้งนี้ อยากให้ผู้ปฏิบัติงานภาคสนามทุกคน รวมทั้งบรรณาธิการให้ความสำคัญกับการตรวจสอบข่าวและภาพที่เกี่ยวข้องกับสถานที่ทางการทหารรวมถึงสถานที่ปลอดภัยสำหรับประชาชน ก่อนเผยแพร่ภาพ เพื่อคำนึงถึงเหตุผลทางด้านความมั่นคง

ทั้งนี้ความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงานด้านสื่อมวลชนคือหัวใจสำคัญควบคู่ไปกับเสรีภาพในการรายงานข่าว ที่ต้องเป็นไปอย่างรับผิดชอบ รอบคอบ และสอดคล้องกับจริยธรรมวิชาชีพสื่อมวลชน

การจัดการความเสี่ยงในสถานการณ์ความขัดแย้ง

แถลงการณ์ร่วมของทั้ง 3 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการยกระดับมาตรฐานการจัดการความเสี่ยง (Risk Management) ในงานข่าวสถานการณ์ความขัดแย้งของประเทศไทย

  1. การยกระดับบทบาทกองบรรณาธิการ:

แถลงการณ์ได้โอนถ่ายอำนาจและความรับผิดชอบในการตัดสินใจขั้นสุดท้ายจากผู้สื่อข่าวภาคสนาม ไปยัง กองบรรณาธิการ” ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจในการตัดสินใจเชิงนโยบาย (Policy Decision) ที่สามารถเข้าถึงและวิเคราะห์ ภาพรวมของสถานการณ์ทั้งหมด” จากหลายแหล่งที่เชื่อถือได้ การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นไปตามหลักการสากลในการรายงานข่าวสงครามหรือความขัดแย้ง ซึ่งถือว่าความปลอดภัยของบุคลากรคือต้นทุนที่ไม่อาจประเมินค่าได้

  1. สื่อสารมวลชนกับความมั่นคงแห่งชาติ:

การเน้นย้ำให้ตรวจสอบภาพถ่ายสถานที่ทางการทหารและที่ปลอดภัยสำหรับประชาชนอย่างละเอียดก่อนเผยแพร่ สะท้อนถึงการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนในฐานะ ผู้รักษาความรับผิดชอบ” ต่อความมั่นคงแห่งชาติในช่วงเวลาวิกฤต ในขณะที่ต้องธำรงไว้ซึ่งเสรีภาพในการรายงานข่าว ซึ่งเป็นบทบาทที่ต้องสร้างสมดุลอย่างชาญฉลาดตามหลักจริยธรรมวิชาชีพ

  1. การใช้ข้อมูลทดแทนที่เชื่อถือได้:

การแนะนำให้ใช้ข้อมูลจากหน่วยงานราชการหรือเจ้าหน้าที่ที่เชื่อถือได้ในกรณีจำเป็น เป็นการยอมรับกลไกความร่วมมือระหว่างสื่อและหน่วยงานความมั่นคง เพื่อให้ประชาชนยังได้รับข่าวสารอย่างต่อเนื่อง แต่ลดความเสี่ยงของบุคลากรสื่อ การใช้แหล่งข้อมูลเหล่านี้ต้องถูกกำกับดูแลอย่างเข้มงวดโดยบรรณาธิการ เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลที่นำมาใช้นั้นเป็น ข้อมูลที่เป็นกลาง และมิได้เป็นเครื่องมือในการโฆษณาชวนเชื่อ

แถลงการณ์ร่วมฉบับนี้ถือเป็นแนวทางปฏิบัติ (Guideline) ที่ชัดเจนและเป็นมาตรฐานเดียวกันสำหรับองค์กรสื่อในประเทศไทย เพื่อให้สามารถรายงานข่าวในพื้นที่เสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพและรับผิดชอบ การให้ความสำคัญกับ ความปลอดภัยควบคู่ไปกับเสรีภาพในการรายงานข่าวที่ต้องมีความรับผิดชอบ” เป็นการยกระดับวิชาชีพสื่อมวลชนไทยให้ก้าวสู่มาตรฐานสากลในการจัดการสถานการณ์ความขัดแย้ง พร้อมทั้งช่วยลดความเสี่ยงในการสูญเสียบุคลากรอันเนื่องมาจากความขัดแย้งในสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ยังคงมีความอ่อนไหว

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย (Thai Journalists Association – TJA)
  • สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย (The Thai Broadcast Journalists Association – TBJA)
  • สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (Online News Providers Association – SONP)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

งบฯ เกือบ 3 พันล้าน! เปิดแผน 8 ปี “รื้อ-สร้างใหม่ทั้งทางน้ำและเมืองชายแดน” แก้ปัญหาน้ำท่วมแม่สายถาวร

งบฯ เกือบ 3 พันล้าน เปิดแผน 8 ปี “รื้อ–สร้างใหม่ทั้งทางน้ำและเมืองชายแดน” แก้น้ำท่วมแม่สายถาวร รับบทประตูเศรษฐกิจ GMS

แม่สาย, จังหวัดเชียงราย – วันที่ 12 ธันวาคม 2568 ห้องประชุมโรงแรมปิยะพร พาวิลเลี่ยนฮอลล์ อำเภอแม่สาย เต็มไปด้วยตัวแทนหน่วยงานรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และประชาชนริมฝั่งแม่น้ำสายที่เคยถูกน้ำหลากซัดบ้านเรือนจนเสียหาย เมื่อกรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย เปิดเวทีประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งที่ 1 เพื่อศึกษา “แผนหลักการปรับปรุงแม่น้ำสาย เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ จังหวัดเชียงราย” อย่างเป็นทางการ

ภายใต้แผนนี้ รัฐเตรียมใช้งบประมาณรวม 2,950 ล้านบาท ในช่วงเวลา 8 ปี ตั้งแต่ปลายปี 2568 จนถึงสิ้นปี 2575 เพื่อบูรณะทั้ง “ทางน้ำ–โครงสร้างป้องกัน–ระบบระบายน้ำ–พื้นที่ตั้งถิ่นฐานของประชาชน” โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ “ยุติวงจรน้ำหลาก–น้ำท่วมซ้ำซาก” ในเขตเศรษฐกิจชายแดนแม่สายที่ถูกนิยามว่าเป็นประตูสำคัญเชื่อมไทย–เมียนมา และกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS)

การประชุมครั้งนี้มี นายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน ร่วมด้วยนายอำเภอแม่สาย ตัวแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เข้าร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น ขณะที่กรมโยธาธิการและผังเมืองได้มอบหมายให้บริษัท วอเตอร์ ดีเว็ลลัฟเม็นต์ คอนซัลแท็นส์ กรุ๊ป จำกัด ทำหน้าที่ที่ปรึกษาและนำเสนอรายละเอียดเชิงวิศวกรรมและผังเมืองต่อที่ประชุม

น้ำท่วมซ้ำซาก–ความเสียหายกว่า 6 พันล้าน ฉากหลังของ “แผนใหญ่น้ำสาย”

อำเภอแม่สายในวันนี้ ไม่ใช่เพียงอำเภอชายแดนที่มีสะพานมิตรภาพไทย–เมียนมาและตลาดค้าชายแดนคึกคัก หากแต่เป็น “พื้นที่เสี่ยงภัย” ที่ชื่อของมันถูกเชื่อมโยงกับข่าวน้ำหลาก น้ำท่วมฉับพลัน และดินโคลนไหลบ่ามาอย่างต่อเนื่องหลายปี

รายงานของบริษัทที่ปรึกษาชี้ให้เห็นว่า ต้นตอสำคัญของปัญหาอยู่ที่ “การขยายตัวของชุมชนและเขตเมือง” ซึ่งรุกล้ำเข้าไปใน “เขตทางน้ำหลากของแม่น้ำสาย” ไปจนเกือบเต็มตลอดแนวบางช่วงของลำน้ำ เมื่อประกอบเข้ากับสภาพภูมิอากาศที่ฝนตกหนักในระยะเวลาสั้น ๆ น้ำจึงไม่สามารถไหลผ่านตามธรรมชาติได้อย่างสะดวก เกิดเป็นน้ำหลากและน้ำท่วมซ้ำซากทุกปี

เหตุการณ์ล่าสุดในเดือนกันยายน 2567 ถูกยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างชัดเจน หลังจากมีฝนสะสมกว่า 200 มิลลิเมตรในพื้นที่ ทำให้เกิดน้ำหลาก–ดินโคลนไหลจากพื้นที่ต้นน้ำลงสู่เขตเศรษฐกิจชายแดน สร้างความเสียหายคิดเป็นมูลค่ากว่า 6,000 ล้านบาท ทั้งบ้านเรือน ร้านค้า โกดังสินค้า และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของรัฐ

ด้วยสถานะของแม่สายในฐานะ “ด่านการค้าชายแดนและเมืองหน้าด่านของไทยใน GMS” รัฐบาลจึงต้องตัดสินใจขยับจากมาตรการเฉพาะหน้า ไปสู่ “แผนหลักถาวร” ที่มีทั้งการศึกษาเชิงระบบ ออกแบบรายละเอียด และกำหนดกรอบการลงทุนระยะยาว เพื่อไม่ให้เหตุการณ์น้ำหลากกลายเป็น “อุปสรรคเชิงโครงสร้าง” ต่อเศรษฐกิจชายแดนในอนาคต

ในปีงบประมาณ 2568–2569 รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณเบื้องต้นจำนวน 23,578,000 บาทให้กรมโยธาธิการและผังเมือง ใช้สำหรับการศึกษาแผนหลักและออกแบบรายละเอียดในพื้นที่เป้าหมาย ก่อนจะนำไปสู่การของบดำเนินการเต็มรูปแบบรวม 2,950 ล้านบาทในช่วงปีถัดไป

พื้นที่ศึกษา 10.75 ตร.กม. ในเมือง 3 เทศบาล ปรับทางน้ำ–จัดระเบียบเมือง

แผนการศึกษาครอบคลุมพื้นที่ในเขตเทศบาลตำบลเวียงพางคำ เทศบาลตำบลแม่สาย และเทศบาลตำบลแม่สายมิตรภาพ ซึ่งมีเนื้อที่รวม 56.13 ตารางกิโลเมตร อย่างไรก็ตาม พื้นที่ที่จะถูกศึกษาความเหมาะสมเชิงลึกและออกแบบรายละเอียดอยู่ที่ 10.75 ตารางกิโลเมตร โดยเน้นบริเวณที่ได้รับผลกระทบและมีความสำคัญต่อการระบายน้ำของแม่น้ำสายและพื้นที่ชุมชนโดยรอบ

แนวคิดหลักของโครงการ คือ “จัดระบบทางน้ำหลากใหม่” ให้สามารถรองรับน้ำหลากที่ไหลผ่านฝายเหมืองแดงบริเวณวัดถ้ำผาจมได้ไม่น้อยกว่า 430 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งเป็นปริมาณน้ำหลากสูงสุดที่เกิดขึ้นจริงในปี 2567 ตัวเลขนี้ถูกใช้เป็น “ค่ามาตรฐานออกแบบ” (design discharge) เพื่อให้โครงสร้างต่าง ๆ มีความสามารถเพียงพอต่อเหตุการณ์รุนแรงที่เคยเกิดขึ้นแล้ว

การออกแบบโครงสร้างป้องกันและระบบระบายน้ำ จะประกอบด้วย

  • การจัดให้มี “ทางน้ำหลาก” เพื่อเปิดพื้นที่ให้กระแสน้ำเคลื่อนตัวได้สะดวกมากขึ้นในช่วงฝนตกหนัก
  • การสร้าง “คันป้องกันน้ำหลากริมฝั่งแม่น้ำสาย” (พนังกั้นน้ำ) เพื่อป้องกันน้ำเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่ชุมชน
  • การปรับปรุง “ระบบระบายน้ำหลัก” ทั้งท่อระบายน้ำ คูระบายน้ำ และจุดเชื่อมต่อระหว่างทางน้ำสาธารณะกับแม่น้ำสาย เพื่อให้รองรับปริมาณน้ำฝนได้ดีขึ้น

คันกั้นน้ำ 3 ช่วง–ถนน 4 สาย–การรื้อถอนอาคารริมฝั่ง ผังเมืองใหม่บนฐานความเสี่ยงเดิม

หนึ่งในมาตรการสำคัญที่ถูกพูดถึงมากที่สุดบนเวทีประชุม คือ “แผนก่อสร้างคันกั้นน้ำริมแม่น้ำสาย” ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ช่วงหลัก รวมความยาวประมาณ 3,920 เมตร ได้แก่

  • ช่วงที่ 1 ความยาว 998 เมตร
  • ช่วงที่ 2 ความยาว 1,361 เมตร
  • ช่วงที่ 3 ความยาว 1,561 เมตร

คันกั้นน้ำดังกล่าวจะเชื่อมโยงกับแนวถนนสายสำคัญ 4 สาย ที่ต้องมีการ “รื้อย้ายอาคารสิ่งปลูกสร้าง” ตามความจำเป็นในเขตขนานถนนเพื่อเปิดทางให้โครงสร้างใหม่ ได้แก่

  • ถนนสายลมจอย ความยาว 485 เมตร
  • ถนนตัดแนวใหม่ ความยาว 631 เมตร
  • ถนนเกาะทราย ความยาว 769 เมตร
  • ถนนกรมชลประทาน ความยาว 2,035 เมตร

แนวคันกั้นน้ำและถนนที่ปรับปรุงใหม่เหล่านี้ เปรียบเสมือน “โครงกระดูกหลัก” ของการจัดการน้ำหลากในอนาคต เพราะนอกจากจะทำหน้าที่ป้องกันน้ำเข้าท่วมชุมชนแล้ว ยังจะเป็นแนวเชื่อมต่อระหว่างระบบถนน–ระบบน้ำ–ระบบระบายน้ำในเมือง ให้ทำงานสอดประสานกันอย่างมีทิศทาง

แต่ในเชิงสังคมและชุมชน การรื้อย้ายอาคารริมฝั่งแม่น้ำและในแนวถนนที่กำหนด ย่อมมีผลต่อครัวเรือน ร้านค้า และกิจการจำนวนไม่น้อย รัฐจึงต้องวางแผนการจัดหาที่ดินใหม่และการชดเชยเยียวยาอย่างเป็นระบบควบคู่ไปด้วย

จัดหาที่ดิน 3 แปลงรองรับผู้ได้รับผลกระทบ ย้ายออกจากทางน้ำหลากสู่พื้นที่ปลอดภัยกว่า

เพื่อรองรับการโยกย้ายผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการรื้อถอนอาคารในเขตทางน้ำหลากและแนวคันกั้นน้ำ โครงการได้กำหนด “พื้นที่รองรับการตั้งถิ่นฐานใหม่” ไว้เบื้องต้น 3 แปลง ได้แก่

  1. แปลงที่ 1 – ที่ดินสถานีใบยาสูบเวียงพาน เนื้อที่ 78 ไร่ 1 งาน 72 ตารางวา ตั้งอยู่ห่างจากชายแดนประมาณ 2.5 กิโลเมตร
  2. แปลงที่ 2 – ที่ดินของกระทรวงการคลัง เนื้อที่ประมาณ 1,000 ไร่ ตั้งอยู่ห่างจากชายแดนประมาณ 7.5 กิโลเมตร
  3. แปลงที่ 3 – ที่ดินราชพัสดุ เนื้อที่ 35 ไร่ ตั้งอยู่ห่างจากชายแดนประมาณ 1.5 กิโลเมตร

ที่ดินเหล่านี้จะถูกนำมาศึกษาความเหมาะสมในมิติผังเมือง การคมนาคม การเข้าถึงบริการพื้นฐาน และศักยภาพการพัฒนาเป็นที่อยู่อาศัยหรือพื้นที่ประกอบอาชีพในอนาคต ก่อนจะกำหนดรูปแบบการจัดแบ่งที่ดิน การชดเชย หรือการจัดสรรใหม่ในรายละเอียดต่อไป

เมื่อพิจารณาในภาพรวม การจัดหาที่ดินรองรับไม่เพียงเป็นมาตรการรองรับผลกระทบจากโครงการเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสในการ “จัดระเบียบการตั้งถิ่นฐานใหม่” ให้สอดคล้องกับความเสี่ยงด้านภัยธรรมชาติ โดยผลักชุมชนที่รุกล้ำทางน้ำหลากออกจากพื้นที่เสี่ยง และส่งเสริมให้ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัยและมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับมากขึ้น

ไทม์ไลน์ 8 ปี–งบประมาณ 2,950 ล้านบาท จากแบบบนกระดาษสู่โครงสร้างจริงริมแม่น้ำ

โครงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมแม่สายครั้งนี้มีกรอบการดำเนินงานยาวนานราว 8 ปี และใช้งบประมาณรวมทั้งสิ้น 2,950 ล้านบาท แบ่งเป็นขั้นตอนสำคัญ ดังนี้

  • ปลายปี 2568 – กลางปี 2569 (ประมาณ 6 เดือน)
    สำรวจพื้นที่ เก็บข้อมูล ออกแบบรายละเอียดเบื้องต้น และจัดทำรายงานเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา
  • ปี 2569 – 2570 (ระยะเวลา 15–18 เดือน, งบประมาณราว 600 ล้านบาท)
    จัดหาที่ดินโดย “วิธีเจรจาตกลงซื้อขาย” กับเจ้าของที่ดินในพื้นที่เป้าหมาย เพื่อให้ได้มาซึ่งพื้นที่สำหรับคันกั้นน้ำ ทางน้ำหลาก ถนน และพื้นที่รองรับการตั้งถิ่นฐานใหม่
  • ต้นปี 2570 – ปลายปี 2571 (ระยะเวลา 12–18 เดือน, งบประมาณ 140 ล้านบาท)
    เริ่มก่อสร้าง “คันดินฐานป้องกันน้ำท่วม” และ “คันคอนกรีตเสริมเหล็กระยะแรก” เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานป้องกันน้ำหลักในช่วงต้นของโครงการ
  • ปลายปี 2570 – กลางปี 2573 (ระยะเวลา 24–35 เดือน, งบประมาณ 160 ล้านบาท)
    ก่อสร้างคันคอนกรีตเสริมเหล็กส่วนที่เหลือ พร้อมทั้งถนนใหม่ และการปรับปรุงถนนเดิมที่เชื่อมโยงแนวคันกั้นน้ำและชุมชนโดยรอบ
  • ต้นปี 2571 – สิ้นปี 2572 (ระยะเวลา 12–24 เดือน, งบประมาณ 400 ล้านบาท)
    จัดหาที่ดินด้วย “วิธีปรองดอง/ออกพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดิน” พร้อมมาตรการเยียวยาและจัดการสิทธิในที่ดินอย่างเป็นธรรม
  • กลางปี 2571 – สิ้นสุดโครงการปี 2575 (ระยะเวลา 42–48 เดือน, งบประมาณ 450 ล้านบาท)
    ปรับปรุง “ระบบระบายน้ำหลัก” ของเมือง ทั้งคูระบายน้ำ ท่อระบายน้ำ และจุดระบายน้ำสู่แม่น้ำสาย เพื่อรองรับฝนตกหนักในอนาคต
  • กลางปี 2572 – กลางปี 2575 (ระยะเวลา 30–36 เดือน, งบประมาณ 400 ล้านบาท)
    ก่อสร้าง “เขื่อนป้องกันตลิ่ง” และ “จัดภูมิทัศน์ทางน้ำหลาก” เพื่อป้องกันการพังทลายของตลิ่งและยกระดับคุณภาพสภาพแวดล้อมริมแม่น้ำ ทั้งด้านความปลอดภัยและทัศนียภาพ

