Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เรือนจำเชียงรายเร่งแก้น้ำปนเปื้อนโลหะหนัก ยันนักโทษปลอดภัย

เรือนจำกลางเชียงรายเร่งจัดการน้ำปนเปื้อนโลหะหนัก – ย้ำ “ไม่มีผู้ต้องขังป่วย” พร้อมขอขยายเขตประปาเพื่อความมั่นคงด้านสุขภาพ

เชียงราย, 7 มิถุนายน 2568 – กรณีที่สื่อมวลชนรายงานว่า “นักโทษ 4,000 คนเสี่ยงมะเร็ง เหตุน้ำกกปนเปื้อนโลหะหนัก” พร้อมกล่าวถึงการที่เรือนจำนำแหล่งน้ำดิบจากแม่น้ำกกมาใช้ผลิตน้ำดื่มภายในนั้น ล่าสุดผู้บัญชาการเรือนจำกลางเชียงรายยืนยันว่า ได้เร่งแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบตั้งแต่ได้รับรายงานการตรวจสอบน้ำเมื่อเดือนเมษายน และจนถึงขณะนี้ยังไม่พบผู้ต้องขังหรือเจ้าหน้าที่รายใดมีอาการป่วยจากเหตุดังกล่าว

จุดเริ่มต้นของความเข้าใจคลาดเคลื่อน

เหตุการณ์นี้เริ่มต้นจากการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ของผู้สื่อข่าวท้องถิ่นกับนายพัศพงศ์ ใจคล่องแคล่ว ผู้บัญชาการเรือนจำกลางเชียงราย เมื่อวันที่ 5 มิถุนายนที่ผ่านมา เกี่ยวกับการใช้น้ำจากแม่น้ำกกซึ่งอาจมีสารปนเปื้อน โดยเรือนจำได้เปิดเผยผลการตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำจากศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ 1/1 เชียงราย ที่พบว่าตัวอย่างน้ำจากระบบประปาผิวดิน และน้ำบาดาล มีสารตะกั่วเกินค่ามาตรฐานของกรมอนามัย (0.01 มก./ล.) เล็กน้อย แต่ยังไม่เกินค่ามาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข (0.05 มก./ล.)

นอกจากนี้ ไม่พบสารหนูหรือแคดเมียมในระดับอันตราย ซึ่งสะท้อนว่าปัญหาดังกล่าวอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ หากมีมาตรการจัดการที่เหมาะสม

แผน 3 ระยะในการจัดการ – ป้องกันซ้ำซ้อนด้วยระบบกรอง RO

เรือนจำกลางเชียงรายได้วางแผนจัดการใน 3 ระยะดังนี้:

  1. ระยะสั้น – ปรับปรุงระบบกรองน้ำทันที เช่น การเปลี่ยนสารกรองแมงกานีสแซนด์ คาร์บอน และเรซิ่น รวมถึงเติมสารตกตะกอนก่อนผลิตน้ำประปาจากแม่น้ำกก
  2. ระยะกลาง – แยกระบบน้ำบาดาลและผิวน้ำออกจากกัน พร้อมเปลี่ยนฝาปิดบ่อพักน้ำบาดาลจากเหล็กเป็นไม้เพื่อลดการปนเปื้อน และขอคำแนะนำจาก 3 หน่วยงานหลัก ได้แก่ การประปาส่วนภูมิภาคเขต 9, ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ 1/1 เชียงราย และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย
  3. ระยะยาว – ขอขยายเขตบริการน้ำประปาจากการประปาส่วนภูมิภาคให้ครอบคลุมพื้นที่เรือนจำ ซึ่งปัจจุบันยังอยู่นอกเขตบริการ โดยหากสามารถดำเนินการได้ จะเป็นประโยชน์กับชุมชนโดยรอบในตำบลดอยฮางอีกด้วย

ดำเนินการเร่งด่วน ติดตั้งแท็งก์น้ำ ขอซื้อน้ำสะอาด

เพื่อรองรับการบริโภคน้ำในช่วงรอระบบกรอง RO เรือนจำฯ ได้ติดตั้งแท้งค์น้ำขนาดต่าง ๆ ครอบคลุมทุกแดน เช่น

  • แท้งค์ 2,000 ลิตร – แดน 2, 3, 10
  • แท้งค์ 1,000 ลิตร – แดน 1, 2, 4, 5
  • แท้งค์ 500 ลิตร – แดน 6

พร้อมประสานการประปาส่วนภูมิภาค สาขาเชียงราย ซื้อน้ำสะอาดประมาณ 6,000-8,000 ลิตรต่อวันสำหรับดื่ม และอีก 2,000 ลิตรต่อวันสำหรับประกอบอาหาร โดยขอการสนับสนุนรถขนน้ำจากหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อขนส่งน้ำเข้าสู่พื้นที่เรือนจำ

ยืนยันไม่มีผู้ต้องขังหรือเจ้าหน้าที่มีอาการเจ็บป่วย

ผู้บัญชาการเรือนจำกลางเชียงรายย้ำว่า “ยังไม่พบผู้ต้องขังหรือเจ้าหน้าที่คนใดมีอาการผิดปกติจากสารปนเปื้อน” พร้อมระบุว่าได้มีการสุ่มตรวจเลือดและเฝ้าระวังอาการเป็นระยะโดยร่วมกับสาธารณสุขจังหวัด

ทั้งนี้ ยังประสานการจัดซื้อระบบ RO ซึ่งคาดว่าจะติดตั้งได้ภายในเดือนนี้ ขณะเดียวกันยังคงติดตามแผนขยายเขตบริการประปาจาก กปภ. ซึ่งอยู่ระหว่างรอรอบปีงบประมาณ หากมีงบประมาณพร้อม เรือนจำสามารถเร่งรัดการประกวดราคาและดำเนินการได้ภายใน 6 เดือน

มุมมองจากรัฐมนตรีช่วยมหาดไทย – ต้องบูรณาการสื่อสารเพื่อคลี่คลายความสับสน

น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีข่าวสารปนเปื้อนในแม่น้ำกกว่า หน่วยงานหลายแห่งยังขาดเอกภาพในการสื่อสาร ทำให้ประชาชนเกิดความสับสน โดยเฉพาะเกษตรกรริมแม่น้ำที่ยังไม่มั่นใจว่าสามารถใช้น้ำได้หรือไม่

รัฐมนตรีช่วยฯ ย้ำว่า วันที่ 9 มิถุนายนนี้จะมีการประชุมติดตามร่วมกับคณะกรรมการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำ (ส่วนหน้า) ที่มีนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อรวมข้อมูลทั้งหมดอย่างเป็นระบบ พร้อมวางแนวทางสื่อสารให้ประชาชนรับรู้ตามข้อเท็จจริงในแต่ละพื้นที่

เรือนจำกลางเชียงรายคือตัวแทนความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างของรัฐไทย

เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างในหลายมิติ ตั้งแต่การเข้าถึงบริการพื้นฐาน เช่น น้ำประปา ไปจนถึงการบริหารจัดการภายใต้ภาวะวิกฤตในสถานที่ปิดล้อมอย่างเรือนจำ ซึ่งมีผู้ต้องขังนับพันคนที่ไม่มีสิทธิเลือกแหล่งน้ำเอง

แม้สารตะกั่วที่พบจะยังไม่เกินค่ามาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข แต่ก็เกินค่าที่กรมอนามัยแนะนำ และหากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่เร่งจัดการ ก็อาจสะสมในร่างกายและส่งผลในระยะยาวได้

เรือนจำกลางเชียงรายจึงเปรียบเสมือนภาพย่อส่วนของสังคมที่ยังต้องการความเท่าเทียมด้านสุขภาพ น้ำสะอาด และการสื่อสารที่โปร่งใส และหากปัญหาได้รับการแก้ไขสำเร็จ ไม่เพียงแต่ผู้ต้องขังเท่านั้นที่จะได้ประโยชน์ แต่ยังรวมถึงประชาชนรอบพื้นที่เรือนจำอีกจำนวนมาก

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สัมภาษณ์นายพัศพงศ์ ใจคล่องแคล่ว ผู้บัญชาการเรือนจำกลางเชียงราย
  • ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ 1/1 เชียงราย
  • การประปาส่วนภูมิภาค สาขาเชียงราย
  • กรมราชทัณฑ์
  • สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย
  • กระทรวงมหาดไทย
  • การประชุมศูนย์อำนวยการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำ (ส่วนหน้า) วันที่ 6-7 มิถุนายน 2568
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ผู้ว่าฯ เชียงรายนำทัพ! เร่งสร้างแนวป้องกันแม่น้ำสาย เผยคืบหน้า 51%

กองทัพเร่งสร้างแนวป้องกันน้ำริมแม่น้ำสาย คืบหน้ากว่า 51% – เจ้ากรมทหารช่างเสนอฝึกซ้อมแผนรับมือเหตุอุทกภัยอย่างเป็นระบบ

เชียงราย, 6 มิถุนายน 2568 – ท่ามกลางความเสี่ยงจากภาวะอุทกภัยที่อาจเกิดขึ้นซ้ำในพื้นที่ชายแดนเหนือของไทย จังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะบริเวณอำเภอแม่สาย ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนสำคัญติดกับประเทศเมียนมา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ประชุมร่วมวางแผนรับมือภัยพิบัติ โดยมีการรายงานความคืบหน้าของการก่อสร้างแนวป้องกันน้ำริมแม่น้ำสาย พร้อมเสนอแนวทางฝึกซ้อมแผนรับมืออุทกภัยอย่างเป็นระบบ เพื่อลดผลกระทบทั้งด้านชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่

