Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

‘สมพงศ์’ ย้ำคุมเข้มริมเขื่อนแม่สรวย ออกกฎเหล็ก รับนักท่องเที่ยว

เทศบาลตำบลเวียงสรวยออกระเบียบเข้มคุมซุ้มริมน้ำแม่สรวย รับนักท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์

เชียงราย, 26 มีนาคม 2568 – จากกระแสการใช้บริการซุ้มริมน้ำบริเวณเหนือสะพานหน้าอ่างเก็บน้ำแม่สรวย ตำบลแม่สรวย อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ที่มีการเก็บค่าบริการต่าง ๆ และเกิดประเด็นเกี่ยวกับการใช้พื้นที่ของประชาชน ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์ได้สัมภาษณ์นายสมพงศ์ เจาะเส็น นายกเทศมนตรีตำบลเวียงสรวย ผู้รับผิดชอบพื้นที่ดังกล่าว เพื่อสอบถามถึงแนวทางการจัดการและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

นายสมพงศ์ เจาะเส็น เปิดเผยว่า ทางเทศบาลตำบลเวียงสรวยได้จัดการประชุมร่วมกับผู้ประกอบการในพื้นที่ และออกระเบียบข้อบังคับเพื่อควบคุมการดำเนินงานของร้านค้าและซุ้มริมน้ำบริเวณลำน้ำท้ายเขื่อนแม่สรวย โดยระเบียบดังกล่าวครอบคลุมถึงการเก็บค่าบำรุงรักษาขยะ การกำหนดจุดต่าง ๆ ให้ชัดเจน และการบังคับให้ผู้ประกอบการทุกซุ้มต้องจัดให้มีเสื้อชูชีพสำหรับนักท่องเที่ยวที่ใช้บริการล่องแพ เพื่อความปลอดภัย ส่วนการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้น จะยึดตามกฎหมายทั่วไป โดยไม่มีข้อยกเว้นให้เป็นพื้นที่พิเศษ และกำหนดให้ทุกร้านค้าปิดให้บริการในเวลา 18:00 น. พร้อมกันทั้งหมด

ดูแลความปลอดภัยและสุขภาพของประชาชนและนักท่องเที่ยว

สำหรับกรณีที่ประชาชนรู้สึกว่าได้รับการเอาเปรียบจากร้านค้าหรือการให้บริการที่ไม่เป็นธรรม นายกเทศมนตรีตำบลเวียงสรวยยืนยันว่า ได้จัดเจ้าหน้าที่ประจำจุดบริเวณเขื่อนแม่สรวยเพื่อรับเรื่องร้องเรียน และประสานงานกับโรงพยาบาลแม่สรวย รวมถึงโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลแม่สรวย เพื่อดูแลความปลอดภัยและสุขภาพของประชาชนและนักท่องเที่ยว นอกจากนี้ ยังได้เตรียมแผนรับมือการจราจรในช่วงวันหยุดและเทศกาล โดยขอความร่วมมือจากนักท่องเที่ยวให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่เพื่อความสะดวกในการเดินทาง

ในประเด็นเรื่องภัยแล้ง ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเคยแสดงความกังวลนั้น นายสมพงศ์ระบุว่า ได้ประสานงานกับกรมเจ้าท่าและกรมชลประทานในพื้นที่เรียบร้อยแล้ว โดยเบื้องต้นยังคงยึดกำหนดการเดิม แต่หากมีการเปลี่ยนแปลงจะแจ้งให้ทราบทันที โดยคำนึงถึงปริมาณน้ำเป็นหลัก เพื่อไม่ให้กระทบต่อประชาชนที่ต้องการน้ำสำหรับการเกษตร

 

ปรับร้าน 5,000 บาท ถ้าผิดข้อปฏิบัติ

ผู้ประกอบการร้านค้า ผู้ประกอบการซุ้มริมน้ำ ลำ ลำแม่สรวยทุกร้าน ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับที่ทางกลุ่มและส่วน

ราชการกำหนดไว้เท่านั้น ตามข้อปฏิบัติทั้งหมดที่ได้ตกลง และมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ทำขึ้นมา รวมถึงการ

กำหนดราคาอาหารและเครื่องดื่ม ถ้าผู้ประกอบการเจ้าไหนไม่ปฏิบัติดามนี้ เมื่อมีลูกค้าหรือนักท่องเที่ยวมา

ร้องเรียน โดยสืบทราบแล้วว่าผู้ประกอบการผิดจากข้อปฏิบัตินี้จริงครั้งแรกให้ปรับเข้ากลุ่ม 5,000 บาท แต่ถ้า

ผิดเป็นครั้งที่สอง ให้ทางคณะกรรมการดำเนินารปิดร้านนั่นทันทีไม่ให้ประกอบกิจการในฤดูการนี้อีก

รายละเอียดระเบียบข้อบังคับสำหรับผู้ประกอบการเบื้องต้น

จากการประชุมเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2568 ณ ห้องประชุมเทศบาลตำบลเวียงสรวย มีมติร่วมกันกำหนดระเบียบข้อบังคับสำหรับผู้ประกอบการร้านค้าและซุ้มริมน้ำบริเวณลำน้ำแม่สรวย ดังนี้:

  1. การลงทะเบียน: ผู้ประกอบการทุกรายต้องแจ้งความประสงค์และลงทะเบียนก่อนตั้งร้านค้า พร้อมรับฟังระเบียบข้อบังคับ
  2. การจัดการขยะ: ร้านค้าและซุ้มริมน้ำต้องแยกขยะ ห้ามทิ้งลงน้ำโดยเด็ดขาด และต้องรักษาความสะอาด หากพบการสะสมขยะหรือมีกลิ่นเหม็นจนไม่ผ่านการตรวจจากสาธารณสุข จะถูกสั่งปิดร้านทันทีจนกว่าจะแก้ไข
  3. การตั้งซุ้ม: เมื่อสร้างซุ้มเสร็จ ต้องลงทะเบียนจำนวนซุ้มทันที
  4. การประชุม: จัดประชุมผู้ประกอบการตามความเหมาะสมหรือตามสถานการณ์
  5. ค่าบำรุงร้านค้า: ร้านค้าหน้ากว้างไม่เกิน 3 เมตร เก็บ 100 บาท หากเกิน 3 เมตร เก็บ 200 บาท
  6. ค่าบริการซุ้มริมน้ำ: ซุ้มหน้ากว้าง 2 เมตร เก็บ 100 บาท อัตราค่าบริการซุ้มกำหนดที่ 20 บาทต่อคน โดยไม่จำกัดเวลา
  7. ลานจอดรถ: พื้นที่ไม่เกิน 2 ไร่ เก็บ 100 บาทต่อฤดูกาล หากเกิน 2 ไร่ เก็บ 300 บาท
  8. ห่วงยาง: ค่าบำรุง 500 บาทต่อฤดูกาล จำนวนไม่เกิน 20 ห่วงต่อผู้ประกอบการ
  9. ป้ายราคา: ต้องติดป้ายราคาอาหารและสินค้าอย่างชัดเจน หากไม่ปฏิบัติตามจะถูกสั่งหยุดดำเนินการจนกว่าจะแก้ไข
  10. การทะเลาะวิวาท: ห้ามผู้ประกอบการหรือพนักงานทะเลาะกับลูกค้า หากฝ่าฝืนปรับ 2,000 บาทต่อคน และดำเนินคดีตามกฎหมาย
  11. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์: ร้านค้าต้องติดป้ายห้ามจำหน่ายให้บุคคลอายุต่ำกว่า 20 ปี
  12. การบริการ: ต้องให้บริการด้วยความเสมอภาคและสุภาพ หากพบการเอาเปรียบให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทันที
  13. สิ่งผิดกฎหมาย: ห้ามจำหน่ายยาเสพติดหรือสิ่งผิดกฎหมาย หากพบจะถูกดำเนินคดีและห้ามประกอบการต่อ
  14. การวางโต๊ะ: ห้ามวางโต๊ะหรือเก้าอี้กลางลำน้ำ
  15. หน้าร้าน: ร้านค้าต้องตั้งในที่ดินเอกชน ห้ามรุกล้ำถนนหรือขวางการจราจร
  16. การเร่ขาย: ห้ามเร่ขายในลำน้ำ หากพบจะยึดของและให้ไปตั้งร้านตามระเบียบ
  17. ภาชนะ: ห้ามใช้โฟมหรือพลาสติก ใช้ภาชนะกระดาษหรือชานอ้อย ยกเว้นอาหารต้มหรือแกง
  18. เครื่องเสียง: ห้ามใช้รถติดเครื่องเสียงเปิดเพลงดังรบกวน
  19. การรดน้ำถนน: ผู้ประกอบการต้องรดน้ำถนนหน้าร้านเพื่อลดฝุ่น
  20. การส่งของ: รถส่งของต้องมาถึงก่อน 10:00 น. หากเกินเวลาให้รับเอง
  21. การปฏิบัติตามระเบียบ: ผู้ฝ่าฝืนครั้งแรกปรับ 5,000 บาท ครั้งที่สองปิดร้านทันที
  22. ราคาอาหารและเครื่องดื่ม: กำหนดราคาสูงสุด เช่น ปลาเผา 180 บาท, ส้มตำ 50-80 บาท, เบียร์ถาดละ 900-1,000 บาท

ความเป็นมาของการจัดระเบียบ

การจัดระเบียบนี้สืบเนื่องจากการประชุมเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2568 โดยมีนายปฤษฎางค์ สามัคคีนิชย์ นายอำเภอแม่สรวย เป็นประธาน หลังจากเทศบาลตำบลเวียงสรวยได้รับคำร้องจากนายนิธิศ ชัยยา ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 8 บ้านตีนดอย และนายสมหมาย สินเปียง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 13 บ้านริมทาง ขออนุญาตใช้พื้นที่เหนือสะพานหน้าอ่างเก็บน้ำแม่สรวย เพื่อจัดทำร้านค้าและซุ้มชั่วคราวสำหรับกิจกรรมล่องแพเปียก สร้างรายได้ให้ชุมชน โดยมีผู้ประกอบการจาก 2 หมู่บ้าน จำนวน 36 ราย ร่วมกับกลุ่มแพเปียกเดิม ซึ่งที่ประชุมมีมติอนุมัติ และมอบหมายให้เทศบาลตำบลเวียงสรวยจัดสรรล็อคให้เหมาะสม

นายอำเภอแม่สรวยฝากย้ำถึงการปฏิบัติตามระเบียบอย่างเคร่งครัด รวมถึงการดูแลความปลอดภัย เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับการท่องเที่ยวอำเภอแม่สรวย ซึ่งเป็นจุดหมายยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการล่องแพและพักผ่อนคลายร้อน ด้วยลำน้ำที่ใสเย็นจากยอดดอย

ความสำคัญของการท่องเที่ยวแม่สรวย

การล่องแพเปียกบริเวณเขื่อนแม่สรวยเป็นกิจกรรมประจำปีที่จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและสร้างรายได้ให้ชุมชน โดยในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างจังหวัดเดินทางมาเป็นจำนวนมาก ปริมาณนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นทุกปีสะท้อนถึงความนิยมของแหล่งท่องเที่ยวแห่งนี้ ซึ่งมีจุดเด่นคือน้ำใสเย็นจากต้นน้ำธรรมชาติ เหมาะสำหรับการพักผ่อนในช่วงฤดูร้อนและเทศกาลสงกรานต์

ความเห็นจากทั้งสองฝ่าย

ฝ่ายผู้ประกอบการ

ผู้ประกอบการบางรายเห็นด้วยกับมาตรการดังกล่าว โดยมองว่าจะช่วยสร้างความปลอดภัยและเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม มีข้อกังวลเกี่ยวกับต้นทุนในการจัดเตรียมเสื้อชูชีพและการจัดการขยะ ซึ่งอาจเพิ่มภาระค่าใช้จ่าย

ฝ่ายประชาชนและนักท่องเที่ยว

ในขณะเดียวกัน นักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไปส่วนใหญ่มองว่ามาตรการนี้เป็นสิ่งที่ดีและจำเป็น โดยเฉพาะการบังคับใช้เสื้อชูชีพเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ แต่บางส่วนยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอัตราค่าบริการที่อาจสูงเกินไป