เมื่อนำงบประมาณแต่ละส่วนมารวมกัน จะได้ตัวเลขรวม 2,950 ล้านบาท ซึ่งต้องอาศัยการจัดสรรและการผลักดันต่อเนื่องตลอดหลายรัฐบาล จึงจะทำให้แผนนี้เดินหน้าไปจนถึงเส้นชัยได้ตามเป้าหมายปี 2575

จากกำแพงดินชั่วคราวสู่ระบบป้องกันถาวร บทเรียนจากน้ำท่วมปลายปี 2567

หลังน้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2567 ก่อนมีแผนหลักฉบับนี้ เจ้าหน้าที่ทหารกรมการทหารช่าง กองทัพบก ได้ลงพื้นที่ร่วมกับฝ่ายปกครอง ใช้เครื่องจักร–อุปกรณ์–กำลังพลเข้ารื้ออาคารริมฝั่งแม่น้ำบางส่วน และก่อสร้างแนวป้องกันน้ำท่วม “ชั่วคราวและกึ่งถาวร” สูงประมาณ 3 เมตร ตลอดแนวแม่น้ำสายระยะทางราว 3 กิโลเมตร พร้อมทั้งร่วมกับกองทัพภาคที่ 3 ขุดลอกแม่น้ำรวก ระยะทางประมาณ 32 กิโลเมตร

มาตรการดังกล่าวช่วย “ซื้อเวลา” ให้แม่สายพ้นจากภาวะวิกฤติในระยะสั้น ลดความเสี่ยงในการเผชิญกับน้ำหลากทันทีในฤดูกาลถัดมา แต่ข้อจำกัดสำคัญคือ

  • ยังมีอาคารริมฝั่งจำนวนหนึ่งที่ไม่สามารถรื้อถอนได้ในทันที
  • แนวป้องกันที่สร้างขึ้นถูกออกแบบในลักษณะเฉพาะหน้า
  • ระบบระบายน้ำภายในเมืองยังไม่ได้รับการปรับปรุงรองรับอย่างครบวงจร

จึงเป็นที่มาของการ “รอคอยการเข้ามาดำเนินการ” ของกรมโยธาธิการและผังเมืองในรูปแบบแผนระยะยาว เพื่อเปลี่ยนจากการแก้ไขปัญหาเชิงจุด ไปสู่โครงสร้างถาวรที่วางบนการศึกษาทั้งทางวิศวกรรม ผังเมือง และมิติทางสังคมร่วมกัน

โจทย์ที่มากกว่า “ตลิ่งและตัวเลขงบประมาณ” เมืองชายแดนที่ต้องอยู่กับน้ำอย่างเข้าใจ

แม้แผนหลักแก้น้ำท่วมแม่สายจะมีตัวเลขและไทม์ไลน์ที่ชัดเจน แต่การผลักดันให้แผนนี้ประสบความสำเร็จจริง ยังต้องเผชิญโจทย์สำคัญอย่างน้อย 3 ประการ ได้แก่

  1. การมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกระยะ
    การรื้อย้ายอาคาร การเปลี่ยนแปลงแนวถนน และการจัดหาที่ดินใหม่ ย่อมกระทบต่อชีวิตและการทำมาหากินของครัวเรือนจำนวนไม่น้อย การสร้างความเข้าใจ ความโปร่งใสในการชดเชย และการเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมออกแบบอนาคตชุมชนของตนเอง จึงเป็นปัจจัยชี้ขาดสำคัญ ว่าแผนนี้จะได้รับการยอมรับหรือไม่
  2. ความต่อเนื่องของนโยบายในระยะยาว
    ด้วยกรอบเวลากว่า 8 ปี และงบประมาณเกือบ 3,000 ล้านบาท โครงการลักษณะนี้จำเป็นต้องอาศัย “ความต่อเนื่องเชิงนโยบาย” ข้ามรัฐบาลและข้ามปีงบประมาณ การกำกับติดตามอย่างใกล้ชิดจากทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค จะช่วยให้แผนไม่หยุดชะงักกลางคัน และสามารถปรับรายละเอียดให้สอดคล้องกับสภาพจริงที่เปลี่ยนไปได้
  3. การประสานกับการพัฒนาเศรษฐกิจชายแดน
    แม่สายในฐานะเมืองเศรษฐกิจชายแดน ต้องรองรับทั้งการค้าข้ามแดน การท่องเที่ยว และการลงทุนในอนาคต การจัดระเบียบทางน้ำ ทางถนน และพื้นที่ตั้งถิ่นฐานใหม่ จึงควรผูกโยงกับ “ภาพรวมการพัฒนาเมืองชายแดน” ไม่ให้มาตรการด้านน้ำกลายเป็นข้อจำกัดต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่กลับช่วยสร้าง “ความเชื่อมั่น” ให้กับผู้ประกอบการและนักลงทุนว่าพื้นที่นี้มีความปลอดภัยและมีการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างจริงจัง

แผนน้ำ 3 พันล้านกับอนาคตแม่สาย–จากเมืองเสี่ยงน้ำท่วมสู่เมืองหน้าด่านที่ยืนได้อย่างยั่งยืน

เมื่อพิจารณาจากรายละเอียดทั้งหมด แผนหลักการปรับปรุงแม่น้ำสายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในอำเภอแม่สาย ไม่ใช่เพียง “โครงการชลศาสตร์” แต่เป็น “แผนผังเมือง–ผังชีวิต–ผังเศรษฐกิจ” ฉบับใหญ่ของเมืองชายแดนแห่งนี้

ตัวเลขงบประมาณ 2,950 ล้านบาท และกรอบเวลา 8 ปี อาจดูใหญ่และยาวนาน แต่เมื่อเทียบกับความเสียหายจากเหตุการณ์น้ำหลากครั้งล่าสุดเพียงครั้งเดียวที่สูงกว่า 6,000 ล้านบาท และความเสี่ยงที่จะเกิดซ้ำในอนาคต หากไม่มีการจัดระเบียบทางน้ำและที่อยู่อาศัยอย่างจริงจัง การลงทุนครั้งนี้จึงอาจเป็น “ค่าใช้จ่ายเพื่อซื้อความมั่นคงระยะยาว” ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ในมุมของคนแม่สายและจังหวัดเชียงราย โครงการนี้คือบททดสอบสำคัญว่า เมืองชายแดนที่ยืนอยู่บนจุดตัดของเศรษฐกิจ–การเมือง–การค้าระหว่างประเทศ จะสามารถ “อยู่กับน้ำ” ได้อย่างเข้าใจและเป็นระบบเพียงใด

หากแผนดำเนินไปได้ตามเป้าหมาย ทั้งทางน้ำหลาก คันกั้นน้ำ ระบบระบายน้ำ และการจัดสรรพื้นที่ตั้งถิ่นฐานใหม่ถูกออกแบบอย่างรอบด้าน แม่สายอาจไม่เพียงหลุดพ้นจากภาพเมืองที่ถูกน้ำหลากซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ยังเสริมสถานะให้เป็น “เมืองหน้าด่านที่มั่นคง ปลอดภัย และพร้อมรองรับโอกาสทางเศรษฐกิจในอนาคต” ของทั้งจังหวัดเชียงรายและประเทศไทยโดยรวม

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย
  • สำนักงานจังหวัดเชียงราย และที่ทำการอำเภอแม่สาย
  • บริษัท วอเตอร์ ดีเว็ลลัฟเม็นต์ คอนซัลแท็นส์ กรุ๊ป จำกัด
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

ผู้ว่าฯ ชูชีพ-นายก นก นำทัพ! เชียงรายระดมพลัง “ฮัก หาดใหญ่” 4 ตัน ถึงมือควนลัง ผ่านโลจิสติกส์ไม่เพิ่มภาระ

เชียงรายระดมพลัง “ฮัก หาดใหญ่” ส่งกองหนุน 4 ตันช่วยอุทกภัยสงขลา เดินเกม “ถึงมือ ไม่เพิ่มภาระ” ผ่านโลจิสติกส์–เชื่อต่อท้องถิ่นผู้ประสบภัย

เชียงราย, 2 ธันวาคม 2568 – บรรยากาศโถงชั้นหนึ่ง อบจ.เชียงราย จุดเริ่มต้นของธารน้ำใจจากเหนือสุดแดนสยาม  สำนักงานองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย แน่นขนัดไปด้วยผู้แทนจากภาครัฐ เอกชน สื่อมวลชน และภาคประชาชนที่มาร่วมเป็นสักขีพยานในภารกิจสำคัญ “เหนือช่วยใต้” ภายใต้ชื่อโครงการ ฮัก หาดใหญ่” ควบคู่กับความร่วมมือ ไทยรวมใจที่เซ็นทรัล”

ข้างหน้าคือเวทีเรียบง่ายแต่เปี่ยมความหมาย ด้านหลังคือกองสิ่งของบรรเทาทุกข์ที่ถูกจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบ ก่อนจะถูกขนขึ้นรถบรรทุกหกล้อของไปรษณีย์ไทย จังหวัดเชียงราย น้ำหนักรวมกว่า 4 ตัน เพื่อเดินทางไกลจากดินแดนเหนือสุดของประเทศลงสู่ เทศบาลเมืองควนลัง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งใหญ่ในภาคใต้ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2568

นี่ไม่ใช่เพียงภาพของ “การบริจาค” แต่คือภาพของ การออกแบบความช่วยเหลือ ที่คิดครบทั้ง “ต้นทาง–ปลายทาง” อย่างรอบด้าน

คำกล่าว “นายก นก” เปิดภารกิจเหนือช่วยใต้ 293 ชีวิตในศูนย์ฯ – 50,000 คนในเมืองขยายที่ต้องไม่ถูกลืม

นายก นก – อทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย กล่าวในพิธีเปิดการส่งมอบสิ่งของว่า ตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นมา อบจ.เชียงรายได้เปิดจุดรับบริจาค ณ โถงชั้นหนึ่งของสำนักงานฯ เพื่อระดมสิ่งของจากประชาชนและภาคีเครือข่ายในจังหวัด

“จากวันที่ 24 พฤศจิกายนเป็นต้นมา จังหวัดเชียงรายและองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ได้จับมือไปรษณีย์ไทย จังหวัดเชียงราย และภาคีเครือข่ายในจังหวัด เดินหน้าภารกิจเหนือช่วยใต้ วันนี้เราพร้อมจัดส่ง ‘ธารน้ำใจล็อตแรก’ น้ำหนักรวม 4 ตัน ด้วยรถบรรทุกหกล้อของไปรษณีย์ไทย จากข้อมูลสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ ได้ประสานงานกับสำนักข่าวสงขลาโฟกัส เครื่อข่ายท้องถิ่น จะนำไปยังเทศบาลเมืองควนลัง ซึ่งเป็นศูนย์อพยพให้ที่พักพิงแก่ผู้ประสบภัยจำนวน 293 คน และเป็นจุดช่วยเหลือประชาชนเกือบ 50,000 คนในพื้นที่เมืองขยายที่ต้องรับมือกับภัยพิบัติในทุกมิติ”

นายก อบจ.เชียงราย ยังอธิบายโครงสร้างและความท้าทายในพื้นที่ปลายทางอย่างชัดเจน โดยแบ่งออกเป็น 3 มิติสำคัญที่กลายเป็น “เหตุผลหลัก” ว่าทำไมต้องให้ความสำคัญกับเทศบาลเมืองควนลังเป็นพิเศษ

มิติที่ 1 การดูแลผู้อพยพในศูนย์ฯ

ศูนย์อพยพ ณ อาคารเทศบาลเมืองควนลัง ชั้น 5 มีผู้อพยพรวม 293 คน ซึ่งทั้งหมดได้รับการดูแลภายใต้มาตรฐานด้านมนุษยธรรม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางจำนวน 25 คน ได้แก่ ผู้สูงอายุ เด็ก และผู้ป่วยที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ

นายก อบจ.เชียงรายกล่าวว่า

“ในศูนย์อพยพ กลุ่มเสี่ยงพิเศษ 25 คน ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุ เด็ก หรือผู้ป่วย ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นที่เราต้องคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของผู้ประสบภัยทุกคน ศูนย์มีโรงครัวที่จัดตั้งขึ้นเพื่อให้บริการอาหารร้อนอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่ให้อิ่ม แต่ให้เขารู้สึกว่ามีคนดูแลอยู่ใกล้ ๆ”

มิติที่ 2 ความท้าทายเชิงพื้นที่ของ ‘เมืองขยาย’

แม้ตัวเลข 293 คนในศูนย์ฯ จะเป็นภาพที่จับต้องได้ แต่เมื่อมองทั้งพื้นที่ จะพบว่าประชากรในเขตเทศบาลเมืองควนลังมีเกือบ 50,000 คน และนี่คือ “ความจริงอีกด้าน” ที่ทำให้ภารกิจการจัดการภัยพิบัติใหญ่กว่าที่เห็น

“ตัวเลข 293 คนในศูนย์ฯ เป็นเพียงส่วนน้อยของผู้เดือดร้อนจริง เมื่อเทียบกับประชากรทั้งหมดเกือบ 50,000 คนในเทศบาลเมืองควนลัง ซึ่งเป็นเขตเมืองขยาย มีอัตราการเติบโตของประชากรสูงกว่า 20% ใน 10 ปี ความเสี่ยงและความเสียหายจากน้ำท่วมจึงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ภารกิจของเราจึงไม่ใช่แค่ดูแลคนในศูนย์ฯ แต่ต้องคิดถึงการเยียวยาและฟื้นฟูทั้งเมือง”

มิติที่ 3 การจัดการและการสื่อสารในฐานะศูนย์บัญชาการ

อาคารเทศบาลเมืองควนลังไม่ได้เป็นเพียงที่พักพิงชั่วคราว แต่ทำหน้าที่เป็น ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ ที่ประเมินความเสียหาย วางแผนเยียวยา และจัดการการสื่อสารกับประชาชน

“ศูนย์กลางที่เทศบาลไม่ใช่แค่สถานที่รองรับผู้อพยพ แต่เป็นจุดศูนย์กลางในการประเมินความเสียหายและเตรียมแผนการเยียวยาและฟื้นฟูสำหรับประชากรเกือบ 50,000 คน ไม่ใช่เพียงแค่ผู้ที่อพยพมาอยู่ในศูนย์ฯ เท่านั้น นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมเราต้องโฟกัสไปที่ควนลังอย่างจริงจัง”

ในช่วงท้ายของคำกล่าว นายก อบจ.เชียงรายได้เชิญชวนผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายขึ้นรับมอบสิ่งของบริจาคและกล่าวขอบคุณภาคีเครือข่าย ถือเป็นการเชื่อมต่อ “ระดับนโยบายจังหวัด” เข้ากับ “การปฏิบัติการจริง” ในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

ผู้ว่าฯ ชูชีพ จากบทเรียนเชียงรายสู่การยืนเคียงข้างภาคใต้

เมื่อถึงเวลาอันสมควร พิธีกรได้เรียนเชิญ นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ขึ้นกล่าวในนามตัวแทนชาวเชียงราย เพื่อมอบกำลังใจไปยังผู้ประสบภัยในภาคใต้

แม้จะเริ่มต้นด้วยการขอให้ผู้ร่วมงานขยับเข้าร่มเพื่อลดความร้อนจากแดดกลางลาน แต่บรรยากาศไม่เป็นทางการเล็กน้อยนี้กลับทำให้เห็น “ความใส่ใจในรายละเอียดเล็ก ๆ” ที่สะท้อนบุคลิกของผู้ว่าฯ ซึ่งต้องการให้ทุกคนที่มาร่วมงานรู้สึกสบายพอจะยืนร่วมกันจนจบพิธี

จากนั้น ผู้ว่าฯ ชูชีพได้กล่าวชื่นชมบทบาทของ อบจ.เชียงราย และภาคีเครือข่ายที่ร่วมกันขับเคลื่อนโครงการ “ฮัก หาดใหญ่” และ “ไทยรวมใจที่เซ็นทรัล” โดยเน้นย้ำว่า การโฟกัสไปยังเทศบาลเมืองควนลัง คือการทำงานแบบ “เจาะจุด” ที่สอดคล้องกับแนวคิดการจัดการภัยพิบัติยุคใหม่

เขายังอ้างอิงข้อมูลจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ว่า ในรอบวิกฤตครั้งนี้ มีประชาชนใน 9 จังหวัดภาคใต้ ได้รับผลกระทบรวมกันเกือบ 3 ล้านคน หลายแสนครัวเรือนต้องเผชิญกับน้ำท่วมและการฟื้นตัวที่ต้องใช้เวลา อีกทั้งจุดสำคัญอย่างเทศบาลนครหาดใหญ่ก็ต้องรับมือกับปริมาณน้ำฝนมากกว่า 600 มิลลิเมตร ซึ่งถือว่า “หนักที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายสิบปี”

“เมื่อเช้า ผมได้ฟังสรุปจาก ปภ. เราเห็นชัดว่ามี 9 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบ หลายแสนครัวเรือน เกือบ 3 ล้านคนที่ต้องเผชิญกับผลจากอุทกภัย โดยเฉพาะเทศบาลนครหาดใหญ่ที่เผชิญปริมาณน้ำฝนระดับที่เรียกได้ว่าหนักที่สุดในรอบหลายปี การที่เชียงรายเลือกโฟกัสไปยังควนลัง ซึ่งเป็นพื้นที่เมืองขยายที่ต้องดูแลทั้ง 293 คนในศูนย์ฯ และเกือบ 50,000 คนทั้งเมือง จึงถือเป็นการทำงานที่เข้าตรงเป้าหมาย”

ผู้ว่าฯ ยังเชื่อมโยงไปถึงประสบการณ์ของเชียงรายในฐานะจังหวัดที่เคยประสบภัยพิบัติมาแล้วหลายครั้ง ทั้งเหตุแผ่นดินไหวและน้ำท่วม พร้อมย้ำว่า เมื่อครั้งเชียงรายลำบาก ก็มีคนไทยจากทั่วประเทศส่งแรงใจและสิ่งของมาช่วยเหลือ วันนี้จึงเป็น “เวลาของเชียงราย” ที่จะตอบแทนสังคม

“เราเคยได้รับน้ำใจจากคนทั้งประเทศ ตอนเชียงรายประสบภัย วันนี้เรากำลังคืนกลับไปในฐานะพี่น้องชาติเดียวกัน สิ่งที่ อบจ.เชียงราย ไปรษณีย์ไทย ภาคเอกชน สื่อมวลชน และสถาบันการศึกษาทำร่วมกัน ไม่ใช่แค่การส่งของ แต่เป็นการส่งต่อความผูกพัน ความเป็นมิตรภาพระหว่างเหนือสุดแดนสยามและปลายด้ามขวาน”

เขายังกล่าวถึงการระดมสรรพกำลังอื่น ๆ ของจังหวัด ทั้งกำลังคนจากอาสาสมัคร เครื่องจักรกลหนัก และการสนับสนุนผ่านช่องทางของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย เพื่อช่วยเสริมภารกิจในพื้นที่ภาคใต้ควบคู่กันไป

ท้ายที่สุด ผู้ว่าฯ ได้กล่าวขอบคุณทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานราชการ ซีพี ออลล์ เซ็นทรัลเชียงราย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาเชียงราย ไปรษณีย์ไทย และสื่อมวลชน ที่ร่วมกันทำให้ “น้ำใจจากเชียงราย” เดินทางออกจากโถงชั้นหนึ่งของ อบจ. ไปสู่มือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือจริง ๆ ในภาคใต้

อทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัด

ฮัก หาดใหญ่–ไทยรวมใจที่เซ็นทรัล” พันธมิตร 6 หน่วย + 1 มหาวิทยาลัย ขับเคลื่อนภารกิจ