วาระเร่งด่วนของการป้องกันน้ำท่วม – ประชุมติดตามความคืบหน้าแบบรายวัน

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 6 มิถุนายน 2568 ที่ห้องประชุมชั้น 4 อาคารศูนย์บริการประชาชนแบบเบ็ดเสร็จ (OSS) ที่ว่าการอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมเพื่อ ติดตามความคืบหน้าการดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่แม่สาย” โดยเน้นการเร่งรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำเขตแดน การขุดลอกแม่น้ำสาย–แม่น้ำรวก และการเร่งสร้างแนวป้องกันน้ำชั่วคราว-กึ่งถาวร

ในที่ประชุม พลโท สิรภพ ศุภวานิช เจ้ากรมการทหารช่าง ได้รายงานถึงความคืบหน้าการก่อสร้างแนวป้องกันชั่วคราว-กึ่งถาวรริมแม่น้ำสาย ว่าขณะนี้มีความก้าวหน้าแล้ว ร้อยละ 51.39 (ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 5 มิถุนายน 2568) และในส่วนของการขุดลอกแม่น้ำรวก – ซึ่งเป็นความรับผิดชอบร่วมระหว่างกองทัพภาคที่ 3 และกรมการทหารช่าง – มีความคืบหน้าโดยรวมอยู่ที่ ร้อยละ 41.94 จากระยะทางรวม 32 กิโลเมตร โดยแบ่งเป็นภารกิจของกองทัพภาคที่ 3 จำนวน 14 กิโลเมตร และกรมการทหารช่าง 18 กิโลเมตร

แผนฝึกซ้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน – ต้องมีระบบ-มีคน-มีความพร้อม

เพื่อให้แผนงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เจ้ากรมการทหารช่างได้เสนอแนวทางให้จังหวัดเชียงรายจัด การฝึกซ้อมรับแผนเผชิญเหตุ” อย่างเป็นระบบ ประกอบด้วย 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่

  1. แผนเข้าพื้นที่ซ่อมจุดรั่วแนวป้องกัน – เตรียมอุปกรณ์ ซักซ้อมการเข้าสกัดน้ำทะลุแบบเฉพาะจุด
  2. แผนระบายน้ำ-สูบน้ำ – สำรวจความพร้อมของระบบระบายน้ำ ติดตั้งเครื่องสูบน้ำในจุดเสี่ยงน้ำท่วมขัง
  3. แผนบริหารจัดการอาสาสมัคร – วางโครงสร้างรับมือการระดมคนจากหลายหน่วยงานเพื่อป้องกันการทำงานซ้ำซ้อน หรือขาดประสิทธิภาพในภาวะวิกฤต

ลงพื้นที่สำรวจงานจริง – ตรวจสอบแนวป้องกันริมแม่น้ำสายด้วยเรือยาง

หลังการประชุม นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วย พลโท สิรภพ ศุภวานิช ได้นำคณะเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ด้วยเรือยาง เพื่อสำรวจสภาพการก่อสร้างแนวป้องกันน้ำชั่วคราว-กึ่งถาวรริมแม่น้ำสาย ตั้งแต่บริเวณใต้สะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 1 ไปจนถึงฐานปฏิบัติการนเรศวร หน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก ณ กองบังคับการผาทมิฬ

การลงพื้นที่ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ “ตรวจสอบการก่อสร้างให้เป็นไปตามแบบแปลน มาตรฐาน และระยะเวลาที่กำหนด” ตลอดจนประเมินความพร้อมของจุดเชื่อมโยงกับระบบระบายน้ำของเทศบาล และชุมชนในเขตเมืองแม่สาย

น้ำคือภัยคุกคามซ้ำซาก แต่แผนรับมือที่ดีคือเกราะป้องกันสำคัญ

อำเภอแม่สายเคยประสบปัญหาอุทกภัยครั้งใหญ่ในปี 2560 และอีกหลายครั้งตลอดทศวรรษที่ผ่านมา สร้างความเสียหายต่อบ้านเรือน พื้นที่เศรษฐกิจ และโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ การพัฒนาระบบป้องกันน้ำและการขุดลอกลำน้ำจึงถือเป็นภารกิจที่มีความสำคัญเร่งด่วน

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่มีการบูรณาการระหว่างฝ่ายความมั่นคง หน่วยงานโยธา การปกครองท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่ที่พร้อมให้ความร่วมมือโดยรู้บทบาทของตน

แนวป้องกันน้ำแบบชั่วคราว-กึ่งถาวร อาจไม่ใช่คำตอบถาวรในระยะยาว หากไม่มีการ “ฝึกซ้อมซ้ำจริง” และ “อัปเกรดระบบเตือนภัย” ให้ทันต่อสถานการณ์ โดยเฉพาะในบริบทชายแดนที่มีปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และปริมาณน้ำไหลผ่านจากเมียนมาที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วตามฤดูกาล

สรุป

การดำเนินการของกองทัพไทยในการก่อสร้างแนวป้องกันน้ำ และข้อเสนอให้มีแผนรับมืออุทกภัยอย่างเป็นระบบ ถือเป็นแบบอย่างของการจัดการเชิงป้องกันที่รัฐบาลไทยควรส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง หากสามารถบูรณาการทุกภาคส่วนได้อย่างมีเอกภาพ จะสามารถป้องกันภัยที่เกิดขึ้นซ้ำซาก และลดความสูญเสียได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • รายงานการประชุมป้องกันอุทกภัย อ.แม่สาย จ.เชียงราย วันที่ 6 มิถุนายน 2568
  • กรมการทหารช่าง กองทัพบก
  • สำนักงานจังหวัดเชียงราย
  • ศูนย์ข้อมูลน้ำ กรมชลประทาน
  • สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

นายกฯ ห่วง! รมช.มหาดไทยนำทีมแก้ปัญหาสารพิษแม่น้ำกก-สาย ตั้งศูนย์เฝ้าระวัง

แม่น้ำกก-แม่น้ำสายเผชิญวิกฤตสิ่งแวดล้อมครั้งใหญ่ รัฐบาลเร่งตั้งศูนย์อำนวยการส่วนหน้า เดินหน้าสร้างระบบแก้ปัญหาน้ำปนเปื้อนอย่างยั่งยืน

เชียงราย, 6 มิถุนายน 2568 – สถานการณ์คุณภาพน้ำในแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย ซึ่งถือเป็นลำน้ำสำคัญในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย เข้าสู่ภาวะวิกฤต หลังมีการตรวจพบสารปนเปื้อนโลหะหนัก โดยเฉพาะ “สารหนูและตะกั่ว” ในระดับที่เกินค่ามาตรฐานต่อเนื่องหลายเดือน กระตุ้นให้รัฐบาลเร่งตั้ง “ศูนย์อำนวยการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำ (ส่วนหน้า)” เพื่อบูรณาการการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนในระดับพื้นที่และระดับประเทศ

การเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนถึงความตั้งใจของรัฐบาลที่จะปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อมของประชาชน พร้อมวางระบบรับมือภัยคุกคามด้านสุขภาพจากแหล่งน้ำอย่างเป็นรูปธรรม

วิกฤตเชิงโครงสร้าง – น้ำที่ดื่มไม่ได้ คือความทุกข์ที่ไม่มีเสียง

แม่น้ำกกและแม่น้ำสายไม่เพียงแต่เป็นสายน้ำหลักของจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่เท่านั้น แต่ยังเป็นแหล่งหล่อเลี้ยงวิถีชีวิตเกษตรกรรม การประมง และการบริโภคของชุมชนมาหลายชั่วอายุคน ทว่าตั้งแต่ช่วงปลายปี 2567 สัญญาณอันตรายเริ่มปรากฏจากการตรวจวัดน้ำที่แสดงค่า “สารหนู” และ “ตะกั่ว” สูงเกินมาตรฐาน กระทั่งเข้าสู่ปี 2568 สถานการณ์ทวีความรุนแรงมากขึ้นในหลายจุด

การเฝ้าระวังโดยสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (เชียงใหม่) ร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ พบว่า “ทุกครั้งที่มีการตรวจวัด ระหว่างเดือนมีนาคม-มิถุนายน 2568 มีจุดที่พบสารหนูเกินมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง” ส่งผลให้เกิดความกังวลลึกในหมู่ประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ใช้แม่น้ำในการอุปโภคบริโภคโดยตรง

ศูนย์อำนวยการฯ ส่วนหน้า ตอบสนองเร็ว-สื่อสารชัด-แก้ปัญหาจริง

ในวันนี้ (6 มิ.ย.) นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำ (ส่วนหน้า) เป็นประธานการประชุมร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายชรินทร์ ทองสุข และรองผู้ว่าฯ นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ ผ่านระบบ Zoom Meeting ณ ศาลากลางจังหวัดเชียงราย

การประชุมมีวัตถุประสงค์เพื่อ “วางแนวทางบูรณาการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ” โดยมีหัวข้อเร่งด่วน เช่น

  • รายงานคุณภาพน้ำในพื้นที่
  • การวิเคราะห์ตะกอนดิน
  • ปรับปรุงระบบสื่อสารข้อมูลให้ประชาชนเข้าใจง่าย
  • เตรียมรับมือกรณีประชาชนร้องเรียน หรือมีข่าวที่ก่อให้เกิดความตระหนก

ที่ประชุมได้เสนอให้ “รวมข้อมูลจากทุกหน่วยงานในทิศทางเดียว” เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน ทั้งจากหน่วยงานรัฐ นักวิชาการ และภาคประชาชน พร้อมข้อเสนอให้หน่วยงานเฉพาะทาง เช่น กรมประมง กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และเกษตรจังหวัด ตรวจผลแล็บซ้ำเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ

ศูนย์เฝ้าระวังคุณภาพสิ่งแวดล้อม 4 จุดหลัก ปูโครงข่ายตรวจสอบในระดับพื้นที่

ขณะเดียวกัน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้เปิดศูนย์เฝ้าระวังคุณภาพสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ลุ่มน้ำจำนวน 4 จุดหลัก ได้แก่:

  1. จุดที่ 1 ศูนย์การแพทย์แผนไทย สะพานท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ (แม่น้ำกก) – ดูแลโดยกรมทรัพยากรน้ำบาดาล
  2. จุดที่ 2 ศูนย์หน้าศาลากลางจังหวัดเชียงราย (แม่น้ำกก) – ดูแลโดยกรมควบคุมมลพิษ
  3. จุดที่ 3 ด่านพรมแดนแม่สายแห่งที่ 1 อ.แม่สาย (แม่น้ำสาย) – ดูแลโดยสำนักงานควบคุมมลพิษ
  4. จุดที่ 4 สามเหลี่ยมทองคำ อ.เชียงแสน (แม่น้ำรวก-แม่น้ำโขง) – ดูแลโดยกรมทรัพยากรน้ำบาดาล

แต่ละจุดจะติดตั้งระบบตรวจวัดคุณภาพน้ำแบบเรียลไทม์ พร้อมป้ายแสดงผลต่อสาธารณะ และรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนโดยตรง โดยมีหน่วยงานระดับจังหวัด-อำเภอ-ท้องถิ่น เข้าร่วมปฏิบัติงานประจำศูนย์ฯ อย่างใกล้ชิด

การสื่อสารที่ชัด คือเครื่องมือสร้างความเชื่อมั่น

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้ กรมประชาสัมพันธ์ เป็นหน่วยงานหลักในการจัดทำข้อมูลข่าวสารให้สาธารณชนรับรู้ โดยเน้นการสื่อสารที่ “ตรงความจริง ชัดเจน สม่ำเสมอ และมีภาษาที่เข้าใจง่าย” เพื่อลดความวิตกกังวลจากข่าวลือหรือข้อมูลจากแหล่งที่ไม่ผ่านการตรวจสอบ พร้อมแนะนำแนวทางการปฏิบัติเมื่อพบเห็นหรือได้รับผลกระทบจากน้ำที่ปนเปื้อน

จากน้ำปนเปื้อน สู่คำถามเรื่องธรรมาภิบาลทรัพยากรน้ำ

กรณีแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาเชิงสิ่งแวดล้อม แต่คือบททดสอบสำคัญของกลไกรัฐไทยในการจัดการวิกฤติระดับภูมิภาค เมื่อประชาชนเริ่มตั้งคำถามว่าเหตุใดจึงใช้เวลานานเกินไปในการรับรู้ปัญหา เหตุใดข้อมูลที่เปิดเผยจึงแตกต่าง และเหตุใดแม่น้ำที่ควรเป็นแหล่งชีวิตกลับกลายเป็นสิ่งที่สร้างความวิตกในทุกวัน

การจัดตั้งศูนย์ฯ ส่วนหน้า และศูนย์เฝ้าระวังระดับพื้นที่ หากสามารถทำงานอย่างบูรณาการจริงจัง จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ต้องได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณ เครื่องมือ และบุคลากร รวมถึง “เจตจำนงทางการเมือง” ที่จะไม่นิ่งเฉยเมื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งกระทบความมั่นคงด้านสุขภาพของประชาชนทั้งลุ่มน้ำ

สรุป

ปัญหาน้ำปนเปื้อนในแม่น้ำสายและแม่น้ำกก คือสัญญาณชัดเจนว่า ไทยต้องเร่งยกระดับการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมและระบบสื่อสารข้อมูลภาครัฐ การบูรณาการที่ดีเพียงพอเท่านั้น จึงจะสามารถนำพาประชาชนข้ามพ้นวิกฤตนี้อย่างมั่นใจ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ศูนย์อำนวยการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำ (ส่วนหน้า)
  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กรมควบคุมมลพิษ (www.pcd.go.th)
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (เชียงใหม่)
  • กระทรวงมหาดไทย
  • กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  • รายงานการประชุมวันที่ 6 มิถุนายน 2568 ณ ศาลากลางจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
SOCIETY & POLITICS

รับน้องรถทัวร์ ม.พะเยา สร้างความประทับใจแรก

มหาวิทยาลัยพะเยาเปิดบ้านต้อนรับนิสิตใหม่ กิจกรรม “รับน้องรถทัวร์” และ “รุ่นพี่จิตอาสา พาน้องเข้าหอ” เสริมสร้างบรรยากาศอบอุ่น สานสายสัมพันธ์ในรั้วมหาวิทยาลัย

พะเยา, 4 มิถุนายน 2568 – ในช่วงเวลาที่รั้วมหาวิทยาลัยกลับมาคึกคักอีกครั้งต้อนรับการเปิดภาคเรียนใหม่ “มหาวิทยาลัยพะเยา” ได้จัดกิจกรรมสร้างสรรค์ที่ไม่เพียงเติมเต็มความประทับใจแรกให้กับนิสิตใหม่เท่านั้น แต่ยังสร้างบรรยากาศของความอบอุ่นและความร่วมมือระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้องและครอบครัว ภายใต้สองกิจกรรมหลัก ได้แก่ “รับน้องรถทัวร์” และ “รุ่นพี่จิตอาสา พาน้องเข้าหอพัก” ระหว่างวันที่ 4-6 มิถุนายน 2568

กิจกรรม “รับน้องรถทัวร์” ความทรงจำแรกในชีวิตนิสิต

เช้าวันที่ 4 มิถุนายน 2568 บริเวณหน้าหอพักนิสิต มหาวิทยาลัยพะเยา เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและรอยยิ้ม เมื่อขบวนรถทัวร์จากทุกภูมิภาคทยอยเดินทางมาถึงเพื่อส่งนิสิตใหม่และครอบครัว กิจกรรม “รับน้องรถทัวร์” ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องตลอด 3 วันนี้ เป็นผลงานความร่วมมือระหว่างสภานิสิต องค์การนิสิต หน่วยกิจกรรมเวียง สารวัตรนิสิต และกองกิจการนิสิต ภายใต้โครงการ “ต้อนรับนิสิตใหม่และผู้ปกครอง”

เมื่อก้าวลงจากรถทัวร์ น้อง ๆ จะได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากรุ่นพี่อาสา และทีมงานด้วยเสียงเชียร์ ของที่ระลึก และมุมถ่ายภาพสุดน่ารัก สร้างรอยยิ้มและช่วยคลายความตื่นเต้นของนิสิตใหม่ หลายครอบครัวต่างรู้สึกประทับใจที่บรรยากาศในวันแรกของชีวิตมหาวิทยาลัยกลับเต็มไปด้วยความอบอุ่น

รุ่นพี่จิตอาสา พาน้องเข้าหอ” สานสายใยระหว่างรุ่น

ในเวลาเดียวกัน กิจกรรม “รุ่นพี่จิตอาสา พาน้องเข้าหอพัก” ก็เริ่มต้นขึ้น ณ หอพักนิสิต UP Dorm ตลอด 3 วันนี้ ศูนย์ปฏิบัติการมหาวิทยาลัยพะเยาจิตอาสาได้ระดมกำลังรุ่นพี่และสมาชิกสโมสรนิสิตจากคณะต่าง ๆ มาคอยช่วยเหลือนิสิตใหม่และผู้ปกครองในการขนย้ายสัมภาระ แนะนำเส้นทาง ให้ข้อมูลเกี่ยวกับขั้นตอนการรายงานตัว การใช้ชีวิตในหอพัก และการปรับตัวในรั้วมหาวิทยาลัย

บรรยากาศเต็มไปด้วยความเอื้อเฟื้อ น้ำใจ และการแบ่งปัน ผู้ปกครองจำนวนมากต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่ารู้สึกเบาใจและมั่นใจในคุณภาพของ “บ้านหลังใหม่” แห่งนี้ ด้วยความร่วมมือของนิสิตและบุคลากรที่ใส่ใจและดูแลกันเสมือนครอบครัวเดียวกัน

วันที่ 4 - 6 มิถุนายน 2568 โดยมี สภานิสิต องค์การนิสิต หน่วยกิจกรรมเวียง สารวัตรนิสิต ร่วมกับ กองกิจการนิสิต เป็นแม่งานหลัก ภายใต้โครงการ “ต้อนรับนิสิตใหม่และผู้ปกครอง”

จุดเริ่มต้นของมิตรภาพในรั้วพะเยา

กิจกรรมทั้งสองนี้ ไม่ได้เป็นเพียง “พิธีต้อนรับ” แต่ยังเป็นการวางรากฐานให้เกิดสายสัมพันธ์และเครือข่ายมิตรภาพในหมู่นิสิต ตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยพะเยา การมีรุ่นพี่คอยให้คำแนะนำ และรุ่นน้องที่กล้าเปิดใจรับสังคมใหม่ จะช่วยให้การเปลี่ยนผ่านจากชีวิตนักเรียนสู่การเป็นนิสิตเป็นไปอย่างราบรื่นและมั่นใจ

วิเคราะห์ผลลัพธ์ของกิจกรรม วัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง

เมื่อวิเคราะห์ในเชิงผลลัพธ์ กิจกรรมเหล่านี้สะท้อนให้เห็นวัฒนธรรมองค์กรของมหาวิทยาลัยพะเยาที่มุ่งสร้าง “สังคมแห่งมิตรภาพและความร่วมมือ” ที่เป็นรากฐานสำคัญของการอยู่ร่วมกันในมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนผ่านซึ่งเต็มไปด้วยความกังวลใจของนิสิตและครอบครัว กิจกรรมต้อนรับที่อบอุ่นเป็นกันเองนี้ จึงช่วยลดช่องว่างและความกังวลในใจ เปลี่ยนเป็นความมั่นใจและความอบอุ่นที่พร้อมจะส่งต่อไปยังรุ่นต่อ ๆ ไป

นอกจากนี้ ยังเป็นการฝึกทักษะชีวิตของรุ่นพี่นิสิตให้รู้จักการทำงานเป็นทีม การเสียสละ การให้บริการ และการดูแลผู้อื่น ถือเป็นประสบการณ์การเรียนรู้ที่ออกแบบมานอกห้องเรียนอย่างแท้จริง

จุดเริ่มต้นของการเดินทางใหม่ที่เต็มไปด้วยพลังบวก

“รับน้องรถทัวร์” และ “รุ่นพี่จิตอาสา พาน้องเข้าหอ” คือจุดเริ่มต้นของการเดินทางบทใหม่ที่เต็มไปด้วยพลังบวกในรั้วมหาวิทยาลัยพะเยา พื้นที่แห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่สำหรับการศึกษาเท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีสำหรับการเติบโตในทุกมิติ ทั้งด้านวิชาการ ทักษะชีวิต และสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น กิจกรรมต้อนรับเช่นนี้จึงไม่เพียงช่วยเติมเต็มความทรงจำดี ๆ ให้กับนิสิตใหม่และครอบครัว หากยังตอกย้ำภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัยพะเยาในฐานะ “บ้านหลังใหม่ที่อบอุ่นและพร้อมจะดูแลทุกชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย”

ศูนย์ปฏิบัติการมหาวิทยาลัยพะเยาจิตอาสา ได้จัดกิจกรรมจิตอาสา “รุ่นพี่จิตอาสา พาน้องเข้าหอพัก” ณ หอพักนิสิต UP Dorm

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ซ้อมแผนน้ำท่วมเชียงราย เตรียมพร้อมรับมือ 2568

เชียงรายเตรียมพร้อมรับมืออุทกภัยปี 2568 ผนึกกำลังทุกภาคส่วน เสริมระบบเตือนภัย-ซักซ้อมแผนรับมือ ยกระดับความปลอดภัยประชาชน

เชียงราย, 3 มิถุนายน 2568 — ท่ามกลางความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไปในทุกปี จังหวัดเชียงรายในฐานะจังหวัดที่มีภูมิประเทศติดลุ่มน้ำสำคัญของภาคเหนือ ยังคงให้ความสำคัญกับการรับมือและเตรียมความพร้อมเพื่อบรรเทาผลกระทบจากปัญหาอุทกภัย ซึ่งอาจเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่กำลังจะมาถึง

การประชุมใหญ่ ผนึกกำลังหลายฝ่าย

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 3 มิถุนายน 2568 ณ ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ได้มีการจัดประชุมอบรมการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์อุทกภัยจังหวัดเชียงราย ประจำปี 2568 โดยมี พล.ต. จักรวีร์ เสนีย์วรยุทธ์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 37 (ผบ.มทบ.37/ผบ.ศบภ.มทบ.37) มอบหมายให้ พ.อ. สิงหนาท โลสุยะ เสนาธิการมณฑลทหารบกที่ 37/เสธ.ศบภ.มทบ.37 เข้าร่วมประชุม ร่วมกับ นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน พร้อมส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกว่า 15 หน่วยงาน เช่น สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ, ปภ., หน่วยกู้ภัย, มูลนิธิเพื่อนพึ่งพา และหน่วยงานท้องถิ่น

ปัญหาอุทกภัย บทเรียนจากอดีตสู่การวางแผนปี 2568

การประชุมในครั้งนี้มีเป้าหมายชัดเจน คือ การทบทวนมาตรการป้องกันน้ำท่วมในปี 2567 และเสนอแนะแนวทางป้องกันและลดความเสี่ยงในปี 2568 ซึ่งเชียงรายนับเป็นจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมเกือบทุกปี สร้างความเสียหายทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยเฉพาะอำเภอแม่สาย อำเภอเมืองเชียงราย และพื้นที่ติดแม่น้ำกก แม่น้ำโขง

ไพโรจน์ แอบยิ้ม ผู้ทรงคุณวุฒิลุ่มน้ำโขงเหนือ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ได้นำเสนอแนวทางป้องกันน้ำท่วมปี 2568 พร้อมข้อสังเกตว่า

  1. การวิเคราะห์หน้าตัดลำน้ำยังไม่ครอบคลุมข้อมูลขุดลอกล่าสุด จึงต้องสำรวจสภาพปัจจุบันอย่างละเอียดมากขึ้น
  2. ควรขยายขอบเขตสำรวจให้เลยฝายเชียงราย เพื่อประเมินผลกระทบต่อการท่วมในพื้นที่
  3. แนะนำให้เพิ่มการสำรวจริมตลิ่ง เพื่อประเมินขอบเขตการขยายตัวของพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม

ระบบเตือนภัยน้ำท่วมปรับปรุง-ยกระดับ

อีกประเด็นสำคัญคือการนำเสนอระบบเตือนภัยน้ำท่วมแม่น้ำกก โดย ผศ.ดร.พงศ์พันธุ์ กาญจนการุณ ผู้ทรงคุณวุฒิลุ่มน้ำโขงเหนือ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ที่ระบุว่าระยะเวลาแจ้งเตือนภัยปัจจุบัน (จากสถานีสะพานมิตรภาพแม่นาวาง-ท่าตอน ถึงสะพานขังพญามังราย) มีเวลาประมาณ 11 ชั่วโมง ก่อนที่น้ำจะเข้าสู่เขตเมืองเชียงราย ควรเสริมระบบ Flood Mark หรือ Flood Map เพื่อแจ้งเตือนขอบเขตที่ชัดเจน พร้อมแนะนำให้เฝ้าระวังระบบอัตโนมัติในช่วงฤดูฝนเดือนสิงหาคม-กันยายน ที่อาจขัดข้องจากสภาพอากาศ

แผนฝึกอบรม-ซักซ้อมสร้างเครือข่ายปฏิบัติการจริง

จังหวัดเชียงรายได้กำหนดการฝึกอบรมการเตรียมพร้อมรับสถานการณ์อุทกภัยปี 2568 ในเดือนกรกฎาคม โดยจัดกิจกรรมครอบคลุม 3 วัน ได้แก่

  • วันแรก: ประชุมเชิงปฏิบัติการ ทบทวนแผนบรรเทาสาธารณภัย ศึกษาความรู้เกี่ยวกับการจัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์
  • ภาคบ่าย: ฝึกจำลองสถานการณ์น้ำท่วมและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า
  • วันที่สอง: อบรมพัฒนาเครือข่ายเครื่องจักรกลสาธารณภัย
  • วันที่สาม: ซักซ้อมแผนอุทกภัยอำเภอแม่สาย โดยผนวกแผนงานของ ปภ. 15 จังหวัด ร่วมกับ มทบ.37 ใช้งบประมาณจากมูลนิธิเพื่อนพึ่งพา

ความท้าทายใหม่ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

สถานการณ์อุทกภัยในปัจจุบันซับซ้อนมากขึ้นจากผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ฝนตกหนักมากกว่าค่าเฉลี่ย การละลายของหิมะบนภูเขาในประเทศเพื่อนบ้าน ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำกก แม่น้ำโขงผันผวนรวดเร็ว การเตรียมพร้อมจึงต้องยึดข้อมูลจริงและปรับตัวอย่างต่อเนื่อง

การบูรณาการคือคำตอบ

จากการประชุมในครั้งนี้ ชี้ให้เห็นว่าการรับมืออุทกภัยของเชียงรายไม่ได้จำกัดอยู่เพียงหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องเกิดจากความร่วมมือทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ท้องถิ่น ภาคประชาชน นักวิชาการ และมูลนิธิเอกชน เพื่อให้ทุกภาคส่วนมีบทบาทและพร้อมตอบสนองสถานการณ์ได้จริง หากบูรณาการแผนงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เชียงรายจะสามารถลดผลกระทบจากอุทกภัยได้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งชีวิต ทรัพย์สิน และเศรษฐกิจของพื้นที่

เชียงรายเดินหน้าสู่เมืองปลอดภัยจากอุทกภัย

แผนเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัยปี 2568 ของจังหวัดเชียงราย เป็นตัวอย่างของการวางแผนเชิงรุกและยืดหยุ่น พร้อมผสานพลังกับเทคโนโลยีและฐานข้อมูลจริง สะท้อนการเรียนรู้และปรับตัวจากอดีตสู่อนาคต เพื่อให้ประชาชนเชียงรายอุ่นใจในทุกฤดูฝน

ประชุมการฝึกอบรมการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์อุทกภัยจังหวัดเชียงราย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • รายงานประชุมเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์อุทกภัยจังหวัดเชียงราย 3 มิ.ย. 2568
  • สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ www.onwr.go.th
  • กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย www.disaster.go.th
  • มณฑลทหารบกที่ 37
  • มูลนิธิเพื่อนพึ่งพา
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

มะม่วงเชียงรายวิกฤต ราคาดิ่ง เกษตรกรขาดทุนหนัก

วิกฤตราคามะม่วงตกต่ำในรอบหลายปี เกษตรกรเชียงรายขาดทุนหนัก เสียงสะท้อนจากชุมชนถึงภาครัฐ