สถิติที่เกี่ยวข้อง

  1. ปริมาณนักท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงราย: จากข้อมูลของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย ปี 2566 พบว่านักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในจังหวัดเชียงรายมีจำนวน 2.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2565 ที่มี 1.8 ล้านคน (ที่มา: ททท. สำนักงานเชียงราย)
  2. ผลกระทบจากน้ำท่วมในเชียงราย: กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงานว่า ในปี 2567 จังหวัดเชียงรายเผชิญน้ำท่วมใน 12 อำเภอ ส่งผลกระทบต่อครัวเรือน 15,000 ครัวเรือน และพื้นที่เกษตร 50,000 ไร่ (ที่มา: ปภ. รายงานสถานการณ์น้ำท่วม 2567)
  3. การจัดการขยะจากการท่องเที่ยว: กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมระบุว่า ในปี 2566 แหล่งท่องเที่ยวในประเทศไทยผลิตขยะเฉลี่ย 1.2 กิโลกรัมต่อนักท่องเที่ยว 1 คนต่อวัน (ที่มา: กรมควบคุมมลพิษ)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์
  • เทศบาลตำบลเวียงสรวย
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
  • กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)
  • กรมควบคุมมลพิษ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

เบื้องต้นคุณภาพน้ำ ‘แม่น้ำกก’ ดี แต่รอผลตรวจสารโลหะหนัก

ผู้ว่าฯ เชียงราย สั่งหน่วยงานเร่งตรวจสอบคุณภาพน้ำแม่น้ำกก หวังสร้างความมั่นใจประชาชนหลังข่าวเหมืองทองพม่ากระทบแหล่งน้ำ

เน้นเก็บตัวอย่างน้ำจาก 3 จุดสำคัญ พร้อมตรวจสารโลหะหนักและสารเคมีในแล็บ ใช้เวลาประเมิน 1–3 สัปดาห์

เชียงราย, 24 มีนาคม 2568 – นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย มีคำสั่งด่วนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบคุณภาพน้ำในแม่น้ำกก หลังจากมีรายงานข่าวเกี่ยวกับการทำเหมืองทองในเมืองยอน รัฐฉานใต้ ประเทศเมียนมา ซึ่งอยู่ใกล้ชายแดนไทยบริเวณตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ส่งผลให้ประชาชนในจังหวัดเชียงรายเกิดความกังวลต่อคุณภาพน้ำที่ใช้ในชีวิตประจำวัน

การดำเนินงานครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย (ทสจ.เชียงราย) และสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (เชียงใหม่) โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงร่วมลงพื้นที่ อาทิ นายบุญเกิด ร่องแก้ว ผู้อำนวยการ ทสจ.เชียงราย, นายอาวีระ ภัคมาตร์ ผู้อำนวยการสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1, พ.อ. พักตร์พงษ์ เงสันเที๊ยะ หัวหน้ากลุ่มงานนโยบายแผนและการข่าว กอ.รมน.จังหวัดเชียงราย และนายทวีศักดิ์ สุขก้อน ผู้จัดการการประปาส่วนภูมิภาคสาขาเชียงราย

เก็บตัวอย่างน้ำจาก 3 จุดหลัก เพื่อประเมินเบื้องต้น

ในการตรวจสอบครั้งนี้ หน่วยงานได้เก็บตัวอย่างน้ำจาก 3 จุดสำคัญ ได้แก่

  1. บริเวณสะพานแม่ฟ้าหลวง (หน้าศาลากลางจังหวัดเชียงราย) ตำบลริมกก
  2. บริเวณสะพานข้ามแม่น้ำกก ตำบลดอยฮาง
  3. หมู่บ้านโป่งนาคำ ตำบลดอยฮาง ซึ่งเป็นจุดรับน้ำจากอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่

นายอาวีระ ภัคมาตร์ เปิดเผยผลการตรวจเบื้องต้นว่า ค่าคุณภาพน้ำยังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยค่าออกซิเจนละลายน้ำอยู่ระหว่าง 7–8 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งถือว่าค่อนข้างดี, ค่าความเป็นกรด–ด่าง (pH) อยู่ในระดับกลางประมาณ 7.0 และค่าการนำไฟฟ้าอยู่ที่ 100 ไมโครซิเมนต์ต่อเซนติเมตร ซึ่งยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ต่ำ

นำตัวอย่างน้ำเข้าสู่ห้องปฏิบัติการเพื่อตรวจหาสารปนเปื้อน

แม้ผลตรวจเบื้องต้นจะอยู่ในระดับปลอดภัย แต่เพื่อความมั่นใจในคุณภาพน้ำ สำนักงานสิ่งแวดล้อมฯ ได้นำตัวอย่างไปตรวจหาสารโลหะหนัก เช่น ตะกั่ว ปรอท สารหนู รวมถึงสารเคมีอื่น ๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว โดยคาดว่าผลการตรวจในห้องแล็บจะแล้วเสร็จภายใน 1–3 สัปดาห์

ทสจ. และ กอ.รมน. ลงพื้นที่เน้นย้ำเฝ้าระวัง – ปชช. ร้องขอตรวจบ่อบาดาลเพิ่มเติม

พ.อ. พักตร์พงษ์ เงสันเที๊ยะ หัวหน้าฝ่ายนโยบาย กอ.รมน. จังหวัดเชียงราย ระบุว่า ได้รับรายงานจากประชาชนบางพื้นที่ว่าคุณภาพน้ำจากบ่อบาดาลเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะสีและกลิ่น ซึ่งหน่วยงานจะลงพื้นที่เพิ่มเติมในพื้นที่ใกล้ชายแดน และหากจำเป็นอาจมีการขอความร่วมมือจากภาคเอกชนเข้ามาร่วมตรวจสอบคุณภาพน้ำใต้ดินในเชิงลึก

ผู้จัดการการประปาฯ ยืนยันน้ำประปาสะอาดตามมาตรฐาน

นายทวีศักดิ์ สุขก้อน ผู้จัดการการประปาส่วนภูมิภาคสาขาเชียงราย ยืนยันว่า น้ำประปาที่จ่ายให้กับประชาชนผ่านระบบการประปาได้รับการตรวจสอบคุณภาพอย่างเข้มงวด ผ่านการตรวจจากห้องแล็บทุกวัน และใช้เทคโนโลยีกรองน้ำที่สามารถกำจัดตะกอน สารเคมี และสิ่งเจือปนได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงขอให้ประชาชนมั่นใจว่าน้ำประปาที่ใช้ในการอุปโภคและบริโภคนั้นสะอาดและปลอดภัย

แม่น้ำกก เส้นเลือดใหญ่ของเชียงราย สะท้อนปัญหาสิ่งแวดล้อมชายแดน

แม่น้ำกก เป็นแม่น้ำสายสำคัญที่มีต้นน้ำอยู่ในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ไหลเข้าสู่ประเทศไทยที่ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ และผ่านพื้นที่อำเภอเมืองเชียงราย ก่อนจะไหลลงสู่แม่น้ำโขงที่อำเภอเชียงแสน รวมระยะทางในประเทศไทยประมาณ 130 กิโลเมตร โดยมีลำน้ำสาขาสำคัญ เช่น น้ำแม่ลาว น้ำแม่กรณ์ และน้ำแม่สรวย ทำให้แม่น้ำกกเป็นแหล่งน้ำดิบหลักของจังหวัดเชียงรายในการอุปโภค บริโภค และเกษตรกรรม

การทำเหมืองทองในพื้นที่ต้นน้ำของแม่น้ำกกที่เมืองยอน รัฐฉานใต้ จึงเป็นที่จับตา เพราะแม้จะอยู่นอกเขตแดนไทย แต่หากมีสารพิษหลุดรอดลงในลำน้ำ ก็สามารถไหลเข้าสู่แม่น้ำกกในเขตไทยได้โดยตรง

ประชาชนบางส่วนยังคงกังวล – นักสิ่งแวดล้อมชี้ต้องมีมาตรการร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน

ประชาชนในเขตอำเภอเมืองเชียงรายจำนวนหนึ่ง ยังคงแสดงความกังวลผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียและการร้องเรียนตรงไปยังหน่วยงาน โดยระบุว่าแม้ค่ามาตรฐานจะอยู่ในระดับปลอดภัย แต่สภาพน้ำที่มีความขุ่น สีผิดปกติ และกลิ่นแปลก ๆ ยังคงพบเห็นได้ในบางพื้นที่

นักสิ่งแวดล้อมจากเครือข่ายลุ่มน้ำโขงตอนบนในเชียงรายแสดงความคิดเห็นว่า การตรวจสอบเพียงภายในประเทศอาจไม่เพียงพอ เนื่องจากต้นทางของแม่น้ำกกอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน หากไม่มีข้อตกลงร่วมกันในระดับทวิภาคีหรืออาเซียน การป้องกันมลพิษจากแหล่งต้นน้ำจะทำได้ยาก

เสียงจากฝ่ายรัฐและประชาชน – ต้องเฝ้าระวังร่วมกัน

ฝ่ายหน่วยงานรัฐยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลที่บ่งชี้ว่าแม่น้ำกกในเขตไทยมีสารปนเปื้อนที่เป็นอันตราย แต่พร้อมดำเนินการหากพบความผิดปกติ และย้ำว่า การร่วมมือกับประชาชนในการสังเกตสภาพน้ำ การรายงานสิ่งผิดปกติ และการดูแลสิ่งแวดล้อมร่วมกันเป็นสิ่งสำคัญ

ในขณะที่ฝ่ายประชาชนบางส่วนเรียกร้องให้ภาครัฐเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ตรวจสอบทุกระดับอย่างละเอียด โดยเฉพาะการตรวจหาโลหะหนักและสารเคมีที่อาจสะสมในน้ำได้ในระยะยาว

สถิติที่เกี่ยวข้อง

  • ค่าคุณภาพน้ำเบื้องต้น ณ วันที่ 24 มีนาคม 2568:
    • ค่า DO (ออกซิเจนละลายในน้ำ): 7–8 มิลลิกรัม/ลิตร
    • ค่า pH: อยู่ในระดับกลางประมาณ 7.0
    • ค่าการนำไฟฟ้า: 100 ไมโครซิเมนต์/เซนติเมตร
    • (แหล่งข้อมูล: สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1)
  • ระยะทางแม่น้ำกกในเขตประเทศไทย: ประมาณ 130 กิโลเมตร
  • แหล่งรับน้ำจากแม่น้ำกกในเขตเชียงราย: ระบบประปาในอำเภอเมืองเชียงรายและอำเภอใกล้เคียง
  • สถิติการร้องเรียนของประชาชนเรื่องคุณภาพน้ำ: ยังไม่มีตัวเลขทางการ แต่มีการส่งเรื่องร้องเรียนผ่านศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดและหน่วยงานท้องถิ่น

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (เชียงใหม่)
  • สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย
  • การประปาส่วนภูมิภาคสาขาเชียงราย
  • กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดเชียงราย (กอ.รมน.)
  • เครือข่ายสิ่งแวดล้อมลุ่มน้ำโขงตอนบน
  • ข้อมูลภาคประชาชนจากโซเชียลมีเดียและการร้องเรียนท้องถิ่น
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
TOP STORIES

ฝุ่นพิษวิกฤต ‘ภาคเหนือ’ อ่วม สส.ซัดรัฐบาลไร้แผน

ฝุ่น PM2.5 พุ่งสูง! กรุงเทพฯ-เชียงรายวิกฤต สสจ.เตือนงดกิจกรรมกลางแจ้ง

เชียงราย, 24 มีนาคม 2568 – สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในประเทศไทยทวีความรุนแรง โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครที่ทำสถิติสูงสุดในรอบปี 2568 ด้วยระดับฝุ่นที่อยู่ในเกณฑ์อันตรายต่อสุขภาพ (สีแดงถึงสีม่วง) ติดต่อกันนานถึง 38 ชั่วโมง ขณะที่จังหวัดเชียงรายและภาคเหนือ รวมถึงภาคอีสาน ยังคงเผชิญปัญหาหมอกควันข้ามแดนจากเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจาก สปป.ลาว ที่มีการเผาในภาคเกษตรและป่าไม้เพิ่มสูงขึ้นอย่างน่ากังวล