ภายใต้ภารกิจครั้งนี้ มีอย่างน้อย 6 หน่วยงานหลักในจังหวัดเชียงราย และ 1 สถาบันการศึกษา ทำหน้าที่เป็นแกนกลางความร่วมมือ ได้แก่

  1. จังหวัดเชียงราย และองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย)
    • แกนกลางด้านนโยบาย การประสานงาน และการรวบรวมสิ่งของบริจาค
    • นำโดย นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และ นายก นก – อทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย พร้อมคณะผู้บริหาร อบจ.
  2. ไปรษณีย์ไทย จังหวัดเชียงราย
    • ทำหน้าที่เป็น “ขนส่งธารน้ำใจ” ด้วยระบบโลจิสติกส์ทางบก
    • มี นายวุฒิพงษ์ เดชมนต์ ไปรษณีย์จังหวัดเชียงราย เป็นแกนนำด้านการขนส่ง
  3. สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย โดยพิสันต์ จันทร์ศิลป์
    • สนับสนุนการสื่อสารและเชื่อมโยงกับชุมชน วัด กลุ่มวัฒนธรรม และเครือข่ายภาคประชาชน
    • มีบุคลากรด้านวัฒนธรรมและชุมชนเป็นผู้ประสานงานหลัก
  4. สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ และสำนักข่าวสงขลาโฟกัส
    • ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมข้อมูลระหว่าง “ผู้ให้” ในเชียงราย และ “ผู้รับ” ในสงขลา
    • สงขลาโฟกัสทำหน้าที่รับมอบและกระจายความช่วยเหลือร่วมกับเทศบาลเมืองควนลัง
  5. บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)
    • สนับสนุนพื้นที่และทรัพยากรในเครือข่ายธุรกิจค้าปลีก 7-Eleven ในการเป็นจุดประชาสัมพันธ์และส่งต่อข้อมูล
    • นำโดยทีมผู้บริหารในพื้นที่ เช่น คุณสงกรานต์ จำปาคำ และคณะ
  6. ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงราย
    • ภายใต้การบริหารของ คุณสายัณห์ นักบุญ General Manager ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงราย
    • ทำหน้าที่เป็นจุดรับบริจาคสำคัญในเขตเมือง ภายใต้โครงการ “ไทยรวมใจที่เซ็นทรัล”
  7. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงราย (มทร.ล้านนาเชียงราย)
    • ทำหน้าที่เป็นจุดรับบริจาคหลักในเครือข่ายสถาบันการศึกษา
    • เปิดโอกาสให้เยาวชน นักศึกษา และบุคลากร ได้เข้ามามีส่วนร่วมในภารกิจบรรเทาทุกข์ระดับชาติ

เมื่อพิจารณาภาพรวม ความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียง “งานของรัฐ” แต่เป็น การบูรณาการภาครัฐ–เอกชน–สถาบันการศึกษา–สื่อ–ประชาชน ที่รวมกันเป็นพลังเดียวกันเพื่อช่วยเหลือภาคใต้

ฮัก” ที่มากกว่าความรัก อ้อมกอดจากภาคเหนือในวันที่ภาคใต้ลำบาก

ชื่อโครงการ ฮัก หาดใหญ่” ได้รับการออกแบบอย่างมีความหมาย คำว่า “ฮัก” ในภาษาเหนือหมายถึง “รัก” แต่ในเชิงสัญลักษณ์ยังเชื่อมโยงกับคำว่า “Hug” ในภาษาอังกฤษที่หมายถึง “การกอด”

ความช่วยเหลือที่ถูกส่งลงไปภาคใต้จึงไม่ใช่เพียง “สิ่งของ” แต่ถูกออกแบบให้เป็น “อ้อมกอดทางใจ” จากชาวเชียงรายที่ต้องการบอกพี่น้องหาดใหญ่และสงขลาว่า “คุณไม่ได้อยู่ลำพัง”

การใช้ภาษาถิ่นผสมกับความหมายสากลในชื่อโครงการ ช่วยสร้างมิติทางวัฒนธรรมที่ลึกซึ้ง ทำให้ผู้รับรู้สึกว่า สิ่งของแต่ละชิ้นบรรจุด้วยความห่วงใย ไม่ใช่เพียงการทำตามหน้าที่เชิงพิธีการของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง

ยุทธศาสตร์ “ถึงมือ ไม่เพิ่มภาระ” โลจิสติกส์มนุษยธรรมที่คิดจากปลายทาง

สิ่งที่ทำให้โครงการนี้โดดเด่น คือแนวคิดด้านการจัดการโลจิสติกส์ที่มุ่งเน้น “คุณภาพของกระบวนการ” ไม่ใช่แค่ “ปริมาณของสิ่งของ”

ในภาวะวิกฤต หน่วยงานราชการในพื้นที่ประสบภัยต้องทำงานหนักในการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน ซ่อมแซมถนน ระบบสาธารณูปโภค และดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบาง หากยังต้องแบกรับภาระงานด้านการรับมอบ คัดแยก และจัดกระจายสิ่งของจากพื้นที่อื่นอีก ก็ยิ่งเพิ่ม “ต้นทุนทางธุรการ” จนอาจกระทบต่อภารกิจหลัก

โครงการ “ฮัก หาดใหญ่” จึงเลือกใช้ยุทธศาสตร์ ถึงมือ ไม่เพิ่มภาระ” คือ

  • ใช้ไปรษณีย์ไทยเป็นกลไกหลักด้านขนส่ง ด้วยระบบที่ติดตามได้
  • ประสานงานให้สิ่งของไปถึง “มือของสื่อท้องถิ่นและเทศบาลในพื้นที่” อย่างสงขลาโฟกัสและเทศบาลเมืองควนลัง ที่มีเครือข่ายในชุมชน และสามารถประเมินได้ว่าพื้นที่ใดต้องการอะไร

แนวทางนี้ช่วยให้ความช่วยเหลือถูกนำไปใช้ได้เร็ว ลดขั้นตอนซ้ำซ้อน ลดการคัดแยกซ้ำ และลดภาระงานเอกสารของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ที่กำลังทำงานแข่งกับเวลา

ในเชิงนโยบาย นี่คือรูปธรรมของ การลดภาระทางธุรการ (Administrative Burden Reduction)” ในบริบทของการจัดการภัยพิบัติสมัยใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพและผลกระทบจริงต่อผู้รับ มากกว่าการเน้นพิธีการและภาพลักษณ์เพียงอย่างเดียว

กองหนุน” ที่ส่งในเวลาที่ใช่ เมื่อการช่วยเหลือไม่จบแค่ตอนน้ำท่วมสูงสุด

จุดยืนสำคัญของโครงการนี้ คือการนิยามความช่วยเหลือจากเชียงรายว่าเป็น กองหนุน” ไม่ใช่ “กองหลัก”

ความหมายของคำว่า “กองหนุน” ในที่นี้ คือการยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า สิ่งของที่ส่งไปอาจไม่มากพอจะทำให้ผู้ประสบภัย “ตั้งตัวได้ทันที” แต่มีความสำคัญในฐานะ “แรงเสริม” ที่ถูกส่งไปใน ช่วงเวลาที่เหมาะสม

ในขณะที่ช่วงแรกของภัยพิบัติมักมีความช่วยเหลือหลั่งไหลเข้าไปจำนวนมาก แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความสนใจจากสาธารณะเริ่มลดลง ขณะที่ผู้ประสบภัยยังคงต้องฟื้นฟูชีวิตและสภาพแวดล้อมต่อไปอีกยาวนาน การส่ง “กองหนุน” ในช่วงหลังจึงเป็นสัญญาณว่า “เรายังไม่ลืม”

คำพูดอย่างเรียบง่ายว่า เราเข้าใจความยากลำบาก เราเจอมาก่อน” จากตัวแทนผู้ประสานงานโครงการ และจากสื่อท้องถิ่นในสงขลา จึงไม่ได้เป็นแค่ถ้อยคำปลอบใจ แต่เป็นการยืนยันว่า ความช่วยเหลือนี้ตั้งอยู่บนฐานของ “ประสบการณ์จริง” ที่เชียงรายเคยเผชิญมาแล้ว

บทเรียนและข้อคิด จาก “ฮัก หาดใหญ่” สู่การออกแบบการช่วยเหลือในอนาคต

จากกรณีศึกษาของโครงการ “ฮัก หาดใหญ่” สามารถสรุปบทเรียนสำคัญที่มีคุณค่าต่อการออกแบบระบบช่วยเหลือในภัยพิบัติได้หลายข้อ อาทิ

  1. คิดถึงต้นทุนทางธุรการของพื้นที่ปลายทาง
    • ความช่วยเหลือที่ดีต้องไม่ทำให้พื้นที่ที่กำลังลำบากต้องรับภาระเพิ่มขึ้นจากงานเอกสารหรือการจัดการสิ่งของที่ซับซ้อนเกินไป
  2. เลือกจังหวะเวลาที่เหมาะสมในการส่งกองหนุน
    • ไม่จำเป็นเสมอไปว่าต้องรีบส่งทันทีในวันแรกของภัยพิบัติ บางครั้งการส่งในช่วง “ฟื้นฟู” อาจตอบโจทย์ความต้องการมากกว่า
  3. ใช้เครือข่ายท้องถิ่นให้เป็นประโยชน์
    • สื่อท้องถิ่น เทศบาล องค์กรชุมชน และเครือข่ายภาคประชาชน มักรู้ดีที่สุดว่าชุมชนต้องการอะไร และควรส่งไปที่ไหนก่อน
  4. สร้างพันธมิตรข้ามภาคส่วนอย่างจริงจัง
    • การบูรณาการภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และสื่อ ทำให้ระบบช่วยเหลือมีประสิทธิภาพ ทนทาน และต่อเนื่องกว่าการทำงานแบบโดดเดี่ยว
  5. ให้ความสำคัญกับภาษาความรู้สึก ไม่ใช่แค่ภาษาทางการ
    • ชื่อโครงการ การสื่อสาร และถ้อยคำที่ใช้ ล้วนมีผลต่อการสร้างความรู้สึกเชื่อมโยงระหว่างผู้ให้และผู้รับ

ในยุคที่ภัยพิบัติจากสภาพภูมิอากาศแปรปรวนมีแนวโน้มเกิดถี่และรุนแรงขึ้น การเรียนรู้จากกรณีความร่วมมือระหว่างเชียงรายและสงขลาในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของ “ข่าวหนึ่งวัน” หากแต่เป็นกรอบคิดที่สามารถนำไปต่อยอดสู่การจัดการภัยพิบัติในระดับพื้นที่และระดับประเทศได้ในอนาคต

โครงการ “ฮัก หาดใหญ่” เป็นตัวอย่างของการช่วยเหลือในภัยพิบัติที่ออกแบบมาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงทั้งความต้องการของผู้รับและข้อจำกัดของผู้ให้ การใช้แนวทาง “กองหนุน” ที่ส่งไปในเวลาที่เหมาะสม การเลือกช่องทางการส่งมอบที่ “ถึงมือ ไม่เพิ่มภาระ” และการสร้างเครือข่ายพันธมิตรข้ามภาคส่วน ล้วนสะท้อนถึงความเข้าใจในการบริหารจัดการภัยพิบัติที่ลึกซึ้ง

การที่จังหวัดเชียงรายซึ่งเคยประสบภัยพิบัติมาแล้วหลายครั้ง เลือกที่จะส่งต่อทั้งความช่วยเหลือและบทเรียนไปยังพี่น้องภาคใต้ที่กำลังเผชิญวิกฤต นั้น เป็นการแสดงให้เห็นถึงความเป็น “พี่น้อง” ที่แท้จริง ที่ไม่เพียงแต่ส่งของ แต่ส่ง “ใจ” และ “ความเข้าใจ” ไปด้วย

โครงการนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการช่วยเหลือในภัยพิบัติ แต่เป็นบทเรียนสำคัญเกี่ยวกับการสร้างสังคมที่เข้มแข็ง มีความเอื้ออาทร และพร้อมยืนเคียงข้างกันในยามที่ใครสักคนต้องเผชิญความลำบาก

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • ภาพโดย : กีรติ ชุติชัย
  • จังหวัดเชียงราย และองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย)
  • บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด – ไปรษณีย์ไทย จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
  • สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ และสำนักข่าวสงขลาโฟกัส
  • บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) และเครือข่ายร้าน 7-Eleven ในจังหวัดเชียงราย
  • ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงราย ภายใต้โครงการ “ไทยรวมใจที่เซ็นทรัล”
  • มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงราย (มทร.ล้านนาเชียงราย)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

ครู 10 ปีต้องบรรจุ! สหพันธ์ครูเชียงรายผนึกกำลัง ดันปฏิรูปสถานะบุคลากร ศธ.

บริบทเชียงราย จากตัวเลขเชิงโครงสร้างสู่เสียงสะท้อนหน้าชั้นเรียน

เชียงราย, 30 พฤศจิกายน 2568 – เบื้องหลังห้องเรียนจังหวัดเชียงรายในวันนี้ ไม่ได้มีเพียงภาพครูยืนสอนและนักเรียนนั่งเรียนอย่างเป็นระเบียบ แต่ยังซ่อน “โครงสร้างกำลังคน” ที่กำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนัก ว่ามั่นคงเพียงพอหรือไม่ต่อการรองรับอนาคตการศึกษาไทยในระยะยาว

รายงานการวิเคราะห์สถานการณ์อัตรากำลังบุคลากรภาครัฐที่ไม่ใช่ข้าราชการในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จังหวัดเชียงราย ช่วงปี พ.ศ. 2566–2568 ระบุชัดว่า จังหวัดต้องพึ่งพาบุคลากร “ไม่บรรจุ” ในระดับสูง โดยเฉพาะในภาคอาชีวศึกษา ซึ่งมีสัดส่วนบุคลากรที่ไม่ใช่ข้าราชการสูงถึงประมาณ ร้อยละ 60 ของกำลังคนทั้งหมดในสถาบันหนึ่ง ก่อให้เกิดทั้ง “ความเปราะบางเชิงโครงสร้าง” และ “ความไม่มั่นคงในอาชีพ” ของครูและบุคลากรจำนวนมาก

ในบริบทดังกล่าว วันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 สหพันธ์ครูเชียงรายจึงออกแถลงการณ์ต่อสาธารณชน ย้ำจุดยืน “ครูต้องได้ความเป็นธรรม” พร้อมเรียกร้องให้รัฐเร่งปฏิรูประบบบุคลากรทางการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในมิติของสถานะการจ้างงาน ความมั่นคงทางรายได้ และระบบวิทยฐานะครูที่สอดคล้องกับผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน

ตัวเลข 60% ที่ซ่อนความเปราะบาง ภาพสะท้อนจากวิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย

หัวใจสำคัญของปัญหา เริ่มต้นจาก “ข้อมูลจริง” ในระดับสถานศึกษา กรณีศึกษาวิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2565 ระบุว่า

  • บุคลากรทั้งหมดมี 165 คน
  • ในจำนวนนี้เป็น ข้าราชการ 66 คน (ผู้บริหาร 5 คน และข้าราชการครู 61 คน)
  • ส่วนที่เหลือคือ พนักงานราชการและลูกจ้างชั่วคราว รวม 96 คน หรือคิดเป็นสัดส่วนราว ร้อยละ 58–60 ของกำลังคนทั้งหมด

เมื่อมองเฉพาะ “ครูผู้สอน” ภายในวิทยาลัย พบว่ามีครูที่ทำหน้าที่สอนรวม 110 คน ประกอบด้วย

  • ข้าราชการครู 61 คน
  • พนักงานราชการสอน 6 คน
  • ครูอัตราจ้าง/ลูกจ้างชั่วคราวที่ทำหน้าที่สอน 43 คน

ตัวเลขนี้สะท้อนว่า ครูอัตราจ้างคิดเป็นประมาณร้อยละ 39.1 ของครูผู้สอนทั้งหมด หมายความว่า เกือบ 4 ใน 10 คนของครูผู้สอนอยู่ในสถานะสัญญาจ้าง ไม่ใช่ตำแหน่งข้าราชการถาวรที่มั่นคง

แต่สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เพียง “จำนวนคน” หากเป็น “ที่มาของงบประมาณในการจ้างงาน” ด้วย รายงานระบุว่า ในกลุ่มลูกจ้างชั่วคราวและครูอัตราจ้าง 89 คน มีถึง 45 คน หรือร้อยละ 50.56 ที่ถูกจ้างด้วย “เงินรายได้ของสถานศึกษา (บกศ.)” แทนที่จะใช้งบประมาณบุคลากรจากส่วนกลางอย่างมั่นคง

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ครูจำนวนไม่น้อยในเชียงรายกำลังสอนหนังสือเด็กด้วยสถานะสัญญาจ้างที่ขึ้นอยู่กับ “รายได้ของโรงเรียน” มากกว่าความมั่นคงจากระบบงบประมาณของรัฐ

ปัญหากระจายศูนย์ข้อมูล เมื่อ “ภาพรวมทั้งจังหวัด” มองไม่ชัด

แม้แต่ระดับ “ตัวเลขรวมทั้งจังหวัด” ก็ยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่ยังไม่มีคำตอบชัดเจน รายงานเชิงวิเคราะห์ชี้ว่า ปัจจุบัน ยังไม่มีฐานข้อมูลรวมศูนย์ ที่สามารถระบุจำนวนพนักงานราชการและครูอัตราจ้างในทุกส่วนงานของ ศธ. จังหวัดเชียงรายได้ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น

  • สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 1–4 (สพป.)
  • สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงราย (สพม.)
  • สถาบันอาชีวศึกษาในจังหวัด

ข้อมูลอัตรากำลังส่วนใหญ่ถูกจัดเก็บและรายงานแยกกันในแต่ละเขตพื้นที่ ระบบสารสนเทศอย่าง School MIS และรายงาน “สรุปความขาด–เกิน รายสาระวิชาเอก” ถูกใช้จริงในระดับเขตพื้นที่ แต่ยังไม่มีการรวบรวมให้เห็น “ภาพรวมจังหวัด” ในลักษณะสินค้าคงคลัง (Inventory Data) ของบุคลากรทั้งหมด

ผลลัพธ์คือ สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดเชียงราย (ศธจ.เชียงราย) ขาดเครื่องมือสำคัญ ในการคำนวณภาระผูกพันทางการเงินรวมของบุคลากรชั่วคราว และไม่สามารถใช้ “ตัวเลขจริงทั้งจังหวัด” ไปเจรจาต่อรองกับส่วนกลาง เช่น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) หรือคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) เพื่อขอตำแหน่งพนักงานราชการหรือกรอบงบประมาณที่มั่นคงได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

จุดบอดเชิงนโยบายนี้ ทำให้การแก้ปัญหาหลายมิติ ต้องอาศัย “การคาดการณ์” มากกว่าการตัดสินใจบนฐานข้อมูลที่ครบถ้วน

เสียงจากครูเชียงราย “ครูที่มีคุณภาพเกิดจากระบบที่เป็นธรรม”

บนฉากหลังของโครงสร้างที่เปราะบางนี้ วันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 สหพันธ์ครูเชียงราย นำโดย ดร.อนวัช อุ่นกอง ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ ย้ำจุดยืนว่า การยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย ไม่อาจเกิดขึ้นได้ หาก “คนต้นทางของระบบ” ยังอยู่ในสภาพอาชีพที่ไม่มั่นคง