เชียงราย, 3 มิถุนายน 2568 — เช้าตรู่ในฤดูเก็บเกี่ยวที่ควรจะเต็มไปด้วยความหวังของชาวสวนมะม่วง อำเภอพญาเม็งราย จังหวัดเชียงราย กลับถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง เมื่อมีภาพมะม่วงจำนวนมากถูกนำมาทิ้งข้างทาง เผยให้เห็นอีกด้านของปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังเล่นงานเกษตรกรไทยอย่างรุนแรงในปีนี้

จากสวนสู่ข้างทาง จุดเริ่มต้นของวิกฤต

ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังบ้านกระแล หมู่ 7 ตำบลแม่เปา ซึ่งเป็นแหล่งปลูกมะม่วงที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ ได้พบกับนายปรีชา ลักษณาการ กำนันตำบลแม่เปา ซึ่งเป็นเจ้าของสวนมะม่วงกว่า 200 ไร่ ภายในสวนแห่งนี้ปลูกมะม่วงหลากหลายพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นน้ำดอกไม้สีทอง โชคอนันต์ อาร์ทูอีทู มหาชนก และแก้วขมิ้น โดยผลผลิตจะถูกส่งไปยังล้ง จุดรับซื้อกลาง มีพ่อค้าแม่ค้าตลาดไทมารับไปขายในตลาดกรุงเทพฯ บ้าง หรือส่งออกไปยังประเทศจีนและมาเลเซีย

ปีนี้กลับกลายเป็นปีที่เลวร้ายที่สุดในรอบหลายปี ราคามะม่วงร่วงหนักสวนทางกับต้นทุนที่พุ่งสูง ทำให้เกิดภาพเศร้าใจเมื่อเกษตรกรต้องนำมะม่วงที่ตกเกรดหรือมีแมลงวันเจาะมาเททิ้งไว้ข้างถนน ภาพเหล่านี้กลายเป็นประเด็นในโลกโซเชียล สะท้อนวิกฤตการณ์ที่ชาวสวนกำลังเผชิญ

เสียงจากคนทำสวนขายก็ขาดทุน ทิ้งก็เจ็บปวด

นายปรีชาเผยว่า แม้ชาวสวนในพื้นที่จะพยายามควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวดด้วยการห่อผลมะม่วงทุกลูก เพื่อป้องกันแมลงและสร้างมาตรฐาน แต่ก็ยังไม่วายประสบปัญหาราคาตกต่ำอย่างหนัก “ปีที่แล้ว มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองเกรด A ขายได้ 80 บาท/กก. แต่ปีนี้ลดเหลือแค่ 21-22 บาท/กก. ส่วนมะม่วงแก้วขมิ้นที่กำลังได้รับความนิยม ปีที่แล้วขาย 40 บาท/กก. ปีนี้เหลือแค่ 11-12 บาท/กก. เรียกว่าราคาตกทุกสายพันธุ์” กำนันปรีชากล่าว

สำหรับมะม่วงที่ถูกนำไปทิ้งข้างทาง ส่วนใหญ่มักเป็นมะม่วงตกเกรดหรือถูกแมลงวันเจาะจนขายไม่ได้ “เราเองไม่อยากทิ้ง แต่ตลาดไม่รับซื้อ ราคาก็ตกต่ำมาก” นายปรีชาย้ำ

เศรษฐกิจโลกดิ่ง ต้นทุนสูง กระทบหนักถึงชาวสวนรายย่อย

สาเหตุที่ทำให้ราคามะม่วงตกต่ำในปีนี้ มาจากหลายปัจจัย ทั้งภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว มาตรการกีดกันการค้าของสหรัฐอเมริกา รวมถึงการแข่งขันจากประเทศผู้ผลิตอื่น ส่งผลกระทบต่อการส่งออกและราคาภายในประเทศโดยตรง

ขณะที่ต้นทุนการผลิต เช่น ค่าปุ๋ย ค่ายาฆ่าแมลง และค่าจ้างแรงงานเก็บเกี่ยวยังคงสูงไม่เปลี่ยนแปลง หลายคนบ่นกับกำนันว่า ถึงทำงานหนักแค่ไหนแต่ก็แทบไม่มีเงินเหลือ “เราเองก็ต้องให้กำลังใจชาวสวน ว่าถึงปีนี้จะขาดทุนอย่างไร ก็ต้องดูแลรักษาต้นไว้ เผื่อปีหน้าราคากลับมาดีขึ้น” กำนันปรีชากล่าวอย่างมีความหวัง

วิกฤตการณ์ในโลกออนไลน์และข้อเท็จจริงในพื้นที่

ในสื่อสังคมออนไลน์มีการแชร์ภาพมะม่วงถูกนำไปทิ้งเป็นจำนวนมาก หลายฝ่ายแสดงความห่วงใยต่อเกษตรกรในพื้นที่ นายปรีชาให้ข้อมูลว่า “ในพื้นที่ตำบลแม่เปา ยังไม่พบเห็นการนำมะม่วงไปทิ้งแบบที่แชร์กัน อาจจะเป็นมะม่วงจากพื้นที่ใกล้เคียงที่ไม่ผ่านมาตรฐานตลาดหรือถูกแมลงเจาะ”

ข้อเสนอจากชุมชน อยากเห็นรัฐช่วยเหลือแบบเป็นรูปธรรม

สิ่งที่ชาวสวนคาดหวังจากภาครัฐไม่ใช่เพียงนโยบายระยะสั้น แต่ต้องการมาตรการช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรม เช่นเดียวกับที่เคยทำในช่วงราคาหอมกระเทียมตกต่ำ จังหวัดให้กำนันผู้ใหญ่บ้านทั่วจังหวัดช่วยซื้อคนละ 1 ถุง (10 กก./ถุง) เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้เกษตรกร

“ปีนี้ราคามะม่วงตกต่ำสุดในรอบหลายปี อยากให้จังหวัดใช้มาตรการเดียวกันนี้กับชาวสวนมะม่วงบ้าง จะช่วยให้พวกเรามีกำลังใจและสามารถดำรงอาชีพต่อไปได้” กำนันปรีชาย้ำข้อเรียกร้อง

อนาคตเกษตรกรเชียงรายอยู่ที่ไหน?

แม้ว่าชาวสวนบางส่วนในพื้นที่อาจรอดจากวิกฤตราคาตกต่ำด้วยการรักษาคุณภาพผลผลิตเพื่อให้ได้ราคาดี แต่สำหรับชาวสวนรายย่อยที่ต้นทุนน้อย หรือประสบปัญหาผลผลิตตกเกรด กลับเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักสุด หากไม่เร่งแก้ปัญหานี้อย่างเป็นระบบ อาจนำไปสู่การสูญเสียรายได้หลักของครอบครัว เกิดปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัว และท้ายที่สุดอาจต้องละทิ้งอาชีพทำสวนมะม่วงที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน

วิกฤตครั้งนี้จึงเป็นสัญญาณเตือนสำคัญถึงภาครัฐ ในการทบทวนมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน ทั้งในด้านการสนับสนุนตลาด ผลักดันการแปรรูป และส่งเสริมช่องทางการจำหน่ายที่หลากหลาย ลดการพึ่งพาตลาดส่งออกเพียงอย่างเดียว

สรุป

ปัญหาราคามะม่วงตกต่ำในอำเภอพญาเม็งราย จังหวัดเชียงราย สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของเกษตรกรไทยที่ต้องเผชิญกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ต้นทุนการผลิตที่สูง และขาดกลไกช่วยเหลือที่เหมาะสมจากภาครัฐ เสียงจากชุมชนจึงเป็นสิ่งที่ควรได้รับการรับฟังและนำไปปรับใช้อย่างเร่งด่วน เพื่อปกป้องอาชีพและคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยให้เดินหน้าต่อไปได้ในอนาคต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • สัมภาษณ์นายปรีชา ลักษณาการ กำนันตำบลแม่เปา อ.พญาเม็งราย จ.เชียงราย
  • ข่าวช่อง 7HD “มะม่วงราคาตกต่ำหนักสุดในรอบหลายปี” เผยแพร่ 3 มิถุนายน 2568
  • กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ www.moac.go.th
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ผู้ว่าฯ เชียงรายยันเอง น้ำ-ผัก-ปลา ปลอดสารหนู

เชียงรายยืนยัน “น้ำประปา-ผัก-ปลา” ปลอดภัย ไร้สารหนูปนเปื้อน ตรวจสอบมาตรฐานสากล พร้อมทหารเดินหน้าป้องกันน้ำท่วมแม่สาย

เชียงราย, 31 พฤษภาคม 2568 – จังหวัดเชียงราย ร่วมกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ แถลงยืนยันคุณภาพน้ำประปา ผัก และปลาจากแหล่งน้ำธรรมชาติในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำรวก “ปลอดภัย” หลังดำเนินการตรวจสอบอย่างละเอียดด้วยเครื่องมือมาตรฐานสากล โดยไม่พบการปนเปื้อนสารหนูเกินมาตรฐาน ทั้งยังมีมาตรการเฝ้าระวังและการจัดการปัญหาน้ำท่วมต่อเนื่องเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน

การแถลงข่าวความปลอดภัยด้านสุขภาพสิ่งแวดล้อมในพื้นที่เฝ้าระวัง

วันนี้ (31 พฤษภาคม 2568) ณ ห้องประชุมศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1/1 เชียงราย นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยนายแพทย์วัชรพงษ์ คำหล้า รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และนายแพทย์เอกชัย คำลือ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย ร่วมแถลงข่าวถึงสถานการณ์คุณภาพน้ำประปาหมู่บ้าน อาหารจากแหล่งน้ำธรรมชาติ และการตรวจสอบความปลอดภัยต่อสุขภาพประชาชนในพื้นที่

นายชรินทร์ ทองสุข ระบุว่า ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ได้มีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อหลักและสื่อออนไลน์เกี่ยวกับการปนเปื้อนของสารหนูในแหล่งน้ำธรรมชาติหลายจุด แต่ผลการทดสอบโดยเครื่องมือเบื้องต้น (Test Kit) ไม่สามารถนำมาอ้างอิงอย่างเป็นทางการได้ จำเป็นต้องอาศัยผลวิเคราะห์จากห้องปฏิบัติการที่ได้รับมาตรฐาน ซึ่งศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เป็นหน่วยงานที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานสากล ISO/IEC 17025:2017 สามารถตรวจวิเคราะห์ได้อย่างแม่นยำและเชื่อถือได้

ข้อมูลการตรวจสอบและผลการทดสอบเชิงวิทยาศาสตร์

นายแพทย์วัชรพงษ์ คำหล้า รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า หลังมีข่าวการปนเปื้อนของสารหนูในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำรวก ซึ่งเกินกว่ามาตรฐานกำหนด กรมฯ ได้ดำเนินการตรวจสอบอย่างเร่งด่วน โดยเริ่มเก็บตัวอย่างน้ำประปาหมู่บ้านที่ใช้น้ำจากแม่น้ำกกและแหล่งน้ำใกล้เคียงใน 6 อำเภอ เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2568 ผลการตรวจวิเคราะห์พบว่าไม่พบสารหนูเกินค่ามาตรฐาน โดยพบปริมาณน้อยกว่า 0.001 – 0.009 มิลลิกรัมต่อลิตร

ต่อมา เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2568 ได้ลงพื้นที่อีกครั้งเพื่อเก็บตัวอย่างน้ำประปาหมู่บ้านบริเวณใกล้แม่น้ำสายและแม่น้ำรวกในอำเภอแม่สายและเชียงแสน รวม 6 ตัวอย่าง ผลการตรวจพบปริมาณสารหนูน้อยกว่า 0.001 มิลลิกรัมต่อลิตร ต่ำกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนด

ในเดือนพฤษภาคม–สิงหาคม 2568 ได้วางแผนเก็บตัวอย่างน้ำประปาหมู่บ้าน พืชผัก และปลา รวมชนิดละไม่น้อยกว่า 19 ตัวอย่าง ตรวจวิเคราะห์โดยวิธีมาตรฐานสากล (Standard Methods For the Examination of Water and Wastewater. 24TH Edition. Washington DC: APHA Press; 2023. part 3030, 3110 : p 3-10) ด้วยเทคนิค AAS และ AOAC 2015.01 เทคนิค ICP-MS ในระบบคุณภาพ ISO/IEC 17025:2017

ผลการตรวจสอบครั้งแรกจำนวน 80 ตัวอย่าง แบ่งเป็นน้ำประปาหมู่บ้าน 36 ตัวอย่าง พืชผัก 21 ตัวอย่าง และปลาแม่น้ำ 23 ตัวอย่าง ไม่พบการปนเปื้อนสารหนูเกินค่ามาตรฐาน นอกจากนี้ ผลการตรวจโลหะหนักชนิดอื่น ได้แก่ แคดเมียม ตะกั่ว เหล็ก ฟลูออไรด์ คลอไรด์ ไนเตรท และแมงกานีส ทุกตัวอย่างผ่านเกณฑ์มาตรฐานเช่นกัน

การเฝ้าระวังในพื้นที่เสี่ยงและการดูแลประชาชน

จากกรณีประชาชนในอำเภอแม่สายบางรายมีอาการผื่นแดงหลังใช้น้ำจากบ่อในครัวเรือน เจ้าหน้าที่ได้เก็บตัวอย่างน้ำตรวจสารหนูเบื้องต้นด้วย Test Kit จำนวน 3 จุด ไม่พบการปนเปื้อนแต่อย่างใด และเก็บตัวอย่างบ่อน้ำบาดาล 6 จุด ตรวจหาสารปนเปื้อนในห้องปฏิบัติการ ผลการตรวจยืนยันว่าไม่พบเกินค่ามาตรฐานทั้งน้ำประปา พืชผัก และปลา

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงรายยังคงเน้นย้ำให้ประชาชนใช้เฉพาะน้ำที่ผ่านการกรองหรือปรับปรุงคุณภาพตามมาตรฐาน พร้อมแนะนำกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และหญิงตั้งครรภ์ หากมีอาการผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์ทันที

การบริหารจัดการสถานการณ์และการสื่อสารสาธารณะ

นายแพทย์เอกชัย คำลือ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย ยืนยันถึงการเฝ้าระวังและดำเนินมาตรการด้านสุขภาพอย่างเข้มข้น โดยเน้นการประชาสัมพันธ์ข้อมูลที่ถูกต้องและโปร่งใสให้แก่ประชาชน พร้อมทั้งมีการเก็บตัวอย่างตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง และรายงานผลการดำเนินการอย่างโปร่งใสแก่ประชาชนทุกระยะ

มาตรการเสริมสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยในพื้นที่

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายฝากถึงประชาชนในพื้นที่ ให้มั่นใจในผลการตรวจสอบจากหน่วยงานราชการที่มีความเชี่ยวชาญ โดยจังหวัดเชียงรายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการป้องกันเฝ้าระวังและสร้างความปลอดภัยอย่างเข้มงวดในทุกด้าน

ทหารบกเดินหน้าป้องกันน้ำท่วมพื้นที่แม่สาย

ในวันเดียวกัน พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก พร้อมคณะ เดินทางตรวจเยี่ยมการก่อสร้างพนังคอนกรีตและคันดินริมแม่น้ำสาย ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย จ.เชียงราย เพื่อป้องกันน้ำท่วมซ้ำรอยจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2567 ที่ผ่านมา โดยมีข้าราชการทหารและฝ่ายปกครองในพื้นที่ให้การต้อนรับ

การดำเนินงานของทหารช่างในพื้นที่แม่สาย มุ่งเน้นการเสริมสร้างความมั่นคงด้านโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาวเพื่อป้องกันน้ำท่วมทะลักเข้าชุมชน ในพื้นที่ที่มีอาคารติดแม่น้ำสาย ได้มีการเชื่อมเหล็กปิดช่องประตูหน้าต่างอย่างเข้มงวด ขณะที่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมปีที่ผ่านมา ได้มอบดอกไม้และป้ายขอบคุณแก่เจ้าหน้าที่ที่เข้ามาช่วยเหลือในทุกมิติ

สถานการณ์ปัจจุบันและข้อเสนอแนะต่อสาธารณชน

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงรายเน้นย้ำว่า สถานการณ์สารหนูปนเปื้อนในแหล่งน้ำจังหวัดเชียงรายขณะนี้ ยังไม่พบข้อมูลที่บ่งชี้ความเสี่ยงสูงต่อสุขภาพประชาชน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงเดินหน้าเฝ้าระวังต่อเนื่อง ขอให้ประชาชนปฏิบัติตามคำแนะนำด้านสุขภาพและใช้เฉพาะน้ำประปาที่ผ่านการรับรอง พร้อมติดตามข่าวสารจากราชการอย่างใกล้ชิด

สถิติและแหล่งอ้างอิงที่ตรวจสอบได้

  • ผลตรวจน้ำประปาหมู่บ้าน พืชผัก ปลา จำนวนรวม 80 ตัวอย่าง ไม่พบสารหนูปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐาน
  • ปริมาณสารหนูในน้ำประปาเฉลี่ยน้อยกว่า 0.001–0.009 มก./ลิตร ต่ำกว่าค่ามาตรฐานที่องค์การอนามัยโลกกำหนด (อ้างอิง: กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์)
  • ผลตรวจโลหะหนักอื่นๆ เช่น แคดเมียม ตะกั่ว เหล็ก ฟลูออไรด์ คลอไรด์ ไนเตรท แมงกานีส ทุกตัวอย่างผ่านเกณฑ์มาตรฐาน (อ้างอิง: ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1/1 เชียงราย)
  • ข้อมูลอ้างอิง: กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย, สำนักคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร, Standard Methods For the Examination of Water and Wastewater. 24TH Edition. Washington DC: APHA Press; 2023, ISO/IEC 17025:2017

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
  • สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย
  • ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1/1 เชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

“อบต.แม่อ้อ” จ่อขึ้นยกระดับ เป็น ‘เทศบาลตำบล’ ปลายปี 68

อบต.แม่อ้อ จ.เชียงราย เตรียมยกระดับเป็นเทศบาลตำบลปลายปี 2568 พร้อมเดินหน้าพัฒนาเมืองรองรับภารกิจใหม่

เชียงราย, 31 พฤษภาคม 2568 – การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญกำลังจะเกิดขึ้นกับตำบลแม่อ้อ อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย เมื่อองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) แม่อ้อ เตรียมยกฐานะเป็น “เทศบาลตำบลแม่อ้อ” อย่างเป็นทางการภายในปลายปี 2568 นี้ นับเป็นเทศบาลตำบลแห่งที่ 3 ในพื้นที่อำเภอพาน ต่อจากเทศบาลตำบลเมืองพาน และเทศบาลตำบลสันมะเค็ด