จากข้อมูลล่าสุด ฝุ่น PM2.5 ในกรุงเทพฯ ได้รับอิทธิพลจากหลายปัจจัย ทั้งการเผาในภาคเกษตรและป่าไม้ การปล่อยมลพิษจากยานยนต์และโรงงานอุตสาหกรรมที่กลับมาดำเนินกิจกรรมตามปกติ รวมถึงปรากฏการณ์ฝาชีครอบต่ำ (Temperature Inversion) ซึ่งทำให้ฝุ่นไม่สามารถระบายออกได้ นอกจากนี้ ฝุ่นพิษที่ตีกลับจากอ่าวไทยยังเพิ่มความรุนแรงของสถานการณ์ในกรุงเทพฯ ขณะที่ภาคเหนือและอีสานได้รับผลกระทบจากหมอกควันข้ามแดนจากเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะจาก สปป.ลาว และเมียนมา ซึ่งมีการเผาในพื้นที่เกษตรอย่างต่อเนื่อง

ในจังหวัดเชียงราย สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ได้ออกประกาศเตือนประชาชนให้ระวังผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 ที่สูงเกินมาตรฐาน โดยข้อมูลจากเว็บไซต์ AIR4Thai ระบุว่า ค่า PM2.5 ในหลายพื้นที่ของจังหวัดอยู่ในระดับ “มีผลกระทบต่อสุขภาพ” (สีส้มถึงสีแดง) สสจ.เชียงรายแนะนำให้ประชาชนปฏิบัติตามแนวทาง “รู้ – ลด – เลี่ยง” เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพ ดังนี้:

  1. รู้: ติดตามสถานการณ์คุณภาพอากาศผ่านแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ที่เชื่อถือได้ เช่น Air4Thai หรือ “เชียงรายรู้ทันฝุ่น V2”
  2. ลด: งดกิจกรรมกลางแจ้ง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีค่าฝุ่นสูงตั้งแต่ระดับสีส้ม สีแดง สีม่วง ไปจนถึงสีน้ำตาล
  3. เลี่ยง: สวมหน้ากากอนามัยชนิด N95 ปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิด ใช้เครื่องฟอกอากาศ และดูแลกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคเรื้อรังเป็นพิเศษ

นพ.เอกชัย คำลือ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า “สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในขณะนี้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงที่อาจมีอาการรุนแรง เช่น หายใจลำบาก หรืออาการทางระบบทางเดินหายใจ ขอให้ประชาชนปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด และหากมีอาการผิดปกติให้รีบพบแพทย์ทันที”

การเมืองร้อนระอุ: อภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ เรื่องฝุ่น PM2.5

ในวันเดียวกัน ที่อาคารรัฐสภา มีการประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพื่ออภิปรายไม่ไว้วางใจ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 โดยนายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน ได้หยิบยกประเด็นการจัดการปัญหาฝุ่น PM2.5 มาอภิปราย โดยระบุว่านายกฯ ขาดความรู้ ความสามารถ และความเป็นผู้นำในการแก้ไขปัญหานี้

นายภัทรพงษ์ กล่าวว่า “ในเวทีแถลงผลงาน 90 วันของนายกฯ มีการนำเสนอข้อมูลที่ผิดพลาดจากความเป็นจริง ปัญหาฝุ่น PM2.5 ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2567 ถึงกุมภาพันธ์ 2568 มีความรุนแรงมากขึ้น แต่รัฐบาลกลับไม่สามารถจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ” เขายังวิจารณ์ถึงข้อสั่งการของนายกฯ ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อเดือนตุลาคม 2567 ที่ระบุ 3 มาตรการหลัก ได้แก่ ห้ามรับซื้อสินค้าเกษตรจากการเผา ตรวจจับควันดำจากรถยนต์ และควบคุมมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม แต่กลับไม่มีการออกมาตรการบังคับที่ชัดเจน เช่น การตรวจสอบห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของผู้ประกอบการนำเข้าข้าวโพด หรือการสนับสนุนเกษตรกรรายย่อยให้เปลี่ยนไปใช้วิธีการเกษตรแบบไม่เผา

สส.พรรคประชาชน ยังชี้ถึงความล้มเหลวในการอบรมท้องถิ่นเพื่อดับไฟป่า โดยระบุว่า จากเป้าหมาย 2,000 แห่ง รัฐบาลกลับดำเนินการได้เพียง 60 แห่งเท่านั้น นอกจากนี้ ยังมีการขัดแย้งในนโยบายภายในรัฐบาล โดยเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2567 ครม. มีมติให้แต่ละจังหวัดบริหารจัดการเชื้อเพลิงด้วยวิธีชิงเผา แต่เพียง 1 เดือนต่อมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กลับออกคำสั่งห้ามเผาทุกกรณี ซึ่งนายภัทรพงษ์ตั้งคำถามว่า “ความเป็นผู้นำของนายกฯ อยู่ตรงไหน รัฐมนตรีไม่เห็นหัวตระกูลชินวัตรเลย”

นายภัทรพงษ์ ยังวิจารณ์ถึงการจัดการในกรุงเทพฯ โดยระบุว่า นายกฯ สั่งการให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ป้องกันฝุ่น PM2.5 เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2567 แต่กลับไม่ให้อำนาจ กทม. ในการจับรถควันดำอย่างเต็มที่ มาตรการที่ออกมาจึงจำกัดเพียงการประกาศ Low Emission Zone และรถไฟฟ้าฟรีโดยใช้งบกลางเท่านั้น นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังออกประกาศนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปลอดภาษีเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2567 โดยไม่ระบุเงื่อนไขด้านสิ่งแวดล้อมหรือการเผา ซึ่งขัดแย้งกับนโยบายของนายกฯ

ในประเด็นการเจรจากับประเทศเพื่อนบ้าน นายภัทรพงษ์ ระบุว่า การเจรจาในเวที ASEAN Summit ที่ลาวเมื่อเดือนตุลาคม 2567 ไม่มีเรื่องฝุ่น PM2.5 ในปฏิญญาเลยสักฉบับ แสดงถึงความล้มเหลวในการผลักดันวาระนี้ในระดับภูมิภาค เขายังยกตัวอย่างกรณีการซ้อมรบของกองทัพในจังหวัดพะเยาเมื่อวันที่ 13-14 กุมภาพันธ์ 2568 ซึ่งก่อให้เกิดไฟป่า โดยอ้างข้อมูลจากดาวเทียม NASA และ Sentinel-2 ว่าจุดความร้อนมาจากกระสุนที่ตก แม้ว่านายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะชี้แจงว่าไฟป่าไม่ได้รุนแรงและไม่ได้เกิดจากกระสุนของกองทัพ

นายภัทรพงษ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า “ทั้งหมดนี้คือความวิบัติของประเทศที่มีผู้นำอย่างแพทองธาร ซึ่งขาดความรู้ ความสามารถ ความจริงใจ และความเป็นผู้นำในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 สุดท้ายผู้ที่ได้รับผลกระทบคือประชาชน”

รัฐบาลโต้กลับ: ยุทธศาสตร์ฟ้าใสและความร่วมมืออาเซียน

ด้านนายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ลุกขึ้นชี้แจงในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยยืนยันว่ารัฐบาลได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างจริงจัง โดยเฉพาะในมิติของความร่วมมือระหว่างประเทศ นายมาริษ ระบุว่า รัฐบาลได้ผลักดัน “ยุทธศาสตร์ฟ้าใส” (CLEAR Sky Strategy) ร่วมกับ สปป.ลาว และเมียนมา ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 โดยมีเป้าหมายลดหมอกควันข้ามแดนอย่างยั่งยืน ผ่านการจัดทำแผนที่พื้นที่เสี่ยง การเฝ้าระวังไฟป่า การเปิดสายด่วนประสานงาน และการพัฒนาเทคโนโลยีแก้ไขปัญหา

นายมาริษ ยังชี้แจงถึงความร่วมมือในกรอบอาเซียน โดยระบุว่ารัฐบาลได้ผลักดันประเด็นฝุ่น PM2.5 ผ่านการประชุมสุดยอดอาเซียนที่เวียงจันทน์ และการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนที่เกาะลังกาวี มาเลเซีย รวมถึงจัดงานสัมมนาแนวทางการแก้ไขหมอกควันข้ามแดน โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญจากจีน สิงคโปร์ อินโดนีเซีย องค์การอนามัยโลก ธนาคารโลก และองค์กรระหว่างประเทศ เช่น GIZ และ ADPC มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ นอกจากนี้ ยังมีการผลักดันความร่วมมือกับประเทศคู่เจรจาของอาเซียน เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สหรัฐอเมริกา และแคนาดา

ในระดับทวิภาคี กระทรวงการต่างประเทศได้ร่วมกับสหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ในการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ สปป.ลาว เพื่อแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดนตั้งแต่เดือนมกราคม 2567 รวมถึงการประชุมกับกัมพูชาเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2567 เพื่อจัดตั้งช่องทางการสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลจุดความร้อนและความร่วมมือดับไฟ โดยทั้งสองฝ่ายเตรียมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ในวันที่ 23-24 เมษายน 2568 ระหว่างการเยือนของนายกรัฐมนตรี

30 ปีแห่งความพยายาม: ความร่วมมืออาเซียนแก้หมอกควันข้ามแดน

ปัญหาหมอกควันข้ามแดนในอาเซียนมีมานานกว่า 30 ปี โดยเริ่มต้นจากไฟป่าในอินโดนีเซียที่ส่งผลกระทบต่อบรูไน สิงคโปร์ มาเลเซีย และภาคใต้ของไทย โดยเฉพาะในปี 2537 ซึ่งนำไปสู่การร่างแผนปฏิบัติการหมอกควันระดับภูมิภาค (Regional Haze Action Plan: RHAP) ในปี 2538 ต่อมาในปี 2545 อาเซียนได้ลงนามในข้อตกลงว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน (ASEAN Agreement on Transboundary Haze Pollution: AATHP) และจัดทำโรดแมป ASEAN Transboundary Haze Free Roadmap by 2020 เพื่อทำให้อาเซียนปลอดหมอกควันภายในปี 2563

อย่างไรก็ตาม แผนดังกล่าวไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากขาดมาตรการบังคับและการดำเนินการที่เป็นรูปธรรม ส่งผลให้เกิดแผนงานฉบับที่สองในปี 2566-2573 (Second ASEAN Haze-Free Roadmap 2023-2030) ซึ่งเปิดตัวในปี 2567 นอกจากนี้ ยังมีแผนย่อย เช่น แผนปฏิบัติการเชียงราย 2017 ที่มุ่งลดจุดความร้อนในอนุภูมิภาคแม่โขง และยุทธศาสตร์ฟ้าใสในปี 2567 ที่เน้นความร่วมมือระหว่างไทย สปป.ลาว และเมียนมา

มุมมองทั้งสองฝ่าย: ความท้าทายและความพยายาม

จากมุมมองของฝ่ายค้าน นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ ชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวของรัฐบาลในการจัดการปัญหาฝุ่น PM2.5 ทั้งในระดับนโยบายภายในประเทศและการเจรจาระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการขาดความเป็นผู้นำของนายกฯ ที่ไม่สามารถผลักดันนโยบายให้เกิดผลเป็นรูปธรรม รวมถึงการขาดการประสานงานระหว่างหน่วยงาน เช่น กรณีคำสั่งขัดแย้งระหว่างกระทรวงมหาดไทยและครม. รวมถึงการซ้อมรบของกองทัพที่ก่อให้เกิดไฟป่า

ในทางกลับกัน รัฐบาลโดยนายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ ยืนยันถึงความพยายามในการแก้ไขปัญหา ทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี ผ่านยุทธศาสตร์ฟ้าใสและความร่วมมือในกรอบอาเซียน รวมถึงการผลักดันเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาในระยะยาว รัฐบาลยังเน้นย้ำถึงการทำงานร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านและพันธมิตรระหว่างประเทศ เพื่อลดหมอกควันข้ามแดนอย่างยั่งยืน