ดร.อนวัช ระบุว่า ปัจจุบันบุคลากรทางการศึกษาจำนวนมากต้องเผชิญกับ

  • ความเหลื่อมล้ำด้านสถานะการจ้างงาน
  • ความไม่มั่นคงในอาชีพ
  • ระบบบริหารบุคคลที่ไม่เอื้อต่อการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน

สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อขวัญกำลังใจของครูและบุคลากร และสะท้อนต่อคุณภาพการศึกษาในภาพรวมของจังหวัดเชียงรายและของประเทศ

แถลงการณ์ได้เสนอข้อเรียกร้องหลักในสามมิติสำคัญ ได้แก่

  1. ยกระดับสถานะพนักงานราชการและครูอัตราจ้าง
    • ผลักดันให้กระทรวงศึกษาธิการจัดทำแนวทาง “บรรจุ” พนักงานราชการและครูอัตราจ้างที่มีประสบการณ์ 10 ปีขึ้นไป ให้ได้รับการแต่งตั้งเป็นข้าราชการครู ผ่านระบบประเมินผลงาน
    • เหตุผลสำคัญคือ ครูกลุ่มนี้ได้ทุ่มเทปฏิบัติงานต่อเนื่องยาวนาน มีความชำนาญ และควรได้รับความมั่นคงในอาชีพอย่างเป็นธรรม
  2. เพิ่มตำแหน่งพนักงานราชการในสายงานสนับสนุน
    • เสนอให้จัดสรรตำแหน่งพนักงานราชการในสายงานครูธุรการ และนักการโภชนาการอย่างเหมาะสม
    • เพราะบุคลากรกลุ่มนี้เป็น “ฟันเฟืองสำคัญ” ที่ทำให้ครูผู้สอนสามารถทุ่มเทเวลาให้การเรียนการสอนได้เต็มที่ หากสถานะของพวกเขายังไม่มั่นคง ระบบการทำงานโดยรวมย่อมสั่นคลอน
  3. ปฏิรูประบบวิทยฐานะครู
    • เรียกร้องให้ปรับเกณฑ์และช่องทางขอมี–เลื่อนวิทยฐานะให้หลากหลาย สอดคล้องกับความถนัดของครูแต่ละคน
    • เน้น “ผลลัพธ์ต่อผู้เรียน” เป็นหัวใจสำคัญ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ครูพัฒนานวัตกรรมการสอน และไม่ถูกจำกัดด้วยรูปแบบเอกสารหรือผลงานวิชาการเพียงมิติเดียว

ดร.อนวัช ย้ำอุดมการณ์ในแถลงการณ์ว่า

“ครูที่มีคุณภาพเกิดจากระบบที่เป็นธรรม”

พร้อมทิ้งท้ายว่า ข้อเรียกร้องครั้งนี้ “ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ส่วนตัวของครู” แต่เพื่อสร้างระบบการศึกษาที่มั่นคง เข้มแข็ง และยั่งยืน เพื่อให้เด็กไทยทุกคนได้รับการศึกษาที่ดีจากครูที่มีความมั่นคงในอาชีพและมีแรงบันดาลใจในการทำงาน
พร้อมเน้นย้ำว่า

“ครูที่ได้รับความเป็นธรรม คือกำลังสำคัญในการสร้างอนาคตของชาติ”

ภาพรวมทั้งระบบ เมื่อครูไม่บรรจุกลายเป็น “แนวหน้าถาวร”

รายงานการวิเคราะห์เชิงโครงสร้างชี้ว่า ปัญหาที่เชียงรายเผชิญไม่ได้จำกัดอยู่ในสถาบันอาชีวศึกษา หากสะท้อนรูปแบบการจัดการอัตรากำลังในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยรวม

ในระดับ สพฐ. กลไกการจัดสรรพนักงานราชการ (PCE) ถูกออกแบบมาเพื่อเติมเต็มช่องว่างอัตรากำลังข้าราชการ แต่ในทางปฏิบัติ จำนวนตำแหน่งพนักงานราชการที่จัดสรรให้พื้นที่หนึ่ง ๆ ไม่เพียงพอ ต่อภาระงานจริง จึงทำให้สถานศึกษาต้องพึ่งพา “ครูอัตราจ้าง” ที่จ้างด้วยเงินรายได้และเงินอุดหนุนเป็นหลัก

ยิ่งไปกว่านั้น ข้อจำกัดเชิงนโยบายจากคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) ยังทำให้การขยายระยะเวลาสัญญาจ้างครูอัตราจ้างจาก 1 ปี เป็น 3–5 ปี ต้องผ่านการอนุมัติในระดับคณะรัฐมนตรี ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่สูงและใช้เวลา ส่งผลให้รูปแบบสัญญาจ้างระยะสั้นยังคงอยู่ และ “ความไม่แน่นอน” ฝังตัวอยู่ในชีวิตการทำงานของครูกลุ่มนี้อย่างต่อเนื่อง

เมื่อความมั่นคงในอาชีพถูกแขวนอยู่กับการต่อสัญญาปีต่อปี ทั้งในสภาพที่รายได้ขึ้นอยู่กับความสามารถของโรงเรียนในการหารายได้เอง ครูจำนวนไม่น้อยจึงต้องเผชิญกับคำถามในใจว่า “จะอยู่ในระบบต่อไปดีหรือไม่”

ความเหลื่อมล้ำระหว่างโรงเรียน เมื่องบรายได้กลายเป็นตัวกำหนดครู

อีกหนึ่งประเด็นที่รายงานฉายภาพอย่างชัดเจน คือ ผลกระทบจากการใช้ “เงินรายได้สถานศึกษา” ในการจ้างครูอัตราจ้างและบุคลากรสนับสนุนสัดส่วนสูง

โรงเรียนหรือวิทยาลัยที่อยู่ในเขตเมือง มีผู้เรียนจำนวนมาก หรือสามารถสร้างรายได้จากค่าธรรมเนียมและบริการอื่น ๆ ได้มาก ย่อมมีศักยภาพในการจ้างครูอัตราจ้างที่มีคุณภาพ และรักษาบุคลากรให้อยู่กับโรงเรียนได้ยาวนานกว่า

ในทางกลับกัน โรงเรียนขนาดเล็ก โรงเรียนในชนบทหรือพื้นที่ห่างไกล ที่มีนักเรียนน้อยและรายได้จำกัด จะเผชิญกับข้อจำกัดในการจ้างงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่งผลให้เกิด

  • การหมุนเวียนครูอัตราจ้างบ่อยครั้ง
  • ความต่อเนื่องของการจัดการเรียนการสอนลดลง
  • โอกาสเข้าถึงครูเฉพาะทางและครูคุณภาพดีของนักเรียนในพื้นที่ชนบทลดลง

เมื่อโครงสร้างการจ้างงานผูกติดกับ “ฐานะการเงินของสถานศึกษา” มากกว่าหลักประกันจากภาครัฐ ความเหลื่อมล้ำระหว่างโรงเรียนจึงมีแนวโน้มถูก “ตอกย้ำ” มากกว่าจะถูกลดทอน

ความท้าทายด้านครูเฉพาะทาง สะท้อนผ่านวิชาเอกฟิสิกส์และ STEM

นอกจากปัญหาความมั่นคงแล้ว จังหวัดเชียงรายยังต้องเผชิญความท้าทายด้าน “การสรรหาครูเฉพาะทาง” โดยเฉพาะในกลุ่มวิชา STEM

ในปี 2568 เอกสารของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงรายระบุว่า มีการประกาศตำแหน่งว่างเพื่อรับย้ายข้าราชการครู วิชาเอกฟิสิกส์ จำนวน 2 อัตรา ณ โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เชียงราย ซึ่งเป็นโรงเรียนวิทยาศาสตร์ชั้นนำของภูมิภาค สะท้อนให้เห็นว่า แม้จะเป็นสถาบันที่มีความต้องการสูงและมีบทบาทสร้างเด็กเก่งด้านวิทยาศาสตร์ ระบบก็ยังไม่สามารถเติมเต็มอัตรากำลังครูเฉพาะทางได้ง่าย

ควบคู่กันนั้น ในระดับเขตพื้นที่ประถมศึกษาอย่าง สพป.เชียงราย เขต 2 มีการเตรียมการสอบแข่งขันครูผู้ช่วยในวิชาเอกหลัก เพื่อรองรับทั้งตำแหน่งว่างจากการเกษียณอายุและความต้องการอัตรากำลังเพิ่มเติม โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือ การเปลี่ยนครูอัตราจ้างที่มีคุณภาพให้ได้มีโอกาสเข้าสู่ตำแหน่งบรรจุถาวร

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากภาคสนามยังสะท้อนว่า แม้มีกลไกสอบบรรจุและการย้าย (TRS) ถูกใช้ต่อเนื่อง แต่ “ช่องว่างเชิงโครงสร้าง” ระหว่างจำนวนครูบรรจุกับจำนวนครูที่จำเป็นต่อการจัดการเรียนการสอนตามอัตราส่วนครูต่อนักเรียน ยังคงทำให้ต้องพึ่งพาพนักงานราชการและครูอัตราจ้างจำนวนมากในหลายพื้นที่

ทางออกเชิงระบบ จาก HR Dashboard สู่การยกระดับความมั่นคงครู

รายงานการวิเคราะห์สถานการณ์อัตรากำลังครู พ.ศ. 2566–2568 เสนอแนวทางเชิงยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับข้อเรียกร้องของสหพันธ์ครูเชียงรายอย่างมีนัยสำคัญ โดยแบ่งเป็นสามทิศทางหลัก

  1. บูรณาการข้อมูลและสร้าง HR Dashboard ระดับจังหวัด
    • ให้สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดเชียงรายเป็น “แม่ข่ายข้อมูล” บังคับใช้การรายงานตัวเลขข้าราชการครู พนักงานราชการ และครูอัตราจ้าง จากทุกเขตพื้นที่ (สพป.1–4, สพม., อาชีวศึกษา) อย่างสม่ำเสมอ
    • สร้าง “บัญชีสินค้าคงคลังบุคลากรครู” ที่ระบุทั้งตำแหน่งการสอน (รายวิชาเอก) แหล่งเงินทุนที่ใช้จ้าง และระดับความขาดแคลนในแต่ละพื้นที่
    • ข้อมูลชุดนี้จะเป็นฐานสำคัญในการยื่นเรื่องต่อ สพฐ. และ คปร. เพื่อขอกรอบอัตรากำลังและงบประมาณที่สอดคล้องกับสภาพจริงในเชียงราย
  2. จัดทำแผนความมั่นคงทางการจ้างงานระยะกลาง (3–5 ปี)
    • ผลักดันให้มีงบประมาณอุดหนุนเฉพาะกิจจากส่วนกลาง เพื่อทดแทนการใช้เงินรายได้สถานศึกษาในการจ้าง “ครูอัตราจ้างที่ทำหน้าที่สอนหลัก”
    • ลดความผันผวนของกำลังคน และลดความเหลื่อมล้ำระหว่างโรงเรียนที่มีรายได้ต่างกัน
    • ยื่นเรื่องต่อ คปร. เพื่อพิจารณาขยายระยะเวลาสัญญาจ้างของบุคลากรกลุ่มนี้จาก 1 ปี ให้ยาวขึ้นในกรอบ 3–5 ปี เพื่อสร้างเสถียรภาพและขวัญกำลังใจ
  3. ทบทวนเกณฑ์จัดสรรตำแหน่งพนักงานราชการ (PCE) ให้สอดคล้องภาระงานจริง
    • พิจารณาโควตา PCE บนฐาน “ความขาดแคลนจริง” ระหว่างจำนวนข้าราชการครูที่มีอยู่ กับอัตราส่วนนักเรียนต่อครูที่ต้องการในแต่ละระดับ
    • ให้ความสำคัญกับสถานศึกษาที่ต้องจ้างครูจากเงินรายได้ในสัดส่วนสูง เพื่อค่อย ๆ เปลี่ยนภาระทางการเงินจากระดับโรงเรียนไปสู่โครงสร้างงบประมาณกลางของรัฐ

แนวทางเหล่านี้ หากดำเนินการควบคู่ไปกับการปฏิรูประบบวิทยฐานะ และการสร้างแรงจูงใจในสาขาขาดแคลนอย่าง STEM จะทำให้การพึ่งพากำลังคน “ไม่บรรจุ” ในระดับวิกฤตสามารถคลี่คลายลงได้อย่างเป็นขั้นตอน

จุดตัดสำคัญของอนาคตครูและอนาคตเด็กเชียงราย

ภาพรวมในช่วงปี พ.ศ. 2566–2568 ชี้ชัดว่า จังหวัดเชียงรายกำลังยืนอยู่บน “จุดตัดสำคัญ” ระหว่าง

  • ระบบการศึกษาที่ขับเคลื่อนด้วยครูในสถานะไม่มั่นคง จำนวนมากกว่าครูบรรจุในบางสถาบัน
    กับ
  • โอกาสในการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ผ่านการบูรณาการข้อมูลและการปรับระบบงบประมาณและอัตรากำลังให้สอดคล้องกับความเป็นจริง

แถลงการณ์ของสหพันธ์ครูเชียงรายในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 จึงไม่ใช่เพียง “เสียงสะท้อนความเดือดร้อนของครู” แต่ยังเป็น “สัญญาณเตือนเชิงระบบ” ว่า หากการกำหนดนโยบายยังไม่ขยับตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในตัวเลขและภาคสนาม เด็กเชียงรายจำนวนมากอาจต้องเติบโตขึ้นในระบบที่ครูผู้สอนของพวกเขายังไม่แน่ใจว่า “ปีหน้า จะยังมีงานอยู่ที่เดิมหรือไม่”

ท่ามกลางความคาดหวังของสังคมที่ต้องการเห็นการยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย การทำให้ “คนต้นทางของการเรียนรู้” ได้รับความเป็นธรรมและความมั่นคงในอาชีพ จึงไม่ใช่เพียงประเด็นสวัสดิการของครู แต่คือคำถามใหญ่ของอนาคตจังหวัดเชียงราย และอนาคตของเด็กไทยทั้งประเทศ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

จากผู้ประสบภัยสู่ผู้ให้ โลจิสติกส์มนุษยธรรม ส่ง กองหนุนฟื้นฟู หาดใหญ่ หลังน้ำลด

ฮัก” ข้ามขุนเขา อบจ.เชียงราย ไปรษณีย์ไทย ผนึกกำลังส่ง ‘กองหนุนฟื้นฟู’ ล็อตใหญ่ ส่งหาดใหญ่ 2 ธ.ค. 68 จากผู้ประสบอุทกภัยวันนั้น สู่ “ผู้ให้ที่งดงาม” ในวันนี้

เชียงราย, 28 พฤศจิกายน 2568 – ท่ามกลางสถานการณ์มหาอุทกภัยที่ยังสร้างบาดแผลให้กับชีวิตและเศรษฐกิจของประชาชนในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ภาคเหนือของประเทศไม่ได้เพียง “เฝ้าดู” ข่าวน้ำท่วม หากแต่ลุกขึ้นมาเป็น “กองหนุนฟื้นฟู” อย่างเป็นรูปธรรม ล่าสุดองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) จับมือไปรษณีย์ไทย และภาคีเครือข่ายในจังหวัด เดินหน้าภารกิจ “เหนือช่วยใต้” เตรียมขนส่งธารน้ำใจล็อตแรกน้ำหนักรวมราว 4 ตัน ด้วยรถบรรทุก 6 ล้อสังกัดไปรษณีย์ไทย ในวันที่ 2 ธันวาคม 2568 เวลา 10.30 น.

ภารกิจครั้งนี้ถูกออกแบบให้แตกต่างจาก โดยมุ่งเป้าไปที่ช่วง “หลังน้ำลด” ซึ่งเป็นช่วงที่ประชาชนต้องการความช่วยเหลือด้านการฟื้นฟูสภาพความเป็นอยู่ สุขอนามัย และคุณภาพชีวิตในระยะยาวมากที่สุด

จากเชียงราย สู่เฟส “กองหนุนฟื้นฟู” หลังน้ำลด

การขยับเข้าสู่ “เฟสฟื้นฟู” ของชาวเชียงรายเริ่มต้นจากการหารือระหว่าง

  • นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • นายวุฒิพงษ์ เดชมนต์ ไปรษณีย์จังหวัดเชียงราย

ทั้งสองฝ่ายเห็นร่วมกันว่า สิ่งที่ต้องทำต่อคือการ “เสริมแรงฟื้นฟู” ในระยะกลางและระยะยาวผ่านระบบโลจิสติกส์ทางบก ที่สามารถรองรับปริมาณสิ่งของได้มาก และสอดคล้องกับลักษณะความต้องการในช่วงหลังระดับน้ำเริ่มลดลง

นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ กล่าวถึงแนวคิดว่า

“ส่วนหนึ่งของจังหวัดเชียงรายตระหนักดีว่าการช่วยเหลือไม่ได้จบลงเมื่อน้ำลด การฟื้นฟูที่ต้องการแรงกายแรงใจมหาศาล ดังนั้น เป้าหมายของการส่งสิ่งของล็อตนี้ จึงเป็นการส่งไปเป็น ‘กองหนุน’ ให้กับพี่น้องที่กำลังเดือดร้อน เราเลือกที่จะทำงานร่วมกับไปรษณีย์ไทย เพื่อขนส่งธารน้ำใจ เชื่อมโยงน้ำใจจากเหนือสุดแดนสยามถึงปลายด้ามขวาน โดยไม่ไปเพิ่มภาระขั้นตอนงานให้กับเจ้าหน้าที่และจิตอาสาในพื้นที่ภาคใต้”

จากแนวคิดดังกล่าว จึงเกิดแบบแผนการขนส่งที่ชัดเจน คือ การใช้ รถบรรทุก 6 ล้อของไปรษณีย์ไทย น้ำหนักบรรทุก 4 ตัน เป็นพาหนะขนส่งล็อตแรกออกจากเชียงรายในวันที่ 2 ธันวาคม 2568 เวลา 10.30 น. โดยสิ่งของที่บรรทุกส่วนใหญ่จะเป็น “ของจำเป็นหลังน้ำลด” และของอุปโภคบริโภคที่เฟ้นมาจากการรับบริจาคของประชาชนและหน่วยงานในจังหวัดเชียงรายตลอดหลายวันก่อนหน้า

พลัง “ฮัก” ที่จับต้องได้ 6 องค์กรหลัก 1 มหาวิทยาลัย ผนึกเครือข่ายเหนือช่วยใต้

ภารกิจครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงความร่วมมือระหว่าง อบจ.เชียงราย และไปรษณีย์ไทยเท่านั้น แต่ยังขยายตัวไปสู่เครือข่ายภาคส่วนต่าง ๆ ภายใต้โครงการ ฮัก หาดใหญ่” และ ไทยรวมใจที่เซ็นทรัล” โดยมีองค์กรหลักในจังหวัดเชียงรายร่วมขับเคลื่อนอย่างน้อย 6 หน่วย ได้แก่

  1. องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) – แกนกลางด้านนโยบาย การประสานงาน และการรวบรวมสิ่งของบริจาค
  2. ไปรษณีย์ไทย จังหวัดเชียงราย – ทำหน้าที่เป็น “ขนส่งธารน้ำใจ โลจิสติกส์” รับผิดชอบการขนส่งสิ่งของด้วยระบบขนส่งทางบก
  3. สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย – สนับสนุนการสื่อสารและเชื่อมโยงกับชุมชน วัด กลุ่มวัฒนธรรม และเครือข่ายภาคประชาชน
  4. สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ และ สงขลาโฟกัส – เชื่อมต่อพื้นที่พร้อมสื่อสารข้อมูลข่าวสารให้ประชาชนรับรู้ความคืบหน้าทั้งผู้ให้ ผู้รับ พร้อมเป็นช่องทางประชาสัมพันธ์การรับบริจาค
  5. CPALL – มีบทบาทในการช่วยรวบรวมและสนับสนุนพื้นที่–ทรัพยากรในเครือข่ายธุรกิจค้าปลีก
  6. ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงราย – ซึ่งถือเป็นจุดรับบริจาคสำคัญในเขตเมือง และโครงการที่แข็งแกร่งอย่าง “ไทยรวมใจที่เซ็นทรัล”  ให้ประชาชนเข้าถึงได้สะดวก

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงราย (มทร.ล้านนาเชียงราย) ยังเข้ามาร่วมเป็นจุดรับบริจาคหลัก เสริมบทบาทของสถาบันการศึกษาในการเป็นสะพานเชื่อมเยาวชน นักศึกษา และบุคลากร ให้เข้ามามีส่วนร่วมในภารกิจบรรเทาทุกข์ระดับชาติ

โครงการ “ฮัก หาดใหญ่” เลือกใช้คำว่า ฮัก” ซึ่งในภาษาเหนือหมายถึง “รัก” ขณะเดียวกันยังผูกโยงกับคำว่า “Hug” ในภาษาอังกฤษ ที่แปลว่า “กอด” เพื่อสื่อสารเชิงสัญลักษณ์ว่า ทุกสิ่งของที่ถูกส่งไป ไม่ใช่เพียงวัตถุ แต่คือ “อ้อมกอด” จากคนเหนือที่โอบกอดพี่น้องภาคใต้ในยามลำบาก โดยไม่จำเป็นต้องใช้ถ้อยคำมากมาย

ยุทธศาสตร์ “ถึงมือ ไม่เพิ่มภาระ” เมื่อโลจิสติกส์มนุษยธรรมคิดถึงปลายทางมากกว่าแค่ต้นทาง

หนึ่งในประเด็นสำคัญของภารกิจครั้งนี้คือ การออกแบบการขนส่งและการกระจายสิ่งของในลักษณะที่ ลดภาระ” ให้กับเจ้าหน้าที่และจิตอาสาในพื้นที่ภาคใต้ให้มากที่สุด

แทนที่จะส่งสิ่งของไปลงที่หน่วยงานส่วนกลางแล้วให้ภาครัฐในพื้นที่ต้องมารับ คัดแยก จัดแจกเพิ่มเติม กลุ่มพันธมิตรจากเชียงรายเลือกใช้แนวทาง “ส่งให้ใกล้มือที่สุด” โดยประสานผ่าน สำนักข่าวสงขลาโฟกัส” ซึ่งทำหน้าที่ทั้งในฐานะสื่อท้องถิ่นและ “เพื่อนพันธมิตรในพื้นที่” แม้ตัวสำนักข่าวเองอยู่ในสถานการณ์ที่อย่างลำบากก็ตาม ให้เป็นจุดรับมอบและช่วยกระจายต่อสู่ชุมชนและผู้ประสบภัย

แนวทางนี้ทำให้การช่วยเหลือเดินทางไปถึงกลุ่มเป้าหมายปลายทางได้รวดเร็วขึ้น ลดขั้นตอนทางธุรการ ลดการซ้ำซ้อนของงาน และช่วยให้เจ้าหน้าที่รัฐในภาคใต้สามารถทุ่มเทกำลังไปกับภารกิจหลักด้านการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน พื้นที่สาธารณะ และการดูแลกลุ่มเปราะบางได้เต็มที่

ในเชิงนโยบายสาธารณะ แนวคิดแบบนี้ถือเป็นตัวอย่างของ การจัดการภาระทางธุรการ (Administrative Burden Reduction)” ในภาวะวิกฤต ที่มุ่งไม่ให้ความช่วยเหลือกลายเป็น “งานเพิ่ม” ให้หน่วยงานที่กำลังแบกรับภารกิจหลักอยู่แล้ว

เสียงสะท้อนจากท้องถิ่น เวียงเทิงร่วม “ฮัก” หาดใหญ่

ความช่วยเหลือครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในระดับจังหวัดเท่านั้น แต่ยังขยายตัวลงไปถึงระดับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 เวลา 10.30 น.

เทศบาลตำบลเวียงเทิง นำโดย

  • นายสิงห์ทอง หนุนนำสิริสวัสดิ์ นายกเทศมนตรีตำบลเวียงเทิง

ได้จัดส่งตัวแทนนำ น้ำดื่ม อาหารแห้ง และสิ่งของจำเป็น มอบให้กับ อบจ.เชียงราย ภายใต้ภารกิจ “เชียงรายรวมใจ เหนือช่วยใต้” เพื่อให้รวบรวมและส่งต่อผ่านไปรษณีย์ไทยสาขาเชียงรายไปยังผู้ประสบภัยภาคใต้

การเข้าร่วมของเทศบาลเวียงเทิง สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า “พลังแห่งฮัก” ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในตัวเมืองเชียงรายหรือระดับจังหวัด แต่ได้ขยายลงไปสู่ชุมชน อำเภอ และตำบลในฐานะ “ผู้ให้ร่วมกัน” ทั่วทั้งจังหวัด

ในโอกาสนี้ นายก อบจ.เชียงราย ได้กล่าวขอบคุณทุกภาคส่วน พร้อมเชิญชวนพี่น้องชาวเชียงรายร่วมกันแสดงพลังแห่งความ “ฮัก” ผ่านการบริจาคสิ่งของจำเป็นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทันต่อรอบขนส่งถัดไปของไปรษณีย์ไทย

เชื่อมภาพเมื่อวาน วันนี้ จากภารกิจฝูงบิน 416 สู่ขบวนรถไปรษณีย์

เพียงหนึ่งวันก่อนหน้า (27 พฤศจิกายน 2568) สังคมไทยเพิ่งได้เห็นภาพของฝูงบิน 416 กองทัพอากาศ จังหวัดเชียงราย ที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของปฏิบัติการด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติ (HADR) ภายใต้โครงการ “เชียงรายส่งใจไปหาดใหญ่” โดยมีการคัดแยก บรรจุ เตรียมลำเลียงสิ่งของขึ้นเครื่อง เพื่อบินด่วนไปยังสนามบินหาดใหญ่และกองบิน 56

นาวาอากาศเอก ปราโมทย์ กุยแก้ว ผู้บังคับฝูงบิน 416 เคยกล่าวไว้ว่า

“เมื่อครั้งที่ชาวเชียงรายต้องเผชิญอุทกภัยใหญ่ในปี 2567 พี่น้องทั่วประเทศได้ยื่นมือส่งน้ำใจ หล่อเลี้ยงความหวังให้เราก้าวผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ และในวันนี้..เมื่อพี่น้องชาวหาดใหญ่และพื้นที่ใกล้เคียงกำลังประสบมหาอุทกภัย ชาวเชียงรายขอเป็นอีกหนึ่งแรงใจ ส่งต่อความห่วงใยและกำลังใจกลับคืนไปด้วยความอบอุ่นจากหัวใจดวงเดิม”

คำกล่าวนี้ เปรียบเสมือน “แก่นคิดร่วม” ที่เชื่อมปฏิบัติการของทั้งกองทัพอากาศ อบจ.เชียงราย ไปรษณีย์ไทย องค์กรท้องถิ่น และภาคประชาชนเข้าไว้ด้วยกันอย่างแนบแน่น ทำให้เห็นภาพความต่อเนื่องจาก “ภารกิจทางอากาศ” สู่ “ภารกิจทางบก” โดยมีหัวใจเดียวกันคือ การไม่ปล่อยให้ผู้ประสบภัยต้องยืนอยู่ลำพังในยามวิกฤต

โลจิสติกส์มนุษยธรรม การเมืองภาคประชาชน และการทำงานแบบไร้รอยต่อ

หากมองในมุมเชิงนโยบายและรัฐศาสตร์ ภารกิจ “ฮัก หาดใหญ่” ครั้งนี้สามารถวิเคราะห์ได้อย่างน้อย 3 มิติสำคัญ

  1. โลจิสติกส์มนุษยธรรมที่ปรับตาม “เฟสของภัยพิบัติ”

การช่วยเหลือผู้ประสบภัยไม่ได้มีเพียงช่วง “ก่อน” และ “ระหว่างเกิดเหตุ” แต่รวมถึงช่วง “หลังน้ำลด” ที่มักถูกมองข้าม ทั้งที่เป็นช่วงที่ประชาชนต้องใช้แรงและทรัพยากรมากที่สุดในการทำความสะอาดบ้านเรือน ปรับสภาพพื้นที่ และรับมือโรคระบาดที่อาจเกิดขึ้น

การเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์จากการขนส่งทางอากาศในช่วงฉุกเฉิน สู่การขนส่งทางบกด้วยรถ 6 ล้อบรรทุก 4 ตันในช่วงฟื้นฟู สะท้อนถึงความเข้าใจใน เฟสของภัยพิบัติ” (Phase-based Response) และการปรับเครื่องมือให้เหมาะสมกับบริบทแต่ละช่วงเวลา

  1. การใช้ศักยภาพรัฐวิสาหกิจเป็น “ธารน้ำใจ”

การนำไปรษณีย์ไทย ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศ เข้ามาเป็นกลไกหลักของการขนส่ง ช่วยให้การเคลื่อนย้ายสิ่งของบริจาคมี ต้นทุนที่เหมาะสม มีความน่าเชื่อถือ และมีระบบติดตามตรวจสอบได้

ในมุมของการบริหารจัดการภาครัฐ นี่เป็นตัวอย่างของการใช้ศักยภาพของรัฐวิสาหกิจในภารกิจสาธารณะ นอกเหนือจากบทบาททางธุรกิจตามปกติ และสะท้อนแนวคิด “Whole-of-Government & Whole-of-Society Approach” ที่ภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ เอกชน สื่อ ชุมชน ทำงานร่วมกันอย่างไร้รอยต่อ

  1. การเมืองภาคประชาชนและทุนทางสังคมหลังวิกฤต

การที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างเทศบาลตำบลเวียงเทิง ประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ตลอดจนสถาบันการศึกษาและภาคธุรกิจในเชียงรายเข้าร่วมบริจาคและระดมสิ่งของอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงพลวัตของ การเมืองภาคประชาชน” ที่ขับเคลื่อนผ่านการลงมือช่วยกันจริง ๆ มากกว่าการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์

โดยมี “ความทรงจำจากอุทกภัยเชียงรายปี 2567” เป็นทุนทางสังคมสำคัญ ที่เปลี่ยนจากบทบาทผู้ประสบภัยในอดีตให้กลายมาเป็น “ผู้ให้” ในวันนี้ ซึ่งช่วยลดระยะห่างทางภูมิศาสตร์และสร้างความรู้สึก “ร่วมชาติ ร่วมชะตากรรม” ระหว่างคนเหนือและคนใต้ได้อย่างชัดเจน

เชิญชวนร่วม “ฮัก” จากเชียงรายสู่หาดใหญ่ ถึง 5 ธันวาคม 2568

เพื่อให้การส่ง “กองหนุนฟื้นฟู” มีความต่อเนื่อง อบจ.เชียงราย และภาคีเครือข่ายยังคงเปิดรับบริจาคสิ่งของอุปโภคบริโภคและของใช้จำเป็นอย่างต่อเนื่อง ณ จุดรับบริจาคสำคัญต่าง ๆ ทั้งที่

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงราย
  • จุดรับบริจาคในเครือข่าย “ฮัก หาดใหญ่” และ “ไทยรวมใจที่เซ็นทรัล”
  • มทร.ล้านนาเชียงราย และหน่วยงานเครือข่ายในจังหวัด

ตั้งแต่บัดนี้ไปจนถึงวันที่ 5 ธันวาคม 2568 (ไม่มีวันหยุดราชการ) เพื่อให้ทันต่อรอบขนส่งพิเศษของไปรษณีย์ไทยในลำดับถัดไป

ภาพของเชียงรายในวันนี้ จึงไม่ใช่เพียง “อดีตผู้ประสบอุทกภัย” แต่คือภาพของ “ผู้ให้ที่งดงาม” ที่ยืนยันว่า

“น้ำอาจเอ่อล้นตลิ่ง ทำให้เมืองจมน้ำได้ แต่ ‘น้ำใจ’ ของคนไทย…ไม่เคยแห้งเหือด”

จากเหนือสุดแดนสยาม ถึงปลายด้ามขวานของประเทศ เส้นทางของรถบรรทุก 6 ล้อบรรทุกสิ่งของ 4 ตันในวันที่ 2 ธันวาคมนี้ จึงไม่ใช่แค่เส้นทางโลจิสติกส์ธรรมดา หากคือเส้นทางของ “ฮัก” ที่เดินทางไปปลอบประโลมพี่น้องผู้ประสบภัยในหาดใหญ่และพื้นที่ใกล้เคียง ให้รู้ว่าพวกเขาไม่ได้ต่อสู้กับวิกฤตครั้งนี้เพียงลำพัง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย)
  • ไปรษณีย์ไทย จังหวัดเชียงราย
  • เทศบาลตำบลเวียงเทิง
  • สำนักข่าว สงขลาโฟกัส
  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
  • สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์
  •  CPALL – บริษัท ซีพี ออลล์ จํากัด (มหาชน)
  • ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงราย
  • มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

ทางออกวิกฤตความเชื่อมั่นที่ทำได้! ย้ายแหล่งน้ำดิบ หนี แม่น้ำกกปนเปื้อน ปกป้อง 1.2 แสนชีวิต

วิกฤตน้ำกกสู่แม่น้ำลาว กปภ.เชียงรายเร่งย้ายแหล่งน้ำดิบ หนีสารหนู–โลหะหนัก ปกป้องสิทธิในน้ำสะอาดของคนกว่า 1.2 แสนชีวิต

เชียงราย, 26 พฤศจิกายน 2568 – สำหรับคนเชียงรายจำนวนมาก “น้ำประปา” เคยเป็นสัญลักษณ์ของเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องน้ำสะอาดจากลุ่มน้ำกก แต่ในวันนี้ ภาพจำดังกล่าวกำลังถูกแทนที่ด้วยความกังวลและความไม่เชื่อมั่น เมื่อข้อมูลการปนเปื้อน “สารหนูและโลหะหนัก” ในแม่น้ำกกและลำน้ำสาขา ถูกยืนยันผ่านทั้งผลตรวจจากหน่วยงานรัฐ ห้องแล็บอิสระ และเสียงสะท้อนจากชุมชนที่เริ่ม “เลิกดื่ม เลิกใช้น้ำประปา” ทีละหลังคาเรือน

แม้การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) สาขาเชียงราย จะยืนยันว่าคุณภาพน้ำที่ผ่านกระบวนการบำบัดยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานกรมอนามัย (สารหนูต่ำกว่า 0.001 มิลลิกรัมต่อลิตร จากเกณฑ์ไม่เกิน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร) แต่สำหรับประชาชนจำนวนไม่น้อย ตัวเลขดังกล่าวกลับไม่เพียงพอที่จะสร้างความมั่นใจ วิกฤตครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่ “วิกฤตมลพิษ” หากแต่เป็น “วิกฤตความเชื่อมั่น” ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับสิทธิขั้นพื้นฐานในการเข้าถึงน้ำสะอาดของประชาชนกว่า 120,000 คนในเขตเทศบาลนครเชียงรายและพื้นที่ปลายน้ำ

ในบริบทเช่นนี้ แผนของ กปภ.เชียงราย ที่จะ ย้ายแหล่งน้ำดิบผลิตประปาจากแม่น้ำกกไปยังแม่น้ำลาว ด้วยงบประมาณรวม 2,176 ล้านบาท จึงถูกจับตามองในฐานะ “ทางออกเดียวที่ทำได้ทันที” ท่ามกลางปัญหามลพิษข้ามพรมแดนจากเหมืองแร่ในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ที่ซับซ้อนเกินกว่าท้องถิ่นจะรับมือได้เพียงลำพัง

แม่น้ำกกปนเปื้อน–ชุมชนริมเขื่อนเชียงรายลุกขึ้นถาม “น้ำที่ใช้ยังปลอดภัยหรือไม่”

วันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 ที่ฉางข้าวบ้านท่าบนได หมู่ที่ 1 อำเภอเวียงชัย จ.เชียงราย กลุ่มผู้ใช้น้ำเขื่อนเชียงรายฝั่งขวาที่ 1 จัดประชุมสามัญประจำปี 2568/2569 เพื่อหยิบยก “ปัญหาน้ำกกปนเปื้อนสารหนูและโลหะหนัก” ขึ้นสู่เวทีอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางการเข้าร่วมของ นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ผู้บริหารองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.) นำโดย นายสุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ รองนายก อบจ.เชียงราย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ปัญหาหลักที่กลุ่มผู้ใช้น้ำฯ นำโดยนายประถมพงษ์ ฤทธิแผง ประธานกลุ่มฯ รายงานต่อที่ประชุม คือ การตรวจพบการปนเปื้อนของสารหนูและโลหะหนักในแม่น้ำกกและลำน้ำสาขาหลายจุด มีค่าเกินมาตรฐานในบางพื้นที่ และมีข้อสงสัยอย่างมีนัยสำคัญว่า ต้นตอของมลพิษมาจาก “เหมืองแร่ทองคำและเหมืองแร่หายาก” บริเวณต้นน้ำในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา

สำหรับเกษตรกรผู้ใช้น้ำกว่า 750 ครัวเรือน ปัญหาดังกล่าวไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากแต่กระทบโดยตรงต่อความมั่นคงด้านอาหารและรายได้ เมื่อมีความกังวลว่า สารพิษอาจตกค้างในผลผลิตทางการเกษตร ขณะเดียวกันราคาข้าวที่ตกต่ำก็ทำให้ภาระต้นทุนเพิ่มขึ้นจากทั้งมลพิษและภาวะเศรษฐกิจ

นายสุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ รองนายก อบจ.เชียงราย ยืนยันในที่ประชุมว่า อบจ.เชียงราย “ไม่นิ่งนอนใจ” และจะเข้าไปเป็นแกนนำประสานข้อมูลทุกหน่วยงาน ทั้งด้านคุณภาพน้ำ สิ่งมีชีวิตในแม่น้ำ และผลกระทบต่อชุมชน เพื่อผลักดันแนวทางแก้ไขปัญหามลพิษในแม่น้ำกกอย่างเป็นระบบ โดยย้ำว่า นี่ไม่ใช่เพียงปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่คือปัญหา “สิทธิด้านสุขภาพและสิทธิชุมชน” ของคนเชียงรายทั้งลุ่มน้ำ

เหมืองต้นน้ำเมียนมา–ทุนข้ามชาติ และสัญญาณเตือนจากข้อมูลดาวเทียม

วิกฤตแม่น้ำกกไม่ได้เกิดขึ้นโดดเดี่ยว รายงานของ Stimson Center ซึ่งเป็นคลังสมองด้านความมั่นคงและสิ่งแวดล้อมในสหรัฐฯ เปิดเผยในเดือนพฤศจิกายน 2568 ว่า ทั่วภูมิภาคแผ่นดินใหญ่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีเหมืองที่อาจปล่อยสารพิษลงสู่ลุ่มน้ำสายหลักมากกว่า 2,400 แห่ง โดยอาศัยภาพถ่ายดาวเทียมระบุพื้นที่เหมืองแบบ alluvial, เหมืองแบบ heap leach และเหมืองแร่หายากแบบ in-situ leaching (ISL) รวมอย่างน้อย 366 แห่ง, 359 แห่ง และ 77 แห่ง ตามลำดับ

รายงานดังกล่าวเตือนว่า กิจกรรมเหมืองเหล่านี้ใช้สารเคมีอันตราย เช่น ไซยาไนด์ ปรอท แอมโมเนียมซัลเฟต และสารอีกหลากหลายชนิด ซึ่งเมื่อไหลลงสู่แม่น้ำ จะสะสมในตะกอนและห่วงโซ่อาหาร สร้างความเสี่ยงเชิงโครงสร้างต่อสุขภาพของประชาชนในลุ่มน้ำโขง–สาละวิน–กก–สาขาต่าง ๆ ในระยะยาว

องค์กรสิทธิมนุษยชนในรัฐฉาน เช่น Shan Human Rights Foundation รวมทั้งเอกสารวิจัยของมหาวิทยาลัยต่างประเทศและศูนย์วิจัยคะฉิ่น ยังระบุว่า เหมืองแร่หายากและทองคำหลายแห่งบริเวณต้นน้ำแม่น้ำกกเป็นของบริษัทและนักลงทุนสัญชาติจีน โดยคนจีนทำหน้าที่บริหารและควบคุมเทคนิค ขณะที่แรงงานในพื้นที่เป็นผู้ปฏิบัติงานและสัมผัสสารพิษโดยตรง

บริบทดังกล่าวสอดคล้องกับข้อสังเกตของ รศ.ดร.สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์ประจำสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และเครือข่ายติดตามสถานการณ์ลุ่มน้ำกก ที่ชี้ว่า การทำเหมืองแร่หายากและทองคำในรัฐฉานใช้เทคโนโลยีการทำเหมืองแบบสกปรกที่ “จีนเลิกใช้ในประเทศแล้ว” แต่กลับถูกส่งออกมาตั้งในประเทศเพื่อนบ้านที่มีมาตรการกำกับดูแลสิ่งแวดล้อมอ่อนแอกว่า

เมื่อผนวกกับแนวโน้มจาก บันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้านแร่สำคัญระหว่างไทย–สหรัฐฯ ที่มีเป้าหมายเพิ่มปริมาณแร่หายากในห่วงโซ่อุปทานโลก นักวิชาการจำนวนหนึ่งจึงเตือนว่า ปัจจัยด้านความมั่นคงทางพลังงานและอุตสาหกรรมสีเขียว อาจกลายเป็นแรงผลักให้การสำรวจและทำเหมืองในภูมิภาคนี้เพิ่มขึ้น และยิ่งซ้ำเติมความเสี่ยงต่อสิทธิชุมชนปลายน้ำ หากไม่มีมาตรการกำกับที่เข้มแข็งควบคู่กัน

กปภ.เชียงราย “ระบบยังเอาอยู่ แต่ต้องย้ายแหล่งน้ำ เพราะประชาชนไม่ยอมรับ”

ในฝั่งของผู้ให้บริการน้ำประปา นายอภิศักดิ์ สวัสดิรักษ์ ผู้จัดการการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) สาขาเชียงราย เปิดเผยว่า แผนการย้ายแหล่งน้ำดิบจากแม่น้ำกกไปยังแม่น้ำลาว เริ่มต้นจากการตรวจพบ “สารหนู” ในแม่น้ำกกเมื่อปีก่อน แม้ค่าที่ตรวจวัดได้จะต่ำกว่ามาตรฐานกรมอนามัย แต่ก็สร้างความไม่สบายใจให้ประชาชนอย่างกว้างขวาง

เดิม กปภ.เชียงรายใช้กระบวนการผลิตน้ำประปามาตรฐานทั่วไป ใช้สารส้มและปูนขาวเป็นหลัก แต่หลังพบโลหะหนัก จึง เพิ่มขั้นตอน “พรีคลอรีน (Pre-chlorination)” เติมคลอรีนก่อนการตกตะกอนเพื่อช่วยแยกโลหะหนัก พร้อมเสริมสารเคมี โพลีอะลูมิเนียมคลอไรด์ (PACl) และ โซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH) เพื่อเร่งให้ตะกอนที่เกาะสารหนูตกลงสู่ก้นถัง ก่อนจะผ่านขั้นตอน “อินเตอร์คลอรีน” และระบบกรองอีกชั้นหนึ่ง

จากคุณภาพน้ำดิบในแม่น้ำกกที่เคยมีค่าความขุ่นสูงถึง 10,000 NTU ในช่วงน้ำท่วม และเฉลี่ยราว 180 NTU ในสถานการณ์ปกติ กปภ.เชียงรายควบคุมให้ ค่าความขุ่นก่อนกรองไม่เกิน 4 NTU และหลังกรองน้ำต้องมีค่าความขุ่นไม่เกิน 1 NTU ตามเกณฑ์ที่เข้มกว่ามาตรฐานขั้นต่ำ

นายอภิศักดิ์ย้ำว่า สารเคมีที่ใช้ “เป็นสารปรับปรุงคุณภาพน้ำที่ปลอดภัยตามมาตรฐานผลิตน้ำประปา” อยู่ภายใต้การควบคุมของห้องแล็บ และส่งผลตรวจให้กรมอนามัยตรวจสอบเป็นระยะ

อย่างไรก็ตาม เขายอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า

“เหตุผลสำคัญคือประชาชนไม่ยอมรับแหล่งน้ำจากแม่น้ำกก แม้กระบวนการผลิตของเราจะควบคุมคุณภาพได้ แต่เมื่อคนในพื้นที่รู้สึกไม่มั่นใจ กปภ.ก็ต้องปรับตัวตามข้อเรียกร้องนั้น เราไม่ได้ย้ายเพราะผลิตไม่ได้ แต่เพราะอยากให้ประชาชนมั่นใจที่สุด”

ในมุมของคนทำงานด้านระบบประปา เขายังคงเชื่อว่ากระบวนการผลิตสามารถรับมือกับคุณภาพน้ำในแม่น้ำกกได้ แต่ก็ยอมรับว่า การฟื้นฟูแม่น้ำให้กลับมาสะอาดในเชิงโครงสร้าง ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ ซึ่งกินเวลายาวนานเกินกว่าจะปล่อยให้ประชาชนเสี่ยงรอ

ย้ายสู่ “แม่น้ำลาว” งบ 2,176 ล้านบาท การลงทุน 100 ปีเพื่อสิทธิในน้ำสะอาด

แผนย้ายแหล่งน้ำดิบของ กปภ.เชียงราย กำหนดให้ตั้งจุดสูบน้ำและผลิตน้ำประปาใหม่บริเวณฝายแม่ลาว แล้วส่งน้ำผ่านท่อแรงดันเข้าสู่เขตเมืองเชียงราย ระยะทางราว 34 กิโลเมตร โครงการนี้ใช้งบประมาณรวม 2,176 ล้านบาท และคาดว่าจะสามารถเสนอของบประมาณในปีงบประมาณ 2571 หากผ่านความเห็นชอบ จะเริ่มก่อสร้างได้ในช่วงปี 2571–2572

นอกจากจะเป็นการ “หนีน้ำกกปนเปื้อน” แผนดังกล่าวยังถูกออกแบบให้ ขยายพื้นที่ให้บริการน้ำประปา ตามเส้นทางท่อจากฝายแม่ลาวเข้าสู่ตัวเมือง ทำให้ชุมชนที่อยู่นอกเขตบริการเดิมสามารถเข้าถึงน้ำสะอาดได้มากขึ้น โดยคาดว่าจำนวนผู้ใช้น้ำจะเพิ่มจาก 41,539 ครัวเรือนในปี 2568 เป็น 66,639 ครัวเรือนในปี 2589

ในระยะสั้น กปภ.เชียงรายได้ของบประมาณ 5 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงและติดตั้งระบบจ่ายสารเคมีที่สถานีผลิตน้ำวังคํา ให้ควบคุมปริมาณสารได้แม่นยำยิ่งขึ้น เพื่อเสริมความมั่นใจระหว่างรอแผนระยะยาว

รศ.ดร.สืบสกุล กิจนุกร มองว่า การใช้งบประมาณระดับพันล้านบาทเพื่อย้ายแหล่งน้ำดิบครั้งนี้ แม้ดูสูง แต่เมื่อเทียบกับการป้องกันความเสี่ยงด้านสุขภาพในระยะยาวของประชาชนทั้งจังหวัด ถือเป็น “การลงทุนเพื่ออนาคต 100 ปี” ที่คุ้มค่า

“งบฯ พันล้านซื้อความปลอดภัยให้คนทั้งจังหวัดได้ 100 ปี มันคุ้มค่ามากกว่าการรอให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมา”

เมื่อคนเชียงราย “เลิกดื่ม–เลิกใช้น้ำประปา” วิกฤตความเชื่อมั่นที่ตัวเลขมาตรฐานอธิบายไม่พอ

วิกฤตครั้งนี้จะไม่สมบูรณ์ หากไม่ฟังเสียงของผู้ใช้น้ำตัวจริง

มธุรส เปล่งใส ชาวบ้านในเขตอำเภอเมืองเชียงราย เล่าว่า หลังเกิดข่าวการปนเปื้อนโลหะหนักในแม่น้ำกก ครอบครัวของเธอ “หยุดใช้น้ำประปาดื่มมาหลายเดือน”

“น้ำประปาเราใช้ในชีวิตประจำวันทุกอย่างเลย ทั้งล้างหน้า แปรงฟัน รดน้ำต้นไม้ ให้น้ำสัตว์เลี้ยง ยกเว้นแค่น้ำดื่มเท่านั้นที่เราไม่กล้าใช้… เรารู้ว่าเขาพยายามชี้แจง มีคนออกมาชิมน้ำ โชว์ล้างหน้า แต่ไม่มีผลวิจัยยืนยันเลยว่า ถ้าเราดื่มน้ำแบบนี้ไป 10 ปี 20 ปี จะไม่เป็นมะเร็ง”

ทางเลือกของครอบครัวจึงเหลือเพียง “ต้องซื้อน้ำดื่มทั้งหมด” ทั้งดื่มและทำอาหาร เพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้ครัวเรือนในช่วงเศรษฐกิจตึงตัว

ด้าน รัตติกร แสงสุวรรณ เจ้าของร้านอาหารในเขตเทศบาลนครเชียงราย สะท้อนปัญหาคล้ายกัน เธอระบุว่า จากเดิมที่ใช้ “น้ำประปากรอง” เพื่อประกอบอาหารและบริการลูกค้า ปัจจุบันต้องหันไปใช้น้ำโรงงานทั้งหมด เพราะไม่มั่นใจในคุณภาพน้ำ แม้จะผ่านการกรองแล้วก็ตาม

“ตอนนี้ต้องซื้อน้ำทั้งหมด ทั้งน้ำดื่มสำหรับลูกค้า และน้ำที่ใช้ประกอบอาหาร… แม้จะกรองน้ำประปาแล้ว กลิ่นคลอรีนก็ยังแรง บางครั้งแม้ต้มน้ำ กลิ่นก็ยังไม่หาย”

รัตติกรยังพบปัญหาผิวหนังหลังอาบน้ำประปา จนแพทย์แนะนำให้หลีกเลี่ยงใช้น้ำดังกล่าวโดยตรง เธอจึงต้องหาวิธีเก็บน้ำให้ตกตะกอนก่อนใช้ หรือหันไปใช้น้ำจากแหล่งอื่นเท่าที่หาได้

ในระดับชุมชน ปรัตถกร การเร็ว กำนันตำบลแม่ยาว เล่าว่า หมู่บ้านริมกกซึ่งเคยใช้น้ำประปาหมู่บ้านจากแม่น้ำกก ต้องหยุดใช้น้ำมานานกว่าหนึ่งปี ทั้งจากความเสียหายของระบบประปาหมู่บ้านในเหตุภัยพิบัติปี 2567 และจากความกังวลเรื่องสารหนูปนเปื้อน

ชาวบ้านกว่า 400 ครัวเรือนในพื้นที่ ต้องหันมาซื้อน้ำดื่มใช้เอง จากที่เคยใช้น้ำแทบไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย กลายเป็นต้องจ่ายเดือนละ 500–1,000 บาท ซึ่งเป็นภาระหนักต่อครัวเรือนรายได้น้อย

“ชาวบ้านไม่รู้ว่าน้ำที่เทศบาลนำมาเติมเป็นน้ำจากไหน แต่ก็จำเป็นต้องใช้ เพราะคนเราขาดน้ำไม่ได้ มันเป็นภาวะจำยอมจริง ๆ”

เสียงสะท้อนเหล่านี้ยืนยันว่า แม้ตัวเลขค่ามาตรฐานน้ำจะ “อยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย” แต่เมื่อความเชื่อมั่นถูกสั่นคลอน ประชาชนจำนวนมากจำเป็นต้องหา “ระบบความปลอดภัยของตัวเอง” ผ่านการซื้อน้ำ โรงงาน กักเก็บน้ำ หรือเปลี่ยนรูปแบบการใช้น้ำประปา ซึ่งแปลตรง ๆ เป็น “ต้นทุนแฝง” ทางเศรษฐกิจและสุขภาพ ที่ไม่ปรากฏในบิลค่าน้ำ

น้ำไม่ใช่แค่ทรัพยากร แต่คือ “สิทธิขั้นพื้นฐาน” และโจทย์การทูตข้ามพรมแดน

รศ.ดร.สืบสกุล กิจนุกร ย้ำหลายครั้งว่า ปัญหาน้ำกกไม่ใช่เพียงเรื่องเทคนิคของระบบกรองน้ำ หากแต่เป็น สิทธิพื้นฐานในการเข้าถึงน้ำสะอาด และ “สิทธิชุมชน” ในการกำหนดอนาคตของทรัพยากรธรรมชาติที่เลี้ยงดูตนเอง

เขาชี้ว่า จากข้อมูลการตรวจวัดต่อเนื่อง 8 เดือนที่ผ่านมา เห็นชัดว่า สารโลหะหนักแม้จะต่ำกว่าค่ามาตรฐาน แต่เมื่อบริโภคทุกวัน ย่อมมีโอกาสสะสมในร่างกาย และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรัง เช่น มะเร็ง หรือโรคระบบประสาท

ขณะเดียวกัน เขาเชื่อมโยงกรณีแม่น้ำกกกับลุ่มน้ำอื่น ๆ ทั้งสาละวิน กระบุรี และโขง ซึ่งต่างเริ่มตรวจพบปัญหาปนเปื้อนโลหะหนักจากกิจกรรมเหมืองในประเทศเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่อง โดยมีรายงานจากคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) เตือนถึงการเพิ่มขึ้นของโลหะหนักในบางช่วงของแม่น้ำโขงในแขวงเกาะแก้ว สปป.ลาว

สำหรับเขาและเครือข่าย ภาพรวมทั้งหมดนี้บ่งชี้ว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเผชิญวิกฤต “ธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม” ที่จำเป็นต้องแก้ไขด้วยความร่วมมือข้ามพรมแดน ไม่ว่าจะเป็นการกดดันทุนข้ามชาติ ระบบตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของแร่หายากในตลาดโลก หรือการใช้เวทีภูมิภาค เช่น คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง เป็นพื้นที่เจรจากับประเทศต้นน้ำและจีน

แต่ในขณะที่กระบวนการทางการทูตและกลไกระหว่างประเทศยังต้องใช้เวลา ประชาชนปลายน้ำ “ไม่อาจรอได้” ทางออกที่ทำได้ทันที จึงกลับมาที่โจทย์เดิม – ย้ายแหล่งน้ำดิบเพื่อหยุดความเสี่ยงโดยตรงต่อชีวิตผู้คนก่อน

ย้ายแหล่งน้ำ ทางหนีไฟที่จำเป็น แต่ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย

สำหรับจังหวัดเชียงรายซึ่งกำลังถูกผลักดันให้เป็น “เมืองเศรษฐกิจและศูนย์กลางชายแดน” การมีระบบน้ำประปาที่ปลอดภัย เชื่อถือได้ และรองรับการเติบโตของครัวเรือนจากราวสี่หมื่นกว่าครัวเรือนสู่หกหมื่นกว่าครัวเรือนในอีกสองทศวรรษข้างหน้า ไม่ใช่เพียงประเด็นเทคนิคด้านสาธารณูปโภค แต่คือ “โครงสร้างพื้นฐานของความเชื่อมั่น” ต่อเมืองทั้งระบบ

แผนย้ายแหล่งน้ำดิบจากแม่น้ำกกไปแม่น้ำลาวจึงเปรียบเสมือน “ทางหนีไฟ” ของเมืองเชียงรายในภาวะวิกฤต เป็นมาตรการที่ต้องทำ และต้องทำให้สำเร็จโดยเร็ว เพื่อปกป้องสิทธิในการมีชีวิตและน้ำสะอาดของประชาชน

อย่างไรก็ดี นักวิชาการ ภาคประชาชน และหน่วยงานท้องถิ่นล้วนเห็นพ้องว่า การย้ายแหล่งน้ำไม่ใช่คำตอบสุดท้าย หากปราศจากการจัดการต้นตอปัญหาในรัฐฉานและลุ่มน้ำเพื่อนบ้าน ผ่านการเจรจาระดับรัฐต่อรัฐ การกดดันทุนข้ามชาติ และการสร้างกลไกตรวจสอบแหล่งแร่ในห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างจริงจัง

สุดท้าย ความสำเร็จของมาตรการครั้งนี้จะไม่ได้วัดเพียงจากตัวเลขงบประมาณที่ได้รับอนุมัติ หรือจำนวนครัวเรือนที่เชื่อมต่อระบบประปาเพิ่มขึ้น หากแต่วัดจาก “จำนวนคนเชียงรายที่กลับมากล้าเปิดก๊อกดื่มน้ำในบ้านตัวเอง” และจากวันที่แม่น้ำกกจะไม่ถูกกล่าวถึงในฐานะ “แม่น้ำที่ต้องหนี” หากแต่กลับมาเป็นเส้นเลือดใหญ่ของชีวิตคนเชียงรายอีกครั้ง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) สาขาเชียงราย
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย)
  • สถาบัน Stimson Center
  • The Active – บทสัมภาษณ์ รศ.ดร.สืบสกุล กิจนุกร, นายอภิศักดิ์ สวัสดิรักษ์, มธุรส เปล่งใส, รัตติกร แสงสุวรรณ, ปรัตถกร การเร็ว และชาวบ้านในพื้นที่ลุ่มน้ำกก
  • กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

สภาผู้บริโภครับลูกชาวบ้าน ทวงถามความรับผิดชอบปม “ขยะฝังดินล่องหน” ทต.แม่ยาว

สังคมเงียบงันทต.แม่ยาวยังไร้คำตอบ ปม “ขยะฝังดินล่องหน” หลังสภาองค์กรของผู้บริโภค รับลูกชาวบ้าน ยื่นหนังสือจี้ความรับผิดชอบและความโปร่งใส

เชียงราย, 22 พฤศจิกายน 2568 — เสียงเรียกร้อง “ขอคำตอบที่ตรงไปตรงมา” จากชาวตำบลแม่ยาว จังหวัดเชียงราย กำลังก้องอยู่ท่ามกลางความเงียบของหน่วยงานท้องถิ่น เมื่อกรณี “ขยะฝังดินล่องหน” ที่ถูกกล่าวหาว่าเทศบาลตำบลแม่ยาว (ทต.แม่ยาว) นำไปฝังกลบโดยมิชอบ ยังไม่มีคำชี้แจงที่ชัดเจนต่อสาธารณะ ทั้งๆ ที่ สภาองค์กรของผู้บริโภคจังหวัดเชียงราย ได้รับเรื่องร้องเรียนและประกาศจะส่งหนังสือสอบถามอย่างเป็นทางการแล้ว

“หลังชาวบ้านมาร้องเรียน เราจะทำหนังสือถึงเทศบาลตำบลแม่ยาว ขอคำชี้แจงและติดตามคำตอบเพื่อนำไปสู่ขั้นตอนต่อไปตามลำดับ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของผู้บริโภค” — ธนชัย ฟูเฟื่อง หัวหน้าหน่วยงานประจำจังหวัดเชียงราย สภาองค์กรของผู้บริโภค กล่าวย้ำต่อทีมข่าว

แม้ทต.แม่ยาวจะมีแนวทางแก้ไขระยะยาว เช่น การเตรียมทำบันทึกข้อตกลง (MOU) เรื่องการขนและปลายทางของขยะกับหน่วยงานอื่น แต่สำหรับชาวบ้าน โดยเฉพาะในพื้นที่ บ้านห้วยทรายขาว หมู่ 4 คำถามเร่งด่วนกลับอยู่ที่ “ต้นสายปลายเหตุ” ใครเป็นผู้สั่งการให้ฝังกลบ, ขยะที่ฝังกลบนั้นคืออะไร, และ มาตรการตรวจสอบความปลอดภัยได้ทำจริงหรือไม่ ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่มีคำตอบสาธารณะจากผู้มีอำนาจในเทศบาล

ฉากหลังของความเงียบ เมื่อ “การจัดการระยะยาว” เดินหน้า แต่ “คำอธิบายอดีต” ยังไม่มี

เรื่องราวเริ่มขึ้นเมื่อชาวบ้านในพื้นที่พบการนำขยะมาพักและฝังกลบในบริเวณใกล้ชุมชนและแหล่งน้ำ โดยอ้างว่าเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าหลังการย้ายเขตการปกครองของชุมชนบางแห่ง อย่างไรก็ดี การดำเนินการลักษณะดังกล่าวก่อให้เกิดคำถามด้าน ความชอบด้วยกฎหมาย, ความปลอดภัยด้านสาธารณสุข, และ ความรับผิดชอบทางปกครอง ในหลายมิติ

“สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่คำถามว่า ‘ต่อจากนี้ขยะจะไปไหน’ แต่คือคำถามว่า ‘ที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้น ใครรับผิดชอบ’” ตัวแทนชาวบ้านสะท้อนประเด็นหลัก หลังทราบข่าวการทำ MOU จัดการขยะในอนาคต แต่ยังไม่เห็นการชี้แจงข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วในพื้นที่

ในหนังสือร้องเรียนของชาวบ้านที่ส่งถึงนายกเทศบาลตำบลแม่ยาวและคณะผู้บริหาร มี 3 คำถามสำคัญ ที่ต้องการคำตอบเป็นลำดับแรก ได้แก่

  1. ขยะที่ถูกฝังกลบไปแล้วและถูกขุดขึ้นมา มีสิ่งของอันตรายหรือไม่   หากมี ต้องเปิดเผยรายการและผลตรวจอย่างโปร่งใส
  2. ขยะที่ยังเหลืออยู่ ได้ตรวจสอบแล้วหรือยังว่าเป็นขยะอันตรายหรือไม่   ต้องมีเอกสารและหน่วยตรวจสอบที่เชื่อถือได้
  3. ขอรายละเอียดวัน เวลา สถานที่ และวิธีการขนทิ้ง   เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าร่วมสังเกตการณ์หรือรับรู้ข้อมูลได้โดยตรง ลดความกังวลและข้อสงสัย

ขณะที่ฝ่ายชุมชนเห็นว่า “การทำ MOU เรื่องปลายทางของขยะ” เป็นเพียงวิธีแก้ปัญหา ปลายเหตุ การฟื้นฟูความเชื่อมั่นจำเป็นต้องเริ่มที่ การอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว และ การแสดงความรับผิดชอบของผู้มีอำนาจ ในฐานะผู้ดูแลพื้นที่สาธารณะ

บทบาทของสภาองค์กรของผู้บริโภค  กดปุ่มตรวจสอบ “สิทธิผู้บริโภคด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ”

การที่ สภาองค์กรของผู้บริโภค (สภาฯ) เข้ามารับเรื่องถือเป็น “กลไกภายนอก” ที่ช่วยตรวจสอบความโปร่งใสของกระบวนการในระดับท้องถิ่น โดยมีจุดประสงค์เพื่อคุ้มครอง สิทธิผู้บริโภคในการได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และทันเวลา เมื่อปัญหาอาจกระทบต่อคุณภาพน้ำ อากาศ สิ่งแวดล้อม และสุขภาวะของประชาชน

ธนชัย ฟูเฟื่อง ให้ข้อมูลกับทีมข่าวว่า สภาฯ จังหวัดเชียงรายจะดำเนินการทำหนังสืออย่างเป็นทางการถึงทต.แม่ยาว เพื่อขอคำชี้แจงในประเด็นที่ประชาชนร้องเรียน พร้อมติดตามคำตอบและ เปิดเผยความคืบหน้าอย่างเป็นระบบ ซึ่งกระบวนการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อให้หน่วยงานรัฐ อธิบายเหตุผล-ข้อเท็จจริง และ ระบุผู้รับผิดชอบ ต่อการตัดสินใจในอดีตให้ชัดเจน

ในหนังสือร้องเรียนเดียวกัน ชุมชนยังระบุรายชื่อผู้เกี่ยวข้อง ตั้งแต่นายกเทศบาล ปลัดเทศบาล ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง พร้อมเรียกร้อง “การแสดงความจริงใจ” ในการแก้ไขปัญหา โดยให้ ชี้แจงต่อประชาชนในที่ประชุมอย่างเป็นทางการ ไม่ใช่การสื่อสารผ่านช่องทางไม่เป็นทางการเพียงอย่างเดียว

ทำไม “คำอธิบายต้นเหตุ” จึงสำคัญกว่าการประกาศแนวทางใหม่

1) ความเชื่อมั่นของสาธารณะ

ในสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับขยะมูลฝอยและแหล่งน้ำ ความไว้เนื้อเชื่อใจเป็นทุนทางสังคมที่สำคัญที่สุด การสื่อสารแต่ “มาตรการในอนาคต” โดยไม่ทบทวน “บทเรียนที่ผ่านมา” จะไม่สามารถกู้ความเชื่อมั่นได้เต็มที่ เพราะประชาชนยังไม่ทราบว่า ความเสี่ยงที่เคยเกิดขึ้นได้ถูกประเมินและแก้ไขอย่างไร และ ใครรับผิดชอบทางนโยบาย-ปฏิบัติ

2) การป้องกันซ้ำรอยเชิงระบบ

การอธิบายต้นเหตุอย่างโปร่งใสทำให้สังคมเห็น ช่องโหว่อำนาจ-ขั้นตอน-ความรู้ ที่ต้องอุด เพื่อไม่ให้ปัญหาเกิดซ้ำ อาทิ ช่องว่างการสื่อสารระหว่างหน่วยงาน การอนุญาตการใช้พื้นที่ผิดประเภท การขาดระบบตรวจสอบภายใน หรือการประเมินความเสี่ยงต่อแหล่งน้ำที่ไม่เพียงพอ

3) ฐานข้อมูลเพื่อการเยียวยา

หากมีผู้ประกอบการหรือประชาชนได้รับผลกระทบ (เช่น ยอดสั่งซื้อสินค้าที่ลดลง หรือค่าใช้จ่ายในการจัดหาน้ำสะอาด) การมี “คำอธิบายต้นเหตุ” และ “ข้อมูลตรวจสอบขยะ” ที่เป็นลายลักษณ์อักษร จะช่วยให้การเยียวยาเป็นไป บนหลักฐาน ไม่ใช่ความรู้สึก

ภาพใหญ่ว่าด้วย “ขยะกับแหล่งน้ำ”  ความเสี่ยงที่ชาวบ้านกังวล

แม้ปริมาณขยะที่ถูกฝังกลบ และชนิดของขยะในกรณีนี้ยังรอผลตรวจที่เป็นทางการ แต่ความกังวลของชุมชนสะท้อนความรู้พื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่ถูกต้อง การฝังกลบโดยไม่มีมาตรการทางวิศวกรรม (เช่น พื้นรองกันรั่วซึม ระบบรวบรวมน้ำชะขยะ และระบบบำบัด) อาจก่อให้เกิด น้ำชะขยะ (leachate) ไหลปะปนลงสู่ดินและแหล่งน้ำผิวดิน/ใต้ดิน จนส่งผลต่อคุณภาพน้ำในครัวเรือน การเกษตร และสุขภาพสาธารณะ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่แหล่งน้ำอยู่ใกล้ชุมชน

ความเสี่ยงอีกด้านคือ การสับสนของข้อมูล   หากหน่วยงานไม่สามารถบอกได้ชัดเจนว่าขยะที่ฝังเป็น “ขยะทั่วไป” หรือ “ขยะอันตราย” และไม่ได้มีผลตรวจจากหน่วยงานที่เชื่อถือได้ ความหวาดระแวงของประชาชนจะสูงขึ้น และกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับชุมชนในระยะยาว

องค์ประกอบของคำชี้แจงที่สังคมคาดหวัง (และตรวจสอบได้)

เพื่อให้ข้อเท็จจริงเดินหน้าและความเชื่อมั่นกลับคืน การชี้แจงของทต.แม่ยาวควรมีองค์ประกอบ ครบ-ชัด-ตรวจสอบได้ อย่างน้อย 7 ข้อ ดังนี้

  1. ไทม์ไลน์เหตุการณ์ — วันที่ เวลา สถานที่ การตัดสินใจ และผู้สั่งการในแต่ละช่วง
  2. ชนิดและปริมาณขยะ — เอกสารกำกับการขนถ่าย (ถ้ามี) พร้อมผลตรวจวิเคราะห์จากหน่วยงาน/ห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรอง
  3. ผลตรวจพื้นที่ฝังกลบ/พื้นที่โดยรอบ — คุณภาพน้ำดิบ ดิน และกลิ่น ในระยะก่อน-ระหว่าง-หลังการขุดคืน พร้อมแผนติดตาม
  4. มาตรการควบคุมความเสี่ยงทันที (containment) — วิธีการเก็บกู้ออกจากพื้นที่ การป้องกันน้ำฝนชะล้าง การจัดพื้นที่พักวัสดุชั่วคราวอย่างถูกวิธี
  5. ปลายทางของขยะที่ขุดคืน — โรงงาน/สถานที่ปลายทางที่ได้รับอนุญาต รอบเวลา/เส้นทางขนส่ง และหลักฐานการรับมอบ
  6. การมีส่วนร่วมของประชาชน — ช่องทางสังเกตการณ์ รายงานผล และการรับข้อร้องเรียนพร้อมกำหนดเวลาตอบสนอง (SLA)
  7. ผู้รับผิดชอบและบทเรียน — ระบุบทเรียนเชิงกระบวนการ/บุคลากร และแผนป้องกันซ้ำ

หากสาระสำคัญทั้ง 7 ข้อนี้ปรากฏอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร กอปรกับการพบปะชี้แจงสาธารณะ จะช่วย “ปลดล็อก” วิกฤตความเชื่อมั่นที่กำลังเกิดขึ้นได้มาก

จากประเด็นท้องถิ่น สู่บรรทัดฐานธรรมาภิบาล

กรณีแม่ยาวมิได้เป็นเพียงเรื่อง “ขยะกองหนึ่ง” แต่สะท้อนโจทย์ใหญ่ของการบริหารจัดการพื้นที่สาธารณะในระดับท้องถิ่น กฎหมายและมาตรฐานมีอยู่แล้ว แต่การสื่อสารและการบังคับใช้ต้องปรากฏจริง การนำขยะไปฝังกลบในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะใกล้แหล่งน้ำหรือชุมชน เป็นเรื่องที่ทุกหน่วยงานทราบดีว่ามีความเสี่ยงสูง การตัดสินใจดังกล่าวจึงต้องมี หลักฐานทางวิชาการ และ กระบวนการมีส่วนร่วม รองรับอย่างเคร่งครัด

ในทางปกครอง หลักธรรมาภิบาลกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า เมื่อเกิดเหตุที่กระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาวะในชุมชน หน่วยงานรัฐต้อง ชี้แจง-รับฟัง-แก้ไข-ติดตาม อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันชุมชนเองก็มีหน้าที่ ตั้งคำถามบนข้อเท็จจริง และร่วมตรวจสอบอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งบทบาทของสภาองค์กรของผู้บริโภคในครั้งนี้จึงถือเป็น “สะพาน” เชื่อมข้อเรียกร้องของประชาชนกับกระบวนการราชการให้เดินหน้า

ทางออกเชิงระบบ  ไม่ใช่แค่ “ย้ายที่ทิ้ง” แต่ต้อง “ยกระดับทั้งห่วงโซ่”

แม้การทำ MOU กับหน่วยงานปลายทางจะช่วยลดแรงกดดันเฉพาะหน้า แต่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืนควรมองทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ แหล่งกำเนิด-การคัดแยก-การขนส่ง-สถานที่พักชั่วคราว-ปลายทางกำจัด รวมถึงการบริหารความเสี่ยงในสถานการณ์ฉุกเฉิน แนวทางที่จับต้องได้ อาทิ

  • ระบบคัดแยกต้นทางระดับชุมชน พร้อมการเก็บแยกประเภทและรอบเวลาที่แน่นอน ลดภาระฝังกลบ
  • สถานที่พักขยะชั่วคราวมาตรฐาน มีหลังคา พื้นรองกันรั่วซึม รางรวบรวมน้ำชะขยะ และบ่อบำบัด
  • แผนขนส่งโปร่งใส ระบุเส้นทาง-เวลาขนย้าย พร้อมบันทึก/หลักฐานการรับมอบปลายทาง
  • แดชบอร์ดข้อมูลสาธารณะ รายงานตัวชี้วัด (จำนวน/ชนิดขยะ ผลตรวจคุณภาพน้ำ/กลิ่น/เสียง ข้อร้องเรียน และการแก้ไข)
  • เวทีพบปะชุมชนรายไตรมาส เพื่อติดตามผล ข้อเสนอแนะ และสรุป “แก้แล้ว-กำลังดำเนินการ-เสร็จเมื่อไร”

การยกระดับเช่นนี้ทำให้ “ความเสี่ยง” ถูกจัดการเป็นระบบ ไม่ขึ้นกับดุลยพินิจรายบุคคล และที่สำคัญคือ ตรวจสอบได้ ซึ่งเป็นหัวใจของการอยู่ร่วมกันในสังคมประชาธิปไตย

จากความเงียบ สู่ความจริง

ความเงียบของหน่วยงานรัฐในประเด็นที่กระทบต่อ น้ำที่ดื่ม-อากาศที่หายใจ-ผืนดินที่เพาะปลูก ไม่ใช่ทางออกในปี 2568 ที่ข้อมูลเดินทางเร็วกว่าเดิม สังคมคาดหวังคำชี้แจงอย่างเป็นทางการที่มี ข้อมูลรองรับ และ แผนแก้ไขที่ตรวจสอบได้ ยิ่งสภาองค์กรของผู้บริโภคเข้าสู่กระบวนการแล้ว ยิ่งเป็นโอกาสของทต.แม่ยาวที่จะ เปิดข้อมูล-รับฟัง-ลงมือ เพื่อพาเรื่องนี้ไปสู่ จุดคลี่คลาย อย่างมีศักดิ์ศรีทุกฝ่าย

ในระยะสั้น สังคมต้องการคำตอบ 3 ข้อของชาวบ้านอย่างเร่งด่วน ในระยะกลาง ต้องการเห็นไทม์ไลน์รับผิดชอบ-แก้ไข-ติดตาม ในระยะยาว ต้องการเห็นระบบจัดการขยะที่ไม่นำพาความเสี่ยงกลับมาวนซ้ำ

เมื่อคำตอบเกิดขึ้นบนข้อมูลและความโปร่งใส ความสงสัยจะกลายเป็นความร่วมมือ และแม่ยาวจะได้ทั้ง “สิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย” และ “การบริหารที่น่าเชื่อถือ” ควบคู่กัน

Fact Box ประเด็นที่ต้องจับตา 

  • หนังสือสอบถามของสภาองค์กรของผู้บริโภค ถึงทต.แม่ยาว ออกเมื่อใด เนื้อหาขอข้อมูลอะไร และกำหนดเวลาตอบภายในกี่วัน
  • ผลตรวจชนิดขยะและพื้นที่ ใครเป็นผู้ตรวจ ห้องปฏิบัติการใด มาตรฐานอะไร และเผยแพร่สู่สาธารณะเมื่อใด
  • ปลายทางขยะที่ขุดคืน ชื่อสถานที่/โรงงานที่ได้รับอนุญาต รอบเวลาขนย้าย หลักฐานการรับมอบ
  • การสื่อสารสาธารณะ มีเวทีชี้แจง/ระบบรับข้อร้องเรียน/แดชบอร์ดข้อมูลแบบเปิดหรือไม่
  • บทเรียนและผู้รับผิดชอบ มีการระบุ/ทบทวนกระบวนการตัดสินใจเดิม และมาตรการป้องกันซ้ำรอยหรือไม่

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • หน่วยงานประจำจังหวัดเชียงราย สภาองค์กรของผู้บริโภค
  • หนังสือร้องเรียนของชาวบ้านบ้านห้วยทรายขาว หมู่ 4 ถึงนายกเทศบาลตำบลแม่
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

กำนันแม่ยาวตั้ง 7 คำถามจี้ “นายกพงษ์” เคลียร์ปม “บ่อขยะเถื่อน” ใกล้โรงน้ำดื่ม

วิกฤตศรัทธาในแม่ยาว กำนันตั้ง 7 คำถามจี้ “นายกพงษ์” เคลียร์ปม “บ่อขยะเถื่อน” ใกล้โรงน้ำดื่ม เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐกระทำผิด ใครรับผิดชอบ?