เดินหน้ายื่นเรื่องกระทรวงมหาดไทย เตรียมเปลี่ยนผ่านโครงสร้างการปกครอง

เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคมที่ผ่านมา นายธีระพงษ์ เผ่ากา นายก อบต.แม่อ้อ พร้อมคณะผู้บริหาร ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย เพื่อขอยกฐานะจาก อบต. เป็นเทศบาลตำบลตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด โดยกระบวนการเปลี่ยนผ่านจะนับถอยหลังภายในระยะเวลา 180 วัน ก่อนครบวาระบริหารของชุดปัจจุบันในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568

จาก “พ่อแคว่น” ถึงเทศบาลตำบล: พัฒนาการของตำบลแม่อ้อ

แม่อ้อมีประวัติการปกครองยาวนาน โดยมีการกล่าวถึงในตำนานปากเปล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ในพื้นที่ว่าเคยอยู่ภายใต้การปกครองแบบ “พ่อเมือง” ก่อนที่รัฐไทยจะปรับรูปแบบการปกครองเป็น “กิ่งอำเภอพาน” เมื่อปี 2450 และพัฒนาเรื่อยมาจนเป็นองค์การบริหารส่วนตำบลในปี 2539 ตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537

หลักเกณฑ์สำคัญในการยกฐานะ อบต. เป็นเทศบาลตำบล

การยกฐานะครั้งนี้ดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ. เทศบาล พ.ศ. 2496 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 14 พ.ศ. 2562) และ พ.ร.บ. สภาตำบลและ อบต. พ.ศ. 2537 (แก้ไขถึงฉบับที่ 7 พ.ศ. 2562) โดยต้องผ่านเกณฑ์ต่อไปนี้:

  1. มีประชากรไม่น้อยกว่า 5,000 คน
  2. มีรายได้ไม่น้อยกว่า 30 ล้านบาท/ปี (ไม่รวมเงินอุดหนุน)
  3. พื้นที่ต้องมีลักษณะเป็นชุมชนเมือง มีสาธารณูปโภคพื้นฐานครบถ้วน
  4. ต้องมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 20% เห็นชอบผ่านการสำรวจประชามติ
  5. ได้รับมติเห็นชอบจากสภา อบต. และผ่านการกลั่นกรองจากอำเภอ จังหวัด และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
  6. ประกาศจัดตั้งในราชกิจจานุเบกษาโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

ผลกระทบและโอกาสจากการยกฐานะ

การยกฐานะส่งผลให้โครงสร้างบริหารทั้งหมดเปลี่ยนแปลง โดยสมาชิกสภา อบต. และนายก อบต. จะพ้นจากตำแหน่ง และต้องมีการเลือกตั้งเทศบาลชุดใหม่ นอกจากนี้ งบประมาณ ทรัพย์สิน เจ้าหน้าที่ และภารกิจต่าง ๆ ของ อบต. จะถูกโอนเข้าสู่เทศบาลใหม่โดยอัตโนมัติ

ข้อเปรียบเทียบ เทศบาลตำบล vs อบต.

  • เทศบาลตำบลจะมีอำนาจบริหารที่ครอบคลุมมากกว่า อบต. โดยเฉพาะด้านผังเมือง ขนส่ง ขยะ และระบบสาธารณูปโภค
  • รายได้และงบประมาณของเทศบาลจะเพิ่มขึ้นจากภาษีท้องถิ่นและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ
  • ภาพลักษณ์การพัฒนาเมืองที่ชัดเจนขึ้นจะช่วยดึงดูดการลงทุนและนักท่องเที่ยว
  • อย่างไรก็ตาม การเป็นเทศบาลหมายถึงภาระงานที่มากขึ้น คาดหวังจากประชาชนที่สูงขึ้น และค่าใช้จ่ายบริหารที่เพิ่มขึ้นด้วย

แม่อ้อพร้อมหรือยังกับการเป็นเทศบาล?

จากข้อมูลประชากรและรายได้ที่สอดคล้องกับเกณฑ์ของกระทรวงมหาดไทย ตำบลแม่อ้อถือว่ามีศักยภาพในการเป็นเทศบาลอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อพื้นที่มีการเติบโตของประชากร มีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และมีรายได้จากภาษีท้องถิ่นเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน ความร่วมมือจากประชาชนและผู้นำท้องถิ่นก็ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่เทศบาลตำบลแม่อ้อให้เป็นไปอย่างราบรื่น หากสามารถรักษาเอกลักษณ์ชุมชนควบคู่กับการยกระดับบริการสาธารณะ ก็จะช่วยให้เทศบาลแห่งใหม่นี้สามารถเติบโตอย่างมั่นคงและมีประสิทธิภาพ

สถิติที่เกี่ยวข้อง

  • จำนวนประชากร ต.แม่อ้อ: ประมาณ 6,800 คน (ที่มา: สนง.ทะเบียนราษฎร์ อ.พาน)
  • รายได้รวม อบต.แม่อ้อ ปีงบประมาณ 2567: ประมาณ 34.2 ล้านบาท (ที่มา: สนง.การคลัง อบต.แม่อ้อ)
  • จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในพื้นที่: ประมาณ 4,100 คน (ที่มา: กกต.จังหวัดเชียงราย)
  • ผลสำรวจความเห็นประชาชนในการเปลี่ยนฐานะ: เห็นชอบ 83% จากการสำรวจประชาคมหมู่บ้าน 12 หมู่บ้าน (ข้อมูล ณ เดือนเมษายน 2568)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย (dla.go.th)
  • สำนักงานทะเบียนราษฎร์ อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย
  • องค์การบริหารส่วนตำบลแม่อ้อ
  • กกต. จังหวัดเชียงราย
  • หนังสือแนวทางยกฐานะ อบต. เป็นเทศบาลตำบล สำนักบริหารการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

นายก อบจ.เชียงราย ลุยน้ำท่วมแม่สาย

อบจ.เชียงรายเร่งลงพื้นที่รับมืออุทกภัยแม่สาย น้ำสายล้นตลิ่งท่วมชุมชนบ้านปิยะพร

เชียงราย, 30 พฤษภาคม 2568 – จากอิทธิพลของฝนตกหนักต่อเนื่องตลอดหลายวัน ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำสายเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเกิดภาวะน้ำล้นตลิ่งและไหลเข้าท่วมพื้นที่ชุมชนบ้านปิยะพร ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ทำให้ประชาชนในพื้นที่ประสบปัญหาน้ำท่วมขังในบริเวณบ้านเรือนและพื้นที่เกษตรกรรม

นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) พร้อมด้วยคณะทำงาน ประกอบด้วย นายเสน่ห์ ปัญญาดี ที่ปรึกษานายก อบจ.เชียงราย พันจ่าเอกทวีป เชี่ยวสุวรรณ หัวหน้าฝ่ายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และเจ้าหน้าที่ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ได้ลงพื้นที่บ้านปิยะพรอย่างเร่งด่วนเพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วม พร้อมทั้งให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบในเบื้องต้น

กระสอบทราย-กำลังใจ แผนช่วยเหลือด่วนจาก อบจ.เชียงราย

อบจ.เชียงราย ได้ดำเนินการจัดส่งกระสอบทรายให้แก่ประชาชนที่ประสบภัย เพื่อนำไปวางกั้นน้ำบริเวณบ้านพักอาศัยและจุดเสี่ยงของหมู่บ้าน ทั้งยังให้กำลังใจเจ้าหน้าที่จากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และอาสาสมัครที่ร่วมลงพื้นที่อย่างไม่ย่อท้อในการควบคุมสถานการณ์อุทกภัยในครั้งนี้

การบูรณาการระหว่างหน่วยงานในพื้นที่

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ได้รับการต้อนรับจาก ร.ต.อ.เด่นวุฒิ จันต๊ะขัติ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเกาะช้าง พร้อมด้วยผู้นำท้องถิ่น ซึ่งร่วมกันประเมินสถานการณ์น้ำร่วมกับ อบจ.เชียงราย และหารือแนวทางการรับมือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ภัยพิบัติอย่างมีแผนรองรับ

นายก อบจ.เชียงราย ยืนยันว่า อบจ.เชียงรายพร้อมบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานราชการ ทหาร ตำรวจ องค์กรปกครองท้องถิ่น และภาคประชาชน เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างทันท่วงที ลดความเสียหายจากสถานการณ์อุทกภัยให้ได้มากที่สุด

ความเสี่ยงซ้ำซ้อนจากภูมิประเทศและภาวะโลกร้อน

พื้นที่อำเภอแม่สายถือเป็นหนึ่งในจุดเสี่ยงน้ำท่วมซ้ำซากของจังหวัดเชียงราย เนื่องจากมีลักษณะภูมิประเทศติดแม่น้ำสาย ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักที่รับน้ำจากฝั่งประเทศเมียนมาและลุ่มน้ำฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของจังหวัดเชียงราย เมื่อฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องหรือเกิดฝนตกในฝั่งเมียนมา ก็มีโอกาสสูงที่ระดับน้ำจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและล้นตลิ่งดังเช่นครั้งนี้

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้นจากภาวะโลกร้อน ส่งผลให้ปริมาณฝนในภาคเหนือเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 5-10% ตามรายงานของกรมอุตุนิยมวิทยา และอาจกระทบต่อแผนบริหารจัดการน้ำในระดับท้องถิ่นที่ยังขาดระบบระบายน้ำถาวรในบางพื้นที่

ความเชื่อมโยงเชิงพื้นที่และผลกระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น