ทั้งสองฝ่ายมีข้อโต้แย้งที่สมเหตุสมผล ฝ่ายค้านชี้ให้เห็นถึงช่องว่างในนโยบายและการดำเนินการที่ยังไม่เพียงพอ ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง ขณะที่รัฐบาลแสดงถึงความพยายามในระดับนานาชาติ ซึ่งอาจต้องใช้เวลาในการเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 จึงยังคงเป็นความท้าทายที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งในและนอกประเทศ

สถิติที่เกี่ยวข้อง

  • ค่า PM2.5 ในกรุงเทพฯ: วันที่ 24 มีนาคม 2568 ค่า PM2.5 เฉลี่ยสูงสุดอยู่ที่ 75-100 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (μg/m³) ซึ่งอยู่ในระดับอันตรายต่อสุขภาพ (สีแดงถึงสีม่วง) ติดต่อกัน 38 ชั่วโมง (ที่มา: Air4Thai)
  • จุดความร้อนในอาเซียน: ระหว่างปี 2565-2566 จุดความร้อนในกัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย เมียนมา สิงคโปร์ เวียดนาม และไทย เพิ่มจาก 704,892 จุด เป็น 1,130,626 จุด (ที่มา: สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ – GISTDA)
  • การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์: ปี 2566 ไทยนำเข้าข้าวโพดจากเมียนมา ลาว และกัมพูชา 1,331,428 ตัน เพิ่มเป็น 2,012,117 ตัน ในปี 2567 (ที่มา: กรมศุลกากร)
  • จุดความร้อนในพื้นที่ปลูกข้าวโพด: 1 ใน 3 ของจุดความร้อนในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงอยู่ในพื้นที่ปลูกข้าวโพด (ที่มา: รายงานของกรีนพีซ, 2558-2563)

สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ยังคงเป็นปัญหาที่ต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงที่สภาพอากาศปิดและมีการเผาเพิ่มขึ้นทั้งในและนอกประเทศ การแก้ไขปัญหานี้จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย เพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • Air4Thai
  • สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ
  • กรมศุลกากร
  • รายงานของกรีนพีซ, 2558-2563
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

ไทม์ไลน์ระบุเงินช่วย ‘ค่าล้างโคลน’ “เชียงราย” รับเงินก่อน 10 เม.ย. นี้

จังหวัดเชียงรายเร่งจัดสรรเงินทดรองราชการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ปี 2568

เชียงราย, 21 มีนาคม 2568 – จังหวัดเชียงรายได้ดำเนินการจัดสรรเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุอุทกภัยในพื้นที่อำเภอแม่สายและอำเภอเมืองเชียงราย ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2562 โดยมีวงเงินรวมทั้งสิ้น 292,147,249 บาท แบ่งเป็นเงินช่วยเหลือสำหรับอำเภอแม่สาย จำนวน 134,776,273 บาท และอำเภอเมืองเชียงราย จำนวน 157,770,976 บาท การจัดสรรครั้งนี้เกิดขึ้นตามคำสั่งด่วนจากนายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัด รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ซึ่งได้ลงนามในหนังสือด่วนที่สุด ที่ ชร 0021/ว 749 ลงวันที่ 20 มีนาคม 2568 เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างทันท่วงที

การจัดสรรเงินทดรองราชการครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยครอบคลุมค่าใช้จ่ายด้านการดำรงชีพตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในระเบียบกระทรวงการคลัง พ.ศ. 2563 รวมถึงค่าใช้จ่ายในการล้างทำความสะอาดดินโคลนและซากวัสดุบริเวณที่อยู่อาศัยของผู้ประสบภัยที่เป็นเจ้าของบ้าน โดยกำหนดวงเงินช่วยเหลือครัวเรือนละ 10,000 บาท เงินจำนวนนี้เป็นส่วนหนึ่งของวงเงินขยายเพิ่มเติม 300 ล้านบาท ซึ่งได้รับการอนุมัติตามระเบียบกระทรวงการคลัง ข้อ 8 (8) และข้อ 8 วรรคสอง เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุมความเสียหายที่เกิดขึ้น

ความเป็นมาของการจัดสรรเงินช่วยเหลือ

เหตุอุทกภัยในจังหวัดเชียงรายเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงฤดูฝนของปี 2567 โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอแม่สายและอำเภอเมืองเชียงราย ซึ่งเป็นเขตที่มีความเสี่ยงสูงต่อน้ำท่วมเนื่องจากตั้งอยู่ใกล้ลุ่มน้ำสำคัญ เช่น แม่น้ำโขงและแม่น้ำสายอื่น ๆ ที่ไหลผ่านจังหวัด ความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อบ้านเรือนประชาชนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะ เช่น ถนน ระบบระบายน้ำ และสถานที่ราชการบางแห่งด้วย อำเภอแม่สายและอำเภอเมืองเชียงรายได้ยื่นขอรับการสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมจากจังหวัดเชียงราย ตามหนังสือด่วนที่สุดจากอำเภอแม่สาย ที่ ชร 1018.3/1105 และ ชร 1018.3/1106 รวมถึงจากอำเภอเมืองเชียงราย ที่ ชร 0118.3/1460 ลงวันที่ 20 มีนาคม 2568 เพื่อนำไปใช้ในการช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อน

จากการสำรวจเบื้องต้น พบว่ามีครัวเรือนจำนวนมากในทั้งสองอำเภอที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มต่ำและบริเวณใกล้แหล่งน้ำ ซึ่งดินโคลนและซากวัสดุที่ถูกน้ำพัดพามาได้สร้างความเสียหายต่อที่อยู่อาศัยและทรัพย์สินของประชาชน ด้วยเหตุนี้ จังหวัดเชียงรายจึงได้เร่งดำเนินการจัดสรรเงินทดรองราชการเพื่อให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน โดยมอบหมายให้นายอำเภอทั้งสองอำเภอดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนด

รายละเอียดการจัดสรรและขั้นตอนการเบิกจ่าย

ตามหนังสือที่ส่งถึงนายอำเภอแม่สายและนายอำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงรายได้กำหนดให้มีการจัดส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการจ่ายเงินทดรองราชการ เช่น ใบสำคัญรับเงินและรายงานการใช้จ่าย ไปยังสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย (ปภ.จ.เชียงราย) ภายใน 15 วันนับจากวันที่ได้รับเงินจากคลังจังหวัด เพื่อให้สามารถติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายได้อย่างโปร่งใส นอกจากนี้ ยังขอให้ทั้งสองอำเภอรายงานผลการใช้จ่ายเงินดังกล่าวกลับมาที่จังหวัด เพื่อประเมินผลกระทบและความครอบคลุมของการช่วยเหลือ

วงเงินที่จัดสรรทั้งหมด 292,147,249 บาท ถือเป็นส่วนหนึ่งของงบประมาณขยายเพิ่มเติม 300 ล้านบาท ซึ่งได้รับการอนุมัติเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยในกรณีฉุกเฉิน โดยเงินจำนวนนี้จะถูกนำไปใช้ตามหลักเกณฑ์ที่ระบุในระเบียบกระทรวงการคลัง พ.ศ. 2563 ซึ่งครอบคลุมหมวดหมู่ต่าง ๆ เช่น การช่วยเหลือด้านการดำรงชีพ (ข้อ 5.1.4 ถึง 5.1.16) และการอนุมัติการปฏิบัติที่นอกเหนือจากหลักเกณฑ์ในกรณีจำเป็น โดยเฉพาะการล้างทำความสะอาดดินโคลนและซากวัสดุ ซึ่งเป็นปัญหาเร่งด่วนที่ประชาชนในพื้นที่เผชิญอยู่

แผนการเบิกจ่ายเงินช่วยเหลือ

เพื่อให้การช่วยเหลือถึงมือผู้ประสบภัยได้อย่างรวดเร็ว จังหวัดเชียงรายได้กำหนดกรอบระยะเวลาการเบิกจ่ายเงินทดรองราชการ โดยคาดการณ์ว่าจะใช้เวลา 13 วันทำการ (ไม่รวมวันหยุดราชการ) ดังนี้

  • 20 มีนาคม 2568: ประชุมคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติจังหวัดเชียงราย (กชภจ.) เพื่อพิจารณาแผนการช่วยเหลือ
  • 21 มีนาคม 2568: ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายอนุมัติการจัดสรรเงินให้อำเภอแม่สายและอำเภอเมืองเชียงราย
  • 22-24 มีนาคม 2568: สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย (ปภ.จ.เชียงราย) เสนอขออนุมัติเงินยืมจากคลังจังหวัด
  • 24-25 มีนาคม 2568: ผู้ว่าราชการจังหวัดอนุมัติเงินยืมให้ทั้งสองอำเภอ
  • 26-27 มีนาคม 2568: ปภ.จ.เชียงรายดำเนินการเบิกเงินและโอนให้อำเภอ
  • 27-28 มีนาคม 2568: อำเภอรับเงินยืมจากจังหวัด
  • 29 มีนาคม – 10 เมษายน 2568: อำเภอเริ่มจ่ายเงินช่วยเหลือให้ผู้ประสบภัยตามรายชื่อที่ได้รับการสำรวจและอนุมัติ

กรอบระยะเวลานี้แสดงถึงความพยายามของจังหวัดในการเร่งรัดกระบวนการเพื่อให้ประชาชนได้รับเงินช่วยเหลือโดยเร็วที่สุด อย่างไรก็ตาม หากความเสียหายในพื้นที่มีมูลค่าเกินกว่าวงเงินที่จัดสรร อำเภอสามารถยื่นขอรับการสนับสนุนเพิ่มเติมจากจังหวัดได้ตามความจำเป็น

ความสำคัญของการช่วยเหลือครั้งนี้

เหตุอุทกภัยในจังหวัดเชียงรายไม่ใช่เรื่องใหม่ เนื่องจากจังหวัดนี้ตั้งอยู่ในภูมิภาคที่มีความเสี่ยงต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติ โดยเฉพาะน้ำท่วมและน้ำป่าไหลหลากในช่วงฤดูฝน การช่วยเหลือผู้ประสบภัยในครั้งนี้จึงมีจุดมุ่งหมายเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในระยะสั้น และฟื้นฟูคุณภาพชีวิตของประชาชนให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว เงินช่วยเหลือครัวเรือนละ 10,000 บาทสำหรับการล้างดินโคลนและซากวัสดุ ถือเป็นมาตรการที่ตอบโจทย์ความต้องการพื้นฐานของผู้ประสบภัย ซึ่งส่วนใหญ่ต้องเผชิญกับบ้านเรือนที่เต็มไปด้วยโคลนและสิ่งสกปรกหลังน้ำลด

นอกจากนี้ การจัดสรรเงินทดรองราชการยังสะท้อนถึงความพยายามของรัฐบาลในการบริหารจัดการภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ ตามที่ระบุในระเบียบกระทรวงการคลัง ซึ่งกำหนดให้การช่วยเหลือต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนและตรวจสอบได้ เพื่อป้องกันการใช้จ่ายที่ไม่เหมาะสมและให้ความช่วยเหลือถึงมือผู้เดือดร้อนอย่างแท้จริง

บริบทของน้ำท่วมในประเทศไทยและจังหวัดเชียงราย

น้ำท่วมเป็นภัยพิบัติที่เกิดขึ้นซ้ำซากในประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนระหว่างเดือนมิถุนายนถึงตุลาคมของทุกปี เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในปี 2554 ซึ่งส่งผลกระทบต่อ 65 จังหวัด และสร้างความเสียหายมูลค่ากว่า 1.43 ล้านล้านบาท ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้รัฐบาลตระหนักถึงความสำคัญของการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้มีการออกพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 และจัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ (พ.ศ. 2561-2580) เพื่อกำหนดแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในระยะยาว

สำหรับจังหวัดเชียงราย อุทกภัยในปี 2567 ได้สร้างความเสียหายอย่างหนักในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะอำเภอแม่สาย ซึ่งเป็นจุดที่มีชายแดนติดกับประเทศเมียนมา และมักเผชิญกับน้ำท่วมจากแม่น้ำสายและแม่น้ำโขงที่เอ่อล้น รวมถึงอำเภอเมืองเชียงราย ซึ่งเป็นศูนย์กลางการปกครองและเศรษฐกิจของจังหวัด การที่ทั้งสองอำเภอนี้ได้รับเงินช่วยเหลือจำนวนมาก แสดงถึงความรุนแรงของความเสียหายที่เกิดขึ้น และความจำเป็นในการฟื้นฟูอย่างเร่งด่วน

การบริหารจัดการงบประมาณน้ำท่วมในอดีต

หากย้อนดูงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการจัดการน้ำท่วมในประเทศไทย จะพบว่ารัฐบาลได้จัดสรรเงินจำนวนมหาศาลเพื่อรับมือกับภัยพิบัตินี้ ในปีงบประมาณ 2566 ซึ่งเป็นปีล่าสุดที่มีข้อมูลครบถ้วน งบประมาณทั้งหมดของประเทศอยู่ที่ 3.185 ล้านล้านบาท โดยมีงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับน้ำท่วมรวม 53,377.55 ล้านบาท คิดเป็นประมาณ 1.68% ของงบประมาณทั้งหมด งบประมาณส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับการก่อสร้างโครงสร้างป้องกันน้ำท่วม เช่น เขื่อนป้องกันตลิ่ง (19,821.42 ล้านบาท) ระบบระบายน้ำและประตูระบายน้ำ (6,899.69 ล้านบาท) และฝายต่าง ๆ (5,441.61 ล้านบาท) ซึ่งดำเนินการโดยกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นหลัก

นอกจากนี้ ยังมีงบกลางที่ถูกนำมาใช้ในกรณีฉุกเฉิน โดยในช่วงปี 2560-2566 มีการอนุมัติงบกลางเพื่อน้ำท่วมรวม 97,832.80 ล้านบาท โดยปี 2566 เป็นปีที่มีการเบิกจ่ายสูงเป็นอันดับ 3 ซึ่งส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับการก่อสร้างและซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐาน (8,171.60 ล้านบาท) การช่วยเหลือผู้ประสบภัย (6,258.54 ล้านบาท) และการฟื้นฟูถนนที่เสียหาย (3,786.55 ล้านบาท) การจัดสรรเงินทดรองราชการในครั้งนี้จึงสอดคล้องกับแนวทางการบริหารจัดการภัยพิบัติของรัฐบาลที่ผ่านมา ซึ่งเน้นทั้งการป้องกันและการเยียวยา

ความท้าทายและข้อกังวล

ถึงแม้ว่าการจัดสรรเงินทดรองราชการครั้งนี้จะเป็นการตอบสนองต่อความเดือดร้อนของประชาชนอย่างทันท่วงที แต่ก็ยังมีความท้าทายหลายประการที่อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพของการช่วยเหลือ หนึ่งในนั้นคือความล่าช้าในกระบวนการเบิกจ่าย ซึ่งอาจเกิดจากขั้นตอนการตรวจสอบเอกสารหรือการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ แม้ว่าจะมีการกำหนดกรอบระยะเวลา 13 วันทำการ แต่หากเกิดปัญหาในทางปฏิบัติ เช่น การขาดแคลนบุคลากรหรือความล่าช้าในการสำรวจผู้ประสบภัย อาจทำให้เงินถึงมือประชาชนช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้

อีกประเด็นหนึ่งคือความเพียงพอของวงเงินช่วยเหลือ เงินครัวเรือนละ 10,000 บาทอาจเพียงพอสำหรับการล้างดินโคลนและซากวัสดุในบางครัวเรือน แต่สำหรับบ้านที่มีความเสียหายหนักหรือมีพื้นที่กว้างขวาง อาจไม่เพียงพอต่อการฟื้นฟูทั้งหมด ผู้ประสบภัยบางรายอาจต้องใช้เงินส่วนตัวเพิ่มเติม ซึ่งอาจสร้างภาระให้กับครัวเรือนที่มีรายได้น้อยอยู่แล้ว

ทัศนคติเป็นกลาง: มุมมองทั้งสองฝั่ง

จากมุมมองของผู้สนับสนุนการจัดสรรเงินทดรองราชการ การดำเนินการครั้งนี้แสดงถึงความรับผิดชอบของรัฐบาลในการดูแลประชาชนในยามวิกฤต การกำหนดวงเงินช่วยเหลือครัวเรือนละ 10,000 บาท และการจัดสรรเงินเกือบ 300 ล้านบาทให้สองอำเภอที่ได้รับผลกระทบหนัก เป็นหลักฐานถึงความพยายามในการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน นอกจากนี้ การกำหนดกรอบระยะเวลาและขั้นตอนที่ชัดเจนยังช่วยเพิ่มความโปร่งใสและลดความเสี่ยงต่อการทุจริต ผู้ที่เห็นด้วยอาจมองว่านี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการฟื้นฟู และหากวงเงินไม่เพียงพอ อำเภอยังสามารถขอรับการสนับสนุนเพิ่มเติมได้ ซึ่งแสดงถึงความยืดหยุ่นของระบบ

ในทางกลับกัน ผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์อาจมองว่าการช่วยเหลือครั้งนี้เป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ โดยไม่มีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานหรือระบบป้องกันน้ำท่วมที่มีประสิทธิภาพในระยะยาว เงิน 10,000 บาทต่อครัวเรือนอาจดูเหมือนเป็นจำนวนที่น้อยเมื่อเทียบกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง และการที่ต้องรอถึงวันที่ 29 มีนาคมถึง 10 เมษายน 2568 กว่าผู้ประสบภัยจะได้รับเงิน อาจช้าเกินไปสำหรับบางครอบครัวที่ต้องการความช่วยเหลือทันที นอกจากนี้ การที่งบประมาณส่วนใหญ่ในอดีตถูกใช้ไปกับการก่อสร้างมากกว่าการพัฒนาระบบเตือนภัยหรือการจัดการน้ำอย่างยั่งยืน อาจทำให้เกิดคำถามถึงประสิทธิภาพของนโยบายการจัดการน้ำท่วมโดยรวมของรัฐบาล

ทั้งสองมุมมองมีเหตุผลในตัวเอง การช่วยเหลือฉุกเฉินเป็นสิ่งจำเป็นและควรได้รับการชื่นชมในแง่ของความรวดเร็วในการตอบสนอง แต่การป้องกันภัยพิบัติในอนาคตและการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน การสร้างสมดุลระหว่างการเยียวยาระยะสั้นและการลงทุนระยะยาวจึงเป็นสิ่งที่จังหวัดเชียงรายและรัฐบาลต้องพิจารณาต่อไป

สถิติที่เกี่ยวข้อง

จากข้อมูลของสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (ปภ.) และสำนักงบประมาณ:

  • ปี 2567: อุทกภัยในประเทศไทยระหว่างวันที่ 4 สิงหาคม – 2 กันยายน 2567 ส่งผลให้มีพื้นที่น้ำท่วมรวม 1,231,323 ไร่ ครอบคลุม 11 จังหวัด และมีผู้ได้รับผลกระทบ 241,875 ครัวเรือน (ที่มา: ระบบสนับสนุนการตัดสินใจเพื่อการบริหารจัดการพื้นที่น้ำท่วม, GISTDA)
  • ปี 2566: งบประมาณที่เกี่ยวข้องกับน้ำท่วมทั้งหมด 53,377.55 ล้านบาท โดยงบก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งสูงสุดที่ 19,821.42 ล้านบาท คิดเป็น 37.13% ของงบน้ำท่วมทั้งหมด (ที่มา: รายงานงบประมาณลงพื้นที่จังหวัด ปีงบประมาณ 2566, สำนักงบประมาณ)
  • ปี 2554: มหาอุทกภัยสร้างความเสียหายมูลค่า 1.43 ล้านล้านบาท พื้นที่เกษตรกรรมเสียหาย 11,798,241 ไร่ และกระทบประชาชนกว่า 13 ล้านคน (ที่มา: กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย)

สถิติเหล่านี้สะท้อนถึงความรุนแรงและความถี่ของปัญหาน้ำท่วมในประเทศไทย รวมถึงความพยายามของรัฐบาลในการจัดสรรงบประมาณเพื่อรับมือกับภัยพิบัติ ซึ่งข้อมูลดังกล่าวได้รับการรวบรวมและวิเคราะห์โดยหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ เช่น GISTDA และสำนักงบประมาณ

การดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในจังหวัดเชียงราย แต่ยังคงต้องติดตามผลอย่างใกล้ชิดเพื่อให้มั่นใจว่าความช่วยเหลือจะถึงมือผู้เดือดร้อนอย่างทั่วถึงและทันเวลา

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย (ปภ.จ.เชียงราย)
  • สำนักงบประมาณ
  • กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)
  • สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA)
  • Rocket Media Lab
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
TOP STORIES

รวบ 2 นายช่าง รีดเงิน เวนคืนที่ดิน 2.5 แสน เชียงใหม่

ทุจริตเวนคืน! จับ 2 นายช่าง เรียกเงินชาวบ้าน 2.5 แสน

เชียงใหม่, 20 มีนาคม 2568 – ตำรวจ ปปป. บุกจับ 2 นายช่างโยธาสำนักงานทางหลวงเชียงใหม่ ฐานเรียกรับผลประโยชน์มิชอบ กรณีเวนคืนที่ดินเชียงดาว พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก.) พร้อมด้วย พล.ต.ต.ประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ผบก.ปปป.) และ พ.ต.อ.ศานุวงษ์ คงคาอินทร์ ผู้กำกับการ กองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ผกก.4 บก.ปปป.) นำกำลังเจ้าหน้าที่เข้าจับกุมตัวนายปารย์ (สงวนนามสกุล) อายุ 39 ปี เจ้าหน้าที่นายช่างโยธา สังกัดสำนักงานทางหลวงที่ 1 และนายชญานนท์ (สงวนนามสกุล) อายุ 24 ปี ลูกจ้างสังกัดสำนักงานทางหลวงที่ 1 ณ สำนักงานทางหลวงที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่ ตามหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 5 ในข้อหา เป็นเจ้าพนักงานเรียกรับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์โดยมิชอบ และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ”

พฤติการณ์แห่งคดี

สืบเนื่องจากเมื่อช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผู้เสียหายรายหนึ่งได้เข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (กก.4 บก.ปปป.) เพื่อขอความเป็นธรรมหลังถูกผู้ต้องหาทั้งสองเรียกเงินจำนวน 250,000 บาท โดยอ้างว่าจะดำเนินการช่วยเพิ่มราคาประเมินค่าเวนคืนที่ดินของผู้เสียหายในพื้นที่อำเภอเชียงดาว จากเดิม 2,700,000 บาท เป็น 3,600,000 บาท

ต่อมา เมื่อผู้เสียหายนำเช็คค่าเวนคืนที่ดินที่ได้รับจากแขวงทางหลวงไปขึ้นเงินที่ธนาคาร ปรากฏว่าผู้ต้องหาทั้งสองรายได้เดินทางไปรอรับเงินค่าดำเนินการดังกล่าวทันที อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากที่ผู้เสียหายตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม จึงพบว่า แท้จริงแล้วที่ดินของตนเองมีการประเมินค่าเวนคืนไว้ที่ 3,600,000 บาท ตั้งแต่แรก และตัวเลข 2,700,000 บาท เป็นเพียงราคาประเมินเฉพาะที่ดินโดยยังไม่รวมสิ่งปลูกสร้าง

พฤติกรรมดังกล่าวของผู้ต้องหาทั้งสองถือเป็นการหลอกลวงเพื่อเรียกรับเงินจากประชาชนโดยมิชอบ ซึ่งสร้างความเสียหายและความเข้าใจผิดให้แก่ผู้เสียหายเป็นอย่างมาก หลังจากพนักงานสอบสวนได้รับเรื่อง จึงเร่งรวบรวมพยานหลักฐานและขออนุมัติศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 5 ออกหมายจับผู้ต้องหาทั้งสองราย ก่อนนำไปสู่การจับกุมในที่สุด

ผลการสอบสวนเบื้องต้น

ภายหลังการจับกุม ผู้ต้องหาทั้งสองยังคงให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา แต่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ปักใจเชื่อ เนื่องจากมีหลักฐานที่เชื่อมโยงถึงการกระทำผิดอย่างชัดเจน เบื้องต้นได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปปป. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

การแถลงข่าวและมาตรการดำเนินคดี

ในวันเดียวกันนี้ เวลา 15.00 น. พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว พร้อมด้วย พล.ต.ต.ประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผบก.ปปป. และตัวแทนเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะจัดแถลงข่าวชี้แจงรายละเอียดของคดีอย่างเป็นทางการที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จังหวัดเชียงใหม่ โดยจะเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับพยานหลักฐาน และแนวทางการดำเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้งสองราย

การดำเนินการในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการเชิงรุกของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ โดยเฉพาะการกระทำผิดเกี่ยวกับการเวนคืนที่ดิน ซึ่งเป็นประเด็นที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนและความเป็นธรรมในกระบวนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

สถิติที่เกี่ยวข้อง

  • คดีทุจริตเกี่ยวกับการเวนคืนที่ดิน: ในปี 2567 สำนักงาน ป.ป.ช. ได้รับรายงานคดีเกี่ยวกับการทุจริตในกระบวนการเวนคืนที่ดิน รวม 42 คดี เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ที่มีการรายงานเพียง 30 คดี ซึ่งแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของปัญหาดังกล่าว (ที่มา: สำนักงาน ป.ป.ช., 2567)
  • ความเสียหายทางเศรษฐกิจ: คดีเกี่ยวกับการเวนคืนที่ดินในปี 2567 มีมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 1,200 ล้านบาท (ที่มา: กระทรวงคมนาคม, 2567)
  • อัตราการจับกุมผู้กระทำผิดในคดีทุจริตภาครัฐ: ตำรวจ ปปป. รายงานว่าในปี 2567 มีการจับกุมผู้ต้องหาคดีทุจริตภาครัฐ เพิ่มขึ้น 28% เมื่อเทียบกับปี 2566 (ที่มา: กองบังคับการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ, 2567)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กองบังคับการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ปปป.) /สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) /กระทรวงคมนาคมและกรมทางหลวง /สำนักงานศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 5

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

เหมืองทองคำต้นน้ำกก กมธ.วอนรัฐ เร่งแก้ปัญหา

วิกฤตแม่น้ำกก เหมืองทองคำ ผลกระทบข้ามแดน

กรุงเทพฯ, 19 มีนาคม 2568 – กมธ.การที่ดินฯ เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากเหมืองทองคำ

เมื่อวันพุธที่ 19 มีนาคม 2568 เวลา 14.00 น. ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารรัฐสภา นายพูนศักดิ์ จันทร์จำปี ประธานคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย นายสมดุลย์ อุตเจริญ ส.ส.พรรคประชาชน และคณะ ได้ร่วมแถลงข่าวเกี่ยวกับ วิกฤตสิ่งแวดล้อมและผลกระทบข้ามพรมแดนจากการทำเหมืองทองคำ ซึ่งกำลังส่งผลกระทบต่อพื้นที่ ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ โดยเฉพาะในลุ่มน้ำกก

ชาวบ้านตำบลท่าตอนรวมตัวเรียกร้องปกป้องแม่น้ำกก

ปัจจุบัน ประชาชนกว่า 700 คน ในพื้นที่ตำบลท่าตอน ได้ออกมารวมตัวกันเพื่อเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งปกป้อง แม่น้ำกก จากผลกระทบที่เกิดจากเหมืองแร่ทองคำที่อยู่ห่างจากชายแดนไทยประมาณ 7 กิโลเมตร ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของอำเภอแม่อาย นอกจากนี้ ดินโคลนจากกระบวนการทำเหมืองแร่ ได้ทำให้น้ำในแม่น้ำกกขุ่นข้น อาจมีการปนเปื้อนของสารเคมีที่ใช้สกัดแร่ ซึ่งส่งผลให้ระบบนิเวศถูกทำลาย มีปลาตายจำนวนมาก ประชาชนไม่มีน้ำสะอาดใช้ และเด็กในพื้นที่ต้องเติบโตท่ามกลางปัญหามลพิษ

ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติที่เกิดขึ้น

นอกจากปัญหามลพิษทางน้ำแล้ว ยังมีข้อสังเกตว่าช่วงฤดูน้ำหลากที่ผ่านมา หมู่บ้านทั้งสองฝั่งแม่น้ำกกถูกน้ำท่วมและมีโคลนตมจำนวนมาก เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบหลายสิบปี สะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศในพื้นที่ ซึ่งอาจมีความเกี่ยวข้องกับการทำเหมืองแร่ทองคำ

กมธ.การที่ดินฯ เรียกร้องให้รัฐบาลไทยดำเนินการเร่งด่วน

นายพูนศักดิ์ จันทร์จำปี กล่าวว่า การทำเหมืองแร่ทองคำไม่เพียงแต่สร้างความร่ำรวยให้แก่บริษัทไม่กี่แห่ง แต่กลับสร้างผลกระทบอย่างหนักต่อสิทธิของชุมชนและสิ่งแวดล้อม โดย คณะกรรมาธิการฯ ได้เสนอให้รัฐบาลไทย เร่งตรวจสอบคุณภาพน้ำ ในแม่น้ำกก พร้อมส่งคณะทำงานลงพื้นที่ เพื่อตรวจสอบผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมอย่างเร่งด่วน

นอกจากนี้ กมธ. ยังเสนอให้รัฐบาลผลักดัน มาตรการความร่วมมือระหว่างประเทศด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อป้องกันการทำลายลุ่มน้ำข้ามพรมแดน รวมถึงปัญหามลพิษทางอากาศ ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนทั้งสองประเทศในขณะนี้

การตรวจสอบคุณภาพน้ำและขยายการสืบสวนไปยังพื้นที่แม่สาย

นอกจากการตรวจสอบลุ่มน้ำกกแล้ว คณะกรรมาธิการฯ ยังได้ขอมติให้ตรวจสอบพื้นที่ อำเภอแม่สาย ซึ่งมีข้อห่วงกังวลจากภาคประชาชนว่า ต้นน้ำแม่สายอาจได้รับผลกระทบจากเหมืองแร่ทองคำเช่นกัน โดยประเด็นนี้มีการหารือกับ กรมควบคุมมลพิษ เพื่อเร่งดำเนินการตรวจสอบให้เร็วที่สุด พร้อมชี้แจงต่อสาธารณชนเพื่อสร้างความกระจ่างและลดความตื่นตระหนกของประชาชน

ความสำคัญของมาตรการปกป้องสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน

นายพูนศักดิ์ยังเน้นว่า ประเด็น มลพิษข้ามแดน ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ ปัญหามลพิษทางอากาศจากฝุ่น PM 2.5 เท่านั้น แต่ยังรวมถึงปัญหามลพิษทางน้ำ ซึ่งประเทศไทย ในฐานะประเทศหลักของลุ่มน้ำโขง ควรดำเนินการเพื่อจัดทำ มาตรฐานหรือระเบียบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำข้ามพรมแดน เพื่อลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

สถิติที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ในประเทศไทย

ข้อมูลจาก กรมควบคุมมลพิษ ปี 2567 ระบุว่า:

  • ประเทศไทยมีเหมืองแร่ทองคำที่เปิดดำเนินการกว่า 12 แห่งทั่วประเทศ
  • มากกว่า 60% ของพื้นที่ลุ่มน้ำในภาคเหนือมีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนโลหะหนักจากอุตสาหกรรมเหมืองแร่
  • ประชาชนกว่า 1.2 ล้านคนในพื้นที่ลุ่มน้ำสำคัญของประเทศ ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำเสียและมลพิษทางน้ำ

สรุป

การทำเหมืองแร่ทองคำส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำกกและแม่สาย กมธ.การที่ดินฯ ได้เรียกร้องให้รัฐบาลไทยเร่งตรวจสอบคุณภาพน้ำ และผลักดันความร่วมมือระดับนานาชาติเพื่อปกป้องทรัพยากรข้ามพรมแดน ประชาชนในพื้นที่ยังคงเรียกร้องความยุติธรรมและสิทธิในชุมชนของตนเอง ซึ่งเป็นหน้าที่ของทุกฝ่ายในการร่วมกันแก้ไขปัญหาเพื่ออนาคตของสิ่งแวดล้อมและประชาชนในพื้นที่

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กรมควบคุมมลพิษ, 2567 / คณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

เชียงรายพายุถล่ม เสียหายหนัก เร่งช่วยด่วน

พายุฤดูร้อนถล่มเชียงราย หลายอำเภอเสียหายหนัก ผู้ว่าฯ เร่งสั่งการช่วยเหลือด่วน

เชียงราย, 18 มีนาคม 2568 – พายุฤดูร้อนสร้างความเสียหายในหลายพื้นที่

สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย รายงานว่า เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2568 เวลาประมาณ 18.00-19.30 น. เกิดพายุฝนและลมกระโชกแรงจาก พายุฤดูร้อน ส่งผลให้หลายพื้นที่ของจังหวัดเชียงรายได้รับความเสียหายหนัก โดยเฉพาะใน 2 อำเภอ 5 ตำบล ได้แก่ ตำบลจอมหมอกแก้ว, ตำบลป่าก่อดำ, ตำบลบัวสลี, ตำบลดงมะดะ อำเภอแม่ลาว และตำบลธารทอง อำเภอพาน ขณะที่ฝนตกกระจายไปทั่ว 7 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองเชียงราย, อำเภอแม่จัน, อำเภอเทิง, อำเภอพาน, อำเภอแม่ลาว, อำเภอเวียงชัย และอำเภอพญาเม็งราย

อำเภอแม่ลาวได้รับผลกระทบหนักสุด

นายรุ่งโรจน์ ตันวุฒิ นายอำเภอแม่ลาว เปิดเผยว่า พายุฤดูร้อนที่เกิดขึ้นมีความรุนแรงและกินเวลานานประมาณ 30 นาที ส่งผลให้ 15 หมู่บ้านใน 4 ตำบล ได้แก่ ตำบลจอมหมอกแก้ว, ตำบลป่าก่อดำ, ตำบลบัวสลี และตำบลดงมะดะ ได้รับความเสียหายอย่างหนัก โดยเฉพาะ ตำบลจอมหมอกแก้วและตำบลป่าก่อดำ ซึ่งได้รับผลกระทบมากที่สุด

สถานที่ราชการที่ได้รับความเสียหาย ได้แก่:

  • โรงเรียนอนุบาลจอมหมอกแก้ว
  • โรงเรียนป่าก่อดำ
  • โรงพยาบาลแม่ลาว
  • วัดห้วยส้านดอนจั่น ได้รับผลกระทบจากหลังคาพังเสียหาย

ผู้บาดเจ็บและผลกระทบต่อโรงพยาบาลแม่ลาว

มีรายงาน ผู้ได้รับบาดเจ็บ 4 ราย โดยมี 1 รายแขนหัก และ 1 รายได้รับบาดเจ็บจากหน้าต่างพัดใส่จนหมดสติ ต้องส่งตัวเข้ารักษาที่ โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์

นอกจากนี้ ตึกผู้ป่วยในของโรงพยาบาลแม่ลาว ได้รับความเสียหายจากพายุจนไม่สามารถให้บริการประชาชนได้ โดยต้องใช้เวลาปรับปรุงฟื้นฟู ประมาณ 3-5 วัน ส่งผลให้ต้องมีการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยไปยัง โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์และโรงพยาบาลสมเด็จพระญาณสังวร ที่อำเภอเวียงชัย

ผู้ว่าฯ เชียงราย สั่งการเร่งด่วนให้หน่วยงานเร่งช่วยเหลือ

นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้สั่งการให้ สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย ประสานกับฝ่ายปกครองอำเภอต่าง ๆ รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากพายุฤดูร้อน ให้เร่งดำเนินการ สำรวจความเสียหาย และให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนโดยเร็วที่สุด

เบื้องต้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้นำเครื่องจักรเข้าฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงการแจกจ่ายถุงยังชีพให้กับประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยเฉพาะผู้สูงอายุ และผู้ที่ไม่สามารถซ่อมแซมบ้านเรือนได้ด้วยตนเอง

สถิติที่เกี่ยวข้องกับพายุฤดูร้อนในภาคเหนือ

ข้อมูลจาก กรมอุตุนิยมวิทยา ปี 2567 ระบุว่า:

  • พายุฤดูร้อนในภาคเหนือมีแนวโน้มเกิดถี่ขึ้น โดยเฉพาะช่วงเดือนมีนาคม-เมษายนของทุกปี
  • เชียงรายเป็นจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากพายุฤดูร้อนบ่อยครั้ง โดยเฉลี่ย 5-7 ครั้งต่อปี
  • ในปี 2567 พายุฤดูร้อนทำให้เกิดความเสียหายในพื้นที่ภาคเหนือ คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 500 ล้านบาท

สรุป

พายุฤดูร้อนที่พัดถล่มจังหวัดเชียงรายในครั้งนี้ ได้สร้างความเสียหายให้กับหลายพื้นที่ โดยเฉพาะอำเภอแม่ลาวและอำเภอพาน ซึ่งมีบ้านเรือนพังเสียหาย รวมถึงสถานที่ราชการ โรงเรียน และโรงพยาบาลได้รับผลกระทบ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการช่วยเหลือประชาชนโดยเร็วที่สุด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและฟื้นฟูพื้นที่ให้กลับสู่สภาพปกติโดยเร็ว

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย / กรมอุตุนิยมวิทยา, 2567

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

รถไฟเด่นชัย-เชียงของ เคลียร์ปัญหา เวนคืนที่ดิน

เชียงรายประชุมความคืบหน้ารถไฟเด่นชัย-เชียงของ พร้อมถกปัญหาค่าเวนคืนที่ดิน

เชียงราย, 17 มีนาคม 2568 – จังหวัดเชียงรายจัดประชุมหารือแนวทางแก้ไขปัญหาและอุปสรรคโครงการก่อสร้างทางรถไฟสายเด่นชัย – เชียงราย – เชียงของ โดยมี นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน ณ ห้องประชุมพญาพิภักดิ์ ศาลากลางจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม อาทิ การรถไฟแห่งประเทศไทย, สำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงราย, สำนักงานธนารักษ์พื้นที่เชียงราย และหน่วยงานในจังหวัดเชียงราย

ความคืบหน้าโครงการก่อสร้างทางรถไฟ

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2563 มีมติเห็นชอบ ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืนในจังหวัดเชียงราย ครอบคลุม อำเภอป่าแดด, อำเภอเทิง, อำเภอเมืองเชียงราย, อำเภอเวียงชัย, อำเภอเวียงเชียงรุ้ง, อำเภอดอยหลวง และอำเภอเชียงของ เพื่อดำเนินโครงการก่อสร้างทางรถไฟสายเด่นชัย – เชียงราย – เชียงของ

โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของภาคเหนือ โดย มีระยะทาง 323.1 กิโลเมตร ครอบคลุม 59 ตำบล 17 อำเภอ ใน 4 จังหวัด ได้แก่ แพร่, ลำปาง, พะเยา และเชียงราย มี 26 สถานี แบ่งเป็น 4 สถานีขนาดใหญ่, 9 สถานีขนาดเล็ก และ 13 ป้ายหยุดรถ ใช้งบประมาณ 85,345 ล้านบาท กำหนดแล้วเสร็จภายใน 7 ปี โครงการนี้ยังรวมถึง ศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้าชายแดนเชียงของ บนพื้นที่ 150 ไร่ ใกล้พรมแดน สปป.ลาว เพื่อรองรับการเชื่อมต่อสู่จีน

ข้อกังวลเรื่องการเวนคืนที่ดิน

ขณะนี้มีความคืบหน้าในการเวนคืนที่ดินไปแล้ว 87% (550 แปลง จากทั้งหมด 634 แปลง) แต่ยังเหลืออีก 84 แปลง ที่อยู่ระหว่างการเจรจา โดยมีกรณีปัญหาการคัดค้านจากเจ้าของที่ดินบางส่วน โดยเฉพาะ พื้นที่ ต.เวียงชัย อ.เวียงชัย ซึ่งมีประชาชนร้องเรียนว่าค่าเวนคืนต่ำและไม่เพียงพอสำหรับซื้อที่ดินใหม่

เสียงสะท้อนจากประชาชน

  • นายศรัณย์ (สงวนนามสกุล) อายุ 49 ปี และ น.ส.ณัฐภา (สงวนนามสกุล) อายุ 46 ปี เจ้าของร้านค้าของเก่าใน อ.เวียงชัย กล่าวว่า ตนได้รับค่าเวนคืน ตารางวาละ 19,000 บาท รวมแล้วเป็นเงิน 7.5 ล้านบาท แต่ราคาตลาดที่ดินในพื้นที่สูงกว่า ไร่ละ 8-9 ล้านบาท ทำให้เงินเวนคืนไม่พอซื้อที่ดินใหม่
  • นางพิศมัย ชัยสิทธิ์ ชาวบ้าน อ.เชียงของ ระบุว่า ตนได้รับแจ้งว่าที่ดินของตนจะได้เวนคืนเพียง ไร่ละ 400,000 บาท ซึ่งต่ำกว่าการประเมินในพื้นที่ที่อยู่ที่ 2.5-3.5 ล้านบาทต่อไร่
  • กลุ่มตัวแทนชาวบ้านร้องขอให้ รฟท. ปรับเพิ่มค่าเวนคืน หรือ จัดสรรที่ดินทดแทนในรัศมีไม่เกิน 1 กิโลเมตรจากพื้นที่เดิม พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก

จุดยืนของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)

นายจักรี วิสุทธิพนัง พนักงานเทคนิค 8 ฝ่ายโครงการพิเศษและก่อสร้าง รฟท. ระบุว่า ราคาค่าเวนคืนที่ดินคำนวณตามเกณฑ์ของกรมธนารักษ์ และเป็นไปตาม พ.ร.บ.เวนคืนที่ดินและการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2562 เจ้าของที่ดินที่ไม่พอใจราคาสามารถ ยื่นอุทธรณ์ได้ภายใน 1 ปี

นอกจากนี้ รฟท. ยังเสนอซื้อที่ดินส่วนที่เหลือเพิ่มเติม อีก 1 งาน เป็นเงิน 11 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเจ้าของร้านค้าของเก่า แต่เจ้าของเรียกร้อง 79 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าราคาประเมิน ทำให้ไม่สามารถดำเนินการตามข้อเรียกร้องได้

มาตรการแก้ไขปัญหาของภาครัฐ

ที่ประชุมมีมติให้ สำนักงานจังหวัดเชียงราย, กรมที่ดิน และธนารักษ์พื้นที่เชียงราย ร่วมกันตรวจสอบราคาเวนคืนที่ดินใหม่ เพื่อหาทางออกที่เป็นธรรม ขณะเดียวกัน ให้ รฟท. เร่งรัดการจ่ายค่าชดเชยให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

สำหรับ ผู้ที่ต้องการอุทธรณ์การประเมินราคาเวนคืน สามารถยื่นเรื่องต่อ สำนักงานการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ ศาลปกครอง เพื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณาทางกฎหมาย

สถิติและข้อมูลอ้างอิง

  • ความคืบหน้าการเวนคืนที่ดิน: เวนคืนแล้ว 87% (ข้อมูลจาก รฟท. ปี 2568)
  • งบประมาณโครงการรถไฟทางคู่ เด่นชัย – เชียงของ: 85,345 ล้านบาท (ข้อมูลจากกระทรวงคมนาคม ปี 2568)
  • จำนวนสถานีและระยะทาง: 323.1 กิโลเมตร, 26 สถานี (ข้อมูลจากกรมการขนส่งทางราง ปี 2568)
  • ราคาค่าเวนคืนที่ดินในพื้นที่: ตารางวาละ 19,000 บาท (ข้อมูลจากกรมธนารักษ์ ปี 2568)

สรุป

การประชุมหารือแนวทางแก้ไขปัญหาการเวนคืนที่ดินเพื่อก่อสร้างทางรถไฟสายเด่นชัย – เชียงของ สะท้อนถึงความก้าวหน้าของโครงการและอุปสรรคที่ต้องแก้ไข โดยฝ่ายรัฐยืนยันว่าค่าเวนคืนเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของ กรมธนารักษ์และกฎหมายเวนคืนที่ดิน ในขณะที่ประชาชนบางส่วนยังคงเห็นว่าราคาที่ได้รับต่ำกว่าราคาตลาด ทำให้เกิดข้อเรียกร้องให้ทบทวน

แนวทางแก้ไขในขณะนี้คือ การตรวจสอบราคาประเมินใหม่ และเปิดโอกาสให้ประชาชนที่ไม่พอใจยื่นอุทธรณ์ผ่านกระบวนการทางกฎหมาย เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ขณะที่โครงการเดินหน้าต่อไป เพื่อให้โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของภาคเหนือเกิดขึ้นตามแผนที่วางไว้

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) / กระทรวงคมนาคม / กรมธนารักษ์ / กรมการขนส่งทางราง

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

‘เชียงราย’ วิกฤตฝุ่น PM 2.5 เกินค่า เตือนภัยหนัก

เชียงรายเตือนภัยหมอกควัน ฝุ่น PM 2.5 พุ่งสูง หน่วยงานเร่งรับมือ

เชียงราย, 16 มีนาคม 2568 – รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายออกหนังสือแจ้งด่วน เตือนประชาชนในพื้นที่เฝ้าระวังสถานการณ์คุณภาพอากาศ โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอชายแดน (แม่สาย, แม่ฟ้าหลวง, แม่จัน, เชียงแสน, เวียงแก่น, เทิง และเชียงของ) หลังจากค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 มีแนวโน้มสูงขึ้นและอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ

สถานการณ์จุดความร้อนในพื้นที่

ข้อมูลจาก GISTDA และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) รายงานว่า เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2568 พบจุดความร้อนในประเทศไทยรวม 1,288 จุด โดยกระจายอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ ดังนี้:

  • พื้นที่ป่าอนุรักษ์ – 550 จุด
  • พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ – 420 จุด
  • พื้นที่เกษตรกรรม – 146 จุด
  • พื้นที่เขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) – 96 จุด
  • พื้นที่ชุมชนและอื่น ๆ – 75 จุด
  • พื้นที่ริมทางหลวง – 1 จุด

ขณะที่ จุดความร้อนในประเทศเพื่อนบ้านสูงกว่าประเทศไทยหลายเท่า โดยพบใน เมียนมา 9,949 จุด, ลาว 2,023 จุด, กัมพูชา 707 จุด และเวียดนาม 550 จุด ส่งผลให้ มลพิษทางอากาศข้ามแดนไหลเข้าสู่ภาคเหนือของไทย

คุณภาพอากาศในเชียงรายอยู่ในระดับส่งผลกระทบต่อสุขภาพ

ผลการตรวจวัดคุณภาพอากาศของจังหวัดเชียงราย วันที่ 16 มีนาคม 2568 พบว่า ค่าฝุ่นละออง PM 2.5 เกินค่ามาตรฐาน ทำให้คุณภาพอากาศโดยรวมอยู่ในระดับ ปานกลางถึงมีผลกระทบต่อสุขภาพ” โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ เด็ก, ผู้สูงอายุ, สตรีมีครรภ์ และผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง และสวมใส่หน้ากากป้องกันฝุ่นอย่างเคร่งครัด

มาตรการเร่งด่วนของจังหวัดเชียงราย

เพื่อบรรเทาผลกระทบและควบคุมสถานการณ์ กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย (กอปภ.จ.ชร.) ได้ออกมาตรการเร่งด่วนดังนี้:

  1. ควบคุมการเผาในที่โล่งอย่างเข้มงวด
  • ห้ามเผาในที่โล่งทุกชนิดอย่างเด็ดขาด
  • ดำเนินมาตรการ “92 วันปลอดการเผา” ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม – 31 พฤษภาคม 2568
  1. ฉีดพ่นละอองน้ำและเพิ่มความชุ่มชื้นในอากาศ
  • ขอให้หน่วยงานที่มีเครื่องจักรกลสาธารณภัย ฉีดพ่นละอองน้ำ และฉีดล้างถนน ในพื้นที่ที่มีปริมาณฝุ่นสะสมสูง
  • ขอความร่วมมือประชาชน รดน้ำต้นไม้, ฉีดพ่นละอองน้ำบนหลังคาและรอบบริเวณบ้าน เพื่อลดปริมาณฝุ่นในอากาศ
  1. จัดเตรียมสถานพยาบาลรองรับผู้ป่วยจากมลพิษอากาศ
  • เปิด คลินิกมลพิษ และห้องปลอดฝุ่น ในโรงพยาบาลทุกระดับ ตั้งแต่ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.), โรงพยาบาลชุมชน, โรงพยาบาลศูนย์, โรงพยาบาลเอกชน และศูนย์แพทย์มหาวิทยาลัย
  • ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากฝุ่นสามารถเข้ารับการรักษาได้ทันที

เสียงสะท้อนจากประชาชนและผู้เชี่ยวชาญ

ฝ่ายที่สนับสนุนมาตรการเข้มงวด

  • นักอนามัยสิ่งแวดล้อมและผู้เชี่ยวชาญเห็นว่า มาตรการห้ามเผา 92 วัน จะช่วยลดมลพิษได้ในระยะยาว
  • ประชาชนบางส่วนสนับสนุนให้ รัฐบาลร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในการแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดน

ฝ่ายที่มีข้อกังวล

  • เกษตรกรบางกลุ่มมองว่า มาตรการห้ามเผาอย่างเข้มงวดอาจส่งผลกระทบต่อการเตรียมพื้นที่เพาะปลูก
  • นักเศรษฐศาสตร์บางส่วนชี้ว่า มลพิษทางอากาศอาจส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของเชียงราย หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อ

สถิติและข้อมูลอ้างอิง

  • จำนวนจุดความร้อนในประเทศไทย (15 มีนาคม 2568): 1,288 จุด (ข้อมูลจาก GISTDA)
  • จำนวนจุดความร้อนในประเทศเพื่อนบ้าน: เมียนมา 9,949 จุด, ลาว 2,023 จุด, กัมพูชา 707 จุด, เวียดนาม 550 จุด (ข้อมูลจากดาวเทียม Suomi NPP)
  • ค่าฝุ่น PM 2.5 ในเชียงราย: เกินค่ามาตรฐานและอยู่ในระดับที่อาจมีผลกระทบต่อสุขภาพ (ข้อมูลจากสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศเชียงราย)
  • มาตรการห้ามเผาในพื้นที่เชียงราย: ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม – 31 พฤษภาคม 2568 (ข้อมูลจาก กอปภ.จ.ชร.)

สรุป

ปัญหาหมอกควันและมลพิษทางอากาศจาก จุดความร้อนทั้งในประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน กำลังส่งผลกระทบต่อคุณภาพอากาศในจังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะฝุ่น PM 2.5 ที่เกินค่ามาตรฐาน ทำให้ประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงต้องเพิ่มความระมัดระวังในการดูแลสุขภาพ

ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินมาตรการเร่งด่วนในการ ควบคุมการเผา, ฉีดพ่นละอองน้ำ, และเตรียมสถานพยาบาลรับมือ อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาในระยะยาวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน รวมถึงการหารือกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อหาทางออกที่ยั่งยืนในการลดมลพิษข้ามแดน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย / GISTDA  / กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

23 บริษัททุนจีนเหมืองทองเมียนมา ทำน้ำกกขุ่น ชาวบ้านผวาไม่ปลอดภัย

เหมืองทองริมแม่น้ำกกฝั่งพม่า สร้างผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ชาวบ้านหวั่นกระทบน้ำประปาเชียงราย

เชียงราย, 16 มีนาคม 2568 – สำนักข่าวชายขอบรายงานว่า พื้นที่ริมแม่น้ำกกตอนใต้ของรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ใกล้ชายแดนไทย ด้านอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ กำลังเผชิญปัญหาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการทำเหมืองทองคำ โดยมีการระบุว่า กลุ่มทุนจีนได้รับอนุญาตจากกองกำลังว้า (United Wa State Army – UWSA) ให้ดำเนินกิจการเหมืองแร่บริเวณนี้กว่า 23 บริษัท ซึ่งส่งผลให้แม่น้ำกกขุ่นข้นและอาจมีสารปนเปื้อนลงสู่ระบบนิเวศ

ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนท้องถิ่น

สต.ทศพร สามหน่อวงศ์ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ 14 ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า สภาพน้ำในแม่น้ำกกเปลี่ยนเป็นสีขุ่นผิดปกติ อันเป็นผลมาจากกระบวนการชะล้างแร่ของเหมืองทองคำบริเวณดังกล่าว โดยที่ผ่านมาเคยมีปัญหาสารเคมีจากอุตสาหกรรมยางพาราไหลลงแม่น้ำ ส่งผลให้น้ำมีสีขาวขุ่น และล่าสุดเมื่อเริ่มมีการทำเหมืองทองบริเวณนี้ก็ยิ่งทำให้น้ำขุ่นมากขึ้น

ชาวบ้านจากฝั่งรัฐฉานแจ้งว่า เหมืองทองตั้งอยู่ติดแม่น้ำกก และของเสียจากเหมืองถูกปล่อยลงน้ำโดยตรง ขณะนี้ยังไม่มีหน่วยงานภาครัฐเข้ามาตรวจสอบคุณภาพน้ำเพื่อให้คำตอบแก่ประชาชน ทำให้เกิดความกังวลอย่างมาก” สต.ทศพร กล่าว

ผลกระทบต่อสุขภาพและวิถีชีวิตของประชาชน

ขณะนี้ ประชาชนในพื้นที่ท่าตอนและบริเวณใกล้เคียงได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำกกขุ่น โดยเฉพาะผู้ที่ใช้น้ำกกเป็นแหล่งน้ำอุปโภคบริโภค พบว่าหลายคนเริ่มมีอาการ แพ้ทางผิวหนังและมีผื่นคัน หลังจากลงเล่นน้ำหรือใช้น้ำกกอาบน้ำ นอกจากนี้ ประชาชนบางส่วนต้องปรับเปลี่ยนแหล่งน้ำเพื่อความปลอดภัย โดยหันไปใช้น้ำประปาภูเขาแทน

“ปีก่อนก็เคยมีเหตุการณ์แบบนี้ และพบว่ามีประชาชนที่ลงเล่นน้ำในช่วงสงกรานต์ต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลจากอาการแพ้ เรากังวลว่า สงกรานต์ปีนี้อาจเกิดปัญหาแบบเดิมอีก ทางการควรเข้ามาตรวจสอบคุณภาพน้ำโดยด่วน” สต.ทศพร กล่าวเพิ่มเติม

ข้อเรียกร้องให้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาแก้ไขปัญหา

สต.ทศพรและชาวบ้านในพื้นที่เรียกร้องให้ รัฐบาลไทยและหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมเข้ามาตรวจสอบคุณภาพน้ำ รวมถึงประสานงานกับรัฐบาลเมียนมาเพื่อหาทางออกที่เหมาะสมในการควบคุมการทำเหมืองที่อาจส่งผลกระทบข้ามพรมแดน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่พึ่งพาแม่น้ำกกเป็นแหล่งน้ำหลัก

ทั้งนี้ แม่น้ำกกถือเป็นแหล่งน้ำดิบสำคัญที่ การประปาส่วนภูมิภาคจังหวัดเชียงราย ใช้ผลิตน้ำประปาให้กับประชาชนในอำเภอเมืองเชียงรายและอำเภอใกล้เคียง นอกจากนี้ ในฤดูแล้งบางส่วนของน้ำกกยังถูกนำไปใช้ผลิตน้ำประปาในอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ทำให้หลายฝ่ายวิตกกังวลเกี่ยวกับการปนเปื้อนของน้ำที่อาจส่งผลต่อสุขภาพของประชาชนในวงกว้าง

ภาพถ่ายยืนยันน้ำขุ่นจากการทำเหมืองทองคำ

เพจ จัดให้ มีเดีย ได้เผยแพร่ภาพถ่ายเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2568 ซึ่งแสดงให้เห็นว่า จุดที่แม่น้ำรวกไหลบรรจบกับแม่น้ำโขงบริเวณสามเหลี่ยมทองคำ น้ำจากแม่น้ำรวกที่มีต้นทางจากแม่น้ำสาย (ในเมียนมา) มีสีขุ่นอย่างเห็นได้ชัดก่อนจะไหลลงสู่แม่น้ำโขงซึ่งยังคงมีความใสสะอาดตามฤดูกาล ปรากฏการณ์นี้มีความคล้ายคลึงกับปัญหาน้ำกกขุ่นที่กำลังส่งผลกระทบต่อพื้นที่อำเภอฝางและอำเภอเมืองเชียงราย

ความคิดเห็นจากทั้งสองฝ่าย

ฝ่ายสนับสนุนการตรวจสอบและแก้ไขปัญหา

  • ประชาชนในพื้นที่ต้องการให้หน่วยงานภาครัฐเร่งดำเนินการตรวจสอบคุณภาพน้ำกกและเปิดเผยข้อมูลให้ชัดเจน
  • นักสิ่งแวดล้อมเรียกร้องให้มีการดำเนินมาตรการป้องกันและเจรจากับเมียนมาเพื่อแก้ไขปัญหานี้ในระยะยาว

ฝ่ายที่มองต่างมุม

  • ผู้ประกอบการด้านการทำเหมืองมองว่า การทำเหมืองเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจท้องถิ่นในรัฐฉาน และการควบคุมเหมืองที่เข้มงวดอาจกระทบต่อรายได้ของประชาชนบางส่วน
  • เจ้าหน้าที่บางฝ่ายให้ความเห็นว่า การตรวจสอบผลกระทบข้ามพรมแดนเป็นเรื่องซับซ้อน และต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ จึงอาจต้องใช้เวลาในการแก้ไข

สถิติและข้อมูลอ้างอิง

  • จำนวนบริษัทที่ดำเนินกิจการเหมืองทองในพื้นที่แม่น้ำกกฝั่งพม่า: 23 บริษัท (ข้อมูลจากรายงานภาคสนามของสำนักข่าวชายขอบ)
  • อัตราการปนเปื้อนของน้ำจากการทำเหมืองในภูมิภาค: รายงานจากหน่วยงานสิ่งแวดล้อมพบว่า 80% ของแม่น้ำที่อยู่ใกล้เหมืองแร่มีระดับตะกอนสูงกว่ามาตรฐาน (ข้อมูลจากองค์กรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเมียนมา)
  • จำนวนประชาชนที่ใช้น้ำกกเป็นแหล่งน้ำประปา: กว่า 200,000 คนในจังหวัดเชียงราย (ข้อมูลจากการประปาส่วนภูมิภาค)
  • สถิติการร้องเรียนปัญหาคุณภาพน้ำในภาคเหนือ: เพิ่มขึ้น 35% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (ข้อมูลจากสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ)

สรุป

ปัญหาการทำเหมืองทองคำในพื้นที่ต้นน้ำกกของเมียนมากำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ แม้ว่าจะยังไม่มีการยืนยันทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับระดับสารปนเปื้อนในน้ำ แต่ความเปลี่ยนแปลงของคุณภาพน้ำที่สังเกตได้ชัดเจนสร้างความกังวลในวงกว้าง อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหานี้จำเป็นต้องอาศัยการประสานงานระหว่างประเทศ รวมถึงการดำเนินมาตรการที่เหมาะสมทั้งในด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจเพื่อให้เกิดความสมดุลและยั่งยืนในระยะยาว

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักข่าวชายขอบ / จัดให้ มีเดีย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News