เชียงราย, 20 พ.ย. 2568 – ความขัดแย้งเรื่องการจัดการขยะในตำบลแม่ยาวปะทุสู่ “วิกฤตศรัทธา” หลังมีข้อกล่าวหาว่าเทศบาลตำบลแม่ยาวนำขยะไป “พัก/ฝังกลบ” ในพื้นที่ใกล้แหล่งน้ำและโรงน้ำดื่มชุมชน ตั้งแต่ 11 พ.ย. 2568 จนประชาชนขาดความเชื่อมั่น กำนันตำบลแม่ยาว “ปรัตถกร การเร็ว” ทำหนังสือถึงเทศบาล ยื่น 7 คำถามเร่งด่วน ตั้งหลักธรรมาภิบาลและการเยียวยาผู้เสียหาย ขณะที่กรอบกฎหมายไทยชี้ชัด หากการกระทำเข้าข่ายละเมิดหรือทุจริต หน่วยงานรัฐต้องชดใช้–แก้ไข และอาจเรียกคืนความเสียหายจากเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องได้

กลิ่นขยะที่ลอยมากับคำถามเรื่องความรับผิดชอบ

บทเรียนเรื่อง “ขยะ” มักเริ่มจากสิ่งเล็กๆ ที่คนพยายามมองข้าม แต่ผลสะสมกลับใหญ่เกินปล่อยผ่าน เมื่อชุมชนบ้านดอยถูก “ย้ายเขตการปกครอง” จากเทศบาลนครเชียงรายไปสังกัดเทศบาลตำบลแม่ยาว การเปลี่ยนมือ “ผู้รับผิดชอบ” กลายเป็นรอยต่อที่สะดุด จนขยะไม่ถูกเก็บตามรอบ เกิดการกองสุม ส่งกลิ่น และนำไปสู่ข้อกล่าวหาว่ามีการ “นำขยะมาพักหรือฝังกลบ” ในพื้นที่เทศบาลแม่ยาวใกล้แหล่งน้ำและโรงน้ำดื่มของชุมชน

นับจากวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 กระแสวิตกในพื้นที่เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คือ “ศรัทธา” ต่อกลไกท้องถิ่นที่ควรปกป้องสาธารณะ โดยเฉพาะเมื่อธุรกิจน้ำดื่มชุมชน วิสาหกิจชุมชนน้ำดื่มปกครองตำบลแม่ยาว ถูกลูกค้ายกเลิกออเดอร์จากความกังวลเรื่องคุณภาพน้ำ คำถามจึงไม่ใช่เพียง “ทิ้งที่ไหน” แต่คือ “ใครสั่ง ใครทำ และใครรับผิดชอบ”

ไทม์ไลน์ จาก “ย้ายเขต” สู่ “บ่อขยะเถื่อน” และหนังสือ 7 คำถาม

  • ก่อน ต.ค.–พ.ย. 2568 ชุมชนบ้านดอยเดิมอยู่ในความรับผิดชอบของเทศบาลนครเชียงราย มีการเก็บขยะถี่เป็นประจำ
  • ช่วงย้ายเขตการปกครอง บ้านดอยถูกจัดให้อยู่ในหมู่ 17 ตำบลแม่ยาว การเก็บขยะปรับเป็นทุก 7–10 วัน ส่งผลให้ขยะตกค้างริมทางเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
  • 11 พ.ย. 2568 เกิดเหตุที่ชาวบ้านและฝ่ายปกครองชี้ว่ามีการ “นำขยะมาพักหรือฝังกลบ” ในเขตเทศบาลตำบลแม่ยาว บริเวณใกล้แหล่งน้ำและโรงน้ำดื่มชุมชน
  • 12 พ.ย. 2568 ความกังวลสาธารณะพุ่งสูง วิสาหกิจชุมนุมน้ำดื่มได้รับผลกระทบจากการยกเลิกออเดอร์จำนวนมาก สะท้อน “ความเชื่อมั่นที่หายไป”
  • ถัดมา กำนันตำบลแม่ยาว “ปรัตถกร การเร็ว” โพสต์และเตรียมทำหนังสือถึงเทศบาล ยื่น 7 คำถามหลัก เพื่อขอคำชี้แจง–มาตรการ–เยียวยา และเร่งวาระ MOU ด้านการจัดการขยะกับเทศบาลนครเชียงราย

ไทม์ไลน์นี้ชี้ให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้าง การเปลี่ยนผ่าน “ผู้รับผิดชอบ” โดยไม่มีระบบรองรับที่รัดกุมเพียงพอ และการตัดสินใจเชิงปฏิบัติการที่ขาดหลักวิชาการ จนพาไปสู่วิกฤตศรัทธาที่จับต้องได้

จุดแตกหัก ความเสียหายที่มองเห็นและความกลัวที่มองไม่เห็น

ความเสียหายเชิงเศรษฐกิจ เกิดขึ้นทันทีและชัดเจน โรงน้ำดื่มชุมชนซึ่งเป็นแหล่งน้ำบริโภคสำคัญของชาวบ้านต้องเผชิญการยกเลิกออเดอร์ “จากความกังวล” ไม่ว่าผลตรวจจะออกมาว่าอย่างไรในภายหลัง “ความกลัว” ได้ทำงานก่อนแล้ว

ความเสียหายเชิงสังคม คือความเสื่อมถอยของความไว้วางใจต่อรัฐท้องถิ่น ประชาชนตั้งคำถามว่า “เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้ก่อปัญหาเสียเอง” แล้วกลไกไหนจะปกป้องพวกเขา

ความเสี่ยงเชิงสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ แม้ยังรอการยืนยันจากผลตรวจผู้เชี่ยวชาญภายนอก แต่บทเรียนทั่วประเทศชี้ให้เห็นแนวโน้มเดียวกัน การพัก/ฝังขยะโดยไม่ผ่านระบบมาตรฐาน มักนำไปสู่ น้ำชะขยะ (Leachate) ปนเปื้อนลงดินและน้ำ รุกล้ำห่วงโซ่อาหารและสุขภาวะในระยะยาว

7 คำถามของกำนัน แผนที่ทางออกด้วย “ธรรมาภิบาล”

กำนันปรัตถกร การเร็ว ยื่น 7 คำถาม ถึงเทศบาลตำบลแม่ยาว เป็นหมุดหมายสำคัญของการทวงคืนความเชื่อมั่น

  1. จะแสดงความรับผิดชอบอย่างไร ต่อการจัดการขยะที่ผิดพลาด ทั้งระดับนโยบายและเจ้าหน้าที่ปฏิบัติ
  2. มีผู้เชี่ยวชาญภายนอกตรวจคุณภาพน้ำ–อากาศ–กลิ่น แล้วหรือยัง และผลจะสื่อสารสาธารณะอย่างโปร่งใสเมื่อใด
  3. มีหนังสือชี้แจงผู้บริโภคน้ำดื่ม ของโรงน้ำดื่มแม่ยาวแล้วหรือยัง เพื่อคลี่คลายความวิตก
  4. มาตรการสร้างความเชื่อมั่นระยะยาว ให้กับผู้บริโภคน้ำดื่มคืออะไร จะจัดระบบสุ่มตรวจ/ประกาศผลถี่เพียงใด
  5. การเยียวยาผู้ประกอบการโรงน้ำดื่ม ที่ถูกยกเลิกออเดอร์จำนวนมาก จะประเมิน–จ่าย–ติดตามอย่างไร
  6. แผนจัดการขยะระยะยาวของบ้านดอย หลังย้ายเขต จะใช้วิธีใด ที่ไหน ใครกำกับ และมีการรับฟังชุมชนหรือไม่
  7. ความคืบหน้า MOU ระหว่างเทศบาลตำบลแม่ยาว–เทศบาลนครเชียงราย จะลงนามเมื่อใด และมีข้อกำหนดบริการ/ความถี่/งบประมาณที่ชัดเจนเพียงใด

คำถามเหล่านี้ไม่ใช่เพียงการ “ทวงคำตอบ” แต่คือ มาตรวัดธรรมาภิบาล ความโปร่งใส (Transparency) ความรับผิดรับชอบ (Accountability) และการมีส่วนร่วม (Participation) ที่จะพาชุมชนกลับสู่สภาวะไว้วางใจ

กฎหมายว่าอย่างไร เมื่อ “ทิ้งถูก” แต่ “ที่ทิ้งไม่ถูก”

จากข้อมูลเชิงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมักถูกอ้างถึงในคดีลักษณะเดียวกันทั่วประเทศ แนวทางตีความความรับผิดมี 3 มิติ ซ้อนทับกัน

1) อาญา ฐานละเว้น/ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

หากพบว่ามีการ สั่งการ/ยินยอม/รู้เห็น ให้พักหรือฝังกลบขยะในที่ที่ไม่เหมาะสมหรือใกล้แหล่งน้ำ อาจเข้าข่าย ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (ปฏิบัติหรือละเว้นหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น หรือโดยทุจริต) และกรณีที่มีพยานหลักฐานเรื่อง ทุจริต ในการจัดซื้อจัดจ้างหรือใช้ดุลยพินิจโดยทุจริต อาจเข้าข่ายกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 172 ได้

2) วินัย ความผิดวินัยอย่างร้ายแรง

เมื่อ ป.ป.ช. ชี้มูลหรือปรากฏข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ การลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรงสามารถดำเนินการได้ แม้เจ้าหน้าที่ผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งแล้ว (ภายใต้กรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด)

3) ปกครอง/ละเมิด ชดใช้ความเสียหายให้ประชาชน

ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 หากการกระทำของเจ้าหน้าที่ก่อความเสียหายแก่ประชาชน หน่วยงานรัฐต้องรับผิดชอบชดใช้ก่อน จากนั้น หากเกิดจากเจตนาหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หน่วยงานรัฐมีสิทธิ “เรียกคืน” จากเจ้าหน้าที่ผู้นั้นได้บางส่วน นี่คือ กลไกยับยั้งเชิงการเงิน ที่ทำให้ผู้มีอำนาจต้องระวังต่อการตัดสินใจผิดหลักวิชาการ

บทเรียนจากคดีตัวอย่าง (ตามข้อมูลที่ผู้ให้ข่าวอ้างถึง)

  • คดีบ่อขยะเกาะสมุย (ศาลปกครอง นศ. คดีแดง ส.1/2566) ศาลสั่งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกำจัดขยะคงค้าง–บำบัดน้ำเสียให้เสร็จภายใน 120 วัน เน้นย้ำหน้าที่รัฐต้องแก้ไขเชิงโครงสร้างอย่างเร่งด่วน
  • คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด อส.2/2564 วินิจฉัยให้ อปท. ชดใช้ค่าสินไหม จากกรณีก่อให้เกิดน้ำเสียไหลลงพื้นที่เกษตรของประชาชน ถือเป็น “ละเมิด” จากการปฏิบัติหน้าที่โดยขาดความระมัดระวังตามหลักวิชาการ

สองกรณีข้างต้น ตามที่ถูกยกเป็นกรอบอ้างอิงในข้อมูล สะท้อนหลักกว้างๆ ว่า หากการกระทำของรัฐ/เจ้าหน้าที่ก่อให้เกิดความเสียหายจริง ศาลสามารถบังคับให้แก้ไข–ชดใช้–และปรับปรุงระบบ เพื่อไม่ให้เกิดซ้ำ

บ่อขยะเถื่อนใกล้แหล่งน้ำ” ทำไมถึงเสี่ยง? วิทยาศาสตร์ของน้ำชะขยะ

การพัก/ฝังกลบขยะโดยไม่ผ่านระบบป้องกันมาตรฐาน (เช่น แผ่นรองกันซึม, ระบบเก็บน้ำชะขยะ, บ่อบำบัด, แนวกันน้ำท่วม) มีความเสี่ยงอย่างน้อย 3 ชั้น

  1. น้ำชะขยะ (Leachate) ละลายสารอินทรีย์–โลหะหนัก ไหลซึมลงดิน เข้าสู่แหล่งน้ำตื้น
  2. การกระจายกลิ่น–เชื้อโรค–แมลง สร้างภาวะรบกวนและเสี่ยงต่อสุขภาพชุมชน
  3. ความเสียหายต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น ธุรกิจที่พึ่งพา “ความสะอาด–ความเชื่อมั่น” อย่างน้ำดื่ม–อาหาร–ท่องเที่ยว จะถูกกระทบทันทีแม้ยังไม่ยืนยันผลตรวจ

ด้วยเหตุนี้ มาตรฐานสากลและกฎหมายไทยจึงเข้มงวดต่อที่ตั้งบ่อฝังกลบ ห้ามใกล้แหล่งน้ำ และต้องออกแบบรองรับตั้งแต่วันแรก

ทางออกที่จับต้องได้ 5 ชุดมาตรการ “หยุดเลือด–เยียวยา–ป้องกันซ้ำ”

เพื่อคลี่คลายวิกฤตศรัทธาและกู้ระบบให้เดินต่ออย่างยั่งยืน บทความนี้สรุปทางเลือกเชิงปฏิบัติการจากประสบการณ์พื้นที่อื่นและกรอบกฎหมายที่มีอยู่ ดังนี้

1) มาตรการฉุกเฉิน (ภายใน 7–14 วัน)

  • หยุดทันที ต่อการพัก/ฝังกลบขยะในพื้นที่เสี่ยงใกล้แหล่งน้ำ พร้อมปิดกั้นทางน้ำผิวดิน–ผิวใต้ดินชั่วคราว
  • ดึงผู้เชี่ยวชาญภายนอกตรวจคุณภาพน้ำ–อากาศ–กลิ่น ตามจุดเสี่ยง และประกาศผลแบบเปิดเผยเป็นระยะ (เช่น รายสัปดาห์ใน 1–2 เดือนแรก)
  • หนังสือชี้แจงต่อผู้บริโภคน้ำดื่ม อธิบายมาตรการ–ผลตรวจ–แนวทางป้องกันซ้ำ พร้อมตั้ง ศูนย์สื่อสารความเสี่ยง กลางชุมชน

2) การเยียวยาเศรษฐกิจท้องถิ่น

  • สำรวจความเสียหายเชิงธุรกิจ ของวิสาหกิจน้ำดื่ม (ออเดอร์ที่ถูกยกเลิก–ต้นทุนตรวจเพิ่ม–ค่าใช้จ่ายฟื้นความเชื่อมั่น) และกำหนดเกณฑ์เยียวยาที่ชัดเจน
  • กองทุนชั่วคราว ร่วมภาครัฐ–ท้องถิ่น เพื่อบรรเทาผลกระทบเฉียบพลัน พร้อมแผน กู้ภาพลักษณ์ ด้วยตรารับรองคุณภาพน้ำ (ผ่านแล็บกลาง) 3–6 เดือนติดต่อกัน

3) สัญญาประชาคม–MOU จัดการขยะ

  • ลงนาม MOU ระหว่างเทศบาลตำบลแม่ยาว–เทศบาลนครเชียงราย ระบุความถี่เก็บขยะ, เส้นทาง, จุดทิ้งปลายทางที่ได้มาตรฐาน, งบประมาณ, กลไกตรวจสอบ และ ผู้รับผิดชอบชัดเจน
  • ตั้ง แดชบอร์ดสาธารณะ แสดงตารางเก็บ–ปริมาณขยะ–ผลตรวจ–ข้อร้องเรียน–สถานะการแก้ไข ให้ชาวบ้านติดตามแบบเรียลไทม์

4) ปรับโครงสร้างระยะยาว

  • ยึดหลักวิชาการ ในการเลือกจุดพัก/ฝังกลบ–สถานีคัดแยก–ศูนย์รวบรวม รีไซเคิล และสัญญากำจัดปลายทาง
  • ตั้งคณะทำงานร่วมภาคประชาชน มีสิทธิร่วมตรวจสถานที่–สัญญา–รายงานผลการตรวจวัดสิ่งแวดล้อม
  • สร้างวินัยต้นทาง ผ่านอบรม/แรงจูงใจคัดแยกครัวเรือน–ผู้ประกอบการ ลดปริมาณขยะเป้าหมายรายไตรมาส

5) ธรรมาภิบาลและความรับผิด

  • หากผลสอบชี้ว่ามีการสั่งการ/รู้เห็นที่มิชอบ ให้ ดำเนินการตามกฎหมาย ครบทุกมิติ อาญา, วินัย, ละเมิด และพิจารณา เรียกคืนความเสียหาย จากผู้เกี่ยวข้อง
  • ตั้ง คณะกรรมการอิสระตรวจสอบข้อเท็จจริง มีผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสิ่งแวดล้อม–สาธารณสุข–ผังเมือง–ตัวแทนชุมชน พร้อมกำหนดกรอบเวลา–เผยแพร่รายงานต่อสาธารณะ

เสียงจากพื้นที่ “ปัญหาอาจจบ แต่ความรู้สึกยังอยู่”

สารจากกำนันปรัตถกรสะท้อนความจริงเชิงสังคมที่สำคัญ ความเชื่อใจสร้างยากและพังง่าย แม้การจัดการเชิงเทคนิคจะกลับเข้ารูปเร็วเพียงใด แต่หากไม่มี “สำนึกความรับผิดและการสื่อสารที่โปร่งใส” วิกฤตศรัทธาจะค้างคาและกลายเป็น ต้นทุนความร่วมมือ ที่แพงยิ่งกว่าค่าจัดการขยะเสียอีก

วิกฤตครั้งนี้คือ “โอกาสทบทวนระบบ”

เหตุการณ์ในแม่ยาวไม่ได้ถามเพียงว่า “ขยะอยู่ไหน” แต่ถามลึกไปถึง ระบบรับผิดชอบร่วม ของรัฐท้องถิ่น ตั้งแต่การวางแผน การสื่อสาร การตัดสินใจภายใต้ข้อจำกัด ไปจนถึงการยอมรับความผิดพลาดและการเยียวยา

ทางออกที่ยั่งยืนจึงต้องทำพร้อมกัน 3 ชั้น

  1. หยุดความเสี่ยงทันที (Stop the bleeding) ด้วยการห้ามพัก/ฝังกลบในพื้นที่เสี่ยง ตรวจ–ประกาศผล–สื่อสารความเสี่ยง
  2. เยียวยาความเสียหายจริง (Make it right) ชดเชยเศรษฐกิจชุมชน กู้ความเชื่อมั่นด้วยผลตรวจต่อเนื่องและตรารับรอง
  3. ป้องกันซ้ำด้วยระบบ (Fix the system) ผ่าน MOU ที่มีเขี้ยวเล็บ, แดชบอร์ดโปร่งใส, การมีส่วนร่วมของประชาชน และกลไกความรับผิดตามกฎหมาย

สุดท้าย “เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐกระทำผิด ใครรับผิดชอบ” คำตอบในกรอบกฎหมายไทยชัดเจน หน่วยงานรัฐต้องรับผิดชอบต่อสาธารณะก่อน และหากพิสูจน์ได้ว่าเกิดจากเจตนาหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หน่วยงานมีสิทธิ เรียกคืนจากเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ได้ นี่คือหลักความเป็นธรรมที่ต้องเดินคู่กับหลักวิชาการและหัวใจของชุมชน

วิกฤตศรัทธาในแม่ยาว จึงอาจกลายเป็น จุดพลิกระบบ หากทุกฝ่ายยืนอยู่บนความจริง กล้ารับผิด แก้ไขอย่างโปร่งใส และให้ชุมชนเป็นเจ้าของข้อมูลและอนาคตร่วมกัน

ภาคผนวก 7 คำถามของกำนันตำบลแม่ยาว (สรุปสาระ)

  1. รูปธรรมการแสดงความรับผิดชอบของเทศบาลต่อเหตุผิดพลาดครั้งนี้
  2. ผลตรวจคุณภาพน้ำ–อากาศ–กลิ่น โดยผู้เชี่ยวชาญภายนอก และการสื่อสารต่อสาธารณะ
  3. หนังสือชี้แจงผู้บริโภคน้ำดื่มของโรงน้ำดื่มแม่ยาว
  4. มาตรการสร้างความเชื่อมั่นระยะยาว (เช่น แผนตรวจถี่/ประกาศผล/ตรารับรอง)
  5. รูปแบบ–เกณฑ์การเยียวยาผู้ประกอบการน้ำดื่มที่ถูกยกเลิกออเดอร์จำนวนมาก
  6. แผนจัดการขยะระยะยาวของบ้านดอยหลังย้ายเขต (วิธี–สถานที่–ผู้รับผิดชอบ–การมีส่วนร่วม)
  7. โรดแมป MOU กับเทศบาลนครเชียงราย (วันลงนาม–ข้อกำหนดบริการ–ความถี่–งบประมาณ–กลไกตรวจสอบ)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • คำถาม 7 ข้อของ นายปรัตถกร การเร็ว กำนันตำบลแม่ยาว
  • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (ปฏิบัติหรือละเว้นหน้าที่โดยมิชอบ)
  • พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 172 (การปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต)
  • พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 (หลักการชดใช้และสิทธิเรียกคืนจากเจ้าหน้าที่เมื่อมีเจตนาหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง)
  • คดีบ่อขยะเกาะสมุย ศาลปกครองนครศรีธรรมราช คดีหมายเลขแดงที่ ส.1/2566 (คำสั่งให้ อปท. กำจัดขยะ–บำบัดน้ำเสียภายใน 120 วัน)
  • คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด อส.2/2564 (ยืนยันความรับผิดทางละเมิดของ อปท. จากน้ำเสียไหลกระทบพื้นที่เกษตร)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News