นอกจากบ้านปิยะพร ยังมีพื้นที่ใกล้เคียง เช่น บ้านป่าซาง บ้านเกาะช้าง ที่เริ่มมีรายงานน้ำล้นตลิ่งเบื้องต้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรมโดยเฉพาะสวนข้าวโพดและไร่ชาในเขตอำเภอแม่สายตอนบน ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของจังหวัด

อบจ.เชียงราย ได้เตรียมประสานงานกับสำนักงานเกษตรจังหวัดและสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด เพื่อจัดเก็บข้อมูลความเสียหายด้านเกษตรกรรมอย่างเป็นระบบ พร้อมจัดทำรายงานนำเสนอต่อกระทรวงมหาดไทยเพื่อของบประมาณเยียวยาต่อไป

แนวโน้มอุทกภัยต้องใช้ ‘ระบบจัดการ’ ไม่ใช่เพียง ‘การบรรเทา’

แม้การลงพื้นที่อย่างเร่งด่วนของ อบจ.เชียงราย จะช่วยบรรเทาผลกระทบในระยะสั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นยังสะท้อนถึงความจำเป็นในการลงทุนด้านระบบป้องกันน้ำท่วมถาวร เช่น การขุดลอกคูคลอง การสร้างเขื่อนป้องกันริมแม่น้ำ และการพัฒนาระบบระบายน้ำในชุมชน

ในระยะยาว จังหวัดเชียงรายจำเป็นต้องเร่งทำแผนป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติแบบองค์รวม พร้อมปรับปรุงระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning System) ให้ทันสมัย เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงสามารถเตรียมตัวรับมือภัยธรรมชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สถิติที่เกี่ยวข้อง

  • ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยในอำเภอแม่สายช่วงวันที่ 25-29 พฤษภาคม 2568: 137 มม. (ที่มา: ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือ)
  • ระดับน้ำแม่น้ำสายวันที่ 30 พ.ค. 2568 สูงกว่าระดับตลิ่ง 0.7 เมตร (ที่มา: กรมทรัพยากรน้ำ)
  • พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมซ้ำซากใน อ.แม่สาย: 5 ตำบล 18 หมู่บ้าน (ที่มา: สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย)
  • ความเสียหายเบื้องต้น: บ้านเรือน 46 หลังได้รับผลกระทบ, พื้นที่เกษตรกว่า 130 ไร่ (ที่มา: อบจ.เชียงราย)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย)
  • สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย
  • กรมอุตุนิยมวิทยา
  • กรมทรัพยากรน้ำ
  • สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

แม่สายเร่งสอบนายทุน บุกรุกที่ราชพัสดุ ป่าสงวน

นายทุนแฝงรุกป่าสงวนเชียงราย จัดสรรขายที่ดินรัฐหวั่นกระทบมั่นคงชาติ

เชียงรายตรวจเข้ม! แฉพฤติกรรมจัดสรรที่ดินรัฐอย่างไม่ชอบด้วยกฎหมาย

เชียงราย, 30 พฤษภาคม 2568 – จังหวัดเชียงรายกลายเป็นจุดสนใจระดับชาติอีกครั้ง หลังมีรายงานผ่านช่องยูทูปชื่อดังเกี่ยวกับการบุกรุกที่ดินในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ เขตโครงการพัฒนาดอยตุง (คพต.) และที่ราชพัสดุในอำเภอแม่สาย โดยมีการจัดสรรแบ่งขายอย่างเปิดเผยผ่านสื่อออนไลน์ ซึ่งสร้างความกังวลต่อทั้งภาครัฐและประชาชนในพื้นที่

ลงพื้นที่ตรวจสอบด่วนหลังมีรายงานการขายที่ดินผ่านไลฟ์เฟซบุ๊ก

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2568 นายวรายุทธ ค่อมบุญ นายอำเภอแม่สาย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เจ้าหน้าที่สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 2 จังหวัดเชียงราย เจ้าหน้าที่สำนักงานธนารักษ์พื้นที่เชียงราย และผู้นำชุมชน ได้ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบ 3 จุดหลักในตำบลเวียงพางคำ

  • บ้านผาแตก หมู่ 10 (ซอยผาคำ 11) พื้นที่ประมาณ 11 ไร่
  • บ้านป่ายางใหม่ หมู่ 4 พื้นที่ประมาณ 7 ไร่
  • บ้านป่าเมือดรุ่งเจริญ หมู่ 5 พื้นที่ประมาณ 23 ไร่

พื้นที่ทั้งหมดถูกตั้งข้อสงสัยว่ามีการบุกรุกโดยกลุ่มนายทุนบางกลุ่ม ซึ่งมีเป้าหมายรองรับการย้ายถิ่นฐานของกลุ่มชาติพันธุ์เมียนมาและชาวจีนเทา ด้วยวิธีการเปิดขายผ่านป้ายและการไลฟ์สดทางโซเชียลมีเดีย

ตั้งโต๊ะแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม

ในที่ประชุม ณ ชั้น 4 ที่ว่าการอำเภอแม่สาย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีมติร่วมกัน 3 ข้อสำคัญ

  1. สั่งระงับกิจกรรมในพื้นที่ทั้งหมดทันที พร้อมรื้อถอนป้ายประกาศและโพสต์ขายทางออนไลน์
  2. ให้หน่วยงานที่ดูแลพื้นที่ร่วมตรวจสอบสถานะกรรมสิทธิ์ของแต่ละแปลง
  3. มอบหมายให้ผู้ใหญ่บ้านและผู้นำชุมชน 8 ตำบลในแม่สายเฝ้าระวัง หากพบความผิดปกติให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทันที

ที่ดินรัฐกลายเป็นสินค้าราคาสูงในตลาดลับ

การรายงานข่าวโดยสื่อออนไลน์ได้นำเสนออย่างชัดเจนว่ามีการแสดงเจตนาขายที่ดินของรัฐอย่างโจ่งแจ้ง โดยไม่ได้คำนึงถึงวัตถุประสงค์ของพื้นที่ซึ่งจัดสรรไว้สำหรับการอยู่อาศัยของประชาชนผู้ยากไร้ หรือการใช้ประโยชน์เพื่อการเกษตรและการเลี้ยงสัตว์

นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้ว่าจะมีการปลอมแปลงเอกสารสิทธิ์ หรือมีเจ้าหน้าที่รัฐบางรายรู้เห็นเป็นใจ ซึ่งทางฝ่ายปกครองกำลังเร่งสืบสวน

ความเสี่ยงระยะยาวต่อความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน

หนึ่งในประเด็นที่เจ้าหน้าที่แสดงความกังวลคือ หากไม่รีบจัดการและปล่อยให้กระบวนการซื้อขายแบบผิดกฎหมายดำเนินไป อาจส่งผลให้พื้นที่ในอำเภอแม่สายตกอยู่ภายใต้การครอบครองของกลุ่มชาติพันธุ์จากประเทศเพื่อนบ้านในอนาคต

นอกจากนี้ การตั้งถิ่นฐานใหม่อย่างไม่ถูกต้องอาจนำไปสู่ปัญหาด้านอาชญากรรม เศรษฐกิจสีเทา และการบิดเบือนโครงสร้างประชากรในเขตพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา

เสียงเรียกร้องต่อหน่วยงานรัฐตรวจสอบ-ลงโทษ-ปกป้องประชาชน

ประชาชนในพื้นที่ต่างเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบ เช่น กรมธนารักษ์ กรมป่าไม้ และสำนักงานที่ดิน เร่งตรวจสอบข้อมูลเอกสารสิทธิ์ของพื้นที่ที่ถูกบุกรุก พร้อมดำเนินการตามกฎหมายกับผู้กระทำผิด

เสียงสะท้อนจากชุมชนยืนยันว่า พื้นที่เหล่านี้ควรสงวนไว้ให้กับผู้มีสิทธิ์โดยชอบตามกฎหมาย ไม่ใช่เปิดโอกาสให้ทุนต่างถิ่นเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ในลักษณะที่อาจกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐ

ปัญหาที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังนายทุนแฝง

หากวิเคราะห์ในเชิงลึก ปัญหานี้สะท้อนถึงความเปราะบางของระบบกำกับดูแลที่ดิน โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนซึ่งมีจุดอ่อนในการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมาย อีกทั้งยังเปิดช่องให้มีการใช้เทคโนโลยีสื่อสารใหม่ เช่น ไลฟ์เฟซบุ๊ก มาเป็นเครื่องมือขายที่ผิดกฎหมาย

การตรวจสอบที่แม่นยำและการบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานจึงเป็นสิ่งจำเป็นในการจัดการปัญหาเชิงระบบ

การบุกรุกพื้นที่ป่าและที่ดินรัฐในประเทศไทย

จากรายงานของกรมป่าไม้ พบว่าในปี 2566 มีการบุกรุกพื้นที่ป่าทั่วประเทศกว่า 279,000 ไร่ โดยในภาคเหนือมีสัดส่วนการบุกรุกสูงสุดถึง 36% ของทั้งหมด

ในขณะเดียวกัน สำนักงานที่ดินระบุว่ามีกรณีฟ้องร้องเรื่องสิทธิ์ครอบครองที่ดินของรัฐมากกว่า 4,500 คดี ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในจังหวัดชายแดน เช่น เชียงราย ตาก และแม่ฮ่องสอน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  • สำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงราย
  • กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.)
  • รายงานสถานการณ์การบุกรุกพื้นที่ป่า ปี 2566
  • รายงานข่าวจาก YouTube ช่อง “เจาะลึกจริง” และเฟซบุ๊กไลฟ์กลุ่มขายที่ดินแม่สาย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE